ให้ก.ค.ศ.วิเคราะห์งานเขตพื้นที่ฯหาช่องเยียวยารองผอ.เขต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278544

ให้ก.ค.ศ.วิเคราะห์งานเขตพื้นที่ฯหาช่องเยียวยารองผอ.เขต

ตำแหน่งว่าง 209 อัตรา, มีเงื่อนไข, รองผอเขตพื้นที่, ศธ, กคศ, PLC, สพฐ, ศธภ, ศธจ

มอบก.ค.ศ.วิเคราะห์ภาระงานและกรอบอัตรากำลังของเขตพื้นที่ฯที่เหมาะสม ปัจจุบันว่างอยู่ 209 ตำแหน่ง เล็งเกลี่ยรองเขตพื้นที่ฯเงื่อนไขลงเพื่อเยียวยาและแก้ปัญหา

       ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า จากการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่ประชุมได้มีการหารือในหลักการการพัฒนาผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งใหม่และวิทยฐานะใหม่ บางวิทยฐานะ ตามมาตรา 80 แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งได้มีการกำหนดให้มีการอบรมเข้ม 180 ชั่วโมง หรือ 60 ชั่วโมงตามหลักสูตรที่ ก.ค.ศ. กำหนด ที่ประชุมเห็นว่าควรมีการปรับปรุงวิธีการที่จะพัฒนาการเข้าสู่ตำแหน่งและวิทยฐานะให้มีความยืดหยุ่น และมีทางเลือกในการพัฒนาที่กว้างขึ้น อาทิ การพัฒนาตามระบบพีแอลซี (PLC) การพัฒนาตามหลักสูตร คุรุพัฒนา การพัฒนาด้วยระบบพี่เลี้ยง การฝึกงานเพื่อเสริมประสบการณ์ และการอบรมเข้มที่อาจจะเป็นหลักสูตรที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)รับรอง โดยมีเงื่อนไขว่าการพัฒนาดังกล่าวจะต้องเป็นไปตามสมรรถนะที่ต้องการ แต่ไม่ใช่เป็นแค่เพียงการไปนั่งอบรมอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่จะไปอบรมที่สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาเป็นหลัก ที่ประชุมได้มอบให้ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพในการปฏิบัติราชการ ไปจัดทำรายละเอียดและนำเสนอให้บอร์ด ก.ค.ศ.เห็นชอบต่อไป

ปลัด ศธ. กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ยังได้หารือกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มีความประสงค์ที่จะสรรหาผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งว่างอยู่ 209 ตำแหน่ง จึงเสนอขอให้มีกำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้มาดำรงตำแหน่งรองผอ.เขตพื้นที่การศึกษา อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมเห็นว่าขณะนี้ ศธ.อยู่ระหว่างการเข้าสู่โครงสร้างใหม่ จากคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 19/2560 ที่กำหนดให้มีสำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) และกำหนดบทบาทอำนาจหน้าที่ของทั้งสองหน่วยงานไว้ ทำให้อำนาจหน้าที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาบางส่วนไปเป็นอำนาจหน้าที่ของสำนักงาน ศธจ. ประกอบกับ สพฐ.เองยังมีตำแหน่งรอง ผอ.เขตพื้นที่ฯที่มีเงื่อนไขอยู่อีกว่า 300 คน

ดังนั้น จึงมอบให้สำนักงาน ก.ค.ศ.ไปวิเคราะห์ ภาระงานและกรอบอัตรากำลังของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาใหม่ เพื่อให้ทราบว่าสำนักงานเขตพื้นที่ฯควรมีรอง ผอ.เขตพื้นที่ฯจำนวนกี่ตำแหน่ง หลังจากนั้นให้กำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการเกลี่ยอัตรากำลังรอง ผอ.เขตพื้นที่ฯที่มีเงื่อนไขให้ดำรงตำแหน่งที่ว่างก่อน เพื่อเป็นการเยี่ยวยาและแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการที่มีมานาน.

แจงภตช.สรรหาเลขาธิการคุรุสภา-สกสค.-หนังสือยืมเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278476

แจงภตช.สรรหาเลขาธิการคุรุสภา-สกสค.-หนังสือยืมเรียน

หนังสือยืมเรียน, สรรหาเลขาธิการคุรุสภา, เลขาธิการ สกสค, หมอธี, ภตช, คสช, สกสค

“หมอธี” แจงกลับ ภตช.กรณีสรรหาเลขาธิการคุรุสภา-สกสค.ทำตามคำสั่ง คสช.กำชับต้องโปร่งใส ห้ามผิด ยันนโยบายหนังสือยืมเรียนไม่เอื้อใคร ถามกลับคิดว่านายกฯหลอกง่ายหรือ

            เมื่อวันที่ 22 พ.ค.60 นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอรัปชั่นของชาติ (ภตช.) นำโดย นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการ ภตช.ยื่นหนังสือถึง พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอให้ตรวจสอบเรื่อง การประกาศสรรหาเลขาธิการคุรุสภา และ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)ที่ว่าอาจมีการล็อกสเปก นั้น ส่วนตัวยังไม่ทราบรายละเอียดที่มีการร้องเรียน ซึ่งในการประชุมคณะกรรมการเลขาธิการคุรุสภา และคณะกรรมการ สกสค. วันนี้ได้กำชับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกคนว่า ให้ดำเนินการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการ สกสค. ตามประกาศคำสั่งหัวหน้า คสช.อย่างเคร่งครัด โปร่งใส ห้ามผิด

“ในการสรรหาเลขาธิการทั้ง 2 ตำแหน่งนั้น ตัวผมเองบอกไว้แต่ต้นแล้วว่าจะไม่เสนอชื่อใครเข้ารับการสรรหา เรื่องนี้ผมว่าผมแฟร์ที่สุดแล้ว เพราะถ้าไปดูในคำสั่งหัวหน้า คสช.เดิมให้อำนาจ รมว.ศึกษาธิการ แต่งตั้งรองปลัด ศธ.มาปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการทั้ง 2 ตำแหน่ง แต่เราก็ไม่เอาแบบนั้น ต้องการให้มีผู้ทำหน้าที่เต็มเวลา และแม้แต่ในคำสั่ง คสช.การสรรหาครั้งนี้ก็ยังให้อำนาจ รมว.ศึกษาธิการ เช่นกัน แต่ก็มีการกำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจน ถึงจะให้มีการเสนอชื่อผู้เข้ารับการสรรหาเป็นเลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการ สกสค. ซึ่งกรรมการทุกคนก็มีความเป็นกลาง”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรณีให้ตรวจสอบนโยบายหนังสือยืมเรียน แทนการแจกหนังสือเรียนเด็กทุกคนฟรี ตามโครงการเรียนฟรี เรียนดี 15 ปีอย่างมีคุณภาพที่ ภตช.มองว่าตนให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนกับ นายกรัฐมนตรี และอาจจะเอื้อประโยชน์ให้แก่บางสำนักพิมพ์ นั้น เรื่องนี้ได้ตอบมาหลายครั้งแล้ว และอยากให้คิดดูดีๆว่าเมื่อเงินซื้อหนังสือให้เด็กในโครงการฯลดลง เอกชนจะขายหนังสือได้มากขึ้น หรือลดลง และแม้แต่ในส่วนของรัฐเององค์การค้า ของสกสค.ก็อาจจะขายได้น้อยลงด้วยซ้ำ

“นโยบายหนังสือยืมเรียนที่ออกมาเป้าหมายเพื่อประหยัด ฝึกวินัยเด็ก และเงินที่มีต้องซื้อหนังสือที่มีคุณภาพ ทุกคนต้องแข่งขันกันที่คุณภาพของหนังสือเรียน ซึ่งทำให้เราได้รับหนังสือเรียนที่มีคุณภาพดีขึ้น เรื่อยๆในปีถัดไป ส่วนที่บอกว่าผมให้ข้อมูลนายกฯ ไม่ครบถ้วนนั้น ก็ต้องไปถามท่านนายกฯ แต่ผมขอถามกลับว่า คุณคิดว่านายกฯถูกหลอกง่ายหรือ ซึ่งผมมั่นใจในนโยบายนี้และขอให้ไปถามประชาชนด้วย”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

ไฟเขียวแก้เกณฑ์ขอใช้บัญชีครูผู้ช่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278487

ไฟเขียวแก้เกณฑ์ขอใช้บัญชีครูผู้ช่วย

ขั้นตอนการขอใช้บัญชี, หลักเกณฑ์, ใช้บัญชี, ครูผู้ช่วย, ชัยพฤกษ์, กคศ, สพฐ, กศจ, ศธ, ศธภ

ก.ค.ศ.ไฟเขียวหลักเกณฑ์การใช้บัญชีครูผู้ช่วย “ธีระเกียรติ” ชี้ทำให้ยืดหยุ่น เอื้อต่อการปฏิบัติงาน “ชัยพฤกษ์” แจงการขอใช้บัญชีต้องเป็นไปตามลำดับ

       นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติเห็นชอบ ร่าง หลักเกณฑ์และวิธีการนำบัญชีผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีหนึ่งไปขึ้น เป็นผู้สอบแข่งขันได้ในบัญชีอื่น ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น จากแต่เดิมจะพบว่าการขอใช้บัญชีข้ามจังหวัด ข้ามเขตค่อนข้างแข็งตัวมาก และวุ่นวาย ทำให้ในบางพื้นที่ที่มีความจำเป็น ต้องการครูผู้สอนในบางสาขาวิชาเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะขณะนี้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ได้จัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัด สพฐ. และกำหนดให้ขึ้นบัญชีผู้สอบแข่งขันได้เป็นเวลา 1 ปีเท่านั้น ดังนั้น เพื่อให้เอื้อต่อการปฏิบัติงานที่มีความคล่องตัว การใช้บัญชีมีความยืดหยุ่น เป็นไปตามความจริง และให้มีการปรับปรุงการขอใช้บัญชีดังกล่าว

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า ในร่าง หลักเกณฑ์ฯ กำหนดไว้ว่าหาก กศจ. จะขอใช้บัญชีรายชื่อผู้สอบแข่งขันจะต้องดำเนินการตามลำดับ ดังนี้ 1.ขอจากบัญชีของ กศจ. ที่มีพื้นที่ติดต่อกันและอยู่ในสังกัดสำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) เดียวกันก่อน  2.ขอจากบัญชี กศจ. ที่มีพื้นที่ติดต่อกันแต่อยู่ใน ศธภ. อื่น 3.ขอจากบัญชี กศจ. ที่ไม่มีพื้นที่ติดต่อกัน แต่อยู่ในสังกัด ศธภ.เดียวกัน และ4.ขอใช้บัญชี กศจ.ภาคอื่นๆ  ซึ่งกรณีจะทำได้ต่อเมื่อดำเนินการทั้ง 3 ลำดับก่อนหน้านี้มาแล้วพบว่าไม่มีสาขาเอกที่ต้องการ

“การแก้ไขร่าง หลักเกณฑ์ฯนี้เพื่อให้การทำงานยืดหยุ่นมากขึ้น ตรงนี้สามารถใช้ได้กับทุกสาขาวิชารวมถึงสาขาที่ขาดแคลนด้วย หากพิจารณาแล้วมีความจำเป็นก็ สามารถขอใช้บัญชีในสาขาวิชาที่ต้องการตามเงื่อนไขที่ ก.ค.ศ.กำหนด ไม่ต้องไปเปิดสอบเองใหม่” ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

แจงเปิดม.ต่างชาติในไทยเน้นเทคโนโลยีขั้นสูง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278435

แจงเปิดม.ต่างชาติในไทยเน้นเทคโนโลยีขั้นสูง

ต่างชาติเปิดสอนในไทย, ม44, คสช, แจง, เปิด, ต่างชาติ, ใน, ไทย, เน้น, เทคโนโลยี, ขั้นสูง

 “ธีระเกียรติ” แจงประกาศ คสช.2 ฉบับที่ให้ต่างชาติเปิดสอนในไทย คลายกฎและรองรับพัฒนาเน้นสาขาเทคโนโลยีขั้นสูง รอประกาศในราชกิจฯแปลเป็นภาษาต่างๆและเดินสายแจงทูต

            เมื่อวันที่ 22 พ.ค.60 นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่จะมีการออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่อง การส่งเสริมการจัดการศึกษาโดยสถาบันอุดมศึกษา ที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศและคำสั่งหัวหน้า คสช.เรื่องการสนับสนุนสถานศึกษา ที่มีศักยภาพสูงด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีจากต่างประเทศ ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ เพื่อให้มหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาจากต่างประเทศสามารถเข้ามาจัดการเรียนการสอนในประเทศไทย นั้น ขณะนี้ ศธ.กำลังรอให้คำสั่งคสช.ทั้ง 2 ฉบับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งไม่ทราบว่าจะประกาศเมื่อใด แต่ คสช.ได้เห็นชอบในหลักการในร่างทั้ง 2 ฉบับไปแล้ว เมื่อมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ศธ.จะแปลคำสั่งเป็นภาษาต่างๆ เช่น ภาษาอังกฤษ เป็นต้น และเดินสายพบเอกอัครราชทูตประเทศต่างๆ เพื่อสื่อสารให้ต่างชาติเข้าใจ

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า เบื้องต้นที่ผ่านมามีหลายประเทศให้ความสนใจ เช่น ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ เป็นต้น ซึ่งการเปิดสอนในประเทศไทยไม่ใช่เปิดกว้างให้ทุกสาขา จะมีคณะกรรมการพิจารณาและอนุญาตให้เปิดในสาขาที่มหาวิทยาลัยไทยไม่ได้เปิดสอน โดยเน้นไปที่สาขาที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีขั้นสูง เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาประเทศด้านเศรษฐกิจ ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 และรองรับการขยายตัวระบบเศรษฐกิจการค้า การลงทุนโดยเฉพาะในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษอื่นๆ

“คำสั่ง คสช.ที่จะออกมาเป็นเพียงการคลายกฎให้ต่างประเทศสามารถ เข้ามาจัดการเรียนการสอนในบางสาขาได้ ดังนั้น ไม่ต้องกลัวว่าการให้ต่างชาติมาเปิดสอนจะมีการแย่งนักเรียน นักศึกษาในเมืองไทย เพราะคนละกลุ่มเป้าหมาย อะไรที่เมืองไทยทำอยู่เราก็ไม่ให้มาเปิดซ้ำซ้อน”รมว.ศึกษาธิการ  กล่าว

ภตช.ร้อง“บิ๊กตู่”ดำเนินคดีแพ่ง-อาญา“หมอธี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278443

ภตช.ร้อง“บิ๊กตู่”ดำเนินคดีแพ่ง-อาญา“หมอธี”

หนังสือยืมเรียน, ป112, บิ๊กตู่, หมอธี, ผงค์การค้าฯ, ภตช, ศธ, รมวศธ, คสช, สกสค, ผออค, รัฐวิสาหกิจ ของ ศธ, ครม

ภตช.ร้อง“บิ๊กตู่”ดำเนินคดีแพ่ง-อาญา“หมอธี”และพวก ล๊อกสเป๊ค เลขาธิการ สกสค-คุรุสภา เปิดโปงแผนล้ม”ผงค์การค้าฯ”ส่ออุ้มสำนักพิมพ์เอกชน ละเลยป.อาญา112

          เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2560 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล สำนักงานชั่วคราว ก.พ. ชั้น 1  ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช) นำโดย นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ เลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ พร้อม คณะฯได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึง พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชานายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ เพื่อร้องเรียนเนื่องจากภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช) ได้รับเรื่องร้องเรียนจาก ครู นักเรียน ผู้บริหาร ประชาชน อีกทั้ง ภตช. เองได้ติดตามการดำเนินการของ กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) อย่างไม่คลาดสายตามาโดยตลอด ในทุกโครงการ ทุกนโยบายที่ออกมาซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชน นักเรียน ผู้ปกครอง ซึ่งมีประเด็นดังนี้

         ​1.การประกาศสรรหาเลขาธิการคุรุสภา และ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ที่ 17/2560 นั้น ​1.1 ประกาศสรรหาเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)นั้น มีสิ่งที่อาจจะไม่ชอบมาพากล ตรงนี้ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสรรหาเลขาธิการ สกสค.ข้อ 4 วิธีการสรรหาให้ดำเนินการ ดังนี้

          (1) กรรมการ สกสค. เสนอชื่อ บุคคลซึ่งมีคุณสมบัติตามข้อ 2. ลงวันที่ 25 เมษายน 2560 ลงชื่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ.นั้นหมายความว่า บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้ารับการสรรหาได้ ถ้ากรรมการสกสค.ภายใน 9 คน ไม่เสนอชื่อ ซึ่งเป็นการปิดกั้นบุคคลซึ่งมีความรู้ ความสามารถในภาคธุรกิจที่บริหารองค์กรแล้วมีกำไร ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่นเหมือนข้าราชการประจำมาเป็นผู้บริหารในอดีตที่ผ่านมาตลอดร่วม 20 ปี ทำกิจการขาดทุน ซึ่งภายในศธ.ทราบกันตั้งแต่ 5 เดือนที่ผ่านมาว่า ตำแหน่งนี้ รมว.ศธ.อาจจะล๊อกให้ดร.พิษณุ ตุลสุข รองปลัดศธ.ปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการ สกสค.และปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้า(ผอ.อค.)ของสกสค.

