16 ปีปฎิรูปการศึกษาล้มเหลว ไทยสูญรายได้1.5 ล้านล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239285

ลลบาท, สูญเสีย, ส่งผล, ปฏิรูปการศึกษาไทย, 16 ปี, สถาบันอนาคตไทยศึกษา, ปฎิรูป, การศึกษา, ล้มเหลว, ไทย, สูญ, รายได้, ล้าน, บาท, ไทยสูญรายได้15, ล้านล้านบาท

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 23 ส.ค. 2559

16 ปีปฎิรูปการศึกษาล้มเหลว ไทยสูญรายได้1.5 ล้านล้านบาท

สถาบันอนาคตไทยศึกษา เผย16ปี ไทยปฎิรูปการศึกษาล้มเหลว สูญเสียโอกาส1.5ล้านล้านบาท งานวิจัยชี้ชัดการศึกษามีปัญหาทุกระดับ พัฒนาการเด็ก1ใน5จะต่ำกว่าเกณฑ์

เมื่อวันที่23ส.ค. ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ประธานกรรมการบริหาร สถาบันอนาคตไทยศึกษา นำเสนองานวิจัยหัวข้อ “โอกาสที่หายไป:12ข้อเท็จจริงการศึกษาไทย” ในงานThailand Strategic Giving ว่าปฎิรูปการศึกษาของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2542จนถึงปัจจุบัน ผ่านไป16ปี พบว่า การที่ปฎิรูปการศึกษาไม่สำเร็จ ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังนั้น ส่งผลให้เกิดค่าเสียโอกาสที่ประเทศควรจะได้รับ ประมาณ1.5ล้านล้านบาท หรือกว่า11%ของจีดีพี โดยตัวเลขค่าเสียโอกาสที่คำนวณได้นั้น เกิดจากการเปรียบเทียบประเทศที่ปฎิรูปการศึกษาสำเร็จ เช่น โปแลนด์ ปฎิรูปการศึกษาโดยใช้เวลาประมาณ11ปี ทำให้เด็กสอบได้คะแนนPISAเพิ่มขึ้น48คะแนน ขณะที่ของเรา 10หรือ11ปี คะแนนเพิ่มขึ้นเพียง3คะแนน ซึ่งการที่ผลคะแนนPISAเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิ์ภาพของแรงงาน มีผลต่อเศรษฐกิจของประเทศ และถ้าประเทศไทย ปฎิรูปการศึกษาสำเร็จ จะทำให้ไม่ต้องเสียโอกาส เฉลี่ยปีละ 0.14%และไม่ต้องเสียรายได้ในช่วง 16 ปีที่ผ่านมา

ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าวต่อไปว่าการปฎิรูปการศึกษา มีความสำคัญมากที่ต้องทำให้สำเร็จ เพราะหากไม่สำเร็จจะถือเป็นการสูญเสียโอกาสที่ไม่ใช่ส่งผลเฉพาะเด็กเท่านั้น แต่รวมถึงเศรษฐกิจของประเทศด้วย ซึ่งทุกระดับการศึกษาในขณะนี้มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนวัยเรียน พบว่า พัฒนาการของเด็ก1ใน5จะต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่ควรจะเป็น ส่วนระดับประถมศึกษา ตั้งแต่ประถมศึกษาปีที่1ถึง6มีนักเรียนที่อ่านไม่ออก ประมาณ1.4แสนคน และเขียนไม่ได้ ประมาณ2แสนกว่าคน ,ระดับมัธยมศึกษา เด็กอ่านออกเขียนได้ แต่จับใจความไม่ได้ โดยดูได้จากผลคะแนนPISAเด็กไทย1ใน3หรือ32%จะอ่านจับใจความไม่ได้ และเด็ก6ใน10เท่านั้นที่เรียนจบมัธยมศึกษา

อีกทั้งโรงเรียนดีๆ ที่มีคะแนนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือโอเน็ต ติดท็อป50ของประเทศ 34แห่งส่วนใหญ่อยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้เด็กในกรุงเทพฯมีโอกาสศึกษาต่อมหาวิทยาลัยดีๆ สูงกว่าเด็กในต่างจังหวัด และมีโอกาสเรียนมหาวิทยาลัย ขณะที่เด็กต่างจังหวัด มีเพียง20%ที่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ ส่วนค่าใช้จ่ายในการเรียนพิเศษติวเข้ามหาวิทยาลัย คิดเป็น1.3เท่าของค่าใช้จ่ายในการเรียนปกติ

ทั้งนี้ ปัจจุบัน แม้จะมีมหาวิทยาลัยให้เลือกมาก เนื่องจากมีที่นั่งสอบมากกว่าเด็กที่เข้าสอบ แต่พบว่า2ใน3ครัวเรือนไม่มีเงินส่งลูกเรียนต่อมหาวิทยาลัย เพราะค่าใช่จ่ายในการส่งเด็กคนหนึ่งเรียนจบมหาวิทยาลัย4ปีใช้เงินประมาณ5แสนกว่าบาท ซึ่งต่อให้ค่าเล่าเรียนถูก แต่ค่าใช้จ่ายอื่นๆ สูง หรือถ้ากู้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา คนหนึ่งได้ประมาณ1.7แสนบาท ทำให้พ่อแม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินส่งลูกเรียน ซึ่งมหาวิทยาลัยเข้าเรียนไม่อยาก และจบไม่อยาก แต่เมื่อจบออกมาแล้ว ต่อให้สถิติการมีงานทำของเด็กสูง มีเพียง1%ของเด็กจบใหม่ที่ตกงานเกิน6เดือน แต่งานที่เด็กทำ มีเพียง1ใน4เท่านั้นที่ทำงานตามวุฒิ สาขาวิชาชีพที่ตนเองเรียนจบมา ส่วนใหญ่จะทำงานไม่ตรงวุฒิ หรือต่ำกว่าวุฒิที่เรียนมา

