สปสช.ต้านภัยป้องกันโควิด-19อบรม-สอนทำหน้ากากผ้ามาตรฐาน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/421488?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สปสช.ต้านภัยป้องกันโควิด-19อบรม-สอนทำหน้ากากผ้ามาตรฐาน

10 มีนาคม 2563 – 10:50 น.
สปสช,โควิด-19,โคโรน่า,หน้ากากอนามัย,หน้ากากทางเลือก,กรมควคุมโรค
เปิดอ่าน 149 ครั้ง

สปสช.ต้านภัยป้องกันโควิด-19 อบรม-สอนทำหน้ากากผ้ามาตรฐาน โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

หน้ากากอนามัยและหน้ากากทางเลือกกลายเป็นอาวุธประจำตัวของประชาชนในการป้องกันไวรัสโควิด-19 เพราะด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดที่ขณะนี้มีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นทุกวัน การดูแลสุขภาพ ป้องกันตัวเองจึงเป็นการปฏิบัติตัวที่ทุกคนต้องร่วมด้วยช่วยกัน

อ่านข่าว-“สาธิต” ฟันไม่เลี้ยง จนท.สธ. กักตุน “หน้ากากอนามัย”

วันที่ 9 มีนาคม สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) และเครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน​ ร่วมกันจัดกิจกรรม “สปสช.สานใจ ต้านภัย ป้องกันไวรัสโคโรน่า (โควิด-19)” พร้อมอบรมสอนวิธีการทำหน้ากากผ้าที่ได้มาตรฐาน โดยมีตัวแทนประชาชนกว่า 50 คนจากในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคกลางเข้าร่วม เพื่อฝึกทำหน้ากากทางเลือกนำไปใช้ในชุมชนและพื้นที่ รวมถึงรองรับการขาดแคลนหน้ากากอนามัยอีกด้วย

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการ สปสช. กล่าวว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมาจนถึงขณะนี้ ประเทศไทยยังคงพบผู้ติดเชื้ออย่างต่อเนื่อง ซึ่งมาตรการสำคัญในการป้องกันการติดโควิด-19 ตามคำแนะนำกระทรวงสาธารณสุข คือการหลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีคนอยู่แออัด หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่มีอาการโรคระบบทางเดินหายใจ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ และสวมหน้ากากผ้าเพื่อป้องกัน
“สถานการณ์โควิด-19 ตอนนี้ภาครัฐมีการดำเนินการอย่างเต็มที่ แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เป็นเพียงหน้าที่ของรัฐเท่านั้น ซึ่งการรวมพลังครั้งนี้ถือเป็นความร่วมมือของคนไทยที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน โดยในส่วนของ สปสช. ได้ดำเนินการในพื้นที่ 8,000 กว่าตำบลที่มีกองทุนหลักประกันสุขภาพได้ร่วมกันจัดกิจกรรมให้ภาคประชาชน หรือสังคมมีส่วนร่วมในการเป็นเจ้าของ แก้ไขปัญหาไวรัสโควิด-19 ทั้งในส่วนของการป้องกันการแก้ไขการระบาด การให้ความรู้แก่ประชาชน” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว

อย่างไรก็ตามขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีข่าวข้อมูลมากมายที่ทำให้ประชาชนเกิดความวิตกกังวล ความกลัว และทำให้เกิดการตีตราร่วมด้วย ดังนั้นหากภาคประชาชน ชุมชนได้มีส่วนร่วม มีความรู้ความเข้าใจ ความจริงตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่เพียงข้อมูลข่าวสารในโลกโซเชียลมีเดีย ทุกคนต้องพิจารณาข้อมูลข่าวสาร แหล่งข่าวให้ดี รวมถึงร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่เราจะช่วยและสามารถทำได้ คือการทำหน้ากากผ้าใช้เอง หรือทำเพื่อคนในครอบครัว และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ผู้อื่น

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา

ผศ.ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา คณบดีวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะกรรมการ สปสช. กล่าวว่า ครั้งนี้เป็นโอกาสดีท่ามกลางวิกฤติ ซึ่งเป็นการทำกิจกรรมร่วมกัน เพราะสถานการณ์ของโควิด-19 สามารถบริหารจัดการได้ หากทุกคนมีความรู้ มีระบบการให้ข้อมูล และมีจิตใจช่วยป้องกันอย่างเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันจากการทำหน้ากากผ้าของภาคประชาชน ชุมชน นอกจากเป็นการลดการตื่นตระหนกของประชาชนในการขาดแคลนหน้ากากอนามัยแล้ว ยังเป็นการป้องกันตัวเองและผู้อื่น เพราะหวังจะพึ่งรัฐอย่างเดียวคงไม่ได้ ไม่มั่นใจว่ารัฐเราจะร่ำรวยมาดูแลเรื่องนี้เพียงอย่างเดียว ฉะนั้นสิ่งที่ทุกคนไม่ควรจะรอคือ ชุมชน ภาคประชาชนที่มีการรวมตัวกันเพื่อสร้างสังคมน่าอยู่ เกื้อกูลกัน อย่าง พอช. เครือข่ายกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งเมื่อมีการร่วมมือกันจะทำให้ปัญหาโควิด-19 ลดน้อยลง โดยหลังจากมีการจัดทำหน้ากากผ้าแล้ว จะมีกิจกรรมให้ประชาชนร่วมกันจัดทำสบู่ล้างมือต่อไป
ปฏิภาณ จุมผา รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า โควิด-19 กลายเป็นโจทย์ของมนุษยชาติ หรือโจทย์ของคนทุกคน ทุกองค์กร ถึงเวลาที่ต้องใช้โอกาสนี้รวมพลังของภาคประชาชนแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของไทยที่จะได้เห็นความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนที่มีอยู่ทุกพื้นที่ โดยในส่วนของกองทุนสวัสดิการชุมชนมีจำนวน 5,997 กองทุน มีงบประมาณ 15,549 ล้านบาท เรามีพลังภาคประชาชนเต็มพื้นที่ และการที่ภาคประชาชนเป็นหุ้นส่วนและเป็นเจ้าของปัญหาเรื่องนี้ พอมีโรคนี้ขึ้นมาจะต้องไม่โทษใคร แต่จะร่วมกันโดยเอาปัญหาเป็นตัวตั้งและทำทันที

ปฏิภาณ จุมผา

“ตอนนี้มี 13 จังหวัด 88 กองทุน ได้ให้ข้อมูลความรู้แก่ประชาชน และจัดทำหน้ากากผ้ามาตรฐานเพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่คนในชุมชน คาดว่าจะจัดทำหน้ากากผ้าให้แล้วเสร็จ 444,800 ชิ้น ภายในวันที่ 15 มีนาคมนี้ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งพลังในการช่วยประชาชน และคืนหน้ากากอนามัยให้แก่ประชาชน และโรงพยาบาล ส่วนงบประมาณในการดำเนินการนั้น ขณะนี้แต่ละกองทุนมีการจัดสรรงบประมาณเบื้องต้นตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่จะไม่มีปัญหาในเรื่องการดำเนินการอย่างแน่นอน” ปฏิภาณ กล่าว
ปาลิน ธำรงรัตนศิลป์ เครือข่ายสวัสดิการชุมชน กล่าวว่า โควิด-19 เป็นเรื่องสำคัญที่คงจะรอใครไม่ได้ เราในฐานะที่เป็นชุมชน เป็นภาคประชาชนต้องช่วยเหลือกันเองตามสวัสดิการชุมชน โดยจะทำหน้าที่ 2 เรื่องสำคัญ คือ 1.การนำความรู้ไปสื่อสารกับพี่น้องเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศให้รู้วิธีการป้องกัน ระแวดระวังในพื้นที่ ดูแลสุขภาพ ความสะอาด การคัดกรอง การประเมินในชุมชน ใช้วิกฤติตรงนี้ให้เป็นโอกาสในการสร้างความรู้ กระบวนการด้านสุขภาพให้แก่ประชาชนได้ตื่นตัวมากขึ้น

และ 2.ร่วมรณรงค์ผลิตหน้ากากอนามัย ซึ่งเฟสแรกตั้งเป้าไว้ 1 ล้านชิ้นให้แล้วเสร็จปลายเดือนมีนาคมนี้ เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชนในพื้นที่ความเสี่ยงสูงๆ เช่น กรุงเทพฯ และปริมณฑล เชียงใหม่ ภูเก็ต สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ เพื่อควบคุมการระบาด และช่วยรัฐลดค่าใช่จ่าย งบประมาณ และสร้างสังคมไม่ทอดทิ้งกัน เป็นกลไกช่วยเฝ้าระวังรวมถึงการขาดแคลนหน้ากากอนามัย อีกทั้งจะมีการใช้สื่อชุมชนในการให้ความรู้และให้มีส่วนร่วมในการดูแลป้องกันตนเอง

สมรักษ์ ศิริเขตรกรณ์ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า ดีใจที่มีเครือข่ายชุมชนมาช่วยเฝ้าระวังและป้องกันโรคนี้ เพราะสิ่งสำคัญที่สุด คือถ้าทุกคนป้องกันตนเองและป้องกันคนรอบข้าง คนในครอบครัว จะสามารถป้องกันไวรัสโควิด-19 ได้ รวมถึงถ้าทุกคนเข้าใจ มีความรู้เกี่ยวกับโรคนี้ ทุกคนจะไม่ตื่นตระหนกตกใจหรือมีความขัดแย้งในชุมชนหรือสังคมอย่างที่เกิดปัญหาในตอนนี้ เนื่องจากปัจจุบันมีทั้งเรื่องจริงและไม่จริง ถ้าทุกคนรู้ข้อมูล รู้ความจริง ติดตามสถานการณ์ตามสื่อที่ถูกต้องจะได้ไม่ตื่นตระหนกและนำความรู้ไปสื่อสารแก่คนอื่นๆ ในชุมชน เพราะโรคนี้ไม่ได้เป็นง่ายและไม่มีอัตราการตายที่สูง ถ้าทุกคนเข้าใจ ทุกคนจะปลอดภัย

กสศ.ช่วยเด็กยากจนเสี่ยงหลุดนอกระบบการศึกษา หวั่นพิษศก.ซ้ำ #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/421104?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

กสศ.ช่วยเด็กยากจนเสี่ยงหลุดนอกระบบการศึกษา หวั่นพิษศก.ซ้ำ

7 มีนาคม 2563 – 14:38 น.
กสศ,เด็กยากจน,นอกระบบการศึกษา,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 64 ครั้ง

หวั่นพิษเศรษฐกิจซ้ำเติม กสศ.รุกช่วยเด็กยากจนเสี่ยงหลุดนอกระบบการศึกษา กสศ. จับมือครูสุเทพ “ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี”  พัฒนาศูนย์เพิ่มทักษะอาชีพ สร้างรายได้เสริม ไม่ต้องลาออกจากโรงเรียน

7 มี.ค.2563-ในยุคที่เศรษฐกิจกำลังถดถอยจากหลายปัจจัย และยังซ้ำเติมจากพิษสถานการณ์ไวรัสโควิด – 19 คนไทยไม่ว่าจะยากดีมีจน ได้รับผลกระทบนี้ไปทุกหย่อมหญ้า  มีรายได้น้อยกว่ารายจ่ายหรือบางรายไม่มีรายได้เข้ามาเลย บ้างถูกเลิกจ้าง กลุ่มเกษตรกรกำลังประสบปัญหาราคาพืชผลการเกษตรตกต่ำ  ส่งออกไม่ได้ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันกลับสูงขึ้นทุกวัน

เสียงสะท้อนจากหลายพื้นที่พบว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจนี้กำลังลุกลามทำให้บางครอบครัวที่ยากจนอยู่แล้วต้องยอมให้บุตรหลานออกจากโรงเรียนมาช่วยทำงานเพื่อแบ่งเบาภาระครอบครัวอีกทางหนึ่ง ไม่เว้นแม้แต่พื้นที่ปลายด้ามขวาน ใน ต.บาละ อ.กาบัง จ.ยะลา ซึ่งมีเด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่ต้องออกจากระบบการศึกษา เพื่อไปรับจ้างทำงานในกรุงเทพฯ หรือเมืองใหญ่ๆ บ้างก็ไปเป็นยาม บ้างก็ไปทำงานร้านอาหาร และมีจำนวนหนึ่งที่เดินทางออกไปทำงานในประเทศมาเลเซีย

เรื่องนี้ “ครูสุเทพ เท่งประกิจ” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2562 จากโรงเรียนบ้านคลองน้ำใส อ.กาบัง จ.ยะลา ได้เล่าถึงปัญหาของชุมชนว่า “เด็กในโรงเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่มีฐานะยากจน ผู้ปกครองมีอาชีพกรีดยาง ที่ดินก็ไม่มีเอกสารสิทธิ์  และตอนนี้ราคายางตกลงมาเหลือแค่ 4 กิโลกรัม 100 บาท ทำให้เด็กหลายคนแม้จะอยากเรียนต่อแต่ก็ต้องหยุดเรียนเพื่อออกไปช่วยที่บ้านทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัว แต่ครูเองก็พยายามติดตามตัวให้กลับมาเรียนหนังสือตามปกติ”

ทำอย่างไรที่จะช่วยเด็กกลุ่มนี้ได้  ?
 