         “เพราะตั้งแต่ 25 เม.ย. 2560 ถึง วันที่ 15 พ.ค.2560 มีผู้สนใจจะสมัครกว่า 20-30 ราย  ที่ไม่สามารถสมัครได้ เพื่อไปขอพบกรรมการ สกสค. 8 ราย ก็บอกว่า รมว.ศธ มีคนแล้ว อย่าสมัคร สมัครไปก็ไม่ได้ จึงทำให้วันที่ 16 พ.ค.2560 ปลัดศธ.แถลงว่ามีผู้สมัคร 4 ราย คือ1.ดร.พิษณุ ตุลสุข รองปลัดศธ.ปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการ สกสค.และปฏิบัติหน้าที่ ผอ.องค์การค้าฯ 2.นางผานิตย์ มีสุนทร อดีต รองปลัดศธ.ที่ปรึกษา ผอ.องค์การค้าฯ3.นายสันติ รุ่งสมัย อดีตผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบุรี เขต 2(สพป.เพชรบุรี เขต2)แปลก 3 คน แรก มีกรรมการ สกสค.เสนอชื่อ เซ็นรับรองให้โดยง่าย และ4.นายสมมาตร์ มีศิลป์ อดีต ผอ.องค์การค้าฯรายนี้ไม่มีผู้เซ็นรับรองให้ ต้องทำหนังสือ ร้องเรียน ถึงมี ผู้เซ็นรับรองให้ ส่วนรายอื่นๆอีกกว่า 20-30 คน ไม่มีผู้เซ็นให้”เลขาธิการ ภตช. กล่าว

         1.2 ประกาศสรรหาเลขาธิการคุรุสภา นั้นมีสิ่งที่ไม่ชอบมาพากล ตรงนี้ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการสรรหาเลขาธิการคุรุสภา ข้อ 4 วิธีการสรรหาให้ดำเนินการ ดังนี้ (1) กรรมการคุรุสภา เสนอชื่อ บุคคลซึ่งมีคุณสมบัติตามข้อ 2.  ลงวันที่ 25 เม.ย. 2560 ลงชื่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นั้นหมายความว่า บุคคลภายนอกไม่สามารถเข้ารับการสรรหาได้ ถ้ากรรมการคุรุสภา ภายใน 11 คน ไม่เสนอชื่อ ซึ่งเป็นการปิดกั้นบุคคล ซึ่งมีความรู้ความสามารถภาควิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิ อดีตเลขาธิการคุรุสภา อดีต กรรมการคุรุสภา ผู้มีประสบการณ์ ฯ ที่มีความสามารถเชิงบริหารควบคุมมาตรฐานวิชาชีพได้ ไม่ทุจริตคอร์รัปชั่นเหมือนข้าราชการประจำมาเป็นผู้บริหารในอดีตที่ผ่านมาตลอดร่วม 20 ปี

         “เลขาธิการ ภตช.ระบุ  กล่าวด้วยว่า ภายในศธ.ทราบกันตั้งแต่ 5 เดือนที่ผ่านมาว่า ตำแหน่งนี้ รมว.ศธ อาจจะให้ ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการคุรุสภา เป็น เลขาธิการคุรุสภา เป็นตัวจริง ตั้งแต่ 25 เม.ย. 2560 ถึง วันที่ 16 พ.ค.2560 มีผู้สนใจกว่า 20 ราย สนใจสมัคร มาร้องเรียนก็มี ก็ไม่สามารถสมัครได้ พอไปหา กรรมการคุรุสภา ทั้ง 10 ราย ก็บอกว่า รมว.ศธ อาจจะมีคนแล้ว อย่าสมัคร สมัครไปก็ไม่ได้ จึงทำให้วันที่ 16 พ.ค. 2560 ปลัดศธ.แถลงว่า มีผู้สมัคร 3 ราย คือ ซึ่งมี กรรมการคุรุสภา รับรอง1.ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ เลขาธิการคุรุสภา 2.ดร.กมล ศิริบรรณ อดีตรองปลัดศธ.และ 3.นายเพิ่ม หลวงแก้ว ผู้อำนวยการโรงเรียนชุมชนหนองเรือ จ.ขอนแก่น​

          “เหตุการณ์เช่นนี้ไม่น่าเกิดในศธ. ในยุค คสช เช่นนี้ เพราะฉะนั้น ควร จะต้องมีการเปิดสรรหา เลขาธิการคุรุสภา เลขาธิการ สกสค.อย่างเปิดกว้างเป็นธรรม ให้คนดี เก่ง มีความสามารถ มาสมัครมากๆ อีกทั้งอีกตำแหน่งที่สำคัญคือ ผอ.องค์การค้าฯ(รัฐวิสาหกิจ ของ ศธ) สมควรอย่างยิ่งต้องเปิดการสรรหาคนมีฝีมือเชิง ธุรกิจ ทำกำไร ไม่ขาดทุน ชำระหนี้สินขององค์กรได้ ไม่ต้องทำให้ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีปวดหัว มี รมว.ศธ ก็อาจจะแก้ปัญหาไม่เป็น อาจจะทำปัญหาเพิ่ม เราไม่ต้องการ ฝ่ายการเมือง-ข้าราชการไร้ความสามารถ ทำองค์การค้า ของ สกสค เจ้ง พนักงานต้องตกงาน ขาดทุน เป็นหนี้ ต้องกู้เงิน่ทำอยู่เป็นภาระงบประมาณ​”เลชาธิการ ภตช.ระบุ

         2.จากยอดการขายหนังสือเรียนของ องค์การค้า ของ สกสค. มียอดขายตกต่ำกว่า 2,311 ล้านบาท(เทียบยอด พ.ศ.2558 ยอด 3,681 ล้านบาท ยอดงบดุล ผ่านการรับรองจาก บอร์ด สกสค.,บอร์ดองค์การค้า ของ สกสค และ ผ่านการตรวจสอบรับรองจาก สตง แล้ว) แต่ปี พ.ศ. 2560 ขายได้เพียง 1,370 ล้านบาท(ยอดขายสะสม 1 ต.ค.59 – 7 พ.ค.60) ยอดขายปี พ.ศ.2559 ขายได้ 2,621 ล้านบาท ต่ำกว่า ปี พ.ศ.2558 อยู่ 1,060 ล้านบาท อีกทั้งมีหนี้สินเพิ่มจากการกู้เงินเพิ่มอีก 500 ล้านบาท และ มีแผนการที่จะกู้เพิ่มอีก 2,500 ล้านบาท ในเดือน มิถุนายน 2560

       “เป็นที่น่าสังเกตตั้งแต่ 18 เม.ย. 2558 ถึง ปัจจุบัน องค์การค้า ของ สกสค ภายใต้การบริหารของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ.และพวก  ทำยอดขายตกเสียหายร่วม 3,371 ล้านบาท (เสียหายเหมือนโครงการรับจำนำข้าว) หนี้สินเพิ่ม ทำความเดือดร้อนให้กับ ครอบครัวของ อดีต พนักงานอดีต-ปัจจุบัน ของ องค์การค้า ของ สกสค. กว่า 1,454 ราย ที่มีคำพิพากษาศาลฏีกาให้ชำระหนี้ 3% บวก 2 ขั้น 5% 4% ตามมติ คณะรัฐมนตรี(ครม.) ยอดเหลือค้างจ่ายกว่า 700 ล้านบาท”นายมงคลกิตติ์ กล่าว

         เลขาธิการ ภตช. กล่าวอีกว่า  สมัย นายสมมาตร์ มีศิลป์ อดีต ผอ.องค์การค้า ของ สกสค. สมัย 2 ดำรงตำแหน่ง 1 ต.ค.2555 – 18 เม.ย.58 จ่ายเงินค้างจ่ายของปี พ.ศ.2547 จ่ายครั้งที่ 1 เดือน พฤษภาคม 2557 จำนวน 250 ล้านบาท จ่ายครั้งที่ 2 เดือน ธันวาคม 2557 รายละ 50,000 บาท จำนวน 122 ล้านบาท และ ภายใน เมษายน 2558 จำนวน 250 ล้านบาท ยังไม่ได้จ่ายเนื่องจาก ถูก ม.44 ก่อน  ซึ่งปี พ.ศ.2557 ยอดขาย 3,544 ล้านบาท ปี พ.ศ.2558 ยอดขาย 3,681 ล้านบาท อีกทั้งไม่มีการกู้เงินเพิ่ม มีสภาพคล่องดีมาก ชำระหนี้ได้ทั้งหมด ตามเป้า

         หากย้อนกลับไปเมื่อ ปี พ.ศ.2540 นายสมมาตร์ มีศิลป์ อดีต ผอ.องค์การค้า ของ สกสค. สมัย 1 บริหารงานมียอดขายสูงสุด 4,675 ล้านบาท สามารถผลิตตำราได้ถึง 90 ล้านเล่ม กำไรสุทธิ 417.121 ล้านบาท/ปี จัดสรรงบสนับสนุนคุรุสภา 154 ล้านบาท ซึ่งปีนั้น องค์การค้าคุรุสภา ไม่มีหนี้สิน แต่ทำกำไรสูงถึง 1,529 ล้านบาท ​

         3.การอาจจะการปล่อยปละละเลยให้ บริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่งได้จัดพิมพ์หนังสือที่หน้าปก ว่า”หนังสือเรียนเล่มนี้ได้ปรับปรุงเนื้อหาส่วนที่เกี่ยวกับพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ตามหนังสือ ศธ 04010/ว 4248 แล้ว”ซึ่งไม่ตรงตามรูปแบบที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)อนุมัติ อาจจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อ ทำให้มีการได้เปรียบทางการค้าอย่างสูง ยอดขายมาก ทำให้ องค์การค้า ของ สกสค.(รัฐวิสาหกิจ) ยอดขายตกต่ำมาก จำหน่ายหนังสือไม่ทัน

