ต้นแบบ”ห้องเรียนแห่งอนาคต” เสริม3ทักษะสร้างเด็กรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/376908

ต้นแบบ”ห้องเรียนแห่งอนาคต” เสริม3ทักษะสร้างเด็กรุ่นใหม่

วันที่ 25 มิถุนายน 2562 – 10:26 น.
ห้องเรียนแห่งอนาคต,ทักษะ
เปิดอ่าน 1,916 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com-

กระบวนการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เพื่อนำไปสู่การสร้างคนตามสมรรถนะ ตอบโจทย์โลกแห่งการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม การเรียนในห้องเรียนอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ บทบาทหน้าที่ของครูจะมายืนสอนแบบเดิมไม่ได้ โครงการซัมซุง สมาร์ท เลิร์นนิ่ง เซ็นเตอร์ “ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต” ดำเนินการโดยบริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด ได้ถอดบทเรียนส่งต่อ 4 รูปแบบ “ห้องเรียนแห่งอนาคต” เป็นต้นแบบกระบวนการเรียนที่เหมาะสมกับบริบทของเด็ก โลกแห่งเทคโนโลยีให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)

ในงาน “6 ปี สร้างพลังเรียนรู้สู่อนาคต” ถือเป็นปีสุดท้ายของโครงการ Samsung Smart Learning Center “ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต” ที่เริ่มตั้งแต่ปี 2556 จนถึงปัจจุบัน โดยได้พัฒนากระบวนการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และใช้เทคโนโลยีซัมซุงขับเคลื่อนกระบวนการเรียนรู้ แอ็กทีฟ เลิร์นนิ่ง ให้เด็กไทยมีทักษะศตวรรษที่ 21 ให้แก่ผู้เรียน

นางวรรณา สวัสดิกูล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการตลาด บริษัท ไทยซัมซุง อิเลคโทรนิคส์ จำกัด เล่าว่า โครงการ “ซัมซุง สร้างพลังการเรียนรู้สู่อนาคต” มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมการพัฒนาทักษะศตวรรษที่ 21 ให้แก่เด็กและเยาวชน ผ่านแนวคิดห้องเรียนแห่งอนาคต โดยเริ่มพัฒนาต้นแบบร่วมกับโรงเรียนภาคีต่างๆ ทั่วประเทศ มีโรงเรียนภาคี 50 แห่ง มีการอบรมครูกว่า 4,000 คน และเด็กที่ผ่านประสบการณ์กว่าแสนคน

วรรณา สวัสดิกูล

กระบวนการเรียนรู้ในโครงการดังกล่าวไม่ได้เพียงนำนวัตกรรมมาใช้ในการเรียนรู้เท่านั้น นายวาริท จรัณยานนท์ ผู้จัดการโครงการ เล่าว่า การดำเนินการห้องเรียนแห่งอนาคตตลอด 6 ปีซัมซุงได้แนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบใหม่ซึ่งเอื้อให้ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านการทำโครงงาน ฝึกทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีสารสนเทศ สืบค้นข้อมูล โดยมีครูเป็นผู้อำนวยกระบวนเรียนรู้ ก่อเกิดเป็นห้องเรียนแห่งอนาคตใน 4 รูปแบบ คือ 1.ห้องเรียนสร้างพลัง ห้องเรียนที่ทำให้เด็กๆ เชื่อมั่นว่าเขามีพลัง สามารถร่วมกำหนดวิธีการเรียนรู้ หาคำตอบ สร้างความรู้ได้เองแทนที่จะนิ่งเฉยรอรับความรู้ ทำตามคำสั่ง 2.ห้องเรียนขยายเพื่อชุมชน ห้องเรียนที่ไม่ได้จำกัดด้วยผนังห้อง การเรียนรู้ไม่มีขีดจำกัด

3.ห้องเรียนมีหัวใจ เมื่องานวิจัยมีชีวิต ซึ่งในห้องเรียนแห่งอนาคต งานวิจัยไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อย้ำความรู้ในตำรา แต่เป็นเครื่องมือเพื่อค้นพบสิ่งใหม่และสร้างสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมี และ 4.ห้องเรียนเชื่อมโลก บูรณาการสู่ศตวรรษที่ 21 ให้แก่สพฐ. เพื่อนำไปต่อยอดสร้างห้องเรียนแห่งอนาคตเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันโรงเรียนต้นแบบทั้ง 50 แห่ง มีการสร้างสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ พัฒนาบุคลากร ครู ผู้บริหารโรงเรียน พัฒนาหลักสูตรและวิธีการจัดการเรียนรู้แบบศตวรรษที่ 21 และมีการติดตามและประเมินผล สามารถเผยแพร่ และต้นแบบให้แก่โรงเรียนอื่นๆ ต่อไป

“ผลการประเมินหลังจากเด็กเข้าร่วมโครงการ พบว่าเด็กมีทั้ง 3 กลุ่มทักษะ ได้แก่ 1.ทักษะการเรียนรู้และสร้างนวัตกรรม 2.ทักษะด้านสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี และ 3.ทักษะชีวิตและอาชีพ โดยเฉพาะการทำงานเป็นทีม หลายคนอาจมองว่าทักษะด้านนี้เด็กมีอยู่แล้ว แต่จริงๆ เด็กต่างคนต่างทำและมารวมเป็นผลงาน แถมเด็กหน้าห้องบางคนไม่อยากทำงานร่วมกับเด็กหลังห้อง แต่ห้องเรียนแห่งอนาคตเด็กทุกคนต้องทำงานร่วมกันจริงๆ ทำให้เด็กหน้าห้องได้เรียนรู้ว่าบางเรื่องเขาอาจจะเก่งวิชาการแต่เมื่อมาปฏิบัติเขาต้องพึ่งเด็กหลังห้องหรือการสื่อสาร เด็กหลายคนไม่กล้านำเสนอ ไม่กล้าคิด เมื่อเข้าร่วมโครงการเขากล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกมากขึ้น และรู้จักรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ซึ่งหากสพฐ.นำรูปแบบห้องเรียนอนาคตไปปรับใช้ ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ให้แก่เด็กมีทักษะศตวรรษที่ 21 ได้” นายวาริท กล่าว

วาริท จรัณยานนท์

เด็กทุกคนต้องการต่างกัน การเรียนรู้ย่อมต่างกัน ทั้ง “4 รูปแบบห้องเรียนแห่งอนาคต” เหมาะสมกับบริบทเด็ก โรงเรียน “น้องแฟน” น.ส.ปิยฉัตร โพธิ์ศรี และ “น้องแม็ค” นายคมสันต์ เสามุกดา อดีตนักเรียนโรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม จ.มหาสารคาม เล่าว่า เข้าร่วมโครงการซัมซุงเพราะต้องการเพิ่มทักษะการแก้ปัญหา เรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ๆ เนื่องจากห้องเรียนแห่งอนาคต ต้องรู้จักตั้งคำถาม หาคำตอบ ช่วยเหลือชุมชน  เมื่อสำรวจปัญหาชุมชน พบว่ามีปัญหาชาวบ้านนำขยะไปทิ้งไว้ในป่า จึงมองหาทางแก้ปัญหา ทำอย่างไรให้ป่าสาธารณะกลายเป็นป่าชุมชนที่ทุกคนช่วยกันดูแล ไม่นำขยะไปทิ้งในป่า โดยมีพี่ๆ จากซัมซุงมาให้ความรู้ มีเครื่องมือเทคโนโลยี อาทิ โน้ตบุ๊ก กล้องวิดีโอใช้เก็บข้อมูลและค้นหาวิธีการต่างๆ ได้วิธีสร้างความร่วมมือทำความเข้าใจชาวบ้าน

“การเรียนรู้แบบห้องเรียนแห่งอนาคต ทำให้ได้เรียนรู้ทักษะการแก้ปัญหา การตั้งคำถามหาคำตอบ คิดวิเคราะห์ ที่สำคัญได้ทำงานกับผู้คนหลากหลาย และเรียนรู้ทักษะการสื่อสาร ยิ่งคนในวัยต่างกันมุมมองต่างกันจะทำอย่างไรให้ทุกคนพร้อมช่วยเหลือกิจกรรม ดูแลป่า รวมถึงได้องค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับป่า การอนุรักษ์ป่า และรู้จักดูแลชุมชน ผืนป่า เป็นห้องเรียนที่เหมาะกับการเรียนรู้ของเด็กยุคใหม่ที่ครูคิดร่วมกันกับเด็ก และรู้จักใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์” เยาวชนห้องเรียนแห่งอนาคต เล่า

ตบท้ายด้วย ครูสุนันต์ สะซีลอ จากโรงเรียนศาสนาศึกษา จ.ปัตตานี หนึ่งในโรงเรียนที่ได้เข้าร่วมโครงการ เล่าว่า อยากให้นักเรียนมีโอกาสได้เรียนรู้เทคโนโลยี กระบวนการเรียนรู้รูปแบบใหม่ ซึ่งเมื่อได้เข้าร่วมโครงการทำให้ทั้งครูและเด็กได้เรียนรู้ทักษะศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะการสื่อสาร การใช้เทคโนโลยี การคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ และกล้าแสดงออก เพราะต้องยอมรับว่าเด็กโรงเรียนศาสนาศึกษาไม่ได้เรียนเฉพาะหลักสูตรสามัญ แต่ต้องเรียนหลักสูตรอิสลามด้วย เมื่อโรงเรียนได้เข้าร่วมโครงการทำให้ได้มุมมองในการสอนแบบใหม่ รู้จักบูรณาการวิชาเข้าด้วยกัน เด็กได้เรียนอย่างสนุก เข้าใจบทเรียนมากขึ้น ที่สำคัญเด็กกล้าคิด กล้าทำและกล้าแสดงออก พวกเขาไม่กลัวการเรียนรู้ และครูได้เรียนรู้การสอนที่ไม่ใช่ยืนหน้าห้อง แต่ได้เรียนรู้การยอมรับความคิดเห็นเด็ก ได้รู้มุมมองเด็ก และรู้จักการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับบริบทของเด็ก ดังนั้นอยากให้โครงการซัมซุงต่อยอดห้องเรียนแห่งอนาคตไปเรื่อยๆ เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนในลักษณะแตกต่างกันออกไป

สุนันต์ สะซีลอ

อุทยานการเรียนรู้ศรีสะเกษแหล่งเรียนรู้อีสานตอนล่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/376760

อุทยานการเรียนรู้ศรีสะเกษแหล่งเรียนรู้อีสานตอนล่าง

วันที่ 24 มิถุนายน 2562 – 14:35 น.
อุทยานการเรียนรู้ศรีสะเกษ,ทีเค ปาร์ค,กิตติรัตน์ ปิติพานิช
เปิดอ่าน 1,699 ครั้ง

โดย…  ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com

“เมืองเกษตรอินทรีย์ บุคลากรมีคุณภาพ ประชาชนมีส่วนร่วม ศูนย์รวมการศึกษา ก้าวหน้าเทคโนโลยี แหล่งท่องเที่ยวมากมี สืบสานประเพณีภูมิปัญญาท้องถิ่น” วิสัยทัศน์ขององค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ บ่งบอกชัดเจนถึงจุดเด่นด้านการพัฒนาคน การศึกษาเรียนรู้ และเทคโนโลยี โดยไม่ละทิ้งภูมิปัญญาดั้งเดิมของท้องถิ่นอันมีรากฐานจากจุดเด่นทางภูมิศาสตร์เศรษฐกิจและวัฒนธรรมของศรีสะเกษจังหวัดสำคัญทางภาคอีสานตอนล่างที่มีศักยภาพสำหรับที่ตั้งแหล่งการเรียนรู้แห่งใหม่ล่าสุด “อุทยานการเรียนรู้ศรีสะเกษ” เครือข่ายอุทยานการเรียนรู้ล่าสุด ภายใต้ความร่วมมือของอุทยานการเรียนรู้ทีเค ปาร์ค และอบจ.ศรีสะเกษ ที่เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้ว

กิตติรัตน์ ปิติพานิช รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ และผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้กล่าวว่า ศรีสะเกษเป็นเมืองรองที่มีความสำคัญทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจของภาคอีสานตอนล่าง โดยเฉพาะได้ถูกยกให้เป็นจังหวัดที่มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเนื่องจากมีประวัติศาสตร์ความรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยขอมโบราณจึงนับเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งในภูมิภาคนี้

