‘เปิดใจ’นายกสมาคมนักศึกษามุสลิมไทยในประเทศ’ซูดาน’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/236583

เปิดใจ, นายก, สมาคม, นักศึกษา, มุสลิม, ไทย, ในประเทศ, ซูดาน, นายอิทธิกุล ภูมิสุข

การศึกษา-สาธารณสุข >บทความ  : 4 ส.ค. 2559

‘เปิดใจ’นายกสมาคมนักศึกษามุสลิมไทยในประเทศ’ซูดาน’

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน : ‘เปิดใจ’นายกสมาคมนักศึกษามุสลิมไทยในประเทศ’ซูดาน’

            อย่างที่รู้กันว่า นักศึกษามุสลิมไทยที่ไปศึกษายังต่างประเทศยังคงมีการมองส่อไปในทางที่ไม่ดี ทั้งๆ ที่ทุกคนที่มาศึกษา หวังดี หวังความเจริญก้าวหน้า โดยเริ่มต้นที่หัวใจที่ฝั่งด้วยศีลธรรมแห่งศาสนา การศึกษาศาสนาในประเทศต่างๆ ล้วนแล้วด้วยจุดประสงค์เดียวกันคือ เรียนเพื่อเผยแพร่ศาสนาเส้นทางนำไปสู่ความสงบสุขที่แท้จริง ไม่ใช่เพื่อก่อความวุ่นวายให้สังคม วันนี้ขอนำแฟนๆ ไปค้นหาคำตอบจากนายกสมาคมนักเรียนไทยอีกประเทศหนึ่งในแดนทะเลทราย ซึ่งเป็นประเทศที่รักความเรียบง่าย สงบ นิ่ง แต่ไม่ขี้ขลาดเมื่อถึงทางตัน เป็นอีกประเทศหนึ่งที่มีนักศึกษาไทยเราไปรวมตัวกันที่นั่นและยิ่งมากขึ้นทุกปี ยอดนักศึกษาทั้งหมด 512 คน เลยทีเดียวในปีนี้ ที่นี่คือ “ซูดาน”

“อิสลาม ผมไม่สามารถให้คำจำกัดความได้อย่างสมบูรณ์เพียงพอ นอกจากจะบอกว่า ศาสนาอิสลามเป็นสิ่งที่พระเจ้าทรงบัญญัติไว้ในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน โดยมีศาสดามูฮัมหมัด “ซ.ล.” ได้พูดหรือทำอันเป็นแบบอย่างเอาไว้ (อัลฮาดิษ) ซึ่งแน่นอนว่าทุกๆ สิ่งที่มาจากคัมภีร์อัลกุรอานและอัลฮาดิษ ย่อมเป็นสิ่งที่ดี ที่จะนำพาชีวิตไปสู่ความสงบสุขทั้งตัวเองและสังคมบนโลกใบนี้ได้” นายกพูดด้วยสีหน้ามีความสุข

“นายอิทธิกุล ภูมิสุข” นายกสมาคมนักเรียนไทยในซูดาน เป็นนักศึกษาจากกรุงเทพฯ จบการศึกษามัธยมปลายจากโรงเรียนบางกอกวิทยา จากนั้นไปศึกษาปรับพื้นฐานภาษาอาหรับที่มหาวิทยาลัยอัลฟาฏอนี เป็นเวลา 1 ปี และได้รับทุนการศึกษาบินลัดฟ้ามายังประเทศซูดาน ซูดานแม้เป็นประเทศที่ดูจะเงียบ ผู้คนหน้าตาอาจจะไม่ดีเท่าประเทศอื่น แต่คนซูดานที่ดีจะมีนิสัยน่ารัก ถ่อมตน ช่วยเหลือกันและกัน พยายามเข้าใจนักศึกษาต่างชาติและช่วยเหลือเสมอ การเป็นอยู่ในซูดานต้องอดทนกับสภาวะอากาศ สังคมต่างจากเมืองไทยมาก การเป็นนายกสมาคมไม่ใช่เรื่องง่ายนักในประเทศซูดาน หน้าที่หลักคือดูแลนักศึกษาและคนไทยที่มาทำงานในประเทศซูดาน ในเรื่องการติดต่อสื่อสาร การประสานงานกับองค์กรทางภาครัฐ รวมถึงการเข้าไปช่วยเหลือในยามที่เกิดปัญหาระหว่างคนไทยและชาวซูดาน โดยเฉพาะการติดต่อประสานกับสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร

นายกสมาคม เล่าถึงเรื่องชมรมว่า ปัจจุบันนักศึกษาไทยในประเทศซูดานมีทั้งหมด 7 ชมรม จำนวนรวมนักศึกษาทั้งหมดในปีนี้ 512 คน แบ่งเป็นนักศึกษาชาย 286 คน นักศึกษาหญิง 226 คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ของนักศึกษา พวกเราโชคดีที่มีมหาวิทยาลัยให้ทุนการศึกษาและเป็นการให้ทุนทั้ง 7 ชมรมของนักศึกษาไทย ทำให้ความใกล้ชิดในเรื่องความสัมพันธ์กับทางมหาวิทยาลัยแน่นแฟ้นขึ้น นักศึกษาใหม่ทุกปีที่ขึ้นมาก็รู้จักรุ่นพี่และเข้าร่วมกิจกรรมทั้งของมหาวิทยาลัยและสมาคม เป็นการสร้างความใกล้ชิดจนเกินจะคิดเรื่องแบ่งแยกนักศึกษาในภาคต่างๆ และที่สำคัญชมรมต่างๆ จะไม่มีการบังคับการเข้าชมรม ให้อิสระที่จะเลือกอยู่ในชมรมภาคใต้ หรือกรุงเทพฯ

ทุกๆ ปีจะมีการเลือกนายกสมาคม โดยการเลือกจากชมรมว่าใครเหมาะกับตำแหน่งนายกสมาคม และทุกชมรมจะต้องส่งตัวแทนเข้ามาเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคม ดังนั้นทุกครั้งที่มีการจัดกิจกรรมหรือการติดต่อประสานงานในเรื่องต่างๆ คณะกรรมการของสมาคมก็จะประกาศไปตามชมรมของตัวเอง ทำให้ข่าวต่างๆ ถึงกันอย่างรวดเร็วเสมอ นักศึกษาไทยเรามีภาษาที่ต่างกันหรือภาษาเดียวกันแต่สำเนียงอาจต่างกัน เช่นภาษามาลายู เป็นภาษาที่ไม่ใช่ภาษาไทย ทั้งตัวเขียนและความหมาย ดังนั้นการมาอยู่รวมกันที่นี่ การทำงานร่วมกันทำให้นักศึกษาไทยเราได้แลกเปลี่ยนและฝึกภาษาให้กันและกัน ยิ่งทำให้ความรักระหว่างนักศึกษาไทยเรามีมากขึ้น ลดการแตกแยกในความแตกต่างเพราะเราถือว่าทุกอย่างคือการศึกษาและผลกำไรชีวิตให้แก่ตัวเอง และยิ่งมีสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร ที่คอยส่งข่าว และมาเยี่ยมเยียนพวกเราอยู่เสมอพร้อมสนับสนุนกิจกรรมต่างๆ มากมาย ที่สำคัญเอกอัครราชทูตและข้าราชการทุกท่าน เป็นผู้ที่สร้างขวัญกำลังใจให้แก่พวกเราทุกครั้งที่มาเยี่ยม ยิ่งทำให้เรารักประเทศไทย เพราะน้ำใจจากผู้ใหญ่ที่ไม่เคยกล่าวหาและยังสนับสนุนกิจกรรมดีๆ มาให้พวกเราอยู่เสมอ

