ส่งเสริมเด็กฝึกประสบการณ์ช่วงปิดเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278110

ส่งเสริมเด็กฝึกประสบการณ์ช่วงปิดเทอม

ประสบการณ์, ฝึกปฏิบัติงาน, มทรธัญบุรี, ศธ, มทร

 มทร.ธัญบุรี หนุนแนวคิด นายกฯ ส่งเสริมให้นักศึกษาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ฝึกปฏิบัติงาน ประสบการณ์ในช่วงปิดเทอม

         ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีได้ฝากให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปคิดรูปแบบในการส่งเสริมให้นักเรียน นักศึกษาได้ใช้เวลาในช่วงปิดเทอมไปฝึกงานในสถานประกอบการต่าง ๆ เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ในการเรียนรู้ และใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์นั้น

        รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี กล่าวว่า เห็นด้วยกับแนวคิดดังกล่าวของ พล.ประยุทธ์ การฝึกงานช่วงปิดภาคเรียนเป็นเรื่องที่ดี ระยะ 3- 3.5 เดือนถือว่ายาวนาน นักเรียน นักศึกษาจึงควรใช้เวลาไปฝึกงานตามสถานประกอบการ หรือภายในมหาวิทยาลัย รวมถึงเพิ่มเติมความรู้ในส่วนที่ยังขาดอยู่  การฝึกงานตามสถานประกอบการ เป็นการฝึกทักษะทางสังคม  เสริมสร้างประสบการณ์ต่อวิชาชีพที่จะทำในอนาคต มีประสบการณ์ในการทำงาน รวมถึงทำให้รู้จักค่าของเงิน  การฝึกงานที่เกิน 1 เดือนขึ้นไป สถานประกอบการส่วนใหญ่ออกหนัง สือรับรองให้ ซึ่งเรื่องนี้ส่งผลดีต่อนักศึกษาเมื่อสำเร็จการศึกษาและไปสมัครงาน เพราะทำให้ผู้จ้างเกิดความมั่นใจในศักยภาพของนักศึกษาได้อีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม  มทร.ธัญบุรี ได้ส่งเสริมให้นักศึกษาใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ โดยเฉพาะช่วงปิดภาคเรียน โดยระยะเวลา 3 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มีข้อตกลงกับองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ คลอง 5 ส่งนักศึกษาทำงานพิเศษวันละ100 คน รวมถึงยังมีงานในมหาวิทยาลัยให้นักศึกษาได้ทำ ไม่ว่าจะเป็นงานเดี่ยว หรืองานเหมา เช่น นักศึกษาอาจรวมกลุ่มเพื่อรับงานเขียนแบบ หรือเขียนซอฟท์แวร์ให้กับมหาวิทยาลัย  เป็นต้น.

เกษียณแล้วไป (ไหน)เป็นกรรมการสภามหา’ลัย?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278253

เกษียณแล้วไป (ไหน)เป็นกรรมการสภามหา’ลัย?

สภามหาวิทยาลัย  ยุคทองคนวัยเกษียณ, ยุคทองคนวัยเกษียณ, เกษียณแล้วไป, ไหน, สภามหาวิทยาลัย, โจทย์, สจล, อธิการบดี, ฉบับชั่วคราว

สภามหาวิทยาลัยที่เหมาะสมกับช่วงเวลายุคนี้ควรเป็นสภามหาวิทยาลัยผสมระหว่างคนวัยเกษียณอายุ ซึ่งมีความรู้ความสามารถประสบการณ์และคนรุ่นใหม่เข้าใจการเปลี่ยนไปของสังคม

     “สภามหาวิทยาลัย” อุดมศึกษาไทย ปัจจุบันกลายเป็น“โจทย์” ให้ได้ขบคิดถึงบทบาทหน้าที่ รวมถึงคุณวุฒิของผู้มานั่งดำรงตำแหน่งนายกสภาและกรรมการสภา เพราะทุกครั้งที่เกิดปัญหาในแวดวงอุดมศึกษา ไม่ว่าจะม.ของรัฐ หรือม.เอกชน ล้วนแต่ของเกี่ยวกับ “สภามหาวิทยาลัย” แทบทั้งสิ้น 

เกษียณแล้วไป (ไหน)เป็นกรรมการสภามหา'ลัย?

     ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช  กรรมการสถาบันคลังสมองของชาติ  บรรยายไว้ในหลักสูตรธรรมาภิบาลเพื่อการพัฒนาสภามหาวิทยาลัย กลุ่มจังหวัดภาคเหนือ 24 ม.ค.2556 ว่า ตามบทบาทหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย เป็นเสมือนกลไกกำหนดนโยบายสูงสุดของมหาวิทยาลัย ตัวแทนเจ้าของมากำกับดูแลมหาวิทยาลัย ผู้รับผิดรับชอบในความสำเร็จ/ล้มเหลว ของมหาวิทยาลัย แต่ ไม่ใช่ผู้บริหาร ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาของบุคลากร แต่ที่สำคัญที่สุดต้องยึดหลักธรรมาภิบาลในการกำกับดูแลมหาวิทยาลัย  ซึ่งตามพ.ร.บ.มหาวิทยาลัย ..แต่ละแห่ง จะกำหนดอำนาจหน้าที่ของสภามหาวิทยาลัย ไว้ ซึ่งอำนาจจะมากน้อย ไม่เหมือนกัน ..

      ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่าสภามหาวิทยาลัยเป็นตำแหน่งโปรดเกล้าฯ มีหน้าที่กำกับดูแล ประเมินการบริหารงานของผู้บริหารมหาวิทยาลัย (อธิการบดี) ซึ่งกรรมการสภามหาวิทยาลัยนั้น ประกอบด้วย นายกสภามหาวิทยาลัย ,กรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง,กรรมการสภามหาวิทยาลัยโดยตําแหน่ง ,กรรมการสภามหาวิทยาลัยตัวแทนจากคณบดี ผู้อำนวยการต่างๆ เป็นต้น ซึ่ง สภามหาวิทยาลัย 90 % เชื่อว่าเป็นสภามหาวิทยาลัยคุณภาพ และยังคงปฏิบัติหน้าที่ของตนเองตามบทบาทสภามหาวิทยาลัย

    ทว่าเมื่อไล่เรียงดูหน้าตา นายสภามหาวิทยาลัย กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ หาน้อยที่ยังไม่พ้นวัยเกษียณจากข้าราชการประจำ ปานประหนึ่งว่าสภามหาวิทยาลัย เป็นทำเลทองของคนวัยเกษียณเลยทีเดียว

เกษียณแล้วไป (ไหน)เป็นกรรมการสภามหา'ลัย?

        แต่ก็ยากจะปฎิเสธว่าคนวัยเกษียณ หลายคนล้วนแต่มากด้วยความสามารถ แต่ก็ใช่ว่า จะไม่มีคนที่มีปัญหาในการบริหาร หรือปัญหาธรรมาภิบาลในการบริหาร อย่างที่เป็นข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ก็มีตัวอย่างให้เห็น ล่าสุดหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ มีคำสั่ง ที่ 39/2559 เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

       จึงมีคําสั่ง ข้อ 3 เพื่อให้การดําเนินการของสถาบันอุดมศึกษามีประสิทธิภาพสูงสุด การแ ต่งตั้งบุคคล ให้ดํารงตําแหน่งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาหรือกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์

        ดังต่อไปนี้ หน้า 22 เล่ม 133 ตอนพิเศษ 155 ง ราชกิจจานุเบกษา 13 กรกฎาคม 2559 (1) ผู้ดํารงตําแหน่งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาจะดํารงตําแหน่งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษา ในเวลาเดียวกันเกินสามแห่งไม่ได้ (2) ผู้ดํารงตําแหน่งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาจํานวนสองแห่งแล้ว อาจได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง นายกสภาสถาบันอุดมศึกษาหรือกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาอีกได้ไม่เกินหนึ่งแห่ง

       (3) ผู้ดํารงตําแหน่งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาจํานวนหนึ่งแห่งแล้ว อาจได้รับแต่งตั้งให้ดํารงตําแหน่ง นายกสภาสถาบันอุดมศึกษาหรือกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาอีกได้ไม่เกินสองแห่ง(4) ผู้ดํารงตําแหน่งกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาจํานวนสี่แห่งแล้ว ไม่อาจได้รับแต่งตั้ง ให้ดํารงตําแหน่งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาหรือกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาในเวลาเดียวกันนั้นได้อีก

      ผู้ดํารงตําแหน่งนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาหรือกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ของรัฐตามวรรคหนึ่ง ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน เบี้ยประชุม หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากในฐานะนายกสภาสถาบันอุดมศึกษาหรือกรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา จากสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น เว้นแต่เป็นไปตามระเบียบหรือหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการกําหนดหรือให้ความเห็นชอบ

      คำสั่งดังกล่าวเสมือนหนึ่งเปิดทางให้สัดส่วนสภามหาวิทยาลัยปรับเปลึี่ยนได้ไปตามกาลเวลาที่เหมาะสมนั่นเอง เพราะมหาวิทยาลัยยุคใหม่ ไม่ใช่เพียงทำหน้าที่ผลิตบัณฑิต ทรัพยากรคุณภาพให้แก่ประเทศเท่านั้น แต่ต้องเป็นผลิตนวัตกรรม องค์ความรู้ เทคโนโลยีใหม่ งานวิจัย เพื่อเสริมสร้างคุณภาพชีวิต และแข่งขันกับประเทศต่างๆ ทั่วโลกได้    ส่วนตำแหน่งอธิการบดีนั้น ระเบียบปฏิบัติห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกัน 2 สมัยและมีการเสนอว่าอายุไม่เกิน 60 ปี แต่ยังไม่มีข้อปฏิบัติที่ชัดเจน

เกษียณแล้วไป (ไหน)เป็นกรรมการสภามหา'ลัย?

