สพฐ.ทำมาตรฐานครูสอนในร.ร.ต้องตรงตามเอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235308

หลักเกณฑ์, สพฐ., ครูประจำชั้นครบทุกห้อง, มาตรฐานวิชาเอก, สพฐ, มาตรฐาน, ครู, สอน, ต้อง, ตรง, ตาม, เอก, การุณ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 26 ก.ค. 2559

สพฐ.ทำมาตรฐานครูสอนในร.ร.ต้องตรงตามเอก

“การุณ” เผยจัดทำมาตรฐานครูสอนตรงตามสาขาวิชาเอก ทั้งประถม-มัธยม-การศึกษาพิเศษ อยู่ระหว่างทดลองใน 37 ร.ร.ของกทม.หวังขยายผลใช้ทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. นายการุณ  สกุลประดิษฐ์  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมผู้บริหารสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ที่ประชุมได้กำชับให้ผู้บริหารดำเนินการตามนโยบายสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  11 เรื่องซึ่งสอดคล้องกับการทำงานของ สพฐ. โดยนโยบายสำคัญ ทำให้ครูใช้ศักยภาพในการสอนอย่างเต็มที่ภายใน 5 ปี การปรับระบบการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) ให้เป็นที่ยอมรับและสะท้อนถึงคุณภาพการจัดการศึกษาภายในปี 2560  การจัดการเรียนการสอนในรูปแบบสะเต็มศึกษาครบทุกโรงเรียนภายใน 5 ปี การทำให้จำนวนครูต่อนักเรียนครบตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการข้าราชการครูและ บุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำหนดภายใน 1 ปี มีครูประจำชั้นครบทุกห้องเรียนภายใน 2 ปี และ ทำให้มีครูผู้สอนตรงสาขาตรงตามสาขาวิชาเอกภายใน 5-10 ปี  โดยตนได้ตั้งคณะทำงานขึ้น 11 ชุดเพื่อรับผิดชอบและขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ในแต่ละด้าน เนื่องจากนโยบายสำคัญของปี 2559 เหล่านี้ จะต้องถูกสานต่อในปี 2560  อย่างเต็มที่

“การทำ ให้จำนวนครูต่อนักเรียนครบตามเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด รวมถึงมีครูสอนตรงสาขาวิชาเอกนั้น  ขณะนี้ สพฐ.ได้จัดทำมาตรฐานวิชาเอกในแต่ละโรงเรียน ทั้งระดับประถมศึกษา และมัธยมศึกษา รวมถึงการศึกษาพิเศษ และจะกำหนดให้ทุกโรงเรียนมีครูตามมาตรฐานวิชาเอก โดย สพฐ.กำลังทดลองนำมาตรฐานวิชาเอกที่กำหนดไปเก็บข้อมูลครูในโรงเรียนในสำนัก งานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) กรุงเทพมหานคร เขต 1 จำนวน 37 โรง ว่ามีผู้จบจากวิชาเอกตามสาขาวิชาที่สอนเท่าไหร่ อยู่ระหว่างการประมวลผลข้อมูล จากนั้นจะนำมาดูว่าแต่ละโรงเรียนมีครูในวิชาใดขาด และมีครูวิชาใดเกิน เพื่อโยกย้ายให้ครบตามมาตรฐานที่กำหนด และจะนำเสนอต่อก.ค.ศ. ให้ออกหลักเกณฑ์การพิจารณาการโยกย้ายสับเปลี่ยนครู และนำไปขยายผลกับโรงเรียนสังกัด สพฐ.ทั่วประเทศ ซึ่งจะสามารถทำให้บรรลุตามเป้าหมายได้ภายใน 5-10 ปี”นายการุณ กล่าว

 

วธ.เผยโพลภาษาไทยร้อยละ 32.77 จี้แก้ปัญหาการพูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235310

โพลภาษาไทย, ปัญหาการพูด, เผย, โพล, ภาษาไทย, ร้อยละ, 3277, จี้, แก้ปัญหา, การ, พูด, จี้แก้ปัญหาการพูด

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 26 ก.ค. 2559

วธ.เผยโพลภาษาไทยร้อยละ 32.77 จี้แก้ปัญหาการพูด

วธ. เผยผลโพลวันภาษาไทยแห่งชาติ 29 ก.ค. ร้อยละ 32.77 จี้ให้แก้ปัญหาการพูด พูดให้ถูก ไพเราะ เหตุคนส่วนใหญ่ใช้ศัพท์แสลงพูดคุยจนลืมคำที่ถูกต้อง

เมื่อวันที่ 26 ก.ค. นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รมว.กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า วธ.ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชนต่อ “ภาษาไทย” กลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศ 3,073 คน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 62.61 รู้ว่า วันภาษาไทยแห่งชาติ ตรงกับวันที่ 29 กรกฎาคม และร้อยละ 52.59 ทราบวัตถุประสงค์ของการกำหนดให้วันที่ 29 ก.ค.เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติ เพื่อ“เฉลิมพระเกียรติฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นนักปราชญ์และนักภาษาไทยและได้ทรงร่วมอภิปรายปัญหาการใช้ภาษาไทย ในการประชุมทางวิชาการของชุมนุมภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 29 ก.ค. 2505

นายวีระ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่เสนอให้เร่งแก้ไขปัญหาการใช้ภาษาไทย โดย ร้อยละ 32.77 เสนอให้แก้ปัญหาเรื่องการพูด เพราะการพูดเป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย การพูดที่ถูกต้องจะทำให้การเขียนถูกต้องไปด้วย และระบุว่า คนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะวัยรุ่นมักใช้ศัพท์แสลงในการพูดคุยทำให้ลืมคำที่ถูกต้องไป และการพูดจาที่ไพเราะถูกต้องจะเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กและผู้อื่น

ร้อยละ 32.28 เสนอให้แก้ผัญหาการเขียน เพราะปัจจุบันใช้คอมพิวเตอร์แทนการเขียนหนังสือมากขึ้น ต้องการให้คนไทยเขียนหนังสือ เขียนข้อความที่ถูกต้อง และการคัดลายมือทำให้เขียนตัวอักษรไทยได้สวยงาม และร้อยละ 16.99 ให้แก้ปัญหาการอ่าน เพราะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับเด็ก คนไทยอีกจำนวนมากที่อ่านหนังสือไม่ได้ อ่านไม่ออก ออกเสียงไม่ถูกต้อง การอ่านเป็นการเพิ่มพูนความรู้ พัฒนาสติปัญญา และปัจจุบันคนไทยอ่านหนังสือน้อยมาก