“จะมากล่าวหาหรือคาดเดาว่านักศึกษาศาสนาที่ไปศึกษายังต่างแดน เป็นผู้ก่อการร้ายนั้น บ่งบอกถึงความคิดที่ขัดกับศาสนาอิสลามที่ผมนับถือ เพราะศาสนาอิสลามไม่เคยสนับสนุนให้คิดร้ายและกล่าวหาใคร นี่คือที่มาของการทำให้สังคมแตกแยก ในฐานะที่ผมเป็นนายกสมาคมในประเทศซูดาน นักเรียน 512 คน มาจากหลายจังหวัดในประเทศไทย แต่พวกเรารวมตัวกันที่นี่ ไม่มีการแตกแยก แบ่งแยก มีการเข้าหาและศึกษาวัฒนธรรมของกันและกันทั้งในเรื่องการเป็นอยู่และภาษา การทำกิจกรรมร่วมกันก่อให้เกิดความสามัคคี รักใคร่กลมเกลียว และเป็นที่มาของการเป็นหนึ่งเดียวของนักศึกษาไทยในประเทศซูดาน เราทุกคนมาศึกษาเพื่อความฝันของตัวเอง ที่จะนำไปพัฒนาประเทศอันเป็นบ้านเกิดเมืองนอน ไม่เคยคิดที่จะกลับไปทำลายหรือแม้แต่จะกล่าวหาใครในประเทศเลย” นายกสมาคมนักเรียนไทยซูดาน พูดด้วยความมั่นใจ

 

เด็กไทยกวาด 4 เหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/236577

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 3 ส.ค. 2559

เด็กไทยกวาด 4 เหรียญทองคณิตศาสตร์โอลิมปิก

เด็กไทยสร้างชื่อ กวาดรางวัล 4 เหรียญทอง 3 เหรียญเงิน 3 เหรียญทองแดง การแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกระดับมัธยมปลาย ที่สาธารณรัฐประชาชนจีน

               เมื่อเวลา 19.00 น. วันที่ 3 สิงหาคม 2559 ที่อาคารผู้โดยสารขาเข้า ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จ.สมุทรปราการ คณะนักเรียนตัวแทนประเทศไทยจำนวน 16 คน ที่เดินทางไปแข่งขันคณิตศาสตร์โอลิมปิกเอเชีย ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2016 ระหว่างวันที่ 26 กรกฎาคม ถึงวันที่ 3 สิงหาคม 2559 ที่เมืองหนางซาง มณฑลเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน และสามารถคว้าเหรียญทองสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยกลับมาได้ถึง 4 เหรียญ เหรียญเงินอีก 3 เหรียญ และเหรียญทองแดง 3 เหรียญ โดยได้เดินทางกลับถึงสนามบินสุวรรณภูมิแล้ว ท่ามกลางการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากผู้ปกครอง และเพื่อนนักเรียนสถาบันเดียวกันที่เดินทางมาแสดงความยินดีอย่างเนืองแน่น

สำหรับนักเรียนที่ได้รับเหรียญทองทั้ง 4 เหรียญ ประกอบด้วย 1.ด.ช.ธนาสม ศิริวัฒนา จากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย 2.ด.ช.นญ กังวานธีรวัฒน์ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน 3.ด.ช.พสิษฐ์ จินดานุวัฒน์ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน และ 4.ด.ญ.ยลรดา ยงพิศาลภพ จากโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์

ส่วนเหรียญเงินมี 3 เหรียญ ประกอบด้วย 1.ด.ช.กมลชัย สิริพัฒน์เจริญ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน 2.ด.ช.พรพิพัฒน์ กิตติสุภาพ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน และ3.ด.ช.อนุภาพ ช่วยเจริญสุข จากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย

ส่วนเหรียญทองแดง 3 เหรียญ ประกอบด้วย 1.ด.ช.รัชชานนท์ เพชรชู จากโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย 2.ด.ช.ธีรชัย แซ่ตั้ง จากโรงเรียนบดินทรเดชา สิงห์ สิงหเสนี และ 3.ด.ช.ธัชพล จิรรัตน จากโรงเรียนคณะราษฎรบำรุง จ.ยะลา

ดร.ปราโมทย์ ขจรภัย ศึกษานิเทศก์เชี่ยวชาญ กล่าวว่า ถ้าพูดถึงการสอบในครั้งนี้ ผมคิดว่า สพฐ.เองก็น่าชื่นชม เพราะเราได้ความสำเร็จเกินความคาดหมาย จากนักเรียน 12 คนเราได้เหรียญทองถึง 4 เหรียญเราถือว่ายอดเยี่ยม เราสู้กับจีนที่ส่งเด็กเข้าร่วมสอบถึง 1,200 คนถือว่ามากที่สุด และสนามนี้ข้อสอบก็ต่างจากสนามอื่นๆ ข้อสอบไม่มากมีแค่ 8 ข้อ แต่ใช้เวลาข้อละ 1 ชั่วโมง คะแนนเต็มข้อละ 15 คะแนน หลังจากวันนี้ สพฐ. เองก็ยังมีงานแข่งขันคณิตศาสตร์นานาชาติที่เชียงใหม่อีกในวันที่ 14-20 สิงหาคมนี้ ก็เรียนเชิญทุกท่านไปให้กำลังใจนักเรียน ซึ่งมีเข้าร่วมถึง 35 ประเทศถือว่าสูงมาก และอยากจะบอกว่าคณิตศาสตร์ไม่ยากอย่างที่คิด

ด้านด.ช.นญ กังวานธีรวัฒน์ จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน หนึ่งในเจ้าของเหรียญทอง กล่าวว่า ตนได้แข่งขัน SMO และได้รางวัลเหรียญทอง สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้ถือว่ายากที่สุด ซึ่งจะต้องมีการเตรียมตัวอย่างดี เอาโจทย์เก่ามานั่งทบทวน และหัดทำ ต้องใช้เวลาในการเตรียมตัวนานพอสมควร ส่วนรางวัลที่ได้รู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ได้รับรางวัลเหรียญทองมาในครั้งนี้

ด.ช.อนุภาพ ช่วยเจริญสุข จากโรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย หนึ่งในเจ้าของเหรียญเงิน กล่าวว่า การสอบครั้งนี้ แน่นอนอยู่แล้วว่ามันต้องยาก เป็นข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งใช้เวลาในการสอบ 2 วัน วันละ 4 ข้อ ก็คือในเรื่องข้อสอบมันยากมากๆ เลยทำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง จึงได้แค่เหรียญเงิน

สำหรับการแข่งขันในครั้งนี้มีนักเรียนจากประเทศต่างๆ ของเอเชียที่เข้าร่วมการแข่งขันทั้งหมดกว่า 1,200 คน ซึ่งถือว่าเด็กไทยทำผลงานได้ดีเยี่ยม สามารถคว้ามาได้ถึง 10 รางวัล

 

สั่งปลด“อัจฉรา”พ้นตำแหน่งผอ.ศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/236512


ตรวจสอบหลักสูตร, สภามรภ.สุรินทร์, มรภ.สุรินทร์, รศ.ดร.อัจฉรา, สั่ง, ปลด, อัจฉรา, พ้น, ตำแหน่ง, ศูนย์, ทรัพย์สินทางปัญญา

การศึกษา-สาธารณสุข  : 3 ส.ค. 2559

สั่งปลด“อัจฉรา”พ้นตำแหน่งผอ.ศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา

คณะกรรมการดูแลมรภ.สุรินทร์ สั่งปลด“อัจฉรา”อดีตอธิการพ้นตำแหน่งผอ.ศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา เดินหน้าอนุมัติปริญญาบัตรบัณฑิต 844 คน ตรวจสอบ70หลักสูตร

