เด็กไทยต้องรับมือโลกVUCAการศึกษาไทยต้องตอบโจทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/375054

เด็กไทยต้องรับมือโลกVUCAการศึกษาไทยต้องตอบโจทย์

วันที่ 11 มิถุนายน 2562 – 13:35 น.
เด็กไทย,การศึกษา
เปิดอ่าน 1,578 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com

TEPForum 2019 ภาพใหม่การศึกษาไทย ต้องปรับตัวตอบโจทย์โลก VUCA ความรู้มีอายุสั้นลงแต่คนอายุยืนยาวมากขึ้น เปลี่ยนระบบการศึกษาทำให้เด็กสามารถเรียนรู้ ยืดหยุ่น และปรับตัวได้ง่าย โรงเรียน ครู พ่อแม่เปิดกว้างให้เด็กได้ลองได้ทำในสิ่งที่อยากทำ และเด็กเองต้องกล้าคิด กล้าลอง กล้าลงมือทำ กระทรวงศึกษาธิการต้องรับฟังปัญหา นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

กลุ่มภาคีเพื่อการศึกษาไทย (Thailand Education Partnership :TEP) ได้จัดเวที TEPForum 2019 ภาพใหม่การศึกษาไทย : New Education Landscape ที่หอประชุมมหิศร ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ เปิดเวทีให้ทุกภาคส่วนร่วมคิด ร่วมตั้งเป้าหมายเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยให้ทันโลก ไม่เน้นเนื้อหา แต่ต้องสร้างสมรรถนะเด็กให้ตอบโจทย์โลกยุคใหม่ เมื่อวันที่ 8-9 มิถุนายน ที่ผ่านมา

การจัดงานครั้งนี้ เพื่อให้ทุกคนร่วมพลังและผลักดัน โดยภาพใหญ่ของการศึกษาไทยต้องการชักชวน 26 องค์กร มาเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากคนรุ่นใหม่ ทำให้เกิด 3 อย่างเกิดขึ้นมา เป็นการสร้างเครือข่าย ให้กำลังใจ และขับเคลื่อนจากข้างล่างสู่ข้างบน เกิดเป็นนโยบายได้ เป็นความหวังการศึกษาที่เดินไปด้วยกัน

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) และเลขานุการภาคีเครือข่ายเพื่อการศึกษา กล่าวว่า ภาพใหม่การศึกษาไทย ต้องมองจากตลาดแรงงาน และโลกกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร ถึงจะรู้ว่า ต้องจัดการศึกษาอย่างไร ต้องรับมือกับโลกยุคใหม่ที่มีการพลิกผัน ปั่นป่วนมากมาย โลกที่มีความพลิกผัน หรือที่ในวงการธุรกิจ เรียกว่าโลก VUCA นั้นมาจากการเปลี่ยนไว (Volatility) ความไม่แน่นอน (Uncertainty) ความซับซ้อน (Complexity) และความคลุมเครือ (Ambiguity) ซึ่งการเปลี่ยนไวคือ โลกอดีตเปลี่ยนช้ามาก แต่โลกที่มีการปฏิวัติเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างตอนนี้ เปลี่ยนไว เกิดความไม่แน่นอน ไม่สามารถคาดการณ์ได้ มีคำกล่าวของอาจารย์เฮนรี มินทซ์เบิร์ก ศาสตราจารย์ด้านกลยุทธ์ มหาวิทยาลัยแมคทิลด์ ว่า เมื่อโลกพยากรณ์ได้ เราต้องการคนฉลาด แต่เมื่อโลกพยากรณ์ไม่ได้ เราต้องการคนที่ปรับตัวได้ คำกล่าวนี้ จะทำอย่างไรให้เด็กของเราสามารถเรียนรู้และปรับตัวได้

สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์

ดังนั้นต้องสร้างทักษะให้เด็กอยู่ในศตวรรษที่ 21 มีทักษะ มีทัศนคติ มีอุปนิสัย อาทิ เด็กต้องใฝ่หาความรู้ อดทน มีทักษะความคิดเชิงวิพากษ์ การสื่อสาร และการทำงานเป็นทีม และต้องมีทักษะพื้นฐานอย่างน้อย 3 อย่าง คือ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่าน ทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 อาจไม่เพียงพอ ต้องเป็นทักษะศตวรรษที่ 21 บวกๆ โดยคนที่อยู่รอดต้องมีใจเปิดกว้าง พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงเสมอ โจทย์โลกธุรกิจเหมือนกับโลกการศึกษา คือ คนต้องกล้าทดลอง กล้าล้มเหลว กล้ามีความผิดพลาด เรียนรู้จากความผิดพลาดได้ และมีใจแห่งการเติบโต

ต้องสร้างระบบการเรียนรู้ใหม่ เพื่อสร้างทักษะให้เด็กอยู่ได้ในศตวรรษที่ 21 บวกๆ และต้องไม่จำกัดการเรียนรู้ในห้องเรียน ต้องมีการเรียนรู้ที่จะทำให้คนยืดหยุ่น ปรับตัวได้ง่ายขึ้น ในห้องเรียนอาจเป็นการทดลอง การเล่น การเรียนรู้ การคิดขั้นสูง การคิดเชิงออกแบบ แต่ต้องทำให้ทุกคนเริ่มต้นด้วยความหลงใหล การที่เด็กคนหนึ่งอยากเรียนรู้ต้องเกิดจากความชอบ ความหลงใหล ไม่ใช่เพียงแรงผลักดันภายนอกเท่านั้น

ขจรเกียรติ เก่งจันทร์วรกุล ศิษย์เก่าโรงเรียนมัธยมวัดดุสิตาราม ตัวแทนคนรุ่นใหม่ กล่าวว่า การศึกษาเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกคนเรียนรู้ได้มากขึ้น การศึกษาต้องช่วยให้เด็กได้ค้นพบแนวทาง รู้ว่าตนเองถนัดอะไร ซึ่งหน่วยงานอย่างโรงเรียน ครู ต้องทำให้เด็กรู้สึกว่าเป็นพื้นที่ปลอดภัย ช่วยค้นหาตัวเอง พ่อแม่ควรเปิดกว้างให้เด็กได้ลองได้ทำในสิ่งที่อยากทำ และเด็กเองต้องกล้าคิด กล้าลอง กล้าลงมือทำ และอยากให้กระทรวงศึกษาธิการรับฟังปัญหา นำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจริง

อานันท์ ปันยารชุน ประธานคณะกรรมการเครือข่ายภาคีเพื่อการศึกษาไทย หรือ TEP กล่าวว่า กระทรวงศึกษาธิการจึงควรเปลี่ยนบทบาท และไม่จำเป็นต้องเป็นกระทรวงใหญ่ที่รวมศูนย์อำนาจ แต่ควรกระจายอำนาจการศึกษาไปยังท้องถิ่นและทำหน้าที่อำนวยความสะดวก เพื่อให้เกิดโรงเรียนดีที่มีความหลากหลาย

อานันท์ ปันยารชุน

โดยเฉพาะภาคธุรกิจ และพ่อแม่ผู้ปกครอง ต้องลุกขึ้นมาเป็นเจ้าของการศึกษา ในพื้นที่ที่ตนเองเกี่ยวข้องโดยเข้าร่วมกำหนดวิถีทางของการศึกษา สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ และช่วยกันสร้างเครือข่ายต่อไป ที่สำคัญคือ ผู้อำนวยการโรงเรียน และครู ควรเปลี่ยนบทบาทของตนเองใหม่ ให้เป็น Active Teacher ที่สร้าง Active Learning ที่ทำให้เด็กรักการเรียนรู้ และเป็น Active Citizen

โจทย์ใหญ่ของการศึกษาไทย คือ ทำอย่างไรระบบใหญ่ของการศึกษาจะเป็นพลังหนุนทำให้เกิดภาพการทำงานของคนในพื้นที่ และขยายวิธีทำงานไปสู่ระบบใหญ่ของประเทศได้ และชี้ว่าคำตอบของการปฏิรูปการศึกษาอยู่ที่การปลดพันธนาการให้คุณครูและโรงเรียน การลดวิธีคิดและสั่งการจากบนลงล่าง และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้คิดและทำ และสร้างการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างกันให้มากที่สุด

ทั้งนี้ในงานมีสัมมนาเชิงปฏิบัติการ TEP Group Discussion “ร่วมรับฟังและเสนอความคิดเห็น ต่อเส้นทางการสร้างสมรรถนะเด็กไทย” ของทั้ง 7 ประเด็นที่ขับเคลื่อนงานด้านการศึกษาที่จะนำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะเด็กไทย เริ่มตั้งแต่ ปฐมวัย การปรับระบบที่สร้างพื้นฐานเด็กที่พร้อมสำหรับการเรียนรู้ โรงเรียน การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ “Whole school transform” ครู การปรับระบบการผลิตครู ที่ไม่เน้นเนื้อหาแต่เน้นที่สมรรถนะ หลักสูตรการศึกษา การปรับหลักสูตรเป็นหลักสูตรอิงสมรรถนะ การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง แนวทางการปรับวิธีการเรียนการสอนของอาชีวะ มหาวิทยาลัย และการเรียนแบบใหม่

พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เพื่อเรียนรู้การสร้าง sandbox ทางการศึกษาจากพื้นที่ที่ทำจริง ภาพใหม่การศึกษาไทย เวทีเพื่อระดมสมอง ร่วมกันมองภาพใหม่ของระบบการศึกษาทั้งระบบ ส่วนในวันรุ่งขึ้น เป็นการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นการเปลี่ยนการศึกษา ได้มาเล่าแนวคิดและวิธีการทำงาน เพื่อให้คนรุ่นใหม่คนอื่นๆ ได้เรียนรู้ และเกิดแรงบันดาลใจในการลุกขึ้นมาทำ โดยครั้งนี้มี 12 องค์กรของคนรุ่นใหม่ เช่น inskru, a-chieve, ก่อการครู มานำเสนอ และร่วมจัดเวิร์กช็อป เพื่อให้เห็นมิติใหม่ของการเปลี่ยนแปลงของคนที่กล้าลุกขึ้นมาเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยอีกด้วย

“เดชา”เดิน268กม.สู่อิสรภาพชงรัฐ4ข้อ…ปลดล็อกกัญชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/374898

“เดชา”เดิน268กม.สู่อิสรภาพชงรัฐ4ข้อ…ปลดล็อกกัญชา

วันที่ 10 มิถุนายน 2562 – 15:15 น.
เดชา ศิริภัทร,กัญชา
เปิดอ่าน 1,994 ครั้ง

0 ทีมข่าวคุณภาพชีวิต 0   qualitylife4444@gmail.com

นับตั้งแต่วันที่ 21 พฤษภาคม 2562 ที่นายเดชา ศิริภัทร ประธานมูลนิธิข้าวขวัญ พร้อมด้วยประชาชนและเครือข่าย จัดกิจกรรม “เดินเพื่อผู้ป่วย Cannabis Walk Thailand” โดยออกเดินจากวัดป่าวชิรโพธิญาณ อ.โพทะเล จ.พิจิตร ผ่านระยะทาง 268 กิโลเมตร ถึงวัดบางปลาหมอ อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี อันเป็นจุดหมายของการเดินในครั้งนี้ รวม 20 วัน เพื่อเรียกร้องให้ประเทศไทยเปิดเสรีทางการแพทย์และระดมทุนเพื่อทำน้ำมันกัญชาแจกผู้ป่วย

เวลา 14.00 น. วันที่ 9 มิถุนายน เมื่อคณะทั้งหมดเดินทางถึงวัดบางปลาหมอ 12 องค์กรเครือข่ายเดินเพื่อผู้ป่วย ได้แก่ มูลนิธิข้าวขวัญ มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ มูลนิธิชีววิถี (BIOTHAI) มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย) มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค มูลนิธิสุขภาพไทย มหาวิทยาลัยรังสิต เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) เครือข่ายผู้ป่วย (Healthy Forum) และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ได้ร่วมกันประกาศอิสรภาพกัญชารักษาโรค

นายธนพล ดอกแก้ว ประธานสมาคมชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย ในฐานะประธานเครือข่ายเดินเพื่อผู้ป่วย เป็นตัวแทนอ่านคำประกาศว่า ตลอดการเดิน ประชาชน 32,049 คน ร่วมลงชื่อเพื่อเสนอแก้ไขกฎหมายการใช้กระท่อมและกัญชาเพื่อการแพทย์ ผู้ป่วยจำนวน 40,145 คน ร่วมลงชื่อเข้าร่วมโครงการวิจัยการใช้กัญชาสูตรน้ำมันเดชาเพื่อรักษาโรค มีประชาชนระหว่างเส้นทางเดินที่บอกว่าไม่มีอะไรมากพอจะสนับสนุนและเป็นกำลังใจได้นอกเหนือจากหนูนาย่างเพื่อร่วมสมทบเป็นอาหาร หลายท่านที่โอนเงินเข้าบัญชีร่วมทำบุญผลิตยากัญชา และผู้ใจบุญบางท่านขอบริจาคมากถึงหนึ่งล้านบาทเพื่อผู้ป่วย ขณะนี้ยอดเงินบริจาคทุกบัญชีรวมกันแล้วมากถึง 4,968,742.78 บาท