“สิ่งที่ทำให้ปฎิรูปการศึกษาไม่สำเร็จนั้น ไม่ใช่เรื่องงบประมาณ เพราะภาครัฐได้จัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาจำนวนมาก แต่เท่าที่ศึกษาเบื้องต้น เกิดจากการบริหารการจัดการ หลักสูตร และคุณภาพของครู โดยเฉพาะคุณภาพของครูที่เป็นปัจจัยสำคัญ ซึ่งตราบใดที่ไม่แก้ปัญหาเรื่องนี้ แล้วไปแก้โดยวิธีอื่น เช่น พยายามเพิ่มลดโรงเรียน ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาการศึกษาได้ ตอนนี้แม้จะมีการพัฒนาครู แต่ยังเป็นการแก้ปัญหาไม่ครบถ้วน เพราะระบบราชการ ชอบวัดผลจากตัวชี้วัดการทำงาน เช่น จำนวนเปอร์เซ็นต์การอบรม เรื่องกระบวนการ โดยไม่ได้วัดจากคุณภาพของเด็ก ดังนั้น หากไม่มีการพัฒนาครูอย่างถูกต้องก็ไม่สามารถทำให้ปฎิรูปการศึกษาสำเร็จได้ อย่างไรก็ตาม ปฎิรูปการศึกษาเป็นเรื่องของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นรัฐ หรือเอกชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่หน้าที่ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”ดร.เศรษฐพุฒิ กล่าว

ด้านนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง “บทบาทของการบริจาคเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมไทย” ว่า สังคมไทยเป็นสังคมที่โอบอ้อมอารี ชอบทำบุญ ชอบบริจาคเงินช่วยเหลือคนที่ยากลำบากกว่า แต่ก็เป็นการหวังผลตอบแทนให้เกิดกับตัวเอง และเป็นการให้ที่กระจัดกระจาย ไม่มีการตรวจสอบด้วยว่าเงินที่บริจาคนั้นมีการจัดนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมหรือไม่ ดังนั้นในอนาคตการบริจาคของคนไทย ควรคำนึงถึงผลที่มีต่อสังคมไทยในภาพรวม ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง

ทั้งนี้การบริจาคเงินเพื่อเป็นการทุนการศึกษาเป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนยากจนได้รับการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำในสังคมเพราะการศึกษาที่มีคุณภาพจะช่วยแก้ไขปัญหาความยากจนได้ ขณะที่รัฐบาลก็ต้องลงทุนด้านการศึกษาที่สูง แต่ระบบการศึกษาไทยก็ยังล้มเหลวอยู่เช่นเดิม ในประเทศที่ประสบความสำเร็จด้านการปฏิรูปการศึกษา จะเน้นการปฏิรูปหลักสูตรและคุณภาพครู

ดังนั้นประเทศไทยจึงควรให้ครูลดการสอนในห้องเรียน และตั้งคำถามเพื่อให้เด็กตอบโดยไม่ใช่คำตอบที่ถูกหรือผิด แต่เป็นการถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กพูดและคิดอย่างต่อเนื่อง โดยมีครูเป็นผู้ให้ข้อมูล ซึ่งจะทำให้เด็กรู้จักคิดอย่างเป็นระบบ สังคมไทยจะต้องลงทุนด้านการศึกษา ซึ่งเป็นการลงทุนเพื่ออนาคต เพื่อลูกหลาน ไม่ใช่เพื่อตัวเราในปัจจุบัน

 

ครม.ไฟเขียวตั้ง”กฤษศญพงษ์ “นั่งปลัด วธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239279

กฤษญพงศ์, ครม., ปลัด วธ., ครม, ไฟเขียว, ตั้ง, กฤษ, พงษ์, นั่ง, ปลัด, นั่งปลัด, กฤษศญพงษ์ , กฤษศญพงษ์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 23 ส.ค. 2559

ครม.ไฟเขียวตั้ง”กฤษศญพงษ์ “นั่งปลัด วธ.

ครม.ไฟเขียวตั้ง “กฤษศญพงษ์” นั่งปลัด วธ. รมว.วธ.แจงพิจารณาจากความเหมาะสม โดดเด่น เรื่องการบริหารจัดการงบประมาณได้ตามเป้าหมายของรัฐบาล

เมื่อวันที่ 23 ส.ค. นายวีระ  โรจน์พจนรัตน์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)ว่า  ครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) เสนอแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) 1 ตำแหน่ง โดยแต่งตั้ง นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา(ศน.) ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นปลัดกระทรวงวัฒนธรรม  แทนนายอภินันท์ โปษยานนท์ ปลัด วธ.ที่จะเกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้    ทั้งนี้ การเลือกนายกฤษศญพงษ์ ซึ่งเหลืออายุราชการ 4 ปี เป็น ปลัด วธ.คนใหม่นั้นพิจารณา ความรู้ความสามารถ ประวัติการทำงาน ความประพฤติ และการนำเสนอวิสัยทัศน์แล้วพบว่าเป็นผู้ที่มีเหมาะสม ที่สำคัญมีความโดด เด่นเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล  วธ.มีจุดออ่อนในเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณให้เป็นไปตามเป้าหมายของรัฐบาล แต่ นายกฤษศญพงศ์ สามารถบริหารงบประมาณในแต่ละไตรมาสได้สูงกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ ทั้งนี้อาจจะมีจุดอ่อนอยู่บ้างในเรื่องการขับเคลื่อนงานต่างประเทศ แต่ไม่น่าจะเป็นปัญหาเพราะความเข้มแข็งของทีมงานความสัมพันธ์ต่างประเทศของ วธ.จะช่วยทำให้งานทุกอย่างผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

“จริงๆ คนอื่น ๆ ก็มีความสามารถ ทุกคนมีข้อดีข้อเสียต่างกัน แต่นายกฤษศญพงษ์ มีจุดเด่นเรื่องการบริหารจัดการงบประมาณ และสามารถประสานงานทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคได้อย่างดี  ส่วนกระแส วิพากษ์วิจารณ์ว่านายกฤษศญพงษ์ เป็นคนที่ฝักใฝ่การเมืองนั้น ได้มีการตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้มีพฤติกรรมฝักใฝ่การเมืองฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่อย่างใด หลังจากนี้ จะเชิญ นายกฤษศญพงษ์ มาหารือวาง แผนการดำเนินงานในปีงบประมาณ 2560ของวธ. ทันทีโดยไม่รอให้ต้องมานั่งทำงานในตำแหน่งปลัดกระทรวงก่อน เนื่องจากเวลานี้มีงานสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการมาก โดยเฉพาะการเตรียมคัดเลือกผู้เหมาะสมที่จะขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับ 10 ของวธ.ที่จะเกษียณอายุในสิ้นเดือนกันยายนนี้จำนวน 5 ตำแหน่ง ได้แก่รองปลัดวธ. 1 ตำแหน่ง ผู้ช่วยปลัดวธ.1 ตำแหน่ง และ ผู้ตรวจราชการ วธ.อีก 3 ตำแหน่ง รวมถึงการปรับเปลี่ยนโยกย้ายผู้บริหารในระดับอื่นๆ และสรรหาผู้เหมาะสมมาดำรงตำแหน่งอธิบดีศน.คนใหม่ ซึ่งจำเป็นต้องเป็นผู้ที่มีองค์ความรู้ด้านศาสนา และมีมุมมองรอบด้าน”รมว.วธ. กล่าว