เมื่อวันที่ 3ส.ค. รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) ในฐานะปฎิบัติหน้าที่เลขานุการสภามหาวิทยาลัยราชภัฎ(มรภ.)สุรินทร์ กล่าวภายหลังการประชุมคณะกรรมการปฎิบัติหน้าที่แทนสภามรภ.สุรินทร์ ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาถึงคำสั่งที่ รศ.ดร.อัจฉรา ภาณุรัตน์ อดีตรักษาการอธิการบดี มรภ.สุรินทร์ ได้แต่งตั้งตนเองเป็นผู้อำนวยการศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญา และพวกเป็นเจ้าหน้าที่ชุดต่างๆ ใน มรภ.สุรินทร์ แล้วพบว่าคำสั่งดังกล่าวไม่ถูกต้อง เนื่องจาก รศ.ดร.อัจฉรา ได้ออกคำสั่งดังกล่าว หลังจากที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งเรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาซึ่งบังคับใช้กับ มรภ.สุรินทร์ และ มรภ.ชัยภูมิ จึงทำให้รศ.ดร.อัจฉราพ้นจากตำแหน่งรักษาการแทนอธิการบดี ดังนั้น ที่ประชุมจึงได้มอบหมายให้ ผศ.จรูญ ถาวรจักร ปฎิบัติหน้าที่อธิการบดีมรภ.สุรินทร์ ทำหนังสือยกเลิกคำสั่งที่รศ.ดร.อัจฉราภาณุรัตน์ อดีตรักษาราชการแทนอธิการบดี มรภ.สุรินทร์ แต่งตั้งตนเองและพวกเป็นเจ้าหน้าที่ชุดต่างๆ ในมรภ.สุรินทร์ทั้งหมด

รองเลขาธิการ กกอ. กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้มีมติอนุมัติปริญญาบัตรผู้สำเร็จการศึกษาประจำปีการศึกษา 2558 จำนวน 844 คน และได้พิจารณาแนวทางในการดำเนินการต่างๆ ตามกรอบในการทำงานการแก้ไขปัญหา มรภ.สุรินทร์ทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ 1. งานวิชาการ ที่ประชุมมีมอบหมายให้คณะทำงานเข้าไปตรวจสอบหลักสูตรทั้งหมดที่มีการเปิดการเรียนการสอน ซึ่งมีประมาณ 70 หลักสูตร รวมถึงการเปิดศูนย์นอกที่ตั้งด้วยว่าได้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรหรือไม่ 2.ด้านบัญชีและการเงินต่างๆซึ่งได้มีการตรวจสอบการดำเนินการก่อสร้างอาคารต่างๆ ทั้งหมด 7 อาคาร โดยจากการตรวจก็เป็นไปตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างถูกต้อง

3.ข้อบังคับ และกฎระเบียบต่างๆที่ประชุมได้มีมติให้เพิ่มเติม ข้อความ ลักษณะต้องห้ามของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี (เป็นผู้อยู่ระหว่างถูกตั้งกรรมการสอบความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง) กลับเข้ามาใช้เหมือนเดิม อีกทั้งจะมีการแก้ไขระบบการประชุมสภามหาวิทยาลัยใหม่ทั้งหมด เนื่องจากการตรวจสอบพบว่า ที่ผ่านการ มีการประชุมสภามหาวิทยาลัยหลายครั้ง ไมได้เป็นการประชุมแบบครบองค์ประชุมแต่เป็นการใช้หนังสือเวียนในการลงมติสภาฯแทน

และ4.งานบริหารบุคคล ที่ประชุมได้อนุมัติหลักการค่าตอบแทนบุคลากรของมหาวิทยาลัย ประมาณ 200 คน เพื่อเบิกจ่ายค่าตอบแทนให้บุคลากรเหล่านี้ เพราะมีการค้างจ่ายมานาน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การดำเนินการแก้ไขปัญหาต่างๆของมรภ.สุรินทร์ ยังไม่พบปัญหาหรือมีการขัดขวางการเข้าไปปฎิบัติงานของคณะกรรมการฯ โดยคณะกรรมการ ฯ จะประชุมอีกครั้ง ในวันที่ 24 ส.ค.ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎสุรินทร์

 

ดึงเด็กศึกษาสงเคราะห์-ประชานุเคราะห์ร่วมแข่ง’กรีฑา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/236570

สสส., ดึง, เด็ก, ศึกษา, สงเคราะห์, ประชานุเคราะห์, ร่วม, แข่ง, กรีฑา, กรีฑาสำหรับเด็ก

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 3 ส.ค. 2559

ดึงเด็กศึกษาสงเคราะห์-ประชานุเคราะห์ร่วมแข่ง’กรีฑา’

สสส.จับมือสมาคมกรีฑาฯจัดแข่งขัน’กรีฑาสำหรับเด็ก’ดึง ร.ร.ศึกษาสงเคราะห์/ร.ร.ราชประชานุเคราะห์ 51 แห่งร่วม

            เมื่อวันที่ 2 สิงหาคม ที่อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปภัมภ์ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) จัดทำ “โครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกายด้วย กรีฑาสำหรับเด็ก” (kids’ Athletics) เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนมีสุขภาพที่ดีและมีสมรรถภาพทางกายที่เหมาะสมตามช่วงวัย โดยจะจัดการแข่งขันกรีฑาสำหรับเด็กในรูปแบบของทีม เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนเกิดความสามัคคี รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย โดยจะมีการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2559 ที่ จ.สุพรรณบุรี

ดร.นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม   ผู้อำนวยการสำนักสร้างเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า จากผลสำรวจการมีกิจกรรมทางกาย ในปี 2558 พบว่า คนไทยมีกิจกรรมทางกาย ร้อยละ 71.7 ในขณะที่กลุ่มวัยเด็ก ระหว่าง 6-14 ปี เป็นกลุ่มเดียวที่มีกิจกรรมทางกายที่เพียงพอลดลง จากร้อยละ 67.6 ในปี 2555 เป็นร้อยละ 64.8 ในปี  2558 เนื่องจากเด็กมีพฤติกรรมเนือยนิ่ง (Sedentary Behavior) ที่เพิ่มขึ้น จากการสำรวจพบว่า กลุ่มเด็กและกลุ่มวัยรุ่นมีพฤติกรรมอยู่หน้าจอ (Screen Time) เฉลี่ย 3.10 ชั่วโมง/วัน มากกว่าทุกกลุ่ม และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เด็กไทยขาดกิจกรรมทางกาย และมีภาวะเริ่มอ้วนและอ้วนเพิ่มขึ้น สสส. จึงผลักดันแนวคิด “ออกมาเล่น” (Active Play) โดยสนับสนุนให้เด็กมีกิจกรรมทางกายระดับปานกลางขึ้นไปทุกวัน อย่างน้อย 60 นาที/วัน ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก โดยทำงานร่วมกับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และโรงเรียน ใช้รูปแบบสนามเด็กเล่นตามหลักการเรียนรู้ของสมองเป็นฐาน (Brain Based Learning Playground) ในครั้งนี้ต่อยอดการทำงาน โดยใช้กีฬากรีฑาเพื่อการพัฒนาเด็ก ซึ่งมีผลวิจัยชัดเจนว่า กรีฑาสำหรับเด็กช่วยพัฒนาทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม อาทิ เสริมสร้างสมรรถภาพทางด้านร่างกาย เชื่อมั่นในตนเอง กล้าตัดสินใจ มีน้ำใจนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะและรู้อภัย มีระเบียบวินัย ปฏิบัติตามกฎระเบียบ กติกาอย่างเคร่งครัด ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ และช่วยให้สามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดีขึ้น

พล.ต.อ.สันต์ ศรุตานนท์   นายกสมาคมกีฬากรีฑาแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กล่าวว่า กรีฑาสำหรับเด็ก เป็นกิจกรรมที่ถูกออกแบบให้มีการเคลื่อนไหวหลายรูปแบบ มีทั้งการวิ่ง การกระโดด การทุ่มขว้าง ปา ม้วน กลิ้ง การวิ่งข้ามสิ่งกีดขวาง การวิ่งทางไกล โดยจัดให้มีรูปแบบของการแข่งขันแบบง่ายๆ แต่มีความดึงดูดใจ สนุกสนาน เหมาะกับวุฒิภาวะและความเจริญเติบโตของเด็ก สมาคมกรีฑาแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปภัมภ์ นำหลักการของกรีฑาสำหรับเด็กมาประยุกต์ในการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและการออกกำลังกาย ดังนั้น กรีฑาสำหรับเด็กจึงเป็นกิจกรรมทางกายที่มีความเหมาะสมเป็นแนวทางในการส่งเสริมสุขภาพ ส่งเสริมความสามารถในการทำงานร่วมกันเหมาะกับการเรียนรู้ทักษะทางสังคม การรู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ความมีน้ำใจ คุณธรรมจริยธรรม การอยู่ร่วมกันในสังคม และให้ทั้งความสนุกสนาน ตื่นเต้น เหมาะกับความต้องการของเด็ก

