อภัยภูเบศรแนะรัฐส่งเสริมวิจัยเครื่องสำอางสมุนไพร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239771

อภัยภูเบศร, อภัย, แนะ, รัฐ, ส่งเสริม, วิจัย, เครื่องสำอาง, สมุนไพร

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ส.ค. 2559

อภัยภูเบศรแนะรัฐส่งเสริมวิจัยเครื่องสำอางสมุนไพร

อภัยภูเบศรแนะรัฐส่งเสริมวิจัยเครื่องสำอางสมุนไพรจากฐานภูมิปัญญา ดันดุลการค้าบวก

            ในปัจจุบันผู้คนต่างให้ความใส่ใจในเรื่องสุขภาพอนามัย การเสริมสร้างบุคลิกภาพให้ดูดี จึงทำให้ตลาดเครื่องสำอางของไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีอัตราเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10 ซึ่งนับว่าอยู่ในเกณฑ์ดี  ในปี 2558 เครื่องสำอางมีมูลค่าตลาดในประเทศถึง 2.1 แสนล้านบาท แบ่งเป็นตลาดในประเทศ 1.2 แสนล้านบาท และตลาดส่งออกที่ทำรายได้ให้ประเทศกว่า 9 หมื่นล้านบาท

อภัยภูเบศรแนะรัฐส่งเสริมวิจัยเครื่องสำอางสมุนไพร

แต่ในขณะเดียวกันการนำเข้าเครื่องสำอางจากต่างประเทศก็มีแนวโน้มสูงขึ้น  อย่างในปี 2558 มีมูลค่านำเข้ากว่า 3 หมื่นล้านบาท  ถึงแม้จะมีมูลค่าน้อยกว่าการส่งออก  แต่ก็เป็นตัวเลขที่น่าจับตามอง  เนื่องจากเครื่องสำอางเป็นสินค้าแฟชั่น ความนิยมโดยเฉพาะในหมู่วัยรุ่นขึ้นกับกระแสความนิยมในดาราต่างชาติ ดังนั้นการพัฒนาเครื่องสำอางเพื่อให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคจำเป็นต้องมีงานวิจัยสนับสนุน

อภัยภูเบศรแนะรัฐส่งเสริมวิจัยเครื่องสำอางสมุนไพร

            มูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ธุรกิจเพื่อสังคมชั้นนำ ที่มีการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อส่งเสริมการพึ่งตนเองด้านสุขภาพของประเทศ  ได้เสนอแนะภาครัฐให้ส่งเสริมการวิจัยพัฒนาเครื่องสำอางจากภูมิปัญญาไทยเพื่อสร้างดุลการค้าด้านบวก  ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร  ผู้แทนกรรมการบริหารของมูลนิธิ ฯ ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า “การพัฒนาเครื่องสำอางจากสมุนไพรที่ผ่านมา  เราได้นำภูมิปัญญาสมุนไพรไทยมาใช้เป็นฐานในการพัฒนา  ประกอบกับค้นคว้าการศึกษาวิจัยสมัยใหม่ที่ช่วยสนับสนุนการใช้สมุนไพรไทยนั้น ๆ จากการทำงานกว่า 20 ปี  เราค้นพบสิทธิบัตรของสมุนไพรไทยที่ถูกจดโดยต่างชาติแล้วมากกว่า 100 ฉบับ  สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าสมุนไพรไทยมีประสิทธิภาพและปลอดภัย  และมีศักยภาพที่สามารถมาพัฒนาต่อยอดให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ  ในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 13 นี้ จะมีการรวบรวมสมุนไพรที่สามารถนำมาพัฒนาเป็นเครื่องสำอางได้หลากหลายชนิด

โดยเฉพาะเรื่องฝ้าที่นับเป็นปัญหาของหญิงไทย เราก็จะนำเสนอสมุนไพรที่ใช้ได้ดีกับฝ้า  ที่บางชนิดมีงานวิจัยและสิทธิบัตรในต่างประเทศแล้ว อย่าง มะขามป้อม  ใบฝรั่ง หัวกลอย  มะหวด  ดู่ท่ง ตาลเดี่ยว  เมล็ดบานเย็นและผักเบี้ยใหญ่  หรือกระแสของเวชสำอาง หรือ Cosmeceuticalsที่รวบรวมคุณสมบัติของเครื่องสำอางกับยาไว้ด้วยกันนั้น ก็มีสมุนไพรที่น่าจะสามารถนำมาพัฒนาเป็นเวชสำอางต่อได้  อย่างอัญชัน  ขมิ้นชัน  บัวบก  รางจืด  ว่านหางจระเข้  ดาวเรือง ความรู้เหล่านี้เรารวบรวมไว้ในหนังสือบันทึกแผ่นดิน 9 สมุนไพรในภาวะโลกร้อน  ที่แจกจ่ายให้กับประชนหรือผู้ประกอบการที่สนใจฟรีวันละ 200 เล่มในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ  เราหวังว่าองค์ความรู้ภูมิปัญญาที่บันทึกในหนังสือจะจุดประกายให้ผู้ประกอบการหรือภาครัฐนำสมุนไพรไทยไปพัฒนาเป็นเครื่องสำอางและเวชสำอาง เพื่อสร้างมูลค่าเศรษฐกิจ  ลดการนำเข้าได้มากขึ้น”

ผู้สนใจสมุนไพรและความรู้ภูมิปัญญาสามารถเข้าร่วมงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 13 ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม – 4 กันยายน 2559  อิมแพ็คเมืองทองธานี อาคาร 6-8

 

วธ.โชว์ภาพดาราไทยในอดีตตตั้งแต่ปี2470-2540

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239581

ภาพยนตร์ไทย, ในอดีต, ดาราไทย, วธโชว์ภาพดาราไทยในอดีตตตั้งแต่ปี24702540
ภาพยนตร์ไทย, ในอดีต, ดาราไทย, วธโชว์ภาพดาราไทยในอดีตตตั้งแต่ปี24702540
ภาพยนตร์ไทย, ในอดีต, ดาราไทย, วธโชว์ภาพดาราไทยในอดีตตตั้งแต่ปี24702540
ภาพยนตร์ไทย, ในอดีต, ดาราไทย, วธโชว์ภาพดาราไทยในอดีตตตั้งแต่ปี24702540
ภาพยนตร์ไทย, ในอดีต, ดาราไทย, วธโชว์ภาพดาราไทยในอดีตตตั้งแต่ปี24702540

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

วธ.โชว์ภาพดาราไทยในอดีตตตั้งแต่ปี2470-2540

วธ.เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครองราชย์ครบ 70 ปี จัด “นิทรรศการดาราภาพยนตร์ไทย” นำภาพหายากตั้งแต่ปี 2470-2540 กว่า 150 ภาพมาจัดแสดงที่หอศิลป์ กทม.

เมื่อวันที่ 25 ส.ค. – ศ.ดร. อภินันท์ โปษยานนท์ ปลัด วธ.เป็นประธานแถลงข่าว “นิทรรศการดาราภาพยนตร์ไทย เทิดไท้ครองราชย์ 70 ปี” เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติครบ 70 ปี ว่า วธ.ร่วมกับหอภาพยนตร์(องค์การมหาชน) หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหา นคร สมาพันธ์สมาคมภาพยนตร์แห่งชาติ สมาคมผู้กำกับภาพยนตร์ไทย สมาคมถ่ายภาพแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ บริษัท ฉายาจิตรกร (ยิ้ม-นวลจันทร์) จำกัด และชมรมวิจารณ์บันเทิง จัดโครงการนิทรรศการดาราภาพยนตร์ไทย เทิดไท้ครองราชย์ 70 ปี เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเป็นองค์อุปถัมภกแก่วงการภาพยนตร์ไทย อีกทั้งเพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติบุคลากรในวงการภาพยนตร์ไทยในอดีต และศิลปินร่วมสมัย

โดยนำภาพถ่ายดาราภาพยนตร์ไทยในอดีตและร่วมสมัยที่มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักในช่วง พ.ศ. 2470–2540 กว่า 150 ภาพ อาทิ  จรัสศรี สายะศิลปี, ปรียา รุ่งเรือง, มิตร ชัยบัญชา, เพชรา เชาวราษฎร์, ภาวนา ชนะจิต, พิศมัย วิไลศักดิ์ และอรัญญา นามวงศ์ เป็นต้นมาจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการให้ประชาชนทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศได้มีโอกาสชื่นชมที่บริเวณโถงชั้น 1 ผนังโค้งชั้น 3 และชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ระหว่างวันที่ 6-25 ก.ย.นี้

