คร.ยันไทยโรคซิกาไม่ได้ระบาดวงกว้างพบผู้ป่วยประปรายยังคุมได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240177

กรมควบคุมโรค, ยัน, ไทย, โรค, ไม่ได้, ระบาด, วงกว้าง, ผู้ป่วย, ประปราย, ยัง, คุม, ได้, โรคซิกา

การศึกษา-สาธารณสุข  : 30 ส.ค. 2559

คร.ยันไทยโรคซิกาไม่ได้ระบาดวงกว้างพบผู้ป่วยประปรายยังคุมได้

คร.ยันไทยไม่พบ“โรคซิกา”ระบาดวงกว้าง พบผู้ป่่วยประปรายเหมือนเวียดนาม-สิงคโปร์-อินโดฯ ยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ ขอคนไทยอย่าวิตกเดินทางไป 4 จังหวัดเฝ้าระวังพิเศษ

        เมื่อวันที่30ส.ค.เวลา11.30น. ที่กรมควบคุมโรค นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข แถลงข่าวเกี่ยวกัุบโรคติดเชื้อไวรัสซิกาว่า ตามที่ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหภาพยุโรป (European Center for Disease Prevention and Control : ECDC) ได้เผยแพร่ข้อมูลเมื่อวันที่ 19ส.ค.ที่ผ่านมา โดยจัดให้ประเทศไทยเป็นพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสซิการะดับสีแดง คือ มีการแพร่กระจายของโรคอย่างกว้างขวางในช่วง3เดือนนั้น ขอชี้แจงว่าการจำแนกของอีซีดีซีนั้นต่างจากการจำแนกขององค์การอนามัยโลกหรือฮู โดยข้อมูลที่อีซีดีซีใช้เป็นข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์และคร.ไม่เคยส่งข้อมูลอย่างเป็นทางการไปให้กับอีซีดีซี เข้าใจว่าข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลที่ปรากฎผ่านสื่อต่างๆ จึงอยากให้ใช้อข้อมูลการจำแนกพื้นที่ระบาดของฮูเป็นหลัก เพราะหลักเกณฑ์การจำแนกเป็นมาตรฐาน ส่วนการจำแนกของอีซีดีซีเป็นการใช้เพียงจำนวนผู้ป่วยเป็นสำคัญเท่านั้น และเป็นข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนเนื่องจากมีประเทศที่พบผู้ป่วยมากกว่าที่รายงานโดยเฉพาะในภูมิภาคอาเซียน

อธิบดีกรมคร. กล่าวอีกว่า ปัจจุบันฮูจำแนกพื้นที่การระบาดโรคซิกาทั่วโลกออกเป็น 3 ระดับ คือ 1.พื้นที่ที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสซิการะดับกว้างขวาง อาทิ บราซิล อาร์เจนตินา ประเทศในแถบภูมิภาคอเมริกากลาง อเมริกาใต้ และสหรัฐอเมริกา 2.พื้นที่ทีมีการระบาดประปราย คือ พบผู้ป่วยในในบางพื้นที่ของประเทศ ปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 4 ประเทศ คือ ประเทศไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ และ3.พื้นที่ที่เคยมีการระบาดของผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกา แต่ในปี2559ไม่มีรายงานพบผู้ป่วย ซึ่งในส่วนนี้อาจจะแปลได้ว่าเป็นเพราะระบบการเฝ้าระวัง ควบคุม ดูแลและตอบโต้สถานการณฺ์ไม่ไวพอที่จะรายงานต่อสาธารณะ

นพ.อำนวย กล่าวอีกด้วยว่า สำหรับสถานการณ์ของโรคในประเทศไทยขณะนี้ ตั้งแต่ต้นปี 2559 พบผู้ป่วยใน 16 จังหวัดในจำนวนนี้เหลือเพียง 6 จังหวัดที่ยังต้องเฝ้าระวังต่อเพื่อให้พ้นระยะฟักตัวของโรคที่ 28 วัน โดยอีก 2 จังหวัด คือ สมุทรปราการและหนองคายครบกำหนดการเฝ้าระวังในวันที่ 30และ 31 สิงหาคม 2559ตามลำดับ จึงเหลือเพียง 4 จังหวัดที่ต้องเฝ้าระวัง อีก 2 สัปดาห์ คือ เชียงใหม่ จันทบุรี เพชรบูรณ์ และบึงกาฬ ตามที่ได้ส่งหนังสือถึงกระทรวงมหาดไทยเพื่อขอความร่วมมือในการกำชับเจ้าหน้าที่ปกครองส่วนท้องถิ่น อุตสาหกรรม พาณิชย์ สถานศึกษา ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในการควบคุมป้องกันโรค

“ขอให้ประชาชนคลายความกังวล เพราะประเทศไทยไม่ใช่ประเทศเดียวในภูมิภาคอาเซียนที่พบผู้ป่วยโรคซิกา และการระบาดในไทยไม่ได้ระบาดกว้างขวาง เจอผู้ป่วยแบบประปราย แต่ละจุดที่พบผู้ป่วยไม่ได้มีจำนวนมาก รูปแบบการระบาดของไทยจะเป็นลักษณะจากคนหนึ่งเดินทางไปอีกพื้นที่หนึ่ง ยังไม่พบการระบาดเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ เคยพบในบางพื้นที่มีผู้ป่วย 4-5 คน สถานการณ์ยังอยู่ในระดับคุมได้ ทั้งนี้ ใน 4 จังหวัดที่ต้องมีการเฝ้าระวังต่อ ไม่ได้เกิดการระบาดทั้งจังหวัด ขอประชาชนอย่าวิตกที่จะเดินทางไปในจังหวัดดังกล่าว”นพ.อำนวยกล่าว

นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมามีหญิงตั้งครรภ์ในพื้นที่มีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกา20ราย คลอดแล้ว6ราย ทารกเป็นปกติทุกราย ส่วนคณะทำงานศึกษาเฝ้าระวังกลุ่มทารกพิการศีรษะเล็กย้อนหลังและปัจจุบันนั้นจะทำการสรุป จำแนกประเด็นและเสนอรายงานให้ทราบเป็นระยะ ขณะนี้ทราบว่าในสหรัฐอเมริกาและยุโรปอยู่ระหว่างการศึกษาวัคซีนป้องกันเชื้อไวรัสซิกาตอนนี้อยู่ในขั้นการทดลองในมนุษย์คาดว่าน่าจะสำเร็จใน2-3ปีข้างหน้าและจะใช้ในกลุ่มหญิงตั้งครรภ์

 

แพทย์เผยพิษคางคกแรง!!!ออกฤทธิ์เร็วทำลายระบบหัวใจถึงตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240169


กินคางคก, พิษตางคก, แพทย์, เผย, พิษ, คางคก, แรง, ออกฤทธิ์, เร็ว, ทำลาย, ระบบ, หัวใจ, ถึงตาย

การศึกษา-สาธารณสุข  : 30 ส.ค. 2559

แพทย์เผยพิษคางคกแรง!!!ออกฤทธิ์เร็วทำลายระบบหัวใจถึงตาย

แพทย์เผยพิษคางคกแรง!!! ออกฤทธิ์เร็วทำลายระบบหัวใจถึงตาย ห้ามรับประทานเด็ดขาด ไม่มียาต้านพิษโดยตรง ยิ่งกินแกล้มเหล้าพิษยิ่งดูดซึมเข้าร่างกายเร็วขึ้น

     นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค(คร.) กล่าวถึงการกรณีที่ประชาชนกินคางคกแล้วเสียชีวิตว่า คางคกเป็นสัตว์ที่มีพิษหากประชาชนนำมารับประทานจะทำให้ได้รับพิษปนเปื้อน มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน และรุนแรงต่อระบบหายใจ ทำให้เสียชีวิตอย่างรวดเร็ว โดยผู้ที่เสียชีวิตเพราะได้รับพิษเข้าไปในปริมาณมาก โดยคางคกจะมีต่อมพิษอยู่ใกล้คอเพื่อป้องกันตัวเองไม่ให้ถูกทำร้าย หากรับประทานคางคกเข้าไปแล้วไม่สบาย คลื่นไส้ อาเจียน ถ้ายังมีสติจะต้องทำให้อาเจียนสิ่งที่รับประทานเข้าไปออกมาก แต่ถ้าหมดสติให้รีบนำส่งแพทย์พร้อมกับบอกด้วยว่ารับประทานอะไรเข้าไป