“สิ่งที่ประชาชนอยากให้ วธ. ดำเนินการจัดทำสื่อเพื่อส่งเสริมการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องให้ถูกต้อง ร้อยละ 40.65 ระบุว่าการ์ตูนอนิเมชั่น ร้อยละ 33.49 ภาพยนตร์สั้น ร้อยละ 29.51 ละคร ร้อยละ 24.91 นิทาน และร้อยละ 23.24 สารคดี อย่างไรก็ตามประชาชนมีข้อเสนอแนะและแสดงความคิดเห็นเรื่องการส่งเสริมให้คนไทยใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง อาทิ 1. จัดกิจกรรมให้ประชาชนมีส่วนร่วมเป็นประจำต่อเนื่อง เช่น การประกวดแต่งกลอน การโต้วาที ค่ายเยาวชน จัดนิทรรศการวันภาษาไทย กิจกรรมส่งเสริมการใช้ภาษาไทย รวมถึงจัดรณรงค์สร้างจิตสำนึกการใช้ภาษาไทยในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม ให้คนไทยให้ความสำคัญกับการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง รักการอ่านมากขึ้น ส่งเสริมการก่อตั้งชมรมรักการอ่าน การพูด การเขียน ภาษาไทย และ ให้เด็ก ๆ เข้าใช้หอสมุดแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการอ่าน “ นายวีระ กล่าวและว่า ยังมีข้อเสนอให้ ควบคุมและกวดขันเรื่องการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง ทั้งในสื่อออนไลน์ และการใช้ภาษาไทยบุคคลที่มีอิทธิพลในสังคม เช่น นักการเมือง นักข่าว พิธีกร นักแสดง นักร้อง นักเขียน หรือบุคคลสาธารณะ

นอกจากนั้น ยังเสนอให้ บูรณาการกับกระทรวงศึกษาธิการเน้นให้ครูสอนนักเรียนให้พูด อ่าน เขียน ภาษาไทยได้อย่างถูกต้อง ควรจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยด้วยความสนุก ปลูกฝังให้เด็กปฐมวัย เด็ก เยาวชนรักภาษาไทย รักการอ่าน ใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง สำหรับข้อเสนอแนะต่างๆ วธ. ก็จะนำมาปรับปรุงและดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้คนไทยสามารถใช้ภาษาไทยได้อย่างถูกต้องต่อไป

 

สพฐ.ให้ร.ร.จัดกิจกรรมสอดแทรกความรู้การทำประชามติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235306

จัดการเรียนการสอน, สพฐ, ให้, จัดกิจกรรม, สอดแทรก, ความรู้, การ, ประชามติ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 26 ก.ค. 2559

สพฐ.ให้ร.ร.จัดกิจกรรมสอดแทรกความรู้การทำประชามติ

สพฐ.ใช้กลไกลูกเสืออาสา กกต.กว่า 3 หมื่นคนร่วมรณรงค์ประชาชนออกเสียงประชามติ สั่งสถานศึกษาจัดกิจกรรมการสอน สอดแทรกความรู้ขั้นตอน วิธีการทำประชามติให้เด็กได้รับรู้

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานลูกเสือแห่งชาติ และสำนักลูกเสือยุวกาชาด กิจการนักเรียน ดำเนินโครงการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การออกเสียงประชามติให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย”  ขึ้น โดยจะใช้กระบวนการลูกเสือ ซึ่งเป็นเยาวชนของได้เข้ามามีส่วนในการร่วมเผยแพร่ให้ความรู้ ความเข้าใจและให้บริการแก่ประชาชนในการออกเสียงประชามติวันที่ 7 สิงหาคม โดยเป็นลูกเสืออาสา กกต.จากสถานศึกษา 814 แห่ง เข้าร่วมปฏิบัติหน้าที่ทั้งสิ้น 32,560 คน และมีผู้บังคับบัญชาลูกเสืออาสา กกต.เข้าร่วมจำนวน 1,628 คน

“การที่ส่งเสริมให้ลูกเสือซึ่งเป็นเยาวชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในเรื่องนี้ ถือเป็นการปลูกจิตสำนึกแก่เยาวชนของชาติในการปฏิบัติตนให้เป็นประโยชน์ ขณะเดียวกัน ในส่วนของการให้ความรู้แก่นักเรียนในสถานศึกษานั้น ก่อนหน้านี้  สพฐ.ก็ได้ทำหนังสือแจ้งไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศขอความร่วมมือให้สถานศึกษา และครู ตระหนักในบทบาทหน้าที่ของการเป็นผู้สนับสนุน ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิลงเสียงประชามติในช่วงระยะเวลา 6 สัปดาห์ทั้งก่อนและหลังลงเสียงประชามติ โดยกิจกรรมแบ่งออกเป็น ในช่วงก่อนลงเสียงประชามติ 5 สัปดาห์แรก จะเป็นการสร้างความตระหนักรู้ การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ ผ่านกิจกรรมต่างๆของโรงเรียนให้นักเรียนได้รับรู้แล้วสื่อผ่านไปยังผู้ ปกครอง และ หลังจากวันลงเสียงประชามติ 7 สิงหาคม ก็จะมีกิจกรรมรายงานผลว่าผลการลงเสียงเป็นอย่างไร ซึ่งการดำเนินการกิจกรรมดังกล่าวทั้ง 6 สัปดาห์นี้จะทำให้นักเรียนรู้เรียนรู้ขั้นตอนวิธีการลงเสียงประชามติทั้ง ระบบ ซึ่งถือเป็นกระบวนการหนึ่งของการมีส่วนร่วมในสังคมประชาธิปไตยด้วย”นายการุณ กล่าว

 

ชี้การศึกษาพัฒนา ต้องไม่เปลี่ยนตัวรมว.ศึกษาธิการบ่อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235275


สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย, ชวน หลีกภัย, อภิสิทะิ์ เวชชาชีวะ, ชี้, การศึกษา, พัฒนา, ต้อง, ไม่, เปลี่ยนตัว, รมว, ศึกษาธิการ, บ่อย, ชี้การศึกษาพัฒนา

สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย, ชวน หลีกภัย, อภิสิทะิ์ เวชชาชีวะ, ชี้, การศึกษา, พัฒนา, ต้อง, ไม่, เปลี่ยนตัว, รมว, ศึกษาธิการ, บ่อย, ชี้การศึกษาพัฒนา
สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย, ชวน หลีกภัย, อภิสิทะิ์ เวชชาชีวะ, ชี้, การศึกษา, พัฒนา, ต้อง, ไม่, เปลี่ยนตัว, รมว, ศึกษาธิการ, บ่อย, ชี้การศึกษาพัฒนา
สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย, ชวน หลีกภัย, อภิสิทะิ์ เวชชาชีวะ, ชี้, การศึกษา, พัฒนา, ต้อง, ไม่, เปลี่ยนตัว, รมว, ศึกษาธิการ, บ่อย, ชี้การศึกษาพัฒนา

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 26 ก.ค. 2559

ชี้การศึกษาพัฒนา ต้องไม่เปลี่ยนตัวรมว.ศึกษาธิการบ่อย

สถาบันออกแบบอนาคตการศึกษาไทย ชี้การศึกษาต้องพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย ย้ำห้ามเปลี่ยนตัวรมว.ศึกษาธิการบ่อย หวั่นปรับโครงการศธ.ส่งผลการศึกษาวนในอ่าง

สถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย ได้มีการจัดเสวนาเรื่อง ออกแบบอนาคตการศึกษาไทย FIT Education : Truth and Dare โดยมีการนำเสนอแนวคิดจากนักวิชาการและการระดมความคิดเห็นกลุ่มย่อย เพื่อนำไปสู่การคิดนโยบาย อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ,นายชวน หลีกภัย  อดีตรมว.ศึกษาธิการ, นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ อดีต รมว.ศึกษาธิการ.,ดร.เจริญ คันธวงศ์ อดีตอธิการบดีม.กรุงเทพและอดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์, นายอาคม เอ่งฉ้วน อดีต รมช.ศึกษาธิการ พร้อมด้วยแกนนำพรรคและสมาชิกพรรค เข้าร่วมสัมมนาและระดมความคิดเห็น