“ตลอดระยะเวลา 20 วันนี้ เราได้ยิน ได้เรียนรู้จากปากคำของผู้ป่วยนับร้อยนับพันคนว่า การใช้กัญชาอย่างถูกต้องนั้นสามารถเยียวยารักษาโรคต่างๆ ได้มากมายกว่าที่หน่วยงานด้านสาธารณสุขของรัฐประกาศเพียงใด แต่น่าเศร้าสลดที่ผู้ป่วยเหล่านี้หลายแสนคน และอาจมากถึงหลายล้านคน กลับไม่สามารถเข้าถึงยาจากกัญชาได้ จากกฎหมายและระเบียบล้าหลัง ตลอดจนแนวปฏิบัติของรัฐที่เอื้ออำนวยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ เช่น การเปิดโอกาสบริษัทยาข้ามชาติยื่นขอสิทธิบัตรผูกขาด และอ้างเหตุนำเข้าผลิตภัณฑ์กัญชาจากต่างชาติ กีดกันหมอพื้นบ้านไม่ให้ผลิตยา และไม่สามารถเข้าถึงวัตถุดิบกัญชาได้” นายธนพลกล่าว

เราขอประกาศอิสรภาพการใช้กัญชารักษาโรค เพื่อเรียกร้องสิทธิของผู้ป่วยในการเข้าถึงยาและเลือกวิธีการรักษาโรค เคารพภูมิปัญญาและการส่งเสริมบทบาทของหมอยาพื้นบ้าน ต่อต้านการผูกขาดยาและเสริมสร้างการพึ่งพาตนเอง ดังต่อไปนี้ 1.ในระหว่างที่ยังไม่มีการอนุญาตให้สหกรณ์และวิสาหกิจชุมชนปลูกกัญชาได้ในปริมาณที่เพียงพอ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ต้องมอบวัตถุดิบกัญชาของกลางให้แก่หมอพื้นบ้านที่ผลิตยาแจกจ่ายแก่ประชาชน มิใช่การเผาทำลายทิ้งไปโดยไม่ได้ตรวจสอบคุณภาพและเกณฑ์ความปลอดภัยจากผลิตภัณฑ์ปลายทาง (end products) เพื่อให้ผู้ป่วยที่เคยใช้ยากัญชาสามารถเข้าถึงยาได้ต่อเนื่อง

2.เรียกร้องให้กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) รับรองตำรับยาน้ำมันกัญชา หรือน้ำมันกัญชาผสมน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น เป็นต้น เป็นตำรับยาหมอพื้นบ้าน และตำรับยานี้ควรอยู่ในระบบบัญชียาหลักแห่งชาติ หรือระบบหลักประกันสุขภาพ เพื่อให้หมอพื้นบ้าน แพทย์แผนไทย บุคลาสาธารณสุขสามารถผลิตยาได้ และผู้ป่วยทุกคนในประเทศสามารถเข้าถึงยากัญชาได้อย่างกว้างขวางและปลอดภัยในราคาไม่แพง

3.ขอเรียกร้องต่อรัฐบาลและทุกพรรคการเมืองร่วมกันสนับสนุนการแก้ไขกฎหมายให้กัญชง กระท่อม สาร CBD และสารอื่นจากกัญชาที่ไม่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท ออกจากบัญชียาเสพติดอย่างสมบูรณ์ ต้องอนุญาตให้ผู้ป่วยที่มีใบรับรองแพทย์สามารถปลูกกัญชาเพื่อการพึ่งพาตนเอง เช่นเดียวกับหมอยาพื้นบ้าน บุคลากรด้านการแพทย์/สาธารณสุข สถานพยาบาล สามารถปลูก และปรุงยากัญชาได้ตามความจำเป็นและความเหมาะสม ผ่านการจดแจ้ง และใช้กลไกของชุมชน ท้องถิ่น ในการกำกับดูแลไม่ให้มีการนำวัตถุดิบกัญชาไปใช้ผิดวัตถุประสงค์

และ 4.เร่งฟื้นฟูและพัฒนาสายพันธุ์กัญชา โดยการส่งเสริมสนับสนุน และคุ้มครองบทบาทของเกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น เพื่อให้สายพันธุ์กัญชาไทยกลับมามีความหลากหลายและมีคุณภาพดีที่สุดในโลกอีกครั้งหนึ่ง เพิกถอนและระงับการยื่นขอจดสิทธิบัตรที่ขัดต่อกฎหมาย โดยเฉพาะการจดสิทธิบัตรสารตามธรรมชาติ การใช้เพื่อรักษาโรค และขาดความใหม่ เป็นต้น

“เราจะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลและขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุข้อเรียกร้องดังกล่าว เพื่อให้ผู้ป่วยนับแสนนับล้านคนที่รออยู่สามารถเข้าถึงยากัญชาโดยเร็วที่สุด หากรัฐเพิกเฉย ผู้ป่วยและประชาชนจากทุกจังหวัด จะร่วมกันเคลื่อนไหวเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงร่วมกัน” นายธนพลกล่าวจบคำประกาศ

อย่างไรก็ตาม สำหรับ “น้ำมันกัญชาตำรับนายเดชา” นั้น ได้ยื่นต่อกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ให้พิจารณาเป็น “ตำรับยาหมอพื้นบ้านที่มีกัญชาปรุงผสม” ซึ่งคณะกรรมการด้านการประเมินรับรองตำรับยาแผนไทยที่มีกัญชาและกระท่อมและการใช้ยาแผนไทยที่มีกัญชาและกระท่อมปรุงผสมอยู่ในหน่วยบริการสาธารณสุขของรัฐและเอกชน จะมีการพิจารณาในวันที่ 12 มิถุนายนนี้  หลังจากพิจารณาเบื้องต้นแล้วเห็นว่า นายเดชาจะต้องเพิ่มเติมข้อมูลเกี่ยวกับ “กรรมวิธีการสกัด” ให้ละเอียดมากขึ้นและปรับสูตรตำรับ

ทั้งนี้ หากน้ำมันกัญชาเดชาผ่านการรับรองเป็นตำรับยาหมอพื้นบ้านที่มีกัญชาปรุงผสม จะทำให้นายเดชา สามารถปรุงตำรับยาดังกล่าวแจกจ่ายให้แก่ผู้ป่วยในความดูแลของตนเองเท่านั้น หมอพื้นบ้านคนอื่นหรือแพทย์แผนไทยไม่สามารถนำไปใช้ในการรักษาผู้ป่วยได้ จนกว่าจะมีการวิจัยที่ชัดเจนมากขึ้นและผ่านการพิจารณาเป็นตำรับยาที่สามารถใช้ในโรงพยาบาลได้ แพทย์แผนไทยก็จะสามารถสั่งจ่ายได้ ส่วนหมอพื้นบ้านท่านอื่นที่จะใช้ก็ต้องเข้ารับการสืบทอดความรู้

นอกจากนี้ น้ำมันกัญชาเดชา เข้าร่วมในโครงการวิจัยร่วมระหว่างคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยรังสิต เพื่อศึกษาเกี่ยวกับกัญชาทางการแพทย์ในหลากหลายมิติด้วย ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำโครงการเสนอขออนุญาตดำเนินการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.)

ขณะที่ นายวิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ ผู้อำนวยการมูลนิธิชีววิถี กล่าวว่า ในวันที่ 10 มิถุนายน 2562 กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้นัดหารือกับนายเดชา ศิริภัทร หมอพื้นบ้านและประธานมูลนิธิข้าวขวัญ จ.สุพรรณบุรี พร้อมด้วยทางมูลนิธิสุขภาพไทย ซึ่งเป็นการหารือรอบนอกในการเตรียมข้อมูลก่อนที่จะมีการประชุมพิจารณารับรองตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมของหมอพื้นบ้าน ในวันที่ 12 มิถุนายนนี้

“อ.เดชา จะไม่มีการปรับสูตรตำรับยาอย่างที่กรมการแพทย์แผนไทยฯ เคยเสนอ เช่น ให้ผสมพริกไทย หรือสมุนไพรรสร้อนต่างๆ เพื่อให้เป็นตำรับยา เนื่องจาก อ.เดชามองว่า ตำรับน้ำมันกัญชาที่ใช้น้ำมันมะพร้าวสกัด หรือสูตรผสมน้ำมันมะพร้าวนั้น จัดว่าเป็นตำรับอยู่แล้ว ไม่ได้มีสมุนไพรตัวเดียวโดดๆ เพราะมีน้ำมันมะพร้าวด้วย และจากการรักษาก็ใช้สูตรนี้ เช่น รักษาโรคผิวหนัง ดวงตา หากใส่อย่างอื่นลงไปอาจมีปัญหาได้ นอกจากนี้ ตำรับยาหมอพื้นบ้านอย่างอื่นก็มีที่ใช้แบบเดี่ยวๆ เช่น ขมิ้นชัน ฟ้าทะลายโจร พญายอ เป็นต้น จึงไม่ขอเปลี่ยนสูตร” นายวิฑูรย์ กล่าว

หลังจากจบภารกิจการเดินเพื่อผู้ป่วย นายวิฑูรย์ กล่าวว่า จะขับเคลื่อนเรื่องหลักคือ เรียกร้องให้มีการรับรองตำรับยาน้ำมันกัญชาของ อ.เดชา และควรผลักดันให้อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติหรือหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) เพื่อเพิ่มการเข้าถึง แม้การจะบรรจุได้ต้องผ่านการวิจัย แต่งานวิจัยมี 2 ระดับ คือ วิจัยตามแผนปัจจุบัน ซึ่งเป็นอีกกระบวนการที่จะต้องผ่านการอนุญาตจริยธรรมวิจัยในมนุษย์ แต่ที่เราต้องการ คือ ตำรับยาหมอพื้นบ้านซึ่งอยู่ในกำกับของกรมการแพทย์แผนไทยฯ ที่อยากให้ผ่านการรับรองตรงนี้ ส่วนที่บอกว่า ตำรับยาหมอพื้นบ้านเป็นการใช้ส่วนบุคคลของหมอพื้นบ้าน ใช้ในชุมชน ตรงนี้ สธ.ควรใช้อำนาจบริหารในการปรับแก้ประกาศเพื่อให้ใช้ได้โดยทั่วไป

ภาพใหม่การศึกษาไทยต้องตอบโจทย์งานยุคใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/374541

ภาพใหม่การศึกษาไทยต้องตอบโจทย์งานยุคใหม่

วันที่ 6 มิถุนายน 2562 – 13:08 น.
การศึกษาไทย,TEP
เปิดอ่าน 2,596 ครั้ง

โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

ภาคีเพื่อการศึกษาไทย (TEP : Thailand Education Partnership) เกิดขึ้นจากการรวมตัวกันขององค์กรและเครือข่ายคนทำงานด้านการศึกษาที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงการศึกษาของประเทศไทยที่มุ่งการพัฒนาศักยภาพคน โดยเชื่อว่าการศึกษาที่ดีเกิดจากการมีส่วนร่วมของคนทุกคนในสังคม

ปีนี้ขับเคลื่อนต่อเนื่อง “ภาพใหม่การศึกษาไทย” TEP Forum 2019 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงการศึกษา ต้องมีการสร้างเป้าหมายร่วมกันให้คนในทุกภาคส่วนมาร่วมกันตั้งเป้าหมายและร่วมคิดกระบวนการเปลี่ยนแปลง  โดยมี ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวาณิชย์ จะเป็นตัวแทนของ TEP ที่จะนำเสนอภาพใหม่ของการศึกษาไทยในมุมมองของเครือข่าย TEP ว่าทำไมต้องเปลี่ยน และเปลี่ยนอย่างไร และ TEP Group discussion จะแยกเป็น 7 ห้องเพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้รับฟังและเสนอความคิดเห็นนำไปสู่การพัฒนาสมรรถนะเด็กไทย

นรินทร์ จิตต์ปราณีชัย

ไฮไลท์กันที่ ปฐมวัย ฐานรากภาพใหม่การศึกษาเริ่มที่การพัฒนาเด็กปฐมวัย โรงเรียน พัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ “Whole school transform” ครู ปรับระบบการผลิตที่ไม่เน้นเรื่องเนื้อหา แต่เน้นที่สมรรถนะ (Competency) หลักสูตรการศึกษา เป็นหลักสูตรอิงสมรรถนะ (Competency base curriculum) การเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ปรับวิธีการเรียนการสอนของอาชีวะ และมหาวิทยาลัยและการเรียนแบบใหม่ (BETCH) (หลักสูระยะสั้นเพื่อการทำงาน) พื้นที่นวัตกรรมการศึกษา เรียนรู้การสร้าง sandbox จากพื้นที่ที่ทำจริง
ภาพใหม่การศึกษาไทย ระดมสมองเพื่อร่วมกันมองภาพใหม่ของระบบการศึกษาทั้งระบบ

