เตรียมทำ2ตำรับยาไทยผสมกัญชา คาดมีผู้ป่วยต้องใช้กว่า1.75แสนคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/373359

เตรียมทำ2ตำรับยาไทยผสมกัญชา คาดมีผู้ป่วยต้องใช้กว่า1.75แสนคน

วันที่ 28 พฤษภาคม 2562

เตรียมทำ2ตำรับยาไทยผสมกัญชา คาดมีผู้ป่วยต้องใช้กว่า1.75แสนคน

เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวในการเป็นประธานเปิดการอบรมผู้มีสิทธิ์สั่งใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทย พร้อมกันทั่วประเทศใน 13 เขตสุขภาพ ว่า ตามแผนการผลิตตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมอยู่ ส่วนของต้นทาง ที่เป็นการปลูกตามมาตรฐานนั้น 1.ไบโอเทค ผลิตกัญชาสด 2,000 กิโลกรัม โดยจะส่งให้กับกองพัฒนายาแผนไทยฯ เพื่อผลิตตำรับน้ำมันสนั่นไตรภพ ยาทาริดสีดวงและเครื่องยากัญชากลาง และ รพ.ดอนตูม จ.นครปฐม ในการผลิตยามาตรฐาน 2.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน วิทยาเขตสกลนคร ผลิตกัญชาสด 2,000 กิโลกรัม ส่งมอบให้แก่ รพ.พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จ.สกลนคร ผลิตตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชา 16 ตำรับ

และ 3.กลุ่มวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์การเกษตร ภายใต้สภาเกษตรกรแห่งชาติ ผลิตกัญชาสด 7,000 กิโลกรัม ส่งให้แก่ รพ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี รพ.สมเด็จพระยุพราช(รพร.)เด่นชัย จ.แพร่ และโรงพยาบาลอื่นๆ ที่มีมาตรฐานการผลิตยาขององค์การอนามัยโลก(WHO GMP) ทั้งนี้ มีการประมาณความต้องการใช้กัญชาใน 16 ตำรับยาแผนไทย โดยผู้ป่วยที่จะใช้ในสถานพยาบาลภาครัฐ ราว 1.3 แสนคน สถานพยาบาลเอกชน ประมาณ 4 หมื่นคน และในการศึกษาวิจัย 16 ตำรับ จำนวน 5,000 คน รวมปริมาณผู้ป่วยต้องการใช้กัญชา 16 ตำรับยาแผนไทย 1.75 แสนคน

กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก จะเป็นผู้ผลิตผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป 2 สูตร คือ น้ำมันสนั่นไตรภพ ที่ช่วยลดอาการแทรกซ้อนในผู้ป่วยมะเร็งรังไข่ มะเร็งมดลูก มะเร็งตับในระยะเริ่มต้น และช่วยแก้กษัยเหล็ก หรืออาการท้องแข็งเป็นดาน ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือโรคมะเร็ง และยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนัง และจะจัดทำเครื่องยากลาง 3 สูตร คือ ช่อดอกกัญชากับพริกไทย อัตราส่วน 1:1 ใบกัญชากับพริกไทยอัตราส่วน 1:0.25 และก้านกัญชากับบอระเพ็ด อัตราส่วน 1:1 เพื่อกระจายให้แก่โรงพยาบาลและแพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ ใช้ในการปรุงและจ่ายยาแก่ผู้ป่วย คาดว่าต้องใช้กัญชาประมาณ 11 ตันต่อปี ซึ่งได้ทำข้อตกลงความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ สวทช. ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะสามารถปลูกกัญชาส่งให้ได้ประมาณ 13 ตันต่อปี

ภญ.ศิริพร ฉวานนท์ เจ้าหน้าที่กองควบคุมวัตถุเสพติด สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวในการอบรมผู้มีสิทธิ์สั่งใช้กัญชาทางการแพทย์แผนไทยพร้อมกันทั่วประเทศใน 13 เขตสุขภาพว่าแพทย์แผนไทย หรือหมอพื้นบ้านที่แจ้งครอบครองกัญชาในช่วงนิรโทษแล้วสามารถมีกัญชาไว้ในครอบครองต่อไปได้อีก 3 เดือน  หากจะใช้กัญชาในตำรับยาที่มีกัญชาเป็นส่วนผสมจะต้องซื้อเครื่องกัญชากลางมาปรุงเท่านั้น โดยจะต้องดำเนินการผ่านกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

หากแพทย์แผนไทยจะรวมตัวกันเพื่อขอปลูกกัญชาจะต้องมีการจับมือกับหน่วยงานรัฐ หากเป็นการปลูกเพื่อวิจัยจะสามารถทำได้แค่การพัฒนาสายพันธุ์ ไม่สามารถผลิตหรือตำรับยาได้ หากจะผลิตเป็นตำรับยาจะต้องจับมือกับสถานพยาบาลภาครัฐ และมีแผนการจำหน่ายให้สถานพยาบาลแห่งนั้นทั้งหมด ต้องไม่มีเหลืออยู่ที่แพทย์แผนไทยหรือหมอพื้นบ้านโดยเด็ดขาด

การอบรมครั้งนี้ ได้จัดอบรมพร้อมกันทั่วประเทศทั้งในส่วนกลางและเขตสุขภาพทั้ง 13 เขตสุขภาพ รวมผู้เข้าอบรม 2,984 คน เป็นแพทย์แผนไทยที่มีใบประกอบวิชาชีพ สาขาเวชกรรมไทย, แพทย์แผนไทยประยุกต์ที่มีใบประกอบวิชาชีพ, หมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย โดยต้องผ่านการทดสอบความรู้ไม่น้อยกว่า 60% จึงจะได้รับใบประกาศนียบัตรเป็นผู้ผ่านการอบรมนี้ คาดว่าใน 2 สัปดาห์แต่ละเขตสุขภาพจะส่งรายชื่อผู้ที่ผ่านการประเมินมายังกรมเพื่อส่งให้ อย.ขึ้นทะเบียนต่อไป

 บทลงโทษเกี่ยวกับกัญชา
– นำเข้า-ส่งออกกัญชา จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 5 แสน
– จำหน่าย จำคุกตั้งแต่ 1-15 ปี ปรับ 1 แสน-1.5 ล้านบาท
– ครอบครอง จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท
– มีไว้เพื่อจำหน่ายไม่ถึง 10 กิโลกรัม จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท
– มีตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไป จำคุกตั้งแต่ 1-15 ปี และปรับตั้งแต่ 1 แสน-1.5 ล้านบาท

ดูแลสุขภาพคนไทยจัดการศึกษาทันสมัยอยากได้คนรุ่นใหม่มาเป็นรมต.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/373223

ดูแลสุขภาพคนไทยจัดการศึกษาทันสมัยอยากได้คนรุ่นใหม่มาเป็นรมต.

วันที่ 27 พฤษภาคม 2562

โดย… -ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ล้วนเป็นหน่วยงานที่มีความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน เพราะการศึกษาที่ดีย่อมนำมาซึ่งทรััพยากรที่มีคุณภาพ ทำให้สามารถแข่งขันได้ สุขภาพที่ดีของประชาชนทำให้รัฐบาลนำงบประมาณไปพัฒนาประเทศด้านอื่นได้แทนการใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล ดังนั้นนโยบายของพรรคการเมือง รัฐบาล ทั้ง 2 ด้านนี้ย่อมมีผลต่อการพัฒนาประเทศ

1.
ปัจจุบันระบบการศึกษามีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ทำให้ผู้ปฏิบัติงานต้องมีการเปลี่ยนแปลงไปตามระบบ และบางนโยบาย บางโครงการ กิจกรรมก็ไม่มีความต่อเนื่อง “วิสิทธิ์ ใจเถิง” ผู้อำนวยการโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) เสนอว่า สิ่งที่อยากฝากรัฐบาลชุดใหม่คือ ขอให้คำนึงเรื่องคุณภาพของผู้เรียนมากที่สุด เพราะขณะนี้ไม่สามารถสู้นานาชาติได้ เรื่องนี้ต้องเร่งแก้ไข โดยในส่วนของมัธยมศึกษานั้น อยากให้มีการตั้งเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาครอบคลุมทุกจังหวัด เนื่องจากปัจจุบันยังมีไม่ครบ เพื่อเป็นเอกภาพในการทำงานให้มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง

วิสิทธิ์ ใจเถิง

อีกเรื่องที่สำคัญ คือ การลดภาระที่เกิดจากกฎระเบียบ กติกาที่มีอยู่มากมาย ทำให้กลายเป็นภาระแก่คนทำงานทั้งผู้บริหารและครู ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนตามตลอดเวลา เช่น การประเมินคุณภาพครู มีวิธีการประเมินที่กลับไปกลับมา ทำให้โรงเรียนหรือผู้ปฏิบัติ ไม่รู้ว่าจะประเมินอย่างไร อยากให้มีแนวทางชัดเจน

ที่ผ่านมารัฐมนตรีที่มาบริหารกระทรวงศึกษาธิการ จะมีนโยบายของตนเอง บางครั้งไม่ได้อยู่บนฐานข้อมูลที่ดีพอ ทั้งที่นโยบายการศึกษา ผลงานควรมาจากการศึกษาวิจัยอย่างถี่ถ้วน แต่หลายครั้งที่นโยบายต่างๆ ไม่มีงานวิจัยสนับสนุน และเมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรี ก็ไม่มีใครสานต่อ “ฤาเดช เกิดวิชัย” อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) เสนอว่า สิ่งที่รัฐมนตรีกระทรวงการอุดมศึกษาฯ หรือรัฐบาลควรทำคือ ต้องให้เสรีภาพแก่มหาวิทยาลัย เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างแท้จริง

ฤาเดช เกิดวิชัย

อย่างเช่นกฎหมายไม่ให้สภาวิชาชีพเข้ามาเกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัย แต่ทางปฏิบัติสภาวิชาชีพยังคงเข้ามาควบคุมเปลี่ยนแปลงจนเกิดปัญหา และสร้างความลำบากใจให้แก่มหาวิทยาลัย และหลายเรื่องควรมีข้อมูลที่ถูกต้องก่อนกำหนดนโยบาย ไม่ว่าพรรคไหนจะมาดูแล หรือรัฐบาลจะกำหนดนโยบายอย่างไร ขอให้อยู่บนพื้นฐานข้อมูล มีงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรอยู่กับความคิดของรัฐมนตรีคนใดคนหนึ่ง

ขณะเดียวกัน ควรเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่มาเป็นรัฐมนตรีและกำหนดนโยบายให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคน “ชนะชาติ พลพงศ์” อดีตที่ปรึกษาระบบราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) สำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า อยากให้คนที่มานั่ง รมว.ศึกษาธิการ และรมว.การอุดมศึกษาฯ เป็นคนที่มีอายุน้อย คนรุ่นใหม่เข้ามาทำหน้าที่กำหนดนโยบาย ตอนนี้ระบบการศึกษาทั่วโลกเปลี่ยนไปมาก ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้องกับการพัฒนาคน และคนรุ่นใหม่ย่อมเข้าใจคนรุ่นใหม่ ย่อมรู้ว่าควรจัดระบบการศึกษาแบบไหนที่ก่อให้เกิดการพัฒนาคนรุ่นใหม่ได้อย่างแท้จริง