กิตติรัตน์ ปิติพานิช

ทีเค ปาร์ค จึงพร้อมสนับสนุนให้ “อุทยานการเรียนรู้ศรีสะเกษ”  หรือ “Sisaket Knowledge Park” (SSKPARK) เป็นอุทยานการเรียนรู้ระดับจังหวัดแห่งที่ 26 เพื่อใช้ในการพัฒนาบุคลากรในชุมชนให้มีนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมด้านองค์ความรู้ที่หลากหลายและรอบด้าน รวมทั้งการพัฒนาทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 และยังเป็นแหล่งพบปะสังสรรค์ ทำกิจกรรม และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ซึ่งนับเป็นการนำพื้นที่การเรียนรู้มาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ให้สมกับเป็นห้องสมุดที่มีชีวิต
“ทีเค ปาร์ค เราให้การสนับสนุนในเรื่องการพัฒนาอบรมบุคลากรด้านการจัดการข้อมูลสารสนเทศให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น มีการฝึกอบรมด้านการใช้เทคโนโลยีในการสร้างระบบสมาชิก การจัดหาหนังสือชุดนิทรรศการ สื่อการเรียนรู้ต่างๆ รวมทั้งการพัฒนากิจกรรมเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน” กิตติรัตน์กล่าว

ขณะที่ วิชิต ไตรสรณกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ ร่วมกับคณะผู้บริหารและสมาชิกสภาจังหวัดศรีสะเกษ ได้เล็งเห็นว่า “อุทยานการเรียนรู้ศรีสะเกษ” เปรียบเสมือนโลกใบใหญ่แห่งการเรียนรู้ เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทันสมัยและรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น จึงมีนโยบายในการจัดตั้งขึ้นเพราะมุ่งหวังให้ศรีสะเกษเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ของอีสานตอนล่าง เป็นแหล่งการเรียนรู้ในทุกๆ ด้าน เป็นศูนย์กลางให้ประชาชนเข้ามาเรียนรู้ ศึกษา ค้นคว้าหาความรู้ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ พบปะสังสรรค์เพื่อสร้างความเข้าใจ ตลอดจนรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่น องค์ความรู้ของปราชญ์ท้องถิ่นและองค์ความรู้ที่กระจัดกระจายในชุมชนให้เป็นหมวดหมู่และชัดเจนเป็นรูปธรรม ให้ประชาชนได้เข้าถึงข้อมูลเพื่อการศึกษาและเรียนรู้ต่อไป

วิชิต ไตรสรณกุล

“หนึ่งในจุดเด่นของอุทยานการเรียนรู้ศรีสะเกษ นั่นก็คือ ทำเลที่ตั้งซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเมืองทำให้เกิดการเข้าถึงกันได้ง่ายขึ้น เดินทางสะดวก สามารถเดินทางเข้ามาใช้บริการของอุทยานการเรียนรู้ได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยเฉพาะได้ร่วมมือกับชุมชน เป็นแหล่งจัดกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ เพื่อให้ประชาชนพัฒนาความคิด พัฒนาทักษะ สร้างสรรค์จินตนาการและเติบโตอย่างมีคุณภาพต่อไป ซึ่งเราหวังว่าจะได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากประชาชนในจังหวัดและจังหวัดข้างเคียง”

นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ กล่าวว่า ผู้ปกครองสามารถพาบุตรหลานเข้าใช้บริการ เยาวชนและนักเรียน นักศึกษาเข้าศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ทำงานเดี่ยวและงานกลุ่มที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจนเข้าร่วมกิจกรรมของอุทยานการเรียนรู้ศรีสะเกษ อีกทั้งมีหน่วยงานต่างๆ ที่สนใจมาเข้าเยี่ยมชมและศึกษาการดำเนินงานของอุทยานการเรียนรู้ศรีสะเกษและในอนาคตเราจะสามารถส่งต่อแนวคิดเรื่องแหล่งเรียนรู้ไปต่อยอดสร้างเครือข่ายแหล่งเรียนรู้ของ อบจ.ต่อไป
โดยจะเน้นเป็นแหล่งเรียนรู้ชุมชนหรือปราชญ์ท้องถิ่น เพื่อรวบรวมภูมิปัญญาท้องถิ่นและองค์ความรู้ที่กระจัดกระจายในชุมชนให้มาร่วมในที่เดียวกัน เพื่อใช้พัฒนาคนในท้องถิ่นให้พร้อมก้าวสู่สังคมแห่งยุคข่าวสารไร้พรมแดน

ปัจจุบัน ทีเค ปาร์ค มีเครือข่ายอุทยานการเรียนรู้ระดับจังหวัด เปิดบริการแล้วจำนวน 26 แห่งและอยู่ระหว่างดำเนินงานความร่วมมือและพัฒนาพื้นที่อีก 6 แห่ง มีห้องสมุดชุมชุนในรูปแบบมินิ ทีเค อีกจำนวน 19 แห่ง โดย อุทยานการเรียนรู้ศรีสะเกษดำเนินงานโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษตั้งอยู่ที่ถนนวันลูกเสือ ตรงข้าม ร.ร.ศรีสะเกษวิทยาลัย เป็นอาคาร 4 ชั้น เปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00-18.00 น. และหยุดทุกวันจันทร์

“สูบบุหรี่ในบ้าน”มีความผิด กฎหมายใหม่บังคับใช้ 20ส.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/376451

“สูบบุหรี่ในบ้าน”มีความผิด กฎหมายใหม่บังคับใช้ 20ส.ค.

วันที่ 21 มิถุนายน 2562 – 11:55 น.
บุหรี่,ควันบุหรี่,สูบบุหรี่ในบ้าน,ผิดกฎหมาย
เปิดอ่าน 4,629 ครั้ง

โดย… -พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

วันที่ 20 สิงหาคม 2562 พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 ซึ่งเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความรุนแรงในครอบครัวฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้ สาระสำคัญส่วนหนึ่งเกี่ยวเนื่องกับ “การสูบบุหรี่ในบ้าน” แม้ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจน แต่เข้าข่ายก่ออันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งถือเป็นความรุนแรงในครอบครัวตามนิยามในกฎหมายฉบับนี้ ส่งผลให้คนที่สูบบุหรี่ในบ้านมีความผิด ขณะที่มีข้อมูลระบุว่าคนไทยต้องรับควันบุหรี่มือสองในบ้านกว่า 10 ล้านคน และเด็กทารกเสี่ยงใหลตายเพิ่มขึ้น 2 เท่า โอกาสเกิดหลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบเพิ่มขึ้น 47%

ในการประชุมวิชาการบุหรี่กับสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 18 “Tobacco and Lung Health” จัดโดยศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และภาคีเครือข่าย มีการแถลงข่าว “บ้านปลอดบุหรี่ ลดความรุนแรงต่อสุขภาพ”

 เลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) กล่าวว่า พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562 จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 20 สิงหาคม 2562 โดย พ.ร.บ.ฉบับนี้กำหนดไว้ชัดเจนว่าความรุนแรง เป็นการกระทำใดๆ ที่บุคคลในครอบครัวได้กระทำต่อกันก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกาย จิตใจ สุขภาพ เสรีภาพ หรือชื่อเสียงของบุคคลในครอบครัว ซึ่งครอบครัวมี 3 ลักษณะ คือ ตามสายโลหิต ตามพฤตินัย/นิตินัย และบุคคลที่ต้องพึ่งพาอาศัยและอยู่ในครัวเรือนเดียวกัน

“ในส่วนของการสูบบุหรี่ คนในบ้านได้รับควันบุหรี่มือสองและมือสาม ซึ่งในกรณีนี้หากคนในบ้านได้รับผลกระทบ โดยเกิดปัญหาสุขภาพและยืนยันได้ว่าเกิดจากการได้รับควันบุหรี่ ตาม พ.ร.บ.ใหม่นี้จะถือว่าผู้ที่สูบบุหรี่ในบ้านมีความผิดในฐานของการก่อความรุนแรงในครอบครัว เพราะทำให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพของคนในครอบครัว อาจจะต้องขึ้นสาลเพื่อพิจารณาความผิด 2 ศาล คือ ศาลอาญา กรณีที่มีการทำร้ายทางกาย ได้รับโทษตามกฎหมายอาญา และศาลเยาวชนและครอบครัวกลาง ซึ่งศาลอาจมีคำสั่งให้คุ้มครองคนในครอบครัวและสั่งบังคับให้ผู้ที่สูบบุหรี่และทำให้เกิดปัญหาในบ้านเข้ารับการบำบัดและเลิกบุหรี่ เพื่อไม่ให้ทำพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดความรุนแรงอีก” เลิศปัญญากล่าว

 10 ล้านคนรับควันบุหรี่มือสอง 
ขณะที่ ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและจัดการความรู้เพื่อการควบคุมยาสูบ (ศจย.) คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ให้ข้อมูลว่า ศจย.ได้ศึกษาพบว่า มีครัวเรือนที่มีคนสูบบุหรี่ มากถึง 4,962,045 ครัวเรือน คนที่ไม่สูบบุหรี่จึงได้รับควันบุหรี่มือสองในบ้าน โดยเฉลี่ยมากถึง 10,333,653 คน  มีผลการวิจัยพบว่า ผู้หญิงที่มีสามีสูบบุหรี่ หรือผู้ที่ทำงานในสถานที่ที่มีคนสูบบุหรี่มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 24% และ 19% ตามลำดับ เด็กทารกที่มีผู้ปกครองสูบบุหรี่มีโอกาสเกิดภาวะใหลตายเพิ่มขึ้น 2 เท่า มีโอกาสเกิดหลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบเพิ่มขึ้น 47% และมีโอกาสเป็นโรคหอบหืดเพิ่มขึ้น 39%

รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์ ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ควันบุหรี่เป็นมลพิษทางอากาศที่อันตรายที่สุดในบ้าน แม้ผู้ปกครองจะไม่ได้สูบบุหรี่ในบ้าน หรือสูบในบ้านตอนไม่มีใครอยู่ ก็ยังคงมีสารพิษจากควันบุหรี่ ติดตามเสื้อผ้า ผนัง โซฟา เบาะหนังแท้ หนังเทียม รวมถึงในรถยนต์ เรียกว่า บุหรี่มือสาม ซึ่งศูนย์สร้างเสริมความปลอดภัยและป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก รพ.รามาฯ ได้ศึกษาวิจัยในศูนย์เด็กเล็กกรุงเทพมหานครด้วยการซักประวัติเด็กเล็กที่มีคนในครอบครัวสูบบุหรี่ จำนวน 122 ครัวเรือน โดยการตรวจสารโคตินินซึ่งเป็นสารพิษจากนิโคติน ในปัสสาวะเด็ก พบว่า เด็ก 16% ตรวจพบสารโคตินินในปัสสาวะประมาณ 2 นาโนกรัมต่อซีซี ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่มีประวัติสูบบุหรี่ในบ้าน จึงเป็นการแสดงถึงสารพิษตกค้างในตัวเด็กจากการได้รับควันบุหรี่มือสอง และเมื่อให้สมาชิกในครอบครัวเข้าร่วมโปรแกรมเลิกบุหรี่ พบว่า 1 ใน 3 เลิกได้สำเร็จ และเด็กในกลุ่มนี้มีระดับโคตินินในปัสสาวะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

ก่อนนั้นมีการศึกษาวิจัยในกลุ่มเด็กที่มารับบริการตรวจสุขภาพและฉีดวัคซีนในแผนกผู้ป่วยนอก กุมารเวชศาสตร์ 75 รายที่มีคนสูบบุหรี่ในครอบครัว พบว่า 76% ตรวจเจอสารโคตินินในปัสสาวะเด็ก ในจำนวนนี้ 43% พบค่าสูงเกิน 2 นาโนกรัมต่อซีซี อีกทั้งเด็กที่อาศัยอยู่ในที่พักที่เป็นยูนิตรวม เช่น คอนโดมิเนียม อพาร์ตเมนต์ หรือทาวน์เฮ้าส์ จะมีค่าสารพิษนี้สูงกว่าเด็กที่อยู่บ้านที่มีพื้นที่รอบถึง 2 เท่า และเด็กที่อยู่ในบ้านที่มีผู้มีประวัติสูบบุหรี่มากกว่า 20 มวนต่อวัน เด็กจะมีสารพิษนี้มากขึ้น 2 เท่า

