สร้าง “ศูนย์จิตธรรม” บำบัดด้วยสติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/277992

สร้าง “ศูนย์จิตธรรม” บำบัดด้วยสติ

สร้าง, ศูนย์จิตธรรม, บำบัดด้วยสติ, สติบำบัด, จิต – ตะ – ทำ

กรมสุขภาพจิต เตรียมสร้าง “ศูนย์จิตธรรม”  บำบัดผู้ป่วยจิตเวช ด้วย “สติบำบัด” พร้อมเปิดตัววันครบรอบ 76 ปี รพ.ศรีธัญญา

        ประชาชนเริ่มมีความตระหนักและต้องการพัฒนาตนเอง โดยเฉพาะการพัฒนาจิตใจที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตทางสังคม การฝึกสติ จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ได้รับความสนใจอย่างมากในการนำมาใช้ในชีวิตประจำวันการทำงานการสร้างสัมพันธภาพในสังคม และการดูแลสุขภาพ ในทุกช่วงวัย ซึ่งได้มีการศึกษาวิจัย ทั้งในและต่างประเทศ พบว่า การฝึกสติเป็นประจำและสม่ำเสมอจะช่วยป้องกัน บรรเทาและบำบัดอาการเจ็บป่วยได้อย่างหลากหลาย เช่น ความวิตกกังวล อาการซึมเศร้า พฤติกรรมเสพติด โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและมะเร็ง เป็นต้น

นาวาอากาศตรี นพ.บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การบำบัดทางจิตใจควบคู่กับการกินยา เป็นวิธีให้ผลดีที่สุด     มีค่าใช้จ่ายต่ำและเหมาะสมกับวิถีชีวิตทางสังคม เป็นการต่อยอดระบบสุขภาพให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทั้งนี้ ได้วางแผนจะผลักดันการรักษาด้วยสติบำบัด เข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งอยู่ระหว่างจัดระบบบริการและทำการวิจัย โดยจะประเมิน    ทั้งผลการบำบัด ระยะเวลา และราคาที่เหมาะสม และ โรงพยาบาลศรีธัญญา ถือเป็นอีกหนึ่งโรงพยาบาลนำร่องที่จะนำสติบำบัด    เข้ามาใช้กับผู้ป่วย และบุคลากรของโรงพยาบาล โดยเตรียมปรับปรุงอาคารพิพิธภัณฑ์โรงพยาบาลศรีธัญญา เป็น ศูนย์จิตธรรม” (จิต – ตะ – ทำ) ในการฝึกพัฒนาสติ

ด้าน นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิดิลกรัตน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีธัญญาและประธานมูลนิธิ รพ.ศรีธัญญา กล่าวเพิ่มเติมว่า จากนโยบายของอธิบดีกรมสุขภาพจิต โรงพยาบาลและมูลนิธิ รพ.ศรีธัญญาเตรียมปรับปรุงพื้นที่บริเวณอาคารพิพิธภัณฑ์ ให้เป็น “ศูนย์จิตธรรม” เพื่อให้ผู้ป่วยจิตเวช และบุคลากรโรงพยาบาลศรีธัญญา ใช้เป็นสถานที่ในการฝึกปฏิบัติสมาธิ ใช้หลักธรรมะบำบัดในการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเวช  ซึ่งจะเปิดให้บริการกับประชาชนทั่วไปอีกด้วย โดยพร้อมเปิดตัวในวันครบรอบการก่อตั้งปีที่ 76 โรงพยาบาลศรีธัญญา

สร้าง "ศูนย์จิตธรรม" บำบัดด้วยสติ

นพ.ศิริศักดิ์ ธิติดิดิลกรัตน์

นอกจากนี้ ยังเตรียมบูรณะอาคารพิพิธภัณฑ์ ให้เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของโรงพยาบาล ตลอดจนองค์ความรู้ด้านการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเวชของประเทศไทย ให้เป็นแหล่งศึกษาดูงานด้านจิตเวชในระดับประเทศ รวบรวมข้อมูลตั้งแต่แรกเริ่มจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งเชิดชูเกียรติศาสตราจารย์นายแพทย์หลวงวิเชียรแพทยาคม ซึ่งเป็นผู้มีอุปการะคุณต่อวงการสาธารณสุขไทยในการจัดหาที่ดินไว้ใช้ประโยชน์ในงานบริการสาธารณสุขและจิตเวช

ทั้งนี้  ในการสร้างศูนย์จิตธรรมและบูรณะพิพิธภัณฑ์ได้มีการระดมทุนจากการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น จำหน่ายผลิตภัณฑ์ผู้ป่วย นวดแผนไทย ฝังเข็ม จัดกระดูก แสดงดนตรีโดยผู้ป่วย การฉายหนัง งานตลาดนัด ชมพันธุ์ไม้สมุนไพรหายาก รายได้ทั้งหมด มอบให้มูลนิธิโรงพยาบาลศรีธัญญา โดยไม่หักค่าใช้จ่าย ผู้มีจิตศรัทธาสามารถร่วมสมทบทุนได้ที่มูลนิธิฯ สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 0-2528-7800 ต่อ 57136

แนะดูแลตัวเองหน้าฝน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/277989

แนะดูแลตัวเองหน้าฝน

แนะดูแลหน้าฝน, แนะดูแลตัวเองหน้าฝน, แนะ, ดูแลตัวเอง, หน้าฝน

แนะประชาชนดูแลตนเองช่วงหน้าฝน พร้อมเตือนระวังโรคทางเดินหายใจโดยเฉพาะโรคปอดบวม ระบุหากเจ็บป่วยฉุกเฉินโทรสายด่วน 1669ตลอด 24ชั่วโมง

        ภายหลังจากที่กรมอุตุนิยมวิทยาได้ออกมาประกาศว่าจะมีฝนตกอย่างต่อเนื่องในหลายภูมิภาคไปอีกหลายวัน

รืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติได้ออกมาให้คำแนะนำถึงการดูแลตนเองในช่วงหน้าฝนว่า  หากใครที่หลีกเลี่ยงการตากฝนไม่ได้หลังจากที่เปียกฝนแล้วจะต้องทำตัวเองให้แห้งโดยเร็วที่สุดโดยเมื่อกลับถึงบ้านต้องรีบถอดถุงเท้าและเสื้อผ้าที่เปียกฝนออกทันที เพราะการใส่เสื้อผ้าที่เปียก ทำให้ไม่สบายเป็นหวัด รวมไปถึงเป็นปอดบวมได้ จากนั้นให้รีบอาบน้ำ สระผม ทำร่างกายให้อบอุ่นทันที เพราะในน้ำฝนมีอาจะมีเชื้อโรคหรือสิ่งสกปรกติดมาด้วย ทั้งนี้ควรให้ความสำคัญกับการทำความสะอาดเท้า โดยต้องใช้สบู่ฟอกทำความสะอาดเท้าที่ต้องเดินลุยน้ำฝนหรือน้ำเจิ่งนองที่อาจะมีเชื้อโรคปนเปื้อนอยู่จนอาจะทำให้เท่าเกิดเชื้อราได้

แนะดูแลตัวเองหน้าฝน

รืออากาศเอก นพ.อัจฉริยะ แพงมา

เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ ได้ระบุเพิ่มเติมว่านอกจากการดูแลตนเองหลังจากตากฝนแล้ว ประชาชนยังต้องดูแลตนเองให้ปลอดจากโรคที่มักจะเกิดขึ้นในฤดูฝนคือโรคที่ติดเชื้อจากระบบทางเดินหายใจ เพราะเมื่ออากาศมีความชื้นมาก จะทำให้เชื้อโรคเจริญเติบโตและแพร่เชื้อได้เป็นอย่างดี  โดยเฉพาะโรคปอดบวมที่เป็นโรคซึ่งเกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจ โดยปอดเกิดอาการอักเสบและติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา หรือพยาธิ โดยอาการเบื้องต้นจะมีอาการไข้สูง หนาวสั่น ปวดศีรษะ น้ำมูกไหล ไอแห้ง มีเสมหะปนเลือด จามคัดจมูกเจ็บหน้าอกและมีอาการท้องเสียร่วมด้วย ทั้งนี้หากท่านพบเหตุผู้ป่วยที่เป็นโรคปอดบวมและอาการเข้าขั้นฉุกเฉิน คือ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ มีเลือดหรือเสมหะปริมาณมากในปาก หายใจเสียงดังโครกคราก ตัวซีดเหงื่อท่วมตัว และต้องลุกนั่งหรือพิงผนังหรือยืนเพื่อให้หายใจได้ ควรรีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 เข้ามารับผู้ป่วยฉุกเฉินไปรักษาที่โรงพยาบาลให้ได้อย่างทันท่วงที