แพทย์เผยพิษคางคกแรง!!!ออกฤทธิ์เร็วทำลายระบบหัวใจถึงตาย

     “ที่ดีที่สุดคืออย่ารับประทานคางคก ไม่แนะนำให้รับประทานโดยเด็ดขาด เช่นเดียวกับแมงป่องและแมงมุม ยิ่งการกินคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยิ่งไม่ควร เพราะจะทำให้ร่างกายดูดซับสารพิษเข้ากระแสเลือดได้เร็วขึ้น กรณีที่มีการกินเนื้อไก่ที่ปิ้งในตะแกรงเดียวกับที่ปิ้งคางคกแล้วมีอาการป่วยอาจเป็นเพราะมีพิษปนเปื้อนอยู่ในตะแกรง ไม่มีวิธีการกินให้ปลอดภัย เพราะไม่แนะนำให้กินเด็ดขาด”นพ.โอภาสกล่าว

นพ.โอภาส กล่าวอีกว่า พิษจากสัตว์บางตัวไม่มียาต้านพิษ บางตัวมียาต้านพิษแต่พิษค่อนข้างเร็ว และไม่ได้มียาต้านพิษสำรองไว้ในโรงพยาบาลทุกแห่งเพราะยามีราคาค่อนข้างแพง จึงจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการรอกว่าที่ยาต้านพิษจะส่งไปถึงโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ซึ่งพิษจากคางคก ไม่มียาต้านพิษโดยตรง และพิษจากคางคกจะเป็นอันตรายต่อระบบหัวใจทำให้พิษเกิดอันตรายต่อร่างกายอย่างรวดเร็วและรักษายาก เพราะจะมีอาการรุนแรง เช่น เดียวกับพิษจากแมงกะพรุนกล่อง ที่จะออกฤทธิ์เป็นอันตรายต่อร่างกายภายใน 30 นาที ที่ผ่านมา พบผู้ได้รับพิษจากคางคกไม่มากปีละ 2-3 ราย แต่พิษจากสัตว์ที่พบผู้ป่วยบ่อยคือพิษจากปลาปักเป้า ปีละ 10 รายและพิษจากแมงกะพรุนที่มีตัวเลขเพิ่มขึ้น ส่วนพิษจากพืชที่พบบ่อย คือ เห็ดพิษมีผู้ได้รับอันตรายปีละหลายร้อยราย และสบู่ดำที่นักเรียนมักนำมารับประทานจนได้รับอันตาย

 

กพร.ขานรับนโยบายรบ.ผู้ประกอบการกู้เงินพัฒนาฝีมือแรงงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240110

พัฒนาฝีมือแรงงาน, กพร, ขานรับ, นโยบาย, ผู้, ประกอบ, การกู้เงิน, พัฒนา, ฝีมือ, แรงงาน

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 29 ส.ค. 2559

กพร.ขานรับนโยบายรบ.ผู้ประกอบการกู้เงินพัฒนาฝีมือแรงงาน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงานขานรับนโยบายรัฐบาล ตีปี๊บชวนผู้ประกอบการกู้เงินไปใช้พัฒนาฝีมือแรงงานใน 7 สาขา ขยายวงเงินกู้จาก 3 แสน เป็น 1 ล้าน แถมปลอดดอกเบี้ย 1 ปี

            นายกรีฑา สพโชค อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน ให้สัมภาษณ์ว่าเพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้สถานประกอบกิจการ ได้ดำเนินการพัฒนาทักษะของลูกจ้าง ให้สอดคล้องกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของรัฐบาล ให้มีความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน  คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ซึ่งมี ม.ล.ปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เป็นประธาน จึงเห็นชอบขยายเพดานวงเงินกู้ยืมจากกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน โดยให้ผู้ประกอบการกู้ไปฝึกอบรมฝีมือแรงงาน หรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานม จากเดิมไม่เกิน 3 แสนบาทต่อครั้ง เพิ่มเป็นไม่เกิน 1 ล้านบาท นอกจากนั้น ยังลดดอกเบี้ยเงินกู้ยืม เหลือร้อยละศูนย์  จากเดิมร้อยละ 3 ต่อปี  แต่มีข้อแม้ว่า ผู้ประกอบการต้องทำสัญญาไม่เกินวันที่ 12 มกราคม 2560 โดยมี กำหนดชำระคืนไม่เกิน 12 เดือน

ทั้งนี้ สาขาอาชีพที่จะดำเนินการฝึกอบรมฝีมือแรงงาน หรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานต้องเป็นสาขาอาชีพ ที่จะส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด มาตรา 7 (1) ดังนี้ 1.สาขาอาชีพช่างก่อสร้าง 2.สาขาอาชีพช่างอุตสาหการ 3.สาขาอาชีพช่างเครื่องกล 4.สาขาอาชีพช่างไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์ 5.สาขาอาชีพช่างอุตสาหกรรมศิลป์ 6.สาขาอาชีพเกษตรอุตสาหกรรม และ 7.สาขาอาชีพภาคบริการ โดยภาคบริการนี้ครอบคลุม ทั้งกิจการโรงแรม ร้านอาหาร และโลจิสติกส์ด้วย

นายกรีฑา กล่าวว่า การฝึกอบรมทักษะและพัฒนาฝีมือแรงงานในสถานประกอบกิจการต่าง ๆ เป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิต ลดต้นทุน ลดการสูญเสียทรัพยากร รวมทั้งทำให้แรงงานมีศักยภาพเพิ่มขึ้น  ซึ่งในปีงบประมาณ 2559 กพร. ได้พัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน และ ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ไปจำนวน  243,372 คน  สามารถส่งเสริมสถานประกอบกิจการในการพัฒนาทักษะลูกจ้างและนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีมากกว่า 8,000 แห่ง  สามารถพัฒนากำลังแรงงานได้กว่า 3.3 ล้านคน

อย่างไรก็ตาม การส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงานเป็นบทบาทของ กพร. ตามพ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาฝีมือแรงงาน พ.ศ.2545 ซึ่งมีภารกิจสำคัญ 2 ส่วน คือ 1.เก็บเงินสมทบจากสถานประกอบกิจการที่จัดฝึกอบรมพนักงาน/ลูกจ้าง ไม่ถึงร้อยละ 50 ของจำนวนลูกจ้างที่มีอยู่ในแต่ละปีเข้ากองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน และ 2.ให้สถานประกอบกิจการกู้ยืมเงินกองทุนพัฒนาฝีมือแรงงาน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดฝึกอบรมหรือทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานภายในสถานประกอบกิจการนั้น ๆ หรือส่งพนักงาน/ลูกจ้างไปฝึกอบรมกับหน่วยงานภายนอก หรือทดสอบกับศูนย์ทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติที่ได้รับการรับรองจาก กพร.

 

หนุนลดแอมเฟตามีนเป็นวัตถุออกฤทธ์ฯประเภท2เปิดทางวงการแพทย์ใช้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/240035

เมทแอมเฟตามีน, ยาบ้า, หนุน, แอมเฟตามีน, เป็น, วัตถุ, ออก, ธ์ฯประเภท2, เปิดทาง, วงการแพทย์, ใช้

การศึกษา-สาธารณสุข  : 29 ส.ค. 2559

หนุนลดแอมเฟตามีนเป็นวัตถุออกฤทธ์ฯประเภท2เปิดทางวงการแพทย์ใช้

หนุนปรับลดแอมเฟตามีนเป็นวัตถุออกฤทธ์ฯประเภท2 เปิดทางวงการแพทย์ใช้ ระบุทั่วโลกรักษาโรคสมาธิสั้น-สารทดแทนบำบัดกลุ่มติดยาบ้างอมแงม สธ.เร่งเคลียร์ข้อมูลให้ชัด

            เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม ที่โรงแรมเมอร์เคียว ฟอร์จูน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)  กล่าวภายในงานประชุมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การควบคุม(เมท) แอมเฟตามีนอย่างสร้างสรรค์ และนวตกรรมยุติธรรมตามร่างประมวลกฎหมายยาเสพติด ว่า ประเทศไทยจัดให้เมทแอมเฟตามีน  และกลุ่มแอมเฟตามีน จัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภท 1 ซึ่งไม่มีการนำมาใช้ทางการแพทย์ หากจะนำมาใช้ได้โดยแพทย์จะต้องย้ายกลับมาเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภทที่ 2  ซึ่งก็ต้องมาดูว่าจะใช้ในการรักษาหรือไม่ เบื้องต้นทางกระทรวงสาธารณสุขมีการคุยกันแล้วว่า ตัวเมทแอมเฟตามีนอาจไม่ได้ใช้ แต่จะใช้ในตัวแอมเฟตามีนมากกว่า เพราะเมทแอมเฟตามีนเป็นอนุพันธุ์ ซึ่งตัวไหนใช้ทางการแพทย์ก็คงต้องมีการลดระดับมาเป็นวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2  อย่างไรก็ตาม สำหรับประโยชน์ทางการแพทย์มีการศึกษาอยู่ในเชิงระบบบำบัดรักษาด้านประสาท การกระตุ้นทางจิตประสาท