 ชงเอาผิดรถโดยสารมีกลิ่นบุหรี่ 
รศ.นพ.อดิศักดิ์ กล่าวด้วยว่า เมื่อการศึกษาวิจัยชี้ให้เห็นชัดเจนว่าเด็กเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายต่อชีวิตจากควันบุหรี่มือสองและมือสาม จึงมีข้อเสนอดังนี้ 1.ครัวเรือนควรได้รับความรู้เกี่ยวกับพิษภัยบุหรี่มือสองและมือสามที่มีผลกระทบต่อเด็ก 2.สถานที่บริการสาธารณะ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ เช่น คลินิก หากทราบประวัติครอบครัวมีคนสูบบุหรี่และไม่ได้พยายามสร้างโปรแกรมหรือส่งต่อให้เลิกบุหรี่ จะต้องถือว่าเข้าข่ายไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 มาตรา 29 ที่กำหนดให้ทุกคนมีหน้าที่แจ้งเมื่อเจอเด็กตกอยู่ในสภาพจําต้องได้รับการสงเคราะห์หรือคุ้มครองสวัสดิภาพ เพราะการสูบบุหรี่ในบ้านถือเป็นการกระทำความรุนแรงที่เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ตาม พ.ร.บ.ส่งเสริมการพัฒนาและคุ้มครองสถาบันครอบครัว พ.ศ.2562

3.ในส่วนของอาคารบ้านเรือนที่เป็นแบบยูนิตรวม เช่น คอนโด อพาร์ตเมนต์ ทาวน์เฮ้าส์ จะต้องมีการออกกฎหมายห้ามสูบบุหรี่ภายในที่พักลักษณะเช่นนี้ รวมถึงภายในห้องหรือตัวบ้านด้วย ไม่เฉพาะแค่บริเวณทางเดินหรือพื้นที่ส่วนรวมเท่านั้น เพราะที่พักอาศัยเหล่านี้ถือว่ามีการใช้อากาศร่วมกัน ถ้าสูบในบ้าน 1 หลัง ก็ส่งผลต่อบ้านอีกหลังได้จากอากาศที่ล่องลอย หรือสูบในห้องคอนโด ควันบุหรี่ก็ส่งผลต่อคนในห้องอื่นๆ ได้ด้วย หรือหากไม่มีการออกกฎหมายบังคับ อย่างน้อยจะต้องมีมาตรการประกาศให้ผู้บริโภคทราบว่าเป็นคอนโดที่อนุญาตให้มีการสูบบุหรี่ในห้องได้ เพื่อที่ครอบครัวที่มีหญิงตั้งครรภ์หรือเด็กเล็กจะได้ตัดสินใจได้ว่าจะซื้อคอนโดแห่งนั้นหรือไม่ เหมือนกับที่การประกาศว่าห้ามเลี้ยงสุนัขในคอนโด ซึ่งบุหรี่อันตรายต่อสุขภาพยิ่งกว่าควรจะมีการประกาศแจ้งให้ทราบเช่นกัน และ 4.รถโดยสารสาธารณะ เช่น รถตู้ หรือรถแท็กซี่ หากมีกลิ่นบุหรี่หลงเหลืออยู่ภายในรถถือว่ามีควันบุหรี่มือสาม เพราะฉะนั้นผู้โดยสารควรมีสิทธิร้องเรียนและรัฐควรออกกฎหมายในการควบคุมสิ่งเหล่านี้ด้วย เพื่อเป็นการคุ้มครองสุขภาพของประชาชน

“DBS Mini Dragons”เตรียมอนุบาล เสริม7ทักษะมาตรฐานอังกฤษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/376283

“DBS Mini Dragons”เตรียมอนุบาล เสริม7ทักษะมาตรฐานอังกฤษ

วันที่ 20 มิถุนายน 2562 – 13:30 น.
DBS Mini Dragons,อนุบาล,เสริมทักษะ
เปิดอ่าน 1,969 ครั้ง

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

นักวิชาการและงานวิจัยสรุปตรงกันว่าช่วงอายุ 1-3 ปี เป็นช่วงนาทีทองแห่งการเรียนรู้ ความเฉลียวฉลาด และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก เพราะสมองจะมีการพัฒนาที่รวดเร็วเป็นนาทีต่อนาที หากไม่ได้รับการพัฒนาอย่างถูกวิธี จะทำให้เสียโอกาสมาก เด็กวัยนี้ จึงต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากพ่อแม่และครูที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษทางด้านพัฒนาการเด็กเล็กร่วมกัน เพื่อให้สมองได้มีพัฒนาการเต็มศักยภาพ การส่งเด็กวัยนี้ให้เรียนโรงเรียนนานาชาติ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจ

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ผู้ปกครองมีความสนใจส่งบุตรหลานเรียนโรงเรียนนานาชาติเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีการค้าขายกับต่างประเทศ รวมถึงต้องการให้บุตรหลานได้เรียนในหลักสูตรที่มีมาตรฐานมากกว่าที่มีอยู่ทั่วไป ส่งผลให้โรงเรียนนานาชาติมีอัตราการเติบโตเฉลี่ย 12% ภาพรวมของตลาดที่มีมูลค่าสูงถึง 60,500 ล้านบาท

ล่าสุด เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน โรงเรียนนานาชาติ Denla British School (DBS)  เปิดโรงเรียนเตรียมอนุบาล “DBS Mini Dragons” เพื่อตอบสนองความต้องการของพ่อแม่ยุคใหม่ เตรียมความพร้อมให้บุตรหลานสามารถเริ่มต้นการเรียนในระดับชั้นอนุบาลได้ดีและเร็วยิ่งขึ้น โดยใช้หลักสูตร EYFS (Early Years Foundation Stage) ของประเทศอังกฤษ ที่มุ่งเน้นการพัฒนาทักษะของเด็กเล็กด้านการสื่อสารภาษาอังกฤษ ความแข็งแรงของร่างกาย และการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ผ่านกิจกรรมที่สนุกสนานและเหมาะสมสำหรับเด็กอายุ 2-3 ปี เพื่อเตรียมพร้อมให้เด็กก่อนวัยเรียนได้พัฒนาทักษะที่เป็นประโยชน์อย่างรวดเร็ว

  1-3 ขวบปีนาทีทองแห่งการเรียนรู้
ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์ กรรมการบริหารโรงเรียนนานาชาติ Denla British School (DBS) กล่าวว่า จากบทความและงานวิจัยพบว่า ช่วงอายุ 1-3 ปี นับเป็นช่วงนาทีทองแห่งการเรียนรู้ ความเฉลียวฉลาด และความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของเด็ก เพราะสมองจะมีการพัฒนาที่รวดเร็วมากแทบเป็นนาทีต่อนาที หากไม่ได้รับการพัฒนาอย่างถูกวิธีจะทำให้เสียโอกาสมาก เด็กในวัยนี้จึงต้องได้รับการส่งเสริมสนับสนุนจากพ่อแม่และครูที่มีความเชี่ยวชาญพิเศษทางด้านพัฒนาการเด็กเล็กร่วมกัน เพื่อให้สมองได้มีพัฒนาการเต็มศักยภาพ

ดร.เต็มยศ ปาลเดชพงศ์

ทั้งนี้ การทำงานของสมองแต่ละส่วนจะมีหน้าที่แตกต่างกัน อาทิ การประมวลการรับรู้ การเรียนรู้ผ่านประสาทสัมผัสต่างๆ ความสามารถในการเข้าใจความหมายของคำหรือสิ่งที่เห็น อารมณ์ความรู้สึก และการเรียนรู้ทางสังคม ซึ่งทั้งหมดทำงานประสานกัน ก่อให้เกิดทักษะบางอย่างที่เด็กอายุ 2 ขวบควรจะทำได้ อาทิ สามารถพูดคำศัพท์ได้เล็กน้อยและรู้จักเชื่อมคำต่างๆ เข้าด้วยกัน สามารถพูดออกเสียงได้อย่างชัดเจน และความกระตือรือร้นในการเรียนรู้

“การเปิดระดับชั้นเตรียมอนุบาลที่ DBS Mini Dragons คือการเริ่มต้นปูพื้นฐานที่ดีต่อพัฒนาการทางสมอง ร่างกาย และทักษะเด็กนักเรียนตั้งแต่แรกเริ่มอย่างมีคุณภาพ”

   EYFS พัฒนาทักษะ 7 ด้าน
สำหรับหลักสูตร EYFS หรือ Early Years Foundation Stage เป็นการจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้เด็กเรียนรู้ผ่านการเล่น (Play-Based Learning) โดยเด็กๆ จะสามารถพัฒนาทักษะทั้ง 7 ด้านได้อย่างเต็มศักยภาพ ได้แก่ การสื่อสารและภาษาอังกฤษ (Communication and Language) การพัฒนาด้านความแข็งแรงของร่างกาย (Physical Development) การพัฒนาด้านบุคลิกภาพ สังคม และอารมณ์ (Personal, Social and Emotional Development) ความสามารถในการอ่านออกเขียนได้ (Literacy) ทักษะด้านคณิตศาสตร์ (Mathematics) ความเข้าใจโลก (Understanding the World) และศิลปะทางการแสดงออก (Expressive Arts)

การเรียนรู้ของมินิดรากอนส์ในแต่ละสัปดาห์ จะเป็นไปตามธีมหรือแนวคิดหลักเพื่อให้การเรียนรู้ในสัปดาห์นั้นๆ มีโครงสร้างที่ชัดเจนและเกิดความสมดุล ได้แก่ วันจันทร์ เล่นได้ตามใจชอบ, วันอังคาร เล่าเรื่องและสนุกกับการแสดง, วันพุธ ออกกำลังกายกันเถอะ, วันพฤหัสบดี เล่นดนตรีและร้องเพลง และวันศุกร์ เรามาเล่นน้ำกัน โดยจะเริ่มเปิดการเรียนการสอนในเดือนกันยายนนี้

มร.มาร์ค แมคเวย์ ครูใหญ่โรงเรียนนานาชาติ DBS กล่าวว่า ปีนี้นอกจากจะให้ความสำคัญกับมินิดรากอนส์ เพื่อปูพื้นฐานให้เด็กๆ ได้เติบโตเป็นมนุษย์ที่มีทักษะที่ดีเยี่ยมแล้ว ยังตั้งเป้าเตรียมพร้อมเด็กๆ ที่จะขึ้น YEAR 9 (อายุ 13 ปี) อีกด้วย

“ปัจจุบันผู้ปกครอง มองหาการศึกษาที่เป็นองค์รวม ไม่ใช่เรียนเก่งสอบผ่านแต่เอาไปทำอะไรไม่ได้เลย เด็กที่มาเรียนต้องได้ทั้งภาษา วิชาการ และการแสดงออก เพื่อให้เขามีทักษะที่ใช้ในชีวิตจริงได้เมื่อเขาเรียนจบ” มร.แมคเวย์ กล่าวทิ้งท้าย
สำหรับโรงเรียนนานาชาติ Denla British School (DBS) เป็นโรงเรียนในเครือข่ายกลุ่มโรงเรียนอนุบาลเด่นหล้า ปัจจุบัน มีนักเรียนทั้งสิ้น 340 คน แบ่งเป็น นักเรียนไทย 80% และนักเรียนต่างชาติ (อังกฤษ, จีน, กัมพูชา, ออสเตรเลีย, อเมริกัน, แคนาดา ฯลฯ) 20% มีจำนวนครู 52 คน แบ่งเป็น ครูต่างชาติ 46 คน ครูคนไทย 3 คน และครูจีน 3 คน รวมถึงครูผู้ช่วยจำนวน 50 คน ที่ผ่านมา เปิดการเรียนการสอนในระดับ EY1 – YEAR 8

วิกฤติ”ขยะพลาสติก”ในไทยแนะรัฐออกก.ม.คำนึงชีวิตคน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/375929

วิกฤติ”ขยะพลาสติก”ในไทยแนะรัฐออกก.ม.คำนึงชีวิตคน

วันที่ 19 มิถุนายน 2562 – 10:47 น.
ขยะพลาสติก,สิ่งแวดล้อม
เปิดอ่าน 2,264 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com –

ปัญหาสิ่งแวดล้อมในประเทศไทยถือว่ามีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ว่าด้านมลพิษทางอากาศ  ค่าเฉลี่ยน้ำที่มีสิ่งสกปรก ปริมาณขยะมหาศาล โดยเฉพาะขยะพลาสติกที่หลังจากจีนแบนยุติการรับขยะพลาสติกเข้ามาในประเทศอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้ประเทศอาเซียน ไทย มาเลเซีย เวียดนาม ล้วนกลายเป็นประเทศปลายทางในการฟอกขยะพลาสติก

