หลักสูตรอุดมศึกษาไทยเถื่อน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273513

หลักสูตรอุดมศึกษาไทยเถื่อน?

ื่้อน, หลักสูตรอุดมศึกษาไทยเถื่อน, 10 มเอกชนไร้คุณภาพ, หลักสูตรอุดมศึกษาไร้คุณภาพ, หลักสูตร, อุดมศึกษา, ไทย, เถื่อน

มหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐานนั้น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาจำนวนอาจารย์ผู้สอน รับนักศึกษาไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด

       วงการอุดมศึกษาของไทยป่วนหลังสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า การดำเนินงานหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษาที่ส่งรายงานเมื่อเดือนตุลาคม 2559 จำนวน 150 แห่ง จากทั้งหมด 154 แห่ง มีการรายงานผลการดำเนินงานหลักสูตรจำนวนทั้งสิ้น 8,949 หลักสูตร มีหลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐานจำนวน 2,030 หลักสูตร และมีสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งรายงานผลการดำเนินงานไม่ครบถ้วนทุกหลักสูตร จึงมีผลกระทบต่อการรับรองคุณวุฒิเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบวิชาชีพ

        ล่าสุด ดร.สุภัทร  จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ออกมาชี้แจงถึงหลักสูตรเถื่อน ไร้มาตรฐาน ว่าขณะนี้มีหลักสูตรที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำ ของสกอ.จริง โดยจากการตรวจสอบหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2557 ล่าสุด ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2559พบว่ามีหลักสูตรที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จำนวน 1,790  หลักสูตร และสกอ.ส่งข้อมูลดังกล่าวไปให้สตง.แล้ว สตง.คงต้องออกมาชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าว มีที่มาอย่างใด

หลักสูตรอุดมศึกษาไทยเถื่อน?

  ดร.สุภัทร  จำปาทอง

     “มหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐานนั้น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาจำนวนอาจารย์ผู้สอน รับนักศึกษาไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด ซึ่งเรื่องเหล่านี้ สามารถปรับปรุงแก้ไขได้ และทุกแห่งที่สกอ.ส่งหนังสือไปให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข ก็พร้อมให้ความร่วมมือ เพื่อประโยชน์ของผู้เรียน” ดร.สุภัทร กล่าว

       ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ กกอ.ได้เปิดเผยมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีปัญหา 10 แห่งที่มีปัญหาหลักสูตรรวมแล้ว 98 หลักสูตร แบ่งเป็น หลักสูตรในที่ตั้ง 20 หลักสูตร และหลักสูตรนอกที่ตั้ง 78 หลักสูตร   ซึ่ง ดร. ดร.สุภัทร อธิบายว่า 10 มหาวิทยาลัยเอกชน ที่สกอ. ลงไปสอบทานข้อมูล (หลายแห่งให้ความร่วมมือเข้าชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม และได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้ว) แบ่งเป็น หลักสูตรนอกสถานที่ตั้ง 78 หลักสูตร ที่จัดการศึกษาไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ใน 5 สถาบัน ได้รับความร่วมมือจากสภามหาวิทยาลัย ขอปิดหลักสูตรไปแล้ว 56 หลักสูตร เหลือ 22 หลักสูตร ซึ่งสกอ. ขอให้งดรับนักศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559

หลักสูตรอุดมศึกษาไทยเถื่อน?

        นอกจากนั้น ในจำนวนดังกล่าว พบว่ามี 2 หลักสูตรที่ยังเปิดการเรียนการสอน ซึ่งสกอ. จะลงไปตรวจสอบ เพราะขอให้งดรับนักศึกษาไม่ได้ขอให้ปิดหลักสูตร ดังนั้น มหาวิทยาลัยอาจจะเปิดสอนนักศึกษาให้จบการศึกษาก่อน รวมทั้ง ในมี 3 หลักสูตรขอเปิดรับนักศึกษาในปีการศึกษา 2560 ซึ่งมหาวิทยาลัยจะต้องปรับปรุงการเรียนการสอนให้เป็นไปตามมาตรฐาน

        “ส่วน อีก 20 หลักสูตร ใน 8 มหาวิทยาลัย ที่จัดการศึกษาไม่ได้มาตรฐานนั้น สภามหาวิทยาลัย ขอปิดไปแล้ว 3 หลักสูตร แจ้งให้งดรับนักศึกษา 3 หลักสูตร แก้ไขหลักสูตรตามเอกสาร 9 หลักสูตร รอดูการดำเนินการ 5 หลักสูตร โดย 2 ใน 5 หลักสูตรมีปัญหาจัดการศึกษาไม่เป็นไปตามที่สภาวิชาชีพกำหนด โดยรับนักศึกษาเกินกว่าที่สภาวิชาชีพกำหนด”เลขาธิการกกอ.กล่าว

      สำหรับ 20 หลักสูตรในที่ตั้ง 8 มหาวิทยาลัย ที่มีปัญหา มี ดังนี้ 1.มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 6 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2553) ,หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2550) , หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย (หลักสูตร5ปี)(หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2556),หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาและคอมพิวเตอร์ (หลักสูตร5ปี)(หลักสูตรปรับปรุง2558) ,หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม(หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2556) และ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2554)

        2.มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2556) , หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2556)

      3.มหาวิทยาลัยปทุมธานี 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานาฎศิลป์และการแสดง (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2556), หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปะการแสดงและนาฎศิลป์ (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2557)

        4.มหาวิทยาลัยพิษณุโลก 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555), หลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2558) , หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2556)

      5.มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น จ.ปทุมธานี 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555), หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2557)

     6.วิทยาลัยทองสุข 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555) , หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555) , หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555)

    7.วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม 1 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2555)

      และ8.สถาบันเทคโนโลยีแห่งอโยธยา จ.พระนครศรีอยุธยา 1 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555) ซึ่งในส่วนที่สกอ.สั่งงดรับนักศึกษา และปรับปรุงหลักสูตรนั้น ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีที่ไหนสั่งงดรับนักศึกษาหรือทีไหนปรับปรุงหลักสูตร เนื่องจากยังไม่ได้นำข้อสรุปดังกล่าวเข้าที่ประชุมกกอ.รับทราบ

    อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยที่หลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐานนั้น และมีการสั่งงดรับนักศึกษา ในปี 2559 และปี 2560 นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ไม่ประสบปัญหาอย่างแน่นอน เนื่องจากมหาวิทยาลัยต้องปรับปรุงหลักสูตรให้เป็นไปตามมาตรฐานที่สกอ.กำหนดภายใน 6 เดือน

       เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเปิดรับนักศึกษาได้ การเข้าเรียนหลักสูตร มหาวิทยาลัยใดก็ตาม สิ่งที่นักศึกษาควรทำ คือการตรวจสอบหลักสูตรว่าได้รับการรับรองมาตรฐานจากทั้งสกอ. และมาตรฐานวิชาชีพ หรือไม่ โดยสามารถตรวจสอบได้สกอ.ที่ http://www.mua.go.th

เปิดใจ “ครูฝึกฉุดชักราชรถ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273510

เปิดใจ “ครูฝึกฉุดชักราชรถ”

เปิดใจ ครูฝึกฉุดชักราชรถ, พตสิทธิศักดิ์ ศรีนวลดี, พลฉุดชักราชรถ, เปิดใจ,  ครูฝึกฉุดชักราชรถ , ครูฝึกฉุดชักราชรถ

พ.ต.สิทธิศักดิ์ ศรีนวลดี ครูฝึกฉุดชักราชรถ บอกว่า ตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุดถวายพระเกียรติสูงสุด เท่าที่ทำได้คราวนี้เป็นโอกาสที่ได้ถวายงานก็จะทำอย่างสุดความสามารถ

         เพื่อให้ริ้วขบวนพระอิสริยยศ อัญเชิญพระบรมศพ ในพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช สง่างาม สมพระเกียรติ และเพื่อเป็นตอบแทนพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

เปิดใจ “ครูฝึกฉุดชักราชรถ” 

        กรมสรรพวุธทหารบก โดยโรงเรียนทหารสรรพวุธ กรมสรรพวุธทหารบก เป็นอีกหนึ่งหน่วยงานที่รับผิดชอบในริ้วขบวนอิสริยศที่ 2 รับหน้าที่อัญเชิญพระโกศทองใหญ่ จากพระยานมาศสามลำคานจากริ้วขบวนที่ตรงบริเวณหน้าวัดพระเชตุพนไปยังพระเมรุมาศ  มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งต้อง  ใช้พลฉุดชักรวม 329 นาย แบ่งเป็น พลฉุดชักราชรถน้อยหรือราชรถพระนำ 78 นาย  พลฉุดชักพระมหาพิชัยราชรถ 221 นาย กำลังพลเสริม 30 นาย

เปิดใจ “ครูฝึกฉุดชักราชรถ” 

    เช่นนี้ พลฉุดชักราชรถ มีความสำคัญและจำเป็นต้องได้รับการฝีกซ้อม ให้สามารถปฏิบัติตามท่าฝึกต่างๆได้อย่างถูกต้อง แข็งแรง และพร้อมเพรียง เป็นภารกิจที่ต้องอาศัยความร่วมแรง ร่วมใจ ความเสียสละ โดยทหารทุกนายจะต้องสำรวม ยืนก้มหน้า สงบนิ่ง

      ดังนั้น เพื่อเตรียมพร้อมทางโรงเรียนทหารกรมสรรพาวุธ ได้มีการฝึกครูฝึกพลฉุดชักราชรถ ให้สามารถปฏิบัติท่าทางได้อย่างถูกต้อง เพื่อนำความรู้ไปถ่ายทอดต่อไปยังทหารที่ผ่านการคัดเลือกเป็นพลฉุดชัก ที่กำลังอยู่ระหว่างการคัดเลือก ซึ่งวางแผนฝึกซ้อมเป็นเวลา 2 สัปดาห์

