ต่อลมหายใจกังหัน…

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273836

ต่อลมหายใจกังหัน…

กังหันลม, นาเกลือ, ต่อลมหายใจ, ต่อ, ลมหายใจ, กังหัน, ต่อลมหายใจกังหัน, โคช, ทักษะชีวิตจากการลงมือทำ, กระบวนการสร้างความรู้และความรัก, กระบวนการตรวจสอบความคิด, อยากทำ, ต้องทำ, ความรู้, ความรัก

คงเคยได้ยินเกี่ยวกับ “การจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ” ที่ให้เด็กได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ขณะที่ผู้สอนมีหน้าที่เป็น “โคช” คอยชี้แนะ อำนวยความสะดวก

       สิ่งที่ดียิ่งกว่าการจดจำบทเรียน คือ“ทักษะชีวิตจากการลงมือทำ” ทุนชีวิตให้เด็กเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อมทั้งกายและใจ แต่ความยากอย่างหนึ่งของรูปแบบดังกล่าวคือ จะพาเด็กให้ “ออกแบบกระบวนการเรียนรู้” ในเรื่องที่ตัวเองอยากรู้ได้อย่างไร

อีกหนึ่งตัวอย่างของ “กระบวนการสร้างความรู้และความรัก” หลังจากที่ จิมมี่-ธีรเมธ เสือภูมี บิ๊ก-กิตติวุฒิ อ่อนอุระ เกมส์-กฤษฎาพงศ์ วงศ์แป้น เกน- ภาณุพงศ์ เกิดน้อย คัง-วุฒิชัย คชสาร และต๊ะ-พิคเนศ เทียมแสงอรุณ ได้เข้าร่วมโครงการพลังเด็กและเยาวชนเพื่อการเรียนรู้ภูมิสังคมภาคตะวันตก โดยการชักชวนของ อาจารย์พยอม ยุวสุต จิมมี่ที่ครอบครัวประกอบอาชีพนาเกลือและเห็นความเปลี่ยนแปลงของนาเกลือมาโดยตลอด จึงลองเสนอไอเดียให้ทำโครงการเกี่ยวกับการอนุรักษ์นาเกลือ อีกหนึ่งภูมิปัญญาที่กำลังจะเลือนหายไปจากจังหวัดสมุทรสงคราม เพราะความเปลี่ยนแปลงในการใช้ประโยชน์จากที่ดินของผู้คนที่เปลี่ยนไป ซึ่งเพื่อนๆ ก็ตอบตกลง จนเกิดเป็น โครงการปลุกพลัง…ฅนรักนาเกลือ

ต่อลมหายใจกังหัน...

แม้มีเป้าหมายอยู่ในใจว่าอยากทำเรื่องนาเกลือ แต่ทีมงานกลับไม่มีความชัดเจนว่า ต้องทำกิจกรรมอย่างไร ที่ไหน กับใคร จึงจะ“ปลุกพลังให้คนรักนาเกลือได้”  ทีมพี่เลี้ยงในโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ มองเห็นความคลุมเครือดังกล่าว จึงใช้ “กระบวนการตรวจสอบความคิด” ด้วยการดาหน้าเข้ามาตั้งคำถามว่า ทำไมต้องทำโครงการนี้ บริบทของพื้นที่เป็นอย่างไร  และศักยภาพของทีมงานพร้อมไหม เพื่อกระตุ้นทีมงานให้ย้อนคิดและวิเคราะห์โจทย์โครงการของตัวเองอย่างชัดเจน ทว่าการต้องคิดและวิเคราะห์หลายต่อหลายรอบ ทำให้ทีมงานเริ่มสับสนและท้อแท้ใจ

 พวงทอง เม้งเกร็ด หนึ่งในทีมพี่เลี้ยงโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ เห็นอาการท้อแท้ใจ จึงพาทีมงานเรียนรู้ “กระบวนการวางแผนพัฒนาโครงการ” สำรวจทุกข์และทุนของชุมชนทีละขั้นตอน เพื่อให้น้องค่อยๆ คิดและเชื่อมโยงเป็นภาพรวมโครงการ จนทีมงานมองเห็นว่า กระบวนการเรียนรู้ที่พวกเขาออกแบบไว้ยังขาด “ความเป็นไปได้จริง” เพราะคิดแค่อยากทำ แต่ไม่ได้คิดให้ไปสุดทางว่าจะทำในทิศทางไหน  และต้องมีเงื่อนไข 3 อย่างประกอบด้วย นั่นคือ ระยะเวลา งบประมาณ และศักยภาพของตัวเอง

ต่อลมหายใจกังหัน...

       “สิ่งที่พี่พวงพาคิดพาทำ ทำให้รู้ว่าการทำโครงการจะประสบผลสำเร็จได้ ประเด็นต้องไม่กว้างจนเกินไป โดยระบุไปเลยว่า ปัญหาคืออะไร แล้วเราจะแก้ไขอย่างไร จะทำกิจกรรมอะไร ทำกับใคร ที่ไหน คิดไปทีละขั้นๆ เพื่อทำให้โจทย์และแผนงานแคบลง” จิมมี่ เล่า

หลังผ่านการขัดเกลาจากพี่เลี้ยงโครงการ และการย้อนคิดทบทวนถึงเป้าหมายโครงการ ในที่สุดแผนงานของโครงการปลุกพลัง…ฅนรักนาเกลือจึงมีความชัดเจนมากขึ้น นั่นคือปลุกจิตสำนึกเยาวชนให้เห็นคุณค่าและความสำคัญของการทำนาเกลือ เพราะคิดว่าต้องปลูกฝังกับเด็กๆ ซึ่งจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ต่อไป ทีมงานจึงออกแบบกิจกรรมด้วยการลงไปเรียนรู้กับคนทำนาเกลือตัวจริงเสียงจริง ในตำบลลาดใหญ่ ซึ่งเป็นบ้านของจิมมี่ที่อยู่ห่างจากอำเภอเมืองจังหวัดสมุทรสงคราม 8 กิโลเมตร

     “การทำงานเริ่มจากการเดินหน้าประชาสัมพันธ์หาผู้เข้าร่วมกิจกรรม จนได้ผู้สนใจทั้งหมด 23 คน จากนั้น “เตรียมความพร้อมภายนอก” ด้วยการประสานงานกับผู้รู้ในชุมชนลาดใหญ่ และ “เตรียมความพร้อมภายใน” ด้วยการค้นคว้าข้อมูลเกี่ยวกับนาเกลือเพื่อเพิ่มความรู้ให้ตัวเอง”  จิมมี่ เล่า

ต่อลมหายใจกังหัน...

สำหรับกิจกรรมที่จัดขึ้นชื่อว่า “ปั้นน้ำเป็นเกลือ” ที่พาผู้เข้าร่วมกิจกรรมนั่งรถไฟจากสถานีแม่กลองถึงสถานีลาดใหญ่ ไปเรียนรู้การทำนาเกลือ ซึ่งระหว่างทางผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะได้เห็นทิวทัศน์ 2 ข้างทาง แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นภาพวาดที่สะท้อนความรู้สึกต่อความเปลี่ยนแปลงเชิงกายภาพของสมุทรสงคราม เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ใคร่ครวญถึงการหายไปของนาเกลือด้วยตัวเองก่อน จากนั้นจะได้ไปเรียนรู้วิถีชีวิตการทำนาเกลือจากปราชญ์ชาวบ้านผ่านการลงมือทำจริง

เมื่อกิจกรรมเสร็จสิ้น ทีมงานพาผู้เข้าร่วมสรุปผลการทำกิจกรรมด้วยคำถามง่ายๆ 6 ข้อ ได้แก่ ตาได้เห็นอะไร ปากได้ถามอะไร สมองได้อะไร หูได้ยินอะไร จมูกได้กลิ่นอะไร และได้สัมผัสอะไร ซึ่งผู้เข้าร่วมต่างบอกคล้ายกันว่า ประทับใจที่ได้สัมผัสกับชีวิตชาวนาเกลือ และอยากให้นาเกลือที่เป็นเอกลักษณ์ของจังหวัดคงอยู่ต่อไป

ความสำเร็จของกิจกรรมดังกล่าวคือ ภาพสะท้อนถึงความสำคัญของกระบวนการออกแบบโครงการ ที่พี่เลี้ยงโครงการพลังเด็กและเยาวชนฯ ได้พาทีมงาน ”คลี่โจทย์” ที่ “อยากทำ” ให้เห็นสิ่งที่ “ต้องทำ” อย่างชัดเจน กระทั่งทีมงานสามารถนำมาวางแผนการดำเนินกิจกรรมให้บรรลุเป้าหมายได้ และผลจากการลงมือทำครั้งนั้นยังทำให้ทีมงานเกิด ความรู้”  ควบคู่กับ “ความรัก” จนนาเกลือที่เคยมองผ่านเลยด้วยความรู้สึกเฉยชา กลับถูกรับรู้ด้วยมุมมองใหม่ที่ตระหนักและซาบซึ้งถึงคุณค่าอย่างเต็มหัวใจ และกลายเป็นอีกความหวังที่ยืนหยัดรักษาไม่ให้ภูมิปัญญาการทำนาเกลือหายไป.

ต่อลมหายใจกังหัน...