นายวีระ กล่าวด้วยว่า สำหรับการแต่งตั้งโยกย้ายระดับ 10 ที่เหลือนั้น  น่าจะถือโอกาสโยกย้ายสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งไปในคราวเดียวกัน  ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมา ก็มองอยู่ว่า ใครเหมาะสมที่จะอยู่ตรงไหน  และเป็นการสลับสับเปลี่ยน เพื่อให้งานมีการเดินหน้า  แต่ทุกอย่างจะดำเนินการด้วยความโปร่งใส

 

“ชัยพฤกษ์”นั่งปลัด ศธ.“สุเทพ-สุภัทร”ขึ้นซี 11 คุมอาชีวะ-อุดม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239266

สุภัทร เลขาธิการกกอ., สุเทพ เลขาธิการ กอศ., ชัยพฤกษ์ ปลัดศธ., โยกย้าย ศธ., ชัยพฤกษ์, นั่ง, ปลัด, สุเทพ, สุภัทร, ขึ้น, คุม, อาชีวะ, อุดม, ชัยพฤกษ์นั่งปลัด, ศธสุเทพ-สุภัทรขึ้นซี, คุมอาชีวะ-อุดม, ดาว์พงษ์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 23 ส.ค. 2559

“ชัยพฤกษ์”นั่งปลัด ศธ.“สุเทพ-สุภัทร”ขึ้นซี 11 คุมอาชีวะ-อุดม

ครม.อนุมัติ “ชัยพฤกษ์” นั่งปลัด ศธ. ดัน “สุเทพ” จากพื้นฐานขึ้นครองเก้าอี้เลขาธิการ กอศ. ขณะที่ “สุภัทร” ลงล็อคเลขาธิการ กกอ. “ดาว์พงษ์” ยันไมมีเด็กใครดูการทำงาน

เมื่อวันที่ 23 ส.ค.พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ที่ประชุมครม.มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง จำนวน 3 ตำแหน่ง เพื่อทดแทนผู้เกษียณอายุราชการและสับเปลี่ยนหมุนเวียน ได้แก่ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) เป็น ปลัด ศธ. พร้อมกันนี้แต่งตั้ง ดร.สุภัทร จำปาทอง รองปลัด ศธ.เป็น เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)  และดร.สุเทพ  ชิตยวงษ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เป็น เลขาธิการ กอศ. ทั้งนี้ การเสนอชื่อครั้งนี้ ตนได้หารือร่วมกับพล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมช.ศึกษาธิการ และรศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ.และตนก็มาตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งก็ได้มีการเสนอชื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีพิจารณา ซึ่งนายกฯก็เห็นชอบตามที่เสนอ

"ชัยพฤกษ์"นั่งปลัด ศธ.“สุเทพ-สุภัทร”ขึ้นซี 11 คุมอาชีวะ-อุดม

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า เหตุผลที่แต่งตั้งให้ ดร.สุเทพ  เป็นเลขาธิการ กอศ. ก็มีความอาวุโสและเป็นคนตั้งใจทำงาน โดยช่วง 1 ปีที่ตนเข้ามาเป็นรัฐมนตรีและได้ทำงานร่วมกับทุกคน ก็ดูว่าใครทำงานอย่างไร ซึ่งทุกคนทำงานดีหมด แต่ก็ต้องดูอาวุโสประกอบด้วย และการที่ตนเลือก ดร.ชัยพฤกษ์ มานั่งปลัด ศธ. ก็ยังสามารถช่วยตนดูแลงานในส่วนของอาชีวะได้อีกทาง หรือหากมีปัญหาอะไร ก็ยังมีนายวณิชย์  อ่วมศรี รองเลขาธิการ กอศ. ที่ยังสามารถช่วยดูแลงานได้ด้วย และเนื่องจากขณะนี้ ดร.สุเทพ ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าของ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู (สกสค.) ก็คงจะต้องปรับให้พ้นจากหน้าที่ และต้องหาคนอื่นมาปฏิบัติหน้าที่แทนชั่วคราว จนกว่าการแก้ไขกฎระเบียบใหม่เสร็จก็จะสามารถหาตัวจริงมาปฏิบัติหน้าที่ได้

“ผมไม่กังวลเรื่องการย้าย ดร.สุเทพ ข้ามจาก สพฐ.มานั่งในตำแหน่ง เลขาธิการ กอศ. เพราะการทำงานทุกคนต้องเข้าใจความเปลี่ยนแปลง เราจะไปคิดอะไรตามใจตัวเองไม่ได้  ผมก็ต้องดูแล หากใครไม่ปฏิบัติตามคำสั่งก็ต้องดำเนินการ ในเมื่อเราเป็นข้าราชการ ทุกคนรู้ตัวเองดี”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่ออีกว่า   ส่วนเหตุผล ที่แต่งตั้ง ดร.สุภัทร เป็น เลขาธิการ กกอ. นั้น ผมมองทั้งเรื่องอาวุโส และความรู้ความสามารถในการทำงาน โดยสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ถือเป็นพื้นที่พิเศษเราอยากได้คนที่มีความรู้  มีหลายเรื่องที่จะต้องเดินหน้าต่อไปตามแนวทางใหม่ของรัฐบาล  และการที่จะทำงานกับมหาวิทยาลัยซึ่งมีกฎหมายของตัวเองไม่ใช่เรื่องง่าย ดังนั้นจึงต้องแต่งตั้งให้คนที่ค่อนข้างจะเข้าใจ และรู้เรื่องเข้าไปทำงาน

ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาหลายคนมองว่า รศ.นพ.สรนติ  ศิลธรรม รองเลขาธิการกกอ. น่าจะมีความเหมาะสม กับตำแหน่งเลขาธิการกกอ. มากกว่า พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า รศ.นพ.สรนิต ต้องรออีกนิดหนึ่ง

ถามต่อว่า จะให้ไปเป็นปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.)ใช่หรือไม่ พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า ขอยัง ไม่พูด

