ความสำคัญของน้ำ! กับการรับประทานยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235763

กินยา, คมชัดลึก, ดูแลสุขภาพ, ลุงแจ่มดูแลสุขภาพ, ความสำคัญ, ของ, น้ำ, กับ, การ, รับประทาน, ความสำคัญของน้ำ, กับการรับประทานยา

การศึกษา-สาธารณสุข  : 29 ก.ค. 2559

ความสำคัญของน้ำ! กับการรับประทานยา

ดูแลสุขภาพ : ความสำคัญของน้ำ!กับการรับประทานยา

               เรื่องเล็กๆ แต่สำคัญ ของน้ำกับการรับประทานยาที่เรื่องเล็กอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้อย่างไม่น่าเชื่อ ผู้ป่วยชายไทยอายุ 38 ปี มีอาการปัสสาวะขัด จึงซื้อยาฆ่าเชื้อมากินเอง หลังกินยาฆ่าเชื้อ กลับพบว่าตนเองมีอาการเจ็บคอมาก กลืนอาหารลำบาก เป็นมากจนต้องมาพบแพทย์ เมื่อส่องกล้องพบแผลที่หลอดอาหารหลายจุด จนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลเพื่อรักษาอาการดังกล่าว

เกิดอะไรขึ้นกับผู้ป่วยรายนี้

จากการสอบถามข้อมูลการใช้ยาของผู้ป่วย ยาที่ผู้ป่วยกิน คือ Doxycycline โดยผู้ป่วยจะกินยาตัวนี้ก่อนนอน หลังกินยาก็จะนอนทันที และดื่มน้ำเพียงเล็กน้อย ซึ่งผลการวินิจฉัยอาการแผลที่หลอดอาหาร แพทย์ระบุเกิดจากผลข้างเคียงจากยา Doxycycline

ประเด็นที่น่าสนใจคือ ยามีผลทำให้เกิดหลอดอาหารเป็นแผล ซึ่งมีรายงานจากกรณีศึกษาครั้งแรกเมื่อปี 1970 โดยในประเทศสหรัฐอเมริกา พบอัตราการเกิดแผลหลอดอาหารที่สัมพันธ์กับยาถึง 10,000 รายต่อปี จากข้อมูลมียามากกว่า 70 ชนิดที่สามารถทำให้เกิดแผลหลอดอาหาร ซึ่งยาปฏิชีวนะมีความสัมพันธ์กับการเกิดพิษต่อหลอดอาหาร ได้ถึง 50-60 % ตัวอย่างยาปฏิชีวนะที่มีรายงานการเกิดผลข้างเคียงลักษณะนี้ได้บ่อย ได้แก่ Tetracycline, Doxycycline ,Clindamycin ยาอื่นๆ ที่พบรายงาน เช่น ยากลุ่ม N-SAIDs, Potassium Chloride, Ferrous Sulphate, Ascobic acid (Vitamin-C), Quinidine, Aspirin, Captopril และยากลุ่ม Bisphosphonates (เช่น Fosamax®, Actonel®, Bonviva®) เป็นต้น

 

๐ ปัจจัยที่ทำให้เกิดแผลหลอดอาหารจากยาพบว่ามีหลายปัจจัย เช่น

– คุณสมบัติของยา : ยา Doxycycline, Tetracycline, Ascobic acid, Ferrous Sulphate เมื่อนำมาละลายกับน้ำ 10 ซีซี หรือกับน้ำลายจะมีค่า pH ต่ำกว่า 3 ซึ่งมีความเป็นกรดสูง หรือ ยา Clindamycin, Potassium Chloride และ Quinidine ที่มีผลกับเยื่อเมือกของหลอดอาหารโดยตรง

– สภาวะของผู้ป่วย : การผลิตน้ำลายที่ลดลงในผู้ป่วยสูงอายุ หรือผู้ที่ใช้ยาที่มีผล Anticholinergic เช่น Chlorpheniramine, Dimenhydrinate, Dextromethorphan โรคประจำตัวที่เกี่ยวกับหลอดอาหารที่มีอยู่เดิม เป็นต้น

๐ การดื่มน้ำน้อยหรือไม่ดื่มน้ำเลยหลังกินยาทำให้เกิดอะไรขึ้น

การดื่มน้ำน้อยหรือไม่ดื่มน้ำเลยหลังกินยาจะส่งผลเสียให้เกิดหลอดอาหารอักเสบได้ ถ้าเป็นตัวยาที่มีคุณสมบัติระคายเคืองหลอดอาหารโดยตรง การดื่มน้ำน้อยอาจทำให้ยาค้างในหลอดอาหารได้นานกว่าปกติ ยาก็จะลายลายตรงนี้แล้วเกิดกัดหลอดอาหารได้

๐ ยาชนิดใดบ้างที่ทำให้เกิดการระคายหลอดอาหารได้

จากข้อมูลมียามากกว่า 70 ชนิดที่สามารถทำให้เกิดแผลหลอดอาหาร ซึ่งยาปฏิชีวนะมีความสัมพันธ์กับการเกิดพิษต่อหลอดอาหาร ได้ถึง 50-60% ตัวอย่างยาปฏิชีวนะที่มีรายงานการเกิดผลข้างเคียงลักษณะนี้ได้บ่อย ได้แก่ Tetracycline, Doxycycline, Clindamycin ยาอื่นๆ ที่พบรายงาน เช่น ยากลุ่ม N-SAIDs, Potassium Chloride, Ferrous Sulphate, Ascobic acid (Vitamin-C), Quinidine, Aspirin, Captopril และยากลุ่ม Bisphosphonates (เช่น Fosamax®, Actonel®, Bonviva® ) เป็นต้น

๐ อาการหลอดอาหารอักเสบเกิดขึ้นแล้วส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างไร

คนที่เกิดอาการหลอดอาหารอักเสบจะมีอาการปวดเจ็บ แสบ เวลากลืนอาหาร กลืนอาหารลำบาก เจ็บตรงบริเวณหน้าอกได้ ในคนที่มีอาการมากๆ ก็อาจเจ็บจนกลืนน้ำลายลำบาก บางคนอาจมีอาเจียนเป็นเลือดได้ มีปวดท้อง น้ำหนักลดได้หากผู้ป่วยมีอาการผิดปกติรุนแรงแนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการดังกล่าว

๐ หลังกินยาแล้วอาการเหล่านี้จะเกิดได้ทันทีหรือใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเกิด

ระยะเวลาเกิดอาจใช้เวลาหลายชั่วโมง จนถึงอาจเป็นเดือนหลังเริ่มใช้ยาที่มีปัญหา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของตัวยา และการปฏิบัติตัวของผู้ป่วย สภาวะโรคร่วมที่ผู้ป่วยมีอยู่ก่อนเริ่มใช้ยา

๐ มีข้อแนะนำอย่างไร

ข้อแนะนำสำคัญ สำหรับการกินยาที่มีผลต่อการแผลหลอดอาหาร เพื่อป้องกันผลข้างเคียงดังกล่าว คือถ้าเป็นยาเม็ด ให้กลืนยาทั้งเม็ด ห้ามแกะหรือเคี้ยวยา หลังจากนั้นดื่มน้ำอย่างน้อย 200-240 ซีซี (น้ำ 1 แก้วเต็ม) ตาม เพื่อป้องกันการระคายเคืองหลอดอาหาร และหลังกินยาไม่ควรเอนตัวลงนอนอย่างน้อย 30 นาที