 

ยัน รัฐบาลไม่ล้มเลิกบัตรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273832

ยัน รัฐบาลไม่ล้มเลิกบัตรทอง

บาท, ยกเลิกบัตรทอง, ยัน, รัฐบาล, ไม่, ล้มเลิก, บัตร, ทอง, ปิยะสกล

“ปิยะสกล” ยืนยันรัฐบาลไม่ล้มเลิกบัตรทอง 30 บาท และจะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น เพื่อประชาชนรับประโยชน์สูงสุด

         จากกรณีข่าวรัฐบาลจะพยายามยกเลิกโครงการบัตรทอง ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกล่าวยืนยันว่าข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงประชาชนไม่ต้องกังวล รัฐบาลไม่มีนโยบายล้มเลิกโครงการนี้อย่างแน่นอน มีแต่จะพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น โดยกระทรวงสาธารณสุขและสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ได้ร่วมกันพัฒนาระบบบริหารจัดการมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านการดูแลและปรับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเกิดประโยชน์สูงสุด ได้รับการบริการที่ดียิ่งขึ้นและระบบสุขภาพมีความยั่งยืน
“ระบบหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย สามารถเป็นตัวอย่างให้กับนานาประเทศ และได้รับเชิญให้นำเสนอประสบการณ์ดำเนินงานในการประชุมเวทีระดับโลก เป็นต้นแบบให้หลายประเทศเข้ามาศึกษา ดูงาน นอกจากนี้ในปีนี้คณะรัฐมนตรียังอนุมัติงบกลาง 5,000 ล้านบาท ให้กระทรวงสาธารณสุขใช้ในการพัฒนาระบบบริการ อาทิ การดูแลรักษาผู้ป่วยใน และผู้ป่วยทารกวิกฤต” ศ.คลินิก เกียรติคุณ นายแพทย์ปิยะสกล กล่าว

ด้านนพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค หรือระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองยังเดินหน้าต่อไปรัฐบาลไม่เคยยกเลิกโครงการ รวมทั้งสนับสนุนการดำเนินการ ล่าสุดคณะรัฐมนตรีรัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพิ่งอนุมัติงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติปีงบประมาณ 2561 ซึ่งได้รับเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ 2560 ถึงร้อยละ 4.28 คิดเป็นเงิน 7,088.29 ล้านบาท ขณะที่งบเหมาจ่ายรายหัวก็ได้รับ 3,197.32 บาทต่อประชากร โดยได้รับเพิ่มขึ้นหัวละ 87.45 บาท จากปี 2560 ที่ได้รับ 3,109.87 บาทต่อประชากร ขณะเดียวกันคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติยังได้พัฒนาสิทธิประโยชน์ และคุณภาพบริการเพิ่มขึ้นตลอดเวลาเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีที่สุด
“สปสช. ขอยืนยันว่าข่าวที่มีการเผยแพร่ในโลกออนไลน์ว่ารัฐบาลจะยกเลิกโครงการ 30 บาทหรือระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาตินั้น เป็นข่าวที่ไม่มีมูลความจริง สิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้คือรัฐบาลกำลังพัฒนาให้ระบบดีขึ้น”เลขาธิการ สปสช. กล่าว

เปิดช่องนิสิต-นศ.สู่แม่ค้าออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273830

เปิดช่องนิสิต-นศ.สู่แม่ค้าออนไลน์

โอกาสสู่แม่ค้า พ่อค้า ออนไลน์, wwwthaitradecom, เปิดช่อง, นิสิต, สู่, แม่ค้า, ออนไลน์, นิสิต นักศึกษา

กระทรวงพาณิชย์ เปิดThaitrade.com SOOK หนุนผู้ประกอบการรายย่อยกลุ่มนิสิตนักศึกษา

      โอกาสของ “นิสิต นักศึกษา” ก้าวสู่ “ผู้ประกอบการ” มาถึงแล้ว เมื่อทาง กระทรวงพาณิชย์เปิดช่องทางติดต่อเพื่อส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศแบบออนไลน์ผ่าน เว็บไซต์ Thaitrade.com SOOK ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยได้เพิ่มช่องทางในการทำธุรกิจสินค้าในกลุ่มต่างๆ อีกทั้งยังรองรับการค้าแบบปลีกหรือการสั่งจำนวนน้อยชิ้น

กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้เปิด Thaitrade.com SOOK ในเดือนพ.ค. 2559 เป็นการต่อยอดจากเว็บไซต์ Thaitrade.com ซึ่งดำเนินการแบบ B2B(Business to Business) มาเป็น B2B2C (Business to Business to Customer) โดยเน้นการค้าแบบขายปลีก สามารถสั่งซื้อสินค้าในจำนวนไม่มากและมูลค่าการซื้อ-ขายในแต่ละครั้งไม่สูงมาก เหมาะสำหรับการขายสินค้าในปริมาณไม่มากนัก(ปลีก) หรือการขายสินค้าตัวอย่าง อีกทั้งสามารถดำเนินการจัดส่งสินค้าให้ถึงมือลูกค้าในต่างประเทศได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทันสมัย ปลอดภัย ครบวงจร

เปิดช่องนิสิต-นศ.สู่แม่ค้าออนไลน์

        นางอารดา เฟื่องทอง ผู้อำนวยการสำนักตลาดพาณิชย์ดิจิทัล กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า เว็บไซต์ดังกล่าว เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่ต้องการค้าขายออนไลน์ ได้สามารถนำเสนอสินค้าออนไลน์ด้วยขนาดซื้อขายแบบล็อตเล็กสำหรับผู้ซื้อที่เป็นบุคคลทั่วไปหรือคู่ค้าธุรกิจที่ต้องการสั่งสินค้า จะช่วยให้การขายของออนไลน์ไปต่างประเทศและในประเทศไทย เป็นเรื่องที่ง่ายสำหรับผู้ประกอบการทั้งรายเล็กและรายใหญ่  นอกจากนั้น ภายในงานแฟร์ต่างๆ ที่จัดโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ จัดให้มีคูหาบริการ Business Matching & Personal Assistance ซึ่งได้รวบรวมสมาชิกผู้ขายที่ได้รับการคัดกรองจากเว็บไซต์ Thaitrade.com ให้สมาชิกผู้ขายไทยให้สามารถเจรจาธุรกิจร่วมกับผู้ซื้อต่างชาติได้อย่างสะดวกสบาย โดยทำการนัดหมายระหว่างกันและจัดสถานที่ที่เหมาะสมเพื่อการเจรจาธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ผู้ประกอบการทั้งฝ่ายทั้งผู้ซื้อและผู้ขายสามารถระบุวันและเวลาที่ต้องการเจรจา

เปิดช่องนิสิต-นศ.สู่แม่ค้าออนไลน์

อย่าง ภายในงาน BIG+BIH April 2017 Thaitrade.com ได้ช่วยจับคู่ธุรกิจกว่า 236 คู่ มูลค่าคาดการณ์การซื้อขายกว่า 10 ล้านบาท โดยสินค้าที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมากประกอบไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ ,ของตกแต่งและของใช้ภายในบ้าน,ผลิตภัณฑ์สปา,เครื่องเขียน,สินค้าหัตถกรรม,เครื่องประดับและสินค้าแฟชั่น,สินค้าสำหรับสัตว์เลี้ยง และของเล่นเด็ก ซึ่งได้รับความสนใจจากผู้ซื้อต่างชาติดังต่อไปนี้ เกาหลี เยอรมัน แม็คซิโก ไต้หวัน จีน ซาอุดิอาราเบีย ญี่ปุ่น บราซิล บอตสวานา ฝรั่งเศส ฟิลิปปินส์ มัลดีฟส์  มาเลเชีย สหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร สิงคโปร์ ออสเตรเลีย อิตาลี ไทย อินเดีย อินโดนีเซีย ฮ่องกง ผู้ประกอบการ นักเรียน นิสิต นักศึกษาที่สนใจสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ทาง http://www.thaitrade.com

ไม่จริง!! เทอร์โมตรอน-อาร์เอฟ8รักษามะเร็งทุกระยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273798

ไม่จริง!! เทอร์โมตรอน-อาร์เอฟ8รักษามะเร็งทุกระยะ

การรักษามะเร็ง, เครื่องเทอร์โมตรอน Rf8 รพจุฬาภรณ์ มะเร็ง, ไขข้อข้องใจ, เครื่อง, ไม่จริง, เทอร์, โมต, รอน, อาร์, เอฟ, รักษา, มะเร็ง, ทุก, ระยะ

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ระบุการรักษามะเร็งด้วยเครื่องเทอร์โมตรอน อาร์เอฟ8 ใช้ได้แต่ต้องร่วมกับวิธีอื่น รักษาได้เฉพาะบางมะเร็งบางระยะ

          จากกรณีที่มีข่าวออกมาว่า เครื่องเทอร์โมตรอน-อาร์เอฟ8   (Thermotron-RF8)สามารถรักษาโรคมะเร็งต่างๆได้โดยไม่ต้องรักษาด้วยวิธีอื่นนั้น  ศ.นพ. นิธิ  มหานนท์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ กล่าวว่า เครื่องเทอร์โมตรอนคือเครื่องชนิดหนึ่งที่ใช้ในการร่วมรักษามะเร็งบางชนิด ที่มีข่าวออกไปว่าสามารถรักษาได้ทุกจุดในร่างกายนั้นไม่ถูกต้อง โดยทฤษฎีแล้วไม่มีอะไรในโลกนี้ทำแบบนี้ได้

ไม่จริง!! เทอร์โมตรอน-อาร์เอฟ8รักษามะเร็งทุกระยะ

ศ.นพ. นิธิ  มหานนท์ ผอ.รพ.จุฬาภรณ์

จึงทำให้ผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งทุกชนิดมีความหวัง และก่อให้เกิดความเข้าใจผิดมาที่โรงพยาบาลกัน เครื่องนี้ใช้ได้แต่ต้องร่วมกับวิธีอื่น และเป็นมะเร็งบางชนิดบางระยะดูตามสิ่งที่เกิดขึ้น

การแชร์กันในโลกโซเซียลทำให้คนสนใจและเข้าใจผิด เครื่องนี้ทางโรงพยาบาลไม่ได้ซื้อแต่เป็นการเช่าโดยการนำเข้าจากบริษัทอื่น ยังมีมะเร็งอีกหลายๆอย่างชนิดที่ไม่ได้รับการพิสูจน์และศึกษาผลที่ชัดเจนที่บอกว่าดีกว่าการักษาด้วยวิธีหลักอย่างอื่น เช่น การใช้ยาเคมีบำบัด การฉายแสง และการผ่าตัด