ชนะชาติ พลพงศ์

2.
ขณะที่กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่บุคลากรส่วนใหญ่มีหลากหลายวิชาชีพที่จะทำหน้าที่ป้องกัน ดูแล รักษาสุขภาพของประชาชน ซึ่งที่ผ่านมาเคยมีองค์กรวิชาชีพยื่นข้อเสนอ รวมทั้งร้องเรียน ต่อรัฐบาล และกระทรวงมาแล้วหลายครั้ง “ริซกี สาร๊ะ” เลขาธิการสมาพันธ์บุคลากรสาธารณสุขชายแดนใต้ กล่าวว่า เมื่อ รมว.สาธารณสุขคนใหม่รับตำแหน่งแล้ว ควรนำข้อร้องเรียนของทุกองค์กร ที่เคยยื่นทั้งต่อรัฐบาล กระทรวง หรือหน่วยงานอื่นๆ มาพิจารณาแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน มีเวทีหารือของสหวิชาชีพอย่างต่อเนื่อง และมีการตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาทุกปัญหาอย่างรวดเร็ว

งานใน สธ.ที่จะต้องสานต่อหรือเข้ามาแล้วต้องเร่งแก้ไขมีมากมาย นอกจากจะเข้ามาดูแลสุขภาพประชาชนทั้งประเทศให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลและทำอย่างไรไม่ให้ป่วยแล้ว การดูแลให้บุคลากรในสังกัดมีความสุขอย่างแท้จริง ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญเช่นกัน ได้แก่ 1.ยกเลิกการประกวดประชัน(ดีเด่น ติดดาว) ที่เป็นภาระต่อโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)ที่ไม่พร้อม เพราะขาดงบประมาณ จน รพ.สต.ส่วนใหญ่ต้องทำผ้าป่า เพื่อหางบมาประกวดทุกครั้ง

ริซกี สาร๊ะ

2.แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำระหว่างวิชาชีพ เช่น ปัญหาความเหลื่อมล้ำเงินเดือนและค่าจ้าง ปัญหาความเหลื่อมล้ำค่าตอบแทน ปัญหาการบรรจุแต่ละวิชาชีพและสายงาน 3.ควรนำกฏหมาย ระเบียบที่มีอยู่ มาบังคับใช้ต่อบุคลากรทุกวิชาชีพ ทุกสายงาน อย่างเป็นธรรม เสมอภาค 4.เร่งดำเนินการพิจารณาให้กระทรวงสาธารณสุข แยกออกมาจากสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) เพื่อดูแลบุคลากรให้ได้รับสิทธิทัดเทียมครู ท้องถิ่น ทหาร ตำรวจ ตุลาการ ซึ่งมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง

5.การจัดตั้งกรมปฐมภูมิ เพื่อสนับสนุนการทำงานในระดับปฐมภูมิ ดูแลสหวิชาชีพใน รพ.สต. และเน้นสุขภาพประชาชนในระดับฐานรากให้เข้มแข็ง และ 6.จัดตั้งกองทุนเยียวยาบุคลากรสาธารณสุขชายแดน/ร่างระเบียบการจ่ายเงินเยียวยากรณีบุคลากรสาธารณสุขชายแดนเสียชีวิต พิการ บาดเจ็บ จากการปฏิบัติงานในพื้นที่ หรือระหว่างเดินทางไปกลับจากการทำงานในพื้นที่

“นพ.ประดิษฐ์ ไชยบุตร” ประธานสมาพันธ์แพทย์โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป(สพศท.) กล่าวว่า ขอให้ รมว.สาธารณสุขคนใหม่สานต่อในเรื่องการพัฒนาเขตสุขภาพให้เข้มแข็ง กระจายอำนาจให้เขตบริหารจัดการตามบริบทของตัวเอง รวมถึงส่งเสริมการเปิดคลินิกพิเศษเฉพาะทางนอกเวลาในโรงพยาบาล เพิ่มทางเลือกให้ประชาชน และสนับสนุนให้องค์กรท้องถิ่นมีบทบาทในการดูแลรักษาคนในท้องที่ของตัวเองมากขึ้น เหนือสิ่งอื่นใด นโยบายที่อยากเห็นคือ การให้ประชาชนมีความเข้มแข็งด้านสุขภาพ สามารถพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น มีความรอบรู้ในการดูแลสุขภาพตัวเอง มีทักษะในการรักษาตัวเองเบื้องต้น

เปิดตัวกิ้งกือไทย91ชนิดจุฬาฯเตรียมวิจัยพัฒนารักษามาลาเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/372915

เปิดตัวกิ้งกือไทย91ชนิดจุฬาฯเตรียมวิจัยพัฒนารักษามาลาเรีย

วันที่ 24 พฤษภาคม 2562

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com –

คณะวิทย์ จุฬาฯ เปิดตัวการค้นพบกิ้งกือไทย 91 ชนิด 8 สกุลใหม่ของโลก แบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ กิ้งกือกระบอก กิ้งกือกระสุน กิ้งกือตะเข็บ และกิ้งกือมังกร เตรียมจับมือคณะแพทย์ จุฬาฯ ศึกษาวิจัยวิเคราะห์สารในตัวกิ้งกือนำมาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ ป้องกันยุง รักษาโรคมาลาเรีย เพิ่มทางเลือก “กิ้งกือ” ทรัพยากรชีวภาพ ดูแลระบบนิเวศป่า เพิ่มมูลค่าทางการเกษตร การแพทย์ และธุรกิจชีวภาพ

วานนี้ (23 พ.ค.) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จัดแถลงข่าวการค้นพบกิ้งกือไทย 91 ชนิดใหม่ของโลกจากเกือบ 228 ชนิด ในประเทศไทย และวิจัยจากงานพื้นฐานอนุกรมวิธาน สู่แนวหน้าแห่งความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพของไทย
โดยนายสมศักดิ์ ปัญหา อาจารย์ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า หลังจากที่มีการค้นพบกิ้งกือมังกรสีชมพู (Shocking-pink dragon millipede Desmoxytes purpurosea Enghoff,Sutcharit&Panha, 2008) ได้รับการประกาศให้เป็น 1 ใน10 สุดยอดการค้นพบสปีชีส์ใหม่ของโลกประจำปี 2551 จากสถาบันนานาชาติเพื่อการสำรวจสิ่งมีชีวิต (International Institute for Species Exploration) หรือ IISE ซึ่งเป็นเวลาเกือบ 20 ปีมาแล้ว คณะวิจัยจากจุฬาฯ ได้ศึกษาความหลากหลายของสปีชีส์กิ้งกือในประเทศไทยมาอย่างต่อเนื่อง

สมศักดิ์ ปัญหา

ขณะนี้คณะวิจัยได้ค้นพบกิ้งกือชนิดใหม่ของโลก 91 ชนิด 8 สกุลใหม่ แบ่งเป็น 4 กลุ่มใหญ่ คือ 1.กิ้งกือกระบอก จำนวน 35 ชนิด 2.กิ้งกือกระสุน จำนวน 4 ชนิด 3.กิ้งกือตะเข็บ จำนวน 25 ชนิด และ 4.กิ้งกือมังกร จำนวน 25 ชนิด จากการรายงานสปีชีส์ที่ค้นพบแล้วมากกว่า 228 ชนิดในประเทศไทย

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า การค้นคว้าและวิจัยตั้งแต่ปี 2550 ถึงปัจจุบัน ได้ค้นพบกิ้งกือชนิดใหม่ที่ยังไม่เคยมีรายงานมาก่อน ได้แก่ กิ้งกือมังกรแดงใต้และกิ้งกือมังกรปีกหนามกระบี่ กิ้งกือเหล็ก กิ้งกือตะเข็บบ้านเหลืองดำ และกิ้งกือยักษ์ชัยภูมิ รวมถึงได้ค้นพบกิ้งกือใหม่ๆ สวยไม่แพ้กิ้งกือมังกรสีชมพู เช่น กิ้งกือมังกรปีกชมพูพิษณุโลก กิ้งกือหางแหลมทหารเรือและจุฬา กิ้งกือกระสุนพระรามสามเหลี่ยมคู่ และกิ้งกือตะเข็บม้าลาย เป็นต้น

ซึ่งกิ้งกือเหล่านี้มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศป่าเป็นอย่างมาก เพราะได้ทำหน้าที่ย่อยสลายเศษซากพืช เศษใบไม้ร่วงหล่น อินทรียวัตถุต่างๆ ให้กลายเป็นธาตุอาหารหมุนเวียนกลับคืนสู่ธรรมชาติได้อย่างต่อเนื่อง จนได้รับการขนานนามว่าโรงงานผลิตปุ๋ยเครื่องที่กระจายตัวการทำงานทั่วประเทศ

ขณะนี้กิ้งกือไม่ได้มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศ หรือทางเกษตร เพราะถือเป็นโรงงานผลิตปุ๋ยเท่านั้น แต่ยังค้นพบว่ามีประโยชน์ทางการแพทย์อีกด้วย โดยคณะวิจัยค้นพบจากการลงพื้นที่เก็บข้อมูล พบว่าลิงที่อยู่ตามป่าซึ่งปัจจุบันป่วยเป็นโรคมาลาเรียเยอะมาก พวกมันได้ใช้กิ้งกือมาทาตามตัว และพบว่ายุงไม่มากัดกินเลือดลิง

“ดังนั้น นักวิจัยคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ จะร่วมมือกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ทำการศึกษาวิจัยวิเคราะห์สารที่อยู่ในตัวกิ้งกือว่ามีผลช่วยป้องกันยุงและหยุดการเกิดโรคมาลาเรียได้จริงหรือไม่ เมื่อมีผลวิจัยชัดเจน อนาคตอาจจะนำกิ้งกือมาสังเคราะห์สารทำเป็นสารออร์แกนิก ทำการจดสิทธิบัตรออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สเปย์ป้องกันยุง” นายสมศักดิ์ กล่าว
รวมถึงนักวิจัยในประเทศแอฟริกา พบว่าชาวแอฟริกาได้นำกิ้งกือมาทาบริเวณหลังจากทำคลอดเนื่องด้วยยากจนไม่ได้ไปทำคลอดตามโรงพยาบาล จึงนำกิ้งกือมาทำความสะอาดแผล หรือบริเวณทำคลอดหลังจากทำคลอดแล้วพบว่าช่วยชะลอการบาดเจ็บหรือทำให้แผลต่างๆ ดีขึ้น ดังนั้นคณะวิจัยจุฬาฯ ก็จะทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ โดยจะขอทุนธุรกิจชีวภาพเพื่อเป็นประโยชน์ทางการแพทย์และธุรกิจชีวภาพต่อต่อไป
ทั้งนี้ปัจจุบันการศึกษากิ้งกือในประเทศไทยประมาณการว่ามีทั้งหมดมากกว่า 500 ชนิด ซึ่งการพยายามในการศึกษาวิจัยความหลากหลายของกิ้งกือไทยได้ดำเนินการมาเกือบครึ่งทางจากความพยายามของคณะวิจัยจากหน่วยปฏิบัติการซิสเทแมติกส์ของสัตว์ ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ โดยที่ผ่านมามีการลงภาคสนามเก็บรวบรวมตัวอย่างสิ่งมีชีวิตทั่วประเทศไทยและประเทศใกล้เคียงในอาเซียน ได้แก่ ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย บูรไน เมียนมาร์ และญี่ปุ่น ตัวอย่างทั้งหมดได้เก็บรวบรวมไว้ตามมาตรฐานของตัวอย่างอ้างอิง ณ พิพิธภัณฑสถานธรรมชาติวิทยาแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสิ่งมีชีวิตที่มีการค้นพบว่าเป็นชนิดใหม่ที่มีรายงานครั้งแรกของโลก ได้ตีพิมพ์เผยแพร่แล้ว