นายชวน กล่าวว่า  ตนเห็นด้วยที่การศึกษาและวิชาการต้องพัฒนา เปลี่ยนแปลงตามยุคสมัย แต่แก่นแท้ของสังคมไทยต้องคงอยู่ นั่นคือ เรื่องของความดี ความซื่อสัตย์ การตรงต่อเวลา รวมถึงการศึกษาต้องเป็นเรื่องที่เห็นผลได้ในระยะยาว เช่น  สมัยที่ตนเป็น รมว.ศึกษาธิการ ปี 2528 ได้ริเริ่มหลายโครงการและเห็นผลในปัจจุบัน เช่น โรงเรียนขยายโอกาสระดับม.ต้น ,การจัดตั้งโรงเรียนอนุบาลชนบท และให้เด็กไทยได้ดื่มนมตั้งแต่อนุบาล-ป.4 ต่อมานายอภิสิทธิ์ ขยายเป็น ป.6 ซึ่งได้เห็นนักกีฬาที่ประสบความสำเร็จในตอนนี้หลายคน เพราะได้ดื่มนมตั้งแต่เด็ก ซึ่งตนภาคภูมิใจมาก อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวเห็นว่าการศึกษาไทยยังมีข้อดีอยู่อีกมาก เรื่องที่ดีเข้มแข็งต้องทำต่อ และแก้ไขจุดอ่อนและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้คุ้มค่าเช่น การเปิดสอนรอบเช้า รอบบ่าย  เป็นต้น รวมทั้งไม่ควรเปลี่ยนแปลงตัวรมว.ศึกษาธิการบ่อย

ด้านนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนเป็นห่วงการปฏิรูปการศึกษาในขณะนี้ ซึ่งเริ่มเห็นการวนอยู่ในอ่าง โดยเฉพาะเรื่องการปรับโครงสร้างกระทรวงศึกษาธิการใหม่ แต่ดูโครงสร้างแล้วเหมือนเมื่อ 20 ปีก่อนที่จะมีการปฏิรูปการศึกษาปี 2542 ซึ่งตนไม่มั่นใจว่าจะถูกต้องหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าใครจะพูดเรื่องการปฏิรูปการศึกษาก็ตาม ทุกคนพูดถูกต้องทุกเรื่องง แต่ไม่มีใครเคยพูดว่า เมื่อปฏิรูปการศึกษาแล้วใครบ้างที่เสียประโยชน์ ตนอยากให้ทุกคนในสังคมไทยออกมาแสดงความเห็นว่าเราอยากเห็นลูกหลานในอนาคตเป็นอย่างไร เพื่อช่วยกันกำหนดนโยบายการศึกษาให้ออกมาเป็นรูปธรรม

ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ ประธานสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย และอดีตเลขาธิการอาเซียน กล่าวภายหลังการเสวนาในครั้งนี้ ว่าทุกคนเห็นตรงกันว่าการปฏิรูปการศึกษาถือเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติ ซึ่งจะเป็นจุดเริ่มต้นที่เราจะนำไปสู่การปฏิรูปสังคมไทยในเรื่องอื่นๆ และมีข้อเสนอว่ากระทรวงศึกษาธิการควรเปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในสังคมให้มากกว่านี้ และให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมจัดการศึกษา โดยส่วนตัวเห็นว่าปัญหาการศึกษาที่ควรเร่งแก้ไข คือ การกระจายอำนาจการบริหารจัดการให้ท้องถิ่น , การเตรียมคนเพื่อการแข่งขัน โดยเฉพาะการพัฒนาและฝึกทักษะภาษาอังกฤษ ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญที่ไขไปสู่คลังปัญญาอื่นๆ รวมทั้งการใช้สะเต็มศึกษาเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆให้สังคมไทย

ส่วนนายกรณ์  จาติกวณิช ประธานคณะกรรมการนโยบายสถาบันฯ กล่าวว่ามีความคิดเห็นหลากหลายและเป็นประโยชน์มากต่อการกำหนดนโยบายการศึกษาชาติ และคิดว่าต้องจัดเวทีระดมความคิดเห็น ขยายความเห็นออกไปในวงกว้าง และดึงประชาชนให้เข้ามาร่วมกำหนดนโยบาย เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วม นโยบายหรือยุทธศาสตร์ต่างๆ  ก็จะได้รับการยอมรับ

 

ค้านตั้งกองทุนใหม่ชดเชยผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235245

พรบ.คุ้มครองผู้เสียหาย, นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์, กมธ.สธ., มาตรา41, ค้าน, ตั้ง, กองทุน, ใหม่, ชดเชย, ผู้เสียหาย, จาก, บริ, การสาธารณสุข

การศึกษา-สาธารณสุข  : 26 ก.ค. 2559

ค้านตั้งกองทุนใหม่ชดเชยผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข

“หมอเจตน์”ชี้ไม่ควรตั้งกองทุนใหม่ชดเชยผู้เสียหายจากบริการสาธารณสุข ระบุต้องขยายกฎหมายบัตรทอง-ประกันสังคม-สวัสดิการข้าราชการคุ้มครองผู้ป่วย

     เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข(กมธ.สธ.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)กล่าวถึงความคืบหน้าการจัดทำร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายจากการบริการสาธารณสุข พ.ศ… ว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวมีความคิดเห็นต่างกันระหว่างผู้เสนอร่างกฎหมาย และผู้เห็นต่างมานานหลายปี แต่เป้าหมายที่เห็นเหมือนกันคือ มีความต้องการลดคดีฟ้องร้อง อย่างไรก็ตาม จากเรื่องนี้ได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่า แทนที่จะตั้งเป็นกองทุนใหม่จากร่างพ.ร.บ.คุ้มครองผู้เสียหายฯ ควรจะใช้ช่องทางที่มีอยู่แล้ว คือ การขยายความคุ้มครองในมาตรา41 ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 รวมเข้ากับมาตรา 63(7)ของพ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ. 2558และสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ แทนการตั้งกองทุนชดเชยความเสียหายฯ

นพ.เจตน์ กล่าวอีกว่า กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)จึงเสนอว่าการขยายมาตรา 41จะต้องแก้ไขร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติและร่างพ.ร.บ.ประกันสังคมร่วมไปด้วยโดยไม่ต้องตั้งเป็นกองทุน แต่ใช้เงินของแต่ละกองทุนบริการสาธารณสุขครอบคลุมบริการด้านการแพทย์และสาธารณสุขทุกวิชาชีพโดยจะมีการเพิ่มวงเงิน แต่จำนวนเท่าไหร่ก็ต้องหารือร่วมกัน ที่สำคัญผู้ได้รับผลกระทบมีสิทธิได้รับเงินช่วยเหลือเบื้องต้นโดยไม่ต้องพิสูจน์ถูกผิดซึ่งการคุ้มครองดังกล่าวในส่วนสิทธิสวัสดิการข้าราชการนั้น จะมีการตราเป็นพระราชกฤษฎีกา หมายความว่าทุกสิทธิสุขภาพจะได้รับการคุ้มครองทั้งหมด