“อภิษฎา ทองสอาด” ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา สถาบันอาศรมศิลป์ กล่าวในฐานะหนึ่งในภาคีเครือข่ายที่ร่วมจัดงานครั้งนี้ ว่าการจัดงานครั้งนี้ มีการเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นการเปลี่ยนการศึกษาได้มาเล่าแนวคิดและวิธีการทำงาน เพื่อให้คนรุ่นใหม่คนอื่นๆ ได้เรียนรู้ และเกิดแรงบันดาลใจในการลุกขึ้นมาทำ โดยครั้งนี้มี 13 องค์กรของคนรุ่นใหม่ ที่อาสาร่วมเปลี่ยนการศึกษาไทย แบบไหนที่ตอบโจทย์โลกการทำงานยุคใหม่ที่เชื่อว่าจะมีคำตอบให้น้องๆ นัักศึกษาที่กำลังเข้าสู่มหาวิทยาลัยหรือบัณฑิตที่กำลังมองหางานทำ

Talk “EdTech landscape in SEA and APAC: Challenges and Opportunities” กับ เรืองโรจน์ พูนผล (กระทิง) บริษัท สตอร์มเบรกเกอร์ เวนเจอร์ จำกัด ที่จะมาบอกว่า Edtech Ecosystem ไทยยังคงอยู่ในขั้นเริ่มตั้งไข่ จึงยังมีโอกาสอีกมาก เพราะตลาดการลงทุนใน Edtech มีแนวโน้มเติบโตอย่างก้าวกระโดด

ส่วน นัททินี แซ่โฮ (ดอร่า) จาก EdAbler Head of Studio/ EdAbler จะมาทอล์ก “Technology กับการศึกษา การพัฒนาทั้งคุณภาพและความเท่าเทียม  เทคโนโลยีช่วยเรื่องความเท่าเทียมและคุณภาพของการศึกษาได้ยังไง และกำลังถูกใช้ยังไงเพื่อที่จะช่วยเรื่องการศึกษา ประเทศไทยมีการใช้ เทคโนโลยีมากน้อยขนาดไหน

พริมา เพชราภิรัชต์

เพราะ “ชีวิตคือการเดินทาง เราพร้อมที่จะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่หรือยัง “ทอล์กกับ พริมา เพชราภิรัชต์ (พริม)  บริษัม เอ็ดไวซอรี่ จำกัด ที่จะมาไขปัญหาการว่างงานในเด็กจบใหม่ การที่ทักษะและองค์ความรู้ไม่ตอบโจทย์ตลาดแรงงาน ภาวะเครียดและซึมเศร้าในวัยรุ่นไทย ซึ่งปัญหาต่างๆ ส่วนหนึ่งมาจากการที่เด็กไทยไม่รู้จักตนเอง ไม่มีการวางแผนชีวิตที่เหมาะสม
ขณะที่ ร่มเกล้า ช้างน้อย (ครูกั๊ก) จาก insKru ครูสอนวิชาคณิตศาสตร์ ร.ร.มัธยมวัดดุสิตาราม  จะมาทอล์ก “ภาระแห่งความสุข” โดยบอกเล่าวิธีการการเปลี่ยนภาระที่ครูเจอในโรงเรียนให้กลายเป็นความสุข พร้อมตัวอย่างเป็นแผนได้รับความช่วยเหลือจาก inskru จนสามารถทำให้เก็บข้อมูลปัญหาเผยแพร่จนมีคนนำไปใช้ได้จริง
ส่วน นรุตม์ วสุนธรามาศ (ป๊อป) จาก Anacoach by Tact Co-founders Tact social consulting  จะมาทอล์ก  “ทำได้ หรือได้ทำ”

การพัฒนาการศึกษาด้วยการสร้าง Grit และ Growth Mindset ในน้องๆ ระดับชั้นม.ปลาย ได้กล้าคิด กล้าทำ เพื่อนำไปสู่การที่ทำได้ดีที่สุดในเรื่องที่ตัวเองเชื่อ และนำความมั่นใจไปประยุกต์ใช้ในเรื่องการศึกษาในหลักสูตรได้ต่อไปรวมถึงแผนการและเป้าหมายในอนาคต
และทอล์ก “เมื่อเราเชื่อว่าเด็กทุกคนมีความสามารถ และเชื่อในพลังของการมีส่วนร่วมของทุกคนในสังคม” กับ สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร (ยีราฟ)  ผู้ก่อตั้ง Saturday School ที่เน้นการทำให้เด็กกล้าแสดงศักยภาพ

อาจารย์อภิษฎา  ทองสอาด 

ที่สำคัญ  “ทำยังไงเราถึงจะเจออาชีพที่ใช่ ชีวิตที่ชอบ” ที่  นรินทร์ จิตต์ปราณีชัย (วิน) ผู้ร่วมก่อตั้งธุรกิจเพื่อสังคม a-chieve (อ่านว่า “อาชีฟ”) จะมาทอล์กทฤษฎีการเปลี่ยนแปลง และ Journey การค้นพบตนเองและเป้าหมาย

ส่วนการ “เตรียมความพร้อมเด็กไทยวันนี้ สำหรับวันพรุ่งนี้”  ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสริบุตร จาก Starfish Education Foundation CEO, Starfish Education Foundation (USA)  จะมาอธิบายภาพการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมีผลต่อการใช้ชีวิตส่วนตัว การทำงาน และการเรียน ข้อมูลและความรู้ใหม่เกิดขึ้นทุกๆ วินาที เด็ก 65% ที่เข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในวันนี้ จะประกอบอาชีพที่ยังไม่เคยมีมาก่อน

การ “เปลี่ยนห้องเรียนให้เป็นพื้นที่ปล่อยของ by TED Club” กับ พิริยะ กุลกาญจนาชีวิน (พิ) จาก TEDxBangkok

License holder : TEDxBangkok สรุปองค์ความรู้สำคัญของเวทีแรงบันดาลใจระดับโลกอย่าง TEDx ที่เรียกว่าศาสตร์ Curation หรือการฟัง-เฟ้น-ฟีดแบ็กและนำเสนอไอเดียอย่างสร้างสรรค์

“โครงการผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับระบบการศึกษาไทย”  โดย ธนิต แคล้วโยธา (เอ็ม) จาก Teach For Thailand ที่จะมาไขปัญหาการศึกษาของประเทศไทยในกลุ่มโรงเรียนขยายโอกาสเป็นรากลึกที่ประกอบไปด้วย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ โครงสร้างเศรษฐกิจสังคม ระบบการศึกษา และความเชื่อ ซึ่งหากต้องการแก้ไขให้สำเร็จต้องพัฒนาทั้ง 3 ปัจจัยไปด้วยกัน

และที่ปฏิเสธไม่ได้คือ “เกม บนจุดตัดของการเรียนรู้” ที่  วรุตม์ นิมิตยนต์ (เทอร์โบ) และแดนไท สุขกำเนิด (แดนไท) จะมาเล่าเรื่องจุดตั้งต้นของที่มาของ Deschooling Game และการนำเกมไปสร้างพื้นที่เพื่อการพูดคุยถกเถียง แลกเปลี่ยน ที่มากไปกว่าแค่ห้องเรียน
ที่สำคัญ “Changemaker Skills ทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21” ที่ ธุวรักษ์ ปัญญางาม (เกด) จาก School of Changemakers Partnership Director ที่จะมาบอกว่า 60% ของงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไม่มีอยู่ ณ วันนี้ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และคุณครู ต้องช่วยกันสร้างทักษะให้พวกเขาตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อให้สามารถรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้
ปิดท้ายกันที่ พฤหัส พหลกุลบุตร (ก๋วย) “ก่อการครู :สร้างครูบันดาลใจจุดไฟการเรียนรู้” กับครูตัวเล็กๆ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างไรในระบบการศึกษาใหญ่ๆ สร้างครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง 5,000 คน จากครูทั้งหมด 500,000 คนทั่วประเทศ ภายในระยะเวลา 5 ปี (2) สร้างพื้นที่การเรียนรู้ใหม่ คล้ายกับชุมชนการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ (professional learning community-PLC) ทำให้พื้นที่นี้มีชีวิตชีวา เพื่อให้ครูมาพบเจอ และเติมพลังซึ่งกันและกัน (3) ให้แนวทางการสร้างครูผู้นำการเปลี่ยนแปลง เป็นหนึ่งในทางเลือกแก่การศึกษาไทย 8-9 มิถุนายนนี้ ที่หอประชุมมหิศร ธ.ไทยพาณิชย์

6 ทักษะจำเป็นสำหรับงานอนาคตผู้นำ-คนทำงานตอบโจทย์ดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/374374

6 ทักษะจำเป็นสำหรับงานอนาคตผู้นำ-คนทำงานตอบโจทย์ดิจิทัล

วันที่ 5 มิถุนายน 2562 – 13:30 น.
6 ทักษะ,ผู้นำ
เปิดอ่าน 2,333 ครั้ง

โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@qmail.com

ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในด้านต่างๆ ส่งผลให้โลกการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวันของทุกคนที่เปลี่ยนแปลงไป OMG แพลตฟอร์มโค้ชชิ่งออนดีมานด์ จัดทำโดยบริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จำกัด ร่วมกับบริษัท โกลบิช อคาเดเมีย(ไทยแลนด์) จำกัด เพื่อช่วยผู้นำองค์กรก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัลพร้อมเปิดเผยเทรนด์ 6 ทักษะที่จำเป็นสำหรับผู้นำ คนทำงาน และการทำงานในอนาคต เพราะการทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นขนาดย่อม ขนาดกลาง ขนาดใหญ่ หรือสตาร์ทอัพ ล้วนต้องมีการพัฒนา ปรับปรุงให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และความเร็วต่างๆ ที่มีผลต่อการใช้ชีวิตของผู้คน เพราะต่อให้เป้าหมายเดิม แต่จะใช้รูปแบบการทำงาน ทักษะใหม่ เปลี่ยนให้สอดรับกับธุรกิจ การทำงาน เรียนรู้ในโลกดิจิทัล

ขณะนี้ผู้นำ คนทำงานมักถูกคาดหวังให้ทำตามเป้าหมายเดิมๆ แต่ด้วยสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในการทำธุรกิจ การใช้ชีวิตของผู้คน ดังนั้น ผู้นำ คนทำงานต้องมีทักษะใหม่ๆ เพื่อตอบโจทย์ ซึ่งจากการศึกษาบริษัทต่างๆ ทั่วโลก พบว่า 6 ทักษะที่จำเป็นของการทำงานในอนาคตที่ผู้นำ และคนทำงานต้องมี ซึ่งถ้าคนมีทักษะเหล่านี้ ไม่ว่าโลกเทคโนโลยี ดิจิทัล การทำธุรกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรก็ไม่ตกงานอย่างแน่นอน

สุทธิโสพรรณ ช่วยวงศ์ญาติ ประธานเจ้าหน้าที่ บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า ทักษะที่จำเป็นของการทำงานในอนาคต ประกอบด้วย 1.Creative Conception ความสามารถในการก้าวข้ามกรอบความคิด เพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่หลากหลายและแปลกใหม่ 2.Logical Investigation ความสามารถในการใช้เหตุผลวิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อประเมินผล 3.Wicked Problem Self-Efficacy ความสามารถในการตรวจสอบและเลือกใช้ข้อมูลจากแหล่งต่างๆ ที่หลากหลายเพื่อแก้ไขปัญหาซับซ้อนที่เกิดขึ้น

4.Connectedness ความสามารถในการเชื่อมต่อกับผู้อื่นและแสดงการตอบสนองระหว่างกันอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และอยู่ร่วมกันอย่างที่ต้องการ 5.Virtual Collaboration ความสามารถในการประสานงานและทำงานอย่างมีประสิทธิผลผ่านช่องทางต่างๆ โดยไม่มีพรมแดนด้านพื้นที่และเวลา และ 6.Life-Long Learning Experimentation ความสามารถในการเรียนรู้ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและสมัครใจ

ปัจจุบันคนที่เป็นผู้นำประมาณ 70% เป็นคนเจน Y หรืออายุ 30 ปีกว่าก็เป็นผู้นำแล้ว ซึ่งการเข้าสู่ยุคดิจิทัลให้เร็ว ผู้นำ หรือคนทำงานจะทำงานแบบเดิมไม่ได้ และการเรียนในห้องเรียนอย่างเดียวจะไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป ผู้นำหรือผู้บริหารยุคนี้ต้องเข้าใจปัญหาและนำหลายทฤษฎีมารวมกัน เพื่อตอบโจทย์ และสิ่งที่คนทำได้ดี คือ การวิเคราะห์ การรับรู้ถึงเรื่องอารมณ์ความรู้ และรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ จากเทรนด์ทักษะที่จำเป็นในการทำงานดังกล่าว

สุทธิโสพรรณ บอกว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงได้เกิดแนวคิดพัฒนาเครื่องมือที่สามารถช่วยให้ผู้นำและคนทำงานสามารถเพิ่มทักษะการทำงานได้ง่ายและไร้ข้อจำกัด จึงเฟ้นหาพันธมิตรโดยได้จับมือกับบริษัท โกลบิช อคาเดเมีย (ไทยแลนด์) จำกัด บริษัทสตาร์ทอัพด้านการศึกษา ที่ประสบความสำเร็จจากการพัฒนาแพลตฟอร์มการเรียนการสอนภาษาอังกฤษออนไลน์ที่มีผู้ใช้งานแพลตฟอร์มมากกว่า 15,000 ราย เพื่อพัฒนาจนได้ OMG แพลตฟอร์มโค้ชชิ่งออนดีมานด์ รายแรกในไทย แพลตฟอร์มโค้ชชิ่งออนไลน์ที่จะกลายเป็นตัวช่วยสำคัญของผู้นำองค์กรยุคใหม่ นำพาองค์กรให้สามารถก้าวผ่านยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น

เทรนด์การเรียนรู้ขององค์กรต่างๆ มี 2 เทรนด์หลัก คือ 1.ผู้นำ คนทำงานเป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ หน้าที่ครูผู้สอน ไม่ใช่สอนผู้นำ คนทำงาน เป็นบล็อกเหมือนกันหมดตามที่ครูสอน เพราะศูนย์กลางการเรียนรู้อยู่ที่ผู้เรียน ดังนั้น แต่ละคนจะมีการเรียนรู้ไม่เหมือนกัน ครูมีบทบาทในการช่วยผลักดันให้เด็กได้เรียนรู้ ใช้ศักยภาพมากขึ้น เช่นเดียวกับในแง่ของผู้นำในองค์กร อดีตเทรนเนอร์มีเนื้อหาและสอน แต่อนาคต จะเป็นการสอนให้ผู้นำเข้าใจถึงวิธีการ ส่วนจะไปทำอย่างไรเป็นสิ่งที่ผู้นำต้องคิด เพื่อให้เป็นไปตามทางของบริษัท เพราะอนาคตจะไม่มีการผลิตผู้นำที่มีลักษณะคล้ายกัน แต่ขึ้นอยู่กับผู้นำว่าอยากเรียนรู้อะไร จะมีการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย  2.การเรียนรู้ในอนาคตจะเป็นการเรียนรู้ที่ไหน เมื่อใดก็ได้ ซึ่ง OMG แพลตฟอร์มโค้ชชิ่งออนดีมานด์ จะเป็นแพลตฟอร์ม 24 ชั่วโมง ซึ่ง 90% ขององค์กรที่ประสบความสำเร็จ จะเป็นวิธีการเรียนรู้เปลี่ยนแบบ On-demand resources คือ เรียนที่ไหน เมื่อใดก็ได้ เป็นการเรียนเพื่อใช้ ไม่ใช่เรียนเผื่อใช้

“OMG แพลตฟอร์มโค้ชชิ่งออนดีมานด์” ยังเป็นแพลตฟอร์มที่ตอบ Pain-Point ของผู้นำไทย ที่มีเวลาจำกัดในการคิดวิเคราะห์และตัดสินใจต่างๆ ในโลกยุคดิจิทัล ดิสรัปชั่น ที่แข่งขันกันที่ความเร็ว ซึ่ง “OMG” แพลตฟอร์มโค้ชชิ่งออนดีมานด์ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้สามารถเลือกนัดหมายตาราง และรับการโค้ชจากโค้ชที่ผ่านการรับรองจากสลิงชอท ได้ทุกที่ ทุกเวลา

ฉะนั้นอย่ารอเทคโนโลยีให้พัฒนา แต่ผู้นำ คนทำงานองค์กรควรพัฒนา 6 ทักษะเหล่านี้ เพื่อสร้างความได้เปรียบการแข่งขันที่มากกว่า ซึ่งหากใครยังไม่แน่ชัดว่าจะเป็นผู้นำ คนทำงาน นักธุรกิจ เจ้าของกิจการที่มีทักษะดังกล่าว อยากให้เรียนรู้หลักสูตรการเป็นผู้นำ พยายามพัฒนาตนเองให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลง หรือจะศึกษา OMG แพลตฟอร์มโค้ชชิ่งออนดีมานด์ ซึ่งมีหลักสูตร “Coaching in Transition” (สู่ก้าวที่แกร่ง) เป็นหลักสูตรที่ให้ครอบคลุมทั้งชีวิตในและนอกการทำงานของผู้นำไทย โดยจะนำทั้งหลักสูตรสำหรับการทำงาน เช่น โค้ชสำหรับผู้บริหาร การโค้ชสำหรับธุรกิจ การโค้ชแนะนำอาชีพ และการโค้ชด้านการใช้ชีวิตและกิจกรรมที่สนใจ เช่น การโค้ชสำหรับพ่อแม่ และการโค้ชสำหรับนักกีฬา คาดว่าหลังเปิดตัวจะมีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่า 300 ราย และการเพิ่มแพลตฟอร์มใหม่ครั้งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รายได้รวมบริษัทเติบโต 45% ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ เป็นต้น

การเรียนรู้ในองค์กร ซึ่งผู้เรียนมีความต้องการข้อมูลที่รวดเร็วและสามารถปรับแต่งให้ตรงตามความต้องการของแต่ละบุคคล ดังนั้น องค์กรจึงจำเป็นต้องปรับตัวด้วยการสร้างเครื่องมือที่ช่วยให้บุคลากรในองค์กรสามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา

พระเทพเสนาบดี ร.ร.วินิตศึกษาปลูกฝังความรู้ คู่คุณธรรมนำชีวต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/374167

พระเทพเสนาบดี ร.ร.วินิตศึกษาปลูกฝังความรู้ คู่คุณธรรมนำชีวต

วันที่ 4 มิถุนายน 2562 – 13:20 น.
โรงเรียนวินิตศึกษา,พระเทพเสนาบดี,คุณธรรม
เปิดอ่าน 4,811 ครั้ง

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  Qualitylife4444@gmail.com

ภาพจำของเด็กโรงเรียนวัดที่มีมาหลายสิบปี ถูกลบทิ้งไปหลังจากที่ “พระเทพเสนาบดี” ก้าวเข้ามาดูแลลูกๆ ชาววินิตศึกษาเมื่อ 15 ปีก่อน ด้วยการส่งเสริมทั้งทางด้านวิชาการ และทักษะการใช้ชีวิต จนสามารถแข่งขันได้เท่าเทียมกับโรงเรียนที่มีชื่อเสียงและก้าวสู่มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ

โรงเรียนวินิตศึกษา ในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นโรงเรียนระดับมัธยมฯ ก่อตั้งมากว่า 73 ปี ใน ต.ท่าหิน อ.เมืองลพบุรี โดยพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระพุทธวรญาณ (หลวงพ่อใหญ่) เมื่อ 20 พฤษภาคม 2489 เพื่อให้เด็กลพบุรีได้มีโอกาสและทางเลือกทางการศึกษานอกเหนือจากโรงเรียนประจำจังหวัด จากปีแรกมีเด็ก 120 คน จนปัจจุบัน โรงเรียนวินิตศึกษา ได้ขยายแห่งที่ 2 ใน ต.โพธิ์เก้าต้น อ.เมืองลพบุรี ตามจำนวนนักเรียนที่เพิ่มมากขึ้นกว่า 4,460 คนในปัจจุบัน

ปัจจุบัน โรงเรียนวินิตศึกษา อยู่ภายใต้การดูแลของ “พระเทพเสนาบดี” ในฐานะผู้รับใบอนุญาต/ผู้จัดการ/ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นเวลากว่า 15 ปี จากความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะผลักดันเด็กๆ ที่ได้ขึ้นชื่อว่าอยู่ในโรงเรียนวัด ให้ก้าวทันเด็กโรงเรียนชื่อดังอื่นๆ จนประสบความสำเร็จ ทำให้ พระเทพเสนาบดี ได้รับการยกย่องให้เป็น บุคคลดีเด่นสาขาพระสงฆ์ของมูลนิธิสมาน-คุณหญิงเบญจา แสงมลิ ประจำปี 2551

พระเทพเสนาบดี

พระเทพเสนาบดี กล่าวว่า วินิตศึกษา แปลว่า สถานที่ฝึกอบรมเรื่องวินัย เพราะฉะนั้นเด็กวินิตจะต้องยึดวินัยตามวินัยของโรงเรียน และสิ่งที่เราเติมเต็มลงไปคือ “โอกาส” วินิตศึกษา คือโรงเรียนวัด เป็นเด็กกลุ่มที่ไม่มีโอกาสที่จะไปแข่งขันอะไรกับใครเลย จึงมองว่าควรใส่ความเฉพาะด้านลงไปผ่านโครงการอัจฉริยภาพทางการศึกษา เช่น โครงการ สอวน. โอลิมปิกวิชาการ เพื่อให้เด็กแข่งขันในระดับประเทศ หรือแม้กระทั่งโครงการเตรียมความพร้อมทางการทหาร และให้ทุนหลวงพ่อใหญ่ แก่เด็กๆ ที่ขาดแคลนทุนทรัพย์กว่า 500 คน

วราภรณ์ วงษ์ทอง

    RTU ดันเด็กสู่รั้วมหาวิทยาลัย
นอกจากการเตรียมความพร้อมเด็กๆ ผ่านโครงการต่างๆ แล้ว ยังต่อยอดสู่รั้วมหาวิทยาลัย เนื่องจากอดีตการที่เด็กวินิตศึกษาจะสามารถเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศมีอัตราอยู่เพียง 1 คนในรอบ 10 ปี นำมาสู่การจัดตั้ง “โครงการเตรียมความรู้มุ่งสู่มหาวิทยาลัย” หรือ Road to University (RTU) สำหรับ ม.4-6 ปัจจุบันเข้าสู่รุ่นที่ 11 โดยจัดให้มีหอนอนสำหรับเด็กๆ ที่เรียนพิเศษเสริมถึง 2 ทุ่มและผู้ปกครองไม่สะดวกรับส่งและต้องการพักประจำเพื่ออ่านหนังสือที่โรงเรียน โดยมีหอนอนแยกชายหญิง มีอาหารเย็น และพื้นที่อ่านหนังสือ รวมถึงให้รุ่นพี่ที่จบไปแวะเวียนเข้ามาติวเข้มแก่น้องๆ

“จากการเริ่มโครงการรุ่นที่ 1 เด็กสามารถสอบติด ทันตแพทย์ มหิดล รวมถึง จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ และโรงเรียนนายร้อยตํารวจหญิง 3 คน จนถึงรุ่นที่ 10 ที่จบไป เด็กจำนวน 380 กว่าคน ติดจุฬาฯ ธรรมศาสตร์ราว 120 คน ไม่ใช่ว่าเข้ามหาวิทยาลัยดังแล้วจะประสบความสำเร็จ แต่มันเป็นช่องทางหนึ่งที่จะนำความสำเร็จไปสู่ชีวิตของเขา”

         Tech book เสริมทักษะภาษา
นอกจากการพัฒนาเด็กๆ ให้ต่อสู้ในระดับประเทศจนสำเร็จ ในปี 2561 ที่ผ่านมา พระเทพเสนาบดี ได้เล็งเห็นว่า ภาษาอังกฤษ ซึ่งถือเป็นทักษะสำคัญที่เด็กๆ วินิตศึกษายังขาดโดยเฉพาะในด้านวิทยาศาสตร์ นำมาสู่การเปิดโครงการห้องเรียน Tech book สำหรับ ม.ปลาย โดยใช้ตำราเรียนวิทยาศาสตร์เป็นภาษาอังกฤษ พร้อมเชิญวิทยากรที่เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมบรรยายให้ความรู้เพิ่มเติม ณ ศูนย์การเรียนรู้บรรยายรวม 7 (บร.7) ซึ่ง พระเทพเสนาบดี ได้ก่อสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นห้องสำหรับบรรยายให้ความรู้แก่นักเรียน