อย่างไรก็ตาม  จากนี้จะหารือทางการแพทย์เพื่อทำข้อมูลประโยชน์ทางการแพทย์ของแอมเฟตามีนให้ชัดว่ามีการใช้อย่างไรบ้าง

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า สำหรับความพร้อมนั้น มีการประชุมหลายครั้ง แม้สธ.จะเป็นเจ้าภาพ แต่ก็ต้องอาศัยกระทรวงอื่นๆมาร่วมกันทำงาน ไม่ใช่ว่าเราจะทำหมดคงไม่ได้ กระทรวงมหาดไทย ตำรวจ ทหารก็ต้องช่วยกันหมด  เบื้องต้นสธ.มีแบบคัดกรองผู้ป่วย โดยจะมีการอบรมบุคลากรของเราทั้งหมด ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลระดับอำเภอก็เป็นศูนย์คัดกรองอยู่แล้ว โดยเราจะแบ่งการบำบัดออกเป็นทั้งกลุ่มใช้ กลุ่มเสพ กลุ่มติด โดยจะมีแนวทางการดำเนินการแต่ละกลุ่มอย่างชัดเจน ซึ่งการบำบัดรักษาผู้ป่วยจะมีทั้งรักษาแบบผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยใน ก็ต้องประเมินอีกครั้ง  ซึ่งในการคัดกรองให้ผู้เสพเข้าระบบการบำบัดรักษานั้น อาจต้องร่วมกับกระทรวงมหาดไทย และทางตำรวจช่วยด้วย

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากมีการลดระดับตัวยาดังกล่าวจริง เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ทางการรักษา ทางสธ.พร้อมแล้วหรือไม่ นพ.โสภณ กล่าวว่า หากเป็นนโยบายเพื่อประโยชน์ต่อสังคมก็ควรจะหันมาช่วยกัน และหากมีการแก้ไขในเรื่องผู้เสพให้เป็นผู้ป่วย แทนจะรับโทษเลย ก็จะดึงเข้าสู่ระบบการบำบัดรักษาได้เลย

นพ.วิโรจน์ วีรชัย ผู้อำนวยการสถาบันธัญญารักษ์ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ตามปกติการจะใช้ยาอะไรต้องหาที่ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วย ต้องมีการชั่งน้ำหนักระหว่างพิษและประโยชน์  ในส่วนของแอมเฟตามีนมีประโยชน์ในทางการแพทย์โดยใช้สำหรับการรักษาโรคสมาธิสั้น ซึ่งปัจจุบันทั่วโลกมีใช้กว่า 10 ยี่ห้อ นอกจากนี้ มีการศึกษาทั้งในสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียว่าสามารถนำมาใช้รักษาผู้ที่ติดยาบ้าในระดับรุนแรงหรือติดงอมแงมได้โดยใช้เป็นสารทดแทนในช่วงรักษาบำบัด 2-3 เดือนแรก แต่ประเทศไทยยังไม่มีการใช้ยานี้ในการรักษาผู้ป่วยสมาธิสั้นและใช้เป็นสารทดแทนในการบำบัดผู้ติดยาบ้าระดับหนักซึ่งมีประมาณ 5-10 %  เนื่องจากแอมเฟตามีนยังจัดเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่  1 ซึ่งทางการแพทย์ก็ไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ ส่วนเมทแอมเฟตามีนไม่มีการนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์เพราะมีเป็นพิษต่อสมองและระบบประสาท

“ที่ผ่านมามีการจัดแอมเฟตามีนทั้งกลุ่มให้อยู่ในยาเสพติดให้โทษประเทภ 1ทำให้เมืองไทยไม่ได้มีการใช้ประโยชน์แอมเฟตามีนในทางการแพทย์ จึงเห็นด้วยที่จะมีการปรับลดกลุ่มแอมเฟตามีนให้อยู่ในวัตถุออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทประเภท 2 ซึ่งจะส่งผลให้แพทย์สามารถนำมาใช้ประโยน์ทางการแพทย์ได้ เพราะแอมเฟตามีนจะมีฤทธิ์ในการติดต่ำ แต่เมทแอมเฟตามีนจะมีฤทธิ์ในการติดสูง”นพ.วิโรจน์กล่าว

อนึ่ง ข้อมูลปัจจุบันพบว่าร้อยละ 90 ของผู้ต้องขังมาจากปัญหาเมทแอมเฟตามีน และร้อยละ 11 ที่เป็นผู้เสพ ส่วนบุคคลที่เข้ามาบำบัดในกระทรวงสาธารณสุขจำนวน 2 แสนราย มีร้อยละ 35 ที่สมัครใจรับการบำบัด

แพทย์ชี้ทางการแพทย์ไม่แนะนำสาวข้ามเพศใช้ยาคุมเพิ่มฮอร์โมน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239940

สาวข้ามเพศ, ยาคุมกำเนิด, แพทย์, ชี้, ทางการแพทย์, ไม่, แนะนำ, สาว, ข้าม, เพศ, ใช้, ยาคุม, เพิ่ม, ฮอร์โมน

การศึกษา-สาธารณสุข  : 28 ส.ค. 2559

แพทย์ชี้ทางการแพทย์ไม่แนะนำสาวข้ามเพศใช้ยาคุมเพิ่มฮอร์โมน

แพทย์เผยยาคุมกำเนิดอันตรายระยะยาว ทางการแพทย์ไม่แนะนำสาวข้ามเพศใช้เพิ่มฮอร์โมน อายุเกิน 35 ปี-มีโรคประจำตัว-สูบบุหรี่ห้ามเด็ดขาด ห่วงใช้ฮอร์โมนหลากสูตรได้ยาเกิน

     นพ.นิพัฒน์ ธีรตกุลพิศาล แพทย์ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย กล่าวถึงการใช้ฮอร์โมนเพื่อการข้ามเพศและปฏิกิริยาระหว่างฮอร์โมนกับยาต้านไวรัสและยาเพร็พ ในการเสวนาระหว่างผู้ให้บริการทางด้านสุขภาพแก่คนข้ามเพศกับผู้นำชุมชนคนข้ามเพศ” จัดโดยศูนย์สุขภาพชุมชนแทนเจอรีน สภากาชาดไทย เมื่อเร็วๆนี้ว่า วัตถุประสงค์ของการรักษาด้วยฮอร์โมนคือลดฮอร์โมนเพศเดิมและเสริมฮอร์โมนเพศที่ต้องการ โดยฮอร์โมนที่ใช้ในการข้ามเพศจากชายเป็นหญิง มี 3 กลุ่ม คือ 1.ฮอร์โมนเอสโตรเจน  ที่ทางการแพทย์แนะนำให้ใช้ ชนิดยากินได้แก่ 17-เบต้า เอสทราดิอัล(17-beta estradiol) หรือชื่อการค้าอีดิอัล ,เอสทราดิอัล วาเลเรท(Estradiol valerate)หรือชื่อการค้าโปรกีโนวา ชนิดฉีดเข้ากล้าม เอสทราดิอัล วาเลเรท(Estradiol valerate) หรือ ไซพิวเรท(Cypionate) ชนิดแผ่นแปะหรือเจล   แผ่นแปะเอสทราดิอัลทรานส์เดอร์มัล(Estradiol Transdermal patch)  ส่วนที่ไม่แนะนำให้ใช้กิน ได้แก่ อีอี หรือยาคุม เพราะมีผลข้างเคียงต่อหลอดเลือดดำอุดตันและโรคหลอดเลือดหัวใจ และยาคอนจูเกท เอสโตรเจน(Conjugate estrogen) หรือพรีมารินเพราะวัดระดับยาได้ยาก