ด้าน นางศิริกุล พานพล รองผู้อำนวยการ สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปัจจุบันมีโรงเรียนสำหรับเด็กด้อยโอกาสที่อยู่ภายใต้การดูแลจำนวน 51 แห่งกระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ แบ่งเป็นโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ 13 แห่งและโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 38 แห่ง ส่วนใหญ่เป็นนักเรียนประจำ โรงเรียนเหล่านี้คือพื้นที่สำคัญ ในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของเด็กๆ โดยเฉพาะการส่งเสริมด้านสุขภาพ ซึ่งการที่นักเรียนมีสุขภาพที่ดีเป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยสนับสนุนคุณภาพชีวิตด้านอื่นๆ ให้เกิดขึ้นตามมา

“นอกจากปัญหาเฉพาะด้านที่เด็กๆ ต้องเผชิญแล้วพวกเขายังมีความเสี่ยงต่อปัญหาด้านสุขภาพเช่นเดียวกับเด็กไทยทั่วไป ซึ่งแก้ไขปัญหาโดยการส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายในชีวิตประจำวันและการรับประทานอาหารที่ถูกต้องตามหลักโภชนาการ ซึ่งเด็กๆ กลุ่มนี้ มีโอกาสการเข้าถึงแหล่งสนับสนุนด้านการสร้างเสริมสุขภาพน้อยกว่า เพราะข้อจำกัดต่างๆ ของชีวิต การส่งเสริมการมีกิจกรรมทางกายและโภชนาการที่เหมาะสม นอกจากจะเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาพ ยังเป็นการส่งเสริมความเท่าเทียมทางสังคมในมิติทางสุขภาพด้วย”นางศิริกุล กล่าว

ทั้งนี้จะมีการจัดการแข่งขันในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ 13 แห่ง และโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 38 แห่ง รวม 51 แห่ง โดยรอบคัดเลือกจัดขึ้นในวันที่ 3 และ 6 ตุลาคม 2559 แข่งขันรอบคัดเลือกวันที่ 3 ตุลาคม ภาคกลาง ที่ จ.สุพรรณบุรี และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่ จ.อุดรธานี รอบคัดเลือกวันที่ 6 ตุลาคม 2559 ภาคเหนือที่ จ.เชียงใหม่ และภาคใต้ที่ จ.ตรัง โดยจะมีการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2559 ที่ จ.สุพรรณบุรี

 

ศธ.เร่งให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/236511

พ.ร.บ.แม่วัยรุ่น, พ.ร.บ., เร่ง, ให้, ความ, รู้เรื่อง, เพศศึกษา, เด็ก

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 3 ส.ค. 2559

ศธ.เร่งให้ความรู้เรื่องเพศศึกษาเด็ก

ศธ.ศึกษาพ.ร.บ.แม่วัยรุ่น เล็งทำหลักสูตรอบรมผู้บริหาร-ครู มีความรู้และเข้าใจ ย้ำต้องไม่ปฏิเสธเด็ก ชี้ต้องให้ความรู้การสอนเพศศึกษามากขึ้น

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงพ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ซึ่งมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ ภายหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 31 มี.ค. 2559 โดยกำหนดให้วัยรุ่นหมายถึงบุคลอายุ 10-20 ปี เน้นการให้สิทธิแก่วัยรุ่นเรื่องการเข้าถึงบริการด้านอนามัยเจริญพันธุ์ที่เป็นมิตรโอกาสในการได้รับการศึกษา ว่า ขณะนี้เมื่อพ.ร.บ.แก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 มีผลบังคับใช้ ศธ.จะได้นำมาศึกษาในรายละเอียด มาตราที่เกี่ยวข้องกับการ ศธ.ในฐานะหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการจัดการศึกษา รวมไปถึงจะจัดทำหลักสูตรอบรมครูและผู้บริหารให้มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับพ.ร.บ.ฉบับนี้ ผ่านระบบการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ระบบทีอีพีอี ออนไลน์ ด้วย “จากนี้ผู้บริหารและครูทุกคนจะต้องรับรู้ว่าต่อไปหากมีกรณีเด็กตั้งครรภ์ในวัยเรียนเกิดขึ้นในสถานศึกษา ถือเป็นสิทธิของเด็ก โรงเรียนจะปฏิเสธจัดการศึกษาให้เด็กไม่ได้ ห้ามปฏิเสธ อย่างไรก็ตาม เรื่องที่ยังเป็นข้อถกเถียงกันคือปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ในวัยเรียน ซึ่งควรให้ความสำคัญกับการสอนเพศศึกษา ซึ่งจากนี้ครูจะต้องให้ความสำคัญในการให้ความรู้มากขึ้น เพราะฉะนั้น จึงต้องอบรมครูและผู้บริหารเองก็ต้องเข้าใจ รู้เท่าทันสื่อโซเชียลมีเดีย เพื่อที่จะได้รู้เด็กกำลังสนใจเรื่องใด จะได้สามารถให้เข้าไปให้ข้อมูลความรู้แก่เด็กได้อย่างเหมาะสม”รศ.นพ.กำจร กล่าว

 

ชงตั้งหน่วยงานพัฒนาหลักสูตรแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/236507

หน่วยงานในกำกับ, กรมวิชาการ, สนช., สปท., ตั้ง, หน่วยงาน, พัฒนา, หลักสูตร, แห่งชาติ, ดาว์พงษ์, สำนักพัฒนาหลักสูตรแห่งชาติ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 3 ส.ค. 2559

ชงตั้งหน่วยงานพัฒนาหลักสูตรแห่งชาติ

สนช.-สปท.เสนอตั้งสำนักพัฒนาหลักสูตรแห่งชาติ หน่วยงานอิสระในกำกับ ศธ. “ดาว์พงษ์” ชี้เห็นด้วยในหลักการงานวิชาการต้องมีความเอกภาพ แต่ยังไม่ตกผลึกเรื่องสถานะ

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้าในการจัดตั้งกรมวิชาการ ว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) การศึกษาและการกีฬา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ได้เสนอความเห็นให้มีการจัดตั้งหน่วยงานชื่อ “สำนักพัฒนาหลักสูตรแห่งชาติ” เพื่อมาดูแลพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จนถึงระดับอาชีวศึกษา มาให้ตนพิจารณา  โดยเป็นหน่วยงานอิสระที่อยู่ในการกำกับดูแลของ ศธ. ลักษณะคล้ายกับ สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) และ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.)

