เล็งทบทวนหลักสูตป.บัณฑิตเอื้อทุนครูพัฒนาท้องถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233765

สอน, ฝีก, ปรับ, ทุนครูพัฒนาท้องถิ่น, ป.บัณฑิต, เล็ง, ทบทวน, หลัก, สูต, บัณฑิต, เอื้อ, ทุน, ครู, พัฒนา, ท้องถิ่น

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 14 ก.ค. 2559

เล็งทบทวนหลักสูตป.บัณฑิตเอื้อทุนครูพัฒนาท้องถิ่น

มอบคุรุสภาทบทวนปรับเรียนป.บัณฑิต อาทิ ปรับลดเวลาการฝึกสอนจาก 1 ปีเหลือครึ่งปี หรือยกเว้นเงื่อนไขต้องมีสัญญาจ้าง เฉพาะผู้ที่เข้าร่วมทุนครูพัฒนาท้องถิ่น

เมื่อวันที่ 14 ก.ค.ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในฐานะโฆษก ศธ.เปิดเผยว่า จากการประชุม ศธ.ที่มีพล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธาน ได้หารือถึงการดำเนินโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2559-2572) จำนวน 10 รุ่น ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างรับสมัครรุ่นแรก ประจำปี 2559 จำนวน 4,079 คน กำหนดรับสมัครตั้งแต่ 4-18 ก.ค.2559  เบื้องต้นมีผู้สมัครแล้วกว่า 22,000 คน อย่างไรก็ตาม หลักการสำคัญของโครงการนี้เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนครู ต้องการได้ครูมีความรู้ ความสามารถ ปฏิบัติงานในภูมิลำเนาของตนโดยไม่มีความต้องการที่จะย้ายออก เพื่อบรรจุเป็นข้าราชการครูในหน่วยงานต่าง ๆ ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ทั้งนี้ ศธ.ได้กันอัตราเพื่อบรรจุข้าราชการครูทดแทนผู้ที่เกษียณอายุราชการไว้ 48,374 อัตราหรือคิดเป็น 25% ของจำนวนผู้ที่เกษียณอายุราชการ ตั้งแต่ปี 2558-2559 จำนวน 189,795 คน

ดร.ชัยยศ กล่าวต่อว่า สำหรับปี 2559 กำหนดให้รับผู้ที่กำลังศึกษาชั้นปีที่ 5 คณะครุศาสตร์ศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ปีการศึกษา 2558 ซึ่งกำลังจะจบการศึกษา ผู้ที่จบหลักสูตรครุฯศึกษาฯ หลักสูตร 5 ปี ผู้ที่จบหลักสูตรประกาศนียบัตรบัณฑิต (ป.บัณฑิต) วิชาชีพครู และผู้จบปริญญาตรีสาขาอื่นๆ โดยจะเริ่มบรรจุรุ่นแรกในวันที่ 24 ต.ค.นี้ ซึ่งผู้ที่จบหลักสูตรครู 5 ปีและ ป.บัณฑิตจะได้รับการบรรจุทันที ส่วนผู้ที่ไม่ได้จบวิชาชีพครูมีเงื่อนไขว่าต้องมาเรียน ป.บัณฑิตก่อนถึงจะได้รับการบรรจุ

“ที่ประชุมได้มอบให้สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา กลับไปทบทวนว่าจะมีวิธีการอย่างไรที่จะทำให้การเรียนป.บัณฑิตเข้มข้นขึ้น แต่ใช้เวลาลดน้อยลง เพราะหลักสูตรป.บัณฑิตจะใช้เวลาเรียนประมาณ 1 ปีครึ่ง โดยเรียนวิชาการครึ่งปี และอีก 1 ปีเป็นการปฏิบัติการสอน ตรงนี้คุรุสภาต้องไปดูว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง อาทิ ปรับลดเวลาการสอนเหลือเพียงครึ่งปี หรือทบทวน ปรับแก้ไขข้อบังคับที่กำหนดให้ผู้เรียนต้องมีสัญญาจ้างจากโรงเรียนก่อน โดยอาจจะเสนอบอร์ดคุรุสภายกเว้นให้กับผู้เข้าร่วมโครงการดังกล่าว เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ถือเป็นข้อยุติ โดยคุรุสภาจะต้องไปหารือร่วมกับสถาบันอุดมศึกษา ที่ได้รับการรับรองให้เปิดสอนป.บัณฑิตก่อน”ดร.ชัยยศ กล่าว

รองปลัด ศธ.กล่าวต่อว่า ส่วนความคืบหน้าการดำเนินการโครงการ 1 อำเภอ 1 ทุน หรือ โอดอส รุ่นที่ 5 นั้น เวลานี้ยังอยู่ระหว่างการทบทวนรายละเอียดและหลักเกณฑ์  เนื่องจากการดำเนินการตั้งแต่รุ่นที่ 1-4 มีข้อทักท้องหลายเรื่อง อาทิ ข้อสอบที่ใช้การคัดเลือกค่อนข้างยาก เด็กสละสิทธิการเรียนในต่างประเทศ แต่มาเลือกเรียนในประเทศแทน รวมถึงยังพบปัญหากรณีเด็กทุนที่ไปเรียนต่างประเทศ ไม่ประสบความสำเร็จในการศึกษา ด้วยสาเหตุหลายอย่างทั้งปัญหาการเรียน การใช้ชีวิต และสุขภาพ อย่างไรก็ตาม ทุนโอดอสยังคงมีการดำเนินการต่อ เพราะวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการเป็นเรื่องที่ดี เพียงแต่ยังต้องทบทวนแนวทาง และวิธีการทำงาน เพื่อวางแนวทางในการเดินหน้ารุ่นต่อไปให้เรียบร้อยก่อน

 

เลขาธิการ CHES เชื่อชาวอุดมศึกษาเฮ ม.44 แก้ธรรมาภิบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233751

Tii, ม.44, เลขาธิการ, CHES, เชื่อ, ชาว, อุดมศึกษา, ม44, แก้, ธรรมาภิบาล, เชื่อชาวอุดมศึกษาเฮ, แก้ธรรมาภิบาล

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 14 ก.ค. 2559

เลขาธิการ CHES เชื่อชาวอุดมศึกษาเฮ ม.44 แก้ธรรมาภิบาล

เลขาธิการ CHES เชื่อใช้ม” 44 อุดมศึกษา แก้ปัญหาธรรมาภิบาล ช่วยเข้าสู่ยุคโปร่งใส ตรวจสอบ จับต้องได้ ฝากประชาคมที่มีข้อมูลพยานหลักฐานชัดเจนตรวจสอบได้ ส่งไปยังศธ.

เมื่อวันที่ 14 ก.ค. รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ในฐานะเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือCoordinating Center for the Public Higher Education Staff (CHES) กล่าวว่าตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 39/2559 เรื่อง การจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา น่าจะได้รับเสียงตอบรับทางบวกจากชาวมหาวิทยาลัย เพราะช่วยให้ฟ้าเปิดหลังจากที่เมฆมืดสลัวปกคลุมมหาวิทยาลัยมานาน ถือเป็นครั้งแรกที่มีมาตรการที่เป็นรูปธรรม และทำให้ดินแดนสนธยา ในมหาวิทยาลัยทั้งหลายเข้าสู่ยุคที่โปร่งใส ตรวจสอบและจับต้องได้

อย่างไรก็ตาม ต้องขอแสดงความยินดีกับประชาคมมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์และมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ ที่ได้ใช้ ม. 44 ทันที ส่วนประชาคมมหาวิทยาลัยอื่นๆนั้น น่าจะได้ใช้ม.44 ตามมา เมื่อผลการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกของคณะทำงานของ คสช. ออกมาชัดเจน เพราะคำสั่งนี้ได้เปิดช่องให้ประชาคมอุดมศึกษาส่งข้อมูลรายงานต่อ รมว.ศึกษาธิการ ตามคำสั่ง คสช. ที่ระบุชัดหากยังมีการจงใจ หลีกเลี่ยง หรือประวิงการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษา หรือคําสั่งของ รมว.ศึกษาธิการ หรือกรณีที่นายกสภาสถาบันอุดมศึกษา กรรมการสภาสถาบันอุดมศึกษา

 

เปิด4เมนูอาหารชุด นิยมใช้ตักบาตร ทำสงฆ์ป่วยสารพัดโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233740

อาการป่วยพระสงฆ์, สงฆ์ป่วย, อาหารตักบาตร, เปิด4, เมนู, อาหาร, ชุด, นิยม, ใช้, ตักบาตร, สงฆ์, ป่วย, สารพัด, โรค, เปิด4เมนูอาหารชุด, นิยมใช้ตักบาตร, ทำสงฆ์ป่วยสารพัดโรค, เข้าพรรษานี้ตักบาตรถาม สุขภาพ พระ

