เคล็ดลับ!! แอดมิชชั่นยังไง…ไม่ให้หลุด?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273272

เคล็ดลับ!! แอดมิชชั่นยังไง…ไม่ให้หลุด?

ส์ยังไงไม่, วิธีเตรียมพร้อม พิชิต แอดมิชชั่นส์, เตรียมพร้อมรู้อาชีพ ย่อมเลือกเดินไม่ผิด, ก่อนยื่น แอดฯ ตรวจสอบคะแนนกันพลาด, หลังจากพลาดแอดฯ ทำอย่างไร, ปฏิทินการรับสมัครแอดมิชชั่นส์ปี 60, เตรียมพร้อม พิชิต แอดมิชชั่นส์, แอดฯ ยังไงไม่ให้หลุด, แอด, แอดฯยังไงไม่ให้หลุด, เคล็ดลับ, แอดมิชชั่น, ยังไง, ไม่,

ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ “การรับสมัครการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ประจำปีการศึกษา 2560” แล้วเราจะมีวิธีเลือกยังไงไม่ให้พลาด สอบติด ได้เรียนสาขาที่ใช่

       จากวัยคอซองสู่รั้วมหาวิทยาลัย เตรียมพร้อมเป็น นิสิต นักศึกษา ซึ่งหลายคนที่มีที่เรียนแล้วคงไม่หวาดหวั่น แต่ “ผู้ที่ยังไม่มีที่เรียน” นี่หละซิ ใจคงตุ๊มๆ ต่อมๆ ไม่รู้จะเลือกคณะ สาขา มหาวิทยาลัยไหนดี แถมเลือกยังไงไม่ให้พลาด สอบติด ได้เรียนสาขาที่ใช่ คณะที่รัก?

  วันนี้ “คมชัดลึก” ได้รวบรวมวิธีเตรียมพร้อม พิชิต แอดมิชชั่นส์ มานำเสนอจ้า…

เคล็ดลับ!! แอดมิชชั่นยังไง...ไม่ให้หลุด?
ว่ากันว่า “คนเราจะทำในสิ่งที่ตนเองรัก ชอบ ได้ดีที่สุด การเลือกสาขา คณะ มหาวิทยาลัย” ก็เช่นเดียวกัน
อันดับแรก การเลือกเรียนสาขา คณะใดๆ นั้น  น้องๆ ต้องค้นหาตัวเอง ความชอบ ความถนัด และลองจินตนาการว่าเรียนสาขา คณะ นั้นแล้ว จบออกมาทำงานสายใด อาชีพเหล่านั้นต้องทำอะไรบ้าง เพราะการเลือกเรียนสาขา คณะ อาจหมายถึงการเลือกประกอบอาชีพเหล่านั้น

ซึ่งแต่ละอาชีพมีการทำงาน การใช้ชีวิตแตกต่างกันออกไป  และเมื่อเลือกสาขา คณะได้แล้ว ต้องแข่งขันกับตัวเอง เตรียมพร้อมในการสอบ เพราะสาขา คณะที่เลือก ไม่ได้มีเพียงเราคนเดียวที่เลือกสมัครเข้าเรียน
รู้เรา แข่งกับตัวเอง

เตรียมพร้อมรู้อาชีพ…. ย่อมเลือกเดินไม่ผิด 
อันดับต่อไป ต้องดูว่าจะ สาขา คณะที่เลือกนั้น มีวิชา เรียนอย่างไรบ้าง ? เพราะต่อให้เลือกสิ่งที่ชอบ รัก แต่เรียนไม่ได้ ก็คงเดินไม่ถึงฝั่งฝัน
ง่ายๆ หากอยากรู้ว่าสาขา คณะ เรียนอย่างไร …

ลองเข้าร่วมกิจกรรม เปิดบ้าน Open house  หรือค่าย กิจกรรมต่างๆ ที่แต่ละมหาวิทยาลัยจัดขึ้น  สอบถามจากรุ่นพี่ หรือศึกษารายละเอียดของหลักสูตร

ทางที่ดี เข้าไปเรียนรู้จากประสบการณ์ตรงกับมหาวิทยาลัยแต่ละแห่ง จะชัวร์ที่สุด ว่าเรียนได้ เรียนรอด รู้เส้นทาง ว่าจะทำอย่างไรให้สอบติดสาขา คณะ ไม่ร่วงติดปลายนวมเสียก่อน
โดยเริ่มจากเตรียมพร้อมในการสอบ ศึกษาว่าสาขา คณะที่เลือก ต้องสอบวิชาอะไรบ้าง ใช้สัดส่วนคะแนนวิชาอะไรบ้าง อาทิ ใช้คะแนนวิชาความถนัดทั่วไป (แกต) ความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ (แพต)  9 วิชาสามัญ การทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) หรือคณะเหล่านั้น ต้องสอบวิชาเฉพาะหรือไม่ แข่งสอบ แต่สอบไม่ครบวิชา ก็เลือกสมัครเรียนไม่ได้เช่นกันนะจ๊ะ
น้องๆ ต้องมีคะแนนรายวิชาครบตามองค์ประกอบที่แต่ละคณะ/สาขาวิชานั้นๆ กำหนด หากมีคะแนนรายวิชาไม่ครบจะถือว่าขาดคุณสมบัติเข้าศึกษาต่อในคณะ/สาขาวิชานั้นๆ
สำหรับ น้องๆที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ ต้องส่งใบแสดงผลการศึกษาและใบเทียบคุณวุฒิที่ออกโดยกระทรวงศึกษาธิการพร้อมทั้งลงนามรับรองสำเนา ส่งไปยัง สมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทยทางโทรสาร หมายเลข 0-2354-5155-6,0-2576-5555,0-2576-5777
ก่อนยื่น แอดฯ ตรวจสอบคะแนนกันพลาด

         เมื่อได้คณะ สาขา มหาวิทยาลัยที่ตนเองต้องการ และสอบเก็บรายวิชามาเรียบร้อย ก่อนยื่นคะแนน น้องๆ ลองเทียบคะแนนต่ำสุด – สูงสุด แต่ละคณะ สาขา มหาวิทยาลัยดูก่อนนะ ว่าตัวเองมีโอกาสสอบเข้าศึกษาต่อได้ หรือจะร่วงลงมา
แว่วว่า คะแนนที่สอบติดได้ ต้องมากกว่าคะแนนต่ำสุด – สูงสุด ของปีที่ผ่านมา 10 กว่าคะแนนขึ้นไป ยิ่งมากกว่าต่ำสุดเท่าใดยิ่งดี โอกาสย่อมไม่ไกลเกินคาดหวัง  โดยคะแนนต่ำสุด – สูงสุด สามารถดูได้จากระเบียบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา (ดาวน์โหลดฟรีทางhttp://www.cuas.or.th)
ต่อมา ได้คะแนน เลือกคณะ สาขา มหาวิทยาลัยแล้ว ก็ต้องมาถึงขั้นตอนของการสมัคร (ไม่ทำตามขั้นตอนก็หมดสิทธิ์เช่นกันจ้า)
ขั้นตอนการสมัครแอดมิชชั่นส์

1.ศึกษาข้อมูลการสมัคร ทั้งเรื่องคณะ  สาขา มหาวิทยาลัย สัดส่วนคะแนนของคณะที่เราอยากเข้า เกณฑ์ขั้นต่ำมีหรือไม่ อย่างไร ข้อมูลนี้อยู่ในระเบียบการทั้งหมด ซึ่งปีนี้ไม่มีจัดจำหน่าย แต่น้องๆ สามารถเข้าไปดาวน์โหลดข้อมูลเอกสารระเบียบการคัดเลือกฯ ได้ที่  www.cuas.co.th
2.เข้าสู่ระบบการสมัครที่ http://www.cuas.or.th เพื่อทำการสมัคร โดยอย่าลืมกรอกข้อมูลในการสมัคร ไม่ว่าจะเป็น  ชื่อ นามสกุล รหัสประชาชน , ชื่อโรงเรียน รหัสโรงเรียน 10 หลัก หากไม่รู้รหัสโรงเรียนตัวเองสามารถตรวจสอบได้ที่ http://www.cuas.or.th , เลขประจำตัวนักเรียน , ที่อยู่ที่ติดต่อได้ , เลขที่นั่งสอบ แกต/แพต และ โอเน็ต

นอกจากนั้น ต้องกรอก คณะที่ประสงค์จะเลือกสมัคร โดยเลือก 4 อันดับ ตามใจชอบเลยจ้า (อันดับ 1 / 100 บาท อันดับต่อไป อันดับละ 50 บาท ถ้าสมัคร 4 อันดับ จ่าย 250 บาท)
3. ตรวจสอบข้อมูลการสมัครให้เรียบร้อย ขั้นตอนนี้สำคัญมาก น้องๆ ต้องดูรายละเอียดการสมัครทั้งหมด ให้ดีก่อนกดบันทึก เพราะถ้าระบบบันทึกแล้วจะแก้ไขข้อมูลไม่ได้ ต้องทำเรื่องขอแก้ไขข้อมูล ซึ่งวุ่นวายสุดๆ  และพอกดบันทึกระบบจะคำนวณค่าใช้จ่ายให้ทันที