หนึ่งในทางออกที่ครูสุเทพและเพื่อนครูในโรงเรียนพยายามหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันคือ การสร้างรายได้ระหว่างเรียนให้กับเด็กนักเรียน ตามความถนัดและความสนใจของแต่ละคน ทั้ง ตัดเย็บเสื้อผ้า ช่างเชื่อม ช่างไม้ เกษตรกรรม งานประดิษฐ์ ทำอาหาร ฯลฯ  จึงนำมาสู่ “โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสร้างแกนนำเพื่อการพัฒนาทักษะอาชีพสู่การมีงานทำ” ซึ่งมีกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา หรือ กสศ. เข้ามาเป็น “ลมใต้ปีก” สนับสนุนโครงการนี้ และด้วยการสนับสนุนจาก กสศ.  ทำให้โรงเรียนสามารถจัดหาวัสดุ อุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับภาคปฏิบัติ ทั้งจักรเย็บผ้า ตู้เชื่อม เครื่องตัดเหล็ก เครื่องตัดไม้ กบไฟฟ้า และหินเจียร มาใช้ประกอบการฝึกทักษะ

ครูสุเทพ เล่าให้ฟังว่า โครงการนี้เป็นการนำประสบการณ์ตรงในอดีตที่ครูเคยส่งเสียตัวเองเรียนจากการรับจ้างทำงานต่างๆ ตั้งแต่ กวนปูน ก่ออิฐ ฉาบปูน เป็นช่างไม้ ทำให้มีทั้งรายได้และทักษะอาชีพติดตัวมาจนถึงปัจจุบัน และทำให้สามารถใช้รายได้จากงานตรงนั้นมาเป็นค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนจนจบเป็นครูมาถึงทุกวันนี้


บทเรียนจริงที่ต้องเอามาใช้จริง

โครงการฝึกทักษะอาชีพ จะเป็นการฝึกแบบลงมือทำจริง และมีรายได้เกิดขึ้นจริงกับนักเรียนจริง เช่น การตัดเย็บเสื้อผ้า ก็เริ่มจากงานง่ายๆ การตัดเย็บผ้าคลุมผม ผ้าพันคอลูกเสือ ซึ่งเด็กๆ ก็ต้องใช้กันอยู่แล้วน่าจะตัดเย็บใช้เอง ไปจนถึงกระเป๋าผ้าที่ปัจจุบันมีการรณรงค์ไม่ให้ใช้ถุงพลาสติก  ส่วนวิชาช่างเชื่อมปัจจุบันเด็กๆ สามารถทำชั้นวางรองเท้า โต๊ะ โกลฟุตบอลรูหนูใช้เองได้แล้ว และเริ่มมีคนมาจ้างให้ผลิตของใช้ต่างๆ ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น หรือช่างไม้ก็เริ่มสอนให้เด็กรู้จัก ไปหาของที่มีอยู่ตามธรรมชาติ มาออกแบบเป็นข้างของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน

“ทั้งหมดเด็กจะได้ฝึกทักษะการวางแผนพรุ่งนี้จะทำอะไร ต้องเตรียมตัวอะไรบ้าง ได้ทั้งการคิดและคำนวณว่าซื้อผ้ามาหนึ่งโหลเป็นต้นทุนกี่บาท จะตัดได้กี่ชิ้น  ผลต่างที่เป็นกำไรเท่าไร ตรงนี้จะฝึกให้เขาได้รู้กระบวนการคิดต้นทุนการผลิต ซึ่งในตำราเรียนยังไม่มีสอน และสุดท้ายเด็กๆ ก็จะมีรายได้ย้อนกลับมาหาตัวเขาเองด้วย” ครูสุเทพ กล่าว

แม้เศรษฐกิจจะไม่ดี แต่การศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้มีทางเลือกในอนาคต  และมีหน้าที่การงานที่ดี ดังนั้นสิ่งที่จะต้องปลูกฝังให้แก่เด็กนักเรียนคือแนวคิดที่เราจะสอนเขา
“น้องบิ๊ก – ซูฟัร แลฮา” นักเรียนชั้น ม.3 ของโรงเรียน เล่าให้ฟังระหว่างเชื่อมเหล็กเพื่อสร้างกรงนก ว่า “ชอบงานด้านช่างเชื่อม โดยเริ่มเรียนตั้งแต่การออกแบบ การวัด การตัด จนถึงการเชื่อม ซึ่งช่วงเริ่มต้นอาจลำบากหน่อย เช่น แช่นานไปก็เหล็กทะลุ หรือเร็วไปเหล็กก็ไม่ติดกันต้องลองทำไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ชำนาญมากขึ้น มีคนมาจ้างต่อกรงนกและกำลังจะทำไซดักปลาที่ออกแบบเอง เมื่อมีรายได้ก็เอาไปซื้ออุปกรณ์การเรียนไม่ต้องรบกวนที่บ้าน

ไม่ต่างจาก  อิบรอเหม อาบู  นักเรียน ชั้นเดียวกันจากที่เคยลองทำราวตากผ้าใช้เอง ตอนนี้มีครูในโรงเรียนสนใจสั่งให้ทำให้หลายชุดแล้ว และก่อนหน้านี้เคยทำชุดขาตั้งขวดน้ำขายไปได้หลายชุด งานตรงนี้เป็นเรื่องสนุก ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ และช่วยให้มีรายได้  ซึ่งตั้งใจจะเก็บรายได้ไว้เป็นทุนการศึกษาในอนาคต


เรียนหนักงานเบา เรียนเบางานหนัก

ครูสุเทพ  อธิบายเพิ่มว่า แม้เศรษฐกิจจะยังไม่ฟื้นตัว แต่การศึกษาถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้มีอนาคต มีหน้าที่การงานที่ดี ดังนั้นสิ่งที่จะต้องปลูกฝังเด็กนักเรียนคือแนวคิดที่เราจะสอนเขาว่า “หากเรียนหนักงานเบา เรียนเบางานหนัก”  เช่น เคยให้ลูกศิษย์ช่วยกันวิเคราะห์ว่า “หากลูก จบ ป. 4 จะทำอาชีพอะไรได้บ้าง?” เด็กๆ ก็จะบอกว่าเป็นพวกการเกษตร ตัดยาง เลี้ยงวัวควาย แต่งานที่ก้าวหน้าขึ้นมาอย่างผู้ใหญ่บ้านก็เป็นไม่ได้ หรือจบ ม.3 ม.6 แล้วเป็นอะไรได้บ้าง? ตรงนี้ทำให้เด็กเขาเห็นอนาคตตัวเองว่าหากอยากสบายในอนาคตก็ต้องตั้งใจในชั้นสูงขึ้นไป

เมื่อเด็กมีเป้าหมายตั้งใจที่จะเรียนให้สูงๆ แล้ว จากนี้ก็เป็นเรื่องที่เราต้องช่วยพัฒนาทักษะอาชีพให้เขามีงาน มีรายได้พิเศษพอจะเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันและค่าเล่าเรียนต่อในอนาคต

“ปัจจุบัน มีนักเรียนหลายคนที่สามารถช่วยงานรับเหมาก่อสร้าง เช่น การสร้างอาคารในโรงเรียน ที่เด็กๆ ได้เข้ามามีส่วนร่วมในการก่อสร้าง ที่ทำให้นักเรียนได้เรียนรู้จากของจริง  ลงมือทำจริงๆ อย่างก่ออิฐ ฉาบปูน เราก็ภูมิใจว่าเขาสามารถทำงานตรงนี้ได้ เมื่อมีวิชาความรู้ตรงนี้ก็จะมีรายได้ บางคนจะได้ใช้เป็นทุนไปเรียนต่อ บางคนหากไม่ได้เรียนต่อก็สามารถนำไปเป็นทุนประกอบอาชีพในอนาคตได้

จะเห็นว่าเด็กส่วนใหญ่ที่จบ ม.3 จากโรงเรียนบ้านคลองน้ำใสไปเกือบทั้งหมดตั้งใจเรียนต่อ บางคนไม่มีเงินก็จะไปรับทำงานจ้างหาเงินเรียนได้ด้วยตนเอง ทั้งกรีดยาง ทำงานในร้านอาหาร เป็นงานพิเศษ จนสามารถเรียนต่อชั้น ม. 6 และยังสามารถสอบเข้ามหาวิทยาลัยทักษิณได้ ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราต้องแนะนำและสร้างโอกาสให้แก่พวกเขา ซึ่งครูโรงเรียนอื่นๆ ก็สามารถทำได้ โดยดูตามความถนัด ความสนใจและบริบทของพื้นที่ตัวเอง” ครูสุเทพ กล่าวทิ้งท้าย

ดร.อุดม วงษ์สิงห์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาคุณภาพครู นักศึกษาครู และสถานศึกษา กสศ. กล่าวว่า “โครงการพัฒนาแหล่งเรียนรู้และสร้างแกนนำเพื่อการพัฒนาทักษะอาชีพสู่การมีงานทำ” ของครูสุเทพ เท่งประกิจ” ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี 2562 เป็น โครงการขยายผลจากการทำงานของครูที่ทำสร้างสมเป็นต้นทุนมา  ซึ่งโครงการนี้จะมุ่งเน้นการพัฒนาระบบการดูแลเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสเพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาเป็นสำคัญ  การทำงานของครูสุเทพจึงมุ่งเน้นขยายผลให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตแก่เด็กและเยาวชนด้อยโอกาสทั้งในโรงเรียนและชุมชน  เพราะนอกจากความรู้ที่ครูจะถ่ายทอดเพื่อให้มีความรู้ความสามารถในด้านวิชาการแล้ว ทักษะการประกอบอาชีพได้ตามความถนัดและมีศักยภาพพอที่จะพึ่งพาตนเองในการดำรงชีวิตทั้งในปัจจุบันและอนาคตก็มีความสำคัญ

บำรุงราษฎร์รับมือโควิด-19 ทดสอบ คัดกรอง ป้องกันแพร่ระบาด #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/420917?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

บำรุงราษฎร์รับมือโควิด-19 ทดสอบ คัดกรอง ป้องกันแพร่ระบาด

6 มีนาคม 2563 – 12:35 น.
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์,โควิด-19,โคโรน่า,ไวรัส
เปิดอ่าน 208 ครั้ง