“ส่วนที่มีบางกลุ่มมองว่า ยังไม่ตอบโจทย์นั้น ก็ต้องเข้าใจว่า เรื่องนี้มีความเห็นต่างกันมาก แต่ก็ต้องมองกลางๆ ให้ได้รับความพึงพอใจทั้งสองฝ่ายมากที่สุด เพราะฝ่ายเห็นต่างมองว่า หากตั้งกองทุนใหม่ มีเงินเยียวยามากขึ้นก็จะนำไปสู่การฟ้องร้องมากขึ้นหรือไม่ เรื่องนี้จึงต้องหาจุดสมดุลให้มากที่สุด แต่หากใช้การเยียวยาเดิมที่มีอยู่แล้ว และเพิ่มเติมวงเงิน บวกกับเพิ่มเติมไม่มีการพิสูจน์ถูกผิด หากได้รับผลกระทบจะต้องช่วยเหลือทันที ก็น่าจะดีกว่าหรือไม่ ที่สำคัญจะไม่ใช่แค่ช่วยเหลือเงินกับผู้รับผลกระทบเท่านั้น ยังมีการพิจารณาว่า ควรมีการดูแลไปตลอดชีวิต เช่น กรณีได้รับผลกระทบจนพิการตลอดชีวิต หากได้รับเงินในการเยียวยาแต่ก็ไม่เพียงพอในแง่คุณภาพชีวิต จึงมองว่าควรมีศูนย์หรือคลินิกในชุมชนคอยดูแล เหมือนกรณีสธ. ดำเนินการดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียง”นพ.เจตน์กล่าว

นพ.เจตน์ กล่าวด้วยว่า จำนวนเงินชดเชยให้คำนึงถึงหลักการชดใช้ค่าสินไหมทดแทน โดยพิจารณาจากผลกระทบหรือความเดือดร้อนที่ได้รับ พฤติการณ์แวดล้อม ระดับความรุนแรง การบรรเทาเยียวยาหรือความจำเป็นอื่นประกอบด้วยถ้าผู้ยื่นคำขอไม่พอใจกับจำนวนเงินชดเชยที่กำหนดก็มีสิทธิยื่นอุทธรณ์ต่อได้ แต่เมื่อผู้ได้รับผลกระทบหรือทายาทตกลงยินยอมรับเงินชดเชยแล้ว สิทธิการฟ้องร้องต่อศาลที่มีอำนาจพิจารณาคดีทั้งปวงเป็นอันจบสิ้นแต่หากจะฟ้องศาลก็ต้องไม่รับเงินชดเชย อย่างไรก็ตาม การจ่ายเงินชดเชยนั้นจะไม่รวมกรณีที่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นตามปรกติธรรมดาของโรคนั้น และผลกระทบซึ่งหลีกเลี่ยงมิได้จากการให้หรือการรับบริการสาธารณสุขตามมาตรฐานทั้งหมด สธ. อยู่ระหว่างจัดทำประชาพิจารณ์เรื่องนี้ ซึ่งหากผ่านก็จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาต่อไป

 

คร.เร่งยกร่าง”พรบ.โรคไม่ติิดต่อ”คุมพฤติกรรมทำให้เกิดโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235237

กรมควบคุมโรค, นพ.อำนวย กาจีนะ, พรบ.โรคไม่ติดต่อ, เร่งยกร่างพรบโรคไม่ติิด, ต่อ, คุม, พฤติกรรม, ทำให้เกิด, โรค, พรบโรคไม่ติิดต่อ, พรบโรคไม่ติดต่อ

การศึกษา-สาธารณสุข  : 26 ก.ค. 2559

คร.เร่งยกร่าง”พรบ.โรคไม่ติิดต่อ”คุมพฤติกรรมทำให้เกิดโรค

กรมควบคุมโรคเร่งยกร่าง “พ.ร.บ.โรคไม่ติดต่อ” หวังใช้กฎหมายควบคุมพฤติกรรมที่เป็นปัจจัยเสี่ยงก่อโรค

     เมื่อวันที่ 26 ก.ค. นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค (คร.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวภายหลังเปิดประชุม “ปรึกษาหารือผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศในการร่าง พ.ร.บ.โรคไม่ติดต่อ พ.ศ. …” ว่า ปัจจุบันโรคไม่ติดต่อเป็นปัญหาสุขภาพอันดับ 1 ของโลกและประเทศไทย แต่ละปีทั่วโลกมีผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อประมาณ 38 ล้านคน โดย 3 ใน 4 หรือประมาณ 28 ล้านคนอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ส่วนกลุ่มโรคไม่ติดต่อสำคัญของไทย ได้แก่ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการสำรวจสุขภาพประชาชนอายุ 15 ปีขึ้นไป ด้วยการตรวจร่างกายในปี 2557 พบการป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังเพิ่มขึ้น 1 ใน 3 คือ เบาหวานร้อยละ 8.9 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 6.9 ในปี 2552 ความดันโลหิตสูงร้อยละ 24.7 เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 21.4 ในปี 2552 ภาวะน้ำหนักเกินร้อยละ 30.5 และอ้วนร้อยละ 7.5

“การดำเนินงานแก้ปัญหาและลดผลกระทบจากโรคไม่ติดต่อ ยังไม่ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพเท่าที่ควร โดยเฉพาะระบบข้อมูลปัจจัยเสี่ยงต่อการคุกคามสุขภาพต่างๆ จึงจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการทางกฎหมายด้วย แต่ไทยยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่จะควบคุมปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคไม่ติดต่อมาก่อน ประกอบกับสังคมที่อยู่อาศัยสมัยนี้เปลี่ยนไปจากเดิม เป็นการอยู่ในรูปแบบคอนโดมิเนียมมากขึ้น กรมฯ จึงจัดทำร่าง พ.ร.บ.โรคไม่ติดต่อ พ.ศ…. ขึ้น เพื่อช่วยขับเคลื่อนการเฝ้าระวังสอบสวน การลดการแพร่ระบาด การลดพฤติกรรมเสี่ยงและปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อ เช่น การบริโภคอาหาร การออกกำลังกาย กลไกทางการตลาด เป็นต้น ซึ่งการประชุมในครั้งนี้เป็นการรับฟังความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญต่างประเทศ จากนั้นจะยกร่างเพื่อจัดทำประชาพิจารณ์รับฟังความคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องต่างๆ และปรับปรุงให้ครอบคลุม ก่อนเสนอผู้บริหาร สธ.และคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาได้ภายในปีนี้” นพ.อำนวยกล่าว

นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้จะเป็นการออกกฎหมายแบบกว้างๆ จากนั้นคณะกรรมการฯ จะมีการประชุมเพื่อออกอนุบัญญัติต่างๆ ที่เป็นกฎหมายลูกเฉพาะในการจัดการกับปัจจัยเสี่ยงต่อโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ แบบกฎหมายเหล้าและบุหรี่ เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง อ้วน เป็นต้น เกิดจากปัจจัยอะไรบ้างก็จะออกกฎหมายไปควบคุมตรงนั้น แต่จะไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมากนัก อย่างเรื่องสินค้าที่มีผลต่อสุขภาพก็อาจออกเป็นกฎหมายเฉพาะขึ้นมาภายใต้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ แต่จะเป็นอย่างไรนั้นต้องมีการหารืออีกมาก เพราะจะกระทบต่อผู้ผลิตด้วย แต่จากการรับฟังบทเรียนจากต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ ออสเตรเลีย ก็มีการกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ต้องทำฉลากที่บ่งบอกถึงผลดีและผลเสียต่อสุขภาพ เป็นต้น หรืออย่างประเด็นพื้นที่ที่เอื้อต่อการมีกิจกรรมทางกายในหมู่บ้านจัดสรรหรือคอนโด ซึ่งจริงๆ ก็มีกฎหมายอยู่แล้ว แต่ พ.ร.บ.ฉบับนี้จะออกกฎหมายลูกที่จะดึงเอากฎหมายที่มีอยู่แล้วให้เกิดการบังคับใช้ที่เอื้อต่อการมีสุขภาพที่ดีของประชาชน เป็นต้น

 

เปิดตัวแอป “nMeMo” เตือนผู้ป่วยกินยาให้ตรงเวลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235232

กินยาตรงเวลาด้วย nMeMo., เปิดตัวแอป nMeMo เตือนผู้ป่วยกินยาให้ตรงเวลา, เปิดตัว, แอป, nMeMo, เตือน, ผู้ป่วย, กิน, ให้, ตรงเวลา, เปิดตัวแอป nMeMo, nMeMo

การศึกษา-สาธารณสุข  : 26 ก.ค. 2559

เปิดตัวแอป “nMeMo” เตือนผู้ป่วยกินยาให้ตรงเวลา

ม.เอเชียอาคเนย์ เปิดตัวแอปพลิเคชั่นเตือนผู้ป่วยกินยาตรงเวลาด้วย (nMeMo)ดาวน์โหลดaiuที่ Google Play Store ค้นหาคำว่า “กินยาตรงเวลาด้วยnMeMo

 

นายฉัททวุฒิ  พีชผล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กล่าวว่า ทางมหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์มุ่งเน้นพัฒนานักศึกษาให้มีความรู้จริงและสามารถทำงานได้จริง โดยเน้นให้นักศึกษาทำงานกับอุปกรณ์เครื่องมือเทคโนโลยีที่นำสมัยได้มาตรฐานสากล และเป็นผลงานที่น่าภาคภูมิใจของคณาจารย์ที่ได้ร่วมกับนักศึกษากลุ่มนี้พัฒนาแอปพลิเคชั่นเตือนผู้ป่วยกินยาตรงเวลาด้วย (nMeMo) ที่นักศึกษาได้สร้างขึ้นสามารถทำงานได้จริง ได้ประโยชน์กับสังคมและส่วนรวม และไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ โดยจุดเด่นของแอปตัวนี้ จะช่วยเตือนให้ผู้ป่วยไม่ลืมรับประทานยาด้วยเหตุผลต่าง ๆ  เป็นการเตือนให้ผู้สูงอายุ ซึ่งเข้ากับยุคสมัยของผู้สูงอายุกับสังคมไทยในปัจจุบันที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

ซึ่งแอปนี้ จะคอยเตือนผู้ป่วยที่ลืมไม่สามารถรับประทานยาได้ถูกต้องตรงเวลา โดยตัวโปรแกรม  แอปพลิเคชั่นเตือนผู้ป่วยกินยาตรงเวลาด้วย (nMeMo) จะช่วยเตือนตัวผู้ป่วยเองหรือเตือนไปยังญาติหรือผู้ใกล้ชิด หรือผู้ป่วยที่ต้องรับประทานยาให้ได้ถูกต้องตามเวลา หากไม่ถูกต้องตรงตามเวลาก็จะมีการแจ้งเตือนไปยังญาติหรือผู้ใกล้ชิดที่ได้กำหนดไว้ได้รับทราบข้อมูลการกินยา เพื่อโทรกลับมาย้ำเตือนให้ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยนั้น ๆ ให้รับประทานยาได้ถูกต้องตรงตามเวลา

อีกทั้งยังมีการเก็บข้อมูล (Log File) เกี่ยวขัองกับการพบแพทย์และยาต่าง ๆ  ที่ต้องรับประทานในการพบแพทย์แต่ละครั้ง และข้อมูลการกินยาว่าได้กินยาหรือไม่ ตรงเวลาหรือไม่ โดยสามารถเรียกดูได้ตลอดเวลาในเวลานั้นหรือภายหลังก็ได้ เช่น การตั้งเวลาระบุช่วง ก่อนอาหารหรือหลังอาหาร หรือจะเตือนในช่วงเช้า กลางวัน  เย็นและก่อนนอน ก็ได้ ทั้งนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการติดตามการพบแพทย์และการกินยาของผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ต้องรับยประทานยาเป็นประจำทุกวันอย่างสม่ำเสมอ

ด้านอาจารย์ชนินทร  เฉลิมสุข หัวหน้าสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ กล่าวว่า แอปพลิเคชั่น Notification Medicine on Modile (nMeMo) “กินยาตรงเวลาด้วย nMeMo” ได้รับการพัฒนาโดยทีมเยาวชนนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์  คณะศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์   ประกอบไปด้วย     1.นายชาญชัย สีเทา      2. นายวิศว  ธีระมานะสิทธิ์  และ 3.นายจักรภูมิ  อุทุมพร

โดยการจัดทำแอพลิเคชั่น กินยาตรงเวลาด้วย (nMeMo) เป็นผลงานที่ภาคภูมิใจของนักศึกษา  เพราะสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้  ซึ่งในการช่วยเตือนหรือช่วยเหลือผู้ป่วยไม่ให้ลืมรับประทานยา ซึ่งหากลืมหรือขาดยาในช่วงใดช่วงหนึ่ง อาจเป็นอันตรายให้ถึงแก่ชีวิตได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมองตีบ  เป็นต้น

ทั้งนี้รูปแบบของการพัฒนาแอปดังกล่าว เพื่อพัฒนาระบบการพัฒนาระบบเตือนการรับประทานยาสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยบนอุปกรณ์โทรศัพท์สมาร์ทโฟน ช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยรับประทานยาตามแพทย์สั่งและเพื่อให้ญาติหรือคนใกล้ชิด สามารถติดตามข้อมูลการรับประทานยาได้ และเพื่อพัฒนาฐานข้อมูลประวัติผู้ป่วย ประวัติการแพทย์ และประวัติการรับยา  ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายได้ที่ Google Play Store โดยค้นหาคำว่า “กินยาตรงเวลาด้วย nMeMo

เปิดบ้านช่วง มูลพินิจศิลปินแห่งชาติหลังที่22

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235186

มูลพินิจ, ศิลปินแห่งชาติ, เปิด, บ้าน, ช่วง, มูล, พินิจ, ศิลปิน, แห่งชาติ, หลัง, ที่, เปิดบ้านช่วง, พิมพ์รวี วัฒนวรางกูร, ช่วง มูลพินิจ
มูลพินิจ, ศิลปินแห่งชาติ, เปิด, บ้าน, ช่วง, มูล, พินิจ, ศิลปิน, แห่งชาติ, หลัง, ที่, เปิดบ้านช่วง, พิมพ์รวี วัฒนวรางกูร, ช่วง มูลพินิจ