4. พิมพ์ใบสมัครออกมา เพื่อเตรียมตัวไปจ่ายเงิน โดยก่อนเอาไปจ่ายเงิน ต้องลงลายมือชื่อผู้สมัครที่ด้านข้างช่องจำนวนเงินด้วย และต้องจ่ายเงินให้ตรงเวลา ซึ่งสอท. เปิดระยะเวลาจ่ายเงินให้ถึง 2 อาทิตย์ อาจจะไม่มีการยืดเวลาชำระเงินนะ และถ้าพลาดจ่ายเงินแอดมิชชั่นส์กลางนี้ เท่ากับว่าเราหมดสิทธิ์แอดมิชชั่นทันที
5.ตรวจสอบสถานะการจ่ายเงิน หลังชำระเงินไปแล้ว 1-2 วัน ที่ http://www.cuas.or.th เหมือนเดิม และสุดท้าย ทุกกระบวนการเสร็จสิ้น คราวนี้ก็ถึงเวลา รอ รอ รอต่อไปว่าจะติดแอดมิชชั่นส์อันดับไหน
ทิ้งท้ายไว้หน่อย ทำทุกอย่างเสร็จสิ้นก็อย่าประมาท ติดตามข้อมูลข่าวสารทั้งทางมหาวิทยาลัย และทางhttp://www.cuas.or.th , ไว้ตลอดนะคะ
 หลังจากพลาดแอดฯ ทำอย่างไร?
มีผู้สมหวังก็ย่อมมีผู้ผิดหวัง เมื่อคณะ สาขานั้นๆ ไม่ได้มีผู้สมัครเพียงคนเดียว สำหรับใครที่พลาดหวังจากแอดมิชชั่นส์ ไม่ต้องโศกโศกา เพราะตอนนี้มหาวิทยาลัยไหน หลักสูตรใดก็ล้วนได้มาตรฐาน มีคุณภาพไม่ได้แตกต่างกัน เรียนรัฐ เอกชน ราชภัฏ ราชมงคล ถ้าจบออกมามีคุณภาพ ยังไงก็เป็นคนคุณภาพ (ยกเว้นเรียนในหลักสูตรที่ไม่ได้มาตรฐาน ก่อนเรียนก็ตรวจสอบหลักสูตรหน่อยนะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน)
การเรียนมหาวิทยาลัย เป็นใบเบิกทางในการเข้าสู่อาชีพ การสร้างรายได้ อนาคตเลี้ยงดูตนเองและครอบครัว แต่การสอบติด แอดมิชชั่นส์ หรือไม่ ก็ใช่จะเป็นการบ่งบอกถึงศักยภาพ ความเก่ง ความดี ของคนได้เช่นกัน… อวยพรให้น้องๆ ทุกคนที่เตรียมพร้อม พิชิตแอดมิชชั่นส์ ครั้งนี้ สอบติดคณะที่ใช่ สาขาที่ใฝ่ฝันคะ

ปฏิทินการรับสมัครแอดมิชชั่นส์ปี 60

          (หลังจากสอบวิชาต่างๆเสร็จสิ้นแล้ว)สามารถปริ้นท์เอกสารระเบียบการคัดเลือกฯ ในระดับแอดมิชชั่น ประจำปีการศึกษา 2560 16-27 พฤษภาคม 2560 ทางhttp://www.cuas.or.thรับสมัครแอดมิชชั่น 2560 20-27 พฤษภาคม 2560 ประกาศผู้มีสิทธิ์สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย 15 มิถุนายน 2560 สอบสัมภาษณ์และตรวจร่างกาย 23-26 มิถุนายน 2560
ประกาศผู้มีสิทธิ์เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา 10 กรกฎาคม 2560

จุฬาฯแจง “โกงสหกรณ์ออมทรัพย์” ไม่เกี่ยวกะสถาบัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273261

จุฬาฯแจง “โกงสหกรณ์ออมทรัพย์” ไม่เกี่ยวกะสถาบัน

ผศดรจุมพล พูลภัทรชีวิน ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ, สหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ  ยังคงมีสถานภาพทางการเงินดีและคล่องตัว, จุฬาฯแจง โกงสหกรณ์ออมทรัพย์ ไม่เกี่ยวกะสถาบัน, จุฬาฯ, แจง, โกง, สหกรณ์, ออมทรัพย์, ไม่เกี่ยว, สถาบัน, จุฬาฯแจง, โกงสหกรณ์ออมทรัพย์, ไม่เกี่ยวกะสถาบัน

ยันสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯมีสภาพการเงินคล่องตัว และไม่เกี่ยวข้องใดๆกับกรณีนายสวัสดิ์และผู้เสียหาย

      ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกหนังสือชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีออกหมายจับอดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์  ว่า สืบเนื่องจากกรณีที่มีผู้ซักถามเกี่ยวกับข่าวที่ปรากฏในสื่อต่างๆ กรณีนายสวัสดิ์ แสงบางปลา อดีตประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์จุฬาฯ ถูกออกหมายจับในข้อหาฉ้อโกงประชาชนนั้น ในนามผู้บริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รู้สึกเห็นใจเป็นอย่างยิ่งต่อผู้ได้รับความเสียหายจากเหตุการณ์นี้  และข้อให้ข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้

จุฬาฯแจง “โกงสหกรณ์ออมทรัพย์” ไม่เกี่ยวกะสถาบัน
1. นายสวัสดิ์ แสงบางปลา เป็นอดีตอาจารย์ของมหาวิทยาลัยที่เกษียณอายุไปแล้วกว่า 19 ปี ตั้งแต่ปี พ.ศ.2541 และในอดีตเคยเป็นประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาฯ
2.สหกรณ์ออมทรัพย์ฯ เป็นองค์กรที่มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มีการดำเนินงานและบริหารจัดการที่เป็นอิสระ ภายใต้การควบคุมการดำเนินงานโดยกรมส่งเสริมสหกรณ์ และการตรวจสอบบัญชีโดยกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะไปกำกับดุแลการดำเนินการของสหกรณ์ฯ
อย่างไรก็ตาม การกระทำที่เป็นเหตุให้ออกหมายจับครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความมั่นคงทางการเงินของบุคคล โดยอาศัยความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์ส่วนตัวกับผู้เสียหายแต่ละราย ซึ่งจุฬาฯ ของแสดงความเห็นใจต่อผู้ได้รับผลกระทบครั้งนี้อีกครั้ง

รวมทั้งขอแสดงจุดยืนที่จะต่อต้านการทุจริตทุกรูปแบบ และพร้อมที่จะร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ของรัฐในการดำเนินคดีและป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายซ้ำรอยในอนาคตต่อไป
ด้านผศ.ดร.จุมพล พูลภัทรชีวิน ประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ กล่าวว่า  ขณะนี้ยังมีความคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวว่าเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องของสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ ทั้งที่จริงๆแล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกับสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯเลย

โดยเป็นเรื่องธุรรรมการเงินส่วนตัวระหว่างนายสวัสดิ์ กับผู้เสียหาย ที่มีการกล่าวอ้างว่าไปลงทุนในสหกรณ์ลอตเตอรี่  แต่บุคคลทั้งหมดเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ  และทางสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯก็เห็นใจผู้เสียหายมาก

เนื่องจากส่วนใหญ่ก็เป็นผู้สูงอายุแล้ว  ดังนั้นสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ จึงเข้ามาช่วยเหลือผู้เสียหาย  เช่น   ช่วยหาทนายความ และนักกฏหมาย เพื่อมาให้คำแนะนำแก่ผู้เสียหายว่าจะดำเนินการอย่างไรกับเรื่องที่เกิดขึ้น  เป็นต้นว่า ช่วยประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจ ให้มารับแจ้งความ ที่สหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ แทนที่จะต้องเดินทางไปที่กองปราบ  เพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่สมาชิก

และผ่อนผันการชำระหนี้และระยะเวลาคืนสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ เป็นรายกรณี ตามที่ระเบียบของสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ ได้กำหนดไว้   เพราะผู้เสียหายบางรายได้ถอนเงินฝากจากสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ และยังกู้ยืมเงินจากสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ  เพื่อนำไปซื้อลงทุนในสหกรณ์ลอตเตอรี่ที่นายสวัสดิ์อ้างถึงด้วย จึงทำให้ไม่มีเงินฝากและยังเป็นหนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯอีก

นอกจากนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ  กำลังดำเนินการขอให้กรมส่งเสริมสหกรณ์ ซึ่งดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ โดยตรงขอยกเว้นการชำระหนี้ในช่วยนี้ก่อน เป็นรายบุคคล เพราะบางคนเป็นหนี้เป็นล้าน และหลายสิบล้าน