บำรุงราษฎร์รับมือโควิด-19 ทดสอบ คัดกรอง ป้องกันแพร่ระบาด โดย… ปาริชาติ บุญเอกqualitylife4444@gmail.com –

เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ถือเป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกที่ได้รับการรับรองจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ให้สามารถตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 ได้ ซึ่งในการรับรองครั้งนี้นอกจากเครื่องมือและบุคลากรที่ต้องพร้อมแล้วยังจำเป็นต้องมีสถานที่ที่ไม่ทำให้บุคลากรเสี่ยงต่อการติดเชื้อและสามารถรองรับผู้ป่วยได้เพียงพอ

อ่านข่าว-ร่วมต้านโควิด-19 ซีพีเอฟจัดเมนูฟรีหนุนรพ.-กลุ่มเสี่ยง

ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 7 แห่ง สามารถตรวจเชื้อโควิด-19 ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลราชวิถี สถาบันบำราศนราดูร และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

นพ.วิชัย เตชะสาธิต

นพ.วิชัย เตชะสาธิต แพทย์ผู้ชำนาญการด้านอายุรศาสตร์โรคติดเชื้อโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ อธิบายว่า เนื่องจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นอินเตอร์เนชั่นแนล ฮอสปิทอล  ส่งผลให้มีผู้ป่วยจากหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแถบเอเชีย เช่น จีน เข้ามาใช้บริการ ดังนั้นมาตรการของเราจึงต้องเฝ้าระวังตั้งแต่การติดตามข่าวสารโรคอุบัติใหม่และอุบัติซ้ำจากทั่วโลกทั้งจากองค์การอนามัยโลก (ดับเบิลยูเอชโอ) และกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

สำหรับสถานการณ์โควิด-19 เริ่มส่งสัญญาณแปลกๆ จากประเทศจีนตั้งแต่ช่วงปีใหม่ ซึ่งได้เฝ้าติดตาม มีคณะกรรมการ เจ้าหน้าที่ พยาบาล นักระบาดวิทยา ร่วมกันประชุมถึงปัญหาดังกล่าว และออกมาตรการว่า หากใครที่กลับมาจากอู่ฮั่น (ตอนนั้นเฝ้าระวังอู่ฮั่นที่เดียว) หากมีไข้ มีอาการทางเดินหายใจ ขอเชิญไปที่ห้องความดันลบซึ่งอยู่ภายในห้องฉุกเฉิน

รวมถึงให้เจ้าหน้าที่ใส่หน้ากากอนามัย ใส่ชุดป้องกันในการตรวจรักษา และเนื่องจากในขณะนั้นห้องแล็บที่สามารถตรวจได้มีเพียงที่กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หากเราสงสัยในอาการของผู้ป่วย คือ เป็นไข้ มีอาการทางเดินหายใจ มาจากที่ที่มีการระบาดของโรค 3 ประเด็นนี้ ต้องส่งตัวอย่างให้ห้องแล็บทั้ง 2 แห่ง เพื่อตรวจเชื้อโควิด-19

นพ.วิชัย อธิบายเพิ่มเติมว่า การตรวจหาเชื้อโควิด-19 ไม่สามารถตรวจในเลือดได้ ต้องใช้อุปกรณ์คล้ายๆ คอตตอนบัตยาวๆ แหย่เข้าไปในโพรงจมูกเพื่อเขี่ยเอาเซลล์ที่อยู่ข้างหลัง หรือแหย่ผ่านทางปากโดยตรง เอาตัวอย่างใส่ลงไปในน้ำยาที่เลี้ยงไวรัสเอาไว้ และส่งให้ทางแล็บที่สามารถตรวจได้

ภายหลังจากที่ประเทศจีนสามารถถอดรหัสพันธุกรรมของไวรัสโคโรน่า 2019 ออกมาได้สำเร็จ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกจึงเดินหน้าผลิตน้ำยาชุดตรวจเพื่อทำการทดสอบซึ่งต้องเป็นแล็บที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศิริราช เป็นต้น

 รพ.1ใน7แห่งตรวจโควิด-19
ล่าสุดเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้ออกประกาศรับรองให้โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เป็นโรงพยาบาลเอกชนแห่งแรกที่มีห้องปฏิบัติการที่ผ่านการรับรองให้เป็นเครือข่ายของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในการตรวจเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่งขณะนี้มีทั้งหมด 7 แห่ง ได้แก่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ โรงพยาบาลราชวิถี สถาบันบำราศนราดูร และโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์

นพ.วิชัย กล่าวต่อไปว่า เนื่องจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์เป็นอินเตอร์เนชั่นแนล จึงมีห้องแล็บที่ทันสมัย มีเครื่องมือและมีบุคลากรที่มีความสามารถ ขาดเพียงชุดทดสอบเชื้อโรคอุบัติใหม่เพราะผลิตเองไม่ได้ ต้องเป็นโรงพยาบาลระดับมหาวิทยาลัย ดังนั้นโรงพยาบาลจึงต้องนำเข้าจากประเทศจีนเพื่อดูแลเคสภายใน และยังมีบางส่วนที่ต้องส่งไปทดสอบที่โรงพยาบาลรัฐเพื่อยืนยัน

“เราพยายายามพัฒนาในการดูแลคนไข้ให้อย่างทันท่วงที ซึ่งก่อนที่จะได้รับการรับรองต้องมีเจ้าหน้าที่จากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เข้ามาตรวจสอบ ทดลองมาตรฐาน ส่งตัวอย่างผลบวก ตัวอย่างผลลบ เพื่อทดลองว่าตรวจตรงหรือไม่ ต้องตรวจได้ตามมาตรฐานที่ถูกกำหนดโดยสากล ใช้เวลาดำเนินการรับรองราว 2 อาทิตย์”

ทั้งนี้ สิ่งสำคัญของห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรอง นอกจากความพร้อมเรื่องเครื่องมือและบุคลากรแล้วยังรวมไปถึงความพร้อมเรื่องสถานที่ทั้งด้าน Facilities คือมีห้อง Negative Pressure (ห้องความดันลบ) และห้องปฏิบัติการระดับความปลอดภัยทางชีวภาพ Bio-Safety Level 2 Plus (BSL2-Plus) พื้นที่ต้องไม่ทำให้เจ้าหน้าที่ติดเชื้อ ซึ่งกรมควบคุมโรคได้กำหนดไว้ว่าหากจะทดสอบเชื้อโรคอุบัติใหม่หรือโรคติดต่ออันตรายจะต้องมีอุปกรณ์เครื่องมืออะไรบ้าง ครบพร้อมหรือไม่ สามารถแยกออกจากพื้นที่อื่นๆ ได้โดยที่ไม่มีใครเข้ามาปะปน เพราะการตรวจเชื้อไวรัสถือว่าเป็นเชื้ออันตราย ต้องมีข้อกำหนดในด้านมาตรฐานชัดเจน

  แนะควรตรวจเคสที่จำเป็น
นพ.วิชัย กล่าวว่า พอได้รับรองมาตรฐานคนทั่วไปอาจจะเข้าใจว่ารับตรวจหมด แต่ความจริงชุดตรวจมีจำกัด ต้องเข้าใจสถานการณ์ ชุดตรวจมีอยู่ 2 ลักษณะ คือ ถูกส่งมาจากบริษัทใหญ่ในจีน สหรัฐอเมริกา หรือโรงเรียนแพทย์ แต่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ไม่สามารถผลิตชุดตรวจเองได้จึงต้องนำเข้า ซึ่งมีเงินซื้อไม่ได้ เพราะมีความต้องการทั่วโลก

ประเด็นต่อมาคือความเข้าใจของคนทั่วไปไม่ว่าจะเป็นหรือไม่เป็นก็มาตรวจ ความจริงแล้ว ถ้ายังไม่มีอาการ ถึงแม้ติดมาโอกาสตรวจก็ใช่ว่าจะเจอ 100% จึงต้องใช้วิธีที่ว่าหากผู้ป่วยยังไม่มีอาการขอให้อยู่บ้านและอีก 2 อาทิตย์มาตรวจใหม่ ควรจะสงวนทรัพยากรเพื่อให้แพทย์เป็นผู้ตัดสินใจว่าควรจะตรวจหรือไม่ สิ่งที่บำรุงราษฎร์ต้องการจะบอกคือมีความสามารถที่จะตรวจได้ มีเครื่อง มีบุคลากร ได้รับการรับรอง แต่ตอนนี้ชุดตรวจมีจำกัด เพราะฉะนั้นพยายามจะตรวจสำหรับคนไข้ที่มีความจำเป็นจริงๆ

หลังจากมีการประกาศเพิ่มประเทศกลุ่มเสี่ยงทำให้มีคนมาคัดกรองเพิ่มขึ้น ดังนั้นโรงพยาบาลจึงต้องมีกฎเกณฑ์ในการปฏิบัติ สงวนไว้ให้คนที่สงสัยและจำเป็น เพราะชุดตรวจที่นำเข้ามาต้องผ่านการอนุญาตจากองค์การอาหารและยา (อย.) ใช้ระยะเวลาในการรอผลตรวจราว 4-6 ชั่วโมง ซึ่งโรงพยาบาลได้จัดพื้นที่ให้ผู้ที่รอผลการคัดกรองแยกต่างหาก

อย่างไรก็ตามในการตรวจหนึ่งครั้งไม่ได้มีเฉพาะค่าตรวจเชื้อโควิด-19 เท่านั้น แต่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเข้ามา เนื่องจากบุคลากรที่ตรวจต้องใส่ชุดป้องกัน ซึ่งต้องเปลี่ยนชุดทุกครั้งเมื่อตรวจคนหนึ่งเสร็จ หรือตรวจเจอเชื้อไข้หวัดใหญ่ก็มีค่าใช้จ่ายในการรักษาตามโรค

“ผู้ป่วยคัดกรองหากเข้าข่ายมากเราจะขอให้เขาอยู่โรงพยาบาล อาจจะต้องรักษาหรือมีโรคอื่น แต่สำหรับคนที่อาการไม่มาก หรือไม่เข้าข่าย จะตรวจและให้กลับไปรอผลที่บ้าน รักษาตามอาการ และโทรไปรายงานผล หากเจอผลเป็นบวกก็จะมีวิธีการปฏิบัติว่าให้ไปตรงจุดไหน ขณะนี้มีห้องความดันลบ 3 ห้อง และพยายามแบ่งวอร์ดหนึ่งเอาไว้ให้อยู่ในพื้นที่เดียวกัน โดยไม่ให้ผู้ป่วยอื่นมาปะปน”

“เราเตรียมพร้อมและจะทำให้ดีที่สุด เราพยายามจะสงวนที่ เตียง ห้องต่างๆ ที่มีอยู่ให้แก่เคสที่จำเป็น หากตรวจเจอถ้าทำได้เราจะส่งต่อไปที่สถาบันบำราศนราดูร หรือ รพ.ราชวิถี เพราะมีความพร้อม เป็นกิจจะลักษณะ และภาครัฐมีหลักประกันสุขภาพในกรณีผู้ป่วยโควิด-19 แต่หากส่งไปไม่ได้เราจะพยายามดูแลอย่างเต็มที่”