2.ฮอร์โมนต้านฤทธิ์แอนโตรเจน เป็นยาเพื่อลดผลของฮอรืโมนเพศชาย ปกติมักใช้ร่วมกับฮอร์โมนเอสโตรเจน เช่น ไซโปรเตอโรน อซิเตท(Cyproterone  acetate) มีการใช้บ่อยในยุโรป แต่ไม่มีในอเมริกา เพราะกังวลเรื่องผลข้างเคียงต่อตับ สไปโรโนแลคโตน(Spironolactone) และ ฟีเนสเตอไรด์(Finasteride) และ3.ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน  ในชื่อการค้า โปรลูตอน(Proluton)เชื่อว่าเป็นฮอร์โมนสำคัญที่ทำให้เต้านมโตได้ดี แต่บางวิจัยพบว่าผลต่อเต้านมยังไม่ชัดเจน การใช้โปรเจสเตอโนร่วมกับเอสโตรเจนในหญิงที่หมดประจำเดือนพบมะเร็งเต้านมสูงขึ้น ไม่แนะนำให้ใช้เพราะอาจทำให้เกิดหลอดเลือดดำอุดตัน โรคหลอดเลือดหัวใจและสมองเพิ่มขึ้น

นพ.นิพัฒน์ กล่าวอีกว่า สำหรับฮอร์โมนที่ใช้ในการข้ามเพศจากหญิงเป็นชาย จะใช้ฮอร์โมนเทสโทสเทอโรน ซึ่งมีวิธีการใช้หลายแบบ เช่น ยากิน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อ ใช้แผ่นแปะหรือเจล เพื่อช่วยเพิ่มกล้ามเนื้อและทำให้เสียงเหมือนผู้ชายทำให้ไม่มีประจำเดือน ยากิน เทสทอสเตโรน อันดิคาโนเอท(Testosterone undecanoate)หรือแอนดิอัล ไม่มีในอเมริกาเพราะกังวลเรื่องผลข้างเคียงต่อตับ ยาฉีดเข้ากล้าม ไซพิวเนท(Cypionate) , เทสทอสเตโรน อันดิคาโนเอท(Testosterone undecanoate )และแผ่นแปะหรือเจล  เทสโทสเทอโรน เจล(Testosterone gel) ,แผ่นแปะเทสทอสเตโรนทรานส์เดอร์มัล(Testosterone  transdermal patch )

“ถ้าคนข้ามเพศชายมาเป็นหญิงในคนที่อายุน้อยไม่เกิน 35 ปียังใช้ยาคุมกำนิดเพิ่มฮอร์โมนเพศหญิงได้ ค่อนข้างปลอดภัย เพราะยาที่แนะนำให้ใช้มีราคาค่อนข้างสูงคือ 200-400 บาท และค่อนข้างหาได้ยากในต่างจังหวัด ในเมืองใหญ่ยังพอหาได้ แต่ถ้าเป็นคนที่อายุมาก หรือมีโรคประจำตัว หรือสูบบุหรี่ต้องไม่ใช้ยาคุมกำนิดต้องเลี่ยงไปใช้ฮอร์โมนตัวอื่น แต่ที่เป็นห่วงคือคนข้ามเพศมีการใช้ฮอร์โมนในหลากหลายชื่อ แต่เป็นตัวยาเดียวกัน บางคนซื้อมากินหลายสูตร ก็จะทำให้ได้รับตัวยาในขนาดที่สูงเกิน อยากแนะนำให้ดูชื่อตัวยาก่อนที่จะใช้ฮอร์โมนในชื่อทางการค้าต่างๆ จะป้องกันไม่ให้ได้รับฮอร์โมนเกินขนาด อย่างไรก็ตามที่ดีที่สุดควรใช้ฮอร์โมนภายใต้การแนะนำของแพทย์”นพ.นิพัฒน์กล่าว

พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้ากลุ่มงานป้องกัน ศูนย์วิจัยโรคเอดส์ สภากาชาดไทย  เปิดเผยว่า ตามนโยบายของประเทศไทยตอนนี้หากตรวจเจอว่าใครมีเชื้อเอชไอวีจะต้องได้รับยาต้านไวรัสทันที แต่ส่วนกรณีคนที่ตรวจเชื้อแล้วให้ผลเป็นลบ แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับเชื้อ อาทิ สาวประเภทสอง จะแนะนำให้รับประทานยาเพร็พ (Pre-Exposure Prophylaxis, PrEP) วันละ 1 เม็ดเพื่อป้องกันการติดเชื้อ ซึ่งน่าจะได้ผลเกินร้อยละ 90 แต่ปัญหาในต่างประเทศที่ทำการศึกษาการให้ยาเพร็บในสาวประเภทสอง พบว่ามีจำนวนหนึ่งที่รับประทานยาไม่สม่ำเสมอเมื่อเทียบกับประชากรกลุ่มอื่น เมื่อวิเคราะห์ลงไปก็พบว่าสาวประเภทสองที่รับประทานยาไม่สม่ำเสมอนั้นเป็นกลุ่มที่มีการรับประทานฮอร์โมนเพศหญิงด้วย จึงมีการสมมติฐานว่าสาวประเภทสองอาจจะกังวลเรื่องประสิทธิภาพของยาเพร็บจะไปกดระดับฮอร์โมน ส่งผลต่อทำให้การข้ามเพสไม่เต็มที่ เลยพยายามลดระดับยาเพร็บเอง โดยในส่วนของสาวประเภทสองในประเทศไทยก็มีความกังวลในแบบเดียวกัน หากเป็นเช่นนี้จะส่งผลต่อประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อเอชไอวีได้ เพราะจากการที่สภากาชาดไทยดึงสาวประเภทสองเข้ามาตรวจหาเชื้อฯ ได้มากขึ้นและพบว่ามีการติดเชื้อเอชไอวีอยู่จำนวนหนึ่ง

“ในทางทฤษฎีแล้วยาต้านไวรัสเอชไอวี ยาเพร็บจะไม่ตีกันกับยาฮอร์โมน แต่เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลอย่างเป็นทางการออกมาจึงทำให้คนหลงเชื่อข้อมูลต่างๆ ที่มีการส่งต่อทางโซเชียลมีเดีย หรือความเชื่อต่างๆ อธิบายไปก็ยังกลัว ดังนั้นเพื่อให้มีข้อมูลยืนยันชัดเจน ทางสภากาชาดไทยจึงเตรียมของบประมาณปี 2560 เพื่อศึกษาวิจัยในกลุ่มสาวประเภทสองจำนวน 30-50 คน ที่รับประทานยาเพร็บและยาฮอร์โมนร่วมกันเพื่อยืนยันว่าการใช้ยา 2 กลุ่มร่วมกันแต่ไม่ตีกัน ตอนนี้มีหลายๆ ประเทศที่ศึกษาอยู่ เช่น ที่บราซิล แต่เราก็ต้องทำด้วยเพราะสรีระ ชาติพันธุ์แตกต่างกัน การขับยา ระดับยาซึ่งจะมีการแตกต่างกัน” พญ.นิตยา กล่าว

 

สานพลังภาคีเครือข่ายร่วมสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239947

สาน, พลัง, ภาคี, เครือข่าย, ร่วม, สร้างสุข, ภาวะ, เด็ก, ปฐมวัย

การศึกษา-สาธารณสุข  : 28 ส.ค. 2559

สานพลังภาคีเครือข่ายร่วมสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย

สสส.สานพลังร่วมสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย พบ 1 ใน 5 เด็กเล็กพัฒนาการล่าช้า เดินหน้าพัฒนาเครือข่ายกลไกพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด 23 แห่ง

            เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่โรงแรมโรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี กรุงเทพฯ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) จัดการประชุมวิชาการ “สานพลังร่วมสร้างสุขภาวะเด็กปฐมวัย: ขยายผลสู่การขับเคลื่อนระบบและกลไกระดับจังหวัด” โดยมีองค์กรภาครัฐ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการ ครู อาจารย์ ผู้ปกครองและผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 1,000 คน เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ เครือข่ายที่ทำงานเพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยสู่การผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อนระบบและกลไกการทำงานเพื่อเด็กปฐมวัยระดับจังหวัดที่เป็นรูปธรรม

ดร.สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัยตั้งแต่แรกเกิดถึง 6 ปี เป็นโอกาสทองของการพัฒนาเพราะเป็นช่วงที่สมองพัฒนาถึง 80% จึงเป็นโอกาสสำคัญในการจัดการเรียนรู้และเสริมสร้างพัฒนาการให้เหมาะสมกับวัย อย่างไรก็ตามยังมีเด็กปฐมวัยอีก 12% ที่ขาดโอกาสในการเตรียมความพร้อม จากข้อมูลของกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ปี 2555 พบว่า มีเด็กจำนวน 365,506 คน จากจำนวนเด็กช่วงอายุ 0-5 ปี 4,585,759 คน หรือ คิดเป็น 12% ของเด็กในช่วงอายุ 2-5 ปี ที่ไม่ได้รับโอกาสในการเข้าเรียนในศูนย์เด็กเล็กหรือโรงเรียนอนุบาลเพื่อเตรียมความพร้อมในช่วงปฐมวัย นอกจากนี้ยังพบ 1 ใน 5 ของเด็กปฐมวัย มีพัฒนาการล่าช้า จากการตรวจคัดกรองพัฒนาการเด็กอายุ 3.5 ปีทั่วประเทศ โดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข

ผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิตเป็นนโยบายที่รัฐบาลให้ความสำคัญ โดยคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยแห่งชาติ ได้มีมติให้คณะกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กและเยาวชนแห่งชาติ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด ภายในปี 2559 กลไกการทำงานของจังหวัดจึงเป็นรูปแบบการทำงานที่น่าสนใจที่ท้องถิ่นลุกขึ้นเป็นเจ้าของรับผิดชอบและดูแลลูกหลานของเขาเอง สสส.ในฐานะองค์กรที่มุ่งสร้างเสริมสุขภาพของคนไทย ด้วยการพัฒนาองค์ความรู้เชิงระบบและเครือข่ายการทำงานจึงสนับสนุนตัวอย่างกลไกเด็กปฐมวัยในระดับจังหวัดเพื่อให้เกิดรูปธรรมในการทำงานที่เชื่อมโยงกันระหว่าง พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สาธารณสุข ท้องถิ่น และกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เวทีแลกเปลี่ยนในครั้งนี้จึงเป็นการนำองค์ความรู้จากการทำงานเพื่อสร้างเครือข่ายให้เกิดกลไกระดับจังหวัด ทั้ง 23 จังหวัด ที่กระจายทุกภูมิภาคของประเทศ รวมถึงการจัดทำข้อเสนอนโยบายสาธารณะเพื่อกำหนดเป็นแผนยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัยและแผนปฏิบัติการพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด

รศ.ดร.จุฑามาศ โชติบาง ผู้จัดการโครงการบริหารและจัดการหน่วยวิชาการระดับภูมิภาคเพื่อการสร้างเสริมศักยภาพชุมชนท้องถิ่นในการดูแลเด็กปฐมวัย สสส. กล่าวว่า จากศึกษาสถานการณ์ปัญหาและความต้องการการพัฒนาคุณภาพเด็กปฐมวัยของชุมชนร่วมกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ท้องถิ่น ผู้ปกครอง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และคนในชุมชน จำนวน 15 จังหวัด และนำสู่การพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่มีศักยภาพสามารถเป็นแม่ข่ายที่มีคุณภาพ โดยมีองค์ประกอบที่สำคัญคือ ระบบบริหารจัดการ ระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม ระบบการจัดหลักสูตรการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ ระบบการดูแลสุขภาพ และระบบการมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน ซึ่งทำให้เกิดผลลัพธ์ที่สำคัญในระดับตำบลขยายผลไปสู่ระดับจังหวัด แต่ปัญหาที่พบคือยังขาดการบูรณาการของผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัย จึงไม่มีเจ้าภาพที่ชัดเจนในระดับจังหวัด และไม่สามารถเชื่อมโยงการทำงานกับระดับชาติได้

รศ.ดร.จุฑามาศ โชติบาง กล่าวว่า การมีนโยบายให้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยระดับจังหวัด เพื่อกำหนดนโยบาย ติดตามผลการทำงาน สนับสนุนความรู้และทรัพยากรในการพัฒนาเด็กปฐมวัยนั้น ถือเป็นโอกาสที่ดีในการปิดช่องว่างและทำให้เกิดการเชื่อมโยงการทำงานในระดับจังหวัด ซึ่งจากการศึกษาพบว่ากลไกของจังหวัดควรมีองค์ประกอบสำคัญใน 6 ระบบ โดยแบ่งเป็น ระบบสนับสนุน 3 ระบบ ได้แก่ 1)การบริหารจัดการ 2)สารสนเทศ 3)การมีส่วนร่วมของภาคีและเครือข่าย ระบบหลัก 3 ระบบ ได้แก่ 1)การจัดทำแผนการพัฒนาเด็กปฐมวัย 2)ฐานข้อมูล 3)การพัฒนาเด็กปฐมวัยในระดับพื้นที่ ทั้งนี้ระบบฐานข้อมูลคือหัวใจในการนำมาวิเคราะห์ นโยบาย วิสัยทัศน์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่แสดงให้เห็นสถานการณ์เด็กจากข้อมูลที่เป็นจริงสอดรับกับสถานการณ์ปัจจุบัน

 

“สารสไตรีน โมโนเมอร์”รั่วไหลที่ชลบุรี สูดดมมากอาจถึงชัก-ตาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239843


สไตรีน โมโนเมอร์, สารเคมีรั่วไหล, สาร, สไต, รีน, มโน, เมอร์, รั่วไหล, ที่, ชลบุรี, สูดดม, มาก, อาจ, ถึง, ชัก, ตาย, สารสไตรีน

การศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ส.ค. 2559

“สารสไตรีน โมโนเมอร์”รั่วไหลที่ชลบุรี สูดดมมากอาจถึงชัก-ตาย

แพทย์ชี้ “สารสไตรีน โมโนเมอร์”อันตรายต่อคน ทำลายระบบทางเดินหายใจ-ระบบประสาท-สมอง อาจถึงขั้นชัก-เสียชีวิต เตรียมส่งเจ้าหน้าที่ประเมินสุขภาพชาวบ้านเขตรัศมีรั่วไหล

       จากกรณีที่ชาวบ้านตำบลโป่ง  อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ร้องสื่อหลังมือดีหอบถังสารเคมีกว่า 50 ใบ ลอบทิ้งในบ่อทรายใกล้แหล่งน้ำ โดยภายในมีลักษณะคล้ายสารเคมีไม่ทราบชนิดตกสู่พื้นดินและแหล่งน้ำ มีกลิ่นกลิ่นฉุนและเหม็นรุนแรง เบื้องต้น จากการตรวจสอบสลากข้างถังระบุเป็นวัตถุอันตรายระบุชื่อ “สไตรีน โมโนเมอร์ ”

นพ.ปรีชา เปรมปรี ผู้อำนวยการสำนักโรคจาการประกอบอาชีพและสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า สารสไตรีน โมโนเมอร์เป็นประเภทสารละลายอินทรีย์ เป็นสารตระกูลปิโตรเคมี มีไฮโดรคาร์บอนเป็นส่วนประกอบ ปกติมีใช้ทั่วไป โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการผลิตอุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนตร์ โฟม และพลาสติก โดยสารชนิดนี้จะมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน หากมีการสูดดมเข้าไป หรือมีการฟุ้งกระจายของสารจะเป็นอันตรายต่อระบบทางเดินหายใจ หากสูดดมในปริมาณมากจะมีผลต่อสมอง กดสมองทำให้เกิดภาวะชักถึงเสียชีวิตได้ นอกจากนี้ ถ้าเข้าตาจะทำให้ตาฝ้าฟาง ละคายเคืองตา และทำให้ระบบประสาทหูเสื่อม ส่วนผลในระยะยาวเชื่อว่าเป็นสารก่อมะเร็ง เนื่องจากมีการพบผลก่อมะเร็งในสัตว์ทดลองแต่ในคนยังไม่มีหลักฐาน

“หลังจากที่กรมควบคุมมลพิษลงไปสำรวจพื้นที่ทีมีการรั่วไหลจนทราบแล้วว่ามีการรั่วไหลของสารมากน้อยเพียงใก มีความเข้มขนแค่ไหน และมีรัศมีการแพร่กระจายเป็นอย่างไร สำนักฯก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบประชาชนในรัศมีที่มีรั่วไหลว่าได้รับผลกระทบอย่างไรหรือไม่ต่อไป”นพ.ปรีชากล่าว

 

3 ปัญหาทางสุขภาพจิตใกล้ตัวที่ต้องใส่ใจ!!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239832

ติดพนัน, ไบโพลาร์, โรคซึมเศร้า, ปัญหา, ทาง, สุขภาพจิต, ใกล้, ตัว, ที่, ต้อง, ใส่ใจ, คมชัดลึก, ซึมเศร้า-ไบโพลาร์-ติดการพนัน

การศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ส.ค. 2559

3 ปัญหาทางสุขภาพจิตใกล้ตัวที่ต้องใส่ใจ!!!