นอกจากนี้ในช่วงฤดูฝนยังพบว่ามีสถิติการเกิดอุบัติเหตุค่อนข้างมาก เนื่องด้วยถนนที่ใช้ในการขับขี่ยวดยานพาหนะจะลื่นและเปียก ซึ่งเพิ่มความเสี่ยง ดังนั้นผู้ใช้รถใช้ถนนควรขับขี่รถด้วยความระมัดระวัง เช็คสภาพเบรกรถ ไฟสัญญาณรถ และไฟส่องสว่างภายในรถ รวมถึงยางรถยนต์ ที่ปัดน้ำฝนให้พร้อมใช้งานอยู่ตลอดเวลา และพกเบอร์โทรฉุกเฉิน ไว้ในรถอยู่เสมอเพื่อความไม่ประมาทด้วย

“ฟ้องป้าเปีย”ลดปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/277977

“ฟ้องป้าเปีย”ลดปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน

ฟ้องป้าเปีย, ลดอุบัติเหตุ, AIP Foundation, ปิคอัพ, National Speed Limit

“ฟ้องป้าเปีย”  ให้คนกรุงส่งเรื่องร้องเรียน ปัญหาความเร็วชุมชนเมือง ผ่านเพจเฟสบุ๊คส์-ทวิตเตอร์-อินตราแกรม ก่อนรวบรวม ยื่นบิ๊กกทม.แก้ปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน

            มูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย (AIP Foundation) และภาคีเครือข่าย ด้านความปลอดภัยทางถนน ในประเทศไทยเปิดตัวโครงการ รณรงค์ “ฟ้องป้าเปีย”  เพื่อเชิญชวนประชาชนชาวกรุงเทพฯ ผู้ได้รับผลกระทบจากการขับรถเร็ว ในเขตพื้นที่ชุมชนเมือง ส่งเรื่องเข้ามาฟ้องป้าเปียได้ที่แฟนเพจเฟซบุ๊ค ทวิตเตอร์ และอินสตราแกรม “ฟ้องป้าเปีย” เพื่อรวบรวมเป็นข้อมูลนำเสนอให้ กทม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม

นส.อรทัย จุลสุวรรณรักษ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย มูลนิธิป้องกันอุบัติภัยแห่งเอเชีย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนในกรุงเทพมหานครร่วมกันส่งปัญหาที่พบเจอเกี่ยวกับการขับขี่ด้วยความ เร็ว ในเขตชุมชนเมืองมาที่เพจฟ้องป้าเปีย โดยสามารถรับชมคลิปวีดีโอรณรงค์ฟ้องป้าเปียได้ที่ลิงค์นี้https://www.facebook.com/fongpapia/videos/ และส่งเรื่องร้องเรียนของตนเองมาพร้อมกับติดแอชแท็ก #ฟ้องป้าเปีย

“ฟ้องป้าเปีย”ลดปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน

โดยมูลนิธิและเครือข่ายจะรวบรวมข้อร้องเรียนของประชาชนเพื่อยื่นให้กับผู้บริหารกทม.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป  ทั้งนี้ตาม มติคณะรัฐมนตรี ปี 2559 ที่เห็นชอบให้กระทรวงคมนาคมจัดทำข้อแนะนำความเร็วที่เหมาะสม ในพื้นที่ชุมชนให้สอดคล้องกับถนนแต่ละประเภท โดยให้แต่ละจังหวัดดำเนินการคัดเลือกถนนที่มีความเสี่ยงต่อ การเกิดอุบัติเหตุเพื่อกำหนดความเร็วที่เหมาะสมกับพื้นที่ชุมชนและให้มีการติดตั้งป้ายความเร็ว โดยในส่วนของพื้นที่กรุงเทพฯ  ได้มอบหมายให้ กทม. ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมดำเนินการ ในส่วนดังกล่าวโดยให้กำหนดเส้นทางนำร่องเพื่อใช้เป็นต้นแบบในการดำเนินการควบคุมความเร็ว

ทั้งนี้ จากสถิติอุบัติเหตุบนถนนหลวงของไทยระหว่างปี 2544 – 2566 พบว่า การขับขี่ด้วยความเร็ว ที่ไม่เหมาะสมเป็นสาเหตุของจำนวนอุบัติเหตุถึงร้อยละ 77 ของจำนวนอุบัติเหตุบนทางหลวง ทั้งหมด โดยในปี 2544 เพียงปีเดียว มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติที่เกี่ยวข้องกับการขับขี่ด้วยความเร็วที่ไม่ เหมาะสมสูงถึง 8,300 คน หรือ 2 ใน 3 ของการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนทางหลวงทั้งหมดในปีนั้น โดยในส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งถูกมองว่าเป็นพื้นที่ที่ใช้ความเร็วได้ต่ำ เพราะมีปริมาณยานพาหนะที่หนาแน่น กลับพบว่ามีจำนวนคดีอุบัติเหตุจราจรที่เกิดจาก การขับรถ เร็วเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดถึง 4,424 ราย สูงเป็นอันดับที่ 3 มากกว่าคดีที่เกี่ยวกับเมาแล้วขับ ถึงร้อยละ 66 โดยพื้นที่ที่มีจำนวนคดีอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการขับรถเร็วสูงสุด คือ พื้นที่ นครบาล 2 หรือย่าน สุทธิสาร บางซื่อ เตาปูน ดอนเมือง บางเขน สายไหม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีชุมชนหนาแน่น และมียานพาหนะในปริมาณที่มาก ซึ่งยานพาหนะประเภทรถยนต์นั่งเกิดอุบัติเหตุสูงที่สุดถึงร้อยละ 41 รองลงมาคือ รถจักรยานยนต์ ร้อยละ 34 และรถบรรทุกขนาดเล็ก (ปิคอัพ) ร้อยละ 8 แต่ผู้ที่ได้รับ ผลกระทบมากที่สุด คือ คนเดินเท้าและรถจักรยาน

“ฟ้องป้าเปีย”ลดปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน“ฟ้องป้าเปีย”ลดปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน

“พื้นที่นำร่องที่กทม.จะต้องดำเนินการเพื่อควบคุมความเร็วนั้นจะต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อมีส่วนสำคัญในการตัดสินใจ และกำหนดจุดพิกัดเพื่อที่ประชาชนจะได้รับผลประโยชน์สูงสุด ซึ่งหลังจากที่เรารวมรวมข้อร้องเรียนและความคิดเห็นของประชาชนผ่านเพจฟ้องป้าเปียแล้ว เราและภาคีเครือข่ายจะจะยื่นเรื่องให้กทม.และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องกำหนดเขตควบคุมความเร็วในพื้นที่ชุมชนหนาแน่นอย่างน้อย 2 เส้นทางโดยจะต้องมีการ ติดตั้งป้ายจำกัดความเร็ว และมีการบังคับใช้ความเร็วจำกัดเฉพาะที่ให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ทางกายภาพและการจราจรด้วย ดังนั้นเสียงของประชาชนจึงมีส่วนสำคัญในการกำหนดพื้นที่สัญจรอย่าปลอดภัย ของผู้ใช้รถใช้ถนนร่วมกัน ” นส.อรทัยกล่าว

ขณะที่นายนภดล สันติภากรณ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท กลางคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ จำกัด กล่าวว่า  รถไม่ใช่อาวุธแต่ถ้าประมาทเมื่อไหร่อาวุธคือรถ ทุกปีมีคนไทยเสียชีวิต 2 หมื่นคน บาดเจ็บหลายแสนคนต่อปี  ขณะที่รายงานของโลก ทุกๆ 25 วินาทีจะมีคนตายจากอุบัติเหตุทางถนน 1 คน โดยประเทศไทยเป็นอันดับสอง ของโลกทั้งนี้เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกคนที่ต้องบริหารจัดการ และลดความ สูญเสียของประเทศ เพราะวิกฤตวันนี้คนที่เสียชีวิต 80 เปอร์เซ็นต์ เป็นเยาวชน และวัยทำงาน นี่คือกลุ่มคนที่นับเป็น 3 เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เท่ากับว่าในแต่ละปีประเทศไทยสูญเสียถึง  4 แสนล้านบาท  ขณะที่เราเร่งพัฒนาเศรษฐกิจ แปลว่ารัฐจะต้องชดเชยเพิ่มไปอีก ไทยกำลังเข้าสู่สังคม “ผู้สูงวัย –ตายเร็ว-เกิดน้อย “สะท้อนไปถึงประเทศชาติ เรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ

ด้านนายพิสิษฐ์ วงศ์เธียรธนา ผู้แทนจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย  กล่าวว่า ความเร็วที่เหมาะสม จากการดูสถิตต่างประเทศ คือ 40-60 กม.ต่อชม.    ซึ่ง ปภ. ได้นำร่องในพื้นที่ 6 จังหวัด ที่สามารถลดความเร็ว ในเขตเมืองได้ เช่น มหาสารคาม ที่ลดเหลือ 40 กม.ต่อชม. เพราะคนในชุมชนร่วมมือ ซึ่งภายหลังจากการ ลดความเร็วลงพบว่าอุบัติเหตุในพื้นที่ลดลง 30 เปอร์เซ็นต์ ขณะนี้มีอีก 6 จังหวัดที่กำลังจะประกาศอัตรา ความเร็วใหม่