” ความพิเศษของนิทรรศการนี้มี เป็นการรวมรวมภาพถ่านดาราไทยในอดีต หลายภาพหาชมได้ยาก ขณะที่ดาราหลายคนในภาพก็ถูกหลงลืมไปแล้ว กิจกรรมนี้ จึงเป็นการให้ความสำคัญกับดาราไทย ย้อนอดีตตั้งแต่ปี 2470 ถึง 2540 ภาพถ่ายแต่ละภาพยังสะท้อนให้เห็นถึงเหตุการณ์ในยุคสมัยก่อน และยังบ่งบอกถึงความสามารถของดาราไทยที่มีไม่แพ้ชาติใด ” ปลัด วธ. กล่าวและว่า นอกจากนี้ภายในงานยังมีการจัดกิจกรรมเสวนาองค์ความรู้ และการจัดฉายภาพยนตร์ไทยที่หาชมได้ยาก เพื่อให้ประชาชนชาวไทยและชาวต่างประเทศได้เห็นคุณค่าทางด้านวัฒนธรรมในงานภาพยนตร์ไทย อีกทั้งให้เด็กและเยาวชนได้ศึกษาและเรียนรู้วัฒนธรรมไทยที่เกี่ยวข้องกับงานด้านภาพยนตร์ผ่านศิลปะภาพถ่ายด้วย

ด้าน น.ส.พิศมัย วิไลศักดิ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่วธ.ยังนึกถึงดาราในอดีตอย่างพวกเรา ซึ่งนิทรรศการภาพถ่ายนี้ จะทำให้เด็กรุ่นใหม่ได้รู้จักดาราไทยรุ่นเก่าๆ ที่เด็กรุ่นใหม่ไม่คุ้นเคย และได้เรียนรู้การทำงานของดาราในอดีต และอยากให้นักแสดงรุ่นใหม่ๆมาชมนิทรรศการ เพราะจะได้เห็นถึงความยากลำบากในการทำงานของดาราในอดีต

 

คมชัดลึกรับรางวัลคนดีข่าวเยาวชนดีเด่น’ 59

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239576

ี59, คมชัดลึกรับรางวัลคนดีข่าวเยาวชนดีเด่น ี59, คนดี ประเทศไทย สาขาสื่อมวลชน ข่าวส่งเสริมเยาวชนดีเด่น ปี 59, คมชัด, ลึก, รับรางวัล, คนดี, ข่าว, เยาวชน, ดีเด่น, นคร45

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

คมชัดลึกรับรางวัลคนดีข่าวเยาวชนดีเด่น’ 59

เผยรางวัลโครงการ “คนดี ประเทศไทย” สาขาสื่อมวลชน ข่าวส่งเสริมเยาวชนดีเด่น ปี 59 จำนวน 26 รางวัล เชิดชูสื่อมวลชนเผยแพร่ข่าวสารคุณงามความดีของเยาวชนให้กับสังคม

      นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารเซเว่น อีเลฟเว่น  กล่าวว่า บริษัทฯ ได้ร่วมกับ มูลนิธิคนดี(ประเทศไทย) และสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทย จัดโครงการมอบรางวัล “คนดีประเทศไทย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 เพื่อจุดประกายให้ผู้คนในสังคมไทยตระหนักถึงความสำคัญของการทำความดี ปีนี้ได้มีการมอบรางวัลคนดีประเทศไทย สาขาสื่อมวลชน ข่าวส่งเสริมเยาวชนดีเด่น ประจำปี 2559 จำนวน 26 รางวัล เพื่อเชิดชูสื่อมวลชนที่ได้ร่วมเผยแพร่ข่าวสารคุณงามความดีของเยาวชนให้กับสังคมเป็นกำลังใจสำคัญให้ทำความดียิ่งๆขึ้นไปและสร้างความตระหนักในเรื่องการทำความดีให้แก่สังคมมากขึ้น

คมชัดลึกรับรางวัลคนดีข่าวเยาวชนดีเด่น' 59

    รางวัลคนดีประเทศไทยสาขาข่าวส่งเสริมเยาวชนดีเด่น ประเภทสื่อหนังสือพิมพ์ ประกอบด้วย หนังสือพิมพ์ข่าวสด, หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก, หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ, หนังสือพิมพ์เดลินิวส์,หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, หนังสือพิมพ์บ้านเมือง, หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ, หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน, หนังสือพิมพ์มติชน และ นสพ.สยามรัฐ

คมชัดลึกรับรางวัลคนดีข่าวเยาวชนดีเด่น' 59

      ประเภทรายการโทรทัศน์ ได้แก่ รายการ ครอบครัวข่าวเด็ก ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3, ทุ่งแสงตะวัน ทางสถานีวิทยุโทรทัสน์ไทยทีวีสีช่อง 3, กล้าคิด กล้าทำ ทางสถานีวิทยุกองทัพบกช่อง 5 , ข่าวผู้เยาว์ ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7, Mom club ทางช่อง Mcot Family, เด็กอวดดี ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย ช่อง 11 NBT, Thai PBS Kids Club ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส, ห้องข่าวเยาวชน ทางสถานีโทรทัศน์ TNN24 และ Kids ดี ธรรม ดี ทาง สถานีโทรทัศน์ Spring News ประเภทสื่อเว็บไซต์ ได้แก่ เว็บไซต์ Dek-d.com, Eduzones.com, Sanook.com,Vcharkarn.com และKapook.com ประเภทสื่อวิทยุ ได้แก่ รายการสรวลสนุกทาง FM 92.0

นายศิโรจน์ มิ่งขวัญ ประธานมูลนิธิคนดี (ประเทศไทย)และนายกสมาคมนักข่าวอาชญากรรมแห่งประเทศไทยกล่าวว่า“รางวัล“คนดี ประเทศไทย” ปีที่8 ประจำปี 2558-2559มีทั้งหมด 5 สาขา คือ1.สาขาเยาวชนได้แก่ ด.ช.ธีรพัฒน์ หรือ น้องเจมส์ วงษ์บุญมี อายุ 8 ปี นักเรียนชั้น ป.2 โรงเรียนวัดหนองกอไผ่ จ.พิจิตร รับภาระเลี้ยงดูพ่อแม่ที่ป่วยทั้งคู่และต้องอุ้มน้องชาย 1 ขวบ 7 เดือน มาเรียนหนังสือด้วย2.สาขาประชาชนผู้กล้าหาญได้แก่ นายคมกริช เรืองไพศาล ชาวจ.นครราชสีมา เป็นพลเมืองดีช่วยจับโจรชิงทรัพย์แม่ค้าแล้วโดนยิงปอดทะลุไขสันหลังจนพิการเดินไม่ได้ตลอดชีวิต ส่วนแม่ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจก็มาเสียชีวิตจากไป

คมชัดลึกรับรางวัลคนดีข่าวเยาวชนดีเด่น' 59

     3.สาขาประชาชนสำนึกดีได้แก่ นายสิริวรรน์ กชเรืองเอี่ยม อายุ 58 ปี ประธานชุมชนคาลเท็กซ์ ถนนพระราม 3 กรุงเทพมหานคร ได้ริเริ่มการทำแปลงเกษตรในเมืองเพื่อสร้างเป็นศูนย์การเรียนรู้ โดยมุ่งหวังให้เยาวชนหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์และยาเสพติด ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 10 ปี ปัจจุบันนี้ได้มีการประสานงานด้านการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.)ในเขตยานนาวาเพื่อเปิดเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชน มีนักเรียนกศน.มาเข้าศึกษาในหลักสูตรประมาณ 200 คน

4.สาขาข้าราชการตำรวจได้แก่ ด.ต.มานะ จอกโคกสูง วัย 43 ปี เจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรโครงการพระราชดำริ ช่วยเหลือผู้หญิงครรภ์แก่ใกล้คลอดในช่วงการจราจรติดขัดในเขตพื้นที่กทม.และปริมณฑล ในช่วงที่ผ่านมาได้ช่วยทำคลอดให้กับคุณแม่ท้องแก่ไปแล้วจำนวน 47 ราย5.สาขานักกู้ภัยได้แก่ นายอัญวุฒิ โพธิ์อำไพ หรือ “นคร45” ได้ทำงานช่วยผู้บาดเจ็บและเก็บศพด้วยใจสาธารณะมากว่า 25 ปี

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239573

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19, เนชั่น, พัฒน์, จัด, ทบทวน, ความรู้, สู่, มหาวิทยาลัย, ครั้ง, ที่, ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19, ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19 , ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

เนชั่นทีวีจับมือสหพัฒน์จัด“ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19”ติวเข้มครบทุกวิชา O-NET / GAT-PAT และ 9 วิชาสามัญ ถ่ายทอดสด 4 ภาค สมัครวันนี้ถึง26ก.ย.