อาการป่วยพระสงฆ์, สงฆ์ป่วย, อาหารตักบาตร, เปิด4, เมนู, อาหาร, ชุด, นิยม, ใช้, ตักบาตร, สงฆ์, ป่วย, สารพัด, โรค, เปิด4เมนูอาหารชุด, นิยมใช้ตักบาตร, ทำสงฆ์ป่วยสารพัดโรค, เข้าพรรษานี้ตักบาตรถาม สุขภาพ พระ

การศึกษา-สาธารณสุข  : 14 ก.ค. 2559

เปิด4เมนูอาหารชุด นิยมใช้ตักบาตร ทำสงฆ์ป่วยสารพัดโรค

เปิด 4 เมนูอาหารชุด ฆราวาสนิยมใช้ตักบาตรพระ “แกงเขียวหวาน พะโล้ ผัดกระเพรา ของทอด” ทำสงฆ์ป่วยสารพัดโรค แนะเพิ่มข้าวกล้อง ผัก โปรตีน นม ลดรสจัด เค็ม ไขมันสูง

         เมื่อวันที่ 14 ก.ค. ที่โรงพยาบาลสงฆ์ มีการแถลงข่าว “เข้าพรรษานี้…ตักบาตรถาม (สุขภาพ) พระ” จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) โดย พญ.นฤมล สวรรค์ปัญญาเลิศ นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมการแพทย์ กล่าวว่า จากข้อมูลสุขภาพพระสงฆ์ที่เข้ารับการรักษาใน รพ.สงฆ์ ปีงบประมาณ 2558 พบว่า โรคที่พระสงฆ์ป่วยสูงสุด 5 อันดับคือ 1.โรคเมตาบอลิซึมและไขมันในเลือดผิดปกติ 2.โรคความดันโลหิตสูง 3.โรคเบาหวาน 4.โรคไตวายหรือไตล้มเหลว และ 5.โรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรม เนื่องจากพระสงฆ์ไม่สามารถเลือกฉันอาหารที่ฆราวาสถวายได้ นอกจากนี้ พระสงฆ์ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพด้วย เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง เครื่องดื่มที่มีรสหวาน เป็นต้น หากไม่ได้รับการดูแลที่เหมาะสมจะกลายเป็นผู้ป่วยรายใหม่ในอนาคต

รศ.ภญ.จงจิตร อังทะวานิช ผู้จัดการโครงการขับเคลื่อนสงฆ์ไทยไกลโรคเพื่อการดูแลโภชนาการพระสงฆ์ในระดับประเทศ สสส. กล่าวว่า กว่า 90% ของฆราวาสที่อยู่ในเมืองนิยมซื้ออาหารชุดใส่บาตร จากการสำรวจอาหารที่ถวายให้พระพบว่า อาหารยอดนิยมคือ แกงเขียวหวาน พะโล้ ผัดกระเพรา และของทอด เพราะรูปลักษณ์น่าทาน หน้าตาไม่เปลี่ยนมากหากทำทิ้งไว้เป็นเวลานาน แต่อาหารเหล่านี้ส่งผลต่อสุขภาพพระสงฆ์ไทย โดยพบความเสี่ยงต่อภาวะอ้วน โรคกระเพาะอาหารและกระดูกพรุน เนื่องจากอาหารที่ถวายเหล่านี้มีผักน้อย มีรสจัด ไขมันสูง โดยเฉพาะมีโปรตีนน้อย เพราะเลือกเนื้อคุณภาพไม่ดีมา ติดมันบ้าง ให้น้อยบ้าง ซึ่งเมื่อรับโปรตีนเพียง 60% ซึ่งไม่เพียงพอต่อปริมาณที่ร่างกายควรรับ จึงต้องฉันข้าวปริมาณมากเพื่อทดแทนโปรตีนให้เพียงพอ ทำให้อิ่มได้ไม่นาน มักชดเชยด้วยน้ำปานะที่มีรสหวาน โดยน้ำปานะยอดนิยมคือ กาแฟ ชาขวด และเครื่องดื่มชูกำลัง โดยฉันปริมาณเฉลี่ย 2 ขวดต่อวัน ทำให้เสี่ยงต่อภาวะอ้วนลงพุง 45%

รศ.ภญ.จงจิตร กล่าวอีกว่า ยังพบภาวะกระดูกพรุน เพราะท่านไม่มีโอกาสได้ฉันผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม โดยพบอาหารที่ฉันมีปริมาณแคลเซียมต่ำกว่าคนทั่วไป โดยได้รับเพียง 100 กว่ามิลลิกรัม ขณะที่คนทั่วไปอยู่ที่ 800-1,000 มิลลิกรัม ซึ่งต่างกัน 8 เท่า และอาหารที่ถวายมักมีรสจัดทำให้เป็นโรคกระเพาะอาหาร ช่วงเข้าพรรษานี้ก่อนใส่บาตรอยากให้ฆราวาสช่วยกันเลือกอาหารที่ดีต่อสุขภาพพระ คือ เสริมข้าวกล้อง ผัก ปลา นม ลดเค็ม มัน ซึ่งโครงการฯ ได้จัดทำหนังสือบาตรไทย ไกลโรค 4 ภูมิภาค ซึ่งจะโดยมีการยกตัวอย่างเมนูอาหารที่เหมาะสมกับการถวายพระ เช่น ปลาผัดขึ้นฉ่ายใช้น้ำมันน้อย ไข่เจียวสมุนไพรน้ำมันน้อย แกงจืดช่วยลดการรับประทานอาหารรสจัดป้องกันการเกิดโรคกระเพาะ และแกงเขียวหวานสูตรนมครึ่งกะทิครึ่ง ช่วยลดไขมันอิ่มตัวจากกะทิ และเพิ่มแคลเซียมจากการใช้นม เป็นต้น

พระศรีคัมภีรญาณ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) กล่าวว่า พระเลือกฉันเองไม่ได้ ทำให้ระมัดระวังเรื่องอาหารกับสุขภาพได้ยาก ดังนั้น จึงต้องเริ่มตั้งแต่ฆราวาสที่ต้องการเลือกสรรสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์ ไม่เป็นโทษให้แก่พระภิกษุ จึงควรมีการให้ความรู้ฆราวาสว่าอะไรส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ อะไรเป็นอันตรายสุขภาพพระสงฆ์ คนถวายจะได้เอาใจใส่มากขึ้น คัดเลือกสิ่งที่ดีให้พระสงฆ์มากขึ้น ส่วนการส่งเสริมให้พระสงฆ์มีอิริยาบถที่ส่งเสริมการออกกำลังกายนั้น ค่อนข้างทำได้ยาก เพราะพระสงฆ์มักไม่ค่อยมีการเปลี่ยนอิริยาบถ เวลานั่งก็นั่งนานๆ จึงอยากให้มีการศึกษาว่าการเปลี่ยนอิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน นั้นควรมีสัดส่วนเป็นเท่าไรจึงจะดีต่อสุขภาพแล้วถ่ายทอดความรู้ให้แก่พระ หรืออย่างการแกว่งแขนก็อยากให้มีการแนะนำว่าพระว่าการแกว่งแขนเพื่อส่งเสริมสุขภาพต้องทำอย่างไร

ด้านนายพนม ศรศิลป์ ผอ.พศ. กล่าวว่า แนวทางหนึ่งที่ช่วยพระสงฆ์มีกิจกรรมทางกายได้ดีคือ การกวาดลานวัด ซึ่งพระเถระชั้นผู้ใหญ่หลายรูป แม้จะอายุมาก แต่สุขภาพดีก็เพราะตื่นแต่เช้ามากวาดลานวัด จึงอยากให้มีการศึกษาว่าการกวาดลานวัดถือว่าเพียงพอหรือไม่กับการส่งเสริมการออกกำลังกายของพระ สำหรับการดูแลสุขภาพพระของ พศ.นั้น เมื่อปี 2547 ได้มีการจัดทำธรรมนูญสุขภาพพระสงฆ์ระดับชาติขึ้น แต่ปัญหาก็ยังไม่ดีขึ้น ซึ่งการทำงานต่อจากนี้จะร่วมกับองค์กรชุมชนดูแลสุขภาพพระสงฆ์ มีการทำโครงการวัดต้นแบบดูแลสุขภาพ รวมถึงกำหนดหลักสูตรส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์เพื่อใช้ในการอบรมเจ้าอาวาส พระนักเทศน์ พระวิปัสสนา เป็นต้น และมหาวิทยาลัยของสงฆ์เองก็จะมีการจัดทำหลักสูตรช่วยส่งเสริมสุขภาพด้วย

 

จัดสรรงบฯบัตรทองปี60 มุ่งเสมอภาค เท่าเทียม ลดเหลื่อมล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233726

งบประมาณเหมาจ่ายรายหัว, หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, สปสช, เขตบริการสุขภาพ, บัตรทอง, จัดสรร, บัตร, ทอง, มุ่ง, เสมอภาค, เท่าเทียม, เหลื่อมล้ำ, จัดสรรงบฯบัตรทองปี60, มุ่งเสมอภาค, ลดเหลื่อมล้ำ