“ฟ้องป้าเปีย”ลดปัญหาอุบัติเหตุบนท้องถนน

“ความสำเร็จจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าท้องถิ่นไม่มีส่วนร่วม ต้องให้เขาเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการ ประชาชนเป็น หัวหอกหลัก เพราะเป็นพื้นที่ลูกหลานประสบอุบัติเหตุ มีเหตุและผล ที่รองรับ ไม่ใช่กำหนดในการใช้อำนาจ แต่เป็นความสมัครใจในการพัฒนา” นายพิสิษฐ์ กล่าว และว่า การกำหนดความเร็วใน กทม. เราจำเป็นต้องจุดพลุ ให้ดัง เราทราบดีว่า ประชาชนส่วนใหญ่ทำงานออฟฟิศ การร่วมตัวเรียกร้องอาจไม่เหมือนกับส่วนภูมิภาค ดังนั้น เราอาจเริ่มที่เขต สำนักงานเขต ประสานกับ ตำรวจพื้นที่ในก็จะเกิดผล” ผู้แทนปภ.กล่าว

ขณะที่นายณัฐพงศ์ บุญตอบ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ มูลนิธิไทยโรดส์ กล่าวว่า สาเหตุการ เกิดอุบัติเหตุในประเทศไทย อันดับ 1 มาจากการใช้ความเร็ว ซึ่งเป็นสาเหตุที่ครองแชมป์มานาน โดยสถิติการจับกุมผู้กระทำความผิดที่ขับรถ เกินกว่าอัตราที่กำหนดของตำรวจทางหลวงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกปี  ในปี 2558 พบว่ามีจำนวนมากกว่า 8 แสนราย ซึ่งแม้ว่าสถิติการจับกุมผู้ขับรถเร็วจะเพิ่มมากขึ้นทุกปีแต่ก็ไม่ได้ทำให้สถิติอุบัติเหตุที่จากการขับรถเร็วลดน้อยลง

การจำกัดความเร็วในประเทศไทยนั้น ปัจจุบันกำหนด ให้รถยนต์และ รถจักรยานยนต์ ใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 90 กม./ชม. นอกเขตเทศบาล และไม่เกิน 80 กม./ชม. ในเขตเทศบาล  กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยา โดยถูกกำหนดให้เป็นความเร็วตามที่ กฎหมาย กำหนด (National Speed Limit) และบังคับใช้เหมือนกันทั้งประเทศ แตกต่างจากในต่างประเทศที่ นอกจากจะมีความเร็วจำกัดตามที่กฎหมายกำหนดแล้ว ยังมีการจำกัดความเร็ว แบ่งตามประเภทของพื้นที่เช่น  ในเขตชุมชนหรือบริเวณหน้าโรงเรียนเอาไว้ที่ 30 กม./ชม. ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุความเร็วระดับนี้โอกาสที่จะเสียชีวิตก็น้อยเมื่อเปรียบเทียบกับการชนด้วยความเร็วในระดับอื่นๆ ที่สูงกว่า

จากสำรวจทัศนคติและความคิดเห็นของผู้ใช้รถใช้ถนนกว่า 2,000 ราย ในปี 2558 ที่ผ่านมา ถึงสาเหตุของการขับรถเร็ว โดยผู้ใช้รถใช้ถนนส่วนใหญ่ระบุว่า สาเหตุที่ขับรถเร็ว มาจากความเร่งรีบถึงร้อยละ 43 รองลงมาคือ เห็นถนนโล่ง ร้อยละ 36 นอกจากนี้ผู้ใช้รถใช้ถนน ที่เคยถูกตรวจจับความเร็วเท่ามีเพียงร้อยละ 17 เท่านั้นที่ยอมรับว่าเลิกขับรถเร็วอย่างถาวร หลังจากถูกตรวจจับ ในขณะที่ผู้ขับขี่ที่เคยถูกตรวจจับอีกร้อยละ 63 ยอมรับว่ามีการปรับเปลี่ยน พฤติกรรมขับรถช้าลงเพียงช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น

กรมศิลป์ฯ ตรวจงานปูนปั้นสัตว์หิมพานต์ประกอบพระเมรุมาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/277969

กรมศิลป์ฯ ตรวจงานปูนปั้นสัตว์หิมพานต์ประกอบพระเมรุมาศ

ปูนปั้นเมืองเพชร, กรมศิลป์ฯ, นายสมชาย

คณะช่างปูนปั้นเพชรบุรี นำผลงานการปั้นสัตว์หิมพานต์ที่ปั้นแล้วเสร็จสมบูรณ์และที่ขึ้นโครงสร้างจำนวนประมาณ 50 ชิ้นงาน ประกอบพระเมรุมาศ

        สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร นำโดย นายสมควร อุ่มตระกูล ผู้อำนวยการสำนักช่างสิบหมู่ นายก่อเกียรติ ทองผุด นายช่างศิลปกรรมชำนาญการ สำนักสถาปัตยกรรม กรมศิลปากร ผู้ออกแบบพระเมรุมาศทรงบุษบก 9 ยอด ในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 นายสุดสาคร ชายเสม ที่ปรึกษาคณะกรรมการฝ่ายจัดสร้างพระเมรุมาศ พร้อมด้วยนายช่างศิลปกรรม สำนักช่างสิบหมู่ กรมศิลปากร เดินทางมาตรวจติดตามความคืบหน้าการจัดสร้างสัตว์หิมพานต์ประกอบพระเมรุมาศ โดยมี นายสมชาย บุญประเสริฐ ช่างปูนปั้นเมืองเพชรวัย 43 ปี และคณะช่างปูนปั้นเพชรบุรีร่วมให้การต้อนรับ พร้อมนำผลงานการปั้นสัตว์หิมพานต์ที่ปั้นแล้วเสร็จสมบูรณ์และที่ขึ้นโครงสร้างจำนวนประมาณ 50 ชิ้นงาน จัดแสดงให้คณะกรรมการได้ตรวจพิจารณา

        ถือเป็นความภาคภูมิใจ และความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของ “นายสมชาย” ผู้ควบคุมทีมประติมากรรม มีประสบการณ์ในงานปูนปั้นสัตว์หิมพานต์ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี โดยครั้งนี้ได้ปั้นสัตว์หิมพานต์ประมาณ 100 ตัว โดยมีสัตว์หิมพานต์ตระกูลทวิบาท จัตุบาท และสัตว์น้ำ แต่ครั้งนี้ปั้นสัตว์หิมพานต์ประมาณ 200 ตัว ซึ่งขณะนี้ได้เขียนต้นแบบนำเสนอสำนักช่างสิบหมู่เรียบร้อยแล้ว

กรมศิลป์ฯ ตรวจงานปูนปั้นสัตว์หิมพานต์ประกอบพระเมรุมาศ

     นายสมชาย เล่าว่าเขาเป็นช่างปูนปั้น มายาวนาน 23 ปี โดยสืบทอดศิลปะปูนปั้น วัฒนธรรม ประติมากรรมของไทย สืบสายมาจาก อ.ทองร่วง เอมโอษฐ์ ช่างปูนปั้นเมืองเพชรบุรี ซึ่งเขาไม่ได้จบหรือเรียนมาด้านนี้โดยตรง แต่ได้รับการฝึกฝน อบรมจากพี่ป้า น้าอา ที่ทำงานศิลปะปูนปั้นจากอ.ทองร่วง เพราะรู้สึกว่าศิลปะปูนปั้น มีเสน่ห์ และมีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนาน เป็นงานโบราณที่เราต้องร่วมอนุรักษ์ ดำรงไว้ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของไทยที่มีคุณค่า

       “งานปูนปั้น เป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่ต้องอาศัยความละเอียด ประณีต และความตั้งใจอย่างมาก ดังนั้น การปั้นสัตว์หิมพานต์ ประกอบด้วยสิงห์ ช้าง ม้า โค ซึ่งจะอยู่รอบสระอโนดาตและในสระอโนดาต นั้น เป็นงานที่ช่างปูนปั้นทุกคนตั้งใจอย่างมาก ส่วนตัวเขารับหน้าที่ในการปั้นม้า โดยได้มีการออกแบบและดำเนินการปั้นไปบางส่วนแล้ว เพื่อให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ คาดว่าทุกอย่างแล้วเสร็จตามกำหนดระยะเวลาอย่างแน่นอน ซึ่งตอนนี้ ในทีมช่างปูนปั้น มีประมาณ 30 คน โดยแต่ละคนมีการจัดแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบแตกต่างกันออกไป ซึ่งทุกคนทำด้วยใจ เพื่อให้งานศิลปะปูนปั้นออกมาดี สวยงามที่สุด เป็นการถวายงาน ทำดีเพื่อพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ”

กรมศิลป์ฯ ตรวจงานปูนปั้นสัตว์หิมพานต์ประกอบพระเมรุมาศ

กรมศิลป์ฯ ตรวจงานปูนปั้นสัตว์หิมพานต์ประกอบพระเมรุมาศ

กรมศิลป์ฯ ตรวจงานปูนปั้นสัตว์หิมพานต์ประกอบพระเมรุมาศ


ยกระดับนักเขียนสื่อออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/277917