สถานการณ์ขยะพลาสติกในประเทศไทยปัจจุบันขยะพลาสติกเกิดจาก 2 ส่วน คือเกิดขึ้นเองภายในประเทศ และจากการนำเข้าขยะ ยิ่งจีนยุติการนำเข้าพลาสติกและอิเล็กทรอนิกส์ ส่งผลให้ขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์เหล่านั้นไหลเข้ามาในประเทศไทยและประเทศอื่นๆ จำนวนมากขึ้น  มูลนิธิบูรณะนิเวศได้จัดทำสถิติการนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ จากต่างประเทศในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา (ปี 2557-2561) เบื้องต้นพบว่ามีประเทศที่ส่งขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์เข้ามายังประเทศไทยทั้งหมด 81 ประเทศ

เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง ผู้อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ ระบุว่า โดย 5 อันดับประเทศที่มีการนำเข้าขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์มากที่สุด ได้แก่ ญี่ปุ่น ฮ่องกง อเมริกา ออสเตรเลีย และจีน ขณะเดียวกันในช่วงปี 2559 มีนักลงทุนจีนย้ายฐานเข้ามาในประเทศไทย มีการตั้งโรงงานรีไซเคิล หรือโรงงานกำจัดขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงของเสียอื่นๆ ในประเทศไทยเพิ่มขึ้น โดยจังหวัดที่มีการตั้งโรงงานเหล่านี้มาก คือ จ.สมุทรสาคร สมุทรปราการ ฉะเชิงเทรา ปราจีนบุรี เพชรบุรี และราชบุรี

ปัจจัยหลักที่ทำให้ต่างประเทศส่งขยะพลาสติก ขยะอิเล็กทรอนิกส์ ของเสีย รวมถึงมีการตั้งโรงงานขยะเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะรัฐบาลไทยมีมุมมองส่งเสริมอุตสาหกรรม และการเปิดให้อุตสาหกรรมรีไซเคิล ของเสียอันตราย โดยไม่คำนึงว่าก่อมลพิษหรือไม่ ผู้มีอำนาจในประเทศไทยไม่มีความรู้ว่าขยะเหล่านี้ได้ส่งผลต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไรบ้าง ทั้งที่ในหลายประเทศมีการห้าม ควบคุมโรงงานเหล่านี้ไม่ให้มีการขยาย และคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ก่อนหน้านี้ได้มีการขยายเปิดให้โรงงานขยะตั้งอยู่ในพื้นที่เกษตรจนทำให้เกษตรกรเดือดร้อน เนื่องจากเกิดการปนเปื้อน

“ดังนั้นเมื่อประเทศไทยไม่มีมาตรการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ไม่มีกฎหมายที่จะควบคุมดูแลไม่ให้โรงงานเหล่านี้ก่อผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม นึกถึงแต่มูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะได้รับ  โดยไม่นึงถึงคุณภาพชีวิตของผู้คน จึงอยากฝากรัฐบาลชุดใหม่ ขอให้ทบทวน กำหนดมาตรการคุ้มครอง ออกกฎหมาย โดยยกเลิกการนำเข้าของเสียอย่างเร่งด่วน เพราะถ้าไม่รีบทำตรงนี้ วิกฤติขยะพลาสติก ของเสียในประเทศไทยจะยิ่งวิกฤติมากกว่าที่เป็นอยู่” เพ็ญโฉม  ระบุ

สำหรับมาตรการในแก้ปัญหาวิกฤติขยะพลาสติก เสนอแนะว่าควรมีการผลักดันให้มีการแก้ไขพ.ร.บ.โรงงาน พ.ศ.2562  เพราะพ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว มุ่งพัฒนาอุตสาหกรรม โดยมองข้ามเรื่องความปลอดภัยอื่นๆ โดยเฉพาะปัญหาที่กระทบต่อสิ่งแวดล้อมและต่อสิทธิของคน รวมถึงควรเปิดเผยข้อมูลมลพิษ อยากเรียกร้องผู้นำชาติอาเซียนมีมติและให้ความสำคัญเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคอาเซียนและการสนับสนุนมาตรการเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular economy จัดการขยะพลาสติกนั้นต้องดำเนินการแก้ปัญหาเฉพาะขยะภายในประเทศ ไม่ใช่นำขยะต่างประเทศเข้ามาด้วย

ประเทศมาเลเซียได้ประกาศเป็นผู้นำในการใช้มาตรการเศรษฐกิจหมุนเวียน ซึ่งเป็นการนำทรัพยากรที่ถูกนำไปใช้แล้วให้กลับมาแปรรูปและนำกลับไปใช้ได้อีกในอนาคต ซึ่งในส่วนของประเทศไทยปัจจุบันมีการดำเนินการในภาคธุรกิจขนาดใหญ่ อย่าง บมจ.พีทีทีโกลบอลเคมิคอล หรือ GC  ในฐานะแกนนำธุรกิจเคมีภัณฑ์ของกลุ่มปตท. ได้ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์เป็น  GC Circular Living ด้วยการพัฒนานำพืชทางการเกษตรมาผลิตเป็นไบโอพลาสติกเป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถทดแทนการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด และใช้หมดควบคู่การยกระดับมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรของไทย

วรุณ วารัญญานนท์

หรือโครงการ Upcycling the Oceans, Thailand  นำขยะพลาสติกจากท้องทะเลมารีไซเคิล โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมรวมถึงการออกแบบมาเป็นผลิตภัณฑ์และการนำระบบ 5 R ได้แก่ Reduce Reuse Repair Recycle Reject (zero waste) มาใช้ในทุกกระบวนการผลิตของโรงงานตั้งแต่การนำพลังงานเหลือทิ้งมาใช้ให้เกิดประโยชน์  การนำของเสียกลับมาใช้ใหม่ในระบบการผลิต

อีกทั้งยังมีแผนการสร้างโรงงานรีไซเคิลพลาสติกแบบครบวงจรระดับสากลขนาด 4 หมื่นตันต่อปีมูลค่า 2,000 ล้านบาท ที่ “สุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ GC คาดว่าโรงงานนี้แล้วเสร็จในปลายปี 2563  และแผนลดกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกสำหรับสินค้าชนิดใช้แล้วทิ้ง เช่น ถุงหูหิ้ว จากปัจจุบันที่มีกำลังผลิต 1 แสนตันต่อปี ให้เหลือศูนย์ในอีก 5 ปีข้างหน้า และหันมาผลิตเม็ดพลาสติกสำหรับผลิตภัณฑ์ที่มีความคงทน พร้อมกับพัฒนาไบโอพลาสติกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทน เป็นต้น

วรุณ วารัญญานนท์ ที่ปรึกษาเพื่อภาคีอุตสาหกรรมศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การแก้ปัญหาขยะพลาสติกของไทยส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะจุดไม่ใช่แก้ต้นเหตุของปัญหาอย่างแท้จริง เพราะในด้านนโยบาย กฎหมายยังไม่มีการออกมาตรการมาลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ดังนั้นการแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกได้ดีที่สุดต้องผลักดันกฎหมายกำหนดนโยบาย และการใช้มาตรการเศรษฐกิจหมุนเวียน  รวมถึงมาตรการสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องสนับสนุนเรื่องนี้อย่างจริงจัง  เพราะหากไม่มีกฎหมายออกมาควบคุมโรงงานต่างๆ ไม่มีมาตรการมาช่วยสนับสนุนจัดการขยะพลาสติก  ประเทศไทยจะประสบปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมหนักขึ้น

จากเด็กอมก๋อยสู่บัณฑิตกยศ.ให้อนาคต-กู้มาต้องชำระ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/375925

จากเด็กอมก๋อยสู่บัณฑิตกยศ.ให้อนาคต-กู้มาต้องชำระ

วันที่ 18 มิถุนายน 2562 – 14:50 น.
พบพริษฐ์ พงศ์โชติสาคร,กยศ,ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์
เปิดอ่าน 3,028 ครั้ง

โดย…  -ปาริชาติ บุญเอก -qualitylife4444@gmail.com –

หลังจากพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 เปิดโอกาสให้กองทุนมีอำนาจเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลของผู้กู้ยืม และให้นายจ้างมีหน้าที่หักเงินเดือนเมื่อกองทุนได้แจ้งอย่างเป็นทางการ ส่งผลให้หลายคนที่เป็นหนี้และไม่ได้ชำระตามกำหนด ถูกหักเงินเดือนมีเบี้ยปรับ หลายคนไม่ชำระหนี้นานหลายปีจนโดนยึดทรัพย์

ทั้งนี้ กยศ.ระบุว่าสาเหตุการค้างชำระหนี้ คือความยากจน ขาดวินัยทางการเงิน ขาดจิตสำนึกในการชำระหนี้ หลายคนชำระไม่ได้เพราะผ่อนรถ ผ่อนบ้าน แต่ไม่จ่ายหนี้ กยศ. 15 ปี จนต้องยึดบ้าน กยศ.พยายามที่จะหาทางแก้ไขให้ลูกหนี้ผ่อนชำระได้ ในกรอบกฎหมาย หากโดนยึดทรัพย์ไม่ได้นำไปขายทันที ยังให้โอกาสผ่อนชำระ แต่หากถอนการยึดแล้วจะต้องเสีย 3% ให้แก่กรมบังคับคดี

แม้หลายคนจะโอดครวญกับความลำบากในการต้องจ่ายหนี้ กยศ.ที่โดนเบี้ยปรับสูง แต่อีกด้านหนึ่ง กยศ.ได้พลิกชีวิตเด็กหนุ่มจาก อ.อมก๋อย จ.เชียงราย ช่วยให้เขาได้ทำตามความฝันที่ต้องการให้ชีวิตครอบครัวที่ประกอบด้วยแม่ พี่ชาย และน้องๆ อีกสองคน สุขสบายขึ้น

พบพริษฐ์ พงศ์โชติสาคร หรือโน วัย 30 ปี ผู้ช่วยผู้จัดการร้านเซเว่นอีเลฟเว่น หนึ่งในผู้กู้ กยศ. ซึ่งเติบโตในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ไม่มีแม้กระทั่งน้ำประปา ไฟฟ้า และสัญชาติไทย หลังจากผู้เป็นพ่อเสียชีวิต แม่ต้องเป็นเสาหลักในการหาเลี้ยงครอบครัวด้วยการประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป ซึ่งได้ค่าจ้างเป็นข้าวสารขนาดเท่ากระป๋องนมข้นหวานใช้ประทังชีวิตให้พอทั้ง 6 คน

“แม่หุงข้าวกระป๋องเล็กๆ ให้พอกินทั้งบ้านด้วยการเอาเมล็ดข้าวโพด มันที่ตากแห้ง หั่นเป็นลูกเต๋า กินกับน้ำเกลือก็มีความสุขที่สุดแล้ว ไม่มีแม้แต่พริก เนื้อสัตว์ไม่เคยได้กิน นับครั้งได้ว่าจะได้กินเนื้อไก่ปีละครั้งเวลามีงานทำบุญประจำปี”

พบพริษฐ์ พงศ์โชติสาคร

พบพริษฐ์ เล่าต่อไปว่า หลังจากที่มีครูอาสาขึ้นไปสอนหนังสือและแนะนำให้ขอสัญชาติไทยเพื่อเรียนต่อ เขาจึงทำเรื่องขอสัญชาติจนสำเร็จ และตัดสินใจเดินทางเข้ากรุงเทพฯ เมื่ออายุ 15 ปี เพื่อเรียนต่อ ปวช. ด้านบริหารธุรกิจ ด้วยเงินจากผู้ใหญ่บ้านและพ่อครูติดตัวเพียง 1,000 บาท เมื่อเดินทางมาถึงกรุงเทพฯ จึงได้รับความช่วยเหลือจากครูอาสาที่แนะนำ พาไปสมัครเรียนที่ปัญญาภิวัฒน์ ทำให้ได้รับทุนจากปัญญาภิวัฒน์ 100% และกู้ กยศ. จำนวน 35,000 บาท เป็นค่าที่พักและใช้จ่าย ด้วยความประหยัดอดออม

หลังจากที่เรียนจบ ปวช. ด้านบริหารธุรกิจ พบพริษฐ์ ได้ทำงานใช้ทุนปัญญาภิวัฒน์ 2 ปีตามสัญญา และทยอยใช้หนี้ กยศ. ไม่ขาดตามเงื่อนไข พร้อมกับตัดสินใจเรียนต่อ ป.ตรี ต่อเนื่องด้านบริหารธุรกิจ ด้วยทุนของปัญญาภิวัฒน์จนจบตามที่หวัง