“อย่างไรก็ตามการตรวจไม่ใช่คำตอบสุดท้าย โดยเฉพาะคนที่ไม่มีอาการ การทำแล็บยังมีจำกัด ค่าใช้จ่ายไม่ใช่แค่ชุดตรวจ แต่มีขั้นตอนต่างๆ รวมถึงการแปรผล ดังนั้นอยากจะให้สังคมเข้าใจ แม้ขณะนี้ชุดป้องกันสำหรับบุคลากรและหน้ากากจะยังเพียงพอ แต่หากใช้โดยเกินความจำเป็นก็จะเสียของโดยเปล่าประโยชน์ และหากวันหนึ่งระยะ 3 มาถึง ของที่จำเป็นต้องใช้อาจจะไม่เพียงพอ”
นพ.วิชัย อธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับในเคสที่จำเป็นต้องตรวจเชื้อโควิด-19 อาทิ กลับจากญี่ปุ่น เป็นไข้ 3 วัน เหนื่อยหอบ มีการคัดกรอง ปอดอักเสบ กรณีนี้ต้องรีบตรวจ ชุดตรวจเหล่านี้ควรสงวนไว้สำหรับการควบคุมโรค ดังนั้น มาตรการให้เฝ้าระวังตัวเอง 14 วัน ตรงนั้นเป็นประโยชน์มากกว่าจะมานั่งตรวจ เพราะหากไม่มีอาการแล้วมาตรวจผลออกมาเป็นลบก็ไม่ได้บอกว่าไม่เป็น เพราะถ้าไปทำงานในระยะฟักตัว เกิดเป็นขึ้นมาจะกลายเป็นว่าไม่ระวังตัวไปกันใหญ่

“คนที่เพิ่งเดินทางกลับจากประเทศเสี่ยงต้องดูแลตัวเอง 14 วัน ไม่ต้องถึงกับไปขังตัวเองมากมาย แต่พยายามออกนอกบ้านให้น้อยที่สุด สัมผัสผู้อื่นให้น้อยที่สุด หากจำเป็นต้องออกไปให้ใส่หน้ากากอนามัย หากอยู่ในบ้านหรือคอนโดคนเดียวก็ไม่ต้องใส่ หมั่นล้างมือให้สะอาด และหากมีอาการค่อยมาโรงพยาบาล” นพ.วิชัย กล่าว

       8 มาตรการรับมือโควิด-19
สำหรับ 8 มาตรการหลักในโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ เพื่อความปลอดภัยทั้งพนักงานและผู้ป่วย ได้แก่ 1.ลดโอกาสในการรับเชื้อให้น้อยที่สุดโดยการสวมใส่เครื่องป้องกันการรับเชื้อ ทั้งหน้ากากอนามัยและชุดอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) 2.ป้องกันการติดเชื้อจากการสัมผัสและจากฝอยละอองที่มีเชื้อ โดยการทำความสะอาดสถานที่ต่างๆ ในโรงพยาบาลสม่ำเสมอ รวมถึงภายในรถตู้รับส่ง

3.บริหารจัดการการเข้าออก และการใช้พื้นที่ในโรงพยาบาลของผู้มาติดต่อ ทั้งเครื่องจับอุณหภูมิ ซักประวัติ บริการแอลกอฮอลล์และหน้ากากอนามัย  4.การเตรียมความพร้อมกรณีพบผู้ป่วยต้องสงสัย ได้แก่ การเตรียมบุคลากรทั้งทางการแพทย์และพยาบาลประจำห้องฉุกเฉินในกรณีพบผู้ต้องสงสัยติดเชื้อโควิด-19 นำผู้ต้องสงสัยไปยังห้องแยกโรคภายในห้องความดันลบเพื่อป้องกันการแพร่กระจาย และเจ้าหน้าที่ต้องสวมใส่ชุดป้องกันตนเองจากการติดเชื้อและเตรียมแคปซูลที่ทันสมัยในการขนย้ายผู้ป่วยต้องสงสัย

5.การบริหารจัดการบุคลากรทางการแพทย์ที่มีอาการเจ็บป่วยหรือสัมผัสกับโรค โดยมีมาตรการเพื่อป้องกันการติดเชื้อของพนักงานและในการดูแลพนักงานเมื่อเกิดการเจ็บป่วย 6.ฝึกอบรมและให้ความรู้แก่บุคลากรทางการแพทย์ เกี่ยวกับโควิด-19 และขั้นตอนการคัดกรองผู้ที่เข้าเกณฑ์เฝ้าระวังก่อนที่อาสาสมัครจากแผนกต่างๆ จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ตามจุดคัดกรองแต่ละจุด พร้อมอัพเดทข้อมูลสถานการณ์ของโรค ให้แก่บุคลากรทางการแพทย์เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง

7.การทำความสะอาด การกำจัดของเสียอย่างเหมาะสม มีการแยกประเภทขยะเป็นขยะติดเชื้อ ขยะทั่วไปจากทุกวอร์ดในโรงพยาบาล เพื่อนำไปกำจัดด้วยกระบวนการตามมาตรฐานและมีการทำความสะอาดลิฟต์ด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อทุกครั้งหลังขนเสร็จ และ 8.จัดระบบรายงานภายในโรงพยาบาลและระบบรายงานกับหน่วยงานสาธารณสุข จัดตั้งศูนย์บัญชาการสถานการณ์เพื่อประเมิน ปรับตัวตามสถานการณ์

นพ.วิชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันได้จัดให้มีจุดคัดกรอง 5 จุด เน้นให้ความสำคัญในตึกผู้ป่วยนอก คือทำเส้นทางเดินเข้าภายในตึกโดยแยกลิฟต์โดยสารระหว่างทางลงและขึ้นไปลานจอดรถชัดเจนเพื่อให้ผู้ป่วยหรือผู้มาใช้บริการลงมาเจอกับจุดคัดกรองแรกที่หน้าลิฟต์เพื่อสอบถามเบื้องต้น จากนั้นผู้ใช้บริการต้องเดินผ่านเครื่องเทอร์โมสแกนเพื่อวัดอุณภูมิ หากพบว่ามีไข้จะต้องมาที่จุดคัดกรองอีกจุดที่ตั้งอยู่บริเวณหน้าประตูทางเข้า หากพบว่ามีอาการระบบทางเดินหายใจทางโรงพยาบาลจะแจกหน้ากากอนามัยให้ใส่ ซักถามอาการ และส่งต่ออย่างเป็นระบบ

“ผู้ป่วยต่างชาติที่มาใช้บริการซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ 1.มีใบนัด จะมีข้อมูล รายละเอียดเบื้องต้นก่อนมาถึงอยู่แล้ว และ 2.กลุ่มที่วอล์กอินเข้ามาจะมีการกรอกรายละเอียด ซักประวัติ ทั้งชื่อ สถานที่พำนัก และอื่นๆ อย่างละเอียด 100% นอกจากนี้กลุ่มต่างชาติที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง หรือมีการเดินทางท่องเที่ยวไปในประเทศกลุ่มเสี่ยง จะยิ่งมีการซักประวัติอย่างละเอียดมากขึ้น” นพ.วิชัย กล่าว

นอกจากนี้ทางโรงพยาบาล ยังออกข้อปฏิบัติในการเยี่ยมผู้ป่วยช่วงโควิด-19 เพื่อความปลอดภัยสูงสุดสำหรับทั้งผู้ป่วย ผู้มาเยี่ยม และบุคลากร ตามมาตรฐานของกรมควบคุมโรค ได้แก่  ผู้เข้าเยี่ยมต้องติดต่อเคาน์เตอร์พยาบาลทุกครั้งก่อนเข้าเยี่ยม โดยจำกัดจำนวนผู้เข้าเยี่ยมในแต่ละครั้งให้น้อยที่สุด หากผู้เยี่ยมหรือบุคลใกล้ชิดมีอาการไข้ ไอ เจ็บคอ น้ำมูก และเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงไม่เกิน 14 วัน ขอให้งดเยี่ยม และโรงพยาบาลมีสิทธิ์ปฏิเสธการเยี่ยมหากพิจารณาว่าอาจก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยต่อผู้ป่วย

“มหิดล”แชมป์มหาวิทยาลัยอันดับ1ของไทย #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/420846?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

“มหิดล”แชมป์มหาวิทยาลัยอันดับ1ของไทย

5 มีนาคม 2563 – 18:35 น.
มหาวิทยาลัยมหิดล,แชมป์อันดับ1,12สมัย,การศึกษา,คมชัดลึกออนไลน์

 

เปิดอ่าน 698 ครั้ง

 

“มหิดล”แชมป์ มหาวิทยาลัย อันดับ1ของประเทศไทย ใน 5 สาขา ระบุ มม. เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่อง12ปีจากการจัดของNTU University Rankings 2019

จากการจัดอันดับของ QS World University Ranki มหิดล ติดอันดับ 1 ของไทย ใน 5 สาขาวิชาngs by Subject 2020

อ่านข่าว : ม.มหิดล มหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่อง 12 ปี

เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2563 Quacquarelli Symonds (QS) ประกาศผลการจัดอันดับ QS World University Rankings by Subject 2020 ซึ่ง มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการจัดอันดับจำนวนทั้งสิ้น 14 สาขาวิชา

โดยเป็นอันดับ 1 ในไทย ใน 5 สาขาวิชา ได้แก่ Life Sciences & Medicine อันดับที่ 143 (จากเดิม อันดับที่ 148) Medicine อันดับที่ 101-150 (อันดับคงที่) Pharmacy & Pharmacology อันดับที่ 101-150 (จากเดิม อันดับที่ 151-200)

Linguistics อันดับที่ 151-200 (จากเดิม อันดับที่ 201-250) และ Biological Sciences อันดับที่ 201-250 (อันดับคงที่)

จากผลการจัดอันดับดังกล่าว ยังคงแสดงถึงความเข้มแข็งของมหาวิทยาลัยมหิดลในสาขาวิชา Life Sciences & Medicine, Medicine, Pharmacy & Pharmacology, Linguistics และ Biological Sciences โดย มหาวิทยาลัยมหิดลยังคงตระหนักในเรื่องการพัฒนาคุณภาพการศึกษา การบริการวิชาการ การบริการทางการแพทย์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล

ก่อนหน้านั้น เมื่อปี 2562 มหาวิทยาลัยมหิดล ได้รับการจัดอันดับเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ในประเทศไทยต่อเนื่อง 12 ปี จากการประกาศผลการจัดอันดับมหาวิทยาลัยโลก ล่าสุดโดย NTU University Rankings 2019

หน้ากากทางเลือก แก้วิกฤติขาดแคลน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/420525?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

หน้ากากทางเลือก แก้วิกฤติขาดแคลน

4 มีนาคม 2563 – 13:55 น.
หน้ากากอนามัย,โควิด-19,ขาดแคลน
เปิดอ่าน 1,977 ครั้ง

หน้ากากทางเลือก แก้วิกฤติขาดแคลน   โดย…  ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

รัฐบาลขออนุมัติงบกลาง 250 ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อวัตถุดิบ ให้ท้องถิ่นผลิตหน้ากากใช้กันเอง เพื่อแก้ไขปัญหาหน้ากากขาดแคลน แม้ว่าโรงงานผลิต 10 โรงงานทั่วประเทศจะมีกำลังการผลิตราว 30 ล้านชิ้นต่อเดือน ขณะนี้เพิ่มขึ้นไปเป็น 35 ล้านชิ้นต่อเดือน ก็ยังไม่เพียงพอที่จะกระจายไปให้สถานพยาบาลต่างๆ รวมทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ร้านธงฟ้า ร้านสะดวกซื้อ ห้างสรรพสินค้า ศูนย์ค้าส่ง ค้าปลีกต่างๆ สมาคมร้านยา เพื่อนำไปจำหน่ายทั่วประเทศ แต่ก็ยังไม่ทั่วถึง

อ่านข่าว…. สาวโพสต์เดือด ซื้อหน้ากากอนามัยมา ไหนคุณภาพ มันบางมาก

เพราะแม้กระทั่งโรงพยาบาลเอกชนเองก็ประสบปัญหาขาดแคลนหน้ากากอนามัยสำหรับใช้ในการป้องกันการระบาดของโรคโควิด-19 เช่นกัน โดย ศ.ดร.นพ.เฉลิม หาญพาณิชย์ นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้ทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ลงวันที่ 27 กุมภาพันธ์ โดยระบุว่า โรงพยาบาลเอกชนได้รับคนไข้ที่มีความเสี่ยงมากกว่าร้อยละ 70 แต่ปัจจุบัน โรงพยาบาลเอกชนประสบปัญหาขาดแคลนหน้ากากอนามัยเข้าขั้นวิกฤติ และโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งไม่มีหน้ากากอนามัยใช้