“ยืนยันว่าขณะนี้สหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ  ยังคงมีสถานภาพทางการเงินดีและคล่องตัว  อีกทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ  ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีที่เป็นข่าวแต่อย่างใด  จะมีเพียงแค่ช่วงที่เกิดเรื่องขึ้นนั้นนายสวัสดิ์ เป็นประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ และผู้เสียหายเป็นสมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬา ฯ เท่านั้น  อย่างไรก็ตามทุกคนเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ” ผศ.ดร.จุมพล กล่าว

ในส่วนกรณีที่ผ่านมา ทางสหกรณ์จุฬาฯ เคยนำเงินไปปล่อยกู้ และนำเงินไปฝากกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น  ซึ่งขณะนี้ ทางสหกรณ์สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นหนี้ สหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาฯ จำนวนเงิน 1,431 ล้านบาท

และที่ผ่านมา ทางสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ได้เข้ากองทุนฟื้นฟูตามนโยบายรัฐบาล จึงได้มีการผ่อนเงินให้แก่ทางสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาฯ ทั้งต้นและดอกเบี้ย ประมาณ  9-10 ล้านบาทต่อเดือน คาดว่าจะหมดหนี้ภายใน 10 ปี

ขณะเดียวกัน ทางสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น การนำโฉนดที่ดินมาค้ำประกันกับทางสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาฯ ด้วย และเท่าที่ประเมินราคา มากกว่าเงินที่ทางสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นหนี้

ดังนั้น ทางสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ไม่สามารถผ่อนชำระหนี้ได้ ทางสหกรณ์ออมทรัพย์ จุฬาฯ  อาจนำโฉนดที่ดิน ขายทอดตลาด และเมื่อได้เงินมา จะหักในส่วนของที่เป็นหนี้ ส่วนที่เหลืออาจนำเงินไปให้แก่บริษัทเจ้าหนี้ อื่นๆ ของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ส่วนเรื่อง กรณีว่าของนายสวัสดิ์ เท่าที่ดูไม่น่าจะเกี่ยวกับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น

รู้แล้วที่มา “อสุจิ”6หลอดที่เตรียมส่งออกไปลาว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273222

รู้แล้วที่มา “อสุจิ”6หลอดที่เตรียมส่งออกไปลาว

รู้แล้วที่มา อสุจิ6หลอดที่เตรียมส่งออกไปลาว, อสุจิไปลาว, ซูพีเรีย, ซูพีเรีย เออาร์ที, รู้, แล้ว, ที่มา, อสุจิ6, หลอด, ที่, เตรียม, ส่งออก, ลาว, รู้แล้วที่มา, อสุจิ

รู้แล้วที่มา “อสุจิ”6หลอดที่เตรียมส่งออกไปลาว ซูพีเรียเจ้าของอสุจิ6หลอด

คืบหน้า กรณีที่มีการจับกุมชายไทยพร้อมของกลางเป็นถังไนโตรเจนบรรจุหลอดอสุจิ 6 หลอดเตรียมนำออกนอกประเทศไปยังสปป.ลาว ซึ่งมีความผิดตามพรบ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 และมีการกล่าวอ้างถึงการรับอสุจิจาก 4 คลินิกในกรุงเทพฯ

ล่าสุด เมื่อเวลา 14.00 น. นพ.ธงชัย กีรติหัตถากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) กล่าวภายหลังเข้าตรวจสอบศูนย์ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที ซึ่งมีการระบุในเอกสารที่หลอดอสุจิที่บรรจุในถังไนโตรเจนที่ถูกยึดได้ที่ด่านสะพานมิตรภาพไทย-ลาวจ.หนองคาย

รู้แล้วที่มา "อสุจิ"6หลอดที่เตรียมส่งออกไปลาว

นพ.ธงชัย กีรติหัตถากร

ซึ่งเตรียมนำออกไปสปป.ลาวและก่อนหน้านี้ผู้บริหารซูพีเรียฯเคยแถลงว่าเป็นอสุจิที่เบิกจากศูนย์นี้ 2 หลอดของชาวจีนและเวียดยาม และทั้ง 2 หลอดมีผู้รับมอบอำนาจจากเจ้าของอสุจิเป็นคนเดียวกันมารับแทนแต่คนละวันว่า หลอดอสุจิที่ถูกยึดได้ทั้ง 6 หลอดเป็นอสุจิที่มีการเบิกไปจากศูนย์ซูพีเรียฯทั้ง 6 หลอด

โดยเป็นของบุคคล 2 คนชาวจีน 3 หลอดและเวียดนาม3หลอด จากนี้สบส.จะดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดอีกครั้งถึงกระบวนการที่มาของอสุจิว่าได้มาอย่างถูกต้องหรือไม่ ใช่อสุจิของเจ้าของที่ระบุจริงหรือไม่

โดยจะพิจารณาตั้งแต่ขั้นตอนการเข้ามารับบริการของคนไข้ทั้ง 2 คน การตรวจ การเก็บ การแช่แข็งอสุจิ รวมถึง การเบิกอสุจิออกไปจากที่เก็บว่าศูนย์ฯแห่งนี้มีการดำเนินการถูกต้องตามมาตรฐานหรือไม่ หากพบว่าไม่ได้มาตรฐานก็จะดำเนินการตามพรบ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541

รู้แล้วที่มา "อสุจิ"6หลอดที่เตรียมส่งออกไปลาว
ผู้สื่อข่าวถามว่าการมอบอสุจิให้กับผู้รับมอบอำนาจไม่ได้ให้กับเจ้าของอสุจิเป็นการทำผิดมาตรฐานสถานพยาบาลหรือไม่ นพ.ธงชัย กล่าวว่า ในกรณีทีมอบอำนาจให้บุคคลอื่นเป็นคนมารับอสุจิจากคลินิกไปสามารถทำได้ แต่ก่อนหน้านั้นจะต้องมีหลักฐานการแสดงเจตจำนงค์ความต้องการของเจ้าของอสุจิก่อนว้าต้องการนำอสุจิออกไป

ส่วนในวันมารับเจ้าของจะมอบอำนาจให้ใครมารับแทนก็ได้ หากพบว่าคลินิกมอบอสุจิให้ไปกับผู้รับมอบอำนาจ แต่ก่อนหน้านั้นเจ้าของอสุจิไม่เคยมีแจ้งว่าต้องการขอเบิกอสุจิ ถือว่าคลินิกดำเนินการไม่เป็นไปตามข้อกำฟนดสถานพยาบาลจะมีความผิดตามกฎหมาย

ทั้งนี้ ในกฎหมายระบุในส่วนของตัวอ่อนว่าจะต้องนำไปเพื่อรักษาภาวะมีบุตรยากเท่านั้น ส่วนไข่ก็ระบุว่าการฝากไข่จะต้องนำไปใช้กับสามีที่ถูกต้องตามกฎหมายเท่านั้น ขณะที่อสุจิไม่ได้มีการระบุชัดเจน
“สบส.จะตรวจสอบในส่วนของคลินิกว่าทำถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ส่วนการจะสอบสวนเชื่อมโยงถึงว่ามีกระบวนการขนส่งอสุจิอย่าวไรในการส่งออก มีการค้าขายอสุจิ มีนายหน้าดำเนินการหรือมีกระบวนการอุ้มบุญมาเกี่ยวข้องหรือไม่เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะต้องดำเนินการสอบสวนให้ทราบต่อไป”นพ.ธงชัยกล่าว

รู้แล้วที่มา "อสุจิ"6หลอดที่เตรียมส่งออกไปลาว

นายศรายุธ อัสสมกร

นายศรายุธ อัสสมกร กรรมการผู้จัดการ ศูนย์ซูพีเรีย เอ.อาร์.ที กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ที้ระบุว่ามีการเบิกจากที่นี่ไป 2 หลอดนั้นเป็นการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน จริงๆมีการเบิกจากที่นี่ไป 6 หลอด เป็นของบุคคล 2 คนชาวจีนและเวียดนามคนละ 3 หลอด

โดยก่อนการเบิกอสุจิ เข้าของอสุจิได้มีการแสดงเจตจำนงค์ชัดเจนว่าต้องการเบิกอสุจิออกไป แต่วันรับได้มอบอำนาจให้คนไทยมารับแทน โดยผู้มารับเป็นคนเดียวกัน

แต่ไม่ใช่คนที่ถูกจับกุมที่จ.หนองคาย ส่วนจะเป็นคนของบริษัทขนส่งหรือไม่ไม่ทราบ และไม่ทราบว่าคนไข้ที่เป็นเจ้าของอสุจิมีการติดต่อใครอย่างไรให้ดำเนินการขนส่ง