สหพัฒน์ร่วมกับเนชั่นทีวี บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ และม.หอการค้าไทย เดินหน้านโยบายสนับสนุนด้านการศึกษา เตรียมเปิดเวทีติวเข้มครั้งใหญ่“โครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่19”ต่อยอดโอกาสให้เยาวชนไทยได้เรียนอย่างเท่าเทียม ด้วยการจัดสอนพร้อมกัน 4 ภาค 4 มหาวิทยาลัย ตั้งเป้าหมายถ่ายทอดบรอดแบนด์ไปยังโรงเรียนอีกกว่า 800 แห่ง ใน 77 จังหวัด เจาะลึกข้อสอบ ครบทุกวิชา O-NET / GAT-PAT และ 9 วิชาสามัญ โดยกองทัพอาจารย์และติวเตอร์ชื่อดัง เผยไฮไลต์พิเศษแนะแนวเทคนิคเตรียมตัวก่อนสอบ พร้อมเสริมติวเข้มอังกฤษและสังคมศึกษาโดยเปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ถึงวันที่26 กันยายนนี้

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

จากซ้ายไปขวา กิตติพงศ์  โกฏิวิเชียร  ,วิวัฒน์ พงศธร ,เวทิต โชควัฒนา ,อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ และผู้ช่วยศาสตราจารย์มานา  ปัจฉิมนันท์ 

 

เมื่อวันที่ 25 สค.บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) โดยนายเวทิต โชควัฒนากรรมการรองผู้อำนวยการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับเนชั่น ทีวี โดยบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ซึ่งมี อดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เนชั่น บรอดแคมติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) นายวิวัฒน์ พงศธร จากบริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัดผู้ร่วมก่อตั้งและสนับสนุนการถ่ายทอดสดสัญญาณบรอดแบนด์และ ผู้ช่วยศาสตราจารย์มานา ปัจฉิมนันท์ รองอธิการบดีฝ่ายสื่อสารการตลาดและวิเทศสัมพันธ์  มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งเป็นพันธะมิตร จัดโครงการ “ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19 ” ร่วมกันแถลงข่าว เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย

และเพื่อเปิดโอกาสความเท่าเทียมทางการศึกษาในทุกภาคส่วนของประเทศ โดยจะมีการถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์ไปยังโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศที่สมัครเข้าร่วมโครงการ โดยได้รับการสนับสนุนการถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์จากบริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด (DCS)ซึ่งในปีที่ผ่านมาได้ถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์ ครบทั้ง 77 จังหวัด มีโรงเรียนเข้าร่วมโครงการกว่า 800 โรงเรียน

นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการรองผู้อำนวยการบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน)กล่าวว่า สหพัฒน์ เล็งเห็นความสำคัญของการสนับสนุนด้านการศึกษาที่เท่าเทียมให้กับเยาวชนไทย จึงได้จัดโครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯ มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งปีนี้เป็นปีที่ 19 โดยความร่วมมืออันดีระหว่างผลิตภัณฑ์มาม่าบิสชิน มองต์เฟลอ และสตาร์ อินฟินิติ เพื่อมอบโอกาสให้เยาวชนไทยจากทั่วทุกภาคของประเทศได้ทบทวนความรู้เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

    เวทิต โชควัฒนา

 

สำหรับโครงการทบทวนความรู้ฯ กับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19 เตรียมจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 3 – 9 ตุลาคม 2559 โดยในวันที่ 3 – 8 ตุลาคมนี้เป็นการจัดการเรียนการสอนพร้อมกันทั้ง 4 ภาค 4 มหาวิทยาลัย เวลา 08.00 – 17.00 น. ภาคเหนือ ที่อาคารเอนกประสงค์ : ห้องพระราชทานปริญญาบัตร มหาวิทยาลัยนเรศวร

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่หอประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภาคใต้ ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วันที่3-9 ตุลาคม 2559 (7 วัน) : กรุงเทพ ที่หอประชุมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เวลา 08.00 – 17.00 น.

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

โดยปีนี้ จะมีการแนะแนวก่อนเรียน เวลา 08.00-09.00 น.โดยติวเตอร์ชั้นแนวหน้า วันจันทร์ที่ 3 ทีมพี่แนน Enconcept วันอังคารที่ 4 ทีม Ondemand วันพุธที่ 5 ทีม We by the Brain วันพฤหัสที่ 6 ทีมครูติ่ง วันศุกร์ที่ 7 โดยอาจารย์พยุงศักดิ์ แก่นจันทร์ และอาจารย์ศราภรณ์ คุณะวัฒน์สถิตย์ ส่วน วันที่ 9 ตุลาคม 2559 : เวลา 08.30 – 16.00 น. ส่วนการกาภาคเช้า พบกับ ติว Eng ครูพี่โอม พัฐดลย์ โสภาจิตต์วัฒนะ (Forward English) และครูพี่หนูกฤติกา ปาลกะวงศ์ บ่าย พบกับ : สังคมครูพี่หมุย So-ci Thai และครูพี่เบียร์

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ทั้งนี้การถ่ายทอดผ่านสัญญาณบรอดแบนด์ โครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ จัดให้มีการถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์ จากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ไปยังโรงเรียนที่สมัครเข้าร่วมโครงการ(โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย) โดยโรงเรียนที่สนใจสมัครเข้าร่วมโครงการรับสัญญาณบรอดแบนด์ สามารถติดต่อ ผ่านทางFacebook : 247friend ระบุชื่อโรงเรียน จังหวัด โทรศัพท์ Email ในการติดต่อ

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

โดยโครงการ “ทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ครั้งที่ 19” ได้ปรับปรุงรูปแบบโครงการฯ ให้ทันสมัย เน้นการติวข้อสอบ โดยเก็งข้อสอบ พร้อมเฉลย จากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิของแต่ละวิชา และติวเตอร์ผู้มีความรู้ ความสามารถ ซึ่งนักเรียนสามารถนำไปใช้สอบได้ทุกระบบ คือ สามารถนำไปใช้สำหรับการสอบ O-Net, GAT, PAT และวิชาสามัญ ของระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์

ดั้งนั้น โครงการฯ จึงจัดให้มีการติวทั้งหมด 9 วิชา ดังนี้1. วิชาคณิตศาสตร์ (O-Net, PAT 1 และสามัญ คณิตศาสตร์) 2. วิชาภาษาไทย (O-Net, GAT ภาษาไทย และสามัญ ภาษาไทย) 3. วิชาภาษาอังกฤษ (O-Net และ GAT ภาษาอังกฤษ และสามัญ อังกฤษ) 4. วิชาสังคมศึกษา (O-Net และสามัญ สังคมศึกษา)5. วิชาวิทยาศาสตร์ (O-Net) 6. วิชาฟิสิกส์ (PAT 2 ฟิสิกส์ และ ฟิสิกส์สามัญ)7. วิชาเคมี (PAT 2 เคมี และเคมีสามัญ)8. วิชาชีววิทยา (PAT 2 ชีววิทยา และชีววิทยาสามัญ) 9. วิชาความถนัดทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ (PAT 3)

โดยปีนี้ คือ การพัฒนาหลักสูตรให้มีความเข้มข้น ทันสมัยครอบคลุมทุกกลุ่มวิชา O-NET / GAT-PAT และ 9 วิชาสามัญ ซึ่งนักเรียนสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้ในทุกสนามสอบ ทั้งระบบแอดมิชชั่นและระบบรับตรงผ่านเคลียริ่งเฮาส์อีกทั้ง ยังได้เชิญอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งจากมหาวิทยาลัยและสถาบันติวชั้นนำของไทย 39 คน

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ครูติ่ง กรกฤช ศรีวิชัย จาก Kru Club เชียงใหม่

    อาทิ ครูพี่แนน-อริสรา ครูพี่กิฟต์ จาก เอ็นคอนเซ็ปต์ พี่โหน่ง พี่เต๋อ พี่วิเวียน จาก ออนดีมานด์ พี่เอ๋พี่กอล์ฟ พี่ฟาร์ม จาก วี บายเดอะเบรน อ.อนุวัฒน์ อ. ชัย จาก พินนาเคิล ผศ.ดร.สาธิตา จากสถาบันภาษาจุฬา อ.พยุงศักดิ์ และอ.ศุภชัย จาก ม.มหิดลเป็นต้นมาร่วมถ่ายทอดความรู้แบบเจาะลึกทุกกลุ่มวิชา

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ครูมิ้น ผศ.ดร.สาธิตา วัฒนโภคากุล จากสถาบันภาษาจุฬาฯ

 

    นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมพิเศษที่จัดขึ้นเพื่อเติมเต็มสาระความรู้ของโครงการให้ครบถ้วนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ด้วยการจัดกิจกรรมแนะแนวก่อนติวโดยเชิญอาจารย์คุณภาพจากสถาบันที่มีชื่อเสียงมาคอยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวให้พร้อมก่อนสอบ และตอบข้อสงสัยต่างๆ ของนักเรียน รวมทั้งยังเสริมหลักสูตรการติวเข้มวิชาภาษาอังกฤษและสังคมศึกษา โดย 4 ติวเตอร์ชั้นนำ ได้แก่ ครูพี่โอม จากฟอร์เวิร์ดอิงลิช ครูพี่หนู จากโฮม เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ครูพี่หมุย จากโซไซไทย และครูพี่เบียร์ จากดิแอ็คขอนแก่น

 

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ครูพี่เอ๋  วิเศษ กี่สุขพันธ์ จาก เดอะเบรน

 “โครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ ถือเป็นโครงการเดียวที่จัดสอนพร้อมกัน 4 ภาค 4 มหาวิทยาลัย และถ่ายทอดสัญญาณบรอดแบนด์ไปทั่วประเทศ ช่วยให้นักเรียนในทุกพื้นที่สามารถเข้าถึงการเรียนได้อย่างเท่าเทียมกัน อีกทั้งเนื้อหาการสอนก็ครอบคลุมทุกกลุ่มวิชา และยังเปิดโอกาสการติวย้อนหลัง รวมทั้งดาวน์โหลดเอกสารประกอบการเรียนผ่านเว็บไซต์ได้อีกด้วย จึงทำให้เชื่อมั่นว่าโครงการในปีนี้จะยังคงได้รับความสนใจจากนักเรียน ม.ปลาย ทั่วประเทศ ซึ่งคาดว่าจะเข้าร่วมโครงการกว่า 8 แสนคน” นายเวทิต กล่าว

 

 

เนชั่น-สหพัฒน์จัดทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยฯครั้งที่19

ครูพี่ฟาร์มมี่ ปิยะวัฒน์ วิรัชวัฒนกุล จากเดอะเบรน

   สำหรับสิ่งที่นักเรียนจะได้รับ คือได้ทดลองทำข้อสอบใน 9 วิชา โดยการเก็งข้อสอบของอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ก่อนการสอบสนามจริง ได้. เอกสารประกอบการบรรยายทุกวิชา พร้อมเฉลย เพื่อนักเรียนจะได้เรียนรู้วิธีการทำข้อสอบ ซึ่งการ. เข้าร่วมโครงการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆสมัครผ่านทางเว็บไซด์ ดังนี้www.sahapat.co.th และ. http://www.247friend.net วันนี้ถึงวันที่ 26 กันยายนประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ วันที่ 29 กันยายน 2559 ผ่านทางเว็บไซต์ http://www.247friend.net พร้อมระบุสถานที่เรียน นักเรียนพิมพ์ barcode เพื่อเป็นบัตรลงทะเบียนหน้างาน

โดยน้องนักเรียนที่ได้รับสิทธิ์เข้าร่วมโครงการ ให้ Print barcode บัตรผู้เข้าร่วมติว เพื่อลงทะเบียนเข้างาน (ผ่านระบบ บาร์โค้ด) โดยนำบัตรผู้เข้าติว มาลงทะเบียนที่หน้างาน ก่อนเริ่มเวลาเรียนอย่างน้อย 30 นาที สำหรับน้องๆที่สนใจโครงการทบทวนความรู้สู่มหาวิทยาลัยกับสหพัฒน์ สามารถดูทบทวนย้อนหลังได้ ระยะเวลา 1 ปี ผ่านทาง website หรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่Facebook : Sahapat admission ,facebook : 247friend

 

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239565

สมุนไพรลดโลกร้อน, คว่ำตายหงายเป็น, ดาวเรือง, สาวเชียงใหม่, บานเย็น, สมุนไพรลดฝ้า, ลดเสี่ยงต้อกระจก, ใบฝรั่ง, มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ, สมุนไพร, ใกล้, ตัว, เหมาะ, ใช้, ภาวะ, โลก, ร้อน, ฝ้า, เสี่ยง, ต้อกระจก, สมุนไพร ลดโลกโรคร้อน

การศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

14สมุนไพรเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน คว่ำตายหายเป็นลดร้อนในดวงตา สาวเชียงใหม่แก้ร้อนใน บานเย็น-ใบฝรั่งลดฝ้า ดาวเรืองลดเสี่ยงต้อกระจก สธ.จัดใหญ่มหกรรมสมุนไพร31ส.ค-4ก.ย.

         เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) แถลงข่าวมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 13 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 31 ส.ค. -4 ก.ย. 2559 ที.อิมแพ็คเมืองทองธานีว่า ในปี 2557 พบว่ามูลค่าการใช้และส่งออกสมุนไพรรวมกว่า 2.4 แสนล้านบาท โดยกลุ่มเครื่องสำอางมีมูลค่า 1.4 แสนล้านบาท กลุ่มอาหารเสริม 8 หมื่นล้านบาท ส่วนกลุ่มสปาและผลิตภัณฑ์ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และกลุ่มยาโบราณตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยมูลค่าประมาณ 1 หมื่นล้านบาท มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มขึ้นทุกปี โดยการจัดมหกรรมสมุนไพรจะเป็นการทำให้ประชาชนคนไทยได้ใช้สมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรมากขึ้น ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลที่จะพัฒนาการแพทย์แผนไทยและสมุนไพรตั้งแต่ต้นทางคือวัตถุดิบมีคุณภาพจนถึงปลายทางเรื่องการตลาด

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

            นพ.สุริยะ วงศ์คงคาเทพ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า งานในปีนี้นับเป็นครั้งแรกที่จะมีมหานครแห่งสมุนไพร เป็นการแสดงนวัตกรรมและงานวิจัย จากผู้ประกอบการ 7 กลุ่ม ได้แก่ ยาสมุนไพร อาหารเสริม เครื่องสำอาง สปา วัตถุดิบและสารสกัด ผลิตภัณฑ์สัตว์ และกลุ่มเทคโนโลยีการผลิต มีคลินิกให้คำปรึกษาการพัฒนาธุรกิจ

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

            ก่อนหน้านั้น มีการเสวนา เรื่อง “สมุนไพร ลดโลก(โรค)ร้อน” ดร.ภญ.สุภาภรณ์ ปิติพร รองผู้อำนวยการด้านการแพทย์แผนไทย รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร  กล่าวว่า พืชสมุนไพรที่จะช่วยลดโรคจากสภาวะโลกร้อนมีมากมายหลายชนิด  ที่รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศรแนะนำภายในงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 23 ประจำปี2559 อย่างน้อย 14 ชนิด ได้แก่ 1.ผักเบี้ยใหญ่ จากการศึกษาพบว่า มีฤทธิ์ต่านการแพ้ ต้านอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ และสารสกัผักเบี้ยใหญ่สามารถป้องกันการทำลายรังสี ยูวีบี(UVB)ต่อผิวหนัง นอกจากนี้ หากผักเบี้ยมาตำพอกหน้าผากจะช่วยแก้ไข้ในเด็ก รวมถึง แก้ผิวไหม้แดด ไฟไหม้น้ำร้อนลวก แมลงสัตว์กัดต่อย

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

       2.ผักปลัง ช่วยขับถ่าย ยาระบายที่ปลอดภัย  เนื่องจากความเป็นเมือกลื่นๆที่ช่วยหล่อลื่นทำให้ถ่ายสะดวก และจากสารกลูแคนที่มีอยู่ในผักปลัง สารนี้มีคุณสมบัติเป็นพรีไบโอติกส์หรือเป็นอาหารของโพรไบโอติกส์ ซึ่งเป็นจุลินทรีย์มีประโยชน์ทีเกาะตามผนังลำไส้เล็กส่วนปลาย โดยโพรไบโอติกส์ทำหน้าที่ปรับสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ ทำให้การขับถ่ายดีขึ้น กำจัดสารพิษ เพิ่มภูมิคุ้มกัน ปรับปฏิกิริยาภูมิแพ้ ลดคอเลสเตอรอล สร้างวิตามินบี 12 ไบโอติน และวิตามินเค ป้องกันมะเร็งในลำไส้ใหญ่และกระเพาะปัสสาวะ 3.ว่านตาลเดี่ยว ปัจจุบันมีรายงานการศึกษาพบว่าสารสกัดจากตาลเดี่ยวมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนส ที่เป็นสาเหตุของผิวหมองคล้ำ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน หากเป็นในเครื่องสำอางจะมีการระบุสรรพคุณว่าบำรุงผิวพรรณและช่วยทำให้ผิวขาว  ตำรับยา ใช้รากฝนกับน้ำเปล่าทาเช้าและก่อนนอน ทาบางๆ ช่วยหน้าขาว รักษาฝ้า ส่วนใช้แก้ฝ้า แก้สิว นำส่วนหัวมาฝนผสมกับดินสอพอง และน้ำมะนาวเล็กน้อยทาบริเวณที่เป็นสิวฝ้า