       ศ.ดร.สุชัชวีร์ อธิการบดี สจล. ให้ความเห็นว่าสภามหาวิทยาลัยที่ดีเหมาะสมกับช่วงเวลายุคนี้ ควรเป็นสภามหาวิทยาลัยผสมผสานระหว่างคนวัยเกษียณอายุ ซึ่งมีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ และมีความคิดสมัยใหม่ เข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสังคม บริบทของมหาวิทยาลัยในขณะนี้ รวมถึงต้องมีคนรุ่นใหม่ ที่มีวิสัยทัศน์ ความคิด เพื่อนำพามหาวิทยาลัยให้ก้าวหน้า และเท่าทันการเปลี่ยนแปลงของนวัตกรรม เทคโนโลยี การใช้ชีวิตของผู้คน

     ทว่าในความเป็นจริงก็คือ  กรรมการสภามหาวิทยาลัยหลายแห่งต่างก็บอกว่าล้วนเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถ มีทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ ผ่านประสบการณ์การทำงาน การบริหารงานมาหลายสิบปี สภามหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง ตอนนี้อาจจะมีแต่ผู้ทรงคุณวุฒิ ที่มีวัยวุฒิค่อนข้างมากอยู่นั่นเอง จึงมีคำถากลายๆว่า แล้วมหาวิทยาลัยไทยจะก้าวเดิินไปอย่างไรในสภาวะการณ์ปัจจุบัน ..

        0 ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitilife4444@gmail.com 0 

มติสภา มรร.เสนอ “ดวงพร” นั่งอธิการบดี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278266

มติสภา มรร.เสนอ “ดวงพร” นั่งอธิการบดี

มติสภา, มรรเสนอ, ดวงพร, นั่งอธิการบดี, มรร

สภามรร. มีมติเสนอ “ผศ.ดร.ดวงพร” เป็นอธิการบดี ด้วยคะแนนเสียงส่วนใหญ่

        แหล่งข่าวจากมหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์(มรร.) เปิดเผยว่า วันที่ 20 พ.ค. 2560 ที่ประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์  ซึ่งมี นายมีชัย ฤชุพันธ์  เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยนั้น คณะกรรมการสรรหาอธิการบดีได้มีการรายงานผลการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดี ให้ที่ประชุมได้พิจารณา ซึ่งการประชุมครั้งนี้ เป็นการประชุมแบบครบองค์ประชุม 20 คน โดยมีการลงคะแนนเสียง เพียง 19 คน เนื่องจาก ผศ.ดร.ดวงพร ภู่ผะกา รักษาการแทนอธิการบดี ซึ่งสมัครเข้ารับการสรรหาอธิการบดีในครั้งนี้ด้วยจึงงดออกเสียง

ผลการลงคะแนนเสียง ปรากฏว่า ที่ประชุมลงคะแนน 13 เสียง ให้ ผศ.ดร.ดวงพร  ดำรงตำแหน่งอธิการบดี ส่วนอีก 6 เสียง ลงคะแนนเสียงให้ รศ.ดร.วิภาภรณ์ บุญยงค์ ดังนั้น มติที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย จึงได้เสนอชื่อให้ ผศ.ดร.ดวงพร เป็นอธิการบดี มรร.
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ มรร.มีการสรรหาอธิการบดี ไปแล้วหนึ่งครั้ง แต่เนื่องจากการลงคะแนนเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่งของกรรมการสภามหาวิทยาลัย จึงต้องมีการดำเนินการสรรหาอธิการบดี จนกระทั่งได้  ผศ.ดร.ดวงพร เป็นอธิการบดี ซึ่งการดำเนินการสรรหาอธิการบดีครั้งนี้ เป็นไปอย่างเรียบร้อย

ภาพ : เว็บไซต์ http://www.rru.ac.th

สุขภาพแผนโบราณ ต่อลมหายใจภูมิปัญญาบรรพบุรุษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278096

สุขภาพแผนโบราณ ต่อลมหายใจภูมิปัญญาบรรพบุรุษ

แผนโบราณ, เจ้าพระยาอภัยภูเบศร, สุขภาพแผนโบราณ, Hilot

หมอพื้นบ้านเสนอเอ็มโอยูทำหลักสูตรรวมศาสตร์แพทย์อาเซียน ถ่ายทอดสู่ลูกหลาน วอนรัฐบาลแต่ละประเทศสนับสนุน ต่อลมหายใจภูมิปัญญาบรรพบุรุษ

        เสร็จสิ้นอย่างเป็นทางการสำหรับการจัดงาน มหกรรมสุขภาพเซียน ซึ่งจัดเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ โดยโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ระหว่างวันที่ 14-19 พฤษภาคม 2560 ณ โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี โดยได้เชิญหมอพื้นบ้าน 7 ประเทศอาเซียน ได้แก่ ลาว กัมพูชา พม่า อินโดนีเชีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย และอีก 2ประเทศ จากเอเชียใต้ได้แก่ อินเดีย และศรีลังกา เพื่อร่วมแบ่งปันประสบการณ์การรักษา ดุแลสุขภาพแผนโบราณ เพื่อรักษาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไม่ให้สูญหาย

      นพ.จรัญ บุญฤทธิการ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรกล่าวว่า การจัดงานตลอด 6 วันที่ผ่านมาถือเป็นประสบการณ์ครั้งสำคัญ และถือเป็นหน้าหนึ่งของประวัติศาสตร์เครือข่ายหมอพื้นบ้านอาเซียน ที่ได้รวมพลังกันเพื่อให้เกิดกระแสการตื่นตัวให้ เห็นความสำคัญของการรักษาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไม่ให้สูญหาย โดยแต่ละประเทศได้แบ่งปันประสบการณ์ในการรักษากันอย่างน่าสนใจ และเชื่อว่าจะมีการจัดงานแบบนี้อีกในรูปแบบของเครือข่ายอาเซียน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และบันทึกเป็นองค์ความรู้ไว้เป็นตำรา เพื่อให้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษคงอยู่ต่อไป  

สุขภาพแผนโบราณ ต่อลมหายใจภูมิปัญญาบรรพบุรุษ

      โดยในการประชุมได้มีการแบ่งปันประสบการณ์และการสาธิตการรักษาในรูปแบบต่างของแต่ละประเทศ อาทิ  หมอพื้นบ้านจากกัมพูชาได้ถ่ายทอดการรักษาแบบฝังเข็ม ครอบแก้ว ฝังเข็มกระตุ้นไฟฟ้า การนวดแบบเขมร รักษาอัมพฤกษ์ อัมพาต นอกจากนี้ยังมีการสาธิตการรักษาโรคกระดูก โดยใช้คาถาด้วย ส่วนประเทศพม่า นำเสนอการรักษาโรคกระดูกหัก ด้วยการเข้าเฝือกไม้ไผ่ การคำนวณการรักษาโดยหลักทางดาราศาสตร์ รวมทั้งความเชื่อที่ว่ามนุษย์ป่วยเกิดจากธาตุไม่สมดุล หมอพื้นบ้านจากอินเดียแบ่งปันประสบการณ์เรื่องระบบการแพทย์พื้นบ้านโดยแบ่งเป็นสองระบบคือการแพทย์ที่มีตำราการเรียนการสอนภาคทฤษฎีและระบบการแพทย์ที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่นเป็นลักษณะของการจดจำ สมุนไพรที่มีการใช้มีมากกว่า 6 แสน ส่วนที่มีการบันทึกเป็นรายลักษณ์อักษรมีการใช้กว่า 2,500 ชนิด

        ทางด้านของอินโดนิเชีย ได้สาธิตการนวดแผนโบราณ ซึ่งเรียกว่า พีแจ็กโอรส ซึ่งเป็นการนวดที่รวมวัฒนธรรมอยู่ด้วย โดยการนวดจะทำร่วมกับพิธีกรรมที่ตั้งใจทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและขอพรจากพระเจ้า ประโยชน์ของการนวด เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือดร่างกาย กระตุ้นระบบประสาท ลดความกังวล ส่วนลาว ก็ได้แบ่งปันประสบการณ์ โดยเปิดเผยถึงหมอพื้นบ้านลาว ซึ่งมีเชื้อชนชาติ 49 กลุ่ม แบ่งได้ 4 ภาษา คือ จีน ทิเบต ม้ง มอญ มีการรักษาด้วยสมุนไพร และมีความพยายามที่รักษาพืชพันธ์สมุนไพรไม่ให้สูญหาย ลาวมีพิธีการรักษาที่ใช้คาถาพิธีกรรม สังเกต อวัยวะบนร่างกายสะท้อนโรค ควบคู่ไปกับการใช้การรักษาด้วย สมุนไพร

สุขภาพแผนโบราณ ต่อลมหายใจภูมิปัญญาบรรพบุรุษ

ขณะที่มาเลเซีย เน้นเรื่องการดูแลมารดาหลังคลอด ซึ่งเป็นภูมิปัญญาปรัชญาตะวันออก ที่ทางโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเองได้จัดเป็นไฮไลท์การดูแลรักษาโดยคืนศักดิ์ศรีและความสวยงามให้กับเพศหญิงใน 3 ช่วงคือ หลังคลอด วัยทอง วัยหมดประจำเดือน โดยมาเลเซียยึดนโยบายองค์การอนามัยโลก ที่สนับสนุนการผสมผสานการแพทย์ดั้งเดิมเข้ามาในโรงพยาบาล ซึ่งนอกจากจะดูแลมารดาหลังคลอดในโรงพยาบาลแล้ว ยังมีหมอตำแยที่อยู่ตามหมู่บ้านดูแลให้คำแนะนำเรื่องอาหารการกินของมารดาอีกด้วย  

ด้านฟิลิปปินส์ เล่าถึงการแพทย์ดั้งเดิมที่เรียกว่า ฮีล็อต (Hilot)  สันนิษฐานว่า อาจพัฒนามาจากการแพทย์ดั้งเดิมของจีน โดยมองถึงปัญหาสุขภาพตลอดชีวิต ตั้งแต่ ทารก วัยรุ่น หญิงตั้งครรภ์ มารดาหลังคลอด  ส่วน ศรีลังกา มีระบบการแพทย์หลายรูปแบบ และมีหมอพื้นบ้านที่ขึ้นทะเบียนซึ่งมีความแตกต่างไปตามความถนัด ที่น่าสนใจคือ การรักษางูกัด ศรีลังกามีมีหมอรักษางูกัด สองพันคน ความรู้นี้ได้จากรุ่นสู่รุ่น และใช้สมุนไพรเป็นยารักษาควบคู่ไปกับการบริกรรมคาถา