นายสมศักดิ์ กล่าวอีกว่า การค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพจากความรู้พื้นฐานสู่การประยุกต์ สู่ธุรกิจสตาร์ทอัพ ได้รับความสนใจเพิ่มมากขึ้นทั้งโลก และกลุ่มกิ้งกือยังมีมิติที่รอคอยการศึกษาวิจัยอยู่อีกหลายแง่มุม เช่น การสร้างสารป้องกันตัวที่มีโครงสร้างทางเคมีเฉพาะไว้ทำหน้าที่ได้หลากหลาย

ซึ่งจะเป็นทางเลือกในการนำมาใช้ประยุกต์ทางการแพทย์ การเกษตรและที่สำคัญเป็นการศึกษาวิจัยที่ถือเป็นองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศ ทรัพยากรทางชีวภาพ และการยกระดับธุรกิจชีวภาพของไทย ขณะนี้มีการสนับนสนุนอนุกรมวิธานไส้เดือน-กิ้งกือในประเทศไทยและประเทศใกล้เคียง โดยได้รับการตีพิมพ์ค้นพบเป็นฐานข้อมูลที่สำคัญของการศึกษากิ้งกือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และการใช้ประโยชน์ต่อยอดองค์ความรู้อย่างยั่งยืน

แนะผู้สูงอายุฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ลดเสียชีวิต-ภาวะแทรกซ้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/372753

แนะผู้สูงอายุฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ลดเสียชีวิต-ภาวะแทรกซ้อน

วันที่ 23 พฤษภาคม 2562

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

แม้จะมีรายงานว่าการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สามารถป้องกันการป่วยได้ 38% แต่ในกลุ่มผู้สูงอายุ 60-65 ปี และกลุ่มที่มีภาวะเสี่ยงยังคงมีความจำเป็นเนื่องจากวัคซีนสามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ลดการเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากปอดบวมและลดการเสียชีวิตได้ นอกจากนี้คนรอบข้างก็ควรตระหนักในเรื่องนี้เช่นกัน

ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร กรรมการบริหาร ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานแถลงข่าว ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เรื่อง “สังคมผู้สูงอายุ : วัคซีนที่ต้องฉีด” ว่าคนมักเข้าใจผิดว่าวัคซีนสำหรับเด็กเท่านั้น แต่ความเป็นจริงวัคซีนยังจำเป็นสำหรับผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ เนื่องจากภูมิคุ้มกันที่เกิดจากการฉีดวัคซีนในวัยเด็กลดลง ซึ่งวัคซีนสามารถลดการติดเชื้อ ลดการนอนโรงพยาบาล และโรคติดเชื้ออาจมีอาการรุนแรงขึ้นหากไม่ฉีดวัคซีนโดยเฉพาะคนที่มีโรคประจำตัว

ศ.นพ.ธีระพงษ์ ตัณฑวิเชียร

สำหรับวัคซีนที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุ 60-65 ปี ได้แก่ วัคซีนไข้หวัดใหญ่ ซึ่งเป็นโรคที่มีความสำคัญและพบเป็นสาเหตุที่ต้องเข้าโรงพยาบาลหรือป่วยหนัก ทำให้เกิดความพิการหรือเสียชีวิต ปัจจุบันมีการให้บริการฉีดฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย สำหรับผู้สูงอายุและกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หอบหืด ถุงลมปอดโป่งพอง โรคหัวใจ โรคไตวายเรื้อรัง และผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน และหญิงตั้งครรภ์กว่า 3.5 ล้านโดส และจะเพิ่มเป็น 6 ล้านโดสในปีถัดไป

รวมถึง วัคซีนป้องกันนิวโมคอคคัส ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรียตัวการทำให้อาการป่วยหนักขึ้น บางรายถึงขั้นติดเชื้อในกระแสโลหิตหรือเสียชีวิต ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันปอดบวมจากการติดเชื้อนิวโมคอคคัส แต่ประเทศไทยยังไม่มีให้บริการฟรี เนื่องจากราคาสูงราว 1,000–2,000 บาท นอกจากนี้การฉีดวัคซีนป้องกันบาดทะยัก คอตีบ วัคซีนป้องกันงูสวัด กระตุ้นทุก 10 ปี ก็มีความสำคัญเช่นกัน

ศ.นพ.ธีระพงษ์ กล่าวว่า “โรคไข้หวัดใหญ่ในประเทศไทยพบผู้ป่วยเพิ่มสูงขึ้นในช่วงหน้าฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคม-ตุลาคม ขณะที่ฝั่งยุโรปจะพบผู้ป่วยมากในช่วงหน้าหนาว เกิดจากเชื้อไวรัสติดต่อโดยการหายใจหรือการสัมผัสสิ่งของที่ปนเปื้อนเชื้อ โดยทั่วไปอาการไม่รุนแรงและหายได้เอง แต่ผู้สูงอายุ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง อาจมีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อน การป้องกันการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ทำได้โดยการรักษาอนามัยส่วนบุคคล การล้างมือและการฉีดวัคซีน ซึ่งสามารถป้องกันการเกิดภาวะแทรกซ้อน ลดการเข้ารับรักษาตัวในโรงพยาบาลเนื่องจากปอดบวมและลดการเสียชีวิตได้ แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่โดยฉีดเข้ากล้ามบริเวณต้นแขนปีละ 1 ครั้ง”

 ป้องกันได้ 38% ดีกว่าไม่ฉีดเลย
แม้สหรัฐอเมริกาจะระบุว่าการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ สามารถป้องกันการป่วยจากไข้หวัดใหญ่ได้ 38% ป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (H3N3) 22% ป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (H1N1 pdm09) 62% และป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B 50% อย่างไรก็ตาม จากการคำนวณทางระบาดวิทยา พบว่าการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในชาวอเมริกัน สามารถป้องกันการป่วยจากไข้หวัดใหญ่ได้ถึง 7.1 ล้านคน ป้องกันการป่วยจากไข้หวัดใหญ่ที่ต้องพบแพทย์ 3.7 ล้านคน ป้องกันการป่วยจากไข้หวัดใหญ่ที่ต้องนอนโรงพยาบาล 1.09 แสนคน และสามารถป้องกันการเสียชีวิตจากไข้หวัดใหญ่ได้กว่า 8,000 คน

  คนในครอบครัวอย่าชะล่าใจ
ทั้งนี้จากรายงานสถานการณ์ผู้ป่วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่เป็นกลุ่มก้อน โดยสำนักระบาดวิทยา จำแนกตามสถานที่ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม–30 เมษายน 2562 พบว่า สถานที่ที่พบผู้ป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่มากที่สุด ได้แก่ โรงเรียน รองลงมาคือ เรือนจำ โรงพยาบาล ค่ายฝึกตำรวจและค่ายทหาร ตามลำดับ ขณะเดียวกันจากรายงานในปี 2552 พบผู้ป่วยที่มีการติดเชื้อปอดบวมในประเทศไทย 200–250 คนต่อแสนประชากร ส่วนใหญ่เป็นเด็กเล็กอายุระหว่าง 0–4 ปี แต่อัตราการเสียชีวิตของผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไปกลับสูงมากกว่า

สะท้อนให้เห็นว่าแม้ผู้สูงอายุบางรายจะอยู่แค่ในบ้าน แต่ก็ไม่ปลอดภัยและห่างไกลโรคไข้หวัดใหญ่ ดังนั้นบุคคลซึ่งใกล้ชิดกับผู้สูงอายุหรือกลุ่มผู้มีปัจจัยเสี่ยงสูง เช่น ผู้ดูแลผู้สูงอายุ จึงต้องให้ความสำคัญกับการฉีดวัคซีนด้วย เพราะมีโอกาสแพร่เชื้อให้ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงเมื่อตนเองป่วย โดยเฉพาะผู้ดูแลที่เป็นแรงงานต่างด้าว อาทิ ประเทศลาว ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการระบาดของโรคคอตีบ และประเทศพม่า พบเชื้อวัณโรคดื้อยาสูง โดยเฉพาะในพื้นที่กาญจนบุรี เนื่องจากการให้วัคซีนแรกเกิดของพม่ากับลาวยังไม่เพียงพอ

 แพทย์ควรให้คำแนะนำ
ศ.นพ.ธีระพงษ์ กล่าวว่า ประเทศไทยพบว่ายังมีผู้สูงอายุที่ไม่ได้ฉีดวัคซีนอยู่เป็นจำนวนมาก สาเหตุหลักคือห่างไกลโรงพยาบาลและแพทย์ไม่แนะนำให้ฉีด รวมถึงประชาชนยังไม่รู้ถึงประโยชน์ในการฉีดวัคซีน และมีความกังวลว่าการฉีดวัคซีนอาจมีผลข้างเคียง แต่ในความเป็นจริงผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีนไม่รุนแรงและมักเป็นอาการเฉพาะที่เช่น ปวด บวม แดง บริเวณที่ฉีด หรือมีไข้ และหายได้ภายใน 2-3 วัน ดังนั้นการให้ความรู้เรื่องการดูแลสุขภาพในผู้สูงอายุและการป้องกันโดยการฉีดวัคซีนจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดการทนทุกข์ทรมานต่อความเจ็บป่วย และลดภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล

ที่ผ่านมาราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย และ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทยได้จัดทำ “แนวทางการให้วัคซีนในผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ” เพื่อเผยแพร่ความรู้และสร้างความเข้าใจให้แพทย์และประชาชนเกี่ยวกับการฉีดวัคซีนในผู้สูงอายุและผู้ที่มีโรคเรื้อรังอย่างถูกต้องและเหมาะสม เพื่อสร้างความตระหนักในการดูแลเอาใจใส่ผู้ป่วยและผู้สูงอายุผู้ในครอบครัวในด้านการป้องกันโรคและผลักดันภาครัฐ สังคม และเอกชน ให้เห็นความสำคัญในการสนับสนุนการให้วัคซีนแก่ผู้สูงอายุมาอย่างสม่ำเสมอ

ล่าสุดสถานเสาวภา สภากาชาดไทย มีการจัดทำโปรแกรม “สถานเสาวภา” เพื่อให้แพทย์และประชาชนทั่วไปสามารถรับรู้ถึงวัคซีนที่จำเป็นสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคเรื้อรังที่ควรได้รับการฉีดตามคำแนะนำดังกล่าวเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งสามารถเข้าใช้ได้โปรแกรมได้โดยผ่านทาง QR Code หรือ http:medschedule.md.chula.ac.th/vaccine โดยปัจจุบันมีจำนวนดาวน์โหลดแล้วมากกว่า 1 หมื่นดาวน์โหลด

แพทย์เตือนใช้กัญชาให้ถูกวิธี แยกแคนนาบินอยด์จากเสพกัญชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/372578