ยกระดับนักเขียนสื่อออนไลน์

ยกระดับสื่อออนไลน์, บล็อกเกอร์ นักเขียน สื่อออนไลน์, มหาชน, บล็อก-เจอ-เดย์

Blogger’s Bootcamp  By CP ALL นักเขียนยุคดิจิทัล ที่เรียกว่า “บล็อกเกอร์”ผลักดันงานเขียนคุณภาพที่สามารถสร้างอาชีพและมองหาเอกลักษณ์ สร้างสรรค์บล็อกที่ดีมีคุณภาพ

        พฤติกรรมการเสพข่าวสารข้อมูลยุคดิจิทัลเปลี่ยนจาก สื่อสิ่งพิมพ์ มาสู่ยุคที่ผู้บริโภคอัพเดตข่าวสารผ่าน สื่อออนไลน์มากขึ้น ปัจจุบันมีบล็อกเกิดขึ้นมากมาย ทั้งบล็อกที่มีคุณภาพ และบล็อกหน้าใหม่ที่ยังค้นหาตนเองไม่แจอ จนทำให้งานเขียนสูญเสียตัวตน

โครงการนี้ Blogger’s Bootcamp  By CP ALL จึงตอบโจทย์นักเขียนไทยให้มาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ในมุมมองแต่ละสาขาความสนใจ เพื่อนำไปปรับใช้และพัฒนาคุณภาพของบล็อกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

   นายบัญญัติ  คำนูณวัฒน์ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า หลังจากที่บริษัทประสบความสำเร็จในการจัดทำ “โครงการเซเว่น บุ๊ค อวอร์ด” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการที่เชิดชู เป็นขวัญกำลังใจ และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเขียนไทยมากว่า 14ปี เพื่อส่งเสริมการศึกษา การอ่านการเรียนรู้ให้กับคนไทย  และเยาวชนไทย

สำหรับในปีนี้ซีพี ออลล์ได้พัฒนาต่อยอดแนวคิดจากนักเขียนปลายปากกา สู่นักเขียนยุคดิจิทัล หรือที่เรียกว่า “บล็อกเกอร์” โดยจัดทำโครงการ Blogger’s Bootcamp By CP ALL เพื่อสนับสนุน และผลักดันงานเขียนคุณภาพที่สามารถสร้างอาชีพและมองหาเอกลักษณ์ สร้างสรรค์บล็อกที่ดีมีคุณภาพ พร้อมแลกเปลี่ยนแนวคิดจากบล็อกเกอร์รุ่นพี่ตลอดจนพัฒนาความรู้ด้านเทคโนโลยีในการผลิตเนื้อหาให้น่าสนใจยิ่งขึ้น

ยกระดับนักเขียนสื่อออนไลน์

นายบัญญัติ  คำนูณวัฒน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน)

สำหรับโครงการBlogger’s Bootcamp By CP ALLแบ่งกิจกรรมออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงที่ 1: Blogger’s Bootcamp ทางคณะกรรมการจะคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการฯ จำนวน 60 คน เข้ามาแลกเปลี่ยนความรู้ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากแขกรับเชิญพิเศษจากวงการต่างทั้งนักเขียน และบล็อกเกอร์มืออาชีพ พร้อมเวิร์คช็อปฝึกฝีมือพัฒนางานเขียน

ช่วงที่ 2: BLOG-GER-DAY (บล็อก-เจอ-เดย์)ครั้งแรกของการรวมเหล่าบล็อกเกอร์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเพื่อพบปะสังสรรค์ และอัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับวงการบล็อก พร้อมพบกับวิทยากรกิตติมศักดิ์จาก Web developerแนะเทคนิคการใช้เทคโนโลยี และบล็อกเกอร์ชื่อดังช่วงที่ 3: CP All Blogger Awardsมอบรางวัลให้กับเหล่าบล็อกเกอร์ที่มีผลงานสร้างสรรค์ อีกทั้งเพื่อยกย่องบล็อกเกอร์ไทยผู้ดำรงด้วยจรรยาบรรณในการนำเสนอและสร้างสรรค์งานเขียนคุณภาพ

ยกระดับนักเขียนสื่อออนไลน์

การเวิร์คช็อปฝึกฝีมือพัฒนางานเขียน แบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ เพื่อนำเสนอความคิดของแต่ละกลุ่มที่ได้รับมอบโจทย์งานไปโดยกลุ่ม  Make up the journey  ตัวแทนกลุ่มเล่าถึงโจทย์งานเขียนที่ทางกลุ่มได้คิดกันขึ้นคือ “ ปัญหาฉุกคิดก่อนทริปไม่ให้ความสวยโดนแหกเพราะสภาพอากาศ” ปกติแล้วคนเราจะมองต่างเรื่องก็คือเรื่องการท่องเที่ยว เรื่องของความสวยความงามและยังมีในเรื่องของไอที ปกติแล้วเวลาเราไปงานสนใจอะไรก็จะไปงานนั้นๆ เช่น ชอบไอทีก็ไปงานไอที ท่องเที่ยวก็ไปงานท่องเที่ยว ซึ่งไม่เคยได้เจอเพื่อนกลุ่มอื่นเลย

ยกระดับนักเขียนสื่อออนไลน์

กลุ่ม  Make up the journey

ทุกวันนี้เรามี 3 สิ่งนี้อยู่รอบตัวเรา เพราะเวลาเราไปเที่ยวเราก็จะต้องเช็คสภาพอากาศ เราเอาไอทีมาช่วยยังไงบ้าง ก็เปิดแอพในสมาร์ทโฟนเพื่อเช็คสภาพอากาศ เมื่อเรารู้สภาพอากาศล่วงหน้า เราก็จะได้รู้ว่าเราต้องแต่งหน้าอย่างไรดี มีการใช้กูเกิ้ลแมพในการเตรียมแผนการเดินทาง ว่าเราจะเอารถแบบไหนไป ฝนตกไหม บางครั้งเราไปทริปเจอแดดร้อนแล้วทากันแดดไม่โอเค

รวมถึงมีเรื่องของการใช้การสำรวจกิจกรรมว่าเป็นยังไง ควรจะเตรียมตัวแค่ไหน และการแต่งกายต่างๆที่เราต้องเผื่อไป ถ้าเกิดเราไปที่ไหนก็ตาม แต่เอาขนมิงค์ไปเต็มเลย ปรากฏว่าอากาศเป็นอีกแบบหนึ่ง เราก็ควรเตรียมตัวการเดินทางหลากหลายวิธีคิด และยังมีในเรื่องของเมคอัพด้วยเป็นวิธีการฉุกคิดก่อนจะไปออกทริปสวยให้เกิดว่าทำยังไง

และอีกกลุ่มที่น่าสนใจ คือ กลุ่ม What If ถ้าสตีป จ้อบยังมีชีวิตอยู่ทิศทางของแอปเปิ้ลจะเป็นอย่างไร ? ตัวแทนกลุ่มเล่าว่า ความคิดนี้เกิดจากสื่อในโลกออนไลน์ ในเฟชบุ๊ก หลายๆคนเสพแล้วก็เชื่อ เชื่อเลยกดแชร์ ไม่ได้คิดไม่ได้กลั่นกรอง

โดยมีทั้งสื่อที่เป็นความจริงและสื่อที่ทำมาหลอก มันจะดีกว่าไม่ถ้าเราได้ลองมาคิดตาม จึงตั้งขึ้นมาว่าสื่อออนไลน์ไม่ได้ตั้งใจนำเสนอสิ่งที่ไม่เป็นความจริง ก็คือเป็นเรื่องที่สมมุติว่า มันเกิดจากคำว่า ถ้า เช่น ถ้าประเทศไทยไม่มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติจะเป็นอย่างไร เป็นต้น

ยกระดับนักเขียนสื่อออนไลน์

ถ้าเรามีสื่อที่อยากจะชวนคนในโลกออนไลน์คิดตามว่า ถ้าเกิดมันไม่ได้เป็นตามที่คิดละ ถ้าเกิดว่า สตีฟ จ้อบส์ ยังมีชีวิตอยู่บนโลกใบหนึ่งที่เป็นโลกคู่ขนานกับความจริงจะเป็นอย่างไร ตั้งใจทำขึ้นมาไม่ใช่ความจริงแต่เป็นการแสดงความคิดเห็น พยายามให้คนในสังคมคิดตาม แสดงความคิดเห็นตามไปด้วย

ยกระดับนักเขียนสื่อออนไลน์

เนื้อหาแรกที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ต่างๆของแอปเปิ้ล คิดกันว่าเอาหุ้นของแอปเปิ้ลมั้ย มันยากเกินไปคิดว่าเอาในสิ่งที่คนสามารถจับต้องได้ คือ ถ้าเกิดสตีฟ จ้อบส์ ยังมีชีวิตอยู่ ผลิตภัณฑ์แอปเปิ้ลจะมีหน้าตาแบบไหน โดยในกลุ่มเราไม่มีคนเก่งเรื่องเทคโนโลยี จึงหาข้อมูลและมาเขียนโดยการวาดภาพเอง และตั้งคำถาม