ปัจจุบัน พบพริษฐ์ ทำงานเป็นผู้ช่วยผู้จัดการร้านเซเว่นอีเลฟเว่น สาขาเลี่ยงเมืองปากเกร็ด 20 เหลือหนี้ กยศ. ราว 1 หมื่นบาท ส่งเงินให้แม่เดือนละ 7,000 บาท จ่ายค่าห้องและผ่อนรถมอเตอร์ไซค์ราว 7,000 บาท และใช้ส่วนตัวเพียง 1,000 บาท ที่เหลือเป็นเงินเก็บ

“ถ้าไม่มีพี่ๆ คอยแนะนำ และไม่มีทุนกยศ. เราก็อาจจะไม่ได้เรียนหนังสือ ไม่มีอะไรที่ยากในการชำระหนี้ให้ตรง สิ่งสำคัญต้องมีวินัย ทุกคนต้องรับผิดชอบตัวเองและครอบครัวอยู่แล้ว การเป็นหนี้ก็เช่นกัน ไม่ว่าเราจะเป็นหนี้อะไรก็แล้วแต่ ขอให้มีวินัยในการชำระ เราเชื่อมั่นในคำสอนของแม่ว่า คนเราอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ถ้าเราอดทน ซื่อสัตย์ ขยัน คนดีตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ถ้าท้อก็นึกถึงว่าแม่สู้ก็เพื่อให้เรามาถึงทุกวันนี้ ภูมิใจในตัวเอง เราผ่านมาได้เพราะมีแม่เป็นแบบอย่าง เมื่อเกิดปัญหาก็อย่าคิดว่าเราจะแก้ไม่ได้” พบพริษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย

  ค้างชำระหนี้ขาดจิตสำนึก
ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาสาเหตุการค้างชำระหนี้ คือ ยากจน ขาดวินัยทางการเงิน ขาดจิตสำนึกในการชำระหนี้ หลายคนชำระไม่ได้เพราะผ่อนรถ ผ่อนบ้าน แต่ไม่จ่ายหนี้กยศ. 15 ปี จนต้องยึดบ้าน หลายคนมีเงินแต่ไม่จ่าย ล่าสุด กยศ.มีมาตรการจูงใจให้ผู้กู้ยืมชำระหนี้ ระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2561 – 31 พฤษภาคม 2562 ชำระหนี้ปิดบัญชี มีส่วนลดเงินต้น 3% ณ วันที่ปิดบัญชี (สำหรับผู้ที่ไม่ผิดนัด) และลดเบี้ยปรับ 85% ณ วันที่ชำระหนี้ปิดบัญชี ซึ่งมีผู้ปิดบัญชีไปแล้ว 3 หมื่นราย

“การที่เรามีลูกหนี้จำนวนมากที่ต้องถูกบังคับคดี วันนี้ กยศ.พยายามที่จะหาทางแก้ไขให้ลูกหนี้เหล่านี้สามารถผ่อนชำระได้ เรายินดีรับฟังปัญหาและรับไปพิจารณา พร้อมกับพยายามช่วยเหลือทุกคนในกรอบของกฎหมาย แนะนำว่าวันนี้ถ้าโดนยึดทรัพย์แล้วก็ไม่เป็นไร ยืนยันว่าเราจะไม่ได้นำไปขายทันที ยังให้โอกาสผ่อนชำระ แต่หากถอนการยึดแล้วจะต้องเสีย 3% ให้กรมบังคับคดี ที่ผ่านมาเราได้เชิญลูกหนี้ทั่วประเทศมาร่วมหาทางออกของปัญหาร่วมกันที่ปัตตานี กรุงเทพฯ หลังจากนี้ จะไปจัดที่เชียงใหม่ นครสวรรค์ และนครราชสีมา จากนั้นเราจะนำปัญหาทั้งหมดไปประมวล และเสนอแนวทางใหม่ๆ และหาข้อสรุปที่ดีสำหรับทุกคน” ชัยณรงค์ กล่าว

ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์

ทั้งนี้ กยศ.ได้เปิดไลน์แอด เพื่อให้เป็นพื้นที่สำหรับให้ผู้กู้รับคำปรึกษา 6 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่ม กยศ.หักเงินเดือน, กลุ่มกยศ., กลุ่มกยศ.คดีและบังคับคดี, กลุ่ม กยศ.สถานศึกษา, กลุ่มกยศ.เรื่องร้องเรียนทุกข์ และผู้จัดการ กยศ. มีสมาชิกทั้งสิ้น 102,422 ราย

สำหรับพระราชบัญญัติกองทุนเงินให้กู้ยืมเงินเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 มาตรา 6 ระบุว่า สถานะกองทุนกยศ. คือ หน่วยงานของรัฐภายใต้กำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง มีสถานะเป็นนิติบุคคลที่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ

มาตรา 42 หน้าที่ของผู้กู้ยืม คือ ให้ความยินยอมในขณะทำสัญญากู้ยืมให้หักเงินเดือน, แจ้งสถานการณ์เป็นผู้กู้ยืมเงินต่อนายจ้างภายใน 30 วัน และยินยอมให้กองทุนเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคล

มาตรา 51 นายจ้างมีหน้าที่หักเงินได้พึงประเมินของผู้กู้ยืมเงิน ซึ่งเป็นพนักงานหรือลูกจ้างโดยนำส่งกรมสรรพากรภายในกำหนด ซึ่งนายจ้างจะดำเนินการหักเงินเดือนได้ ต่อเมื่อกองทุนได้แจ้งต่อนายจ้างอย่างเป็นทางการเท่านั้น

หากไม่ดำเนินการนายจ้างต้องรับผิดชอบชดใช้เงินที่ต้องนำส่งในส่วนของผู้กู้ยืม ต้องจ่ายเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ 2 ต่อเดือนของจำนวนเงินที่นายจ้างยังไม่ได้นำส่งหรือตามจำนวนที่ยังขาดไป

“วงการสื่อสาร” ไม่หมดยุคแข่งด้วยเนื้อหา ก้าวสู่สื่อใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/375789

“วงการสื่อสาร” ไม่หมดยุคแข่งด้วยเนื้อหา ก้าวสู่สื่อใหม่

วันที่ 17 มิถุนายน 2562 – 12:45 น.
ปาริชาต สถาปิตานนท์,วงการสื่อ,ดิจิทัล
เปิดอ่าน 1,609 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com  

    “วงการสื่อไม่หมดยุค เพราะคนยังโหยหาความน่าเชื่อถือ ความจริง” ปาริชาต สถาปิตานนท์

ปัจจุบันแม้ผู้คนจะเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้อย่างง่ายดาย และทุกคนสามารถผลิตเนื้อหา ข่าวสารได้ จนทำให้อุตสาหกรรมสื่อเกิดความสั่นคลอน หลายองค์กรต้องปิดตัวลง แต่สำหรับนักวิชาการด้านสื่อสารมวลชน นักนิเทศศาสตร์ ยังคงเชื่อมั่นว่า วงการสื่อสาร ยังไม่ตาย ไม่หมดยุค เพราะต่อให้ทุกคนมีข้อมูลในมือ แต่สิ่งที่ทุกคนต้องการมากกว่า คือ ความน่าเชื่อถือ ซึ่งหน้าที่ของนักสื่อสารมวลชน นักนิเทศศาสตร์ จึงต้องเป็นผู้ผลิตเนื้อหา (Content) ที่น่าเชื่อถือ ตรงกับความเป็นจริง สรุปย่อยอย่างตรงประเด็น และต้องมีความแตกต่างอย่างชัดเจน

“ดิจิทัล” ไม่ใช่สื่อใหม่ แต่เป็นมากกว่าสื่อใหม่ เพราะเป็นส่วนหนึ่งของระบบ Ecosystem หรือระบบนิเวศ ทางการสื่อสารในยุคโลกดิจิทัล ต้องยอมรับว่าเป็นเส้นทางคมนาคมหนึ่งที่ทำให้ทราบได้ว่าข้อมูลข่าวสารไปถึงคนได้อย่างไร จะพัฒนาคนรับรู้ข้อมูลข่าวสารได้อย่างไร แต่ในอดีต สื่อกระแสหลักอย่าง หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ วิทยุ ไม่สามารถระบุชี้ชัดว่าผู้รับสารไปถึงใครได้บ้าง ดังนั้น ถนนของวงการสื่อมวลชนขณะนี้ มีทั้งตัวผู้เล่นเดิมส่งต่อช่วงถึงกันและกัน และเปิดตัวผู้เล่นใหม่ ที่เป็นผู้ประกอบการด้านสื่อใหม่ รวมถึงเป็นทั้งผู้เล่นในประเทศและต่างประเทศ

ปาริชาต สถาปิตานนท์

ปาริชาต สถาปิตานนท์ คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อธิบายถึงเส้นทางใหม่ของนักสื่อสารมวลชน และนักนิเทศศาสตร์ ว่าสิ่งสำคัญในวงการสื่อมวลชนคือ ผู้เล่นทั้งเก่าและใหม่ จะได้รับความนิยม ความสนใจ และทำให้องค์กรสื่อของตนเองอยู่รอดได้นั้น ต้องรู้จักการกำหนดกลุ่มเป้าหมายของตนเองว่าเป็นใคร มีพันธมิตรทางการค้า หุ้นส่วนทางธุรกิจร่วมการค้าอย่างไรได้บ้าง เพราะต้องยอมรับว่าสื่อกลายเป็นธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่ง เมื่อก่อนสื่อมวลชนอาจจะมองไม่เห็น ว่าจะต้องกลายเป็นธุรกิจสื่อ แต่ด้วยกลไกจากสื่อใหม่ เทคโนโลยีใหม่ การแข่งขันมีมากขึ้น ความอยู่รอดของคนในองค์กร ธุรกิจสื่อเองมีความสำคัญ จึงต้องก้าวให้พ้นความเป็นสื่อใดสื่อหนึ่ง แล้วต้องเชื่อมร้อยบูรณาการสื่อไปด้วยกัน

“ด้วยกลไกของสื่อที่เปลี่ยนแปลงไป มีนายทุน ผู้ประกอบการ นักธุรกิจจากส่วนอื่นที่ไม่เกี่ยวกับสื่อ เข้ามาซื้อหุ้น มาถือหุ้น ขณะเดียวกันเทคโนโลยีสมัยใหม่ ดิจิทัล หุ่นยนต์ประดิษฐ์ ล้วนมีบทบาทในการทำหน้าที่ การทำงานของสื่อมวลชน นักนิเทศศาสตร์ทั้งสิ้น ทำให้การเรียนการสอนเพื่อผลิตนักสื่อสารมวลชน นักนิเทศศาสตร์ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อาจารย์ผู้สอนไม่ใช่เพียงสอนให้นิสิตก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของสื่อใหม่ เข้าใจและอยู่ในความสัมพันธ์ระหว่างคนและสื่อเทคโนโลยี ความเร็วของข้อมูลให้ได้ แต่ต้องปรับกระบวนการวิจัยมากขึ้น เน้นความเป็นภาคอุตสาหกรรมมากขึ้น และไม่ใช่เพียงอาจารย์ผู้สอนต้องปรับเท่านั้น คนทำงานด้านสื่อ ไม่ว่าจะเป็นนักข่าว บรรณาธิการ สายวิชาการ สายอาชีพ ต้องปรับทั้งหมด ปรับทุกมิติ และต้องร่วมกัน เพื่อเกิดหลักสูตร วิชาที่ตอบโจทย์ความต้องการของนิสิต สภาพเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” ปาริชาต เล่าเพิ่มเติม

แม้กลุ่มคนที่ทำงานอุตสาหกรรมสื่อ จะได้รับผลกระทบจากการเข้ามาของสื่อดิจิทัล สื่อใหม่ สื่อออนไลน์มากขึ้น แต่ทางกลับกันเด็กรุ่นใหม่อีกจำนวนมากยังคงเลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์

คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ เล่าอีกว่า เด็กรุ่นใหม่ที่มาเรียนนิเทศศาสตร์ มีเส้นทางของตนเอง ไม่กลัวว่าถ้าสื่อกระแสหลัก หนังสือพิมพ์ โทรทัศน์ นิตยสารปิดตัวลง เนื่องจากโตมาพร้อมกับแพลตฟอร์มดิจิทัล รู้จัก และใช้ดิจิทัล ปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ ขณะนี้เด็กรุ่นใหม่ เรียนนิเทศศาสตร์ เพราะอยากมารู้เทคโนโลยี สื่อใหม่ รูปแบบการนำเสนอแบบใหม่ และการเป็นผู้ประกอบการด้านสื่อมวลชน เช่น อยากเป็นบล็อกเกอร์ เป็นยูทูเบอร์ (YouTuber) พวกเขาสามารถใช้สื่อใหม่สร้างอาชีพให้แก่ตนเองได้ ดังนั้น หน้าที่ของมหาวิทยาลัย คือต้องช่วยให้เด็กรุ่นใหม่ ต่อยอดความรู้บนถนนสายใหม่ด้านสื่อใหม่กับดิจิทัล