แต่ขอยืนยันว่าถังไนโตรเจนที่บรรจุหลอดอสุจิไม่ใช่ถังของซูพีเรียฯ และซูพีเรียฯไม่ได้ดำเนินเรื่องการขนส่งอสุจิหลังจากมีการเบิกออกไปแล้ว
“ส่วนตัวเชื่อว่าการขนส่งอสุจิดังกล่าวน่าจะดำเนินการในลักษณะของบริษัท ไม่น่าใช่การดำเนินการโดยตัวบุคคล เพราะบุคคลไม่น่าจะมีถังไนโตรเจนเก็บไว้ “ศรายุธกล่าว

ทปอ.เดินสายแจง 5 รูปคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273178

ทปอ.เดินสายแจง 5 รูปคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย

ทปอขี้แจง เริ่มที่แรก 28 พคนี้ ที่ มช, ทปอเดินสายแจง 5 รูปคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย, ทปอ, เดินสาย, แจง, รูป, คัดเลือก, เข้า, มหาวิทยาลัย, ทปอเดินสายแจง

ทปอ.เดินสาย ชี้แจง 5 รูปแบบสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยทั่วประเทศ เริ่มที่แรก 28 พ.ค.นี้ ที่ มช. ขณะที่ มธ.หลังปี 61 ยกเลิก TU STAR

 

เตรียมเดินหน้าสร้างความเข้าใจ แก่นักเรียน และผู้ปกครอง สำหรับ ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษารูปแบบใหม่ ที่จะเริ่มตั้งแต่ปี การศึกษา 2560 เป็นต้นไป โดยเมื่อได้ข้อสรุปชัดเจน ว่าการรับสมัคร คัดเด็กเข้ามหาวิทยาลัย ดำเนินการใน 5 รูปแบบ ดังนี้ แบบที่1 รับด้วยแฟ้มสะสมผลงาน Portfolio โดยไม่มีการสอบข้อเขียน นักเรียนยื่นสมัครโดยตรงกับสถาบันอุดมศึกษา ครั้งที่1/1 ประกาศรับและคัดเลือก 1 ตุลาคม-30 พฤศจิกายน 2560 ประกาศผล 22 ธันวาคม 2560 ครั้งที่1/2 ประกาศรับและคัดเลือก 2 ธันวาคม 2560-28 กุมภาพันธ์ 2561 ประกาศผล 26 มีนาคม 2561
แบบที่ 2 รับแบบโควตาที่มีการสอบข้อเขียนหรือข้อสอบปฏิบัติ ยื่นสมัครโดยตรงกับสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งรับสมัครและดำเนินการ ธันวาคม 2560- มีนาคม2561 ประกาศผล 8 พฤษภาคม 2561 แบบที่ 3 การรับตรงร่วมกัน สำหรับนักเรียนในโครงการ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) โครงการอื่นๆ และนักเรียนทั่วไป   รับสมัคร 9-13 พฤษภาคม 2561 ประกาศผล 8 มิถุนายน 2561 แบบที่ 4 การรับสมัคร แอดมิชชั่นส์ รับสมัคร 6-10 มิถุนายน 2561 ประกาศผล 13 กรกฎาคม 2561 และแบบที่ 5 การรับตรงอิสระ สถาบันอุดมศึกษารับโดยตรงด้วยวิธีการของสถาบันเอง เสร็จสิ้นภายในเดือน กรกฏาคม
ศ.ดร.สุชัชวีร์  สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.)  กล่าวตามที่ทปอ.มีมติเห็นชอบปรับกระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษารูปแบบใหม่ดังกล่าว เพื่อลดปัญหาการวิ่งรอกสอบ ให้นักเรียนได้เรียนในห้องเรียนจนจบชั้นม.6 ลดความเหลื่อมล้ำ ระหว่างเด็กมีฐานะกับเด็กที่ไม่มีฐานะ ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นั้น
“จากนี้ทปอ. จะเดินสายชี้แจงทำความเข้าใจ ในระบบการคัดเลือกใหม่รวมถึงขั้นตอนและวิธีการปฏิบัติพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะข้อคิดเห็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกกลุ่มเป้าหมาย ใน 4 ภูมิภาค ดังนี้ ครั้งที่ 1 วันที่ 28 พฤษภาคม 2560  ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ครั้งที่ 2 วันที่ 12 มิถุนายน 2560 ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) ครั้งที่ 3 วันที่  16 มิถุนายน 2560 ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) และครั้งที่ 4 วันที่ 13 กรกฎาคม 2560 ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว)”

ด้านศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์  อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า สำหรับการสอบ TU STAR ซึ่งมธ. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้สอบเก็บคะแนนเพื่อเตรียมพร้อมในการเข้าเรียนในมธ. สอบปีละ8 ครั้ง ในปีการศึกษา 2560 เหลือการสอบอีก 2 ครั้ง ทางมธ. ยืนยันที่จัดสอบให้ครบตามที่สัญญากับนักเรียนไว้

แต่หลังจากมีการปรับใช้กระบวนการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษารูปแบบใหม่ ในปีการศึกษา 2561 แล้วมธ. จะยกเลิกการสอบ TU STAR และใช้ระบบการคัดเลือกรูปแบบใหม่เช่นเดียวกับมหาวิทยาลัยในกลุ่มทปอ.

ทั้งนี้นักเรียนที่สอบ TU STAR กับทางมธ. ไปแล้ว ยังสามารถนำคะแนนดังกล่าว ใช้ในการคัดเลือกเข้าเรียนต่อในมธ. ได้เป็นเวลา 2 ปี

“เจตนิน”ยันไม่เกี่ยวหิ้วอสุจิข้ามชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273171

“เจตนิน”ยันไม่เกี่ยวหิ้วอสุจิข้ามชาติ

หิ้วอสุจิไปลาว, นพธงชัย กีรตหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส), พรบคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พศ2558, คลินิกเจตนิน, เจต, นิน, ยัน, ไม่เกี่ยว, หิ้ว, อสุจิ, ข้ามชาติ, เจตนิน

“เจตนิน”ยันไม่เกี่ยวหิ้วอสุจิข้ามชาติมีชื่อโผล่เพราะคนไข้มาตรวจแล็ปไม่ได้รักษา-เก็บอสุจิแช่แข็งสบส.ส่งจนท.แจ้งความที่หนองคายขยายผลเจ้าของอสุจิ คลีนิค นายหน้า

จากกรณีที่มีการจับกุมชายไทยพร้อมของกลางเป็นถังไนโตรเจนบรรจุหลอดอสุจิ 6 หลอดเตรียมนำออกนอกประเทศไปยังสปป.ลาว ซึ่งมีความผิดตามพรบ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ.2558 และมีการกล่าวอ้างถึงการรับอสุจิจาก 4 คลินิกในกรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ 24 เมษายน ที่คลินิกเจตนิน นพ.ธงชัย กีรตหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.)พร้อมเจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจสอบคลินิกเจตนิน ศูนย์รักษาผู้มีบุตรยาก หลังจากที่มีชื่อคลินิกปรากฎที่หลอดอสุจิในถังไนโตรเจนที่ยึดได้จากชายไทยที่เตรียมนำส่งออกไปยังสปป.ลาว ผ่านด่านสะพานมิตรไทย -ลาว จ.หนองคาย
 นพ.ธงชัย กล่าวภายหลังการเข้าตรวจสอบว่า  สบส.เข้าตรวจสอบคลินิกเจตนินพร้อมเอกสารที่ได้จากการตรวจจับที่จ.หนองคาย ซึ่งมีการระบุเลขโรงพยาบาล บัตรคนไข้ และรายละเอียดการเก็บแช่แข็งอสุจิ

โดยเอกสารบางส่วนมีการระบุชื่อคลินิกเจตนินด้วย กรมฯได้ขอเอกสารทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกรณีที่จ.หนองคาย ปรกฎว่าเอกสารตรงกันและเป็นเอกสารที่เป็นของคลินิกจริงที่ยังมีอยู่ ไม่ได้สูญหาย
  “เอกสารที่ได้จ.หนองคายที่ระบุถึงคลินิกเจตนินและเอกสารของคลินิก   เจตนินเองตรงกัน เท่าที่มีข้อมูลเอกสารอยู่ในตอนนี้พบว่าไม่ได้มีการเบิกอสุจิไปจากคลินิกเจตนิน แต่เป็นคลินิกที่อื่นส่งมาตรวจทางห้องปฏิบัติการ(แล็ป)ที่เจตนิน โดยคลินิกที่ส่งมาตรวจมีชื่ออยู่ใน 4 คลินิกที่มีการ   กล่าวอ้างถึงจากผู้ที่ถูกจับกุมด้วย”นพ.ธงชัยกล่าว
  นพ.ธงชัย กล่าวอีกว่า จากนี้กรมได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่กองกฎหมายไปดำเนินการแจ้งความที่จ.หนองคายในอีก 1-2 วัน เพื่อเอาผิดกรณีที่มีการนำอสุจิออกนอกประเทศ หลังจากนั้นก็จะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะขยายผลจากผู้ที่ถูกจับกุมว่ามีนายหน้าหรือเอเจนซี่หรือองค์กรหรือบุคคลอื่นเกี่ยวข้องร่วมด้วยหรือไม่

โดยจะเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวนที่จะเชื่อมโยงจากผู้ที่ถูกจับกุมไปยังเจ้าของอสุจิและคลินิกต่างๆ ทั้งนี้หลอดอสุจิที่ตรวจยึดได้เป็นของชาวต่างชาติทั้งหมดและเป็นของคน 2 คน
 นพ.ภิญโญ หรรษาจารุพันธ์ ผู้ดำเนินการสถานพยาบาลรพ.เจตนิน กล่าวว่า  เมื่อคลินิกได้ตรวจสอบเอกสารของคลินิกที่ปรากฎกับหลอดอสุจิที่จ.หนองคายแล้ว ปรากฎว่า มี 2 กรณีที่อ้างถึงคลินิกเจตนิน เมื่อตรวจสอบแล้วปรากฎว่าทั้ง 2 กรณีไม่ใช่คนไข้ของคลินิกเจตนิน

โดยกรณีหนึ่งเป็นชาวจีนที่มีการส่งเลือดจากคลินิกแห่งอื่นมาตรวจแล็ปที่รพ.เจตนิน ส่วนอีกกรณีเป็นชาวเวียดนามเข้ามาตรวจแล็ปอสุจิที่คลินิกเจตินิน แต่ไม่ได้รักษาต่อที่เจตนิน ดำเนินการเพียงขอผลแล็ปอสุจิไปเท่านั้น ซึ่งเป็นสิทธิของคนไข้

ส่วนอสุจิของรายนี้เมื่อตรวจแล้วคลินิกก็ได้ทำการทิ้ง เพราะคนไข้ไม่ได้ประสงค์จะให้มีการเก็บแช่แข็งแต่อย่างใด
 “กรณีที่จ.หนองคายที่มีการเชื่อมมาถึงคลินิกเจตนิน ยืนยันว่า 2 กรณีนี้ไม่ใช่คนไข้ของเจตนิน ไม่เคยมาเก็บอสุจิและแช่แข็งที่เจตนิน และเจตนินไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการว่าจ้างให้นำอสุจิออกนอกประเทศแต่อย่างใด”นพ.ภิญโญกล่าว
    พญ.ปิยพันธ์ ปุญญชนะศักดิ์ชัย ผู้ดำเนินการคลินิกเจตนิน กล่าวว่า กรณีคนไข้ที่เก็บแช่แข็งอสุจิไว้ที่เจตนินแล้วมีความประสงค์จะขอเบิกอสุจิของตนเองออกไป จะต้องเป็นเจ้าของอสุจิมาดำเนินการเซ็นเอกสารและรับอสุจิออกไปด้วยตนเองเท่านั้น จะไม่มีการมอบอสุจิให้ผู้รับมอบอำนาจมารับออกไปแทนเด็ดขาด

และในการขอเบิกออกไปทุกครั้ง คนไข้จะต้องเซ็นเอกสารรับทราบว่าการนำอสุจิออกนอกประเทศเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย ทั้งนี้ เท่าที่ทราบคลินิกได้ดำเนินการแจ้งความกับผู้ที่กล่าวอ้างถึงคลินิกเจตนินแล้วและอาจจะมีการแจ้งความเพิ่มเติม

“ธุรกิจไมซ์ อาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ยุค4.0”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273166

“ธุรกิจไมซ์ อาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ยุค4.0”

ธุรกิจไมซ์ อาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ยุค40, ธุรกิจ, ไมซ์, อาชีพ, ฝัน, ของ, คนรุ่นใหม่, ยุค, ธุรกิจไมซ์, ธุรกิจไมซ์ อาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ยุค40, บุคลากรไมซ์, นิปุญ, ปลา, จอย, MICE

 ปัจจุบันนี้ธุรกิจไมซ์ (MICE) สร้างรายได้ให้ประเทศปีละไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนล้านบาทและมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปีปีละไม่ต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นและเติบโตต่อเนื่อง

           ปัจจุบันนี้ธุรกิจไมซ์ (MICE) เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมสำคัญที่ขับ            ประเทศไทยถูกขับเคลื่อนด้วยนโยบาย Thailand 4.0 และแน่นอนว่าจะต้องมีการเตรียมพร้อมด้าน “บุคลากรไมซ์” เพื่อรองรับการเติบโต ซึ่งที่ผ่านมาหน่วยงานที่มีบทบาทในการรับผิดชอบโดยตรงอย่าง สำนักงานส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ (องค์การมหาชน) หรือ “ทีเส็บ” ได้มีการปั้นบุคลากรไมซ์รุ่นใหม่เข้าสู่อุตสาหกรรมทั้งในภาคบริการและภาคแรงงานผ่านกลยุทธ์ด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการบรรจุหลักสูตรการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือ  MICE 101 เข้าในระบบการเรียนการสอน

“ธุรกิจไมซ์ อาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ยุค4.0”

และปีนี้ยังได้พัฒนาหลักสูตรใหม่ภายใต้วิชาการจัดงานอีเว้นท์ หรือ Event 101 เพื่อต่อยอดองค์ความรู้ที่เข้มข้นในวิชาการจัดงานอีเว้นท์โดยเฉพาะ ซึ่งจะถูกบรรจุไว้ในสถาบันอุดมศึกษากว่า 60 แห่ง และอาชีวศึกษา 47 แห่งทั่วประเทศ

และด้วยความที่อุตสาหกรรมไมซ์ (MICE) ประกอบไปด้วยธุรกิจต่างๆ มากมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดประชุม งานสัมมนา งานจัดแสดงสินค้า และการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ซึ่งต้องใช้บุคลากร และอาชีพที่หลากหลาย ท้าทาย สร้างสรรค์ จึงทำให้คนรุ่นใหม่สนใจที่จะเข้ามาอยู่ในสายงานอาชีพเหล่านี้มากขึ้น

โดยเมื่อเร็วๆ นี้ ทีเส็บได้จัดงานเชื่อมโยงบัณฑิตสู่สายอาชีพไมซ์ หรือ MICE Academy & Career Day ครั้งที่ 3 เพื่อเปิดโอกาสให้คนในวงการเหล่านี้และนิสิต นักศึกษา ที่สนใจมารวมตัวกัน

“ธุรกิจไมซ์ อาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ยุค4.0”

        นิปุญ ลมุลศรี

      นิปุญ ลมุลศรี หรือ “นิปุญ” นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ ภาควิชาการบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการประชุม นิทรรศการและการท่องเที่ยว (MICE  management ) ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า ปกติเป็นคนชอบคิดอะไรแปลกใหม่ สนุกกับการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ให้เกิดขึ้น ช่วงมัธยมปลายเป็นเด็กกิจกรรมมาตลอด เมื่อเข้าระดับอุดมศึกษาเลือกเรียนสาขานี้เพราะเป็นสาขาใหม่ที่น่าค้นหา และเชื่อว่าจะมีอะไรให้เราได้แสดงความสามารถอีกมากซึ่งก็ไม่ผิดหวัง

เพราะทำให้ได้รับประสบการณ์มากมาย ช่วยเปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับไมซ์มากขึ้น ระหว่างเรียนนั้นมีโอกาสได้ฝึกการจัดงานอีเว้นท์จริงๆ อาทิ งาน  Coffee Tea and Bakery Fair งานYoung and inspiration by เถ้าแก่น้อย งานอบรมออกาไนซ์เซอร์ของภาคใต้ และงาน Summer bitter sweet 2016– 2017

ขณะเดียวกันยังเป็น MIEC GEN รุ่นแรกที่เดินทางไปญี่ปุ่นกับทีเส็บ ในโครงการ MICE Economic  Exchange  Fukuoka Thailand เพื่อศึกษาเกี่ยวกับการจัดงานอีเว้นท์ที่ญี่ปุ่น การจัดอีเว้นท์ในโรงแรม  และการจัดงานในศูนย์ประชุม

ขณะนี้ใฝ่ฝันที่จะเข้าสู่สายงานอาชีพไมซ์ทางด้านครีเอทีฟ ซึ่งกำลังจะเพิ่มทักษะทางภาษาให้มีภาษาที่ 4 นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ ญี่ปุ่น และเกาหลีที่มีความถนัดอยู่แล้ว”

“ธุรกิจไมซ์ อาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ยุค4.0”

สุกัญญา ชุมคง

 