เปิดใจ “ครูฝึกฉุดชักราชรถ” 

  พ.ต.สิทธิศักดิ์ ศรีนวลดี

       สำหรับท่าฉุดชักราชรถ ประกอบด้วย 1.ท่าตรง 2.ท่าพัก 3.ท่าหันอยู่กับที่ 4.ท่าถวายบังคม 5.ท่าหยิบเชือกและวางเชือก 6.ท่าเดินปกติและหยุด 7.เดินตามจังหวะเพลงพญาโศกลอยลมและหยุด โดยหัวหน้าครูฝึกพลฉุดชักราชรถ พ.ต.สิทธิศักดิ์ ศรีนวลดี ประจำตำแหน่งธุรการและกำลังพล สังกัดกองโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์สายสรรพาวุธ (กรสย.) ศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพวุธ (ศซส.) กรมสรรพาวุธทหารบก บอกว่า ในครั้งนี้มีครูฝึกทั้งสิ้น 20 นาย เมื่อสิ้นสุดการฝึก ครูฝึกพลฉุกชักจะลงไปฝึกพลทหารที่ผ่านการคัดเลือกเป็นพลฉุดชัก ซึ่งคุณสมบัติคือสูงไม่ต่ำกว่า 170 เซ็นติเมตร อายุไม่เกิน 48 ปีและไม่มีโรคประจำตัว ต้องรับน้ำหนักพระมหาพิชัยราชรถ ที่มีน้ำหนักถึง 14 ตัน

เปิดใจ “ครูฝึกฉุดชักราชรถ” 

     ทั้งนี้ ครูฝึกส่วนใหญ่เป็นครูฝึกทหารและเคยผ่านงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ มาแล้ว ซึ่งในส่วนของผมเอง เคยร่วมเป็นพลฉุดชักในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เมื่อปี 2528

        จากนั้นมีโอกาสเป็นครูฝึกสมัยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ปี2539 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ปี2551  สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ และเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เมื่อปี2555 มาแล้ว ถือว่ามีประสบการณ์ ความสามารถ

เปิดใจ “ครูฝึกฉุดชักราชรถ” 

    กว่าจะมาเป็นหัวหน้าครูฝึกพลฉุดชัก พ.ต.สิทธิศักดิ์ เล่าด้วยว่า ส่วนตัวก็เคยมีประสบการณ์เป็นพลฉุดชักในพระราชพิธีเมื่อครั้งพระนางเจ้ารำไพพรรณี พ.ศ.2528 จากนั้นเริ่มมาเป็นผู้ช่วยครูฝึก มาเป็นครูฝึกในปัจจุบันรับหน้าที่ฝึกซ้อมพลฉุดชัก และมีหน้าในการกำกับดูภาพรวมริ้วขบวน แก้ไขปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น เช่นเดียวกับ พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลเดช ตนก็จะคอยดูแลภาพรวมให้ริ้วขบวนสวยงาม สมพระเกียรติ ที่สุด

       “ทุกครั้งที่ถูกเรียกขึ้นมาให้ทำหน้าที่ฝึกซ้อม ต้องบอกว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำแต่ใจไม่อยากทำ เพราะนั่นหมายถึงเรากำลังพบกับการสูญเสีย โดยเฉพาะครั้งนี้เป็นความสูญเสียที่เประชาชนโศกเศร้าทั้งประเทศ ซึ่งไม่มีใครอยากให้เกิด ผมตั้งใจว่าจะทำให้ดีที่สุด ถวายพระเกียรติสูงสุด เท่าที่เราจะทำได้ เพราะเมื่อครั้งพระองค์ท่านมีพระชนม์ชีพ ผมเป็นทหารตัวเล็กไม่มีโอกาสใกล้ชิดมากนัก ทำได้เพียงติดตามพระราชกรณียกิจ และคำสอนมาประยุกต์ใช้ คราวนี้เป็นโอกาสที่จะได้ถวายงานก็จะทำอย่างสุดความสามารถ”พ.ต.สิทธิศักดิ์ กล่าว

เปิดใจ “ครูฝึกฉุดชักราชรถ” 

ร.ต.อนันต์ รู้รอบดี

       ด้านครูผู้ฝึกสอนร.ต.อนันต์ รู้รอบดี ผู้ช่วยหัวหน้าครูฝึกพลฉุดชักราชรถ สังกัดโรงเรียนทหารสรรพาวุธ กรมสรรพาวุธ เล่าว่า ที่ผ่านมาเคยได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพลฉุดชักในงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระบรมศพมาแล้วถึง 4 ครั้ง ตั้งแต่สมัยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราช สุดา สิริโสภาพัณณวดี และสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก โอกาสนี้ได้รับคัดเลือกมาเป็นครูฝึก ก็รู้สึกภูมิใจและมีความตั้งใจอย่างยิ่งที่จะได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อถวายงานให้แก่พระองค์ท่าน

    “งานพระราชพิธีครั้งนี้สำหรับผม ใจ สำคัญที่สุด ครั้งนี้แม้จะไม่ร่วมในริ้วขบวนแต่ตั้งใจจะถ่ายทอดความรู้ประสบการณ์ที่มี ให้แก่กำลังพลทุกคนที่ผ่านการคัดเลือกเข้ามาเป็นพลฉุดชัก ซึ่งจะมีการฝึกซ้อมเหมือนจริงทุกอย่าง ดังนั้น จะให้ความสำคัญกับการเตรียมพร้อมร่างกายให้สมบูรณ์เพื่อพร้อมในการปฏิบัติงาน ส่วนที่หลายคนอาจจะมองว่าช่วงนี้อากาศจะร้อน แต่จากประสบการณ์ไอร้อนจากแดดไม่ได้ทำให้เรารู้สึกร้อน เพราะใจของเรามุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถเพื่อพระองค์”ร.ต.อนันต์ กล่าว

เปิดใจ “ครูฝึกฉุดชักราชรถ” 

     จากอดีตพลฉุดชักสู่การเป็นครูฝึกพลฉุดชัก จ.ส.อ.พงษ์ศักดิ์ ด่วนศรี สังกัดโรงเรียนทหารสรรพวุธ กรมสรรพาวุธทหารบก เล่าว่า ที่ผ่านมาเคยได้รับหน้าที่เป็นพลฉุดชัก ในริ้วขบวนพระราชพิธีพระราชทานเพลิงสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในครั้งนั้นการฝึกซ้อมก็จะเหมือนจริง โดยครูฝึกจะเรียกซ้อมตั้งแต่ช่วงเช้าถึงเย็น ฝึกกลางแจ้ง ซึ่งครูฝึกก็จะฝึกแต่ละท่าซ้ำๆจนมีความชำนาญและพร้อมเพรียง เข้มแข็ง ซึ่งสมัยก่อนแดดอาจจะไม่แรงเท่าครั้งนี้ แต่ก็ไม่ใช่อุปสรรคเพราะทำด้วยใจ

เปิดใจ “ครูฝึกฉุดชักราชรถ” 

จ.ส.อ.พงษ์ศักดิ์ ด่วนศรี 

   “ มาวันนี้จากที่เป็นพลฉุดชัก และได้รับคัดเลือกให้มาเป็นครูฝึกพลฉุดชัก รู้สึกภาคภูมิใจอย่างมาก ตั้งใจจะปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายอย่างสุดความสามารถเพื่อถวายงานรับใช้พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชครั้งสุดท้าย”จ.ส.อ.พงษ์ศักดิ์ กล่าวย้ำ

สะตออบแห้งช่วยเหลือชาวภาคใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273491

สะตออบแห้งช่วยเหลือชาวภาคใต้

สะตอ มวล การศึกษา, สะต, ออบ, แห้ง, ช่วยเหลือ, ชาว, ภาคใต้

สะตออบแห้งสร้างรายได้วันละ 300 บาท เกิดวงจรธุรกิจเพิ่มมูลค่าให้สะตอ สามารถเก็บไว้ได้นาน6เดือนโดยไม่เน่าเสีย รสชาติ กลิ่นเหมือนเดิมเพียงแช่น้ำทิ้งไว้ไม่เกิน 1ชม.

          สะตออบแห้งอาศัยชาวบ้านในชุมชนใช้แรงงานปอกฝักสะตอรายได้วันละ 300 กว่าบาท ธุรกิจครบวงจรตั้งแต่ชาวบ้านรับจ้างปอกฝักสะตอ ชาวบ้านที่เป็นเจ้าของสวนขายสะตอได้ราคาดีขึ้น จากเมื่อก่อนฝักละ 1 บาท อาจจะขายได้ฝักมากกว่านั้นเป็น 5 เท่า 10 เท่า สามารถอบแห้งเก็บไว้ขาย 5 เดือน 6 เดือน ข้างหน้าได้
ผศ.ดร. หมุดตอเล็บ หนิสอ อาจารย์ประจำสำนักวิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.)กล่าวว่า โครงการสะตออบแห้งเกิดจากที่ผู้ประกอบการเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนที่อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช เป็นพื้นที่ปลูกสะตอมากที่สุดในนครศรีธรรมราช และในภาคใต้เกือบทุกที่จะปลูกสะตอกันเป็นส่วนใหญ่ มีผลผลิตออกมาเป็นช่วงเดือนมิถุนายน กรกฎาคม ราคาก็จะถูกตามปกติทั่วไป