จากข้อมูลว่าความจริง สตีฟ จ้อบส์ไม่ชอบสมาร์ทโฟนที่หน้าจอเกิน 3.5 นิ้ว พวก ไอโฟน 6 ไอโฟน 6 พลัส ที่หน้าจอกว้างขึ้นไม่ใช่ไอเดียของสตีฟ จอบส์ มือถือที่ดีควรจะเล่นได้มือเดียว สะดวก ถ้าเป็นอย่างนั้นพวกมือถือที่หน้าจอเกิน 3.5 นิ้ว ก็ไม่ได้เกิดมาในบริษัทของแอปเปิ้ล

ยกระดับนักเขียนสื่อออนไลน์

เรื่องผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ออกมา มีหลายคนบ่นอย่าง ไอแพดโปร หนักเกินไป ตัวหูฟัง สตีฟ จ้อบส์ คิดว่าถ้าเกิดตอนที่เขามีชีวิตอยู่ เขาคิดว่าผลิตภัณฑ์ของแอปเปิ้ลควรจะพัฒนาขึ้นมาเอง หรือไม่ก็ไปซื้อไอเดียของบริษัทอื่นๆ

“อยากให้ทุกคนเสพสื่อและลองคิดตาม แสดงไอเดีย ออกมา สามารถสมมุติได้ทุกเรื่อง ในรอบตัวทั้งในสื่อออนไลน์และ ชีวิตจริงว่ามันเป็นอย่างไร”

โครงการนี้ Blogger’s Bootcamp  By CP ALL จึงตอบโจทย์นักเขียนไทยให้มาแลกเปลี่ยนความรู้ซึ่งกันและกัน ในมุมมองแต่ละสาขาความสนใจ เพื่อนำไปปรับใช้และพัฒนาคุณภาพของบล็อกให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

โยคะ…เบาหวาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/277940

โยคะ…เบาหวาน

เบาหวาน, โยคะเบาหวาน, โยคะ, ปราณยามะ, Insulin Sensitivity, Insulin Resistance

“โยคะ” ปัจจุบันถูกประยุกต์มาเป็นการออกกำลังกาย ซึ่งต่างกับโยคะแบบเดิมที่ฝึกลมหายใจและสมาธิเป็นหลัก

         แม้ “โยคะ” ยังไม่ละทิ้งการฝึกลมหายใจเข้าให้ลึกและหายใจออกยาว หรือที่เรียกว่า “ปราณยามะ” ทำให้โยคะได้ประโยชน์ครอบคลุมหลายด้านทั้งในแง่เสริมสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่มความยืดหยุ่นให้ร่างกาย รักษาสมดุลร่างกายให้ดีขึ้นไปพร้อมๆ กันกับได้รับความผ่อนคลายจิตใจ ช่วยให้ มีสมาธิ มีสติ ทำให้คลายความเครียดคลายกังวล สามารถป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรคเครียดและภาวะซึมเศร้าได้  เพราะทำให้จิตใจมีความสงบเย็น สามารถควบคุมอารมณ์และปลดปล่อยอารมณ์อย่างถูกต้องได้ ควบคุมพฤติกรรมได้ดีขึ้น       

        พญ.ดุจฤดี อภิวงศ์ แพทย์ด้านจิตเวช โรงพยาบาลพระรามเก้า กล่าวว่าโยคะสามารถควบคุมโรคเบาหวานได้ โดยมีการศึกษาวิจัยพบว่าโยคะมีผลดีกับหลายๆ โรครวมถึงโรคเบาหวาน บนสมมุติฐานที่ว่าการฝึกลมหายใจและท่าโยคะบางท่าควบคู่กันสามารถช่วยกระตุ้นการทำงานของเบต้าเซลล์ของตับอ่อนได้ดีขึ้น และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของอินซูลิน (Insulin Sensitivity) จึงลดภาวะการดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) ได้ สามารถลดระดับน้ำตาลในเลือด ทั้งขณะอดอาหารและหลังรับประทานอาหารได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้การฝึกโยคะยังสามารถช่วยลดไขมันในร่างกายและเพิ่มมวลกล้ามเนื้ออีกด้วย  มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ทำการวิจัยพบว่า กลไกการควบคุมน้ำตาลในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ฝึกโยคะ มีการเปลี่ยนแปลงระดับสารเคมีที่เกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน

โยคะ...เบาหวาน

        อีกทั้ง  เปลี่ยนระดับฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียด และยังทำให้ผู้ป่วยมีวินัยในการรับประทานยาเบาหวานอีกด้วย มีงานวิจัยหลายชิ้นพบว่าการฝึกโยคะ โดยฝึกปราณยามะ 30 นาที ตามด้วยท่าอาสนะ และปิดท้ายด้วยท่าศพ 15 นาที ผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายคนจะรู้สึกว่ามีสุขภาพที่ดีขึ้นภายใน 7 – 10 วัน และพบว่ามีการเปลี่ยนแปลงในระดับน้ำตาลในเลือด ในผู้ป่วยบางรายสามารถลดปริมาณยาได้ด้วย

ผลของการฝึกโยคะต่อร่างกาย ทำให้ลดไขมันใต้ผิวหนังและลดน้ำหนัก ทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายรายมีสุขภาพที่ดีขึ้นและระดับน้ำตาลลดลง ผลของโยคะในผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน พบว่าติดตามผู้ป่วยไป 7 ปี ผู้ป่วยเหล่านี้มีระดับน้ำตาลในเลือดที่ดี ไม่มีภาวะแทรกซ้อนจากโรคเบาหวาน โดยติดตามผู้ป่วยระยะยาว 2 – 7 ปี พบว่าผู้ป่วยทั้งหมดระดับน้ำตาลลดลงภายใน 3 เดือน และสามารถลดยาลงได้ เทียบกับผู้ที่ไม่ได้ฝึกโยคะหรือหยุดฝึกไป ผลของโยคะต่อภาวะแทรกซ้อนพบว่า การฝึกโยคะมีผลต่อระดับหลอดเลือดเล็กและใหญ่ ทำให้มีผลต่อการควบคุมความดันและระดับไขมันในเลือดด้วย โดยการฝึกโยคะในผู้ป่วยเบาหวานที่มีความดันโลหิตสูง

หลังจากฝึกไป 3 สัปดาห์ พบว่า ระดับของความดันลดลง ใช้ยาควบคุมความดันโลหิตสูงลดลง และพบว่าผู้ป่วยยังไม่เกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ด้วย เช่น โรคระบบหัวใจและหลอดเลือด โรคไต โรคที่เกิดจากไขมันในเลือดสูง เป็นต้น สำหรับระดับไขมันในเลือดหลังจาการฝึกโยคะท่าต่างๆ พบว่าระดับ LDL ลดลง และเพิ่มระดับ HDL นอกจากนี้ โยคะยังมีผลต่อประสิทธิภาพของปอด ผลต่อระดับภูมิคุ้มกันในเซลล์

รวมทั้ง ผลในการป้องกันการเกิดโรคเบาหวานในคนทั่วไป ในการศึกษานี้ยังบอกถึงกลุ่มท่าอาสนะ ท่าเรือ ท่างู ท่าคันไถ ท่าวีรบุรุษ ท่าธนู ท่าบิดตัว ว่าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามท่าอาสนะอื่นๆ ของโยคะที่ไม่พบว่าช่วยลดน้ำตาลในเลือดก็ยังมีคุณประโยชน์ต่อร่างกายในแง่อื่นๆ เช่นกัน และทั้งนี้การทดลองในผู้ป่วยที่ได้ฝึกโยคะต่อเนื่องเป็นเวลา 3 เดือน แล้ววัดระดับน้ำตาลในเลือด โดยที่มีผู้เข้าร่วมการศึกษาบางคนหยุดฝึกไปแล้วกลับเข้ามาฝึกใหม่ เมื่อวัดระดับน้ำตาลในเลือดแล้วพบว่า ไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ดีเท่าผู้ที่เข้าฝึกโยคะต่อเนื่องตลอด 3 เดือน หากอยากได้ผลตามการศึกษาดังกล่าว ควรฝึกโยคะอย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อยควบคู่ไปกับการออกกำลังกายแบบอื่นด้วย

วังหินโมเดล เกษตรกรยิ้มได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/277900

วังหินโมเดล เกษตรกรยิ้มได้

ชาวโคราชยิ้มได้, เกษตรกร, โคราช วังหินโมเดล ปิดทองหลังพระ เศรษฐกิจพอเพียง ชุมชน เกษตรกร โค กระบือ, วังหินโมเดล, เกษตรกรยิ้มได้, ปศุสัตว์อาสา, หมู่บ้านน่าอยู่ ชุมชนน่ามอง

การบูรณาการร่วมกันของคนในชุมชนโดยประยุกต์ใช้แนวพระราชดำริเพื่อการพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ ให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้ สร้างรายได้ให้คนในชุมชน ลดปัญหาหนี้สิน