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

      4.ลิ้นมังกร นำใบต้มในน้ำจนเดือด นำมารับประทาน อาจใส่น้ำตาลกรวดหรือเกลือเล็กน้อย เป็นยาแก้อาการไอที่ร้อนข้างใน  5.งิ้ว จัดเป็นยาเย็น ผลอ่อนช่วยบำรุงกำลังที่ดี จัดเป็นยาบำรุงของผู้ชายด้วย 6.ดาวเรือง ช่วยปกป้องดวงตา โดยนำดอกดาวเรืองไปต้มน้ำกินหรืองชงในน้ำร้อนจัดกิน สามารถกินได้ทั้งน้ำและเนื้อ โดยสารสีเหลืองในดาวเรืองคือสารลูทีน ซึ่งเป็นสารชนิดเดียวกับที่มีอยู่มากบริเวณจุดโฟกัสของจอประสาทตา ช่วยดูดซับแสงสีฟ้าและแสงยูวี จากงานวิจัยพบว่าผู้ที่มีสารลูทีนและซีแซนทีสะสมที่จอประสาทตามาก จะมีความเสี่ยงต่ำที่จะเกิดต้อกระจกและโรคจอประสาทตาเสื่อม

7.คว่ำตายหายเป็น มีผลการศึกษาวิจัยประโยชน์ทางยาพบว่า มีฤทธิ์ต้านการปวดการอักเสบ ต้านการแพ้แบบทั่วไปและแพ้แบบรุนแรง รักษาแผลทำให้แผลหายเร็ว มีฤทธิ์คลายกล้ามเนื้อ หากนำใบมาตำแล้วใช้ผ้าก็อชชุบเอามาแปะไว้ที่ตาประมาณ 10-15 นาที ช่วยบำรุงดวงตา ลดความร้อนของดวงตา 8.สาวเชียงใหม่หรือแพรเซี่ยงไฮ้ ต้มดอกกับน้ำสะอาด ปรุงรสด้วยน้ำตาลหรือน้ำผึ้ง ช่วยแก้ร้อนใน ดับพิษร้อน  9.บานเย็น ในเมล็ดบานเย็นมีสารในกลุ่มกรดไลโนเลอิกที่ใช้รักษาฝ้า มีประสิทธิภาพดีและมีผลข้างเคียงน้อยมาก มีฤทธิ์ยับยั้งการผลิตและทำลายเม็ดสีเมลานิน ช่วยผลัดเซลล์ผิวให้เป็นปกติ ทำให้ฝ้าจางลง โดยนำเมล็ดบานเย็นมาแกะเปลือกออก เอาแป้งในเมล็ดมาขยี้ทาหน้าให้ทั่ว

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

      10.มะหวด  นำใบมาขยี้กับน้ำให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกทาผิวหน้าบ่อยๆสัปดาห์ 3-4 ครั้ง แก้ฝ้า ลดเลือนจุดด่างดำ รักษาแผลผดผื่นคัน 11.หัวกลอย  ช่วยรักษาสิว ฝ้า กระ จุดด่างดำ ขจัดสิวเสี้ยน  ทำให้หน้ากระจางใส เต่งตึง นำมาฝนผสมน้ำมะนาวเล็กน้อยทาใบหน้าทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีแล้วล้างออก 12. ดู่ท่ง นำหัวฝนกับน้ำ ผสมน้ำมะนาวทาหน้าบ่อยๆ ช่วยแก้ฝ้า กระ จุดด่างดำบนใบหน้า 13.มะขามป้อมมีสารเอ็มบิคานิน เพิ่มความยืดหยุ่นและริ้วรอย  และ14.ใบฝรั่ง มีเคอร์ซิตินลดการสร้างเม็ดสี โดยตำรับยาผิวกระจ่างใส นำใบมาขยี้แล้วพอกหน้าบ่อยๆ สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง

14สมุนไพรใกล้ตัวเหมาะใช้ภาวะโลกร้อน ลดฝ้า-ลดเสี่ยงต้อกระจก

 

เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239520

ภาวะสายตายาวสูงอายุ, ภาวะเบาหวานขึ้นจอตา, จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม, ต้อหิน, ต้อกระจก, โรคตาในผู้สูงอายุ, เช็ค, โรค, มาก, ผู้สูงวัย

การศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

กรมการแพทย์เผย 5 โรคตาที่พบมากในผู้สูงอายุ แนะผู้สูงอายุควรตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อชะลอความเสื่อมและหากพบในระยะแรกบางโรคจะรักษาได้

         เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

       นพ.สุพรรณ ศรีธรรมมา อธิบดีกรมการแพทย์  กล่าวว่า  ผลกระทบสุขภาพของผู้สูงอายุนอกจากโรคเรื้อรังสุดฮิตทั้งอันดับต้นๆ คือ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน  โรคอ้วนลงพุง และโรคข้อเสื่อม  แล้วยังพบว่ามีผู้สูงอายุกว่าร้อยละ 70  ที่สายตาไม่ดี การมองเห็นไม่ชัดเจน เกิดภาวะสายตาเลือนรางหรืออาจตาบอด ถ้าไม่ได้รับการรักษาตั้งแต่แรก ซึ่ง 5โรคตาที่พบมากในผู้สูงอายุ ได้แก่  1. ต้อกระจกพบได้บ่อยที่สุดและเป็นทุกคนเมื่อมีอายุมากขึ้น เกิดจากเลนส์แก้วตาขุ่นทำให้แสงผ่านเข้าไปในตาได้น้อยลง เกิดจากปัจจัยเสี่ยงคืออายุมากขึ้นหรือมีปัจจัยเสี่ยงร่วม เช่น การได้รับแสง UV บ่อยๆ หรือแสงแดดจ้า โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงทำให้เป็นต้อกระจกได้เร็วขึ้น ยากินและหยอดตากลุ่มสเตียรอยด์ เป็นต้น ผู้ป่วยต้อกระจกจะมีตามัวลง เห็นภาพซ้อน ตาสู้แสงไม่ได้อาจเริ่มจากต้องเปลี่ยนแว่นบ่อย ๆ ต่อมามัวลงมากปรับแว่นอย่างไรก็ไม่ดีขึ้น อาจมองเห็นภาพเป็นสีเหลือง บางคนอาจมองเห็นแสงกระจายในที่สว่างจ้า สามารถชะลอความเสื่อมได้บ้างด้วยการสวมแว่นกันแดดป้องกันรังสี  UV

2. ต้อหินพบได้น้อยกว่าต้อกระจก แต่เป็นภัยเงียบที่อาจนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวรโดยที่ผู้ป่วยไม่ทันรู้ตัว เกิดจากความดันในลูกตาที่สูงขึ้นจนมีการทำลายประสาทตา  ผู้ที่มีบุคคลในครอบครัวเป็นต้อหินก็จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น  ส่วนปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ได้แก่ เชื้อชาติ อายุ ภาวะสายตาสั้นมากๆโรคประจำตัวบางชนิดเช่นเบาหวานการใช้ยาสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่องโดยกิน ฉีด หรือหยอดตาหรือเคยได้รับอุบัติเหตุทางตามาก่อน  สำหรับอาการในช่วงแรกของโรคมักไม่มีอาการ จะเริ่มสูญเสียลานสายตา คือ การมองเห็นจำกัดวงแคบลง จากด้านข้างเข้ามาตรงกลางเรื่อย ๆ และสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร อาจมีต้อหินบางประเภท เช่น ต้อหินมุมปิดเฉียบพลันที่มีอาการปวดมาก  เห็นแสงรุ้งรอบดวงไฟ มัวลงมาก และตาแดง ถือเป็นภาวะเร่งด่วนมากต้องมาพบจักษุแพทย์ทันที

เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

          ที่สำคัญผู้ป่วยต้อหินทุกคนต้องมาตรวจติดตามอย่างสม่ำเสมอและปฏิบัติตามคำแนะนำของจักษุแพทย์อย่างเคร่งครัด และยังไม่มีวิธีการรักษาใดที่จะทำให้การมองเห็นเป็นปกติ ทำได้เพียงมิให้การมองเห็นแย่ลงกว่าเดิม  ดังนั้น ควรตรวจคัดกรองความเสี่ยงต้อหินเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป หากไม่มีความเสี่ยงก็ควรตรวจตาเป็นประจำทุกปีอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ไม่มีอาการ แต่ถ้าสงสัยหรือสังเกตพบความผิดปกติต้องรีบพบจักษุแพทย์โดยเร็ว  