การอธิบายเหตุผลถึงการปฏิบัติตัวตามคำแนะนำข้างต้น นอกจากจะทำให้ผู้ป่วยมีความเข้าใจให้ความร่วมมือในการรับประทานยาได้อย่างถูกต้องปลอดภัยแล้ว ยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลที่เกิดจากอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยาที่เราสามารถป้องกันได้อีกด้วย

ภก.วรดิส สถาวโรดม

เภสัชกร โรงพยาบาลพญาไท 1

กว่าจะถึง…“2 เหรียญทอง”ขับร้องประสานเสียงโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235570

กว่าจะถึง2, เหรียญทอง, ขับร้อง, ประสานเสียง, โลก, ทะเล
กว่าจะถึง2, เหรียญทอง, ขับร้อง, ประสานเสียง, โลก, ทะเล
กว่าจะถึง2, เหรียญทอง, ขับร้อง, ประสานเสียง, โลก, ทะเล

การศึกษา-สาธารณสุข >บทความ  : 29 ก.ค. 2559

กว่าจะถึง…“2 เหรียญทอง”ขับร้องประสานเสียงโลก

กว่าจะถึง…“2 เหรียญทอง”ขับร้องประสานเสียงโลก : พวงชมพู ประเสริฐ

           แม้จะมีเพียงผู้หญิง 21 คน แต่ความไพเราะและพลังเสียงที่คณะนักร้องประสานเสียงเยาวชนหญิงไทย (Thai Youth Choirs:TYC) ขับร้องออกมาในระหว่างการแข่งขันขับร้องประสานเสียงโลก ครั้งที่ 9 (World Choir Games 2016) ที่เมืองโซชิ สหพันธรัฐรัสเซีย กลับไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าตัวแทนจากประเทศอื่นๆ ที่ส่งนักร้องวงละ 30-40 คน จนทำให้สามาถคว้าเหรียญทองมาได้ทั้ง 2 สาขาที่ร่วมแข่งขัน คือ สาขานักร้องประสานเสียงเยาวชนหญิง และสาขาบทเพลงศาสนาแบบมีเครื่องดนตรีบรรเลงประกอบ คุ้มค่ากับความมุ่งมั่น ตั้งใจ ทุ่มเทฝึกซ้อมกว่า 9 เดือน

นายอธิชัย ตระกูลเดช  ผู้อำนวยเพลง เล่าว่า  เริ่มต้นทำวงมาตั้งแต่ปี 2557 จนเข้าสู่ปีที่ 2 ในปี 2558 เริ่มเห็นเด็กในวงเก่งขึ้น มองว่าหากเด็กได้เข้าร่วมแข่งขันเวทีระดับโลกในปีนี้ก็จะเป็นโอกาสที่ดีในการพัฒนา จึงหารือร่วมกับกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการดูแลรับผิดชอบส่งเสริมวงนี้ และได้รับการสนับสนุนอย่างมากจาก นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร อธิบดีสวธ. ในการส่งเด็กเข้าร่วมแข่งขัน จนเริ่มปีงบประมาณ 2559 ในช่วงเดือนกันยายน 2558 ได้เริ่มโครงการเตรียมวงสำหรับแข่งขัน

หลังจากนั้นเริ่มขั้นตอนการฝึกซ้อมตั้งแต่เดือนตุลาคม 2558  โดยใช้เวลาสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 2 ชั่วโมงครึ่ง กระทั่งเดือนมกราคม 2559 จะมีการฝึกซ้อมแบบแยกเสียง ทำให้รู้ว่าเสียงโซปราโนที่เป็นเสียงสูงมีปัญหา ก็จะนัดเด็กที่ร้องในส่วนเสียงสูงมาฝึกซ้อมพิเศษอีก 1 ครั้งต่อสัปดาห์ครั้งละ 3 ชั่วโมง จนเข้าสู่เดือนมิถุนายนก็จะเพิ่มการซ้อมเป็นสัปดาห์ละ 3 ครั้ง แบ่งเป็นซ้อมทั้งวง 2 ครั้งและแยกแต่ละเสียง 1 ครั้ง

นายอธิชัย ขยาความอีกว่า ในการฝึกซ้อมเด็ก เริ่มต้นวอร์มเสียง ฝึกทักษะเด็ก ร้องเพลงที่เด็กเริ่มร้องได้ ต่อเพลงใหม่ เมื่อต่อเพลงจบแล้วและเด็กร้องได้และทำได้ดีแล้ว ก็จะพยายามขัดเกลาให้สะอาด เก็บรายละเอียดมากขึ้น โดยบอกว่าจุดนั้นต้องรู้สึกอย่างไร ตรงไหนต้องร้องดัง ร้องเบาขนาดไหน ต้องเน้นตรงไหน

การเลือกเพลงที่ใช้ในการแข่งขัน นายอธิชัย บอกว่า ที่ตั้งโจทย์ไว้ต้องเป็นเพลงที่ยากเกินความสามารถของเด็ก 1 เพลง เพราะเป็นเพลงที่ท้าทาย ทำให้เด็กเกิดการพัฒนาและคะแนนที่จะได้ก็จะสูงขึ้น ส่วนเพลงอื่นๆ ก็จะเป็นเพลงที่ง่ายกว่าระดับความสามารถของเด็กและอยู่ในระดับเดียวกับความสามารถซึ่งเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการตัดสิน ขณะเดียวก็จะต้องมีทั้งเพลงเร็วและเพลงช้า ซึ่งต้องวางแผนว่า 1 สาขาที่แข่งขันต้องใช้ 4 เพลงจะเล่าเรื่องอย่างไรให้กรรมการรู้สึกว่าจบกระบวน ตั้งแต่เพลงแรกจนถึงเพลงสุดท้าย กรรมการต้องรู้สึกว่าดูคอนเสิร์ต แต่เป็นคอนเสิร์ตที่ตัดย่อยมาเหลือแค่ 4 เพลง นี่คือความคิดหลักในการเลือกเพลง

ขณะที่ “ทะเล” อัญชิสา เฉลิมพรพงศ์ นักร้องประสานเสียง อายุ 24 ปี  บอกว่า เข้าร่วมเป็นนักร้องประสานเสียงของวงที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ตั้งแต่เมื่อราว 9 ปีก่อน โดยเพื่อนสมัยมัธยมชวนเข้ามาร่วม เพราะชอบร้องเพลง แต่ที่โรงเรียนแม้จะมีวงของโรงเรียนแต่จะมีการฝึกซ้อมน้อย เฉพาะการเรียนในชั่วโมงเรียนวิชาดนตรีเท่านั้น ไม่ได้จัดเป็นคอนเสิร์ต แต่ที่ศูนย์วัฒนธรรมจะมีคอนเสิร์ตอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง จึงเหมือนได้ซ้อมกับคนที่มีประสบการณ์มากขึ้น

เสน่ห์ของการขับร้องประสานเสียง ทะล บอกว่า การที่ได้ร้องเพลงกับเพื่อนข้างๆ ซึ่งจะแตกต่างจากการร้องเพลงแบบอื่นที่จะร้องคนเดียว หรือร้องกับวง ทำให้เรามีความมั่นใจ กล้าร้องมากขึ้น จะได้มีเพื่อนในวงการเดียวกัน มีความชอบ มีงานอดิเรกแบบเดียวกัน คุยกันรู้เรื่อง