การศึกษา-สาธารณสุข  : 26 ก.ค. 2559

เปิดบ้านช่วง มูลพินิจศิลปินแห่งชาติหลังที่22

เปิดบ้านช่วง มูลพินิจศิลปินแห่งชาติหลังที่22 : สราวุฒิิ ประทุมชัน

             เมื่อเร็วๆ นี้ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม จัดงานเปิดบ้าน  ช่วง มูลพินิจ อายุ 76 ปี ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม)  เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจงานศิลปะ เข้าชมและศึกษาผลงานได้โดยการจัดตั้งเป็นหอศิลป์ ขึ้นเป็นหลังที่ 22  เพื่อให้สามารถเข้าถึงประชาชนและเยาวชนในพื้นที่ได้ง่ายขึ้น นับจากปี พ.ศ.2548 เป็นต้นมา กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้จัดโครงการเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติและผู้ที่มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรมไปแล้วทั้งสิ้น 21 แห่ง ซึ่งล้วนเป็นแหล่งสั่งสมผลงานที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรมอย่างยิ่ง

“พิมพ์รวี วัฒนวรางกูร” อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าวว่า กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้มีการจัดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และพัฒนาสืบทอดมาอย่างต่อเนื่อง คุณหญิงปัทมา ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกองกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม กล่าวว่า นับเป็นเรื่องน่ายินดีที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ได้รับเกียรติจากศิลปินแห่งชาติ กรุณาเปิดบ้านของท่านเป็นหอศิลป์ ซึ่งจัดแสดงผลงานศิลปะร่วมสมัยที่ได้สร้างสรรค์ไว้หลากหลายรูปแบบ เทคนิควิธีการ  ไม่ว่าจะเป็นผลงานวาดเส้น งานจิตรกรรม ประติมากรรม ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม โดยเปิดให้เข้าชมเป็นประจำ เพื่อถ่ายทอดการเรียนรู้ และเผยแพร่องค์ความรู้จากการสร้างสรรค์งานศิลป์แก่เด็ก เยาวชน และประชาชนตลอดมา

“ศิลปินแห่งชาติผู้สร้างสรรค์ผลงานอันเป็นภูมิปัญญาของแผ่นดินโดยเฉพาะบ้านศิลปินแห่งชาติ ซึ่งเป็นแหล่งสั่งสมองค์ความรู้ภูมิปัญญาอีกทั้งเป็นสถานที่ที่สร้างผลงานอันล้ำค่า และเป็นทุนทางวัฒนธรรมที่มีคุณค่าในเชิงสร้างสรรค์ สมควรที่จะเผยแพร่ให้เป็นแหล่งศึกษา สร้างเสริมทักษะและถ่ายทอดประสบการณ์ รวมทั้งเป็นแหล่งเรียนรู้และสถานที่ท่องเที่ยวทางวัฒนธรรม ทั้งของชาวไทยและชาวต่างชาติ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม จึงได้ดำเนินโครงการเปิดบ้านศิลปินแห่งชาติและผู้มีผลงานดีเด่นทางด้านวัฒนธรรม เพื่อเป็นแหล่งถ่ายทอด สืบสาน องค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมแก่เด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป” อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม กล่าว

ทั้งนี้ เป็นเวลากว่า 50 ปี ที่ “ช่วง มูลพินิจ” ได้เป็นศิลปินผู้มีแนวความคิดสร้างสรรค์ศิลปะเชิงบูรณาการ โดยนำเอาความเชื่อ รูปแบบแบบไทยประเพณีมาผสมผสานกับแนวคิดรูปแบบตะวันตกและพัฒนาการสร้างสรรค์ต่อยอดแนวความคิด รูปแบบ เทคนิควิธีการอยู่ตลอดเวลา มีผลงานสร้างสรรค์ศิลปะออกมาหลากหลายแนวทางซึ่งผลงานทุกรูปแบบ แนวทางที่แสดงออกก็ยังเป็นผลงานที่แสดงถึงอัตลักษณ์ภูมิปัญญาศิลปินแบบไทย ที่มีหลักคิด องค์ความรู้เป็นแบบอย่างและแนวทางในการสร้างสรรค์ศิลปะของไทย

นอกจากนี้ ยังเป็นศิลปินที่ถ่ายทอด สืบสาน องค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมแก่ประชาชน เด็ก เยาวชนตลอดมา รวมทั้งยังได้จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ศิลปะส่วนตัว เพื่อเป็นที่สืบสานถ่ายทอดเรียนรู้ และเผยแพร่องค์ความรู้จากการสร้างสรรค์ส่วนตัวต่อสังคมอย่างต่อเนื่องนับจากอดีตสู่ปัจจุบัน นับได้ว่าเป็นคุณประโยชน์ด้านการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านวิชาการงานศิลปะของประเทศและต่องานด้านศิลปวัฒนธรรมอันเป็นแบบอย่างที่ดีแก่อนุชนรุ่นหลังสืบไป ผลงานสร้างสรรค์ศิลปะของนายช่วง ได้รับแรงบันดาลใจ ความศรัทธาแนวความคิดมาจากวิถีชีวิตและธรรมชาติสิ่งแวดล้อมที่ผสมกลมกลืนกับคติความเชื่อความศรัทธา และปรัชญาในพระพุทธศาสนาเป็นหลัก

ผลงานสร้างสรรค์ศิลปะส่วนใหญ่จะสื่อแสดงผ่านรูปแบบในเชิงสัญลักษณ์ของเรื่องราวดอกไม้ ธรรมชาติ แมลง สัตว์ มนุษย์ รูปทรงลวดลายโดยรวมที่สร้างสรรค์มีการประกอบรูปเป็นสัญลักษณ์ รวมระหว่างลวดลายและรูปทรงสัจนิยมร่วมกันอย่างมีเอกภาพและบูรณาการ  รูปสัญลักษณ์ศิลปกรรมที่สร้างสรรค์เป็นงานศิลปะ ระยะเริ่มต้นจากการวาดภาพลายเส้นที่มีบุคลิกอัตลักษณ์ เป็นรูปแบบสัญลักษณ์ของลวดลายที่บูรณาการกับรูปทรงของมนุษย์และสัตว์ที่มีเอกภาพ และความกลมกลืนได้มีการพัฒนาสร้างสรรค์ทั้งรูปแบบและเทคนิควิธีการจากลายเส้นเป็นสีน้ำ สีน้ำมัน แต่ในภาพรวมของผลงานก็ยังคงมีอัตลักษณ์ของความนุ่มนวลอ่อนช้อยในรูปแบบลวดลายโดยรวม

“สิ่งที่อยากฝากถึงเยาวชนรุ่นใหม่ไม่ใช่คำพูดที่สวยหรู หรือคำคม ที่ฟังแล้วมันดูเท่ ดูดี เพราะคำพูดเราจะพูดยังไงก็ได้มันเป็นสิ่งที่เราสร้างขึ้นมาแล้วมันก็หายไป แต่สิ่งที่อยากฝากให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ก็คือผลงานของผม ที่จะเป็นแรงบันดาลใจและกำลังใจแก่ผู้ที่สนใจในด้านศิลปะ เพราะผลงานสามารถสื่อความหมายได้ดีกว่าคำพูด และอยู่ได้เป็นเวลานาน ถ้าสนใจก็สามารถโทรนัดวันได้ เราพร้อมที่จะต้อนรับทุกคน” ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (จิตรกรรม) วัย 76 ปี กล่าว       สำหรับผู้ที่สนใจสามารถเข้าชมได้ในวันอาทิตย์ที่ 2 และอาทิตย์สุดท้ายของเดือน สถานที่ บ้านเลขที่ 79/629-630  หมู่บ้านธารารมณ์ ซอย 8/1 ถนนรามคำแหง แขวงสะพานสูง เขตสะพานสูง กรุงเทพฯ หรือโทรนัดวันเวลา 0-23720-961