การศึกษา-สาธารณสุข  : 14 ก.ค. 2559

จัดสรรงบฯบัตรทองปี60 มุ่งเสมอภาค เท่าเทียม ลดเหลื่อมล้ำ

สธ.-สปสช.วางแนวทางจัดสรรงบฯบัตรทองปี 60 มุ่งจัดบริการเสมอภาค เท่าเทียมลดเหลื่อมล้ำ โรคที่เข้าถึงได้ยากตั้งงบฯที่ สปสช. โรคไม่ซับซ้อนจัดการระดับเขตบริการสุขภาพ

          ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือบัตรทองว่า คณะกรรมการร่วมระหว่างกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ได้ประชุมหารือร่วมกัน เพื่อจัดทำแนวทางการจัดสรรเงินงบประมาณสำหรับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของปีประมาณ 2560 ให้กับหน่วยบริการเพื่อให้มีทรัพยากรเพียงพอในการจัดบริการต่อประชาชนอย่างเสมอภาคและเท่าเทียม โดยยึดแนวทางจัดสรรเดิมของปีงบประมาณ 2559  แต่ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น เช่น การดูแลผู้สูงอายุจาก 1 แสนคนเป็น 1.5 แสนคน

รมว.สธ. กล่าวอีกว่า ในปีงบประมาณ 2560  รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณสำหรับหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าจำนวน165,773.01 ล้านบาท  ประกอบไปด้วยกองทุนเหมาจ่ายรายหัว และกองทุนนอกเหมาจ่ายรายหัว โดยจัดสรรเป็นกองทุนนอกงบเหมาจ่ายรายหัว  5 กองทุน ได้แก่ 1.บริการผู้ป่วยเอดส์และผู้ติดเชื้อเอชไอวี 3,122.40 ล้านบาท  2.บริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 3,529.23 ล้านบาท 3.บริการควบคุม ป้องกันและรักษาโรคเรื้อรัง 960.40 ล้านบาท 4.ค่าใช้จ่ายสำหรับโรงพยาบาลในพื้นที่กันดาร เสี่ยงภัยและ 3จังหวัดชายแดนภาคใต้ 1,490.28 ล้านบาท และ5.ค่าบริการสำหรับผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 900 ล้านบาท

“สธ.มุ่งเน้นงานส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค  ได้มีการจัดงบประมาณสนับสนุน ระบบบริการปฐมภูมิ(Primary Care Clusters)เพื่อบริการประชาชนที่เข้าถึงบริการสาธารณสุขได้อย่างจำกัด เพื่อลดระยะเวลารอคอย ลดความแออัด ให้เกิดบริการทุกที่ ทุกเวลาด้วยเทคโนโลยี โดยเน้นรักษาโรคเรื้อรัง การเจ็บป่วยที่ไม่ซับซ้อน และการดูแลแบบองค์รวมโดยบูรณาการทีมแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว

ด้านนพ.โสภณ เมฆธน ปลัดสธ.กล่าว่า สำหรับงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว เพื่อบริการทางการแพทย์ต่างๆ 109,463.44 ล้านบาท  คิดเป็น 3,109.87 บาทต่อผู้มีสิทธิ์  แบ่งเป็นดังนี้  1.สำหรับให้บริการผู้ป่วยนอก 2.ผู้ป่วยใน  3.ส่งเสริมป้องกันโรค  4.บริการกรณีที่มีค่าใช้จ่ายสูง 5.บริการฟื้นฟูด้านการแพทย์ 6.บริการแพทย์แผนไทย 7.งบลงทุน และ8.เงินช่วยเหลือผู้รับบริการ/ผู้ให้บริการ

ปลัดสธ. กล่าวอีกว่า แนวทางการจัดสรรงบประมาณ มุ่งเน้นให้สามารถจัดบริการที่เสมอภาคและเท่าเทียมลดความเหลื่อมล้ำ  โดยการจัดการความเสี่ยงในโรคที่เข้าถึงได้ยาก จะตั้งงบประมาณไว้ในระดับประเทศที่ สปสช.  ส่วนโรคอื่นๆ ที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อนให้มีการจัดการในระดับเขตบริการสุขภาพ เน้นให้หน่วยบริการมีงบดำเนินการเพียงพอต่อการบริการประชาชนที่จำเป็น  ทั้งนี้  จะมีการหารือแนวทางการจัดสรรอีกครั้งภายในวันที่ 25 กรกฎาคม 2559 เพื่อสรุปแนวทางการจัดสรร จากนั้นจะเสนอผ่านคณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้องและคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้ความเห็นชอบต่อไป

 

‘รวมกันเป็นหนึ่ง’อีดีลฟิตรี่ ไคโร-ซูดาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233647

มุสลิม, รวมกัน, เป็นหนึ่ง, ดีล, ฟิต, รี่, ไคโร, ซูดาน, ไคโร-ซูดาน, รวมกันเป็นหนึ่ง, ฟานุส

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 14 ก.ค. 2559

‘รวมกันเป็นหนึ่ง’อีดีลฟิตรี่ ไคโร-ซูดาน

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน: ‘รวมกันเป็นหนึ่ง’อีดีลฟิตรี่ ไคโร-ซูดาน

          สดๆร้อนๆ การเฉลิมฉลองวันอีดีลฟิตรี่ หลังจากสิ้นสุดของเดือนรอมาฎอน ซึ่งหนึ่งเดือนเต็มๆที่พี่น้องมุสลิมทั่วโลกต้องอดอาหาร อดน้ำ ละเว้นในสิ่งที่ไม่ดีต่างๆทั้งกาย วาจาและใจ เดือนนี้จะเป็นเดือนแห่งการทำความดี เดือนแห่งการแบ่งปัน และเดือนแห่งการทดสอบศรัทธาที่มีต่อพระเจ้ากับตัวเราเอง เดือนนี้ในประเทศอียิปต์จะประดับประดาไปด้วยโคมไฟซึ่งเรียกว่า “ฟานุส” อย่างสวยงามตลอดเดือน เป็นสัญลักษณ์ของเดือนรอมาฎอน ความสวยงามในเดือนนี้ต้องมาพบเจอด้วยตัวเองแล้วจะรู้ว่า ชาวอียิปต์เมื่อถึงเดือนนี้เขาจะมีความแตกต่างในการใช้ชีวิตของเดือนปกติทั่วไปมาก เพราะความศรัทธาและความเชื่อมั่นในศาสนา รวมถึงเชื่อมั่นและวางใจผู้นำศาสนา ตั้งแต่การเริ่มต้นดูดวงจันทร์เพื่อกำหนดวันถือศีลอด จนถึงการดูดวงจันทร์อีกครั้งเพื่อกำหนดวันเฉลิมฉลองอีดีลฟิตรี่ ชาวอียิปต์มีความเป็นหนึ่งเดียวอย่างน่าทึ่งที่สุด

น้องๆนักศึกษาในรั้วมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรในประเทศอียิปต์ หรือน้องๆนักศึกษาที่ประเทศซูดาน ที่ยังคงปักหลักอยู่ในประเทศของตัวเอง คงได้เห็นความสวยงามในเดือนแห่งความสิริมงคลเดือนนี้จากการปรับตัว การเปลี่ยนแปลงของพี่น้องมุสลิมอียิปต์จากหน้ามือเป็นหลังมืออย่างน่าทึ่ง ความมีน้ำใจ ช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยไม่มีพรมแดนเมื่อยามใกล้เวลาละศีลอด ทำให้น้องๆเข้าใจถึงความ ความศักดิ์สิทธิ์ของศาสนาและความศรัทธาที่ชาวอียิปต์ให้ความย่ำเกรงเป็นที่สุด เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ทำให้น้องๆได้เห็นว่าอียิปต์แม้จะมีความรุนแรง ชัดเจน แต่ในทางกลับกันเมื่อเข้าสู่บทศาสนาพวกเขาจะกลายเป็นอีกคนที่มีความนอบน้อมถ่อมตนและน่ารักเป็นที่สุด ตลอดเดือนที่น้องๆนักศึกษาได้อาศัยอาหารจากมาอีดะห์อัรเราะห์มาน ซึ่งเป็นอาหารที่อาหรับได้รวบรวมเงินจากรายได้การค้าขาย การทำงานมารวมกันเป็นมืออาหารเลี้ยงสำหรับผู้ถือศีลอดตลอดเดือน และยังเป็นเงินเพื่อบริจาคให้กับทุกคนที่ยากจนโดยเฉพาะนักศึกษาศาสนาอย่างเราๆทั่วไป