ทะเล บอกด้วยว่า ส่วนตัวมีการซ้อมเองด้วย โดยมีการวอร์มเสียง ไล่โน้ตขึ้นลง ซึ่งตัวเองจะมีจุดอ่อนอยู่ที่เสียงกระโดด โดยอาจารย์จะให้แต่ละคนร้องเดี่ยวและชี้จุดอ่อนให้แต่ละคนว่าอยู่ตรงไหน แก้อย่างไร และต้องวอร์มเสียงแบบไหน จะเริ่มวอร์มให้ตนเองเสียงเปิด เสียงตื่นก่อน  ในการฝึกซ้อมด้วยตนเองจะร้องไม่ได้ดังเหมือนตอนซ้อมกับวง เพราะอยู่หอที่มหาวิทยาลัย ส่วนใหญ่จึงเป็นการฟังโน้ตจากไฟล์เสียงเพลงที่อาจารย์ทำให้ และพิจารณาว่าโน้ตที่ตรงเป็นแบบไหน

“การได้ร่วมแข่งขันเวทีระดับโลก เป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจ ซึ่งไม่ได้มีโอกาสบ่อยเพราะไม่ได้เรียนสายดนตรี จึงเหมือนได้เปิดโลกทัศน์ ทำให้เห็นว่าไม่เฉพาะเราที่ทำตรงนี้และมีความสุขกับการร้องประสานเสียง แต่ยังมีคนอีกทั้งโลกที่รักสิ่งเดียวกับเรา  การแข่งขันจึงไม่ได้เป็นการแข่งขันที่ประชันกันแต่เป็นการแชร์สิ่งที่แต่ละประเทศทำให้คนทั้งโลกได้สัมผัส” ทะเล กล่าวด้วยรอยยิ้ม

ท้ายที่สุด  นางพิมพ์รวี วัฒนวรางกูร อธิบดีสวธ.  กล่าวยืนยันในวันที่เดินทางมาร่วมแสดงความยินดีและต้อนรับคณะนักร้องในวันที่เดินทางกลับถึงประเทศไทยว่า สวธ.มีนโยบายการส่งเสริมและสนับสนุนเด็กและเยาวชนไทยมาอย่างต่อเนื่อง ในการแข่งขันครั้งต่อไปอีก 2 ปีข้างหน้า หากเด็กและเยาวชนไทยมีความพร้อมก็จะส่งเข้าร่วมการแข่งขันเหมือนเดิมเพราะเป็นโอกาสที่เยาวชนจะได้แสดงความสามารถและสร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทย

คณะนักร้องประสานเสียง

น.ส.เกศรินทร์ นนทะวงษ์

น.ส.กมลวรรณ ชลารักษ์

น.ส.เจนิตา จันทรานนท์

น.ส.ฐิติภา ปลั่งพงษ์พัฯธ์

น.ส.ณัฐรินีย์ เพลิดพราว

น.ส.ธีรวรรณ เปรมฤทัย

น.ส.นฤมล กันทะ

น.ส.นฤมล ชูจันทร์

น.ส.้เบญจวรรณ จันทร์พุ่ม

น.ส.ปานวาด เมธนิมิต

น.ส.ปุณณาสา สีห์โสภณ

น.ส.พัชชา สุวรรณรัตน์

น.ส.พัทธ์ธีรา ไตรสุริยธรรมา

น.ส.พิชญ์สินี มีล้อมศักดา

น.ส.ภัทราพร ศุภสิทธิสัมฤทธิ์

น.ส.วยุรี วรามิตร

น.ส.ศศินภา กสิพล

น.ส.สุชัญญา ตันวิเชียร

น.ส.อัญชิสา เฉลิมพรพงศ์

น.ส.อธิชา ภูริคุปต์

และน.ส.อลิษา ลิ้มไพบูลย์

มฟล.ยันบัณฑิตป.โทนิติฯ มีสิทธิ์สมัครผู้ช่วยผู้พิพากษาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235664


รับรอง, ผ่าน, หลักสูตร, นิติศาสตร์ มฟล., ป.โท, ผู้ช่วยผู้พิพากษา, มฟล, ยัน, บัณฑิต, ปโท, นิติ, มีสิทธิ์, สมัคร, ผู้ช่วย, ผู้พิพากษา, ได้, มฟลยันบัณฑิตปโทนิติฯ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 28 ก.ค. 2559

มฟล.ยันบัณฑิตป.โทนิติฯ มีสิทธิ์สมัครผู้ช่วยผู้พิพากษาได้

มฟล.ชี้แจงข้อเท็จจริงหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ยันผ่านเห็นชอบกกอ. สกอ.รับทราบ และรับรองวุฒิ จากก.พ.ทำงานได้ทุกที่ ย้ำบัณฑิตมีสิทธิ์สอบผู้ช่วยผู้พิพากษา

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ศ.ดร.ไพโรจน์ กัมพูศิริ คณบดีสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ได้กล่าวชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ดังนี้ 1. หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิตของมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงได้รับการพิจารณาให้ความเห็นชอบจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และได้รับการรับรองคุณวุฒิจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ผู้ที่สำเร็จการศึกษาจึงมีศักดิ์และสิทธิ์แห่งปริญญานี้ทุกประการในการสมัครเข้าทำงานทั้งในหน่วยงานของรัฐและเอกชน

2. คุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครทดสอบความรู้เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตําแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก)เมื่อปี พ.ศ.2548 หลักสูตรปริญญาโททางกฎหมายของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยที่ผู้สำเร็จการศึกษาจะสามารถมีสิทธิสมัครทดสอบความรู้เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตําแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก) ได้นั้น หลักสูตรดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับระเบียบคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยการสมัครและการทดสอบความรู้ เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตำแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา พ.ศ.2545 เท่านั้น

ทั้งนี้ หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต ของสำนักวิชานิติศาสตร์ได้กำหนดให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ตามระเบียบฯ ดังกล่าวแล้ว เพราะนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาในหลักสูตรดังกล่าว สามารถสมัครทดสอบความรู้เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการตุลาการในตําแหน่งผู้ช่วยผู้พิพากษา (สนามเล็ก) ในปี พ.ศ.2552 พ.ศ.2555 และในปี พ.ศ.2557 ได้ อีกทั้ง ในการสมัครทดสอบความรู้เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการอัยการในตําแหน่งอัยการผู้ช่วย (อัยการสนามเล็ก) นักศึกษาสามารถก็มีสิทธิเข้าทดสอบความรู้ได้มาโดยตลอดจนถึงปัจจุบันในปี พ.ศ.2559 การดำเนินการจัดการเรียนการสอนในหลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต มฟล.ได้ดำเนินการจัดการหลักสูตรฯ ให้มีคุณภาพมาตรฐานโดยสุจริตมาโดยตลอด ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาได้รับทราบการดำเนินการมาตั้งแต่มหาวิทยาลัยเปิดดำเนินการหลักสูตรฯ โดยมหาวิทยาลัยฯ มิได้จงใจ หลีกเลี่ยง หรือประวิงการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่งของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาแต่อย่างใด ทั้งนี้ เพื่อรักษาชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของมฟล.ให้คงอยู่ตลอดไป

เกณฑ์ใหม่คัดผู้บริหารสถานศึกษาเริ่มใช้แน่ปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235661

เกณฑ์ใหม่คัดผู้บริหารสถานศึกษาเริ่มใช้แน่ปี 60

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 28 ก.ค. 2559

เกณฑ์ใหม่คัดผู้บริหารสถานศึกษาเริ่มใช้แน่ปี 60

“ดาว์พงษ์” เผยเกณฑ์ใหม่คัดรองผอ./ผอ.สถานศึกษา เน้นได้คนเก่งจริง คัดตัวจริงและตัวสำรองอบรม 2 ด.ประเมินไม่ผ่านให้ตัวสำรองเสียบแทน เริ่มใช้แน่ปี 60