         เนื่องจากต้องรอปรับแก้ จาก สพฐ หรืออาจจะมีการจงใจอนุมัติรายอื่นล่าช้า และ อาจจะเป็นการปล่อยปละละเลยของ ข้าราชการประจำ และ ผู้บริหารฝ่ายการเมือง หรืออาจจะช่วยเหลือเอกชนทางอ้อม และอาจจะทำให้เกิดการกระทำไม่บังควรต่อเบื้องสูงเป็นอย่างยิ่งซึ่ง อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกกหมายอาญา มาตรา 112 ก็เป็นได้​เหตุผลดังกล่าว อาจจะเป็นการเอื้อประโยชน์อย่างแยบยล จงใจให้สำนักพิมพ์นี้ได้ยอดขายจำนวนมาก ไปกินยอดขายของ องค์การค้า ของ สกสค. ทำขาดทุนรัฐวิสาหกิจ ของ ศธ เสียหาย และ ล้มละลายในที่สุด ซึ่งถ้าปี 2560 ยอดขายมาก ปีหน้าก็กินพื้นที่การตลาดมาก

         ในปี 2561 เข้าสู่โครงการยืมหนังสือเรียน โรงเรียนซื้อเพิมเติม 30% จากยอดตลาดเดิม สพฐ. 5,214 ล้านบาท ซื้อเพิ่ม 1,564.3 ล้านบาท หน้าฉากประหยัดงบไป 3,649.8 ล้านบาท ให้รัฐบาลเห็น ซึ่งนักเรียนใน 1 ห้องเรียน ถ้าใช้หนังสือเดิมเป็นของ สำนักพิมพ์ A ซื้อเพิ่มก็ต้องสำนักพิมพ์ A เท่านั้น เพราะเนื้อหาจะตรงกันทั้งหน้า และ แบบฝึกหัด ทำให้ครูผู้สอนทำการสอนได้ ซึ่งจะซื้อต่างสำนักพิมพ์ไม่ได้ เพราะผู้เขียนคนละคนกัน เนื้อหาไม่ตรงกัน

         “ถ้าปีนี้ ยอดขายของ องค์การค้า ของ สกสค. 1,370 ล้านบาท ปีหน้า ได้รับผลกระทบจากนโยบายยืมหนังสือเรียน 30% จะเหลือยอด 411 ล้านบาท จะทำให้องค์การค้า ของ สกสค ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจ เพื่อก่อตั้งมาเพิ่มคานอำนาจกับเอกชน ล่มสลายในปี 2561  ในที่สุด พนักงาน ครอบครัวพนักงาน ตกงานกว่า 1 หมื่นชีวิต ไม่รวมของ สำนักพิมพ์อื่นๆต้องปิดตัวลงทั้งหมด พนักงาน ครอบครัวกว่า 1 แสนคน ต้องตกงาน รอรับการช่วยเหลือจากรัฐบาลต่อไป จนต้องไปลงทะเบียนคนจน”เลขาธิการ ภตช. กล่าว

         ​4.การอาจจะปิดบังซ่อนเร้นหรืออาจจะหลอกลวงหรืออาจจะให้ข้อมูลไม่ครบรอบด้าน กับ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ทำให้ออกนโยบายไม่รอบคอบ สร้างปัญหาในอนาคต เป็นโดมิโน่ เด็กเสียโอกาส การศึกษาวุ่นวาย สร้างความเหลื่อมล้ำ ในการเสนอขออนุมัติ ทำนโยบาย ยืมหนังสือเรียน แทน หนังสือแจกฟรี ของนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศธ. อ้างว่าประหยัดงบประมาณ

         “หรือ แท้จริงแล้ว อาจจะวางแผนเอื้อประโยชน์ ให้กับบางสำนักพิมพ์ อาจจะทำลาย องค์การค้า ของ สกสค.รัฐวิสาหกิจที่ทำรายได้ของ ศธ ผ่านโครงการยืมหนังสือเรียน ตามเหตุผล ข้อ 3 วรรคสองประเด็นเสนอแนะเพิ่มเติม ทาง ภตช. ถึงได้มายื่นหนังสือถีงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้ดำเนินการเอาผิดกับรมว.ศธ.กับพวก ทั้งคดีแพ่งและคดีอาญา”เลขาธิการ ภตช.กล่าวในที่สุด

3ปี3รัฐมนตรีบริหารศธ.ด้อยลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278438

3ปี3รัฐมนตรีบริหารศธ.ด้อยลง

3ปี3รมวศธศธด้อยลง, เผย3ปี3รมวศธบริหารศธด้อยลง, 3ปี3รมวศธ3ปีคสช, เผย3ปี3, รมว, ศธ, 3ปี3, รัฐมนตรี, บริหาร, ด้อย, ลง

ครุศาสตร์จุฬาฯ เผยผลสำรวจ3 ปี3 รมว.ศธ.โครงสร้างพื้นฐานดีขึ้นแต่พฤติกรรมนร./นศ. –ด้านจริยธรรม คุณลักษณะที่พึงประสงค์ด้านวิชาการบริหารงานศธ.ปฏิรูปการศึกษาด้อยลง

     คณะครุศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เผยผลการสำรวจ Education Watch “3 ปี 3 รัฐมนตรี เหลียวหลังแลหน้า ปฏิรูปการศึกษาไทยไปถึงไหนแล้ว” โดยมี รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เปิดเผยว่า คณะครุศาสตร์ ได้ติดตามสถานการณ์การศึกษา จากการสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 1,177 คน  อายุเฉลี่ยประมาณ 50-60  ปี โดยสำรวจถึงการรับรู้การเปลี่ยนแปลงการปฏิรูปการศึกษา 4 มิติ

     ดังนี้ มิติที่ 1 ด้านห้องเรียนและนักเรียน/นักศึกษา พบว่า ร้อยละ 51 รับรู้ว่า โครงสร้างพื้นฐาน  สภาพห้องเรียน อุปกรณ์การศึกษาและสิ่งอำนวยความสะดวกดีขึ้น แต่ในส่วนของพฤติกรรมการเรียนของนักเรียน/นักศึกษา พบว่า ร้อยละ  66 เห็นว่า พฤติกรรมการเรียนของนักเรียน/นักศึกษาด้อยลง ร้อยละ 16 เห็นว่าดีขึ้น

      ด้านจริยธรรมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 64 เห็นว่าด้อยลง ร้อยละ 16 เห็นว่าดีขึ้น และความสามารถด้านวิชาการของนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 46 ด้อยลง และร้อยละ 32 ดีขึ้น

      มิติที่ 2 ด้านครู พบว่า คุณภาพการสอนของครู ร้อยละ 42 ดีขึ้น และร้อยละ 38 รับรู้ว่าเหมือนเดิม ส่วนพฤติกรรมการทำงานของครู ร้อยละ 37 ดีขึ้น และร้อยละ 37 รับรู้ว่าเหมือนเดิม และคุณภาพชีวิตครู ร้อยละ  35 รับรู้ว่าเหมือนเดิม และร้อยละ 32 ดีขึ้น

      มิติที่ 3 ด้านผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า พฤติกรรมการบริหาร ร้อยละ 40 รับรู้ว่าเหมือนเดิมและร้อยละ 33 ดีขึ้น ส่วนคุณภาพการบริหารโรงเรียน  ร้อยละ 37 มีคุณภาพเท่าเดิม และร้อยละ 37 ดีขึ้น

       มิติที่ 4 การจัดการเชิงนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พบว่าการทุจริตคอรัปชั่น ร้อยละ 45 รับรู้ว่าเหมือนเดิม ร้อยละ 24 ดีขึ้น  คุณภาพการบริหารงา    ของศธ.ร้อยละ 46 ด้อยลง และร้อยละ 33 เท่าเดิม การปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารศธ. ร้อยละ 47 ด้อยลง  และร้อยละ 22 ดีขึ้น  ผลงานการปฏิรูปการศึกษาโดยรวม ร้อยละ 44 ด้อยลง และร้อยละ 19 ดีขึ้น  บรรยากาศความร่วมมือในการแสดงความเห็นของภาคส่วนต่างๆ ร้อยละ 36  รับรู้ว่าเหมือนเดิม และร้อยละ 32 ดีขึ้น

     กลไกของหน่วยงานกำหนดทิศทางและกฏหมาย ร้อยละ 35 ด้อยลงและร้อยละ 24 ดีขึ้น การบริหารตามนโยบายของ 3 รัฐมนตรี ร้อยละ 44 ด้อยลง และร้อยละ21 ดีขึ้น ความยั่งยืนและความต่อเนื่องของการปฏิรูปการศึกษา ร้อยละ 45 รับรู้ด้อยลง และร้อยละ18 รับรู้ดีขึ้น

    สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่ต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น ลำดับแรก การเปลี่ยนแปลงตัวนักเรียน ได้แก่ พฤติกรรมการเรียนของนักเรียน/นักศึกษา ร้อยละ 75 จริยธรรมและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ร้อยละ 71 และความสามารถทางวิชาการ ร้อยละ 67 ลำดับสอง การเปลี่ยนแปลงการแก้ไขทุจริตคอรัปชั่นในวงการศึกษา ร้อยละ 71 การเร่งให้เกิดผลงานการปฏิรูปการศึกษาโดยรวม ร้อยละ 70