“นอกจากห้องเรียน Tech book เราจะมีกิจกรรมหน้าเสาธงทุกเช้า ทำแบบสไตล์บ้านนอก คือ บังคับให้อ่านภาษาอังกฤษ รวมถึงให้เด็กเขียนเรียงความส่งเป็นภาษาอังกฤษ และจะมีการสอบสัปดาห์เว้นสัปดาห์ รวมถึงการสอบประจำเดือนด้วย” พระเทพเสนาบดี กล่าว

    สถานีชีวิต วินิตศึกษา
นอกจากการผลักดันในด้านวิชาการ พระเทพเสนาบดี ยังเล็งเห็นว่าการเรียนรู้เรื่องการใช้ชีวิตก็เป็นสิ่งจำเป็น ดังนั้น จึงปลูกฝังให้เด็กๆ ได้เรียนรู้ผ่านศาสตร์พระราชา นำร่องเป็นปีที่ 3 โดยจัดพื้นที่บริเวณ ร.ร.วินิตศึกษา 2 ราว 20 ไร่ ให้เป็นสถานที่เรียนรู้ชีวิตจริง ได้แก่ สถานีเกษตร โดยนักเรียนทุกคนช่วยกันปลูกผักส่งโรงครัว สถานีทำนา เด็กเรียนรู้กระบวนการปลูกข้าว แบบข้าวนาโยน เก็บเกี่ยว และเข้าสู่โรงครัว

สถานีทำไข่เค็มดินสอพอง เด็กทุกคนต้องทำไข่เค็มเป็นโดยใช้ดินสอพองของดีเมืองลพบุรี เพื่อจำหน่ายในโรงเรียน หรือหารายได้เพิ่มให้ครอบครัว ถัดมาคือ สถานีปลูกกล้วย เด็กจะได้ปลูกกล้วยคนละต้น เรียนรู้สายพันธุ์ และแปรรูปเป็นกล้วยฉาบหรือกล้วยตาก รวมถึง โครงการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ทั้งพืชใช้สอย ไม้กินผล ป่าเศรษฐกิจ และพืชผัก นอกจากนี้ โรงเรียนยังอยู่ในระหว่างทำระบบโซลาร์เซลล์ใช้เพื่อการเกษตรและสถานีจ่ายไฟฟ้าอีกด้วย

“ในฐานะที่เราเป็นโรงเรียนการกุศลของวัด จึงพยายามสร้างเด็กให้มีคุณภาพ เพียบพร้อมทั้งความรู้ คุณธรรม และจิตสำนึกที่ดีเพื่อที่จะไปดูแลสังคมประเทศชาติในอนาคตต่อไป” พระเทพเสนาบดี กล่าว

ด้าน น.ส.วราภรณ์ วงษ์ทอง อายุ 24 ปี หัวหน้าศูนย์การเรีนนรู้บรรยายรวม 7 โรงเรียนวินิตศึกษา ในฐานะศิษย์เก่าโครงการ RTU รุ่นที่ 6 กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจมากที่ได้เรียนที่นี่ เพราะไม่ว่าจะสอบที่ไหนก็ติดทุกที่ และสามารถเลือกเรียนคณะและมหาวิทยาลัยที่ตัวเองอยากเรียน คือ คณะวิทยาศาสตร์ประยุกต์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ พอกลับมาเป็นครูและเจอรุ่นน้องที่ตั้งใจเรียนสมกับที่พระอาจารย์ตั้งใจส่งเสริมก็รู้สึกภูมิใจมากๆ

โครงการพัฒนาศักยภาพ “ครูปฐมวัย” เรียนรู้ผ่านการเล่น-สืบเสาะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/374122

โครงการพัฒนาศักยภาพ “ครูปฐมวัย” เรียนรู้ผ่านการเล่น-สืบเสาะ

วันที่ 3 มิถุนายน 2562 – 10:44 น.
ครูปฐมวัย
เปิดอ่าน 3,426 ครั้ง

โดย… ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

ช่วงปฐมวัย เป็นช่วงเวลาสำคัญในการพัฒนาการด้านการศึกษา แต่ปัจจุบันการเรียนรู้แบบเร่งเรียน เขียนอ่าน ไม่ใช่คำตอบอีกต่อไป หากต้องพัฒนาตามธรรมชาติของเด็กผ่านการเล่นและสืบเสาะ โดยคนสำคัญอย่างครูปฐมวัย นำมาซึ่งจุดเริ่มต้นของ “โครงการพัฒนาศักยภาพครูระดับปฐมวัย” ตามแนวทางมูลนิธิโฟรเบล เยอรมนี

10 ปีก่อน บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด และ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) รวมถึงภาครัฐและเอกชน มีโอกาสได้ทำงานร่วมกันในโครงการ “บ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย ประเทศไทย” ซึ่งเป็นโครงการที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาพระราชทานพระราชดำริให้ริเริ่ม โดยได้ทอดพระเนตรตัวอย่างโครงการเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศเยอรมนี เมื่อปี 2552 ในการพัฒนาครูวิทยาศาสตร์

จากโครงการดังกล่าวนำมาซึ่งการเล็งเห็นว่าการจะพัฒนาเด็กด้านการศึกษา ช่วงที่สำคัญที่สุดคือช่วงปฐมวัย ปัจจุบันการเรียนรู้แบบเร่งเรียน เขียนอ่าน ไม่ใช่สามารถพัฒนาเด็กไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่สมบูรณ์ได้ แต่ต้องพัฒนาตามธรรมชาติของเด็กผ่านการเล่นและสืบเสาะ จึงเกิดการต่อยอดสู่การพัฒนาครูปฐมวัย โดยถอดบทเรียนจาก มูลนิธิโฟเบล เยอรมนี ครั้งแรกในไทย ผ่าน “โครงการพัฒนาศักยภาพครูระดับปฐมวัย” ตามแนวทางมูลนิธิโฟรเบล เยอรมนี (Early Childhood Teacher Training Program, in Collaboration with FROBEL Germany) เพื่อสร้างรากฐานเด็กปฐมวัยให้แข็งแรงภายใต้การดำเนินงานของ “โฟเบล (ประเทศไทย)”

ทั้งนี้มูลนิธิโฟรเบล เยอรมนี เป็นมูลนิธิไม่แสวงหาผลกำไร มีประสบการณ์บริหารโรงเรียนอนุบาลและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกว่า 181 แห่งในประเทศเยอรมนี ออสเตรเลีย และโปแลนด์ โดยแต่ละสาขามีแนวทางจัดการเรียนรู้ที่ต่างกัน ที่ผ่านมา โฟรเบล พัฒนาครูในสังกัดกว่า 3,000 คนอย่างต่อเนื่อง ด้วยความเชื่อที่ว่าการพัฒนาสมรรถนะของเด็กต้องมีผู้ใหญ่ที่มีสมรรถนะเป็นผู้นำทางการเรียนรู้คอยชี้แนะจึงจะสำเร็จได้

ดร.ธีระชัย พรสินศิริรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่กลยุทธ์องค์กร บี.กริม กล่าวในงานเปิดตัว “โครงการพัฒนาศักยภาพครูปฐมวัย” ว่ามูลนิธิโฟรเบล ประเทศเยอรมนี บี.กริม และนานมีบุ๊คส์ เล็งเห็นว่าการที่เด็กสามารถสร้างกระบวนการคิดวิเคราะห์แก้ไขปัญหาได้เท่าทันต่อสิ่งรอบตัวนั้นเป็นสิ่งสำคัญ การเรียนรู้ผ่านการเล่นจะเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กทดสอบตัวเองและมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนๆ และผู้ใหญ่ ยึดหลักเคารพสิทธิเด็ก เพื่อส่งผลไปยังประสบการณ์ของเด็กโดยตรง เรามีความเชื่อมั่นว่าการส่งเสริมผลักดันให้เด็กกล้าแสดงออก จะช่วยเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ของเด็กมากขึ้น”

  เรียนรู้ด้วยการเล่นและสืบเสาะ
สำหรับหลักสูตรพัฒนาศักยภาพครูระดับปฐมวัยในโครงการ เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการแบบสาธารณะ (Pubic workshop) หรือจัดที่โรงเรียนหรือศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (On-site workshop) เป็นเวลา 2 วัน ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จุดเด่นคือครูทุกคนจะได้ลงมือปฏิบัติจริง (Active learning & Hands-on) เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยน สะท้อนคิด เรียนรู้โดยเชื่อมโยงจากประสบการณ์เดิมของตน ต่อยอดสู่องค์ความรู้ใหม่จากการอบรม (Learning Spiral) ด้วยทีมวิทยากรของไทยทั้ง 14 คน ที่ได้รับการเทรนอย่างเข้มข้นจากทีมวิทยากรจากเยอรมนี

เปิดอบรม 2 หลักสูตร ได้แก่ 1. แนวทางการจัดการเรียนรู้ด้วยการเล่น (Play-based Learning) ในรูปแบบเยอรมัน (German-Style Play-based Learning Approach) ด้วยหลักที่ว่าเด็กมักกระตือรือร้น มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนรอบข้างและบรรยากาศรอบตัวเมื่อได้เล่นอย่างมีเป้าหมาย โดยผู้อบรมจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเล่นหลากหลายรูปแบบและเข้าใจถึงความสำคัญของการจัดการเล่นเพื่อเรียนรู้ รวมถึงการจัดสิ่งแวดล้อมอย่างไรที่จะอำนวยต่อการเล่นอย่างมีความหมาย

2.แนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสื่อเสาะ (Inquiry-based Learning) สำหรับเด็กปฐมวัยในรูปแบบเยอรมัน (German-Style Inquiry-based Learning Approach for Early Childhood) เป็นพื้นฐานในการกระตุ้นการเรียนรู้และความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก ทั้งยังเป็นกระบวนการที่สร้างการคิดอย่างอิสระ โดยชักชวนเด็กให้เรียนรู้ไปด้วยกันเพื่อหาคำตอบ โดยผู้อบรมจะต้องรู้จักตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดความสงสัยจนอยากสืบเสาะและกระหายที่จะหาคำตอบด้วยตนเอง

คิม จงสถิตย์วัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด กล่าวว่า โครงการดังกล่าวถือเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กไทยได้เข้าถึงการศึกษาระดับนานาชาติด้วยการนำองค์ความรู้ และกระบวนการในการพัฒนาครูระดับปฐมวัยตามแนวทางมูลนิธิโฟรเบล จากประเทศเยอรมนี มาปรับให้เข้ากับบริบทของประเทศไทย โดยเข้าร่วมกับโครงการคูปองครู รวมถึงครอบคลุมไปยังครูในโรงเรียนอนุบาลและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ไม่ได้สังกัด สพฐ.ทั่วประเทศ ให้มีความพร้อมและความมั่นใจในการสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาเพื่อให้เด็กเติบโตไปเป็นพลเมืองโลกที่ช่างสงสัย มีความสามารถ เอื้ออาทร และตอบแทนสังคม ซึ่งต้องเริ่มปลูกฝังตั้งแต่ปฐมวัย โดยในปีแรกนี้ตั้งเป้าพัฒนาครูอย่างน้อย 10 รุ่น หรือราว 900 คน

   ห้องเรียนเปลี่ยน เด็กเปลี่ยน
ธิดา พิทักษ์สินสุข หรือ “ครูหวาน” กรรมการบริหารสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า การพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นเรื่องสำคัญ เพราะช่วงปฐมวัยเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสของการวางรากฐานชีวิต เราต้องเชื่อมั่นในศักยภาพของเด็กและเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้พลัง แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับครูผู้สอน หากห้องเรียนเปลี่ยนเด็กจะมีศักยภาพเหมือนเมล็ดพันธุ์ได้เติบโตงดงาม ในห้องเรียนอนุบาล การเรียนรู้ที่ดีที่สุดคือการเรียนรู้ผ่านการเล่นอย่างอิสระ แต่ทั้งหมดจะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้ากระบวนการเรียนรู้เต็มไปด้วยการแข็งขัน เช่น การสอบเข้าป.1 รวมถึงการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ของพ่อแม่ ที่เชื่อว่าลูกต้องเรียนเก่ง แต่ไม่ได้มองว่าเด็กที่ท่องจำจะกลายเป็นพลเมืองที่ตกรุ่น ดังนั้นจึงต้องสร้างให้เด็กมีความสามารถรอบด้าน มีซอฟต์สกีล มีน้ำใจ เอื้ออาทร สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่เราต้องการในพลเมืองรุ่นใหม่

“การสร้างซอฟต์สกีลเหมือนการหยอดกระปุกทุกวัน เราต้องรีบสะสมทักษะให้เด็ก ซึ่งไม่ใช่แค่ ก ข ค เด็กไม่ว่าจะชาติไหนมีพลังจะเรียนรู้ เราต้องเคารพธรรมชาติของเด็ก บทบาทของครู ต้องเปลี่ยนตัวเองและวิธีการสอนด้วยการเปลี่ยนวิธีคิด ถอยบทบาทของครู เป็นผู้สนับสนุน ขณะนี้เรากำลังอยู่ในช่วงปฏิรูปปฐมวัย ครูต้องถอยออกจากเรื่องเร่งเรียน เขียน อ่าน โลกเปลี่ยนการศึกษาต้องเปลี่ยน ต้องมองว่าช่วงปฐมวัย ซึ่งเป็นเวลาที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาเด็ก เราจะปล่อยผ่านไปอย่างไร้ค่า หรือทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด” ครูหวาน กล่าวทิ้งท้าย