เมื่อวันที่ 28 ก.ค. พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยภายหลังเป็นประธานประชุมปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการเข้าสู่ตำแหน่งของรองผู้อำนวยการ (ผอ.) สถานศึกษา และผอ.สถานศึกษาใหม่ ว่า  ตามที่ตนได้มอบให้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ไปปรับปรุงหลักเกณฑ์การคัดเลือกผู้อำนวยการสถานศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพราะที่ผ่านมาได้ผู้บริหารสถานศึกษาที่ไม่เก่ง ขาดประสบการณ์ ทำให้การจัดการศึกษามีปัญหา

ทั้งนี้ นายพินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. ได้เสนอร่างหลักเกณฑ์การคัดเลือกใหม่ให้ตนพิจารณาแล้ว ซึ่งได้ให้ไปปรับในรายละเอียดบางจุดเพิ่มเติม และกลับมาเสนออีกครั้ง เพื่อให้ผู้บริหารองค์กรหลักของ ศธ. รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้ร่วมพิจารณาด้วย  อาทิ ผู้อำนวยการโรงเรียน และผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา เป็นต้น  ส่วนผู้บริหารจะต้องไล่ประสบการณ์บริหารตั้งโรงเรียนขนาดเล็ก ขนาดกลางและขนาด ใหญ่หรือไม่นั้น ยังไม่ฟันธง แต่ตนเห็นว่าควรจะต้องมีประสบการณ์การบริหารสถานศึกษาด้วย

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า สำหรับหลักเกณฑ์ใหม่จะเน้นการได้มาซึ่งผู้ที่มีความเหมาะสม ทั้งวัยวุฒิ คุณวุฒิและประสบการณ์ ผ่านการเป็นครู และผู้บริหารการศึกษามาไม่น้อยกว่า 8- 10 ปี ซึ่งผู้ที่สอบข้อเขียนผ่านเกณฑ์เข้าสู่ตำแหน่งผอ.สถานศึกษา โดยจะมีการประกาศรายชื่อผู้ผ่านการคัดเลือกตามลำดับที่  และประกาศมากกว่าตำแหน่งที่ว่าง 10% เพื่อให้มีลำดับสำรอง โดยผู้ผ่านการคัดเลือกทั้งหมดต้องเข้ารับการอบรม เป็นเวลา 2 เดือน และหลังการอบรมจะมีการประเมินผลอีกครั้ง หากใครไม่ผ่านการประเมิน ก็จะเลื่อนผู้ที่ถูกขึ้นบัญชีในลำดับสำรองขึ้นมาแทนที่ทันที ซึ่งจะมีระยะเวลาการขึ้นบัญชี 2 ปี ทั้งนี้ ตนตั้งเป้าไว้ว่า จะเริ่มใช้หลักเกณฑ์ใหม่ ในการคัดเลือกรองผอ.และผอ.สถานศึกษา เพื่อบรรจุทดแทนอัตราเกษียณในวันที่ 1 ตุลาคม 2560

“การคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อทดแทนตำแหน่งว่างจากการเกษียณอายุราชการ ซึ่งในปี 2559 จะมีรองผอ.และผอ.สถานศึกษาเกษียณอายุฯ รวม 2,544 คน แบ่งเป็น รองผอ. 506 คน และผอ.สถานศึกษา 2,038 คน โดยคาดว่าจะประกาศปฏิทินการสอบได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ โดยจะใช้หลักเกณฑ์เดิมก่อน ให้ สพฐ. เป็นผู้ออกข้อสอบ และจัดสอบข้อเขียนภาค ก ความรอบรู้ ความสามารถทั่วไปและกฎหมาย ซึ่งความรู้ที่จะใช้สอบ ไม่วัดความรู้ทางวิชาการอย่างเดียว แต่จะใช้คำถามที่ทำให้คัดเลือกได้ผู้อำนวยการโรงเรียนได้ดีขึ้น  ส่วน สอบภาค ข ความเหมาะสมกับตำแหน่ง ซึ่งจะมีการประเมินผลการปฏิบัติงาน และการสอบสัมภาษณ์ ให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นผู้ออกข้อสอบและจัดสอบเอง และยังคงมีการจัดลำดับที่ คนที่ได้คะแนนมาก จะมีสิทธิ์เลือกสถานศึกษาก่อน ตามจังหวัดที่สอบ “พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

เอ็นจีโอขอสธ.ทำซีแอลยากินรักษาไวรัสตับเอกเสบซี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235656

ข้อบังคับ, จี้, ซีแอลยา, ไวรัสตับอักเสบซี, ยาซื้อกิน, เอ็นจีโอ, ซีแอล, ยากิน, รักษา, ไวรัส, ตับ, เอก, เสบ
ข้อบังคับ, จี้, ซีแอลยา, ไวรัสตับอักเสบซี, ยาซื้อกิน, เอ็นจีโอ, ซีแอล, ยากิน, รักษา, ไวรัส, ตับ, เอก, เสบ
ข้อบังคับ, จี้, ซีแอลยา, ไวรัสตับอักเสบซี, ยาซื้อกิน, เอ็นจีโอ, ซีแอล, ยากิน, รักษา, ไวรัส, ตับ, เอก, เสบ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 28 ก.ค. 2559

เอ็นจีโอขอสธ.ทำซีแอลยากินรักษาไวรัสตับเอกเสบซี

เอ็นจีโอยื่นสธ.ทำซีแอลยากินรักษาไวรัสตับอักเสบซี ชี้ช่วยคนไข้เข้าถึงยามากขึ้น ยาทำให้หายขาด90% ระบุปัจจุบันยาราคาแพงถึงขวดละกว่า 9 แสนบาท

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.ที่ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มูลนิธิเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทยกว่า 100 คน ได้เดินทางเข้าพบนพ.โสภณ เมฆธน ปลัดสธ. เพื่อยื่นหนังสือเรียกร้องให้สธ.ประกาศมาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร (Compulsory Licensig-CL)หรือซีแอล เพื่อให้ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เข้าถึงการรักษาด้วยยาในรูปแบบของยากิน คือ ยากลุ่ม Direct-Acting Antiviral หรือ DAAเป็นยาที่ออกฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวของเชื้อไวรัสโดยตรง ซึ่งเป็นกลุ่มยาที่ใช้เป็นมาตรฐานการรักษาในประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศเนื่องจากเป็นยาที่มีประสิทธิภาพการรักษาหายขาดได้สูงกว่ายาที่ไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน รวมถึงส่งเสริมให้หน่วยบริการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซี

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ขณะนี้ยาที่ใช้เป็นยารักษาไวรัสตับอักเสบซี  ที่มีประสิทธิภาพในการรักษาให้หายขาดได้ถึง 90% นั้น บริษัทยาต้นแบบที่ขายในสหรัฐอเมริกายังตั้งราคาสูงที่ประมาณ 28,000 เหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 980,000 บาทต่อขวด โดยหากต้องรักษา 12 สัปดาห์ จะเป็นเงินประมาณ 2,940,000 บาท ดังนั้นทางมูลนิธิเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทยจึงขอเรียกร้อง1.ขอให้สธ.ประกาศใช้มาตรการบังคับสิทธิ CL ต่อยากลุ่ม DAA ซึ่งเป็นยาสำคัญที่ใช้เป็นยาหลักใช้รักษาไวรัสตับอักเสบซีร่วมกับยาชนิดอื่นที่สามารถรักษาได้ทุกสายพันธุ์ เพื่อให้ประชาชนไทยได้เข้าถึงยา 2.ส่งเสริมและติดตามให้ทุกหน่วยบริการในสังกัดสธ.ตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบซีได้ 3.พัฒนาระบบการส่อต่อการดูแลรักษาที่ชัดเจน และผู้รับบริการสามารถรับการรักษาได้ที่รพ.ชุมชนหรือรพ.ใกล้บ้าน เอสามารถเดินทางได้ต่อเนื่องไต้องรับภาระค่าใช้จ่าย และ4.ขอให้สธ.รีบเจรจากับสำนักงานหลักประกันสุขภาพให้รีบของบประมาณให้กับผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซี

ด้านนพ.โสภณ กล่าวภายหลังรับหนังสือข้อเรียกร้อง ว่า สธ.ได้พยายามผลักดันเรื่องนี้ตลอดและร่วมมือกับหลายส่วนทั้ง องค์การเภสัชกรรม(อภ.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมควบคุมโรค และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ในการจัดการยาที่มีประสิทธิภาพราคาถูกลงกว่านี้ เบื้องต้นได้รับรายงานจากอภ. ว่าอีกประมาณ 2 เดือน นี้ ศาลในประเทศอินเดียจะมีการตัดสินปัญหาเรื่องสิทธิบัตรยารักษาโรคตับอักเสบซี อาจจะมีการเจรจาต่อรองนำเข้ามาใช้ในประเทศไทยได้ ส่วนเรื่องการทำซีแอลยานั้นต้องพิจารณาประโยชน์และโทษและดูความเหมาะสมให้ดีก่อนว่าอะไรที่จะเกิดกับประชาชน และประเทศชาติ

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการตรวจคัดกรอง ตลอดจนการรักษา รวมทุกอย่างจะอยู่ที่ 7,500 บาท แต่มีปัญหาว่า สปสช. จะจ่ายให้ก็ต่อเมื่อตรวจเจอและได้รับการรักษาเท่านั้นถ้าตรวจแล้วไม่เจอก็ไม่จ่ายให้ โรงพยาบาลต้องออกค่าใช้จ่ายตรงนี้เอง ซึ่งจากสถิติในการตรวจที่ผ่านมา 10 คน จะมีเพียง 1 คนเท่านั้นที่ต้องได้รับการรักษา ตรงนี้ทำให้โรงพยาบาลไม่ค่อยอยากตรวจ อย่างไรก็ตามจะนำปัญหานี้เข้าไปหารือในคณะกรรมการร่วมกระทรวง และ สปสช. เพื่อหาทาออกเรื่องนี้อีกครั้ง

 

นิสิตจุฬาฯ เจ๋ง!พัฒนาซอฟท์แวร์ปรับภาพลายนิ้วมือแฝงสำเร็จ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235512

คณะวิทยาศาสตร์, รอยนิ้วมือแฝง, เปรียบเทียบ, เพื่อใช้, ซอฟท์แวร์ปรับภาพ, นิสิต, จุฬาฯ, เจ๋ง, พัฒนา, ซอฟท์แวร์, ปรับ, ภาพ, ลายนิ้วมือ, แฝง, สำเร็จ, นิสิตจุฬาฯ

คณะวิทยาศาสตร์, รอยนิ้วมือแฝง, เปรียบเทียบ, เพื่อใช้, ซอฟท์แวร์ปรับภาพ, นิสิต, จุฬาฯ, เจ๋ง, พัฒนา, ซอฟท์แวร์, ปรับ, ภาพ, ลายนิ้วมือ, แฝง, สำเร็จ, นิสิตจุฬาฯ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ก.ค. 2559

นิสิตจุฬาฯ เจ๋ง!พัฒนาซอฟท์แวร์ปรับภาพลายนิ้วมือแฝงสำเร็จ

จุฬาฯ ส่งมอบซอฟต์แวร์ปรับภาพลายนิ้วมือแฝง ผลงานนิสิตแก่สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศ.นพ.ดร.นรินทร์ หิรัญสุทธิกุล รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธานในพิธีส่งมอบซอฟต์แวร์ปรับภาพเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบรอยลายนิ้วมือแฝง แก่  พล.ต.ต.ธวัชชัย  เมฆประเสริฐสุข ผู้บังคับการกองพิสูจน์หลักฐานกลาง สำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อกองพิสูจน์หลักฐานกลางในการใช้เปรียบเทียบรอยลายนิ้วมือแฝง

ศ.นพ.ดร.นรินทร์ กล่าวว่า กลุ่มงานตรวจลายนิ้วมือแฝง กองพิสูจน์หลักฐานกลาง  ร่วมมือกับภาควิชาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ในโครงการจัดทำซอฟต์แวร์ปรับภาพเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบรอยลายนิ้วมือแฝง (Latent Fingerprint Enhancement System for Office of Police Forensic Science, Royal Thai Police) ซึ่งพัฒนาขึ้นโดย น.ส.ณัชพรรณ กาญจนรักษ์ และ น.ส.แจนจิรา บุญจริง นิสิตภาควิชาคณิตศาสตร์ฯ ตั้งแต่เดือนมิ.ย.2558 โดยมี รศ.นกุล คูหะโรจนานนท์ และ รศ.ดร.ลิดา ลิปิกรณ์ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา

ซอฟต์แวร์ดังกล่าวเป็นโปรแกรมประยุกต์บนระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่พัฒนาขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจพิสูจน์ลายนิ้วมือแฝงให้กับผู้ตรวจพิสูจน์ โดยสามารถปรับภาพ ขยายภาพลายนิ้วมือ และผู้ตรวจพิสูจน์สามารถกำหนดจุดลักษณะสำคัญพิเศษของลายเส้นในการตรวจเปรียบเทียบลายนิ้วมือแฝงกับลายพิมพ์นิ้วมือของบุคคลต้องสงสัยได้ซอฟต์แวร์ปรับภาพเพื่อใช้ในการเปรียบเทียบรอยลายนิ้วมือแฝงนี้

รองอธิการบดีจุฬาฯ กล่าวต่อว่า ทีมนิสิตจุฬาฯ ได้พัฒนาขั้นตอนวิธีสำหรับปรับภาพลายนิ้วมือแฝงโดยรวมอย่างอัตโนมัติ ทั้งการปรับภาพลายนิ้วมือแฝงบนพื้นผิวที่มีสีสันและการปรับภาพลายนิ้วมือแฝงบนพื้นผิวเรียบ สามารถปรับภาพเฉพาะส่วนได้อย่างอัตโนมัติและดึงลักษณะเด่นของเส้นลายนิ้วมือแฝงออกจากพื้นหลังที่เป็นสี รวมทั้งมีการพัฒนาฟังก์ชันพื้นฐานของโปรแกรมประยุกต์สำหรับระบบปฏิบัติการวินโดว์ มีการพัฒนาฟังก์ชันสำหรับผู้ใช้สามารถปรับภาพลายนิ้วมือแฝงด้วยตนเอง และฟังก์ชันสำหรับการจับคู่ภาพ

 

เปิดตัวนักวิทย์ดีเด่นรางวัลโล่พระราชทาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235511

นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ 2559, เปิดตัวนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น, เปิดตัว, นักวิทย์, ดีเด่น, รางวัล, โล่, พระราชทาน

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ก.ค. 2559

เปิดตัวนักวิทย์ดีเด่นรางวัลโล่พระราชทาน

ประกาศผลผู้ที่ได้รับผลรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่โล่พระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ประจำปี 2559

เมื่อวันที่ 27 ก.ค. มูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์จัดแสดงนิทรรศการแสดงผลงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์รวมทั้งสิ้น 5 เรื่อง และจัดเวทีสัมนาพูดคุยเกี่ยวกับงานวิจัยว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อสังคมอย่างไร เมื่อได้รับการแก้ไขแล้วจะมีผลดีมากน้อยแค่ไหนต่อสังคมทั้งทางด้าน วิชาการ สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจของประเทศ โดยมีผลงานวิจัยดังนี้

ศ.นพ. วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ได้รับรางวัล นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น เจ้าของผลงานวิจัย หัวข้อเรื่อง “เทคนิคทางพันธุศาสตร์เพื่อไขข้อมูลพันธุกรรม สู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของทุกคน”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. การุณ ทองประจุแก้วอาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ประยุกต์ คณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ผู้ได้รับรางวัล นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ เจ้าของผลงานวิจัย หัวข้อเรื่อง “จัดการอาหารสัตว์น้ำโดยใช้เทคโนโลยีของเอนไซม์ย่อยอาหาร”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พนิดา สุรวัฒนาวงศ์อาจารย์ประจำภาควิชาเคมีคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ได้รับรางวัล นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ เจ้าของผลงานวิจัย หัวข้อเรื่อง“เคมีคำนวณเพื่ออธิบายกลไกของปฏิกิริยาเคมีและชีวเคมี”

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ศิริลตา ยศแผ่นอาจารย์ประจำภาควิชาเคมีคณะวิทยาศาสตร์มหาวิทยาลัยมหิดล ผู้ได้รับรางวัล นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ เจ้าของผลงานวิจัย หัวข้อเรื่อง“เรียนรู้การออกแบบกระบวนการการสังเคราะห์สารอินทรีย์…สู่การพัฒนานวัตกรรม การสังเคราะห์สารที่ยั่งยืน”

และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อติพร แซ่อึ้งอาจารย์ประจำภาควิชาปรสิตวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ผู้ได้รับรางวัล นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ เจ้าของผลงานวิจัย หัวข้อเรื่อง“การพัฒนาเทคนิคพื้นฐานด้านปรสิตวิทยาทางการแพทย์เพื่อการประยุกต์”

รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ประธานมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์และอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี กล่าวว่า ผู้ที่ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่นและรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ จะเป็นแรงบันดาลใจของนักวิทยาศาสตร์ ในการผลิตผลงานที่เป้นประโยชน์ต่อการพัฒนาและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความสำเร็จที่มั่งคั่งและยั่งยืน เพราะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไม่ได้จำกัดเพียงการทำการทดลองในห้องปฏิบัตการเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงภาคอุตสาหกรรมการผลิตภาคการบริการ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชากรโลกอีกด้วย

สำหรับในปีนี้ คณะกรรมการรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ประจำปี พ.ศ. 2559 ได้รับโล่พระราชทานจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมเงินรางวัล 400,000 บาท และรางวัลนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ โล่ฯพร้อมเงินรางวัล 100,000 บาท สำหรับผู้ที่สนใจสามารถรับข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ http://www.promotion-scitec.or.th

 

29ก.ค.ดีเดย์ก.ม.ใหม่ตั้งครรภ์ในวัยรุ่นยังเรียนต่อได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235544

ดีเดย์, ใหม่, ตั้งครรภ์, วัยรุ่น, ยัง, เรียนต่อ, ได้

การศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ก.ค. 2559

29ก.ค.ดีเดย์ก.ม.ใหม่ตั้งครรภ์ในวัยรุ่นยังเรียนต่อได้

29ก.ค.ดีเดย์ก.ม.ใหม่ตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเปิดทางตั้งท้องวัยรุ่นยังเรียนต่อได้ โรงเรียนต้องจัดครูสอนเพศศึกษารอบด้าน บังคับสถานประกอบการต้องมีสวัสดิการวัยเจริญพันธุ์

           เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในงานแถลงข่าว “พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น: เด็กเยาวชนได้ประโยชน์จริงหรือ?” โดยความร่วมมือของกรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. กองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ หรือ UNFPA มูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง มูลนิธิแพธทูเฮลท์ สภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย และเครือข่ายยุวทัศน์ กรุงเทพมหานคร

น.พ.กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า  ในวันที่ 29 ก.ค.นี้เป็นวันที่พ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีผลบังคับใช้ ซึ่งเด็กและเยาวชนจะได้รับสิทธิประโยชน์ 5 เรื่องที่สำคัญคือ 1.สถานศึกษาต้องจัดให้มีการสอนเพศวิถีศึกษาอย่างเหมาะสม จัดหาและพัฒนาผู้สอนเพศวิถีศึกษา การให้คำปรึกษา ช่วยเหลือและคุ้มครองวัยรุ่นที่ตั้งครรภ์ให้ได้รับการศึกษาต่ออย่างเหมาะสม รวมทั้งส่งต่อให้ได้รับสวัสดิการสังคม 2. สถานบริการต้องให้ข้อมูลความรู้และจัดบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมทั้งส่งต่อให้ได้รับสวัสดิการสังคม 3.สถานประกอบกิจการต้องให้ข้อมูลความรู้และส่งเสริมให้เข้าถึงบริการอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมทั้งส่งต่อให้ได้รับสวัสดิการสังคม 4.การจัดสวัสดิการสังคมเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และ5. ให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อคุ้มครองสิทธิของวัยรุ่น

นพ.กิตติพงศ์ กล่าวว่า  การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นเพื่อให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ กฎหมายจึงกำหนดให้มี 5 กระทรวงหลักคือ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข โดยกำหนดให้รัฐมนตรีของแต่ละกระทรวงมีอำนาจออกกฎกระทรวงและระเบียบเพื่อให้หน่วยงานนำไปปฏิบัติ นอกจากนี้ยังกำหนดให้มีคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และเปิดโอกาสให้ผู้แทนเด็กและเยาวชน จำนวน 2 คน ร่วมเป็นกรรมการ โดยมีอธิบดีกรมอนามัยเป็นกรรมการและเลขานุการ เพื่อเสนอนโยบายและยุทธศาสตร์ต่อคณะรัฐมนตรี กำหนดแนวทางปฏิบัติและให้คำปรึกษาสำหรับหน่วยงานของรัฐและเอกชน ทั้งนี้เสียงสะท้อนจากเด็กและเยาวชนจะเป็นประโยชน์อย่างมากเพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำร่างกฎกระทรวงให้เกิดประโยชน์แก่เด็กและเยาวชนอย่างแท้จริง

ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ สสส. กล่าวว่า จากที่สสส.ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับพ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น โดยทำการสอบถามนักเรียนในระดับชั้นม.ต้น ม.ปลาย และปวช. ในพื้นที่กทม.และ 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ ขอนแก่น ชลบุรี และ สงขลา จำนวนทั้งสิ้น 3,053 ตัวอย่าง ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2559 พบว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น อันดับ 1 คือ มาจากพฤติกรรมเลียนแบบจากกลุ่มเพื่อนและสื่อต่างๆ (73.9%) ตามด้วยอันดับ 2 การดื่มแอลกอฮอล์(73%)  และอันดับ 3 การพักอาศัยอยู่ตามลำพังของวัยรุ่น โดยไม่มีผู้ปกครองอยู่ด้วย (72.7%) ส่วนความคิดเห็นต่อการยอมรับหากเพื่อนสนิทที่เรียนอยู่ด้วยกันตั้งครรภ์ระหว่างเรียน พบว่า ส่วนใหญ่ 65.4% ยอมรับได้ ส่วน 28.4% ไม่แน่ใจ และ 6.2% ยอมรับไม่ได้ แต่เป็นที่น่าสังเกตว่าสัดส่วนการยอมรับได้ในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีจะลดน้อยลง คือ 58.3% เช่นเดียวกับสัดส่วนการยอมรับได้ในเพศหญิงจะสูงกว่าเพศชาย โดยเพศหญิงยอมรับได้อยู่ที่ 70.1% ส่วนเพศชาย 59.8%

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เด็กเยาวชนมองว่าจะได้รับสิทธิประโยชน์มากที่สุดจากกฎหมายป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น อันดับ 1 คือ การได้รับสิทธิรับบริการส่งเสริม ป้องกัน รักษา และฟื้นฟูที่เกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์ (99%) อันดับ 2 การได้รับข้อมูลข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับอนามัยเจริญพันธุ์ (98.8%)  อันดับ 3 หากเป็นพ่อแม่วัยรุ่นจะได้รับสิทธิในการจัดสวัสดิการที่เสมอภาค ไม่ถูกเลือกปฏิบัติ  (94%) อันดับ 4 การได้รับสิทธิคุ้มครองในการรักษาความลับ และความเป็นส่วนตัว (93.4%) และอันดับ 5 ให้สิทธิผู้ที่ตั้งครรภ์สามารถเรียนต่อได้ (87.3%)

สำหรับเสียงสะท้อนต่อโรงเรียนและสถานศึกษาภายหลังจากกฎหมายนี้มีผลบังคับใช้ สิ่งที่เด็กเยาวชนต้องการมากที่สุดคือ 1. การจัดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาเพศศึกษาอย่างรอบด้าน และวิธีการคุมกำเนิด 2. โรงเรียนต้องประสานหรือหาแหล่งช่วยเหลือด้านสังคม และ 3. การจัดให้มีเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ตั้งครรภ์ส่งต่อระบบสวัสดิการสังคม  ส่วนรูปแบบการบริการของคลินิกวัยรุ่นที่เด็กเยาวชนต้องการ หากมีความจำเป็นต้องเข้าไปรับคำปรึกษาหรือขอใช้บริการ พบว่า อันดับ1 ความเป็นมิตรและปราศจากอคติของเจ้าหน้าที่ 1 (79.3%) อันดับ 2 ช่วยรักษาความลับของคนที่เข้ามาติดต่อ(74.2%) และอันดับ 3 ไม่คิดค่าใช้จ่ายหรือรักษาพยาบาลฟรี  (70.1%) โดยช่องทางที่เด็กเยาวชนสะดวกที่สุดในการติดต่อคือ การโทรศัพท์สายด่วน ตามด้วยช่องทางการส่งข้อความทางอีเมล์ ไลน์ หรือเฟสบุค และการเข้าไปปรึกษาเจ้าหน้าที่คลินิกด้วยตนเอง เป็นอันดับสุดท้าย

“ที่น่าสนใจคือ ความคิดเห็นของเด็กเยาวชนหากเพื่อนสนิทกำลังตั้งครรภ์ในขณะที่เรียน และพ.ร.บ.ประกาศใช้ โดยทางโรงเรียนและครูพร้อมที่จะเปิดโอกาส จะมีผลทำให้เด็กเยาวชน 50% เลือกที่จะเรียนต่อจนกว่าจะคลอด ส่วนอีก 43.6% เลือกที่จะลาพักเพื่อคลอดก่อนแล้วกลับมาเรียนต่อ เท่ากับว่า หากโรงเรียนและครูพร้อมที่จะเปิดโอกาสก็จะช่วยลดปัญหาการออกกลางคันของเด็กเยาวชนได้ เนื่องจากที่ผ่านมาเด็กเยาวชนที่ประสบปัญหาตั้งครรภ์ในวัยเรียนจะตัดสินใจด้วยการลาออกเป็นส่วนใหญ่ ทั้งนี้รูปแบบการทำงานร่วมกันระหว่างสถานศึกษา ท้องถิ่น  ภาคประชาสังคม และหน่วยบริการทางสุขภาพ ได้เกิดขึ้นแล้วในพื้นที่ 20 จังหวัดของประเทศไทย ซึ่งสสส.ได้ทำงานร่วมกับกลไกการทำงานร่วมกันในพื้นที่และพร้อมที่จะขยายผลการทำงานต่อไป” ทพ.ศิริเกียรติ กล่าว

น.ส.ภัทรวดี ใจทอง รองประธานสภาเด็กและเยาวชนแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการระดมความคิดเห็นของเครือข่ายเด็กและเยาวชน 11 เครือข่ายต่อพ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นพบว่า ครูจำนวนมากไม่ยอมสอนเรื่องเพศศึกษาในโรงเรียน และมีทัศนคติที่ไม่ดีมองว่านักเรียนที่มาปรึกษาคือตัวปัญหา ครูและผู้บริหารสถานศึกษาจึงต้องมีทัศนคติที่ดี กล้าเปิดใจที่จะสอนและมีความรู้ความเข้าใจ ไม่ควรมองว่าเป็นการชี้โพรงให้กระรอก เพราะหากกระรอกเดินในทางที่ผิดแล้วชีวิตจะเป็นอย่างไร ในโรงเรียนควรมีแกนนำเพื่อนช่วยเพื่อน กรณีที่เด็กไม่กล้ามาปรึกษากับครูโดยตรง ควรจัดให้มีห้องให้คำปรึกษาคล้ายกับคลินิกวัยรุ่นในโรงพยาบาล และในกรณีที่เด็กเยาวชนไม่พร้อมที่จะเรียนควรออกแบบรูปแบบการเรียนเป็นรายบุคคล ส่วนการใช้บริการจากคลินิกสุขภาพบุคลากรที่ปฏิบัติงานในหน่วยให้บริการทั้งแพทย์ พยาบาล และผู้เกี่ยวข้องต้องมีทัศนคติที่เป็นมิตร เก็บรักษาความลับ ไม่มีการบันทึกประวัติ และวัยรุ่นที่ตัดสินใจที่เป็นพ่อแม่ควรมีหน่วยดูแลลูกในระหว่างที่พ่อแม่ไปเรียนหรือไปทำงาน และมีหน่วยฝึกอาชีพและสถานประกอบการรองรับ ทั้งนี้เครือข่ายเยาวชนจะมีการรวบรวมความคิดเห็นจากเยาวชนทั่วประเทศ เพื่อเสนอแนะต่อพ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น และจะยื่นข้อเสนอดังกล่าวในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ ซึ่งจะมีการประชุมคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นในระดับชาติ และจะมีการติดตามการบังคับใช้กฎหมายนี้อย่างต่อเนื่อง

 

ผลสำรวจชี้ชัดผู้นำนิสิตนศ.ราชภัฏไม่รู้วันลงประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235488

โพลสำรวจ, นิสิตนักศึกษา, ผลสำรวจ, ชี้ชัด, ผู้นำ, นิสิต, ราชภัฏ, ไม่รู้, วัน, ประชามติ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ก.ค. 2559