      ปรับคุณภาพการบริหารงานระดับกระทรวง ร้อยละ 66 ความยั่งยืนของการปฏิรูปการศึกษา ร้อยละ 64 กลไกของหน่วยงานกำหนดทิศทางและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น สปท. สนช.ร้อยละ 52 ลำดับที่ 3 ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงในด้านครู คุณภาพชีวิตครู ร้อยละ 56 พฤติกรรมการบริหารงานของผู้บริหารสถานศึกษา ร้อยละ 56 คุณภาพการบริหารของผู้บริหารสถานศึกษาร้อยละ 56 พฤติกรรมการทำงานของครู ร้อยละ 54 และคุณภาพการสอนของครู ร้อยละ 52

      คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวต่อไปว่า การปฏิรูปการศึกษาที่แท้จริงต้อง ปฏิรูปที่วิธีสอนของครูและวิธีเรียนรู้ของผู้เรียนในห้องเรียนให้ได้ ต้องอำนวยให้ครูได้ทำหน้าที่จัดการเรียนรู้อย่างเต็มที่ มีเวลาที่จะเอาใจใส่ คิดค้นวิธีพัฒนานักเรียนเป็นรายบุคคล เอื้ออำนวยให้ครูทุกคนมีกลยุทธ์ วิธีการไปสู่เป้าหมายที่มีประสิทธิภาพไม่เหมือนกัน  ไม่ใช่ one size fit all เปลี่ยนวิธีบริหารและธรรมาภิบาลของผู้บริหารศึกษาให้ได้ และกระจายอำนาจมาที่สถานศึกษาทั้งเรื่องวิชาการ บุคลากร งบประมาณ และวิธีบริหารจัดการ

        รวมถึงควรปรับลดเนื้อหาในหลักสูตร เน้นการปฏิบัติให้ทำได้จริง  เพราะขณะนี้ นักเรียนไทยมีชั่วโมงเรียนสูงกว่าประเทศอื่นๆ จนมีคำกล่าวที่ว่า ยิ่งเรียนมากยิ่งโง่ ซึ่งนโยบายลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ไม่ได้ทำให้เด็กเรียนลดลง เพราะการเรียนก็ยังคงมากอยู่เช่นเดียวกับการสอบที่มากเกินไป ควรเปิดโอกาสให้แต่ละโรงเรียน มีตัวชี้วัดความสำเร็จที่แตกต่างกัน และไม่ควรนำโอเน็ต และ PISA  เป็นเครื่องวัดมาตรฐานการศึกษาสำหรับทุกคน แต่ควรกำหนดเป้าหมายการศึกษาสำหรับแต่ละกลุ่มประชากร

แพทย์ทำงานหนัก!!! บางพื้นที่”แพทย์1คน: ปชช.1หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278419

แพทย์ทำงานหนัก!!! บางพื้นที่”แพทย์1คน: ปชช.1หมื่น

ปลัดสธ, แพทย์ขาดแคลน, ปชช3หมื่น, แพทย์ทำงานหนัก, บางพื้นที่แพทย์1คน, ปชช1หมื่น

ปลัดสธ.ห่วงใยแพทย์ทำงานหนัก ปัจจุบันสัดส่วนแพทย์1คนต้องดูแลประชากรถึง 1,900คน บางพื้นที่ 1 : 10,000 คน คาดอีก 10ปีสัดส่วนลดเหลือ1 :1, 250

          นายแพทย์โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เผยว่า ปัญหาความขาดแคลนแพทย์ของประเทศไทยว่า เป็นห่วง เห็นใจ และเข้าใจถึงความยากลำบากในการทำงานของแพทย์และบุคลากรสาธารณสุข ทุกคน ที่พยายามทำงานเพื่อประชาชนให้ดีที่สุด ภายใต้ทรัพยากรของประเทศที่มีอยู่อย่างจำกัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและผู้บริหารทุกคน ได้เร่งแก้ปัญหา ทั้งการปฎิรูประบบบริการ แผนพัฒนากำลังคน เชื่อมั่นว่าระบบสุขภาพของประเทศจะดีขึ้น มีความสมดุลระหว่างผู้ให้บริการกับผู้รับบริการ

          ปลัดสธ. กล่าวอีกว่า เบื้องต้นได้วางแนวทางการแก้ปัญหาในอนาคต4ข้อดังนี้1.มอบผู้ตรวจราชการ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ผู้อำนวยการโรงพยาบาลร่วมหารือจัดเวลาทำงานให้เหมาะสมตามสภาพของโรงพยาบาล และจำนวนผู้ป่วยหรือปริมาณงาน2.ให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลและผู้บริหารศูนย์แพทย์ศาสตร์ศึกษา ดูแลให้คำปรึกษาน้องๆแพทย์จบใหม่ อย่าให้รู้สึกโดดเดี่ยว ช่วยให้คำแนะนำเมื่อมีปัญหา รวมทั้งร่วมแก้ปัญหา3.เร่งรัดจัดทำระเบียบช่วยเหลือเบื้องต้นกับบุคลากรที่ได้รับผลกระทบจากการให้บริการและเสนอให้มีระเบียบเยียวยาช่วยเหลือ4.พัฒนาระบบฉุกเฉินให้มีแพทย์สาขาเวชศาสตร์ฉุกเฉินดูแลในห้องฉุกเฉิน

          “ปัญหาการขาดแคลนแพทย์มีมานาน และมีความพยายามที่จะแก้ไขปัญหามาโดยตลอด ซึ่งเมื่อ 20 ปี ก่อน สัดส่วนแพทย์1คนต้องดูแลประชากร ถึง5,000คน แต่ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุขที่เป็นหน่วยงานในการดูแลประชาชน ในบางพื้นที่ต้องดูแลถึง1:30,000 คนจึงต้องเร่งผลิตแพทย์เพิ่ม เกิดเป็นโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท โดยตลอด23ปีของโครงการฯ ช่วยเพิ่มการผลิตแพทย์เข้าสู่ระบบได้มากถึง7,000 คน และยังคงปฏิบัติหน้าที่ในโรงพยาบาลชุมชน กระทรวงสาธารณสุข

          ทำให้ปัจจุบันสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรในภาพรวมดีขึ้นเป็น1ต่อ1,900คน และบางพื้นที่อาจ1:10,000ซึ่งยังไม่เพียงพอตามภาระงานและจำนวนประชากรที่เพิ่มมากขึ้นรวมทั้งการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุและประชาชนเข้าถึงระบบบริการได้มากขึ้นตามระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ล่าสุดได้เพิ่มการผลิตแพทย์ โดยในโครงการผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบท เพิ่มจากปีละ3,000เป็นปีละ3200คน คาดว่าใน10ปีข้างหน้าจะมีแพทย์ต่อประชากร1ต่อ1250คน” นพ.โสภณ กล่าว

          นพ.โสภณ  กล่าวอีกว่า  นอกจากจะเพิ่มจำนวนแพทย์แล้ว ช่วยให้สัดส่วนต่อประชากรดีขึ้นมาก สิ่งที่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญคือมาตรฐานการรักษา ตอบสนองความต้องการของสังคมด้านคุณภาพการรักษา ซึ่งสร้างความกดดันต่อระบบสาธารณสุข ต่อแพทย์ และวิชาชีพอื่นๆ ที่ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลชุมชนอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพทย์จบใหม่ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมมือกับแพทยสภาดูแลแพทย์กลุ่มนี้เป็นพิเศษ กำหนดให้มีหลักสูตร “แพทย์เพิ่มพูนทักษะ” เพื่อให้แพทย์จบใหม่ทุกคนในประเทศไทย ผ่านหลักสูตรนี้เป็นระยะเวลา1ปี ภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของแพทย์พี่เลี้ยงและอาจารย์แพทย์ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์แก่ตัวแพทย์เอง รวมถึงผู้ป่วยด้วย

          “ยังมีคณะกรรมการเพื่อตรวจประเมินสถาบันและโรงพยาบาลที่ฝึกอบรมแพทย์กลุ่มนี้อย่างใกล้ชิดทั้งในระดับเขตสุขภาพ และในระดับโรงพยาบาลที่มีองค์กรแพทย์ ซึ่งประกอบไปด้วยแพทย์และทันตแพทย์ทั้งโรงพยาบาล ร่วมกันดูแลแพทย์กลุ่มนี้อย่างใกล้ชิด ทั้งนี้เพื่อให้แพทย์จบใหม่ทุกคนมีทักษะ ประสบการการณ์ ให้บริการประชาชนด้วยความมั่นใจและจะร่วมหารือแพทยสภา ราชวิทยาลัย และคณะแพทย์เพื่อหาทางออกในเรื่องนี้ที่เหมาะสมต่อไป”นพ.โสภณ กล่าวในที่สุด

หนุ่มสาวออฟฟิศฟังทางนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278408

หนุ่มสาวออฟฟิศฟังทางนี้

ปวดกระดูก-ข้อ รักษาไวด้วย Radial Shockwave therapy, โรคออฟฟิต, ออฟฟิสซินโดรม, Radial Shockwave therapy

ยุคนี้หนุ่มสาว ชาวออฟฟิศ ต้องเสี่ยงกับการนั่งท่าเดิมนานๆจนป่วย “ออฟฟิสซินโดรม” เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยหากมีนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ ที่ช่วยลดระยะเวลาการรักษา