 

ชุดเฟอร์นิเจอร์ไม้..เพื่อชีวิตในพื้นที่จำกัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235163

พื้นที่จำกัด, ชุดเฟอร์นิเจอร์ไม้, มทร.ธัญบุรี, ชุด, เฟอร์นิเจอร์, ไม้, เพื่อ, ชีวิต, พื้นที่, จำกัด, Flat Pack

พื้นที่จำกัด, ชุดเฟอร์นิเจอร์ไม้, มทร.ธัญบุรี, ชุด, เฟอร์นิเจอร์, ไม้, เพื่อ, ชีวิต, พื้นที่, จำกัด, Flat Pack

พื้นที่จำกัด, ชุดเฟอร์นิเจอร์ไม้, มทร.ธัญบุรี, ชุด, เฟอร์นิเจอร์, ไม้, เพื่อ, ชีวิต, พื้นที่, จำกัด, Flat Pack

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ก.ค. 2559

ชุดเฟอร์นิเจอร์ไม้..เพื่อชีวิตในพื้นที่จำกัด

ชุดเฟอร์นิเจอร์ไม้..เพื่อชีวิตในพื้นที่จำกัด : ชลธิชา ศรีอุบล มทร.ธัญบุรี

 “ทำจากไม้แผ่นเดียว สามารถพับเก็บ ได้เป็นแผ่นแบนเรียบ ช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บและง่ายต่อการขนส่งเสียงของสาวน้อยเจ้าของไอเดียเก๋ ๆ นางสาวสุนิษา กิ่งจันกลางนักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาออกแบบผลิตภัณฑ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เจ้าของผลงานชุดเฟอร์นิเจอร์ต้นแบบ สำหรับใช้งานในพื้นที่จำกัด โดยเทคนิคแฟลตแพค

น.ส.สุนิษา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของไอเดียนี้ ว่า ในที่พักอาศัย ต้องมีเรื่องของเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้าเพื่อเข้ามาเป็นองค์ประกอบหลัก เฟอร์นิเจอร์ทั่วๆ ไป มีให้เลือกมากมายจากราคาถูกไปจนถึงแพง แต่รูปแบบอาจไม่ตรงกับความต้องการทั้งหมด ไอเดียใหม่ๆ ที่กำลังเป็นที่นิยมเฟอร์นิเจอร์ที่สามารถเคลื่อนย้ายได้ สามารถจัดรูปแบบในการวางได้หลากหลายตามที่ต้องการจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนชอบจัดแต่งห้อง โดยเฟอร์นิเจอร์ยุคใหม่ “Flat Pack” หลายๆ ท่านคงจะคุ้นเคยกับเฟอร์นิเจอร์ประเภท knockdown กันมาบ้าง แม้จะไม่ค่อยแพร่หลายหรือได้รับความนิยมนัก

ด้วยหลักการของมันคือการให้ผู้ใช้ประกอบได้เอง หรือถอดเก็บได้ สำหรับ Flat Pack เป็นเฟอร์นิเจอร์แบบknockdown อีกชนิดหนึ่ง แต่ออกแบบที่สลับซับซ้อนมากกว่าสร้างสรรค์มากกว่าเพราะไม่ใช่แค่การคิดแปรรูปแบบแล้วก็ผลิตชิ้นส่วนมาประกอบกันเท่านั้น แต่เฟอร์นิเจอร์ Flat Pack มีกรอบบังคับอีกอย่างหนึ่ง คือจะใช้วัสดุแผ่นเพียงแผ่นเดียวมาทำ ไม่ว่าจะเป็นไม้อัด แผ่นโลหะหรือแม้แต่แผ่นกระดาษอัด ชิ้นส่วนของเฟอร์นิเจอร์ทุกชนิด จะต้องมาจากวัสดุเพียงแผ่นเดียว แล้วดึงออกมาประกอบ ประโยชน์ของการทำแบบนี้นอกจากจะประหยัดวัสดุแล้ว ก็ทำให้ง่ายต่อการขนส่ง ไม่กินพื้นที่ ทำให้ประหยัดค่าจัดส่งลงไปอีกด้วย

ในการออกแบบและพัฒนาชุดเฟอร์นิเจอร์ สำหรับใช้งานในพื้นที่จำกัดต้นแบบ โดยเทคนิคแฟลตแพค ขึ้นมา จำนวน 1 ชุด มีสามชิ้น 3 ชิ้น ประกอบด้วยเก้าอี้ 2 ตัว และโต๊ะ 1 ตัว โดยคำนึงถึง หน้าที่การใช้สอย ความปลอดภัย ความสะดวกสบายในการใช้งาน ความสวยงาม และวัสดุและกรรมวิธีการผลิต โดยได้นำระบบของแฟลตแพคมาใช้ในการออกแบบ ใส่ลวดลายความพลิ้วของกิ่งไม้ลงไปบนแผ่นหลังของเก้าอี้ทำให้รู้สึกถึงความละเอียดอ่อนของเก้าอี้ตัวนี้ มีส่วนของกิ่งที่ ยื่นออกมาด้านข้าง สามารถแขวนเสื้อหรือกระเป๋าได้ โดยทำจากไม้แผ่นเดียว สามารถพับเก็บ ได้เป็นแผ่นแบนเรียบ ช่วยประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บและง่ายต่อการขนส่ง เป็นทางเลือกให้กับคนรักการตกแต่งบ้าน ในพื้นที่จำกัด

 

วันภาษาไทย’59 วธ.หวังกระตุ้นคนไทยเห็นคุณค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/235160

แกงส้ม เดอะสตาร์, วันภาษาไทยแห่งชาติ, วัน, ภาษาไทย, หวัง, กระตุ้น, คนไทย, เห็นคุณค่า, วันภาษาไทย59, แกงส้ม, กุ้ง สุธิราช, เพชรในเพลง, ภาษาไทย ภาษาธรรม, วันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2559, บทดอกสร้อยสุภาษิต
แกงส้ม เดอะสตาร์, วันภาษาไทยแห่งชาติ, วัน, ภาษาไทย, หวัง, กระตุ้น, คนไทย, เห็นคุณค่า, วันภาษาไทย59, แกงส้ม, กุ้ง สุธิราช, เพชรในเพลง, ภาษาไทย ภาษาธรรม, วันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2559, บทดอกสร้อยสุภาษิต
แกงส้ม เดอะสตาร์, วันภาษาไทยแห่งชาติ, วัน, ภาษาไทย, หวัง, กระตุ้น, คนไทย, เห็นคุณค่า, วันภาษาไทย59, แกงส้ม, กุ้ง สุธิราช, เพชรในเพลง, ภาษาไทย ภาษาธรรม, วันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2559, บทดอกสร้อยสุภาษิต
แกงส้ม เดอะสตาร์, วันภาษาไทยแห่งชาติ, วัน, ภาษาไทย, หวัง, กระตุ้น, คนไทย, เห็นคุณค่า, วันภาษาไทย59, แกงส้ม, กุ้ง สุธิราช, เพชรในเพลง, ภาษาไทย ภาษาธรรม, วันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2559, บทดอกสร้อยสุภาษิต