สะตออบแห้งช่วยเหลือชาวภาคใต้

ผศ.ดร. หมุดตอเล็บ หนิสอ

จึงมีแนวคิดว่าจะทำอย่างไรให้สะตอขายได้ในราคาดีขึ้น สร้างมูลค่าเพิ่ม และตอบรับกับความต้องการของตลาด เพราะว่าสะตอเป็นเมนูหลักในภัตตาคารหรือร้านอาหาร ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ยิ่งต่างประเทศร้านอาหารไทยต่างประเทศมีความนิยมสูง ถ้าเป็นสะตอสดไม่สามารถขนส่งได้ ณ ตอนนี้ที่มีขายอยู่ในตลาดเป็นสะตอจากมาเลเซีย ที่รักษาโดยการแช่คล้ายๆการดองมีความใกล้เคียงกับสะตอสดอยู่เป็นผลิตภัณฑ์เดียวที่มีอยู่ในท้องตลาด
สะตอแห้งคือ สะตอที่สามารถคืนตัวได้ ต้องแห้งและสามารถคืนตัวได้เมื่อแช่น้ำ การคืนตัวหมายถึงกลับมาสดเหมือนเดิม เป็นโจทย์ที่ผู้ประกอบการตั้งใจผลิตขึ้น เพราะหากทำได้อย่างนั้นข้อดีคือ การขนส่งจะสะดวกมากขึ้น การเก็บรักษาได้นาน เพราะเมื่อแห้งแล้วไม่ขึ้นราไม่มีปัญหาเรื่องเกิดการเน่าเหม็นหรือเสียหาย แต่ปัญหาคือ ถ้าการทำแห้งที่มีปัจจุบันใช้เทคโนโลยีลมร้อน โดยใช้อุณหภูมิค่อนข้างสูง ใช้อากาศในการอบแห้งทั่วไป ซึ่งปัญหาของการทำแห้งดังกล่าว แห้งแล้วจะแข็ง แข็งแล้วเมื่อนำไปแช่น้ำมันก็จะไม่กลับมาเหมือนเดิม ไม่นิ่ม ไม่คืนสภาพ และเสียสภาพ

สะตออบแห้งช่วยเหลือชาวภาคใต้

ผศ.ดร. หมุดตอเล็บ กล่าวต่อว่า การหาเทคโนโลยีใหม่เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการพยายามทำมาพอสมควร ทั้งการทดลองเอง ทดลองกับนักวิจัยที่อื่น และเริ่มมาทำกับเมื่อต้นปีที่แล้วก็ใช้เวลาอยู่เกือบปีในการที่พยายามพัฒนาวิธีการต่างๆที่จะทำแห้ง ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยีไมโครเวฟความดันต่ำ เป็นการทำแห้งอุณหภูมิต่ำ มันก็จะสามารถทำแห้งได้แล้วคืนตัวได้ แต่ปัญหาก็คือว่าผลิตในปริมาณมากทำยาก เพราะอาจต้องผลิตเป็นวันละหลายร้อยกิโลกรัม เมื่อทำแห้งน้ำหนักมันก็เหลือแค่ 1 ใน 4 โดยสมมุติว่าสะตอ 20 กิโลกรัม เมื่อผ่านขั้นตอนการอบแห้งแล้วจะเหลือน้ำหนักไม่ถึง 5 กิโลกรัม ทำให้การอบแห้งที่จะต้องพยายามทำยังไงให้สูญเสียคุณสมบัติต่างๆของสะตอให้น้อยที่สุด ไม่ว่าจะสี กลิ่น เนื้อ และสารอาหาร
โดยพยายามทดลองและหาวิธีการจนพบว่าถ้าอบที่อุณหภูมิต่ำที่สุด สามารถทำให้น้ำระเหยได้ จะทำให้สามารถรักษาคุณภาพพื้นฐานทั้ง 4 อย่างของสะตอได้อย่างค่อนข้างครบถ้วน โดยการใช้วิธีนี้สามารถทำแห้งได้เกือบแห้ง ความชื้นเกือบเป็นศูนย์ และก็สามารถเก็บรักษาได้ 6 เดือน เก็บรักษาสภาพได้ใกล้เคียงกับสภาพเดิม สามารถแช่น้ำคืนตัวได้ภายในเวลาไม่ถึง 1 ชั่วโมง
หลังจากที่พัฒนาอบแห้งในห้องแล็บแล้ว ลองจำหน่ายช่วงปลายปีที่แล้ว จำหน่ายเป็นสินค้าของฝากในสนามบินและร้านค้าที่มีนักท่องเที่ยวซื้อของฝากได้รับการตอบรับที่ดีพอสมควร ตอนนี้กำลังพัฒนาเครื่องอบที่สามารถผลิตในระดับอุตสาหกรรมได้ สามารถผลิตรองรับความต้องการของตลาดที่มากขึ้น โดยได้งบประมาณวิจัยจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติมาใช้ในการสร้างเครื่อง ตอนนี้รอเข้าสู่ฤดูกาลช่วงนี้สะตอที่จำหน่ายจะเป็นสะตอทาง 3 จังหวัดชายแดนใต้ ซึ่งยังเป็นสะตอนอกฤดูกาล เมื่อถึงช่วงนั้นที่สะตอออกผลมารีบผลิตเก็บไว้ เครื่องตอนนี้ที่พัฒนาก็จะเสร็จช่วงที่เป็นฤดูกาลของสะตอพอดีและทำงานได้ตามที่วางแผนเอาไว้
จากการเก็บข้อมูลสะตออบแห้งยังไม่มีใครขายในท้องตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ ผลิตภัณฑ์นียังไม่มีคู่แข่ง แต่สักระยะก็คงมีเพราะวิธีการที่เราทำไม่ได้ซับซ้อนอะไร เพียงแต่ว่าต้องมีเคล็ดลับนิดหน่อย สำหรับวิสาหกิจชุมชนไม่มีงบประมาณจะซื้อเทคโนโลยีต่างประเทศก็เข้าร่วมงานกับทางมหาวิทยาลัยเป็นช่องทางหนึ่งที่สร้างเทคโนโลยีที่จะทำให้ท้องถิ่นสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่จะแบ่งปันได้

สะตออบแห้งช่วยเหลือชาวภาคใต้

นอกจากนี้ยังมีลู่ทางในการไปขายต่างประเทศได้ หากสามารถขอเครื่องหมายฮาลาลได้ ซึ่งดำเนินการอยู่ทั้งมาตรฐานการผลิตอาหาร GMP หากได้เครื่องหมายเหล่านี้มาก็สามารถเปิดตลาดได้มากขึ้น ก็สามารถจ้างงานชาวบ้านได้มากขึ้น
ราคาของสะตออบแห้งอยู่ที่ 1 ซอง ราคา 100 บาท โดยภายในซองจะมี 2 แพ็คย่อย ใน 1 แพ็คมีน้ำหนักอยู่ที่ 15 กรัม หรือหากเปรียบเป็นสะตอสดอยู่ที่ 4-5 ฝักต้นทุนอยู่ที่ฟักละ 1 บาท หมายความว่าถ้าขายสะตอสดจะได้ราคาประมาณ 5 บาทถ้ามาทอบแห้งราคาจะเพิ่มขึ้นได้ถึง 100 บาท 1 แพคทานได้ 1 ครอบครัว สะตอสามารถนำไปผัดกับกุ้ง หรือจะทานสดๆกับน้ำพริกได้ เมื่อแช่น้ำน้ำหนักก็จะขยายขึ้น 4-5 เท่า และข้อดีของสะตอคือไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลงลดการใช้สารเคมี ใช้ปุ๋ยไม่ต้องเยอะมากเพราะเป็นพืชที่ดูแลตัวเองได้ดีอีกด้วย

ข้อควรรู้ก่อนแอดมิชชั่น !!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273482

ข้อควรรู้ก่อนแอดมิชชั่น !!

มหาวิทยาลัย GAT/PAT O-net, แอดมิชชั่น60  การศึกษา, นักเรียน, ทุกคน, ต้อง, แอดมิชชั่นนักเรียนม6, ทุกคนต้องรู้, ข้อ, ควร, รู้, ก่อน, แอดมิชชั่น, ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์

เข้าสู่ช่วงเทศกาลแอดมิชชั่น เด็กม.ปลายจำนวนไม่น้อยเตรียมพร้อมสำหรับการยื่นคะแนนเพื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยที่อยากเรียนคณะที่ใฝ่ฝัน ทำอย่างไรให้ถึงฝัน

          ทุกๆปีเด็กนักเรียนชั้นม.6 ที่จะเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะมีสนามสอบใหญ่เป็นรอบแอดมิชชั่น สำหรับผู้ที่สมัครสอบแอดมิชชั่นจะต้องมีคะแนนสอบ GAT/PAT ที่สอบมาแล้วไม่นานกว่า 2 ปี

โดยแต่ละปีจะมีการจัดสอบ 2 รอบ ช่วงประมาณเดือนตุลาคมและเดือนมีนาคมของปีถัดไป  ซึ่งจะประกาศรับสมัครแอดมิชชั่นประมาณเดือนพฤษภาคมของปีถัดไป และประกาศผลในเดือนมิถุนายน     “ทีมข่าวคมชัดลึกออนไลน์”ไปรวบรวมข้อมูลมาเพื่อช่วยวางแผนแอดมิชชั่นอย่างไรให้ได้คณะ สาขา ดั่งใจที่ต้องการ

ก่อนอื่นต้องรู้ก่อนว่า รอบแอดมินชั่นทุกคณะ ทุกมหาวิทยาลัยจะมีคะแนนเต็มเท่ากันคือ 30,000 คะแนน โดยคำนวนคะแนนจาก 3 ส่วนใหญ่ๆคือ 1. GPAX 20% 2.O-NET 30% 3. GAT/PAT 50% (สัดส่วนแล้วแต่คณะและสาขา)

ข้อควรรู้ก่อนแอดมิชชั่น !!