สุกัญญา ชุมคง หรือ “ปลา”นักศึกษาคณะวิทยาการจัดการ ภาควิชาการบริหารธุรกิจ สาขาการจัดการ ประชุม นิทรรศการและการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล (MICE  management ) ชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่า “การเรียนในสาขาไมซ์นั้น เราไม่ได้เรียนเพียงแค่ทฤษฎีแต่จะมีภาคปฏิบัติรวมอยู่ด้วย ทางมหาวิทยาลัยมีศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองศิริราชย์สมบัติครบ 60 พรรษา

ซึ่งมีการจัดงานอยู่บ่อยครั้งทำให้นักศึกษาได้ลงภาคสนาม ลงมือปฏิบัติจริง ได้มีการวางแผน แบ่งฝ่ายในการเตรียมจัดงาน ทั้งงานของหน่วยงานภายในและหน่วยงานจากภายนอกที่เข้ามาจัด หรือในรายวิชา Incentive การจัดการท่องเที่ยวเอง

ก็เปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ติดต่อประสานงานกับสถานที่ การจัดหาที่พัก การจัดหาในด้านการอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับผู้เข้าร่วมงาน โดยส่วนตัวรู้สึกว่าธุรกิจ “ไมซ์”เป็นสิ่งที่ท้าทายมาก ไม่ได้ครอบคลุมแค่เรื่องการ จัดประชุมสัมมนา แต่รวมถึงการจัดนิทรรศการ และการจัดการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล เมื่อเรียนจบแล้วเชื่อว่าจะสามารถทำงานในหลายๆ

ภาคส่วน ใฝ่ฝันว่าจบมาแล้วนั้นอยากทำงานในบริษัทผู้จัดงานอีเว้นท์หรือออกาไนเซอร์เพราะต้องการนำเสนอสิ่งที่ลูกค้าต้องการให้ออกมาเป็นสิ่งที่จับต้องได้มากที่สุด”

“ธุรกิจไมซ์ อาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ยุค4.0”

จิราภรณ์ บุตตะ

จิราภรณ์ บุตตะ หรือ “จอย”นักศึกษาสาขาการท่องเที่ยว ระดับปวส. 1 วิทยาลัยอาชีวศึกษาขอนแก่น ซึ่งได้มีส่วนร่วมในการจัดนิทรรศการ “MICE”  ความร่วมมือภาครัฐและเอกชน ที่จัดแสดงภายในงาน กล่าวว่า “จากการได้ร่วมจัดนิทรรศการครั้งนี้ ทำให้เห็นว่าการจัดงานไมซ์แต่ละครั้งนั้นมีหลากหลายอาชีพเข้ามาเกี่ยวข้อง อย่างเช่นครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก 6 สาขาวิชา อาทิ อาหารและโภชนาการที่ดูแลในเรื่องของอาหาร

สำหรับเรื่องความสวยจะเป็นงานของคหกรรมศาสตร์และสาขาผ้าและสิ่งทอ ตลอดจนสาขาการโรงแรม พร้อมทั้งยังได้รับความช่วยเหลือเรื่องการตกแต่งจากสาขาศิลปกรรมคอมพิวเตอร์กราฟฟิก

“ธุรกิจไมซ์ อาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ยุค4.0”

ซึ่งแสดงให้เห็นว่า นักศึกษาในหลายสาขาวิชาสามารถเป็นหนึ่งฟันเฟืองของธุรกิจไมซ์ได้ ในสถาบันของเราเองก็มีการประชาสัมพันธ์ให้นักศึกษาได้รู้จักธุรกิจไมซ์อย่างต่อเนื่อง หากมองถึงโอกาสเติบโตของอุตสาหกรรมไมซ์ ณ ตอนนี้ ถือว่ามีความเป็นรูปธรรมมากกว่าเมื่อก่อน ไมซ์มีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่แพ้การท่องเที่ยว ไม่แพ้การโรงแรม

โดยตอนนี้ทางจังหวัดขอนแก่นเองก็กำลังได้รับการขับเคลื่อนเป็นเมืองแห่งไมซ์ มีหอประชุมแห่งใหม่ที่กำลังจะสร้างขึ้นเพื่อรองรับธุรกิจไมซ์ ซึ่งนับเป็นโอกาสดีของนักศึกษาไมซ์ที่จะก้าวสู่การเป็นบุคลากรไมซ์ในอนาคต”

“ธุรกิจไมซ์ อาชีพในฝันของคนรุ่นใหม่ยุค4.0”

ปัจจุบันนี้ ในแต่ละปียังมีบัณฑิตที่จบการศึกษาด้านไมซ์ยังอยู่เพียงไม่มาก ทั้งที่มีตลาดแรงงานและอาชีพรองรับอยู่จำนวนไม่น้อย การเรียนในสาขาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจไมซ์จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับน้องๆ ที่ชื่นชอบความแปลกใหม่ ท้าทาย ใช้ความคิดสร้างสรรค์ และต้องการจะเติบโตเป็นกำลังสำคัญในการเป็นผู้ขับเคลื่อนและพัฒนาอุตสาหกรรมไมซ์ของประเทศไทยให้เติบโตต่อไปได้ในอนาคต

อาชีวะให้72 สาขาไม่มีตั๋วสอบครูผู้ช่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273144

อาชีวะให้72 สาขาไม่มีตั๋วสอบครูผู้ช่วย

อาชีวะเปิดสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ 572 อัตรา, อาชีวะให้72 สาขาไม่มีตั๋วสอบครูผู้ช่วย, อาชีวะ, ให้, สาขา, ไม่มี, ตั๋ว, สอบ, ครู, ผู้ช่วย, อาชีวะให้72

อาชีวะเปิดสอบครูผู้ช่วยกรณีพิเศษ 572 อัตราทั้งเขตปกติและ 3 จังหวัดใต้ ใน 82 สาขา เฉพาะ 10 สาขาต้องมีตั๋วครู ส่วน 72 สาขา เช่น ปิโตรเคมี ไม่ต้องมีตั๋วครู

ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.) เมื่อเร็วๆ นี้ มีมติเห็นชอบตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เสนอขอเปิดสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย กรณีที่มีความจำเป็นหรือมีเหตุพิเศษ (ว 16 เขตทั่วไป) และ ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ว 17) โดยมีตำแหน่งว่างบรรจุได้ 572  อัตรา ใน 82 สาขาวิชา

แบ่งเป็น เขตทั่วไป รับสมัคร  562 อัตรา และในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจฯ 10 อัตรา โดยผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติ เป็นพนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ พนักงานจ้างเหมาบริการ ครูอัตราจ้างหรือลูกจ้างชั่วคราวจากเงินงบประมาณ หรือเงินรายได้ของสถานศึกษาและได้ปฎิบัติหน้าที่ในสถานศึกษาสังกัด สอศ. รวมไม่น้อยกว่า 3 ปี
ทั้งนี้ในจำนวนสาขาที่รับสมัครทั้งหมด มี10 สาขาวิชา ผู้สมัครต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู   ได้แก่ กฎหมาย คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ วิทยาศาสตร์ทั่วไป พลศึกษาและสังคม ส่วนที่เหลืออีก 72 สาขาวิชา

อาทิ ปิโตรเคมี  เทคนิคคอมพิวเตอร์ สถาปัตยกรรม อุตสาหกรรมยาง และเทคโนโลยีปิโตรเลียม เป็นต้น เปิดโอกาสให้ผู้ที่ไม่มีใบอนุญาตฯ สามารถสมัครสอบได้ เนื่องจากการเปิดสอนครั้งนี้เป็นสอบภายในซึ่ง ผู้สมัครปฏิบัติการสอนในวิทยาลัยสังกัดสอศ. อยู่แล้ว
สำหรับปฎิทินการรับสมัคร ประกาศรับสมัคร วันที่ 26 เม.ย.-2 พ.ค. 2560 สมัครผ่านทาง https://vec.job.thai.com   วันที่ 3-9 พ.ค. ประกาศ ชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ก ความรู้ทั่วไป และภาค ข ความรู้เฉพาะตำแหน่ง ภายในวันที่ 26 พ.ค. สอบคัดเลือกภาค ก และภาค ข วันที่ 4 มิ.ย. ประกาศชื่อผู้มีสิทธิ์สอบภาค ค ภายในวันที่ 14 มิ.ย. สอบภาค ค. วันที่ 25 มิ.ย.  และประกาศผลสอบคัดเลือก ภายในวันที่ 30  มิ.ย. นี้

“มหาวิทยาลัยคอร์รัปชั่นมากที่สุด!!” : โพล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273141

“มหาวิทยาลัยคอร์รัปชั่นมากที่สุด!!” : โพล

โพลไอเอฟดี, ชี้, เอฟดี, โพลไอเอฟดี ชี้มหาวิทยาลัยคอร์รัปชั่นมากที่สุด, มหาวิทยาลัย, คอร์รัปชั่น, มาก, ที่สุด, โพล, มหาวิทยาลัยคอร์รัปชั่นมากที่สุด

สำนักโพลไอเอฟดี เผยผลสำรวจมีการคอร์รัปชั่นในระดับมหาวิทยาลัยมากที่สุดและประชาชนไม่เชื่อมั่นรัฐ ว่าแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในแวดวงการศึกษาได้

     ระบบการศึกษา ถือเป็นแหล่งผลิตและพัฒนากำลังคนและสร้างสรรค์องค์ความรู้ที่มีส่วนสำคัญในการพัฒนาสังคมและเศรษฐกิจของประเทศ ที่ผ่านมา ระบบการศึกษาไทยมีปัญหาด้านการคอร์รัปชั่นที่ก่อให้เกิดความเสียหายอย่างมาก

      ทั้งในด้านจํานวนเงินหรืองบประมาณที่ต้องสูญเสียไป และยังส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อคุณภาพการจัดการศึกษา รวมถึงกระทบต่อการปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ความเท่าเทียม และโอกาสเข้าถึงการศึกษาของประเทศไทยอีกด้วย

"มหาวิทยาลัยคอร์รัปชั่นมากที่สุด!!" : โพล

         สำนักโพลไอเอฟดี ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน 1,191คน ทุกภูมิภาคทั่วประเทศ เกี่ยวกับความคิดเห็นการคอร์รัปชั่นในวงการศึกษาไทย พบว่าประชาชนคิดเห็นว่า ระบบการศึกษาไทยมีการคอร์รัปชั่นที่ระดับคะแนน 6.75 (จากคะแนนเต็ม 10

       และเมื่อถามต่อไปว่า มีการคอร์รัปชั่นในแวดวงการศึกษาในระดับใดมากที่สุด ประชาชนคิดเห็นว่า แวดวงมหาวิทยาลัยมีการคอร์รัปชั่นมากที่สุด รองลงมาคือ  การอาชีวศึกษา และการศึกษาขั้นพื้นฐานตามลำดับ

และเมื่อถามประชาชนเพิ่มเติม เกี่ยวกับความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลนี้จะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นในวงการศึกษาไทยได้มากน้อยเพียงใด พบว่า ประชาชนให้คะแนนเพียง 6.86  แสดงนัยยะว่าประชาชนไม่ค่อยเชื่อมั่นว่า รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นในแวดวงการศึกษาได้ 

จากผลสำรวจ ประชาชนให้ข้อเสนอแนะในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นในแวดวงการศึกษา ตามลำดับดังนี้ อันดับแรก คือ แก้ไขบทลงโทษสถานหนักแก่ผู้ทุจริต อันดับ 2  คือ แก้กฎหมายให้ภาคประชาชนมีอำนาจตรวจสอบการทุจริตในสถาบันการศึกษา

อันดับ 3 คือ ต้องเข้มงวดบังคับใช้กฎหมายปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังและรวดเร็ว อันดับ 4 คือ สนับสนุนให้ผู้บริหารมือสะอาดกลุ่มคนรุ่นใหม่ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้บริหารของสถาบันการศึกษา และอันดับสุดท้าย คือ ใช้ ม. 44 ปลดคณะผู้บริหารของสถาบันการศึกษาที่มีปัญหา

จากผลการสำรวจ ประชาชนมีความกังวลต่อการคอร์รัปชั่นในแวดวงการศึกษาโดยเฉพาะการคอร์รัปชั่นในระดับมหาวิทยาลัย โดยประชาชนไม่ค่อยเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่นในแวดวงการศึกษาได้ ดังนั้น รัฐจึงต้องดำเนินการจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจังและเข้มข้น

โดยปฏิรูปวงการศึกษาให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ โดยไม่มุ่งเน้นการใช้ ม. 44 ในการจัดการแก้ปัญหา แต่ต้องดำเนินการแก้ไขบทลงโทษในสถานหนักแก่ผู้ทุจริต และให้ภาคประชาชนมีอำนาจตรวจสอบการทุจริตในสถาบันการศึกษาได้มากขึ้น

ซึ่งประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องใหม่ในสังคมไทย แต่การให้ประชาชนมีส่วนร่วมตรวจสอบ ย่อมทำให้เกิดแรงกระเพื่อมในการสร้างความร่วมมือเพื่อร่วมกันแก้ไขและบรรเทาปัญหาการทุจริตในแวดวงการศึกษาไทยได้

แจงเครื่องความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งไม่จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273041

แจงเครื่องความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งไม่จริง

แจงเครื่องความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งไม่จริง, แจง, เครื่อง, ความร้อน, ทำลาย, เซลล์, มะเร็ง, ไม่, จริง

 ผอ.จุฬาภรณ์ แจงข่าวในโซเชียล กรณี รพ.จุฬาภรณ์ นำเข้าเครื่อง Thermotron-RF8 ใช้ความร้อน 43 องศา ทำลายเซลล์มะเร็งได้ทุกตำแหน่ง ทุกระยะโรค

         ศ. นพ.นิธิ มหานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ชี้แจงข่าวที่ปรากฏในสื่อโซเชียล กรณี รพ.จุฬาภรณ์ นำเข้าเครื่อง Thermotron-RF8 ใช้ความร้อน 43 องศา ทำลายเซลล์มะเร็งได้ทุกตำแหน่ง ทุกระยะโรค
แจงเครื่องความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งไม่จริงแจงเครื่องความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งไม่จริงแจงเครื่องความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งไม่จริง

แจงเครื่องความร้อนทำลายเซลล์มะเร็งไม่จริง

 

จี้“ลุงตู่”ทบทวน“ตำรายืมเรียน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273031

จี้“ลุงตู่”ทบทวน“ตำรายืมเรียน”

ภตช.จี้“ลุงตู่”ทบทวน“ตำรายืมเรียน”หวั่นกระทบเด็ก15 ล้านคน ชี้ขัดม.44 เรียนฟรี 15 ปี แนะเอาผิด”หมอธี”ผู้สั่งการ อ้างประหยัดแต่ใช้งบ4พันล้านอบรมครูแบบไร้ทิศทาง

          เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2560  นายมงคลกิตติ์  สุขสินธารานนท์  เลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช.) เผยว่า ในวันจันทร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2560 เวลา 11.00 น.ที่ ศูนย์บริการประชาชน ตรงข้าม ทำเนียบรัฐบาล สำนักงาน ก.พ. ซึ่ง ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช) นำโดยตนเลขาธิการคณะกรรมการภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ , นายวิวัฒน์ เจริญพาณิชย์ศิริ ผู้อำนวยการมูลนิธิเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น และ คณะฯ จะเดินทางมายื่นหนังสือต่อ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้

        1.ขอให้ทบทวนนโยบาย ของ นายแพทย์ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ( รมว.ศธ.) จาก หนังสือเรียนฟรี เป็น ให้ยืมเรียน ซึ่งอาจจะ ขัดต่อ  คำสั่งคสช.ที่ 28/2559 เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งอาจะสร้างความไม่เท่าเทียมกันในสังคมภาพรวม และ อาจจะทำลายขวัญกำลังของนักเรียน-ผู้ปกครอง กว่า 15 ล้านคน หรือไม่ อย่างไร

         2.ขอให้ดำเนินการตรวจสอบเอาผิด กับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ผุ้เกี่ยวข้อง ที่ออกนโยบายดัง กล่าว ซึ่งอาจะขัดต่อระเบียบ กฏหมาย พรบ. คำสั่ง คสช

        เนื่องด้วย ภาคีเครือข่ายต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่นของชาติ(ภตช) ได้รับเรื่องร้องเรียน จาก ผู้บริหารสถานศึกษา เครือข่ายผู้ปกครองนักเรียน นักเรียน อีกทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องจำนวนมาก ที่เห็นแย้งว่า นโยบาย จาก หนังสือเรียนฟรี เป็น ให้ยืมเรียน ดังกล่าว จะเป็นช่องว่างต่อการทุจริตคอร์รัปชั่น ผู้บริหารสถานศึกษาปฏิบัติได้ยาก เกิดความไม่เท่าเทียมกันในสังคมและโครงการอื่นๆ ไม่คุ้มค่ากับการบริหารจัดการศึกษา รัฐมนตรีควรจะต้องไปคิดให้รอบคอบก่อนออกเป็นนโยบาย ซึ่งมีรายละเอียดประกอบเหตุผล ดังนี้

        1.งบประมาณที่จัดสรร ค่าหนังสือเรียน ไปในปี งบประมาณปี พ.ศ.2560(1 ต.ค.59-30ก.ย.60) เป็น งบประมาณเรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ และ ตาม คำสั่งที่ 28/2559 เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ตาม ข้อ 3 (3) หรือ เรียกได้ว่าหนังสือที่ซื้อแจกนักเรียนฟรีเป็นรายหัว ในปี พ.ศ.2560 ไม่สามารถเรียกเก็บคืนหนังสือได้หรือเรียกว่าให้เปล่า ถ้าเปลี่ยนเป็น ให้คืนหนังสือเรียน เก็บคืน ก็จะขัดต่อ ระเบียบ กฎหมาย พรบ คำสั่ง คสช ก็เป็นได้