 พญ.สุนันทา โรจน์วัฒน์กาญจน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีรักษา  กล่าวว่า เทอร์โมตรอน อาร์เอฟ 8 เป็นชื่อของเครื่องนี้แต่ที่ใช้ในการรักษาคือ เครื่องนี้สามารถให้ความร้อนซึ่งแนวทางการรักษาด้วยความร้อน เรียกว่า ไฮเปอร์เทอร์เมีย คือ การทำให้อุณหภูมิของร่างกายสูงขึ้นกว่าอุณหภูมิปกติ การรักษาด้วยความร้อนแบ่งออกเป็นหลายชนิด เครื่องเทอร์โมตรอน อาร์เอฟ8 ถือว่าเป็น 1ในเครื่องมือที่รักษาด้วยความร้อน ไฮเปอร์เทอร์เมีย

เพราะจริงๆแล้วการรักษาด้วยความร้อนมีแบบอื่นด้วย เช่น การรักษาด้วย RFA หรือการจี้ด้วยความร้อนในคนไข้ที่เป็นมะเร็งเซลล์ตับก็ถือว่าเป็น 1ในเรื่องของไฮเปอร์เทอร์เมีย แต่เป็นคนละแบบกันในเรื่องของเครื่องเทอร์โมตรอน อาร์เอฟ 8  ในลักษณะของเครื่องเป็นการรักษาด้วยความร้อนที่ให้ความร้อนเพิ่มขึ้น 42-43 องศาเซลเซียส เป็นการให้ความร้อนแบบทั่วๆในบริเวณที่ให้ความร้อน ไม่ได้เป็นไปตามสื่ออนไลน์ที่ว่ายิงลงเฉพาะจุดของมะเร็ง

ไม่จริง!! เทอร์โมตรอน-อาร์เอฟ8รักษามะเร็งทุกระยะ

เครื่องเทอร์โทตรอน-อาร์เอฟ8 (Thermotron-RF8)

หลักการของเครื่องนี้สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งได้แต่ไม่มากพอที่จะรักษาเดี่ยวๆได้  ในอดีตมีการนำเครื่องนี้มาใช้ โดยการคาดหวังว่ามันจะเป็นอีกช่องทางหนึ่งของการฆ่าเซลล์มะเร็ง มีการนำมาใช้เป็นการรักษาเดี่ยวๆ แต่ผลพบว่าให้ผลการรักษาที่ไม่มากเท่าไร

การรักษานี้ถ้าในปัจจุบันก็ไม่ถูกบรรจุเป็นการรักษาเดี่ยวๆเพื่อทดแทน เพราะคนไข้หลายคนมารพ.มาด้วยเรื่องที่ได้ยินว่าให้เคโม ฉายรังสี ก็เกิดความกลัวพอได้ยินเรื่องของเครื่องนี้ก็หวังว่าจะต้องไม่ให้เคโม ไม่ฉายรังสี แต่มารักษาด้วยเครื่องนี้แทน

โดยหลักแล้วไม่ใช่ เพราะว่าตอนนี้หลักการที่คิดว่ามีประสิทธิภาพเพื่อเอามาใช้รักษาคนไข้คือ เป็นการรักษาร่วมกับการรักษาหลัก ซึ่งการรักษาหลักคือของ เคมี การฉายรังสี คนไข้จะต้องได้รับการตัดสินก่อนว่าจะต้องรับการรักษาหลัก และจึงมาคุยกับคุณหมอต่อว่าจะเสริมด้วยเครื่องนี้หรือไม่

จากการทดลองในห้องทดลองพบว่าเมื่อเอาเซลล์มะเร็งมาให้ยาเคมีบำบัด หรือเอามาฉายรังสีแล้วมาอบด้วยเครื่องความร้อนต่อ พบว่าจะช่วยให้เซลล์มะเร็งมีการดูดซึมยาเคมีบำบัดที่ดีขึ้น หรือมีการตอบสนองต่อการฉายรังสีที่ดีขึ้น แต่เป็นแค่หลักการในห้องทดลองต่อมาจึงค่อยๆมาประยุกต์ใช้กับคน

ไม่จริง!! เทอร์โมตรอน-อาร์เอฟ8รักษามะเร็งทุกระยะ

     พญ.สุนันทา กล่าวว่า เครื่องนี้สามารถรักษามะเร็งปากมดลูก มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งผิวหนังชนิด melanoma และระยะของโรคคือระยะที่ 3-4 คนไข้ที่มาเข้ารับการรักษามีความแตกต่างกันในตัวโรคมีความแตกต่างกัน

เช่น ในกรณีที่เป็นการฉายรังสีในคนไข้ที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งเต้านมที่กลับมาเป็นซ้ำหมายความว่า เป็นซ้ำในบริเวณที่เป็นผนังหน้าอกหรือเต้านมข้างเดิมที่เคยเป็นพบว่า การฉายรังสีควบคู่กับการให้ความร้อนสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการยุบตัวของโรคที่บริเวณหน้าอกได้ประมาณ 30% ดีกว่าในกลุ่มที่ฉายรังสีเพียงอย่างเดียว

ไม่จริง!! เทอร์โมตรอน-อาร์เอฟ8รักษามะเร็งทุกระยะ

เครื่องเทอร์โทตรอน-อาร์เอฟ8 (Thermotron-RF8)

เครื่องนี้เปิดใช้งานมาจนถึงตอนนี้นับเป็นจำนวนครั้ง โดยคนไข้คนหนึ่งส่วนใหญ่มักจะทำมากกว่า 1 ครั้ง ตอนนี้เครื่องนี้ใช้งานไปจำนวน 220 ครั้ง ระยะเวลา 4 ปี การใช้จ่ายในการรักษาด้วยเครื่องนี้ ครั้งละ 14,000บาท การรักษาด้วยความร้อนจะเริ่มภายหลังจากที่ฉายรังสี หรือให้ยาเคมีบำบัดเสร็จประมาณ 15-30 นาที

ขณะให้การรักษา ผู้ป่วยจะต้องนอนนิ่งประมาณ 50 นาที ให้การรักษา 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งถ้าเป็น 2 ครั้งต่อสัปดาห์แต่ละครั้ง จะห่างกันอย่างน้อย 72 ชั่วโมง ลักษณะความร้อนของเครื่องเทอโมตรอน อาร์เอฟ-8 นั้น เป็นการให้ความร้อนแบบทั่วๆ ในบริเวณที่วางแผ่นสร้างความร้อน เช่น การให้ความร้อนบริเวณช่องอก ช่องท้อง หรือ อุ้งเชิงกราน แต่ยังไม่สามารถให้ความร้อนแบบเฉพาะจุดที่เฉพาะเจาะจงกับก้อนเนื้องอกได้

โดยผลข้างเคียงจากการรักษาจะเกิดขึ้นตามบริเวณที่ให้ความร้อน ผลข้างเคียงที่พบได้แก่ มีอาการปวดบริเวณที่ให้ความร้อน (Subcutaneous pain), มีอาการคล้ายแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก หรือมีตุ่มน้ำ (Burn or Bleb) และอาการเพลีย

การรักษาด้วยเครื่องเทอร์โมตรอน มีข้อห้ามและข้อควรระวัง คือ ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ ซึ่งอาจทำให้อุปกรณ์ทำงานผิดปกติ ห้ามใช้กับผู้ป่วยที่มีกายอุปกรณ์เทียมที่เป็นโลหะ หรือมีชิ้นส่วนที่เป็นโลหะฝังอยู่ในบริเวณที่ให้ความร้อน อาจจะทำให้บริเวณรอบๆ โลหะเกิดความร้อนมากเกินไปได้ หรือผิวหนังเกิดรอยไหม้

ผู้ป่วยที่มีการรับรู้ความเจ็บปวดในบริเวณที่ได้รับความร้อนไม่ปกติ เช่น ผู้ป่วยที่ได้รับยาชาเฉพาะที่ และไม่ใช้ในเนื้องอกที่อยู่ใกล้ตา หรือเนื้องอกที่สมอง

นอกจากนี้ ยังไม่สามารถใช้กับผู้ป่วยที่ไม่สามารถให้ความร่วมมือได้ และควรระวังในผู้ป่วยที่อ้วน หรือ มีชั้นไขมันหน้าท้องหนาในกรณีให้ความร้อนบริเวณดังกล่าว

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273707

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

เท่ากัน, เรา, เพราะ, เพราะเราเท่ากัน@พิพิธภัณฑ์สัมผัส, พิพิธภัณฑ์สัมผัสเผื่อผู้พิการสายตาได้ยิน, พิการ, สายตา, ได้ยิน, เที่ยว, พิพิธภัณฑ์, สัมผัส, ได้, พิการสายตา-ได้ยิน, Pick Up, ไรฝุ่น, ตะขาบ, การกำซาบพลาสติก, ซีอุย

“พิพิธภัณฑ์สัมผัส”จัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ด้านการแพทย์และเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยเพื่อผู้การ”

      เข้าสู่ปีที่ 5 ที่พิพิธภัณฑ์สัมผัสเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระบรมราชินีนาถ ที่คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล จัดตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2556 และในโอกาสที่โรงพยาบาลศิริราชพยาบาล จะครบรอบ 129 ในวันที่ 26 เมษายน 2560ได้จัดนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ด้านการแพทย์และเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทยเพื่อผู้การ” ณ พิพิธภัณฑ์สัมผัสเฉลิมพระเกียรติฯ อาคารอดุลยเดชวิกรม ชั้น 2 โรงพยาบาลศิริราช

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

         ภายในห้องรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า พื้นที่ 82 ตางรางเมตร ของพิพิธภัณฑ์สัมผัสฯ ประกอบด้วยฐานการเรียนรู้ 15 ฐานที่เกี่ยวกับการแพทย์และเรื่องราวก่อนประวัติศาสตร์ในประเทศไทย ได้แก่ 1. พัฒนาการทารกและเด็กแฝด 2. ระบบทางเดินอาหาร 3. อาหารอุดตันหลอดลม 4. โรคเบาหวาน 5. หนอนพยาธิ 6. นิ่วในระบบปัสสาวะ