แต่ละคณะและสาขาวิชามีสัดส่วนการคำนวณคะแนน GPAX กับ O-NET เหมือนกันแต่ต่างกันที่สัดส่วนการคำนวณคะแนน GAT/PAT โดย GPAX 20% = 6,000 คะแนน

ส่วนนี้คำนวณจากเกรดเฉลี่ย 6 เทอมซึ่งสามารถดูได้จากใบ ปพ.1 ที่ได้จากโรงเรียนเมื่อจบการศึกษา โดยนำเกรดเฉลี่ยสะสมที่ได้มาคูณด้วย 1,500 ก็จะได้คะแนนที่จะนำไปรวมกับส่วนอื่นๆในส่วนนี้มีคะแนนสูงสุดอยู่ที่ 6,000 คะแนน

O-NET 30% = 9,000 คะแนน ในส่วนนี้มีการปรับสัดส่วนใหม่จากเดิมใช้คะแนนจาก 8 วิชา เปลี่ยนมาเป็นใช้คะแนน 5 วิชา วิชาละ 6 % ดังนี้ ภาษาไทย สังคม ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ โดยการคำนวณคือเอาคะแนนแต่ละวิชามารวมกันแล้วคูณด้วย 18 ซึ่งจะได้คะแนนที่เอาไปรวมกับส่วนอื่นๆ คะแนนเต็มจากส่วนของ O-NET คือ 9,000 คะแนน

GAT/PAT 50% รวมกัน 15,000 คะแนน คะแนนจากส่วนนี้จะมีคะแนนเต็ม 15,000 คะแนน แต่วิธีการคำนวณแตกต่างแล้วแต่คณะและสาขาวิชา โดยแบ่งเป็น 9 กลุ่มใหญ่ๆ คือ 1.กลุ่มคณะวิทยาศาสตร์สุขภาพ แบ่งออกเป็น 3 ส่วนย่อยๆคือ  กลุ่มที่ 1 คณะสัตวแพทย์, คณะสหเวชศาสตร์, คณะสาธารณสุขศาสตร์, คณะเทคนิคการแพทย์, คณะพยาบาลศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์การกีฬา ใช้คะแนนจาก GAT 20% + PAT 2 30% กลุ่มที่ 2 คณะทันตแพทยศาสตร์ ใช้คะแนนจาก GAT 20% + PAT 110%+ PAT 2 20% กลุ่มที่ 3 คณะเภสัชศาสตร์ ใช้คะแนนจาก GAT 10% + PAT 240%

ข้อควรรู้ก่อนแอดมิชชั่น !!

2. กลุ่มคณะวิทยาศาสตร์กายภาพและชีวภาพ แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยด้วยกัน คือ กลุ่มที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์, คณะทรัพยากรธรรมชาติ ใช้คะแนนจาก GAT 10% + PAT 110%+ PAT 2 30% และกลุ่มที่ 2 คณะเทคโนโลยีสารสนเทศ ใช้คะแนนจาก GAT 10% + PAT 120%+ PAT 2 20%3.กลุ่มคณะวิศวกรรมศาสตร์ ใช้คะแนนจาก GAT 15% + PAT 215%+ PAT 3 20%4. กลุ่มสถาปัตยกรรมศาสตร์ ใช้คะแนนจาก GAT 10% + PAT 440%5. กลุ่มคณะเกษตรศาสตร์, คณะวนศาสตร์, คณะอุตสาหกรรมเกษตร, คณะเทคโนโลยีเกษตร ใช้คะแนนจาก GAT 10% + PAT 110%+ PAT 230%

ข้อควรรู้ก่อนแอดมิชชั่น !!

6. กลุ่มคณะบริหาร พาณิชยศาสตร์ และบัญชี แยกย่อยออกเป็น 2 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มคณะบริหารธุรกิจ, คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี, คณะเศรษฐศาสตร์ ใช้คะแนนจาก GAT 30% + PAT 120%  2.คณะการท่องเที่ยวและโรงแรม มีการใช้คะแนน 2 รูปแบบ คือ ใช้คะแนน GAT 50% และรูปแบบที่ 2 ใช้คะแนน GAT 40%+ PAT 710%   (สามารถเลือก 1 วิชา) 7. กลุ่มคณะครุสาสตร์, คณะศึกษาศาสตร์, พลศึกษาและสุขศึกษา มีรูปแบบ 2 รูปแบบ คือ รูปแบบที่ 1 GAT 20% + PAT 530% และรูปแบบที่ 2 GAT 10% + PAT 520%+ PAT 1/2/3/4/6/7 (เลือก 1 วิชา) 20%

8.กลุ่มคณะศิลปกรรมศาสตร์, คณะวิจิตรศิลป์, คณะดุริยางคศิลป์, คณะศิลปะการออกแบบพัสตราภรณ์และคณะศิลปะการออกแบบหัตถอุตสาหกรรม ใช้คะแนนจาก GAT 10% + PAT 4/6 (เลือก 1 วิชา) 40%  9.กลุ่มคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, คณะนิเทศศาสตร์, คณะวารสารศาสตร์, คณะรัฐศาสตร์, คณะนิติศาสตร์, คณะสังคมวิทยา และคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ โดยใช้พื้นฐาน 2 พื้นฐานคือ 1. พื้นฐานวิทย์  GAT 30% + PAT 120%  และพื้นฐานศิลป์ใช้คะแนน 2 รูปแบบ คือ ใช้คะแนนจาก GAT 50% และใช้คะแนนจาก GAT 30% + PAT 7 (เลือก 1 วิชา) 20% โดยวิธีการคำนวณคะแนนในส่วนนี้คือ นำคะแนนวิชาที่ต้องใช้ครั้งที่ได้คะแนนดีที่สุดมาคูณกับตัวเลข % ของแต่ละวิชา เช่น กลุ่มคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ต้องใช้ GAT 10% + PAT 440% คำนวณโดย (คะแนนGAT x 10)+(คะแนน  PAT 4x 40)

ข้อควรรู้ก่อนแอดมิชชั่น !!

สัดส่วนรายละเอียดคะแนน GAT/PAT จะเรียกว่า “ระเบียบการแอดมิชชั่น” สามารถดาวน์โหลดได้จากเว็บไซด์ของ สอท. ซึ่งจะเปิดให้ดาวน์โหลดผ่านเว็บไซด์ www.cuas.or.thประมาณเดือนพฤษภาคม และสามารถหาไฟล์ระเบียบการของปีที่แล้วมาดูเป็นแนวทางได้

นอกจากนี้การเลือกเลือกคณะเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยที่ใฝ่ฝันเอาไว้สำหรับคนที่ใช้คะแนนเพื่อเข้าในรอบแอดมิชชั่นนั้น หลังจากที่ทราบผลคะแนน O-NET และ GAT/PAT แล้ว หมายความสามารถทดลองเลือกคณะ สาขาแอดมิชชั่นได้โดยการใช้โปรแกรมประเมินต่างๆตามเว็บไซด์ที่มีให้ทดลองใช้กัน และนอกจากตัวโปรแกรมแล้วยังมีเทคนิคในการเลือกอันดับแอดมิชชั่นอย่างไรให้ได้คณะที่อยากเรียนกัน จาก 4 อันดับที่ต้องเลือก

อันดับ 1 เป็นคณะและมหาวิทยาลัยที่อยากเรียนมากที่สุด โดยไม่ต้องสนใจเปอร์เซ็นต์ว่าจะมีมากหรือน้อย เพราะว่าถ้าเราไม่เลือกเราจะไม่มีโอกาสได้ในคณะที่เราอยากได้ แต่ถ้าเลือกยังมีโอกาสลุ้น บางครั้งคนเห็นว่าคะแนนสูงปีนี้อาจจะไม่เลือก คนก็ลดลงสิทธิ์ได้ก็มากขึ้น สำคัญที่ว่ากล้าเลือกหรือไม่ถ้าเรากล้าเลือกเราก็มีสิทธิ์ลุ้น เพราะฉะนั้นเลือกไว้ก่อน

อันดับที่ 2 อันนี้ควรเลือกคณะและมหาวิทยาลัยที่อยากเรียน โดยคะแนนต้องใกล้เคียงกับคะแนนต่ำสุดของปีที่แล้วโดยบวกลบกันไม่เกิน 150 คะแนน เช่น คณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ จุฬาฯ คะแนนต่ำสุดปีที่แล้ว 19,200 แต่คะแนนที่เราได้ 19,050 จะเสี่ยงก็ได้ เพราะคะแนนไล่เลี่ยกัน

อันดับที่ 3 การเลือกในอันดับนี้ สามารถเลือกคณะที่ตัวเองอยากได้อยู่ แต่ต้องดูคะแนนในแต่ละมหาวิทยาลัย โดยที่ให้คะแนนของเรานั้นสูงกว่าคะแนนต่ำสุดของปีที่แล้วประมาณ 600 คะแนน ซึ่งอาจจะไม่ได้มหาวิทยาลัยที่ต้องการ แต่ก็ได้เรียนในคณะที่ชอบ

อันดับที่ 4 อันดับนี้คืออันดับที่ติดชัวร์ ส่วนจะชอบหรือไม่นั้นก็ต้องอยู่ที่ตัวของเราเอง เพราะมันอาจจะเป็นคณะที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่ตัวเราชอบ เช่น อยากเข้าแพทย์แต่คะแนนไม่ถึง อาจจะเลือกคณะวิทยาศาสตร์ ภาคชีวะแทน ก็ถือว่าใกล้เคียง เพราะเรียนชีวะเยอะเหมือนกัน

การเลือกอันดับสุดท้ายนั้น จะต้องเลือกคณะที่คะแนนของตัวเราสูงกว่าคะแนนต่ำสุดของปีที่แล้วประมาณ 1,500 คะแนนขึ้นไป เยอะกว่านี้ก็ได้ เพราะจะทำให้ได้คณะนี้ได้แน่ๆซึ่งชอบหรือเปล่าขึ้นอยู่กับตัวของเราเอง

หลังจากนี้ต้องเรียนไปอีก 4 ปี เป็นเหมือนสายอาชีพของเราแล้ว ก็ขอให้เลือกดีๆเอาสิ่งที่ตัวเราชอบ อย่าตามเพื่อนหรือคนอื่น เพราะคนแต่ละคนชอบไม่เหมือนกัน

ที่มา : www.opendurian.com ,  http://www.dek-d.com , http://www.unigang.com

“อุดมศึกษา” ถ้าไม่ใช้ผลวิจัย แล้วใครจะเชื่อ!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273502

“อุดมศึกษา” ถ้าไม่ใช้ผลวิจัย แล้วใครจะเชื่อ!!

ทปอ, อุดมศึกษา, ถ้า, ไม่, ใช้, ผลวิจัย, แล้ว, ใคร, เชื่อ, ถ้าไม่ใช้ผลวิจัย, แล้วใครจะเชื่อ

ติง ทปอ.ระบบแอชมิชชั่นส์ใหม่ ไม่ควรละเลยปัญหาเปิดเทอมอาเฃียน ย้ำ”อุดมศึกษา ถ้าไม่ใช้ผลวิจัย แล้วใครจะเชื่อ!!

         เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 ผศ.ดร.รัฐกรณ์  คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย (ทปสท.) เผยว่า จากกรณีที่ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) มีมติเห็นชอบปรับกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษารูปแบบใหม่ ใน 5 รูปแบบ โดยกระบวนการทั้งหมดใน 5 รูปแบบดังกล่าว  เรื่มต้นตั้งแต่ต้นเดือนตุลาคมไปจนถึงสิ้นเดือนตุลาคมนั้น แสดงให้เห็นว่า ทปอ.ไม่ได้นำปัญหาและผลกระทบจากการเปิดภาคเรียนในเดือนสิงหาคม(ตามอาเฃียน) มาพิจารณาร่วมด้วย

         “ทั้งที่ มีทั้งเสียงเรียกร้องมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง รวมทั้งผลการวิจัยจากหลายหน่วยงาน และมติของที่ประชุมต่าง ๆ ที่เคยเสนอให้ทบทวน เช่น สภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ในการประชุมครั้งที่ 2/2559 เมื่อวันที่ 7 เมษายน 2559 เนื่องจากมีผลกระทบต่อระบบการผลิตและพัฒนาครูโดยเฉพาะการฝึกประสบการวิชาชีพครู เนื่องจากเปิดภาคเรียนไม่ตรงกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สภาคณบดีสาขาการเกษตรแห่งประเทศไทย ในการประชุมครั้งที่ 2/2559 เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2559 เนื่องจากกระทบกับการเรียนการสอนในหน้าร้อน ที่ต้องแย่งน้ำในการทดลองการเกษตรกับชาวบ้าน”ประธาน ทปสท.กล่าว

          ประธาน ทปสท. กล่าวอีกว่า รวมทั้งจากผลการวิจัยของที่ประชุมประธานสภาอาจารย์มหาวิทยาลัยแห่งประเทศไทย(ปอมท.) และผลการวิจัยของที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.) ที่ผลการวิจัยออกมาตรงกันคือทั้งอาจารย์ บุคลากรในสถาบันอุดมศึกษา นักศึกษา ผู้ปกครอง ผู้ประกอบการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างไม่เห็นด้วยกับการเปิดภาคเรียนตามอาเชียน เนื่องจากมีผลกระทบทั้งจากสภาพอากาศที่ร้อน การจัดการศึกษา การเกณฑ์ทหาร การสอบบรรจุครู การสมัครงาน ฯลฯ และกระทบกับวิถีชีวิต เพราะการศึกษากับวิถีชีวิตและสังคม ต้านภาพภูมิอากาศ ขนบธรรมเนียม และวัฒนธรรมต้องสอดคล้องกัน

              ผศ.ดร.รัฐกรณ์   กล่าวเพิ่มเติมว่า  ขณะที่ทราบว่าทาง ทปอ.เอง ก็ได้ทำวิจัยในเรื่องผลกระทบจากการเปิดเทอมตามอาเฃียนนี้ด้วย และทราบว่าผลการวิจัยเสร็จสิ้นแล้ว  แต่ทำไมไม่เปิดเผย ทั้งที่ควรนำผลการวิจัยดังกล่าวมาพิจารณาประกอบในการกำหนดการรูปแบบแอชมิชชั่นใหม่ด้วย

          “ผมอยากฝากคำถามว่า  เมื่อก่อนเราเคยเปิดเดือนมิถุนายน และใช้ระบบเอนทรานซ์มานานก็สามารถทำได้ให้เปิดเทอมเดือนมิถุนายนได้ เพราะเด็กมัธยมศึกษาปีที่ 6 ส่วนใหญ่ก็สอบตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพัน ธ์และเสร็จสิ้นต้นเดือนมีนาคมแล้ว”ผศ.ดร.รัฐกรณ์  ระบุ

          ผศ.ดร.รัฐกรณ์   ยังตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบัน มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งทยอยกลับมาเปิดแบบเดิม ในเดือนมิถุนายนแล้ว เนื่องจากมีปัญหาและผลกระทบมากมาย เช่น มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยกาฬสินธ์ุ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มหาวิยาลัยราชภัฏหลายแห่ง รวมถึงมหาวิทยาลัยเอกชนอีกหลายแห่ง แม้ว่าการเปิดภาคเรียนของสถาบันอุดมศึกษาจะเป็นอำนาจของแต่ละสถาบัน แต่หากปล่อยมหาวิทยาลัย รวมถึงสถาบันการศึกษาต่าง ๆ เปิดภาคเรียนไปคนละทิศละทาง ย่อมก่อให้เกิดความสับสนต่อนักเรียน ผู้ปกครอง ที่นอกจากจะสมัครเข้าเรียนที่ไหนแล้วยังจะต้องเช็คว่ามหาวิทยาลัยนั้น ๆ เปิดเทอมเมื่อไรด้วย

          “นอกจากนี้ การสร้างความร่วมมือ การจัดกิจกรรมระหว่างเครือข่ายของมหาวิทยาลัยเองก็จะมีผลกระทบด้วย ผมจึงอยากฝากไปยัง ทปอ.ว่าควรจะนำเอาประเด็นปัญหาและผลกระทบจากการเปิดภาคเรียนตามอาเฃียนที่ท่านเป็นผู้เริ่มต้น มาร่วมพิจารณาในการกำหนดแนวทางรับนักศึกษาด้วย  เพราะอุดมศึกษาเป็นภูมิปัญญาเพื่อแก้ปัญหาให้กับสังคม ไม่ใช่สร้างปัญหาให้กับสังคม”ผศ.ดร.รัฐกรณ์ กล่าวในที่สุด

ซ้อมพลฉุดชักราชรถ (มีคลิป)

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273480

ซ้อมพลฉุดชักราชรถ (มีคลิป)

กรมสรรพาวุธ เปิดพิธีฝึกครูฝึกซ้อมพลฉุดชักราชรถ พร้อมสาธิตท่าฉุดชัก โดยมีทั้งสิ้น 7 ท่าเน้นความพร้อมเพรียงแบบทหาร และสง่างามสมพระเกียรติ

         เมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่กรมสรรพาวุธทหารบก พ.อ.เอนก กล่อมจิตร รองผู้บัญชาการโรงเรียนทหารสรรพาวุธ กรมสรรพวุธทหารบก เป็นประธานพิธีเปิดการฝึกครูราชรถ จำนวน 20 นาย

ซ้อมพลฉุดชักราชรถ (มีคลิป)

โดย พ.อ.เอนก กล่าวว่า กรมสรรพวุธทหารบก ได้มอบให้โรงเรียนทหารสรรพวุธ กรมสรรพาวุธ รับผิดชอบในส่วนของขบวนพระอิสริยยศ อัญเชิญพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งภาระกิจสำคัญนี้ จะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมแรง ร่วมใจ ความเสียสละ ตนขอให้ครูฝึกทุกคน ตั้งใจถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้เข้ารับการฝึก ให้สามารถปฏิบัติตามท่าฝึกต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง แข็งแรง และพร้อมเพรียงกัน

 

ซ้อมพลฉุดชักราชรถ (มีคลิป)

เพื่อให้การปฏิบัติในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นไปด้วยความสง่างามและสมพระเกียรติ ขอให้ทุกคนภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมในภารกิจสำคัญนี้ เพื่อเป็นการตอบพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

พ.ต.สิทธิศักดิ์ ศรีนวลดี ประจำตำแหน่งธุรการและกำลังพล สังกัดกองโรงงานซ่อมสร้างยุทโธปกรณ์สายสรรพาวุธ (กรสย.) ศูนย์ซ่อมสร้างสิ่งอุปกรณ์สายสรรพวุธ (ศซส.) กรมสรรพาวุธทหารบก ในฐานะหัวหน้าครูฝึกพลฉุดชักราชรถ กล่าวว่า กรมสรรพวุธทหารบก รับผิดชอบขบวนพระอิสริยยศ ริ้วขบวนที่2 จากริ้มขบวนทั้งหมด 6 ริ้วซึ่งจะรับหน้าที่อัญเชิญพระโกศทองใหญ่ จากพระยานมาศสามลำคานจากริ้วขบวนที่ตรงบริเวณหน้าวัดพระเชตุพนไปยังพระเมรุมาศ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง

ซ้อมพลฉุดชักราชรถ (มีคลิป)

โดยในครั้งนี้เป็นการฝึกครูฝึกพลฉุดชัก ทั้งหมด 20 ราย เพื่อทำหน้าที่ฝึกหัดพลทหารที่ได้รับการคัดเลือกให้เป็นพลฉุดชัก โดยเบื้องต้นในส่วนของริ้วขบวนที่2 จะมีพลฉุดชักรวม 329 นาย แบ่งเป็น พลฉุดชักราชรถน้อยหรือราชรถพระนำ 78 นาย พลฉุดชักพระมหาพิชัยราชรถ 221 นาย กำลังพลเสริม 30 นาย

นอกจากนี้ยังมีส่วน เจ้าหน้าที่ประจำเกรินบันไดนาค อัญเชิญพระโกศทองใหญ่ พระดิษฐานขึ้นสู่พระมหาพิชัยราชรถ จำนวน 1 ชุด ชุดละ 40 นาย และอัญเชิญพระโกศทองใหญ่ลงจากพระมหาพิชัยราชรถ จำนวน 40 นาย เพื่อเข้าสู่ริ้วขบวนที่3 อัญเชิญพระโกศทองใหญ่ขึ้นประดิษฐานบนราชรถปืนใหญ่ เพื่ออัญเชิญเวียนอุตราวัฏรอบพระเมรุมาศ 3 รอบ พลสำรองประจำเกรินบันไดนาค 10 นาย ช่างซ่อมฉุกเฉิน 20 นาย