แพทย์เตือนใช้กัญชาให้ถูกวิธี แยกแคนนาบินอยด์จากเสพกัญชา

วันที่ 22 พฤษภาคม 2562

โดย…  -ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

จากข้อมูลพื้นฐานของกัญชาซึ่งมีสารเป็นร้อยชนิด แต่ที่นิยมใช้เยอะที่สุด ได้แก่ กลุ่มสารแคนนาบินอยด์ (cannabinoid) และนิยมใช้ทางการแพทย์ 2 ชนิด คือ THC และ CBD ดังนั้นควรแยกมองถึงสรรพคุณ การนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าเหมารวมคำว่า “กัญชา” เนื่องจากกัญชามีปริมาณสารแตกต่างกัน ดังนั้นควรนำไปใช้อย่างถูกวิธีพร้อมศึกษาผลข้างเคียงเพื่อความปลอดภัย

วานนี้ (21 พ.ค.) ผศ.นพ.สหภูมิ ศรีสุมะ กรรมการบริหาร ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย กล่าวในงานแถลงข่าว ราชวิทยาลัยอายุรแพทย์แห่งประเทศไทย เรื่อง “สังคมไทย : ทางไปของกัญชา” ว่าในปี 2560 ตลาดกัญชากรุงวอชิงตันมีเม็ดเงินสะพัดกว่า 1,300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่รัฐโคโลราโด สะพัดกว่า 1,508 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ตามแม้กัญชาจะสร้างรายได้แต่ยังมีประเด็นอื่นๆ ที่ต้องนึกถึง ทั้งความปลอดภัยบนท้องถนน ความปลอดภัยของผู้ไม่เสพ และการตรวจคัดกรองคนทำงาน

จากข้อมูลของรัฐโคโลราโดหลังการประกาศใช้กัญชาทางการแพทย์และเสรีกัญชา พบว่าผู้ที่เสพติดกัญชาเพิ่มขึ้น ผู้ที่เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ที่ตรวจพบสารกลุ่มแคนนาบินอยด์มากขึ้น ผู้ที่ทำร้ายตนเองที่ตรวจพบสารกลุ่มแคนนาบินอยด์มากขึ้น และพบว่ามีอัตราการนอนโรงพยาบาลจากภาวะที่เกี่ยวข้องกับกัญชามากขึ้น ในรัฐอื่นๆ ในสหรัฐอเมริการที่อนุญาตใช้แคนนาบินอยด์ทางการแพทย์ บางรัฐมีการจำกัดปริมาณ THC ให้ต่ำและ CBD ให้สูง ขณะที่รัฐที่เปิดเสรีกัญชามีการควบคุมระดับ THC ในผลิตภัณฑ์และมีการติดตามและจำกัดปริมาณการซื้อผลิตภัณฑ์ต่อคน

ผศ.นพ.สหภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า หลายคนได้ยินว่าองค์การอนามัยโลก (WHO) เสนอสหประชาชาติ (UN) เรื่องกัญชามีประโยชน์ทางการแพทย์ แต่ความจริงต้องมาดูรายละเอียดแยกเป็นข้อๆ คือให้กัญชาเป็นยาเสพติดกลุ่มที่ 1 (ระดับเดียวกับมอร์ฟีน), ให้สาร THC เป็นยาเสพติดกลุ่มที่ 1 (ระดับเดียวกับมอร์ฟีน), หากผลิตภัณฑ์ CBD ที่แทบไม่เหลือ THC (<0.2%) ให้พ้นการควบคุมแบบยาเสพติด และสำหรับผลิตภัณฑ์หรือสารสกัดแบบอื่นๆ ที่มีสารอื่นนอกเหนือจาก CBD แต่ไม่มี THC (<0.2%) ควรให้เป็นสารเสพติดกลุ่มที่ 3 ดังนั้นผลิตภัณฑ์จะถูกควบคุมระดับใดต้องดูตามสารที่อยู่ในผลิตภัณฑ์นั้นๆ หากเป็นสกัดกัญชาแล้วได้ THC ก็ยังเป็นยาเสพติด

“จากข้อมูลพื้นฐานของกัญชาซึ่งมีสารเป็นร้อยชนิดแต่ที่นิยมใช้เยอะที่สุดได้แก่ กลุ่มสารแคนนาบินอยด์ และนิยมใช้ทางการแพทย์ 2 ชนิด คือ THC และ CBD ดังนั้นควรแยกมองถึงสรรพคุณ การนำมาใช้ประโยชน์มากกว่าเหมารวมคำว่า “กัญชา” เนื่องจากกัญชามีปริมาณสารแตกต่างกัน”

สำหรับ Tetrahydrocannabinol (THC) หากใช้ในขนาดที่เหมาะสมจะมีผลในการลดปวด ลดการเกร็งของกล้ามเนื้อ ลดอาการคลื่นไส้ แต่หากได้รับในขนาดสูงจะทำให้มีอาการเมาเคลิ้ม ใจสั่น หน้ามืด เห็นภาพหลอน รบกวนการรับรู้การตัดสินใจและความจำ นอกจากนี้การใช้สาร THC ขนาดสูงสม่ำเสมอทำให้เกิดภาวะดื้อต่อสาร (tolerance) นำมาสู่การติดยาได้

ด้าน Cannabidiol (CBD) เป็นสารที่มีฤทธิ์ต้านอาการเมาเคลิ้มและอาการทางจิตของ THC มีการศึกษาใช้สาร CBD เพื่อควบคุมอาการชักและอาการปวด สาร CBD ยังไม่พบว่าทำให้เกิดการดื้อหรือติด ปัจจุบันองค์การอนามัยโลกได้จัดสาร THC เป็นสารเสพติดประเภทที่ 1 คือ มีโอกาสเสพติดได้ มีโอกาสนำไปใช้ในทางที่ผิด แต่มีประโยชน์ทางการแพทย์ ขณะที่จัดให้สาร CBD ไม่เป็นสารเสพติด สำหรับพืชกัญชายังนับว่าเป็นสารเสพติดประเภทที่ 1

ทั้งนี้การใช้ทางการแพทย์ที่มีหลักฐานสนับสนุนพอสมควร คือ สามารถลดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้รับยาเคมีบำบัด ลดอาการปวดในผู้ที่ปวดเรื้อรัง รักษาอาการเกร็งในโรคเอ็มเอส และโรคลมชัก ขณะที่การใช้ที่ปัจจุบันที่มีหลักฐานว่าไม่ได้ผลในการรักษาโรค ได้แก่ ภาวะสมองเสื่อม และต้อหิน ซึ่งสมาคมจักษุแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกาไม่แนะนำให้ใช้แคนนาบินอยด์ เนื่องจากการจะลดความดันตา 3–5 มม.ปรอท จะต้องบริโภค THC ปริมาณสูงถึง 18–20 มก./ครั้ง ซ้ำทุก 3-4 ชั่วโมง ขณะที่สาร CBD มีฤทธิ์เพิ่มความดันตา และสารละลายไขมันทำให้ตาระคายเคืองและเปลือกตาไหม้ได้

จากการศึกษาผลของกัญชาที่เกี่ยวข้องในมนุษย์ พบผลข้างเคียงทำให้เกิดโรคทางจิตเพิ่มขึ้น 3.9 เท่า การลงมือฆ่าตัวตาย 2.5 เท่า การติดกัญชาในวัยเรียน 17% เกิดปัญหาการเรียนรู้ สมาธิ และความจำ สมองฝ่อ เนื่องจากเนื้อสมองเล็กลงเมื่อใช้กัญชาในเวลานาน เส้นเลือดในสมองตีบ ถุงลมโป่งพอง หัวใจเต้นผิดจังหวะ สัมพันธ์กับมะเร็งอัณฑะ และเพิ่มความเสี่ยงหัวใจขาดเลือดทั้งฉับพลันและเรื้อรัง

ทั้งนี้ในกลุ่มที่ใช้ปริมาณมากทำให้เกิดภาวะคลื่นไส้อาเจียนรุนแรงจนเกิดภาวะแทรกซ้อน หลอดอาหารฉีกขาด ไตวาย ขาดน้ำรุนแรง เกลือแร่ผิดปกติรุนแรง หัวใจเต้นผิดจังหวะ และเสียชีวิตได้

ผศ.นพ.สหภูมิ กล่าวเพิ่มเติมว่า การผลิตเป็นยาจึงต่างจากการผลิตเพื่อเสพ ต้องมีมาตรฐานทุกลอตเท่ากัน ต้องมีการตรวจตัวยาและวัตถุดิบไม่ให้มีเจือปน ทั้งสารปราบศัตรูพืช สารละลายอื่นๆ โลหะหนัก เชื้อโรค รา แบคทีเรีย และพิษที่สร้างจากเชื้อโรค รวมถึงวัตถุเจอปน เช่น ผม ขน เล็บ แมลง อุจจาระ และปฏิกูลอื่นๆ

ในประเทศออสเตรเลีย ซึ่งมีการใช้กัญชาทางการแพทย์ก็ยังมีข้อบ่งชี้ 5 ข้อ โดยจะใช้ได้เมื่อการรักษาไม่ได้ผลเท่านั้น ได้แก่ 1.การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายของชีวิต 2.อาการคลื่นไส้อาเจียน จากการรับยาเคมีบำบัด 3.อาการปวดเรื้อรัง 4. โรคเอ็มเอส และ 5.โรคลมชัก ขณะที่ทั่วโลกบอกว่า “แคนนาบินอยด์เป็นยาแก้ปวด แก้คลื่นไส้ รักษาลมชัก ไม่ใช่ยารักษามะเร็ง”

สำหรับในประเทศไทยข้อบ่งชี้ตามกรมการแพทย์ในการใช้กัญชารักษาโรค มีทั้งหมด 4 ข้อ คือ จะใช้ได้เมื่อการรักษาไม่ได้ผลเท่านั้น ไม่ใช่ยาเริ่มต้น ได้แก่ 1.อาการคลื่นไส้อาเจียนจากการรับยาเคมีบำบัด 2.อาการปวดประสาท 3.กล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยโรคเอ็มเอส และ 4.โรคลมชักดื้อยา ในส่วนของโรคที่ข้อมูลสนับสนุนจำกัดต้องปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนใช้ โดยมีเป้าหมายคือบรรเทาอาการเท่านั้น ได้แก่ การดูแลผู้ป่วยแบบประคับประคอง มะเร็งระยะสุดท้าย พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ โรควิตกกังวล และโรคปลอกประสาทอักเสบ

นอกจากนี้กรมการแพทย์ยังระบุข้อห้ามใช้ผลิตภัณฑ์ THC ในกลุ่มที่มีประวัติแพ้สาร โรคหัวใจ โรคหลอดเลือด โรคปอด หรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจ เคยเป็นโรคจิตมาก่อน หรือมีอาการทางโรคอารมณ์แปรปรวน วิตกกังวล รวมถึงหญิงมีครรภ์ ให้นมบุตร สตรีผู้ไม่ได้คุมกำเนิด หรือวางแผนจะมีบุตร ดังนั้น สารแคนนาบินอยด์มีทั้งประโยชน์และโทษ ควรเลือกศึกษาสารและขนาดให้ถูกต้อง และควรแยกคำว่า     “การใช้ยาแคนนาบินอยด์ทางการแพทย์ จากการเสพกัญชา” ผศ.นพ.สหภูมิ กล่าวทิ้งท้าย

ทำไม??ต้องเดินเพื่อผู้ป่วย ไปหาคำตอบกับ เดชา ศิริภัทร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/372394

ทำไม??ต้องเดินเพื่อผู้ป่วย ไปหาคำตอบกับ เดชา ศิริภัทร

วันที่ 21 พฤษภาคม 2562

โดย…  -หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

“ทำไมผมต้องเดิน 20 วัน 265 กิโลเมตร จาก จ.พิจิตร มา จ.สุพรรณบุรี คำตอบง่ายๆ เพราะว่าผมวิ่งไม่ไหว แก่แล้ว อายุ 71 แล้ว ก็เลยต้องเดิน เดินเพื่ออะไร คำตอบก็คือเดินเพื่อจะสื่อสารกับคนทั้งประเทศให้รับรู้ว่ากัญชาใช้รักษาโรคได้นะ และให้มาร่วมลงชื่ออย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้แก้กฎหมายให้เอากัญชาออกจากยาเสพติด เอากัญชามารักษาโรคได้” เดชา ศิริภัทร พูดถึงการเดินรณรงค์

การเดินในครั้งนี้ “ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ” บอกว่าจะมีเครือข่ายต่างๆ มาร่วมเดิน เป็นต้นว่า 1.มูลนิธิข้าวขวัญ 2.มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ 3.มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) 4.มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย) 5.มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค 6.มูลนิธิสุขภาพไทย 7.มหาวิทยาลัยรังสิต 8.เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ 9.ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) 10.เครือข่ายผู้ป่วย (Healthy Forum11) 11.เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก โดยจะเริ่มในวันนี้ 21 พฤษภาคม-9 มิถุนายน จากวัดป่าวชิรโพธิญาณ จ.พิจิตร ถึงวัดบางปลาหมอ จ.สุพรรณบุรี เดินวันละ 2 ช่วง ตั้งแต่ช่วงเช้า 06.00-10.00 น. และช่วงบ่าย 15.00-18.00 น.