ทั้งนี้ จากที่ดูตนเห็นด้วยในหลักการว่างานวิชาควรจะมีความเป็นเอกภาพ ไม่ใช่แยกกันอยู่ ไม่มีความเข้มแข็ง อย่างทุกวันนี้  อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวก็ยังไม่ถือว่าตกผลึก ต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ด้วย

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน หากจะมีการจัดตั้งหน่วยงานดังกล่าวขึ้นมาจริง  ต้องคิดต่อให้จบด้วยว่า คนที่อยู่ในหน่วยงานที่ดูแลเรื่องวิชาการเดิม จะย้ายไปอยู่ตรงส่วนไหน  จะให้ย้ายไปอยู่หน่วยงานใหม่ทั้งหมดเลยหรือไม่ รวมถึงจะต้องดูในเรื่องความเชื่อมโยงทั้งเรื่องการจัดทำหลักสูตรการเรียนการ สอนแต่ละระดับ ไปจนถึงตัวรัฐมนตรีว่าการศธ.ซึ่งดูแลระดับนโยบายด้วยว่า ควรจะอยู่ตรงไหน ทั้งหมดนี้ต้องชัดเจน เพราะหากจะตั้งเป็นหน่วยงานใหม่ขึ้นมา ก็ไม่อยากให้หลุดลอย  เป็นอิสระจนขาดจน ศธ. หรือกลายไปเป็นหน่วยงานอิสระจนเกินเหตุ  จนทำงานไม่ได้

“รัฐบาลไม่มีนโยบายที่จะเพิ่มหน่วยงานอยู่แล้ว จึงไม่ง่ายที่ผมจะตอบตกลง ทันที เพราะฉะนั้น ถ้าผมจะทำหรือเห็นพ้องกับข้อเสนอของ สนช. หรือ สปท. ก็จะต้องมีเหตุผลอธิบายกับรัฐบาลได้ชัดเจนว่ามีประโยชน์จริงหรือไม่อย่างไร  ซึ่งหากไปถึงจุดนั้น ก็จะต้องมีการยกร่างกฎหมายจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา คิดว่าไม่น่าจะเกินปี 2560 และก็ต้องเสนอให้สนช. พิจารณาต่อไป”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

 

เผยข้อมูลสุขภาพในโซเชียลฯมั่วถึง90%“หมอ-คนไข้”โพสต์ประจานกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/236498

ละเมิดผู้ป่วย, จ่าพิชิต, ละเมิดสิทธิ, โซเชียลมีเดีย, ข้อมูลสุขภาพ, เผย, ข้อมูล, สุขภาพ, โซเชียล, มั่ว, ถึง, หมอ, คนไข้, โพสต์, ประจาน, กัน, หมอ-คนไข้, Drama Addict, หมอแล็บแพนด้า

การศึกษา-สาธารณสุข  : 3 ส.ค. 2559

เผยข้อมูลสุขภาพในโซเชียลฯมั่วถึง90%“หมอ-คนไข้”โพสต์ประจานกัน

เผยข้อมูลสุขภาพในโซเชียลฯมั่วถึง 90% คนไทยละเมิดสิทธิเพียบ “หมอ-คนไข้”โพสต์ประจานกันไปมา สช.ย้ำโพสต์ละเมิดผู้ป่วยผิดกฎหมาย โทษจำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกิน1หมื่นบาท

      เมื่อวันที่ 3 ส.ค.ที่โรงแรมมิราเคิลแกรนด์ นพ.พลเดช ปิ่นประทีป เลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) กล่าวระหว่างเปิดเวทีเสวนา “เปลี่ยนโลกออนไลน์ ให้ปลอดการละเมิดสิทธิสุขภาพ” ว่า ไตรมาสสองของปี 2557 ประเทศไทยมีผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่เข้าอินเทอร์เน็ตได้ 94 ล้านเครื่อง และเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 2-3 ล้านเครื่องต่อไตรมาส โดยโซเชียลมีเดียที่คนนิยมใช้มากที่สุด คือเฟซบุ๊ก(facebook) 30 ล้านคน ยูทิวบ์(youtube) 26.5 ล้านคน ทวิตเตอร์(twitter) 4.5 ล้านคน และอินสตาแกรม(Instagram) 1.7 ล้านคน ที่นิยมเพิ่มขึ้นมากคือไลน์(Line) ที่น่าห่วงคือการโพสต์โดยไม่กลั่นกรอง ทำให้มีปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนมากขึ้น โดยเฉพาะด้านสุขภาพ เช่น การโพสต์ผลการตรวจสุขภาพ รูปครอบครัวในห้องคลอด รูปผู้ป่วยประกอบการขอรับบริจาคต่างๆ รวมถึงการบันทึกภาพและเสียงระหว่างการรักษา อาจละเมิดสิทธิผู้ป่วยโดยไม่รู้ตัว ซึ่งมีความผิดตามมาตรา 7 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550 มีโทษจำคุก 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท และสช.ได้จัดทำร่างแนวทางปฏิบัติในการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ พ.ศ…  เสนอต่อ พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการ สช. เพื่อให้นำมาสู่การบังคับใช้

นพ.วิทวัส ศิริประชัย หรือจ่าพิชิต ขจัดพาลชน เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “Drama Addict” กล่าวว่า การละเมิดสิทธิในโซเชียลมีเดียเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก บางครั้งการถ่ายรูปเพียงภาพเดียวแล้วนำไปเล่าต่อเป็นตุเป็นตะหรือแต่งเรื่องขึ้นมา ก็ทำให้เกิดผลกระทบที่รุนแรงตามมา หรือทำลายชีวิตคนๆ หนึ่งได้ ที่น่ากังวลคือทุกวันนี้ทุกคนเป็นสื่อเองได้ การคัดกรองข้อมูลก่อนโพสต์หรือแชร์ออกไป จึงเป็นสิ่งจำเป็นมากและเป็นหน้าที่ของทุกคน สำหรับการละเมิดสิทธิทางสุขภาพ บุคลากรทางการแพทย์ถือว่ามีความเสี่ยง อย่างกรณีแพทย์โพสต์ภาพฟิล์มเอกซ์เรย์ผู้ป่วยที่มีมะม่วงติดในก้นอย่างสนุกสนานก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิ หรือกู้ภัยถ่ายภาพผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตแล้วนำไปโพสต์ โดยอ้างว่าทำไปเพื่อเป็นอุทาหรณ์ หรือบางคนทำเพื่อเรียกยอดไลค์ ก็ถือเป็นการละเมิดสิทธิเช่นกัน

“ในทางกลับกันคนไข้ก็ละเมิดสิทธิของแพทย์ด้วย โดยเฉพาะการโพสต์ประจานเมื่อได้รับการรักษาแล้วไม่พอใจ เรื่องเหล่านี้ต้องมีการรณรงค์ให้ชัดเจน ซึ่งการจัดทำร่างแนวทางปฏิบัติในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพ ถือเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดปัญหาการละเมิดสิทธิทางสุขภาพได้ในส่วนของบุคลากรทางการแพทย์ แต่ที่กังวลคือเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียส่งข้อมูลผู้ป่วย ควรมีการจำกัดการใช้งานอย่างไรบ้าง เพราะอาจทำให้แพทย์เน้นการดูข้อมูลผ่านโซเชียลฯ มากกว่าการมาตรวจด้วยตนเอง หรือการให้คำปรึกษาผ่านโซเชียลฯ ของคนที่เป็นแพทย์ เมื่อมีผู้ป่วยส่งข้อความมาปรึกษาอาการ ซึ่งจริงๆ ไม่อยากให้ตอบ เพราะไม่ได้เห็นอาการผู้ป่วยเองจริงๆ หรือหากตอบก็ควรตอบแนวทางปฏิบัติตัวให้แก่ผู้ป่วยกว้างๆ เท่านั้น ส่วนการป้องกันที่แท้จริงคือการมีจิตสำนึก ซึ่งเป็นเรื่องของทุกคน” นพ.วิทวัส กล่าว

