ชี้แบนโปเกม่อนไม่เกิดประโยชน์ แนะใช้สร้างสัมพันธ์ครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237698

โปเกมอนโก, เกม, เทคโนโลยี, ชี้, แบน, โปเก, ม่อน, ไม่, เกิด, ประโยชน์, แนะ, ใช้, สร้าง, สัมพันธ์, ครอบครัว, Pokemon Goจะพาสังคมไทยไปไหน
โปเกมอนโก, เกม, เทคโนโลยี, ชี้, แบน, โปเก, ม่อน, ไม่, เกิด, ประโยชน์, แนะ, ใช้, สร้าง, สัมพันธ์, ครอบครัว, Pokemon Goจะพาสังคมไทยไปไหน

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 11 ส.ค. 2559

ชี้แบนโปเกม่อนไม่เกิดประโยชน์ แนะใช้สร้างสัมพันธ์ครอบครัว

เผยเกมโปเกม่อนโก ไม่ใช่เทคโนโลยีใหม่ กระแสไทยบูมเหตุอิงสถานที่จริง การ์ตูนน่ารัก นักจิตวิทยาชี้เนื้อหาสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวได้ กสทช.ชี้แบนไม่เกิดประโยชน์

เมื่อวันที่ 11 ส.ค. ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวทีจุฬาฯ จัดเสวนาครั้งที่ 2 เรื่อง “Pokemon Goจะพาสังคมไทยไปไหน?”โดยมีผศ.ดร.วิษณุ โคตรจรัสนักวิชาการด้านวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และหัวหน้าLabวิจัยเกม คณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่าเกมPokemon Go(โปเกม่อน โก)ไม่ใช่เกมใหม่ หรือเป็นเทคโนโลยีใหม่ เพราะที่ผ่านมาก็มีเกมลักษณะนี้ เพียงแต่ที่เกมนี้มีผู้คนให้ความสนใจเล่นจำนวนมากนั้น ส่วนหนึ่งเป็นกระแสและลักษณะของเกม เป็นการนำสถานที่จริงมาใช้ ตัวโปเกม่อนเอง เป็นตัวการ์ตูนที่มีความน่ารัก ซึ่งการเล่นเกมโปเกม่อน โกถ้ามองผู้เล่นเล่นอย่างเข้าใจ จนไม่ได้สร้างผลกระทบด้านเสียให้แก่ตนเอง หรือคนรอบข้าง ก็จะได้เห็นข้อดีของการเล่น เช่น ครอบครัวผม ภรรยาเป็นหนึ่งในผู้เล่นเกม เวลาไปตามจับตัวโปเกม่อน ก็เป็นเหมือนการออกกำลังกาย ได้ไปในสถานที่ต่างๆ เป็นต้น สำหรับเรื่องของการใส่ข้อมูลของผู้เล่นนั้น เท่าที่ทราบ ข้อมูลของผู้เล่นที่กรอกเป็นข้อมูลพื้นฐาน ไม่น่าจะมีผลกระทบอะไรต่อผู้เล่น อย่างไรก็ตามเกมโปเกม่อน เป็นอีกหนึ่งเกมที่ตอบสนองความต้องการของผู้เล่นที่ทับซ้อนในโลกของความจริง ซึ่งขึ้นอยู่กับพฤติกรรมของผู้เล่นเป็นหลัก เพราะด้วยเนื้อหาของเกมไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อผู้เล่น

ด้านนายพีรธน เกษมศรี ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงานประธานคณะผู้บริหารและหัวหน้าคณะผู้บริหารด้าน คอนเทนต์และมีเดีย บริษัท ทรู คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การที่ทรูเป็นตัวแทนนำเกมโปเกม่อน โก เข้ามานั้น เป็นโอกาสที่จะกระตุ้นการพัฒนาด้านเทคโนโลยี รวมถึงธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจSMEsที่สามารถใช้โปเกม่อน ที่ขณะนี้เปรียบได้เหมือนเป็นสัญลักษณ์ เป็นภาษาที่คนทุกเพศ ทุกวัย ทุกชาติ สามารถนำมาสื่อสาร ถ่ายทอดแลกเปลี่ยน เรียนรู้ร่วมกันได้ ซึ่งถ้าคิดในด้านบวก เป็นการต่อยอด กระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ก้าวหน้า ใช้อุปกรณ์ที่ทันสมัยเพราะขณะนี้ประเทศไทย คนส่วนใหญ่ ยังอยู่ 2Gทั้งที่ประเทศมี 3G 4Gโปเกม่อน โก เป็นแนวทางที่จะส่งเสริมให้ประชาชนหันมาใช้เทคโนโลยีล่าสุด เข้าถึงแหล่งข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การพัฒนาคนไทยให้ก้าวหน้าในเชิงเทคโนโลยี รวมถึงเป็นเครื่องมือที่จะเชื่อมโยงสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆให้คนไทยและต่างชาติได้รู้จัก โดยใช้โปเกม่อนเป็นจุดเชื่อม ทั้งนี้ ตอนนี้เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นของการเล่นเกมโปเกม่อน ซึ่งยังมีอีกหลายเลเวล และขณะนี้ในส่วนของทรูเอง ก็จะมีการพัฒนาโปรแกรมเกมโปเกม่อน โก เป็นภาษาไทย เพื่อให้คนไทยได้เข้าใจคำเตือนต่างๆ ในการเล่นเกม ให้เล่นเกมอย่างมีสติ

รศ.ดร.พรรณรพี สุทธิวรรณนักวิชาการด้านจิตวิทยาพัฒนาการเด็กและวัยรุ่น คณะจิตวิทยา จุฬาฯ กล่าวว่า สังคมไทยเป็นสังคมใจกว้าง เปิดรับสิ่งใหม่ๆ ตลอดเวลา ซึ่งบางคนอาจจะเล่น เพราะตามกระแส บางคนเล่นเพราะชอบก็แตกต่างกันไป แต่สิ่งหนึ่งที่คนในสังคมขาด คือความระมัดระวัง ความปลอดภัย หรือการหลงลืมหน้าที่ กาลเทศะ เช่น เล่นเพราะมองว่าเป็นสิทธิ์ส่วนบุคคลแต่ตอนเล่นอาจเดินไปเหยียบเท้าผู้อื่น หรือเดินชนผู้อื่น เป็นต้น ดังนั้น การเล่นเกมโปเกม่อนในเชิงจิตวิทยาถ้าพิจารณาจากเนื้อหาสาระ รูปแบบเกมนั้นมีข้อดี ในเรื่องของการสร้างความสัมพันธ์ ไม่ทำให้คนอยู่กับตัวเองมากเกินไป เป็นการออกกำลังกาย สอนเรื่องจริยธรรม กาลเทศะ พฤติกรรมด้านดีๆ ให้แก่เด็กได้ เพราะการชวนไปเล่นเกม นอกจากได้ความสนุกแล้วยังเป็นการสร้างความรู้สึกดีๆ เรื่องราวดีๆ ในครอบครัวให้เกิดขึ้น แต่ข้อเสียนั้น หากพ่อแม่บอกลูกไม่ให้เล่นเกมนี้โดยสั่งห้าม ดุด่า อาจกระทบต่อความรู้สึกลูก โดยเฉพาะเด็กวัยรุ่น อาจเกิดการต่อต้าน หรือเด็กเล็กที่อาจจะมองว่าการถูกห้าม เป็นเพราะพ่อแม่ไม่รักตัวเอง หากเด็กคิดแบบนี้จะเป็นอันตรายต่อเด็กและครอบครัวได้