ผลสำรวจชี้ชัดผู้นำนิสิตนศ.ราชภัฏไม่รู้วันลงประชามติ

เผยผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญใหม่ ชี้นิสิตนักศึกษาราชภัฏ 44.72% ไม่รู้วันลงประชามติ ขณะที่39 % ไม่รู้เนื้อหารัฐธรรมนูญใหม่เลย

เมื่อวันที่ 27ก.ค.นายอธิวัฒน์  ปิยะนันท์วงค์ ประธานสมาพันธ์นิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆนี้ สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาฯได้สำรวจความคิดเห็นผู้นำนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ หัวข้อ “แกะกล่องรัฐธรรมนูญใหม่ คนราชภัฎ เข้าใจหรือไม่!!! ซึ่งสำรวจผ่านระบบ Google forms โดยการประชาสัมพันธ์ผ่านเพจหลักของ สมาพันธ์นิสิตนักศึกษาฯ และเพจเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ พบว่า มีผู้นำนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏตอบแบบสอบถามจำนวน 1,230 คน สอบถามความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มากน้อยแค่ไหน พบว่านักศึกษา 480 คน คิดเป็น 39.00 %ไม่รู้เลย นักศึกษา 670 คน คิดเป็น54.50% รู้บ้างไม่รู้บ้าง และนักศึกษา 80 คน คิดเป็น 6.50% รู้ดี ขณะที่ถามถึงวันที่จะต้องไปออกเสียงประชามติวันไหน พบว่า นักศึกษา 680 คน คิดเป็น 55.29% ทราบวันลงประชามติ และนักศึกษา 555 คน คิดเป็น 44.72% ไม่ทราบ

“จากผลสำรวจรู้สึกอึ้งที่ขนาดผู้นำนิสิต นักศึกษายังไม่รู้วันลงประชามติวันไหน ส่วนที่ไม่รู้เรื่องรัฐธรรมนูญนั้นก็ยังพอฟังได้ ขณะที่กลุ่มนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งถือว่ามีจำนวนมาก และมีสิทธิที่จะต้องไปออกเสียง ดังนั้นทางสมาพันธ์นิสิตนักศึกษาฯจึงได้ขอความร่วมมือให้ผู้นำนิสิตนักศึกษาแต่ละแห่งไปช่วยกันรณรงค์เพื่อให้นิสิตนักศึกษา และบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาได้ตระหนักถึงความสำคัญของการไปใช้สิทธิออกเสียงและร่วมกันกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ ส่วนจะออกเสียงรับหรือไม่รับก็เป็นสิทธิส่วนบุคคล”นายอธิวัฒน์ กล่าว

 

จับตามหา’ลัยไร้ธรรมาภิบาลเรียงคิวรอเชือดในกกอ.10 ส.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235497

มหาวิทยาลัยไร้ธรรมาภิบาล, ร.ร.ขนาดเล็ก, กกอ., จับตา, มหาลัย, ไร้, ธรรมาภิบาล, เรียงคิว, เชือด, นี้, สคนี้
มหาวิทยาลัยไร้ธรรมาภิบาล, ร.ร.ขนาดเล็ก, กกอ., จับตา, มหาลัย, ไร้, ธรรมาภิบาล, เรียงคิว, เชือด, นี้, สคนี้
มหาวิทยาลัยไร้ธรรมาภิบาล, ร.ร.ขนาดเล็ก, กกอ., จับตา, มหาลัย, ไร้, ธรรมาภิบาล, เรียงคิว, เชือด, นี้, สคนี้

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 27 ก.ค. 2559

จับตามหา’ลัยไร้ธรรมาภิบาลเรียงคิวรอเชือดในกกอ.10 ส.ค.นี้

รมว.ศึกษาธิการ เผยบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กใหม่ และทบทวนโรงเรียนขยายโอกาสใน พร้อมเผย10 ส.ค.ส่งรายชื่อม.มีปัญหาธรรมาภิบาลเข้า กกอ.

เมื่อวันที่ 27 ก.ค.ที่มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว) ประสานมิตรพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “การผลิตครูเพื่อปฏิรูปการเรียนการสอนสู่อนาคตการศึกษาไทย”ในการประชุม มศว วิชาการ ว่า ครูต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ถ่ายทอดเก่งทำให้เข้าใจง่าย มีคุณธรรมจริยธรรม ซึ่งขณะนี้กระทรวงศึกษาธิการกำลังดำเนินการแก้ปัญหาการศึกษาไทยเร่งด่วนใน 6 ปัญหาหลัก 31 ปัญหาย่อย คือ แก้ปัญหาครู แก้ปัญหาหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ แก้ปัญหาไอซีที แก้ปัญหาการทดสอบและการประเมิน แก้ปัญหาการผลิตและพัฒนากำลังคนให้ตรงตามความต้องการ และแก้ปัญหาการบริหารจัดการ

โดยตอนนี้มีปัญหาครูขาดและครูเกินในบางโรงเรียน มีโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ที่มีจำนวนนักเรียนไม่เกิน 20 คน อยู่ถึง 1,072 โรงเรียน และมีโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่สอนถึงชั้น ม. 3 แต่ตั้งอยู่ห่างจากโรงเรียนมัธยมศึกษาไม่เกิน 6 กิโลเมตร ถึง 85 โรงเรียน ซึ่ง ศธ.จะมีการบริหารจัดการโรงเรียนขนาดเล็กใหม่ และกำลังทบทวนว่าโรงเรียนขยายโอกาสในกลุ่มนี้ควรกลับไปสอนแค่ ป.6 และย้ายเด็กระดับ ม.ต้น มาเรียนในโรงเรียนมัธยมฯที่อยู่ใกล้เคียง ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อเด็กมากกว่า รวมถึง จะรื้อฟื้นกิจการลูกเสือให้ดีขึ้น มีการทดสอบความรู้ความสามารถของครูทุกคนเหมือนกับการตรวจเลือดว่าอ่อนในด้านใด ก็จะจัดอบรมด้านนั้นๆให้

ทั้งนี้  หลังมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ที่ 39/2559 เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา โดยดำเนินการทันทีกับ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฎ ก็มีผู้บอกว่าเบาเกินไป ซึ่งขณะนี้มีสถาบันอุดมศึกษาอีก 20 แห่งที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา( สกอ.) จะทยอยส่งรายชื่อให้ รศ.ดร.คุณหญิงสุมณฑา พรหมบุญ ประธาน กกอ.ดำเนินการ โดยในการประชุม กกอ.วันที่ 10 ส.ค.นี้ สกอ.จะทอยนำรายชื่อให้ เพราะการดำเนินการกับมหาวิทยาลัย กกอ.ต้องให้คำแนะนำกับ รมว.ศธ.

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฎนครสีมา และ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการจัดหลักสูตรของมหาวิทยาลัยซึ่งไม่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) นั้ร ในส่วนของ มรภ.นครราชสีมา อยู่ในระหว่างการตรวจสอบว่าเกิดข้อผิดพลาดของฝ่ายใด ระหว่างมหาวิทยาลัย หรือ คุรุสภา และจะต้องมีการจ่ายชดเชยให้เด็กอย่างไร ส่วนกรณี นักศึกษา มฟล. ได้มอบให้ สกอ. ตรวจสอบหลักสูตรนิติศาสตร์ที่ได้รับการร้องเรียนต่อไป

ภาพจาก กลุ่มประชาสัมพันธ์ สร.ศํธ.