         7. บุหรี่กับมะเร็งปอด 8. ไรฝุ่น 9. สัตว์ร้ายใกล้ตัว 10. อาจารย์ใหญ่ 11. ซีอุย 12. พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล 13. นักโบราณคดี 14. มนุษย์กับไฟ 15. เครื่องมือยุคหิน มาจัดแสดงเพื่อให้ผู้พิการทางสายตา (ตาบอด) และการได้ยิน (หูหนวก) ได้เรียนรู้

        ก่อนเข้าสู่ภายในพิพิธภัณฑ์ เจ้าหน้าที่จะมอบอุปกรณ์ “Pick Up“ พร้อมหูฟังให้แก่ผู้เข้าชมที่พิการทางสายตา สวนคนพิการทางการได้ยินจะได้รับอุปกรณ์แท็บเล็ตและหูฟัง ที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนไกด์นำชมและเล่าเรื่องราวแต่ละฐาน

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

        วิธีการเรียนรู้ในแต่ละฐาน เมื่อได้ยินเสียงสัญญาณ ผู้พิการทางสายตาจะใช้มือขวาจับและรูดมาไปตามราวโลหะด้านข้าง เมื่อสัมผัสแผ่นยางนูนจะหยุดและหันซ้ายกลับมา เป็นฐานวางสิ่งแสดง สูงระดับเอว บริเวณมุมขวาล่างของโต๊ะทุกตัวจะมีกล่องติดไว้ ก็จะนำเจ้า “Pick Up” ที่ได้รับชี้ไปที่กล่องพร้อมกับกดปุ่มนูน 1 ครั้งก็จะมีเสียงบรรยาย ความรู้ในเรื่องนั้น และผู้พิการทางสายตา ก็สามารถใช้มือคลำและสัมผัสสิ่งจัดแสดงได้ เมื่อเสร็จสิ้นก็ใช้มือขวาจับราวเหล็กไปยังฐานต่อไป

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

        ทั้งนี้ ภายในพิพิธภัณฑ์สัมผัสจะมี 3 ฐานการเรียนรู้ที่มีเรื่องราวภายเคลื่อนไหวสำหรับผู้พิการทางการได้ยิน คือ เครื่องมือยุคหิน,ซีอุย และอาจารย์ใหญ่ โดยที่ป้ายก็จะมีสัญลักษณ์เครื่องแท็บเล็ต แสดงไว้ ตรงนี้ผู้พิการทางการได้ยิน จะสามารถชมภาพเคลื่อนไหว คำบรรยายเรื่องราวผ่านแท็บเล็ตในมือได้

มาทำความรู้จักแต่ละฐานการเรียนรู้กันเถอะ!!

       เริ่มที่ฐานที่ 1 พัฒนาการทารกและเด็กแฝด (กายวิภาคศาสตร์)อธิบายถึงต้นกำเนิดของมนุษย์จากเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย ที่เรียกว่า เซลล์อสุจิ กับเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง ที่เรียกว่า เซลล์ไข่ พัฒนาการต่างๆที่นำไปสู่การฝังตัวที่ผนังมดลูกของแม่ จากนั้นก็เริ่มสร้างหัวใจเป็นอวัยวะแรก ตามด้วยอวัยวะอื่นๆ

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

        พร้อมกับจำนวนเซลล์ที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ พัฒนาเป็นรูปร่างทารกที่เติบโตอยู่ในครรภ์ เป็นเวลา 9 เดือนกระทั่งคลอด และถ้าทารกในครรภ์มีมากกว่าหนึ่ง เรียกว่าทารกแฝด เกิดจากเซลล์ไข่และเซลล์อสุจิ ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้ว แบ่งตัวแยกออกจากกัน ทำให้แต่ละกลุ่มเซลล์ต่างเจริญเติบโตต่อไป เป็นเด็กทารกในครรภ์มารดา 2 คน และมีหน้าตาคล้ายกันมาก

       ฐานที่ 2 ระบบทางเดินอาหาร (กายวิภาคศาสตร์)ความมหัศจรรย์ของระบบทางเดินอาหาร คือการแปรรูปอาหารมาเป็นพลังงาน ไปเลี้ยงร่างกาย อธิบายอวัยวะต่างๆผ่านเกมป้อนอาหาร

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

       ฐานที่ 3 อาหารอุดตันในหลอดลม (นิติเวช)

        อธิบายให้รู้ว่า เหตุใดทำไมเมื่อเราสำลักอาหาร จึงรู้สึกแสบคอแสบจมูก บางคนถึงขั้นหายใจไม่ออก เหมือนมีอะไรอุดหลอดลมอยู่ โดยให้สัมผัสไปตามหุ่นจำลองพร้อมแนะนำวิธีการปฐมพยาบาลขั้นต้น และสิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาด เมื่ออาหารอุดตันหลอดลม

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

        ฐานที่ 4 โรคเบาหวาน (พยาธิวิทยา)

        อธิบายถึงสาเหตุของการเกิดโรคเบาหวาน มีการจำลองฝ่าเท้าที่เป็นแผลจากการติดเชื้อ ที่เกิดจากโรคเบาหวาน พร้อมแนะวิธีการป้องกันที่ทำได้ ด้วยการรับประทานอาหารหวานในปริมาณที่พอเหมาะ และตรวจน้ำตาลในเลือด หรือในปัสสาวะอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

        ฐานที่ 5 หนอนพยาธิ (ปรสิตวิทยา)

        ให้ความรู้ในเรื่องของ หนอนพยาธิ ที่อยู่ในอาหารที่กึ่งสุกกึ่งดิบ โดยมีการจำลองตัวอย่าง เช่น เนื้อวัว ที่เมื่อสัมผัสจะรู้สึกถึงเม็ดกลมนูนกระจายอยู่บนผิวเนื้อ เรียกว่า เม็ดสาคู เป็นถุงตัวอ่อนของพยาธิตืดวัว เป็นต้น

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

       ฐานที่ 6 นิ่วในระบบปัสสาวะ (พยาธิวิทยา)

     อธิบายถึงกลไกร่างกาย.. มีกลไกในการกำจัดของเสีย ด้วยกันหลายทาง ทั้งทางเหงื่อ ทางการขับถ่าย ทางการหายใจ และทางปัสสาวะ การอั้นปัสสาวะนานๆ ไม่ทำให้เกิดโรคนิ่ว แต่การดื่มน้ำน้อยเป็นประจำ จะทำให้ปัสสาวะมีความข้นจนเกิดการตกตะกอนได้ง่าย

        ดังนั้น เราควรดื่มน้ำให้ได้อย่างน้อย วันละ 5 ถึง 8 แก้ว อาหารประเภทเนื้อสัตว์และอาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ถั่ว ปลาตัวเล็ก กุ้งแห้ง และอาหารรสเค็ม ควรรับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ หมั่นตรวจสุขภาพประจำปี

       ฐานที่ 7 บุหรี่กับมะเร็งปอด (พยาธิวิทยา)

         อธิบายถึงควันบุหรี่ ซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดโรคเรื้อรังหลายโรค เช่น หลอดเลือดตีบตัน หัวใจโต ถุงลมโป่งพอง มะเร็งกล่องเสียง มะเร็งปอด แม้ผู้นั้นจะไม่ได้สูบบุหรี่ โดยมีการจำลองหุ่นคนครึ่งตัว เปิดให้เห็นปอดในช่องอก และอธิบายแต่ละส่วน

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

       ฐานที่ 8 ไรฝุ่น (ปรสิตวิทยา) มีการแบบจำลองสัตว์ ที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ หรือเรียกว่า “ไรฝุ่น”

       ฐานที่ 9 สัตว์ขาข้อมีพิษ (ปรสิตวิทยา)

        ฐานนี้ ผู้เข้าชมจะได้เล่นเกมค้นหา สัตว์ขาข้อมีพิษ ที่ชอบแอบซ่อนอยู่ในของใช้ใกล้ตัวเช่น ในรองเท้าวางอยู่ 1 คู่ ลองล้วงมือเข้าไปหยิบออกมาเป็น “ตะขาบ” ในเสียงจะบรรยายถึงลักษณะของตะขาบ สัตว์ขาข้อชนิดหนึ่งที่มีพิษ มักอาศัยอยู่ตามพื้นดิน ก้อนหิน เปลือกไม้ รวมถึงอาการเมื่อถูกกัด การรักษา เป็นต้น

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

        ฐานที่ 10 อาจารย์ใหญ่ (กายวิภาคศาสตร์) อาจารย์ใหญ่ ในทางการแพทย์ คือร่างกายที่เสียชีวิตแล้ว ของผู้มีจิตศรัทธา ซึ่งได้บริจาคร่างของตนไว้ขณะยังมีชีวิตอยู่ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ ในการศึกษาอวัยวะทุกส่วนของร่างกาย ว่าทำงานสัมพันธ์กันอย่างไร ในฐานนี้ได้มีการนำท่อนแขน ตั้งแต่หัวไหล่ถึงปลายนิ้วมือ ที่ผ่านกระบวนการรักษาสภาพ โดยวิธี “พลาสติเนชั่น” หรือ “การกำซาบพลาสติก”แล้วของอาจารย์ใหญ่ มาแสดงเพื่อให้ศึกษา

ฐานที่ 11 ซีอุย (นิติเวชศาสตร์)

        มีการจำลองร่างครึ่งตัวของซีอุย หรือ ซีอุย แซ่อึ้ง ชายชาวจีนรูปร่างเล็กตำนาน “ซีอุย” มนุษย์กินคนก่อคดีเสทือนขวัญ แต่ประเด็นการกินหัวใจและตับของมนุษย์ ยังสร้างความสงสัยให้กับแพทย์ ว่าเกิดจากความผิดปกติทางจิตหรือไม่ ซึ่งเข้าสู่การผ่าสมองเพื่อศึกษาระบบภายในด้วย แม้ว่าคดีซีอุยจะผ่านมานานหลายปี แต่ชื่อของเขายังคงอยู่ในความทรงจำ