“วงการสื่อไม่หมดยุค เพราะคนยังโหยหาความน่าเชื่อถือ ความจริง ซึ่งสื่อเดิมต้องเปลี่ยนแปลงตนเองไปอยู่โครงสร้างใหม่ สื่อใหม่ แต่ยังคงต้องทำให้กลุ่มผู้บริโภคเดิมย้ายตามสื่อใหม่ไปด้วย จึงเป็นความท้าทายของกลุ่มคนวิชาชีพสื่อและผู้ประกอบการด้านสื่อ ที่ต้องค้นคว้าแพลตฟอร์มใหม่ให้ไปไกลกว่าเดิม ที่สำคัญการแข่งขันของสื่อมวลชน ต้องแข่งกันที่เนื้อหา นักสื่อสารมวลชน นักนิเทศศาสตร์ ต้องเป็นผู้ผลิตเนื้อหา สร้างข้อมูล ผลิตเทคโนโลยี หนังโฆษณา รายการบันเทิง ภาพยนตร์ ข้อมูลข่าวสารที่แตกต่างไปจากแบบเดิม ต้องก้าวข้ามจากสื่อเดิมมาสู่สื่อหลอมรวม” คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ระบุ

มนุษยนิยมกับสื่อสมัยใหม่ มีความเชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับสื่อ ซึ่งต้องมีการถกกันว่าอนาคตมนุษย์จะใช้สื่ออย่างไร และในฐานะสื่อมวลชนจะยกระดับการเรียนรู้ สร้างเนื้อหาอย่างไรให้ทันกับสมัยใหม่ ซึ่งวันที่ 17-19 มิถุนายน นี้ คณะนิเทศศาสตร์ ร่วมกับ The Asian Media Information and Communication Centre (AMIC) องค์กรไม่แสวงผลกำไรระดับนานาชาติจัดประชุมวิชาการนานาชาติ 27 th AMIC Annual Conference ภายใต้หัวข้อ “Communication, Technology and New Humanism” เป็นเวทีสะท้อนให้ประชาชนทั่วโลกได้เข้าใจว่าเมื่อเทคโนโลยีเข้ามา ความอยู่รอดของนิเทศศาสตร์ วงการสื่อสารยังคงเป็นศาสตร์สำคัญอย่างไร คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประมาณ 300 คน

“การผลิตเนื้อหาของนักสื่อสารมวลชนในอนาคต ไม่ใช่เพื่อคนไทยเท่านั้น แต่ต้องนึกถึงผู้ชมที่มีอยู่ทั่วโลก ในส่วนของภาคการศึกษา จำเป็นต้องมีความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับการศึกษานานาชาติ เพื่อตอบโจทย์สังคมที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และผลิตนักสื่อสารมวลชน นักนิเทศศาสตร์ทั้งเก่าและใหม่ให้อยู่รอดให้ได้ โดยนักสื่อสารมวลชน นักนิเทศศาสตร์ ผู้ประกอบการด้านสื่อรุ่นใหม่ต้องมีความพร้อมทั้งภาษา เข้าใจเนื้อหาที่ตนเองผลิต รู้จักกลุ่มเป้าหมาย เข้าใจบริบททางวัฒนธรรม จริตผู้บริโภค ซึ่งคณะนิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชนรุ่นเก่าทุกแห่งต้องปรับทุกมิติ และร่วมสร้างนักสื่อสารมวลชนรุ่นใหม่” คณบดีคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวทิ้งท้าย

  10สิ่งช่วยสื่อมวลชนอยู่รอดในยุคสมัยใหม่
-ผลิตเนื้อหาที่น่าเชื่อถือ ความจริง
-เรียนรู้เทคโนโลยีทันสมัย
-เชื่อมโยงระหว่างมนุษย์กับสื่อใหม่
-ปรับตัวในทุกมิติ
-กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ผู้รับสารอย่างชัดเจน
-ต้องมีความเป็นผู้ประกอบการสื่อ
-เข้าใจบริบทสังคม วัฒนธรรม
-เรียนรู้จริตผู้บริโภคสื่อ
-สรุปย่อยอย่างตรงประเด็น
-ก้าวพ้นความเป็นสื่อใดสื่อหนึ่ง เชื่อมร้อยบูรณาการสื่อไปด้วยกัน
ที่มา:คมชัดลึก

ครูพันธุ์ใหม่ใช้ “บีบีแอล” สอนหุ่นยนต์และเออาร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/375502

ครูพันธุ์ใหม่ใช้ “บีบีแอล” สอนหุ่นยนต์และเออาร์

วันที่ 14 มิถุนายน 2562 – 12:20 น.
บีบีแอล,ครูพันธุ์ใหม่,สอนหุ่นยนต์,เออาร์
เปิดอ่าน 2,151 ครั้ง

โดย…  ทีมคุณภาพชีวิต -qualitylife4444@gmail.co,

โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรืออีอีซี ใน 3 จังหวัด ได้แก่ ฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง ถือเป็นฐานผลิตของ 10 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่จะนำไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้เป็นเศรษฐกิจชั้นนำของทวีปเอเชีย แต่การจะไปสู่เป้าหมายได้นั้น กลไกสำคัญคือการพัฒนากำลังคนที่มีทักษะความรู้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและดิจิทัล เพื่อสนองต่ออุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมในอนาคต เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันของไทยให้สูงขึ้น

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ทำหลักสูตรเทคโนโลยีหุ่นยนต์ และเทคโนโลยีความจริงเสริมหรือเออาร์ (Augmented Reality: AR) ตามหลักการพัฒนาสมอง หรือบีบีแอล (Brain-based Learning:BBL) ขึ้น พร้อมจัดอบรมครูในโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพที่อยู่ในพื้นที่อีอีซี จำนวน 300 คน เพื่อนำความรู้และประสบการณ์ไปเป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้เด็กสนใจและสร้างแรงบันดาลใจในการเลือกศึกษาต่อในสาขาวิชาชีพที่เป็นที่ต้องการของอุตสาหกรรมในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกที่คาดว่าจะมีมากกว่า 170,000 คน ในช่วงปี 2560-2564

โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้ส่งอาจารย์และนักศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญด้านหุ่นยนต์มาช่วยถ่ายทอดความรู้ในการอบรมครูครั้งนี้ โดยใช้หลักของการพัฒนาสมอง หรือบีบีแอล  เป็นแนวทางจัดการเรียนรู้สมัยใหม่ที่สอดคล้องกับโครงสร้างและการทำงานของสมอง เพื่อเพิ่มทักษะการสอนในภาคปฏิบัติให้เด็กสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ได้ด้วยตัวเอง และประการสำคัญคือเพื่อกระตุ้นให้เด็กเกิดความสนใจและแรงบันดาลใจในการเลือกเรียนสาขาวิชาชีพที่สามารถสนองความต้องการกำลังคนของอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่อีอีซี

อภิชาติ ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักโครงการและจัดการความรู้ OKMD กล่าวว่า หุ่นยนต์เป็นนวัตกรรมที่เกิดจากการประยุกต์ใช้ศาสตร์พื้นฐานในหลายสาขา ทั้งเครื่องกล ไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ คณิตศาสตร์ รวมไปถึงศิลปะเข้าด้วยกัน ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ในงานแต่ละประเภท อย่างในต่างประเทศมีการนำหุ่นยนต์เข้ามาใช้งานมากกว่าประเทศไทย เพื่อลดการใช้แรงงานคนในระบบการผลิตของอุตสาหกรรม ประเภทงานหนัก งานเสี่ยงอันตราย งานเฉพาะเจาะจง และงานที่ต้องทำซ้ำไปซ้ำมา เพื่อให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ไม่ต้องทำงานที่มีผลเสียกับสุขภาพ

อภิชาติ ประเสริฐ

ในส่วนของผู้ผลิตก็จะได้งานคุณภาพและมีมาตรฐาน หุ่นยนต์สามารถลดข้อผิดพลาดในการกระบวนการทำงานได้ถึงร้อยละ 98-99 ในขณะที่แรงงานคนจะสามารถลดข้อผิดพลาดในกระบวนการทำงานได้น้อยกว่า คือร้อยละ 95 และแนวโน้มการใช้หุ่นยนต์ทั่วโลกจะใช้ในอุตสาหกรรมด้านสุขภาพ ด้านการแพทย์ ด้านการเกษตร อย่างในบางประเทศเริ่มใช้ในการเก็บเกี่ยวผลผลิตด้านการเกษตร เป็นต้น
ซึ่งการอบรมเรื่องเทคโนโลยีหุ่นยนต์ แบบพื้นฐานในครั้งนี้ จะเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้พร้อมลงมือทำควบคู่กันไป เพื่อให้สามารถจดจำและนำไปใช้ได้จริงในภาคสนาม โดยจัดให้มีการฝึกปฏิบัติจากการจำลองเรื่องแขนกลซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของหุ่นยนต์ สำหรับใช้ในการยก จับ เคลื่อนย้ายสิ่งของ ทั้งนี้เพื่อให้ครูผู้เข้าอบรมรู้หลักการทำงาน การเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ และนำไปขยายผลสอนเด็กชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายและอาชีวะสายเทคโนโลยี

ภัคพนธ์ จันทโชติ และ ฐานิสร์ษา ภิรัมย์ สาขาอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์และสารสนเทศ วิทยาลัยจุฬาภรณ์ (ลาดขวาง) จ.ฉะเชิงเทรา ที่เข้ารับการอบรม บอกว่า ได้ความรู้ด้านโปรแกรมมิ่ง หุ่นยนต์ กราฟฟิกแอนิเมชั่น และโดยเฉพาะอย่างยิ่งคือวิธีการสอนที่เราสามารถจำลองของจริงที่ทำขึ้นในห้องให้นักเรียนได้เห็นจริง และหากนักเรียนต้องการทำหุ่นยนต์เองก็สามารถนำไปฝึกหัดได้จริง เพราะรู้จักวิธีการและอุปกรณ์ต่อมือกลแล้ว
ได้เรียนรู้เออาร์เป็นเทคนิคการแทนที่วัตถุในโลกแห่งความเป็นจริงด้วยรูปแบบวิดีโอ หรือวัตถุสามมิติ และแสดงผลผ่านฮาร์ดแวร์ รวมถึงสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต ซึ่งสามารถนำมาปรับใช้ในการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ได้ เพื่อเพิ่มทักษะและจินตนาการให้แก่ผู้เรียนที่สามารถป้อนเนื้อหาที่เข้าใจง่ายในรูปแบบดิจิทัล ทำให้นักเรียนสนุกไปกับการคิดและการลงมือทำเองโดยนำไปแทรกในวิชาวิทยาศาสตร์และคอมพิวเตอร์ได้ ปรับใช้กับการเขียนโปรแกรม 3D ให้เข้าใจง่ายขึ้น เชื่อมโยงกับการสอนหลักสูตร STEM ที่มีอยู่แล้ว

นอกจากนี้ยังช่วยในการวางแผนโครงงานของนักเรียนเพื่อให้เกิดจินตนาการก่อนการสร้างชิ้นงาน นับเป็นการเพิ่มโอกาสในการเลือกเรียนสาขาต่างๆ ให้นักเรียนหรือสามารถทำงานได้ทันที ซึ่งจะมีประโยชน์มากเนื่องจากที่ผ่านมายังไม่มีเทคโนโลยีนี้ในการเรียนการสอน  ซึ่ง OKMD จัดอบรม หลักสูตรเทคโนโลยีหุ่นยนต์ (Robotics) และหลักสูตรเทคโนโลยีความจริงเสริม (Augmented Reality : AR) ตลอดเดือนมิถุนายน ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.okmd.or.th

ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้ายจาก3เดือนมีชีวิตจิตอาสามา14ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/375326

ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้ายจาก3เดือนมีชีวิตจิตอาสามา14ปี