      วัยทำงานหลายคนคงเคยเป็นอาการที่ หันซ้าย หันขวาก็ปวด ก็เมื่อย ยิ่งในยุคนี้หนุ่มสาว ชาวออฟฟิศ หลายคนต้องใช้ชีวิตผูกติดกับดิจิตอลด้วยแล้ว ก็ยิ่งต้องเสี่ยงกับการนั่งท่าเดิมนานๆจนป่วย “ออฟฟิสซินโดรม”    หลายครั้งต้องไปพบหมอนวดบรรเทาอาการปวด หรือผู้ที่ป่วยเรื้อรังก็ต้องอาศัยการทำกายภาพบำบัดจากแพทย์เฉพาะทางเพื่อรักษา ซึ่งต้องใช้เวลาเกือบเดือนทำให้เสียเวลาในการประกอบอาชีพ

       เป็นเรื่องที่ดีไม่น้อยหากมีนวัตกรรมทางการแพทย์สมัยใหม่ ที่ช่วยลดระยะเวลาในการรักษากล้ามเนื้อกระดูก และข้อที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น  ซึ่งล่าสุดในโอกาสที่หน่วยกายภาพบำบัดโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ครบรอบ9ปี ทางโรงพยาบาล ได้ขยายบริการดูแลรักษาฟื้นฟูทุกอาการปวดในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อให้กับประชาชน ในโอกาสโดยพลังความเชี่ยวชาญ สหสาขาวิชา จากทีมแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ แพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู และนักกายภาพบำบัดที่ดูแลด้านการรักษาฟื้นฟูอาการเจ็บปวดในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ จัดกิจกรรม“No PAIN You GAIN…ชีวิตดี ไม่มีปวด” เพื่อรณรงค์ให้ประชาชนตื่นตัวหันมาใส่ใจสุขภาพพร้อมส่งมอบบริการดูแลส่งเสริมสุขภาพในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อให้กับประชาชนทุกช่วงวัย

หนุ่มสาวออฟฟิศฟังทางนี้

ทั้งนี้ เพื่อสืบสานการดำเนินงานตามพระปณิธาน และถวายเป็นพระกุศลแด่ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุครบ5รอบในปี2560และเปิดประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยด้วยคลื่นกระแทก ผ่านเครื่องมือแพทย์ที่มีประสิทธิภาพเรียกว่า เทคโนโลยี“Radial Shockwave therapy”ที่ช่วยรักษาปัญหาปวดเรื้อรังและโรคออฟฟิศซินโดรมได้ดี

ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ลงทะเบียนเข้าร่วมงานทุกท่านที่กำลังมีปัญหาไม่ว่าจะเป็นอาการปวดคอ ปวดบ่า ปวดแขน ปวดมือ ปวดหลัง ปวดเอว ปวดข้อ ปวดเข่า ปวดเรื้อรัง ได้ร่วมถ่ายทอดและรักษาอาการเบื้องต้นฟรีทุกอาการปวดในกิจกรรมMy Pain Feels Like…เมื่อวันที่ 9พฤษภาคม 2560ที่ผ่านมา ณ ศูนย์การค้าฟิวเจอร์ปาร์ครังสิตเพื่อเข้ารับการตรวจประเมินอาการปวด รวมทั้งรับบริการปรึกษาจากแพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกและข้อ และเวชศาสตร์ฟื้นฟูเพื่อวางแผนโปรแกรมด้านการดูแลรักษา ตลอดจนถึงคำแนะนำในด้านต่างๆ เพื่อบำบัดและฟื้นฟูอาการให้เหมาะสำหรับแต่ละบุคคล

หนุ่มสาวออฟฟิศฟังทางนี้

พร้อมทั้งสามารถเข้ารับการบำบัดรักษาอาการปวดด้วยเทคโนโลยีเครื่องมือบำบัดรักษาอาการเจ็บปวดจากหน่วยกายภาพบำบัด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ พร้อมคำแนะนำในการปรับท่าทางและกิจวัตรประจำวัน เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดี และสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้ใกล้เคียงปกติ ซึ่งมีผู้ใช้บริการหลายคนมีความนงจะรับการรักษาเพิ่มเติม ที่โรงพยาบาลฯ ในภายหลัง

นพ.เติมพงศ์ พ่อค้า ศัลยแพทย์กระดูกและข้อ สาขาศัลยศาสตร์ข้อมือ ข้อศอกและจุลศัลยศาสตร์ ระบุว่า หากมีอาการปวดกระดูก สิ่งแรกที่ต้องทำคือ พักการใช้งาน ใน48ชม.แรก ใช้ความเย็นบรรเทาอาการปวด เมื่อพ้น48ชม.ไปแล้วจึงค่อยใช้ความร้อน บรรเทาอาการปวด หาก3-5วันไม่ดีขึ้นควรที่จะมาพบแพทย์ การรักษาอาการปวดกระดูก เริ่มต้นด้วยการให้ยาแก้ปวด,กายภาพบำบัด,เลเซอร์,อัลตราซาวนด์,การฉีดยา สุดท้ายคือ การผ่าตัด ซึ่งปัจจุบันการผ่าตัดมีทั้งการส่องกล้องและการผ่าตัดแผลปกติ

หนุ่มสาวออฟฟิศฟังทางนี้

ด้านนิดา รัตนครอง หัวหน้าหน่วยกายภาพบำบัด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า เดิมที่การรักษาออฟฟิสซินโดรมจะรักษาด้วยการใชเความร้อน อัลตราซาวด์ร่วมกับกายภาพบำบัด ซึ่งกายภาพบำบัดต้องใช้วิธีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อร่วมด้วย ซึ่งวิธีเดิมนั้นจะใช้เวลารักษาทุกขั้นตอนประมาณ2-3สัปดาห์ อาการจึงจะดีขึ้น และแต่ละครั้งของการรักษานานกว่า60นาที แต่การรักษาด้วยRadial Shockwave therapy”นี้ทั้งแบบเลเซอร์และช็อคเวฟ ซึ่งถ้าใช้ร่วมกันจะเพิ่มประสิทธิภาพให้ลดระยะเวลาการรักษาและผู้ป่วยสามารถรู้สึกดีได้ตั้งแต่ครั้งแรกที่รับการรักษา

ส่วนเวลาในการหายดีนั้นอาจจะเหลือแค่1สัปดาห์หรือเร็วกว่านั้น และรักษาแต่ละครั้งใช้เวลาเพียง20 -30นาทีเท่านั้น ที่สำคัญการรักษาแบบเทคโนโลยีชนิดนี้ช่วยให้บาดเจ็บน้อยกว่าวิธีเดิม เพราะคลื่นกระแทกจะช่วยไปสลายเส้นใยกล้ามเนื้อที่ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน หรือ เรียงตัวไม่เหมาะสม ให้ดีขึ้นได้ คือ ช่วยให้เรียงตัวดีขึ้น

หนุ่มสาวออฟฟิศฟังทางนี้

นิดา รัตนครอง

“บางคนทำงานออฟฟิศมากๆ เช่น นักข่าว นั้นนั่งพิมพ์นานๆ นั่งท่าเดิมนานๆ ปวดคล้ายไมเกรน แต่จริงๆ ไม่ใช่ปวดไมเกรนนะ เป็นอาการปวดคอบ่า ไหล่ หรือ ออฟฟิศซินโดรมนั่นแหละ กว่าจะได้ทำกายภาพบำบัดอาจจะใช้เวลานาน เช่นป่วยไปแล้ว2เดือนค่อยมาตรวจเจอแล้วพบว่าเป็น และโรคนี้เป็นแล้วเป็นซ้ำได้อีก หากยังอยู่ในพฤติกรรมเดิมๆ” นิดาอธิบาย

สำหรับผู้ที่มีอาการปวดในระบบกระดูกและกล้ามเนื้อที่สนใจเข้ารับการรักษา ฟื้นฟูและลดอาการปวดสามารถเข้ารับบริการได้ที่ หน่วยกายภาพบำบัด โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นัดหมายโทร02-574-4763เปิดให้บริการทุกวัน จันทร์-ศุกร์ เวลา08.00-17.00น.และเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ เวลา08.00-16.00น. ,คลินิกศัลยกรรมกระดูกและข้อ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ นัดหมายโทร02-576-6000ต่อ6163หรือ6170เปิดให้บริการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา09.00-16.00น.