“ภายในปี 2560 ผมมีงานที่ต้องเร่งสปีด อีกหลายเรื่องที่ต้องให้เห็นผลการทำงานชัดเจน จะมารอช้าไม่ได้  เร็วๆ นี้ จะเชิญ ทั้ง 3 คนมาพบ  มาคุยว่า จะต้องเตรียมทำอะไรให้ผม และผมก็จะดู   ให้เวลาพิสูจน์ฝีมือ 6 เดือน ให้โอกาสแล้ว ต้องทำให้ดี ถ้าทำไม่ดี ก็ต้องเรียกมาคุย ว่าทำไมถึงทำไมดี ยืนยันว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 และ11 ของศธ. ครั้งนี้ บริสุทธิ์จริงๆ  พูดต่อหน้าพระ ไม่มีใคร ฝากฝังใครมาแน่นอน รับรองว่า ไม่มีคนของ ดาว์พงษ์ ไม่มีคนของนักการเมือง ไม่มีคนของใครทั้งสิ้น ว่ากันที่ฝีมือล้วนๆ ผมต้องการคนที่จะมาทำงานกับผม  ต้องดูคนที่เข้ามาทำงานสนองนโยบายเราได้  ทุกคนสนองได้หมด แต่ใครจะได้มาก ได้น้อย  ใครเร็วใครข้ากว่ากันเท่านั้น   ส่วนการแต่งตั้งข้าราชการระดับ 10 แทนตำแหน่งที่ว่างนั้น ก็มีดำมี่ไว้แล้ว ต้องพิจารณา เป็นการถัดไป”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

ด้าน ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ส่วนตัวพร้อมทำงานในทุกตำแหน่ง เพราะตนเป็นข้าราชการ หากได้รับมอบหมายทำงานในหน้าที่ใด ก็ต้องทำให้ดีที่สุด ส่วนกรณีที่ให้นายสุเทพ มาเป็นเลขาธิการกอศ.แทนตนนั้น ก็เชื่อว่านายสุเทพ จะสามารถเชื่อมประสานงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน และอาชีวะ ได้อย่างดี

 

กรมการศาสนา ชู 11 ร.ร.ต้นแบบส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239171

ส่งเสริมคุณธรรม, 11 สถานศึกษาต้นแบบ, กรมการศาสนา, ต้นแบบ, ส่งเสริม, คุณธรรม, จริยธรรม

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 22 ส.ค. 2559

กรมการศาสนา ชู 11 ร.ร.ต้นแบบส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม

กรมการศาสนา เดินหน้าส่งเสริมกิจกรรมในสถานศึกษา ชู 11 สถานศึกษาต้นแบบคุณธรรม จริยธรรมเป็นพี่เลี้ยงให้สถานศึกษาทั่วประเทศ จัดกิจกรรมพัฒนาเยาวชนไทย

นายกฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา  เปิดเผยว่า  กรมการศาสนาได้จัดประชุมเสวนาส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในสถานศึกษา ภายใต้นโยบายประชารัฐ ขับเคลื่อนประเทศไทย 4.0 สถานศึกษาคุณธรรม สร้างชาติมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เพื่อเปิดเวทีแห่งคุณธรรม ให้รับรู้และแลกเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินงานส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในสถานศึกษานั้น พบว่า สถานศึกษาที่เข้าร่วมประชุมกว่า 80 แห่งให้ความสนใจรูปแบบการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมของสถานศึกษาที่ดำเนินงานอย่างเข้มข้นอย่างมาก เนื่องจากเห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนในด้านพฤติกรรมของนักเรียนที่มีคุณธรรมจริยธรรมที่งดงาม ไม่ยุ่งเกี่ยวกับอบายมุข ไม่ทะเลาะวิวาท สามัคคีเป็นกัลยาณมิตรที่ดีต่อกัน มีศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ มีชีวิตที่พอเพียง อนุรักษ์ความเป็นไทย รวมถึงชุมชนและสังคมรอบรั้วสถานศึกษาก็มีบรรยากาศแห่งคุณธรรม ดังนั้น กรมการศาสนาจะขยายผลต่อยอดไปยังสถานศึกษาอื่นๆที่ยังไม่ได้ดำเนินงานให้นำรูปแบบที่หลากหลายไปปรับใช้กับสถานศึกษาของตนเองอย่างเหมาะสมต่อไป

กรมการศาสนา ชู 11 ร.ร.ต้นแบบส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรม

“นอกจากสถานศึกษาหลายแห่งสนใจจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมในสถานศึกษาแล้ว ขณะเดียวกัน ก็มีหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สนใจจะสนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมในสถานศึกษาเช่นกัน เพราะฉะนั้น กรมการศาสนา จะทำหน้าที่เป็นตัวกลาง  ประสานงานระหว่างสถานศึกษาและหน่วยงานที่ต้องการสนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมในสถานศึกษา  รวมถึงจัดหาสถานศึกษาต้นแบบมาเป็นพี้เลี้ยงให้ด้วย”

อธิบดีกรมการศาสนา กล่าวต่อว่า  ทั้งนี้ กรมการศาสนาได้ประกาศให้สถานศึกษา 11 แห่งเป็นต้นแบบการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในสถานศึกษา พร้อมขอความร่วมมือให้คอยช่วยเป็นพี่เลี้ยงให้กับสถานศึกษาอื่นๆทั่วประเทศที่ต้องการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเป็นเด็กไทยพันธุ์ใหม่ ที่ดี เก่ง มีคุณธรรมจริยธรรม เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ และมีคุณค่าต่อประเทศชาติ ดังนี้ 1.รร.บางมูลนากภูมิวิทยาคม(โรงเรียนคุณธรรมต้นแบบ ศูนย์คุณธรรม) 2. โรงเรียนวัดนาคปรก (โรงเรียนคุณธรรมการออมร่วมกับธนาคารออมสิน) 3. โรงเรียนวัดสุทัศน์(โรงเรียนวิถีพุทธปลูกปัญญาด้วยมิติศาสนาเสริมสร้างสุขภาวะนักเรียนต้นแบบ ศน.) 4. รร.วัดวังตะกู (โรงเรียนวิถีพุทธ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ.) 5. รร.วัดโพธิ์ทอง(โรงเรียนคุณธรรมจริยธรรมในมูลนิธิยุวสถิรคุณ) และ6.รร.บ้านหนองบอน (นัยนานนท์อนุสรณ์)(โรงเรียนประชารัฐ) 7. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร(โครงการอบรมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับนักศึกษา) 8.รร.วัดพระปฐมเจดีย์ (โครงการศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ศน.) 9. วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (โครงการคลินิกคุณธรรมในสถานศึกษา ศน.) 10.วิทยาลัยเทคนิคโพธาราม(โครงการวิทยาลัยคุณธรรม) และ11.วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม(สยามเทค) โครงการสุภาพชนสยามเทค

ทั้งนี้ สถานศึกษาที่สนใจสามารถประสานขอความช่วยเหลือได้ที่สถานศึกษาดังกล่าวโดยตรง หรือที่สำนักพัฒนาคุณธรรม กรมการศาสนา โทร.0-2422-8811-2

 

ชวนเสนอชื่อ “ครูรางวัลเจ้าฟ้ามหาจักรี” ปี 2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239153

รางวัลเจ้าฟ้ามหาจักรี, ครั้งที่ 2, ชวน, เสนอชื่อ, ครู, รางวัล, เจ้าฟ้า, มหา, จักรี, ชวนเสนอชื่อ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 22 ส.ค. 2559

ชวนเสนอชื่อ “ครูรางวัลเจ้าฟ้ามหาจักรี” ปี 2

เริ่มแล้ว! เชิญชวนศิษย์เก่า สถานศึกษา องค์กร ร่วมเสนอชื่อครูเพื่อคัดเลือกรับรางวัล “สมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี” ครั้งที่ 2 ปี 2560 ส่งได้ตั้งแต่บัดนี้-31 ธ.ค.59

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่หอประชุมคุรุสภา มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กรมประชาสัมพันธ์ และสำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) แถลงข่าว “ชวนศิษย์มีครูเสนอชื่อครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 2 ปี 2560” โดย ดร.เบญจลักษณ์ น้ำฟ้า กรรมการและผู้จัดการสำนักงานมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า มูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี จะดำเนินการคัดเลือกครูผู้สมควรได้รับรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ครั้งที่ 2 ในประเทศอาเซียน และติมอร์ เลสเต รวม 11 ประเทศ  ซึ่งเปิดให้ศิษย์เก่าอายุ 25 ปีขึ้นไป  สถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และองค์กรที่มีภารกิจการเรียนรู้ เสนอชื่อครูผู้สมควรได้รับคัดเลือกตั้งแต่บัดนี้จนถึง 31 ธันวาคม 2559 ที่คณะกรรมการคัดเลือกในจังหวัดที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเขต 1

“ครูผู้ได้รับการเสนอชื่อจะต้องเป็นผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชีวิตศิษย์ มีผลงานดีเด่นเป็นประจักษ์แก่วงการศึกษาและพัฒนาคน ทั้งนี้ คณะกรรมการคัดเลือกระดับจังหวัดจะใช้เวลาคัดเลือก และทยอยส่งรายชื่อให้คณะกรรมการคัดเลือกในส่วนกลางพิจารณาจนถึงตั้งแต่ดือนธันวาคม 2559 จนถึงเดือนมีนาคม 2560 และคณะกรรมการมูลนิธิฯ จะพิจารณาประกาศผลในวันที่ 25 เมษายน 2560 และจะมีพิธีพระราชทานรางวัลในวันที่ 10 ตุลาคม 2560”ดร.เบญจลักษณ์ กล่าวและว่า ทั้งนี้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.PMCA.or.th

ด้าน ดร.จรูญ ไชยศร รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ กล่าวว่า กรมประชาสัมพันธ์ได้มอบให้ผู้อำนวยการสำนักประชาสัมพันธ์ทั้ง 8 เขตทั่วประเทศร่วมกับประชาสัมพันธ์จังหวัดทั่วประเทศ  ปลุกกระแสให้ศิษย์ที่มีครูทุกคนเสนอชื่อครูเพื่อรับรางวัลอันทรงคุณค่านี้ โดยจะใช้เครือข่ายครูเจ้าฟ้ามหาจักรีในปี 2558 ที่ได้รับรางวัลไปแล้ว 165 คน มาร่วมประชาสัมพันธ์

นายเฉลิมพร พงศ์ธีระวรรณ ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีคนแรกของประเทศไทย ปี 2558 กล่าวว่า ตนเชื่อว่าประเทศไทยมีครูกว่าหกแสนคน ครูดีเหล่านี้มักไม่ยกย่องตัวเอง ดังนั้นต้องมีคนพูดแทนถึงคุณความดี จึงอยากเชิญชวนให้ศิษย์มีครูหยิบยกความดีของครูของท่านผ่านการเสนอชื่อรางวัลครั้งนี้

ขณะที่ รศ.ดร.นำยุทธ สงค์ธนาพิทักษ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ล้านนา กล่าวว่า การคัดเลือกจะต้องยึดครูเป็นหลัก  อย่าหลงทาง ไม่ใช่คัดเฉพาะคนที่มีเทคนิควิธีการสอนอย่างเดียว จะต้องให้น้ำหนักกับครูที่ทุ่มเทกับงาน  ซึ่งเป็นการสร้างครูที่แท้จริง

 

เผยม.บูรพาอยู่ในรายชื่อที่ กกอ.ต้องเข้าไปตรวจสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239148

มหาวิทยาลัยบูรพา, ธรรมาภิบาล, กกอ., คำสั่งศาล, เผย, บูรพา, อยู่, รายชื่อ, ที่, ต้อง, เข้าไป, ตรวจสอบ, กกอต้องเข้าไปตรวจสอบ, ดาว์พงษ์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 22 ส.ค. 2559

เผยม.บูรพาอยู่ในรายชื่อที่ กกอ.ต้องเข้าไปตรวจสอบ

“ดาว์พงษ์” สั่งม.บูรพารวบรวมคำสั่งทางกฎหมายหวังจัดการปัญหาธรรมาภิบาล เล็งต่อสายถึง รมว.ยธ.ขอให้ช่วยดู เผยม.บูรพาเป็น 1 ใน 12 รายชื่อมหา’ลัย ที่กกอ.ลงไปตรวจสอบ

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังหารือร่วมกับผู้บริหารมหาวิทยาลัยบูรพา(มบ.)เพื่อแก้ปัญหาธรรมาภิบาลที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะข้อขัดแย้งกรณี สถานะภาพของนายสาธิต ปิติวรา นายกสมาคมศิษย์เก่า มบ. ว่าเป็นนายกสมาคมศิษย์เก่ามบ. และกรรมสภามบ. ซึ่งมีผลต่อการแต่งตั้งอธิการบดี และสรรหานายกสภา มบ. รวมถึงกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ มบ.  ทั้งนี้เรื่องดังกล่าว มีมุมมองด้านกฎหมาย ออกเป็น 2 ฝ่าย และมีการตีความคำวินิจฉัยของศาลที่แตกต่างกัน  ซึ่งตนได้ขอ ไปรวบรวบคำวินิจฉัยของศาลมาให้ตนทั้งหมด  เพื่อให้ฝ่ายกฎหมาย ช่วยดูรายละเอียด และประสานไปยังศาลที่เคยให้คำวินิจฉัย ให้ช่วยอธิบายเหตุผล อีกทั้งตนจะหารือโดยตรงกับพล.อ. ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม  ขอให้ช่วยดูเรื่องนี้อีกทางหนึ่งด้วย

“พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยบูรพา ไม่มีข้อกำหนดเรื่องการรักษาการตำแหน่งนายกสมาคมฯ ทำให้นายกสมาคมฯยังคงรักษาการมาถึง 2 ปี ซึ่งตามข้อกฎหมายไม่ถือว่าผิด แต่ในทางปฏิบัติถูกหรือไม่ขอให้ไปคิดดู  ผมจะไปก้าวก่ายข้อกฎมายไม่ได้ โดย มบ.ถือเป็น 1 ใน 12 มหาวิทยาลัยที่มีปัญหา และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)ลงไปตรวจสอบ หากไม่สามรถแก้ปัญหาได้  กกอ.ก็จะเสนอมาให้ผมลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการควบคุม”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

ด้าน นาย ธีรวุฒิ บุณยโสภณ ในฐานะรักษาการกรรมการสภา มบ.ผู้ทรงคุณวุฒิ และ อดีตประธานคณะกรรมการสรรหาอธิการบดี มบ. กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบถึงประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอน เพราะผู้บริหารมหาวิทยาลัยรักษาการมาแล้วถึง 2 ปีกว่า ทำให้มีการร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาธรรมาภิบาลมาโดยตลอด รวมถึงการลงชื่อในรับปริญญาของบัณฑิต 2 รุ่นที่ผ่านมาก็เป็นการลงนามโดยรักษาการทั้งนายกสภาฯ และรักษาการอธิการบดี ซึ่งบัณฑิตจำนวนมากก็ไม่ค่อยสบายใจนัก ดังนั้นหากเป็นไปได้ก็อยากให้แก้ปัญหาของ มบ.ให้จบโดยเร็ว เพื่อประโยชน์ที่จะเกิดแก่ทุกฝ่าย

 

ชง “ดาว์พงษ์” สั่งใช้ข้อสอบกลางเข้าเรียนมหา’ลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239143

ข้อสอบกลาง, แกตแพต, เข้าเรียนมหาวิทยาลัย, ดาว์, พงษ์, สั่ง, ใช้, ข้อสอบ, กลาง, เข้าเรียน, มหาลัย, ดาว์พงษ์, หมออุดม

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 22 ส.ค. 2559

ชง “ดาว์พงษ์” สั่งใช้ข้อสอบกลางเข้าเรียนมหา’ลัย

“หมออุดม” เผยผลวิจัยแกต/แพตเสร็จแล้ว จ่อแถลง 23 ก.ย.นี้ แจงประชุมรับตรงกับ “ดาว์พงษ์” 25 ส.ค.ทปอ.จะเสนอให้ รมว.ศึกษาฯมีนโยบายให้ใช้ข้อสอบกลางเข้าเรียนมหา’ลัย

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ศ.คลินิก นพ.อุดม  คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.)ในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เปิดเผยว่า ในการประชุมทปอ. เมื่อเร็ว ๆ นี้  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ได้รายงานผลการดำเนินโครงการวิจัยเรื่อง”การตรวจสอบคุณภาพแบบทดสอบและการประเมินผลการนำคะแนนการทดสอบวิชาความถนัดทั่วไป หรือ แกต และวิชาความถนัดทางวิชาชีพ/วิชาการ หรือ แพต ไปใช้ในการรับบุคลเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา”  ซึ่งได้วิจัยเสร็จ เรียบร้อยแล้ว แต่ยังเหลือปรับแก้รายละเอียดเบื้องต้นพบว่า  ยังมีความจำเป็นต้องมีการสอบแกต/แพต ต่อไป  แต่ประเด็นที่จะต้องลงลึกคือ  เนื้อหาข้อสอบแกต/แพตว่า สามารถคัดเลือกเด็กเข้าเรียนได้ตรงตามความถนัดหรือไม่ ไม่ใช่วัดเนื้อหาทางวิชาการ  คาดว่าจะสามารถแถลงผลการวิจัยได้ วันที่ 23 กันยายน 2559

ประธาน ทปอ. กล่าวต่อว่า ส่วนการแก้ปัญหา มหาวิทยาลัยเปิดรับนักเรียน เข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา  ด้วยระบบรับตรงนั้น  ขณะนี้ ทปอ.ได้ พัฒนาระบบการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาค่อนข้างลงตัวแล้วเพียงแต่ มหาวิทยาลัยยังมีความต้องการที่หลากหลาย ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นด้วยที่ มหาวิทยาลัยต่าง ๆไปเปิดรับตรงจำนวนมาก  ทำให้เด็กต้องเสียเงิน เสียเวลาในการวิงรอกสอบ ซึ่งหากมหาวิทยาลัยใช้ข้อสอบกลาง ทั้งแกต/แพต และข้อสอบวิชาสามัญ 9 วิชา ไปใช้ในการคัดเลือก ก็จะช่วยลดปัญหาได้

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะเสนอให้การรับสมัครซึ่งรับสมัครผ่านระบบออนไลน์ แต่การจ่ายค่าสมัครจะให้รอไว้ในระบบก่อน เมื่อสอบและประกาศผลเรียบร้อยแล้ว จึงให้เด็กจ่ายเงินค่าสมัครสอบภายหลัง ทั้งนี้ เรื่องนี้ต้องมีการพูดคุยกับมหาวิทยาลัยต่าง ๆ ให้เข้าใจตรงกัน  และควรจะให้รมว.ศึกษาธิการ สั่งการ เพื่อให้มีความชัดเจนและออกมาเป็นนโยบาย

“ในวันที่ 25 สิงหาคมนี้ พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รมว.ศึกษาธิการ ได้นัดทปอ. หารือเกี่ยวกับระบบการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ซึ่งผมจะเสนอให้ รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบาย ให้มหาวิทยาลัยต่าง ๆ ใช้ข้อสอบกลางที่ ทปอ.จัดสอบทั้งแกต/แพต และข้อสอบวิชาสามัญ 9 วิชา ในการคัดเลือกนักเรียนเข้าศึกษาต่อ เพื่อจะได้ลดปัญหานักเรียนวิงรอกสอบ  ส่วนมหาวิทยาลัยจะเปิดรับสมัครเมื่อไรก็ได้ แต่ขอให้ใช้ข้อสอบกลางในการคัดเลือก แต่ถ้าเป็นไปได้ระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาควรจะมีระบบเดียว ที่ให้เด็กใช้ข้อสอบกลางในการคัดเลือก”ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าว

 

สพฐ.กำชับทุกร.ร.ดูแลเด็กหลังมีเหตุฉุดนร.หญิง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239140

สตรีนนทบุรี, สพฐ., สพฐ, กำชับ, ทุก, ดูแล, เด็ก, หลัง, เหตุ, ฉุด, หญิง, การุณ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 22 ส.ค. 2559

สพฐ.กำชับทุกร.ร.ดูแลเด็กหลังมีเหตุฉุดนร.หญิง

“การุณ” สั่งทุกเขตพื้นที่ฯ กำชับร.ร.เฝ้าระวัง ดูแลนักเรียน หลังเกิดเหตุฉุดนักเรียนหญิงม.6 ร.ร.สตรีนนทบุรี ชี้ก่อเหตุอุกอาจ

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. นายการุณ  สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) กล่าวถึงกรณีเกิดเหตุการณ์คนร้าย 3 คนขับรถฟอร์จูนเนอร์สีดำ จับตัวนักเรียนนักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสตรีนนทบุรี ว่า ตนได้รับรายงานจาก นายวีระพงศ์ เดชาบุญ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 3 ว่าทางโรงเรียนสตรีนนทบุรี แจ้งว่าเมื่อเช้าวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุคนร้าย 3 คนขับรถฟอร์จูนเนอร์สีดำ จำทะเบียนไม่ได้จับตัวนักเรียนหญิงชั้นม.6 ขณะ ออกจากบ้านเดินทางมาโรงเรียน โดยเหตุเกิดบริเวณท่าน้ำนนท์ ใกล้ศาลากลางหลังเก่า นักเรียนถูกบังคับจับตัวขึ้นรถวิ่งมาตามถนนพิบูลย์สงคราม ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวรถติดค่อนข้างมาก คนร้ายกลับรถบริเวณทางกลับใกล้คอนโดลุมพินี ย้อนกลับไปทางสะพานพระราม 5 นัก เรียนพยายามร้องให้คนช่วย และต่อสู้ดิ้นรนจนสามารถเปิดประตูรถและใช้เท้าคาประตูรถไว้ ทำให้ประตูรถปิดไม่ได้และเนื่องจากรถติด คนร้ายเห็นท่าไม่ดีจึงถีบนักเรียนตกลงจากรถแล้วขับรถหนีไป ซึ่งนักเรียนได้รับบาดเจ็บ ฟกช้ำ ทั้งนี้ ผู้ปกครองของนักเรียนได้แจ้งความเรียบร้อยแล้ว

นายการุณ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้ ในช่วงเช้าตนได้ประสานไปเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อติดตามความคืบหน้าในการสืบหา ตัวคนร้าย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจแจ้งว่าได้มีการลงพื้นที่จริงตามเส้นทาง ซึ่งมีการติดตั้งกล้องซีซีทีวีไว้ด้วย หากมีความคืบก็จะรีบแจ้งให้ทราบ และจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนได้กำชับไปยังสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทั้ง 225 เขต ทั่วประเทศว่า ขอให้แจ้งทุกสถานศึกษาในสังกัด เฝ้าระวังดูแลความปลอดภัยของนักเรียน รวมถึงให้แจ้งแก่นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนได้ทราบข่าว และรับทราบพฤติกรรมของคนร้ายเพื่อช่วยกันเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเหตุการณ์ร้าย เช่นนี้ต่อไป

“เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นถือว่าเป็นการกระทำที่อุกอาจ ไม่ควรเกิดขึ้น ผมได้กำชับให้ทุกเขตพื้นที่ฯแจ้งทุกโรงเรียนในสังกัดระมัดระวัง ขณะเดียวกันได้รายงานให้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ทราบแล้ว ซึ่งรมว.ศึกษาธิการ ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประสานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด”นาย การุณ กล่าว

 

ไทยเจ้าภาพจัดแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ 6-15 ก.ค.60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239136

6-15 ก.ค.2560, เคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ, ไทย, เจ้าภาพ, จัด, แข่งขัน, เคมี, โอลิมปิก, ระหว่างประเทศ, 615, กค60, 6-15, เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 22 ส.ค. 2559

ไทยเจ้าภาพจัดแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ 6-15 ก.ค.60

ไทยเจ้าภาพจัดแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49 ประจำปี 2560 เฉลิมพระเกียรติ “เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณฯ” เจริญมายุครบรอบ 60 พรรษา วันที่ 6-15 ก.ค.2560

เมื่อวันที่ 22 ส.ค. ที่กระทรวงศึกษาธิการ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) แถลงข่าว “การจัดการแข่งขันเคมีโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49” ระหว่างวันที่ 6-15 กรกฎาคม 2560 ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม เพื่อเฉลิมพระเกียรติ ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลักษณ์ อัครราชกุมารี “เจ้าฟ้านักวิทยาศาสตร์”  ในโอกาสทรงเจริญมายุครบ 60 พรรษา วันที่ 4 กรกฎาคม 2560  ซึ่งพระองค์ทรงมีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะศาสตราจารย์ทางด้านเคมี โดย รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. กล่าวตอนหนึ่งว่า ปัจจุบันทั่วโลกพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันด้วยนวัตกรรม เพราะฉะนั้น กำลังคนที่มีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์ ที่จะมาช่วยคิดค้นสิ่งประดิษฐ์และองค์ความรู้ใหม่จึงเป็นที่ต้องการเพราะมีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ซึ่ง ศธ.ได้กำหนดนโยบายเพื่อยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษา และมาตรฐานการศึกษาของประเทศ โดยเฉพาะส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนรูปแบบการสอนสะเต็มศึกษา ที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนากำลังด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมและคณิตศาสตร์ มากขึ้น