วันที่ 13 มิถุนายน 2562 – 13:15 น.
มะเร็ง,จิตอาสา
เปิดอ่าน 9,765 ครั้ง

โดย… -พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com – 

“ตายแน่ๆ ฉันต้องตายแน่ๆ จะเดือนไหนในปีนี้” เป็นความรู้สึกแรกที่ นางองุ่น หงษ์ศรี วัย 63 ปี ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้ายบอกว่าเกิดขึ้นเมื่อทราบจากแพทย์ในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย และมีชีวิตอยู่ต่อได้ไม่เกิน 3 เดือน จากนั้นมา 14 ปีปัจจุบัน “องุ่น” เป็นจิตอาสาร่วมกับเพื่อนๆ ในการช่วยเหลือให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยมะเร็งที่เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี

องุ่น เล่าว่า ตอนอายุ 49 ปีได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งว่าเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะสุดท้าย และน่าจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกราว 3 เดือน ก่อนจะเข้ารับการรักษาตามสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทองและย้ายมารักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี เนื่องจากเป็นระยะสุดท้ายแพทย์จึงไม่ได้ผ่าตัดเพราะไม่สามารถรักษาได้ แต่ให้การรักษาด้วยการฉายแสง 29 ครั้ง ตามด้วยการใส่แร่ช่องคลอดอีก 3 ครั้ง จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 14 ปีแล้ว และมาทำงานเป็นจิตอาสาร่วมกับจิตอาสาคนอื่นๆ ที่โรงพยาบาลราชวิถี คอยพูดคุยให้คำแนะนำและกำลังใจแก่ผู้ป่วยมะเร็งที่ต้องมารับการฉายแสง รวมถึงจัดทำเต้านมเทียมแจกฟรี และมีธนาคารวิกให้ผู้ป่วยยืมไปใช้จนกว่าผมจะจริงงอกเป็นที่พอใจค่อยนำกลับมาคืน

องุ่น หงษ์ศรี

“คนเราถ้าไม่ป่วยก็จะไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ผู้ป่วยเมื่อรู้ว่าตัวเองเป็นมะเร็งต้องตั้งสติ เข้ารับการรักษาอย่างอดทน เชื่อและปล่อยวางให้คุณหมอรักษาตามแนวทางที่เหมาะสม เราก็ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำ เพราะเราไม่รู้เรื่องโรคเหมือนคุณหมอ ที่สำคัญต้องมีกำลังใจ ตัวเองมีลูกสาวเป็นกำลังใจที่สำคัญ รวมถึง การอยากเป็นผู้ให้ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนด้วยการเป็นจิตอาสา นี่คือกุศลที่ยิ่งใหญ่ เมื่อรักษาเสร็จทำใจให้เป็นสุข คิดดี ทำดี พูดดี” นางองุ่น กล่าว

ผศ.พิเศษ พญ.อรัญญา ยันตพันธ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งนรีเวช รพ.ราชวิถี และแพทย์เจ้าของไข้นางองุ่น อธิบายว่า การที่ผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 4 จะมีอัตรามีชีวิตรอดได้นานเท่าไหร่นั้นขึ้นอยู่กับระยะที่ป่วย ซึ่งระยะที่ 4 จะแยกเป็นการกระจายไปอวัยวะใกล้เคียงและกระจายไปสู่ส่วนอื่นๆ ของร่างกาย รวมถึงเป็นมะเร็งชนิดที่ความรุนแรงต่ำ ผู้ป่วยมีการปฏิบัติตัวที่ดีและมีจิตใจที่เข้มแข็งมีกำลังใจดีซึ่งถือเป็นสิ่งสำคัญ

ผศ.พิเศษ พญ.อรัญญา ยันตพันธ์

จากข้อมูลสถิติสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ปี 2560 ระบุว่าในแต่ละปีจะพบว่าผู้หญิงไทยป่วยมะเร็งปากมดลูกรายใหม่ 5,513 ราย เพิ่มขึ้นวันละ 15 ราย เสียชีวิตปีละ 2,251 ราย สาเหตุของมะเร็งปากมดลูกมากกว่า 90% เกิดจากไวรัสเอชพีวี โดยเชื้อนี้จะติดต่อจากการมีเพศสัมพันธ์ที่มีรอยถลอกของผิวหรือเยื่อบุในอวัยวะสืบพันธุ์ ทำให้เชื้อสามารถเข้าไปอยู่ที่ปากมดลูกจนเกิดการเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อกลายเป็นเซลล์หรือเนื้อเยื่ออักเสบเรื้อรังที่เป็นระยะก่อนเป็นมะเร็งและเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด

การรักษาด้วยการผ่าตัด การใช้เคมีบำบัดและการฉายแสงขึ้นอยู่กับระยะของโรค ส่วนการป้องกันโรคนั้น ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ เว้นแต่กับผู้ชายที่จะให้เป็นพ่อของลูก เข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งชนิดนี้ในการตรวจสุขภาพประจำปี และหากเป็นเด็กหญิงอายุตั้งแต่ 9 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ควรฉีดวัคซีนเอชพีวี

ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งปากมดลูกระยะที่ 1 ผศ.พิเศษ พญ.อรัญญา บอกว่า รพ.ราชวิถี มีการประยุกต์เทคนิคการผ่าตัดส่องกล้องที่ทั่วโลกใช้มานาน เป็นการผ่าตัดแบบไร้แผลให้ผู้ป่วยมะเร็งนรีเวช แทนการผ่าตัดแบบเปิดหน้าท้องหรือส่องกล้องทางหน้าท้องที่ต้องตัดมดลูกออก โดยการสอดกล้องเข้าไปทางช่องคลอดแล้วใช้วิธีการที่พัฒนาขึ้นในการแยกปากมดลูกและท่อปัสสาวะได้ชัดเจน ก่อนจะตัดปากมดลูกที่เป็นมะเร็งออก ทำให้สามารถรักษามดลูกของผู้ป่วยไว้ได้

อย่างไรก็ตามวิธีนี้จะใช้กับผู้ป่วยระยะที่ 1 ก้อนมะเร็งใหญ่ไม่เกิน 4 เซนติเมตร และผู้ป่วยมีอายุน้อย ที่ผ่านมารักษาสำเร็จแล้ว 1 รายเมื่อเดือนสิงหาคม 2561 อายุ 29 ปี เพิ่งแต่งงานได้ 1 เดือนก่อนพบว่าเป็นมะเร็ง จึงอยากจะเก็บรักษามดลูกไว้เพื่อมีลูกในอนาคต หลังผ่าตัดก็จะต้องมีการติดตามต่อเนื่องว่ากลับมาเป็นซ้ำหรือไม่

“มะเร็งปากมดลูกมักพบในช่วงอายุ 30 ปีขึ้นไป แต่พบว่าปัจจุบันในคนอายุน้อยๆ 20 ปีก็ป่วยเช่นกัน โดยส่วนใหญ่มักจะมีประวัติการมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย มีคู่นอนหรือมีสามีหลายคน หรือมีสามีที่มีความสำส่อนทางเพศ ซึ่งผู้ป่วยเป็นมะเร็งส่วนใหญ่มักสิ้นหวังกับการมีชีวิต คิดว่าเป็นมะเร็งแล้วจะต้องตายแน่ แต่จริงๆ แล้วมะเร็งยิ่งรักษาเร็วยิ่งมีโอกาสรอดชีวิตสูง” ผศ.พิเศษ พญ.อรัญญา กล่าว

นอกจากนี้ รพ.ราชวิถี ยังพบว่ามะเร็งศีรษะ-คอ เป็นมะเร็งที่มักจะถูกมองข้าม ขณะที่แนวโน้มการพบผู้ป่วยมีมากขึ้น นพ.ณัฐ นิยมอุดมวัฒนา นายแพทย์ชำนาญการกลุ่มศูนย์การแพทย์เฉพาะทางด้านโสต ศอ นาสิก รพ.ราชวิถี กล่าวว่า มะเร็งศีรษะและคอที่พบบ่อย ได้แก่ มะเร็งช่องปาก ช่องคอ กล่องเสียง โพรงจมูกและไซนัสโพรงหลังจมูก ต่อมไทรอยด์ และต่อมน้ำลาย จากสถิติทะเบียนมะเร็งไทยปี 2558 มะเร็งช่องปากพบมากเป็นอันดับ 6 ของเพศชาย และอันดับ 10 ของเพศหญิง

เฉพาะที่ รพ.ราชวิถี มีผู้ป่วยมะเร็งศีรษะและคอรายใหม่ เข้ามารักษาเพิ่มสูงขึ้นจากปี 2558 จำนวน 529 คน ปี 2559 จำนวน 600 คน และปี 2560 จำนวน 673 คน ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดมะเร็งชนิดนี้คือการสูบบุหรี่ การดื่มสุรา การเคี้ยวหมาก การใส่ฟันปลอมที่ไม่พอดีหรือมีฟันแหลมคมที่ทำให้เกิดการระคายเคือง มีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็ง ซึ่งอาการที่ส่งสัญญาณเตือนได้แก่ เป็นแผลที่ลิ้นหรือช่องปากที่ไม่หายภายใน 3 สัปดาห์ เจ็บคอ เสียงแหบ กลืนติด มีน้ำมูกหรือเสมหะปนเลือด มีก้อนที่คอหรือในบริเวณช่องปาก ช่องคอที่โตขึ้นเรื่อยๆ ควรรีบมาพบแพทย์

การรักษาแนวทางหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงและมีค่าใช้จ่ายแพงในการรักษามะเร็งช่องปากเป็นหลักล้านบาท คือ เทคนิคปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ นพ.ณัฐ อธิบายว่า การรักษามะเร็งช่องปากจะต้องมีการตัดชื้นเนื้ออวัยวะที่เป็นมะเร็งโดยตัดห่างจากขอบด้านละ 1-2 ซม. ฉะนั้นหากคนไข้มารักษาในระยะยิ่งมากก็จะต้องตัดออกพื้นที่มาก หากเป็นที่ลิ้นก็จะต้องมีการตัดลิ้นบางส่วนออกไป คนไข้เสียปริมาตรลิ้นไปทำให้การพูดและการกลืนลำบาก จึงมีการใช้เทคนิคปลูกถ่ายเนื้อเยื่อจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย เช่น แขน ขา หรือหน้าแข้งแล้วแต่ความเหมาะสม มาปลูกถ่ายแทนเนื้อเยื่อเดิมที่ตัดออกไป ซึ่งจะอาศัยการต่อเส้นเลือด โดยใช้เส้นเลือดที่เว้นไว้จากการเลาะต่อมน้ำเหลืองที่คอออกแล้วต่อเข้ากับเนื้อเยื่อใหม่ นอกจากนี้การผ่าตัดจะใช้การซ่อนแผลไว้ที่ไรผมของคนไข้เพื่อปิดบังแผลเป็นบริเวณคอด้วย

นพ.ณัฐ นิยมอุดมวัฒนา

จากการที่ รพ.ราชวิถี เป็นสถานพยาบาลระดับตติยภูมิ ต้องรับการส่งต่อผู้ป่วยมะเร็งและโรคอื่นๆ ที่มีความซับซ้อนในการรักษา ต้องใช้เทคโนโลยี ครุภัณฑ์ทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ต่างๆ ที่อยู่ในระดับสูง นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการรพ.ราชวิถี บอกว่า ปี 2561 รพ.ราชวิถี รักษาผู้ป่วยมะเร็งมากถึง 15,670 คน หรือเฉลี่ยวันละ 43 คน เป็นผู้ป่วยมะเร็งที่ส่งต่อมาจากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศปีละ 10,250 คน หรือเฉลี่ยวันละ 18 คน แต่ด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ บุคลากรทางการแพทย์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ทำให้ผู้ป่วยต้องรอคิวรักษายาวนาน ซึ่งการรอเพื่อรักษาในผู้ป่วยโรคมะเร็งเป็นปัญหาสำคัญ หากผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วโอกาสที่จะหายและสามารถกลับไปใช้ชีวิตอย่างปกติจะมีมากขึ้น

ทั้งนี้มูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถีและโรงพยาบาลราชวิถีได้ก่อตั้งโครงการ “ทีมราชวิถี ซูเปอร์ฮีโร่ พิชิตมะเร็ง” เพื่อระดมทุนในการจัดซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัยให้เพียงพอเพื่อผู้ป่วยมะเร็งจำนวนมากไม่ต้องรอรักษานาน โดยทุกคนสามารถร่วมเป็นซูเปอร์ฮีโร่ได้ด้วยการบริจาคเงินสมบทบได้ที่ชื่อบัญชี “เงินบริจาคของมูลนิธิโรงพยาบาลราชวิถี” 0512163221 ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา รพ.ราชวิถี สอบถามเพิ่มเติมโทร. 0-2354-7997 หรือช่วยประชาสัมพันธ์โครงการผ่านโซเชียลมีเดียต่างๆ