ทนพ.ภาคภูมิ เดชหัสดิน นักเทคนิคการแพทย์ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย เจ้าของเพจ “หมอแล็บแพนด้า” กล่าวว่า ขณะนี้มีการแชร์ข้อมูลสุขภาพจำนวนมากบนโซเชียลมีเดีย ประมาณร้อยละ 80-90 เป็นเรื่องที่ไม่จริง และประชาชนมักจะเชื่อข้อมูลเหล่านี้ เพราะทำง่ายกว่าการไปพบแพทย์ ซึ่งบรรดาแพทย์ก็ต้องคอยหาข้อมูลมาตามแก้ข้อมูลที่ผิดๆ หรือข้อมูลจับแพะชนแกะ อาทิ ถ้าถูกงูกัดให้ตำพริกมาทา ปอดดำเพราะสูบบุหรี่แทนที่จะเลิกสูบก็ไปดื่มน้ำขิง การกินน้ำมะนาวผสมโซดารักษาโรคมะเร็ง แทนที่จะไปหาหมอ ก็ทำให้โรคลุกลาม เพราะไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง รวมถึงการขายผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ลอบผสมสารต้องห้าม เรื่องนี้มีการสอบถามเข้ามามากทุกวัน ทำให้ต้องตอบคำถามเรื่องนี้ซ้ำๆ จนไม่ได้ให้ความรู้เรื่องอื่นเลย เรื่องนี้จึงต้องมีการปลูกฝังการเล่นโซเชียลมีเดียให้ตระหนักว่าไม่จริง ถ้ารู้สึกสงสัยแสดงว่ามีความเป็นนักวิทยาศาสตร์ ต้องสืบหาข้อมูลเพิ่ม เช่น กูเกิล โดยพิมพ์ต่อท้ายว่า จริงหรือไม่ ก็จะมีข้อมูลจำนวนมากให้เลือกอ่านจากหมอหรือนักวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้ ส่วนหน่วยงานภาครัฐควรบังคับใช้กฎหมายและปราบปราม จับกุมคนที่ทำผิดอย่างจริงจัง

ด้านรศ.สุดา วิศรุตพิชญ์ อาจารย์พิเศษ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ปัญหาของข้อมูลสุขภาพคือ จะปิดข้อมูลเพื่อรักษาสิทธิของผู้ป่วย หรือเปิดเผยข้อมูลเพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะ เช่น กรณีโรคระบาด เป็นต้น ซึ่งตรงนี้ถือเป็นความยาก โดยข้อมูลสุขภาพจะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ 1.ข้อมูลระบุตัวตน เช่น ชื่อ นามสกุล หมายเลขประชาชน หมายเลขผู้ป่วยใน รพ. เป็นต้น และ 2.ข้อมูลสุขภาพที่เป็นข้อมูลอาการป่วย ซึ่งหากจะเปิดเผยข้อมูลสุขภาพ ไม่ว่าจะเพื่อประโยชน์สาธารณะ ให้ความรู้ เพื่อการศึกษา การเก็บข้อมูลของหน่วยงานรัฐ เช่น กรมบัญชีกลาง สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เป็นต้น หรือแม้แต่การปรึกษาหารือกันระหว่างบุคลากรทางการแพทย์ หลักการคือต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้ป่วย ไม่บอกให้รู้ถึงตัวตน แม้จะไม่บอกชื่อ นามสกุล ก็ต้องไม่ให้ข้อมูลที่จะทำให้คนโยงไปถึงตัวตนผู้ป่วยได้

“หากทำได้ควรมีการวางระบบเรื่องข้อมูลสุขภาพแบบต่างประเทศคือ แบ่งระดับของข้อมูลและระดับของผู้ที่จะเข้าถึงข้อมูลว่า คนไหนเข้าถึงข้อมูลระดับใดได้บ้าง อีกประเด็นที่จะช่วยลดปัญหาระหว่างผู้ป่วยและแพทย์ได้คือ ต้องมีความไว้วางใจ เพราะหากไม่มีก็จะเกิดปรากฏการณ์ถ่ายคลิปกันไปมา เพราะไม่ไว้ใจ ทั้งที่ความสัมพันธ์ระหว่างแพทย์และคนไข้ควรจะเป็นไปในลักษณะไว้วางใจกัน ไม่ใช่ผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ทำให้ความสัมพันธ์แพทย์และคนไข้รุนแรงขึ้น” รศ.สุดา กล่าว

 

คนไทยป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีเกือบ 1 ล้านคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/236490

ไวรัสตับอักเสบซี, คนไทย, ป่วย, โรค, ไวรัส, ตับอักเสบ, เกือบ, ล้าน, ล้านคน

การศึกษา-สาธารณสุข  : 3 ส.ค. 2559

คนไทยป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีเกือบ 1 ล้านคน

คนไทยป่วยโรคไวรัสตับอักเสบซีเกือบ 1 ล้านคน มากกว่า 6 แสนคนเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล แม้ค่ายาเบิกได้ฟรี เผยยากินตัวใหม่ค่ายาเดือนละกว่า 1 แสนบาทยังเบิกไม่ได้

     เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย มีเสวนาโครงการเฉลิมพระเกียรติ 84 พัสส พระผู้ให้ “รู้ทันไวรัสตับอักเสบซี” เนื่องในวันตับอักเสบโลก (World Hepatitis Day 2016 ) ซึ่งตรงกับวันที่ 28 ก.ค. ของทุกปีโดยผศ.ดร.นพ.ปิยะวัฒน์ โกมลมิศร์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคตับและปลูกถ่ายตับ กล่าวว่า โรคตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และมะเร็งตับ สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากไวรัสตับอักเสบบีและซี การดื่มแอลกอฮอล์มาก และมีไขมันพอกตับ คนไทยป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบซีประมาณ 2% ของประชากรวัยผู้ใหญ่ หรือประมาณเกือบ 1 ล้านคน ยังมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ยังไม่ทราบว่าตนเองมีเชื้อไวรัสซ่อนอยู่ แม้การรักษาด้วยยามาตรฐานเดิม คือ ยาฉีดอินเตอร์เฟียรอน ร่วมกับ ยากินไรบาวิริน จะทำให้มีโอกาสหาย 50% และค่ายาสามารถเบิกได้ฟรีในระบบประกันสุขภาพ แต่มีผู้ป่วยกว่า 80% หรือมากกว่า 600,000 คนยังเข้าไม่ถึงการรักษาพยาบาล

“ยาตัวใหม่เพิ่งเข้าประเทศไทยเมื่อช่วยเดือนเม.ย. คือยากิน โซฟอสบูเวีย และดาคลาตาเวีย บางรายรักษาด้วยการกินยาสองชนิดทุกวัน เป็นเวลา 3 เดือน แต่บางรายต้องกิน 6 เดือน ขึ้นอยู่กับว่าคนคนนั้นมีภาวะตับแข็งมากน้อยแค่ไหน ค่ายาต่อเดือนก็มีราคาประมาณ 128,100 บาท ซึ่งจะสามารถทำให้โรคหายได้ 90 % – 100% โดยใช้เวลารักษาสั้นกว่ายาตัวเดิมและมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่า แต่ยังไม่สามารถเบิกค่ายาตัวนี้ได้ในระบบประกันสุภาพแต่หากสามารถจ่ายเองได้ก็ควรรีบรับการรักษาเนื่องจากเป็นวิธีที่หายเร็ว และในอนาคตกำลังจะมีการพัฒนาให้ยาสิงชนิดนี้อยู่ในเม็ดเดียวกันเพื่อความสะดวกในการใช้ยาอีกด้วย” ผศ.ดร.นพ.ปิยะวัฒน์. กล่าว

พญ.เกศรินทร์ ถานะภิรมย์ แพทย์ประจำศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านโรคตับและปลูกถ่ายตับ กล่าวว่า ไวรัสตับอักเสบซีส่วนใหญ่จะเกิดจากเคยได้รับเลือดจากผู้อื่น โดยเฉพาะก่อนช่วงพ.ศ.2535 เนื่องจากอาจจะยังมีการตรวจคัดกรองเลือดที่ไม่ดีนัก หรือการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบซีจากการใช้เข็มร่วมกับผู้อื่น การใช้ของใช้ส่วนตัว เช่น แปรงสีฟัน ที่โกนหนวด ร่วมกับผู้อื่น และการรับเชื้อจากแม่สู่ลูก ซึ่งเป็นกรณีที่ไม่สามารถป้องกันได้ สำหรับการตรวจวินิจฉัยว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีหรือไม่ ทำได้โดยการตรวจเลือด หากมี แพทย์จะตรวจว่ามีอาการตับแข็งด้วยหรือไม่แล้วต้องรับการรักษาโดยการกินยา ไม่ควรดื่มเหล้าปกป้องการเสี่ยงเป็นตับแข็ง เนื่องจากคนที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบซีจะเสี่ยงเป็นตับแข็งมากกว่าผู้อื่น ควรพยายมาลดไขมันเพื่อไม่ให้มีไขมันพอกตับ ไม่ควรกินยาสมุนไพร เมื่อกินยารักษาจนหายก็ยังมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งตับ จึงควรเข้าตรวจคัดกรองด้วย