แกร่งอังกฤษเพิ่มโอกาสได้งานดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278401

แกร่งอังกฤษเพิ่มโอกาสได้งานดี

แกร่งอังกฤษเพิ่มโอกาสได้งานดี, ไทยแลนด์, Engoo University Campus Tour, Country Manager

อิงกู จัดแคมปัสทัวร์ เจาะกลุ่มว่าที่บัณฑิตเตรียมเสริมแกร่งภาษาอังกฤษเพิ่มโอกาสได้งานดีๆ นางสาวเชียงใหม่ปลื้มฝึกทักษะภาษาอังกฤษกับชาวต่างชาติได้ง่ายทุกที่ทุกเวลา

     บริษัท อิงกู (ไทยแลนด์) จำกัด จัดกิจกรรม อิงกู ยูนิเวอร์ซิตี้ แคมปัสทัวร์ (ENGOO UNIVERSITY CAMPUS TOUR) ครั้งที่ 1 ไปยัง 5 มหาวิทยาลัยใหญ่ในภาคเหนือ ได้แก่ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ และ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

เพื่ออบรม และให้ความรู้แก่นิสิตนักศึกษาเกี่ยวกับเทคนิคการใช้ภาษาอังกฤษในการสัมภาษณ์งาน ให้กับนิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 3 และ 4 พร้อมแนะนำการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษจากการเรียนกับครูผู้สอนชาวต่างชาติแบบตัวต่อตัวกับอิงกู

แกร่งอังกฤษเพิ่มโอกาสได้งานดี

เชาวนนท์ คลังเปรมจิตต์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย (Country Manager) บริษัท อิงกู (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า การเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะด้านทักษะภาษาอังกฤษสำหรับนักศึกษาที่กำลังจะจบการศึกษามีความสำคัญอย่างมาก ทั้งกับการขอทุน การสมัครเรียนต่อต่างประเทศ ไปจนถึงการออกสู่ตลาดแรงงานที่แท้จริง

“ทักษะภาษาอังกฤษเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบที่สามารถเพิ่มโอกาส และความได้เปรียบให้กับนิสิตนักศึกษาเป็นอย่างมาก เพราะหากเทียบกันระหว่างคนที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกัน คนที่มีทักษะด้านภาษาอังกฤษสูงกว่าย่อมมีโอกาสในการได้งานทำสูงกว่า หรือแม้แต่มีโอกาสในการเรียกเงินเดือนสูงกว่าอีกด้วย หรือแม้แต่สำหรับการขอทุน หรือการสมัครเพื่อศึกษาต่อในต่างประเทศก็ล้วนแต่ให้ความสำคัญกับทักษะด้านภาษาอังกฤษทั้งนั้น อิงกู จึงอยากเป็นส่วนหนึ่งในการเตรียมพร้อมให้กับน้องๆ ก่อนการออกสู่ตลาดแรงงานอย่างแท้จริง โดยเฉพาะทักษะด้านการฟัง และการพูด”เชาวนนท์ กล่าว

แกร่งอังกฤษเพิ่มโอกาสได้งานดี

นางสาวสุภาภรณ์ ฤทธิพฤกษ์ หรือโบว์ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ นางสาวเชียงใหม่คนที่ 64 ประจำปี 2560 หนึ่งในผู้ร่วมกิจกรรมแสดงความคิดเห็นว่า ภาษาอังกฤษมีส่วนสำคัญอย่างมากในยุคนี้ และตนก็อยากจะพัฒนาภาษาอังกฤษ แต่ที่ผ่านมาก็เรียนด้วยตนเองจากหนังสือ หรือเรียนในคลาสเรียนใหญ่ซึ่งอาจจะทำให้การพัฒนาทักษะในการพูด และการฟังโดยเฉพาะกับชาวต่างชาติไม่เต็มที่นัก

“ตอนเริ่มเรียนภาษาอังกฤษแบบตัวต่อตัวกับครูชาวต่างชาติ ก็กลัวว่าจะจะยาก จะคุยกับครูไม่เข้าใจ แต่พอได้ลองเรียนจริงๆ กลับไม่ยากอย่างที่คิด ครูดีมากพยายามจะเข้าใจเรา พยายามชวนเราคุย ใช้ศัพท์ง่ายๆ ไมทำให้เราเครียด สนุกดีค่ะ พอเรียนไปเรื่อยๆ ก็ทำให้เรารู้สึกว่ากล้าคุยกับชาวต่างชาติมากขึ้น เพราะได้ฝึกพูดฝึกคิดเป็นภาษาอังกฤษตลอดเวลา และทำให้พัฒนาได้เร็วขึ้น ยิ่งตอนนี้ต้องเตรียมพร้อมทั้งกับการประกวด และการเข้าสู่โลกการทำงานจริง การพัฒนาด้านภาษาจึงมีความสำคัญสำหรับโบว์มากค่ะ” สุภาภรณ์ กล่าว

แกร่งอังกฤษเพิ่มโอกาสได้งานดี

นางสาววาลุลี ดวงวะนา นักศึกษามหาวิทยาลัยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่  รองชนะเลิศอันดับสองนางสาวเชียงใหม่ประจำปี 2560 และรางวัลขวัญใจสื่อมวลชน เสริมว่า “ปกติไม่ค่อยได้มีโอกาสคุยกับชาวต่างชาติเลย แม้ว่าจะอยู่เมืองเชียงใหม่ที่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติมากมายก็ตาม เนื่องจากตัวเองขี้อายไม่ค่อยกล้าคุยกับชาวต่างชาติสักเท่าไหร่

แต่พอได้มีโอกาสมาเรียนภาษาอังกฤษกับครูชาวต่างชาติของอิงกูก็รู้สึกสนุก ไม่ยากอย่างที่คิด ตอนแรกก็กลัวว่าจะเจอคำศัพท์ยากๆ แล้วจะไม่เข้าใจ แต่พอมาเรียนแล้วทำให้เรามีโอกาสได้พูดบ่อยๆ ก็ทำให้เรามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น

นายฐิติพล คลังเปรมจิตต์ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท อิงกู (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่าอิงกูเลือกปักธงเริ่มกิจกรรมแคมปัสทัวร์ใน 5 มหาวิทยาลัยหลักในเขตภาคเหนือก่อน เนื่องจากเป็นพื้นที่เมืองท่องเที่ยว มีนักท่องเที่ยว และการติดต่อประสานงาน ทำธุรกิจกับชาวต่างชาติอยู่อย่างแพร่หลาย

แกร่งอังกฤษเพิ่มโอกาสได้งานดี

โดยนอกจากเข้ามาให้ความรู้ และสนับสนุนการพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษแล้ว อิงกูยังนำเสนอทางเลือกในการเรียนภาษาอังกฤษแบบตัวต่อตัวกับครูต่างชาติกับอิงกูในรูปแบบออนไลน์ที่ทลายข้อจำกัดเรื่องสถานที่ และเวลา โดยผู้เรียนสามารถเลือกเวลาเรียนได้อย่างสะดวกสบายตลอด 24 ชั่วโมง ที่ไหนก็ได้ผ่านคอมพิวเตอร์ แท็ปเล็ต หรือมือถือ โดยสามารถเลือกหลักสูตรหรือเรื่องที่ต้องการเรียนด้วยตนเองกับครูต่างชาติที่มีให้เลือกกว่า 5,000 คนจาก 60 ประเทศทั่วโลก

ไปดูเด็กเนชั่นยูทำงานพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278283

ไปดูเด็กเนชั่นยูทำงานพิเศษ

ตามพ่อสอน, ชีวิตPart-Time, ติดนิสัยออมเงินเพราะพ่อสอน, ชีวิตPart-Time ตามพ่อสอน, ทั้ง, เรียน, หาเงิน, ได้ที่, แต่งคอสเพลย์หารายได้, กลาง, ไปดู, เด็ก, เนชั่น, ยู, ทำ, งานพิเศษ

แชร์ประสบการณ์ชีวิตการทำงานพาร์ทไทม์ โบว์ อริสา สุภัคศิระกล นศ.ม.เนชั่นทั้งการทำงานพาร์ทไทม์แบบออกบูธ จัดงานอีเว้นท์ รวมไปถึงเป็นพนักงานรายชั่วโมงร้านขนมชื่อดัง

       เพราะคุณพ่อสอนตั้งแต่เด็กๆว่าถ้าอยากได้อะไรก็ลองเก็บเงินค่าขนมซื้อของที่อยากได้เอง จนทำให้โตมามีนิสัยที่ชอบออมเงินซื้อของที่อยากได้เองโดยไม่ขอพ่อแม่

     จุดเริ่มต้นจากการที่อยากเก็บเงินไว้ใช้ซื้อของที่อยากได้ และออกเที่ยว ตัวของโบว์ เองถูกคุณพ่อสอนตั้งแต่เด็กๆว่าถ้าอยากได้อะไรก็ลองเก็บเงินค่าขนมซื้อของที่อยากได้เอง จนทำให้โตมามีนิสัยที่ชอบออมเงินซื้อของที่อยากได้เองโดยไม่ขอพ่อแม่ แต่ก็อาจมีบ้างที่พ่อแม่จะช่วยออกเงินให้ส่วนหนึ่ง

ไปดูเด็กเนชั่นยูทำงานพิเศษ

  โบว์ อริสา สุภัคศิระกล

     “ตอนเด็กๆช่วงประมาณ ป.2 อยากได้ซีดีการ์ตูนเรื่องแฮมทาโร่ที่ตอนนั้นมันเป็นแบบboxset แถมตุ๊กตา กล่องละประมาณ 500-600 บาทถ้าจำไม่ผิด บอกพ่ออยากได้ พ่อเลยบอกก็ลองเก็บเงินค่าขนมแต่ละวันดูสิ เลยค่อยๆเก็บ จนครบเดือนเก็บเงินครบพ่อก็พาไปซื้อ ทำแบบนี้ได้ประมาณปีกว่าๆก็เลิกซื้อไป แต่ก็ติดนิสัยออมเงินมาทุกวันนี้” อริสากล่าว