          วังหินโมเดล  ชุมชนขับเคลื่อนการพัฒนา รวมกลุ่มแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำภายใต้ความร่วมมือภายในชุมชน ส่งเสริมการพัฒนาอาชีพ ปรับวิถีเกษตรกรรม ลดพื้นที่ทำนา หันมาเน้นอาชีพเสริมเลี้ยงโค กระบือ ตามวัฒนธรรมดั้งเดิม เพิ่มรายได้สร้างชุมชนเข้มแข็งบนพื้นฐานของความสามัคคีชูเป็นหนึ่งในชุมชนต้นแบบของโคราช เพื่อส่งเสริมการพัฒนาชุมชนไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

นายณรงค์ วุ่นซิ้ว รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา กล่าวว่า วังหินโมเดล ต.วังหิน อ.โนนแดง จ.นครราชสีมา ถือเป็นต้นแบบการทำเกษตรผสมผสาน เอาชนะภัยแล้งด้วยพลังความร่วมมือของชาวบ้านในการฟื้นฟูและขยายเครือข่ายกลุ่มผู้เลี้ยงโค กระบือจากทุนเดิมที่มีอยู่ในชุมชนควบคู่กับการทำนา พัฒนาชุมชนให้เกิดความเข้มแข็งสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน และนำไปสู่เศรษฐกิจชุมชนพึ่งพาตนเอง

วังหินโมเดล เกษตรกรยิ้มได้

โดยการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาที่เกิดขึ้นพบว่า ตำบลวังหิน อำเภอโนนแดง ซึ่งมีทั้งหมด 13 หมู่บ้าน พื้นที่รวม 20,000 ไร่ เป็นพื้นที่อยู่นอกเขตชลประทานประสบปัญหาแล้งซ้ำซากหรือน้ำท่วม เมื่อปี 2558 ที่ผ่านมาผลผลิตเสียหายเกือบทั้งหมด เป็นพื้นที่เสี่ยง ชาวบ้านส่วนใหญ่มีอาชีพ ทำนา เลี้ยงสัตว์ อาชีพเสริมคือทอเสื่อ ทอผ้าไหมและมีการเลี้ยงโค กระบือเพิ่มรายได้ แต่เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยตามธรรมชาติ ทำให้ไม่ได้คุณภาพ ขายไม่ได้ราคาเท่าที่ควร จึงอยากเปลี่ยนแนวทางทำเกษตร

นายยศธร บูรณะบัญญัติ นายกเทศบาลตำบลวังหิน เล่าว่า โครงการทั้งหมดที่เกิดขึ้น จากการที่ชาวบ้านมีอาชีพปลูกข้าวแต่เมื่อปีที่ผ่านมาข้าวราคาตกเหลือข้าวเปลือกกิโลละ 5 บาท ชาวบ้านรวมกลุ่มพูดคุยทำอย่างไรให้ชีวิตอยู่รอด จึงนำอาชีพที่ทำอยู่แล้วคือ การเลี้ยงโค กระบือ แต่มีปัญหาคืออาหารไม่เพียงพอต่อสัตว์เลี้ยง และขาดองค์ความรู้ในการเลี้ยงโค กระบือ ปศุสัตว์จังหวัดจึงส่งเสริมให้ปลูกหญ้าเนเปียร์ โดยเริ่มต้นปลูกในพื้นที่ 5 ไร่ และขยายพันธุ์ไปสู่พื้นที่ของชาวบ้าน

วังหินโมเดล เกษตรกรยิ้มได้

นายยศธร บูรณะบัญญัติ นายกเทศบาลตำบลวังหิน

ได้ลงพื้นที่ไปพบปะพูดคุยรับฟังปัญหาของชุมชนอย่างค่อเนื่อง ซึ่งเป็นการสร้างขวัญกำลังใจ ช่วยจุดประกายและให้นโยบายเรื่องการเลี้ยงโค กระบือแบบครบวงจร โดยส่งเสริมให้แบ่งพื้นที่ทำนามาปลูกหญ้าเนเปียร์ใช้เลี้ยงโค กระบือ ลดความเสี่งการปลูกข้าวไม่ได้ผลผลิต

ซึ่งคุณสมบัติของหญ้าเนเปียร์ คือโตเร็ว รสหวาน สามารถเป็นอาหารสัตว์ได้หลากหลาย กระตุ้นชาวบ้านให้มองเห็นโอกาสและความเป็นไปได้ว่า การเปลี่นแนวทางลดพื้นที่ทำนามาปลูกหญ้า ช่วยให้ครอบครัวมีเวลาอยู่ด้วยกัน ลดต้นทุน ไม้ต้องเดินทางหาหญ้าต่างถิ่น เปลี่ยนแนวคิดช่วยให้เห็นทางเลือการเพิ่มรายได้ด้านเลี้ยงสัตว์และปลูกหญ้า

จากการที่ชาวบ้านเล็งเห็นความสำคัญจากที่ผู้นำชุมชน เพื่อนบ้านที่ประสบความสำเร็จเป็นตัวอย่าง และเริ่มปรับเปลี่ยนวิถีการเกษตร หันมาขยายพันธุ์ปลูกหญ้าเนเปียร์มากขึ้น ทั้งในพื้นที่ส่วนตัวและแปลงส่วนรวมในพื้นที่สาธารณะเพิ่มปริมาณการเลี้ยงโค กระบือในพื้นที่

โดยกรรมวิธีการเลี้ยงแบบประณีตในคอก แทนการเลี้ยงแบบธรรมชาติมีปศุสัตว์อำเภอให้การอบรมทักษะด้านการดูแลรักษา การสุขาภิบาลสัตว์ การขยายพันธุ์ และฝึกให้เป็น “ปศุสัตว์อาสา” ประจำหมู่บ้าน จากการปฏิบัติจริง ทำการอบรมทุกเดือนๆละ 1 ครั้ง ทำให้ชาวบ้านมีความรู้ความเข้าใจมากยิ่งขึ้น

วังหินโมเดล เกษตรกรยิ้มได้

ตำบลวังหิน เดิมเมื่อปี 2550 เกษตรกรได้รับสนับสนุนโค กระบือ จากธนาคารโค กระบือ จำนวน 26 ราย ปัจุบันมีการขยายสมาชิกเพิ่มเป็น 101 ราย มีโคจำนวน 177 ตัว กระบือ 45 ตัว นอกจากนี้ยังมีรายชื่อที่ซื้อมาเลี้ยงเองโดยมีโค 1.112 ตัว กระบือ 536 ตัว มีสมาชิกในชุมชนที่เป็นผู้เลี้ยง 500 ครัวเรือนและยังมีสมาชิกที่ลงทะเบียนขอสนับสนุนพ่อ แม่พันธุ์จากธนาคารโค กระบือเพิ่มอีก 150 ราย

โดยมีกลุ่มผู้เลี้ยงโค กระบือ อยู่ 3กลุ่มหลักคือ 1. กลุ่มธนาคารโค กระบือเดิมโดยเทศบาลดูแล 2.กลุ่มผู้เลี้ยงโคบ้านหนองขี้เหล็ก 3.กลู่มผู้เลี้ยงกระบือ ทั้งหมดนี้อยู่ในการควบคุมของเทศบาลตำบลเป็นผู้จัดเก็บข้อมูลพร้อมทั้งติดตามให้ความรู้สมาชิก

รวมถึงการฟื้นฟูการรวมกลุ่มผู้เลี้ยงโค กระบือกันอย่างจริงจังเพื่อให้เกษตรกรช่วยเหลือกัน พร้อมเรียนรู้ในการบริหารจัดการกลุ่มให้มีความเข้มแข็ง

วังหินโมเดล เกษตรกรยิ้มได้

ในอนาคตมีเป้าหมายคือ การเพิ่มจำนวนผู้เลี้ยงโคให้มากขึ้น 10% ต่อปี จากเดิมที่ทางจังหวัดกำหนดเป้าหมายไว้ 50% ต่อปี ปัจจุบันเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ รวมถึงการปรับปรุงสายพันธุ์เพื่อจำหน่ายให้ได้ราคาที่สูงขึ้น และยังมีการพัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์จากโค กระบือ เช่น ปุ๋ยจากมูลสัตว์ นำมาใช้ในการปลูกผัก และการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ เกษตรกรที่เลี้ยงโค กระบือ รู้จักเปรียบเทียบ เช่น ทำนา 3 ไร่ ได้ข้าว 1 ตัน ขายได้เงินไม่เท่ากับขายโค 1 ตัว หากลดพื้นที่นามาปลูกหญ้าเลี้ยงสัตว์ได้หลายตัวจะได้เงินมากกว่า ในปัจจุบันจ.นครราชสีมาได้นำ “วังหินโมเดล” มาใช้เป็นต้นแบบการพัฒนาขยายผลไปอีก 8 อำเภอ