“คมชัดลึก”รวบรวมปัญหาสุขภาพจิตทึ่เคยนำเสนอเป็น 3 ปัญหาสุขภาจิตใกล้ตัวที่ต้องใส่ใจ “ซึมเศร้า-ไบโพลาร์-ติดการพนัน”

บ่อยครั้งที่ปรากฎในสื่อถึงสาเหตุการฆ่าตัวตายมาจากโรคซึมเศร้า ซึ่งที่ผ่านมา “คมชัดลึก”ได้นำเสนอเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพจิตมาอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด เมื่อปรากฎว่าน้องสาวของวีเจจ๋ากระโดดตึกฆ่าตัวตาย สันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะโรคซึมเศร้า ”คมชัดลึก”จึงขอรวบรวม 3 ปัญหาทางสุขภาพจิตใกล้ตัวที่ควรใส่ใจ จากที่เคยมีการนำเสนอเกี่ยวกับโรคเหล่านี้

1.โรคซึมเศร้า

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต ให้ข้อมูลว่า โรคซึมเศร้า รักษาได้ แต่ถ้าเป็นมากๆ แล้วไม่ได้รับการรักษา หรือรักษาไม่ต่อเนื่อง จะมีแนวโน้มสู่การฆ่าตัวตายได้สูงถึง 30 % แต่หากเข้ารับการรักษาจากจิตแพทย์จะลดอัตราการฆ่าตัวตายได้มาก เหลือเพียงไม่ถึง 2%  ซึ่งโรคซึมเศร้า เป็นโรคเรื้อรังและพบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย สำหรับประเทศไทย โรคซึมเศร้าเป็นอันดับที่ 3 ในผู้หญิง และเป็นอันดับ 8 ในผู้ชาย สาเหตุหลัก ได้แก่ 1.ปัจจัยทางชีวภาพ เช่น พันธุกรรม หรือโรคทางกายบางอย่าง เช่น โรคไทรอยด์ สารเสพติดต่างๆ และ 2.ปัจจัยด้านจิตสังคมและอุปนิสัยต่างๆ เช่น มองตนเองในแง่ลบ หรือมองโลกในแง่ร้าย รวมทั้งความตึงเครียดทางอารมณ์ เช่น ความตึงเครียดในครอบครัว การเจอกับเหตุการณ์สะเทือนใจอย่างรุนแรง ความผิดหวัง ชีวิตโดดเดี่ยว สูญเสียคนที่รัก ตกงาน หย่าร้าง เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะป่วยโรคนี้มากกว่ากลุ่มอื่น

3 ปัญหาทางสุขภาพจิตใกล้ตัวที่ต้องใส่ใจ!!!

             อาการสำคัญของโรค คือ อารมณ์เศร้า หดหู่ ร้องไห้ง่าย ในผู้ป่วยบางรายอาจไม่บอกว่าเศร้า แต่จะบอกว่ารู้สึกเบื่อหน่ายไปหมด จิตใจไม่สดชื่นเหมือนเดิม ซึ่งจะเป็นเกือบทั้งวัน และเป็นติดต่อกันเกือบทุกวัน นานกว่า 2 สัปดาห์ขึ้นไปรวมถึง อาจมีความคิดอยากตาย ซึ่งพบได้ถึงร้อยละ 60 ในช่วงแรกผู้ป่วยอาจแค่รู้สึกเบื่อชีวิต แต่เมื่ออาการเป็นมากขึ้นจะรู้สึกอยากตาย และต่อมาจะคิดถึงการฆ่าตัวตาย เริ่มมีการวางแผน จนถึงการกระทำการฆ่าตัวตายในที่สุด โดยอาการของโรคจะเป็นวงรอบเมื่อเกิดภาวะเศร้าแล้วกลับมามีช่วงอารมณ์ปกติ บางคนอาจมีวงรอบ 2-3 เดือนครั้ง บางคนอาจจะ 1-2 ปีครั้ง ไม่แน่นอน ซึ่งหากมีวงรอบอาการเช่นนี้มากกว่า 1 ครั้ง ใน 1 ปีถือว่ารุนแรง

การรักษาโรคซึมเศร้า พญ.พรรณพิมล กล่าวว่า ในรายที่อาการมาก เช่น มีความคิดฆ่าตัวตาย จะรับไว้รักษาในโรงพยาบาล การรักษาจะใช้ยาต้านอารมณ์เศร้า ส่วนยานอนหลับไม่ใช่ยารักษาอารมณ์เศร้า แต่จะใช้เพื่อช่วยในกรณีที่คนไข้นอนไม่หลับร่วมกับการรักษาด้วยจิตบำบัด จะเป็นการปรับทัศนคติ ปรับเปลี่ยนมุมมองชีวิต เพราะการคิดในทางลบจะเป็นส่วนสำคัญที่รบกวนผู้ป่วยมาก และรักษาจากสิ่งแวดล้อม ครอบครัว การจัดสภาพการใช้ชีวิต เนื่องจากผู้ป่วยไม่ค่อยกระตือรือร้นในการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งโดยเฉลี่ยต้องรักษาอย่างน้อย 1-2 ปีต่อเนื่อง แต่ผู้ที่มีวงรอบอาการมานานอาจต้องใช้เวลามากขึ้น

การสังเกตตนเอง คนในครอบครัว หรือคนใกล้ชิดว่าเข้าข่ายซึมเศร้าหรือไม่ พญ.พรรณพิมล บอกว่า ให้สังเกตพฤติกรรม 1.มักจะมีความคิดไปในทางลบตลอดเวลา รู้สึกสิ้นหวังมองโลกในแง่ร้าย รู้สึกผิด รู้สึกตัวเองไร้ค่าไม่มีความหมาย และคิดว่าไม่มีทางเยียวยาได้ จนทำให้มีความคิดที่จะทำร้ายตัวเอง คิดถึงแต่เรื่องความตาย 2.มักไม่สนใจสิ่งแวดล้อม ความสนใจหรือความเพลินใจในสิ่งต่างๆ ลดลงอย่างมาก รู้สึกอ่อนเพลีย การทำงานช้าลง การงานแย่ลง ไม่มีสมาธิ การตัดสินใจแย่ลง 3.มักจะมีความรู้สึกซึมเศร้า กังวล อยู่ตลอดเวลา หงุดหงิดฉุนเฉียว โกรธง่าย อยู่ไม่สุข กระวนกระวาย เป็นต้น 4.นอนไม่หลับ ตื่นเร็ว หรือบางรายนอนมากเกินไป บางคนเบื่ออาหารทำให้น้ำหนักลด บางคนรับประทานอาหารมากทำให้น้ำหนักเพิ่ม รวมทั้ง มีอาการทางกาย รักษาด้วยยาธรรมดาไม่หาย เช่น อาการปวดศีรษะ แน่นท้อง ปวดเรื้อรัง เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้จะทำให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน หรือทำให้การประกอบอาชีพ การเข้าสังคม หรือหน้าที่ด้านอื่นที่สำคัญบกพร่องลงอย่างชัดเจน

สามารถคัดกรองภาวะซึมเศร้าเบื้องต้นออนไลน์ได้ที่เวบไซต์กรมสุขภาพจิต https://www.suicidethai.com/elearning/test/depress1/asheet.asp?qid=1

3 ปัญหาทางสุขภาพจิตใกล้ตัวที่ต้องใส่ใจ!!!