จุดประสงค์หลักๆ เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้กัญชาในการรักษาโรคได้อย่างต่อเนื่อง เปิดเสรีกัญชารักษาโรค และปลดกัญชาออกจาบัญชียาเสพติดให้โทษประเภทที่ 5 เพื่อมาใช้สำหรับการรักษาโรค อีกอย่างก็คือเดินเพื่อระดมเงินมาทำยา เหมือนกับที่พี่ตูนวิ่งเพื่อระดมทุนไปสร้างโรงพยาบาลได้ เราก็จะระดมเงินไปทำยาได้เช่นเดียวกัน

โดยวันแรกจะเริ่มต้นจากวัดป่าวชิรโพธิญาณ อ.โพทะเล จ.พิจิตร – วัดบ้านหนองบัว อ.โพทะเล – วัดโพธิ์ไทรงาม อ.บึงนาราง จ.พิจิตร รวมระยะทาง 15 กิโลเมตร โดยคาดว่าในแต่ละวัน​ จะมีคนเดินประจำ​รวมกับทีมงาน ราว 100​ คน และประชาชนที่มาสมทบเป็นรายวัน​ คาดว่าบางวันอาจมีมากถึง ​ 300​ คน รวมทั้งจะมีการเสวนาวิชาการและแลกเปลี่ยนประสบการณ์การใช้น้ำมันกัญชา

เวลา 13.00-15.00 น. จะมีเสวนา สิทธิและความสำคัญของการเข้าถึงยากัญชา ณ วัดบ้านหนองบัว อ.โพทะเล จ.พิจิตร โดย ดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรังสิต, อ.เดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ, พล.ร.อ.ชาญชัย เจริญสุวรรณ นายกสภาการแพทย์แผนไทย, สายชล ศรทัตต์ เครือข่ายผู้ป่วยเรื้อรังและประธานเครือข่ายเพื่อนมะเร็ง

 

วันที่ 1 มิถุนายน เรื่องความก้าวหน้าการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ ณ วัดโคกพระ อ.เมือง จ.สิงห์บุรี เวลา 16.30-18.30 น. โดย ผศ.นพ.ดร.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น, ผศ.ภญ.ดร.รุ่งเพ็ชร สกุลบำรุงศิลป์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผศ.ภก.ดร.ธนภัทร ทรงศักดิ์ คณบดีคณะเภสัชศาสตร์ ม.รังสิต, ภก.ดร.ยงศักดิ์ ตันติปิฎก หัวหน้าหน่วยวิจัยระบบภูมิปัญญาสุขภาพ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการการประกอบโรคศิลปะ กรรมการมูลนิธิหมอชาวบ้าน และมูลนิธิสุขภาพไทย

เรื่อง ประสบการณ์ผู้ป่วย 5 โรคสำคัญ กับน้ำมันเดชา ณ วัดสัปรสเทศ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี วันที่ 7 มิถุนายน เวลา 16.30-18.30 น. โดยผู้ป่วยที่ใช้น้ำมันกัญชาเดชา ประพจน์ ภู่ทองคำ และเรื่องนโยบายและกฎหมายเพื่อกัญชาทางการแพทย์ ณ ศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี วันที่ 8 มิถุนายน เวลา 13.00-15.00 น. โดย ศ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, ผศ.ภญ.ดร.นิยดา เกียรติยิ่งอังศุลี ผู้จัดการศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และทุกจุดแวะพักจะมีการเสวนาอย่างไม่เป็นทางการเกี่ยวกับประสบการณ์การใช้กัญชารักษาโรค เวลา 17.00-18.30 น. ทุกวัน

“หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมผมต้องทำ ก็อยากจะบอกว่าผมอยากสะสมบุญไปใช้ในภพหน้า อยากทำความดีให้แก่เพื่อนมนุษย์ ช่วยให้เขาพ้นทุกข์ พูดง่ายๆ ในเมื่อเรารู้ว่าอะไรที่จะช่วยผู้ป่วยมะเร็งได้ก็อยากทำการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์คือสิ่งที่ได้บุญกุศลมากที่สุด ผมเลยเลือกทำในสิ่งนี้ หากว่าเอากัญชาออกจากยาเสพติดแล้ว ให้ประชาชนเข้าถึงและนำมาใช้ทางการแพทย์ ในอนาคตถ้ารัฐบาลมีความเป็นห่วงในการใช้กัญชาของประชาชนก็เขียนบทเฉพาะกาลควบคุมได้ เพราะถ้าไม่เอาออกจากยาเสพติดแล้วมันจะทำอย่างอื่นยาก เพราะทุกอย่างจะผิดไปหมด” ชายวัย 71 กล่าว

เดชา เล่าว่า แม่ของเขาเป็นมะเร็งที่ลำไส้ใหญ่ เคยตัดออกไปจนหาย 3 ปีผ่านไป ตรวจพบมะเร็งตับขั้นที่ 4 ต้องให้คีโม แต่แม่ไม่ยอมคีโมเพราะคิดว่าคงไม่เกิน 2 เดือน และใช้สมุนไพรช่วยระงับความเจ็บปวดและจากไปอย่างสงบ จึงได้เริ่มต้นศึกษากัญชาอย่างจริงจัง ทั้งทางวิทยาศาสตร์และตำราจากพระที่มีฌาน และลองน้ำมันกัญชารักษาผู้ป่วยมะเร็งเป็นเวลา 6 เดือน เมื่อตรวจค่ามะเร็งปรากฏว่าไม่พบ จึงมั่นใจว่าถ้าเป็นมะเร็งมีโอกาสหายได้ถ้าใช้น้ำมันกัญชา

“ผมสกัดจากดอก จึงได้น้ำมันออกมา เพื่อเห็นประโยชน์ไม่อยากเก็บไว้คนเดียว จึงบอกญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง ลูกศิษย์ และแจกให้คนไปลองใช้ ซึ่งได้ผลและรู้สึกว่า ถ้ามันดีจริงๆ ควรจะให้ประโยชน์แก่คนอื่นด้วย จึงให้วัดป่าวชิรโพธิญาณเป็นผู้แจกเมื่อปี 2561 เป็นการทำบุญ และการเดินครั้งนี้ก็จะเป็นการบอกแก่ผู้ป่วย ญาติผู้ป่วยและคนที่สนใจอยากให้คนรับรู้สิ่งจริงๆ เหมือนที่เราเจอ ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล และตัดสินใจว่าอะไรน่าจะดีสำหรับเขา” ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าว

ทั้งนี้ โรคมะเร็งไม่ได้หายได้จากการใช้ยาอย่างเดียว ที่สำคัญที่สุดต้องทำยาให้ถูกต้องที่สุดในแต่ละคน ต้องดูตามอาการของไข้ และการกิน ต้องเหมาะสม ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป หลักสำคัญคือต้องกินในปริมาณที่น้อยๆ ค่อยเพิ่มไปตามอาการของคนไข้ ที่สำคัญอย่ากิินให้เมาเป็นอันขาด ถ้าเมาแล้วจะไม่ได้เป็นยา จะไม่ใช่เป็นการรักษาโรค การทำให้ “กัญชา” ถูกกฎหมายจะช่วยให้ควบคุมได้

ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ กล่าวว่า ยอดผู้ป่วยแจ้งความจำนงขอรับน้ำมันกัญชา ณ วันที่ 15  พฤษภาคม ที่ผ่านมา มีจำนวนเกิน 20,000 คนแล้ว ไม่นับผู้ป่วยอีกมากมายที่ไม่สามารถประเมินได้ที่กำลังหลั่งไหลมาแสดงความจำนงเพิ่มเติม โดยล่าสุด มูลนิธิข้าวขวัญได้ประกาศปิดรับการสมัครผ่านออนไลน์แล้ว เนื่องจากไม่สามารถรับมือกับผู้แสดงความจำนงจำนวนมากได้ ซึ่งหากว่าได้รับอนุญาตให้ทำน้ำมันกัญชาแจกผู้ป่วยได้ตามกำลังการผลิตก็ได้ไม่เกิน 10,000 ขวด และหากว่ามีความต้องการมากขึ้นกว่านี้จะดำเนินการอย่างไรเรื่องนี้หน่วยงานภาครัฐต้องเป็นผู้ให้คำตอบแก่ภาคประชาชน

“ลำปางโมเดล”ป้องกันท้องไม่พร้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/372274

“ลำปางโมเดล”ป้องกันท้องไม่พร้อม

วันที่ 20 พฤษภาคม 2562

รายงาน …

ในปี 2560 จ.ลำปาง เป็น 1 ใน 3 จังหวัดที่มีอัตราการคลอดของหญิงอายุ 15-19 ปี หรือช่วงวัยรุ่นต่ำกว่า 25 ต่อวัยรุ่นหญิง 15-19 ปี 1,000 คน เช่นเดียวกับ จ.ลำพูน และแพร่ ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันของหน่วยงานต่างๆ ภายในจังหวัดแบบองค์รวม ส่งผลให้มีการดูแลเด็กเยาวชนทุกมิติ โดยมี “กลุ่มเพื่อนเพื่อเด็กและเยาวชน” ทำหน้าที่เชื่อมประสานความร่วมมือ ภายใต้การได้รับสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ตั้งแต่ปี 2557

เมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพ (สำนัก 2) สสส.ได้ลงพื้นติดตามหนุนเสริมการทำงานในพื้นที่ จ.ลำปาง ซึ่งจุดเด่นการดำเนินเรื่องการป้องกัันและแก้ไขท้องไม่พร้อมของ จ.ลำปาง อยู่ที่การมีองค์กรสาธารณะประโยชน์ คือ กลุ่มเพื่อนเพื่อเด็กฯ ทำหน้าที่ในการเชื่อมประสานทุกหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่ในการดำเนินการเรื่องนี้ เข้ามาทำงานร่วมกันอย่างเป็นองค์รวม ทั้งภาคประชาสังคม องค์กรปกครองส่วนท้องถิิ่น (อปท.) สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) หน่วยบริการทางการแพทย์ หน่วยงานการศึกษา หน่วยงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และหน่วยงานราชการ รวมถึงภาคีอื่นๆ จึงทำให้การดูแลเด็กเยาวชนครอบคลุมแทบจะทุกมิติ

นางเบญญา เอมาวัฒน์ 

​น.ส.เบญญา เอมาวัฒน์ ประธานกลุ่มเพื่อนเพื่อเด็กและเยาวชน บอกว่าการทำงานของกลุ่มจะยึดโยงตามภารกิจ 9 ด้าน คือ 1.กลไกประสานภาคี 2.พัฒนาทักษะพ่อแม่ในการสื่อสารกับลูก 3.กลไกสนับสนุนให้ทุกโรงเรียนสอนเพศศึกษารอบด้าน 4.ทำงานเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ 5.รณรงค์สื่อสารกับวัยรุ่น 6.บริการที่เป็นมิตรกับวัยรุ่น เช่น การเข้าถึงอุปกรณ์คุมกำเนิด การดูแลแม่วัยรุ่น 7.ระบบช่วยเหลือส่งต่อด้านจิตสังคมเพื่อช่วยวัยรุ่นที่ประสบปัญหา 8.องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเยาวชน และ 9.พัฒนาระบบข้อมูล โดยระยะแรกดำเนินการใน 3 อำเภอ คือ อ.เมือง อ.ห้างฉัตร และอ.เกาะคา

การขับเคลื่อนเรื่องนี้จึงมีตั้งแต่กิจกรรมที่จัดโดยตรงกับตัวเด็กและเยาวชนเอง เป็นการเน้นการให้ความรู้เกี่ยวกับการมีเพศสัมพัันธ์ที่ปลอดภัยการสอนเพศวิถีศึกษาในโรงเรียน การจัดพื้นที่สร้างสรรค์ให้เด็กและวัยรุ่นทำกิจกรรม ส่วนของพ่อแม่ ผู้ปกครองมีการส่งเสริมบทบาทครอบครัวและสื่อสารด้านสุขภาวะทางเพศของวัยรุ่น การพัฒนาวิทยากรนำร่องเรื่องพัฒนาทักษะการสื่อสารให้ผู้ปกครอง ผ่านหลักสูตรพ่อแม่ที่เน้นการสื่อสารเชิงบวกกับเด็กเยาวชน

เมื่อจำเป็นต้องเข้ารับบริการทางการแพทย์ มีการจัดสถานบริการที่เป็นมิตรต่อเยาวชน เช่น ที่โรงพยาบาลลำปางมีคลินิกมิตรวัยรุ่นและให้คำปรึกษา เด็กที่เข้ารับการปรึกษาที่นี่หากพบว่าตั้งครรภ์จะส่งเข้ารับการดูแลทางการแพทย์จนคลอด และรายที่สมัครใจจะฝังยาคุมกำเนิดป้องกันการตั้งครรภ์ซ้ำทุกรายรวมถึง มีสถานศึกษาที่เป็นมิตรและเข้าใจวัยรุ่นให้โอกาสเด็กที่เผชิญปัญหาตั้งครรภ์ระหว่างเรียนได้ศึกษาต่อไป โดยมีรูปแบบการช่วยเหลือ ไม่ต้องออกจากการเรียน

ผลที่เกิดขึ้นจากการเชื่อมประสานการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วนในพื้นที่ ทำให้การดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นจังหวัดลำปางประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง โดยมีอัตราการคลอดบุตรของหญิงอายุ 15-19 ปีต่อ 1,000 คน ลดลงเหลือ 19.7 ต่อพันประชากร หรือ 381 ราย จากจำนวนผู้หญิงอายุ 15-19 ปี รวม 19,324 รายในปี 2560 ซึ่งเป็นช่วงหลังสิ้นสุดโครงการ ขณะที่ก่อนเริ่มดำเนินงานตามโครงการอยู่ที่ 28 ต่อพันประชากร เป็นจังหวัดที่มีอัตราการคลอดของหญิงอายุ 15-19 ปีน้อยที่สุดของประเทศ

ขณะที่ ​ทพ.ศิริเกียรติ เหลียงกอบกิจ ผู้ช่วยผู้จัดการ สสส. กล่าวว่า จุดแข็งของลำปางคือมีองค์กรภาคประชาสังคม (NGOs) “กลุ่มเพื่อนเพื่อเด็กและเยาวชนจังหวัดลำปาง” เป็นกลไกเชื่อมประสาน การลงพื้นที่ครั้งนี้ช่วยให้เรารับทราบสถานการณ์และความก้าวหน้ารวมถึงอุปสรรคที่มีในพื้นที่ ทีมงานสสส.และผู้ทรงคุณวุฒิที่ร่วมลงพื้นที่ได้ให้ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาการทำงานในจุดติดขัดต่างๆ รวมถึงเป็นโอกาสที่จะนำประเด็นปัญหาเชิงระบบต่างๆ ที่ได้รับทราบ นำกลับไปหารือในส่วนกลางเพื่อหาแนวทางแก้ไขและสนับสนุนต่อไป ทั้งนี้พื้นที่ลำปางจะเป็นแหล่งเรียนรู้เพื่อขยายผลไปสู่พื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนการบรรลุเป้าหมายลดอัตราการคลอดของวัยรุ่นทั่วประเทศให้เหลือต่ำกว่า 25 ต่อ 1,000 ภายในปี 2569 ตามเป้าหมายในยุทธศาสตร์การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นระดับประเทศ

อย่าตัดอนาคตแค่คำว่า”หนูท้อง”หยุดวงจร…ตั้งครรภ์-คลอด-ทิ้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/372273

อย่าตัดอนาคตแค่คำว่า”หนูท้อง”หยุดวงจร…ตั้งครรภ์-คลอด-ทิ้ง

วันที่ 20 พฤษภาคม 2562

โดย…   พวงชมพู ประเสริฐ – qualitylife4444@gmail.com

ทันทีที่ลูกสาวเพียงคนเดียววัย 18 ปีเดินมาหาและพูดว่า “แม่ หนูมีอะไรจะบอก” สิ่งที่นางสา (นามสมมุติ) ผู้เป็นแม่นึกขึ้นในใจคือ “ไม่นะๆ” กระทั่งลูกสาวบอกว่า “แม่ หนูท้อง หนูขอโทษ” ​​ณ วินาทีนั้น “สา” ทำได้เพียงดึงลูกมากอดแนบอก ไม่มีคำพูดต่อว่าหรือดุด่าใดๆ จนผ่านไปนานจึงบอกกับลูกว่า “มาช่วยกันหางทางออกนะลูก” จากวันนั้นถึงวันนี้ผ่านมา 3 ปี ลูกสาวเรียนจบและมีงานทำ ขณะที่ “สา” ช่วยเลี้ยงดูหลานชายระหว่างที่ลูกไปเรียน

นางสา วัย 47 ปี ชาวบ้านนาก๋วมเหนือ อ.เมือง จ.ลำปาง เล่าย้อนอดีตระหว่างที่ผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ลงพื้นที่ติดตามเรื่องการตั้งครรภ์ไม่พร้อมพื้นที่ จ.ลำปางว่า ตัวเองเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวและเป็นอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมูบ้าน (อสม.) มีลูกสาว ที่ผ่านมาเข้าใจดีถึงเด็กวัยรุ่นที่จะต้องมีแฟนเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ จึงสอนลูกเสมอว่าหากมีแฟนก็จะต้องป้องกันด้วยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งที่มีเพศสัมพันธ์ จะช่วยป้องกันการตั้งครรภ์และโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เนื่องจากในใจลึกๆ หวั่นมาตลอดตั้งแต่ได้ดูโฆษณาตัวหนึ่งทางโทรทัศน์ที่ลูกสาวเดินมาบอก “แม่หนูท้อง” ก็บอกตัวเองว่า “อย่าให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง”

หลังวันที่ลูกสาวบอกว่าท้อง นางสา ​ได้ไปหารือเรื่องนี้กับพ่อแม่ของฝ่ายชายแต่ได้รับการปฏิเสธ แต่ยังดีที่ญาติผู้ใหญ่ของฝ่ายชายทราบเรื่องและบอกว่าจะรับผิดชอบ ลูกสาวของสาและผู้ชายจึงได้ผูกข้อมือกันตามประเพณีชาวเหนือเป็นพิธีเล็กๆ แต่ก็ไม่ได้ให้ลูกสาวไปอยู่กินฉันสามีภรรยากันแต่อย่างใด  สิ่งที่ นางสา ทำคือการไปปรึกษาครูที่สถาบันการศึกษาที่ลูกสาวเรียนอยู่ โชคดีที่ครูเข้าใจและบอกว่า “วิทยาลัยจะไม่ตัดอนาคตเด็กด้วยการให้เด็กออกจากเรียน หากเด็กสมัครใจที่อุ้มท้องมาเรียน ก็สามารถเรียนต่อได้”

ลูกสาวของสาจึงได้เรียนต่อในสถาบันการศึกษาเดิม โดยมีเพื่อนที่สนิทให้ความช่วยเหลือร่วมกับเพื่อนในกลุ่มผู้หญิงที่ตั้งครรภ์อีกราว 6-7 คน ที่คอยแนะนำในการดูแลครรภ์ระหว่างการเรียนกันและกัน ขณะที่เพื่อนๆ คนอื่นๆ ในวิทยาลัยก็เข้าใจ ไม่ได้มีท่าทีรังเกียจแต่อย่างใด จนกระทั่งถึงกำหนดคลอดทารกเป็นเพศชาย นางสาจึงทำหน้าที่เป็นยายเลี้ยงหลานชายในระหว่างที่แม่เด็กไปเรียนหนังสือ
“สิ่งที่มารู้ตอนหลังที่ลูกบอกคือ เขาคิดฆ่าตัวตายด้วยเมื่อรู้ว่าผู้ชายไม่รับผิดชอบ แต่เขาคิดถึงแม่ เขาจึงไม่ได้ทำแบบนั้น และตัดสินใจเดินเข้ามาบอกแม่ตรงๆ  อยากฝากถึงพ่อแม่ที่อาจจะต้องพบเจอกับเรื่องเช่นนี้ อย่าดุด่าลูกกับเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะจะยิ่งผลักเขาออกไปเผชิญกับปัญหาตามลำพัง สิ่งที่เราควรทำคือแสดงความรัก ความเข้าใจ ร่วมกันหาทางออกกับลูก และคอยชี้แนะแนวทางที่ถูกให้เขา ตอนนี้ลูกสาวเรียนจบระดับปวส.และมีงานทำเลี้ยงตัวเองและลูกได้แล้ว” นางสา กล่าว

นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร

ต่อเรื่องนี้ นพ.วิวัฒน์ โรจนพิทยากร ประธานอนุกรรมการที่ปรึกษาอิสระด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น แนะนำว่า สิ่งที่ยังไม่รู้ตอนนี้คือเด็กที่ตั้งครรภ์แล้วไปไหน เพราะส่วนใหญ่พบว่าต้องออกจากโรงเรียนเกือบทั้งหมด ทั้งที่เด็กมีิสิทธิ์ีที่จะได้เรียนต่อ โรงเรียนต้องไม่ให้เด็ออก เนื่องจากตามพ.ร.บ.การป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นพ.ศ.2559 กำหนดไว้ชัดเจนว่าสถานศึกษาจะต้องจัดรูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมให้นักเรียนกรณีที่เกิดการตั้งครรภ์ระหว่างเรียน โดยอาจจะให้เรียนในสถาบันการศึกษาเดิม หรือจัดหาสถาบันการศึกษาใหม่ให้เด็ก ทั้งนี้ขึ้นอยู่ความต้องการและสมัครใจของเด็กและผู้ปกครอง แต่หัวใจสำคัญคือต้องให้เด็กได้ศึกษาต่อไป
“ไม่ต้องกังวลว่าการให้เด็กที่ตั้งครรภ์ได้เรียนต่อในโรงเรียนเดิมแล้วจะเป็นการส่งเสริมให้เกิดการเลียนแบบ เพราะมีการศึกษาในต่างประเทศ พบว่าการให้เด็กนักเรียนที่ตั้งครรภ์ระหว่างเรียนได้เรียนต่อในโรงเรียนเดิม จะทำให้เพื่อนๆ มีปัญหาตั้งครรภ์น้อยลง เพราะรับรู้แล้วว่าถ้าปล่อยให้ท้องจะมีปัญหาตามมาแน่ๆ” นพ.วิวัฒน์กล่าว
นพ.วิวัฒน์ กล่าวอีกว่า ในกรณีที่ผู้ตั้งครรภ์มีความประสงค์ที่จะยุติการตั้งครรภ์ แพทย์สามารถให้บริการทางการแพทย์เรื่องนี้ได้โดยไม่ผิดกฎหมายอาญาหรือจรรยาบรรณทางการแพทย์ หากพบว่าการตั้งครรภ์ต่อไปนั้นส่งผลต่อสุขภาพของแม่ที่ตั้งครรภ์ไม่ว่าจะเป็นสุขภาพกายหรือสุขภาพจิต และปัจจุบันมียาที่แพทย์ในโรงพยายบาลสามารถสั่งจ่ายได้เพื่อยุติการตั้งครรภ์ตั้งแต่อายุน้อยๆ มีความปลอดภัยต่อผู้ที่ตั้งครรภ์ อยู่ในการสนับสนุนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อยู่แล้ว

นายไตรภพ เครือคำน้อย

ขณะที่ นายไตรภพ เครือคำน้อย ประธานชมรมทูบีนัมเบอร์วันเทศบาลนครลำปาง บอกว่า วิธีการหนึ่งที่ชมรมนำมาใช้ในการป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ คือ การให้เด็กเยาวชนเข้าถึงถุงยางอนามัย โดยชมรมจะมีการอบรมแกนนำนักเรียนในสถาบันการศึกษาต่างๆ แล้วมอบถุงยางอนามัยไว้ให้แแกนนำ เพื่อแจกให้เพื่อนๆ ในโรงเรียนซึ่งถุงยางอนามัยจะได้รับการสนับสนุนฟรีจากโรงพยาบาล เทศบาลหรือหน่ววยงานต่างๆ

“การที่ให้เด็กในโรงเรียนนั้นๆ รู้ว่าเขาสามารถมาขอถุงยางอนามัยจากเพื่อนที่เป็นแกนนำได้ จะทำให้เขากล้าที่จะมาขอเพราะเป็นการรู้กันเพียง 2 คน แต่หากให้เขาไปซื้อตามร้านสะดวกซื้อหรือแม้แต่การติดตั้งตู้ขายถุงยางอนามัยในโรงเรียน ก็คงจะทำให้เด็กส่วนน้อยที่จะกล้าไปซื้อ เพราะมันโจ่งแจ้งเกินไป ก็จะทำให้เขาไม่ถึงวิธีการป้องกันแบบนี้อยู่ดี อย่างไรก็ตาม การจะให้เพื่อนที่เป็นแกนนำพกถุงยางอนามัยนั้น ครูในโรงเรียนคือปัจจัยสำคัญที่จะต้องเข้าใจและไม่เพ่งเล็งว่าเด็กคนนั้นเป็นคนไม่ดีหรือส่งเสริมเพื่อนทางที่ผิด” นายไตรภพกล่าว

การป้องกันและช่วยเหลือเด็กเยาวชนที่ต้องเผชิญปัญหา “ท้องไม่พร้อม” อย่างเข้าใจ ย่อมมีทางเลือกเป็นทางออกหลายช่องทาง โดยไม่จำเป็นต้องให้ออกจากการศึกษา ซึ่งจะเป็นเหมือนการตัดอนาคตของเด็ก หรือผลักให้เด็กเผชิญปัญหาเพียงลำพัง จนนำมาสู่วังวันเดิมๆ ท้อง คลอด และทิ้งทารก

   การสื่อสารเชิงบวกกับวัยรุ่น
1.ใช้คำพูดที่ดีต่อกัน ไม่เอาแต่ดุว่า ประชดประชัน หรือตำหนิลูก
2.การบอกความรู้สึกที่แท้จริง   เช่น เป็นห่วง คิดถึง กังวล ไม่สบายใจ จะช่วยลดความเข้าใจผิดต่อกัน และสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้เข้มแข็ง อบอุ่น
3.ลดการกล่าวโทษและการสั่งการ คำพูดกล่าวโทษและคำสั่งมักใช้ไม่ได้ผลกับลูกวัยรุ่น วัยที่กำลังเชื่อมั่นในตัวเอง กำลังต้องการมีตัวตน และการยอมรับจากสังคม ควรพูดกับลูกในทางที่เข้าใจลูก ชี้แนะเสนอความคิดเห็น
4.ฟังลูกให้มากขึ้น ลองฟังมุมมองจากลูกบ้าง ลดการบ่น ฟังเหตุผลของลูกเพื่อที่จะเข้าใจ ไม่ด่วนสรุปคิดไปเอง และจะได้ชี้แนะแนวทางได้ตรงความต้องการของลูกมากขึ้นด้วย
ที่มา: กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

เปิดใจนร.ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/371998

เปิดใจนร.ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง”

วันที่ 17 พฤษภาคม 2562

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

การดูแลเด็กไม่ใช่เพียงให้เงิน หรือมอบทุนการศึกษาเพียงอย่างเดียว แต่ต้องติดตามให้เด็กนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ เพิ่มคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริง กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ประกาศผลการคัดเลือกนักเรียนที่ได้รับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงปีการศึกษา 2562 จำนวน 2,107 คน แบ่งเป็นสูงทุน ปวช. ต่อเนื่อง ปวส. 947 คน ทุน ปวส. จำนวน 1,160 คน สถานศึกษาสายอาชีพ 36 แห่ง ใน 26 จังหวัด

“ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง” เป็นโครงการที่ดำเนินการ เพื่อช่วยเหลือเยาวชนผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ที่มีศักยภาพให้มีโอกาสเรียนต่อสายอาชีพและมีงานทำทันทีเมื่อจบการศึกษา ผ่านความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาสายอาชีพทั้งภาครัฐและเอกชน โดยเป็นโครงการลักษณะพันธมิตรกับเครือข่ายสถาบันการศึกษา มีการพัฒนาหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่สร้างกำลังคนสายอาชีพให้มีสมรรถนะและทักษะในศตวรรษที่ 21 ให้ความสำคัญกับสาขา STEM (วิทยาศาสตร์เทคโนโลยี) รวมถึงเทคโนโลยีดิจิทัล และทักษะอาชีพการทำงานตาม 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาลและความต้องการตลาดแรงงานในท้องถิ่น

นายทิด แสนองค์ นักศึกษาสาขาช่างซ่อมอากาศยาน วิทยาลัยเทคนิคสัตหีบ จ.ชลบุรี กล่าวว่า ก่อนหน้านี้มีความกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะค่าหอพักที่ต้องจ่ายเป็นเทอม ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูงจึงเป็นทุนสำคัญในการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาอย่างมาก โดยหลังจากนี้ตั้งใจจะวางแผนการใช้เงินทดลองใช้เงินทุน 1 เดือน เพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายต่างๆ และถ้าในแต่ละเดือนมีเงินเหลือจะเก็บไว้เพื่อใช้ในกิจกรรมระหว่างเรียน และเงินบางส่วนจะสำรองไว้ใช้จ่ายเป็นทุนระหว่างหางานทำหลังเรียนจบ

ทิด แสนองค์

ส่วนเรื่องที่ต้องใช้เวลาปรับตัวในระหว่างเรียนนั้นน่าจะเป็นเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษ เพราะในชั้นเรียนต้องสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษเท่านั้น และเนื่องจากมาจากถิ่นทุรกันดารอาจจะไม่มีพื้นฐานเหมือนเพื่อนคนอื่นจึงต้องใช้เวลาปรับตัวสักระยะ อย่างไรก็ตามแม้สาขาที่เรียนยากมากแต่จะไม่ท้อ ถ้าใช้เวลาศึกษาอย่างหนักคิดว่าทำได้ ที่สำคัญความชอบเรื่องโครงสร้างเครื่องบินอยู่แล้วจึงคิดว่าไม่ยาก

“โชคดีมากที่ได้รับทุนจาก กสศ. รู้สึกเหมือนฝันที่เป็นจริง เพราะก่อนหน้านี้เครียดมาก ไม่รู้ว่าจะมีเงินเรียน มีเงินจ่ายค่าหอหรือไม่ พ่อแม่เป็นชาวเขาทำอาชีพขุดมันสำปะหลังซึ่งมีรายได้น้อย หากเรียนจบในระดับ ปวส.แล้ว จะหางานทำเพื่อส่งตัวเองให้เรียนจบในระดับปริญญาตรีต่อไป” นายทิด กล่าว

หลังทราบผลว่าได้รับทุนเขาเริ่มมองเห็นอนาคต ที่ก่อนหน้านี้ยังคิดอยู่ว่าถ้าสอบติดจะเอาทุนที่ไหนเรียน แม้ทำงานพาร์ทไทม์ก็คงไม่พอค่าใช้จ่าย แต่ตอนนี้รู้สึกเหมือนชีวิตเปลี่ยนไปอีกขั้ว จากเด็กชาวเขาที่อยู่บนดอย ได้เข้ามาเรียนในเมือง ได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในเมือง ซึ่งทำให้มีแรงบันดาลใจ มีแรงสู้เพื่อไปต่อ สำหรับเพื่อนที่ไม่ได้ทุนอยากให้สู้เต็มที่ พยายามเต็มที่ เพราะสักวันอาจได้รับโอกาสที่ดีเช่นกัน

สำหรับโครงการนี้ได้มอบให้นักเรียนฐานะยากจน 20% ล่างสุดของประเทศ โดยจ่ายค่าเทอมในอัตราประหยัดและค่าใช้จ่ายส่วนตัวตลอดปีการศึกษา ระดับ ปวช. จำนวน 6,500 บาทต่อเดือน และระดับ ปวส. จำนวน 7,500 บาทต่อเดือน ซึ่งปี 2563 กสศ.ตั้งเป้าหมายสนับสนุนจากรัฐบาลจะเพิ่มโอกาสให้นักเรียนทุนเป็น 3,000 คน