ว่ากันว่าวัตถุดิบผลิตหน้ากากนำเข้าจากประเทศจีน ปัจจุบันนำเข้าวัตถุดิบจากอินโดนีเซียเพิ่มเติม ดังนั้น “หน้ากากทางเลือก” ที่หน่วยงานปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มสตรี ผลิตหน้ากากผ้าสามารถซักได้ ใช้ได้หลายครั้ง สามารถทำใช้ได้ด้วยตัวเอง จึงเป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับสถานการณ์ในขณะนี้

อาชีวะทำแจก5หมื่น
สุเทพ แก่งสันเทียะ รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) เปิดเผยว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีความห่วงใยในสุขภาพของประชาชน และนักเรียน นักศึกษา จึงได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ดำเนินการผลิตหน้ากากป้องกันฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 และเชื้อไวรัสโควิด-19 ซึ่ง สอศ.ได้รับนโยบายและมอบหมายให้วิทยาลัยที่มีการจัดการเรียนการสอนในสาขาวิชาแฟชั่นและสิ่งทอ ดำเนินการตัดเย็บหน้ากาก โดยกระจายภารกิจให้แก่สถานศึกษาในภูมิภาค ต่างๆ ทั้ง 5 ภูมิภาค ภาคละ 1 หมื่นชิ้น รวมทั้งสิ้น 5 หมื่นชิ้น

สุเทพ แก่งสันเทียะ

สำหรับหน้ากากที่ผลิตครั้งนี้ มีการพัฒนาให้เป็นหน้ากากผ้าที่มีมาตรฐาน สามารถเปลี่ยนแผ่นกรองได้ และสามารถนำมาใช้ได้หลายครั้ง เป็นหน้ากากที่ได้มาตรฐานที่สามารถป้องกันฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 ได้ ทั้งนี้ในเบื้องต้น สอศ.ได้ส่งมอบหน้ากาก จำนวน 2 หมื่นชิ้น ให้แก่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการแล้ว เพื่อนำไปแจกจ่ายให้แก่ประชาชน นักเรียน นักศึกษา ในพื้นที่เสี่ยง เช่น สถานีรถไฟฟ้า โรงเรียน สถานศึกษา สถานที่ที่มีประชาชนอยู่กันเป็นจำนวนมาก

  ธัญบุรีผลิตเจล-หน้ากากแจก 
ผศ.ดร.สมหมาย ผิวสอาด รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เผยว่า ช่วงภาวะเจลล้างมือแอลกอฮอล์เป็นสินค้าที่หายาก และขาดแคลน มหาวิทยาลัยได้จัดโครงการขึ้นเพื่อให้คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ตามคณะและหน่วยงาน สามารถป้องกันตัวเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยอาจารย์และนักศึกษาจากวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยเป็นผู้สอนทำเจลล้างมือซึ่งมีความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ 70% ในขณะเดียวกันอาจารย์และนักศึกษาจากสาขาวิศวกรรมสิ่งทอ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ยังได้จัดอบรมเชิงปฏิบัติการทำผ้าปิดจมูกด้วยตนเอง ป้องกันความเสี่ยง โดยผู้เข้ารับการอบรมจะได้รับผ้าปิดจมูกกลับบ้านอีกด้วย

รวมทั้งได้ออกมาตรการและคำแนะนำการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยประกาศให้ผู้บริหาร คณาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ยึดแนวคำแนะนำการป้องกันควบคุมโรคติดเชื้อโควิด-19 ของกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (https://ddc.moph.go.th/viralpneumonia/introduction.php) เป็นแนวทางในการปฏิบัติงาน การเรียน การจัดประชุมสัมมนา หรือจัดกิจกรรมอื่นๆ ภายในมหาวิทยาลัย และเพื่อปฏิบัติตามประกาศกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ อว 0226.5/ว 127 ลงวันที่ 28 มกราคม 2563 โดยสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารได้ทางแฟนเพจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี

มสด.วางเจลฆ่าเชื้อโรค
รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า มาตรการและการเฝ้าระวังการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ได้ยกระดับความเข้มข้นขึ้นโดยเฉพาะมาตรการการเฝ้าระวังเด็กเล็ก โรงเรียนสาธิตละอออุทิศได้จัดให้มีจุดคัดกรองนักเรียนทุกเช้าก่อนเข้าเรียน โดยวัดอุณหภูมิร่างกายเพื่อตรวจอาการไข้ ไอ จาม เจ็บคอ และอาการผิดปกติเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ หากพบอาการดังกล่าว จะแจ้งให้ผู้ปกครองมารับกลับบ้าน โดยให้นักเรียนที่ถูกคัดกรองรออยู่ที่ห้องพยาบาล และติดตั้งเครื่องฟอกอากาศในห้องเรียน พร้อมบำรุงรักษาเครื่องปรับอากาศอย่างสม่ำเสมอ

นอกจากนี้ ยังได้จัดเตรียมเจลล้างมือ เพื่อใช้ทำความสะอาดและลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคประจำอาคาร และจุดต่างๆ ที่มีผู้สัญจร และได้เพิ่มการทำความสะอาดในห้องเรียน สำนักงาน ราวบันได ห้องน้ำ ลิฟต์โดยสาร ฯลฯ โดยใช้น้ำยาฆ่าเชื้อและใช้เครื่องอบโอโซนหลังเลิกเรียน พร้อมทั้งจัดเตรียมบุคลากรทางการแพทย์ไว้บริการที่ห้องพยาบาล และได้ประสานงานกับโรงพยาบาลโดยรอบพื้นที่มหาวิทยาลัย เพื่อเพิ่มการอำนวยความสะดวกในการรักษาพยาบาล ในกรณีฉุกเฉินมหาวิทยาลัยจะติดตามและเฝ้าระวังโรคระบาดอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและระงับโอกาสการแพร่กระจายของเชื้อโควิด-19

    สจล.ทำเจลล้างมือแจก
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เปิดตัวสเปรย์แอลกอฮอล์ และเจลแอลกอฮอล์พกพา เพื่อแจกจ่ายให้แก่นักศึกษา บุคลากร และประชาชนในพื้นที่ชุมชนโดยรอบ เพื่อสุขภาพของตนเองและป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ภายใต้แนวคิดมหาวิทยาลัยรากฐานนวัตกรรม เพื่อช่วยเหลือสังคมไทย เนื่องในโอกาสพระจอมเกล้าลาดกระบัง 60 ปี ไร้ขีดจำกัด โดยผู้ที่สนใจสามารถติดต่อขอรับสเปรย์แอลกอออล์ได้ที่ชั้น 1 สำนักงานอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) สอบถามได้ที่เฟซบุ๊กแฟนเพจ http://www.facebook.com/kmitlofficial

มช.พัฒนาแอพคัดกรองเอง
ศ.เกียรติคุณ นพ.สุวัฒน์ จริยาเลิศศักดิ์ คณบดีคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า คณะสาธารณสุขศาสตร์ ได้พัฒนาแอพพลิเคชั่นคัดกรองตนเองเบื้องต้นนี้ขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความตระหนักในการป้องกันตนเองและลดความตระหนกและความตื่นกลัวในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) และกระทรวงสาธารณสุข

แอพพลิเคชั่นคัดกรองนี้ จัดทำเป็น 3 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ และจีน โดยอ้างอิงจากแนวทางการเฝ้าระวังและสอบสวนโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณสุข และได้พัฒนาเกณฑ์การประเมินผลความเสี่ยงในการติดเชื้อ ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ และโรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่

โดยแอพพลิเคชั่นนี้มีผู้ใช้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อคัดกรองตนเอง สำหรับผู้สงสัยที่จะติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในการคัดกรองตนเองเบื้องต้น เพื่อประเมินความเสี่ยงที่จะติดเชื้อ พร้อมคำแนะนำในการปฏิบัติตัวของแต่ละระดับความเสี่ยง

สำหรับผู้ที่เป็นกังวลและต้องการประเมินความเสี่ยงที่จะติดเชื้อโรคโควิด-19 สามารถเข้าไปประเมินผ่านทาง https://cmsdm.net/Self-Screening/ด้วยการตอบคำถาม 4 ประเด็น ได้แก่ 1.การมีไข้ 2.การมีอาการสำคัญที่เกี่ยวข้อง เช่น เจ็บคอ น้ำมูกไหล เหนื่อยหอบ 3.การมีประวัติเดินทางมาจากประเทศจีนหรือในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคไวรัสโควิด-19 ในช่วงเวลา 14 วัน ก่อนเริ่มป่วย และ 4.การมีประวัติสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ต้องสงสัยการติดเชื้อโรคไวรัสโควิด-19

หลังจากตอบคำถามทั้ง 4 ข้อนี้แล้ว จะมีการประเมินผลความเสี่ยงออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1.สีเขียว ไม่เข้าเกณฑ์การติดเชื้อไวรัสโควิด-19 2.สีเหลือง แยกตัวเอง สังเกตอาการ หากไม่สบายหรืออาการไม่ดีขึ้นให้พบแพทย์ 3.สีแดง รีบพบแพทย์ ณ โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่นคัดกรองตนเองเบื้องต้นนี้ จะมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับแนวทางและเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข และให้ทันต่อเหตุการณ์ที่สำคัญ เช่น การเพิ่มระดับความเข้มข้นของการคัดกรอง ฯลฯ ตามความเหมาะสมต่อไป

โปรดเกล้าฯ ‘สุชัชวีร์’ เป็นอธิการบดี สจล. สมัยที่สอง #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/420506?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

โปรดเกล้าฯ ‘สุชัชวีร์’ เป็นอธิการบดี สจล. สมัยที่สอง

3 มีนาคม 2563 – 23:10 น.
สุชัชวีร์,สมัยที่สอง,อธิการบดี สจล,ราชกิจจา,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 281 ครั้ง

เวบไซด์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ “สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์” เป็นอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง สมัยที่สอง

ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ ๒ มีนาคม ๒๕๖๓ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง

ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ให้ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตั้งแต่วันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๘ ตามประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี ลงวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๕๘ นั้น เนื่องจาก

นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ได้ดำรงตำแหน่งมาครบกำหนดตามวาระแล้ว และที่ประชุมสภาสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ครั้งที่ ๙/๒๕๖๒ เมื่อวันที่ ๒๕ กันยายน ๒๕๖๒ ได้มีมติเห็นชอบให้เสนอขอพระราชทานโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่ง อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ต่อไปอีกวาระหนึ่ง

และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีได้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณาขอพระราชทานโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งแล้ว

บัดนี้ ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งบุคคลดังกล่าว ให้ดำรงตำแหน่ง

อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ตั้งแต่วันที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓

ประกาศ ณ วันที่ ๒ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๓
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์
รองนายกรัฐมนตรี

เจ๋ง วพ.เชตุพน- วท.อี.เทค คว้าแชมป์แข่งตอบปัญหาทางบัญชี #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/420224?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

เจ๋ง วพ.เชตุพน- วท.อี.เทค คว้าแชมป์แข่งตอบปัญหาทางบัญชี

3 มีนาคม 2563 – 00:03 น.
แข่งขันบัญชี,ชนะเลิศ,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 50 ครั้ง

เจ๋ง วพ.เชตุพน- วท.อี.เทค คว้าแชมป์แข่งตอบปัญหาทางบัญชีรับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนเรียนฟรีจาก CIBA_มธบ.