พัฒนาปฐมวัย-ก่อนวัยเรียน สร้างอนาคตของประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/373719

พัฒนาปฐมวัย-ก่อนวัยเรียน สร้างอนาคตของประเทศ

วันที่ 31 พฤษภาคม 2562 – 12:43 น.
พัฒนาปฐมวัย,ก่อนวัยเรียน
เปิดอ่าน 3,491 ครั้ง

โดย… -ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com- 

“มหัศจรรย์ 1,000 วันแรกของชีวิต” พัฒนาการต่างๆ ของเด็กเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้เป็นพ่อแม่จะต้องร่วมสร้างให้เกิดขึ้น ด้วยข้อจำกัดของครอบครัวไทยในปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความบีบคั้นด้านเศรษฐกิจ เติมด้วยปัญหาต่างๆ ในสังคม ทำให้พ่อแม่หลายคนละเลยหรือให้ความสนใจการร่วมสร้างพัฒนาการให้แก่ลูกๆ น้อยกว่าที่ควร

จากข้อมูลของสถาบันอนามัยเด็กแห่งชาติ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เด็กปฐมวัยของไทยมีพัฒนาการล่าช้าประมาณร้อยละ 25 ในขณะที่ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย แต่เด็กเล็กก่อนวัยเรียน เด็กปฐมวัย ที่จะเติบโตเป็นกำลังสำคัญของประเทศไทยกลับกำลังส่อแววที่เป็นปัญหา แล้วอนาคตของประเทศไทยจะเป็นเช่นไร

เพื่อให้เด็กโดยเฉพาะเด็กจากครอบครัวยากไร้ในพื้นที่ห่างไกล ได้รับการดูแลจากพ่อแม่และผู้เลี้ยงดูอย่างถูกต้องเหมาะสม และเพื่อสร้างศักยภาพเครือข่ายการดูแลเด็กแรกเกิดถึงสามปี ส่งเสริมความรู้การเลี้ยงดูเด็กสู่ชุมชน มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จึงได้ดำเนินงาน โครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึงสามปี (Go Baby Go: Parenting Programme) ขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และ บริษัท โบอิ้ง (จำกัด) มหาชน (The Boeing Company)

ดร.สราวุธ ราชศรีเมือง ผู้อำนวยการมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เล่าที่มาของการดำเนินงานโครงการนี้ว่า “การดำเนินงานโครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึงสามปี เป็นการนำองค์ความรู้ที่องค์กรศุภนิมิตสากลได้สะสมจากการทำงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของเด็กยากไร้ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก นำมาพัฒนาให้เหมาะกับบริบทของประเทศไทย และนำมาถ่ายทอดสู่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็ก หมอ พยาบาล และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล รวมถึงอาสาสมัครสาธารณสุขชุมชน

โครงการนี้ยังมีความสอดคล้องกับพระราชบัญญัติเด็กปฐมวัย ที่ให้ความสำคัญกับการดูแล การพัฒนา และการจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กที่ต้องส่งเสริมและพัฒนาตั้งแต่เด็กอยู่ในครรภ์มารดา ซึ่งมีรายละเอียดสนับสนุนพัฒนาการเด็กทั้งด้านสุขภาพ ร่างกาย และพัฒนาการทางด้านอารมณ์และสังคมด้วย”

เพื่อส่งต่อความรู้จาก คู่มือหลักสูตรทักษะการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึงสามปี ซึ่งมูลนิธิศุภนิมิตได้จัดทำขึ้น ที่มีเนื้อหาตั้งแต่บทบาทของผู้เลี้ยงดูเด็ก พัฒนาการเด็ก ความไวต่อปฏิกิริยาของเด็ก และสิ่งที่ผู้เลี้ยงดูควรจะตอบสนอง แนวทางการเลี้ยงดูเพื่อส่งเสริมพัฒนาการทางร่างกาย การรู้คิด อารมณ์และสังคม ให้แก่เด็ก การส่งเสริมพัฒนาการเด็กด้วยการเล่นและการสื่อสาร รวมไปถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมในบ้าน บทบาทหน้าที่ของสมาชิกในครอบครัวในการส่งเสริมพัฒนาการของเด็กเล็ก

โครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึงสามปี ได้จัด การอบรมเชิงปฏิบัติการวิทยาการกระบวนการหรือพี่เลี้ยง ตามหลักสูตรเสริมสร้างทักษะการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดถึงสามปี

โดยเชิญบุคลากรด้านสาธารณสุข พยาบาล และเจ้าหน้าที่ รพ.สต. รวมถึงเจ้าหน้าที่มูลนิธิศุภนิมิตในพื้นที่รวม 34 คน จาก 6 อำเภอที่เป็นพื้นที่เป้าหมายดำเนินงานโครงการ ได้แก่ อ.หนองฮี จ.ร้อยเอ็ด อ.เสนางคนิคม จ.อำนาจเจริญ อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร อ.โนนดินแดง จ.บุรีรัมย์ อ.สบเมย จ.แม่ฮ่องสอน และอ.ท่าสองยาง จ.ตาก ทั้ง 6 อำเภอล้วนแต่มีสัดส่วนเด็กปฐมวัยที่มีพัฒนาการล่าช้าในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ร่วมอบรมความรู้พร้อมเติมกระบวนการถ่ายทอดและขยายผลความรู้สู่การปฏิบัติจริงในระดับครอบครัวต่อไป

“อำเภอท่าสองยางส่วนใหญ่จะเป็นชาติพันธุ์จะมีความเชื่อว่าทารก เด็กเล็ก ไม่ควรเคลื่อนไหวมากๆ เพราะกระดูกของเด็กยังไม่แข็งแรง เราคงคุ้นกับภาพแม่ชาวเขาที่ใช้ผ้าขาวม้าห่อตัวลูกผูกไว้กับตัว การเลี้ยงดูทารกและเด็กเล็กโดยไม่ให้เขาได้ขยับตัวจะส่งผลต่อพัฒนาการด้านร่างกายของเด็กอย่างมาก ในพื้นที่มีเด็กที่ประเมินพัฒนาการไม่ผ่านเป็นจำนวนมาก การอบรมครั้งนี้ สิ่งที่เป็นประโยชน์คือคู่มือต่างๆ ที่มูลนิธิศุภนิมิตจัดทำขึ้นมีภาพวาดประกอบที่จะช่วยให้พ่อแม่ในพื้นที่ได้ดูแล้วเข้าใจได้ ง่ายต่อการนำไปใช้จริงค่ะ” สุรีย์ ล่าร้อง พยาบาลวิชาชีพ โรงพยาบาลท่าสองยาง จ.ตาก หนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรมบอกเล่าปัญหาในพื้นที่ และประโยชน์ที่ได้รับ

ส่วน อุมาพร เศรษฐีแสง พยาบาลวิชาชีพ รพ.สต.บ้านวารีเกษม ต.ดูกอึ่ง อ.หนองฮี จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า ทั้งเทคนิคการถ่ายทอด ความรู้ คู่มือ และยังมีเครื่องมือที่ครบถ้วนอีก เป็นประโยชน์ในการนำไปใช้จริงในพื้นที่มากๆ ในภาคอีสานส่วนใหญ่จะเป็นคนสูงอายุที่ทำหน้าที่เลี้ยงดูเด็กเล็กๆ เปลี่ยนความเชื่อยาก แต่กระบวนการที่ได้รับถ่ายทอด เครื่องมือ สื่อต่างๆ นี้จะทำให้ทำงานส่งเสริมกับครอบครัวในชุมชนได้ง่ายขึ้นมาก

การอบรมเชิงปฏิบัติการในครั้งนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นเท่านั้น เป้าหมายของโครงการที่จะต้องขับเคลื่อนต่อไปคือการส่งเสริมให้เกิดเครือข่ายการดูแลเด็กในชุมชน ร่วมกันขยายผลความรู้ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กแรกเกิดถึงสามปี ให้พ่อแม่ และผู้เลี้ยงดูเด็กในทุกครอบครัว มีการดูแลและเลี้ยงดูส่งเสริมพัฒนาการให้แก่เด็กในด้านต่างๆ อย่างเหมาะสมต่อไป   และที่คาดหวังให้เกิดขึ้นคือทารก เด็กเล็กก่อนวัยเรียน และเด็กปฐมวัยได้มีพัฒนาการทั้งทางร่างกาย สติปัญญา อารมณ์-สังคมอย่างเหมาะสม

คนไทยดื่มนมต่ำกว่าทั่วโลก6เท่าเร่งส่งเสริมทุกวัยดื่มทุกวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/373688

คนไทยดื่มนมต่ำกว่าทั่วโลก6เท่าเร่งส่งเสริมทุกวัยดื่มทุกวัน

วันที่ 30 พฤษภาคม 2562

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

“ดื่มนมแล้วจะอ้วนหรือไม่” “กินนมทำให้น้ำหนักลดหรือไม่” “ดื่มนมชนิดไหนทำให้สูงขึ้น” “เด็กดื่มนมมากทำให้ฟันผุ” “ดื่มนมทำให้เป็นเบาหวาน” “คนเป็นโรคหัวใจดื่มนมได้หรือไม่” สารพัดข้อสงสัยเกี่ยวกับนม ที่อาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนไทยดื่มนมน้อย เฉลี่ยเพียง 18 ลิตรต่อคนต่อปี หรือสัปดาห์ละ 2 แก้วเท่านั้น ขณะที่ค่าเฉลี่ยของคนเอเชียอยู่ที่ 66 ลิตรต่อคนต่อปี และทั่วโลกเฉลี่ยอยู่ที่ 113 ลิตรต่อคนต่อปี เนื่องในวันดื่มนมโลก 1 มิถุนายนของทุกปี 7 หน่วยงานจับมือเป็นเครือข่าย “นมดีทุกวัย ดื่มได้ทุกวัน” ผนึกกำลังรณรงค์คนไทยดื่มนม 1-2 แก้วต่อวัน

ในการแถลงข่าวปิดตัว “เครือข่ายนมดีทุกวัยดื่มได้ทุกวัน” ณัฐพล แย้มฉิม ประธานสวนดุสิตโพล กล่าวถึงผลการสำรวจพฤติกรรมการดื่มนมของคนไทย พ.ศ.2562 ว่าจากการที่สวนดุสิตโพลดำเนินการสำรวจระหว่างเดือนเมษายน-พฤษภาคม 2562 ในประชาชนทุกภูมิภาคของประเทศ จำนวน 1,753 ตัวอย่าง โดยอายุ 3-12 ปี ดื่มนม 88.89% อายุ 13-20 ปี 44.17% อายุ 21-35 ปี 41.39% อายุ 36-50 ปี 38.56% อายุ 51-60 ปี 35.29% มากกว่า 60 ปี 29.96% จะเห็นได้ว่าเยาวชนไทยอายุ 13-20 ปี มีการบริโภคนมลดลงกว่าครึ่งเมื่อเทียบกับเด็กวัยอนุบาลและประถมศึกษา ส่วนในกลุ่มผู้สูงวัย 60 ปีขึ้นไป มีสัดส่วนที่ไม่ดื่มนมโคเลยถึง 1 ใน 4 จากผู้ที่เข้าร่วมการสำรวจ

กลุ่มผู้ที่ไม่บริโภคนมโคนั้นหันไปดื่มนมถั่วเหลือง 43% เครื่องดื่มกาแฟ 22% และนมเปรี้ยว 14% ตามลำดับ โดยสาเหตุหลักเกิดจากความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับการดื่มนมและความไม่มั่นใจในคุณภาพของน้ำนมโค ส่งผลให้อัตราการดื่มนมของคนไทยยังคงมีปริมาณน้อยมากเฉลี่ยเพียงคนละประมาณ 18 ลิตรต่อคนต่อปี หรือเพียงสัปดาห์ละ 2 แก้วเท่านั้น โดยคนไทยดื่มนม 1 ครั้งต่อวัน 70.33% ช่วงเวลาในการดื่มนม ช่วงเช้า 32.74% สาเหตุที่ดื่มนมเพื่อสุขภาพ 27.99% ส่วนที่ไม่ดื่มนม 30.13 % ได้รับสารอาหารจากแหล่งอื่น