ซ้อมพลฉุดชักราชรถ (มีคลิป)

ทั้งนี้คุณสมบัติของพลทหารที่จะได้รับการคัดเลือกเป็นพลฉุดลากนั้น จะต้องมีส่วนสูง 170 เซนติเมตร อายุไม่เกิน 48 ปี ดัชนีมวลกายรวมอยู่ที่ 18-24 ซึ่งจะต้องไม่อ้วนหรือผอมเกินไป รวมถึงจะต้องไม่มีโรคประจำตัว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการคัดเลือกและจะประกาศผลต่อไป

พ.ต.สิทธิศักดิ์ กล่าวต่อว่า การฝึกครูฝึกพลฉุกชัก จะใช้เวลา ประมาณ 2 สัปดาห์ ตั้งแต่วันที่ 24 เมษายนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม หลังจากนั้นครูฝึกเหล่านี้จะลงไปฝึกพลทหารที่ผ่านการคัดเลือกเป็นพลฉุดชักโดยแบ่งเป็นฝึกในพื้นที่กรมสรรพวุธทหารบก และไปฝึกที่หน่วยขึ้นตรงของกรมสรรพวุธทหารบก ในพื้นที่จ.สระบุรี

โดยจะมีทั้งหมด 7 ท่า ได้แก่ 1.ท่าตรง 2.ท่าพัก 3.ท่าหันอยู่กับที่ 4.ท่าถวายบังคม 5.ท่าหยิบเชือกและวางเชือก 6.ท่าเดินปกติและท่าหยุด 7.เดินตามจังหวะเพลงพญาโศกลอยลมและท่าหยุด

ซ้อมพลฉุดชักราชรถ (มีคลิป)

โดยในส่วนพลฉุดชัก จังหวะการเดินจะต่างจากกองเกียรติยศและทหารนำเล็กน้อย เนื่องจากพลฉุกชัดต้องรับน้ำหนักพระมหาพิชัยราชรถ ที่มีน้ำหนักถึง 14 ตัน ของท่าตรงจะต่างจากท่าปกติโดยให้พลฉุดชักยืนก้มหน้า สงบและสำรวม เน้นความเป็นระเบียบและพร้อมเพรียง และกำหนดระยะความยาวของก้าวให้สั้นลง เพื่อให้ระยะเวลาในการเดินไปยังพระเมรุมาศยาวขึ้น

ซ้อมพลฉุดชักราชรถ (มีคลิป)

“ท่าทางต่างๆมีการศึกษาต้นแบบจากเอกสารของสำนักพระราชวัง และเพิ่มเติมท่าของทหารเพื่อความพร้อมเพรียงและสวยงาม ส่วนครูฝึกพลฉุดชักลากครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นครูฝึกทหารและเคยผ่านงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ และพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพ มาแล้ว ซึ่งในส่วนของผมเอง เคยร่วมเป็นพลฉุดชักในงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เมื่อปี 2528 จากนั้นมีโอกาสเป็นครูฝึกสมัยสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ปี2539 สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ปี2551 สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ และเจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เมื่อปี2555 ส่วนในครั้งนี้ผมไม่ได้เข้าร่วมในริ้วขบวนแต่จะทำหน้าที่ในการกำกับภาพรวม ครั้งนี้เป็นการสูญเสียที่คนไทยทั้งประเทศโศกเศร้าและไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ซึ่งผมก็ตั้งใจจะทำหน้าที่ถวายพระเกียรติสูงสุดให้แก่ในหลวงรัชกาลที่ 9”พ.ต.สิทธิศักดิ์กล่าว

สั่งปิด56หลักสูตร10ม.เอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273464

สั่งปิด56หลักสูตร10ม.เอกชน

สั่ง10มเอกชนปิด56หลักสูตร  งดรับนักศึกษา22หลักสูตร, สั่งปิด56หลักสูตร10มเอกชน, สั่ง, ปิด, 56หลักสูตร10, เอกชน

เลขากกอ.เผยได้ขอให้ม.เอกชน 10แห่งที่มีปัญหาหลักสูตร ปิด56หลักสูตรพร้อมงดรับนักศึกษาอีก22หลักสูตร ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 พร้อมตรวจสอบมาตรฐานหลักสูตรที่เปิดรับ

 หลังจากคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)ได้เปิดเผยรายชื่อมหาวิทยาลัยเอกชน10 แห่งที่มีปัญหาหลักสูตรรวมแล้ว 98 หลักสูตร แบ่งเป็น หลักสูตรในที่ตั้ง 20 หลักสูตร และหลักสูตรนอกที่ตั้ง 78 หลักสูตร ดังนี้ 1.มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี,2.มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่3.มหาวิทยาลัยปทุมธานี4.มหาวิทยาลัยพิษณุโลก

       5.มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น จ.ปทุมธานี 6.วิทยาลัยทองสุข7.วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม8.สถาบันเทคโนโลยีแห่งอโยธยาจ.พระนครศรีอยุธยา

9.สถาบันรัชต์ภาคย์ และ10.มหาวิทยาลัยราชธานี จ.อุบลราชธานี ไปแล้วนั้น       ล่าสุด  ดร.สุภัทร  จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ออกมาชี้แจงถึงหลักสูตรเถื่อน ไร้มาตรฐาน ว่า 10 มหาวิทยาลัยเอกชน ที่สกอ. ลงไปสอบทานข้อมูล (หลายแห่งให้ความร่วมมือเข้าชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม และได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้ว)

     แบ่งเป็น หลักสูตรนอกสถานที่ตั้ง 78 หลักสูตร ที่จัดการศึกษาไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ใน 5 สถาบัน ได้รับความร่วมมือจากสภามหาวิทยาลัย ขอปิดหลักสูตรไปแล้ว 56 หลักสูตร เหลือ 22 หลักสูตร ซึ่งสกอ. ขอให้งดรับนักศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559

       นอกจากนั้น ในจำนวนดังกล่าว พบว่ามี 2 หลักสูตรที่ยังเปิดการเรียนการสอน ซึ่งสกอ. จะลงไปตรวจสอบ เพราะขอให้งดรับนักศึกษาไม่ได้ขอให้ปิดหลักสูตร ดังนั้น มหาวิทยาลัยอาจจะเปิดสอนนักศึกษาให้จบการศึกษาก่อน รวมทั้ง ในมี 3 หลักสูตรขอเปิดรับนักศึกษาในปีการศึกษา 2560 ซึ่งมหาวิทยาลัยจะต้องปรับปรุงการเรียนการสอนให้เป็นไปตามมาตรฐาน

      “ส่วน อีก 20 หลักสูตร ใน 8 มหาวิทยาลัย ที่จัดการศึกษาไม่ได้มาตรฐานนั้น สภามหาวิทยาลัย ขอปิดไปแล้ว 3 หลักสูตร แจ้งให้งดรับนักศึกษา 3 หลักสูตร แก้ไขหลักสูตรตามเอกสาร 9 หลักสูตร รอดูการดำเนินการ 5 หลักสูตร โดย 2 ใน 5 หลักสูตรมีปัญหาจัดการศึกษาไม่เป็นไปตามที่สภาวิชาชีพกำหนด โดยรับนักศึกษาเกินกว่าที่สภาวิชาชีพกำหนด”เลขาธิการกกอ.กล่าว

      สำหรับ 20 หลักสูตรในที่ตั้ง 8 มหาวิทยาลัย ที่มีปัญหา มี ดังนี้ 1.มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 6 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรนิเทศศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยุกระจายเสียงวิทยุโทรทัศน์ (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2553) ,หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการท่องเที่ยวและการโรงแรม (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2550) , หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย (หลักสูตร5ปี)(หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2556),หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการศึกษาและคอมพิวเตอร์ (หลักสูตร5ปี)(หลักสูตรปรับปรุง2558) ,หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหกรรม(หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2556) และ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2554)

          2.มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่ 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2556) , หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2556)

      3.มหาวิทยาลัยปทุมธานี 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชานาฎศิลป์และการแสดง (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2556), หลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปะการแสดงและนาฎศิลป์ (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2557)

        4.มหาวิทยาลัยพิษณุโลก 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555), หลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2558) , หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2556)

       5.มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น จ.ปทุมธานี 2 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรสัตวแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555), หลักสูตรทันตแพทยศาสตรบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2557)

     6.วิทยาลัยทองสุข 3 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555) , หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555) , หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555)

    7.วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม 1 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา (หลักสูตรใหม่ พ.ศ.2555)

     และ8.สถาบันเทคโนโลยีแห่งอโยธยา จ.พระนครศรีอยุธยา 1 หลักสูตร ได้แก่ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการทรัพยากรมนุษย์ (หลักสูตรปรับปรุง พ.ศ.2555)

     ซึ่งในส่วนที่สกอ.สั่งงดรับนักศึกษา และปรับปรุงหลักสูตรนั้น ยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีที่ไหนสั่งงดรับนักศึกษาหรือทีไหนปรับปรุงหลักสูตร เนื่องจากยังไม่ได้นำข้อสรุปดังกล่าวเข้าที่ประชุมกกอ.รับทราบ

    อย่างไรก็ตามมหาวิทยาลัยที่หลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐานนั้น และมีการสั่งงดรับนักศึกษา ในปี 2559 และปี 2560 นักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ไม่ประสบปัญหาอย่างแน่นอน เนื่องจากมหาวิทยาลัยต้องปรับปรุงหลักสูตรให้เป็นไปตามมาตรฐานที่สกอ.กำหนดภายใน 6 เดือน

    เพราะไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถเปิดรับนักศึกษาได้ แต่นักศึกษาต้องตรวจสอบหลักสูตรที่ตัวเองเรียน จะได้แน่ชัดว่าหลักสูตร สถาบันการศึกษาที่ตนเองจบนั้น มีคุณภาพมาตรฐาน จบออกมาไม่โดนลอยแพ

ตะลึงอุดมศึกษาไทยมี1.7พันหลักสูตรเถื่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273441

ตะลึงอุดมศึกษาไทยมี1.7พันหลักสูตรเถื่อน

หลักสูตรเถื่อน, พบ17พันหลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐาน, ตะลึงอุดมศึกษาไทยมี17พันหลักสูตรเถื่อน, ตะลึง, อุดมศึกษา, ไทย, พัน, หลักสูตร, เถื่อน

เลขากกอ.แจง หลักสูตรที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน มี 1,790  หลักสูตรส่วนใหญ่เป็นปัญหาจำนวนอาจารย์ผู้สอน รับนักศึกษาไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด

  หลังจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. ออกมาเปิดเผยข้อมูลว่า การดำเนินงานหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษาที่ส่งรายงานเมื่อเดือนตุลาคม 2559 จำนวน 150 แห่ง จากทั้งหมด 154 แห่ง มีการรายงานผลการดำเนินงานหลักสูตรจำนวนทั้งสิ้น 8,949 หลักสูตร มีหลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐานจำนวน 2,030 หลักสูตร และมีสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งรายงานผลการดำเนินงานไม่ครบถ้วนทุกหลักสูตร จึงมีผลกระทบต่อการรับรองคุณวุฒิเพื่อใช้เป็นส่วนหนึ่งของการประกอบวิชาชีพเช่นกัน

       ดร.สุภัทร  จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ออกมาชี้แจงถึงหลักสูตรเถื่อน ไร้มาตรฐาน ว่าขณะนี้มีหลักสูตรที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานขั้นต่ำ ของสกอ.จริง แต่ไม่ถึง 2,000 กว่าหลักสูตรอย่างที่มีการเปิดเผยข้อมูล โดยจากการตรวจสอบหลักสูตรของสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2557 โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 12 ตุลาคม 2559 นั้นพบว่ามีหลักสูตรที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน จำนวน 1,790  หลักสูตรเท่านั้น และสกอ.ก็ส่งข้อมูลดังกล่าวไปให้ทางสตง. ซึ่งตัวเลขจำนวนหลักสูตรไม่ตรงกัน  ก็ไม่แน่ใจว่า ข้อมูล ที่ สตง.เปิดเผยเป็นข้อมูลจากที่ใด และปีการศึกษาใด สตง.คงต้องออกมาชี้แจงว่าข้อมูลดังกล่าว มีที่มาอย่างใด

     “มหาวิทยาลัยที่เปิดหลักสูตรไม่เป็นไปตามมาตรฐานนั้น ส่วนใหญ่เป็นปัญหาจำนวนอาจารย์ผู้สอน รับนักศึกษาไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนด ซึ่งเรื่องเหล่านี้ มหาวิทยาลัยสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ และทุกมหาวิทยาลัยที่สกอ.ส่งหนังสือไปให้ดำเนินการปรับปรุงแก้ไข มหาวิทยาลัยก็พร้อมให้ความร่วมมือ เพื่อประโยชน์ของผู้เรียน”    ดร.สุภัทร กล่าว 

    ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ กกอ.ได้่เปิดเผยมหาวิทยาลัยเอกชนที่มีปัญหา 10 แห่งที่มีปัญหาหลักสูตรรวมแล้ว 98 หลักสูตร แบ่งเป็น หลักสูตรในที่ตั้ง 20 หลักสูตร และหลักสูตรนอกที่ตั้ง 78 หลักสูตร ดังนี้

1.มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี,

2.มหาวิทยาลัยนอร์ท-เชียงใหม่

3.มหาวิทยาลัยปทุมธานี

4.มหาวิทยาลัยพิษณุโลก

5.มหาวิทยาลัยเวสเทิร์น จ.ปทุมธานี

6.วิทยาลัยทองสุข

7.วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม

8.สถาบันเทคโนโลยีแห่งอโยธยา จ.พระนครศรีอยุธยา

9.สถาบันรัชต์ภาคย์

และ10.มหาวิทยาลัยราชธานี จ.อุบลราชธานี

    ดร.สุภัทร กล่าว ต่อว่า ส่วนกรณีปัญหา 10 มหาวิทยาลัยเอกชน ที่สกอ. ลงไปสอบทานข้อมูล (หลายแห่งให้ความร่วมมือเข้าชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม และได้มีการดำเนินการแก้ไขปัญหาแล้ว)

       แบ่งเป็น หลักสูตรนอกสถานที่ตั้ง 78 หลักสูตร ที่จัดการศึกษาไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ใน 5 สถาบัน ได้รับความร่วมมือจากสภามหาวิทยาลัย ขอปิดหลักสูตรไปแล้ว 56 หลักสูตร เหลือ 22 หลักสูตร ซึ่งสกอ. ขอให้งดรับนักศึกษา ตั้งแต่ปีการศึกษา 2559

        นอกจากนั้น ในจำนวนดังกล่าว พบว่ามี 2 หลักสูตรที่ยังเปิดการเรียนการสอน ซึ่งสกอ. จะลงไปตรวจสอบ เพราะขอให้งดรับนักศึกษาไม่ได้ขอให้ปิดหลักสูตร ดังนั้น มหาวิทยาลัยอาจจะเปิดสอนนักศึกษาให้จบการศึกษาก่อน รวมทั้ง ในมี 3 หลักสูตรขอเปิดรับนักศึกษาในปีการศึกษา 2560 ซึ่งมหาวิทยาลัยจะต้องปรับปรุงการเรียนการสอนให้เป็นไปตามมาตรฐาน

     “ส่วน อีก 20 หลักสูตร ใน 8 มหาวิทยาลัย ที่จัดการศึกษาไม่ได้มาตรฐานนั้น สภามหาวิทยาลัย ขอปิดไปแล้ว 3 หลักสูตร แจ้งให้งดรับนักศึกษา 3 หลักสูตร แก้ไขหลักสูตรตามเอกสาร 9 หลักสูตร รอดูการดำเนินการ 5 หลักสูตร โดย 2 ใน 5 หลักสูตรมีปัญหาจัดการศึกษาไม่เป็นไปตามที่สภาวิชาชีพกำหนด โดยรับนักศึกษาเกินกว่าที่สภาวิชาชีพกำหนด”เลขาธิการกกอ.กล่าว

“นักแข่ง” รถมอเตอร์ไซต์ หน้าสวย!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273286

“นักแข่ง” รถมอเตอร์ไซต์ หน้าสวย!!!

สวยสวยซิ๊ด!! นักแข่งสังกัด X-speed Racing Team ระดับมือรางวัล หาเงินส่งเสียตัวเองเรียน..เรื่องโดย ชลธิชา ศรีอุบล

          “คนเราสวยได้เป็นบางเวลา แต่เมื่อกิจกรรมที่ทำแล้วมีความสุข ความสวยก็ไม่เคยห่วงเลยค่ะ” เก๋ นางสาวสุกันยา พันลม นักแข่งสาวสวยทีม X-speed Racing Team

         เก๋ น.ส.สุกันยา พันลม นักแข่งสาวสวยทีม X-speed Racing Team นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาเทคโนโลยีถ่ายภาพและภาพยนตร์ และมือตบนักกีฬาอลเล่ย์บอลมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี และล่าสุดคว้ารางวัลชนะเลิศอันดับที่ 2 รายการ R2M Thailand Super Bike ณ สนามแข่งรถไทยแลนด์เซอร์กิต ซึ่งเธอเป็นนักแข่งสาวหน้าสวย ที่หลงใหลและรักในการขับบิ๊กไบค์ มากความสามารถและพรสวรรค์ทางด้านความเร็ว ที่น่าจับตามากในปัจจุบัน

"นักแข่ง" รถมอเตอร์ไซต์ หน้าสวย!!!

         เก๋ เล่าว่า พื้นเพเป็นลูกสาวชาวสวนยางจังหวัดระนอง เป็นลูกสาวคนที่ 2 ของบ้าน ชอบและรักการขับมอเตอร์ไซต์ ตอนเด็กมีรถมอเตอร์ไซต์วิบากเด็กขับในสวยยางรวมไปจนถึงการเล่นกีฬา ที่บ้านจะส่งเสริมให้เล่นกีฬา เริ่มเล่นกีฬาวอลเล่ย์บอลตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 4 และได้เป็นนักกีฬาของโรงเรียนบ้านสองแพง ตอนมัธยมของโรงเรียนกรระบุรีวิทยา และเป็นนักกีฬาวอลเล่ย์บอลของจังหวัดระนอง

"นักแข่ง" รถมอเตอร์ไซต์ หน้าสวย!!!

         เก๋ ยังมีสามารถกีฬาฟุตซอล แจ๊สกี้ หลังจากเรียนจบชั้น ม.ปลาย เข้าศึกษาต่อที่คณะศิลปศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยอีสเทิร์นเอเชีย

"นักแข่ง" รถมอเตอร์ไซต์ หน้าสวย!!!

         “ทุกเย็นเข้ามาเล่นวอลเลย์บอลกับเพื่อนในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี” อยากเป็นนักกีฬาวอลเลย์บอลของมหาวิทยาลัย จึงตัดสินใจลาออกจาก ม.อีสเทิร์นเอเชีย มาเรียนที่สาขาวิชาเทคโนโลยีถ่ายภาพและภาพยนตร์ คณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน ชอบขับมอเตอร์ไซต์ไปถ่ายรูปตามสถานที่ต่างๆ จึงเลือกเรียนสาขาวิชานี้

"นักแข่ง" รถมอเตอร์ไซต์ หน้าสวย!!!