สุขภาพแผนโบราณ ต่อลมหายใจภูมิปัญญาบรรพบุรุษ

        ขณะที่ หมอแผนไทย ได้นำเสนอความรู้เรื่องปัญจขันธ์มาใช้ประกอบการรักษาเป็นพื้นฐาน แนวทางของแพทย์ล้านนา โดยเริ่มจากการรักษาโรคด้วยวิธีกัวซา และครอบแก้ว ส่วน จ.ระนอง นำเสนอการใช้ พิธีกรรมเหนือธรรมชาติร่วมกับการรักษาด้วยสมุนไพร เช่น พิธีทำขวัญปัดเป่าโรคภัยให้กับเด็กที่แรกเกิด การใช้คาถาอาคมต่อกระดูกให้เดินได้  หมอจากสุโขทัย นำเสนอการนวดดั้งเดิมตรวจสัมผัสใบหน้า และเท้าสะท้อนการเจ็บป่วยและความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่าง ๆ สุดท้ายคือการรักษาเหนือธรรมชาติของหมอพื้นบ้าน จ.สุราษฎร์ธานี คือพิธีมโนราห์เหยียบเสน เป็นการรักษาปานแดงปานดำที่เกิดในเด็กแรกเกิด การทำยาโปะกระหม่อม ที่มักทำร่วมกับพิธีทำขวัญเด็กเพื่อให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง นอกจากนี้ยังนำเสนอการใช้ยาโปะกระหม่อมซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนที่มักทำร่วมกับพิธีรับขวัญเด็กเพื่อให้มีสุขภาพแข็งแรง

         การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าจะให้หมอพื้นบ้านของอาเซียนจะเดินไปในรูปแบบใด เพื่อให้รักษาภูมิปัญญาไว้ไม่ให้สูญหาย โดยมีผู้เสนอว่าน่าจะมีการลงนามความร่วมมือกันทั้งอาเซียนเพื่อสืบทอดภูมิปัญญาหมอพื้นบ้านโดยการจัดอบรมกำหนดเป็นหลักสูตร 10 วิชา โดยรวบรวมองค์ความรู้ของแต่ละประเทศเพื่อถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่นไม่ให้ภูมิปัญญาบรรพบุรุษหล่นหาย  ขณะเดียวกันก็มีการเสนอให้มีการรวบรวมองค์ความรู้จากหมอพื้นบ้านที่ล้มหายตายจากลงไปทุกปี  นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้คำนึงถึงภาครายได้ของหมอพื้นบ้านด้วย โดยองคาพยพจะเข้มแข็งได้ภาครัฐต้องเข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง นอกจากนี้ยังมีการเสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์กลางของแต่ละประเทศเพื่อประสานความร่วมมือเป็นเครือข่ายที่เข้มแข็งโดยใช้โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นต้นแบบ

สุขภาพแผนโบราณ ต่อลมหายใจภูมิปัญญาบรรพบุรุษสุขภาพแผนโบราณ ต่อลมหายใจภูมิปัญญาบรรพบุรุษสุขภาพแผนโบราณ ต่อลมหายใจภูมิปัญญาบรรพบุรุษ


รู้ทันสมองเสื่อม?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/277996

รู้ทันสมองเสื่อม?

รพกรุงเทพ, สมองเสื่อม, 3 M, รู้ทันสมองเสื่อม, See the light of the brain, โรคอัลไซเมอร์, โรคพาร์กินสัน

รพ. กรุงเทพ ชี้ “3M โรคความเสื่อมทางสมอง ที่ต้องใส่ใจให้รู้เท่าทัน!”เพื่อป้องกันและหาแนวทางการรักษาได้อย่างตรงจุด

      แก่แบบมีคุณภาพ นอกจากจะมีคุณภาพชีวิตที่สดใส สมองยังต้องไบรท์ ให้คิด วิเคราะห์และแยกแยะเรื่องราวต่างๆ ในชีวิตประจำวันได้อย่างดี โรงพยาบาลกรุงเทพเตรียมจัดงานสัมมนา “See the light of the brain” ชี้ทางรู้เท่าทันความเสื่อมของโรคทางสมอง 3M ได้แก่ Memory (โรคอัลไซเมอร์), Moving(โรคพาร์กินสัน) และ Multiple Sclerosis (โรคเอ็มเอสหรือปลอกเยื่อหุ้มประสาทอักเสบ) พร้อมแนะวิธีดูแลสมองตั้งแต่วัยทำงาน เพราะสมองมีหน้าที่ควบคุมการทำงานของร่างกาย การสั่งการ การเคลื่อนไหว  พฤติกรรม และหน้าที่ต่างๆ อีก

        แต่เมื่ออายุมากขึ้น สมองก็เสื่อมไปตามวัย ทำให้อุบัติการณ์ของโรคสมองเพิ่มขึ้นอยู่เสมอ จึงยิ่งต้องเฝ้าสังเกตอาการและตรวจวินิจฉัยก่อนอาการของโรคจะลุกลามเกินป้องกันและรักษา

 ดร.นพ.โยธิน ชินวลัญช์ อายุรแพทย์ด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า ปรากฏการณ์โรคความจำเสื่อม หรือ อัลไซเมอร์ ที่เกิดขึ้นกับคนไทย และยังเป็นปัญหาสุขภาพที่คุกคามคนไทยมานานแล้ว ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของเซลล์สมองที่ถูกทำลายด้วยหลายสาเหตุ เช่น การเสื่อมที่เกิดขึ้นตามวัย พันธุกรรม อุบัติเหตุทางสมอง โรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น โรคนี้มีระยะเวลาในการก่อโรคนาน  15 – 20 ปี กว่าจะแสดงออกถึงอาการให้เห็นอย่างชัดเจน

รู้ทันสมองเสื่อม?

 “เดิม พบว่าคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปจะเป็นโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ 10%  ส่วนคนที่อายุ 85 ปีขึ้นไป มีโอกาสเป็นโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ 40-50% มีการศึกษา พบว่า โรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ จะเริ่มมีอาการเริ่มต้น คือความจำถดถอยก่อน ตั้งแต่อายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นการยากในการวินิจฉัย จากภาวะความจำถดถอยตามอายุ จากภาวะความจำถดถอยที่เป็นการเริ่มต้นของโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ จากการศึกษาจะเห็นมีสถิติของผู้ป่วยด้วยโรคอัลไซเมอร์ ทั่วโลกถึงเกือบ 50 ล้านคน และในเมืองไทย คาดว่า จะมีผู้ป่วยโรคอัลไซเมอร์เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงระยะเวลา ใน 10 ปีข้างหน้า”

ปัจจุบัน ยังไม่มีวิธีการรักษาโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอรให้หายขาดได้ แต่จากการศึกษาวิจัย พบว่า ถ้ามีตรวจพบว่าเป็นโรคความจำถดถอยในกลุ่มที่จะเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อมอัลไซเมอร์ ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะเกิดโรค สามารถที่จะชะลอตัวโรคได้ โดยการดูแลตัวเองอย่างดี รวมทั้งการใช้ยาป้องกัน เพื่อชะลอตัวโรค

       ปัญหาในปัจจุบัน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าตนเองมีความเสี่ยงเป็นโรคนี้อยู่  ปล่อยจนเป็นโรค สมองเสื่อมแล้ว ซึ่งเกินกว่าจะรักษาได้ ดังนั้น การตรวจคัดกรอง ว่ามีความเสี่ยงหรือไม่ ตั้งแต่อายุ 50 ปี ถือว่าเป็นวิธีการรักษาป้องกัน ที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด

หากสามารถวินิจฉัย ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมได้แต่เนิ่นๆ ทำให้แพทย์สามารถวางแผนการรักษาและผู้ป่วยปรับพฤติกรรมการดำเนินชีวิตสามารถช่วยชะลอตัวโรค ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น อ่านหนังสือ การทำงาน โดยไม่เกษียณตัวเอง เล่นเกมส์ที่อาศัยการคิดคำนวณ การพบปะพูดคุยเข้าสังคม ดูแลสุขภาพจิตให้ดี คิดบวก ลดความเครียด ทานอาหารที่มีประโยชน์ การนอนหลับที่ดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นต้น ซึ่งจะช่วยชะลอหรือทุเลาอาการเสื่อมที่จะเกิดขึ้นได้

รู้ทันสมองเสื่อม?

โรคพาร์กินสันเป็นโรคทางสมองที่พบได้เป็นอันดับสองรองจากอัลไซเมอร์ และคาดการณ์ว่าจะมีอัตราเพิ่มสูงขึ้น นพ.อภิชาติ พิศาลพงศ์ อายุรแพทย์ด้านสมองและระบบประสาท กล่าวว่าโรคพาร์กินสันจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า ความผิดปกติของระบบการเคลื่อนไหว (Motor System Disorders)

ซึ่งทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่มาของโรคได้แน่ชัด แต่คาดว่าเกิดจากเซลล์สมองผลิตสารที่ชื่อว่า ‘โดพามีน’ ไม่เพียงพอ ซึ่งต้องใช้การสแกนสมอง (CT Scan หรือ MRI Scan) และเทคโนโลยีเครื่องสแกนรังสี F-DOPA PET Scan

สำหรับวินิจฉัยการทำงานของสมองและตรวจปริมาณสารโดพามีน หน้าที่ของโดพามีนคือ เป็นสารสื่อประสาทที่ผลิตขึ้นในสมองช่วยให้กล้ามเนื้อเคลื่อนไหวอย่างสมดุลและประสานกัน เมื่อขาดสารนี้ผู้ป่วยจะมีความผิดปกติทางประสาทส่วนควบคุมการเคลื่อนไหว ทำให้เกิดอาการสั่น (Tremor) ที่มือ แขน ขา กราม และใบหน้า, กล้ามเนื้อเกร็ง (Rigidity) แขนขาหรือลำตัวแข็งไม่สามารถขยับได้, เคลื่อนไหวช้าลง (Bradykinesia) และสุดท้ายคืออาการเสียการทรงตัว (Postural Instability) และกล้ามเนื้อ ทำงานไม่ประสานกัน