3 มีนาคม 2563 วพ.เชตุพน- วท.อี.เทค คว้าแชมป์แข่งตอบปัญหาทางบัญชีรับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมทุนเรียนฟรีจาก CIBA_มธบ. 

ปิดฉากการแข่งขันปีที่ 7 เป็นที่เรียบร้อยสำหรับการแข่งขันตอบปัญหาทางบัญชี “สัมมาอาชีวบัญชี มหาจักรีสิรินธร” ชิงถ้วยรางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมรับทุนเรียนฟรี จาก CIBA_มธบ. จัดโดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

ครั้งนี้ทีมจากวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค.) จ.ชลบุรี ประกอบด้วยนางสาวอมลวรรณ มณเฑียรเงิน นางสาวนารีลักษณ์ วรรณโวหาร  และนายปฏิภาณ ทรัพย์ทวีปัญญา ทั้งหมดเป็นนักศึกษาชั้น ปวส.ปีที่ 2  เป็นทีมคว้ารางวัลชนะเลิศระดับ ปวส.ไปครอง ส่วนรางวัลชนะเลิศระดับ ปวช.ตกเป็นของทีมจากวิทยาลัยพาณิชยการเชตุพน กรุงเทพฯ ประกอบด้วย นางสาวเขมิกา  สุขโรจน์   ปวช. 3 นางสาวสะกีนะฮ์  กสิบุตร ปวช.2 และ  นางสาวอารียา  อ่อนนิ่ม ปวช.3

ผศ.ดร. ศิริเดช คำสุพรหม คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (College of Innovative Business and Accountancy: CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยว่า นับเป็นปีที่ 7 ของการจัดการแข่งขัน โดยมีทีมสมัครเข้าร่วมแข่งขันจากสถาบันการอาชีวะศึกษาทั่วประเทศ ในระดับ ปวช.จำนวน 65 ทีม และระดับ ปวส. จำนวน 56 ทีม  นับเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักเรียน-นักศึกษา สาขาวิชาบัญชีได้พัฒนาทักษะทางด้านบัญชี รวมถึงทักษะทางด้านการสื่อสาร และการทำงานร่วมกันเป็นทีม

ปัจจุบันการเรียนในห้องเรียนไม่เพียงพอสำหรับสายอาชีพบัญชีอีกต่อไป เนื่องจากเทคโนโลยีได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว งานรูทีนหรืองานที่ทำแบบซ้ำๆ เดิมๆ ในสายอาชีพนี้ บางอย่างอาจถูกทดแทนด้วย AI (artificial intelligence) ดังนั้นนักเรียน-นักศึกษาจำเป็นต้องฝึกฝนตนเองและเตรียมความพร้อมอยู่เสมอ เพื่อก้าวให้ทันโลกที่เต็มไปด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

การเปิดเวทีตอบปัญหาทางบัญชี ถือเป็นการติดอาวุธสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มพูนทักษะ รวมถึงอัพเดทความรู้ในสายงานบัญชีที่มีการเปลี่ยนแปลง อาทิ มาตรฐานการรายงานทางการเงิน เป็นต้น ทั้งนี้ สายอาชีพบัญชีเป็นฟันเฟืองสำคัญในการประกอบธุรกิจ แม้ยุคนี้จะเป็นยุคของเทคโนโลยี แต่ทุกองค์กรยังต้องการแรงงานจากคน เพราะเทคโนโลยีทำงานแทนมนุษย์ได้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ส่วนการวิเคราะห์เชิงลึก การวางแผนงานระดับสูงเพื่อสื่อสารกับผู้บริหารยังเป็นหน้าที่ของนักบัญชี” ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าว

ผศ.ดร.ศิริเดช กล่าวด้วยว่า จากข้อมูลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าระบุว่า ขณะนี้ไทยได้จัดทำข้อตกลงยอมรับร่วมกัน (Mutual Recognition Arrangements : MRAs) กับกลุ่มประเทศอาเซียน 10 ประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเคลื่อนย้าย นักวิชาชีพ แรงงานเชี่ยวชาญ หรือผู้มีความสามารถพิเศษได้อย่างเสรี ใน 8 สาขาวิชาชีพ อาทิ อาชีพนักบัญชี อาชีพแพทย์ อาชีพสถาปนิก เป็นต้น ดังนั้น นักเรียน-นักศึกษา ที่พัฒนาศักยภาพและทักษะของตนเองอยู่เสมอ จะเพิ่มโอกาสในการทำงานในต่างประเทศได้มากขึ้น

นายปฏิภาณ ทรัพย์ทวีปัญญา (แม็ค)  นักศึกษาชั้นปวส.ปีที่ 2 สาขาวิชาการบัญชี วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก(อี.เทค.) จ.ชลบุรี ในฐานะตัวแทนทีมชนะเลิศระดับปวส. กล่าวว่า กว่า 4 เดือน ในระหว่างเตรียมตัวได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จากเวทีการแข่งขันต่างๆถึง 2 เวทีด้วยกัน จึงทำให้พอรู้แนวข้อสอบบ้าง ส่วนอาจารย์ที่ปรึกษาได้ช่วยติวและชี้ทิศทางแนวข้อสอบ เพื่อให้เราศึกษาและทำความเข้าใจ ที่สำคัญการทำงานเป็นทีมมีส่วนช่วยให้ผลสอบออกมาดี เพราะก่อนการแข่งขันได้แบ่งหน้าที่กันชัดเจนตามความถนัดของแต่ละคน โดยส่วนตัวจะถนัดการวิเคราะห์โจทย์และสูตรคำนวน ส่วนเพื่อนอีก 2 คน ถนัดด้านทฤษฎีและการคำนวนสูตร ดังนั้นเมื่ออยู่ในสนามแข่งจึงรู้เมนหลักว่าใครต้องทำอะไร

“สาเหตุที่ผมเรียนบัญชี เพราะมองว่าสายอาชีพนี้รายได้ดีและมีความมั่นคง หลังจากนี้ต้องกลับไปพัฒนาทักษะด้านต่างๆ เพิ่มขึ้น อาทิ ทักษะทางด้านภาษาอังกฤษ ทักษะด้านโปรแกรมสำเร็จรูปที่เกี่ยวกับบัญชี เป็นต้น เพื่อเตรียมตัวเองให้พร้อมกับการทำงานที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามเทคโนโลยี ฝากถึงน้องๆที่เรียนในสาขาบัญชีและกำลังก้าวเข้าสู่เวทีการแข่งขัน จงอย่ากลัวการถูกแย่งงานจาก AI เพราะสิ่งนี้ทดแทนงานด้านพื้นฐานหรืองานรูทีนเท่านั้น”นายปฏิภาณ กล่าว

ขณะที่นางสาวนารีลักษณ์ วรรณโวหาร (เอิน) เพื่อนร่วมทีม กล่าวเสริมว่า ทีมของเราทั้งหมด 3 คนเตรียมตัวโดยการช่วยกันจัดตารางติว โดยมีอาจารย์ที่ปรึกษาช่วยดูโจทย์และให้คำแนะนำตลอด ซึ่งท่านก็ให้คำแนะนำพร้อมบอกเทคนิคในการทำข้อสอบ ระหว่างการแข่งขันเราจึงนำเทคนิคและวิธีคิดตามที่ซ้อมมาใช้ในสนาม ซึ่งในการทำโจทย์จะมีข้อจำกัดห้ามใช้เครื่องคิดเลข แต่เราก็สามารถทำได้ เพราะแบ่งหน้าที่หลักของแต่ละคนไว้แล้ว

“การลงแข่งขันครั้งนี้โจทย์ไม่ได้ง่าย  การเตรียมความพร้อมและการทำงานเป็นทีมมีความสำคัญมากต่อผลงานที่ออกมา รู้สึกดีใจมากค่ะที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ เพราะจะได้รับทุนการศึกษาเรียนต่อจนจบปริญญาตรี ที่สำคัญรางวัลนี้ จะเป็นใบเบิกทางที่เพิ่มโอกาสในการสมัครงาน ซึ่งส่วนตัวอยากเป็นผู้ตรวจสอบบัญชี เนื่องจากเป็นอาชีพที่มีรายได้สูงและมีความมั่นคง” นางสาวนารีลักษณ์ กล่าว

นางสาวอารียา  อ่อนนิ่ม (อาร์)  นักเรียนชั้นปวช.ปีที่ 3 สาขาวิชาการบัญชี วิทยาลัยพาณิชยการเชตุพน กรุงเทพฯ ในฐานะตัวแทนทีมชนะเลิศระดับปวช. กล่าวว่า ทีมของตนมีความฝันอยากเป็นผู้ตรวจสอบบัญชีเหมือนกัน จึงสมัครลงแข่งขันการตอบปัญหาทางด้านบัญชีครั้งนี้ เพื่อฝึกทักษะและพัฒนาตนเอง ส่วนการเตรียมตัวทีมเราจะดูหัวข้อสอบแล้วแบ่งเนื้อหาให้แต่ละคนไปศึกษา

การได้รางวัลชนะเลิศถือเป็นความภาคภูมิใจมาก เพราะเราทุ่มเทและตั้งใจในการแข่งขัน ที่สำคัญกิจกรรมนี้มีผลต่อการสมัครงานในอนาคตด้วย อย่างไรก็ตาม แม้จะได้รางวัลชนะเลิศแต่ก็ต้องกลับไปพัฒนาตนเอง เพื่อให้ก้าวทันโลกและเทคโนโลยี เพราะขณะนี้ AI ได้เข้ามามีบทบาทในสายอาชีพบัญชีมากขึ้น เราจึงต้องเพิ่มทักษะและเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ เพื่อให้ทำงานควบคู่เทคโนโลยีในอนาคตได้

“โดยส่วนตัวเป็นคนชอบตัวเลข ชอบคณิตศาสตร์ จึงเลือกเรียนบัญชีเพราะได้อยู่กับตัวเลข ปัจจุบันการทำงานสายอาชีพบัญชีไม่ได้จำเจอย่างที่คิด  เช่น อาชีพผู้ตรวจสอบบัญชี มีโอกาสเดินทางไปทำงานหลากหลายพื้นที่ ทำให้ได้ประสบการณ์ในหลายด้าน นอกจากนี้ยังสามารถนำประสบการณ์ที่ได้รับไปต่อยอดการทำงานในต่างประเทศได้อีกช่องทางหนึ่งด้วย”นางสาวอารียา กล่าว

ครูไทย-เวียดนาม รับมือโควิด-19 หลังศธ.สั่งปิดรร. #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/420211?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

ครูไทย-เวียดนาม รับมือโควิด-19 หลังศธ.สั่งปิดรร.

2 มีนาคม 2563 – 17:35 น.
COVID2019,โคโรน่าไวรัส,โควิด-19,่ ไทย-เวียดนาม,ครูรางวัลเจ้าฟ้าฯ,คมชัดลึกออนไลน์
เปิดอ่าน 276 ครั้ง

ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรีเวียดนาม รับมือโควิด-19 หลังศธ.เวียดนามสั่งปิดโรงเรียน ปรับแผนการเรียนทางไกลผ่านออนไลน์ เพื่อให้เด็กนักเรียนเวียดนามเชื่อมต่อการเรียนรู้กับครูไทยและสื่อสารภาษาอังกฤษกับเด็กนักเรียนไทย

วันที่ 2 มี.ค.2563- จากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา หรือ โควิด-19 (covid-19)ที่ส่งผลกระทบมากกว่า30ประเทศ รวมถึงประเทศเวียดนาม ซึ่งถือเป็นประเทศในกลุ่มเสี่ยงของการระบาดของเชื้อไวรัสดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่จังหวัดทางตอนเหนือของเวียดนามซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศจีน ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดหล่าวกาย ห่าซาง กาวบั่ง หลั่งเซิน เป็นต้น

        อ่านข่าว : 7สิ่งที่เจ้าวายร้าย “โควิด-19″กลัว!!

ซึ่งรัฐบาลเวียดนามได้มีมาตรการเร่งด่วน โดยกระทรวงศึกษาธิการและการฝึกอบรมเวียดนามได้สั่งให้ปิดโรงเรียนต่าง ๆ ต่อจากการปิดเทศกาลตรุษญวน (Tết)ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2563 หลังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังคงปิดโรงเรียนมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน

นักเรียนเวียดนามเรียนรู้ร่วมกันผ่านออนไลน์

นายสุรชัย ดิ่งสวัสดิ์ นักธุรกิจและอาสาสมัครมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี กล่าวว่า ในช่วงการสั่งปิดโรงเรียนในเวียดนามครูทราน ติ ตวย ดุง (Trần Thị Thuỳ Dung)ครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ประเทศเวียดนาม ปี2558อดีตครูใหญ่และครูสอนภาษาอังกฤษระดับประถมศึกษาที่โรงเรียนประถม Le Ngoc Han Primary School ผู้ริเริ่มทำให้เกิดต้นแบบโรงเรียนประถมรูปแบบใหม่ หรือ “เวียดนามนิวสคูลโมเดล”ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาธิการจังหวัดหล่าวกาย ซึ่งเป็นพื้นที่ติดชายแดนประเทศจีน

ครูเวียดนามเชื่อมโยงการเรียนรู้ภาษาอังกฤษกับนักเรียนไทย

“ได้ติดต่อประสานมายังมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ในการขอการสนับสนุนการจัดการศึกษาทางไกลผ่านออนไลน์ เพื่อช่วยเหลือการเรียนรู้ของนักเรียน โดยเฉพาะการสื่อสารภาษาอังกฤษในช่วงที่โรงเรียนยังอยู่ในมาตราการสั่งปิดโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง “นายสุรชัย กล่าว

นายสุรชัยเปิดเผยว่า ทางมูลนิธิรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ได้ร่วมกับเครือข่ายโรงเรียนที่จัดการเรียนรู้ทางไกลผ่านออนไลน์ ได้แก่ โรงเรียนอนุบาลหนองคาย (โรงเรียนประถมศึกษา) และโรงเรียนปทุมเทพวิทยาคาร (โรงเรียนมัธยมศึกษา) ในการร่วมกันจัดการเรียนรู้ออนไลน์เพื่อให้เด็กนักเรียนเวียดนามเชื่อมต่อการเรียนรู้กับครูไทย และสื่อสารภาษาอังกฤษกับเด็กนักเรียนไทย

ครูเวียดนามสอนผ่านออนไลน์

โดยผ่านกิจกรรมการใช้video callพูดคุย ไปจนถึงการประชุมผ่านvideo conferenceและการใช้platform onlineในการแลกเปลี่ยนระหว่างครูไทยกับครูในโรงเรียนต่าง ๆ ของเวียดนาม ซึ่งนับว่าในสถานการณ์วิกฤตนี้ การใช้การเรียนการสอนออนไลน์เป็นวิธีการสำคัญที่ช่วยให้ครูในโรงเรียนต่าง ๆ ยังคงจัดกิจกรรมการเรียนการสอนได้ แม้จะยังปิดโรงเรียน

ครูเวียดนามใช้มือถือสอนออนไลน์

“เช่นเดียวกันกับ ครูเลอ ทัน เลียม ครูสอนวิชาฟิสิกส์และเทคโนโลยี โรงเรียนฮิม ลัมครูรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหาจักรี ปี2562จากประเทศเวียดนาม ปีล่าสุด ก็ได้ใช้โทรศัพท์มือถือ (mobile phone)เป็นเครื่องมือสื่อสารและสร้างการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในสถานการณ์วิกฤตนี้เช่นกัน” นายสุรชัย กล่าว

สถานศึกษาตั้งรับสู้โควิด-19 #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/420118?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

สถานศึกษาตั้งรับสู้โควิด-19

2 มีนาคม 2563 – 13:55 น.
นักศึกษา,ไวรัส,โควิด-19,โคโรน่า,ตั้งศูนย์เฝ้าระวังสุขภาพ
เปิดอ่าน 85 ครั้ง

สถานศึกษาตั้งรับสู้โควิด-19 นศ.จีนชะลอกลับไทย-ตั้งศูนย์เฝ้าระวังสุขภาพ ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylife4444@gmail.com

สถานการณ์โรคโควิด –19 ยังคงมีการระบาดอย่างต่อเนื่อง มีผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตเพิ่มขึ้นทุกวัน กระทรวงสาธารณสุขขอความร่วมมือกับกระทรวงต่างๆ ในการดำเนินการตามมาตรการป้องกัน เฝ้าระวัง ควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดจนเข้าสู่ระยะที่ 3 (ปัจจุบันไทยอยู่ในระยะที่ 2)

สำหรับสถาบันการศึกษานั้น ทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีมาตรการในการเฝ้าระวัง ดูแลนักเรียนนักศึกษาอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะสถาบันการศึกษาที่มีนักศึกษาจีน บุคลากรจีนมาเรียน มาทำงานอยู่จำนวนมาก

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) หนึ่งในสถาบันการศึกษาที่มีนักศึกษาจีนมาเรียนประมาณ 3,000 คน ซึ่งเมื่อมีเหตุการณ์โรคโควิด-19 ได้มีการกำหนดมาตรการที่เข้มข้นในการเฝ้าระวัง ดูแลนักศึกษาทันที
 ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ ดวงรัตน์ รองอธิการบดีสายงานสื่อสารแบรนด์ DPU กล่าวว่าตั้งแต่เกิดสถานการณ์และพบผู้ป่วยโรคโควิด-19 ในประเทศไทย มหาวิทยาลัยได้มีการจัดทีมไปพบกับกระทรวงสาธารณสุข เพื่อไปหารือว่ามหาวิทยาลัยต้องเตรียมการ มีมาตรการเรื่องนี้อย่างไร เนื่องจาก DPU เป็นมหาวิทยาลัยที่มีความเป็นนานาชาติและจีนสูง มีนักศึกษาทั้งหมด 18,000 คน มีนักศึกษาจีน 3,000 คน ซึ่งมีความเป็นห่วงในเรื่องนี้มาก โดยหลังจากรับคำแนะนำ ได้ใช้ตึกอาคาร 14 ชั้น 1 เป็นศูนย์ควบคุมเฝ้าระวังและดูแล สุขภาพ ซึ่งจะมีแพทย์ พยาบาลเจ้าหน้าที่และเครื่องมืออุปกรณ์การแพทย์ต่างๆ และเริ่มคัดกรองนักศึกษาจีนทุกคน และกลุ่มต่างๆ

ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ ดวงรัตน์

ถือเป็นความโชคดีที่ช่วงเกิดเหตุการณ์ เป็นช่วงปีใหม่ของจีน ซึ่งมีนักศึกษาจีนบินกลับบ้านไปฉลองปีใหม่ประมาณ 2,400 คน และมีอยู่ที่หอพักมหาวิทยาลัยเพียง 600 คน เราก็ได้คัดกรองนักศึกษาจีนที่ไทยทุกคน รวมถึงญาติของนักศึกษาจีนที่เดินทางมาเยี่ยมลูกหลานที่เมืองไทยด้วย โดยใครที่ไม่มีภาวะเสี่ยง ไม่เดินทางไปไหนและไม่มีญาติ หรือไม่ได้สัมผัสกับกลุ่มเสี่ยงใดๆ กลุ่มนี้จะได้รับพาสปอร์ตสีเขียว ใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่ก็ให้อยู่ในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อเฝ้าระวังไปเรื่อยๆ

มธบ.ใช้พาสปอร์ต3สีแยกกลุ่มเฝ้า่ระวัง
“ส่วนกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยง คือ มีญาติมาจากเมืองจีน จะออกพาสปอร์ตเหลืองให้ และต้องมาตรวจวัดไข้ 14 วัน ถ้า 14 วันไม่มีอาการใดๆ จะได้พาสปอร์ตเขียว และคนที่มีอาการไข้ ซึ่งพบ 2 ราย จะได้พาสปอร์ตสีชมพู และมหาวิทยาลัยได้ประสานไปยังสถาบันบำราศนราดูรเพื่อไปตรวจเช็คอย่างละเอียด พบว่าเด็กเป็นไข้หวัดปกติ แต่ก็ได้มีทีมแพทย์มาเฝ้าระวังดูแลอย่างใกล้ชิด”ผศ.ดร.ทัณฑกานต์ กล่าว

นอกจากนั้น ในส่วนการจัดกิจกรรมต่างๆ ของมหาวิทยาลัย ทุกกิจกรรมต้องได้รับการอนุมัติ เพื่อเป็นการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดเป็นการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก ซึ่งอาจจะเป็นการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด-19 และหากต้องมีจัดกิจกรรมจริงๆ มหาวิทยาลัยจะมีทีมเฝ้าระวัง ตรวจวัดไข้ และแจกหน้ากากอนามัย อาทิ งานรับปริญญา ส่วนงานอบรมต่างๆ จะมีการแจกหน้ากากอนามัย เจลล้างมือ เน้นทำความสะอาดพื้นที่สัมผัสต่างๆ

เรียนออนไลน์ชะลอนศ.จีนไม่ให้กลับ
สำหรับนักศึกษาจีน 2,400 คน ที่อยู่ประเทศจีน ตอนนี้มหาวิทยาลัยได้มีการชะลอไม่ให้นักศึกษากลับมา และมีการจัดการเรียนการสอนแบบอีเลินนิ่ง เป็นการสอนทางไกล และส่งโปรเจคงาน จะไม่มีการสอบแต่เป็นการส่งงาน ส่วนจะเปิดภาคเรียนในเดือนพ.ค.นี้ก็หวังว่าจะพบวัคซีน หรือมีมาตรการให้นักศึกษาจีนได้กลับมาเรียน แต่หากไม่ได้มาเรียนมหาวิทยาลัยก็ได้เตรียมการในการดูแล เฝ้าระวังนักศึกษาจีน อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน สามารถติดต่อศูนย์ควบคุมเฝ้าระวังและดูแลสุขภาพได้ที่ โทร.02-954-7300 ต่อ 830 หรือ 02-954-8643

ม.เกริกหยุดเรียน-ชะลอกลับ
ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเกริก กล่าวว่าม.เกริก มีนักศึกษาจีนมาเรียนเป็นจำนวนหนึ่ง ซึ่งในช่วงแรกของการเกิดสถานการณ์โรคโควิด-19 เป็นช่วงตรุษจีน และนักศึกษาจีนเดินทางกลับประเทศจีนเพื่อไปฉลองกับครอบครัว จึงได้ขอให้นักศึกษาเลื่อนในการเดินทางกลับมาและหยุดเรียนไปก่อน แต่หากนักศึกษาคนไหนกลับมาก็ขอให้งดเข้ามหาวิทยาลัย ไปอีก 2 สัปดาห์ ให้เฝ้าระวังโรคครบ 14 วันของระยะฟักตัวถึงจะมาเรียน และเมื่อมาเรียนต้องมีใบรับรองแพทย์ หรือเอกสารยืนยันการปลอดเชื้อไวรัสโคโรนาด้วย

ศ.ดร.นพ.กระแส ชนะวงศ์

 ห้ามนศ.จีนเที่ยว-รายงานตัวผู้ดูแลหอ   
นอกจากนั้นในมหาวิทยาลัยได้มีการเฝ้าระวัง มีมาตรการการป้องกันโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสโคโรน่า อาทิ ห้ามนักศึกษาจีนที่อยู่ประเทศไทยไปเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวและต้องมารายงานตัวเซ็นชื่อกับหัวหน้าห้องและผู้ดูแลหอพักทุกวัน มีการออกกฏและข้อบังคับเกี่ยวกับการเข้าออกประเทศไทยของนักศึกษาและมาตรการการตรวจสอบสุขาภิบาลของห้องเรียนภายในมหาวิทยาลัย
“มหาวิทยาลัยได้มีการจัดมาตรการ ทำความสะอาดฆ่าเชื้อโรคบริเวณรอบมหาวิทยาลัยอย่างทั่วถึง จะมีเจ้าหน้าที่ทำการวัดไข้ให้นักศึกษาทุกคนก่อนเข้าห้องเรียน และที่พักอาศัย จัดเตรียมหน้ากากอนามัยไว้บริการนักศึกษาฟรี และเน้นย้ำให้นักศึกษาใส่หน้ากากอนามัยเข้าเรียนทุกคน และได้ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนมาทำงานตามปกติ และเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับสถานการณ์ฉุกเฉิน เพราะมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญในการดูแล เฝ้าระวังทั้งนักศึกษาจีน นักศึกษาไทย และบุคลากรของมหาวิทยาลัยทุกคนด้วยมาตรการที่เข้มข้น” อธิการบดีม.เกริก กล่าว

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ทุกมหาวิทยาลัยได้มีมาตรการในการดูแล เฝ้าระวังทั้งนักศึกษาจีน และนักศึกษา รวมถึงคณาจารย์และบุคลากรต่างๆ เช่นเดียวกับโรงเรียน และวิทยาลัยอาชีวศึกษา ที่ได้มีการเตรียมพร้อม เฝ้าระวัง ขอความร่วมมือไปยังผู้ปกครอง อาทิ ให้เด็กหลีกเลี่ยงการสัมผัสผู้ป่วย ไม่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยไอจาม หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัด สวมใส่หน้ากากอนามัยมืออยู่ในที่ชุมชน กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือบ่อยๆ และขอให้ผู้ปกครองแจ้งมายังโรงเรียนหากเด็กเดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง ให้หยุดเรียนครบ 14 วัน ตามระยะการฟักตัว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดในเด็ก เป็นต้น

การป้องกัน การเฝ้าระวัง การควบคุมโรคโควิด-19 ที่ดีที่สุด ต้องเริ่มจากทุกคนช่วยกันดูแลตัวเอง และหากมีภาวะความเสี่ยง มีอาการไข้หวัด ควรรีบไปพบแพทย์ หลีกเลี่ยงพื้นที่แออัด พื้นที่สาธารณะ และควรสวมใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือบ่อยๆ ปฎิบัติตามคำแนะนำของกระทรวงสาธารณสุข ต้องร่วมด้วยช่วยกัน

“เลขาสพฐ.”ลั่นยุค 4.0 ทุกคนมีส่วนร่วมพัฒนาผู้เรียน #ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย

#ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/419473?utm_source=category&utm_medium=internal_referral&utm_campaign=edu-health

“เลขาสพฐ.”ลั่นยุค 4.0 ทุกคนมีส่วนร่วมพัฒนาผู้เรียน

29 กุมภาพันธ์ 2563 – 00:00 น.
การศึกษาขั้นพื้นฐาน,งานศิลปหัตถกรรม,กระทรวงศึกษาธิการ,คมชีดลึก,ข่าววันนี้
เปิดอ่าน 411 ครั้ง

เลขาสพฐ.ชี้แนวทางสื่อสารกับผู้ปกครองให้เข้าใจทิศทางจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียน ต้องเน้นสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน

29 กุมภาพันธ์ 2563 เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระบุแนวทางการสื่อสารกับผู้ปกครองให้เข้าใจทิศทางการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียน ต้องเน้นย้ำและสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ว่าการศึกษาในวันนี้ต้องเป็นแบบ “Allfor Education”

ทั้งนี้คือคนทุกคนต้องมีส่วนร่วม หวังพึ่งโรงเรียนอย่างเดียวคงไม่พอหนึ่งสัปดาห์เด็กอยู่ที่โรงเรียน 5 วัน ที่เหลือคืออยู่กับครอบครัว สังคม ชุมชน ดังนั้นทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องช่วยกันขับเคลื่อนสังคมเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ

ดร.อำนาจ วิชยานุวัติเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวว่า ในการเรียนรู้นั้น คุณครูผู้ปกครอง หรือชุมชน สังคม ต้องช่วยกันสร้างเกราะป้องกันให้กับเด็กให้เขาได้มีความพร้อมในการที่จะอยู่กับโลกใบนี้อย่างมีความสุขผมต้องเชิญชวนทุกท่าน ทั้งผู้ปกครอง หน่วยงานทุกภาคส่วน รวมทั้งภาคประชาชนต้องช่วยกันลงมาดูแลเด็กๆของเรา ถ้าเด็กมีความเข้มแข็งทั้งด้านวิชาการ ด้านทักษะชีวิต ด้านอาชีพที่ดีแล้วประเทศไทยเราจะเจริญรุดหน้าไปได้ไกลขึ้น กระทรวงศึกษาธิการ

ภายใต้การกำกับของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ได้กำชับคือการสร้างความเข้มแข็ง ทั้งภายในและภายนอกให้เกิดขึ้นกับตัวเด็กภายในหมายถึงองค์ความรู้ที่เกิดขึ้น ทักษะที่เกิดขึ้น แล้วแต่ทัศนะคติของเด็กเอง เขาต้องแข็งแรงทั้งด้านทักษะวิชาการทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต

ส่วนภายนอกคือสังคมรอบนอก เราต้องช่วยกันหล่อหลอมช่วยกันดูแลใส่ใจในสิ่งที่เป็นประโยชน์กับเด็กทำให้เด็กมองเห็นว่าสิ่งที่มีอยู่รอบข้างนั้นมีหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์และหลายเรื่องที่เป็นโทษ ให้เขาได้เรียนรู้ หัดคิดหาเหตุและผลให้พื้นที่เขาได้แสดงความคิดเห็นด้วย เพราะเด็กทุกคนมีความหมายและมีความสำคัญไม่ต่างกัน

หลังการจัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติครั้งที่ 69 ประจำปี 2562 ใน 4 ภูมิภาค ที่เพิ่งผ่านพ้นไปแล้วนั้น เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงกันระหว่าง Thailand 4.0 และงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนอีกครั้งว่า 107 ปีที่ผ่านมาว่า“นัยยะของคำว่าศิลปหัตถกรรมนั้นเป็นสิ่งที่นำความเป็นไทยมาหล่อหลอม มาผสมผสาน มาเติมเต็มซึ่งกันและกันกับความเป็นโลกยุคใหม่จะเห็นว่ามีการแข่งขัน Robot ด้วยการแข่งขัน Codding การแข่งขันคอมพิวเตอร์แข่งขันภาษาต่างประเทศ

ควบคู่ไปกับการจัดการแข่งขันที่บ่งชี้ถึงอัตลักษณ์ความเป็นไทยของเราอาทิ การแกะสลัก การแสดงดนตรีไทย การฟ้อนรำ รวมทั้งด้านอื่นๆสะท้อนให้เห็นความงดงามทางศิลปวัฒนธรรมอันเป็นเกียรติภูมิที่บรรพชนของเราได้อนุรักษ์หวงแหนถ่ายทอดมาสู่คนรุ่นหลัง และได้รับการอนุรักษ์และถ่ายทอดไปสู่อนุชนรุ่นหลังพร้อมๆ กับการก้าวไปสู่ยุคอนาคตต่อไปการพัฒนาผู้เรียนของเราจึงต้องได้รับการอบรมบ่มเพาะ หล่อหลอม สอดคล้องทันสมัยทันยุคและคงความเป็นไทยของเราไว้ให้ได้” นี่คือบทสรุปที่แน่วแน่ในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาผู้เรียนที่ชัดเจนยิ่งของดร.อำนาจ กล่าว

นายพยอม วงษ์พูล ผู้อำนวยการ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัยเขต 1 ในฐานะประธานคณะกรรมการจัดงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติ ครั้งที่  69 ปีการศึกษา 2562 ภาคเหนือ  จังหวัดสุโขทัยที่เห็นว่าการเก็บเกี่ยวประสบการณ์ เรียนรู้-ต่อยอดการศึกษา สู่อาชีพที่มั่นคงสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง นั้น เด็กๆ นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้จากเวทีการประกวดต่างๆบริบทต่าง ๆ เสริมควบคู่ไปจากการเรียนรู้ภายในห้องเรียน  คำขวัญการจัดงานของภาคเหนือคือวิชาการก้าวนำ หัตถกรรมก้าวหน้า เด็กเหนือพัฒนา ภูมิปัญญาสู่สากล ภูมิปัญญาในที่นี่เป็นการนำเอาความรู้ด้านวิชาการที่มีมากมายหลายแขนง

ทั้งศาสตร์และศิลป์ซึ่งมีการพัฒนาและนำสมัยอยู่ตลอดเวลามารวมกัน  หัตถกรรมหรือฝีมือต่าง ๆ ก็ต้องได้รับการพัฒนาไม่ด้อยไปกว่าทางด้านวิชาการ โดยให้เด็กหรือนักเรียนเป็นผู้คิดค้นประดิษฐ์ในเชิงสร้างสรรค์และถ่ายทอดซึ่งกระบวนการคิดวิเคราะห์ผ่านการนำเสนอในรูปแบบต่างๆจนเกิดซึ่งภูมิปัญญาหรือผลงานเชิงสร้างสรรค์ ที่สะท้อนความรู้กระบวนการและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ออกมาเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาผู้ที่ได้พบเห็นทั้งในและต่างประเทศอันจะเป็นเครื่องยืนยันถึงคุณภาพของผู้เรียนได้เป็นอย่างดีและที่สำคัญต้องสามารถนำภูมิปัญญานั้นไปสร้างอาชีพสร้างรายได้และเป็นบุคคลที่มีส่วนในการพัฒนาชาติต่อไป

นายพยอม ยังกล่าวเสริมอีกว่าการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียนฯมีการลงพื้นที่จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตพื้นที่ เพื่อติดตาม สังเกตการณ์การแข่งขันกิจกรรมทุกสนามแข่งขัน เพื่อเก็บข้อมูลอันจะนำไปสู่การปรับปรุงคุณภาพการจัดการศึกษาในด้านต่างๆอาทิ นักเรียนที่เข้าแข่งขันมีทักษะทั้งทางด้านวิชาการมีความรู้ความสามารถเป็นไปตามความต้องการของหลักสูตร มีทักษะวิชาชีพซึ่งสามารถพัฒนาต่อยอดและนำไปสู่การเป็นอาชีพ

นักเรียนแสดงออกอย่างมีความคิดสร้างสรรค์การใช้เทคโนโลยีต่อยอดทางการศึกษาเรียนรู้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน  เช่น การแข่งขันหุ่นยนต์ และนักบินน้อย สพฐ. เป็นต้น ซึ่งต้องยอมรับว่าการแข่งขันศิลปหัตถกรรมที่ผ่านมาจากอดีตถึงปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคมโดยมุ่งเน้นให้เด็กค้นหาและพัฒนาศักยภาพของตนเอง เพื่อพัฒนาเป็นอาชีพได้อย่างสร้างสรรค์

“อยากให้นักเรียนที่เข้าร่วมการแข่งขันได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์ ความรู้ความสามารถที่ได้รับจากการแข่งขันในครั้งนี้ ไปพัฒนาผลงานของตนเองหรือนำไปต่อยอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อปูทางไปสู่การศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้นไปและที่สำคัญได้นำไปสร้างอาชีพที่มั่นคง สร้างรายได้เลี้ยงตัวและครอบครัวรวมทั้งสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนของตนเองต่อไป” ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุโขทัย เขต 1 กล่าว