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 25 ก.ค. 2559

วันภาษาไทย’59 วธ.หวังกระตุ้นคนไทยเห็นคุณค่า

วธ.จัดกิจกรรมวันภาษาไทย 59 ประกาศรายชื่อผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น และรางวัลเพชรในเพลง “แกงส้ม” คว้ารางวัลศิลปินชายขับร้องเพลงไทยดีเด่น “กุ้ง สุธิราช”ลูกทุ่งชายดีเด่น

เมื่อวันที่ 25 ก.ค. นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) แถลงข่าวการจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติประจำปี 2559 ว่า  กระทรวงวัฒนธรรมได้จัดกิจกรรมวันภาษาไทยแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 29 ก.ค.ของทุกปี  ที่สำคัญ คือ การประกาศรายชื่อ มอบเข็มและโล่เชิดชูเกียรติรางวัลด้านภาษาไทยจำนวน 25 รางวัล ประกอบด้วย 1.รางวัลปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย  ได้แก่ น.ส.ก่องแก้ว วีระประจักษ์ และ ผศ.ดุษฎีพร ชำนิโรคศานต์ 2. ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น 8 ราย   ได้แก่ รศ.ไขสิริ ปราโมช ณ อยุธยา  นายนิรุตติ์  ศิริจรรยา และ นางพอใจ  กิจถาวรรัตน์ รวมถึงชาวต่างประเทศที่ใช้ภาษาไทยดีเด่น  ได้แก่ นายเฉิน เจียง และนางตูซาร์ นวย 3.ผู้ ใช้ภาษาไทยถิ่นดีเด่น 7 ราย  ได้แก่ นางกรุงศรี เหมพลชม นายครวญ แสงแก้ว นายจีระศักดิ์ คาระวิวัฒนา นางชวนพิศ นภตาศัย น.ส.ละมัย ศรีรักษา นางสำเนียง ชาวปลายนา และพระครูอดุลสีลกิตติ์ (ประพัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ)         4. ผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย ประเภทบุคคล ได้แก่ น.ส.พิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ และ ผศ.อภิลักษณ์ เกษมผลกูล ประเภทองค์กร ได้แก่ มูลนิธิสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี กองทุนพระมหาชนก มหาวิยาลัยขอนแก่น และมูลนิธิหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช

รมว.วธ. กล่าวว่า นอกจากนั้น ยังประกาศรางวัล “เพชรในเพลง” ยกย่องบุคคลในวงการเพลง จำนวน 24 รางวัล ได้แก่ 1.รางวัลเชิดชูเกียรติพิเศษผู้ประพันธ์เพลงส่งเสริมพระพุทธศาสนาและมี คุณูปการต่อวงการเพลง ได้แก่ พระมหาวุฒิชัย วชิรเมธี    นายไพบูลย์ ศุภวารี นางจารุลินทร์ มุสิกะพงษ์ และนายดุษฎี เค้ามูลคดี 2.รางวัลเชิดชูเกียรติผู้ประพันธ์เพลงดีเด่นในอดีตประเภทเพลงไทยสากล ได้แก่ ท่านผู้หญิงพึงจิตต์ ศุภมิตร จากเพลงชายชาญทหารไทย ประเภทเพลงไทยลูกทุ่ง ได้แก่ นายพงษ์ศักดิ์ จันทรุกขา จากเพลงสาละวันรำวง 3.รางวัล ประพันธ์เพลงดีเด่นด้านภาษาไทย ประเภทประพันธ์คำร้องเพลงไทยสากล ชนะเลิศ นายสุทธิพงษ์ สมบัติจินดา เพลงธรรมะอยู่ไม่ไกล ประเภทประพันธ์คำร้องเพลงไทยลูกทุ่ง ชนะเลิศ ได้แก่ นายสิปปภาส รักวงค์ (ปาล ประกาศิต) จากเพลงสายฝนกับคนไกลบ้าน 4.รางวัลขับร้องเพลงดีเด่นด้านภาษาไทย

ประเภทผู้ขับร้องเพลงไทยสากลชาย ชนะเลิศ ได้แก่ นายธนทัต  ชัยอรรถ  (แกงส้ม เดอะสตาร์) เพลงเส้นขนาน ประเภทผู้ขับร้องเพลงไทยสากลหญิง ชนะเลิศ ได้แก่ น.ส.ปราชญา ศิริพงษ์สุนทร เพลงลมหายใจแห่งความสุข ประเภทผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งชาย ชนะเลิศ ได้แก่ นายสุธิราช อุสุภะ (กุ้ง สุธิราช วงศ์เทวัญ อาร์สยาม) เพลงทาสมนต์คนดี ประเภทผู้ขับร้องเพลงไทยลูกทุ่งหญิง ชนะเลิศ น.ส.มาลิสา ชุบขุนทด (นัท มาลิสา ไมค์ทองคำ) เพลงนางฟ้าตาน้ำผึ้ง

ทั้งนี้ วธ.จะมีการจัดแสดงนิทรรศการประวัติและผลงานผู้ได้รับรางวัล  รวมถึงมีการประกวดท่องแล้วเท่ห์ บทอาขยาน ร้อยกรอง และวรรณคดีในโครงการ “เติมเต็มรักในความเป็นไทย” และฟังบรรยาย “ภาษาไทย ภาษาธรรม” โดยแม่ชีศันสนีย์ กิจกรรมเสวนาวิชาการเนื่องในโอกาสวันภาษาไทยแห่งชาติ 2559 หัวข้อ “เอกสารโบราณตำรายา : สารัตถะ และ  ภูมิปัญญาในการรักษา” ณ ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน)  กิจกรรมวันภาษาไทย ณ วิทยาลัยนาฏศิลป์ และวิทยาลัยช่างศิลป์ทั่วประเทศ การจัดพิมพ์หนังสือเก่าหายาก เรื่อง “นารีเรืองนาม” จำนวน 1,000 เล่ม และหนังสือ “วันภาษาไทยแห่งชาติ พุทธศักราช 2559” จำนวน 1,000 เล่ม ซึ่งมี “บทดอกสร้อยสุภาษิต” ประพันธ์โดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพรวมอยู่ด้วย

“วธ.จัดกิจกรรมวันภาษาไทยขึ้น เพื่อสนองพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงห่วงใยการใช้ภาษาไทยของคนไทย เพื่อกระตุ้นให้เด็ก เยาวชน และประชาชนตระหนักถึงคุณค่าของภาษาเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนชาติใดในโลก อย่าไงรก็ตาม ปัญหาที่น่าเป็นห่วงคือ  ปัญหาการอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ จะทำอย่างไรให้เด็กอ่านออกเขียนได้เนื่องจากภาษาไทยเป็นภาษาพื้นฐานในการ เรียนรู้วิชาต่างๆ” นายวีระ กล่าว