3.จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม เกิดจากภาวะเสื่อมของบริเวณจุดภาพชัดที่อยู่ส่วนกลางของจอตา ทำให้การมองเห็นส่วนกลางของภาพมัวลง โดยที่บริเวณรอบข้างยังเห็นได้เป็นปกติ  เกิดจากปัจจัยเสี่ยง คือ ภาวะสูงวัย  แสงUV  การสูบบุหรี่ และความดันโลหิตสูง  ในระยะเริ่มต้นอาจไม่มีอาการ ต่อมาเมื่อจอตาเสื่อมมากขึ้น จะมีอาการตามัว เห็นภาพบิดเบี้ยว เห็นจุดดำอยู่กลางภาพ และสูญเสียการมองเห็นตรงกลางภาพโดยไม่มีอาการปวด  ผู้สูงอายุควรตรวจตาเป็นประจำทุกปี หรือเมื่อสังเกตพบความผิดปกติต้องรีบมาพบจักษุแพทย์ และควรหยุดสูบบุหรี่ และสวมแว่นกันแดดเป็นประจำ และหมั่นรับประทานอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระ เช่นผัก-ผลไม้สีเขียว-สีเหลือง ถั่วแดง เป็นต้น

4.ภาวะเบาหวานขึ้นจอตาเกิดจากการที่ระดับน้ำตาลในเลือดสูงผิดปกติ ส่งผลให้ผนังหลอดเลือดฝอยเสื่อมทั่วร่างกายรวมทั้งหลอดเลือดที่จอตา ทำให้เลือดและสารต่าง ๆ รั่วซึมออกมา เกิดจากปัจจัยเสี่ยงที่ผู้ป่วยไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ ประกอบกับระยะเวลาที่เป็นเบาหวาน และโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น ความดันโลหิตสูง โรคไต ภาวะซีด  อาการในระยะแรกมักไม่มีอาการผิดปกติ แต่ตรวจตาอาจพบจุดเลือดออกที่จอตา หากมีอาการตามัวแสดงว่าเบาหวานขึ้นจอตาเป็นมากแล้ว  การป้องกันที่ดีที่สุดคือการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติรวมทั้งดูแลโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูงและโรคไต โรคไขมันในเลือดสูงอย่างเหมาะสม จะสามารถชะลอความรุนแรงของโรคได้และผู้ป่วยเบาหวานทุกคนควรต้องตรวจตาโดยจักษุแพทย์อย่างน้อยปีละครั้ง

เช็ค 5 โรคตาพบมากในผู้สูงวัย

          และ5. ภาวะสายตายาวสูงอายุ เกิดขึ้นเมื่อสูงอายุทำให้การมองเห็นไม่ชัดเจน ผู้ป่วยจะมองหรืออ่านหนังสือ เขียนหนังสือ ทำงานเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ระยะใกล้ ๆ ไม่ชัดเจน ต้องถือหนังสือห่าง ๆ ทำงานระยะใกล้ๆ ไม่ได้ แต่มองไกลได้ปกติบางคนอาจมีตาพร่า หรืออาการปวดตา  มักเริ่มมีอาการเมื่ออายุ 40 ปีขึ้นไป เนื่องจากความสามารถและช่วงในการเพ่งปรับสายตาลดลง เนื่องจากเลนส์แก้วตาแข็งตัวขึ้นและการทำงานของกล้ามเนื้อตาลดลง  สามารถรักษาด้วยการใช้แว่นสายตา หรือการผ่าตัดทำเลสิก แต่ควรมาตรวจกับจักษุแพทย์ก่อนว่าไม่มีความผิดปกติของโรคตาอื่นๆ ร่วมด้วย

            “ผู้สูงอายุมีแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงตามวัยในระบบต่างๆ ของร่างกายรวมถึงระบบการมองเห็นที่อาจจะรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันแต่ไม่ใช่เรื่องที่น่ากังวล  เนื่องจากโรคตา เช่น ต้อกระจกผ่าตัดรักษาได้ บางโรคถ้าดูแลรักษาในระยะแรกและต่อเนื่องจะสามารถชะลอความเสื่อมได้  เช่น ต้อหิน จุดภาพชัดที่จอตาเสื่อม หรือบางโรคถ้าควบคุมโรคประจำตัว จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงของภาวะเบาหวานขึ้นจอตาได้ อย่างไรก็ตามหากผู้สูงอายุสงสัยว่าสายตาผิดปกติสามารถมาพบจักษุแพทย์ได้ทันที  หรือตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง  ที่สำคัญลูกหลานควรใส่ใจดูแลสุขภาพผู้สูงอายุอย่างองค์รวมทั้งร่างกายและจิตใจ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีสุขภาวะที่ดีและมีความสุข”นพ.สุพรรณกล่าว

 

ผุดมาตรฐานอาชีพ-คุณวุฒิวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239521

ผู้บริหารการศึกษา, คุณวุฒิวิชาชีพบริการการศึกษา, มาตรฐานอาชีพ, ผุด, มาตรฐาน, อาชีพ, คุณวุฒิ, วิชาชีพ, ผู้, บริหารการศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

ผุดมาตรฐานอาชีพ-คุณวุฒิวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา

ม.สยาม จับมือ สคช.จัดทำมาตรฐานอาชีพ และคุณวุฒิวิชาชีพบริการการศึกษาและผู้บริหารการศึกษา กำหนด 28 สมรรถนะ ยันสอดคล้องมาตรฐานวิชาชีพคุรุสภาและมาตรฐานสากล

รศ.ดร.จอมพงศ์ มงคลวนิช นายกสมาคมวิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย (สวอท.) ในฐานะประธานโครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา เปิดเผยว่า ตามที่สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) ได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยสยาม (มส.) จัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพสาขาวิชาชีพบริการการศึกษา อาชีพผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้อาชีพผู้บริหารสถานศึกษา จัดจำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษาที่สอดคล้องมาตรฐาน สากล ตลอดจนเพื่อสร้างเครือข่ายการจัดทำ พัฒนา และเผยแพร่มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ มาตั้งแต่เดือน ตุลาคม 2558 นั้น  โดยขณะนี้ได้ดำเนินการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ เสร็จเรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเปิดให้ผู้สนใจเข้ารับการประเมินซึ่งสามารถสอบถามได้ที่สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ หรือเว็บไซต์www.tpqisa.siam.edu

รศ.ดร.จอมพงศ์ กล่าวต่อว่า สำหรับมาตรฐานอาชีพฯ ที่จัดทำขึ้นนี้ประกอบด้วย 28 สมรรถนะที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมี อาทิ สมรรถนะด้านการจัดการสถานศึกษาในภาวะวิกฤต สมรรถนะด้านการจัดการความเสี่ยง สมรรถนะด้านการวางระบบประกันคุณภาพ สมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้โดยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเป็นฐาน สมรรถนะดด้านการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การประเมินในแต่ละสมรรถนะจะครอบคลุมทั้งสายงานวิชาการ สายงานงบประมาณ สายงานบุคคล และสายงานบริหารทั่วไป ซึ่งจะสอดคล้องกับระดับในมาตรฐานคุณวุฒิวิชาชีพแห่งชาติ 3 ระดับ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ เชี่ยวชาญพิเศษ และผู้ทรงคุณวุฒิ

“กระบวนการจัดทำมาตรฐานอาชีพ นอกจากเทียบเคียงกับกลุ่มประเทศที่มีระบบการรับรองมาตรฐานอาชีพที่สมบูรณ์ตาม มาตรฐานสากล อาทิ ประเทศสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และมาเลเซีย ได้แล้ว ยังสอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปการศึกษาและมาตรฐานวิชาชีพของคุรุสภาอีกด้วย และได้มีการนำไปทดลองใช้กับบุคลากรในอาชีพ เพื่อประเมินคุณภาพของเครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบสมรรถนะของผู้ที่ขอรับรอง คุณวุฒิวิชาชีพแล้ว จากนี้เราจึงเตรียมนำมาตรฐานนี้ไปใช้พัฒนาอาชีพ ทดสอบ และรับรองสมรรถนะรายบุคคลต่อไป” รศ.จอมพงศ์ กล่าวและว่า อย่างไรก็ตาม สมรรถนะของผู้บริหารที่พึงมีไม่ใช่แค่เพียงกรอบมาตรฐานที่วางไว้ แต่จะต้องมีสมรรถนะสากล ใน 3 มิติ ได้แก่  ทัศนคติและสมรรถนะการเรียนรู้ที่เปิดกว้างพร้อมเรียนรู้ความแตกต่าง  สมรรถนะด้านภาษาสากลอย่างน้อย 1 ภาษา และสมรรถนะความรู้ด้านประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมของประชาคมอาเซียน และภูมิภาคต่างๆ เพื่อเตรียมบุคลากรและผู้เรียนให้สอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน2030 ของสหประชาชาติ

 