2.โรคไบโพลาร์

นพ.พิชัย อิฏฐสกุล จิตแพทย์ประจำคลินิกโรคอารมณ์สองขั้ว ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ รพ.รามาธิบดี อธิบายเกี่ยวกับโรคไบโพลาร์ว่า     อาการของผู้ป่วยไบโพลาร์ จะมีอารมณ์และพฤติกรรมเปลี่ยนแปลงใน 2 ขั้ว ได้แก่ ช่วงอารมณ์ขึ้นหรืออารมณ์ดีมากๆ คึกคัก (Mania /Hypomania) เช่น ความคิดแล่นเร็ว คิดหลายเรื่องในเวลาเดียวกัน วอกแวก คำพูดเร็ว เสียงดัง ใครขัดใจจะหงุดหงิดฉุนเฉียวอย่างรุนแรง อาละวาดก้าวร้าว รู้สึกตัวเองมีพลังมาก มั่นใจในตัวเองมากขึ้น มีสิ่งที่อยากทำมากมายแต่ทำสิ่งหนึ่งยังไม่เสร็จก็จะเปลี่ยนไปทำอีกสิ่งหนึ่ง อารมณ์ครื้นเครงมากกว่าปกติ รู้สึกว่ามีความสุขมาก นอนน้อยกว่าปกติ ใช้จ่ายสิ้นเปลือง เป็นต้น

ช่วงอารมณ์เศร้า (Depression) ซึมเศร้า พูดน้อย ความสนใจสิ่งต่างๆ ลดลง สมาธิแย่ลง การนอนผิดปกติ เชื่องช้าลง รู้สึกไร้ค่า อยากตาย ความคิดอ่านช้าลง ไม่มั่นใจในตัวเอง หดหู่ เบื่อหน่าย ท้อแท้ มองโลกแง่ลบ จิตใจไม่สดชื่น ไม่สนุกสนานกับสิ่งที่เคยชอบทำ หงุดหงิดง่าย เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลีย ทั้งนี้อารมณ์ทั้ง 2 ช่วงจะต้องคงอยู่อย่างต่อเนื่องติดต่อกันอย่างน้อย 1-2 สัปดาห์ โดยเมื่อมีอาการแล้ว 1 ครั้ง โอกาสเป็นซ้ำอีกราว 90%

“การรักษา จิตแพทย์จะให้ยา ควบคู่กับการรักษาทางด้านจิตใจ โดยช่วยให้คนไข้เรียนรู้และปรับตัวกับปัญหา และรักษาด้วยวิธีอื่นๆ เช่น ใช้ไฟฟ้า ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของจิตแพทย์และแม้อารมณ์เป็นปกติแล้วยังต้องรับประทานยาเพื่อให้อารมณ์คงที่ ลดโอกาสการเกิดโรคซ้ำ โดยจิตแพทย์จะติดตามอาการผู้ป่วยต่ออย่างน้อย 1-2 ปี” นพ.พิชัยกล่าว

3 ปัญหาทางสุขภาพจิตใกล้ตัวที่ต้องใส่ใจ!!!

3.โรคติดพนัน                 

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร รองอธิบดีกรมสุขภาพจิต อธิบายเกี่ยวกับโรคติดพนันว่า ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า การเล่นพนันมากๆ จะส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในสมอง คล้ายกับคนติดสารเสพติด เรียกว่า การติดพนันบอล ถือเป็นโรคทางจิตเวชอย่างหนึ่ง โดยเป็นกลุ่มโรคที่ไม่มีสารติดชัดเจน แต่เกิดการติดจากการทำซ้ำๆ บ่อยๆ จนกระบวนการทางสมองเกิดการเปลี่ยนแปลง กระทั่งถึงจุดที่สมองมีร่องรอยการเล่นพนัน เมื่อคิดอยากจะเลิกก็เลิกไม่ได้ ซึ่งจากการติดสารเสพติดและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่จะมีสารเข้าไปในร่างกาย ขณะที่การติดพนันไม่มีสารเข้าสู่ร่างกาย

พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า การรักษาผู้ที่ป่วยเป็นโรคติดพนัน เหมือนกับการรักษาโรคติดสารเสพติดทั่วไป แต่จะมีการประเมินก่อนว่ามีอาการแค่ไหน จำเป็นต้องรักษาด้วยยา หรือเพียงการปรับเปลี่ยนความคิดที่เรียกว่า จิตบำบัด ที่ผ่านมาผู้ที่โทรเข้ามาปรึกษาเพื่อเลิกพนันทางสายด่วน 1323 ราว 80% จะรักษาในรูปแบบจิตบำบัด เพราะคนกลุ่มนี้จะยังไม่ถือว่าป่วยด้วยราคทางจิตเวช แต่จำเป็นต้องรับการบำบัดเพื่อไม่ให้กลายเป็นคนติดพนัน อีกร้อยละ 20 ถือเป็นกลุ่มที่ป่วยติดพนัน ต้องรักษาด้วยยา เนื่องจากมีภาวะเศร้า และอารมณ์หงุดหงิดจากความต้องการเลิกร่วมด้วย

“ผู้ที่ผ่านการบำบัดแล้ว หากพบว่าตนเองเริ่มรู้สึกเร้าใจจากการพนันเมื่อไหร่ จะต้องบอกให้เขากลับมาหาผู้ให้การรักษาก่อนที่จะกลับไปเล่น เพราะถ้ากลับไปเล่นแล้วโอกาสที่เลิกเล่นค่อนข้างยาก ทางที่ดีอย่าเข้าไปในวงจรของการพนัน” พญ.มธุรดา ย้ำ

นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต แนะนำว่า ประชาชนควรสังเกตพฤติกรรมของตนเองหรือคนใกล้ชิด หากมีอาการ 1 ใน 3 ข้อนี้ถือว่าเสี่ยงติดพนันบอลต้องรีบเข้ารับการบำบัด รักษา ได้แก่ 1.นอนไม่หลับ หงุดหงิด หรือวิตกกังวล เมื่อพยายามหยุดเล่นพนัน 2.ปิดบังครอบครัวหรือเพื่อน ไม่ให้รู้ว่าเสียพนัน และ 3.ต้องการความช่วยเหลือด้านการเงิน

 

โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239810

นพ.โสภณ เมฆธน, รพ.ประจำอำเภอ, รพ.ปากเกร็ดแห่งใหม่, โอ้ว้าว, นี่, คือ, ประจำ, อำเภอ, เปิด, ปาก, เกร็ด, แห่ง, ใหม่, นี่คือรพประจำอำเภอ

การศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ส.ค. 2559

โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่

สธ.เปิดรพ.ปากเกร็ดแห่งใหม่ เพิ่มศักยภาพ ขยายการเข้าถึงบริการประชาชน ลดความแอดอัด ลดเวลาการรอคอยการรักษา มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เปิดบริการ29ส.ค.นี้

         โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่         เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม ที่โรงพยาบาลปากเกร็ดแห่งใหม่ จ.นนทบุรี นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(ปลัดสธ.) กล่าวกลังการเป็นประธานในพิธีเปิดโรงพยาบาลปากเกร็ดแห่งใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ที่หมู่ 5 ต.คลองข่อย อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรีว่า รพ.ปากเกร็ดแห่งเดิมตั้งอยู่ที่ถนนแจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด เป็นโรงพยาบาลชุมชนเขตเมืองที่มีขนาดเล็กมากรับผู้ป่วยได้ 30 เตียง เป็นอาคารเดี่ยวบนพื้นที่ 200 ตารางวา ดูแลสุขภาพประชาชนอำเภอปากเกร็ดและพื้นที่ใกล้เคียง ขณะที่มีผู้ป่วยนอกมารับบริการปีละกว่า 200,000 คน เฉลี่ยวันละ 500 คน จึงมีความจำเป็นต้องสร้างอาคารแห่งใหม่ เพื่อพัฒนาคุณภาพบริการ รองรับความต้องการที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น สธ.จึงสนับสนุนงบประมาณ และกองทุนผ้าป่าฯ จากมูลนิธิโรงพยาบาลปากเกร็ด ประมาณ 200 ล้านบาท สร้างอาคารขนาด 60 เตียง แล้วเสร็จเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2559 จะเปิดให้บริการในวันที่ 29 สิงหาคม 2559 นี้ ซึ่งจะทำให้ประขาชนอำเภอปากเกร็ดและใกล้เคียงได้รับความสะดวกเข้าถึงบริการได้มากขึ้น

โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่

     “สธ.มีนโยบายในการพัฒนาคุณภาพ บริการให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ลดความแออัด ลดเวลารอคอยการรักษา โดยเฉพาะในเขตชุมชนเมือง ซึ่งมีปัญหาความแออัดไม่ได้รับความสะดวกในการรับบริการ ด้วยสถานที่ที่มีความคับแคบไม่สามารถรองรับจำนวนผู้รับบริการที่มีเพิ่มมากขึ้น”นพ.โสภณกล่าว

โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่

โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่

 นพ.วัฒนา โรจนวิจิตรกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า โรงพยาบาลปากเกร็ดเดิมที่มีสภาพแอดอัด ด้วยข้อจำกัดอาคารสถานที่ทำให้ ไม่สามารถขยายบริการ รองรับภาระงาน ที่เพิ่มขึ้นได้ ในปีพ.ศ.2549 จึงได้มีผู้บริจาคที่ดินบริเวณโรงพยาบาลแห่งใหม่รวม 10 ไร่เศษ จากนางชม้อย-นางสวิง ทองคำ นายพานิช ภักรตร์เจริญ และนายชอบ เดชใด และในปี 2554ได้รับงบประมาณก่อสร้างอาคารฯส่วนโรงพยาบาลแห่งเดิมยังคงเปิดให้บริการดูแลสุขภาพประชาขนในพื้นที่ต่อไป สำหรับอาคารแห่งใหม่ เป็นอาคารคอนกรีตสูง 7 ชั้น ชั้นล่างเปิดให้บริการคลินิกกายภายบำบัด เวชปฏิบัติครอบครัว งานบริการทั่วไป ชั้นที่ 2 เป็นแผนกผู้ป่วยนอก อุบัติเหตุและฉุกเฉิน ห้องเอ็กซเรย์ ห้องจ่ายยา ชั้นที่ 3 แผนกทันตกรรม ห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ ชั้นที่ 4 ห้องผ่าตัด 4 ห้อง ห้องคลอด 2 ห้อง ชั้นที่ 5 หอพักผู้ป่วยใน และห้องพักพิเศษ ชั้นที่ 6 เป็นหอพักผู้ป่วยหลังคลอด และชั้นที่ 7 งานประกันสุขภาพ และสำนักงานโรงพยาบาล

โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่

โอ้ว้าว! นี่คือรพ.ประจำอำเภอ เปิด“รพ.ปากเกร็ด”แห่งใหม่

          ปัจจุบัน มีนายแพทย์อนุกูล เอกกุล เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 17 คนแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว 3 คน พยาบาล 64 คน และเจ้าหน้าที่พร้อมให้บริการ ประชาชนสามารถบริจาคเพื่อสมทบทุนจัดซื้อเครื่องมือแพทย์และวัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เพื่อให้สามารถดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ ใช้เป็นเงินกองทุนสำหรับดูแลผู้ป่วยยากไร้ เช่น ยา วัสดุอุปกรณ์พิเศษบางรายการ ค่าใช้จ่ายที่ใช้ในการพักฟื้น ฟื้นฟูสภาพ โดยสามารถบริจาคได้ที่ โรงพยาบาลปากเกร็ด(แห่งเดิม) งานการเงินชั้น4 ในเวลาราชการ หรือตู้รับบริจาค หรือโอนเข้าธนาคารกสิกรไทย บัญชีออมทรัพย์ สาขาปากเกร็ด ชื่อบัญชี “กองทุนโรงพยาบาลปากเกร็ด” เลขที่บัญชี 142-2-74540-4 ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่โทรศัพท์ 09-8030-3947 , 02-9609900 ต่อ 440

 

เด็กไทยซิว 3 ทอง 4 เงิน 2 ทองแดงหุ่นยนต์นานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239792

สพฐ., หุ่นยนต์ 2016, เด็ก, ไทย, ซิว, ทอง, เงิน, ทองแดง, หุ่นยนต์, นานาชาติ, เด็กไทยซิว
สพฐ., หุ่นยนต์ 2016, เด็ก, ไทย, ซิว, ทอง, เงิน, ทองแดง, หุ่นยนต์, นานาชาติ, เด็กไทยซิว
สพฐ., หุ่นยนต์ 2016, เด็ก, ไทย, ซิว, ทอง, เงิน, ทองแดง, หุ่นยนต์, นานาชาติ, เด็กไทยซิว

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ส.ค. 2559

เด็กไทยซิว 3 ทอง 4 เงิน 2 ทองแดงหุ่นยนต์นานาชาติ

เด็กไทยคว้าแชมป์หุ่นยนต์นานาชาติ 3 เหรียญทอง 4 เหรียญเงิน 2 เหรียญทองแดง โดย 2 เด็กเก่งคว้ารางวัล Performant Award

ดร.พิธาน พื้นทอง ที่ปรึกษาด้านระบบพัฒนาเครือข่ายและการมีส่วนร่วม ผู้นำคณะข้าราชการและนักเรียนเข้าร่วมการแข่งขัน กล่าวว่า ตามที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับสมาคมวิชาการหุ่นยนต์แห่งประเทศไทย (TRS) โดยการสนับสนุนของสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยีไทย – ญี่ปุ่น (ส.ส.ท.)

นำคณะนักเรียนไปแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติ ในเวที World Robot Game 2016 ระหว่างวันที่ 24-28 สิงหาคม 2559 ณ เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซีย มีประเทศที่เข้าร่วมการแข่งขัน  5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย จีน เวียดนาม สิงคโปร์ และประเทศไทยมีจำนวนผู้เข้าแข่งขันกว่า 350 คน โดยประเทศไทยส่งนักเรียนเข้าร่วม จำนวน 6 ทีมๆละ 2 คนใน 8 ประเภท

ผลการแข่งขันปรากฏว่านักเรียนไทยได้รับรางวัล 3 เหรียญทอง ดังนี้ 2 เหรียญทอง โดยโรงเรียนบ้านอินทร์แปลง สพป.สกลนคร เขต 3 ในประเภทหุ่นยนต์ค้นหาและกู้ภัย (Search &Rescue Robot) รุ่นจูเนียร์ และประเภทหุ่นยนต์ซูโม่ขา (Sumo Robot) รุ่นจูเนียร์ โดยเด็กชายสิริชัย กลมเกลี้ยง และ เด็กชายตะวัน ทองสุข นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 1 เหรียญทอง จากโรงเรียนหนองบัว สพม.เขต 42 จังหวัดนครสวรรค์ ในประเภทหุ่นยนต์เคลื่อนที่ตามเส้น(Line Tracing Robot-iBEAM) รุ่นซีเนียร์ โดยนายนทีเทพ ชัยศิรินทร์  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

สำหรับรางวัลเหรียญเงิน 4 เหรียญ ได้แก่ ราวัล 2 เหรียญเงิน จากโรงเรียนแปลงยาวพิทยาคม สพม.เขต 6 จังหวัดฉะเชิงเทรา ในประเภทประเภทหุ่นยนต์ค้นหาและกู้ภัย (Search &Rescue Robot) รุ่นซีเนียร์ และประเภทหุ่นยนต์ซูโม่ขา (Sumo Robot) รุ่นซีเนียร์ โดยเด็กชายบัญชา พวงพิกุล และ เด็กชายโสภณ บัวตัน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3, รางวัล 1 เหรียญเงิน โรงเรียนศรีสวัสดิ์วิทยาคาร สพม.เขต 37 จังหวัดน่าน ในประเภทหุ่นยนต์ดับเพลิง (Fire Fighting Robot) รุ่นซีเนียร์ โดยนายกฤตเมธ ถาวงค์ และ นายนิรันดร์ วงศ์พรมมา นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และรางวัล 1 เหรียญเงิน โรงเรียนหนองบัว สพม.เขต 42 จังหวัดนครสวรรค์ ประเภทหุ่นยนต์เคลื่อนที่ตามเส้น(Line Tracing Robot-iBEAM) รุ่นซีเนียร์ โดยนายสหรัฐ ปฏิสนธิ์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5

ดร.พิธาน กล่าวอีกว่า ส่วนรางวัลเหรียญทองแดง 2 เหรียญ ได้แก่ ประเภทหุ่นยนต์ดับเพลิง (Fire Fighting Robot) รุ่นซีเนียร์ โดยนายอภิสิทธิ์ บุญทูล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ นายธนากร หอมนวล นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมทับทิมสยาม 04 ในพระอุปถัมภ์ สพม.เขต 33 จังหวัดสุรินทร์ และประเภทหุ่นยนต์ดำน้ำ(Underwater Robot) โดยนายนทีเทพ ชัยศิรินทร์  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนหนองบัว สพม.เขต 42 จังหวัดนครสวรรค์

นอกจากนี้ นายหัสวรรษ อัคติ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ เด็กชายปุณยวัฒน์ เจริญท้าว นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กาฬสินธุ์ สพม. เขต 24 จังหวัดกาฬสินธุ์ ยังคว้ารางวัล Performant Award มาครองได้อีกด้วย

“ขอแสดงความยินดีกับนักเรียนไทยและครูที่ปรึกษาทุกคน ที่ได้รับรางวัลและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติในครั้งนี้ ซึ่งนอกเหนือจากที่ได้รับรางวัลแล้วยังเป็นการสะท้อนได้ถึงความสำเร็จของกระบวนการจัดการเรียนการสอนของครูผ่านสื่อหุ่นยนต์อีกด้วย และถือเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนไทยได้แสดงความสามารถ รวมทั้งเป็นการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และทำงานร่วมกันเป็นทีม เพื่อที่จะได้นำความรู้และประสบการณ์มาพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในอนาคต ให้เกิดความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ ๆ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ต่อไป”ดร.พิธาน กล่าว

ภาพ ประชาสัมพันธ์ สพฐ.