“สำหรับการแข่งขันโอลิมปิกระหว่างประเทศ ครั้งที่ 49 นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเวทีที่จะส่งเสริมเยาวชนที่สอดคล้องการพัฒนากำลังคนในด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยปีนี้ ประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดแข่งขัน ซึ่งมีประเทศที่เข้าร่วมการแข่ง 80 ประเทศ  ในส่วนประเทศไทยได้คัดเลือกผู้แทนเข้าร่วมแข่งขันแล้ว 4 คน อย่างไรก็ตาม เวทีนี้ไม่เพียงช่วยส่งเสริม ศักยภาพนักเรียนกลุ่มที่มีความสามารถพิเศษ ยังกระตุ้นความสนใจให้ครูและนักเรียนเกิดแรงบันดาลใจในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ปลัดศธ. กล่าว

 

ร้องสธ.ตัดตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขไปให้วิชาชีพอื่น627อัตรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/239126

นักวิชาการสาธารณสุข, ตัดตำแหน่ง, ร้อง, ตัด, ตำแหน่ง, นักวิชาการ, สาธารณสุข, ให้, วิชาชีพ, อื่น, 627, อัตรา

การศึกษา-สาธารณสุข  : 22 ส.ค. 2559

ร้องสธ.ตัดตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขไปให้วิชาชีพอื่น627อัตรา

ค้านมติอ.ก.พ.สธ.โอนตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข 627อัตราไปให้วิชาชีพอื่น ร้องรมว.-ปลัดสธ.ยกเลิก ขณะที่รองปลัดสธ.แจงต้องแบ่งให้วิชาชีพอื่นที่ขาดแคลนด้วย

       เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม นายสมบัติ ชูเถื่อน เลขาธิการสมาคมวิชาชีพสาธารณสุข กล่าวว่า  ขณะนี้มีความเป็นห่วงจากผลการประชุมอนุกรรมการข้าราชการพลเรือน(อ.ก.พ.)กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 ที่มีมติให้ปรับปรุงตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขไปกำหนดเป็นตำแหน่งใหม่ จำนวน 627 อัตรา ยกตัวอย่าง เดิมมีตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุข(นวก.สธ.) ไว้ 1 อัตราที่โรงพยาบาลชุมชน(รพช.)แห่งหนึ่ง แต่เมื่อมีมติดังกล่าว กลายเป็นว่าเปลี่ยนจากนวก.สธ. ไปเป็นนักรังสีการแพทย์ ทำให้ตำแหน่งนวก.สธ.หายไป ซึ่งจะส่งผลต่อคนที่มาสอบและต้องการสอบเข้าตำแหน่งนวก.สธ. ซึ่งจะเห็นชัดในวันที่ 27สิงหาคมนี้ จะมีผู้ที่ทำการสอบวัดความเหมาะสมกับตำแหน่ง(ภาค ข.) ในตำแหน่ง นวก.สธ.ประมาณ 820  รายและตำแหน่งเจ้าพนักงานสาธารณสุข(จพ.สธ.)จำนวน 80 ราย ดังนั้น เครือข่ายวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ทั้ง 4 กลุ่ม ประกอบด้วย ชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย สมาคมวิชาชีพสาธารณสุข สมาคมหมออนามัย และมูลนิธิเครือข่ายหมออนามัย จึงขอเรียกร้องศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) และนพ.โสภณ เมฆธน ปลัด สธ. ให้ยกเลิกมติดังกล่าว และจะเข้ายื่นหนังสือในวันที่ 23 สิงหาคมนี้

ร้องสธ.ตัดตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขไปให้วิชาชีพอื่น627อัตรา

ด้านนพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)กล่าวว่า ได้มีหนังสือถึงชมรมต่างๆ ที่ออกมาเรียกร้องกรณีนี้ โดยก่อนอื่นอยากให้มองย้อนไปว่า เรื่องตำแหน่งอัตราของ นวก.สธ.  และ จพ.สธ.เป็นเรื่องสืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรี(ครม.) ที่อนุมัติอัตราตำแหน่งกว่า  3 หมื่นตำแหน่งแบ่งออกเป็น 3 ครั้ง ครั้งละ 7,547 อัตรา โดยกรณีนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่ผูกพันอยู่ จึงมีการขออนุมัติต่อ โดยแต่ละตำแหน่งจะมีสัดส่วนของแต่ละวิชาชีพ ซึ่งกรณีนวก.สธ. และจพ.สธ.นั้น ครม.อนุมัติเฉพาะตำแหน่งปริญญาตรี จะเข้าข่ายเพียงนวก.สธ.เท่านั้น โดยเดิมจะได้เพียง  205 อัตรา แต่สธ.จัดสรรเพิ่มอีก205 อัตรา รวมเป็น 410 อัตรา

 ร้องสธ.ตัดตำแหน่งนักวิชาการสาธารณสุขไปให้วิชาชีพอื่น627อัตรา

           “ตำแหน่งที่มีการปรับเปลี่ยน เป็นเรื่องของการบริหารจัดการให้เหมาะสมกับความจำเป็น อย่างนักรังสีทางการแพทย์ ต้องมีเพราะยังมีรพ.อีกกว่า 100 แห่งไม่มีนักรังสีทางการแพทย์ ทั้งที่มีความจำเป็นเนื่องจากต้องมีการฉายเอ็กซเรย์ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยทางการแพทย์ด้วยและส่วนนี้ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการขออัตราตำแหน่งเดิมที่เคยตกลงไว้ จึงอยากให้กลุ่มที่ออกมาเรียกร้องศึกษาเรื่องนี้ว่า จริงๆ เป็นเพราะอะไร และทางกระทรวงฯก็ไม่ได้ทิ้งขว้างเพราะอย่างที่จะมีการสอบอีกกว่า800 คนนั้น เราก็จะมีตำแหน่งไว้ให้อยู่แล้ว ไม่ต้องกลัว ใครสอบได้ ก็ต้องมีมาไม่มีการปล่อยทิ้งเหมือนที่ไปสร้างความเข้าใจผิดๆกัน” นพ.สมศักดิ์ กล่าว