สาวหล่อไทยฮิตตัดเต้าทิ้งเพิ่มขึ้น30เท่าไม่นิยมต่อจู๋

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239512

อภิชัย อังสพัทธ์, พูนพิศมัย สุวะโจ, ต่อจู๋, สาวหล่อ, ทอม, ตัดเต้านม, สาว, หล่อ, ไทย, ฮิต, ตัด, เต้า, ทิ้ง, เพิ่มขึ้น, เท่า, ไม่, นิยม, ต่อ, จู๋

การศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

สาวหล่อไทยฮิตตัดเต้าทิ้งเพิ่มขึ้น30เท่าไม่นิยมต่อจู๋

สาวหล่อไทยฮิตตัดเต้าทิ้งเพิ่มขึ้น 30เท่า ต้องการรูปร่างแบบชาย ไม่นิยมต่อจู๋เหตุประสิทธิภาพใช้มีเซ็กส์ไม่ดี ส่วนใหญ่ทำเพราะอยากยืนฉี่ได้

           สาวหล่อไทยฮิตตัดเต้าทิ้งเพิ่มขึ้น30เท่าไม่นิยมต่อจู๋ รศ.นพ.อภิชัย อังสพัทธ์ หัวหน้าหน่วยศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้าง และหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปัจจุบันการข้ามเพศได้รับการยอมรับมากขึ้นทำให้มีกลุ่มคนข้ามเพศศัลกรรมแปลงเพศในประเทศปีละไม่ต่ำกว่า1,000คน จากเดิมประมาณ600กว่าคนเท่านั้น มีทั้งคนไทยและคนต่างชาติ แต่ส่วนมากเป็นชาวต่างชาติ และส่วนใหญ่จะแปลงเพศจากชายให้กลายเป็นเพศหญิง ทั้งนี้ ก่อนจะมีการทำศัลยกรรมให้นั้นแพทย์จะต้องให้ผู้ที่มีความประสงค์แปลงเป็นอีกเพศหนึ่งได้ทดลองใช้ชีวิตตามรูปแบบของเพศที่ต้องการอย่างน้อย1ปี รวมถึง มีการรับประทานฮอร์โมนเพศเพื่อปรับสภาพร่างกายไม่ต่ำกว่า1ปี เช่น ผู้ชายที่ต้องการเป็นหญิงก็ต้องแต่งตัวเป็นผู้หญิง ใช้ชีวิตเหมือนผู้หญิง รับประทานฮอร์โมนเพศหญิง หากพบว่าภายใน1ปีสามารถยอมรับวิถีชีวิต สภาพร่างกาย ผิวพรรณ เสียงที่เปลี่ยนไปได้ ก็จะให้จิตแพทย์เป็นผู้ประเมินและให้การรับรองอย่างน้อย2คน ศัลยแพทย์จึงจะพิจารณาทำศัลยกรรมแปลงเพศ

        “ส่วนผู้ที่ต้องการผ่าตัดแปลงเพศจากหญิงเป็นชายมีจำนวนไม่มาก โดยผู้ที่ต้องการศัลยกรรมอวัยวะเพศส่วนใหญ่มีความปราศนาเพียงให้สามารถยืนปัสสาวะได้เหมือนผู้ชายเป็นหลัก เพราะการผ่าตัดให้มีอวัยวะเพศชายในผู้ที่มีเพศเดิมเป็นหญิงจะมีประสิทธิภาพในการใช้เพื่อมีเพศสัมพันธ์ไม่อยู่ในระดับที่ดี ยังจำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริม แต่คนที่ผ่าตัดแปลงเพศก็มีความพอใจเพราะได้ใช้ในการยืนปัสสาวะ กลุ่มหญิงเป็นชายจึงจะผ่าตัดเอาเต้านมอกมากกว่าเปลี่ยนอวัยวะเพศ”รศ.นพ.อภิชัยกล่าว

สาวหล่อไทยฮิตตัดเต้าทิ้งเพิ่มขึ้น30เท่าไม่นิยมต่อจู๋

         พญ.พูนพิศมัย สุวะโจ อาจารย์ประจำหน่วยศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้าง คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ และโฆษกสมาคมศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้าง กล่าวว่า กรณีผู้หญิงข้ามเพศไปเป็นผู้ชาย พบว่ามีการทำศัลยกรรมตัดเต้านมออกเพิ่มขึ้น 30เท่า ส่วนมากเป็นคนในวัยทำงาน โดยในโรงพยาบาลรัฐมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ราว 40,000-60,000 บาทขึ้นอยู่กับขนาดของเต้านม หากเต้านมใหญ่ราคาก็จะแพงกว่าเต้าเล็ก ซึ่งการตัดเต้านมไม่ต้องมีขั้นตอนมากเหมือนการแปลงเพศหากคนไข้ต้องการตัดและศัลยแพทย์พิจารณาแล้วว่าสามารถทำได้ ก็ผ่าตัดได้เลย อย่างไรก็ตาม พื้นฐานของคนกลุ่มนี้จะดูแลตัวเองอย่างดี ส่วนใหญ่จึงมีความพึงพอใจเพียงได้มีกล้ามเนื้อ ความแข็งแรง หรือรูปร่างที่ทำให้มีความคล้ายกับผู้ชายมากที่สุด โดยไม่จำเป็นต้องผ่าตัดเพื่อเปลี่ยนแปลงอวัยวะเพศเพราะลักษณะการมีเพศสัมพันธ์นั้นสามารถมีได้หลายรูปแบบ

สาวหล่อไทยฮิตตัดเต้าทิ้งเพิ่มขึ้น30เท่าไม่นิยมต่อจู๋

        “การที่คนข้ามเพศมาเป็นชายมีการตัดเต้านมออกมากขึ้น อาจเป็นเพราะสังคมไทยยอมรับมากขึ้น บวกกับปัจจุบันมีการสื่อสารผ่านโซเชียลมีเดียได้ง่าย ส่งผลให้มีการโชว์รูปร่างหน้าตากันมากขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มคนเดียวกัน จึงทำให้คนอื่นๆต้องการที่จะมีรูปร่างเหมือนชายบ้าง ทั้งนี้ การตัดเต้านมทิ้งนั้นมีผลข้างเคียงทำให้ลดความรู้สึกของหัวนมลง หรือไม่มีความรู้สึกเลยก็ได้ แต่เนื่องจากเต้านมไม่ได้ทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนใดๆของร่างกาย อาจจะไม่จำเป็นต้องรับฮอร์โมนตลอดชีวิตเหมือนการผ่าตัดแปลงอวัยวะเพศ ระยะแรกอาจต้องฉีดฮอร์โมนสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ต่อไปเป็นทุก2สัปดาห์ จากนั้นค่อยลดลงเหลือฉีดเพียงเดือนละครั้ง หรือขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์”พญ.พูนพิศมัยกล่าว

 

เตือน!โรคฉี่หนูระบาด5จังหวัดอีสานล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239508

โรคไข้ฉี่หนู, โรคฉี่หนู, ฉี่หนู, อุบลราชธานี, อีสานล่าง, เตือยภัย, ข่าวทั่วไป, คมชัดลึก, เตือน, โรคฉี่หนูระบาด5, จังหวัด, อีสาน, ล่าง

การศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ส.ค. 2559

เตือน!โรคฉี่หนูระบาด5จังหวัดอีสานล่าง

ผอ.ควบคุมโรคที่10 จ.อุบลราชธานี เผยพบโรคฉี่หนูระบาด 5 จังหวัดอีสานล่าง ชี้ตั้งแต่ต้นปีพบผู้ป่วย 252 ราย เสียชีวิตแล้ว 6 คน

           25 ส.ค.59 นพ.ศรายุธ อุตตมางคพงศ์ ผู้อำนวยการสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 จ.อุบลราชธานี (สคร.10) กล่าวว่า โรคไข้ฉี่หนู หรือโรคเลปโตสไปโรซิส เป็นโรคที่พบได้ตลอดปี แต่จะพบมากในช่วงฤดูฝน เนื่องจากมีฝนตกหนัก น้ำขัง เอื้อต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโรค

จากข้อมูลจากกลุ่มระบาดวิทยา พบว่า ตั้งแต่วันที่1มกราคม ถึง วันที่ 13 ส.ค.59 ได้รับรายงานผู้ป่วยโรคไข้ฉี่หนู 252 ราย เสียชีวิต 6 ราย กลุ่มอายุที่พบผู้ป่วยสูงสุด 45 – 54 ปี ส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร 163 ราย จังหวัดที่พบผู้ป่วยมากที่สุด คือ ศรีสะเกษ 165 ราย อุบลราชธานี 60 ราย ยโสธร 17 อำนาจเจริญ 8 ราย และมุกดาหาร 2 ราย