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

        ฐานที่ 12 พิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล (นิติเวชศาสตร์)

        ฐานนี้เป็นการสมมติให้เป็นคดีฆาตกรรม ให้ผู้เข้าชมช่วยเก็บหลักฐานเบื้องต้นจากชิ้นส่วนแขนมนุษย์ ที่พบรวมกับชิ้นส่วนอื่น ข้อมูลหรือหลักฐานที่ได้ จะนำไปพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล และหาตัวฆาตกรต่อไป

ฐานที่ 13 นักโบราณคดี (กายวิภาคศาสตร์)

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

        แสดงการทำงานของนักโบราณคดี อุปกรณ์และเครื่องมือที่ใช้ในการทำงาน โดยจะอธิบายรูปทรงลักษณะของอุปกรณ์แต่ละชิ้นที่ เช่น แผ่นเหล็กรูปสามเหลี่ยม มีด้ามจับ เรียกว่า เกรียง ใช้สำหรับขุดแซะดิน รอบๆโบราณวัตถุชิ้นเล็ก เป็นต้น

         ฐานที่ 14 มนุษย์กับไฟ (กายวิภาคศาสตร์)

        บอกเล่าถึงวิวัฒนาการของมนุษย์กับไฟ ในสมัยโบราณ โดยจำลองการชุดการจุดไฟ 2 วิธี คือ จุดไฟด้วยหิน 2 ก้อน และจุดไฟโดยใช้ไม้ปั่น ตลอดจนกล่าวถึงมนุษย์สายพันธุ์แรก ที่เริ่มรู้จักใช้ไฟคือ โฮโมอิเรคตัส

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

ฐานที่ 15 เครื่องมือยุคหิน (กายวิภาคศาสตร์)

        จำลองอุปกรณ์เครื่องมือเครื่องใช้ของมนุษย์ยุคหิน ทั้ง 3 ยุค ได้แก่ ยุคหินเก่า หินกลาง หินใหม่ ใหความรู้และให้เล่นเกมเพื่อแยกแต่ละยุค

พิการสายตา-ได้ยิน เที่ยวพิพิธภัณฑ์สัมผัสได้

        สำหรับผู้สนใจทั้งผู้พิการทางสายตา ผู้พิการทางการได้ยิน และบุคคลทั่วไปสามารถเข้าชม “พิพิธภัณฑ์สัมผัส” ได้ภายในพิพิธภัณฑ์การแพทย์ศิริราช อาคารอดุลยเดชวิกรม ชั้น 2 ตั้งแต่วันที่ 25 เมษายน 2560 เป็นต้นไป เวลา 10.00-17.00 น.สอบถามเพิ่มเติม 0-2419-2617-9,0-2419-2601 โทร.0-2419-2618-9,0-2419-6363

“น้ำอ้อย”สุดยอดนักมวยหญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273701

“น้ำอ้อย”สุดยอดนักมวยหญิง

น้ำอ้อยสุดยอดนักมวยหญิง, ดาวสยาม ราชประชา 15 ยิม, นักมวยหญิงชกหาเงินเรียน, น้ำอ้อย, สุดยอด, นักมวย, หญิง

เด็กสาวใช้ร่างกายฟกช้ำเจ็บปวดแลกกับเงินไปส่งตัวเองและน้องได้มีโอกาสเรียนหนังสือแม้ว่าจะเหนื่อยท้อก็ต้องทนชกมาแล้ว11ครั้งชนะ 8ครั้งแพ้3จากค่าตัว 450จนได้1พันบาท

    ดาวสยาม ราชประชา 15 ยิมคือชื่อชกมวยของ เชียดโจ้ว แซ่ฟุ้ง หรือ น้ำอ้อย อายุ17ปี  ปัจจุบัน น้ำอ้อย เรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปี6แผนกภาษาต่างประเทศ ศิลป์ ภาษาจีน โรงเรียนราชประชานุเคราะห์15(เวียงเก่าแสนภูวิทยาประสาท)อ.เชียงแสน จ.เชียงราย

      “น้ำอ้อย”สุดยอดนักมวยหญิง

    “หนูภูมิใจในตัวเองที่หาเงินส่งตัวเองเรียนได้ ส่งน้องเรียนได้ พ่อแม่ก็ไม่ต้องลำบาก ไม่เคยน้อยใจที่ไม่เกิดมาเหมือนคนอื่น” น้ำอ้อย กล่าว

       น้ำอ้อยใช้ชีวิตในวัยเยาว์ที่ หมู่บ้านห้วยกว๊าน ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงรายอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา พ่อแม่ และพี่น้อง 11 คน น้ำอ้อยเป็นคนที่ 10 บ้านที่มีไม้ไผ่คอยบังแดด ลม ฝน แต่ปกคลุมไปด้วยไออุ่นแห่งความรัก

      แม้ว่าตอนนี้พี่ๆต่างแยกย้ายออกไปมีครอบครัวและทำงานนอกบ้าน แต่พ่อกับแม่ก็ยังต้องคอยเลี้ยงดูพี่ชายที่พิการตั้งแต่กำเนิด เธอจึงอยากช่วยแบ่งเบาภาระของพ่อแม่

“น้ำอ้อย”สุดยอดนักมวยหญิง

       ในตอนอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 น้ำอ้อยเรียนโรงเรียนบ้านห้วยกว๊าน ต.บ้านแซว อ.เชียงแสน จ.เชียงราย อยู่ภายในหมู่บ้านไม่ไกลจากบ้านมากนัก เงินที่ได้ไปโรงเรียนขึ้นอยู่กับรายได้ของพ่อแม่ บางวันได้ 2-3 บาท มากสุด 5-10 บาท นั้นไม่ใช่ปัญหาเรื่องใหญ่

       เพราะที่โรงเรียนมีอาหารกลางวันให้รับประทานฟรี และมีความสุขทุกครั้งที่ได้เรียนวิชาศิลปะ วาดรูป ระบายสี ถึงไม่ใช่เด็กเรียนเก่ง แต่ทำงานส่งครูไม่เคยขาด จนกระทั่งจบการศึกษา

“น้ำอ้อย”สุดยอดนักมวยหญิง

      ด้วยใจรักในการเรียน พ่อแม่และพี่สาวได้ช่วยส่งเสริมให้ได้เรียนโรงเรียนในระดับมัธยมศึกษาที่ โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 15(เวียงเก่าแสนภูวิทยา) ซึ่งอยู่ห่างจากบ้านประมาณ 20 กิโลเมตร

      ในตอนเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 เกือบจะไม่ได้เรียนเพราะด้วยฐานะทางบ้าน แต่ยังไม่สิ้นความหวังเมื่อพ่อแม่ขายข้าวโพดได้ แม้จะไม่ใช่จำนวนเงินที่มากนัก แต่สามารถจ่ายค่าเรียนครั้งแรกและซื้อชุดนักเรียนให้ได้ใส่ และเช่าห้องให้ได้อยู่กับเพื่อน 5 คน โดยแชร์ค่าห้องคนละ 500 บาท

      ด้วยความดีใจ น้ำอ้อย ตั้งใจว่า จะไม่ปล่อยให้โอกาสที่ได้เรียนนั้นสูญเปล่า จนกระทั่งเรียนอยู่ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ถึงจุดเปลี่ยนที่ต้องสู้เพราะพี่สาวต่างมีครอบครัว ทำให้รายจ่ายเพิ่มขึ้น ในช่วงปิดภาคเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จึงตัดสินใจออกมาหางานทำที่เดียวกับพี่สาว ทำงานในร้านอาหารทั้งช่วยเสิร์ฟ ทำกับข้าว และอื่นๆ รายได้วันละ 150 บาท

“น้ำอ้อย”สุดยอดนักมวยหญิง

     แต่เป็นงานกลางคืนพี่สาวเห็นว่าไม่เหมาะ จึงลาออกทั้งที่ทำได้เพียง 2 อาทิตย์ จึงตัดสินใจมาสมัครงานที่สวนน้ำเป็นงานพาร์ทไทม์ เป็นระยะเวลากว่า 2 เดือน ทำให้มีเงินเก็บประมาณ 3,000 กว่าบาท จึงตัดสินใจกลับมาเรียนในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 อีกครั้ง

     โชคชะตามักสอนให้สู้เสมอ พอเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ย้ายออกจากหอพักกับเพื่อน น้องชายคนเล็ก อุโจ้ว แซ่ฟุ้ง หรืออาตี๋ ก็เลื่อนขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ทำให้รายจ่ายเพิ่มมากขึ้น

      การเป็นนักมวยประจำโรงเรียน จึงเป็นหาทางออกที่ทั้งเธอและน้องจะได้เรียน จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการตัดสินใจใช้ร่างกายเพื่อหาเงินส่งทั้งตนเองและน้องเรียน แม้นั้นจะต้องแลกมากับรอยช้ำ เขียว ความเจ็บปวด ที่เด็กสาวบางคนยังไม่สามารถทนรับได้

“น้ำอ้อย”สุดยอดนักมวยหญิง

       น้ำอ้อยต้องมาซ้อมทุกวันตั้งแต่ 16.30-19.30 น. ทุกวัน เป็นเวลากว่า 3 เดือน ครูที่ฝึกซ้อมน้ำอ้อยเห็นแวว จึงได้ขึ้นชกเวทีแรกด้วยชื่อ ดาวสยาม ราชประชา 15 ยิม โดยค่าตัวครั้งแรก 450 บาท