         เสน่ห์การขับมอเตอร์ไซต์“สวมหมวกกันน็อค สตาร์ทเครื่อง ได้ปะทะกับลม เวลาเครียด ได้ผ่อนคล้าย” ตนเองจึงอยากมีมอเตอร์ไซต์บิ๊กไบค์ บวกกับได้ลองจับรถ Kawasaki Z1000 เป็นรถของเพื่อน คันแรกที่ถือว่าเป็นรถขนาดใหญ่ ที่ได้ลองขับ จึงทำงานหาเงินและเงินส่วนหนึ่งมาจากพ่อและแม่ ซื้อรถคู่ใจ รถบิ๊กไบค์ Kawasaki ZX10 รถคันแรกของชีวิตเพื่อขับมาเรียน และใช้เป็นรถที่พาไปยังสถานที่ต่าง “ขับไปไกลสุดคือจังหวัดเชียงใหม่”ขับไปชมรมเพื่อนๆ กว่า 3 ปี ที่ขับบิ๊กไบค์ หลงใหลในความเร็ว “ทางทีม X-speed Racing Team เปิดรับสมัครนักแข่ง จึงสมัคร และได้รับคัดเลือกเข้าทีม X-speed Racing Team” และได้เป็นนักแข่งรถตามที่ฝันไว้

"นักแข่ง" รถมอเตอร์ไซต์ หน้าสวย!!!

          ครั้งแรกในชีวิตที่ลงแข่ง มีเวลาในเตรียมตัวและซ้อมเพียง 3 วัน มีความตื่นเต้นในรอบวอร์มอัพช่วงออกตัว บิดคันเร่งด้วยความเร็วสูง หวังจะทำความเร็ว แต่นักแข่งหญิงคันอื่นค่อยๆ ออกตัวช้าๆ เนื่องจากเป็นรอบวอร์มอัพก่อนแข่ง ตนเองเบรคกระทันหันจนรถเสียหลักล้มทันที ทำให้รถได้รับความเสียหายต้องนำออกจากสนามแข่งแล้วมาซ่อมแซมที่พิท ส่งผลให้ต้องออกตัวช้ากว่าคู่แข่ง 1 รอบสนาม

"นักแข่ง" รถมอเตอร์ไซต์ หน้าสวย!!!

        “คิดว่าต้องสู้จึงลงสนามเพื่อแข่งขัน ขับทำความเร็ซ ในที่สุดก็สามารถติด 1 ใน 3 ขึ้นโพเดียมคว้าที่ 3 มาครองได้อย่างเหลือเชื่อ คนดูที่มาดู ตบมือและชื่นชมหนู ดีใจและภูมิใจมาก”

"นักแข่ง" รถมอเตอร์ไซต์ หน้าสวย!!!

          ตอนนี้ตนเองมีหน้าที่เพิ่มขึ้น เป็นนักศึกษาต้องตั้งใจเรียน เกรดเฉลี่ยสะสมอยู่ที่ 2.6 นักกีฬาวอลเลย์บอลมหาวิทยาลัยมีการแข่งขันต้องไปแข่งขันและฝึกซ้อมกับเพื่อน และฐานะใหม่ล่าสุดนักแข่งรถสังกัดทีม X-speed Racing Team ต้องฝึกซ้อมทุกเสาร์-อาทิตย์ เพื่อความเคยชินกับรถและสนามแข่งขัน

"นักแข่ง" รถมอเตอร์ไซต์ หน้าสวย!!!

          “หลงใหลในความเร็ว ต้องคำนึงถึงความปลอดภัย” ทุกวันนี้จะป้องกันตนเอง และจะไม่ประมาทในขับรถ เพื่อนที่รักและหลงใหลในความเร็ว หรืออยากจะขับรถบิ๊กไบค์ ควรศึกษาและควรจะไปเรียนขับบิ๊กไบค์ เพราะว่า รถบิ๊กไบค์มีขนาดใหญ่ ควรมีอุปกรณ์ป้องกันความปลอดภัย ถ้าพลาดอาจจะถึงแก่ชีวิต รวมไปถึงความเร็วที่ใช้ในการขับต้องคำนึงเป็นอย่างมาก ถ้าชอบความเร็วมากๆ ควรขับในสนามแข่งขัน ดีกว่ามาขับบนท้องถนน เช่นเดียวกับตนเองชอบความเร็วจึงขับในสนามแข่งรถ บนท้องถนนจะไม่ใช่ความเร็วมาก

"นักแข่ง" รถมอเตอร์ไซต์ หน้าสวย!!!

          ทางด้านนางกำแพง พันลม มารดาของน้องเก๋ เล่าว่า น้องเก๋เป็นเด็กทำกิจกรรมตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่ไปแข่งขันได้รับรางวัลกลับมาบ้านตลอด ตอนเด็กๆ จะมีรถมอเตอร์ไซต์วิบากขับในสวนยาง ขับขึ้นเขา ทางบ้านเลี้ยงลูกไม่ได้ห้าม “แต่ทุกสิ่งที่ทำต้องถูกต้อง” รวมไปถึงการแข่งขันรถในสนามจะไม่ห่วง เนื่องจากในสนามมีความปลอดภัย แต่จะห่วงตอนที่น้องเก๋ขับบิ๊กไบค์ไปตามทริปกับเพื่อน จะบอกและแนะนำให้คำนึงถึงความปลอดภัย “ภูมิใจที่ลูกทำงานหาเงินเรียนเอง” มีความรับผิดชอบและทำในสิ่งที่ถูกต้อง

"นักแข่ง" รถมอเตอร์ไซต์ หน้าสวย!!!

           ภูมิใจที่ได้เป็นนักแข่งสังกัด X-speed Racing Team เป็นนักแข่งรถมอเตอร์ไซต์ที่ตนเองใฝ่ฝัน มีรายได้ มาเรียน เนื่องจากตนเองหาเงินเรียนมาตั้งแต่ชั้นปีที่ 1 ทำงานขายเสื้อผ้า พนักงานต้อนรับ ทำงานทุกอย่างที่ได้เงิน นอกจากนั้นช่วงปิดเทอมยังช่วยที่บ้านทำสวนยาง

"นักแข่ง" รถมอเตอร์ไซต์ หน้าสวย!!!

         “ทุกสิ่งที่ทำ ทำด้วยความรัก จึงทำให้มีความสุข กีฬาที่เล่น ส่งผลด้านสุขภาพ จากที่เคยเป็นหอบหืด ทำให้หอบหืดหาย นักแข่งรถสอนให้เป็นคนมีความรับผิดชอบ ฝึกวินัยในการใช้ชีวิต ได้ทำในสิ่งที่ตนเองรัก”

         โดยทางน้องเก๋มีรายการแข่งขันที่จะลงแข่งขันอีก 3 รายการได้แก่ 1. Kawasaki Road Racing Championship 2017 ในวันที่ 29 และ 30 เมษายน 2560 2. PTT Superbike Championship 2017 ในวันที่ 6 และ 7 พฤษภาคม 2560 และ 3. R2M Thailand Super Bike 2017 ในวันที่ 2และ 3มิถุนายน 2560 ฝากติดตามและเป็นกำลังใจเชียร์น้องเก๋ X-speed Racing Team ให้เก๋ด้วยนะค่ะ

อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273275

อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้

ผศดรสมเดช รุ่งศรีสวัสดิ์, คณะวิจัยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา, อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้, อุตสาหกรรม, อยู่, ร่วมกับ, ชุมชน, ได้

โพลล์ชี้ ประชาชนหวังพึ่งภาคอุตสาหกรรมช่วยขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0 ประมาณ 84.66% เชื่อมั่นชุมชนอยู่ร่วมกับอุตสาหกรรมได้

      ผศ.ดร.สมเดช รุ่งศรีสวัสดิ์    รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทาและหัวหน้าคณะวิจัยผลการสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเรื่อง“ความเชื่อมั่นของประชาชนต่ออุตสาหกรรมในท้องถิ่นในจังหวัดนอกเขตเศรษฐกิจพิเศษรอบกรุงเทพ”  เปิดเผยว่า คณะนักวิจัยของมหาวิทยาลัยประกอบด้วยอาจารย์ธนาคม พจนาพิทักษ์ และอาจารย์วิโรจน์ ศรีหิรัญ

อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้

ผศ.ดร.สมเดช รุ่งศรีสวัสดิ์

ได้ลงพื้นที่สำรวจความคิดเห็นของประชาชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณใกล้เคียงกับโรงงานอุตสาหกรรมในจังหวัดนอกเขตเศรษฐกิจพิเศษรอบกรุงเทพ ได้แก่ จังหวัดอยุธยา อ่างทอง และสุพรรณบุรี จากกลุ่มตัวอย่าง 65 ชุมชน 1,111 คน

อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้

พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 81.30 เชื่อมั่นว่าภาคอุตสาหกรรมช่วยสร้างรายได้ให้กับชุมชนและท้องถิ่น ขณะที่ร้อยละ 93.27 เห็นว่าการประกอบอุตสาหกรรมยังคงมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมที่ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไข โดยร้อยละ 84.66 เชื่อว่าชุมชนสามารถอยู่ร่วมกับอุตสาหกรรมได้หากได้รับการดูแลที่เหมาะสม

อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้

ทั้งนี้มีประชาชนร้อยละ 85.69 เห็นว่าอุตสาหกรรมทุกระดับจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยให้ดีขึ้น และร้อยละ 80.55 เชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุค 4.0

อุตสาหกรรมอยู่ร่วมกับชุมชนได้

นอกจากนี้ผลการศึกษายังพบว่า ประชาชนเสนอแนะให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเอง ต้องร่วมมือกันส่งเสริมให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้ และควรจัดอบรมสัมมนาในประเด็นเกี่ยวกับการส่งเสริมและพัฒนาภาคอุตสาหกรรมกับชุมชน

โดยสถาบันการศึกษาและสื่อมวลชนควรช่วยกันเผยแพร่เนื้อหาที่เป็นประโยชน์นำเสนอผ่านสื่อต่างๆ เพื่อให้ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมอยู่ร่วมกันได้อย่างยั่งยืน