สำหรับโรคฉี่หนู เป็นโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน ทั้ง หนู โค กระบือ สุกร สุนัข แมว เป็นต้น แต่หนูเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ เพราะเชื้อโรคที่อยู่ในฉี่หนูจะปนเปื้อนอยู่ในน้ำและอยู่ในดินโคลนชื้นแฉะ เชื้อจะเข้าทางแผล รอยผิวหนังถลอก หรือผิวหนังที่แช่น้ำนานๆ กลุ่มเสี่ยงสำคัญ เช่น ชาวนา ชาวสวน ชาวไร่ เกษตรกร ผู้เลี้ยงสัตว์ คนงานโรงฆ่าสัตว์ กรรมกรขุดลอกคูคลอง

การป้องกันโรคฉี่หนู ประชาชนต้องหมั่นดูสภาพแวดล้อม ทั้งเก็บอาหารที่กินเหลือหรือขยะให้มิดชิด ทำลายขยะอย่างถูกวิธี ลดการสัมผัส โดยการใส่รองเท้าบู๊ทหรือเครื่องป้องกัน ล้างตัวให้สะอาดและซับให้แห้งเมื่อไปสัมผัสน้ำท่วมขัง หากมีอาการเป็นไข้ ปวดศีรษะรุนแรง ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะที่โคนขาหรือน่อง หลังจากแช่น้ำย่ำที่ชื้นแฉะ ภายใน 7 วัน ให้สงสัยว่าเป็นโรคฉี่หนูรีบไปพบแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง หากพบว่ามีผู้ป่วยให้แจ้งเจ้า หน้าที่สาธารณสุข เพื่อรีบดำเนินการสอบสวนและควบคุมโรคไม่ให้แพร่ระบาด

 

วธ.เชิญผู้นำ 5 ศาสนาหาแนวทางอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239443

คำสั่งคสช., คุ้มครองศาสนา, 5 ผู้นำศาสนา, เชิญ, ผู้นำ, ศาสนา, แนวทาง, อุปถัมภ์, คุ้มครอง, วธเชิญผู้นำ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 24 ส.ค. 2559

วธ.เชิญผู้นำ 5 ศาสนาหาแนวทางอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา

วธ.ขานรับคำสั่ง คสช. เชิญผู้นำ 5 ศาสนา ประชุมหาแนวทางอุปถัมภ์คุ้มครองศาสนา

เมื่อวันที่ 24 ส.ค. ห้องประชุม 1 กระทรวงวัฒนธรรม –  นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม  เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมพิจารณาแนวทางการดำเนินงานตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 49/2559  โดยมีผู้บริหารระดับสูง ตัวแทนจากหน่วยงานสังกัด วธ. พร้อมทั้งกรมการศาสนา  เข้าร่วม ว่า กรมการศาสนา ได้แจ้งต่อที่ประชุมถึงคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ได้มีคำสั่งที่ 49/2559 ลงวันที่ 22 สิงหาคม 2559 เรื่อง มาตรการอุปถัมภ์และคุ้มครองศาสนาต่างๆในประเทศไทย โดยกำหนดให้องค์กรต่างๆร่วมกันกำหนดมาตรการและกลไกการส่งเสริมความเข้าใจอันดีและความสมานฉันท์ของศาสนิกชนทุกศาสนา การนำหลักธรรมคำสอนทางศาสนามาปรับใช้ในชีวิตประจำวันในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์ในด้านการปฏิรูปประเทศ และกำหนดมาตรการและกลไกในการป้องกันไม่ให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ซึ่งได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญและรัฐให้การคุ้มครองตลอดมา โดยให้สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติและกรมการศาสนารายงานความก้าวหน้าในการดำเนินการตามคำสั่งนี้ พร้อมทั้งปัญหา อุปสรรค แนวทางการแก้ไขให้นายกรัฐมนตรีทราบทุก 3 เดือน

” เบื้องต้นที่ประชุมได้มีมติให้ดำเนินการ 3 แนวเพื่อรองรับคำสั่งดังกล่าว 1.มอบหมายให้กรมการศาสนาสรุปภารกิจและแนวทางการคุ้มครองและอุปถัมภ์ศาสนาทั้ง 5 ศาสนาที่ได้รับการรับรองอย่างถูกต้อง ได้แก่ องค์การทางศาสนาพุทธ ศาสนาอิสลาม ศาสนาคริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนาซิกข์ โดยให้รายงานว่า ที่ผ่านมา ได้อุปถัมภ์คุ้มครองศาสนาทั้ง 5 ศาสนาอย่างไรบ้าง ตามแนวทางของคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 49/2559  2.ให้กรมการศาสนา รวบรวมและประมวลปัญหา ความขัดแย้ง การดูหมิ่นลบหลู่ การโจมตีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับศาสนาที่ปรากฎในสื่อโซเซียลมีเดียในปัจจุบันมีกี่เรื่อง กี่ประเด็น  เพื่อกำหนดแนวทางและวิธีการแก้ปัญหา เพื่อเสนอต่อรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงเทคโนโลยีและสารสนเทศ (ไอซีที) ให้บังคับใช้กฎหมาย 3.มอบกรมการศาสนาเชิญผู้นำหรือผู้แทนองค์การศาสนาทั้ง 5 ศาสนา มาหารือเพื่อรับฟังและประมวลปัญหา ตลอดจนรับฟังข้อเสนอแนะเพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหา จากนั้นสรุปเป็นแนวทางในภาพรวมของ 5 ศาสนา และแนวทางในส่วนของ วธ. เพื่อนำเสนอหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป” นายวีระ กล่าวและว่า

ด้านนายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา  เปิดเผยภายหลังหารือกับผู้นำและผู้แทนองค์การ 5 ศาสนา ว่า ได้เชิญผู้นำ 5 ศาสนา มารับทราบคำสั่ง คสช. ที่ 49/2559 และสื่อสารให้ผู้นำทุกศาสนามั่นใจ ซึ่งผู้นำศาสนาต่างชื่นชมว่า คสช. รัฐบาล รวมถึงร่างรัฐธรรมนูญนั้น ให้ความสำคัญต่อทุกศาสนา   อย่างไรก็ตาม คำสั่ง คมช.ดังกล่าวได้กำหนดมาตรการและกลไก เผยแพร่หลักคำสอนซึ่งทุกศาสนาดำเนินการอยู่แล้ว ให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น  ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดีเพราะทุกศาสนาต่างต้องการให้ศาสนิกนำหลักธรรมไปใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ผู้นำศาสนา จึงเห็นความสำคัญของคำสั่งนี้ เห็นว่า เป็นประโยชน์ เพราะกำหนดให้มีองค์กรในรูปของคณะกรรมการจากหลายหน่วยงาน มารองรับการดำเนินการในการเผยแพร่คำสอน

” คำสั่งนี้ กำหนดให้ทุกภาคส่วนส่งเสริมการเผยแพร่หลักศาสนา เพื่อให้เกิดการนำหลักธรรมมาใช้ในชีวิตประจำวัน  ส่วนประเด็นการบิดเบือนศาสนานั้น เห็นว่า ถ้ามีเวทีให้ผู้นำศาสนามาถกกัน จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการแก้ปัญหา    ทั้งนี้เพื่อให้การขับเคลื่อนเป็นรูปธรรม ที่ประชุมจึงเห็นตรงกันให้มีการจัดตั้งเป็นโครงข่ายภายใต้กฎหมายรองรับในรูป แบบรูปคณะกรรมการ ที่ประกอบด้วยคณะบุคคลวิทยากรที่ได้รับการยอมรับในแต่ละศาสนาคัดเลือกให้มา ทำหน้าที่เผยแพร่ให้ประชาชนเข้าใจถูกต้องในทุกศาสนา โดยเฉพาะเยาวชนในสถานศึกษา รวมถึงคอยตรวจสอบเหตุการณ์ ทางศาสนาที่บิดเบือน และแถลงให้ทราบได้ทันที ซึ่งจะทำให้การทำงานในระดับจังหวัดและพื้นที่มีความเข้มข้นมากขึ้น  นอกจากนั้น ที่ประชุมยังเห็นว่า ให้ทุกศาสนาพัฒนาวิทยากร ผู้นำศาสนาที่มีความรู้ ความเข้าใจหลักธรรมศาสนาของตัวเอง เพื่อให้เป็นวิทยากรเผยแพร่หลักธรรม คำสอน ให้ความรู้ ความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่ ” นายกฤษศญพงษ์ กล่าวและว่า ในส่วนของศาสนาอิสลามนั้น ทราบว่า ทางจุฬาราชมนตรี เตรียมลงพื้นที่ในภาคใต้ เพื่อทำความเข้าใจกับประชาชนเรื่องรัฐธรรมนูญ และคำสั่งคสช.ให้พี่น้องมุสลิมรับทราบถึงความตั้งใจของรัฐบาลด้วย