         จากนั้นค่าตัวในการขึ้นชกก็เพิ่มขึ้น เป็น 500 บาท และปัจจุบัน 1,000 กว่าบาท หรือมากกว่านั้น ขึ้นอยู่กับว่าจะได้เงินพิเศษจากผู้ที่เห็นความสามารถ ซึ่งรายได้ในแต่ละเดือนก็ขึ้นอยู่ว่าในเดือนนั้นจะได้ขึ้นชกกี่ครั้ง ซึ่งชกชนะทั้งหมด 8 ครั้ง แพ้ 3 ครั้ง จากการขึ้นชก 11 ครั้ง

      ปัจจุบันน้ำอ้อย ย้ายมาอยู่กับพี่สาว เฉ็งโจ้ว แซ่ฟุ้ง และอาตี๋ ซึ่งค่าเช่าห้องเดือนละ 2,000 บาท น้ำอ้อยจะช่วยออกเดือนละ 1,100 บาท รวมค่าน้ำค่าไฟ และดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายของอาตี๋ ในบางครั้งในวันที่ไม่มีเงินทำได้เพียงบอกน้องชายว่า “ต้องใช้เงินประหยัดหน่อยนะ เพราะพี่ไม่ค่อยมีเงิน”จนทำให้บางครั้งท้อและเหนื่อย แต่กลับกันทำให้คิดอีกทางหนึ่งว่า หากเธอหยุดตอนนี้ก็จะไม่มีเงินเรียน เพราะพ่อกับแม่ก็ไม่สามารถช่วยได้ด้วยฐานะที่ยากจน

“น้ำอ้อย”สุดยอดนักมวยหญิง

          ในตอนนี้น้ำอ้อยหวังเพียงส่งตนเองให้เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และมีเงินส่งอาตี๋เรียนต่อ เพราะอาชีพนักมวยอาชีพ ไม่ใช่อาชีพสบาย แต่เมื่อเลือกเดินทางสายนี้ ก็ต้องอดทน และคิดว่าทำดีที่สุดแล้ว ในความฝันที่ไม่รู้ว่าจะเป็นจริงได้ไหม

      น้ำอ้อย มีความหวังว่าอยากจะได้รถจักรยานยนต์ เพื่อมาใช้เป็นพาหนะในการไปโรงเรียนและไปซ้อมมวย เพราะระยะทางจากที่พักกับโรงเรียนห่างกัน 1 กิโลเมตร และรถที่ใช้มีเพียงรถของพี่สาวซึ่งก็ต้องใช้ขับไปทำงาน ทำให้บางวันน้ำอ้อยและอาตี๋จะต้องเดินเท้าไปโรงเรียน

“น้ำอ้อย”สุดยอดนักมวยหญิง

       “ใครที่มีโอกาสได้เรียนสูงๆ หนูขอให้เขาตั้งใจเรียน เพราะยังมีอีกหลายคนที่ไม่มีโอกาส”น้ำอ้อยทิ้งท้าย

เสนอยุบกพอ. เหตุอนาคตมหาวิทยาลัยไม่มีขรก.พลเรือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273680

เสนอยุบกพอ. เหตุอนาคตมหาวิทยาลัยไม่มีขรก.พลเรือน

เล็งยุบกพอ แจงอนาคตมหาวิทยาลัยไม่มีขรกพลเรือน, เสนอยุบกพอ, เสนอ, ยุบ, กพอ, เหตุ, อนาคต, มหาวิทยาลัย, ไม่มี, ขรก, พลเรือน, เสนอยุบกพอ, หมอธี

ก.อุดมศึกษา คาดเล็งยุบ กพอ.เหตุอนาคตมหาวิทยาลัย รวมกรรมการ กพอ.เข้าไว้กับ กกอ. จะได้ไม่ต้องแก้ไขกฎหมาย ขณะที่ “หมอธี” ลั่นกพอ.ก็ยังเป็นหลักของชาติ จะยุบไม่ได้

เสนอยุบกพอ. เหตุอนาคตมหาวิทยาลัยไม่มีขรก.พลเรือน

โซเซียล: เล็งยุบกพอ. แจงอนาคตมหาวิทยาลัยไม่มีขรก.พลเรือน#ข่าวการศึกษา #คมชัดลึก

       หลังจากการดำเนินการประชาพิจารณ์การจัดตั้งกระทรวงอุดมศึกษา เดินหน้าอย่างต่อเนื่อง ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา ศ.นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานคณะทำงานเตรียมการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา เปิดเผยความคืบหน้าในการดำเนินการว่า ขณะนี้การยกร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ…. มีความคืบหน้าไปกว่าร้อยละ 80 แล้ว และเมื่อทำประชาพิจารณ์ครบทุกภูมิภาค ก็จะทำการยกร่าง พ.ร.บ.ให้เสร็จภายในเดือน พ.ค.นี้

       โดยส่วนเหลืออยู่อีกร้อยละ 20 ของ ร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ…นั้น คือ คณะกรรมการการอุดมศึกษา หรือ กกอ. ซึ่งคณะทำงานฯยังไม่ตกผลึก ทั้งเรื่องหน้าที่ ที่มาของกรรมการ องค์ประกอบของกรรมการ ทั้งนี้ โครงสร้างปัจจุบันเรามีคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา หรือ กพอ. ซึ่งมี รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน และ กกอ. ซึ่งมีผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธาน

         สำหรับโครงสร้างใหม่ คณะทำงาน ฯเห็นว่า ควรนำคณะกรรมการทั้ง 2 คณะมารวมเข้าไว้ด้วยกันเหลือเพียงชุดเดียวคือ กกอ. และเห็นว่ายังควรให้ผู้ทรงคุณวุฒิเป็นประธาน เช่นเดิม ส่วน กพอ.นั้น เนื่องจาก ข้าราชการพลเรือนในมหาวิทยาลัย ซึ่งปัจจุบันเหลือจำนวน 3 หมื่นคนและภายใน 14 ปี ข้าราชการเหล่านี้ก็จะเกษียณอายุราชการ ทำให้มหาวิทยาลัยไม่มีข้าราชการพลเรือนอีกต่อไป

       ซึ่งกพอ.ก็หมดหน้าที่แล้วก็ต้องยุบไป จึงคิดว่าน่าจะรวม กพอ.เข้าไว้กับ กกอ. จะได้ไม่ต้องแก้ไขกฎหมายในอนาคต ส่วนพนักงานมหาวิทยาลัยซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 1.8 แสนคนดูแลโดยมหาวิทยาลัย

        อย่างไรก็ตาม หากพนักงานมหาวิทยาลัยมีปัญหากับมหาวิทยาลัย ในส่วนของกระทรวงการอุดมศึกษา ก็ยังเปิดช่องให้พนักงานมหาวิทยาลัยสามารถร้องเรียนต่อรมว.กระทรวงการอุดมศึกษาได้ โดยให้อำนาจรัฐมนตรีเข้าไปดูแลแก้ไขปัญหาของมหาวิทยาลัยได้

       รวมทั้งแก้ปัญหาเรื่องธรรมาภิบาลด้วย โดยกฎหมายต้องเขียนให้ชัดเจนและเป็นการเฉพาะว่าปัญหาระดับใดที่มหาวิทยาลัยแก้ไขด้วยตนเองไม่ได้แล้ว จึงให้รัฐมนตรียื่นมือเข้าไปแก้ไขได้ โดย พ.ร.บ.ใหม่จะเปิดช่องให้ รัฐมนตรีเข้าไปแก้ไขปัญหาได้ โดยไม่ขัดกับ พ.ร.บ.ของแต่ละมหาวิทยาลัย

         อย่างไรก็ตาม หลังจากจัดประชาพิจารณ์ครั้งใหญ่เพื่อรับฟังความเห็นทุกภาคส่วนต่อร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ทั้งฉบับที่ยกร่างเสร็จ ในวันที่ 30 พ.ค.นี้ และวันที่ 31 พ.ค.ทำการแก้ไข และนำเสนอ รมว.ศึกษาธิการ ซึ่งก็จะเป็นตามเวลาที่กำหนดคือ ยกร่างเสร็จในเดือน พ.ค.60

         “สำหรับ การรับฟังความคิดเห็น 3 ครั้งที่ผ่านมา ทุกคนเห็นด้วยกับการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา แต่ก็มีข้อกังวลเกี่ยวกับการเชื่อมโยงระหว่างกระทรวงใหม่กับกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งการเชื่อมโยงกับภาคเอกชน และภาคอุตสาหกรรมเพื่อจะนโยบายประเทศไทย 4.0 ซึ่งจะมีอาจารย์มหาวิทยาลัยบางส่วนที่ไปทำงานร่วมกับภาคเอกชน หรือ บุคลากรจากกระทรวงการอุดมศึกษาไปทำงานในมหาวิทยาลัย ดังนั้นการบริหารงานบุคคลเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งการเคลื่อนย้ายบุคลากรจะต้องมีความคล่องตัว ซึ่งขณะนี้ยังติดขัด ” ศ.นพ.อุดม กล่าว

        ด้าน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวภายหลังการประชุม กพอ.ว่า ที่ประชุม กพอ.ได้รับทราบความคืบหน้าของการร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา พ.ศ…. แล้ว และทราบว่ามีข้อเสนอให้ยุบรวม กพอ.กับ กกอ. ดังนั้นในการประชุมกพอ.ครั้งหน้า วันที่ 31 พ.ค.

     ซึ่งที่ประชุม จะเชิญกรรมการร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา มานำเสนอร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา เพื่อให้ กพอ.ร่วมเสนอความคิดเห็น ในเบื้องต้นกรรมการ กพอ.ได้เสนอความเห็นว่า ภาระงานของ กพอ.ยังมีเท่าเดิม เพราะทุกมหาวิทยาลัยก็จะใช้เกณฑ์ที่ออกโดย กพอ. รวมไปถึงการเสนอโปรดเกล้าฯตำแหน่งทางวิชาการ ระดับ ศ.