 

สธ.แจ้งนพ.สสจ.-ผอ.รพ.สมัครเลขาฯบัตรทองได้ไม่ผิดกฎหมาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/236479

สปสช., ผอ.รพ., นพ.สสจ, บัตรทอง, เลขาฯสปสช., แจ้ง, สสจ, สมัคร, เลขาฯ, บัตร, ทอง, ได้, ไม่, ผิดกฎหมาย

การศึกษา-สาธารณสุข  : 3 ส.ค. 2559

สธ.แจ้งนพ.สสจ.-ผอ.รพ.สมัครเลขาฯบัตรทองได้ไม่ผิดกฎหมาย

สธ.แจ้งนพ.สสจ.-ผอ.รพ.มีสิทธิ์สมัครเลขาฯสปสช. กฎหมายก.พ.ไม่กำหนดเป็นตำแหน่งผู้บริหาร สัญญาไม่ผูกมัด ส่วนผู้ตรวจฯ อธิบดี รองฯอด

      จากกรณีที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)มีมติไม่รับรองนพ.ประทีป ธนกิจเจริญ อดีตรองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาจติ(สปสช.) เป็นเลขาธิการสปสช.คนใหม่ หลังจากคณะกรรมการสรรหาได้คัดเลือกจากบุคคลที่สมัคร จำนวน 8 คน เหลือเพียง 2 คน แต่ 1 ใน 2 คนไม่ผ่านคุณสมบัติตามการตีความของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเนื่องจากเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ถือเป็นผู้บริหารสธ.ที่เป็นคู่สัญญากับสปสช.  ส่งผลให้คณะกรรมการสรรหาเสนอชื่อเข้าสู่การพิจารณาของบอร์ดเพียง 1 คน แต่ไม่ผ่านการรับรอง จำเป็นต้องมีการสรรหาใหม่

นพ.วิศิษฎ์ ตั้งนภากร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวในการประชุมผู้บริหารสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุขที่จ.ขอนแก่น ซึ่งมีผู้ตรวจราชการสธ. นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด(นพ.สสจ.)และผู้อำนวยการโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)/โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.)ทั่วประเทศเข้าร่วมว่า  จากที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตีความ กรณีที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ทำสัญญากับสปสช.และมีผลให้ผู้บริหารสธ.ไม่สามารถสมัครเป็นเลขาธิการสปสช.เพราะถือเป็นผู้บริหารในองค์กรที่เป็นคู่สัญญานั้น จะหมายรวมถึงผู้บริหารระดับสูง คือ ปลัดสธ. รองปลัดสธ. ผู้ตรวจราชการสธ. อธิบดีกรมต่างๆ  รองอธิบดี และผู้บริหารระดับต้น คือ ผู้ช่วยปลัดสธ. ที่ถือเป็นตำแหน่งผู้บริหารตามกฎหมายของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) ส่วนนพ.สสจ. และผอ.รพ.สามารถลงสมัครเป็นเลขาฯสปสช.ได้ เนื่องจากตามกฎหมายก.พ.ไม่ได้ระบุว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นตำแหน่งผู้บริหารของสธ.แต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การสรรหาเลขาธิการสปสช.คนใหม่รอบใหม่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเสนอชื่อบุคคลเพื่อเป็นคณะกรรมการสรรหา โดยบอร์ดสปสช.มีมติเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมที่ผ่านมาให้เปลี่ยนองค์ประกอบของผู้เสนอชื่อคณะกรรมการสรรหาจากองค์กรภาคเอกชนเป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)แทน เนื่องจากผู้แทนองค์กรภาคเอกชนที่เป็นบอร์ดสปสช.แจ้งความประสงค์ไม่ขอเสนอชื่อบุคคลเป็นคณะกรรมการสรรหา ดังนั้น คณะกรรมการสรรหาจะถูกเสนอชื่อมาจาก 5 องค์ประกอบ คือ ผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้แทนจากผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนจากวิชาชีพด้านสาธารณสุข  ผู้แทนจากรมว.สธ. และอปท. โดยขณะนี้ทุกองค์ประกอบเสนอชื่อแล้วเหลือเพียงสัดส่วนของอปท.ที่จะต้องเสนอชื่อภายในวันที่ 16 สิงหาคม 2559ตามที่บอร์ดสปสช.กำหนด จากนั้นจึงจะเริ่มประกาศรับสมัครบุคคลเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการสปสช.

 

ตามหาบุคคลในภาพเฉลิมพระเกียรติ “พระราชินี” 12 สิงหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/236478


บุคคลในภาพ, เฉลิมพระเกียรติราชินี, เฉลิมพระชนมพรรษา7รอบ, ตามหา, บุคคล, ภาพ, เฉลิมพระเกียรติ, พระราชินี, สิงหา, สิริกาญจนทักษิณ, Beethoven Gala


บุคคลในภาพ, เฉลิมพระเกียรติราชินี, เฉลิมพระชนมพรรษา7รอบ, ตามหา, บุคคล, ภาพ, เฉลิมพระเกียรติ, พระราชินี, สิงหา, สิริกาญจนทักษิณ, Beethoven Gala


บุคคลในภาพ, เฉลิมพระเกียรติราชินี, เฉลิมพระชนมพรรษา7รอบ, ตามหา, บุคคล, ภาพ, เฉลิมพระเกียรติ, พระราชินี, สิงหา, สิริกาญจนทักษิณ, Beethoven Gala


บุคคลในภาพ, เฉลิมพระเกียรติราชินี, เฉลิมพระชนมพรรษา7รอบ, ตามหา, บุคคล, ภาพ, เฉลิมพระเกียรติ, พระราชินี, สิงหา, สิริกาญจนทักษิณ, Beethoven Gala


บุคคลในภาพ, เฉลิมพระเกียรติราชินี, เฉลิมพระชนมพรรษา7รอบ, ตามหา, บุคคล, ภาพ, เฉลิมพระเกียรติ, พระราชินี, สิงหา, สิริกาญจนทักษิณ, Beethoven Gala


บุคคลในภาพ, เฉลิมพระเกียรติราชินี, เฉลิมพระชนมพรรษา7รอบ, ตามหา, บุคคล, ภาพ, เฉลิมพระเกียรติ, พระราชินี, สิงหา, สิริกาญจนทักษิณ, Beethoven Gala

การศึกษา-สาธารณสุข  : 3 ส.ค. 2559

ตามหาบุคคลในภาพเฉลิมพระเกียรติ “พระราชินี” 12 สิงหา

วธ. เฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 ส.ค. 2559 จัดกิจกรรมตามหาบุคคลในภาพ และนิทรรศการเผยแพร่พระเกียรติคุณด้านศิลปะ

เมื่อวันที่ 3 ส.ค. ที่กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม  แถลงข่าวการจัดงานเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 12 สิงหาคม 2559 ว่า ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจล้วนเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่ต่อประเทศชาติและประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะทรงอุปถัมภ์ศิลปวัฒนธรรมของชาติ และทรงเป็นแบบอย่างในการอนุรักษ์ความเป็นไทย กระทรวงวัฒนธรรม จึงกำหนดจัดกิจกรรมเพื่อเฉลิมพระเกียรติและเผยแพร่พระเกียรติคุณโดยมุ่งเน้นการเผยแพร่พระราชกรณียกิจ และความเป็นเลิศด้านศิลปวัฒนธรรม

นายวีระ กล่าวต่อว่า กิจกรรมสำคัญ คือ โครงการตามหาที่เคยถวายงานตามพระราชกรณียกิจ จำนวน 8 ภาพ ได้แก่ ภาพที่ 1 วันที่ 13 พฤศจิกายน 2523 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงหยอดตาพระราชทานแก่เด็กซึ่งมารับการตรวจรักษาจากแพทย์ โดยเสด็จพระราชดำเนิน ระหว่างการทรงเยี่ยมราษฎรบ้านหนองม่วง อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร

ภาพที่ 2 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2525 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎรภูไท บ้านโพน อำเภอคำม่วง จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเดิมเป็นหมู่บ้านยากจนและยากลำบากต่อการที่ทางการจะเข้าไปถึง ปัจจุบันได้รับการส่งเสริมจากสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ให้ทอผ้าแพรวา      ซึ่งสวยงามและสวมใส่ในงานประเพณีประจำปีของชาวภูไท และยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำผ้าแพรวา มาประดิษฐ์เป็นฉลองพระองค์ได้อย่างงดงาม เป็นที่ชื่นชมทั้งในหมู่ชาวไทย และชาวต่างประเทศ

ภาพที่ 3 วันที่ 12 มีนาคม 2535 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระราชทานภาพพุทธประวัติแก่ผู้แทนครู เพื่อนำไปประกอบการสอนพุทธศาสนาแก่เด็กนักเรียน ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมโรงเรียนวัดยั้งเมิน อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่

ภาพที่ 4 วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2540 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรแบบจำลองโครงการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์เส้นทางขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพ และพระตำหนักภูพิงราชนิเวศน์ ในโอกาสเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดโครงการปรับปรุงสภาพภูมิทัศน์เส้นทางขึ้นสู่พระธาตุดอยสุเทพ และพระตำหนักภูพิง-ราชนิเวศน์ เนื่องในโอกาสฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ณ สนามเฮลิคอปเตอร์ ภูพิงราชนิเวศน์

ภาพที่ 5 วันที่ 26 กันยายน 2541 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรการประกวดผลิตภัณฑ์ของสมาชิกมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในเขต 14 จังหวัดภาคใต้ ประจำปีพุทธศักราช 2541 ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ “สิริกาญจนทักษิณ” พระตำหนักทักษิณ-         ราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส

ภาพที่ 6 วันที่ 16 กันยายน 2542 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทอดพระเนตรการเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังตามพระราชดำริ ณ บ้านปาตาตีมอ ตำบลตะลุบัน อำเภอสายบุรี จังหวัดปัตตานี

ภาพที่ 7  วันที่ 28 ธันวาคม 2547 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงเยี่ยมราษฎรในโครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านทรายทอง หมู่ที่ 11 ตำบลปทุมวาปี อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร

ภาพที่ 8 วันที่ 18 กรกฎาคม 2550 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดนิทรรศการของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ณ พิพิธภัณฑ์เฟอล์กเคอร์คุนเดอ ณ นครมิวนิก สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

นายวีระ กล่าวต่อว่า นอกจากกิจกรรมตามหาบุคคลในภาพแล้ว กระทรวงวัฒนธรรมจัดกิจกรรมอีกหลายอย่างเพื่อเฉลิมพระเกียรติ  อาทิ เช่น  การแสดงคอนเสิร์ต “Beethoven Gala” เฉลิมพระเกียรติฯ   ในวันที่ 11 ส.ค. ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และละคร เรื่อง ขุนช้าง – ขุนแผน ช่วงเดือนมี.ค. 60  ณ โรงละครแห่งชาติ  รวมถึง การจัดพิมพ์หนังสือ สารคดี และสื่อเฉลิมพระเกียรติ ประกอบด้วย หนังสือสตรีสำคัญในประวัติศาสตร์ชาติไทย , หนังสือพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัส , หนังสืออัคราภิรักษศิลปิน โดยมอบให้คณะรัฐมนตรี องคมนตรี ห้องสมุดสถานศึกษา ห้องสมุดเฉลิมราชกุมารี หอสมุดแห่งชาติ และหอจดหมายเหตุแห่งชาติ และสารคดีเฉลิมพระเกียรติฯ ความยาวประมาณ 4 นาที โดยจะเผยแพร่ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 9 ส.ค.นี้ และเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ ทางเว็บไซต์กระทรวงวัฒนธรรม และทางยูทูป  และจะขอความร่วมมือให้ประชาชนช่วยกันแชร์สารคดีผ่านโซเชียสมีเดีย

” ในส่วนของกรมศิลปากร   ได้จัดกิจกรรม “บูชามหาธาตุ เถลิงราชย์ธรรมราชา” อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติต่างๆ 6 ยุคสมัย มาประดิษฐานให้ประชาชนได้สักการะ ถวายเป็นพระราชกุศล ระหว่างวันที่ 8 มิ.ย. – 30 ต.ค. ณ พระที่นั่งพุทไธสวรรย์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ  รวมทั้ง จัดนิทรรศการผ้าไทยเฉลิมพระเกียรติ โดยจัดแสดง ฉลองพระองค์ฝ่ายใน วิธีการแต่งกายแบบโบราณ ความรู้เกี่ยวกับผ้า ตลอดเดือน ส.ค. 59 ณ พระที่นั่งอุตราภิมุข พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร  รวมถึงนิทรรศการโขนเฉลิมพระเกียรติฯ ระหว่างวันที่ 15 ก.ย. – พ.ย. ณ ห้องนิทรรศการหมุนเวียน ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย , การจัดสร้างหุ่นหลวง พร้อมเครื่องแต่งกายและการแสดง เพื่อฟื้นฟูและเผยแพร่องค์ความรู้ในด้านศิลปะงานช่างไทยการสร้างหุ่นหลวง รวมไปถึงผลงานด้านศิลปะการแสดงหุ่นหลวง และนิทรรศการผ้าไทยร่วมสมัยเฉลิมพระเกียรติฯ โดยร่วมกับดีไซเนอร์ชื่อดัง เช่น ชัย เจียมกิตติกุล , ศิริชัย ทหรานนท์ มาออกแบบเครื่องแต่งกายที่ตัดเย็บโดยผ้าไทยจากมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ให้ออกมาเป็นชุดไทยร่วมสมัย โดยจัดแสดงถึง 14 ส.ค. ที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ” นายวีระ กล่าวและว่า ยังมีโครงการปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศน์ลำน้ำ ณ ลำห้วยน้ำขาว   หมู่ที่ 13 อำเภอบ้านคา จังหวัดราชบุรี

นายวีระ กล่าวต่อว่า กระทรวงวัฒนธรรมยังมีกิจกรรมด้านศาสนกิจด้วย ประกอบด้วย งานรวมพลังทางศาสนาเสริมสร้างความสมานฉันท์เฉลิมพระเกียรติฯ ในส่วนกลาง วันที่ 17 ส.ค. 59 เวลา 07.30 น. ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย และส่วนภูมิภาค , และพิธีเจริญพระพุทธมนต์นวัคคหายุสมธัมม์เฉลิมพระเกียรติฯ ในวันที่ 9 ส.ค. 59 เวลา 13.00 น. ณ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม นอกจากนี้ รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรม จัดกิจกรรมภายในงานเฉลิมพระเกียรติวันที่ 12 สิงหาคม  ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ประกอบด้วย พิธีเจริญพระพุทธมนต์ และตักบาตรพระสงฆ์ จำนวน 185 รูป ที่เวทีใหญ่ เวลา 07.00 น. โดยมีพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน , การแสดงเฉลิมพระเกียรติเน้นความเป็นไทย การแสดงพื้นบ้าน ที่เวทีย่อย เวลา 20.00 – 23.30 น. และรำถวายพระพร ระบำชุดไทยพระราชนิยม ฟ้อนแพรวากาฬสินธุ์ การแสดงเน้นความเป็นไทย 4 ภาค มหกรรมรำโทน สะล้อ ซอ ซึง หมอลำ โปงลาง โนราห์ การแสดงพื้นบ้านแม่ขวัญจิตร ศรีประจันต์ และการแสดงโขนเฉลิมพระเกียรติ ชุด นารายณ์ปราบนนทุก พระรามยกศร พระรามคืนนคร ที่เวทีใหญ่ เวลา 20.00 – 23.30 น.