 5 อันดับผู้ป่วยมะเร็ง รพ.ราชวิถี ปี 2559–2561
ปี 2561 มะเร็งเต้านม 12,559 คน /มะเร็งต่อมไทรอยด์ 5,736 คน /มะเร็งปากมดลูก 4,626 คน /มะเร็งลำไส้ใหญ่ 4,029 คน /มะเร็งทวารหนัก 3,836 คน
ปี 2560 มะเร็งเต้านม 12,433 คน/มะเร็งต่อมไทรอยด์ 6,037 คน/มะเร็งปากมดลูก 6,032 คน/มะเร็งมดลูก 4,127 คน/มะเร็งลำไส้ 4,126 คน
ปี 2559 มะเร็งเต้านม 11,078 คน/มะเร็งปากมดลูก 7,376 คน/มะเร็งรังไข่ 5,546 คน / มะเร็งต่อมไทรอยด์ 5,171 คน /มะเร็งมดลูก 4,446 คน

 **มะเร็งที่เป็นมากในเพศชาย (ทั่วโลก)
1.มะเร็งปอด
2.มะเร็งต่อมลูกหมาก
3.มะเร็งลำไส้ใหญ่
4.มะเร็งช่องท้อง
5.มะเร็งตับ

   มะเร็งที่เป็นมากในเพศหญิง
1.มะเร็งทรวงอก
2.มะเร็งลำไส้ใหญ่
3.มะเร็งปอด
4.มะเร็งปากมดลูก
5.มะเร็งต่อมไทรอยด์

 มะเร็งที่มักเป็นกับทั้ง 2 เพศ
1.มะเร็งปอด
2.มะเร็งทรวงอก
3.มะเร็งลำไส้ใหญ่
4.มะเร็งต่อมลูกหมาก
5.มะเร็งช่องท้อง

          *มะเร็งที่พบบ่อยในเพศชาย (ประเทศไทย) 
มะเร็งตับและท่อน้ำดี
มะเร็งปอด
มะเร็งลำไส้ใหญ่และทวารหนัก
มะเร็งต่อมลูกหมาก
มะเร็งต่อมน้ำเหลือง

 5 อันดับแรกของมะเร็งที่พบบ่อยในเพศหญิง
มะเร็งเต้านม
มะเร็งปากมดลูก
มะเร็งตับ
มะเร็งปอด
มะเร็งลำไส้ใหญ่

เด็กทำงาน 3.9%เหตุจากความจนวางนโยบายต้านใช้แรงงานเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/375191

เด็กทำงาน 3.9%เหตุจากความจนวางนโยบายต้านใช้แรงงานเด็ก

วันที่ 12 มิถุนายน 2562 – 12:35 น.
แรงงานเด็ก,ยากจน
เปิดอ่าน 1,819 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

จากสถิติผลสำรวจการทำงานของเด็กในประเทศไทย พ.ศ.2561 พบว่า ประเทศไทยมีประชากร 66.4 ล้านคน มีสัดส่วนประชากรที่เป็นเด็ก 10.47 ล้านคน ซึ่งในส่วนนี้มีเด็กทำงาน 4.09 แสนคน (3.9%) เป็นแรงงานเด็ก 1.77 แสนคน (1.7%) และมีเด็กทำงานอันตราย 1.33 แสนคน (1.3%) ซึ่งเด็กจะทำงานในส่วนของภาคเกษตรกรรมมากที่สุด 1.89 แสนคน (46.3%) รองลงมา ภาคการค้าและการบริการ 1.61 แสนคน (39.5%) และภาคการผลิต 5.8 หมื่นคน (14.2%) ส่วน 3 อันดับแรก ที่ทำให้เด็กต้องทำงานคือ ช่วยธุรกิจครัวเรือน 60.1% รายได้เสริมของครอบครัว 20.0% และไม่ได้สนใจเรียน 11.4%

ผลสำรวจดังกล่าว ถือเป็นครั้งที่ 2 ของประเทศไทยที่ได้ดำเนินการ หลังจากมีการสำรวจไปเมื่อปี 2558 ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบจะพบว่า แรงงานเด็กในปี 2561 ลดลงจากปี 2558 โดยขณะนั้นมีแรงงานเด็กมากกว่า 3 แสนคน และเนื่องด้วยวันที่ 12 มิถุนายน ของทุกปี เป็นวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กสากล กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กระทรวงแรงงาน ได้ร่วมมือกับ สำนักงานสถิติแห่งชาติ องค์การแรงงานระหว่างประเทศ และศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย จัดวันต่อต้านการใช้แรงงานเด็กโลก ประจำปี 2562 เปิดเผยผลสำรวจ พร้อมจัดทำเป็นฐานข้อมูลนำเสนอรัฐบาลในการกำหนดนโยบาย แผนต่อต้าน ช่วยเหลือเด็กๆ ไม่ให้ถูกใช้แรงงานในรูปแบบที่เลวร้าย และยุติการกดขี่หรือข่มขู่บังคับใช้แรงงานในเด็กไทย

วิวัฒน์ ตังหงส์ อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (กสร.) กล่าวว่า ผลสำรวจดังกล่าวเก็บรวบรวมข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน 2561 จากครัวเรือนตัวอย่างที่มีเด็ก อายุ 5-17 ปี 26,643 ครัวเรือน สะท้อนให้เห็นว่า ขณะนี้จำนวนแรงงานเด็กในประเทศไทยลดลง เมื่อเทียบกับการสำรวจเมื่อปี 2558 และลดลงทั้งในด้านจำนวน และลักษณะงานอันตราย โดยปัจจัยที่ทำให้แรงงานเด็กลดลงนั้น เกิดจากการป้องกันและการแก้ไขปัญหาแรงงานเด็กอย่างจริงจัง มีนโยบายชัดเจน มีกฎหมายเข้มงวด มีการตรวจสอบกวดขัน และมีหลายกระทรวงเข้ามาช่วยสร้างความตระหนักรู้ เห็นความสำคัญในปัญหาการใช้แรงงานเด็ก

“จากการสำรวจ สรุปได้ว่าสาเหตุที่เด็กต้องมาทำงานก่อนวัยอันควร หรือมาทำงานตั้งแต่อายุยังไม่ถึง 18 ปีนั้น ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาความยากจน ปัญหาทางเศรษฐกิจของครอบครัว เด็กต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยครอบครัวหารายได้ ซึ่งเมื่อพวกเขาออกมาจากโรงเรียนแล้ว พบว่า 55.1% ไม่เรียนหนังสือ มีเพียง 44.9% เท่านั้น ที่ทำงานไปด้วยเรียนไปด้วย อีกทั้งยังพบปัญหาสุขภาพ ร่างกายมีการเจริญเติบโตได้อย่างไม่เต็มที่ ยิ่งในสภาพการทำงานที่อันตราย ไม่ว่าจะเป็นยกของหนัก งานที่เกี่ยวกับสารเคมีอันตราย ทำงานในที่มีความร้อนจัด เย็นจัด และเสียงดัง หรือทำงานในช่วงเวลาดึกไปจนถึงเช้ามืด ล้วนส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของเด็ก” วิวัฒน์ กล่าว

สำหรับการแก้ปัญหาการใช้แรงงานเด็ก ไม่ใช่หน้าที่ของรัฐบาล หน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว เพราะต่อให้หน่วยงานรัฐมีการวางระบบ ตรวจสอบ บังคับใช้กฎหมาย เผยแพร่ข้อมูลสร้างความตระหนักรู้ หลังจากนี้ทางกระทรวงแรงงานจะสรุปผลการสำรวจ และข้อเสนอแนะจากความคิดเห็นทางด้านวิชาการ เสนอรัฐบาล เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูล แนวทางในการกำหนดนโยบาย แผนยุทธศาสตร์ต่างๆ ในการต่อต้าน และการช่วยเหลือ คุ้มครองแรงงานเด็กอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งคาดว่าจะนำเสนอในเร็วๆ นี้

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาที่ดีที่สุดในเรื่องดังกล่าว ต้องเกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ปกครอง ตัวเด็กเอง และหน่วยงานจากภาคประชาสังคม ที่ต้องเข้ามามีบทบาท ไม่ผลักดันให้เด็กไปทำงาน เพียงเพราะความยากจนในครอบครัว รวมถึงถ้าพบเห็นการใช้แรงงานเด็กในรูปแบบที่เลวร้าย หรือไม่เหมาะสม ควรจะแจ้งให้มีการตรวจสอบ ส่วนผู้ประกอบการ ภาคธุรกิจ อย่ามองว่าต้องการช่วยเด็ก เพราะการช่วยและการทำตามกฎหมายต้องควบคู่กัน อีกทั้งเด็กเป็นวัยเจริญเติบโต พวกเขาควรจะได้เรียนหนังสือ ได้แข็งแรงตามพัฒนาการที่ดี อยากให้ผู้ประกอบการปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน

ผลการประเมินสถานการณ์แรงงานเด็กของประเทศสหรัฐอเมริกา จัดสถานะให้ประเทศไทยอยู่ในระดับมีความก้าวหน้าอย่างเห็นได้ชัดเจน (Significant Advancement) ซึ่งเป็นระดับสูงสุดต่อเนื่องในปี 2559 และปี 2560 ติดต่อกัน เป็น 1 ใน 17 ประเทศ จาก 132 ประเทศ และเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ได้ระดับนี้

สว่าง สุขศรี รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านทรัพยากรบุคคล บริษัท ซีพีเอฟ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เล่าว่า สิ่งที่จะทำให้ภาคธุรกิจ ผู้ประกอบการไม่ใช้แรงงานเด็ก ส่วนหนึ่งเกิดจากรูปแบบลักษณะของธุรกิจ และความเข้าใจกฎหมาย กฎกติกา ข้อบังคับต่างๆ เพราะบริษัทซีพีเอฟให้ความสำคัญในการคุ้มครองและไม่ใช้แรงงานเด็ก เนื่องจากเป็นบริษัทที่ส่งออกไปทั่วโลก มีหน้าที่ดำเนินการตามกฎ กติกา ข้อกำหนดต่างๆ ทั้งระดับสากล และประเทศไทย

ขณะนี้ลูกค้าทั้งแถบยุโรปและสแกนดิเนเวียค่อนข้างให้ความสำคัญในเรื่องนี้อย่างมาก ดังนั้น จำเป็นที่บริษัทต้องปฏิบัติตาม ขณะเดียวกันด้วยรูปแบบ สถานประกอบการซีพีเอฟ มีความหลากหลาย และไม่มีความจำเป็นต้องใช้แรงงานเด็ก รวมถึงมีนโยบาย ออกเป็นกฎกติกาชัดเจน เช่น นโยบายด้านสิทธิมนุษยชน ที่จะให้ความคุ้มครองแรงงาน และคุ้มครองเด็ก ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานไทย

“ขณะนี้กฎหมายคุ้มครองแรงงานเด็กดีในระดับหนึ่ง แต่ถ้ามองภาพรวมที่มีการละเมิดหรือกระทำผิด จะเป็นเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ในบางครั้งผู้ประกอบการขนาดเล็กอาจจะไม่เข้าใจถึงข้อบังคับในกฎหมายต่างๆ รัฐบาลอาจต้องส่งเสริม สร้างความเข้าใจกับผู้ประกอบการ ซึ่งถ้าพวกเขาเข้าใจ เชื่อว่าจะทำให้ภาพลักษณ์และมาตรฐานดีขึ้น”

ขณะเดียวกันในฝั่งของผู้ประกอบการ สามารถเลือกได้ว่าจะไม่ใช้แรงงานเด็ก ต่อให้ทุกวันนี้ ครอบครัวสมัยใหม่จะเปิดโอกาสให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี มาเรียนรู้โลกของการทำงาน เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ มีวินัย ดีกว่าอยู่บ้านเล่นเกม หรือติดโซเชียลมีเดีย อนาคตภาครัฐก็ต้องมองหาจุดตรงกลางร่วมกัน เพื่อแก้ปัญหาความต้องการของเด็ก หรือครอบครัวที่อยากให้ลูกทำงานอย่างไรได้บ้าง อย่างไรก็ตาม วิธีการป้องกันและแก้ไขปัญหาการใช้แรงงานเด็กไม่ให้ทำงานรูปแบบเลวร้าย ส่วนสำคัญต้องเกิดจากทุกภาคส่วนร่วมมือกัน อยากแก้ปัญหาเรื่องนี้ ไม่ใช่ปล่อยเป็นหน้าที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง