ลาดกระบังโชว์ 500 ผลงานพลังเมคเกอร์นศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274091

ลาดกระบังโชว์ 500 ผลงานพลังเมคเกอร์นศ.

500 ผลงาน, วิศวกรรมศาสตร์, ลาดกระบัง, โชว์, 500, ผลงาน, พลัง, เมค, เกอร์, ลาดกระบังโชว์, ผลงานพลังเมคเกอร์นศ, KMITL Engineering Project Day 2017

วิศวกรรมศาสตร์ สจล.รวมพลังเมคเกอร์นักศึกษา โชว์ผลงาน 500 นวัตกรรม ในงาน KMITL Engineering Project Day 2017

        คณะวิศวกรรมศาสตร์สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) จัดงานโชว์ผลงาน 500 นวัตกรรมจากเมคเกอร์รุ่นใหม่ในงาน “KMITL Engineering Project Day 2017″ โดยมี ดร.อรรชกา สีบุญเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เป็นประธานเปิดงาน พร้อมด้วย ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สจล. และรศ.ดร.คมสัน มาลีสี คณบดี พร้อมเชิญผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมพบปะเมคเกอร์นักประดิษฐ์หนุนแจ้งเกิดสตาร์อัพ รวมพลังประชารัฐสร้างการเปลี่ยนแปลงสู่อนาคต ไทยแลนด์ 4.0 ด้วยผลงานสร้างสรรค์และนวัตกรรมพร้อมเปิดเวทีประกวดสุดยอดนวัตกรรม Best Innovation Awards 2017 และประกวด KMITL Pitching ณ หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) สจล.
ลาดกระบังโชว์ 500 ผลงานพลังเมคเกอร์นศ.

             ดร. อรรชกา สีบุญเรือง (Atchaka Sibunruang) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า สถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยมีบทบาทสำคัญยิ่งต่อการเผยแพร่องค์ความรู้ พัฒนานวัตกรรม เพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของบุคคลากร และธุรกิจอุตสาหกรรมซึ่งเป็นปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ เรากำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นกลไกสำคัญที่จะขับเคลื่อนทุกภาคส่วน สู่ไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งมุ่งเน้นปฏิรูปประเทศ วางรากฐานที่เข้มแข็ง สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยมีกรอบยุทธศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ 20 ปีประกอบด้วย 6 แผนหลัก ทั้งด้านวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ด้านแก้ไขปัญหาและพัฒนาสังคมชุมชน ความมั่นคงและคุณภาพชีวิต สร้างและสะสมองค์ความรู้ ปรับระบบและบูรณาการงบประมาณวิจัยและนวัตกรรม ด้านพัฒนาบุคลากรวิจัยและนวัตกรรม ด้านปรับปรุงกฎหมาย ปฏิรูประบบและโครงสร้างพื้นฐานด้านการวิจัยและนวัตกรรม รวมทั้งกรอบงบประมาณตามแผนบูรณาการการวิจัยและนวัตกรรม เรายังได้จัดทำยุทธศาสตร์วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายด้วย

            ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ (Suchatvee Suwansawat) อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่าอนาคตของเยาวชนและประเทศไทยจะก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 ได้ เราต้องมีบุคลากรคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพ พัฒนาตนเอง มีการเสริมสร้างศักยภาพพื้นฐานด้านเศรษฐกิจ และความเป็นอยู่ของคนในสังคม ภาคส่การศึกษาถือเป็นบทบาทหน้าที่สำคัญของการบ่มเพาะและพัฒนาบุคลากร  เมคเกอร์ และสตาร์ทอัพผู้ประกอบการ อันเป็นกลไกสำคัญต่อการขับเคลื่อนประเทศ  หลายโครงการที่สจล. ได้ร่วมกับกระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม อาทิ โครงการสตาร์ทอัพนักศึกษาเพื่อสร้างนวัตกรรมและต่อยอดเชิงพาณิชย์ (KMITL Innovation & Tech Startup – KITS)โครงการTech Startup Club Hackathon : Smart Living กิจกรรมปั้นสตาร์ทอัพสายเลือดใหม่เข้าสู่ภาคธุรกิจดิจิทัล เป็นต้น งาน “KMITL Engineering Project Day 2017″ ครั้งนี้นับเป็นอีกก้าวสำคัญของการส่งเสริมเมคเกอร์คนรุ่นใหม่เพื่อเสริมพลังทัพสตาร์ทอัพของประเทศไทยในอนาคตด้วยนวัตกรรม

ลาดกระบังโชว์ 500 ผลงานพลังเมคเกอร์นศ.

            รศ.ดร.คมสัน มาลีสี (Komsan Maleesee) คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ สจล. กล่าวว่า การพัฒนาคนเป็นหัวใจสำคัญของการต่อยอดไอเดียและเทคโนโลยีมาเป็นนวัตกรรม สำหรับงาน”KMITL Engineering Project Day 2017″ เป็นเวทีแสดงผลงานของเมคเกอร์นักศึกษาคนรุ่นใหม่ครั้งยิ่งใหญ่ จากไอเดียสร้างสรรค์ผสมผสานงานวิจัยพัฒนา เทคโนโลยีและดิจิตอล สร้างการเปลี่ยนแปลงที่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิตและธุรกิจอุตสาหกรรมยุคใหม่ วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ในการสร้างนวัตกรรมด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยี เสริมสร้างความเป็นผู้นำและการทำงานเป็นทีม มุ่งผลิตบัณฑิตที่มีความรู้ ทักษะ ความชำนาญด้านเทคโนโลยีวิศวกรรม ร่วมขับเคลื่อนพัฒนาประเทศให้แข่งขันได้และมีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน เปิดโอกาสให้เมคเกอร์เจ้าของนวัตกรรมและผู้ประกอบการธุรกิจอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและเอกชนมาพบปะกันในงานนี้ อันจะเป็นลู่ทางความร่วมมือและต่อยอดเชิงพาณิชย์ต่อไป

ลาดกระบังโชว์ 500 ผลงานพลังเมคเกอร์นศ.

ลาดกระบังโชว์ 500 ผลงานพลังเมคเกอร์นศ. ลาดกระบังโชว์ 500 ผลงานพลังเมคเกอร์นศ.


เผยปชช.61.3% พบการค้าประเวณีทางอินเทอร์เน็ต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274208

เผยปชช.61.3% พบการค้าประเวณีทางอินเทอร์เน็ต

ค้าประเวณี, เผย, ปชช, 613, การค้าประเวณี, ทาง, อินเทอร์เน็ต, เผยปชช613

53% เคยพบเห็นการค้าประเวณีในกรุงเทพมหานคร 43.2% เห็นยืนรอข้างถนน รอบสวนลุมพินี ขณะที่ พบเห็นทางอินเตอร์เน็ต 61.3% ชี้ปัจจัยเกิดค้าประเวณี เหตุเงินไม่พอ

       ศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ได้ดำเนินโครงการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับปัญหาการค้าประเวณีโดยเก็บจากกลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่ อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวนทั้งสิ้น 1,158 กลุ่มตัวอย่าง เก็บข้อมูลในวันที่ 26 – 28 เมษายน 2560 ซึ่งกลุ่มตัวอย่างในการสำรวจครั้งนี้ใช้เกณฑ์ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane กำหนดว่า ประชากรเกิน 100,000 คนต้องการความเชื่อมั่น 95% และความผิดพลาดไม่เกิน 3% ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,111 กลุ่มตัวอย่าง

        ผศ.สิงห์ สิงห์ขจร ประธานคณะกรรมการศูนย์สำรวจความคิดเห็นบ้านสมเด็จโพลล์ กล่าวว่า ผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อปัญหาการค้าประเวณี ในมุมมองต่างๆของประชาชนในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากปัญหาการค้าประเวณีในมุมมองของชาวต่างชาติได้มุ่งเป้าว่าประเทศไทยเป็นเมืองในระดับต้นๆที่มีชื่อในด้านการค้าประเวณี รวมไปถึงในช่วงที่ผ่านมามีข่าวคดีการค้าประเวณีที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งการค้าประเวณีในประเทศไทยนั้นมีความผิดตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการค้าประเวณี พ.ศ 2539 และ พระราชบัญญัติป้องกัน และปราบปรามการค้ามนุษย์ พ.ศ.2551 ปัญหาการค้าประเวณีซึ่งในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นการค้าประเวณีทางอินเทอร์เน็ต และปัญหาดังกล่าวจะมีการแก้ไขอย่างไรต่อไป ซึ่งผลการสำรวจในครั้งนี้ต่อปัญหาการค้าประเวณี มีข้อมูลที่น่าสนใจดังต่อไปนี้ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เคยพบเห็นการค้าประเวณี ร้อยละ 53.0 รองลงมาคือ ไม่เคย ร้อยละ 31.1 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 15.9

       ประเภทที่พบเห็นการค้าประเวณี อันดับหนึ่งคือ ยืนรอข้างถนน รอบสวนลุมพินี วงเวียนใหญ่ วงเวียน 22 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ร้อยละ 43.2 อันดับที่สองคือ สถานบันเทิง  คาเฟ่  ร้านคาราโอเกะ  สปา  ร้านตัดผม ร้อยละ 29.7 อันดับที่สามคือ สถานบริการอาบอบนวด / นวดแผนโบราณ ร้อยละ 16.8 และอันดับที่สี่คือ อินเทอร์เน็ต / ออนไลน์ ร้อยละ 10.3 ปัจจัยทำให้เกิดการค้าประเวณี อันดับที่หนึ่งคือ เงินใช้จ่ายไม่เพียงพอ ร้อยละ 30.6 อันดับที่สองคือ ถูกหลอกถูกบังคับ ร้อยละ 24.9 อันดับที่สามคือ ครอบครัวยากจน ร้อยละ 21.5 อันดับที่สี่คือ ความฟุ้งเฟ้อตามสมัยนิยม ร้อยละ 11.7 และอันดับที่ห้าคือ ประชดชีวิต ร้อยละ 11.3

       กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เคยพบเห็นการค้าประเวณีทางอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 61.3 รองลงมาคือ ไม่เคย ร้อยละ 27.8 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 10.9 โดยทราบว่าต่างชาติมองประเทศไทยว่าเป็นประเทศที่มีการค้าประเวณีในอันดับต้นๆของโลก ร้อยละ 58.1 รองลงมาคือ ไม่ทราบ ร้อยละ 29.1 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 12.8 อยากให้มีการนำ มาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหาการค้าประเวณี ร้อยละ 52.7 ไม่อยาก ร้อยละ 28.4 และ ไม่แน่ใจ ร้อยละ 18.9 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ คิดว่าประเทศไทยไม่พร้อมกับการเปิดให้มีการค้าประเวณีอย่างถูกกฎหมาย ร้อยละ 49.3 คิดว่าพร้อม ร้อยละ 33.8 และไม่แน่ใจ ร้อยละ 16.9

รู้หลัก PLC รู้แนวทางเพิ่มคุณภาพเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274087

รู้หลัก PLC รู้แนวทางเพิ่มคุณภาพเด็ก

หลักสูตร PLC, รู้, หลัก, PLC, แนวทาง, เพิ่ม, คุณภาพ, เด็ก, รู้หลัก, โรงเรียนบ้านวังธน อำเภอทุ่งสง, ครู, ผู้อำนวยการโรงเรียน, เด็กนักเรียน, ชุมชน

“โรงเรียนบ้านวังธน อำเภอทุ่งสง” นำหลัก PLC ร่วมพลังครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน ช่วยยกระดับผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนขึ้นสู่ระดับดีมาก

            จุดพลุแสดงความยินดี “โรงเรียนบ้านวังธน อำเภอทุ่งสง” สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2 โดยมีนายเกรียงศักดิ์  ศรีรุ่งเรือง เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน ที่ได้ปรับโฉมการจัดการเรียนการสอนประจำปี 2559  จนทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนอยู่ในระดับดีมาก ไม่ว่าจะเป็น ผลNT ป.3 ได้ลำดับที่ 1  ของเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 2  โดยได้คะแนนเฉลี่ย 78.73 ได้ลำดับที่ 2 ของจังหวัด ลำดับที่ 10 ของภาค และได้ลำดับที่ 116 ของประเทศ  สำหรับผลสัมฤทธิ์ O-NET นักเรียนชั้น ป.6  ได้ลำดับที่ 3 ของเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต2 และผลสัมฤทธิ์ยังสูงกว่าระดับประเทศอีกด้วย

        โรงเรียนได้นำหลัก PLC มาใช้ในการบริหารจัดการ โดยการรวมตัว ร่วมใจร่วมพลัง ร่วมทำ และร่วมเรียนรู้กับครู คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน และทุกภาคส่วนในพื้นที่บ้านวังธน โดยอยู่บนพื้นฐานวัฒนธรรมความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร กำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และภารกิจร่วมกัน โดยทำงานร่วมกันแบบทีม เรียนรู้แบบที่ครูเป็นและผู้บริหารเป็นแบบผู้ดูแลสนับสนุน สู่การเรียนรู้ พร้อมพัฒนาวิชาชีพเปลี่ยนแปลงคุณภาพตนเอง สู่คุณภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความสำเร็จหรือประสิทธิผลของผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยอยู่บนพื้นฐานที่มีความสุขของการทำงานร่วมกันของสมาชิกในชุมชนของการเรียนรู้ ดังนี้ 

รู้หลัก  PLC รู้แนวทางเพิ่มคุณภาพเด็ก

1.“ครู” วิเคราะห์ผู้เรียน จัดกิจกรรมตามหลักสูตร เต็มเวลา เต็มความสามารถ

2.“ผู้อำนวยการโรงเรียน” กำหนดเป้าหมาย ท้าทายความสำเร็จ สร้างแรงบันดาลใจให้ครูเชื่อว่าทำได้ อำนวยความสะดวก (สื่อ วัสดุ ให้อิสระการจัดการชั้นเรียน)  ติดตาม (เยี่ยมชั้นเรียนแบบไม่เป็นทางการทุกวัน)ให้กำลังใจ สร้างแรงจูงใจ (มีรางวัลสำหรับเด็ก)  โดยไม่ดึงครูออกจากชั้นเรียน (ไม่ประชุม ไม่เชิญครูมาทำงานอื่น ตั้งแต่ 8.30-13.30น.)

3. “เด็กนักเรียน” มาเรียนสม่ำเสมอ เรียนรู้ตามปกติ รับผิดชอบ

4. “ชุมชน” ให้ความร่วมมือในการจัดกิจกรรมของโรงเรียน

รู้หลัก  PLC รู้แนวทางเพิ่มคุณภาพเด็ก

 กลยุทธ์ในการจัดการและใช้ชุมชนแห่งการเรียนทางรู้วิชาชีพ (PLC) อย่างยั่งยืนเป็นอย่างไร?

1. เริ่มต้นด้วยขั้นตอนง่ายๆ (Take a baby steps) โดยเริ่มต้นจากการกำหนดเป้าหมาย อภิปราย สะท้อนผล แลกเปลี่ยนกับคนอื่นๆ เพื่อกำหนดว่า จะดำเนินการอย่างไร โดยพิจารณาและสะท้อนผล
ในประเด็นต่อไปนี้

1.1 หลักการอะไรที่จะสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติ
1.2 เราจะเริ่มต้นความรู้ใหม่อย่างไร
1.3 การออกแบบอะไรที่พวกเราควรใช้ในการตรวจสอบหลักฐานของการเรียนรู้ที่สำคัญ

2. การวางแผนด้วยความร่วมมือ (Plan Cooperatively) สมาชิกของกลุ่มกำหนดสารสนเทศที่ต้องใช้ในการดำเนินการ

3. การกำหนดความคาดหวังในระดับสูง (Set high expectations) และวิเคราะห์การสอนสืบเสาะหาวิธีการที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จสูงสุด

3.1 ทดสอบข้อตกลงที่เกี่ยวข้องกับการสอนหลังจากได้มีการจัดเตรียมต้นแบบที่เป็นการวางแผนระยะยาว (Long-term)
3.2 จัดให้มีช่วงเวลาของการชี้แนะ โดยเน้นการนำไปใช้ในชั้นเรียน
3.3 ให้เวลาสำหรับครูที่มีความยุ่งยากในการสังเกตการณ์ปฏิบัติในชั้นเรียนของครูที่สร้างบรรยากาศในการเรียนรู้อย่างประสบผลสำเร็จ

4. เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ (Start small) เริ่มต้นจากการใช้กลุ่มเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยปรับขยาย

5. ศึกษาและใช้ข้อมูล (Study and use the data) ตรวจสอบผลการนำไปใช้และการสะท้อนผลเพื่อนำมากำหนดว่า แผนไหน ควรใช้ต่อไป/แผนไหนควรปรับปรุงหรือยกเลิก

6. วางแผนเพื่อความสำเร็จ (Plan for success) เรียนรู้จากอดีต ปรับปรุงหรือปฏิเสธในสิ่งที่ไม่สำเร็จ และทำต่อไป ความสำเร็จในอนาคต หรือความล้มเหลวขึ้นอยู่กับเจตคติและพฤติกรรมของครู

7. นำสู่สาธารณะ (Go public) แผนไหนที่สำเร็จก็จะมีการเชิญชวนให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วมยกย่องและแลกเปลี่ยนความสำเร็จ

8. ฝึกฝนร่างกายและหล่อเลี้ยงสมอง  (Exercise the body & nourish the brain) จัดกิจกรรมที่ได้มีการเคลื่อนไหวและเตรียมครูที่ทำงานสำเร็จของแต่ละกลุ่มโดยมีการจัดอาหาร เครื่องดื่มที่มีประโยชน์

รู้หลัก  PLC รู้แนวทางเพิ่มคุณภาพเด็กรู้หลัก  PLC รู้แนวทางเพิ่มคุณภาพเด็ก

รู้หลัก  PLC รู้แนวทางเพิ่มคุณภาพเด็ก

ลำดับต่อไปจะได้กล่าวถึงเทคนิคที่ใช้ในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนทางรู้วิชาชีพ (PLC) ที่สามารถนำมาใช้เป็นแนวทางสำหรับการสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายในกลุ่มผู้ที่เข้ามามีส่วนร่วมได้…

“เด็กเกเร” กลับใจ ไม่ใช่เรื่องยาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274063

“เด็กเกเร” กลับใจ ไม่ใช่เรื่องยาก

เด็ก, เกเร, กลับใจ, ไม่ใช่, เรื่อง, ยาก, เด็กเกเร, ไม่ใช่เรื่องยาก, พลัง

ปัญหาเด็ก เยาวชนที่องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ทั่วประเทศกำลังเผชิญอยู่ คือปัญหาพฤติกรรมเด็กเกเรเพิ่มมากขึ้นทุกปี

        อบต.แต่ละพื้นที่ได้พยายามเร่งแก้ไขปัญหานี้กันอย่างเร่งด่วน ตัวอย่างการแก้ไขปัญหาหนึ่งที่ได้ผล คือการที่อบต.จับมือกับเอ็นจีโอในพื้นที่สร้างค่ายบ่มเพาะ จนสามารถช่วยแก้ปัญหาเด็กเกเรในอบต.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตัวอย่างพื้นที่อบต.ที่แก้ปัญหาเรื่องนี้ได้สำเร็จคืออบต.หนองอียอ จ.สุรินทร์ ที่สามารถแก้ปัญหาเด็กเกเรได้เป็นจำนวน 10 เปอร์เซนต์ของเด็กกลุ่มเสี่ยงในพื้นที่ ทำให้เด็กกลับเปลี่ยนเป็น พลัง” สำคัญของพื้นที่ในการร่วมพัฒนาชุมชนตนเองต่อไป

       นายวีระพล หมื่นราม หรือ เกม วัย 19 ปี เยาวชนนอกระบบ เด็กหัวโจกจากอบต.หนองอียอ อ.สนม จ.สุรินทร์ หนึ่งในตัวอย่างเด็กเกเรที่เข้าค่ายสร้างเครือข่ายและพัฒนาแกนนำเด็กและเยาวชนสู่ความเป็นนักถักทอชุมชนรุ่นเยาว์ ในครั้งนี้ สะท้อนว่าค่าย 15 วัน สร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับตนเองเป็นอย่างมาก ในอดีตตนเองเคยมีพฤติกรรมเสี่ยง สร้างความเดือดร้อนให้กับครอบครัวและชุมชน กลายเป็นที่ระอาของทุกคน ทั้งไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ไม่เรียนหนังสือ นอนอยู่บ้านเฉยๆ กินเหล้าเมาเละเทะไปวันๆ แถมยังขอเงินไปกินเหล้าอีก แม้พ่อแม่จะตักเตือนอย่างไรก็ไม่ฟัง ทะเลาะกับพ่อแม่ทุกวัน นั่นคือสิ่งที่ “เกม” สะท้อนตัวเองออกมา แต่เมื่อกลับจากค่าย เจ้าตัวได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่สร้างความประหลาดใจให้กับครอบครัวและชุมชนเป็นอย่างมาก

 "เด็กเกเร" กลับใจ ไม่ใช่เรื่องยาก

       นายสุธรรม หมื่นราม พ่อของเกม มาร่วมเปิดใจและสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของลูกว่า ตนเองคาดหวังกับลูกไว้เยอะ เพราะสร้างงาน สร้างทุกอย่างไว้ก็เพื่อลูก วางรากฐานอาชีพไว้หลายอย่าง       ทั้งนาข้าว ไร่อ้อย หวังให้เขาใช้เป็นอาชีพต่อไป ตอนลูกออกจากโรงเรียนก็รู้สึกเสียใจมาก เพราะอยากให้เขาเรียนอย่างน้อยก็จบ ม.6 แต่เขาก็ออกกลางคันผมก็ไม่พอใจ อยากให้เขาเรียนเพื่ออนาคตเขา อยากให้เขามีความรู้ เมื่อก่อนตอนเขาออกจากโรงเรียนก็ไม่ค่อยเอางานเอาการ พ่อแม่ว่าอะไรก็ไม่ได้ ก็รู้สึกน้อยใจ แต่หลังกลับจากค่าย เขาก็เปลี่ยนไปเยอะ เช่น เรื่องของอารมณ์ เมื่อก่อนคุยกันก็ไม่ค่อยได้

  “ตอนนี้ลูกกลับมาบอกเองว่าอยากทำงาน อยากรับผิดชอบงานแทนให้ ก็ทำได้อยู่ เขาเปลี่ยนไปเยอะ ผมคิดว่าในวันข้างหน้า ผมก็มั่นใจว่าถ้าเขาทำตัวดีแบบนี้เขาก็ทำได้ครับ หากเขาอยากทำอะไร ผมก็บอกเขาว่ามีพ่อแม่คอยประคองอยู่ข้างหลัง เขาอยากเป็นช่างตัดผม ผมก็สนับสนุนให้ทำครับ อยากให้ลูกทำได้ พ่อก็แก่แล้วก็หวังจะอาศัยลูกเหมือนกัน ผมก็ขอบคุณล่วงหน้าครับที่มี อบต.หนองอียอ เข้ามาช่วยเหลือ ผมก็ภูมิใจมากที่ชักชวนลูกผมมาทางนี้”  นายสุธรรม กล่าว

เสียงสะท้อนของครอบครัวทำให้เห็นชัดว่า “เกม” เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

ผมคิดว่าผมได้ทำตัวดีขึ้น ผมมีความคิดมากขึ้นที่จะทำอะไรก็ทำเป็นชิ้นเป็นอัน รู้สึกว่ารักพ่อ-แม่มากขึ้น สิ่งนี้ทำให้ผมน้ำตาไหลตั้งแต่กลับมา หลังกลับจากค่ายผมก็เห็นพ่อแม่มีความสุขไม่เหมือนแต่ก่อน ตอนนี้ผมคิดว่าพ่อแม่ภูมิใจในตัวผมแล้ว ผมคิดว่าเขาภูมิใจที่ลูกคิดได้ มีความรับผิดชอบมากขึ้น เช่น ถ้าพ่อแม่จะไปทำงานตัดอ้อย แล้วพ่อแม่บอกว่าจะไปเอาควายลงน้ำ เมื่อเห็นพ่อแม่มา ผมรู้ว่าว่าหน้าที่ผมต้องต้องไปเอาควาย เอาวัวเข้าคอก ผมก็มารอมาทำให้พ่อแม่ ทั้งที่เมื่อก่อนไม่เคยทำอะไรเลย” เกมสะท้อนการเปลี่ยนแปลงของตนเอง

 "เด็กเกเร" กลับใจ ไม่ใช่เรื่องยาก

หลังจากนี้ “เกม” อยากมีอาชีพที่มั่นคง สามารถเลี้ยงตัวเองและครอบครัวได้ สามารถทำให้ตัวเองใช้ชีวิตแบบมีความสุข อยากเห็นพ่อแม่ภูมิใจในตัวผม อยากเห็นรอยยิ้มของพ่อแม่ อยากมีร้านตัดผมเป็นของตัวเอง หรือ ร้านซ่อมรถ

ตอนนี้ถึงแม้ยังไม่ได้มีร้านตัดผม แต่อบต.หนองอียอสนับสนุนให้ลองฝึกฝีมือตัดผมกับน้องๆ ซึ่งได้รับผลเป็นที่น่าพอใจ และเริ่มปลูกข้าวโพดร่วมกับเพื่อนๆ ที่ไปค่ายมาด้วยกัน หวังว่าเป็นการปูพื้นฐานการทำอาชีพอีกทางหนึ่ง  นอกจาก “เกม” จะกลับมาเปลี่ยนแปลงตนเองแล้ว ยังกลายเป็นเยาวชนจิตอาสาที่ไปช่วยดูแลน้องๆ ในชุมชนร่วมกับอบต.หนองอียอ และเป็นหนึ่งในทีมงานวิจัยของอบต.หนองอียอ อีกด้วย

เพราะผมเคยผ่านสิ่งไม่ดีมาก่อน ผมสามารถบอกน้องๆ ได้ว่าอะไรดี ไม่ดี จะชักชวนน้องๆ มาช่วยกันทำอาชีพ เช่น มาปลูกข้าวโพดด้วยกัน ผมคิดว่าผมสามารถดึงน้องๆ กลับมาได้

ค่าย 15 วัน ใช้ชื่อว่าโครงการสร้างเครือข่ายและพัฒนาแกนนำเด็กและเยาวชนสู่ความเป็นนักถักทอชุมชนรุ่นเยาว์ ที่มีกระบวนกรมือดี อ้อย – วราภรณ์ หลวงมณี ผู้อำนวยการสถาบันยุวโพธิชน เป็นผู้จัดการค่าย เล่าถึงกรอบคิดในการจัดค่ายครั้งนี้ว่าต้องการพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชนใน 4 พื้นที่ให้ลุกขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในการร่วมพัฒนาชุมชนของตนเอง ค่ายนี้จึงต้องการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กก่อน เมื่อพวกเขามีแรงบันดาลใจแล้ว เมื่อพี่ๆ อบต.มาชวนให้เขาทำอะไรเขาก็อยากทำ เพราะเขามีแรงบันดาลใจที่อยากจะทำ อยากจะพัฒนาตนเองและชุมชน แต่ถ้าหากเขาไม่มีแรงบันดาลใจ พี่ๆ.มาชวนทำอะไรเขาก็ไม่อยากทำ เพราะเขาไม่เห็นประโยชน์ และต้องการให้เขาได้มีวิธีคิด และมีเครื่องมือที่สามารถนำกลับไปทำงานชุมชนร่วมกับผู้ใหญ่ได้ เป็นการเตรียมให้เขามีความพร้อมที่จะทำให้ผู้ใหญ่ยอมรับและเชื่อมั่นในตัวพวกเขาได้

 "เด็กเกเร" กลับใจ ไม่ใช่เรื่องยาก

ทำให้เด็กมองเห็นเรื่องความจำเป็นของการที่จะอยู่ในสังคมนี้ให้ได้ และได้เรียนรู้ว่าพฤติกรรมแบบไหนที่ทำแล้วตนเองมีความสุข ชื่นชม เห็นคุณค่าและเคารพในตนเอง แต่ทำได้ต้อง “ฝึกฝืน” ตนเองให้ได้เสียก่อนเพื่อให้เกิด ความ “เคยชิน” กับพฤติกรรมดีนำกลับไปทำซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัย พฤติกรรมดีของเด็กๆ แบบง่ายๆ เช่น การไหว้ พูดจาเพราะ ช่วยแม่ทำงานบ้าน รับผิดชอบตนเองได้ คือสิ่งที่ค่ายนี้จะบ่มเพาะให้ แต่เนื่องจากค่ายนี้มีระยะเวลา 15 วัน สิ่งที่ทำได้คือ ทำให้เด็ก เยาวชน ได้เรียนรู้ได้แค่ในระดับความคิด “ดี” และคิดว่าตนเองทำได้

       “แรงบันดาลใจมีความสำคัญกับเด็ก การที่เขาถูกกำหนดหรือบังคับให้ทำ ทำได้แค่ชั่วครั้งชั่วคราว เพราะเป็นอำนาจจากภายนอก แต่แรงบันดาลใจเป็นอำนาจภายในที่ผลักดันให้เขาทำด้วยตัวเขาเอง แล้วมีพลัง มีความสุข ทำให้เห็นคุณค่าในตนเองและจะทำให้มองเห็นคุณค่าของคนอื่น เรื่องการรู้ว่าเราเก่งหรือถนัดอะไร เขาไม่ต้องไปแข่งขันกับใคร เป็แรงบันดาลใจให้เขาทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด แต่ถ้าเขาค้นไม่พบ เขาก็จะมีความสุขต่อเมื่อเขาทำได้เหนือคนอื่น เมื่อเขาถูกเปรียบเทียบว่าเขาดีกว่า แต่ถ้าเขายังรู้สึกเสมอหรือต่ำกว่า เขาก็จะไม่มีความสุข การรู้จักตนเองในแง่ 2 ด้านนี้จึงสำคัญกับพวกเขามาก

เพื่อไม่ให้เด็กกลับสู่ร่อง(นิสัย)เดิมของตนเอง ดังนั้นเมื่อกลับมาในพื้นที่ การติดตาม/ประเมินผลและสนับสนุนต่อยอดจึงเป็นสิ่งสำคัญ ความร่วมมือระหว่าง อบต.หนองอียอ อ.สนม ,อบต.สลักได อ.เมือง,ทต.เมืองแก อ.ท่าตูม และทต.กันตวจระมวล อ.ปราสาท  มูลนิธิยุวโพธิชน มูลนิธิสยามกัมมาจลยังคงมีต่อเนื่อง โดยมีโครงการพัฒนาเยาวชนในชุมชนท้องถิ่น (4 ภาค) ระยะที่ 3 : การขับเคลื่อนกลไกพัฒนาเยาวชนด้วยการจัดการความรู้และกระบวนจัยเพื่อท้องถิ่น เป็นพื้นที่ให้เด็กได้เรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองให้ต่อเนื่อง โดยเข้ามามีส่วนร่วมในการทำหน้าที่เป็นผู้เก็บข้อมูลให้กับงานวิจัย ตลอดระยะเวลา 1ปี 6 เดือน ขั้นตอนนี้จึงมีความสำคัญที่จะบ่มเพาะให้ฝึกฝนตนเองให้เป็นคนใหม่ให้สำเร็จจนได้ในที่สุด

 "เด็กเกเร" กลับใจ ไม่ใช่เรื่องยาก

ด้าน อบต.หนองอียอ นายสมเกียรติ สาระ หัวหน้าสำนักงานปลัด อบต.หนองอียอ ร่วมสะท้อนความว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เราค้นพบวิธีการปรับเปลี่ยนเด็กนอกระบบให้มีพฤติกรรมที่ดีขึ้น เมื่อเห็นแนวทางแล้วเราจะทำการขยายผลให้ครบทุกหมู่บ้าน ทุกคน อบต.พยายามสร้างสิ่งแวดล้อมใหม่ให้พวกเขาได้สัมผัส ได้ทำอะไรให้ต่อเนื่องเพื่อพฤติกรรมดีๆ จะได้ดำเนินต่อไปจนกลายเป็นนิสัย กิจกรรมที่อบต. ให้เข้าร่วม อาทิ โครงการวิจัย ให้มาเก็บข้อมูล ทำแผนที่เดินดิน ให้สอบถามคนในชุมชน เขาได้กลายมาเป็นฐานกำลังสำคัญในการทำงานให้กับเรา และเขายังช่วยดูแลเด็กในชุมชนอีกด้วย “ปลายเดือนเมษายนนี้เรากำลังจะทำค่ายผู้ปกครอง เพราะถ้าเราพัฒนาเด็กเพียงลำพัง เขาก็กลับไปเจอสภาพแวดล้อมเดิมๆ พ่อแม่อาจจะเคยชินกับพฤติกรรมเดิมๆ เราจึงไปเสริมตรงนี้จัดค่ายให้พ่อแม่เข้ามาพูดคุย”

ผลดีที่เกิดขึ้นในชุมชน ได้กลุ่มเด็กมาทำงานชุมชน ลดปัญหาครอบครัว เช่น เกมก็ลองการทะเลาะวิวาทกับพ่อแม่ ลดเด็กกลุ่มเสี่ยง เขากลายเป็นเด็กที่มาช่วยเราในด้านอื่นๆ ด้วย ทำงานจิตอาสาต่างๆ แล้ว ชุมชนก็รู้สึกว่าเขาเห็นคุณค่าของเด็กมากขึ้น เขาหันมามองเด็กกลุ่มนี้มากขึ้น

เรียนรู้ “สวนในบางกอก”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274144

เรียนรู้ “สวนในบางกอก”

เรียนรู้, สวน, บางกอก, สวนในบางกอก, สวนในบางกอก วันวาน วันนี้ วันพรุ่ง, ส้มสูกลูกไม้ ที่หายไปในฝั่งธนฯ, วิถีชาวนาย่านทุ่งครุ

เรียนรู้วิถีชาวสวนฝั่งธนบุรี ในงาน “สวนในบางกอก… วันวาน วันนี้ วันพรุ่ง” วันที่ 29-30 เมษายน 2560 ณ พิพิธภัณฑ์เด็ก กรุงเทพมหานคร แห่งที่ 2 ตั้งแต่ 8.30 น.

             โครงการรฦกธนบุรี ๒๕๐+ จัดขึ้นเนื่องในวาระครบรอบ 250 ปีกรุงธนบุรี ซึ่งเป็นการร่วมมือระหว่างหน่วยงาน องค์กรภาคประชาสังคม และชาวย่านต่างๆ ในฝั่งธนบุรี จัดกิจกรรมเผยแพร่องค์ความรู้ในท้องถิ่นฝั่งธนฯ โดยจะจัดกิจกรรมในประเด็นที่หลากหลาย หมุนเวียนไปยังพื้นที่ต่างๆ ในฝั่งธนบุรี ตลอดทั้งปี 2560 ซึ่งงานครั้งแรกได้มีขึ้นไปแล้วเมื่อวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ภายใต้ชื่องาน “เปิดบ้านหลังคาแดง” ณ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ซึ่งได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อมวลชน นักเรียน-นักศึกษา และบุคคลทั่วไป ส่วนกิจกรรมในครั้งที่ 2 ที่จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29-30 เมษายน ศกนี้ เลือกหยิบยกประเด็น “สวนในบางกอก” เพื่อบอกเล่าความเป็นบ้านเมืองของฝั่งธนบุรีในอดีตที่อุดมไปด้วยเรือกสวน อันเป็นแหล่งผลาหารอุดมสมบูรณ์ ก่อนจะเปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน 

เรียนรู้ "สวนในบางกอก"

สังคมดั้งเดิมของฝั่งธนบุรีเป็นสังคมชาวสวนที่ใช้แม่น้ำลำคลองเป็นเส้นทางสัญจร ด้วยตั้งอยู่บนพื้นที่ดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา เต็มไปด้วยแม่น้ำลำคลองใหญ่น้อย และมีสภาพดินลักจืดลักเค็มที่เหมาะแก่การทำสวนผลไม้ ความอุดมสมบูรณ์ของเรือกสวนในบริเวณนี้ มีหลักฐานย้อนไปได้ถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา และมีการสืบทอดภูมิปัญญาการทำสวนเรื่อยมา กระทั่งราวปี 2500 เป็นต้นมา อันเป็นช่วงเวลาที่มีการพัฒนาบ้านเมืองด้วยการตัดถนนหนทางและส่งเสริมเศรษฐกิจอุตสาหกรรม โฉมหน้าของฝั่งธนบุรีจึงเปลี่ยนจากเรือกสวน กลายเป็นถนนหนทางและตึกรามบ้านช่อง เพื่อรองรับการขยายตัวของชุมชนและการเคลื่อนย้ายเข้ามาของผู้คนจากต่างถิ่น

ปัจจุบันการพัฒนาพื้นที่ฝั่งธนบุรียังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตัดถนนและการขยายเส้นทางรถไฟฟ้า ส่งผลให้มูลค่าที่ดินเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับความอยู่รอดของเรือกสวน(ที่เหลืออยู่) ที่ถูกบีบคั้นด้วยสภาพสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าปัจจุบันเรือกสวนในฝั่งธนฯ จะเหลืออยู่ไม่มากนัก แต่ก็มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจในภาคเกษตรกรรมอยู่ไม่น้อย และยังมีชาวสวนฝั่งธนฯ ที่ยืนหยัดและปรับตัวเพื่อให้อยู่รอดในสถานการณ์ที่ยากลำบากนี้

ภายในงาน “สวนในบางกอก… วันวาน วันนี้ วันพรุ่ง” ได้สร้างสรรค์กิจกรรมที่น่าสนใจเพื่อเรียนรู้วิถีชาวสวนฝั่งธนบุรี อาทิ นิทรรศการภาพถ่าย “ชาวสวน… เมื่อวันวาน” การเสวนาเรื่อง “ส้มสูกลูกไม้… ที่หายไปในฝั่งธนฯ” และ “วิถีชาวนาย่านทุ่งครุ”  กิจกรรม “เล่นกับลม-เล่นกับสวน” ความสนุกสนานของลูกหลานชาวสวนในอดีต และการทัศนศึกษาเยี่ยมชมสวนผลไม้นานาชนิดในย่านทุ่งครุ บางมด และบางขุนเทียน ซึ่งเป็นพื้นที่สีเขียวที่ยังเหลืออยู่ในแถบชานเมืองกรุงเทพฯ ฝั่งตะวันตก ด้วยการเดินเท้า เส้นทางจักรยาน และล่องเรือลัดเลาะไปตามคลองบางมด

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ คุณธีรนันท์ ช่วงพิชิต โทร. 081-561-2877,02-472-7754  และที่ Facebook “รฦกธนบุรี ๒๕๐

มรธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274117

x

มรธ.

       เมื่อวันที่ 28  เมษายน 2560  พล.ร.อ.พะจุณณ์ ตามประทีป เลขานุการประธานองคมนตรี  (พล.อ.เปรม  ติณสูลานนท์) ได้ประสานให้พบ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อยื่นหนังสือเกี่ยวกับธรรมาภิบาลของผู้บริหาร มรธ. (มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี) ซึ่งรมช.ศธ. รับปากว่าจะดูแลติดตามอย่างใกล้ชิด

มข.ยกระดับสินค้าท้องถิ่น แก้จน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274066

มข.ยกระดับสินค้าท้องถิ่น แก้จน

สากล, มข, ยกระดับ, สินค้า, ท้องถิ่น, แก้, แก้จน

คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข.ผนึกจ.ขอนแก่น ยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น สู่สากล ตามโครงการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ หวังแก้ปัญหายากจนให้แก่พี่น้องชาวอีสาน

      “การประชุมเชิงปฏิบัติการ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ปรับตัวสู่การพัฒนาเพื่อวางแผนในการพัฒนาศักยภาพของผลิตภัณฑ์” ภายใต้โครงการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์กลุ่มปรับตัวสู่การพัฒนา โดยความร่วมมือของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กับ จังหวัดขอนแก่น  รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่าการประชุมเชิงปฏิบัติการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อ ยกระดับคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์OTOPในกลุ่มผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่ม,ผ้าและเครื่องแต่งกาย,ของใช้ ของตกแต่ง ของที่ระลึก,สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ให้สามารถแข่งขันทางการตลาดทั้งในและต่างประเทศได้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือวิสาหกิจชุมชนขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)ใน 4 จังหวัด ได้แก่ ขอนแก่น ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม จำนวนรวมทั้งสิ้นกว่า 686 ผลิตภัณฑ์

มข.ยกระดับสินค้าท้องถิ่น แก้จน

        ทั้งนี้ มหาวิทยาลัยขอนแก่นก่อตั้งภายใต้นโยบายคือการเป็นที่พึ่งของชาวอีสาน โดยนำองค์ความรู้ด้านวิชาการบริการแก่สังคม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของชาวอีสาน แก้ปัญหาความยากจนอย่างยั่งยืน ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ 2Excellence Academyเป็นองค์กรที่มีความเป็นเลิศทางศิลปะวิทยาการ และยุทธศาสตร์ที่ 4Creative Economy and Societyเป็นองค์กรที่สร้างองค์ความรู้ตามพันธกิจสู่การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมเชิงสร้างสรรค์ โดยส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาอาชีพ พัฒนา ผลิตภัณฑ์ การมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างงาน สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานผลิตภัณฑ์OTOPให้มีความสามารถในการแข่งขันทั้งในระดับชาติและระดับสากล

       รศ.ดร.ชูพงษ์ ทองคำสมุทร คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มข. เผยว่า จากผลการดำเนินงานขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)ที่ผ่านมามีผลการดำเนินงานที่เป็นรูปธรรม สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน ในท้องถิ่นได้แต่ บางส่วนยังมีข้อจำกัดในเรื่องของคุณภาพมาตรฐาน รูปแบบ และบรรจุภัณฑ์ ยังไม่สวยงามโดดเด่น ไม่เป็นที่ต้องการของตลาด อีกทั้งผู้ประกอบการยังขาดองค์ความรู้ในด้านการบริหารจัดการ การพัฒนา ผลิตภัณฑ์ ดังนั้น สาขาวิชาการออกแบบอุตสาหกรรม คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงเห็นความจำเป็นในการให้ความช่วยเหลือสนับสนุนให้บริการปรึกษาแนะนำด้านการออกแบบพัฒนาผลิตภัณฑ์ควบคู่กับบรรจุภัณฑ์ ให้กับผู้ประกอบการพัฒนายกระดับผลิตภัณฑ์ประเภทเครื่องดื่ม,ผ้าและเครื่องแต่งกาย,ของใช้/ของตกแต่ง /ของที่ระลึก,สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร โดยหวังว่าจะยกระดับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นสู่สากลได้ในที่สุด

มข.ยกระดับสินค้าท้องถิ่น แก้จน

       นางไพรวัลย์ สังข์ไทย ชาวบ้าน บ้านบึงแก อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่นกล่าวว่า ตนได้ร่วมเป็นสมาชิกOTOPของจังหวัดนานกว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งได้จัดทำผลิตภัณฑ์ชาสมุนไพร ภายใต้แบรนด์ บ้านไร่นาเธอ ซึ่งในช่วงแรกได้รับผลตอบรับจากลูกค้าเป็นอย่างดี แต่เมื่อขาดความรู้ในการตลาด จึงทำให้ยอดการจำหน่ายลดลง โดยการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้ความรู้เพื่อไปต่อยอดธุรกิจจากผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นให้ยั่งยืนได้

หลักสูตรอาหารไทยกระหึ่มโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274051

หลักสูตรอาหารไทยกระหึ่มโลก

หลักสูตรอาหาร, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม, หลักสูตร, อาหาร, ไทย, กระหึ่ม, โลก

STC ปั้นหลักสูตรอาหารไทยกระหึ่มโลก ศิลปะและเทคโนโลยีการประกอบอาหาร

         ความนิยมบริโภคอาหารไทยในต่างประเทศยังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี เห็นได้จากในอเมริกามีความต้องการของอาหารไทยท้องถิ่นที่มีคุณภาพและรสชาติที่ประณีตมากขึ้น หรือในออสเตรเลียก็มีจำนวนร้านอาหารไทยอยู่ถึง1,000ร้าน และความต้องการบริโภคอาหารไทยก็ไม่แพ้กับอาหารจีน ขณะที่ในประเทศจีนมีความต้องการอาหารไทยโดยเฉพาะเมืองใหญ่ๆ ยังมีความต้องการอย่างต่อเนื่อง เพราะคนจีนชื่นชอบอาหารไทยที่มีรสชาดจัดจ้าน

       ดร.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์ คณบดีคณะศิลปศาสตร์ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามกล่าวว่าอาหารไทยยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดต่างประเทศ คณะศิลปศาสตร์จึงเกิดแนวคิดในการพัฒนาหลักสูตรใหม่ คือ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปะและเทคโนโลยีการประกอบอาหาร โดยขณะนี้ได้รับการอนุมัติให้เปิดรับนักศึกษาฃใหม่จากสภาวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามเรียบร้อยแล้ว

หลักสูตรอาหารไทยกระหึ่มโลก

        เป้าหมายของการเปิดสาขาดังกล่าวก็เพื่อตอบสนองความต้องการพ่อครัวแม่ครัวไทยที่มีฝีมือในระดับสากล และมีความสามารถรอบด้านไม่เพียงแต่การประกอบอาหารแต่ยังสามารถปรับสูตร วิธีการปรุงอาหาร และเครื่องปรุงต่างๆ ได้ตามสถานการณ์

      “ปัจจุบันอาหารไทยเป็นที่ต้องการทั่วโลก และได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในอาหารนานาชาติชั้นสูง แต่พ่อครัวแม่ครัวไทยที่มีศักยภาพ และสามารถเติบโตในสายบริหารหรือเป็นเจ้าของกิจการได้ยังมีอยู่จำกัด สาขาวิชานี้ถือเป็นสาขาเชฟอาหารไทยโดยเฉพาะที่แรกและที่เดียว”

       ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจากหลักสูตรนี้สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย เช่น ผู้ประกอบการอาหารในโรงแรม และภัตตาคาร ผู้ประกอบธุรกิจด้านอาหารและเครื่องดื่ม ผู้ประกอบการร้านอาหารและภัตตาคารทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ ผู้ประกอบธุรกิจงานด้านกิจกรรมพิเศษ เช่น การประชุม การจัดนิทรรศการ การสัมมนา นักวิเคราะห์และพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร อาจารย์/นักวิชาการด้านศิลปะและเทคโนโลยีการประกอบอาหาร ฯลฯ

หลักสูตรอาหารไทยกระหึ่มโลก

       นอกจากนี้ ผู้ที่เรียนจบจากสาขานี้ไม่เพียงแต่มีความรู้เรื่องการประกอบการอาหารเท่านั้น แต่ผู้เรียนจะมีองค์ความรู้เรื่องการเปิดร้านอาหารไทยในต่างประเทศ รู้เรื่องกฎเกณฑ์การเปิดร้าน สิ่งที่ต้องประพฤติปฏิบัติเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมายการเปิดร้านอาหารไทยในแต่ละประเทศ ฯลฯ

     หลักสูตรนี้เปิดรับนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติที่สามารถสื่อสารภาษาไทยได้ เข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี4ปี โดยผู้เข้าเรียนต้องจบมัธยมศึกษาปีที่6หรือปวช.ในสาขาต่างๆ สำหรับผู้เรียนดีหรือมีความสามารถพิเศษทางวิทยาลัยจะมีทุนการศึกษาให้

       “เราเปิดรับนักศึกษารุ่นละ50คน จำนวนที่ไม่มากเกินไปทำให้เราสามารถดูแลนักศึกษาได้อย่างใกล้ชิด เนื้อหาและบริบทของการพัฒนานักศึกษาเราได้เตรียมไว้พร้อมมูลแล้ว ขอให้นักศึกษาเข้ามาเรียนกับเราด้วยความตั้งใจจริง ความมุ่งมั่น และจิตใจที่เปิดกว้าง เรามั่นใจว่าสาขานี้จะเป็นใบเบิกทางสู่ความสำเร็จให้กับนักศึกษาอีกสาขาหนึ่ง”ดร.ยิ่งศักดิ์ กล่าวทิ้งท้าย

ลดความเสี่ยง “โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274047

ลดความเสี่ยง “โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง”

รพกรุงเทพ, หลอดเลือดหัวใจ, ความเสี่ยง, โรค, หลอด, เลือด, แดง, ใหญ่, โป่ง, พอง, ลดความเสี่ยง, โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง

หัวใจ อวัยวะหลักของร่างกาย มีส่วนประกอบมากมายหลายอย่าง รวมไปถึงระบบของการทำงานที่เชื่อมโยงเข้ากับส่วนต่างๆของร่างกาย

        ส่วนสำคัญหลักของร่างกายที่ไม่สามารถขาดได้ นั่นคือ หัวใจ เพราะเมื่อหัวใจหยุดทำงาน อวัยวะส่วนต่างๆ ก็หยุดทำงานตามไปด้วย ซึ่งในบรรดาเหล่าโรคภัยที่เกี่ยวข้องกับหัวใจนั้นอาจมีมากมายหลายอย่าง โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ เตรียมความพร้อมรักษาอย่างทันท่วงที ในทุกปัญหาสุขภาพหัวใจและหลอดเลือด

       นพ.อรรถภูมิ สู่ศุภอรรถ ศัลยแพทย์หัวใจและทรวงอก รพ.หัวใจกรุงเทพ กล่าวว่า หลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้า(Aorta) เป็นหลอดเลือดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย ออกมาจากขั้วหัวใจทอดยาวจากช่องอกสู่ช่องท้องและให้แขนงเป็นหลอดเลือดที่นำเลือดแดงไปเลี้ยงอวัยวะสำคัญต่างๆในร่างกายหลายแห่ง โรคหรือภาวะบางอย่างอาจทำให้ผนังหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้ามีความอ่อนแอ เกิดการโป่งพองขยายขนาดจนใหญ่กว่าปกติขึ้น (Aneurysm) ซึ่งเมื่อมีการโป่งขยายจนถึงระดับหนึ่งก็จะแตกทำให้เสียเลือดจำนวนมากกระทันหันจนเป็นเหตุให้เสียชีวิตได้ในเวลาอันรวดเร็ว ภาวะดังกล่าวพบได้ทุกระดับของหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าไม่ว่าจะเป็นส่วนที่อยู่ในช่องอกหรือช่องท้อง แต่สามารถพบบ่อยที่สุดในหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าในช่องท้องส่วนที่อยู่ใต้หลอดเลือดที่ไปเลี้ยงไต (Infrarenal abdominal aortic aneurysm)

ลดความเสี่ยง "โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง"

       ส่วนสาเหตุในการเกิดโรคนั้น โดยปกติแล้วผนังของหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าจะมีความสามารถในการยืดหยุ่นสูง สามารถขยาย ยืดและหดตามระดับความดันโลหิต แต่ในผู้ป่วยที่มีปัญหาบางอย่างเช่น มีความดันโลหิตสูงเป็นเวลานาน และมีการแข็งตัวของผนังหลอดเลือด(atherosclerosis) จะทำให้ผนังหลอดเลือดอ่อนแอ จนมีการโป่งพองของผนังหลอดเลือดได้ ภาวะดังกล่าวพบบ่อยในผู้ป่วยชายสูงอายุ โดยจะพบประมาณ2-5%ในผู้ชายที่อายุมากกว่า50 อาจพบโรคนี้ได้มากถึง5-10% ในผู้ชายที่มีอายุมากกว่า65ปี จากการตรวจกรองด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (ultrasound) และอาจพบได้มากขึ้นในกลุ่มที่มีโรคโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน (coronary artery disease) หรือ ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดที่แขนและขาอุดตัน (peripheral vessels disease)ร่วมด้วย นอกจากนี้ประวัติการมีโรคหลอดเลือดโป่งพองในครอบครัวและการสูบบุหรี่นับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งเสริมในเป็นโรคได้เช่นกัน

       โรคนี้จะพบในผู้ป่วยชายสูงอายุ โดยเฉพาะระหว่าง 65-75 ปี ที่มีประวัติสูบบุหรี่ มีความดันโลหิตสูง และมีประวัติโรคหลอดเลือดโป่งพองในครอบครัวผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ บ่อยครั้งที่ตรวจพบได้โดยบังเอิญจากการตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรือการทำเอ็กซ์เรย์ แต่ในผู้ป่วยบางส่วนก็อาจมีอาการได้เช่นกัน เช่น อาการปวดบริเวณหลอดเลือดที่มีการโป่งพอง เจ็บหน้าอก หรือปวดหลัง โดยอาการปวดอาจเป็นๆหายๆหรือ เป็นตลอดเวลาก็ได้ หรือในบางกรณีที่มีหลอดเลือดปริแตก ผู้ป่วยก็จะมาด้วยอาการปวดร่วมกับอาการเสียเลือดจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่จะทำให้เสียชีวิตได้ในไม่กี่นาทีหรือชั่วโมง

ลดความเสี่ยง "โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง"

        นอกจากนี้ การโป่งพองของหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าอาจทำให้มีก้อนเลือดมาจับตัวที่ผนังของหลอดเลือดเนื่องจากมีการอักเสบหรือมีการไหลวนของเลือดในบริเวณที่มีการโป่งพอง ถ้าก้อนเลือดที่ผนังหลอดเลือดมีการหลุดไป ก็อาจไปอุดกั้นแขนงของหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าได้ หรือการโป่งพองก็อาจจะทำให้มีการกดเบียดอวัยวะข้างเคียง

         ดังที่กล่าวไว้ข้างต้นว่าผู้ป่วยโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าโป่งพองส่วนใหญ่มักไม่มีอาการจึงมักจะเป็นการตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกายประจำปี หรือจากการตรวจหาโรคอื่นๆ ปัจจุบันสมาคมแพทย์โรคหลอดเลือดแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา และแคนาดา* แนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าในช่องท้องโป่งพองด้วยการทำอัลตราซาวด์ในช่องท้องในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูง อายุระหว่าง 65-75 ปี ที่มีประวัติสูบบุหรี่ หรือ อายุมากกว่า 60 ปี และมีญาติสนิทเช่น บิดา หรือ พี่น้อง ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าโป่งพอง และแนะนำให้ทำการตรวจคัดกรองด้วยเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ในผู้ที่มีญาติสนิทป่วยเป็นโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าในช่องอกโป่งพอง ซึ่งการทำเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง CT 256 Slice จะช่วยให้ผู้ป่วย สัมผัสรังสีน้อย เนื่องจากใช้เวลาประมาณ 5 วินาที และได้รับผลการตรวจที่ละเอียดมากยิ่งขึ้น

        สำหรับการรักษาในกรณีที่ผู้ป่วยยังไม่มีอาการ การรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าโป่งพองขึ้นกับความเสี่ยงในการแตกของหลอดเลือดยิ่งมีขนาดใหญ่ก็จะยิ่งมีความเสี่ยงในการแตกสูงกว่า ดังนั้นจึงแนะนำให้ผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีหลอดเลือดเอออร์ต้าใหญ่หรือมีอัตราการโป่งขยายเร็ว ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการที่บ่งชี้ว่าหลอดเลือดมีความเสี่ยงในการแตกสูง เช่น ปวดท้อง หรือเจ็บหน้าอก หรือมีอาการจากการที่หลอดเลือดเอออร์ต้ากดเบียดอวัยวะข้างเคียง ก็นับเป็นข้อบ่งชี้ในการผ่าตัดเช่นเดียวกัน ถ้าหลอดเลือดเอออร์ต้ายังมีขนาดไม่ใหญ่ถึงขั้นที่จะต้องผ่าตัดก็แนะนำให้ตรวจติดตามต่อร่วมกับให้ยาลดความดันโลหิตเพื่อลดแรงดันเลือดที่กระทำต่อผนังหลอดเลือด

ลดความเสี่ยง "โรคหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพอง"

        ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงในการมีโรคหลอดเลือดหัวใจก็แนะนำให้ ออกกำลังกาย หยุดสูบบุหรี่และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และในกรณีที่ตรวจพบระดับไขมันในเลือดสูงก็อาจต้องให้ยาลดไขมันด้วย ในปัจจุบันการผ่าตัดโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าโป่งพองมีสองรูปแบบ คือการผ่าตัดเปิด และการผ่าตัดใส่หลอดเลือดเทียมชนิดมีขดลวดถ่างขยายผ่านสายสวน (Endovascular aneurysmal repair) ซึ่งเริ่มมีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ ในการรักษาโรคหลอดเลือดแดงใหญ่เอออร์ต้าโป่งพองเนื่องจากแผลผ่าตัดมีขนาดเล็กกว่า และอัตราการเสียชีวิตในโรงพยาบาลต่ำกว่า โดยที่ให้ผลในการรักษาระยะยาวเทียบเท่ากับการผ่าตัดเปิด

        สิ่งสำคัญที่โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ มุ่งเน้นในการรักษา คือ การเพิ่มความปลอดภัยในการผ่าตัด รักษา ดูแลด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมืออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ได้มาตรฐาน ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัย ลดภาวะแทรกซ้อนน้อยที่สุด เพราะ “สถิติการรักษาหลอดเลือดแดงใหญ่โป่งพองในสภาวะฉุกเฉิน (แตก ปริ แตกเซาะ) มีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนจนเสียชีวิตได้ถึง 50% เมื่อเทียบกับการรักษาก่อนที่จะมีอาการซึ่งมีโอกาสประสบความสำเร็จสูงถึงมากกว่า 95%” ที่มีทีมแพทย์รักษาโรคหัวใจตลอด 24 ชม. เพราะเราเชื่อว่า หัวใจ ไม่ควรช้าแม้แต่เสี้ยววินาที

ลั่น!! ปี60-69 ขับเคลื่อน “เซฟตี้ไทยแลนด์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/274074

ลั่น!! ปี60-69 ขับเคลื่อน “เซฟตี้ไทยแลนด์”

นายบุญเลิศ ธีระตระกูล, อาชีวอนามัย, กแรงงาน, ลั่น, ปี6069, ขับเคลื่อน, เซฟตี้, ไทยแลนด์, ปี60-69, เซฟตี้ไทยแลนด์, วันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากลปี 2560, แรงงานปลอดภัยและสุขภาพอนามัยดี, Safety Thailand

รองปลัดก.แรงงาน ลั่น! ปี60-69 ขับเคลื่อน “เซฟตี้ไทยแลนด์”เป็นวาระแห่งชาติ ย้ำ!! ทุกฝ่ายตระหนัก ถึงความปลอดภัยอาชีวอนามัย เพื่อลดการสูญเสีย

          เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2560 นายบุญเลิศ ธีระตระกูล รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงาน“วันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากลปี 2560”ณ ห้องประชุมชั้น 4 กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน(ส่วนแยกตลิ่งชัน) ว่า การจัดงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากล ปี 2560 เป็นการจัดงานเช่นเดียว กับประเทศสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศทั่วโลก เพื่อแสดงออกถึงความมุ่งมั่นและความพร้อมที่จะขับเคลื่อนการดำเนินงานในการยกระดับมาตรฐานงานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของประเทศไทยสู่ระดับสากล

ลั่น!! ปี60-69 ขับเคลื่อน "เซฟตี้ไทยแลนด์"

          ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศฉบับที่ 187 ว่าด้วยกรอบเชิงส่งเสริมการดำเนินงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัย พ.ศ.2549 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 มีนาคม 2560 นับจากวันที่ให้สัตยาบันเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2559 ณ นครเจนีวา สมาพันธรัฐสวิส ประเทศไทย ได้แสดงถึงความมุ่งมั่นด้านความปลอดภัยของแรงงานไทย

           ลั่น!! ปี60-69 ขับเคลื่อน "เซฟตี้ไทยแลนด์"

  โดยประกาศใช้แผนแม่บทความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานแห่งชาติ ฉบับที่ 2       (พ.ศ.2560 -2564) และ ประกาศระเบียบวาระแห่งชาติ“แรงงานปลอดภัยและสุขภาพอนามัยดี”ระยะที่ 2 (พ.ศ.2560 – 2569) และสิ่งสำคัญคือ รัฐบาลกำหนดนโยบาย“Safety Thailand”เพื่อให้กระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้องบูรณาการงานความปลอดภัยและอาชีวอนามัยร่วมกันเพื่อให้บรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรม

           นายบุญเลิศ กล่าวต่อว่า การจัดงานวันความปลอดภัยและอาชีวอนามัยสากลในปีนี้ ภายใต้กรอบแนวคิด“เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและการใช้ข้อมูลด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัย:สร้างความเข้มแข็งของรากฐานวัฒนธรรมการป้องกัน”ซึ่งการสร้างฐานข้อมูลและการจัดเก็บข้อมูลที่ถูกต้องจะเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนางานด้านความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของประเทศไทยในอนาคตได้เป็นอย่างดี โดยในระยะสั้นนั้นเริ่มจากภาครัฐและถ่ายทอดไปสู่ภาคเอกชนในระยะยาวซึ่งสอดคล้องกับนโยบายThailand 4.0 ของรัฐบาลที่ต้องการพัฒนาประเทศโดยใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน

“ในบ้านเมืองเรายังไม่ให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยเท่าที่ควร ซึ่งทำให้เกิดการสูญเสีย
อยู่บ่อยครั้ง ทุกฝ่ายจึงต้องช่วยกันรณรงค์และสร้างความตระหนักรู้เรื่องความปลอดภัยให้เป็นวัฒนธรรม
เพื่อลดการประสบอันตรายทั้งต่อตนเองและสังคม” นายบุญเลิศ กล่าวในที่สุด