ไปดูเด็กเนชั่นยูทำงานพิเศษ

        จากที่เก็บเงินเพื่อซื้อซีดีการ์ตูนที่อยากได้ ทำให้ทุกวันนี้มีนิสัยอดออมเงินส่วนหนึ่งไว้ซื้อของที่อยากได้ หรือไว้ใช้ยามฉุกเฉิน พอโตขึ้นของที่อยากได้ก็มีมากขึ้น ทำให้คิดว่าทำอย่างไรถึงจะได้เงินเพิ่มมากขึ้น โชคดีที่พ่อแม่ของโบว์ไม่ได้ปิดกั้นการออกไปทำงานหาเงิน เริ่มจากตอนเรียนสมัยมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียน สายปัญญา ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ตอนนั้นหางานได้เขาก็รับแต่เด็กอายุ 18 ปีขึ้นไป ตามร้านอาหารในห้างสรรพสินค้า เลยเปลี่ยนเป็นหางานพาร์ทไทม์งานหนังสือ

       แน่นอนว่าแต่ละบริษัทก็รับแต่อายุ17-18 ปีขึ้นไป โชคดีที่ไปเจอบูธหนึ่งเป็นบริษัทเล็กๆ เขาก็ให้โอกาสทำเป็นช่วงก่อนปิดเทอมก่อนขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พอดี เลยกลายเป็นงานแรกที่ได้ทำงาน พาร์ทไทม์ ทำเป็นระยะเวลา 9 วัน รายได้ต่อวันตกวันละ 400 บาท ก็ได้เก็บเงินส่วนหนึ่งไว้อีกส่วนหนึ่งก็ใช้ซื้อของที่อยากได้เต็มที่

ไปดูเด็กเนชั่นยูทำงานพิเศษ                           โบว์ อริสา สุภัคศิระกล

     ต่อมาพอขึ้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เพื่อนของอาจารย์สอนภาษาญี่ปุ่น ที่สนิทกันหาเด็กที่คอสเพลย์ เป็นงานอดิเรกมาช่วยยืนหน้าบูธแจกใบปลิวสินค้า pocket wifi ประเทศญี่ปุ่น เลยได้งานนี้มา เป็นงานที่แจกใบปลิวสินค้าอยู่หน้าบูธ แต่งตัวคอสเพลย์เป็นตัวละคนการ์ตูนญี่ปุ่นในชุดที่ออกแนวญี่ปุ่น รายได้ต่อวันสูงถึง 4 หลักเพราะต้องแต่งตัวคอสเพลย์

     “การแต่งตัวคอสเพลย์ตอนนั้นเป็นงานอดิเรกอยู่แล้ว พ่อแม่เราก็ไม่ได้ว่าอะไรที่เราจะเอาเงินไปลงกับของพวกนี้เพราะเราหาเงินมาเอง บางทีแม่เราก็ช่วยเราตัดชุดให้ด้วยซ้ำ และได้งานที่แต่งตัวคอสเพลย์มายืนหน้าบูธแจกใบปลิว มันเหมือนการที่เราออกไปทำงานอดิเรกและได้เงินขึ้นมาด้วย” อริสากล่าว

ไปดูเด็กเนชั่นยูทำงานพิเศษ

       ถึงแม้ว่าการที่แต่งตัวคอสเพลย์ที่ผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ในปัจจุบันจะมองเป็นเรื่องไร้สาระก็ตาม แต่โบว์ก็ไม่ใส่ใจคำพูดของคนอื่นๆ เพราะไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน เป็นงานอดิเรกและสามารถหาเงินจากตรงส่วนนี้ได้เอง อีกทั้งยังมีพ่อแม่ที่คอยสนับสนุนงานอดิเรกที่ชอบอยู่ห่างๆ

       นอกจากงานออกบูธที่ต้องแต่งตัวคอสเพลย์หรือมาสคอตออกงานแล้ว โบว์ยังรับงานอื่นๆอีกด้วย อย่างงาน Thailand mobile expo ที่จัดขึ้นประจำเป็นทุกปี ก็ไปเป็นพนักงานเดินบิลของบริษัทหนึ่ง รายได้ต่อวันประมาณ 650-900 บาท แล้วแต่ตามตกลงกับบริษัทที่ได้ทำ แต่ละที่ก็ให้เงินในเรทที่ต่างกันออกไป แต่ละครั้งที่ไปทำก็เปลี่ยนบริษัทไปเรื่อยๆเพื่อหาประสบการณ์และเพื่อนร่วมงานใหม่ๆ รวมไปถึงการเก็บคอนเนคชั่นของแต่ละบริษัทไว้

ไปดูเด็กเนชั่นยูทำงานพิเศษ

       “การมีคอนเนคชั่นเยอะๆมีประโยชน์มากนะคะ นอกจากทำให้รู้จักคนจากหลายสายงานแล้ว ช่วงหลังๆมานี้ทำให้ไม่ต้องไปคอยสมัครแล้วมาลุ้นว่าเราจะได้ทำงานนี้ไหม บางที่เขาก็จะติดต่อเด็กที่เคยทำกับบริษัทตัวเองมาเองเลย” อริสากล่าว

       พอโตขึ้นมาเรียนในระดับมหาวิทยาลัยทำให้มีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น อย่างเช่นค่าหอพัก โบว์ ไม่อยากขอเงินพ่อแม่มาจ่าย จึงทำให้เริ่มหางานพาร์ทไทม์ที่เป็นหลักแหล่ง ได้ไปสมัครกับร้านดังกิ้นโดนัทสาขาหนึ่ง และได้ทำงานรายได้คิดเป็นรายชั่วโมงที่ทำงาน วันหยุดราชการ ก็ได้ค่าแรงเป็นสองเท่า ยิ่งทำงานชั่วโมงเยอะ ก็ได้เงินค่าตอบแทนเยอะ และสามารถทำงานตอนหลังเลิกเรียนได้ทำให้ไม่ได้กระทบกับเวลาเรียน

ไปดูเด็กเนชั่นยูทำงานพิเศษ

      การทำงานที่ ดังกิ้นโดนัท ทำให้ได้ประสบการณ์ที่ต่างออกไปจากการทำงานออกบูธแบบพาร์ทไทม์ ตรงที่มีการแสกนนิ้วเข้า-ออกงานหากลงเวลาไว้ว่าจะเข้าเวลาไหนในวันนั้นและเข้าสายก็จะมีการหักเงินไปตามระเบียบ การรับผิดชอบสินค้าและการบริการ รับผิดชอบต่อสต็อคสินค้าให้ดี มีการบันทึกรายการสินค้าในระบบทุกๆวัน หากสินค้าหายไปในระบบพนักงานในร้านก็จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน

       ถึงทำงานเป็นพนักงานรายชั่วโมงแต่ก็รับเงินค่าตอบแทนเป็นรายเดือน ส่วนการรับเงินจากการไปออกบูธก็ขึ้นอยู่กับบริษัทที่ทำ บางแห่งจ่ายเงินสดให้ทันทีหลังจบงานวันสุดท้าย หรือแบบโอนเงินเข้าบัญชีหลังจบงานไปแล้ว 1 อาทิตย์ และยังมีแบบที่ต้องไปรับเงินเองที่บริษัทหลังจากจบงานไปแล้ว 15-30 วัน

        “นอกจากจะรับงานพาร์ทไทม์แล้วงานเสริมอื่นๆที่ทำก็มีเปิดร้านทำพวกอุปกรณ์ทำหรับคอสเพลย์ด้วยนะ ไม่มีหน้าร้านแต่เปิดขายออนไลน์ในfacebook นอกจากทำพวกอุปกรณ์เสริมแล้วก็รับทำสินค้า D.I.Y อย่างอื่นด้วยแล้วแต่ลูกค้าสั่ง” อริสากล่าว

ไปดูเด็กเนชั่นยูทำงานพิเศษ

         นอกจากงานพาร์ทไทม์ที่ได้เงินตอบแทนแล้ว ยังมีงานพาร์ทไทม์อีกอย่างที่โบว์ทำด้วย แต่เป็นงานพาร์ทไทม์ที่ไม่ได้เงินเป็นค่าตอบแทน กลับได้ประสบการณ์ใหม่ๆเป็นการตอบแทนแทน ก็คืองานจิตอาสา จะใช้เวลาว่างจากการทำงานหรือการเรียน ออกไปทำจิตอาสา

ไปดูเด็กเนชั่นยูทำงานพิเศษ

       ตัวอย่างเช่น กิจกรรมสร้างความสุขกับผู้ป่วยเด็ก ที่โรงพยาบาลเด็ก จากมูลนิธิ โรนัลด์ แมคโดนัลด์ เฮาส์ ที่จะทำกิจกรรมเช่นร้องเพลง ระบายสี กับเด็กๆที่มาหาคุณหมอระหว่างรอตรวจ เพื่อคลายความกังวลให้เด็กๆเวลาเข้าพบแพทย์

         การทำงานไม่ว่าจะที่ไหนหรือรูปแบบไหน เมื่อเป็นพนักงานแล้วก็ต้องสามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้อง รวมถึงต้องบอกโปรโมชั่นของแต่ละวันให้ชัดเจนแก่ลูกค้า สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อเพื่อนร่วมงาน มีสติในการทำงานทุกครั้งและไม่ประมาทเลินเล่อ