          “และ ถ้าเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อาธิ รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง เลขาธิการ สพฐ ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การประถมศึกษา ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การมัธยมศึกษา กระทำการใดไปแล้ว หรือ สั่งการเป็นนโยบาย แถลงต่อสาธารณะ เมื่อ 8 กุมภาพันธ์ 2560 อีกทั้งสั่งการเป็นลายลักษณ์อักษรในเวลาต่อมา ก็จะถือได้ว่าได้อาจจะกระทำความผิดตาม พรบ.ให้ใช้ประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499 และ แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 157 อาจจะขัดต่อ พรบ.งบประมาณปี พ.ศ.2560(1 ต.ค.59-30ก.ย.60) อาจจะขัดต่อ คำสั่งที่ 28/2559 เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ข้อ 3 ก็จะอาจจะมีความผิดได้”เลขาธิการ ภคช. กล่าว

          นายมงคลกิตติ์  อธิบายว่า      คำว่า ฟรี ความหมายจาก พจนานุกรมแปล ไทย-ไทย ฉบับ ราชบัณฑิตยสถาน ตาม พรบ.ราชบัณฑิตยสภา พ.ศ. ๒๕๕๘ ฟรี[ฟฺรี] ว. ไม่เสียมูลค่าหรือไม่ได้ค่าตอบแทนใด ๆ(เรียกคืนไม่ได้) เช่น เรียนฟรี ทํางานฟรี ว่างจากงาน เช่น วันนี้ฟรี

           2.ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการ สทศ สถาบันอุดมศึกษา กศน.ฯลฯ ให้มีการจัดสอบ วัดมาตรฐานการศึกษา ในแต่ละระดับดังนี้ การทดสอบวัดความรู้โดย สทศ สถาบันอุดมศึกษา จัดสอบ อาทิ O-Net ป.6/ม.3/ม.6 GAT PAT ตั้งแต่ ม.5-6 V-NET ปวช.3 I-NET N-NET B-NET วิชาสามัญ 9 วิชา สอบตรง ฯลฯ

           การสอบวัดมาตรฐานความรู้ในแต่ระดับ นักเรียนแต่ละคน จำเป็นต้องใช้ หนังสือแบบเรียน หนังสือแบบฝึกหัด ที่ผ่านการเรียน จด ทด บันทึกช่วยจำไว้ในแต่ละหน้า เอาไว้เพื่อทบทวนในทุกระดับ ถ้ามีการยืมเรียน คืนช่วงเมื่อสิ้นปีการศึกษา จะทำให้นักเรียนไม่กล้าอ่านหนังสือ ไม่กล้าขีดเขียน ทด บันทึก ในแบบเรียน เพราะกลัวหนังสือชำรุด ครูผู้สอน ผู้อำนวยการก็กำชับว่าต้องให้รุ่นถัดไปใช้ กลัวโดนตัดคะแนน ถ้าไม่มีหนังสือคืน

          “เหตุผลสำคัญกว่านั้น นักเรียนจะไม่มีหนังสือแบบเรียน เอาไว้ทบทวนในการเรียนระดับสูงขึ้น ทบทวนช่วงสอบเพราะการสอบแต่ระครั้ง ต้องใช้องค์ความรู้จากทุกระดับชั้นเรียนในการสอบ ถ้านักเรียนไม่มีหนังสือแบบเรียนจะเอาจากไหนไว้ทบทวน ช่วยจำ ถ้านักเรียนผู้นั้นมาจากฐานะครอบครัว ปานกลาง-ยากจน ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่ของประเทศไทยกว่า 8 แสนคน แต่ละช่วงชั้น ถ้ารวมกัน 15 ช่วงชั้น รวมกว่า 12 ล้านคน มีอีก 20% ฐานะผู้ปกครองดีมีเงินซื้อหนังสือเรียนเสริม ติวเสริม ใช้งบประมาณแผ่นดินของรัฐแค่ปีละ 5,000 ล้านบาท”เลขาธิการ ภคช.กล่าว

         เลขาธิการ ภตช. กล่าวอีกว่า ซึ่ง ผู้ปกครองนักเรียน นักเรียน ทุกคนเป็นผู้ เสียภาษี ในรูป ภาษีมูลค่าเพิ่ม 7% ภาษีนิติบุคคล ภาษีบุคคลธรรมดา และกับนักเรียนกว่า 15 ล้านบาท คุ้มและถูกมาก นี่คือมันสมองของชาติ จะมาประหยัดอะไรกัน กับสมบัติชิ้นแรกของนักเรียน พวกเขาดีใจ ภูมิใจที่มีหนังสือเรียนเป็นของตนเอง เขารู้สึกรักและหวงแหนหนังสือ เอาไว้ทบทวน เอาไว้หนุนหัวให้เนื้อหาซึมเข้าไปในสมอง ยามฝนตก เอามาเป็นที่กำบังฝนยามฉุกเฉิน เปิดเทอมใหม่มีหนังสือใหม่นักเรียนสุดแสนดีใจ มีกำลังใจเรียน ถ้าเป็นหนังสือเก่าความรู้สึกจะอีกแบบ

          “คิดจะประหยัดงบหนังสือของคนยากคนจน แล้วเอาไปเพิ่มค่าอบรมครูต่อหัว 10,000 บาท/ครู 1 คน/ปี ปีละกว่า 4,000 ล้านบาท กับ ครู 4 แสนคน ในปีงบประมาณ พ.ศ.2561 มันเทียบกันไม่ได้ กับ นักเรียน 15 ล้านคน”นายมงคลกิตติ์  ระบุ

        3.เป็นการเปิดชองว่างให้ผู้บริหารสถานศึกษาทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งตรวจสอบยาก ควบคุมยาก ยกตัวอย่าง ถ้า ปีการศึกษา 2560 โรงเรียน A มียอดคืนหนังสือจริง 60% ยังขาดหนังสือในปีการศึกษา 2561 ต่อไป 40% แต่แจ้งเท็จยอด สพฐ.ซื้อไปในปีการศึกษา 2561 จำนวน 80% เรียกคืนได้แค่ 20% จะทำให้ โรงเรียน A ซื้อหนังสือใหม่จริง 40% ใช้ของเก่า 60% โดยให้ร้านค้าออกใบเสร็จเปล่า 40% ถ้าโรงเรียน A นั้นมีนักเรียน 500 คน รายหัวค่าหนังสือนักเรียน 700 บาท/คน/ปี ยอดรายหัวซื้อหนังสือ 100 % จำนวน 350,000 บาท ถ้าทุจริต 40% เท่ากับ 140,000 บาท(คือช่องว่างการทุจริต ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้ว นโยบายยืมเรียนจึงยกเลิกไป)

        4.ถ้ากรณีเปรียบเทียบความเป็นธรรมในสังคม ถ้าต้องการประหยัดงบประมาณแผ่นดินจริงๆ ก็ต้องทำให้เท่าเทียมกับ ทุกรายการ ทุกกระทรวง อาทิ 1.ยืมเครืองแบบนักเรียน ใช้ผ่านไป 1 ปี ก็ซ่อมให้รุ่นน้องใช้ต่อ ยืมอุปกรณ์การเรียน ใช้ดินสอ ยางลบ ปากกา ใช้แล้วให้รุ่นน้องใช้ต่อ(ได้เหรอซึ่งไม่เกี่ยวกับมันสมอง) 2.ยืม ยาเวชภัณฑ์ เข็มฉีดยา ถุงยางมือ ปอดเทียม ไตเทียม ขาเทียม วัคซีน เลือดบริจาค ฯลฯ ในโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ของ กระทรวงสาธารณะสุข ทั้งหมดที่พูดมา ก็ควรนำกลับมาใช้ใหม่กับคนไข้คนถัดไปด้วย 3.ยืม เครื่องแบบทหารเกณฑ์ใหม่ กระสุนซ้อม อุปกรณ์ต่างๆ ปีละกว่า 1 แสนคน ใช้แล้วก็ควรกลับมาใช้ต่อในรุ่นถัดไปด้วย ของ กระทรวงกลาโหม

       “จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาดำเนินการต่อไปเพื่อเป็นขวัญกำลังใจกับนักเรียนกว่า 15 ล้านคน ที่จะมีสมบัติชิ้นแรกของชีวิต ก็คือ ความรู้ที่จดใส่แบบเรียน เอาไว้ทบทวน เป็นพื้นฐานต่อการดำรงชีวิตและเป็นกำลังของชาติต่อไป รวมทั้ง ผู้ปกครองกว่า 30 ล้านคน เพื่อความเท่าเทียมกันในสังคมทุกฐานะความเป็นอยู่” เลขาธิการ ภตช. กล่าวในที่สุด