“เกมโปเกม่อน มีทั้งข้อดีและข้อเสีย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและวัยรุ่น ที่อาจจะยังไม่สามารถแยกแยะอะไรได้อย่างชัดเจน อีกทั้ง การห้ามไม่ให้เด็กเล่น ในขณะที่เป็นกระแส ใครๆ ก็เล่นนั้น จะทำให้พ่อแม่หาเหตุผลในการอธิบายให้แก่ลูกได้ยาก ขณะเดียวกัน ลูกอาจต้านคำอธิบายเหล่านั้น ยิ่งเด็กวัยรุ่น ต้องการการยอมรับจากเพื่อนหากเขาไม่ได้เล่นเกม แล้วเพื่อนถาม ก็จะเกิดการพูดไม่หมด หรือการไม่พูดความจริง ฉะนั้น สิ่งที่กังวลจากกระแสเกมโปเกม่อน โก ตอนนี้ไมใช่เรื่องเนื้อหาของเกม แต่เป็นการตกลงของพ่อแม่ที่ให้ลูกเล่น หรือไม่เล่น หากให้เล่นก็อาจจะไม่มีปัญหา ถ้าเป็นการเล่นด้วยกันทั้งพ่อแม่ ลูก เป็นกิจกรรมในครอบครัว แต่ถ้าสั่งห้ามโดยใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมก็จะก่อให้เกิดความไม่เข้าใจจนทำให้เด็กรู้สึกว่าพ่อแม่ไม่รัก การมีข้อแม้หรือขอเลื่อนเพื่อให้พ่อแม่ได้ศึกษาเรียนรู้เกม และมาเล่นด้วยกัน น่าจะเป็นทางออกที่ดี”รศ.ดร.พรรณรพีกล่าว

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการคณะกรรมการกิจการโทรทัศน์(กทค.)คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) กล่าวว่าโลกดิจิตอล เป็นโลกที่ผสมผสานระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและโลกเสมือนจริง ซึ่งเทคโนโลยีเป็นเหมือนการสร้างสนามให้ทุกคนเลือกเดิน เราจะเดินหรือไม่เดินก็ได้ แต่ต้องรู้ตัวว่าดีหรือไม่ดี และเทคโนโลยี เป็นเรื่องใกล้ตัว เมื่อมีกระแสมาใครๆ ก็เล่น อีกทั้ง ต่อให้มีการเฝ้าระวัง การแบนไม่ให้เล่นเกมก็สามารถทำได้ยาก ยิ่งโปเกม่อน โก บริษัทที่ผลิตเกมที่ใช้แผนที่โลกดิจิตอล ไม่ได้ใช้พื้นที่ของประเทศไทย ต่อให้ทางกสทช. แบนไป ถ้าทางบริษัทยังปล่อยตัวโปเกม่อนตามแผนที่โลกดิจิตอลก็ไม่สามารถทำอะไรได้ อย่างไรก็ตาม การแบนไม่ให้เล่นเกม ไม่ได้มีประโยชน์ แต่สิ่งที่ทุกคนต้องพึงระวัง คือรู้จักตัวเอง รู้เท่าทันเกม และโลกดิจิตอล ไม่สามารถแก้

googletag.cmd.push(function() { googletag.display(‘div-gpt-ad-1471348950939-0’); });

นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ นักวิชาการจิตเวชผู้ใหญ่ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า หากมองสังคมเป็นระบบ เรียกได้ว่าเกมโปเกม่อน โก เป็นเหมือนตัวป่วนที่เข้ามาในระบบ ซึ่งตัวป่วนนั้นจะดีหรือไม่ดี ขึ้นอยู่กับพฤติกรรม หรือส่งผลกระทบต่อคนในสังคมได้อย่างไร อีกทั้ง การเล่นเกม และติดเกมไม่ใช่เป็นโรคจิต แต่เป็นพฤติกรรมที่ผู้เล่นเกม ขาดการควบคุม หรือยับยั่งจนทำให้ส่งผลกระทบการใช้ชีวิตด้านๆอื่น ดังนั้น การเล่นเกมโปเกม่อน โก เป็นอีกหนึ่งเกมเท่านั้น ที่อาจจะส่งผลให้เด็กติดเกม หรือไม่ติดเกมก็ได้ และไม่ได้ช่วยให้เพิ่มหรือลดปัญหาเด็กติดเกม เพราะมีเกมอะไรมาปัญหาเด็กติดเกมก็ยังคงอยู่ อย่างไรก็ตาม ปัญหาของเด็กตอนนี้ ไม่ใช่เรื่องสมาธิสั้น แต่เป็นเรื่องเวลา เพราะเด็กจะสนใจอย่างใดอย่างหนึ่งจนไม่สนใจเรื่องอื่น ไม่มีระเบียบวินัย และไม่รู้จักควบคุมตนเอง ไม่ยอมรับการควบคุมจากภายนอก ดังนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองต้องสร้างวินัย การรู้จักควบคุมตนเองให้เกิดขึ้นในเด็ก ต่อให้มีเกมอะไรมาก็ไม่น่าจะเกิดปัญหา

 

โพลล์ “วันแม่แห่งชาติ”คนไทยส่วนใหญ่ตั้งใจบอกรักแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237658

คนไทยบอกรักแม่, โพลล์วันแม่, โพลล์, วันแม่, แห่งชาติ, คนไทย, ส่วนใหญ่, ตั้งใจ, กรัก, แม่, วันแม่แห่งชาติ, ลูก, The Greatest Beautiful

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 11 ส.ค. 2559

โพลล์ “วันแม่แห่งชาติ”คนไทยส่วนใหญ่ตั้งใจบอกรักแม่

วธ.เผยโพลล์ “วันแม่แห่งชาติ” พบคนไทยส่วนใหญ่ ตั้งใจ บอกรักแม่ กอด-บอกรัก-พวงมาลัยกราบขอพรแม่

เมื่อวันที่ 11 ส.ค.  นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว. กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า วธ.ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชน “วันแม่แห่งชาติ” 12 สิงหาคม 2559 จากกลุ่มตัวอย่างจำนวนทั้งสิ้น 3,048 คน พบว่า ประชาชนตั้งใจจะบอก แสดงความรักแม่ในวันแม่ โดยพบว่า ร้อยละ 83.54 จะแสดงความรักโดยกอด บอกรัก นำพวงมาลัยดอกมะลิกราบขอพรแม่ ร้อยละ 65.26 จะพาแม่ไปรับประทานอาหาร พาไปเที่ยวต่างประเทศ/ต่างจังหวัด ร้อยละ 42.58 บอกว่า จะโทรศัพท์ถึงแม่ ส่งไลน์ ส่งข้อความถึงแม่ และร้อยละ 30.62 จะซื้อของขวัญให้แม่ ร้อยละ 17.39 มอบบัตร/การ์ดอวยพรให้แม่

นอกจากนี้จากการสอบถามว่าในฐานะ “ลูก” ประชาชนจะทำอะไรเพื่อทดแทนพระคุณแม่ พบว่า ร้อยละ75.51 จะตั้งใจศึกษาเล่าเรียน/ตั้งใจทำงาน ร้อยละ 72.78 เชื่อฟังคำสั่งสอน ร้อยละ 62.58 เอาใจใส่ดูแลแม่ ร้อยละ 56.33 ประพฤติตนเป็นคนดีของสังคม และร้อยละ 17.04 ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด

นายวีระ กล่าวต่อว่า ผลการสำรวจยังพบว่า ประชาชนคิดว่าการจัดกิจกรรม “วันแม่แห่งชาติ” มีความสำคัญ โดย ร้อยละ 87.22 เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ “12 สิงหาคม วันแม่ของแผ่นดิน” ร้อยละ81.25 เพื่อให้ลูกได้แสดงความกตัญญูกตเวทีต่อแม่ในวันสำคัญ “วันแม่แห่งชาติ”ร้อยละ 60.72 เพื่อให้ลูกเห็นความสำคัญในบทบาทของแม่ที่มีต่อครอบครัว/ต่อสังคม ร้อยละ 52.20 เพื่อปลุกจิตสำนึกให้คนทำความดีเพิ่มขึ้น และร้อยละ 20.33 เป็นการรวมพลังเพื่อแสดงความจงรักภักดี ความสามัคคีของคนไทย นอกจากนี้ได้สอบถามความเห็นประชาชนคิดว่าจะทำกิจกรรมใดเพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 พบว่า ร้อยละ 72.59 ร่วมทำบุญตักบาตร ร้อยละ 67.01 ร่วมจุดเทียนชัยถวายพระพร ร้อยละ 45.34 ลงนามถวายพระพร ร้อยละ 40.37 ประดับธงชาติตามอาคารบ้านเรือน/ติดตั้งภาพพระบรมฉายาลักษณ์/สาทิสลักษณ์ เป็นต้น

นายวีระ กล่าวว่า วธ.ยังได้สอบถามประชาชนชื่นชอบกิจกรรมใดที่ วธ.จัดขึ้นในปีนี้ เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 พบว่า ร้อยละ63.04 ชื่นชอบสารคดีเฉลิมพระเกียรติ ร้อยละ 50.98 กิจกรรมตามหาบุคคลในภาพที่เคยถวายงานตามพระราชกรณียกิจ ร้อยละ 42.19 นิทรรศการ “พิพิธภัณฑ์ผ้าไทย ในหมู่พระพิมานพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร” ร้อยละ 40.17 “The Greatest Beautiful” ผืนฟ้าผ้าครามนำเสนอการใช้ผ้าหม้อห้อมร่วมสมัย ร่วมกับมูลนิธิศิลปาชีพ ร้อยละ 37.12 การแสดง “มหกรรมลิเก 4 ภาค” นอกจากนี้พบว่าประชาชนเสนอแนะให้ วธ.จัดกิจกรรมเพิ่มเติมเนื่องในวันแม่แห่งชาติ อาทิ จัดการแสดงละครเกี่ยวกับแม่ การระลึกถึงพระคุณแม่ เพราะจะช่วยสร้างความตระหนักและกระตุ้นให้ลูกๆ ได้นึกถึงพระคุณแม่ โดยมีละครเป็นตัวดึงดูดผู้เข้าชม กิจกรรมเสริมสร้างการปลูกจิตสำนึกที่มีต่อแม่ เป็นกิจกรรมที่ดี และควรทำอย่างต่อเนื่อง เพราะลูกบางคนไม่กล้าแสดงออก /อยู่ไกลบ้านไม่มีโอกาสได้พบแม่ เป็นต้น

 

แนวโน้มเด็กไทยป่วย “โรคขาดวิตามินซี”เพิ่มขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237645

ณรงค์ อภิกุลวณิช, กรมการแพทย์, แนวโน้ม, เด็ก, ไทย, ป่วย, โรค, ขาด, วิตามิน, เพิ่มขึ้น, แนวโน้มเด็กไทยป่วย, โรคขาดวิตามินซี

การศึกษา-สาธารณสุข  : 11 ส.ค. 2559

แนวโน้มเด็กไทยป่วย “โรคขาดวิตามินซี”เพิ่มขึ้น

เด็กไทยป่วย“โรคขาดวิตามินซี”เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อพัฒนาการ อาจถึงขั้นเดินไม่ได้ เหตุไม่กินผักผลไม้ที่มีวิตามินซี-กินนมกล่องUHTเป็นประจำ แนะผู้ปกครองปรับการกินลูก

       นพ.ณรงค์  อภิกุลวณิช  รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า วิตามินซีเป็นวิตามินละลายน้ำและเป็นสารอาหารที่สำคัญต่อร่างกายในกระบวนการสังเคราะห์คอลลาเจนในเนื้อเยื่อของกระดูกฟัน เหงือก และหลอดเลือด ซึ่งในร่างกายมนุษย์ไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้เองจำเป็นต้องได้รับวิตามีนซีจากสารอาหาร วิตามินซีมีอยู่มากในอาหารจำพวกผักสดและผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว โดยปกติร่างกายควรได้รับวิตามินซีอย่างน้อยวันละ 50-100 มิลลิกรัม กรณีเด็กที่เลือกกิน กินอาหารยาก กินข้าวน้อย ไม่กินผักผลไม้ที่มีวิตามินซี และกินนมกล่อง UHT เป็นประจำก็อาจทำให้เกิดภาวะเด็กขาดวิตามินซี ซึ่งจะส่งผลพัฒนาการของเด็กและทำให้เด็กดูซีด บวมฉุ เลือดออกง่าย อาจเป็นจ้ำๆ ตามแขนขา รอบตา หรือมีเลือดออกตามไรฟัน ไม่ค่อยมีแรง อาจหงุดหงิดง่าย ร้องกวน ผิวหนังแห้ง ผมบาง ปวดขา เข่า ไม่ค่อยขยับ เวลานั่งจะงอข้อสะโพก ข้อเข่า เป็นต้น

“ พ่อ แม่ ผู้ปกครองหรือผู้เลี้ยงดูเด็ก จะต้องฝึกให้เด็กกินอาหารที่หลากหลายมีประโยชน์เหมาะสมตามวัยและครบทั้ง 5 หมู่ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือพ่อแม่ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักคิดว่านมเป็นตัวแทนอาหารอื่นๆ หากเด็กกินนมมากๆ จะช่วยให้เด็กมีรูปร่างสูงใหญ่ บางครอบครัวจึงเลือกซื้อนมกล่องเก็บตุนเพื่อให้ลูกได้หยิบกินได้สะดวก จนลืมคิดถึงอาหารอื่นๆ ที่มีประโยชน์ ส่งผลให้เด็กได้รับสารอาหารไม่เพียงพอขาดภูมิคุ้มกันและทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมา”นพ.ณรงค์กล่าว

นพ.สมจิตร  ศรีอุดมขจร แพทย์ประจำศูนย์คลินิกสมองและระบบประสาท สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี  กล่าวว่า จากข้อมูลของผู้ป่วยเด็กที่เข้ารับการรักษาด้วยโรคขาดวิตามินซีมีสถิติเพิ่มมากขึ้น ผู้ป่วยเด็กส่วนมากมักมีประวัติการกินนมวัวและกินนมถั่วเหลืองชนิดกล่อง UHT เป็นประจำโดยไม่ทานอาหารอื่นร่วมด้วย ซึ่งในนมกล่องมีปริมาณวิตามินซีน้อยมากเพียง 1.5มิลลิกรัม/100 ซีซี และเมื่อผ่านกระบวนการผลิตความร้อนจะทำให้วิตามินซีสูญเสียไปอีกมาก ในขณะที่นมแม่มีวิตามินซีสูงถึง 4มิลลิกรัม/100 ซีซี หากแม่กินผักผลไม้ไม่เพียงพอเด็กก็จะมีโอกาสขาดวิตามินซีได้เช่นกัน ดังนั้น แม่ที่ให้นมลูกควรทานผักผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง เช่น มะเขือเทศ กะหล่ำ พริกหวาน ส้ม มะนาว ฝรั่ง สับปะรด มะม่วง มะละกอ เพื่อให้ลูกได้รับปริมาณวิตามินซีที่เหมาะสม ในระยะ 6 เดือนแรก ทารกควรได้รับนมแม่อย่างเดียวโดยไม่ต้องกินน้ำหรืออาหารอื่น

นพ.สมจิตร กล่าวอีกว่า หลังอายุ 6 เดือน ต้องเริ่มฝึกให้เด็กทานอาหารอื่นครบ 5 หมู่ ตามวัยควบคู่กับนมแม่ หากเด็กเป็นโรคขาดวิตามินซีควรได้รับวิตามินซี วันละ 300 มิลลิกรัม ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้นในเวลา 1-2 อาทิตย์ และกินวิตามินเสริมอีก 2-3 เดือน อย่างไรก็ดี โรคขาดวิตามินซีเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้เพียงพ่อแม่หรือผู้เลี้ยงดูให้ความสำคัญกับอาหารของเด็ก ปรับพฤติกรรมการกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นผักสด ผลไม้สด เป็นประจำก็จะทำให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรงห่างไกลจากโรคขาดวิตามินซีรวมถึงโรคอื่นๆ ด้วย

 

กรมวิทย์เตือนผู้หญิงระวังถูกมอม “จีเอชบี”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237643


มอมยา, อภิชัย มงคล, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, กรม, วิทย์, เตือน, ผู้หญิง, ระวัง, ถูก, มอม, เอช, จีเอชบี

มอมยา, อภิชัย มงคล, กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, กรม, วิทย์, เตือน, ผู้หญิง, ระวัง, ถูก, มอม, เอช, จีเอชบี

การศึกษา-สาธารณสุข  : 11 ส.ค. 2559

กรมวิทย์เตือนผู้หญิงระวังถูกมอม “จีเอชบี”

กรมวิทย์เตือนผู้หญิงระวังภัย “จีเอชบี” ฤทธิ์ทำให้เคลิบเคลิ้ม นอนหลับ หมดสติ ช่วยเหลือตนเองไม่ได้ ถูกนำมาใช้ในทางที่ผิดวัตถุประสงค์ เพื่อมอมยา-ล่วงละเมิดทางเพศ

        นพ.อภิชัย  มงคล  อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กล่าวว่า จีเอชบี (Gamma-hydroxybutyrate) จัดเป็นวัตถุออกฤทธิ์ประเภท 1 ตามพรบ.วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518 แต่เนื่องจากมีผลข้างเคียงของยามาก และมีการนำมาใช้ในทางที่ผิดเพิ่มขึ้น ทำให้ถูกเพิกถอนทะเบียนไปตั้งแต่ปี พ.ศ.2533 ปัจจุบันยังพบการใช้จีเอชบีในสถานบันเทิง มักถูกนำมาใช้ทดแทนยาอี เนื่องจากมีฤทธิ์ใกล้เคียงกัน จีเอชบีมีทั้งที่เป็นผง เม็ด ในรูปแบบยา หรือในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่พบส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นของเหลวใส ไม่มีสีและกลิ่น เมื่อรับประทานจีเอชบีเข้าไปจะทำให้เคลิบเคลิ้ม นอนหลับ ออกฤทธิ์ได้ภายใน 5-20 นาที และออกฤทธิ์นาน 1.5-3 ชั่วโมง

“ถ้าใช้จีเอชบีร่วมกับแอลกอฮอล์หรือยากดประสาทอื่นๆ จะทำให้ฤทธิ์ของยาเพิ่มสูงขึ้น ทำให้เกิดอาการชัก กดการหายใจ หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้ ในต่างประเทศพบรายงานการเสียชีวิตจากการใช้จีเอชบีค่อนข้างสูง รวมถึงพบการใช้สารที่มีสูตรโครงสร้างใกล้เคียงกับจีเอชบี ได้แก่ จีบีแอล (Gamma-butyrolactone) และ 1,4-บิวเทนไดออล ซึ่งเมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้วจะถูกเปลี่ยนให้เป็นจีเอชบี และทำให้เสพติดได้”นพ.อภิชัยกล่าว

นพ.อภิชัย  กล่าวอีกว่า  ในปีงบประมาณ 2558 ที่ผ่านมา สำนักยาและวัตถุเสพติด กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างของเหลวใส ไม่มีสี เพื่อดำเนินคดี จำนวน 7 ตัวอย่าง ผลการตรวจไม่พบ จีเอชบี แต่พบจีบีแอล 1 ตัวอย่าง และ 1,4-บิวเทนไดออล 6 ตัวอย่าง ทั้งนี้จีบีแอล และ 1,4-บิวเทนไดออล จัดเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ.2535 ไม่มีการควบคุมเป็นยาเสพติดตามอนุสัญญาสหประชาชาติและการควบคุมทางกฎหมายจะแตกต่างกันในหลายประเทศ

“จากข้อมูลการตรวจพิสูจน์ของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ จะพบว่านอกจากภัยร้ายสำหรับผู้หญิงจากการใช้จีเอชบีในทางที่ผิดแล้ว ยังพบแนวโน้มที่จะใช้จีบีแอล และ 1,4-บิวเทนไดออลอีกด้วย และคาดว่าจะใช้ทดแทน จีเอชบีที่มีการควบคุมที่เข้มงวดกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เพื่อความปลอดภัยหญิงสาวไม่ควรเที่ยวในสถานบันเทิงเพียงคนเดียว ควรมีเพื่อนที่ไว้ใจได้ไปด้วย และระมัดระวังในการดื่มเครื่องดื่ม โดยเฉพาะจากคนแปลกหน้า เพื่อป้องกันภัยร้ายที่อาจเกิดขึ้นได้” นพ.อภิชัยกล่าว

 

กกอ.จ่อใช้ม.44 เชือด! 12 ม.รัฐ-เอกชนขาดธรรมาภิบาล-ไร้คุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237566

กกอ.เสนอเพิ่ม12 แห่ง, ม.44, จ่อ, ใช้, เชือด, รัฐ, เอกชน, ขาด, ธรรมาภิบาล, ไร้, คุณภาพ, กกอจ่อใช้ม44

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 10 ส.ค. 2559

กกอ.จ่อใช้ม.44 เชือด! 12 ม.รัฐ-เอกชนขาดธรรมาภิบาล-ไร้คุณภาพ

สกอ.เล็งใช้มาตรา 44 ฟันมหาวิทยาลัย 12 แห่งขาดธรรมาภิบาล-จัดการศึกษาไร้คุณภาพ พร้อมตั้งคกก.กลาง 2 ชุดตรวจสอบกลุ่มม.รัฐ และม.เอกชน คาดดำเนินการแล้วเสร็จใน 1 เดือน

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.)รศ.คุณหญิง ดร.สุมณฑา พรหมบุญ ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ. ) เปิดเผยภายหลังการประชุมกกอ.ว่าตามคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ตามข้อ 4 ให้กกอ.รายงานต่อรมว.ศึกษาการ เมื่อปรากฏว่าสภาสถาบันอุดมศึกษาหรือสถาบันอุดมศึกษาแห่งใดมีกรณีต่างๆ นั้น ที่ประชุมได้มีการนำเสนอรายชื่อมหาวิทยาลัยที่มีปัญหา ทั้งหมด 12 แห่ง แบ่งเป็น ม.รัฐ 2 แห่ง มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล และม.เอกชน 10 แห่ง มีปัญหาเรื่องการจัดการศึกษาไม่เป็นไปมาตรฐานการศึกษาอุดมศึกษาหรือมาตรฐานหลักสูตร โดยขณะนี้กกอ.ได้มีการตั้งคณะกรรมการกลางเข้าไปดำเนินการตรวจสอบ ซึ่งมีทั้งหมด 2 ชุด ม.รัฐ 1 ชุด ม.เอกชน 1 ชุด และอยู่ในขั้นตอนการทาบทางกรรมการและประธาน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเข้าไปตรวจสอบนั้นจะให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน เพราะเรื่องดังกล่าวเป็นเรื่องเร่งด่วนไม่สามารถรอได้

“หน้าที่ของคณะกรรมการกลาง ทั้ง 2 ชุดนั้น จะเข้าไปดำเนินการลักษณะเดียวกับการเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหามหาวิทยาลัยอื่นๆ ก่อนหน้านี้ ซึ่งรายชื่อมหาวิทยาลัยนั้น ไม่สามารถเปิดเผยได้เพราะอาจจะผลกระทบต่อมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยทั้ง 12 แห่ง เป็นคนละรายการกับที่คุรุสภาเคยนำเสนอ ส่วนจะมีการดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างไรบ้างนั้น ต้องดูผลการตรวจสอบ ปัญหาว่าร้ายแรงหรือไม่อย่างไร  แต่รับรองว่า จะไม่กลั่นแกล้งใคร เมื่อดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆ แล้วเสร็จก็จะรีบออกมาทันที” รศ.คุณหญิง ดร.สุมณฑา กล่าวและว่า นอกจากนั้น ที่ประชุมได้รับทราบการตั้งคณะกรรมการติดตามตรวจสอบการเปิดหลักสูตรปริญญาเอก ซึ่งจะตรวจสอบมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนไม่มีคุณภาพ หรือเปิดรับนักศึกษาเป็นโหลๆ จำนวนมากๆ    เช่น สาขาบริหารการศึกษา  รัฐประศาสนศาสตร์ บริหารธุรกิจ เป็นต้น   และหากมหาวิทยาลัยใดจัดการเรียนการสอนไม่มีคุณภาพ ก็คงจะต้องร้อนๆ หนาวๆ และถูกลงโทษก่อน

 

รองนายกฯเวียดนาม เปิดงานวันวัฒนธรรมเวียดนามในไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237563

งานวันวัฒนธรรมเวียดนาม, รอง, นายกฯ, เวียดนาม, เปิดงาน, วัน, วัฒนธรรม, ไทย, รองนายกฯเวียดนาม, The Essence of Viet Nam, The Colors of Viet Nam, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
งานวันวัฒนธรรมเวียดนาม, รอง, นายกฯ, เวียดนาม, เปิดงาน, วัน, วัฒนธรรม, ไทย, รองนายกฯเวียดนาม, The Essence of Viet Nam, The Colors of Viet Nam, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
งานวันวัฒนธรรมเวียดนาม, รอง, นายกฯ, เวียดนาม, เปิดงาน, วัน, วัฒนธรรม, ไทย, รองนายกฯเวียดนาม, The Essence of Viet Nam, The Colors of Viet Nam, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
งานวันวัฒนธรรมเวียดนาม, รอง, นายกฯ, เวียดนาม, เปิดงาน, วัน, วัฒนธรรม, ไทย, รองนายกฯเวียดนาม, The Essence of Viet Nam, The Colors of Viet Nam, พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 10 ส.ค. 2559

รองนายกฯเวียดนาม เปิดงานวันวัฒนธรรมเวียดนามในไทย

รัฐบาลไทย ร่วมกับ รัฐบาลเวียดนาม จัดงานวันวัฒนธรรมเวียดนามในประเทศไทย รองนายกฯเวียดนาม เปิดนิทรรศการ สีสันเวียดนามในไทย

เมื่อวันที่ 10 ส.ค. พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานวันวัฒนธรรมเวียดนามในประเทศไทย (Viet Nam Cultural Days in Thailand) โดยมีนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้กล่าวรายงาน และให้การต้อนรับ H.E. Mr. Vu Duc Dam รองนายกรัฐมนตรีสาธารณสังคมนิยมเวียดนาม H.E Mr. Nguyen Tat Thanh เอกอัครราชทูตสาธารณสังคมนิยมเวียดนามประจำประเทศไทย H.E Mr.Dang Dinh Quy รมช.กระทรวงการต่างประเทศ H.E Mr. Huynh Vinh Ai รมช.กระทรวงวัฒนธรรม กีฬาและการท่องเที่ยวซึ่งเดินทางมาเยือนไทย

พล.อ.ธนะศักดิ์  เปิดเผยภายหลังพิธีเปิดว่า เมื่อวันที่ 28-31 ก.ค. 59 ที่ผ่านมา รัฐบาลไทย    โดยกระทรวงวัฒนธรรม ได้นำการแสดงโขนเรื่องรามเกียรติ์ การแสดงนาฏศิลป์และดนตรีไทย และนิทรรศการและสาธิตวิถีชีวิตไทย ไปจัดแสดงในงานเทศกาลวัฒนธรรมไทยในเวียดนาม ณ กรุงฮานอย และจังหวัดกว๋างนิงห์ เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 40 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-เวียดนาม ในปี พ.ศ. 2559 ซึ่งประสบความสำเร็จและได้รับความสนใจจากประชาชนชาวเวียดนามเป็นอย่างมาก ดังนั้น เพื่อเป็นการการสร้างความเข้าใจอันดีในการเป็นประชาคมอาเซียน  และส่งเสริมความเข้าใจอันดีระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศ รัฐบาลไทย จึงมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมไทย จัดงานวันวัฒนธรรมเวียดนามในประเทศไทย (Viet Nam Cultural Days in Thailand) โดยร่วมกับ กระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามนำการแสดงนาฏศิลป์และดนตรีเวียดนามมาจัดแสดง ระหว่างวันที่ 10-13 ส.ค. 59 ณ กรุงเทพฯ และจังหวัดนครพนม

พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวต่อว่า งานวันวัฒนธรรมเวียดนามในประเทศไทย  ประกอบด้วยกิจกรรม 2 ส่วน ได้แก่ 1.การแสดงนาฎศิลป์และดนตรีเวียดนาม “The Essence of Viet Nam”  ในวันที่ 10 ส.ค. 59 เวลา 17.00 น. ที่โรงละครแห่งชาติ กรุงเทพฯ โดยมีการแสดงทางศิลปวัฒนธรรมเวียดนาม อาทิ การแสดงชุด Charming Viet Nam , Return to the homeland Pretty bamboo – a northern folk melody of Viet Nam ,  Remember President Ho Chi Minh , Uncle Ho and His immense love , The scent of young rice , New season celebration , Bamboo instrument ensemble และปิดท้ายด้วยการแสดงชุด Viet Nam my homeland และการแสดงประกอบบทเพลงพระราชนิพนธ์ใกล้รุ่ง อีกทั้ง ยังนำการแสดงนาฎศิลป์และดนตรีเวียดนาม ไปจัดแสดงในวันที่ 11 ส.ค. 59 เวลา 17.00 น.  ณ หอประชุมมรุขนคร โรงเรียนนครพนมวิทยาคม จังหวัดนครพนม และ 2.การจัดนิทรรศการ “The Colors of Viet Nam” ระหว่างวันที่ 10 – 13 ส.ค. 59 ที่หอศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ราชดำเนิน  เพื่อถ่ายทอดความหลากหลายวัฒนธรรมของเวียดนาม และเปิดโอกาสให้ประชาชนชาวไทย และผู้ชมได้รับความรู้ความเข้าใจในศิลปะและวัฒนธรรมเวียดนาม

ทั้งนี้ การจัดงานวันวัฒนธรรมเวียดนามในประเทศไทยครั้งนี้ ได้แสดงถึงความเป็นเอกลักษณ์ของสาธารณสังคมนิยมเวียดนามที่มีความอุดมสมบูรณ์ และความหลากหลายทางศิลปะการแสดง และดนตรีของเวียดนาม ที่สำคัญเป็นการเปิดโอกาสที่จะได้รับรู้วัฒนธรรมเวียดนาม รวมถึงการเรียนรู้ความเหมือนและความแตกต่างทางวัฒนธรรมของทั้งสองประเทศ อันจะนำไปสู่การสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและเวียดนามที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นต่อไป โดยรองนายกรัฐมนตรี และคณะผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ได้เข้าเยี่ยมคารวะพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และพลเอกธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี ณ ทำเนียบรัฐบาล ในวันที่ 11 ส.ค. โดยจะมีการหารือความร่วมมือทวิภาคีด้านต่างๆ เพื่อส่งเสริมและขยายความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทย-เวียดนามที่มามายาวนานกว่า 4 ทศวรรษ

นอกจากนี้รองนายกรัฐมนตรี สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม ยังได้ไปเป็นประธานใน “พิธีเปิดป้ายวัดอุภัยราชบำรุง” ซึ่งวัดพุทธนิกายอันนัมที่แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ทางพระพุทธศาสนาระหว่างเวียดนามกับไทยที่มีมาช้านานในประวัติศาสตร์ นอกจากนั้นยังได้เข้าชม “ศูนย์วัฒนธรรมอาเซียน”  “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร” และ “พิพิธภัณฑ์ศิลป์แผ่นดิน” ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม อีกด้วย

ด้าน Nguyen Bich Diep  จากกระทรวงวัฒนธรรม การกีฬาและการท่องเที่ยวเวียดนาม กล่าวว่า  ในนิทรรศการThe Colors of Viet Nam นั้น ทางเวียดนาดได้นำสิ่งของและภาพถ่ายประมาณ 300 ชิ้นมาจัดแสดง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของเวียดนามซึ่งมีอยู่ถึง 54 กลุ่มชาติพันธ์  นอกจากนั้น ในโอกาสครบรอบ 40 ปีของการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่าง 2 ประเทศ จึงได้นำภาพเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างไทย-เวียดนาม ภาพการจัดงานวันวัฒนธรรมไทยในเวียดนามมาตัดแสดงด้วย

 

ฝากสร้างความเข้าใจใช้ม.44จัดการปัญหามรภ.สุรินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237551

มรภ.สุรินทร์, ม.44, แก้ไขธรรมาภิบาล, ฝาก, สร้าง, ความเข้าใจ, ใช้, จัดการ, ปัญหา, มรภ, สุรินทร์, ดาว์พงษ์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 10 ส.ค. 2559

ฝากสร้างความเข้าใจใช้ม.44จัดการปัญหามรภ.สุรินทร์

“ดาว์พงษ์” ลงพื้นที่ มรภ.สุรินทร์ พบปะผู้บริหาร นศ.หลังเจอไม้แข็งม.44 ฝากสร้างความเข้าใจที่ในวิกฤตปัญหา ย้ำต้องไม่บิดเบือน

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และนายขจร จิตสุขุมมงคล รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เดินทางตรวจเยี่ยมภายหลังพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และใช้อำนาจมาตรา 44 ออกคำสั่งที่ 39/2559 ในการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลบังคับใช้กับ มรภ.สุรินทร์ และมรภ.ชัยภูมิ ทันที

โดย พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวระหว่างมอบนโยบายการปฏิรูปการศึกษาระดับอุดมศึกษา แก่คณะผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา มรภ.สุรินทร์ กว่า 600 คน ตอนหนึ่งว่า ภายหลังมีคำสั่ง คสช.เพื่อแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา ตนก็ตั้งใจมาพบกับทุกคนที่นี่ ทั้งนี้ ปัญหาของมรภ.สุรินทร์ นั้นเกิดขึ้นมานาน 7-8 ปี ซึ่งตนไม่รู้ควรจะดีใจหรือเสียใจกันแน่ ที่คนกว่า 60 ล้านคนทั่วประเทศต่างรับรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น และเมื่อมีคำสั่ง คสช.ให้มีการตั้งปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการสภามรภ.สุรินทร์ และปฏิบัติหน้าที่อธิการบดีมรภ.สุรินทร์ชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่ ก็ถือเป็นช่วงที่ทุกฝ่ายจะต้องพากันเดินหน้าเพื่อแก้ไขปัญหาในทุกเรื่อง อย่างไรก็ตาม สำหรับสภามหาวิทยาลัย หรือผู้บริหารชุดเดิม กรรมการชุดเดิม ตนไม่ได้มองไม่ดี หรือคิดว่าเลวร้ายอะไร แต่อาจจะมีความผิดพลาดบางเรื่อง หรือใช้ช่องว่างต่างๆ ผิดพลาดไปบ้าง ก็ต้องมาช่วยกันแก้ปัญหาและเดินหน้าต่อไป

“ในสภาวะวิกฤตที่เกิดขึ้น อยากขอให้ทุกคนช่วยกันสร้างการรับรู้ให้กับทุกคนในองค์กรทั้งอาจารย์ นักศึกษา ให้มีความเข้าใจในวิกฤตปัญหาอย่างถูกต้อง โดยไม่บิดเบือน และต้องสร้างการรับรู้ไปสู่ภายนอกเพื่อให้การสนับสนุนและแก้ไขปัญหาต่อไป”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

คุรุสภาเดินหน้าแก้กม.-ข้อบังคับเข้าสู่โหมดปฏิรูปเต็มตัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237518


สัดส่วนกรรมการ, พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา, คุรุสภา, เดินหน้า, แก้, ข้อบังคับ, เข้าสู่, หมด, ปฏิรูป, เต็มตัว

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 10 ส.ค. 2559

คุรุสภาเดินหน้าแก้กม.-ข้อบังคับเข้าสู่โหมดปฏิรูปเต็มตัว

คุรุสภา เตรียมชงร่าง พ.ร.บ.สภาครูฯ ที่ปรับปรุงรายละเอียดภาพลักษณ์กรรมการและบุคลากรที่มีความรู้วิชาเฉพาะ ให้บอร์ดคุรุสภาเห็นชอบ 29 ส.ค.นี้

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ดร.ชัยยศ  อิ่มสุวรรณ์  รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า ตามที่ที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ที่มีพล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมวศึกษาธิการ เป็นประธาน มีมติเห็นชอบให้คุรุสภาได้ปรับแก้ พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2546  โดยขณะนี้คุรุสภา ได้ดำเนินการแก้ไขในรายละเอียดเสร็จแล้ว เตรียมเสนอร่างพ.ร.บ.สภาครูฯ ฉบับปรับปรุงให้ที่ประชุมคณะกรรมการคุรุสภา พิจารณาในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ ทั้งนี้ สาระสำคัญของการปรับปรุงพ.ร.บ.สภาครูฯ เพื่อแก้ปัญหาและอุปสรรคใน 2 ประเด็นใหญ่

ประเด็นแรก เรื่องภาพลักษณ์ของกรรมการคุรุสภา ไม่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน ตามภารกิจในฐานะสภาวิชาชีพอย่างแต่จริง และมีการดำเนินงานในลักษณะทุจริตทางนโยบาย ซึ่งสาเหตุของปัญหา มาจากสัดส่วนกรรมการคุรุสภาไม่สมดุล และมีที่มาไม่โปร่งใส รวมถึงยังมีความซ้ำซ้อน และไม่ชัดเจนในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา และคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ดังนั้น จึงเสนอแนวทางแก้ไข โดนปรับลดสัดส่วนกรรมการสภาให้เหมาะสมจาก 39 เหลือ 27 คน แต่ยังคงมีตัวแทนจากทุกภาคส่วนตามหลักของสภาวิชาชีพ  เพิ่มอายุสูงสุดในคุณสมบัติของกรรมการไม่เกิน 70 ปี และยกเลิก กมว. โดยเพิ่มให้มีคณะกรรมการจรรยาบรรณ ทำหน้าที่พิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ และยกเว้นหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภาในการพิจารณาจรรยาบรรณของวิชาชีพ

ดร.ชัยยศ กล่าวต่อว่า  สำหรับประเด็นที่ 2 บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในสาขาวิชาเฉพาะ เช่น วิชาคณิตศาสตร์  วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ ภาษาอังกฤษ หรือสาขาขาดแคลน ฯลฯ ที่เรียนหลักสูตร 4 ปี ไม่ผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามหลักสูตร  ไม่มีโอกาสเข้ามาสอนได้ ซึ่งเกิดจากการที่คุรุสภา กำหนดให้ผู้ขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพควบคุม ต้องมีคุณสมบัติผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาตามหลักสูตรปริญญาทางการ ศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปีจึงเสนอแก้ไข พ.ร.บ.สภาครูฯ โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่จบการศึกษาหลักสูตรปริญญาตรีสาขาวิชาเฉพาะ อาทิ วิทยาศาสตร์  วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี  วิศวกรรมศาสตร์ ภาษาอังกฤษ หรือสาขาวิชาขาดแคลน ที่เรียนหลักสูตร 4 ปี ที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในเรื่องการสอนรูปแบบสะเต็มศึกษา ได้เข้ามาเป็นครู ซึ่งคุรุสภาจะออกใบอนุญาตปฏิบัติการสอนชั่วคราว เป็นเวลา 2 ปี ให้ ระหว่างนี้ ผู้ถือใบอนุญาตปฏิบัติการสอนชั่วคราวจะต้องไปพัฒนาตัวเอง ให้ได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ตามที่คุรุสภากำหนด

“คุรุสภาในเวลานี้ ถือว่าได้เข้าสู่โหมดปฏิรูปอย่างเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากการปรับปรุงกฎหมายแล้ว ยังได้เตรียมแก้ไขข้อบังคับคุรุสภาต่าง ๆ อาทิ การต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และการขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูซึ่งมีหลากหลาย ก็จะต้องปรับ เพื่อให้การทำงาน มีความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น”ดร.ชัยยศ กล่าว

 

วธ.ชง 2 ประเด็นรองรับรัฐธรรมนูญใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237549

วธ., ความภูมิใจไทย, ประเด็น, รองรับ, รัฐธรรมนูญ, ใหม่, วธชง

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 10 ส.ค. 2559

วธ.ชง 2 ประเด็นรองรับรัฐธรรมนูญใหม่

วธ.เตรียมแผนการทำงานภายหลังลงประชามติ ชง 2 ประเด็นรองรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

เมื่อวันที่ 2 ส.ค. นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมหารือกับผู้บริหารระดับสูง วธ. ว่า วธ.ได้จัดประชุมหารือผู้บริหารเพื่อเตรียมการดำเนินงานรองรับภายหลังการลงประชามติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงในการลงประชามติเมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา และจะมีการประกาศใช้ร่างรัฐธรรมนูญในปี 2559 ซึ่งในรัฐธรรมนูญ มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับงานด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม

รมว.วธ. กล่าวต่อว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ผ่านการประชามตินั้นมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับงานด้านศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม รวมถึงการขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ 11 มาตรา  อาทิ เรื่องสิทธิและเสรีภาพด้านศาสนา และศิลปวัฒนธรรมตามมาตรา 27,31,37,43 เรื่องหน้าที่ของปวงชนชาวไทย และตามมาตรา 52 รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย  บูรณภาพแห่งอาณาเขต เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ ความสงบสุขของประชาชน ตามมาตรา 57 รัฐต้อง (1) อนุรักษ์ ฟื้นฟูและส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ (2) อนุรักษ์ คุ้มครอง บำรุงรักษา ฟื้นฟู บริหารจัดการและใช้หรือจัดให้มีประโยชน์จากทรัพยากร ธรรมชาติความหลากหลายทางชีวภาพ ให้เกิดประโยชน์อย่างสมดุลและยั่งยืน โดยต้องให้ประชาชนและ ชุมชนในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องให้มีส่วนร่วมดำเนินการ เป็นต้น

และในส่วนของเรื่องแนวนโยบายพื้นฐาน แห่งรัฐ อาทิ ตามมาตรา 67 รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ตามมาตรา 70 รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธ์ต่างๆให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิม เป็นต้น นอกจากนี้ วธ. ยังได้มีการหารือเพื่อเตรียมพร้อมขับเคลื่อนงานตามยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศด้านศาสนาศิลปะและวัฒนธรรม อีก 3 มาตรา คือมาตรา 65, 258,259

รมว.วธ. กล่าวว่า ในเบื้องต้น วธ. จะขับเคลื่อนการพัฒนาเพื่อเตรียมการปฏิรูปให้เห็นผลเป็นรูปธรรมในระยะ 2 ปีนี้ 2 เรื่อง ได้แก่ เร่งการรณรงค์ส่งเสริมความเป็นไทยสู่ใจประชาชน และผลักดันการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ และภาพลักษณ์ของประเทศด้วยการส่งเสริมอุตสาหกรรมภาพยนตร์และวีดิทัศน์ รวมทั้งเตรียมพิจารณาทบทวนและแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และปรับระบบบริหารจัดการรองรับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย โดยจะนำเรื่องดังกล่าวหารือในที่ประชุมผู้บริหารระดับสูง วธ.และถ่ายทอดการประชุมผ่านระบบ VDO Conferences ไปยังหน่วยงานในสังกัดในส่วนภูมิภาคเพื่อเตรียมความพร้อมในการดำเนินงานดังกล่าว

อย่างไรก็ตามร่างรัฐธรรมนูญ ปี 2559 ได้กำหนดสิทธิ เสรีภาพ รวมถึงหน้าที่ของรัฐและแนวนโยบายแห่งรัฐด้านศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมไว้อย่างชัดเจน ดังนั้น การขับเคลื่อนงานดังกล่าวจำเป็นต้องมีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานภาครัฐภาคเอกชน และภาคประชาชนในลักษณะการสานพลังประชารัฐ จึงจะทำให้การดำเนินงานประสบผลสำเร็จและยั่งยืน ที่กำหนดไว้ว่ารัฐต้องอนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และต้องจัดให้มีพื้นที่สาธารณะสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในประเด็นการเปิดพื้นที่สาธารณะนั้น ช่วงที่ผ่านมา วธ. ได้นำร่องเรื่องดังกล่าวมาเบื้องต้นแล้ว อาทิ โครงการ ณ สยาม ตลาดนัดศิลปะ ถนนสายวัฒนธรรม การเปิดพื้นที่ให้สมาคมศิลปินพื้นบ้านทั่วประเทศมีพื้นที่แสดงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อมีการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างชัดเจนในปีงบประมาณ 2560 วธ.จะเน้นเรื่องการเปิดพื้นที่ให้มีความเข้มข้นและขยายพื้นที่ไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ

 

เปิดผลสอบเอแบคเคลียร์ชัดไร้ทุจริตทุกกรณี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237522

เอแบคโพล, ผลสอบข้อเท็จจริง 3 กรณี, สรุปผลสอบ, ยกเลิกควบคุมม.เอแบค, เปิด, ผลสอบ, เอแบค, เคลียร์, ชัด, ไร้, ทุจริต, ทุก, กรณี

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 10 ส.ค. 2559

เปิดผลสอบเอแบคเคลียร์ชัดไร้ทุจริตทุกกรณี

เผยเอแบคไร้ทุจริตทุกกรณี แจงเหตุบกพร่องในหน้าที่ของผู้บริหาร ชี้เอแบคโพล ผอ.ขอขมา ลาออก พร้อมเสนอรายชื่อนายก-กรรมการสภาต่อ รมว.ศธ.คาดได้อธิการฯใหม่กลางเดือนส.ค.

เมื่อวันที่ 10 ส.ค.ที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ(เอแบค) วิทยาเขตหัวหมาก ดร.ธนู กุลชล  ปฎิบัติหน้าที่อธิการบดีม.เอแบค กล่าวว่า ตามที่พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการได้มีคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่สกอ.1098/2559 เรื่อง เลิกการควบคุมมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ตั้งแต่วันที่ 4 ส.ค.นั้น  ส่งผลให้คณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยต้องยุติบทบาทลง แต่เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศทางคณะกรรมการควบคุมฯ ได้ให้ผู้ปฎิบัติหน้าที่อธิการบดีและรองอธิการบดีปฎิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีอธิการบดีคนใหม่ ซึ่งสภาเอแบคชุดใหม่ต้องเป็นผู้สรรหาอธิการบดี โดยขณะนี้ รมว.ศึกษาธิการได้มีคำสั่งแต่งตั้งกรรมการสภาฯตามมาตรา 28 (4) ของพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546  ตามบัญชีรายชื่อของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) มาแล้ว ดังนี้ นางนวลพรรณ ล่ำซำ อดีตรองเลขาธิการหอการค้าไทย ,รศ.วิทวัส รุ่งเรืองผล อาจารย์คณะพาณิชย์และการบัญชี ม.ธรรมศาสตร์ และ ศ.จตุรนต์  ถิระวัฒน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

ดร.ธนู กล่าวต่อไปว่า ส่วนกรรมการสภาฯ ที่เหลือทางภราดาสุรสิทธิ์  สุขชัย ประธานมูลนิธิคณะเซนต์คาเบรียลแห่งประเทศไทย และผู้รับใบอนุมัติจัดตั้งเอแบคได้เสนอชื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่จะมาเป็นกรรมการสภาฯ ตามมาตรา 28(3) ของพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ. 2546 ไปทั้งหมด 13 คน ได้แก่ ภราดาสุรสิทธิ์ เป็นนายกสภามหาวิทยาลัย และกรรมการสภาเอแบค ผู้ทรงคุณวุฒิ อีกจำนวน 12 คน คือ ภราดา ผศ. ดร. วินัย วิริยวิทยาวงศ์  ผอ.รร.เซนต์คาเบรียล ,ภราดา ดร. เดชาชัย ศรีพิจารณ์ ผอ.รร.อัสสัมชัญ ,ภราดา ดร. ชำนาญ เหล่ารักผล ผอ.โรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา, ภราดา ดร. พิสูตร วาปีโส ผอ.โรงเรียนอัสสัมชัญหลักสูตรภาษาอังกฤษ ,ภราดา ดร. วีรยุทธ บุญพราหมณ์ ผอ.โรงเรียนอัสสัมชัญธนบุรี ,ภราดา ดร. อาจิณ เต่งตระกูล ผู้ตรวจสอบภายใน เอแบค ,ภราดา ดร. มณฑล ประทุมราช ผอ.โรงเรียนอัสสัมชัญนครราชสีมา,ภราดา ดร. ทินรัตน์ คมกฤส อาจารย์อาวุโสของบัณฑิตวิทยาลัย เอแบค,ภราดา ดร. อำนวยยุ่นประยงค์ (ผู้แทนคณาจารย์ประจำ) รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา พัฒนาจริยธรรม เอแบค ,ภราดา ดร. ศิริชัย ฟอนซีกา (ผู้แทนคณาจารย์ประจำ) รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา เอแบค, นายอภิมุข  สุขประสิทธิ์ (ด้านกฎหมาย), นายสมชาย วงศ์ทรัพย์สิน (ด้านบัญชี)อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัยเอแบค ซึ่งกำลังรอให้รมว.ศึกษาธิการลงนามแต่งตั้ง จากนั้นเมื่อได้คณะกรรมการสภาฯ ครบชุดจะเร่งสรรหาอธิการบดีต่อไป โดยดำเนินการตามข้อบังคับใหม่ ทั้งนี้ เชื่อว่าจะได้อธิการบดีคนใหม่ ก่อนวันอัสสัมชัญเดย์ ในวันที่ 15 ส.ค.นี้

ปฎิบัติหน้าที่อธิการบดีม.เอแบค  กล่าวอีกว่า สำหรับประเด็นปัญหาที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาตรวจสอบ ทั้ง 3 เรื่อง ได้ข้อสรุปดังนี้ 1. กรณีการจัดซื้ออุปกรณ์โครงการเครื่องบินฝึกจำลองเสมือนจริง แบบแอร์บัส เอ 320  ตรวจสอบข้อเท็จจริงพบว่า โครงการดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อนำมาใช้ในการศึกษา  ไม่ปรากฎมีผู้ใดพฤติการทุจริต แต่ในฐานะอธิการบดีต้องรับผิดชอบ เพราะมีการขาดทุนไปทั้งหมด 11.18 ล้านบาท  เนื่องจากเป็นการลดค่าอัตราแลกเปลี่ยน และเป็นความบกพร่องของฝ่ายบริหารในการควบคุมดูแล โดยในครั้งนี้เป็นการดำเนินการก่อนที่จะมาอนุมัติจากสภาฯในภายหลัง ซึ่งทำเนียบปฎิบัติของเอแบคทำได้  แต่เมื่อสภาฯอนุมัติแล้วกลับไม่ได้แจ้งต่อคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) เพราะตามพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546 กำหนดว่า ถ้ามหาวิทยาลัยเอกชนไปลงทุนร่วมกับบริษัทอื่นในการทำกิจการ หรือใช้เงินลงทุนเกินกว่า 10 % ของกำไรของมหาวิทยาลัยในปีที่ผ่านมา ต้องขออนุมัติจาก กกอ. ดังนั้น จึงถือว่าดำเนินการไม่ถูกต้องตามขั้นตอน ต้องถูกปรับเงินไม่เกิน 1 ล้านบาท ซึ่งคณะกรรมการควบคุมฯ ก็จะเสนอให้ปรับเงินมหาวิทยาลัยต่อไป

2.กรณีการบริหารงานของเอแบคโพล  จากการตรวจสอบ ไม่พบการทุจริตของอธิการบดี แต่เป็นการบกพร่องในเรื่องการปฎิบัติหน้าที่ คือ การอนุมัติงบประมาณให้สำนักวิจัยเอแบคโพล ดำเนินการแล้ว ไม่มีระบบการติดตาม ตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณที่ชัดเจน เป็นเรื่องความไว้วางใจที่มอบให้แก่ผู้อำนวยการเอแบบโพล มีอิสระ วินิจฉัยและปล่อยมือในการบริหารมากเกินไป ต้องการให้มีออกระเบียบกฎเกณฑ์ที่รัดกุมในการบริหารงาน  ทั้งนี้ ในเรื่องของการจ่ายเงินให้แก่นักข่าวนั้น จากการตรวจสอบย้อนหลังไป 5 ปี ประมาณ 4.4 ล้านบาท พบว่า มีการจ่ายเงินให้นักข่าวจริง โดยมีการจ่ายให้เป็นรายเดือน 1-2 คน ซึ่งเป็น กระบวนการทำงานขององค์กร ซึ่งหากไม่หลอกตัวเอง หลายองค์กรก็ทำเพื่อให้มีข่าวออกสู่สาธารณะ เป็นค่าตอบแทนสื่อ หรือให้ในกรณีอำนวยความสะดวกในการทำข่าว เช่น เป็นค่าเดินทาง ค่าสินน้ำใจ แต่เป็นปัญหาในเรื่องจรรยาบรรณ เห็นว่าต่อไปไม่ควรมีการจ่ายเงินให้นักข่าวอีก อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ผอ.เอแบคโพล ได้มีขอขมาและลาออกไปแล้ว  และ 3.กรณีการจัดทำงบการเงินและทรัพย์สิน ซึ่งผลการตรวจสอบข้อเท็จจริง ไม่พบการทุจริตเช่นกัน

“คณะกรรมการควบคุมฯ ได้สรุปผลการสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการกลางทั้ง 3 ชุด ต่อรมว.ศึกษาธิการแล้ว  โดยถือว่าไม่มีการทุจริต ส่วนการปฎิบัติงานบกพร่องนั้น พระให้อภัย อย่างไรก็ตาม หลังจากให้ข้อเสนอแนะต่างๆ ไปแล้ว สภามหาวิทยาลัยชุดใหม่ก็จะต้องไปพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ส่วนจะให้ภราดาบัญชา กลับมาดำรงตำแหน่งอธิการบดีหรือไม่นั้น ก็เป็นการพิจารณาของสภามหาวิทยาลัย แต่โดยส่วนตัวคิดว่าภราดาบัญชา ไม่อยากกลับมาเป็นอธิการบดีแล้ว”ดร.ธนู กล่าว

นอกจากนั้น การพิจารณาปรับปรุง กฎระเบียบข้อบังคับต่างๆของมหาวิทยาลัยให้มีประสิทธิ์มากขึ้นขณะนี้ได้มีการแก้ไขร่าง โดยเพิ่มเติม 4 ข้อบังคับสำคัญ ซึ่งจากเดิมไม่ได้กำหนดไว้ ดังนี้  1.การได้มาซึ่งนายกสภาฯ 2. การได้มาและสิ้นสุดสภาพของกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ 3.การได้มาซึ่งอธิการบดี โดยกำหนดคุณสมบัติชัดเจนว่าผู้ที่จะมาเป็นอธิการบดีควรเป็นนักบวช หรือต้องเป็นผู้ที่ซาบซึ้งและเห็นด้วยกับเจตนารมณ์มูลนิธิเซนต์คาเบรียล โดยมีวาระการดำรงตำแหน่ง 4 ปี แต่ไม่กำหนดว่าเป็นต่อได้กี่วาระ หากเป็นคนนอก ต้องผ่านกระบวนการกลั่นกรองอย่างดี และ4.ข้อบังคับว่าด้วยการประชุมสภามหาวิทยาลัย