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. 59 อียิปต์และซูดานประกาศให้เป็นวันออกบวด หรือ วันตรุษอีดีลฟิตรี่ ทุกครั้วเรือนต่างทำความสะอาดบ้านเรือน เตรียมอาหาร เตรียมชุดกันอย่างมีความสุขเพื่อที่จะทำการละหมาดร่วมกัน วันนี้น้องๆนักศึกษามุสลิมที่ศึกษาอยู่ในประเทศอียิปต์ตื่นเต้นไม่แพ้ชาวอียิปต์ ต่างจัดเตรียมชุดกันอย่างสวยงามเพื่อสร้างปรากฎการณ์ใหม่ให้ชาวอียิปต์ต้องตะลึง นี่คือความสวยงามของนักศึกษาไทยที่ต่างสร้างภาพให้อาหรับได้เห็นถึงความเป็นเอกลักษณ์ของตัวเรา น้องๆในสามจังหวัดชายแดนใต้ ต่างแต่งตัวด้วยชุดโต๊บสีสันเป็นทีมอย่างสวยงาม มีบางกลุ่มมาในชุดสีขาว พร้อมๆการอารักษ์ขาน้องๆมุสลีมะห์ที่มาร่วมละหมาดในวันอีด แต่ก็ต้องป้องกันความปลอดภัยไว้เป็นอย่างดี บางกลุ่มของนักศึกษามาในชุดหลากสีด้วยความเป็นหนึ่งเดียว

และที่สำคัญคือ กลุ่มเวสป้า ที่ตระเวณขับจับกลุ่มกันในชุดฮารีรายอเป็นอีกกลุ่มที่เติมสีสันให้กับวันอีดในอียิปต์ปีนี้ หลังจากละหมาดร่วมกันทั่วประเทศแล้วน้องๆนักศึกษาแต่ละชมรมก็จัดงานเฉลิมฉลองกันในกลุ่มของตัวเอง ด้วยการร่วมกันทำอาหาร การตักเตือนจากรุ่นพี่ พร้อมการรับประทานอาหารร่วมกัน และหลังจากนั้นก็จัดทริปทัวร์เล็กๆเพื่อร่วมเฉลิมฉลองวันดีๆในประเทศอียิปต์ร่วมกัน

นักศึกษามุสลิมในอียิปต์ แม้ไม่ได้กลับไปร่วมละหมาด ร่วมรับประทานอาหาร หรืออยู่ด้วยกันกับครอบครัว แต่การที่นักศึกษามีชมรม มีรุ่นพี่ มีสมาคมฯ ความรู้สึกเหงาก็จางลงไปได้เยอะทีเดียวเพราะเราอยู่กันที่นี่แบบพี่น้องมีอะไรช่วยเหลือซึ่งกันและกัน คอยปกป้อง คอยดูแลในทุกยามที่เกิดความเดือดร้อนของสังคมไทยในประเทศอียิปต์ ไม่เพียงแต่นักศึกษาไทยให้ความเคารพในเดือนนี้เท่านั้น หากแต่พี่น้องๆคนไทยที่เดินทางมาทำงานและอาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์และซูดานต่างให้ความเคารพในเดือนนี้ ไม่ว่าจะด้วยการโพสรูปอาหาร หรือการแต่งกายออกไปทำงาน ทุกอย่างพวกเราเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างน่าทึ่ง เพราะเราอยู่ในประเทศนี้ เราต้องศึกษาและมองรอบด้านเพื่อเป็นความรู้และเป็นเกราะกำบังจากอันตรายต่างๆได้ แม้จะอยู่ในเดือนแห่งการถือศีลก็ตาม

การรวมตัวกันในวันอีดีลฟิตรี่ เป็นการรำลึกถึงเวลาที่ผ่านมาของหนึ่งเดือนเต็มว่าเราใช้ชีวิตอย่างไร การเห็นผู้อื่นเดือดร้อน ไม่มีอาหาร ไม่มีเสื้อผ้า เราควรทำอย่างไร สังคมจะเป็นสุขได้นั้นต้องไม่ทำร้ายซึ่งกันและกันไม่ว่าจะเป็นการกระทำด้วย กาย วาจาหรือใจ คือ คำสอนและสิ่งที่ซ่อนเร้นมากับเดือนแห่งการทำความดี

 

22หน่วยงานเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันพระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233646

22หน่วยงานเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันพระ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 14 ก.ค. 2559

22หน่วยงานเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันพระ

22หน่วยงานเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันพระ : หัวใจไทย

          จากการที่กรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดโครงการเข้าวัดปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ (วันพระ) มาอย่างต่อเนื่อง เดือนละ 4 ครั้ง เพื่อเป็นการสืบทอดพระพุทธศาสนาและสามารถนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ กฤษศญพงษ์ ศิริ อธิบดีกรมการศาสนา (ศน.) กระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า ล่าสุดได้รับรายงานว่าได้รับความร่วมมือจากหลายหน่วยงานเข้าร่วมกิจกรรม มีหน่วยงานราชการ องค์กรพระพุทธศาสนา อุบาสก อุบาสิกา เข้าร่วมสวดมนต์ทำวัตรเช้า ฟังพระธรรมเทศนา และถวายสังฆทาน เข้าวัดปฏิบัติธรรมในวันธรรมสวนะ ที่วัดเทวราชกุญชรวรวิหาร เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร ถึง 22 หน่วยงานรวมกว่า 280 คน ประกอบด้วย

สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรมพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กรมส่งเสริมสหกรณ์ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เปรียญธรรมสมาคมแห่งประเทศไทย กรมธนารักษ์ กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม โรงพยาบาลราชวิถี สำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กรมทรัพยากรน้ำ สำนักบริหารหนี้สาธารณะ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กรมท่าอากาศยาน กรมศิลปากร กรมศุลกากร กรมเจ้าท่า กรมการจัดหางาน กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ถือเป็นแบบอย่างที่ดีแก่พุทธศาสนิกชน

“จากนี้ไป ศน.จะใช้ยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนกิจกรรมเข้าวัดวันพระผ่าน บวร บ้าน วัด โรงเรียน โดยจะเชิญให้พุทธศาสนิกชนในชุมชน และนักเรียนในสถานศึกษามาร่วมทำกิจกรรมที่วัด และจะขอความร่วมมือขยายไปทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ได้รับรายงานว่ามีผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ข้าราชการ บางจังหวัดได้เป็นผู้นำพุทธศาสนิกชนในพื้นที่เข้าวัด ตักบาตร ทำบุญในโอกาสต่างๆ แล้ว นับเป็นเรื่องที่น่ายกย่องเป็นอย่างมาก” อธิบดีกรมการศาสนา กล่าว

“ดาว์พงษ์” เตรียมคัดตัวว่าที่ซี 10,11 ของศธ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233630

ซี11, ซี 10, โยกย้าย, แต่งตั้ง, ดาว์, พงษ์, เตรียม, คัดตัว, ว่าที่, 1011, ของ, ดาว์พงษ์, เตรียมคัดตัวว่าที่ซี, ของศธ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 13 ก.ค. 2559

“ดาว์พงษ์” เตรียมคัดตัวว่าที่ซี 10,11 ของศธ.

“ดาว์พงษ์” เผยเริ่มเช็คประวัติ หาคนทดแทนตำแหน่งซี 10,11 ที่จะว่างลงอีก 8 ตำแหน่ง เน้นคนเก่ง มีความสามารถ ทำงานร่วมคนอื่นได้ ลูกน้องยอมรับ ยันเลือกมองคนในก่อน

เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อเร็ว ๆ นี้มีมติเห็นชอบตามที่ศธ.เสนอแต่งตั้ง รศ.ดร.บัณฑิต ทิพากร  รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เป็น รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา( สกอ.) เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดทำรายชื่อแต่งตั้ง โยกย้ายข้าราชการระดับสูง ซึ่งจะมีผู้เกษียณอายุราชการในเดือนกันยายน 2559 นี้จำนวน 8 ตำแหน่ง โดยเป็น ระดับ 11 จำนวน 2 ตำแหน่ง คือ ปลัด ศธ. และ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) และระดับ 10 จำนวน  6 ตำแหน่ง ได้แก่ รองปลัดศธ. 1 ตำแหน่ง และผู้ตรวจราชการ ศธ.2 ตำแหน่ง  รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.)  1 ตำแหน่ง  รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) 2 ตำแหน่งนั้น   ได้หารือเบื้องต้นอย่างไม่เป็นทางการแล้ว โดยระดับ 11 ได้หารือกับรมช.ศึกษาธิการ และมีการเสนอรายชื่อให้พิจารณาแล้ว  แต่ตนยังไม่ได้ตัดสินใจ เพราะยังต้องรอดูรายชื่อที่ รศ.นพ.กำจร  ตติยกวี ปลัด ศธ. และน.ส.อาภรณ์  แก่นวงษ์ เลขาธิกา รกกอ. ผู้ดำรงตำแหน่งคนปัจจุบันจะเสนอเข้ามาพิจารณาด้วย  จากนั้นจึงจะพิจารณาด้วยดูความเหมาะสมอีกครั้ง ส่วนระดับ 10 จะหารือกับปลัดศธ. ซึ่งได้มีการเสนอรายชื่อเข้ามาให้พิจารณาแล้วเช่นกัน

“ตอนนี้มีการเสนอรายชื่อทั้งระดับ 11 และ 10 เข้ามาให้ผมพิจารณา แล้วแต่ยังไม่ได้ทำเป็นบัญชี เป็นเพียงชื่อที่จดโน้ตมาดูกัน  ซึ่งก็ได้หารือกับปลัดศธ. และรมช.ศึกษาธิการ ในเบื้องต้นแล้ว จะต้องดูตามความอาวุโส ความสามารถ และการทำงานร่วมกับคนอื่นๆ  ส่วนจะมีคนนอกเข้ามาดำรงตำแหน่งหรือไม่นั้น นาทีนี้ไม่พิจารณาคนนอกจะเลือกจากคนในศธ.ก่อน  ส่วนจะเลือกแต่งตั้งจากระดับ 10 ขึ้น 11 หรือเป็นการโยกสลับตำแหน่งนั้น  ก็อาจจะต้องดูให้เชื่อมโยงกันหมด เช่น ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ซึ่งได้ต่ออายุราชการในตำแหน่งเดิม 1 ปีแล้ว ก็ต้องดูว่าจะให้หมุนไปตำแหน่งอีก หรือให้ต่อในตำแหน่งเดิมอีกวาระ  โดยการแต่งตั้งโยกย้ายครั้งนี้ ผมจะพิจารณาอย่างรอบด้าน”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตาม ได้ฝากการบ้านให้รมช.ศึกษาธิการ 2 ท่านและ ปลัดศธ.ไปคัดเลือกคนที่เหมาะสม โดยหลักการต้องการพิจารณาคนในศธ.ก่อน  คุณสมบัติต้องทำงานได้  ซึ่งจะทำงานเก่งหรือไม่เก่งตนไม่ห่วง แต่ต้องทำงานร่วมกันได้  รวมทั้งเป็นคนดีและเป็นที่ยอมรับของลูกน้อง ไม่ใช่เข้ามาทำงานแล้วลูกน้องพากันส่ายหน้า ที่สำคัญต้องเป็นผู้ที่มีทัศนคติที่ดีต่อประเทศไทยซึ่งการทำงานที่ผ่านมาก็ ดูออกแล้วว่าใครเป็นอย่างไร

 

ออกม.44เคลียร์ปัญหาตั้งอกศจ.ให้ชัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233617


ศึกษาธิการภาค, กศจ., ออก, 44เคลียร์ปัญหาตั้, งอก, ให้, ชัด, 7 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัดตามข้อ 8, อกศจ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 13 ก.ค. 2559

ออกม.44เคลียร์ปัญหาตั้งอกศจ.ให้ชัด

ศธ.ขอใช้คำสั่งม.44 แก้ไขข้อขัดข้องในการตั้งอกศจ. กำหนดชัดเป็นอำนาจของ คปภ.และให้ ศธภ.ขึ้นตรงกับ รมว.ศึกษาธิการ

เมื่อวันที่ 13 ก.ค.รศ.นพ.กำจร  ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา  คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ลงนามคำสั่ง ที่ 38/2559 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่10/2559และคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 11/2559 โดยสาระสำคัญของการมีคำสั่งฉบับนี้ เพื่อให้การทำงานมีความชัดเจน ว่า อำนาจ การแต่งตั้งอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (อกศจ.) อนุกรรมการ และคณะทำงาน ใน คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นอำนาจของคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค (คปภ.) ที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นประธาน  และให้ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) ขึ้นตรงต่อรมว.ศึกษาการ โดยตรง เนื่องจากที่ผ่านมา มีการตีความในเรื่องนี้ จนทำให้เกิดความขัดแย้ง ทำให้การทำงานไม่เกิดความต่อเนื่อง

สำหรับคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 38/2559 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่10/2559และคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 11/2559 มีดังนี้ ตามที่มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 10 /2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ลงวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2559 และ คำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 11/2559เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ลงวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2559 นั้น ปรากฏว่ายังมีข้อขัดข้องในการดำเนินการจึงสมควรแก้ไขเพิ่มเติมคำสั่งดัง กล่าวเพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการของกระทรวง ศึกษาธิการในภูมิภาคมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อาศัย อำนาจตามความในมาตรา 44ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของ คสช. จึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

1 ให้ยกเลิกความใน (7) ของข้อ2 ของคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่10 /2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ลงวันที่ 21 มีนาคม พุทธศักราช 2559 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “(7) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัดตามข้อ 8”

2 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (9) ของข้อ2 ของคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 11/2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค “(9) กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการบริหารจัดการการศึกษาในภูมิภาคเพื่อให้การดำเนินการตามคำ สั่งนี้มีความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น 3ให้ยกเลิกความใน (7) ของข้อ 7 ของคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 10/2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน  “(7) เสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค เพื่อแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัดตามข้อ 8”

4ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็น (7/1) ของข้อ7ของคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 10/2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค “(7/1) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงานตามความจำเป็น โดยคำนึงถึงวงเงิน งบ ประมาณที่ได้รับ ความคุ้มค่า และความประหยัด เพื่อช่วยเหลือการปฏิบัติงานของ กศจ. ในส่วนที่มิใช่การปฏิบัติหน้าที่ของคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัดตามข้อ 8 วรรคหนึ่ง”

5 ให้ยกเลิกความในข้อ 8ของคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 10/ 2559 เรื่อง การขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค  และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน  “ข้อ 8 ให้ กศจ. เสนอคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในภูมิภาค เพื่อแต่งตั้งคณะอนุกรรมการศึกษาธิการจังหวัด เรียกโดยย่อว่า “อกศจ.” ทำหน้าที่ช่วยเหลือ หรือกลั่นกรองงานเกี่ยวกับการบรรจุ การแต่งตั้ง การโยกย้าย การดำเนินการทางวินัย การกำหนดวิทยฐานะ หรือการกำหนดสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในจังหวัดให้แก่ กศจ. ให้ อกศจ. ตามวรรคหนึ่ง ประกอบด้วย 1. กรรมการใน กศจ. จำนวนหนึ่งคน เป็นประธานอนุกรรมการ 2. กรรมการใน กศจ. จำนวนสองคน เป็นอนุกรรมการ 3.ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือผู้อำนวยการสถานศึกษาในจังหวัดนั้น จำนวนสองคน เป็นอนุกรรมการ 4.ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวนไม่เกินสามคน เป็นอนุกรรมการ 5.ศึกษาธิการจังหวัด เป็นอนุกรรมการและเลขานุการ กรณีมีความจำเป็น กศจ. อาจเสนอแต่งตั้งข้าราชการในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในจังหวัดจำนวนไม่เกินสองคนเป็นผู้ช่วยเลขานุการได้”

ข้อ 6ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของข้อ3 ของคำสั่งหัวหน้าคสช. ที่ 11/2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน  “ข้อ3ให้ มีศึกษาธิการภาค เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้าง ในสำนักงานศึกษาธิการภาค  ขึ้นตรงต่อรัฐมนตรีว่าการศธ. โดยอาจให้มีรองศึกษาธิการภาคเพื่อช่วยเหลืองานศึกษาธิการภาคก็ได้”

ข้อ 7 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของข้อ 5 ของคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 11/2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาคและให้ใช้ความต่อไปนี้แทน “ข้อ 5 ให้มีศึกษาธิการจังหวัด เป็นผู้บังคับบัญชาข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้าง ในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของศึกษาธิการภาค โดยอาจให้มี รองศึกษาธิการจังหวัดเพื่อช่วยเหลืองานศึกษาธิการจังหวัดก็ได้”

 

เสนอครม.ผลักดันอาสาฬหบูชาเป็นวันเผยแผ่พุทธศาสนาแห่งชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233615

วงล้อธรรมนำพุทธจักรพิทักษ์ไทย, ปฏิญญาสมัชชาเผยแพร่พระพุทธศาสนา, เสนอครม., สมัชชาเผยแพร่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ, เสนอ, ครม, ผลักดัน, อาสาฬหบูชา, เป็น, วัน, เผยแผ่, พุทธศาสนา, แห่งชาติ, วัด, วงล้อธรรมนำพุทธจักรพิทักษ์ไทย
วงล้อธรรมนำพุทธจักรพิทักษ์ไทย, ปฏิญญาสมัชชาเผยแพร่พระพุทธศาสนา, เสนอครม., สมัชชาเผยแพร่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ, เสนอ, ครม, ผลักดัน, อาสาฬหบูชา, เป็น, วัน, เผยแผ่, พุทธศาสนา, แห่งชาติ, วัด, วงล้อธรรมนำพุทธจักรพิทักษ์ไทย

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 13 ก.ค. 2559

เสนอครม.ผลักดันอาสาฬหบูชาเป็นวันเผยแผ่พุทธศาสนาแห่งชาติ

สมัชชาเผยแผ่พุทธศาสนาแห่งชาติ ประกาศปฏิญญาร่วมกัน 6 ข้อ เตรียมเสนอครม.ผลักดันให้วันอาสาฬหบูชาเป็น วันแห่งการเผยแพร่พุทธศาสนาแห่งชาติ

           เมื่อวันที่ 13 ก.ค. ที่ห้องประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซนทรา ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ มหาวิทยาลัยมหามกุฎราชวิทยาลัย(มมร.) รัฐบาลและองค์กรภาคีเครือข่าย จัดงานสมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติครั้งที่ 1 เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโอกาสครองราชย์ครบ 70 ปี สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ  7 รอบ และเนื่องในโอกาสวันสำคัญของชาติและศาสนา วันอาสาฬหบูชา ประจำปี 2559   โดยมีสมเด็จพระมหามุนีวงศ์ กรรมการมหาเถรสมาคม(มส.) เป็นประธานเปิดงาน

สมเด็จพระมหามุนีวงศ์ กล่าวว่า การจัดงานสมัชชาในครั้งนี้เป็นการน้อมนำคำสอนของพระพุทธเจ้ามาใช้ในชีวิตของเราเอง  พระพุทธศาสนาจะอยู่ได้เพราะพุทธบริษัท 4    ต้องร่วมกันพูดคุยกันประสานงานกันบ่อยๆ ตามหลักอปริหานิยธรรม

พระเมธาวินัยรส รองอธิการบดีฝ่ายบริหารมมร. กล่าวว่า สมัชชาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติทั้ง 4 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มองค์กรเครือข่ายชาวพุทธ กลุ่มพระสงฆ์ กลุ่มส่วนราชการ และกลุ่มสื่อมวลชน ได้ประชุมร่วมกันแล้วมีมติประกาศปฏิญญาร่วมกัน  6 ข้อ ดังนี้ 1.ผลักดันให้จัดงานสมัชชาฯต่อเนื่องทุกปี โดยกำหนดให้วันอาสาฬหบูชา เป็นวันเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ 2.กำหนดยุทธศาสตร์ ระดมทรัพยากรปกป้อง สนับสนุนเผยแผ่พระพุทธศาสนา 3. ผลักดันให้มีกฎหมาย กลไกแกนกลางประสานงานให้เป็นเอกภาพ 4. พุทธสถานทุกแห่งร่วมกันพัฒนาศักยภาพการเผยแผ่ทุกมิติทั้งเชิงรุก(พระธรรมทูต) และเชิงรับ(พระธรรมกถึก หรือพระนักเทศน์) 5.หน่วยราชการ ภาครัฐ ร่วมกันเสริมศักยภาพพุทธบริษัทเผยแผ่ให้ถูกต้อง ทันสมัย ทันเหตุการณ์ โดยใช้การมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนช่วยขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบ 6.ให้รัฐเปิดพื้นที่สื่อมวลชนทุกแขนง เพื่อเป็นสื่อกลางเผยแผ่พระพุทธศาสนาโดยพิจารณาจัดสรรคลื่นความถี่ทางวิทยุและโทรทัศน์เป็นการเฉพาะ

พระเมธาวินัยรส กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สมัชชาฯยังมีข้อเสนอต่อรัฐบาล 5 ข้อ ดังนี้ 1. ให้คณะรัฐมนตรี(ครม.) ประกาศให้วันอาสาฬหบูชาเป็นวันแห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนาแห่งชาติ  2. รัฐสนับสนุนกลไกให้เกิดระบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างจริงจังเป็นระบบและต่อเนื่อง 3. รับรองสถานะสมัชชาฯและมีกลไกรับผิดชอบจัดงานทุกปี  4.ผลักดันกฎหมายที่เอื้อต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนา มีจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสม 5.บรรจุวิชาพระพุทธศาสนาในหลักสูตรที่ถูกต้องสอดคล้องตามพระไตรปิฎกในทุกระดับชั้น โดยสมัชชาได้ส่งมอบปฏิญญาและข้อเสนอรัฐบาลให้แก่นายฐากูร ดิษฐอำนาจ ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อนำเสนอต่อรัฐบาล และทางฝ่ายสมัชชาฯจะจัดทำเป็นแผนยุทธศาสตร์เพื่อทำให้เกิดผลเป็นรูปธรรมต่อไป ที่สำคัญหากเผยแผ่นอกกรอบไป ต่อไปจะมีกฎหมายและมีสมัชชาฯ ทำหน้าที่ดูแลด้วย

พระราชธรรมนิเทศ เจ้าอาวาสวัดสวนแก้ว กล่าวว่า  ตอนนี้คนไทยตกงานเยอะ ทำบุญต้องให้เกิดปัญญาอย่าทำบุญให้DSI ทำงานหนัก อาตมาทำบ้านพักคนชรา เพื่อช่วยคน เพราะอยู่ใกล้พระช่วยสั่งสอน กล่อมเกลาจิตใจของคน มีการสื่อหนังสือ คือ มีรัก มีรู้ มีลูก

พระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก กล่าวว่า   วัดควรมีการปลูกพุทธเกษตร เป็นเกษตรเผื่อแผ่กันและกัน เป็นการปลูกผักปลอดสารพิษ ศาสนาต้องกินได้ ถ้าศาสนากินไม่ได้ลำบากมาก ฉะนั้น ทำให้วัด บ้าน โรงเรียน เป็นวิถีชีวิตและสามารถกินได้

นายอนุสรณ์ ฟูเจริญ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า โรงเรียนที่ขึ้นต้นด้วยคำว่า”วัด”มีอยู่ 2 หมื่นกว่าโรงเรียน ต้องมีภาคีร่วมกันเพื่อการขับเคลื่อนไปด้วนกัน ทำอย่างไรจะทำให้เกิดการพูดคุยกันมากขึ้น และสิ่งสำคัญคือ เราต้องสื่อสาระธรรมให้ตรงกัน อะไรคือแก่นของพระพุทธศาสนาที่แท้จริง

ด้านพล.อ.ธงชัย เกื้อสกุล ประธานองค์กรเครือข่ายชาวพุทธ กล่าวว่า เครื่องมือสำคัญที่พระพุทธศาสนายังขาดในการเผยแผ่ คือ สถานีโทรทัศน์ และสถานีวิทยุ เพื่อพระพุทธศาสนา ซึ่งที่ผ่านมาคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)มีแผนที่จะเปิดช่องทีวีสาธารณะจำนวน 12 ช่อง โดยขอให้พระพุทธศาสนา 1 ช่องได้หรือไม่ โดยรัฐอุดหนุนงบให้ส่วนหนึ่ง ส่วนสถานีวิทยุ กสทช. มีแผนแม่บท 5 ปี เกี่ยวกับความจำเป็นในการใช้คลื่น หรือจัดระบบคลื่นความถี่ ก็จะมีคลื่นที่ว่างอยู่ขอให้จัดสรรให้สถานีวิทยุเพื่อพระพุทธศาสนา 2 ช่องได้หรือไม่ ซึ่งที่ผ่านมาเครือข่ายชาวพุทธได้ร้องขอไปแต่ก็ไม่เป็นผล จึงขอความเมตตาจากนายกรัฐมนตรี ใช้มาตรา 44 ออกประกาศ กสทช.จัดตั้งสถานีโทรทัศน์และวิทยุ เพื่อพระพุทธศาสนา ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาได้กว้างขวางยิ่งขึ้น

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เริ่มด้วยจากการชมวิดีทัศน์ ซึ่งมีเนื้อหาสาระว่า…พระพุทธศาสนาเริ่มตั้งประกาศธรรมครั้งแรกเป็นหมุนวงล้อแห่งธรรม ณ ป่าอิสิปนตนมฤคทายวัน อินเดีย โดยพระพุทธเจ้า ศาสดาเอกของโลก ทำให้พระพุทธศาสนาเผยแผ่เข้าสู่ประเทศไทยเป็นดินแดนสุวรรณภูมิ โดยมีพระมหากษัตริย์เป็นพุทธมามกะอุปถัมภ์พระพุทธศาสนามาโดยตลอด จนมาถึง รัชกาลปัจจุบันซึ่งเป็นรัชกาลที่ 9  พระองค์ทรงประกาศปฐมบรมราชองค์การว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ซึ่งเป็นการประกาศในการปกครองเพื่อเกิดสันติสุขในประเทศชาวสยาม สถานการณ์ปัจจุบันทำบ้าน วัด โรงเรียน เกิดภาวะความอ่อนแอจึงผลึกกำลังกันขับเคลื่อนพลังของ บวร ในการกำหนดแนวทางเผยแผ่พระพุทธศาสนาอย่างถูกต้อง

จากนั้นมีการแสดงวัฒนธรรม ” วงล้อธรรมนำพุทธจักรพิทักษ์ไทย ” แสดงถึงความยิ่งใหญ่ของพระพุทธศาสนา แสดงถึงว่าสถาบันพระมหากษัตริย์ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนามาโดยตลอด พวกเราชาวพุทธจะปกป้องพระพุทธศาสนาชั่วชีวิต ด้วยการเผยแผ่พระพุทธศาสนา ด้วยกระบวนการที่ทันต่อโลกต่อการเปลี่ยนแปลง ทุกภาคีทุกเครือข่ายจึงร่วมมือกัน เพื่อความสงบสุขร่มเย็นของชีวิต สังคม และประเทศชาติต่อไป

 

ม.44 แก้ธรรมาภิบาลประเดิมเชือด 2 ราชภัฏ “สุรินทร์-ชัยภูมิ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/233598

สุรินทร์- ชัยภูมิ, สุรินทร์-, ธรรมาภิบาลในสถาบันอุ, ม.44, ม44, แก้, ธรรมาภิบาล, ประเดิม, เชือด, ราชภัฏ, สุรินทร์, ชัยภูมิ, สุรินทร์-ชัยภูมิ, มรภสุรินทร์-มรภชัยภูมิ, สถาบันอุดมศึกษา

สุรินทร์- ชัยภูมิ, สุรินทร์-, ธรรมาภิบาลในสถาบันอุ, ม.44, ม44, แก้, ธรรมาภิบาล, ประเดิม, เชือด, ราชภัฏ, สุรินทร์, ชัยภูมิ, สุรินทร์-ชัยภูมิ, มรภสุรินทร์-มรภชัยภูมิ, สถาบันอุดมศึกษา

สุรินทร์- ชัยภูมิ, สุรินทร์-, ธรรมาภิบาลในสถาบันอุ, ม.44, ม44, แก้, ธรรมาภิบาล, ประเดิม, เชือด, ราชภัฏ, สุรินทร์, ชัยภูมิ, สุรินทร์-ชัยภูมิ, มรภสุรินทร์-มรภชัยภูมิ, สถาบันอุดมศึกษา

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 13 ก.ค. 2559

ม.44 แก้ธรรมาภิบาลประเดิมเชือด 2 ราชภัฏ “สุรินทร์-ชัยภูมิ”

นายกฯ ใช้อำนาจม.44 แก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในอุดมศึกษา เปิดทาง รมว.ศึกษาธิการ มีอำนาจจัดการม.รัฐที่มีปัญหา พร้อมให้คำสั่งมีผลบังคับใช้กับ “มรภ.สุรินทร์-มรภ.ชัยภูมิ”

พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เปิดเผยว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 39/2559 เรื่องการจัดระเบียบและแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลงนามวันที่ 13 กรกฎาคม ระบุว่า ตามที่ปรากฎข้อเท็จจริงสถาบันอุดมศึกษาบางแห่ง เปิดการสอนและจัดการศึกษาทั้งในและนอกสถานที่ โดยใช้หลักสูตรที่ไม่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน ผลิตบัณฑิตที่มีปัญหาด้านคุณภาพ และไม่สอดคล้อกับความต้องการของประเทศ ซึ่งสภาสถาบันอุดมศึกษาบางแห่งอาศัยอำนาจและช่องว่างทางกฎหมายดำเนินการใน ลักษณะที่ส่อเจตนาแสวงหาประโยชน์ส่วนตัว หรือเพื่อให้คงอยู่ในตำแหน่งต่อไป มีการกลั่นแกล้งฝ่ายตรงข้าม จนกระทั่งเกิดปัญหาร้องเรียนและฟ้องร้อง ทางคดีเป็นจำนวนมาก ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ และการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษา แม้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้พยายามใช้กลไกทางกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน ให้สถาบันอุดมศึกษาดังกล่าว แก้ไข ทบทวน หรือดำเนินการใหม่ในเรื่องต่าง ๆ แล้ว แต่ไม่อาจทำให้ปัญหาคลี่คลายได้โดยเร็ว การดำเนินการของสถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้จึงไม่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล และส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศโดยตรง ดังนั้น เพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางปฏิรูปการศึกษาของรัฐบาล และธำรงไว้ซึ่งความเป็นสถาบันทางวิชาการชั้นสูงของสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่ง จึงจำเป็นต้องแก้ไขสถานการณ์ความไม่ถูกต้องและไม่ชอบธรรมของการดำเนินการ ของสถาบันอุดมศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพ และสร้างความมั่นใจแก่สังคมโดยรวมต่อไป

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 หัวหน้า คสช.โดยความเห็นชอบของ คสช.มีคำสั่ง ดังต่อไปนี้ 1.ในคำสั่งนี้ “สถาบันอุดมศึกษา” หมายความว่า สถาบันอุดมศึกษาของรัฐที่อยู่ในสังกัดและในกำกับ ของ ศธ.และให้หมายความรวมถึงสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ตามกฎหมายว่าด้วยสถาบันอุดมศึกษาเอกชนด้วย

2.ในกรณีที่ปรากฏว่าการดำเนินการเพื่อให้ได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภา สถาบันอุดมศึกษา กรรมการสภาฯ หรืออธิการบดี ก่อให้เกิดความขัดแย้ง ขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือฝ่าฝืนบทบัญญัติแห่งกฎหมายให้ รมว.ศึกษาธิการ มีอำนาจยับยั้งการแต่งตั้ง หรือการดำเนินการเพื่อได้มาผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าว

3.เพื่อ ให้การดำเนินการของสถาบันอุดมศึกษา มีประสิทธิภาพสูงสุด การแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งนายกสภาฯ กรรมการสภาฯ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ต่อไปนี้  ผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภาฯ จะดำรงตำแหน่งนายกสภาฯ ในเวลาเดียวกัน สำหรับผู้ที่ดำรงตำแหน่งนายกสภาฯ 2 แห่งแล้ว อาจจะรับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสภาฯ ได้อีกไม่เกิน 1 แห่ง ส่วนผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่ 1 แห่งอาจจะรับแต่งตั้งได้ไม่เกิน 2 แห่ง กรณีดำรงตำแหน่งกรรมการสภาฯ ครบ 4 แห่งไม่อาจรับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสภาฯ หรือกรรมการสภาฯ ในเวลาเดียวกันได้อีก

ผู้ดำรงตำแหน่งนายกสภาฯ หรือกรรมการสภาฯ ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐตามวรรคหนึ่ง ไม่มีสิทธิ์ได้รับค่าตอบแทน เบี้ยประชุม หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดนอกเหนือจากในฐานะนายกสภาฯ หรือกรรมการสภาฯ จากสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น เว้นแต่เป็นไปตามระเบียบหลักเกณฑ์ที่ รมว.ศึกษาธิการ กำหนดหรือให้ความเห็นชอบ ความในวรรคหนึ่งและวรรคสอง ไม่นำมาใช้บังคับแก่ผู้ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสภาฯ หรือกรรมการสภาฯ อยู่ในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้

4.ให้ คณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) รายงานต่อ รมว.ศึกษาธิการ เมื่อปรากฎว่าสภาสถาบันอุดมศึกษา หรือ สถาบันอุดมศึกษาแห่งใด มีกรณีดังต่อไปนี้ 1.จัดการศึกษาไม่เป็นไปตามมาตรฐานอุดมศึกษา หรือมาตรฐานหลักสูตร จนอาจก่อให้เกิดความเสียหาย แก่นิสิต นักศึกษา ระบบการศึกษา สังคม หรือประเทศชาติ 2.จงใจหลีกเลี่ยง หรือประวิงการปฏิบัติตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับของสถาบันอุดมศึกษา หรือคำสั่งของ รมว.ศึกษาธิการ ที่สั่งการตามคำสั่งนี้ หรือตามกฎหมาย 3.นายกสภาฯ กรรมการสภาฯ หรือผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา มีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต 4.ก่อให้เกิดปัญหาความขัดแย้งภายในสถาบันอุดมศึกษา จนสภาฯ หรือสถาบันอุดมศึกษา ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ ให้ดำเนินการตามวรรคหนึ่ง กกอ.อาจจะตั้งคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือมอบหมายบุคคลใดบุคคลหนึ่ง หรือหลายคนตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน

5.เมื่อ มีกรณีตามข้อ 4 ให้รมว.ศึกษาธิการ โดยคำแนะนำของ กกอ.มีอำนาจสั่งการให้สภาฯ หรือสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น ยับยั้งการรับนิสิต นักศึกษา ปิดหลักสูตร ยุติการจัดการศึกษา หรือดำเนินการอื่นใด ใน การดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้ รมว.ศึกษาธิการ มีอำนาจขอข้อมูลจากบุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือสั่งให้ดำเนินการในเรื่องเกี่ยวกับการได้มาซึ่งผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ในสถาบันอุดมศึกษา ภายในระยะเวลา หรือให้ดำเนินการใด ๆ เพื่อระงับ ยับยั้ง หรือยุติ เหตุที่เกิดขึ้นนั้น