         อย่างไรก็ตามแม้ว่าจำนวนข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษาจะน้อยลงเรื่อยๆ แต่ กพอ.ก็ยังเป็นหลักของชาติ จะยุบไม่ได้ ซึ่งส่วนตัวก็คิดว่า ขอฟังกรรมการร่าง พ.ร.บ.การอุดมศึกษา ก่อน

ยันจ่ายเงินชดเชยให้พนักงานองค์การค้าฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273656

ยันจ่ายเงินชดเชยให้พนักงานองค์การค้าฯ

แน่นอน, ชดเชย, องค์การค้าของ สกสค, ตั๋วสัญญาใช้เงิน, จ่ายเงินชดเชย, ยัน, จ่าย, เงินชดเชย, ให้, พนักงาน, องค์, การค้า, พิษณุ

“พิษณุ”ยันจ่ายเงินชดเชยพนักงานองค์การค้าของ สกสค.แน่นอน แจงอยู่ระหว่างเจรจาสถาบันการเงินกู้เงินมาจ่ายให้ พร้อมเผยเร่งอุดรูรั่ว สร้างสภาพคล่อง รายจ่ายไม่จำเป็น

       ดร.พิษณุ ตุลสุข  รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เปิดเผยว่า ตามที่ได้รับมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้า ของสกสค. ทำให้เห็นปัญหาที่ทำให้องค์การค้าของ สกสค. ประสบกับสภาวะขาดทุน ขาดสภาพคล่อง แต่ก็เห็นช่องทางในการฟื้นฟูองค์การค้าของ สกสค. โดยอุดรูรั่วที่เป็นปัญหาและได้เริ่มดำเนินการบ้าง  เช่น ตรวจสอบพบว่าพนักทำงานความสะอาดของบริษัทรับจ้างทำความสะอาดภายใน องค์การค้าของ สกสค. ได้ขอเบิกค่าล่วงเวลา หรือ โอที จากองค์การค้าของ สกสค. แทนที่จะเบิกจากบริษัทตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าเป็นการเบิกจ่ายโอทีที่ไม่ชอบหรือไม่ ขณะเดียวกัน มีมาตรการลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น ที่กำลังดูรายละเอียดว่ามีรายการใดบ้าง

นอกจากนั้น ยังพบว่าอดีตผู้บริหารองค์การค้าของ สกสค. ได้มีการซื้อตั๋วสัญญาใช้เงินกับทางธนาคาร 4 แห่ง เป็นเงินกว่า 1,000 ล้านบาท  เพื่อมาใช้ในการบริหารจัดการภายในองค์การค้าของ สกสค. โดยขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับธนาคารเพื่อขอเปลี่ยนจากตั๋วสัญญาใช้เงิน มาเป็นสัญญาเงินกู้ระยะยาว ซึ่งจะช่วยลดดอกเบี้ยลงได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 4 จากปัจจุบันที่ต้องเสียดอกเบี้ย ประมาณร้อยละ 6-8 หรือเป็นเงินประมาณ 11 ล้านบาท ที่องค์การค้าของ สกสค.จ่ายดอกเบี้ยตั๋วสัญญาใช้เงินให้กับธนาคารทั้ง 4 แห่ง อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะได้คำตอบจากธนาคารทั้ง 4 แห่งในเดือนพฤษภาคมนี้ เท่าที่ดูมีแนวโน้มไปในทางที่ดี แต่หากธนาคารไม่เปลี่ยนสัญญา องค์การค้าของ สกสค. ก็ได้เตรียมที่จะเจรจาหาแหล่งเงินจากทางธนาคารอื่น เพื่อให้ดอกเบี้ยลดลง

“ส่วนกรณีที่มีคำสั่งศาล ให้องค์การค้าของ สกสค. จ่ายเงินค้างจ่ายพร้อมดอกเบี้ยให้แก่พนักงานองค์การค้าของ สกสค. 2,441 คน เป็นเงินกว่า 1,200 ล้านบาทและดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้กับพนักงานเหล่านี้เพิ่มขึ้นทุกวัน ยืนยันว่าผมไม่ได้ไม่ได้นิ่งนอนใจ กำลังอยู่ระหว่างเจรจากับสถาบันการเงิน เพื่อขอกู้เงินมาจ่ายให้กับพนักงาน แต่จะต้องเสนอให้คณะกรรมการ สกสค. พิจารณา ว่าจะใช้หลักทรัพย์ใดมาค้ำประกัน ส่วนหลักทรัพย์ที่ใช้ในการค้ำประกันจะเป็นอะไรนั้น คงไม่สามารถเปิดเผยได้ เพราะอยู่ในขั้นตอนของการหารือ  ดังนั้น อยากให้ทุกคนสบายใจว่า จะได้เงินคืนแน่นอน”ดร.พิษณุ กล่า

เปิดตัว“จิรัฏฐ์” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีคนที่ 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273670

เปิดตัว“จิรัฏฐ์” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีคนที่ 2

นายจิรัฏฐ์ เเจ่มสว่าง ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทยปี 2560, มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี, เปิดตัว, จิรัฏฐ์, ครู, รางวัล, สมเด็จ, เจ้าฟ้า, มหา, จักรี, ที่, เปิดตัวจิรัฏฐ์, จิรัฏฐ์ แจ่มสว่าง

เปิดรายชื่อครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย “จิรัฏฐ์ แจ่มสว่าง” ครูโรงเรียนสวนกุหลาบ นนท์ ผู้บุกเบิกการสอนไอซีที และนวัตกรรมหุ่นยนต์

       มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เปิดตัว “ครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย ประจำปี2560” ที่โรงแรมเดอะสุโกศล กรุงเทพฯ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) จัดการประชุมวิชาการนานาชาติ มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 1 มีครูนักวิชาการจากกลุ่มประเทศอาเซียนและติมอร์เลสเต เข้าร่วม

เปิดตัว“จิรัฏฐ์” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีคนที่ 2 

        โดย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งในพิธีเปิดการประชุม ว่า การประชุมครั้งนี้ถือจุดเริ่มต้นที่ดีที่สะท้อนการปฏิรูปการศึกษาของประเทศ เป็นเวทีที่ครูจะได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ร่วมกัน ซึ่งการศึกษาจะประสบความสำเร็จได้จะต้องมีครูที่ดี ต้องมีการปฏิรูปครู เเละถือเป็นความโชคดีที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ที่เพิ่งประกาศใช้นั้น ให้ความสำคัญกับการศึกษา

         โดยเฉพาะกำหนดให้รัฐต้องจัดการศึกษา 12 ปีอย่างมีคุณภาพ ให้จัดตั้งกองทุนการศึกษาเพื่อให้การศึกษาสำหรับเด็กยากไร้ ให้มีการอบรมและพัฒนาครู เป็นต้น

         อย่างไรก็ตาม กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ให้ความสำคัญกับครูมาโดยตลอด มีการวางแผนในการคัดเลือก ผลิต ตลอดจนการพัฒนาครูทั้งระบบ ซึ่งจะทำให้เร็วที่สุดเพื่อช่วยสร้างเด็กให้เป็นคนที่มีคุณภาพของประเทศ เเละอีก7 ปีข้างหน้า มีครูต้องเกษียณกว่า 270,000 คน ซึ่งถือเป็น 2 ใน3 ของบุคลากรทางการศึกษาที่ต้องสูญเสียไป

เปิดตัว“จิรัฏฐ์” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีคนที่ 2 

         ขณะเดียวกัน ภายในงานมีการเปิดตัว “ครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทย” โดย ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร ประธานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า รางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี เป็นรางวัลเกียรติยศแห่งความเป็นครูจัดขึ้นในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เกิดจากสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารีที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจด้านการศึกษา

        โดยได้พระราชทานรางวัลเเก่ครูผู้สร้างการเปลี่ยนเเปลงในชีวิตศิษย์เเละมีคุณูปการต่อวงการศึกษา ประเทศละ 1 คน รวม 11 ประเทศในอาเซียนเเละติมอร์เลสเต มีการคัดเลือกทุกๆ 2 ปี สำหรับปี 2560 ถือเป็นครั้งที่ 2

เปิดตัว“จิรัฏฐ์” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีคนที่ 2 จิรัฏฐ์ เเจ่มสว่าง

        สำหรับประเทศไทยได้คัดเลือกครูจากทั่วประเทศกว่า 160 คนเเละได้คัดเลือกครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2560 คือ นายจิรัฏฐ์ เเจ่มสว่าง ครูเชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์เเละเทคโนโลยี โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัยนนทบุรี ซึ่งจะเข้ารับรางวัลในวันที่ 11 ตุลาคม 2560นี้

      ขณะเดียวกัน มูลนิธิได้มีการพิจารณารางวัลคุณากร จำนวน 2 รางวัล ได้เเก่ นางนฤมล เเก้วสัมฤทธิ์ ครู กศน.ของศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาบ้านกรูโบ จ.ตาก เเละนายศรัณย์ ศรีมะเริง ครูนักพัฒนาดนตรีโรงเรียนเมืองนครราชสีมา นอกจากมียังมีรางวัลครูยิ่งคุณจำนวน 17 รางวัลเเละรางวัลครูขวัญศิษย์ 136 รางวัล

      นายจิรัฏฐ์ เเจ่มสว่าง ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศไทยปี 2560 กล่าวว่าภูมิใจที่ได้รับรางวัลนี้ เป็นรางวัลที่มาจากความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับลูกศิษย์ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตที่ตั้งใจทุ่มเทในฐานครูผู้สอน สำหรับหลักในการสอนของตนจะศึกษาเด็กเเต่ละคนว่าเเตกต่างกันอย่างไร มีความรู้ความสามารถด้านใดเเละอ่อนด้านใด เเละพัฒนาศักยภาพเป็นรายบุคคล แต่จะให้ความสำคัญกับเด็กอ่อนเเละเด็กเกเร

      เพราะเด็กกลุ่มนี้ไม่ใช่จุดอ่อนหากพวกเขาได้ทำสิ่งที่ชอบก็จะพลังในการขับเคลื่อนประเทศได้ และด้วยเป็นครูสอนคอมพิวเตอร์ ก็ได้ส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้เทคโนโลยี และนำมาใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต ซึ่งเรียนรู้อย่างเท่าทันและใช้อย่างสร้างสรรค์