เมื่ออาการเหล่านี้ทวีความรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะเดิน พูด หรือทำกิจวัตรประจำวันง่ายๆ ได้อย่างยากลำบาก มีปัญหาด้านการกลืน การเคี้ยว การพูด การถ่ายปัสสาวะ มีอาการท้องผูก นอกจากนี้อาจมีความจำหลงลืม อาการซึมเศร้า อารมณ์เปลี่ยนแปลง และนอนไม่หลับร่วมด้วย

ปัจจุบันทางการแพทย์มีเทคโนโลยีใหม่ในการติดตามการดำเนินของโรคในผู้ป่วยคือ เครื่องบันทึกการเคลื่อนไหวพีเคจี (PKG :Parkinson Kinetic Graphy) เป็นการบันทึกการเคลื่อนไหวของพาร์กินสันไคเนติกราฟ ที่จะถูกนำมาใช้ประเมินการเคลื่อนไหวของผู้ป่วยทั้งวันและทุกวันโดยอัตโนมัติ เหมือนนาฬิกาสวมใส่ที่ข้อมือของผู้ป่วยโรคพาร์กินสันประมาณ 6-10 วัน และเมื่อผู้ป่วยส่งเครื่องบันทึกข้อมูลกลับมา แพทย์ก็จะทราบถึงการเปลี่ยนแปลงในการเคลื่อนไหวหลังจากที่ผู้ป่วยทานยาเลโวโดป้า (levodopa) แต่ละวันของผู้ป่วย รวมไปถึงเครื่องจะแจ้งเตือนบันทึกของการรับประทานยา ในผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน เพื่อวางแผนการรักษาต่อไป

ในขณะเดียวกัน พญ.จันจิรา สาธุกิจชัย อายุรแพทย์ด้านสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวว่า โรคเอ็มเอส (MS) หรือMultiple Sclerosis เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบของปลอกประสาทในระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งได้แก่ สมอง ไขสันหลัง และเส้นประสาทตา ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรค แต่เชื่อว่าโรคนี้อาจเกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ทั้งปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม พันธุกรรม การติดเชื้อไวรัสบางชนิด การที่มีระดับวิตามินดีในร่างกายต่ำ หรือมีความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย

“ร้อยละ 70 ของผู้ป่วยโรคเอ็มเอสจะเกิดอาการขึ้นในช่วงอายุระหว่าง 20 – 40 ปี ซึ่งเป็นประชากรที่อยู่ในวัยทำงานจากการสำรวจพบว่า 3 ใน 4 ของผู้ป่วยเอ็มเอสได้รับผลกระทบต่อการทำงาน ทั้งนี้พบว่าหากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษา มากกว่าร้อยละ 30 ของผู้ป่วยเอ็มเอสจะเกิดภาวะทุพพลภาพภายใน 20 – 25 ปี หลังเริ่มมีอาการครั้งแรก และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายประมาณ 2 เท่า รวมไปถึงมีโอกาสถ่ายทอดทางพันธุกรรมหากพบมีพ่อแม่หรือพี่น้องเป็นประมาณ 1%”

ลักษณะเฉพาะของโรคเอ็มเอสคือ มักพบอาการผิดปกติของระบบประสาทเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ซึ่งเป็นผลมาจากการอักเสบของระบบประสาทส่วนกลางได้แก่ สมอง ไขสันหลัง รวมถึงเส้นประสาทที่เกี่ยวกับการมองเห็น ความเสียหายที่เกิดจากการทำลายปลอกหุ้มประสาทจะทำให้การส่งสัญญานระหว่างเซลล์ประสาทช้าลงหรือขัดขวางการส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทส่วนกลางไปตำแหน่งต่างๆ ของร่างกาย

ซึ่งอาการที่เกิดจากการกำเริบของโรคมีได้หลากหลายแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละรายแต่ที่พบได้บ่อย ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับการเดิน มีอาการเกร็งปวด ขากระตุก ปัสสาวะไม่ออก, อาการชาแน่นๆ รอบอก อ่อนแรงหรือรู้สึกเหมือนมีเข็มแทง ปวดร้าวที่คอและกลางหลัง,

      ปัญหาเรื่องการมองเห็น ตามัวกึ่งเฉียบพลัน เห็นภาพซ้อน สีผิดเพี้ยน และปัญหาเรื่องการทรงตัว ทรงตัวลำบากมีลักษณะเฉพาะคือ มักเป็นและดีขึ้นเองจากนั้นจะมีอาการกำเริบซ้ำในตำแหน่งเดิมหรือตำแหน่งใหม่ ดังนั้นต้องหมั่นสังเกตตนเอง เพราะอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญานของโรคเอ็มเอส

ด้วยโรคเอ็มเอสนั้น ยังไม่ทราบสาเหตุของโรคอย่างแน่ชัด จึงไม่สามารถป้องกันได้ จึงควรดูแลสุขภาพของตน ไม่ว่าจะเป็นการออกกำลังกายสม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดละเลิกสุราและบุหรี่ พักผ่อนให้เพียงพอ และไม่เครียด รวมทั้งเมื่อพบความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับร่างกายให้รีบไปพบแพทย์ทันที จึงน่าจะเป็นวิธีป้องกันที่ดีที่สุดให้ห่างไกลจากโรคเอ็มเอสและโรคร้ายแรงอื่นๆ อีกด้วย

ปันรักที่ปันหยี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/277923

ปันรักที่ปันหยี

เกาะปันหยี ปันหยีคัพ พิธีสุนัต ฟุตบอลลอยน้ำ ศาสนาอิสลาม ชุมชน สถานที่ท่องเที่ยว, ปันรักที่ปันหยี, สุสาน, สนามฟุตบอลลอยน้ำ, ปันหยีคัพ, พิธีสุนัต

ปันหยีเป็นชุมชนที่เข้มแข็งและจัดการตนเองได้ มีสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมแสดงถึงความเป็นอยู่ของชุมชน

          ชุมชนชาวมุสลิมที่เกาะปันหยี มีวิถีชีวิตภายใต้บริบทวัฒนธรรมอิสลาม อาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่ที่จำกัดด้านนิเวศน์และโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เกิดความใกล้ชิดสนิทสนมกันอย่างยาวนาน

เกาะปันหยี ต.กาะปันหยี อ.เมือง จ.พังงา เป็นเกาะเล็กๆที่มีพื้นดินแค่ 1 ไร่ มีบ้านเรือน 300 หลังคา มีคนอยู่ประมาณ 4,000 คน มีลักษณะเป็นเขาหินปูนสูง แวดล้อมด้วยเกาะต่างๆ โดยมีประวัติความเป็นมานับร้อยปี ว่าบรรพบุรุษของคนปันหยีซึ่งเป็นครอบครัวได้อพยพมาจากอินโดนีเซียโดยเรือใบ 3 ลำ เพื่อหาแหล่งทำกินที่ดีกว่าเดิม

ปันรักที่ปันหยี

โดยตกลงกันว่าหากใครพบก่อนให้สื่อสัญญาณด้วยการปักธงที่ยอดเขา โดยมีครอบครัว โต๊ะบาบู มาพบเกาะหนึ่งก่อนใคร จึงขึ้นไปปักธงไว้ที่บอดเขาและตั้งชื่อเกาะว่า ปันหยี ที่แปลว่า ธง มีที่ดินเพียงนิดเดียวใช้เป็นที่สร้างมัสยิดและกูโบร์(สุสาน) ชาวเกาะส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม และสร้างหมบู่บ้านแทบทั้งหมดบริเวณด้านหน้าของหน้าผาหินปูน

โดยบ้านเรือน โรงเรียน ร้านค้าต่างๆตั้งอยู่ในน้ำ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน และร้านขายของที่ระลึก รวมถึงร้านอาหารมากมายที่นักท่องเที่ยวสามารถมารับประทานอาหารกลางวันที่นี่

อีกสิ่งหนึ่งที่ดึงดูดใจนักท่องเที่ยวให้มาบนเกาะนี้ คือ “สนามฟุตบอลลอยน้ำ” โด่งดังจากโฆษณาตัวหนึ่ง นายมู่อำหมาด ประสานพันธ์ กำนันเกาะปันหยี เล่าว่า ในอดีต สนามฟุตบอลลอยน้ำ เกิดจากความที่เด็กๆอยากเล่นฟุตบอล  แต่พื้นที่ของเกาะแทบไม่มีแผ่นดินเลย เด็กๆจะรอเล่นบนลานทรายในเวลาที่น้ำลง มีเวลาในการเล่นเพียงไม่นาน

ปันรักที่ปันหยี

นายมู่อำหมาด ประสานพันธ์ กำนันเกาะปันหยี

ต่อมาได้สร้างลานไม้กระดานริมน้ำข้างโรงเรียนที่เต็มไปด้วยหัวตะปูที่ผุดโผล้ เสี้ยนไม้กระดาน เป็นปัญหาในการเล่นฟุตบอลมาก จึงได้นำมาสู่การสร้าง “สนามฟุตบอลลอยน้ำ” เพราะทั้งหมดนี้เกิดจากความชอบกีฬาฟุตบอล และทำให้ทีมเล็กๆของเด็กกลุ่มนี้พัฒนาจนเป็นทีม “ปันหยี เอฟซี” และเคยประสบความสำเร็จคว้าแชมป์ฟุตบอลหลายรายการ และตัวกำนันเองก็เป็นเด็กในยุคแรกที่เล่นฟุตบอลบนลานทราย

ปันรักที่ปันหยี

เด็กๆในวันนั้นอีกหลายคนที่ได้มาเป็นผู้นำชุมชน และยังคงสานต่อความรักที่มีต่อกีฬาฟุตบอลสู่เด็กรุ่นหลัง ทุกปีช่วงเดือนเมษายนถึงพฤษภาคม  ชาวปันหยีจะร่วมกันจัด มหกรรมฟุตบอล “ปันหยีคัพ” ที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ เยาวชน และประชาชนทั่วไป ส่งทีมเข้าแข่งขัน และในวันสุดท้ายของเทศกาลนี้