6.เมื่อ มีกรณีตามข้อ 4 และปรากฏว่าสภาฯ หรือสถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้น เป็นสภาฯ หรือสถาบันอุดมศึกษา ที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วย สถาบันอุดมศึกษาเอกชน ให้รมว.ศึกษาธิการ โดยคำแนะนำของ กกอ.มีอำนาจสั่งให้สถาบันอุดมศึกษาแห่งนั้นอยู่ในการควบคุมของ สกอ.ตามมาตรา 68 วรรคสอง แห่งพ.ร.บ.สถาบันอุดมศึกษาเอกชน พ.ศ.2546

7.ให้ สภาฯหรือสถาบันอุดมศึกษา ดำเนินการทางอาญา  ทางละเมิด หรือทางวินัยแก่ผู้ซึ่งได้กระทำการให้เกิดเหตุตามข้อ 4 ด้วย

8.ให้รมว.ศึกษาธิการ โดยคำแนะนำของกกอ.กำหนดมาตรการให้สถาบันอุดมศึกษา แก้ไขเยียวยาความเดือดร้อน หรือเสียหายให้แก่นิสิต นักศึกษา ซึ่งได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามข้อ 5 หรือข้อ 6 หรืออาจสั่ง หรือมอบหมายให้สถาบันอุดมศึกษาอื่น แก้ไขเยียวยา ความเดือดร้อน หรือเสียหายของนิสิต นักศึกษาเหล่านี้ด้วยก็ได้

ในการดำเนินการตามวรรคหนึ่ง สภาฯ และผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษา หรือบุคลากรของสถาบันอุดมศึกษา ที่ถูกดำเนินการตามข้อ 5 หรือข้อ 6 ไม่พ้นจากความรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่นิสิต นักศึกษา

9.ให้รมว.ศึกษาธิการ โดยคำแนะนำของ กกอ.มีอำนาจสั่งให้ผู้ดำรงตำแหน่งใดในสถาบันอุดมศึกษา หยุดการปฏิบัติหน้าที่ พ้นจากตำแหน่งหน้าที่ หรือให้ไปปฏิบัติงานในหน่วยงานแห่งอื่น และแต่งตั้งหรือมอบหมายให้บุคคลใด บุคคลหนึ่ง หรือหลายคนเข้าปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งต่าง ๆ ในสถาบันอุดมศึกษานั้น ในกรณีที่นายกสภาฯ และกรรมการสภาฯ ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ทั้งคณะ ให้รมว.ศึกษาธิการ แต่งตั้งผู้ปฏิบัติหน้าที่แทน จำนวนไม่น้อยกว่า 5 คนแต่ไม่เกิน 15 คน ผู้ ซึ่งถูกให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ไม่มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน เบี้ยประชุม สิทธิประโยชน์ หรือเงินประจำตำแหน่งใด ตำแหน่งนั้น และผู้ที่ได้รับหรือมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ต่าง ๆ ในสถาบันอุดมศึกษาตามคำสั่งนี้มีสิทธิได้รับค่าตอบแทน เบี้ยประชุม สิทธิประโยชน์ หรือเงินประจำตำแหน่ง ตามระเบียบราชการ หรือสภาฯ กำหนดแล้วแต่กรณี

10.ผู้ ซึ่งได้รับตำแหน่งหรือมอบหมายให้ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งนี้ ได้กระทำการตามอำนาจหน้าที่โดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุย่อมได้รับความคุ้มครองและไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย แต่ไม่ตัดสิทธิผู้ได้รับความเสียหายที่จะเรียกร้องค่าเสียหายจากทางราชการ ตามกฎหมาย ว่าด้วย ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่

11.การแก้ไขเยียวยาความเดือดร้อน หรือเสียหายแก่นิสิต นักศึกษาตามข้อ 8 รวมทั้งค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินการตามคำสั่ง ให้เบิกจ่ายจากสถาบันอุดมศึกษาที่เป็นต้นเหตุแห่งการนั้น

12.เมื่อ คำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ให้ดำเนินการตามคำสั่งนี้แก่ มหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) สุรินทร์ และ มรภ.ชัยภูมิ โดยทันที การนำข้อ 4,5,6,7,8,9,10 และ 11 มาบังคับใช้แก่สถาบันอุดมศึกษาอื่น นอกเหนือจากสถาบันอุดมศึกษาตามวรรคหนึ่ง ซึ่งกระทำผิดกฎหมายหรือมีกรณีตามข้อ 4 และแก้ไขเยียวยาโดยมาตรการปกติไม่ได้ หรือล่าช้าจนเกิดความเสียต่อระบบ หรือนิสิต นักศึกษาจำนวนมากให้เป็นไปตามที่ คสช.กำหนด

13.ใน กรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งนี้ ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของ รมว.ศึกษาธิการ และ14.สถาบันอุดมศึกษาใดมิได้อยู่ในสังกัดหรือกำกับดูแลของ ศธ.ให้รัฐมนตรีเจ้าสังกัด หรือรัฐมนตรีซึ่งกำกับดูแล หรือรักษาการตามพ.ร.บ.จัดตั้งสถาบันอุดมศึกษานั้น มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือสั่งให้ สถาบันอุดมศึกษานั้น ปฏิบัติตามคำสั่งนี้ โดยอนุโลม โดยจะขอคำแนะนำจาก กกอ.ด้วยหรือไม่ก็ได้ ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งนี้ให้เป็นไปตามคำวินิจฉัยของ รัฐมนตรีตามวรรคหนึ่ง โดยคำสั่งนี้ใช้บังคับตั้งแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

“คำสั่งนี้ จะมีผลบังคับใช้ทันทีกับมรภ.ราชภัฏสุรินทร์ และมรภ.ชัยภูมิ เนื่องจากมีปัญหาขัดแย้งมายาวนาน  คาราคาซังมานานหลายปี และแก้ปัญหาไม่ได้ ส่วนมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่มีปัญหาอยู่ในปัจจุบัน กกอ. สามารถส่งคณะทำงานเข้าไปตรวจสอบ และหากพบ ว่ามีประเด็นปัญหา ที่ต้องเข้าไปควบคุม สามารถเสนอให้ตนพิจารณาสั่งตั้งคณะกรรมการควบคุมเข้าไปดูแลได้ทันที โดยคำสั่งนี้มีผลบังคับใช้ ทั้งกับมหาวิทยาลัยรัฐ เอกชน รวมถึงมหาวิทยาลัยสังกัดกระทรวงอื่น ๆ ด้วย  ทั้งนี้ยืนยันว่าคำสั่งดังกล่าว จะเข้าไปเพื่อแก้ปัญหา หากมหาวิทยาลัยมีธรรมาภิบาลดีขึ้นแล้ว ก็จะถอยออกมาให้มหาวิทยาลัยดูแลเองตามเดิม  ส่วนที่ให้นายกสภาฯ ดำรงตำแหน่งได้ไม่เกิน 3 แห่ง นั้น หากใครเป็นเกินอยู่แล้วในปัจจุบัน ก็ให้ดำรงต่อไปจนครบวาระ เพราะถือว่า คำสั่งนี้ยังไม่ประกาศใช้  แต่ต่อไปจะเป็นเกินกว่าที่กำหนดไว้ไม่ได้”พล.อ.ดาวพงษ์กล่าว และว่า ส่วนที่นายกฤณพงศ์ กรติกร  อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการศธ. ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) แต่ปัจจุบันดำรงตำแหน่งนายกสภาฯ และกรรมการสภาฯ อยู่หลายแห่งนั้น จะยังถือว่ามีสิทธิรับตำแหน่งนายกสภามก. อีกหรือไม่นั้น เรื่องนี้นายกฤณพงศ์ ต้องพิจารณาเอง ซึ่งหากเป็นนายกสภา เกินกว่า ที่คำสั่งกำหนด ก็อาจเลือกลาออกที่ใดที่หนึ่งแล้วมารับตำแหน่งที่ใหม่ก็ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันกลุ่มคณจารย์ พนักงานมหาวิทยาลัย บุคลากร ศิษย์เก่าแลศิษย์ปัจจุบันของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก ทั้ง 4 วิทยาเขต คือ วิทยาเขตบางพระ อุเทนถวาย จันบุรี และจักรพงษภูวนารถ  ได้มายื่นหนังสือถึงรมว.ศึกษาธิการ ของให้ใช้ม.44 ดำเนินการกับนายกสภาฯ กรรมการสภาฯเสียงข้างมาก กรณีมีมติถอนถอนอธิการบดีอย่างไม่เป็นธรรม  และแต่งตั้งพรรคพวกในสภาฯมารักษาราชการแทนอธิการบดี และรองอธิการบดี โดยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และไร้ธรรมาภิบาล