เปิดตัว“จิรัฏฐ์” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีคนที่ 2 

      นางนฤมล เเก้วสัมฤทธิ์

ด้าน นางนฤมล เเก้วสัมฤทธิ์ ครู กศน.ของศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาบ้านกรูโบ จ.ตากกล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสียสละ ทรงงานหนักเพื่อคนไทยอีก 60 ล้านคนได้อยู่ดีมีสุข เมื่อได้มาเป็นครูจึงตัดสินใจเลือกปฏิบัติหน้าที่ห่างไกลมากที่สุดที่ศูนย์การเรียนชุมชนชาวไทยภูเขาบ้านกรูโบ และอยู่มาตลอดเป็นเวลา 18 ปีไม่เคยขอย้ายไปที่อื่น

เปิดตัว“จิรัฏฐ์” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีคนที่ 2 

      เพราะห่วงว่าถ้าไม่มีใครอาสามาเป็นครูที่แห่งนี้แล้ว เยาวชนและชาวบ้านในชุมชนแห่งนี้จะขาดโอกาสเรียนรู้ภาษาไทย ซึ่งการสอนจะเน้นวิชาการและวิชาชีวิต ปลูกฝังให้ลูกศิษย์รักชุมชนของตนเอง เมื่อเขาเรียนจบเขาจะรักบ้านเกิดไม่ทิ้งถิ่นของตนเอง โดยเฉพาะอยากเด็กเกิดแรงบันดาลใจอยากเรียนครูเพื่อกลับมาทำหน้าที่ครูในชุมชนของตนเองบ้าง

เปิดตัว“จิรัฏฐ์” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีคนที่ 2 

      ขณะที่ นายศรัณย์ ศรีมะเริง    ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเมืองนครราชสีมา จ.นครราชสีมา กล่าวว่า หลักในการสอนนั้นจะทำอย่างไรให้เด็กเรียนจบแล้วต้องเก่งกว่าครู ซึ่งการเป็นครูสอนดนตรีนั้นต้องสอนให้ศิษย์ไปให้ไกลกว่าอาชีพนักดนตรี โดยเริ่มต้นจากการเป็นครูที่ดีให้ได้เสียก่อน

เปิดตัว“จิรัฏฐ์” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีคนที่ 2 

       นายศรัณย์ ศรีมะเริง

       ขณะเดียวกัน ได้คิดค้นนวัตกรรมปัญจวิธี คือ การใช้โน้ตดนตรีเปรียบเทียบกับตัวเลขเพื่อสอนเด็กในระดับประถมศึกษาและใช้ตัวการ์ตูนเพื่อสอนเด็กในระดับอนุบาล ทำให้เด็กเข้าใจง่ายและคุ้นเคยกับดนตรีได้เร็ว ซึ่งได้มีโอกาสเผยแพร่การสอนนวัตกรรมปัญจวิธีที่ประเทศภูฎานด้วย

ไม่อยากแก่ดื่ม ‘น้ำจันทน์เทศ’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/273624

ไม่อยากแก่ดื่ม ‘น้ำจันทน์เทศ’

น้ำจันทน์เทศพร้อมดื่ม, ไม่อยากแก่ดื่ม น้ำจันทน์เทศ, น้ำจันทน์เทศชะลอวัย ต้านแก่, ไม่, อยาก, แก่, ดื่ม, น้ำ, จันทน์เทศ

มทร.ธัญบุรี  วิจัย จันทร์เทศ เป็นผลไม้พื้นเมือง มีรสเปรี้ยวฝาด เพาะปลูกมากทางภาคใต้ของไทย มีฤทธิ์ชะลอวัย ต้านแก่ ได้

             จันทร์เทศ เป็นผลไม้พื้นเมือง มีรสเปรี้ยวฝาด เพาะปลูกมากทางภาคใต้ของไทย ส่วนใหญ่ใช้เป็นเครื่องเทศเพื่อปรุงแต่งกลิ่นและรสชาติของอาหาร เช่น แกงมัสมั่น แกงกะหรี่ ข้าวหมกไก่ และใช้ในการแพทย์แผนโบราณมาอย่างยาวนาน

        โดยส่วนใหญ่นิยมใช้ ‘รก’ และ ‘เมล็ด’ มากที่สุด และมีการใช้ส่วนของเปลือกและเนื้อผลในการแปรรูป ซึ่งมักจะเติมน้ำตาลลงไปเพื่อลดความฝาดในการแช่อิ่ม ดอง ตากแห้ง รวมถึงการกวน

ไม่อยากแก่ดื่ม ‘น้ำจันทน์เทศ’

      ดร.ศรินญา  สังขสัญญา อาจารย์สาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการอาหาร คณะเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในฐานะนักวิจัย กล่าวว่า จันทน์เทศเป็นผลไม้ที่มีแหล่งของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่สำคัญ ทั้งสารประกอบฟีนอลิก สารฟลาโวนอยด์ เทอร์พีนและอนุพันธ์ ส่งผลโดยตรงต่อความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอวัยและห่างไกลจากโรคประกอบกับตลาดอาหารสุขภาพในปัจจุบันจำเป็นต้องลดพลังงานลดน้ำตาลเพื่อให้ดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น

ไม่อยากแก่ดื่ม ‘น้ำจันทน์เทศ’  ดร.ศรินญา  สังขสัญญา

       จึงได้ศึกษาวิจัยและทำเป็นผลิตภัณฑ์ ‘น้ำจันทน์เทศพร้อมดื่ม’ โดยใช้ส่วนเหลือของเนื้อผลจากภาคอุตสาหกรรมที่ได้จากการแยกเอารกและเมล็ดออก และยังได้ใช้เปลือกจันทร์เทศที่เหลือ นำกลับมาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ เพราะในเปลือกมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพสูงกว่าเนื้อผลถึง 6 เท่า

      “ธรรมชาติของผลจันทร์เทศมีรสฝาด ทำให้เมื่อนำมาแปรรูปเป็นน้ำผลไม้พร้อมดื่มจะได้ผลิตภัณฑ์ที่มีรสฝาด ซึ่งอาจทำให้เกิดการปฏิเสธในการเลือกบริโภคได้ ทีมผู้วิจัยจึงได้ศึกษาวิจัยและเลือกใช้กระบวนการลดความฝาดในผลจันทร์เทศด้วยวิธีการเก็บจันทร์เทศในถุงพลาสติกชนิด Nylon/LLPPE ร่วมกับการใช้ไอระเหยของเอทานอลเป็นเวลา 3 วันก่อนนำไปแปรรูปเป็นน้ำจันทน์เทศต่อไป ซึ่งจัดเป็นการศึกษาวิจัยเพื่อแก้ปัญหาความฝาดและเป็นเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว ก่อนที่จะนำไปใช้เป็นวัตถุดิบในการแปรรูปต่อไป”

ไม่อยากแก่ดื่ม ‘น้ำจันทน์เทศ’

           ดร.ศรินญา กล่าวว่า หลังจากลดความฝาดของจันทร์เทศแล้ว นำเนื้อผลปั่นกับน้ำในอัตราส่วน 2:1 แล้วกรองแยกกากจะได้น้ำจันทน์เทศสด จากนั้นนำไปผสมกับน้ำสะอาด น้ำตาล น้ำผึ้งและเกลือป่น ก็จะได้น้ำจันทร์เทศพร้อมดื่มในสูตรมาตรฐาน และอีกหนึ่งสูตรคือใช้เปลือกจันทร์เทศผสมลงไปปั่นกับเนื้อผลพร้อมกับน้ำสะอาด แล้วผสมกับส่วนผสมอื่น ๆ ตามลำดับในสูตรมาตรฐาน

          น้ำจันทร์เทศพร้อมดื่มที่มีการเติมเปลือกจะมีเฉดสีน้ำตาลแดงอ่อน ๆ ทำให้มีสีสันที่สวยงามน่าดื่ม และในงานวิจัยยังพบว่า มีปริมาณสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพและกิจกรรมการต้านอนุมูลอิสระสูงกว่า และได้ทำการประเมินการยอมรับผลิตภัณฑ์จากผู้ทดสอบทั่วไป พบว่ามีการยอมรับผลิตภัณฑ์ด้านสีและความชอบโดยรวมที่สูงกว่าน้ำจันทร์เทศพร้อมดื่มที่ไม่มีการเติมเปลือก

ไม่อยากแก่ดื่ม ‘น้ำจันทน์เทศ’

         การวิจัยครั้งนี้มีความสำเร็จในการพัฒนาผลิตภัณฑ์น้ำจันทร์เทศพร้อมดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ เป็นแหล่งของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ มีฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระได้เป็นอย่างดี และยังเป็นการยืนยันได้ถึงแนวทางการใช้ประโยชน์จากส่วนที่เหลือทิ้ง

      คือ เปลือกจันทน์เทศ โดยนำกลับมาเป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์ เพื่อเป็นแหล่งของสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่มากยิ่งขึ้น และเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับส่วนเหลือของจันทร์เทศอีกด้วย

      นับเป็นผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้พร้อมดื่มอีกรูปแบบหนึ่งในการแปรรูปผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพจากจันทร์เทศ เจาะกลุ่มคนรักสุขภาพความงาม เหมาะกับวัยทำงานและผู้สูงอายุ

       ทั้งนี้จะพัฒนาวิจัยต่อไปเพื่อหาสัดส่วนการใช้เปลือกจันทร์เทศในระดับที่เหมาะสมโดยไม่มีผลต่อรสชาติของผลิตภัณฑ์ และจะพัฒนาเป็นเครื่องดื่มในรูปแบบเยลลี่ เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มบริโภควัยรุ่นมากยิ่งขึ้น และนำไปใช้เป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบเพื่อการต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อีกด้วย