จากการที่คนไทยยังมีปริมาณนมที่ดื่มน้อยมาก ดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ในอดีตมีการรณรงค์ให้คนไทยดื่มนมผ่านคำฮิตติดปากที่ว่า “วันนี้คุณดื่มนมแล้วหรือยัง” แต่จากนี้จะรณรงค์ผ่านแนวคิด “นมดีทุกวัย ดื่มได้ทุกวัน” เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องในการตระหนักรู้เกี่ยวกับการดื่มนมแก่คนไทย เนื่องจากประเทศไทยมีการตั้งเป้าที่จะเพิ่มปริมาณการดี่มนมของคนไทยเป็น 25 ลิตรต่อคนต่อปี ภายในปี 2563 โดยจะมีการรณรงค์ให้คนไทยทุกวัยดื่มนมโคเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว จากนั้นจึงจะขยับเป้าเป็น 35 ลิตรต่อคนต่อปี ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก หรือฮู ต่อไป

ขณะที่ จิรประภา บุญปาน นักกำหนดอาหารวิชาชีพ โรงเรียนบางกอกพัฒนา กล่าวว่า ตามคำแนะนำของฮูทุกช่วงวัยตั้งแต่อายุ 2 ขวบสามารถดื่มนมได้ในทุกวัย เพราะต้องการแคลเซียมในทุกวัน ซึ่งนมเป็นแหล่งแคลเซียมที่สำคัญ อีกทั้งในนมจะมีสารอาหารครบทุก 5 หมู่ ทั้งนี้มีการแนะนำปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทยช่วงอายุ 4-8 ปีต้องได้รับแคลเซียม 800 มิลลิกรัม และอายุ 9-71 ปี ต้องได้รับ 1,000 มิลลิกรัม หรือดื่มนม 3 แก้ว หรือการกินผักใบเขียว 12 ทัพพีต่อวัน

จิรประภา บุญปาน

“นมมีสารอาหารครบ 5 หมู่อยู่ในตัวเอง ที่เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัยและดื่มได้ทุกวัน โดยเฉพาะโปรตีนช่วยในการเจริญเติบโต ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและนมอุดมด้วยแคลเซียมที่ช่วยเสริมสร้างมวลกระดูกของทุกช่วงวัยชีวิต ตั้งแต่วัยเด็กช่วยให้เด็กสูงสมวัย วัยทำงานและวัยผู้สูงอายุช่วยกระดูกแข็งแรงและชะลอการบางของกระดูก อีกทั้งยังช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่จะทำให้ผู้สูงอายุทรงตัวได้ดี ไม่หกล้มง่าย” จิรประภา กล่าว

กรณีที่มีข้อสงสัยว่าการดื่มนมจะทำให้เกิดโรคมะเร็งหรือไม่นั้น มีงานวิจัยในต่างประเทศ พบว่ายังขาดหลักฐานทางวิชาการ ที่เพียงพอที่จะสนับสนุนว่านมทำให้มีความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมาก แต่พบว่านมช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ใหญ่ ส่วนกรณีการดื่มนมทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด งานวิจัยต่างประเทศพบว่านมไม่มีความสัมพันธ์ต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด
ด้าน สง่า ดามาพงษ์ ที่ปรึกษากรมอนามัย และผู้ทรงคุณวุฒิสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวเสริมว่า มีเงินเพียง 10 บาทก็สามารถดื่มนมได้แล้ว แต่บางคนอาจคิดว่าไม่ดื่มนมแล้วไปกินแคลเซียมที่เป็นเม็ดง่ายกว่า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วแคลเซียมในนมพร้อมที่จะดูดซึมเข้าสู่มวลกระดูกได้ดีที่สุดเพราะในนมจะมีสารอื่นๆ ที่ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมอยู่ร่วมกันอยู่แล้ว ทั้งวิตามินดี โปรตีน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ส่วนในแคลเซียมเม็ดนั้นจะเข้าสู่กระดูกไม่ได้ถ้าไม่มีวิตามินหรือสารอาหารอื่นมาช่วยด้วย

สง่า ดามาพงษ์

สำหรับเครือข่ายนมดีทุกวัยดื่มได้ทุกวัน ประกอบด้วย สสส. กรมอนามัย สำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้า สมาคมนิสิตเก่าสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) สมาคมนิสิตเก่าอุตสาหกรรมเกษตร มก. สมาคมอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์อาหารนมไทยและนายกสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย

ถอดระบบฝึกแรงงานเอสโตเนีย ซิลิคอนวัลเลย์แห่งยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/373515

ถอดระบบฝึกแรงงานเอสโตเนีย ซิลิคอนวัลเลย์แห่งยุโรป

วันที่ 29 พฤษภาคม 2562

โดย… ณัฐธนีย์ ลิ้มวัฒนาพันธ์ qualitylife4444@gmail.com –

ประเทศไทยมีแรงงานกว่า 37 ล้านคนจากประชากรทั้งประเทศ 66 ล้านคน มีเพียง 17 ล้านคนที่เป็นแรงงานในระบบ และแค่ 4.4 ล้านคนที่เรียนจบปริญญาตรีหรือสูงกว่า จากการสำรวจข้อมูลการสำรวจภาวะการทำงานของประชากรไตรมาส 3 ปี 2560 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติในแรงงาน 4.4 ล้านคน 17% ทำงานในอุตสาหกรรมดิจิทัล และจากรายงานของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ระบุว่า ประเทศไทยผลิตแรงงานด้านวิทยาศาสตร์หรือวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ได้ปีละ 20,000 คน และ คอมพิวเตอร์ธุรกิจได้ร้อยละ 44.5 ของผู้ที่สำเร็จการศึกษาด้านนี้ แต่มีแค่ประมาณ 1,000 คนที่ได้มาตรฐานโดยจบจากสถาบันการศึกษาเกี่ยวกับการวิจัย

ที่น่าตกใจ คือ 55% ของแรงงานไทยเป็นแรงงานนอกระบบที่ไม่ได้รับการคุ้มครองจากสังคม และแรงงานนอกระบบส่วนหนึ่งก็เป็นแรงงานด้อยโอกาส กล่าวคือ พิการ เป็นแรงงานข้ามชาติ ผู้ต้องขัง หรือ ผู้บำบัดจากยาเสพติดที่ไม่มีโอกาสได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ  ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงขาดแรงงานที่มีทักษะด้านดิจิทัลอยู่มาก แส่วนหนึ่งเป็นวัยแรงงานที่ขาดหรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีที่ปัจจุบันหลายประเทศกำลังนำมาใช้ในการพัฒนาแรงงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (สกศ.) จึงจัดการประชุมเสวนาวิชาการนานาชาติด้านการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา “ยุทธศาสตร์การพัฒนาและการเพิ่มทักษะดิจิตอลให้แก่กลุ่มประชากรวัยแรงงานที่ด้อยโอกาส : บทเรียนและประสบการณ์จากประเทศเอสโตเนีย” ขึ้นเพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนและร่วมกันช่วยถอดบทเรียนจากระบบการศึกษาของประเทศเอสโตเนีย ซึ่งได้รับสมญาว่า ‘Silicon Valley’ ที่ปัจจุบันถือว่าเป็นประเทศที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว สามารถฟื้นประเทศได้ภายในเวลา 20 ปีและรวยกว่าไทยถึง 7 เท่า

ไครี โซลมานน์ ผู้บริหารโครงการสำนักการศึกษาและพัฒนาผู้ใหญ่ของกระทรวงศึกษาธิการและวิจัย ประเทศเอสโตเนีย และเชี่ยวชาญด้านการศึกษาของผู้ใหญ่ เป็นผู้อธิบายระบบการศึกษาของประเทศเอสโตเนีย ซึ่งมีทั้งหมด 8 บทเรียน

บทเรียนข้อแรก คือ ประเทศเอสโตเนีย ตั้งตัวเองเป็น E-country ประชากรกว่า 90% ใช้อินเทอร์เน็ตในการติดต่อสื่อสารทั้งการค้าออนไลน์หรือการหย่าร้างก็ทำบนออนไลน์ได้ การเรียนการสอนที่ใช้ระบบดิจิทัลที่จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้แก่นักเรียนได้ เอสโตเนียมีจุดให้บริการอินเทอร์เน็ตมากกว่า 500 จุดในที่สาธารณะและห้องสมุดประชาชน เพื่อให้คนทั่วไปสามารถค้นคว้าหาข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว

บทเรียนข้อสอง เอสโตเนียสร้างแรงจูงใจให้ทั้งคนจ้างและคนถูกจ้าง คือ คนจ้างงานสามารถลาสถานประกอบการหรือบริษัทเพื่อไปเรียนหรือฝึกอาชีพได้ 30 วันต่อปี และเมื่อใกล้จบการศึกษาจะสามารถลาได้ 15 วัน โดยสามารถเบิกค่าเล่าเรียนจากคนจ้างงานและเจ้านายก็สามารถนำค่าเล่าเรียนนี้ไปลดหย่อนภาษีได้ รวมถึงลูกจ้างสามารถเบิกเงินค่าจ้างได้ด้วย

บทเรียนข้อสาม การฝึกงานที่ให้ความสำคัญกับการฝึกงานในสถานประกอบการมาก น้อยมากที่จะให้เรียนในห้อง 75% จะฝึกงานในโรงงานหรือสถานประกอบการ

บทเรียนข้อสี่ การศึกษาในท้องถิ่น เนื่องจากผู้เรียนเป็นผู้ใหญ่ต้องอาศัยเวลาและความพยายามในการปรับปรุงทักษะต่างๆ จึงต้องพาผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรที่ไม่แสวงผลกำไรมาให้ข้อมูลสร้างความรู้และความเข้าใจในเรื่องต่างๆ

บทเรียนข้อห้า ข้อมูล ประเทศเอสโตเนียให้ความสำคัญกับข้อมูลด้านการศึกษาของแต่ละช่วงวัยตั้งแต่อนุบาลถึงการศึกษาผู้ใหญ่ โดยจัดเก็บข้อมูลเป็นรายบุคคล ทำให้เวลาที่จะมีการฝึกอบรมจะมีการถามความต้องการของคนเรียนและให้คำแนะนำอาชีพที่ตรงกับความสนใจของคนเรียน ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบการฝึกอบรมให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานมากที่สุด

บทเรียนข้อหก การร่วมมือของ 3 กระทรวงหลักในการจัดเก็บข้อมูลตลาดแรงงาน คือ กระทรวงพัฒนาเศรษฐกิจ กระทรวงพัฒนาสังคม กระทรวงศึกษาและวิจัย และรวมถึงผู้ประกอบการ

บทเรียนข้อเจ็ด การรณรงค์ทางสังคมให้เกิดการกระตุ้นว่าจะทำอย่างไรให้เกิดการศึกษาต่อเนื่องในวัยผู้ใหญ่ เพื่อเป็นการพัฒนาทักษะของผู้ใหญ่ รวมถึงการสร้างต้นแบบของสังคม ตัวอย่างเช่น นักร้องที่ไม่ได้จบการศึกษาขั้นพื้นฐานให้คนในสังคมเห็นเป็นแบบอย่างและสามารถไปพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นได้ในอนาคต

บทเรียนข้อสุดท้าย เนื่องจากระบบการปกครองของเอสโตเนียอยู่ในรูปแบบการกระจายอำนาจ ทำให้สถาบันการศึกษาในต่างจังหวัดมีบทบาทมากในระบบการศึกษาที่จะสามารถช่วยกันดูแลผ่านเทศบาลให้ทุกคนสามารถเข้าถึงการศึกษาได้เท่าเทียมกัน

ในส่วนประเทศไทย ถวิล เพิ่มเพียรสิน รองอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน อธิบายว่า ขณะนี้ประเทศไทยก็มีการพัฒนาแรงงานที่มีความพร้อมสู่มาตรฐานสังคมอาชีพ มีศูนย์ฝึกอบรมและความรู้ที่ได้รับมาตรฐานจากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ที่เน้นการทำงานเชิงรุก รวมถึงมีการจัดทดสอบความรู้ทั้งด้านวิชาการและประสบการณ์การทำงาน สนับสนุนความรู้ด้านวิชาการของคนทั่วไปจากระดับท้องถิ่นสู่ระดับชาติเพื่อไปแข่งขันต่อระดับโลกโดยประสานงานกับกระทรวงศึกษาธิการในการติดต่อผู้เข้าร่วมและการฝึกฝนความรู้

 

ส่วน ณัฐกฤตา พึ่งสุข  ผู้อำนวยการการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ (ศกพ.) กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การศึกษานอกระบบเป็นการเพิ่มช่องทางในอาชีพ เป็นหน่วยงานที่จัดการศึกษาให้วัยแรงงานครอบคลุมตั้งแต่อายุ 15-59 ปีให้มีระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมีการศึกษาทางไกล ห้องสมุดประชาชนทั่วประเทศ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา รวมถึงมีการใช้ระบบดิจิทัล อย่างเช่น google classroom และหลักสูตรออนไลน์ทั้งการเรียนใน 8 สาระการเรียนรู้และการฝึกอาชีพ จัดการศึกษาให้ผู้ด้อยโอกาสทั้งผู้พิการ คนเร่ร่อน ไร้สัญชาติหรือข้ามสัญชาติ โดยร่วมกับ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.)

นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่าขณะนี้ กสศ.กำลังดำเนินโครงการพัฒนาฝีมือหรือพัฒนาอาชีพ สำหรับกลุ่มแรงงาน 1.0 หรือ 2.0 ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่อยู่ในภาคเกษตรกรรม และอยู่ตามชนบทจำนวนมากฝึกอบรมทำงานกับชุมชนตามชนบทที่มีศักยภาพและขีดความสามารถประมาณ 50 แห่งจะเริ่มต้นที่ 5,000-10,000 คนใน 1-2 เดือนนี้ โดยเชิญสถาบันการศึกษาที่เก่งในด้านการฝึกอบรมระยะสั้นด้านอาชีพ มาเป็นแกนวิเคราะห์ศักยภาพของชุมชนแต่ละแห่ง และนำไปพัฒนาอาชีพต่อไป

โดยถอดบทเรียนยุทธศาสตร์การเรียนรู้ตลอดชีวิตของเอสโตเนีย 2020 ได้พุ่งเป้าไปที่การสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกันและการมีส่วนร่วมในการศึกษาตลอดชีวิตจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ผ่านการให้ความสำคัญกับทักษะดิจิทัลในการศึกษาตลอดชีวิต โดยเพิ่มการมีส่วนร่วมในการศึกษาตลอดชีวิตถึง 20% ภายในปี 2020 ซึ่งเป้าหมายนี้ยังเป็นหนึ่งในตัวบ่งชี้ของโครงการปฏิรูประดับชาติ “Estonia 2020” อีกด้วย และลดจำนวนของประชากรวัยแรงงานที่ไม่มีการศึกษาทั้งสายสามัญและสายอาชีวะ

อนึ่ง ประเทศเอสโตเนียมีประชากรวัยทำงานประมาณ 7 แสนคน มีผู้ว่างงาน 5.4% ได้ค่าแรงเฉลี่ย 1,310 ยูโร และผู้ใหญ่ 86% พูดภาษาต่างประเทศได้อย่างน้อย 1 ภาษา กลุ่มวัยแรงงาน อายุ 25-64 ปี สำเร็จการศึกษาต่ำกว่ามัธยมศึกษาตอนปลาย 11.58% มัธยมศึกษาตอนปลาย 47.14% และอุดมศึกษา 40.11% ปัจจัยที่ทำให้การพัฒนากำลังคนของประเทศนี้ประสบความสำเร็จเกิดจากประชากรวัยทำงานมีความสนใจการศึกษาตระหนักรู้ถึงประโยชน์ของการศึกษา ให้คำแนะนำเกี่ยวกับทางเลือกในการศึกษา สร้างพันธมิตรทางสังคม และสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีในเบื้องต้น

ปรับระบบจัดสรรนมโรงเรียน ป้องกัน1.4หมื่นล้านรั่วไหล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/373357

ปรับระบบจัดสรรนมโรงเรียน ป้องกัน1.4หมื่นล้านรั่วไหล

วันที่ 28 พฤษภาคม 2562

โดย…  ทีมคุณภาพชีวิต -qualitylife4444@gmail.com –

เพื่อให้การบริหารจัดการนมโรงเรียนปีการศึกษา 1/2562 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กระทรวงเกษตรฯ ได้แต่งตั้งคณะกรรมการอาหารนมเพื่อเด็กและเยาวชนขึ้น มีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลโครงการอาหารเสริม (นม) โรงเรียนให้เป็นไปตามแนวทางการปฏิรูประบบบริหารจัดการโครงการอาหารเสริม(นม) โรงเรียน ตามมติคณะรัฐมนตรี รณรงค์การบริโภคนมไปยังสถาบันการศึกษาทุกระดับ เพื่อให้เด็กนักเรียนในประเทศไทยได้บริโภคนมที่มีคุณภาพ ตรงต่อเวลา กระจายทั่วถึงทุกพื้นที่ให้คุ้มค่ากับงบประมาณ 14,000 ล้านบาทต่อปี

ระบบบริหารจัดการนมโรงเรียนที่ปรับใหม่นี้ จะกระจายอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัด 5 จังหวัด ที่มีเกษตรกรประกอบอาชีพเลี้ยงโคนมจำนวนมาก ได้แก่ สระบุรี นครราชสีมา ขอนแก่น ราชบุรี และเชียงใหม่ โดยมีหน้าที่ในการกำกับดูแลและบริหารจัดการนมโรงเรียนในพื้นที่ ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องคุณภาพของน้ำนม และการจัดส่งให้ตรงต่อเวลาได้

“กฤษฎา บุญราช” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบายว่าปริมาณความต้องการน้ำนมในปัจจุบันอยู่ที่วันละ 1,078 ตันต่อวัน เป็นไปตามฐานข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ มีระบบการตรวจสอบคุณภาพน้ำนมโดยองค์การอาหารและยา(อย.) การกำกับดูแลการกระจายนมโรงเรียนไปอย่างทั่วถึง เชื่อว่าสามารถส่งนมโรงเรียนถึงมือนักเรียนทันเปิดเทอม ตลอดปีการศึกษา 2562 เด็กต้องได้รับนมครบถ้วนคนละ 260 วัน/ถุง/กล่อง หรือภาคเรียนละ 130 วัน/ถุง/กล่อง ตลอดปีการศึกษา

พร้อมกันนี้ได้ตั้งอนุกรรมการขับเคลื่อนโครงการนมโรงเรียนระดับกลุ่มพื้นที่ (5 กลุ่ม) เป็นผู้พิจารณาคัดเลือกและจัดสรรสิทธิการจำหน่ายนมโรงเรียนในโครงการให้กลุ่มผู้ประกอบที่แสดงความจำนงเข้าร่วมโครงการ โดยใช้จำนวนนักเรียนตามข้อมูล (Big Data) ของกระทรวงศึกษาธิการ และปริมาณ/ขีดความสามารถของผู้ประกอบการในการให้บริการในพื้นที่มาใช้ในการคำนวณจัดสรรปริมาณน้ำนมให้แก่ผู้ประกอบการแต่ละราย เพื่อป้องกันการส่งนมไม่ตรงเวลาและนมไม่มีคุณภาพ และขอให้ปศุสัตว์จังหวัดและเกษตรจังหวัดจัดเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบการส่งมอบนมโรงเรียนให้ครบทุกแห่งและเพียงพอต่อจำนวนนักเรียน รวมทั้งต้องเป็นน้ำนมที่มีคุณภาพตามสัญญาที่ตกลงไว้กับทางราชการ

“สายฝน แสงแก้ว” ครูโรงเรียนโรงเรียนบรรพตวิทยา ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย กล่าวว่า ปัจจุบันโรงเรียนรับนมโรงเรียนประเภทยูเอชที (แบบกล่อง) จากองค์การบริหารส่วนตำบลปอวันละ 271 กล่อง/คน เพื่อแจกจ่ายให้นักเรียนตั้งแต่อนุบาล-ประถมศึกษาชั้นปีที่ 6 ซึ่งการดำเนินการที่ผ่านมาก็ไม่มีปัญหาอะไร มีการจัดส่งครบถ้วน แต่เนื่องจากเป็นโรงเรียนบนดอย การเดินทางไกลและลำบาก การจัดส่งอาจไม่ตรงเวลาบ้าง นอกจากนี้ในช่วงรอยต่องบประมาณจำนวนวันในการจัดส่งก็ลดน้อยลง จากเดิมที่กำหนดจัดส่งในภาคเรียนปกติจำนวน 200 วันและช่วงปิดเทอม 30 วัน ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้แจ้งอบต.ให้รับทราบแล้ว

ครูสายฝน กล่าวด้วยว่า อยากให้รัฐบาลให้การสนับสนุนโครงการนมโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เพราะทำให้เด็กดอยที่อยู่ห่างไกล ถิ่นทุรกันดารได้มีโอกาสได้ดื่มนมคุณภาพที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย หากไม่มีโครงการนี้เด็กเหล่านี้ก็จะขาดโอกาสในการได้ดื่มนมเพิ่มโภชนาการเด็กดอยที่อยู่ห่างไกลความเจริญ ซึ่งได้สังเกตพัฒนาการของเด็กๆ เห็นว่าร่างกายเด็กมีความแข็งแรงและตัวสูงขึ้น ตัวเริ่มโตเหมือนเด็กในเมือง

ด้าน นวธรภร ชูแก้ว ครูโรงเรียนหนองผักฉีด หมู่ 5 บ้านหนองผักฉีด อ.ปะเหลียน จ.ตรัง กล่าวว่า โรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการมา 4 ปีแล้ว รับนมโรงเรียนจากสหกรณ์โคนมพัทลุง จำกัด จัดซื้อโดยองค์การบริหารส่วนตำบลสุโสะ จัดส่งให้เด็กดื่มในเทอมปีแล้ววันละ 53 คน/กล่อง ส่วนเทอม 1/2562 กำลังอยู่ระหว่างแจ้งข้อมูลจำนวนนักเรียนเป้าหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.ตรัง) คาดจะสามารถรับนมได้ในต้นมิถุนายนนี้ โดยจะรับเป็นนมประเภทพาสเจอร์ไรซ์

ส่วนการจัดส่งบางวันก็มาส่งให้เด็กดื่มตอนเที่ยง บางวันก็มาส่งบ่าย แต่ปริมาณได้รับครบถ้วนเท่าจำนวนเด็ก ส่วนปัญหาคุณภาพนมที่ได้เป็นนมถุงพาสเจอร์ไรซ์ซึ่งการจัดเก็บต้องอาศัยความเย็นสูง ก็เคยเกิดปัญหานมบูดแต่พบไม่บ่อยครั้งซึ่งถือเป็นเรื่องธรรมดา

“แม้เด็กที่นี่จะไม่ค่อยชอบดื่มนมรสจืด แต่ทุกคนก็ดื่มจนหมดเพราะรู้ว่าดื่มแล้วทำให้ร่างกายแข็งแรงตัวสูงขึ้น อยากให้รัฐบาลให้การสนับสนุนโครงการดีๆแบบนี้ไปนานๆ ส่วนปัญหาอุปสรรคมีบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาเพราะนมสดเป็นนมที่จัดเก็บยาก บูดเสียง่าย ซึ่งพยายามปลูกฝังให้เด็กในโรงเรียนเห็นประโยชน์ของการดื่มนม ซึ่งทุกคนก็ได้ให้ความร่วมมือด้วยดี” นวธรภร กล่าว

มาลี ทรัพย์มั่น ครูโรงเรียนสวนมิสกวัน ทุ่งพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ กล่าวว่า อยากให้รัฐบาลทำโครงการนมโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นโครงการที่ทำให้เด็กและเยาวชนของไทยเติบโตได้สัดส่วนตามมาตรฐาน โดยในเทอมนี้โรงเรียนได้รับการจัดสรรนมจืดพาสเจอร์ไรซ์จำนวน 735 คน หรือจำนวน 735 ถุง/วัน การดำเนินการจัดส่งที่ผ่านมาไม่พบปัญหาอุปสรรค ได้จัดส่งจำนวนเพียงพอกับเด็ก โดยวิธีจัดส่งทางบริษัทจะใช้ใส่ถังเก็บความเย็นมาส่ง ไม่เคยเกิดปัญหานมบูดเน่าเสียแต่อย่างใด

 โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียน    
โครงการนมโรงเรียนเป็นนโยบายของรัฐบาลไทยที่จัดตั้งขึ้นตั้งแต่ปี 2535 เพื่อแก้ปัญหาการขาดสารอาหารในเด็กวัยเรียน และสนับสนุนอุตสาหกรรมโคนมไทย โดยใช้น้ำนมดิบจากเกษตรกรในประเทศ นมโรงเรียนเป็นส่วนสำคัญของตลาดนมไทย โดยสัดส่วนน้ำนมดิบที่เข้าสู่โครงการอาหารเสริม(นม)โรงเรียนคิดเป็นร้อยละ 40 ของน้ำนมดิบที่ผลิตได้ทั้งหมดในประเทศไทย นมโรงเรียนทั้งนมยูเอชทีและนมพาสเจอร์ไรซ์ มีเฉพาะรสจืดเท่านั้น ปัจจุบันเด็กระดับชั้นอนุบาล-ป.6 ทุกคนจะได้ดื่มนมโรงเรียนเทอมละ 100 วัน สำหรับวันมาโรงเรียน และอีก 30 วันสำหรับนำกลับไปดื่มที่บ้านในวันปิดเทอม