วังหินโมเดล เกษตรกรยิ้มได้

นอกจากตำบลวังหิน อำเภอโนนแดงแล้ว ยังมีตัวแทนอื่นๆอีก 4 ชุมชนที่ได้พัฒนาชุมชนตามพระราชดำริ คือ ชุมชนบ้านพุดชา ต.หนองพลวง อ.จักราช เป็นชุมชนที่จัดการเรื่องของขยะในครัวเรือน โดยนายสมชาย วอยพิมาย สมาชิกองค์การบริหารส่วนต.หนองพลวง เล่าว่า อดีตชุมชนนี้มีปัญหาเรื่องชุมชนแออัดและเต็มไปด้วยขยะมูลฝอย จากความร่วมมือของคนในชุมชนที่เอาจริงในการจัดการกับขยะ มีการไปศึกษาดูงาน จุดประกายให้คนในชุมชนลุกขึ้นมาจัดการกับปัญหาขยะ

ตั้งแต่บริเวณบ้านของตนเองให้สะอาด มีการคัดแยกขยะแต่ละประเภทอย่างชัดเจน และการใช้ประโยชน์จากขยะอย่างเต็มที่ โดยการนำขยะเปียกมาทำปุ๋ยชีวภาพรดน้ำพืชผักสวนครัว ขยะรีไซเคิลจำหน่ายสร้างรายได้เดือนละ 3,000-4,000 บาท ยังได้รับคัดเลือกให้เป็น “หมู่บ้านน่าอยู่ ชุมชนน่ามอง” ระดับตำบลอีกด้วย

ชุมชนที่ 2 บ้านตะครองงาม ต.ลุงเขว้า อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา ได้รับรางวัลชนะเลิศ “บ้านสวย เมืองสุข” ระดับจังหวัด ชุมชนที่ 3 บ้านเตย ต.กระเบื้องใหญ่ อ.พิมาย จ.นครราชสีมา เป็นชุมชนที่จัดการตนเอง เพราะชุมชนนี้มีปัญหารุมเร้ามากมายทั้งปัญหาดินเค็ม ทำนาไม่ได้ผล เป็นหนี้สิน โดยคนในชุมชนมีตัวเลขหนี้สินเฉพาะจากการใช้ปุ๋ยเคมีสูงถึงปีละ 4 ล้านบาท จึงหาแนวทางลดการใช้ปุ๋ยเคมีหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีที่คิดกันเอง จนตอนนี้มีการจำหน่ายไปยังหลายที

วังหินโมเดล เกษตรกรยิ้มได้

และชุมชนสุดท้าย เทศบาลตำบลบัลลังก์ ต.บัลลังก์ อ.โนนไทย จ.นครราชสีมา มีปัญหาจากภัยแล้งซ้ำซาก ดินและน้ำเค็ม ทำการเกษตรไม่ได้ผล จึงมีการคลี่คลายปัญหาด้วยการพัฒนาแหล่งน้ำ โครงสร้างพื้นฐาน และการประกอบอาชีพ โดยการจัดทำ “ศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง” ขึ้น ให้คนในชุมชนได้เรียนรู้ และนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมกับพื้นที่ของตน การดำเนินงานดังกล่าวเพื่อบูรณาการร่วมกันในการประยุกต์ใช้แนวพระราดำริเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาชนบทเชิงพื้นที่ เพื่อให้ประชาชนสามารถพึ่งตนเองได้

สรรหารอบ2ล่ม!!“มีชัย”ถอดใจลาออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/277995

สรรหารอบ2ล่ม!!“มีชัย”ถอดใจลาออก

19พค2560, เมื่อ 13มีค2560, ลาออก, โหวตรอบ2, สรรหารอบ2ล่ม, 13 มีค 2560, 19 พค2560, มีชัย, มรภพระนคร, นายกสภาฯ, ประธานทปสท,  13 มีค 2560, 19 พค2560 , ทปสท, 20มีค2560

  สรรหาอธิการบดี“มรภ.พระนคร”รอบ 2 ล่ม เผยโหวตกรรมการสภาฯ 2 รอบ คะแนนไม่เกินครึ่ง “มีชัย”ถอดใจลาออก ทิ้งเก้าอี้ “นายกสภาฯ”

          เมื่อวันที่ 19 พ.ค.2560  ผศ. ดร.รัฐกรณฺ์  คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ประธานทปสท.) อดีตผู้สมัครเข้ารับการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร(มรภ.พระนคร)ครั้งที่1 เปิดเผย”เวบไวด์คมชัดลึก ว่า วันนี้(19พ.ค.2560) ในการสรรหาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏพรพนคร (มรภ.พระนคร) ในรอบที่ 2 ที่มีนายมีชัย  ฤชุพันธ์ นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครเป็นประธาน ผลปรากฏกรรมการสภาฯได้นำรายชื่อเสนอสภาฯ มี 2 รายชื่อ คือ ผศ.ดร.เดช   บุญประจักษ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์ มรภ.พระนคร รักษาการอธิการบดี มรภ.พระนคร และอีกคนเป็นคนนอก คือ รศ.ดร.สมบัติ ทีฆทรัพย์ ที่ปรึกษามหาวิทยาลัยอิสเทิร์เอเชีย

สรรหารอบ2ล่ม!!“มีชัย”ถอดใจลาออก

รศ.ดร.สมบัติ ทีฆทรัพย์

          ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับ มหาวิทยาลัยราชภัฎพระนครว่าด้วยการประชุมสภามหาวิทยาลัย (ฉบับที่ 3 ) พ.ศ.2559 ข้อ 3 ให้ยกเลิกความในข้อ 27 แห่งข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฎ ว่าด้วยการประชุมสภามหาวิทยาลัยพ.ศ.2547 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

สรรหารอบ2ล่ม!!“มีชัย”ถอดใจลาออก

ผศ.ดร.เดช  บุญประจักษ์

“ข้อ27 การลงมติให้ถือเสียงข้างมาก เว้นแต่จะมีข้อบังคับบัญญัติเป็นอย่างอื่น หรือเป็นกรณีตามวรรคสอง ในการประชุมเพื่อมีมติคัดเลือกบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิการบดีหรือเพื่อคัดเลือกคณบดี ผู้ได้รับการคัดเลือกต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งของกรรมการสภามหาวิทยาลัยทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ในกรณีที่ไม่มีผู้ใดได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ให้สภามหาวิทยาลัยลงคะแนนอีกครั้งหนึ่ง ถ้ายังไม่มีผู้ไดได้รับคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง ให้ดำเนินการสรรหาใหม่ ในการสรรหาใหม่นี้จะเสนอชื่อผู้ซึ่งได้รับการเสนอชื่อ หรือสมัครในครั้งก่อนไม่ได้” ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าว

สรรหารอบ2ล่ม!!“มีชัย”ถอดใจลาออก

            แหล่งข่าวระดับสูง มรภ.พระนคร รายหนึ่งระบุว่า   ในการลงคะแนนครั้งแรกโหวตลับ ปรากฏว่าผู้ถูกเสนอชื่อทั้ง 2 ราย ไม่มีใครได้คะแนนเกินครึ่งหนึ่งหรือ 12 คะแนนจากทั้งหมด 23คะแนนรวมนายกสภาฯด้วย ทำให้ ท่านมีชัย ได้พยายามพูดจาหวาดล้อมขอให้กรรมการตัดสินใจให้ดี แต่ในที่สุดการโหวตครั้งที่2 ก็ไม่มีใครได้คะแนนเกินครึ่ง ทำให้การสรรหาอธิการบดีมรภ.พระนคร ครั้งที่ 2 ล่ม

            “ท่านมีชัยถึงกับหน้าถอดสี พร้อมกับพูดว่า ครั้งแรกก็ล่ม ครั้งที่2ก็ล่มอีก ทำให้การสรรหาอธิการบดีมรภ.พระนครไม่สำเร็จ  อีกทั้งผมทำงานกับมรภ.พระนครมานานแล้ว ผมขอลาออก”แหล่งข่าวระดับสูง มรภ.พระนคร รายหนึ่งระบุ

           ทั้งนี้ ในการสรรหาอธิการบดี มรภ.พระนคร ครั้งที่ 3 ที่จะมีขึ้นในอนาคตนั้น จะทำให้มีผู้สมัครเข้ารับการสรรหาอธิการบดี ทั้งครั้งที่ 1( 13 มี.ค. 2560) และครั้งที่ 2 (19 พ.ค.2560 )หมดสิทธิ์ลงสมัคร ซึ่งผู้สมัครเข้ารับการสรรหาครั้งแรกมีทั้งหมด 7 คน มีทั้งอดีตผู้เคยนั่งตำแหน่งอธิการบดี อย่างรศ.ดร.เปรื่อง กิจรัตน์ภร , รศ.ดร.พงศ์ หรดาล และ รศ.วิชัย แหวนเพชร รวมถึงคณาจารย์ และคณบดี ได้แก่ ดร.พิชัย สิริรัตนพลกุล อาจารย์ประจำคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.พระนคร , ผศ.มณฑล จันทร์แจ่มใส คณบดีคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มรภ.พระนคร และมาจากคนนอกมหาวิทยาลัย คือ ผศ.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท) และ ผศ.พิพัฒน์ นนทนาธรณ์ อาจารย์คณะบริหารธุรกิจ ม.เกษตรศาสตร์

           รายงานแจ้งว่า  วันพรุงนี้(20มี.ค.2560) มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ซึ่งมีนายมีชัย  ฤชุพันธ์  เป็นนายกสภาฯ จะมีการสรรหาอธิการบดีบดี รอบ 2  หลังจากการสรรหาอธิการบดีฯ ครั้งแรกล่ม

วธ.ร้อยใจดนตรีไทย น้อมรำลึกอัครศิลปิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/277953

วธ.ร้อยใจดนตรีไทย น้อมรำลึกอัครศิลปิน

วธ, ร้อยใจดนตรีไทย, วธร้อยใจดนตรีไทย, น้อมรำลึกอัครศิลปิน, อัครศิลปิน, วธ

กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จัดงานแถลงข่าวการแสดงดนตรี “ร้อยใจดนตรีไทย น้อมรำลึกองค์อัครศิลปิน” 7 ชุด 28 พ.ค.นี้

          ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช องค์ “อัครศิลปิน” พระองค์ผู้เป็นยอดแห่งศิลปิน เป็นองค์บรมราชูปถัมภกเหล่าศิลปินทุกสาขาอาชีพจนเป็นที่ประจักษ์มาตลอด พระองค์ทรงมีพระเนตรที่ยาวไกลเกี่ยวกับดนตรีไทยโดยเฉพาะ ทรงโปรดให้กรมศิลปากรบันทึกโน้ตเพลงไทย เป็นโน้ตสากลไว้เป็นจำนวนมาก ทำให้เพลงเก่า ๆ หลายเพลงยังคงอยู่จนถึงปัจจุบัน ตลอดระยะเวลาที่ทรงครองราชย์ ทรงส่งเสริมการดนตรีในทุกรูปแบบ

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ วธ.โดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงได้ร่วมกับสมาคมครูดนตรี (ประเทศไทย) และศิลปากรสมาคม จัดการแสดงดนตรี “ร้อยใจดนตรีไทย น้อมรำลึกองค์อัครศิลปิน” โดยเปิดโอกาสให้เหล่านักดนตรีไทย ทั้งระดับอาชีพ ครูดนตรี เด็ก เยาวชน นักเรียน นิสิต และนักศึกษา เข้าร่วมการแสดงในวันที่ 28 พฤษภาคม 2560  เวลา 14.00 น. ณ หอประชุมใหญ่ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย
ม.ร.ว.จักรรถ จิตรพงศ์ อดีตปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ในฐานะประธานโครงการร้อยใจดนตรีไทยฯ กล่าวว่า การแสดงในครั้งนี้ จะมีการแสดงดนตรีไทยอย่างเต็มรูปแบบ ที่เรียกว่า “วงมหาดุริยางค์ไทย” เป็นการแสดงศิลปะความงดงามของเพลงและเครื่องดนตรีไทยให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงคุณค่าของดนตรีอย่างแท้จริง อันทำให้เกิดสุนทรียะ ความประทับใจและซาบซึ้งใจ การแสดงในรูปแบบ “วงมหาดุริยางค์ไทย” เป็นการแสดงดนตรีบริสุทธิ์เป็นตัวของตัวเอง สามารถตรึงผู้ชม ผู้ฟัง ให้มีสมาธิฟังเพลงได้รับ “สุนทรียรส” จากเพลงไทย เช่นเดียวกับการแสดงดนตรีซิมโฟนีหรือคอนแชร์โต้ของยุโรป ซึ่งจะประกอบด้วยชุดการแสดง 7 ชุด ได้แก่
1)การขับร้องถวายอาลัยองค์อัครศิลปินด้วยทำนองหุ่นกระบอกประกอบการเดี่ยวซออู้ ประพันธ์เนื้อร้องและอ่านบทร้อยกรองโดย ครูเนาวรัตน์ พงศ์ไพบูลย์ เดี่ยวซออู้โดย ครูจีรพล เพชรสม ขับร้องโดย ครูสมชาย ทับพร

2)การบรรเลงมโหรีวงใหญ่พิเศษ เพลงโหมโรงมหาราช โดยครูดนตรีไทยจากสถาบัน การศึกษาต่างๆ
ทั่วประเทศ จำนวน 189 คน

3)การบรรเลงวงปี่พาทย์มอญ “พระมหากรุณาธิคุณต่อดนตรีไทย” ประพันธ์เนื้อร้องโดย ครูเนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ บรรเลงโดย หัวหน้าวงดนตรีไทยพื้นบ้านทั่วประเทศ 89 คน

4)การบรรเลงวงปี่พาทย์ไม้แข็ง เพลงแขกมอญบางช้าง บรรเลงโดย นักเรียนโรงเรียนทวีธาภิเษก ชนะเลิศระดับมัธยมศึกษา ปี 2559

5)การบรรเลงวงดนตรีพิเศษ บรรเลงโดย นักเรียนโรงเรียนบ้านจันทึง จากจังหวัดชุมพร โรงเรียนที่สอนนักเรียนทั้งโรงเรียนให้เป็นดนตรีไทยอย่างน้อยหนึ่งอย่าง

6)การบรรเลงเดี่ยวเครื่องดนตรีไทย เพลงพญาโศก บรรเลงโดย นักดนตรีผู้มีชื่อเสียง

7)การบรรเลงวงมหาดุริยางค์ไทยเพลงไทยดำเนินดอย โดยนิสิต นักศึกษาจากสถาบันต่าง ๆ ทีมีการเรียนการสอนวิชาเอกดนตรีไทยจากทั่วประเทศ ๒๘๙ คน
ผู้ที่สนใจเข้าชมการแสดง สามารถเข้าชมได้ฟรี สำรองที่นั่งได้โทร. 02-247-0028 ต่อ4121 ,4117

เปิดให้ครูแสดงความเห็นเกณฑ์วิทยฐานะใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/277979

เปิดให้ครูแสดงความเห็นเกณฑ์วิทยฐานะใหม่

เกณฑ์วิทยฐานะใหม่ รับฟังความคิดเห็น, กคศ, อกคศ

ก.ค.ศ.เปิดให้ครูแสดงความเห็นเกณฑ์วิทยฐานะใหม่ ผ่านเว็บไซต์สำนักงาน ก.ค.ศ. 20-31 พ.ค.นี้ พร้อมเตรียมจัดโฟกัสกรุ๊ป 27 พ.ค.นี้มั่นใจหากครูเข้าใจจะเลิกด่าและพอใจ

      เมื่อวันที่ 19 พ.ค.60 นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะกรรมการการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงร่างหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีหรือเลื่อนวิทยฐานะ รวมถึงการจัดทำร่างบทเฉพาะกาล ซึ่งมีความก้าวหน้าไปมาก โดยเฉพาะในบทเฉพาะกาล จะมีการกำหนดรายละเอียดต่างๆ ที่จะยื่นหยุ่นเพื่อประโยชน์ต่อผู้ที่ยื่นขอมีหรือขอเลื่อนวิทยฐานะตามหลักเกณฑ์เก่า ไม่ได้รับผลกระทบ จากนี้สำนัก ก.ค.ศ.จะนำร่างหลักเกณฑ์ฯ ไปทำประชาพิจารณ์เพื่อรับฟังความคิดเห็น โดยการรับฟังความคิดเห็นจะมีทั้งเปิดให้แสดงความคิดเห็นผ่านทางเว็บไซต์ สำนักงาน ก.ค.ศ.และเว็บไซต์องค์กรหลัก ของศธ. ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 20-31 พฤษภาคม 2560

นอกจากนี้ จะมีการจัดประชุมโฟกัสกรุ๊ป ในวันที่ 27 พฤษภาคมนี้ จากนั้นจะประมวลข้อเสนอแนะ และความคิดเห็นต่างๆ เข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและระบบบริหารงานบุคคล เพื่อพิจารณาว่าต้องปรับปรุงเรื่องใดหรือไม่ ก่อนนำเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.ในเดือนมิถุนายน โดยตั้งเป้าหมายว่าจะประกาศใช้ร่างหลักเกณฑ์ใหม่ ตั้งแต่วันที่ 5 กรกฎาคม 2560

“ขณะนี้มีหลายกระแสเข้ามามาก เพราะเข้าใจว่าตัวเองจะเสียสิทธิ ซึ่งถ้าทำความเข้าใจกันให้ชัดเจน เชื่อว่าคงจะเลิกด่ากัน เพราะหลักเกณฑ์ใหม่ไม่ได้ทำให้ใครเสียสิทธิ์เลย แต่จะมีข้อดีมากกว่า อีกทั้งสามารถตอบโจทย์ตามที่สังคมคาดหวังได้ อย่างไรก็ตาม การจัดทำร่างหลักเกณฑ์ฯยังไม่ถือเป็นที่สิ้นสุดยังมีอีกหลายขั้นตอน ดังนั้น ถ้าใครมีข้อท้วงติงหรือข้อสังเกตก็ขอให้เสนอเข้ามาได้”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว