เผย 60 กศจ.-สศศ.รับสมัครครูผช.กว่า 2 พันอัตรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237388

สอบครูผู้ช่วย, กศจ.60 จังหวัด, เผย, กศจส, รับสมัคร, ครู, กว่า, พัน, อัตรา, พันอัตรา

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 9 ส.ค. 2559

เผย 60 กศจ.-สศศ.รับสมัครครูผช.กว่า 2 พันอัตรา

สพฐ.เผย กศจ.60 จังหวัดและ สศศ.แจ้งเปิดรับสมัครครูผู้ช่วยใน 55 กลุ่มวิชา จำนวน 2,528 อัตรา พร้อมออกมาตรการป้องกันทุจริต ทั้งก่อนสอบ-ระหว่างสอบ-หลังสอบ

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์  รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มอบหมายให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) จัดสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการ ครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 1/2559  ขณะนี้ กศจ.  ได้ส่งบัญชีตำแหน่งว่างและกลุ่มวิชาที่เปิดรับมาให้ สพฐ. โดยมีกศจ. 60 จังหวัดและสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.) เปิดรับสมัคร มีอัตราบรรจุได้ 2,528 อัตรา ใน 55 กลุ่มวิชา  ดังนี้ กรุงเทพมหานคร 264 อัตรา กระบี่ 22 อัตรา กาญจนบุรี 73 อัตรา กาฬสินธุ์ 8 อัตรา กำแพงเพชร 39 อัตรา ขอนแก่น 31 อัตรา จันทบุรี 19 อัตรา ฉะเชิงเทรา 31 อัตรา ชลบุรี 98 อัตรา ชัยภูมิ 38 อัตรา ชุมพร 35 อัตรา ตรัง 47 อัตรา ตราด 21 อัตรา  ตาก 58 อัตรา  นครนายก 12 อัตรา นครปฐม 75 อัตรา นครพนม 17 อัตรา นครราชสีมา 13 อัตรา นครศรีธรรมราช 58 อัตรา  นครสวรรค์ 16 อัตรา นนทบุรี 70 อัตรา น่าน 11 อัตรา  บึงกาฬ 44 อัตรา  บุรีรัมย์  140 อัตรา ปทุมธานี 100 อัตรา

ดร.สุเทพ กล่าวต่อว่า ประจวบคีรีขันธ์ 51 อัตรา  ปราจีนบุรี 4 อัตรา ปัตตานี 17 อัตรา พระนครศรีอยุธยา 95 อัตรา พังงา 33 อัตรา พิษณุโลก 4 อัตรา เพชรบุรี 16 อัตรา เพชรบูรณ์ 35 อัตรา ภูเก็ต 22 อัตรา มหาสารคาม 38 อัตรา มุกดาหาร 2 อัตรา ยะลา 35 อัตรา ระนอง 7 อัตรา ระยอง 50 อัตรา ราชบุรี 47 อัตรา ลพบุรี 24 อัตรา เลย 66 อัตรา ศรีสะเกษ 19 อัตรา สกลนคร  14 อัตรา สตูล  10 อัตรา สมุทรปราการ  29 อัตรา  สมุทรสงคราม  11 อัตรา  สมุทรสาคร 8 อัตรา สระแก้ว 18 อัตรา  สระบุรี  52 อัตรา  สุโขทัย 9 อัตรา สุพรรณบุรี 44 อัตรา  สุราษฎร์ธานี 23 อัตรา สุรินทร์ 18 อัตราหนองคาย 77 อัตรา หนองบัวลำภู 34 อัตรา อ่างทอง 14 อัตรา  อำนาจเจริญ 68 อัตรา อุดรธานี 27 อัตรา อุบลราชธานี 63 อัตรา และสศศ. 104 อัตรา  ส่วนที่เหลืออีก 17 จังหวัดไม่เปิดสอบ

“นอกจากนี้ สพฐ.ยังได้กำหนดมาตรการป้องกันการทุจริตในการสอบแข่งขัน เพื่อให้กศจ.ใช้เป็นแนวทาง ในการดำเนินการ ทั้งมาตรการก่อนสอบ อาทิ  ห้ามบุคคลกรในสังกัด สพฐ. มีการกระทำใด ๆ ที่มีเจตนาเป็นการกวดวิชา ให้ผู้เกี่ยวข้องสอดส่องกำกับดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่อย่างใกล้ชิด ไม่ควรแจ้งคณะกรรมการสัมภาษณ์ให้ทราบล่วงหน้า เปิดรับฟังข้อมูลเบาะแสและหาข่าวในทางลับ เพื่อเฝ้าระวังการทุจริต และระงับเหตุได้ทันที พร้อมทั้งติดตั้งกล้องวงจรปิดในสถานที่เก็บรักษาข้อสอบ เป็นต้น มาตรการระหว่างสอบ อาทิ  กำหนดบุคคลคนเป็นทางลับ ให้คอยสังเกตการณ์ บันทึกภาพผู้เข้าสอบ ขอความร่วมมือเจ้าหน้าที่ตำรวจทหารดูแลความปลอดภัย ห้ามนำเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดเข้าห้องสอบ  จัดให้มีเครื่องดักจับสัญญาณโทรศัพท์  อาจห้ามสวมเสื้อคลุม รองเท้า ถุงเท้า เข้าห้องสอบ เป็นต้น  และมาตรการหลังสอบ อาทิ ให้นับจำนวนข้อสอบและกระดาษคำตอบให้ครบตามจำนวนผู้เข้าสอบ ไม่ให้นำออกจากห้องสอบ ”รองเลขาธิการ กพฐ.กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ผ่านมาก.ค.ศ.ได้กำหนดปฏิทินให้ประกาศรับสมัครสอบแข่งขัน ภายในวันที่ 8 ส.ค.2559  รับสมัครสอบแข่งขัน วันที่ 15-21 ส.ค.ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบแข่งขัน วันที่ 1 ก.ย.2559  สอบข้อเขียนภาค ก ความรอบรู้ ความสามารถทั่วไป และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม อุดมการณ์ความเป็นครู มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา และมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน วันที่ 17 ก.ย.2559 สอบภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 18 ก.ย.2559 สอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ วันที่ 19 ก.ย.2559 และประกาศผลสอบแข่งขัน วันที่ 29 ก.ย.2559

 

รับสมัครสอบแกต-แพต 10-29 ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237394

แกต-แพต ครั้งที่ 1/2560, รับสมัคร, สอบ, แพต, 1029, นี้, รับสมัครสอบแกต-แพต, 10-29, สคนี้
แกต-แพต ครั้งที่ 1/2560, รับสมัคร, สอบ, แพต, 1029, นี้, รับสมัครสอบแกต-แพต, 10-29, สคนี้

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 9 ส.ค. 2559

รับสมัครสอบแกต-แพต 10-29 ส.ค.นี้

สทศ.เปิดรับสมัครสอบแกต-แพต ครั้ง 1/2560 วันที่ 10-29 ส.ค.นี้ ผ่านเว็บไซต์ http://www.niets.or.th

รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า ขณะนี้สทศ.ได้ปฎิทินการจัดการทดสอบความถนัดทั่วไป หรือแกต และความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือแพต ปีการศึกษา 2560 ดังนี้ การสอบแกต/แพต ครั้งที่ 1/2560 รับสมัครวันที่ 10 – 29 สิงหาคม 2559 (ปิดระบบรับสมัคร เวลา 23.59 น.) สมัครสอบผ่านทางเว็บไซต์ สทศ. http://www.niets.or.th ชำระเงินวันที่ 10 – 30 สิงหาคม 2559 ชำระเงินได้ที่ ธนาคารกรุงไทย และเคาน์เตอร์เซอร์วิส (ปิดระบบชำระเงินวันที่ 30 สิงหาคม 2559 เวลา 20.00 น.)

ตรวจสอบและแก้ไขข้อมูลผู้สมัคร วันที่ 10 สิงหาคม – 2 กันยายน 2559 ประกาศเลขที่นั่งสอบ สถานที่สอบ พิมพ์บัตรประจำตัวผู้เข้าสอบ วันที่ 20 กันยายน 2559 สอบวันที่ 29 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2559 ประกาศผลสอบวันที่ 15 ธันวาคม 2559 สำหรับการสอบ แกต/แพต ครั้งที่ 2/2560 รับสมัครวันที่ 7 – 26 ธันวาคม 2559 และสอบวันที่ 11 – 14 มกราคม 2560 ประกาศผลสอบวันที่ 20 เมษายน 2560

 ทั้งนี้ คุณสมบัติของผู้สมัครสอบ จะต้องเป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ เทียบเท่า ม.6 หรือ สูงกว่า ม.6 ขึ้นไป โดยสทศ.ได้ประชาสัมพันธ์ข้อมูลการจัดสอบ แกต/ แพตประจำปีการศึกษา 2560 เช่น เนื้อหาการสอบ รูปแบบข้อสอบ ตัวอย่างกระดาษคำตอบ ฯลฯ สามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.niets.or.th

 

สคช.-18 สถาบันนำร่องประเมินคุณวุฒิวิชาชีพ 7 สาขา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237381

รับรองคุณวุฒิวิชาชีพ, 7 สาขานำร่อง, ประเมินสมรรถนะ, สคช., สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ, สคช18, สถาบัน, นำร่อง, ประเมิน, คุณวุฒิ, วิชาชีพ, สาขา, สคช-18
รับรองคุณวุฒิวิชาชีพ, 7 สาขานำร่อง, ประเมินสมรรถนะ, สคช., สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ, สคช18, สถาบัน, นำร่อง, ประเมิน, คุณวุฒิ, วิชาชีพ, สาขา, สคช-18

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 9 ส.ค. 2559

สคช.-18 สถาบันนำร่องประเมินคุณวุฒิวิชาชีพ 7 สาขา

สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ร่วมมือสถาอุดมศึกษา-อาชีวะ 18 แห่ง นำร่องประเมินสมรรถนะเพื่อรับรองคุณวุซิใน 7 สาขา เริ่มประเมินสิ้นเทอม 2 ปีการศึกษา 2559

เมื่อวันที่ 9 ส.ค. ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค กรุงเทพฯ นายวีระชัย ศรีขจร ผู้อำนวยการสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (สคช.) กล่าวในพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการพัฒนาศักยภาพสมรรถนะของนัก ศึกษาเพื่อการก้าวเข้าสู่โลกของการทำงาน ตอนหนึ่งว่า จากมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อนุมัติให้ สคช.ดำเนินการประเมินสมรรถนะบุคคลให้มีคุณภาพวิชาชีพ (Competitive Workforce) ให้ได้ 310,000 คน ภายในปีระยะเวลา 5 ปี (ปี 2559-2563) สคช.จึงได้ร่วมกับสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน จำนวน 18 แห่ง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.), มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.), มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.)ล้านนา, มทร.ธัญบุรี, ม.ศรีปทุม, ม.สยาม, ม.แม่ฟ้าหลวง, มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงราย, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม (สยามเทค), วิทยาลัยดุสิตธานี, สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์, วิทยาลัยเทคนิค (วท.)อุบลราชธานี,วท.สัตหีบ,วท.มีนบุรี, วิทยาลัยอาชีวศึกษา (วอศ.)เชียงราย, วอศ.สงขลา, วอศ.ภูเก็ต, และ วอศ.เชียงใหม่ ดำเนินการประเมินสมรรถนะของนักเรียน และนักศึกษา ตามมาตรฐานอาชีพเพื่อให้ได้รับประกาศนียบัตรคุณวุฒิวิชาชีพและหนังสือรับรองมาตรฐานอาชีพ

ผอ.สคช.กล่าวต่อว่า เบื้องต้นจะนำร่องประเมินสมรรถนะ 7 สาขา ได้แก่ 1. สาขาเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารและดิจิตอลคอนเทนต์ 2.สาขาโลจิสติกส์ 3.สาขาแมคคาทรอนิกส์ 4.สาขารถไฟความเร็วสูงและระบบราง 5.สาขาบริการยานยนต์ 6.สาขาการบิน และ 7.สาขาการท่องเที่ยว การโรงแรม ภัตตาคาร และร้านอาหาร โดยตั้งเป้าว่าสิ้นสุดภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2559 จะมีนักเรียน และนักศึกษาจากสถาบันอุดมศึกษาและสถานศึกษาอาชีวศึกษา จากทั้ง 18 แห่งเข้าสู่กระบวนการประเมินสมรรถนะเพื่อรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ  ทั้ง 7 สาขาไม่น้อยกว่าระดับละ 50% และในปีการศึกษา 2560 จะมีผู้เข้ารับการประเมินสมรรถนะ  100%

“ปัจจุบัน สคช.ได้ดำเนินการพัฒนามาตรฐานอาชีพได้แล้ว 40 สาขาจาก 72 สาขาและมีองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยประเมินสมรรถนะและรับรองคุณวุฒิ ประมาณ 90 แห่ง ที่ผ่านมามีคนทำงานมาเข้ารับการประเมินสมรรถนะเพื่อรับรองคุณวุฒิแล้วจำนวนหนึ่ง แต่ สคช.ต้องการให้นักเรียน นักศึกษาได้เข้ามาสู่กระบวนการดังกล่าวนี้ด้วย เพราะฉะนั้น การจับมือร่วมกับสถานศึกษาครั้งนี้ จะการเป็นอีกหนึ่งนำมาตรฐานสมรรถนะปรับเข้าสู่กระบวนการเรียนการสอน ร่วมกันพัฒนาและส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาระบบคุณวุฒิวิชาชีพของประเทศไทย อีกทั้ง ยังเป็นการเตรียมพร้อมใน การก้าวไปสู่ไทยแลนด์ 4.0 ด้วย”ผอ.สคช.กล่าว

 

สร้าง‘พนักงานช่วยการพยาบาล’มืออาชีพรับสังคมสูงวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237275

ผู้สูงอายุ, สร้าง, พนักงาน, ช่วย, การ, พยาบาล, มืออาชีพ, รับ, สังคม, สูงวัย, พนักงานช่วยการพยาบาล

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 8 ส.ค. 2559

สร้าง‘พนักงานช่วยการพยาบาล’มืออาชีพรับสังคมสูงวัย

ระดมสมองรับมือสังคมผู้ป่วยเรื้อรัง-ยอดผู้สูงอายุเพิ่ม สร้าง ‘พนักงานช่วยการพยาบาล’มืออาชีพ

            ทุกคนต้องผ่านการวัดสมรรถนะตัวเอง ก่อนออกไปดูแลผู้ป่วย

เวลานี้เราจะเห็นว่ามีผู้ป่วยที่เป็นคนไข้เรื้อรังในจำนวนสูงขึ้น และผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้องรังส่วนใหญ่จะเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งต้องอาศัยผู้ที่มี หัวใจ จิตวิญญาณและความรู้ความชำนาญ เข้ามาช่วยดูแล ที่ผ่านมาตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นไปประเทศไทยเริ่มเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และต่อจากนี้ไปอีก 10 ปี ประเทศจะมีผู้สูงอายุเต็มรูปแบบโดย 20 % ของประชาชนไทยทั้งหมด คือจากประชาชน 100 คน จะพบผู้สูงอายุ 20คน และผู้สูงอายุ 100 คน มีมากถึง 90 คนที่เป็นผู้สูงอายุที่มีความเจ็บป่วย ส่วนผู้สูงอายุที่แข็งแรงในสังคมไทยไม่ถึง 5%

สร้าง‘พนักงานช่วยการพยาบาล’มืออาชีพรับสังคมสูงวัย

 

นี่คือข้อมูลที่ได้พูดคุยกับ รศ.สุปาณี เสนาดิสัย  นายกสมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย และคณะที่ปรึกษาจัดทำโครงการมาตรฐานอาชีพใน 2 อาชีพ โดยทางสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ สภาวิชาชีพทันตแพทย์ สมาคมพยาบาลแห่งประเทศไทย ให้การสนับสนุนเพื่อให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา อาชีพทั้ง 2 คือ พนักงานช่วยการพยาบาล และผู้ช่วยทันตแพทย์ ทำให้มองเห็นว่า ทุกวันนี้เวลามีผู้ป่วยที่ต้องเข้าโรงพยาบาลในแต่ละวัน พยาบาลวิชาชีพและผู้ช่วยพยาบาลต่างทำงานเต็มที่เต็มกำลังเพื่อดูแลผู้ป่วย แต่งานบางงานไม่จำเป็นต้องใช้พยาบาลวิชาชีพหรือผู้ช่วยพยาบาลก็ได้ เราจะได้ให้พยาบาลวิชาชีพหรือผู้ช่วยพยาบาลได้ทำงานในหน้าที่ๆตรงกับสายงานของตัวเอง แต่อย่าลืมว่าผู้ป่วยหรือคนไข้สูงอายุจำนวนมากต้องการความช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเป็นงานทำเตียงผู้ป่วยให้ว่าง แนะนำเรื่องอาหารว่าควรรับประทานอะไร ไม่ควรรับประทานอะไร อยู่เป็นเพื่อนผู้ป่วย รับส่งผู้ป่วย ดูแลให้มีเครื่องมือเครื่องใช้ในการรักษาพยาบาล เตรียมอุปกรณ์ที่จำเป็นให้ผู้ป่วย อย่างเช่นอุปกรณ์ที่ดูดเสมหะ จัดท่านอนให้ผู้ป่วย ช่วยเครื่องย้ายผู้ป่วย วัดสัญญาณชีพ ดูปัสสาวะอุจจาระและรวบรวมข้อมูลให้พยาบาล ทั้งผู้ป่วยในโรงพยาบาลและผู้ป่วยที่ต้องไปรักษาต่อที่บ้าน อาชีพพนักงานช่วยการพยาบาลจึงมีความสำคัญมากต่อผู้สูงอายุที่ป่วยและต้องดูแล นอนติดเตียง ในขณะนี้มีจำนวน 1 ล้านกว่าคนทั้งที่ติดบ้านและติดเตียง ต่อแต่นี้ไปเราต้องมามองกันว่า โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลมันจะเพียงพอกับการดูแลผู้สูงอายุ และคงต้องสร้างโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น

สร้าง‘พนักงานช่วยการพยาบาล’มืออาชีพรับสังคมสูงวัย

แบบไม่รู้จบ ซึ่งในส่วนนี้ก็ต้องสิ้นเปลืองงบประมาณมากกมาย แต่การไปดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุที่บ้านจะต้องเกิดขึ้นแน่นอนในอนาคตอันใกล้นี้

“ที่ผ่านมาพนักงานช่วยการพยาบาลเกิดขึ้นมาได้สักระยะหนึ่งแล้ว แต่มันยังไม่มีระบบที่ชัดเจน มีโรงเรียนสอนให้คนที่สนใจอยากทำงานดูแลเด็ก คนป่วย ผู้สูงอายุเกิดขึ้นจำนวนไม่น้อยที่เราเรียกกันว่า โรงเรียนการบริบาล แต่ไม่มีการตรวจสอบที่เป็นระบบ แต่เมื่อสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพมีความประสงค์อยากเห็นคนที่ทำงานด้านการดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุมีคุณภาพจึงได้มาคุยและมาปรึกษากัน เพื่อจะดูว่าวิชาที่ผู้เรียนในโรงเรียนบริบาลเรียนนั้นมีวิชาใดบ้าง ขาดวิชาใดบ้าง เพื่อให้ครบตามหลักสูตรที่สามารถไปดูแลผู้ป่วยได้ ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องผ่านการทดสอบเพื่อทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติ เพื่อจะได้รับการรับรองว่ามีมาตรฐานในอาชีพหรือแม้แต่”ผู้ช่วยทันตกรรมก็เช่นเดียวกัน มีการสอนแบบทำให้ดูและทำตามกัน แต่มาตรฐานและสมรรถนะมีแค่ไหนไม่มีใครรู้”

ระยะเวลา 1 ปี เต็มที่คณะที่ปรึกษาโครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพ จะต้องช่วยกันทบทวนวรรณกรรมของประเทศต่างๆที่เขาทำงานด้านทีทำได้ดีคือประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา และสิงคโปร์.ทั้งนี้ต้องมีผู้ทรงคุณวุฒิและประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพนี้มาแลกเปลี่ยนและมาดูว่าเครื่องมือที่เราจะใช้ในการฝึกอบรม หรือการใช้ประเมินหลังจากคนกลุ่มนี้ได้รับการฝึกอบรมแล้วต้องมีอะไรบ้าง ความรู้ทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติจะเป็นอย่างไร เพื่อจะกำหนดเป็นสมรรถนะให้ได้ตามมาตรฐานเพื่อให้มีคุณวุฒิตรงตามสมรรถนะที่ได้วางไว้ ซึ่งจะเกิดประโยชน์และเป็นการพิทักษ์ความปลอดภัยต่อผู้ใช้บริการ นั่นก็คือผู้ป่วยโดยตรง อีกทั้งบุคคลากรที่ทำงานด้านนี้จะเกิดเป้าหมายและความสุขมีคุณภาพและได้รับการยอมรับที่มากขึ้น

พลตรีหญิง อัญชลี ฤกษ์งาม ผู้อำนวยการโรงเรียนเพชรดาวการบริบาล อดีตรองผู้อำนวยการวิทยาลัยพยาบาลกองทัพบก บอกว่า การจัดทำมาตรฐานอาชีพของ 2 อาชีพ อย่างพนักงานช่วยการพยาบาลและผู้ช่วยทันตแพทย์ มีความสำคัญและจำเป็นมาก ที่ผ่านมาเราเรียนรู้กันเอง แม้จะมีโรงเรียนสอนการบริบาลซึ่งจะมีการเรียนการสอน แล้วส่งบุคลากรที่เรียนจบออกไปทำงานตามโรงพยาบาลหรือตามบ้านของผู้ป่วย แม้เราจะมีหลักสูตรทั้งภาคทฤษฏีและปฏิบัติ แต่ยังไม่มีมาตรฐานในการวัดบุคลากรด้านนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวมากนัก โรงเรียนสอนการบริบาลเปิดขึ้นมาในหลายแห่งได้คุณภาพบ้าง ไม่ได้คุณภาพบ้าง หลอกลวงผู้ป่วยหรือผู้ใช้บริการบ้าง ไม่มีใครรู้ว่าคนที่จะมาดูแลพ่อแม่ที่ป่วยในบ้านมีใบรับรองอาชีพหรือไม่ หากอนาคตจะมีการอบรม มาสอบวัดคุณภาพ เพื่อดูสมรรถนะของบุคลากรที่ต้อง

ทำงานกับผู้ป่วยซึ่งนั่นหมายถึงชีวิตของผู้ป่วย ยังเกี่ยวข้องกับความสูญเสียหากดูแล ไม่ได้ตามมาตรฐานตามสมรรถนะที่ควรจะเป็น จึงอยากเห็นโครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพพนักงานช่วยการพยาบาลและผู้ช่วยทันตกรรมเสร็จออกมาตรวจสอบบุคคลากรด้านนี้ให้เร็วที่สุด

 

“นวโกฐ-ทิพโอสถ-เทพจิต-อินทจักร” 4 สูตรยาหอมที่ควรมีติดบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237251

4 สูตร, ทิพย์โอสถ, เทพจิต, โกฐ, ทิพโอสถ, เทพ, จิต, อินทจักร, สูตร, ยาหอม, ที่, ควร, ติด, บ้าน, นวโกฐ-ทิพโอสถ-เทพจิต-อินทจักร, นวโกฐ, เทพจิตร, อนาคตยาหอมไทย สู่อาเซียน

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 8 ส.ค. 2559

“นวโกฐ-ทิพโอสถ-เทพจิต-อินทจักร” 4 สูตรยาหอมที่ควรมีติดบ้าน

เผย 4 สูตรยาหอมควรมีติดบ้าน “นวโกฐ” ป้องกันก่อนเป็นไข้ “ทิพโอสถ” ช่วยฟื้นตัวหลังเป็นไข้ “เทพจิตร” กระชากอารมณ์ตกต่ำให้เบิกบาน”อินทจักร” ลดอ่อนเพลียจากความเครียด

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.เวลา 13.30 น.ที่กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก  รศ.รุ่งระวี เติมศิริฤกษ์กุล อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในงานเสวนาการแพทย์แผนไทยเรื่อง “อนาคตยาหอมไทย สู่อาเซียน” ว่า คนทั่วไปโดยเฉพาะวัยรุ่นยังไม่ค่อยรู้จักยาหอมมากนัก เพราะเข้าใจแค่ว่ายาหอมมีฤทธิ์ช่วยในเรื่องแก้อาการวิงเวียน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะยาหอมโดยแท้จริงแล้วคือการปรับสมดุลธาตุในร่างกายคือ ธาตุลมและธาตุไฟให้เดินได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ติดขัด เปรียบเสมือนตัวหล่อลื่นให้เครื่องยนต์ทำงานได้สะดวก โดยสรรพคุณของยาหอมสามารถนำมาใช้ปรับสมดุลธาตุ บำรุงครรภ์ แก้ไข้ บำรุงร่างกาย บำรุงโลหิตประจำเดือน ช่วยปรับอารมณ์ และช่วยทำให้นอนหลับด้วย จึงเหมาะสำหรับกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานด้วย
รศ.รุ่งระวี กล่าวอีกว่า ยาหอม 4 ชนิดที่ควรมีประจำบ้านคือ 1.ยาหอมนวโกฐ ช่วยป้องกันพิษไข้และช่วยร่างกายฟื้นตัวจากการป่วยไข้เร็วขึ้น โดยเมื่อเริ่มมีอาการต้นของไข้คือ ครั่นเนื้อครั่นตัว รุมๆ หากรับประทานยาหอมนวโกฐภายใน 24 ชั่วโมงก็จะช่วยป้องกันได้ หรือรับประทานหลังจากหายไข้ก็จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ทำให้ประหยัดสุขภาพ ไม่ต้องป่วย ประหยัดค่ายาและลดการใช้ยา ไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลนานหรือใช้วันลามาก เหมาะสำหรับคนทำงานอย่างมาก  2.ยาหอมเทพจิตร เหมาะสำหรับวัยรุ่นที่มักชอบมีอาการสวิงสวาย หงุดหงิด โมโหง่าย ซึม ก็จะช่วยปรับอารมณ์ให้กลับมาเบิกบานได้ ก่อนที่อารมณ์จะตกลงไปถึงขั้นทำให้ร่างกายเป็นโรค หรือถึงขั้นซึมเศร้า เช่น บางคนอกหักรักคุด อารมณ์ก็ตกลงไป ช่วงจะสอบแล้วอ่านหนังสือไม่ได้ อ่านไม่เข้าหัวเลย ทำให้เครียด เมื่อรับประทานยาหอมเทพจิตรก็จะช่วยปรับอารมณ์ตรงนี้ขึ้นได้ เพราะทำให้เลือดลมเดินได้สะดวก
รศ.รุ่งระวี กล่าวด้วยว่า 3.ยาหอมอินทจักร ช่วยให้ร่างกายที่อ่อนเพลียกลับมาสดชื่นแจ่มใสได้ ซึ่งต่างจากการรับประทานกาแฟหรือพวกคาเฟอีนต่างๆ ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นร่างกาย ทำให้ตาค้าง แต่ร่างกายไม่ได้สดชื่น เมื่อหมดฤทธิ์ก็กลับมาเพลียเหมือนเดิมหรือเป็นมากกว่าเดิม แต่ยาหอมอินทจักรจะไปช่วยให้ลมในร่างกายไหลเวียนเป็นปกติ ปลุกไฟในร่างกายขึ้นมาตามธรรมชาติ จึงเป็นการออกฤทธิ์ที่ต่างกัน  และ 4.ยาหอมทิพโอสถ ซึ่งนำมาใช้หลังป่วยไข้หวัดได้ดีมาก ลดอาการอ่อนเพลียหลังจากป่วยไข้หวัด สำหรับการรับประทานยาหอมนั้น ในกลุ่มวัยรุ่นวัยทำงานก็สามารถทานได้ 2-3 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน หรือเมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็หยุดการใช้ยา เพราะหากรับประทานมากไปก็จะมีผลกระทบ ยิ่งวัยรุ่นเป็นช่วงที่มีธาตุไฟมาก การรับประทานนานๆ ก็อาจไปกระตุ้นธาตุไฟทำให้เกิดการร้อนในได้ จนควรกินยาเมื่อร่างกายเริ่มไม่สมดุลและหยุดยาเมื่อร่างกายกลับมาสมดุลแล้ว
“ตัวอย่างเช่นนั่งคิดงานอย่างไรก็ไม่ออก อ่อนเพลียไม่มีสาเหตุ ไม่อยากทำงาน อยากนั่งเฉยๆ แสดงว่าร่างกายไม่สมดุล ก็ควรรับประทานยาหอมก่อนที่สมดุลในร่างกายจะแย่ไปกว่านี้แล้วทำให้ร่างกายป่วย เมื่อรับประทานไปแล้วร่างกายก็จะปรับสมดุลจนเป็นปกติ เช่น กลับมาสดชื่น แจ่มใส ก็เลิกรับประทานได้ ส่วนปริมารในการกินนั้น เนื่องจากการผลิตของแต่ผู้ประกอบการแต่ละรายจะไม่เหมือนกัน ก็ควรอ่านฉลากก่อนรับประทาน ส่วนในกลุ่มผู้สุงอายุร่างกายทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิมก็สามารถรับประทานได้ทุกวัน แต่ต้องระมัดระวังเรื่องของการเลือดออกง่าย เพราะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ไม่ข้น ยิ่งคนมีโรคประจำตัวแล้วรับประทานร่วมกับยาแอสไพรินหรือยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดก็ต้องระวัง ยิ่งจะมีการผ่าตัดก็ต้องหยุดยาและแจ้งแพทย์ด้วย” รศ.รุ่งระวี กล่าว
เมื่อวันที่ 8 ส.ค.เวลา 13.30 น.ที่กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก  รศ.รุ่งระวี เติมศิริฤกษ์กุล อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในงานเสวนาการแพทย์แผนไทยเรื่อง “อนาคตยาหอมไทย สู่อาเซียน” ว่า คนทั่วไปโดยเฉพาะวัยรุ่นยังไม่ค่อยรู้จักยาหอมมากนัก เพราะเข้าใจแค่ว่ายาหอมมีฤทธิ์ช่วยในเรื่องแก้อาการวิงเวียน เหมาะสำหรับผู้สูงอายุ แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เพราะยาหอมโดยแท้จริงแล้วคือการปรับสมดุลธาตุในร่างกายคือ ธาตุลมและธาตุไฟให้เดินได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ติดขัด เปรียบเสมือนตัวหล่อลื่นให้เครื่องยนต์ทำงานได้สะดวก โดยสรรพคุณของยาหอมสามารถนำมาใช้ปรับสมดุลธาตุ บำรุงครรภ์ แก้ไข้ บำรุงร่างกาย บำรุงโลหิตประจำเดือน ช่วยปรับอารมณ์ และช่วยทำให้นอนหลับด้วย จึงเหมาะสำหรับกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงานด้วย
รศ.รุ่งระวี กล่าวอีกว่า ยาหอม 4 ชนิดที่ควรมีประจำบ้านคือ 1.ยาหอมนวโกฐ ช่วยป้องกันพิษไข้และช่วยร่างกายฟื้นตัวจากการป่วยไข้เร็วขึ้น โดยเมื่อเริ่มมีอาการต้นของไข้คือ ครั่นเนื้อครั่นตัว รุมๆ หากรับประทานยาหอมนวโกฐภายใน 24 ชั่วโมงก็จะช่วยป้องกันได้ หรือรับประทานหลังจากหายไข้ก็จะช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ทำให้ประหยัดสุขภาพ ไม่ต้องป่วย ประหยัดค่ายาและลดการใช้ยา ไม่ต้องอยู่โรงพยาบาลนานหรือใช้วันลามาก เหมาะสำหรับคนทำงานอย่างมาก  2.ยาหอมเทพจิตร เหมาะสำหรับวัยรุ่นที่มักชอบมีอาการสวิงสวาย หงุดหงิด โมโหง่าย ซึม ก็จะช่วยปรับอารมณ์ให้กลับมาเบิกบานได้ ก่อนที่อารมณ์จะตกลงไปถึงขั้นทำให้ร่างกายเป็นโรค หรือถึงขั้นซึมเศร้า เช่น บางคนอกหักรักคุด อารมณ์ก็ตกลงไป ช่วงจะสอบแล้วอ่านหนังสือไม่ได้ อ่านไม่เข้าหัวเลย ทำให้เครียด เมื่อรับประทานยาหอมเทพจิตรก็จะช่วยปรับอารมณ์ตรงนี้ขึ้นได้ เพราะทำให้เลือดลมเดินได้สะดวก
รศ.รุ่งระวี กล่าวด้วยว่า 3.ยาหอมอินทจักร ช่วยให้ร่างกายที่อ่อนเพลียกลับมาสดชื่นแจ่มใสได้ ซึ่งต่างจากการรับประทานกาแฟหรือพวกคาเฟอีนต่างๆ ที่ออกฤทธิ์กระตุ้นร่างกาย ทำให้ตาค้าง แต่ร่างกายไม่ได้สดชื่น เมื่อหมดฤทธิ์ก็กลับมาเพลียเหมือนเดิมหรือเป็นมากกว่าเดิม แต่ยาหอมอินทจักรจะไปช่วยให้ลมในร่างกายไหลเวียนเป็นปกติ ปลุกไฟในร่างกายขึ้นมาตามธรรมชาติ จึงเป็นการออกฤทธิ์ที่ต่างกัน  และ 4.ยาหอมทิพโอสถ ซึ่งนำมาใช้หลังป่วยไข้หวัดได้ดีมาก ลดอาการอ่อนเพลียหลังจากป่วยไข้หวัด สำหรับการรับประทานยาหอมนั้น ในกลุ่มวัยรุ่นวัยทำงานก็สามารถทานได้ 2-3 อาทิตย์ หรือ 1 เดือน หรือเมื่ออาการดีขึ้นแล้วก็หยุดการใช้ยา เพราะหากรับประทานมากไปก็จะมีผลกระทบ ยิ่งวัยรุ่นเป็นช่วงที่มีธาตุไฟมาก การรับประทานนานๆ ก็อาจไปกระตุ้นธาตุไฟทำให้เกิดการร้อนในได้ จนควรกินยาเมื่อร่างกายเริ่มไม่สมดุลและหยุดยาเมื่อร่างกายกลับมาสมดุลแล้ว
“ตัวอย่างเช่นนั่งคิดงานอย่างไรก็ไม่ออก อ่อนเพลียไม่มีสาเหตุ ไม่อยากทำงาน อยากนั่งเฉยๆ แสดงว่าร่างกายไม่สมดุล ก็ควรรับประทานยาหอมก่อนที่สมดุลในร่างกายจะแย่ไปกว่านี้แล้วทำให้ร่างกายป่วย เมื่อรับประทานไปแล้วร่างกายก็จะปรับสมดุลจนเป็นปกติ เช่น กลับมาสดชื่น แจ่มใส ก็เลิกรับประทานได้ ส่วนปริมารในการกินนั้น เนื่องจากการผลิตของแต่ผู้ประกอบการแต่ละรายจะไม่เหมือนกัน ก็ควรอ่านฉลากก่อนรับประทาน ส่วนในกลุ่มผู้สุงอายุร่างกายทำงานได้ไม่ดีเหมือนเดิมก็สามารถรับประทานได้ทุกวัน แต่ต้องระมัดระวังเรื่องของการเลือดออกง่าย เพราะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี ไม่ข้น ยิ่งคนมีโรคประจำตัวแล้วรับประทานร่วมกับยาแอสไพรินหรือยาป้องกันการแข็งตัวของเลือดก็ต้องระวัง ยิ่งจะมีการผ่าตัดก็ต้องหยุดยาและแจ้งแพทย์ด้วย” รศ.รุ่งระวี กล่าว

 

ปลื้มยอดผู้เข้าชมแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมเพิ่มเกือบ 8%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237244

เผยยอดผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์, โบราณสถาน – หอสมุด – หอจดหมายเหตุ, ปลื้ม, ยอด, ผู้เข้าชม, แหล่ง, เรียนรู้, วัฒนธรรม, เพิ่ม, เกือบ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 8 ส.ค. 2559

ปลื้มยอดผู้เข้าชมแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมเพิ่มเกือบ 8%

วธ. เผยยอดผู้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ – โบราณสถาน – หอสมุด – หอจดหมายเหตุ เพิ่มขึ้นร้อยละ 7.53มอบ กรมศิลป์ เร่งพัฒนาแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมเพิ่มยอดผู้เข้าชม

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหาร กรมศิลปากร เมื่อเร็วๆนี้ว่า ได้รับรายงานสถิติจำนวนผู้เข้าใช้–เข้าชมแหล่งเรียนรู้ของกรมศิลปากร ภายหลังการดำเนินงานโครงการจัดกิจกรรม ลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ นำเยาวชนสู่พิพิธภัณฑ์และอุทยานประวัติศาสตร์ โดยภาพรวมการเข้าชมแหล่งเรียนรู้อุทยานประวัติศาสตร์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ โบราณสถาน หอสมุดแห่งชาติ และหอจดหมายเหตุ ตั้งแต่เดือนต.ค. 58– มิ.ย.59 มีจำนวน 7,452,486 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2558 จำนวน 522,153 คน คิดเป็นร้อยละ 7.53 ซึ่งจำนวนผู้เข้าชมยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยมอบให้จัดทำแผนบริหารจัดการแหล่งเรียนรู้กระตุ้นการเข้าชมของประชาชน และนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยที่ประชุมมอบหมายให้สำนักพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ จัดทำแผนการดำเนินงานและกำหนดระยะเวลาในการปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติทั่วประเทศ จำนวน 41 แห่ง ทั้งนี้จะต้องปรับปรุงพิพิธภัณฑ์ทั้ง 41 แห่งให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี

รมว.วัฒนธรรม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ หน่วยงานในสังกัดกรมศิลปากรได้รายงานผลการดำเนินงานและปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานของปีงบประมาณ 2559 เบื้องต้นมีประเด็นปัญหาที่จะต้องเร่งแก้ปัญหาในกรณีเร่งด่วน ดังนี้ 1.การบุกรุกพื้นที่โบราณสถาน ที่ประชุมได้มอบหมายให้สำนักศิลปากรที่ 1–15 เร่งสำรวจการบุกรุก โดยจัดทำรายละเอียดจำนวนผู้บุกรุก และจำนวนพื้นที่ที่ถูกบุกรุกทั้งหมด เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาต่อไป รวมถึงการสำรวจโบราณสถานทั่วประเทศที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกประมาณ 1,000 แห่ง และเร่งจัดทำผังบริเวณโบราณสถานเพื่อขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานต่อไป เพื่อป้องกันการบุกรุกพื้นที่เพิ่มเติม

2.ตรวจพบโบราณวัตถุไทยที่จัดแสดงในต่างประเทศ ที่ประชุมได้มอบหมายให้อธิบดีกรมศิลปากร ประสานงานกับกระทรวงต่างประเทศ เพื่อขอความร่วมมือจากสถานทูตไทยในต่างประเทศเพื่อสำรวจโบราณวัตถุของไทยที่จัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ในต่างประเทศ โดยระบุสถานที่ที่จัดแสดง พร้อมทั้งสืบค้นเส้นทางการออกนอกประเทศของโบราณวัตถุดังกล่าว เพื่อรวบรวมข้อมูลและหาแนวทางนำกลับมายังประเทศไทยต่อไป 3.จัดสรรงบประมาณเพื่อจัดซื้อหนังสือของสำนักหอสมุดแห่งชาติที่ได้รับงบประมาณปีละ 2 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการจะต้องเร่งหารือกับสำนักงบประมาณ เพื่อหาแนวทางการของบประมาณเพิ่มเติม คาดว่าจะต้องใช้งบประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของหอสมุดทั่วประเทศ

และ4.การสแกนภาพจากฟิล์มกระจกบนสื่ออิเล็กทรอนิกส์ของหอจดหมายเหตุแห่งชาติ ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จประมาณ 30,000 กว่ารายการ คงเหลือที่ยังไม่ได้สแกนอีก 9,000 กว่ารายการ  ซึ่งจะต้องเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จ นอกจากนี้ จะต้องเร่งการอ่านภาพเก่าเป็นกรณีเร่งด่วน เนื่องจากปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีความสามารถในการอ่านภาพโบราณลดลงเรื่อยๆ จึงจะต้องมีการเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จเพื่อเผยแพร่ให้ประชาชนสืบค้น และนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

 

ปรับร่นเวลาผู้บริหารยื่นขอย้ายต้องเสร็จทันก่อนเปิดเทอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237240

หลักเกณฑ์ ก.ค.ศ., กรอบระยะเวลาผอ.ขอย้าย, การประเมินเฉพาะกรณีพิเศษ, 38 ค(2), ปรับ, ร่นเวลา, ผู้บริหาร, ยื่น, ย้าย, ต้อง, เสร็จ, ทัน, ก่อน, เปิดเทอม

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 8 ส.ค. 2559

ปรับร่นเวลาผู้บริหารยื่นขอย้ายต้องเสร็จทันก่อนเปิดเทอม

มติก.ค.ศ.ปรับปรุงเกณฑ์ย้ายผู้บริหาร กำหนดกรอบเวลาใหม่ให้เสร็จภายใน 25 ต.ค.จากเดิม 30 พ.ย.เพื่อให้ก่อนเปิดเทอม พร้อมอนุมัติหลักเกณฑ์คัดบุคคลากร 38 ค(2)

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆนี้ ที่ประชุม ก.ค.ศ.ซึ่งมี พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้ปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในส่วนของกรอบระยะเวลาในการพิจารณาย้ายใหม่ จากเดิมเปิดให้ยื่นคำร้องขอย้าย วันที่ 1-15 ส.ค.เขตพื้นที่การศึกษาต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 พ.ย. เป็นแล้วเสร็จภายในวันที่ 25 ต.ค.ก่อนเปิดภาคเรียนที่ 2 เป็นระยะเวลา 1 สัปดาห์

นอกจากนี้ ยังได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดเลือก ผอ.สถานศึกษา และ รองผอ.สถานศึกษา เพื่อใช้ในคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาในปี 2559 นี้เพียงปีเดียว โดยในการสอบภาค ก ความรู้ความสามารถทั่วไป ของกลุ่มทั่วไปและกลุ่มประสบการณ์ ให้เพิ่มการทดสอบสมรรถนะทางการบริหารด้วย และให้มีระยะเวลาขึ้นบัญชีไว้ 1 ปี จากเดิมขึ้นบัญชีไว้ 2 ปี เนื่องจาก รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายจะปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดเลือกใหม่ครั้งใหญ่

นายพินิจศักดิ์ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์การย้ายผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) และ รอง ผอ.สพท.จากที่กำหนดว่าการขอย้ายใน 4 กรณี คือ ขอย้ายปกติ ย้ายกรณีพิเศษ ย้ายเพื่อความเหมาะสม และ ย้ายเพื่อเกลี่ยอัตรากำลัง ผู้ขอย้ายทุกกรณีต้องให้ผู้บังคับบัญชาประเมินความรู้ ความสามารถ และประสบการณ์ในการบริหารจัดการ การรักษาวินัยและจรรยาบรรณ ซึ่งหลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นอุปสรรคทำให้ขาดความคล่องตัว ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้ประเมินเฉพาะการขอย้ายกรณีปกติเท่านั้น ส่วนอีก 3 กรณีไม่ต้องประเมิน

“ที่ประชุมได้อนุมัติหลักเกณฑ์และวิธีการคัดเลือกบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา 38 ค (2) ประเภททั่วไป เพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ โดยให้กำหนดสัดส่วนอัตราว่างที่จะใช้ในการคัดเลือกและสอบแข่งขัน ในอัตรา 50:50 ทั้งนี้ ผู้ผ่านการคัดเลือกจะรับเงินเดือนอัตราเดิม แต่ไม่เกินขั้นสูงของประเภทวิชาการระดับปฏิบัติการ” เลขาธิการ ก.ค.ศ.กล่าว

 

สมศ.เผยมีสถานศึกษาต้องถูกประเมินซ้ำ 553 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237214


สมศ., ประเมินรอบสาม, ประเมินสถานศึกษาขั้นพื้นฐานซ้ำ, เผย, สถานศึกษา, ต้อง, ถูก, ประเมิน, ซ้ำ, 553, แห่ง

สมศ., ประเมินรอบสาม, ประเมินสถานศึกษาขั้นพื้นฐานซ้ำ, เผย, สถานศึกษา, ต้อง, ถูก, ประเมิน, ซ้ำ, 553, แห่ง

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 8 ส.ค. 2559

สมศ.เผยมีสถานศึกษาต้องถูกประเมินซ้ำ 553 แห่ง

สมศ.เผยผลประเมินคุณภาพรอบสาม รับรองมาตรฐาน 61.06% ไม่ได้รับรองฯ 38.94% ระบุมีสถานศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานประเมินซ้ำ 553 แห่ง ตรวจสอบที่ http://www.onesqa.or.th

เมื่อวันที่ 8 ส.ค. ดร.คมศร วงษ์รักษา รองผู้อำนวยการ รักษาการแทนผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา(สมศ.) (องค์การมหาชน)กล่าวว่าขณะนี้ สมศ.ได้ประเมินคุณภาพการศึกษาภายนอกรอบสาม (พ.ศ.2554 – 2558) ของสถานศึกษาระดับขั้นพื้นฐานทุกประเภทจำนวน 35,086 แห่ง พบว่า มีสถานศึกษาที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจำนวน 21,424 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 61.06 และสถานศึกษาที่ไม่ได้รับการรับรองมาตรฐานฯ จำนวน 13,332 แห่ง คิดเป็นร้อยละ 38.94 ทั้งนี้ มีสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ขอรับการประเมินซ้ำตามเกณฑ์การประเมินเป็นจำนวนทั้งสิ้น 553 แห่ง โดยสถานศึกษาที่ต้องประเมินซ้ำนั้นอยู่ในกลุ่มไม่ผ่านการรับรองมาตรฐาน ซึ่งสมศ. จะดำเนินการประเมินซ้ำในช่วงระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม – 12 สิงหาคม 2559 อย่างไรก็ตาม หลังจากการประเมินสถานศึกษาระดับขั้นพื้นฐานทุกแห่งต้องเตรียมความพร้อมในการประเมินรอบถัดไป โดยนำผลประเมินในครั้งที่ผ่านมา ปรับปรุงและจัดทำแผนพัฒนาเสนอหน่วยงานต้นสังกัด ไม่ต้องสร้างเอกสารใดเพิ่มเติมเพื่อเตรียมรับการประเมิน

ดร.คมศร กล่าวต่อว่า สำหรับการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ (พ.ศ.2559-2563) ที่กำลังจะเกิดขึ้น สมศ. ได้มีการวางแผนพัฒนาระบบให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยมุ่งลดภาระด้านเอกสารเพื่อรับการประเมิน ส่วนเอกสารที่สถานศึกษามีการจัดทำในการปฏิบัติงานก็ให้คงเป็นไปตามระบบปกติ การเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการประเมินจะเน้นทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งสอดคล้องกับการประกันคุณภาพภายในของสถานศึกษาและต้นสังกัด ดังนั้น สถานศึกษาจึงไม่ต้องจัดทำเอกสารขึ้นใหม่ เพื่อรับการประเมิน ฯ รอบสี่ อย่างไรก็ตาม สมศ. ตั้งเป้าหมายให้การสะท้อนผลการประเมินให้ถูกต้อง ครบถ้วน และเป็นความจริง เพื่อสามารถรายงานผลต่อสถานศึกษา ต้นสังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และรัฐบาลทราบ ใช้เป็นแนวทางการพัฒนาสถานศึกษาตามบริบท ได้ตรงตามความเป็นจริงต่อไป ซึ่งการประเมินจะเกิดขึ้นจริงช่วงใดจะประชาสัมพันธ์ให้สถานศึกษาและสาธารณชนทราบต่อไป สถานศึกษาที่ต้องเข้ารับประเมินซ้ำสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.onesqa.or.th สำหรับคณาจารย์ นักเรียน นิสิต นักศึกษา หรือประชาชนทั่วไป สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สมศ. โทร.02-216-3955

 

สั่งร.ร.ดูแลเด็กเล่นโปเกมอนไม่ให้กระทบเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237208

โปเกมอนโก, เล่นในโรงเรียน, สั่ง, ดูแล, เด็ก, เล่น, โปเก, มอน, ไม่, ให้, กระทบ, เรียน, ดาว์พงษ์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 8 ส.ค. 2559

สั่งร.ร.ดูแลเด็กเล่นโปเกมอนไม่ให้กระทบเรียน

“ดาว์พงษ์” ระบุไม่ห้ามเด็กเล่นโปเกมอน กำชับ ผอ.และครูดูแลเด็กเล่นอย่างเหมาะสม ไม่ให้กระทบเรียน เล็งโหลดมาทดลองเล่นเพื่อจะได้รู้ และเข้าใจ

เมื่อวันที่ 8 ส.ค.พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวถึงกระแสการเล่นเกมโปเกมอนโก ที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ ว่า ขณะนี้กระแสการเล่นเกมโปเกมอนเพิ่งเกิดขึ้นได้ไม่นาน ส่วนที่เด็กๆเล่นกันมาก และเล่นในโรงเรียนด้วยนั้น ก็ต้องดูสถานการณ์ก่อนว่าเป็นเช่นไร ลุกลามแค่ไหนเพราะก็เพิ่งมีการเล่นเพียง 2 วันเท่านั้น คงไม่ไปสั่งห้ามและเชื่อว่าเด็ก ๆ เองก็สามารถแบ่งเวลาได้ อย่างไรก็ตาม ถ้าเล่นในโรงเรียนผู้อำนวยการและครูก็ต้องดูแลเด็กให้เล่นอย่างเหมาะสมไม่ กระทบต่อการเรียน ให้เล่นอยู่บนความพอดี

“ผมไม่รู้สึกเป็นห่วงอะไร  ไม่คิดว่าจะต้องห้ามแต่ก็คงไม่ปล่อยถึงขั้นไม่ไปดูแลเลย ซึ่งผมเป็นคนโบราณหน่อยอาจจะไม่เข้าใจเรื่องเกม แต่ก็คิดว่าจะทดลองเล่นเกมนี้ดู จะได้รู้ว่าเป็นเช่นไร ถ้าไม่เล่นเองก็จะไม่รู้ ไม่เข้าใจ และเท่าที่รู้เกมนี้มีประโยชน์ในแง่ให้ออกกำลังกายได้ แต่คนไทยไม่ได้ทำแบบนั้น กับเล่นและใช้พฤติกรรมที่ส่งผลให้เกิดอันตราย”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

 

“ปลัด สธ.”วอนอย่าเล่นจับโปเกมอนโกในรพ.ชี้รบกวนคนไข้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/237202

ปลัดสธ., โรงพยาบาล, โปเกมอน โก, Pokemon Go, ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร, ปลัด, วอน, อย่า, เล่น, จับ, โปเก, มอน, ชี้, รบกวน, คนไข้, ปลัด สธ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 8 ส.ค. 2559

“ปลัด สธ.”วอนอย่าเล่นจับโปเกมอนโกในรพ.ชี้รบกวนคนไข้

“ปลัด สธ.”วอนคนไทยอย่าเล่นจับ“โปเกมอนโก”ในรพ. ฝากเตือนผู้เล่น-พ่อ-แม่ผู้ปกครองให้ดูแลบุตรหลานเล่นอย่างมีสติไม่ไปจับโปเกมอน ในพื้นที่เปลี่ยวหรือเสี่ยงเกิดอันตราย

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่คนไทยนิยมเล่นเกมโปเกมอนโก (Pokemon Go) โดยการไล่จับโปเกมอนตามที่ต่างๆ ซึ่งพบว่าบริเวณกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จ.นนทบุรี และพื้นที่โดยรอบอย่าง รพ.ศรีธัญญา สถาบันบำราศนราดูร ถือเป็นสถานที่ราชการแห่งหนึ่งที่มีพื้นที่กว้างขวางรวมกว่า 400 ไร่ ทำให้เป็นอีกแหล่งที่จะมีเหล่าโปเกมอนจำนวนมากให้ผู้เล่นเกมได้มาจับ และมียิมให้โปเกมอนมาสู้กันถึง 4 ยิม

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) กล่าวว่า ขณะนี้เกมยังอยู่ในความนิยมของคนไทย แต่เชื่อว่าไม่นานกระแสก็จะจางไป หรือเกิดความเบื่อ อย่างไรก็ตาม หากคนจะเล่นก็ขอให้มีความระมัดระวัง อาจเกิดอุบัติเหตุอันตรายต่างๆ ได้ หรือสูญเสียการเรียน ซึ่งหากลูกหลานเล่นก็อยากให้ผู้ใหญ่ช่วยกันดูแลเตือนลูกหลานให้เล่นถูกวิธี เล่นในเวลาที่เหมาะสม หากเป็นผู้ใหญ่เล่นเองก็ต้องพิจารณาตัวเองด้วยว่าเป็นตัวอย่างที่ดีให้เด็กหรือไม่

นพ.โสภณ เมฆธน ปลัด สธ. กล่าวว่า เกมนี้ถือว่ามีข้อดีเพราะช่วยให้ได้เดินออกกำลังกาย แต่ก็ถือว่าเป็นเกมที่มีความเสี่ยง เช่น อาจเกิดอุบัติเหตุรถชน ตกน้ำ ตกหลุม หรือสะดุดหกล้มได้ เมื่อจะเล่นก็ต้องรู้จักการบริหารความเสี่ยงด้วย ส่วนในพื้นที่ สธ.เองนั้นการจะห้ามไม่ให้เล่นเลยคงยาก เพราะด้วยเทคโนโลยีต่างๆ ที่พัฒนา แต่อยากเตือนใจให้มีสติในการเล่นและเล่นอย่างเหมาะสม อย่างไรก็ตาม บางพื้นที่ก็ขอเตือนว่าอย่าเข้าไปเล่น เพราะอาจเป็นการรบกวนผู้อื่นได้ เช่น ในวัดที่เป็นข่าวออกไปว่ารบกวนการเดินจงกรมของพระ จนต้องออกมาบอกว่าเป็นเขตอภัยทาน ขอให้เลิกจับโปเกมอน เป็นต้น ซึ่งในส่วนของ สธ.ที่ดูแลโรงพยาบาลสังกัด สธ.ทั่วประเทศก็อยากจะขอว่าอย่ามาจับโปเกมอนในโรงพยาบาล เพราะจะเป็นการบกวนคนไข้ ที่สำคัญโรงพยาบาลก็เป็นเขตอภัยทานเหมือนกัน จึงขออย่ามาจับโปเกมอนกันในโรงพยาบาลเลย

“อยากจะขอความร่วมมือผู้ที่ไปติดต่อกับทาง โรงพยาบาล ให้หลีกเลี่ยง การจับ โปเกมอน ในอาคารผู้ป่วย ห้องตรวจรักษาโรค เพื่อไม่กระทบกับการทำงาน ของแพทย์ และ เจ้าหน้าที่ ยกเว้น บริเวณภายนอกอาคาร เช่น สวนหย่อม ที่ไม่ได้มีการปฏิบัติหน้าที่ ของแพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่ สามารถจับโปเกมอนได้ ซึ่งในส่วนของ เกม โปเกมอนโก ก็มีข้อดี ที่ทำให้ ทุกคน ได้ เดิน ขยับร่างกาย แต่อยากฝากเตือน ผู้เล่นเกม ทุกคน รวมทั้ง ฝากพ่อแม่ผู้ปกครอง ให้ ดูแลบุตรหลาน เล่นเกม อย่างมีสติ ไม่ไปจับ โปเกมอน ในพื้นที่เปลี่ยว หรือเสี่ยงเกิดอันตราย เพื่อป้องกันไม่ให้ได้รับผลกระทบจากการเล่นเกม เช่น ถูกรถชน ถูกชกชิงโทรศัพท์มือถือ และทรัพย์สินมีค่า หรือ เกือบตกน้ำ ที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึง ไทย ที่มีข่าวออกมาก่อนนี้ ”นพ.โสภณกล่าว