น.ส.เกษณี พิทักษ์ถาวรกุล วิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้เครียดมาก เพราะใกล้จะจบปวช.แล้วแต่ไม่กล้าสมัครเรียนต่อปวส.เนื่องจากไม่มีเงิน พอทราบว่าได้รับทุนจากโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพของ กสศ. 2 ปี เป็นแสงสว่าง เป็นความหวังในชีวิตที่จะทำให้ได้เรียนต่อ ส่วนการวางแผนการใช้เงินก็จะใช้ในเรื่องที่จำเป็น เช่น อุปกรณ์การเรียน ของใช้ต่างๆ และจะหารายได้เสริมเสาร์อาทิตย์ด้วยการเก็บลำไย และเก็บออมไว้ใช้ในการศึกษาในอนาคต ส่วนเมื่อเจอปัญหาระหว่างเรียนก็จะปรึกษาอาจารย์และเพื่อนๆ

เกษณี พิทักษ์ถาวรกุล

ขณะที่ น.ส.สินใจ สาธิมา วิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า วินาทีที่รู้ว่าได้รับทุน ดีใจมาก และคลายความกังวลปัญหาเรื่องเงินในการศึกษาต่อได้ทั้งหมด อยากขอบคุณ กสศ. ที่เห็นความสำคัญของการศึกษาและมอบทุนนี้ให้เด็กด้อยโอกาส ซึ่งตอนแรกไม่คิดว่าจะได้ เพราะเชื่อว่ามีคนมากมายที่ต้องการทุนนี้ เมื่อได้รับจึงรู้สึกเป็นความหวังของเด็กต่างจังหวัดที่จะได้เรียนต่อ

“พอรู้ข่าวก็รีบไปบอกพ่อแม่ ดีใจมาก แล้วพ่อแม่ก็บอกว่าให้ตั้งใจเรียนเพราะโอกาสไม่ได้มีมาง่ายๆ จะวางแผนการใช้เงินทุนให้ประหยัดและอดออม แบ่งเป็น 2 ส่วน เก็บไว้ใช้ในชีวิตประจำวัน และเก็บไว้เผื่อฉุกเฉิน เน้นเรื่องเรียนเป็นหลัก ทำหน้าที่นี้ให้ดีที่สุด ในอนาคตจะต่อยอดเพื่อหารายได้เพิ่มมาเป็นทุนในการศึกษา ส่วนเวลามีปัญหาระหว่างเรียนก็จะค่อยๆ แก้ไขปัญหาทีละจุด แก้ให้ตรงจุด ดูต้นเหตุว่าปัญหาเกิดจากอะไร นำโอกาสที่ได้รับไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด อยากให้เพิ่มทุนการศึกษาไปเรื่อยๆ แก่เด็กยากจน เพราะยังมีเด็กยากจนอีกมากที่รอโอกาส” น.ส.สินใจ กล่าว

สินใจ สาธิมา

ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง
**จำนวนนักเรียนที่ได้รับทุนทั้งสิ้น 2,107 คน

-ทุน ปวช. ต่อเนื่อง ปวส. 947 คน
-ทุน ปวส. จำนวน 1,160 คน
-สถานศึกษาสายอาชีพ 36 แห่ง ใน 26 จังหวัด
-มอบนักเรียนฐานะยากจน 20% ล่างสุดของประเทศ

 *จ่ายค่าเทอมในอัตราประหยัดและค่าใช้จ่ายส่วนตัวตลอดปีการศึกษา
-ระดับ ปวช. จำนวน 6,500 บาทต่อเดือน
-ระดับปวส. จำนวน 7,500 บาทต่อเดือน
-ปี 2563 กสศ.ตั้งเป้าหมายสนับสนุนจากรัฐบาลจะเพิ่มโอกาสให้นักเรียนทุนเป็น 3,000 คน
ที่มา:กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.)

วชิรพยาบาลผุดแอพ’รักเข่า’กระตุ้นผู้ป่วยฝึกกายภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/372006

วชิรพยาบาลผุดแอพ’รักเข่า’กระตุ้นผู้ป่วยฝึกกายภาพ

วันที่ 17 พฤษภาคม 2562

ปัญหาหลักในการรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข้าเสื่อมของแพทย์ทั่วโลก คือผู้ป่วยมักไม่เห็นความสำคัญของการทำกายภาพ

ปัญหาหลักในการรักษาผู้ป่วยโรคข้อเข้าเสื่อมของแพทย์ทั่วโลก คือผู้ป่วยมักไม่เห็นความสำคัญของการทำกายภาพ ปฏิบัติไม่ถูกต้องตามที่นักกายภาพบำบัดแนะนำ หรือไม่มีความสม่ำเสมอในการปฏิบัติ เพราะมองว่าการทำกายภาพนั้นเห็นผลช้ากว่าการรับประทานยา ทั้งที่จริงแล้วการรับประทานยาช่วยบรรเทาอาการได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น ขณะที่การทำกายภาพ หากทำสม่ำเสมอ มีวินัย จะเกิดผลดีและมีประโยชน์ต่อผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมอย่างมาก ซึ่งขณะนี้มีงานวิจัยในต่างประเทศที่ได้ศึกษาเปรียบเทียบระหว่างผู้ป่วยที่ทำกายภาพและไม่ทำกายภาพ พบว่าการทำกายภาพช่วยลดอาการปวดข้อเข่าและช่วยรักษาผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมในระยะยาวได้

ด้วยเหตุนี้คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กรุงเทพมหานคร (กทม.) จึงได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดย ดร.สุปิยา เจริญศิริวัฒน์ และทีมนักวิจัย รวมถึง ศ.ดร.นพ.นรัตถพล เจริญพันธุ์ เมธีวิจัยอาวุโส สกว. พัฒนา แอพพลิเคชั่น ‘รักเข่า’ ขึ้น เพื่อเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้ผู้ป่วยฝึกทำกายภาพได้ถูกต้องด้วยตนเอง รวมทั้งแพทย์สามารถใช้เป็นข้อมูลในการแนะนำปรับการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะผู้ป่วยแต่ละบุคคลได้อีกด้วย

รศ.นพ.สาธิต เที่ยงวิทยาพร ศัลยแพทย์ด้านกระดูกและข้อ หน่วยข้อเทียม คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ที่มาของแอพพลิเคชั่น ‘รักเข่า’ ว่าด้วยปัจจุบันเทคโนโลยีการติดต่อสื่อสารก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ผู้สูงอายุเริ่มปรับตัวและเข้าถึงเทคโนโลยี เช่นสมาร์ทโฟนมากขึ้น มีการใช้แอพพลิเคชั่นไลน์รวมถึงแอพพลิเคชั่นต่างๆ ได้ดีขึ้นจึงเล็งเห็นประโยชน์ของเทคโนโลยีที่จะเกิดขึ้นต่อผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม เกิดเป็นความร่วมมือกับ ดร.สุปิยา เจริญศิริวัฒน์ ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่น ‘รักเข่า’ เพื่อเป็นเครื่องมือช่วยป้องกันและรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมครั้งแรกในประเทศไทย

“แอพพลิเคชั่น ‘รักเข่า’ นำเสนอข้อมูลความรู้เรื่องข้อเข่าเสื่อมผ่านกราฟฟิกตัวการ์ตูนที่น่ารัก เพื่อให้สื่อสารเข้าใจง่าย ขณะนี้ใช้ได้ในระบบแอนดรอยด์ วิธีการใช้งานมีขั้นตอนง่ายๆ เริ่มจากดาวน์โหลดติดตั้งแอพพลิเคชั่นลงบนสมาร์ทโฟน โดยพิมพ์ค้นหาคำว่า “รักเข่า” เมื่อเปิดแอพพลิเคชั่นครั้งแรก ผู้ใช้งานต้องกรอกเพศ อายุ ส่วนสูงและน้ำหนัก แอพพลิเคชั่นจะทำการคำนวณบีเอ็มไอให้อัตโนมัติ จากนั้นเลือกสถานะผู้ใช้งานจาก 3 ตัวเลือกคือ บุคคลทั่วไป ผู้ป่วยก่อนเข้ารับการผ่าตัด และผู้ป่วยหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม หากเป็น บุคคลทั่วไป ซึ่งรวมถึงผู้ป่วยโรคข้อเข้าเสื่อม (ที่ยังไม่จำเป็นต้องรับการผ่าตัด) แอพพลิเคชั่นจะให้ตอบแบบสอบถามเพื่อประเมินความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม หลังจากประเมินเสร็จผู้ใช้จะได้รับผลประเมินและกดเพื่อเลือกไปสู่แผนการทำกายภาพซึ่งจะมีคำแนะนำถึงท่าทางกายภาพต่างๆ

ในกรณี ผู้ป่วยโรคข้อเข้าเสื่อมก่อนเข้ารับการผ่าตัด ขั้นตอนจะเหมือนกันแต่จะมีการแสดง checklist สิ่งที่ต้องทำก่อนเข้ารับการผ่าตัด และมี ‘ความรู้’ ที่เกี่ยวข้องกับการเตรียมตัวผ่าตัดด้วย สำหรับ ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมหลังได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม จะมีแผนการทำกายภาพซึ่งขึ้นอยู่กับระยะพักฟื้นของผู้ใช้ นอกจากนี้ในแอพพลิเคชั่นยังมีข้อมูลความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม เช่น ผู้ที่มีความเสี่ยง อาการ แนวทางการป้องกันและรักษา

รศ.นพ.สาธิต กล่าวว่า จุดเด่นสำคัญของแอพพลิเคชั่น ‘รักเข่า’ คือคำแนะนำวิธีการทำกายภาพที่ถูกต้อง เพื่อป้องกันหรือบำบัดโรคข้อเข่าเสื่อมประกอบด้วย 3 ท่า ได้แก่ 1.ท่านั่งเหยียดค้าง: คนที่เป็นข้อเข่าเสื่อม กล้ามเนื้อที่ต้นขาจะลีบ เพราะมีการใช้งานน้อยลง เวลาเดินจะไม่มีแรง การทำกายภาพท่านั่งเหยียดค้างเพื่อช่วยกล้ามเนื้อต้นขาเป็นหลัก วิธีการคือยกขาขึ้นมาเหยียดค้างไว้ ทำบ่อยๆ กล้ามเนื้อต้นขาจะแข็งแรง ช่วยให้เดินได้ดีขึ้น 2.ท่าเกาะย่อลง: ช่วยให้กล้ามเนื้อต้นขาทั้งด้านหน้าและหลังแข็งแรง และมุมงอเหยียดของเข่ายังคงดีอยู่ด้วย และ 3.ท่าก้มแตะเท้า: ช่วยยืดเหยียดกล้ามเนื้อของน่องและหลังทำให้ผ่อนคลาย ทั้งนี้แอพพลิเคชั่นจะบันทึกข้อมูลการทำกายภาพในแต่ละวัน ซึ่งผู้ป่วยสามารถนำข้อมูลไปใช้ประกอบการรักษาได้ด้วย
โดยขณะนี้แอพพลิเคชั่น ‘รักเข่า’ ได้ยื่นจดทะเบียนสิทธิบัตรกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และทีมวิจัยอยู่ระหว่างการศึกษาเก็บข้อมูลการใช้แอพพลิเคชั่น ‘รักเข่า’ ควบคู่ไปกับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมในผู้ป่วย 100 คน เพื่อให้เห็นผลที่เกิดขึ้นจากการทำกายภาพอย่างเป็นรูปธรรม