ชาวชุมชนได้ผนวกเอาพิธีกรรมสำคัญตามบัญญัติของศาสนามุสลิมที่เด็กผู้ชายทุกคนจะต้องผ่าน คือ “พิธีสุนัต” โดยมีการแห่เด็กๆที่สมัครใจเข้าพิธี จัดหาแพทย์ผู้กระทำกิจสำคัญ ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อจัดหาของใช้จำเป็น และเพื่อมอบเป็นเงินขวัญถุงให้แก่เด็กทุกคนที่เข้าพิธี โดยส่วนหนึ่งเงินที่นำมาใช้จะเป็นในส่วนของการแข่งขันฟุตบอลปันหยีคัพด้วย ซึ่งก่อให้เกิดบรรยากาศของการร่วมแรงร่วมใจในการจัดงานบนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง และก่อให้เกิดความคึกคักฮีกเหิมแก่เด็กๆ

พิธีสุนัต คือพิธีการขลิบปลายหนังหุ้มอวัยวะเพศชาย ตามแนวทางของศาสนาอิสลาม นายคงศักดิ์ คำด้าน หมอทำสุนัต เล่าว่า การทำสุนัต หลายคนเข้าใจว่าเป็นประเพณี แต่ความจริงแล้วเป็นการปฏิบัติตามบัญญัติของศาสนาอิสลามไม่ใช่ประเพณี การขลิบปลายหนังหุ้มอวัยวะเพศชายถือเป็นการเอาใจใส่ดูแลสุขอนามัยและการให้บริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมุสลิมชายทุกคน

ปันรักที่ปันหยี

นายคงศักดิ์ คำด้าน หมอทำสุนัต

เนื่องจากเป็นสิ่งปฏิบัติที่สืบทอดมาจากท่านนบีมุฮัมมัด ธรรมชาติ 5 สิ่งในกายมนุษย์ที่ต้องได้รับการตบแต่ง คือ การทำสุนัต การขจัดขนในร่มผ้า การตัดเล็บ การถอนขนรักแร้ และการแต่งหนวดเครา ช่วงอายุของการขลิบนั้นสามารถทำได้ตั้งแต่ทารกอายุ 7 วัน เมื่อบรรลุศาสนภาวะในช่วงอายุที่มีการเคลื่อนของอสุจิหรือฝันเปียก หรือเมื่อบุคคลนั้นได้เข้ารับนับถือศาสนาอิสลาม

การทำสุนัต  นิยมทำเมื่ออายุเลขคี่ เช่น 7,9,11,13 หรือ 15 ปี ตามความเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ดี มีการให้กำลังใจเด็กๆด้วยการปลูกฝังความเชื่อที่ว่าหลังจากผ่านการสุนัตแล้วเด็กคนนั้นจะมีร่างกายที่สูงใหญ่ขึ้น แต่ความเชื่อทางศาสนาอิสลามถือว่าการขลิบนั้นทำให้การดูแลสุขอนามัยและความสะอาดสมบูรณ์ยิ่งขึ้น และเด็กคนนั้นสามารถที่จะยืนละหมาดในแถวเดียวกันกับผู้ใหญ่ได้

ปันรักที่ปันหยี

ก่อนเริ่มการทำสุนัต จะมีการจัดขบวนแห่เด็ก ผู้ที่มีฐานะดีจะมีการตกแต่งด้วยทอง เสื้อผ้าอย่างดี เมื่อเสร็จการแห่ จะให้เด็กๆอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด นุ่งผ้าขาวหรือผ้าถุงผืนเดียว ในสมัยก่อนใช้อุปกรณ์เพียงไม่กี่ชนิด เช่น ผ้าพันแผล ยาแดง มีด ที่หนีบ หยวกกล้วย และน้ำสะอาด โดยไม่ใช้ยาชา ในปัจจุบันเริ่มมีการใช้ยาชาช่วยลดความเจ็บปวดและใช้แอลกอฮอล์ทำความสะอาดก่อนขลิบ ช่วงเวลาที่นิยมทำคือ เวลาเช้าและเย็น ซึ่งอากาศไม่ร้อนมากเชื่อว่าจะช่วยในการห้ามเลือด

ปันรักที่ปันหยี

ขั้นตอนเริ่มด้วยโต๊ะมูเด็งจะวัดขนาดของหนังหุ้มส่วนปลายของอวัยวะเพศที่จะขลิบออก และใช้ปูนขาวทำเครื่องหมายไว้โดยรอบ ดึงหนังส่วนที่หุ้มปลายให้เลยไปจากหัวของอวัยวะเพศ และจะใช้ไม่หนีบ 2 ขา หนีบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ โต๊ะมูเด็งจะกล่าวนามพระผู้เป็นเจ้า

พร้อมกับลงมือตัดด้วยมีด เสร็จเย็บด้วยไหมเพื่อช้วยให้แผลหายไว้ขึ้น แล้วใช้ยาหรือสมุนไพรทาที่แผล พันด้วยผ้าทิ้งไว้จนแผลหายประมาณ 7-15 วัน ปัจจุบันการขลิบยังคงมีอยู่ ตามความเชื่อของศาสนาอิสลามนั้น ด้วยความเหมาะสมผู้ขลิบควรเป็นเพศชายและเป็นมุสลิม หากไม่สามารถทำได้ก็ให้ขลิบกับผู้ขลิบเพศชายที่ไม่ใช่มุสลิมได้

        น้องยะฮ์ยา  บุญคงดำ  อายุ 6 ขวบ ได้เข้าร่วมพิธีสุนัต เล่าว่า เข้าร่วมด้วยความสมัครใจ อยากเป็นมุสลิมเต็มตัว ทำแล้วดี สะอาด โดยไม่มีความกลัวในเรื่องของการทำพิธี แต่ตื่นเต้น นอกจากนี้ยังได้เงินและของเล่นเป็นรางวัลปลอบใจสำหรับการเข้าพิธีในครั้งนี้ด้วย

ปันรักที่ปันหยี

ภาพของชุมชนเกาะปันหยี จึงเป็นภาพของชุมชนที่เข้มแข็งด้วยการพึ่งตนเองและจัดการตนเองเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่แสดงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชุมชน และผนวกเอาเรื่องของพื้นที่สร้างสรรค์ และเชื่อมโยงกับพิธีกรรมทางศาสนาและวาระของครอบครัวเข้าด้วยกัน เป็นภาพของการแบ่งปันความสุขในทุกมิติที่เกาะปันหยีแห่งนี้

ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์อย่างง่าย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278003

ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์อย่างง่าย

ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์, วธผลิตวิทยากรต้นแบบ, วธ, อบรมดอกประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์, วิทยากร, 20 จังหวัด, 16 จังหวัด, 19 จังหวัด

ปั้นวิทยากรต้นแบบนำความรู้ในการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ที่ได้ไปถ่ายทอดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างถูกต้องทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ

       สำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดอบรมวิทยากรต้นแบบการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ ให้แก่ข้าราชการในสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม และข้าราชการกรมส่งเสริมวัฒนธรรม รวม 50 คน เพื่อเป็นวิทยากรต้นแบบนำความรู้ในการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ที่ได้ไปถ่ายทอดให้แก่ประชาชนในพื้นที่ได้อย่างถูกต้องทั้งด้านทฤษฎีและปฏิบัติ

         น.ส.ทศชล เทพกำปนาท รองอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรม เป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการส่งเสริมสนับสนุนการดำเนินงานทางด้านวัฒนธรรม เล็งเห็นความสำคัญในการเผยแพร่องค์ความรู้การประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ เพื่อใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งสำนักพระราชวังได้กำหนดวันสำหรับพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ระหว่างวันที่ 25-29  ตุลาคม 2560 กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

    จึงได้ร่วมมือกับศูนย์น้ำใจไมตรี จัดอบรมวิทยากรต้นแบบการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ขึ้น เพื่อให้ข้าราชการในสังกัด สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรมในเขตภาคกลาง และภาคอื่นๆ พร้อมด้วยข้าราชการกรมส่งเสริมวัฒนธรรม และผู้ที่สนใจทั่วไปได้เรียนรู้ และฝึกปฏิบัติ การประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ จากวัสดุธรรมชาติ โดยมีวิทยากรจากศูนย์น้ำใจไมตรีเป็นผู้สอน

ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์อย่างง่าย

          กำหนดการจัดอบรมทั้งหมด 4 ครั้ง โดยครั้งที่ 2 ได้แก่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(20 จังหวัด)จำนวน 40 คน มีกำหนดจัดอบรมในวันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม 2560 ครั้งที่ 3 ภาคเหนือและภาคตะวันออก (16 จังหวัด)จำนวน 32 คน วันศุกร์ที่ 2 มิถุนายน 2560 และ ครั้งที่ 4 ภาคใต้และภาคตะวันตก (19 จังหวัด)จำนวน 38 คน วันศุกร์ที่ 9 มิถุนายน 2560 ระหว่างเวลา 09.00-16.00 น.ณ ห้องประชุมชั้น 4 สำนักพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

       การจัดอบรมวิทยาต้นแบบในการประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ทั้ง 4 ครั้งนี้ จะสามารถสร้างวิทยากรต้นแบบ เพื่อนำองค์ความรู้การประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ไปเผยแพร่สู่ประชาชนในภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ให้สามารถประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์ด้วยตนเองเพื่อนำไปใช้ในพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชต่อไป
ประดิษฐ์ดอกไม้จันทน์อย่างง่าย


กัมพูชา-ไทยไม่ต่าง : มโฮป ร็วม โรบำ ขแมร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/277915

กัมพูชา-ไทยไม่ต่าง : มโฮป ร็วม โรบำ ขแมร์

กัมพูชา รำ อาหาร ภาษาเขมร, มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม วัฒนธรรม, กัมพูชา-ไทยไม่ต่าง, มโฮป, ร็วม, โรบำ, ขแมร์, มจษ, ชีวิตโลกธาตุ

กัมพูชาและไทย มีความต่างของภาษา วัฒนธรรมไม่มากนัก การเข้าใจความต่างและเรียนรู้ ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมของชาติที่แข็งแกร่งขึ้นได้

         มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม (มจษ.)จัดโครงการศิลปวัฒนธรรมกัมพูชา มะโฮ ร็วม โรบำ ขแมร์ ครั้งที่ 3 เพื่อเรียนรู้มรดกวัฒนธรรมที่ต่างกันของ 2 ประเทศ สร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ส่งผลให้เกิดการส่งเสริมวัฒนธรรมของชาติให้มีความแข็งแกร่ง

 รองศาสตราจารย์ ดร.สุมาลี ไชยศุภรากุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม กล่าวว่า เริ่มจากว่าประเทศไทย โดยรัฐบาลไทยได้ประกาศการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนให้ส่วนราชการทุกแห่งพยายามทำความเข้าใจในเรื่องของกิจกรรมประชาคมอาเซียน ประกอบกับเราได้มีโอกาสรู้จักกับผู้ที่มีความเข้าใจและมีประสบการณ์ต่างๆในการทำงานกับประเทศกัมพูชามาก่อน

กัมพูชา-ไทยไม่ต่าง : มโฮป ร็วม โรบำ ขแมร์

รองศาสตราจารย์ ดร.สุมาลี ไชยศุภรากุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

เราได้เลือกประเทศกัมพูชามาเป็นจุดสนใจของการทำงานวิชาการของเรา เมื่อเราเลือกเอาประเทศกัมพูชานอกจากว่ามีเครือข่ายความสัมพันธ์แล้ว เรายังเลือกถึงความสำคัญของประเทศกัมพูชาด้วย ประเทศกัมพูชาเนี่ยเหมือนเป็นประเทศเพื่อนบ้านใกล้ชิดเราไม่มีวันที่ยกประเทศหนีออกจากกันได้ ในแง่ภูมิศาสตร์  ในแง่ประวัติศาสตร์มีเรื่องราวขานมากมายระหว่างทั้งสองประเทศ

ในแง่ภาษาและวัฒนธรรมอาจจะกล่าวได้ว่าเรารวมรากเดียวกัน รวมดินแดนเดียวกัน ก่อนที่เส้นเขตแดนจะทำให้เกิดความเป็นไทยและกัมพูชาขึ้นและที่สำคัญเรายังพบว่ายังมีช่องว่างความรู้ความเข้าใจระหว่างประเทศและประชาชนของทั้งสองประเทศ เราคิดว่านี่เป็นโอกาสที่ท้าทาย มหาวิทยาลัยเล็กๆ กับการพยายามสร้างความเข้าใจกับประชาชนระหว่างสองประเทศ

ซึ่งไม่ได้ทำให้คนสองชาติเข้าใจกันเท่านั้น แต่เพื่อสร้างสันติสุขให้เกิดในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ตามถ้าประชาชนไทยมีความเข้าใจมีความรักและมีไมตรีจิตตต่อกัน ก็สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ

กัมพูชา-ไทยไม่ต่าง : มโฮป ร็วม โรบำ ขแมร์

รองศาสตราจารย์ ดร.สุมาลี  กล่าวว่า การจัดงาน มโฮ ขแมร์ครั้งที่ 1 คิดว่าการสอนภาษาอย่างเดียวเป็นวงจำกัดมาก คนจำนวนมากไม่มีเวลา จึงเลือกทำกิจกรรมที่จะสื่อสารกับคนจำนวนมาก จึงเลือกอาหารเป็นของที่ง่ายที่สุด โดยมีความคล้ายคลึงกัน ครั้งที่ 2 นอกจากเป็นอาหารแล้วแล้วยังนำเสนอในเรื่องของภาษาที่สอดแทรกในภาษา ครั้งที่ 3 จึงขยายไปสู่วัฒนธรรมอื่นๆ

นอกจากอาหาร และภาษาแล้ว การแสดงที่สวยงามมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเป็นความภูมิใจที่สามารถนำนาฎศิลป์ของกัมพูชามาแสดงได้ ไม่ได้ทำเพื่อการเปรียบเทียบ ทำเพื่อให้ทั้งสองประเทศมีความใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

กัมพูชา-ไทยไม่ต่าง : มโฮป ร็วม โรบำ ขแมร์

Miss Lay Chanrasmey อุปทูตกัมพูชา กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมเป็นคนจัดงาน โดยมีความร่วมมือกับนักเรียนกัมพูชาที่ได้ทุนมาเรียนที่ประเทศไทยในนามของสถานทูตทุกๆปีเราก็เข้ามาเป็นตัวแทนประเทศกัมพูชาเข้าร่วมงานกับนักศึกษามาร่วมแสดงถึงการสนับสนุนนักศึกษากัมพูชาที่นี่

โดยเฉพาะที่จันทรเกษมมีการสอนเป็นภาษาขแมร์หรือภาษาเขมร นักศึกษาที่เรียนภาษาขแมร์ก็ร่วมมือกับนักศึกษากัมพูชาที่เรียนที่นี่จัดงานลักษณะแบบนี้ทุกๆปี ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 3 โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีที่จะส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกัมพูชาและประเทศไทย โดยเฉพาะเพื่อความเข้าใจระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศให้มากยิ่งขึ้น

กัมพูชา-ไทยไม่ต่าง : มโฮป ร็วม โรบำ ขแมร์

ประเทศทั้งสอง มีรากฐานทางภาษามาจากภาษาบาลีและภาษาสันสกฤตเหมือนกัน ภาษาหลายคำก็ใช้เหมือนกัน อย่างคนประชาชนกัมพูชารูปร่างหน้าตาก็คล้ายๆกัน เรื่องต่างๆที่ม.ราชภัฏจันทรเกษมสามารถทำได้ก็เป็นสิ่งที่ดี กิจกรรมภายในมีการแสดงอาหารทั้งหมด 4 อย่าง การแสดงระบำประเพณี ระบำพื้นเมืองกัมพูชา เป็นงานหนึ่งที่สามารถเอาคนกัมพูชาและคนไทยไม่ว่าระดับไหนเข้ามาอยู่ด้วยกัน สามารถสร้างความบันเทิงในระหว่างที่มีเรามีความสุขก็จะเข้าใจอะไรหลายๆอย่าง โครงการนี้ถือเป็นความสำคัญ ดึงคนต่างๆเข้ามาร่วมกันพบปะกันถือเป็นสิ่งที่ดี

กัมพูชา-ไทยไม่ต่าง : มโฮป ร็วม โรบำ ขแมร์

กัมพูชาถึงจะเป็นประเทศเล็กๆแต่ประชาชนได้รับมรดกอันยิ่งใหญ่เป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอันรุ่งเรือง คือศิลปะระบำ โดยนาฎศิลป์กัมพูชาโบราณได้รับอิทธิพลจากอินเดียเป็นพื้น และยังมีการพัฒนาสืบต่อมาจนรุ่งโรจน์ไม่แพ้ศิลบวิทยาการด้านอื่นๆ โดย Mr. Kakada Nim ผู้เชี่ยวชาญด้านนาฎศิลป์จากประเทศกัมพูชา กล่าวว่า การระบำของขแมร์นั้นในตัวละครของกัมพูชา มี 4 ตัวละคร คือ ตัวนาง ตัวพระ ตัวผู้ร้าย และตัวลิง ตัวองค์ทั้ง 4 ตัวจะมีท่ารำทั้งหมด 4,500 ท่า โดยท่ารำที่นำมาใช้นั้นได้มาจากชีวิตจริง ธรรมชาติรอบๆตัว หรือจะให้หมายถึงอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ

กัมพูชา-ไทยไม่ต่าง : มโฮป ร็วม โรบำ ขแมร์

การแสดงประเภทระบำในกัมพูชาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ระบำท่วงท่าขแมร์โบราณ หรือระบำพระราชทรัพย์ เป็นระบำที่มีในราชสำนัก เช่น ระบำอัปสรา ระบำสุวรรณมัจฉรา ระบำมุนีเมขลา ระบำประเพณีขแมร์ คือระบำที่จัดแสดงคู่กับงานพิธีต่างๆ เช่น ระบำกะงอกไพลิน ระบำเนียงแมว และระบำประชาปรีย์ขแมร์ คือระบำพื้นบ้าน เช่น ระบำภูมิทะเม็ย

การร่ายรำของเขมรนั้นจะต้องผ่านมาฝึกฝนการจัดระเบียบของร่างกายอยู่เป็นเวลานานหลายปี ผู้รำจะต้องมีการดัดมือเท้าและดัดเอวให้อ่อนโค้งมากกว่าที่เป็นธรรมชาติ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการนำมาจากลักษณะการเคลื่อนไหวอันอ่อนโยนของนาค ส่วนท่ารำก็จะสอดคล้องกับความเชื่อที่เรียกว่า “ชีวิตโลกธาตุ”  โดยเริ่มการเคลื่อนไหวของมือเป็นสัญลักษณ์ของวิถีธรรมชาติ เริ่มจากโผล่หน่อ ออกยอด แตกใบ กิ่ง ดอก ออกผลดิบ ผลแก่ สุกง่อมแล้วหมุนเวียนไปเริ่มใหม่

กัมพูชา-ไทยไม่ต่าง : มโฮป ร็วม โรบำ ขแมร์

นอกจากนี้ยังมีการจัดฝึกอบรมภาษาขแมร์ให้กับประชาชนทั่วไปสนใจในการสื่อสาร เรียนภาษา เพื่อรู้จักคนเข้าใจวัฒนธรรมผ่านกระบวนการฟัง คิด ถาม โดยการเรียนการสอนรวมเวลาทั้งหมด 30 ชม เรียนทุกวันเสาร์วนละ 3 ชม. เรียน 10 ครั้ง  เริ่มเรียนเดือนกรกฎาคมนี้ สนใจสอบถามได้ที่ ศูนย์ภาษามหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม โทรศัพท์ 02-942-6900 ต่อ 2916-2917 ในวันและเวลาราชการ

6 กิจกรรม ชาร์จพลังสมอง รับเปิดเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/278002

6 กิจกรรม ชาร์จพลังสมอง รับเปิดเทอม

สมอง, ชารจ์พลัง, มิวเซียมสยาม, กิจกรรม, ชาร์จพลังสมอง, รับเปิดเทอม, มิวส์คาราวาน, มิวส์โมบาย, มิวสพาส, ปิดวันจันทร์

ไอเดียกระฉูด! มิวเซียมสยาม เปิด 6 กิจกรรม ชาร์จพลังสมองเด็ก Gen Z หัวไบรท์รับเปิดเทอม

            เข้าเดือนพฤษภาฯ ทีไร เป็นต้องได้ยินเสียงโอดครวญของเด็กนักเรียนทุกปี ก็ปิดเทอมยังไม่ทันทำอะไร ถอนหายใจแป๊บๆ ก็เปิดเทอมอีกแล้ว! ลำพังหอบสารร่างกลับไปยังโรงเรียนแสนรักนั้นคงไม่ยากเท่าไร แต่สำหรับเหล่าวัยใสหลายคนที่สมองยังจำศีล ฟินอยู่กับช่วงปิดเทอม ไม่พร้อมเติมความรู้ใหม่ คงไม่เป็นการดีแน่! แต่ไม่ต้องกังวลไป เพราะว่าเปิดเทอมปีนี้ ‘มิวเซียมสยาม’ มี 5 กิจกรรมชาร์จพลังสมอง มาช่วยให้น้องๆ Gen Z ได้หัวไบรท์รับเปิดเทอมกันไปแบบเต็มๆ ซึ่งจะมีกิจกรรมอะไรบ้างนั้น มาดูกัน!

1) Muse Caravan : ค้นแรงบันดาลใจกับอาชีพในฝัน

สมองตื้อไม่หายสักที แต่ถ้าได้เจอกับ ‘มิวส์คาราวาน’ รับรองว่าดีขึ้นอย่างแน่นอน เพราะมิวส์คาราวาน คือขบวนรถเรียนรู้สีสันสดใสที่สามารถกางปีกได้! ซึ่งภายในบรรจุสาระและความสนุกสนานเกี่ยวกับอาชีพในฝันของเด็กๆ และประเพณีไทยที่มาในรูปแบบของนิทรรศการ และเกมส์ภาคสนาม ที่บอกเลยว่าจะทำให้น้องๆ สมองตื่น และตื่นตัวกันแบบสุดๆ จนไม่อยากหยุดเล่นกันเลยทีเดียว โดยมิวเซียมสยามได้เตรียมขับรถเรียนรู้เข้าไปสร้างบรรยากาศสุดคูล ถึงท้องสนามโรงเรียนกว่า 50 แห่งทั่วกรุงเทพฯ และปริมณฑล เชียวล่ะ สำหรับโรงเรียนไหนที่มีโอกาสได้พบปะ ‘มิวส์คาราวาน’ ก็ขอให้จงเตรียมรับมือความสนุกสนานไว้ให้ดี! ทั้งนี้สำหรับโรงเรียนที่สนใจให้ ‘มิวส์คาราวาน’ เข้าไปร่วมสร้างการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ ก็สามารถติดต่อมิวเซียมสยามได้เลยที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777 หรือเข้าไปที่www.facebook.com/museumsiamfan

6 กิจกรรม ชาร์จพลังสมอง รับเปิดเทอม

2) Muse Mobile : ท่องโลกประวัติศาสตร์ไทยในฉบับกะทัดรัด

สำหรับน้องๆ ที่มีอาการเบลอๆ ประมวลผลช้าเหมือนแรมต่ำ ก็ต้องมาลองชาร์จพลังสมองแบบค่อยๆ กับ ‘มิวส์โมบาย’ ซึ่งเป็นนิทรรศการแปลกใหม่ที่จัดแสดงอยู่ในตู้คอนเทนเนอร์! โดยนำเสนอสาระประวัติศาสตร์ไทยในฉบับกะทัดรัด ซึ่งจะไม่เยิ่นเย้อ ชวนหลับอย่างที่เคยเรียนกันมาในตำรา เพราะว่าเขามีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยอธิบายไม่ว่าจะเป็นอินโฟกราฟิก วิดีโอ เกมส์ แอนิเมชัน และอินเทอร์แอคทีฟมีเดีย ที่จะช่วยให้การท่องโลกประวัติศาสตร์ของน้องๆ นั้นกระชับ สนุกสนาน และสร้างสรรค์อย่างไม่เคยพบเคยเจอมาก่อน โดยปัจจุบัน‘มิวส์โมบาย’ มีอยู่ 2 ชุด ซึ่งจะเคลื่อนที่ไปตามภูมิภาคต่างๆ สำหรับตอนนี้จอดให้ชมอยู่ที่ สนามกีฬากลางจังหวัดชัยภูมิ อ.เมือง จ.ชัยภูมิ จัดแสดงถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2560 และอุทยานวิทยาศาสตร์และดาราศาสตร์ อบจ.พะเยา จ.พะเยา จัดแสดงถึงวันที่ 14 มิถุนายน 2560

6 กิจกรรม ชาร์จพลังสมอง รับเปิดเทอม

3) Muse Pass : ฉลาดเที่ยวไทยไปกับ 56 พิพิธภัณฑ์

บางทีการเรียนอยู่แต่ในห้องสี่เหลี่ยมทุกๆ วัน มันก็อาจจะทำให้หัวไม่แล่นได้ มิวเซียมสยามแนะนำให้ลองไปเปิดหูเปิดตา เปิดประสบการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจแบบไม่รู้จบกับ ‘มิวสพาส’ กันดีกว่า โดยมิวสพาสเป็นบัตรเก๋ๆ ที่พร้อมจะพาคุณไปตะลุยโลกพิพิธภัณฑ์ทั่วไทยในแบบบุฟเฟ่ต์ถึง 56 แห่ง กันเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็น อาร์ท อิน พาราไดซ์ กรุงเทพ วู้ดแลนด์เมืองไม้ จ.นครปฐม พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยใหม่เอี่ยม จ.เชียงใหม่ พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง จ.ขอนแก่น สเปซอินสไปร์เลียม จ.ชลบุรี สถานแสดงพันธุ์สัตว์น้ำภูเก็ต จ.ภูเก็ต เป็นต้น โดยการเที่ยวพิพิธภัณฑ์ทั้งหมดทั้งมวลนี้ทำได้ในราคา 199 บาท เท่านั้นเอง ทั้งสนุกทั้งได้ความรู้ คุ้มซะยิ่งกว่าคุ้มจริงๆ เลยบัตรนี้ สำหรับใครที่สนใจสามารถดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ privilege.museumsiam.org

6 กิจกรรม ชาร์จพลังสมอง รับเปิดเทอม

4) Muse Mini : กระตุกต่อมรู้มิติใหม่ความเป็นไทย

นอกจากการไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์แล้ว การเดินเล่นในห้างก็ยังเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยให้เด็กรุ่นใหม่ได้ปลุกสมองอีกด้วยเพราะว่ามิวเซียมสยาม ได้ขนเอานิทรรศการเคลื่อนที่ ‘มิวเซียมสยามมินิ ชุด ไท้ย ไทย’ ที่นำเสนอเรื่องราวของเอกลักษณ์ และวัฒนธรรมไทยในฉบับกะทัดรัด ผ่านการประยุกต์ใช้ภาพกราฟิก และเกมต่างๆ อาทิ เกมสาธิตวิธีการกราบพระบรมโกศ เกมเขาวงกตเด็กมารยาทดี ในการถ่ายทอดความเป็นไทย มาไว้บนแหล่งรวมไลฟ์สไตล์สุดฮอต อย่างศูนย์การค้าเซ็นทรัลกันด้วย โดยในวันที่ 18 – 22 พฤษภาคม 2560 จะไปจัดแสดงที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา แกรนด์ พระราม 9 และในวันที่ 21 – 25 มิถุนายน 2560 จะไปที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา บางนา งานนี้ฟรี!ใครได้ไปเดินก็อย่าลืมเข้ามาร่วมรับสาระและความสนุกกันนะจ๊ะ

6 กิจกรรม ชาร์จพลังสมอง รับเปิดเทอม

5) Muse Exhibition : เปิดประตูนิทรรศการหมุนเวียน กระตุกต่อมคิดให้วัยมัน

            กลับมาที่มิวเซียมสยามเองบ้าง ตอนนี้ก็มีการจัดนิทรรศการที่กระตุ้นความคิดได้เป็นอย่างดี ในชื่อชุด “ต้มยำกุ้งวิทยา : วิชานี้อย่าเลียน!” ซึ่งเป็นนิทรรศการที่เปลี่ยนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 หรือที่รู้จักกันในชื่อวิกฤตต้มยำกุ้ง ให้เป็นกรณีศึกษาอย่างสร้างสรรค์ ภายใต้แนวคิด Back to School ที่จะพาผู้ชมไปเรียนรู้สังคมไทยจากประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิต ผ่านโซนต่างๆ อาทิ โซนกำแพงข่าวเล่าสถานการณ์ สะท้อนวิกฤตต้มยำกุ้งด้วยภาพการ์ตูนของการ์ตูนนิสต์ในยุคนั้น โซนห้องภาระศึกษา แสดงภาระหนี้ที่คนไทยต้องแบกไว้ แม้วิกฤตจะผ่านไปกว่า 20 ปีแล้ว โซนประสบการณ์ชีวิต นำเสนอสังคมไทยในช่วงฟองสบู่แตก  หนทางเอาตัวรอด ฯลฯ สำหรับใครที่อยากจะลับสมองรับเปิดเทอม นิทรรศการนี้เขาเปิดให้เข้าชมตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 2 กรกฎาคม 2560 เวลา 10.00 – 18.00 น. (ปิดวันจันทร์) ณ มิวเซียมสยาม (ท่าเตียน) โดยไม่มีค่าใช้จ่าย รีบไปได้กันเลย!

6 กิจกรรม ชาร์จพลังสมอง รับเปิดเทอม

6) Muse Playground : เปิดสนามแห่งความคิดสร้างสรรค์ ปลุกไอเดียใหม่ๆ ไปกับการแสดงหลากหลาย

            สำหรับกิจกรรมสุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุดก็คือ ‘มิวส์เพลย์กราว’ นั่นเอง โดยเป็นกิจกรรมการเปิดพื้นที่ของมิวเซียมสยามเพื่อเป็นเวทีในการส่งเสริมผลงานด้านศิลปะและดนตรีอย่างสร้างสรรค์ โดยที่ผ่านมามิวเซียมสยามได้จัดกิจกรรมขึ้นอย่างต่อเนื่องและหลากหลาย เช่น การแสดงหุ่นสายระดับโลก ร่วมกับมูลนิธิหุ่นสายเสมา การฉายหนังกลางแปลง ร่วมกับ Documentary Club การแสดงดนตรีพระราชนิพนธ์ โดยวงญาณ เป็นต้น โดยมุ่งอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมความเป็นไทย ตลอดจนสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนรุ่นใหม่ในการพัฒนาศักยภาพด้านศิลปะและดนตรีให้ดียิ่งขึ้น และเป็นข่าวดีๆ มากสำหรับใครที่มีของดีด้านศิลปะและดนตรีก็สามารถติดต่อมิวเซียมสยามเข้ามาขอใช้สถานที่จัดกิจกรรมได้ฟรี! ไม่ว่าจะเป็นการจัดแกลอรี่แสดงผลงานศิลปะ การจัดเวิร์กชอป การจัดคอนเสิร์ตการกุศล ฯลฯ ก็ติดต่อที่มิวเซียมสยามได้เลยที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777

6 กิจกรรม ชาร์จพลังสมอง รับเปิดเทอม

          ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจกิจกรรมมิวเซียมสยาม สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777 หรือเข้าไปที่www.facebook.com/museumsiamfan โดยสำหรับหน่วยงานหรือสถาบันการศึกษาที่มีความประสงค์จะนำนักเรียน นักศึกษาเข้าชมนิทรรศการเป็นหมู่คณะ หรือจะขอนำกิจกรรมการเรียนรู้ของมิวเซียมสยาม ไปช่วยสร้างการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ  ก็สามารถติดต่อได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 02-225-2777 ต่อ 413

เรามองไม่เห็น วิ่งด้วยกันมั้ย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/277896

เรามองไม่เห็น วิ่งด้วยกันมั้ย

อุทยานเบญจสิริ สวนจตุจักร สวนสันติภาพ สวนลุมพินี, สวนสาธารณะ การวิ่ง ออกกำลังกาย ผู้พิการทางสายตา รถไฟฟ้า คนทำงาน, มาวิ่งด้วยกันมั้ย, เรามองไม่เห็น, วิ่งด้วยกันมั้ย, ขวา

การออกกำลังกายแม้มองไม่เห็น ไม่ใช่อุปสรรค เพียงแค่คุณมาร่วมเป็นบัดดี้วิ่งไปกับเรา แขวน ป้าย “เรามองไม่เห็น วิ่งด้วยกันมั้ย”นำวิ่งไปกับกลุ่มคนพิการทางด้านสายตา

         หากไปวิ่งหรือออกกำลังกายแถวสวนเบญจสิริ พบเห็นคนกลุ่มนึงถือป้าย “เรามองไม่เห็น วิ่งด้วยกันมั้ย” โดยคนกลุ่มนี้ต้องการคนที่วิ่งออกกำลังกายในบริเวณนั้นมานำวิ่งไปกับกลุ่มคนพิการทางด้านสายตา จะมาออกกำลังกายทุกวันจันทร์ พุธ และศุกร์ในช่วงเย็น เวลาประมาณ 18.00 น.

แม้ว่าพวกเขาจะมีความบกพร่องทางด้านร่างกาย แต่ก็สนใจและรักสุขภาพเหมือนกับบุคคลทั่วไป ซึ่งคนกลุ่มนี้รวมตัวกันช่วยเพื่อนๆที่เป็นผู้พิการทางด้านร่างกายมาร่วมกันวิ่งหรือออกกำลังกายร่วมกัน

เรามองไม่เห็น วิ่งด้วยกันมั้ย

   สุนทร สุขชา  ผู้พิการทางด้านสายตา ได้เล่าว่าได้เข้าร่วมกลุ่มกับวิ่งด้วยกันกับผู้พิการทางด้านอื่นๆ แต่ส่วนใหญ่ที่มาวิ่งกันที่สวนเบญจสิริ จะเป็นผู้พิการทางด้านสายตาที่จะวิ่งที่นี่อาทิตย์ละ 3 วัน คือ จันทร์ พุธ และศุกร์ นอกจากนี้ยังมีการรวมตัววิ่งกันอีกหลายที่

โดยวันเสาร์สิ้นเดือนทุกเดือนจะมีการออกกำลังกายของผู้พิการทางด้านต่างๆที่สวนลุมพินี เช่น พิการทางด้านสายตา หรือวิวแชร์ เป็นต้น สาเหตุที่มาสวนเบญจสิริเพราะมีความสะดวกในการเดินทางโดยมากับรถไฟฟ้าบีทีเอสได้ และยังมีเจ้าหน้าที่ที่คอยช่วยเหลือในการเดินทางอีกด้วย

เรามองไม่เห็น วิ่งด้วยกันมั้ย

(ขวา)   สุนทร สุขชา  ผู้พิการทางด้านสายตา

 “การที่ผมมาวิ่งที่สวนเบญจสิริ ก็จะมีอาสาสมัครมาวิ่งคู่กับคนที่มีความบกพร่องทางด้านการเห็น คนที่มองไม่เห็นรักในการเล่นกีฬา รักในการออกกำลังกายเหมือนบุคคลทั่วไป เพียงว่าถ้าคนกลุ่มนี้วิ่งเพียงลำพังทำให้เกิดอันตรายหรือเป็นอุปสรรคกับตัวเขาได้ ถ้ามีคนนำพาเขาไปวิ่งไปคนตาบอดสร้างความแข็งแกร่งให้กับร่างกายและพัฒนาศักยภาพของตัวเองให้เล่นกีฬาได้ การที่เราออกมาวิ่งข้างนอก ที่ไม่ใช่ลู่วิ่งในห้องของเรานั้น เราจะได้สัมผัสธรรมชาติและได้สุขภาพจริงๆ”
 สุนทร บอกว่า อยากให้ผู้พิการก้าวออกมา คือก้าวแรกอาจจะยาก แต่พอได้กล่าวออกมาคุณจะไม่อยากกลับที่เดิมอีกเลยหากใครอยากมีส่วนร่วมในการเป็นผู้นำพาผู้พิการด้านสายตาไปวิ่งด้วยกัน จะมีป้ายเขียนไว้ว่า “เรามองไม่เห็น วิ่งด้วยกันมั้ย”สามารถมาร่วมกันกับเราได้

เรามองไม่เห็น วิ่งด้วยกันมั้ย
นอกจากนี้ ณภาภัช ยินประโคน  กลุ่มวัยทำงานที่มาร่วมนำทางวิ่งกับผู้คนพิการ เล่าว่า ส่วนตัวโดยปกติเป็นคนวิ่งคนเดียว พอเข้ากลุ่มวิ่งด้วยกัน เจอน้องๆผู้พิการทางด้านสายตาเลยอยากพาเขาวิ่ง เพราะเขาก็อยากออกกำลังกายเหมือนกันกับเรา โดยมาวิ่งกับกลุ่มผู้พิการทางด้านสายตามาแล้ว 6 เดือน โดยจะมาร่วมกันวิ่งทุกวันหยุดหรือวันเสาร์ อาทิตย์ เพราะทำงานอยู่ที่เพชรบุรี แต่ถ้าในวันปกติก็จะวิ่งอยู่ที่เขาย้อย เพชรบุรีเช่นกัน

เรามองไม่เห็น วิ่งด้วยกันมั้ย

ณภาภัช ยินประโคน บัดดี้วิ่งกับผู้คนพิการ
และยังมี เธียรทิพย์ มิซูกามิคุณแม่ลูก 1 เล่าว่า ชอบพาลูกชายอายุ 3 ขวบ มาเดิน มาวิ่ง หรือมาปั่นจักรยานออกกำลังกายที่สวนสาธารณะช่วงเย็นเวลาประมาณ 17.00 น. มาอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เพราะลูกจะได้เจออากาศที่สดชื่น เจออะไรนอกบ้านบ้าง เราก็ได้ออกมาเจอคุณแม่คนอื่นๆที่พาลูกมาออกกำลังกาย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วย

เรามองไม่เห็น วิ่งด้วยกันมั้ย

เธียรทิพย์ มิซูกามิ
ส่วนใหญ่จะพาลูกมาเล่นเครื่องเล่นที่สวนเบญจสิริ เพราะมีการแบ่งโซนเครื่องเล่นของเด็กเล็กและเด็กใหญ่อย่างลงตัว และเราได้ดูแลเด็กอย่างทั่วถึงอีกทั้งยังเดินทางสะดวกเพราะมาด้วยรถไฟฟ้าบีทีเอส ส่วนอีกสวนสาธารณะที่ไปอีก 1 แห่ง คือ สวนลุมพินี เพราะเดินทางสะดวก และเป็นสวนสาธารณะที่ใหญ่

เรามองไม่เห็น วิ่งด้วยกันมั้ย
สวนสาธารณะที่ใกล้กับแนวรถไฟฟ้าบีทีเอสหรือรถไฟฟ้าใต้ดินนั้นมีอยู่หลายที่ด้วยกัน โดยจะขอยกมา 5 ที่ สำหรับผู้ที่สนใจออกกำลังกายในสวนสาธารณะใจกลางเมือง โดยที่แรกคือ สวนเบญจกิติ เวลาเปิดปิด 05.00-21.00น. เดินทางโดยรถไฟฟ้าบีทีเอสลงสถานีอโศกใช้ทางออก 4 แล้วเลี้ยวขวา เดินมุ่งหน้าไปทางศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ทางเข้าสวนจะอยู่ตรงข้ามกับอาคารโอเชี่ยน ทาวเวอร์ 1

เรามองไม่เห็น วิ่งด้วยกันมั้ย
2. สวนสันติภาพ เวลาเปิดปิด 05.00-21.00น. เดินทางโดยรถไฟฟ้าบีทีเอสลงสถานีอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ใช้ทางออกที่ 4 เดินไปตามถนนราชวิถีมุ่งหน้าถนนดินแดง สวนจะอยู่ด้านขวามือ 3. สวนลุมพินี เวลาเปิดปิด 04.30-21.00น. การเดินทางโดยรถไฟฟ้าใต้ดินลงที่สถานีศาลาแดงใช้ทางออกที่ 6 และเดินข้ามถนนพระราม 4 ไปทางพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้า

เรามองไม่เห็น วิ่งด้วยกันมั้ย
4. อุทยานเบญจสิริ เวลาเปิดปิด05.00-21.00 น. การเดินทางโดยรถไฟฟ้าบีทีเอสลงสถานีพร้อมพงษ์ ใช้ทางออกที่ 6  และ5. สวนจตุจักร เวลาเปิดปิด 04.30 -21.00 โดยการเดินทางรถไฟฟ้าบีทีเอสลงสถานีหมอชิต ใช้ทางออก 1 หรือ 3