มก.จัดเรียนล่วงหน้าออนไลน์เพิ่มทางเลือกนิสิตยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/378656

มก.จัดเรียนล่วงหน้าออนไลน์เพิ่มทางเลือกนิสิตยุคดิจิทัล

วันที่ 8 กรกฎาคม 2562 – 14:00 น.
เรียนล่วงหน้าออนไลน์,มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,รศดรลดาวัลย์ พวงจิตร,นิสิตยุคดิจิทัล
เปิดอ่าน 1,299 ครั้ง

โดย…  -นพมาศ บุญสงคราม qualitylife4444@gmail.com 

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์จัดโครงการเรียนล่วงหน้าออนไลน์ 4 รายวิชา คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์ เปิดโอกาสให้นักเรียนชั้น ม.6 ที่มีคะแนนเรียนเฉลี่ย 4 ภาคการศึกษาของชั้น ม.5 วิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ (ไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต) ไม่น้อยกว่า 2.75 สมัครเรียนล่วงหน้าได้ หากผลการเรียนไม่ต่ำกว่า C และได้รับคัดเลือกให้เข้าศึกษาในคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัย จะสามารถยื่นคำร้องในปีแรกเพื่อขอใช้ผลการเรียนเทียบโอนหน่วยกิตได้

สำหรับโครงการเรียนล่วงหน้าแบบออนไลน์ รุ่นที่ 1 ปีการศึกษา 2563 มีจำนวนผู้สมัคร 893 คน เป็นภาคปกติ ภาคพิเศษ รวมถึงหลักสูตรนานาชาติ  วิธีการสอนจะใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนได้ล่วงหน้า โดยทำเป็นคลิปวิดีโอ 7-10 นาที เพื่อให้สะดวกในการเรียน เนื่องจากเด็กส่วนมากไม่เข้าเรียน จึงหาวิธีการอำนวยความความสะดวกแก่ผู้เรียนเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุด เมื่อผ่านการคัดเลือกเข้าเรียนแล้วก็ไม่ต้องเรียนวิชาดังกล่าวซ้ำในปี 1

รศ.ดร.ลดาวัลย์ พวงจิตร

รศ.ดร.ลดาวัลย์ พวงจิตร รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) เล่าว่า โครงการดังกล่าวดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ปีการศึกษา 2550 รุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 14  มีการขยายโอกาสทางการศึกษา โดยจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์เป็นครั้งแรก และเปิดกว้างให้แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจเข้าร่วมโครงการเพื่อศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมใน 4 รายวิชา ได้แก่ คณิตศาสตร์ เคมี ชีววิทยา ฟิสิกส์

โดยสัปดาห์ที่ผ่านมาได้จัดปฐมนิเทศการเข้าศึกษาในโครงการเรียนล่วงหน้าออนไลน์รุ่นที่ 14 ชี้แจงรายละเอียดการเรียนการสอนและการสอบโดยคณาจารย์ผู้สอน หลักเกณฑ์การคัดเลือกนักเรียนเข้าสังกัดคณะต่างๆในปีการศึกษา 2563 โดยมีผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและประมวลผล พร้อมรับฟังความคิดเห็น ประสบการณ์ เทคนิคการเรียนและโอกาสที่จะได้รับจากโครงการเรียนล่วงหน้าออนไลน์ โดยนิสิตรุ่นพี่คณะเกษตรศาสตร์ และคณะอุตสาหกรรมเกษตร

กฤตเมธ เลิศโตมรสกุล

กฤตเมธ เลิศโตมรสกุล (โบนัส) นิสิตจากโครงการเรียนล่วงหน้า รุ่นที่ 10 ปัจจุบันเรียนอยู่คณะเกษตร ชั้นปีที่ 4 ประธานสภาผู้แทนนิสิต องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีการศึกษา 2562 อธิบายเหตุผลที่เข้ามาเรียนในโครงการนี้เพราะชอบค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม เห็นว่าโครงการนี้สามารถลงเรียนในวิชาต่างๆ ได้

นอกจากนี้ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการเข้ามหาวิทยาลัย สามารถเทียบโอนเกรดใช้ยื่นเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัยได้ แบ่งเวลาเพื่อทำกิจกรรม รวมถึงทบทวนสิ่งที่เรียนต่างๆ เป็นโอกาสดีของน้องๆ ที่ไม่จำเป็นต้องเดินทางไปกลับเพื่อลดค่าใช้จ่าย เนื่องจากเป็นยุค 4.0 ถือเป็นการปรับตัว พัฒนาของมหาวิทยาลัยไปอีกหนึ่งขั้น

ชวิธร ธนทรัพย์สิน (เซี้ยม) นิสิตคณะอุตสาหกรรมเกษตร ปีที่ 3 บอกว่า ตั้งใจที่จะทำเกรดให้ได้ตามเกณฑ์ ยอมรับว่ามีความกดดัน เนื่องจากต้องเรียนที่โรงเรียนด้วย ต้องเพิ่มความรับผิดชอบให้ตัวเอง ฝึกความอดทน จัดตารางเวลาเพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่า ได้ซ้อมการเข้ามหาวิทยาลัยตั้งแต่อยู่มัธยม ซึ่งตอนนี้เปิดโอกาสมากกว่าเมื่อก่อนอีกด้วย

ชวิธร ธนทรัพย์สิน

ขณะที่รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มก. กล่าวเสริมว่า อย่างไรก็ตามแม้ว่าจะเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมจากที่อื่น ซึ่งความสำเร็จของนักเรียนที่เข้ามาเรียนในโครงการเรียนล่วงหน้า ที่ผ่านมานั้น ส่วนมากจบเกียรตินิยม และได้ทุนเรียนฟรีกว่า 1 เทอม บางกลุ่มได้เป็นหัวหน้าองค์กรนิสิต นอกจากนี้ยังได้เกรดเฉลี่ยรวม กว่า 3.50 สะท้อนให้เห็นว่าเป็นนิสิตที่มีคุณภาพและในอนาคตมหาวิทยาลัย คาดว่าจะมีการขยายไปยังรายวิชาอื่นๆ โดยเฉพาะวิชาเศรษฐศาสตร์ เพื่อให้เกิดประโยชน์ รวมถึงจะขอศูนย์ที่มีเครือข่ายอยู่ทั่วประเทศให้นิสิตได้ศึกษาหาความรู้ ดังคำพูดที่ว่า “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ศาสตร์แห่งแผ่นดิน เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” ต่อไป

ทั้งนี้ ผู้สมัครจะต้องเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่มีคะแนนเรียนเฉลี่ย 4 ภาคการศึกษาของชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ในหมวดวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ (ไม่น้อยกว่า 12 หน่วยกิต) ไม่น้อยกว่า 2.75  สามารถใช้ผลการสอบวิชาที่ล่วงหน้าในการสมัครเข้าศึกษาต่อในคณะต่างๆ ของมหาวิทยาลัยในปีการศึกษา 2563 ได้โดยตร งโดยแต่ละคณะกำหนดเกณฑ์คัดเลือก (เฉพาะปีการศึกษาที่ระบุ) เมื่อได้รับการคัดเลือกให้เข้าศึกษาในคณะต่างๆ สามารถยื่นคำร้องในปีแรกเพื่อขอใช้ผลการเรียนเทียบโอนหน่วยกิต หากได้ผลการเรียนไม่ต่ำกว่า C

ส่วนบุคคลทั่วไปที่เข้าร่วมโครงการเรียนล่วงหน้าแบบออนไลน์ กรณีที่สมัครสอบวัดผลจะได้รับหนังสือรับรองผลการเรียนแต่ละรายวิชา และถูกเก็บรักษาเพื่อประโยชน์ในการเทียบโอนเมื่อเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาเกษตรศาสตร์ตามเงื่อนไขที่มหาวิทยาลัยกำหนด

ทั้งนี้ โครงการเรียนล่วงหน้า รุ่นที่ 14 มีทุนการศึกษา ประมาณ 27-30 ล้านบาท ทั้งทุนประเภทจ่ายขาด-ทุนประเภทดอกผล-ทุนปฏิบัติงานตอบแทน-ทุนสงเคราะห์นิสิต-ทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา-ทุนสวัสดิภาพนิสิต ผู้ที่สนใจสามารถดูข้อมูลได้ที่ http://www.kulearn.online

เปิดศูนย์Creator Space(NEXT)รองรับธุรกิจดิจิทัลดาวรุ่ง4กลุ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/378320

เปิดศูนย์Creator Space(NEXT)รองรับธุรกิจดิจิทัลดาวรุ่ง4กลุ่ม

วันที่ 5 กรกฎาคม 2562 – 11:40 น.
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
เปิดอ่าน 1,413 ครั้ง

เปิดศูนย์Creator Space (NEXT)รองรับธุรกิจดิจิทัลดาวรุ่ง4กลุ่ม โดย…  -ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com -รุป Creator –

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับ ธนาคารกรุงไทย, ทรู ดิจิทัล พาร์ค และองค์กรร่วมกว่า 10 องค์กร ร่วมเปิดตัว “Creator Space (NEXT)” แหล่งพัฒนานวัตกร-สตาร์ทอัพ ครบวงจร จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ที่มาพร้อม 6 ฟังก์ชันการให้บริการ ผ่านการเวิร์กช็อประบบออนไลน์และคลาสรูม

เพื่อรองรับเทรนด์ธุรกิจดิจิทัลดาวรุ่ง 4 กลุ่ม แห่งปี 2563 คือ กลุ่มฟินเทคและเทคโนโลยีบล็อกเชน กลุ่มนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ กลุ่มโรโบติกและเอไอ และกลุ่มสมาร์ทซิตี้ สู่การพัฒนาชุมชนผู้ประกอบการ บนพื้นที่ศูนย์กลางด้านนวัตกรรมดิจิทัล ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเปิดให้บริการฟรี สิงหาคมนี้เป็นต้นไป ณ ทรูดิจิทัล พาร์ค สุขุมวิท 101 กรุงเทพฯ

โดยมี สำนักวิจัยและนวัตกรรมพระจอมเกล้าลาดกระบัง (KRIS) และพาร์ทเนอร์กว่า 10 ราย อาทิ บริษัท พีทีที ดิจิตอล โซลูชั่น จำกัด บีทูเอส จำกัด, อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส แห่งเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น กลุ่มบริษัทในเครือเซ็นทรัล ร่วมกันจัดตั้ง “Creator Space (NEXT)” แหล่งพัฒนานวัตกร–สตาร์ทอัพ ครบวงจร จากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านให้คำปรึกษาและบ่มเพาะนวัตกร สู่การเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ เพื่อสร้างชุมชนนวัตกรผู้ประกอบการขึ้นในประเทศ ผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล รองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของเทคโนโลยี

ทั้งด้านการวิจัย การให้ความรู้ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การแนะนำการประกอบธุรกิจ การขอสิทธิบัตร และการสนับสนุนผลิตภัณฑ์ เป็นต้น  โดยศูนย์ที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค เปิดให้บุคคลที่สนใจในการสร้างสรรค์นวัตกรรม เข้าใช้พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ฟรี ตั้งแต่เดือนสิงหาคมนี้ อาทิ การเสวนาด้านโรโบติกและเอไอในเดือนสิงหาคม การเวิร์กช็อปด้านโดรนในเดือนตุลาคม

สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่าศูนย์นวัตกร–สตาร์ทอัพครบวงจร หรือ Creator Space (NEXT) จะเข้ามาเปิดพลังของเด็กไทย ให้มีโอกาส ได้มาแสดงความรู้ ความสามารถ แสดงถึงพลังความคิดสร้างสรรค์ และสัมผัสกับบรรยากาศอีโคซิสเท็มแห่งการสนับสนุนซึ่งกันและกัน การผนึกกำลังระหว่างหน่วยงานเอกชน และมหาวิทยาลัย ถือเป็นฐานขององค์ความรู้ บ่มเพาะคนรุ่นใหม่ ที่มีความคิดสร้างสรรค์ และจินตนาการ เพื่อยกระดับเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในด้านดิจิทัล ผลักดันคนรุ่นใหม่จากองค์กรขนาดเล็กไปสู่ระดับโลก

“ทุกวันนี้ประเทศไทยต้องซื้ออุปกรณ์การแพทย์ และเทคโนโลยีต่างๆ วันนี้ถึงเวลาแล้วที่เราต้องพึ่งพาตัวเอง ถ้าเราพึ่งพาตัวเองได้มากเท่าไร เงินก็อยู่ในบ้านเรา ประชาชนก็มีค่าแรงก็ดีขึ้น เศรษฐกิจก็จะดีขึ้น วันนี้สถาบันการศึกษามีคนที่จะเป็นเมนทอร์ ธนาคารกรุงไทยมีเงินทุน ทรู ดิจิทัล พาร์ค มีพื้นที่ให้เรียนรู้ เชื่อว่าทำได้เพราะคนไทยเก่งไม่แพ้ชาติใดในโลก” สุชัชวีร์ กล่าว

ทั้งนี้ศูนย์ดังกล่าวจะเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ของนวัตกร ผ่านรูปแบบการเวิร์กช็อป การอบรมออนไลน์ เสวนา คลาสรูม เป็นต้น และมีฟังก์ชันการบริการใน 6 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านนวัตกรสัมพันธ์ พื้นที่สำหรับแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักศึกษา นักวิจัย และผู้ที่สนใจ กับนวัตกรที่มีความเชี่ยวชาญในด้านต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม พัฒนาสู่สตาร์ทอัพในภาคธุรกิจดิจิทัล

2) ด้านพื้นที่สร้างสรรค์และกิจกรรม พื้นที่ในการสร้างสรรค์ผลงานและนวัตกรรม การเวิร์กช็อป การเทรนนิ่ง การแข่งขันสร้างสรรค์ไอเดีย หรือแฮ็กคาธอน (Hackathon) เป็นต้น

3) ด้านชุมชนดิจิทัล พื้นที่ในการสร้างแบรนด์ และพัฒนาแบรนด์ให้เป็นที่รู้จัก ผ่านการสนับสนุนจากเครือข่ายในชุมชนดิจิทัล และการแข่งขันทางธุรกิจในโลกออนไลน์

4) ด้านความรู้และเทคนิคจากพาร์ทเนอร์ พื้นที่ในการแลกเปลี่ยนความรู้และวิธีการสร้างสรรค์ ระหว่างพาร์ทเนอร์และนวัตกร นำไปสู่การพัฒนาธุรกิจดิจิทัล

5) ด้านความร่วมมือกับภาครัฐ การสนับสนุนเงินทุนในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม เพื่อกระตุ้นการลงทุนในโครงการสตาร์ทอัพ ส่งเสริมธุรกิจดิจิทัลรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ

6) ด้านการสนับสนุนทางการเงิน การสนับสนุนทางการเงิน และการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กับองค์กรภาคเอกชน เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมต่อยอดเศรษฐกิจ

รวมทั้งรองรับธุรกิจนวัตกรรมดิจิทัลในอนาคตในปี 2563 ที่จะได้รับความนิยมสูงแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ กลุ่มฟินเทคและเทคโนโลยีบล็อกเชน นวัตกรรมทางการเงินที่จะมาปฏิวัติระบบการเงินทั่วโลก การจัดการความเสี่ยงทางการเงินและความปลอดภัยในโลกดิจิทัล การมีผู้ช่วยเสมือนจริงทางการเงิน และความมั่งคั่งของคนรุ่นใหม่ กลุ่มนวัตกรรมเพื่อสุขภาพ ระบบเทเลเมดีซีนและคลาวด์ จัดเก็บข้อมูลการรักษาทางการแพทย์ อินเทอร์เน็ตออฟติงทางการแพทย์ (The Internet of Medicine Things – IoMT) การใช้ระบบเอไอในกระบวนการรักษา เป็นต้น กลุ่มโรโบติกและเอไอ การพัฒนาเทคโนโลยีสู่ระบบอัตโนมัติทางการพิมพ์ในภาษาต่างๆ เพื่อตรวจสอบความถูกต้อง การพัฒนาการใช้ประโยชน์หุ่นยนต์ในบ้านและสำนักงาน เป็นต้น กลุ่มสมาร์ทซิตี้ การพัฒนานวัตกรรมเทคโนโลยี รองรับการใช้ชีวิตของคนเมือง การทำธุรกิจในโลกดิจิทัล ระบบขนส่งสาธารณะและการสื่อสารที่จะพัฒนาสู่ 5G ในอนาคตอันใกล้ เป็นต้น

ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ กรรมการบริหาร และกรรมการกำกับดูแลความเสี่ยง ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ธนาคารกรุงไทยสนับสนุนการจัดตั้งศูนย์บ่มเพาะนวัตกรผู้ประกอบการขึ้น เพื่อเปิดพื้นที่ในการสร้างสรรค์ และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในกลุ่มนักนวัตกร พร้อมผสานนวัตกรรมการเงินดิจิทัล อาทิ เทคโนโลยีการจดจำใบหน้า นวัตกรรมการทำธุรกรรมทางการเงินผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ เทคโนโลยีการใช้เอไอสื่อสารในภาษาต่างๆ เป็นต้น  โดยธนาคารพร้อมสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน ให้แก่นวัตกรรมสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ในการสร้างสรรค์นวัตกรรมในทุกรูปแบบ พร้อมกับการเป็นผู้บริหารกิจการ หรือผู้ประกอบการที่มีความสามารถ นำไปสู่โอกาสในการแข่งขันทางเศรษฐกิจในระดับสากลต่อไป

ฐนสรณ์ ใจดี กรรมการผู้จัดการใหญ่ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กล่าวว่า ทรู ดิจิทัล พาร์ค ศูนย์กลางด้านนวัตกรรมดิจิทัลที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การสร้างศูนย์ดังกล่าวเป็นอีกมิติหนึ่งที่สำคัญของการพัฒนาชุมชนผู้ประกอบการ และเติมเต็มระบบนิเวศนวัตกรรมที่สมบูรณ์แบบให้ครบวงจร ผ่านกิจกรรมด้านแฮ็กคาธอน(Hackathon) หรือการระดมสมองด้านไอทีผ่านการดีไซน์ การสร้างสรรค์ เป็นต้น ด้านสตาร์ทอัพ และด้านการพัฒนานวัตกรรมระหว่างประเทศ

การสร้างพื้นที่เพื่อการสร้างสรรค์นวัตกรรมดิจิทัล ภายใต้แนวคิด Open Innovation ที่เป็นศูนย์รวมบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ เหล่าสตาร์ทอัพและผู้ประกอบการ นักลงทุน มหาวิทยาลัย และหน่วยงานภาครัฐ ทั้งยังเพียบพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ที่รองรับทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลได้อย่างลงตัว ท่ามกลางบรรยากาศที่เอื้อต่อการพบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แบ่งปันความรู้ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือได้อย่างไม่รู้จบ เชื่อมั่นว่า Creator Space (NEXT) จะช่วยสร้างนวัตกรไทยหน้าใหม่ให้สามารถเติบโตและแข่งขันได้ในเวทีโลก เพื่อร่วมขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจดิจิทัลและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศ

       เรียนรู้คลาวด์คอมพิวติ้งกับAWS
วินเซนต์ คัวฮ์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา หน่วยงานด้านการวิจัย ธุรกิจสาธารณสุข องค์กรที่ไม่แสวงผลกำไร ประจำภูมิภาคเอเซียแปซิฟิค และญี่ปุ่น บริษัทอะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส กล่าวว่า บริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิสเซส หรือ AWS จะให้ความร่วมมือในการสร้างทักษะด้านคลาวด์คอมพิวติ้งให้แก่นักศึกษา ผ่านโครงการ AWS Educate ซึ่งเป็นโครงการด้านการศึกษาระดับโลกของ AWS ที่มีแผนการเรียนถึง 12 แผน ที่มีความสอดคล้องกับความต้องการและการจ้างงานของอุตสาหกรรมไอที อาทิ Data Scientists, Machine Learning Scientists, Cybersecurity Specialist และ DevOps Engineer เราช่วยให้นักศึกษามีความรู้และทักษะที่จำเป็นสำหรับการทำงานในอนาคต

ซึ่งความร่วมมือกับสถาบันฯ ผ่าน Creator space แห่งนี้ เป็นการเปิดโอกาสให้นักศึกษาสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับ reinforcement learning ซึ่งเป็นเทคนิคด้านแมชชีนเลิร์นนิ่งขึ้นสูง ผ่านการใช้โมเดลรถยนต์ไร้คนขับ AWS DeepRacer ที่มีขนาดอัตราส่วน 1 ต่อ 18 โดยนอกจากนักศึกษาจะได้ทดลองเกี่ยวกับรถยนต์ไร้คนขับและเรียนรู้เกี่ยวกับ reinforcement learning ในวิธีที่สนุกสนานแล้ว ยังจะได้รับดิจิทัล แบดจ์ สำหรับ DeepRacer อีกด้วย

แพชชั่นดีๆกับบีทูเอส 
อดิเรก ราชกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ อาวุโส ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท บีทูเอส จำกัด กล่าวว่า ปัจจุบัน บีทูเอส เป็นศูนย์รวมไลฟ์สไตล์ ทั้งยังเป็นศูนย์กลางคอมมูนิตี้ พบปะแลกเปลี่ยนประสบการณ์ แบ่งปันความรู้ และสร้างเครือข่ายใหม่ๆ ไม่รู้จบ เรามีความตั้งใจที่จะสร้างประสบการณ์การเรียนรู้ต่างๆ ด้วยการสร้างสังคม พื้นที่รวมตัวของคนมี “Passion” ผ่านกิจกรรมดีๆ ที่จะช่วยจุดประกายความคิด สร้างแรงบันดาลใจ ต่อยอดไอเดียใหม่ๆ ในรูปแบบของกิจกรรมและเวิร์กช็อปต่างๆ ที่สอดรับกับสังคมดิจิทัล ต่อยอดการเป็นนวัตกรสู่การเป็นนวัตกรรมสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ โครงการนี้จะเป็น Digital Innovation Hub ที่พร้อมตอบโจทย์การใช้ชีวิตดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการทำงานและไลฟ์สไตล์ประจำวันที่เปลี่ยนไปของคนในยุคดิจิทัลทั้งในวันนี้และอนาคต

         เซ็นทรัลส่งเสริมคนรุ่นใหม่ 
โกวินทร์ กุลฤชากร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายนวัตกรรม Central Tech –บริษัทกลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า การสร้างความร่วมมือกับ สจล. ในการสร้าง “Creator Space (NEXT)” มุ่งพัฒนาคนรุ่นใหม่ๆ และเพิ่มโอกาสการเรียนรู้สำหรับผู้ที่สนใจ ในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างสรรค์นวัตกรรม ได้รับการพัฒนาจากผู้ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในสายอาชีพนั้นๆ เพราะการร่วมพัฒนาเยาวชนไทย คือหัวใจแห่งการสร้างสังคมนวัตกรรมอย่างยั่งยืน การส่งเสริมการเรียนรู้ให้แก่คนรุ่นใหม่ นับเป็นการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่องค์กรและประเทศชาติในระยะยาว ถือเป็นการตอบแทนสังคมอีกทางหนึ่งด้วย ทั้งนี้ การวัดความสำเร็จขององค์กรไม่ได้วัดเพียงตัวเลขรายได้ หรือราคาหุ้นในตลาดหุ้นเท่านั้น หากแต่ยังวัดกันที่คุณภาพของ “คน” ที่เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญขององค์กรเช่นกัน

    พัฒนานวัตกรรมใหม่ IoT 
ศรัณย์ ศรีพิพัฒน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Energy IoT Co., Ltd. กล่าวว่า พื้นที่ IoT Innovation เป็นพื้นที่ภายใต้โครงการ Creator Space (NEXT) ดำเนินการโดยกลุ่มบริษัท โกลบอลโทรนิค อินเตอร์เทรด จำกัด และบริษัท Energy IoT เพื่อให้นักวิจัยพัฒนา นักออกแบบระบบ ได้เข้ามาเรียนรู้ สาธิต ทดลอง พัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ด้าน Internet of Things (IoT) จากเทคโนโลยีชั้นนำระดับโลก ได้แก่ IoT Sensor Device จาก Libelium ประเทศสเปน และ Bosch ประเทศเยอรมนี บอร์ดอิเล็กทรอนิกส์ และเซ็นเซอร์อุตสาหกรรม จาก element14, ระบบคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กและไมโครคอนโทรลเลอร์ จาก Raspberry Pi ประเทศอังกฤษ และ Beagle Bone ประเทศสหรัฐอเมริกา รวมทั้งเซ็นเซอร์และอุปกรณ์ชั้นนำอื่นๆ นอกจากนี้นักวิจัยยังได้มีโอกาสทดลองการบูรณาการอุปกรณ์และส่วนประกอบต่างๆ เข้าสู่ IoT Platform Talegur จากกลุ่มนักพัฒนาในประเทศไทย เพื่อต่อยอดไปสู่การพัฒนาเป็น IoT Solution ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงของภาคธุรกิจและภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย

สถาบันกวดวิชาเถื่อนซ้อมเด็กตายสช.คลีนซิ่ง–โทษทั้งจำทั้งปรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/378143

สถาบันกวดวิชาเถื่อนซ้อมเด็กตายสช.คลีนซิ่ง–โทษทั้งจำทั้งปรับ

วันที่ 4 กรกฎาคม 2562 – 10:50 น.
ชลำ อรรถธรรม,โรงเรียนกวดวิชา,น้องชายแดน
เปิดอ่าน 1,414 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร-qualitylife4444@gmail.com

  “ถ้ามีผู้เรียนเกิน 7 คน ขอให้มาขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนกวดวิชา” ชลำ อรรถธรรม

จากสถาบันให้ความรู้กลายเป็นสถาบันเถื่อน เมื่อเด็กเข้าไปเรียนเพื่อเพิ่มเติมทักษะวิชา สานฝันที่ตนเอง ครอบครัวต้องการ แต่กลับพบกับความโหดร้ายทารุณจนนำไปสู่การเสียชีวิต อย่างกรณี “น้องชายแดน” นายฐปกร ทรัพย์สิน อายุ 15 ปี ได้สมัครและพักอาศัยเพื่อศึกษาและเตรียมตัวสอบนักเรียนเตรียมทหาร ของสถาบันกวดวิชาบ้านพี่ณัฐ ในหมู่บ้าน อ.เมือง จ.นครสวรรค์ ผู้ที่ทำให้น้องชายแดนต้องตาย กลับเป็นครูผู้สอน “ครูณัฐ” ณัฐพล ถาวรพิบูลย์ อายุ 27 ปี เจ้าของสถาบันกวดวิชาบ้านพี่ณัฐ ปัจจุบันถูกจับกุม พร้อมกับภรรยา และแม่ยาย ด้วยเหตุร่วมกันทำร้ายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ถึงแก่ความตาย

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) หน่วยงานต้นสังกัดในการดูแลโรงเรียนกวดวิชาได้มีการตั้งคณะกรรมการหาข้อเท็จจริง และคลีนซิ่งโรงเรียนกวดวิชาทั่วประเทศ ซึ่งจากการรายงานข้อมูลเบื้องต้น พบว่าสถาบันกวดวิชาบ้านพี่ณัฐ เป็นสถาบันที่ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้ง มีการเปิดสอนมาประมาณ 2 ปี

โดยก่อนหน้านี้เปิดสอนอยู่อีกที่หนึ่งก่อนจะย้ายมายังหมู่บ้านดังกล่าวเมื่อเดือนเมษายน ที่ผ่านมา เปิดรับนักเรียนมากกว่า 7 คน มีการโฆษณาว่าโรงเรียนกวดวิชาผ่านการขอใบอนุญาตจาก สช.เรียบร้อยแล้ว ซึ่งการเรียนการสอนจะเป็นหลักสูตรตามใจชอบ มีการสอนฝึกปฏิบัติ วิชาหลักสูตรแกนกลาง คณิตศาสตร์ สอนภาษาอังกฤษ และสอนฟิสิกส์ ค่าเล่าเรียน ประมาณ 250,000 บาทต่อปี

ส่วนการเรียนนั้นแล้วแต่เด็กว่าจะเรียนกี่ปี อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมามีเด็กหลายคนที่เข้าเรียนในสถาบันดังกล่าวสามารถสอบติดทหารได้ตามที่ต้องการ ฉะนั้น เด็กที่มาเรียนสถาบันกวดวิชาดังกล่าว ส่วนหนึ่งมีความตั้งใจจะสอบเข้าทหาร และบางส่วนเป็นไปตามความต้องการของผู้ปกครองในการส่งลูกมาเรียน

ชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวได้ดำเนินการตามคดีอาญาเนื่องจากมีเด็กเสียชีวิต และในส่วนของ สช.นั้น จะดำเนินการตามระเบียบพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ตามมาตรา 5 พระราชบัญญัตินี้ไม่ใช้บังคับแก่สถานศึกษาที่มีนักเรียนรวมกันไม่เกิน 7 คน แต่สถาบันกวดวิชาบ้านพี่ณัฐ มีนักเรียนมากกว่า 7 คน ถือเป็นการเปิดโรงเรียนกวดวิชาโดยไม่ได้รับใบอนุญาต

นอกจากนี้ ยังผิดมาตรา 94 การโฆษณาของโรงเรียนในระบบต้องไม่เป็นเท็จเกินความจริงหรือขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน ซึ่งสถาบันกวดวิชาบ้านพี่ณัฐ ได้มีการโฆษณาว่าได้รับใบอนุญาตจัดตั้งจาก สช.เรียบร้อย ทั้งๆ ที่ไม่เคยขอรับใบอนุญาตจัดตั้ง ดังนั้น สถาบันกวดวิชาบ้านพี่ณัฐ ถือว่าผิดกฎหมาย และจะถูกดำเนินคดี ตามมาตรา 147 ผู้ใดที่จัดตั้งโรงเรียนนอกระบบโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งโดยปกติแล้วโรงเรียนนอกระบบเหล่านี้ต้องขอใบอนุญาตจัดตั้ง

“ปัจจุบันมีโรงเรียนกวดวิชา ซึ่งถือเป็นโรงเรียนนอกระบบที่ได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง 2,801 โรงเรียน โดยที่ผ่านมาเมื่อเกิดเหตุกรณีต่างๆ ก็จะดำเนินการแก้ไขไปตามกรณีที่เกิดขึ้น และตอนนี้ทาง สช.จะแจ้งไปยังศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ให้ช่วยดูแลกวดขันโรงเรียนกวดวิชาต่างๆ ให้ดำเนินการตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ โดยเฉพาะการให้ดำเนินการขอรับใบอนุญาตจัดตั้ง ส่วนกรณีโรงเรียนกวดวิชาถูกจับกุม ถูกดำเนินคดีแล้วจะสามารถกลับมาเปิดโรงเรียนกวดวิชาได้อีกหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาให้เป็นไปตามคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ส่วนที่ถูกจำคุกนั้น ต้องพ้นโทษมาแล้ว 5 ปี ถึงจะขอรับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนอีกครั้งได้” ชลำ อธิบาย

สำหรับเงื่อนไขการเปิดโรงเรียนกวดวิชา จะต้องมีการยื่นเรื่องพิจารณา ทั้งรายละเอียดเกี่ยวที่ดิน ที่ตั้ง และแผงผังแสดงบริเวณและอาคารของโรงเรียนในระบบ ซึ่งในส่วนของอาคารสถานที่นั้น ต้องไปขออนุญาตจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และเป็นไปตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 ไม่ใช่ว่าครูจะเปิดสอนตอนเย็น ตามบ้านของตัวเองได้

รวมถึงหลักสูตร วิธีการสอน การวัดและการประเมินผลการศึกษา ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ที่ สช.กำหนด อัตราค่าธรรมเนียมการศึกษาและค่าธรรมเนียมอื่นๆ และคุณสมบัติ อัตราเงินเดือน ค่าสอน ค่าชดเชย ค่าตอบแทน หลักเกณฑ์การจ้างและสวัสดิการของครูและบุคลากรทางการศึกษา เรื่องเหล่านี้เป็นเงื่อนไขที่กำหนดไว้ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ

ชลำ เล่าต่อไปว่า สช.มีอำนาจในการออกใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนกวดวิชา แต่ถ้าเป็นเงื่อนไขอื่นๆ ที่นอกเหนือจาก พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ กำหนด สช.ไม่สามารถเข้าไปดำเนินการใดๆ ได้ เป็นเรื่องที่ทางโรงเรียนกวดวิชาแต่ละแห่งดำเนินการเอง เช่น เรื่องหอพักภายในโรงเรียนกวดวิชา ต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.หอพัก พ.ศ.2558 ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.)

“ไม่ใช่ว่าใครอยากเปิดสอนพิเศษ กวดวิชาแล้วจะเปิดได้ง่ายๆ แต่ต้องเป็นไปตามเงื่อนไขของการเปิดโรงเรียนและสถาบันกวดวิชา อาทิ การขออนุมัติหลักสูตร หลักฐานที่ดิน อาคาร ครูผู้สอน สัญญาจ้างต้องส่งให้ สช.ตรวจสอบคุณสมบัติ ส่วนเรื่องราคา ค่าใช้จ่ายในการเรียน สช.จะพิจารณาเพื่อให้เกิดความเหมาะสม เพราะโรงเรียนกวดวิชามีความหลากหลายมาก ทั้งการสอนตัดผ้า ตัดผม ไปจนถึงการสอนเรื่องงานอิเล็กทรอนิกส์ การใช้วิชาการระดับสูง” ชลำ กล่าว

อย่างไรก็ตาม กรณีที่มีการแจ้งหรือแอบเปิดโรงเรียนกวดวิชานั้น ทาง สช.จะสั่งห้ามดำเนินการก่อนได้รับใบอนุญาตจัดตั้ง หรือให้หยุดการเรียนการสอน และแนะนำให้มาเปิดให้ถูกต้องเป็นไปตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ แต่ถ้าไม่ดำเนินการ สช.จะแจ้งความดำเนินคดีทันที

“ขณะนี้ สช.ไม่ได้มีข้อมูลชัดเจนว่ามีโรงเรียนกวดวิชาประเภททหารกี่แห่ง ซึ่งกรณีดังกล่าวเป็นการแอบทำ และทางศึกษาธิการจังหวัดนครสวรรค์ได้มีการสำรวจ คลีนซิ่งทั้งหมดแล้ว ขณะที่ในส่วนของกทม. ทีมงาน สช.จะมีการประชุมกับเจ้าหน้าที่ เพื่อดำเนินการสำรวจ และคลีนซิ่งเช่นเดียวกัน ดังนั้น อยากฝากครู หรือผู้ที่เปิดโรงเรียนกวดวิชา ถ้ามีผู้เรียนเกิน 7 คน ขอให้มาขอใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนกวดวิชา อย่าทำผิดกฎหมาย และผู้ปกครองหรือใครที่พบเจอโรงเรียนกวดวิชาที่เข้าข่ายว่าผิดระเบียบตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชนฯ ขอให้แจ้งมายัง สช. หรือศึกษาธิการจังหวัดแต่ละจังหวัด” ชลำ กล่าว

 การศึกษานอกระบบโรงเรียนเอกชน ปีการศึกษา 2561
1.มีทั้งหมด 10,538 โรงเรียน แบ่งเป็น
-กทม.2,863 โรงเรียน
-ภูมิภาค 7,675 โรงเรียน
2.จัดการเรียนการสอน
-สอนศาสนา รวมทั้งหมด 206 โรงเรียน แบ่งเป็น กทม. 94 โรงเรียน ภูมิภาค 112 โรงเรียน
-ศิลปะและกีฬา รวมทั้งหมด 765 โรงเรียน แบ่งเป็น กทม.363 โรงเรียน ภูมิภาค 402 โรงเรียน
-วิชาชีพ รวมทั้งหมด 3,947 โรงเรียน แบ่งเป็น กทม.1,644 โรงเรียน ภูมิภาค 2,303 โรงเรียน
-กวดวิชา รวมทั้งหมด 2,801 โรงเรียน แบ่งเป็นกทม.712 โรงเรียน ภูมิภาค 2,089 โรงเรียน
-เสริมสร้างทักษะชีวิต รวมทั้งหมด 184 โรงเรียน แบ่งเป็น กทม.50 โรงเรียน ภูมิภาค 134 โรงเรียน
-ปอเนาะ รวมทั้งหมด 511 โรงเรียน ในกทม. ไม่เปิดการเรียนการสอน ภูมิภาค 511 โรงเรียน
-ตาดีกา รวมทั้งหมด 2,124 โรงเรียน ในกทม.ไม่เปิดการเรียนการสอน ภูมิภาค 2,124 โรงเรียน
ที่มา: กลุ่มงานทะเบียน สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (ข้อมูล ณ วันที่ 10 มิ.ย.2561)

มศว ไม่ได้เพียงแต่ผลิตครู70ปีถอดหัวใจปลูกทักษะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/378008

มศว ไม่ได้เพียงแต่ผลิตครู70ปีถอดหัวใจปลูกทักษะ

วันที่ 3 กรกฎาคม 2562 – 14:00 น.
มศว,มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
เปิดอ่าน 1,063 ครั้ง

โดย…  -ณัฐธนีย์ ลิ้มวัฒนาพันธ์ qualitylife4444@gmail.com – 

‘มหาวิทยาลัยรับใช้สังคม’ เป็นบทบาทของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นหนึ่งในสถาบันการศึกษาที่จะช่วยขับเคลื่อนสังคมท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสังคมมานานกว่า 70 ปี จากอดีตโรงเรียนฝึกหัดครูชั้นสูงสู่วิทยาลัยวิชาการศึกษาและสถาปนาเป็นมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่มีนิสิตปัจจุบันมากกว่า 24,000 คน และศิษย์เก่า 3 แสนคนมีหลักสูตรการสอน 171 หลักสูตร ในระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก โดยเป็นหลักสูตรที่เป็นไปตามความต้องการของสังคม เป็นประโยชน์ต่อสังคม และ หลักสูตรที่รองรับการเปลี่ยนแปลงของสังคมใน 4 วิทยาเขตหลัก คือ วิทยาเขตประสานมิตร องครักษ์ ตราด และสระแก้ว

วาระครบรอบ 70 ปีของมหาวิทยาลัยมีการมอบทุนการศึกษา ภายใต้ชื่อ “70 ปี 70 ทุน มศว คืนสู่สังคม” ให้แก่นักศึกษาระดับปริญญาโทและปริญญาเอกที่มีผลงานโดดเด่นด้านการทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม จิตอาสา หรืองานเพื่อสังคม ในปีการศึกษา 2562 และ 2563

อีกทั้งยังมุ่งส่งเสริมการรับใช้สังคมที่เน้นการเตรียมพร้อมรองรับสังคมผู้สูงวัยร่วมกับ University of South Florida เพื่อสร้างหลักสูตรที่จะผลิตคนดูแลผู้สูงอายุทั้ง 3 ระดับ คือ ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง ผู้สูงอายุติดเตียง

   สร้างหลักสูตรใหม่เพื่อสังคม
ปีการศึกษา 2560 ที่ผ่านมา มีการเปิด 2 คณะใหม่ ได้แก่ คณะบริหารธุรกิจเพื่อสังคมเป็นการทำธุรกิจที่ไม่หวังเพียงผลกำไรแต่สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยื่นและวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์การทำนวัตกรรมเชิงพาณิชย์เพื่อถ่ายทอดสู่ชุมชนให้พัฒนาได้ในอนาคต และหลักสูตรเฉพาะทางสำหรับอนาคตเป็นหลักสูตรของเด็กพิเศษหรือเด็กที่มีภาวะออทิสซึม ซึ่งมีปัญหาในการเรียนรู้ โดยหลักสูตรนี้จะถ่ายทอดองค์ความรู้และมีแพทย์ที่พร้อมจะดูแลอีกทั้งเป็นหลักสูตรในระยะสั้น รวมถึงหลักสูตรปริญญาตรีและโท “หลักสูตร 4+1” ที่นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สามารถเรียนปริญญาโทในสาขาที่ตนเองสนใจ

บูรณาการละลายเส้นแบ่งคณะ
สมชาย สันติวัฒนกุล  อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า เป้าหมายของ มศว คือการละลายเส้นกั้นแบ่งคณะให้เกิดหลักสูตรบูรณาการร่วมกันให้ทันเหตุการณ์และทันสมัยพร้อมกับพัฒนาความเป็นนานาชาติและสร้างสร้างความโดดเด่นในหลักสูตรเฉพาะทางที่ตรงกับความต้องการในอนาคต

“ทำให้คณะมีเพียงเพื่อการบริหารจัดการ แต่ต้องมีการบูรณาการร่วมกัน เราต้องคิดหลักสูตรให้ทันเหตุการณ์ คิดวันนี้อาจจะช้าเกินไปเมื่อเปิดเทอม ต้องคิดวันนี้ ทำวันนี้ เดี๋ยวนี้และต้องคิดล่วงหน้าให้มีความทันสมัย” อธิการบดีกล่าว

  ร่วมมือแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม
สมชาย กล่าวต่อว่า ขณะนี้มหาวิทยาลัยร่วมมือกับหัวเว่ย (Huawei) การพัฒนาระบบเทคโนโลยีและการนำรวมถึงการนำไวไฟ 6 มาให้นิสิตนักศึกษาใช้เป็นที่แรกของประเทศไทยและการศึกษาดูงานของนักศึกษาในคณะวิชาด้านเทคโนโลยี  เพราะเป็นช่วงเวลาแห่งความร่วมมือและทำงานร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ ทั้งภายในและภายนอก ภาครัฐและเอกชนไปจนถึงระดับนานาชาติ

โดยนำความชำนาญจากการปฏิบัติจริงของภาคเอกชนมาสู่ห้องเรียนและนำเทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันสมัยอันเป็นความร่วมมือจากเครือข่ายพันธมิตรมาใช้ในด้านการศึกษา รวมถึงการแลกเปลี่ยนนิสิต คณาจารย์ นักวิจัย กับต่างประเทศ การเปิดรับนิสิตนานาชาติเพิ่มมากขึ้น อาทิ ประเทศจีน และอินเดีย เพื่อสร้างบรรยากาศสังคมการเรียนรู้แบบสากลในมหาวิทยาลัย

“เราต้องการสร้างสังคมโลกเล็กๆ ในมหาวิทยาลัย ให้นิสิตเรียนรู้ซึ่งกันและกันเรื่องขนบธรรมเนียมประเพณี ความเป็นอยู่ของแต่ละชาติ ซึ่งเป็นบริบทสำคัญของสังคมไทยที่จะอยู่ร่วมกัน” สมชายกล่าว

   ปรับตัวพร้อมสังคมเปลี่ยน
นอกจากนี้มีการจัดตั้งศูนย์ต่างๆ เพื่อรองรับนักศึกษาที่แตกต่างและความเปลี่ยนแปลงของสังคม ด้วยการเป็นสมาร์ท ยูนิเวอร์ซิตี้  ที่มีการใช้ระบบอินเทอร์เน็ตสำหรับการจัดการข้อมูลนักศึกษาและแอพพลิเคชั่นเพื่ออำนวยความสะดวกให้นักศึกษา อีกทั้งการสื่อสารกับนักศึกษาในสื่ออนไลน์หลายช่องทาง ทั้งไลน์ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรมและยูทูบ
และยังมีการจัดตั้งศูนย์นิสิตจิตอาสาเพื่อเสริมสร้างความเป็นมนุษย์และรู้การให้ผู้อื่น รวมถึงศูนย์บริการสนับสนุนนิสิตพิการเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ของนิสิตพิการจากการร่วมมือกันของอาจารย์ บุคลากร นิสิตพิการและปัจจุบัน อีกทั้งยังมีการแนะแนวและการให้คำปรึกษาเนื่องจากปัญหาโรคซึมเศร้าในวัยรุ่นที่นำไปสู่การฆ่าตัวตายรวมถึงสร้างผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต

ปลูกฝังทักษะความเป็นครู
รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมที่หล่อหลอมทักษะการสื่อสารช่วยให้นักศึกษาสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ “ค่ายเสริมสร้างความเป็นอัตลักษณ์นิสิต” เป็นการรวมนิสิตกว่า 6,000 คนมาทำกิจกรรมร่วมกันเวลา 5 วัน ดังนั้น มศว ไม่ได้เพียงแต่ผลิตครูแต่ถอดความเป็นครูเพื่อปลูกฝังทักษะการสื่อสารให้แก่นิสิตนักศึกษา อีกหนึ่งกิจกรรมที่เป็นการแนะนำมหาวิทยาลัยให้เด็กนักเรียนทั่วไป “SWU Open house” เป็นโอกาสที่นิสิตนักศึกษาจะได้ถ่ายทอดประสบการณ์ของตนเองในคณะวิชาและสาขาต่างๆ ให้รุ่นน้องได้รู้

ท่ามกลางสังคมกำลังตื่นตัวเรื่องสิ่งแวดล้อมมากขึ้น มศว ก็พร้อมที่จะเป็นมหาวิทยาลัยสีเขียวด้วยการรณรงค์การใช้รถไฟฟ้าและถุงพลาสติกในร้านสะดวกซื้อรวมถึงการพัฒนาพื้นที่สีเขียวและพื้นที่ทำงานที่สะดวกสบายในมหาวิทยาลัย

   รับใช้สังคมด้วยวิชาการ
อธิการบดี มศว กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีโครงการทางวิชาการแก่ชุมชนของ มศว มีมากกว่า 100 โครงการในแต่ละปีการศึกษาเป็นการบูรณาการจากความถนัดของแต่ละคณะวิชาร่วมกัน โดยในปี 2561 มีทั้งหมด 134 โครงการบริการวิชาการแก่ชุมชนจากการเล็งเห็นความสำคัญในเรื่องต่างๆ ทั้งหมด 7 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ การศึกษา สุขภาพ วัฒนธรรม นโยบายรัฐ วิจัย และส่วนกลางดำเนินการ ส่วนในปี 2562 นี้จะมีจำนวนโครงการ 133 โครงการ เน้นการพัฒนาตามเป้าหมายสามด้าน คือ เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่สอดคล้องตามหลักยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

   ให้บริการวิชาการแพทย์
อีกทั้งการบริการวิชาการจากการแพทย์ จากโรงพยาบาลทั้งหมด 3 แห่ง ประกอบด้วย ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีทั้งหมด 378 เตียง ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ ชลประทาน 400 เตียง และโรงพยาบาลทันตกรรม คณะแพทยศาสตร์ มีผู้รับบริการปีละ 5,000 คน รวมถึงบริการสุขภาพอื่นๆ เช่น สถานบริการทางการแพทย์ มศว คลินิก คณะแพทยศาสตร์ สถานบริการทางการแพทย์ ศูนย์ผิวหนัง มศว คณะแพทยศาสตร์ คลินิกกายภาพบำบัด มศว และ สถานปฏิบัติการเภสัชกรรมชุมชน คณะเภสัชศาสตร์

ส่วนเรื่องการศึกษา มศว มีเครือโรงเรียนสาธิตทั้งหมด 5 แห่ง คือ โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝั่งประถม) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร (ฝั่งมัธยม) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาศรีนครินทรวิโรฒ องครักษ์ และ โรงเรียนสาธิตชุมชนการเรียนรู้สมเด็จย่า วิทยาลัยโพธิวิชชาลัย มศว แม่แจ่ม โดยแห่งสุดท้ายเป็นการรวมโรงเรียนเทศบาลทั้งหมด 8 แห่งเพื่อเปิดโอกาสให้เด็กชนเผ่าหรือเด็กในพื้นที่ห่างไกลมีความรู้มากขึ้น
ดังนั้นไม่ว่าสังคมจะเปลี่ยนเเปลงอย่างต่อเนื่องไปอย่างไรก็ตาม ทว่าหน่วยงานสำคัญที่จะช่วยจำลองโลกความจริงได้ก็คือสถาบันการศึกษาโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยที่ถือเป็นสถาบันเตรียมคนก่อนการทำงาน สอนให้คนรุ่นใหม่รู้จัก ‘โลกความจริง’ ที่จะช่วยให้พวกเขาสามารถรับมือเเละปรับตัวเข้ากับการทำงานได้ในอนาคตนั่นเอง

สปสช.จัดสรรงบ”บัตรทอง”ปี63เพิ่มยายุติการตั้งครรภ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/377824

สปสช.จัดสรรงบ”บัตรทอง”ปี63เพิ่มยายุติการตั้งครรภ์

วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 – 12:45 น.
สปสช,ยายุติการตั้งครรภ์,งบประมาณ
เปิดอ่าน 2,906 ครั้ง

สปสช.จัดสรรงบ”บัตรทอง”ปี63เพิ่มยายุติการตั้งครรภ์

บอร์ดสปสช.เห็นชอบเกณฑ์จัดสรรงบ “บัตรทอง” ปี 63 ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังรับมากสุดกว่า 9 พันล้านบาท ผู้ป่วยเอดส์กว่า 3,500 ล้านบาท เพิ่มเติมสิทธิประโยชน์ใหม่ 6 เรื่อง บริการตรวจคัดกรองยีนแพ้ยา-ยาสำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์รุนแรงน้อยถึงปานกลาง–ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตกรณีธาลัสซีเมีย-เพิ่มวัคซีนโรต้าในเด็ก-เพิ่มยายุติการตั้งครรภ์-เพิ่มคัดกรองมะเร็งปากมดลูกเจาะลึกระดับดีเอ็นเอ

เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) มีมติเห็นชอบข้อเสนอหลักเกณฑ์การดำเนินงานและการบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (กองทุนบัตรทอง) ปีงบประมาณ 2563 จำนวน 190,601.71 ล้านบาท แยกเป็น 1.หมวดงบเหมาจ่ายรายหัว จำนวน 173,750.40 ล้านบาท สำหรับประชากร 48.264 ล้านคน เฉลี่ยคนละ 3,600 บาทต่อคนต่อปี แยกเป็น 9 ประเภทบริการ คือ ผู้ป่วยนอกทั่วไป ผู้ป่วยในทั่วไป บริการเฉพาะ บริการเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ แพทย์แผนไทย ค่าบริการทางการแพทย์ที่เบิกจ่ายในลักษณะงบลงทุน เงินช่วยเหลือผู้รับบริการและผู้ให้บริการ และบริการจ่ายตามเกณฑ์คุณภาพผลงานบริการ

2.หมวดงบค่าบริการอื่นนอกงบเหมาจ่าย จำนวน 16,824.30 ล้านบาท แยกย่อยเป็น 6 เรื่อง คือ ค่าบริการสาธารณสุขผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ 3,596 ล้านบาท ค่าบริการสาธารณสุขผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง 9,405 ล้านบาท ค่าบริการสาธารณสุขเพื่อควบคุมป้องกันความรุนแรงของโรคเรื้อรัง 1,037 ล้านบาท ค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับหน่วยบริการในพื้นที่กันดาร พื้นที่เสี่ยงภัย และพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 1,490 ล้านบาท ค่าบริการผู้ป่วยติดบ้านติดเตียงที่มีภาวะพึ่งพิง(ค่าบริการสาธารณสุขสำหรับผู้สูงอายุมีภาวะพึ่งพิงและผู้ป่วยติดบ้านติดเตียง) 1,025 ล้านบาท และค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติมสำหรับการบริการระดับปฐมภูมิที่มีแพทย์ประจำครอบครัว 268 ล้านบาท

และ 3.หมวดเพิ่มเติมเฉพาะกรณี คือ ค่าชดเชยวัคซีนป้องกัน หัด คางทูม และหัดเยอรมัน เพื่อแก้ไขปัญหาการระบาดในภาคใต้ปีงบประมาณ 2561-2562 จำนวน 27 ล้านบาท ทั้งนี้ งบประมาณทั้งหมดหลังหักเงินเดือนบุคลากรกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เป็นงบประมาณสู่การบริหารของสปสช.จำนวน 140,769.13 ล้านบาท

ศ.นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. กล่าวว่า มีการเปลี่ยนแปลงในปีงบประมาณ 2563 ส่วนของหมวดงบเหมาจ่ายรายหัว 1.กรณีงบผู้ป่วยนอก ได้แก่ เพิ่มบริการตรวจคัดกรองยีน HLA`B*1502 เพื่อป้องกันอาการสตีเวนส์ จอห์นสัน ซินโดรม จากการแพ้ยาคาร์บามาซีปีน (Carbamazepine) เพิ่มยาโดนีพีซิล(Donepezil) สำหรับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ระดับรุนแรงน้อยถึงปานกลาง การจ่ายบริการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่เบื้องต้น(Fit Test) รวมไปกับเหมาจ่ายผู้ป่วยนอกทั่วไป 2.กรณีงบผู้ป่วยใน อาทิ รวมการบริการตรวจยืนยันมะเร็งลำไส้ใหญ่ เพิ่มรายการจ่ายชดเชยแบบบริการผ่าตัดวันเดียวกลับบ้านระหว่างปีได้ภายใต้วงเงินที่มี และกระจายอำนาจให้ระดับเขตกำหนดอัตราจ่ายเงื่อนไขพิเศษระดับเขต เป็นต้น กรณีงบบริการเฉพาะ อาทิ เริ่มบริการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเม็ดโลหิตกรณีธาลัสซีเมีย เป็นต้น

และ 3.กรณีเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เพิ่มวัคซีนโรต้าไวรัสเพื่อป้องกันโรคท้องร่วงในเด็ก เพิ่มยาเมดาบอนป้องกันยุติการตั้งครรภ์ที่ไม่ปลอดภัย นำร่องคัดกรองภาวะดาวน์ซินโดรมในหญิงตั้งครรภ์อายุ 35 ปีขึ้นไป ปรับการจ่ายชดเชยแบบตามรายบริการในบริการตรวจและป้องกันสุขภาพช่องปากในหญิงตั้งครรภ์ เพิ่มบริการเคลือบฟลูออไรด์ในเด็กอายุ 4-12 ปี และเคลือบหลุมร่องฟันในเด็กอายุ 6-12 ปี และเพิ่มทางเลือกคัดกรองมะเร็งปากมดลูกด้วยวิธีเจาะลึกระดับดีเอ็นเอ(HPV DNA test)เป็นต้น

ทั้งนี้ งบกองทุนบัตรทองในปี 2563 เทียบกับปี 2562 พบว่า ในส่วนของหมวดงบเหมาจ่ายรายหัวนั้น เพิ่มขึ้นจากปี 2562 จำนวน 173.44 บาทต่อคนต่อปี จาก 3,426.56 บาทต่อคนต่อปี เป็น 3,600 บาทต่อคนต่อปี โดยส่วนที่ได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นในอัตราสูงที่สุด อยู่ในหมวดค่าบริการอื่นๆ นอกงบเหมาจ่าย คือ ค่าบริการสาธารณสุขผู้ติดเชื้อเอชไอวีและผู้ป่วยเอดส์ ได้รับ 3,596 ล้านบาท ปี 2562 ได้รับ 3,046 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 550 ล้านบาท หรืออัตรา 18% และค่าบริการสาธารณสุขผู้ป่วยไตวายเรื้อรัง ได้รับ 9,405 ล้านบาท ปี 2562 ได้รับ 8,281 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,123 ล้านบาท หรืออัตรา 13.6%

วิตามินF13 คู่มือสร้างภูมิคุ้มกันสานสัมพันธภาพในครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/377827

วิตามินF13 คู่มือสร้างภูมิคุ้มกันสานสัมพันธภาพในครอบครัว

วันที่ 2 กรกฎาคม 2562 – 12:35 น.
วิตามินF13,ครอบครัว
เปิดอ่าน 1,363 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com- 

เมื่อทุกคนเกิดมาบนโลกนี้ “ครอบครัว” เป็นสถาบันแรกที่ทุกคนได้สัมผัส ซึ่งครอบครัวไทยในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ย่อมมีโจทย์ที่ต้องค้นหาทางออกและหาคำตอบอีกมากมาย การประชุมวิชาการระดับชาติ ครั้งที่ 15 “ประชากรและสังคม 2562” ได้ชูประเด็น “ครอบครัวไทย…สะท้อนอะไรในสังคม” ซึ่งจัดโดยสถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เพื่อนำเสนองานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับครอบครัวไทย

ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ซึ่ง “ครอบครัว” มีหน้าที่ในการบ่มเพาะพัฒนาคน ยิ่งขณะนี้ทุกคนใช้ชีวิตอยู่บนโลกดิจิทัล โลกออนไลน์เป็นหลัก ทำให้ครอบครัวต้องเปลี่ยนแปลงทั้งการสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว การดูแล การสื่อสาร การใช้เวลาว่างในครอบครัว บทบาทหน้าที่ของคนในครอบครัว เพื่อนำไปสู่การสร้างครอบครัวเข้มแข็ง และครอบครัวมีสุข

ปัทมา ว่าพัฒนวงศ์ อาจารย์สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มม. กล่าวว่า จากการศึกษาข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ.2539 พ.ศ.2549 และ พ.ศ.2560 พบว่า ครัวเรือนคนเดียวและครัวเรือน 2 คน มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยครัวเรือนคนเดียวใน พ.ศ.2539 มี 8.8% ได้เพิ่มขึ้นเป็น 20.5% ในปี พ.ศ.2560 หรือเพิ่มขึ้นราว 2.3 เท่าตัว สำหรับครัวเรือน 2 คนนั้น มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นเช่นกัน โดยในปี พ.ศ.2539 มี 15.9% เพิ่มขึ้นเป็น 27.3% ในช่วงเวลาเดียวกัน หรือเพิ่มขึ้นราว 1.7% ขณะที่ครัวเรือนขนาดใหญ่ หรือครัวเรือนที่มีขนาด 3 คนขึ้นไป กลับพบว่า มีสัดส่วนลดลงอย่างชัดเจน โดยใน พ.ศ.2539 มี 75.3% เหลือ 52.3% ใน พ.ศ.2560 หรือลดลง 23%

นอกจากนั้น เมื่อพิจารณาอายุเฉลี่ย พบว่า อายุเฉลี่ยของสมาชิกในครัวเรือนกลับเพิ่มขึ้นเกือบ 10 ปี ดังนั้น แสดงให้เห็นว่า ในสถานการณ์ยุคเกิดน้อย อายุยืน อาจจะเกิดครัวเรือนผู้สูงอายุที่มีเด็กเป็นหัวหน้าครัวเรือน และครัวเรือนที่เด็กอยู่ตามลำพังเพียงคนเดียว หรืออยู่ด้วยกับเด็ก ซึ่งถือว่าจัดอยู่ในกลุ่มครัวเรือนเปราะบางอีกรูปแบบหนึ่งก็เป็นได้

จรัมพร โห้ลำยอง อาจารย์สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มม. เล่าว่า จากการศึกษาสถานการณ์ความสัมพันธ์ในครอบครัวที่มีเด็กและเยาวชนอายุ 12-14 ปี จำนวน 401 คน ในพื้นที่ 4 จังหวัด ได้แก่ จ.ลำพูน จ.อุบลราชธานี จ.สระบุรี และ จ.สตูล พบว่า รูปแบบการอยู่อาศัยของครอบครัวที่มีเด็กและเยาวชนวัยรุ่นมีความหลากหลาย แบ่งเป็น 56% อาศัยอยู่กับพ่อแม่ 22% อาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่เพียงคนเดียว และ 22% ไม่ได้อาศัยอยู่กับพ่อหรือแม่เลย โดยสาเหตุหลักที่ทำให้เด็กไม่ได้อยู่พร้อมหน้ากันพ่อแม่ลูก เนื่องจากพ่อแม่ต้องไปทำงานในพื้นที่ห่างไกล และการหย่าร้างแยกทางของพ่อและแม่

จรัมพร เล่าต่อว่า สำหรับการสื่อสาร ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการเลี้ยงดูลูก โดยประเด็นที่เด็กวัยรุ่นจะพูดคุยกับพ่อแม่ พบว่า 58.6% เกี่ยวกับการประหยัด การออม และการใช้เงินที่ถูกต้อง 41.6% เรื่องการคบเพื่อนและการอดกลั้นจากแรงกดดันต่างๆ จากเพื่อน 39.7% เรื่องทั่วไปหรือปัญหาที่เกี่ยวกับตัวเด็ก 33.4% ค่านิยมและความเชื่อที่ครอบครัวยึดถืออยู่ 32.9% เรื่องรายรับรายจ่ายของครอบครัว 21.4% การดื่มเหล้า สูบบุหรี่และยาเสพติด 13.5% การมีแฟน และ 7.5% เกี่ยวกับเพศสัมพันธ์

ขณะที่ประเด็นที่ผู้ปกครองไม่เคยคุยกับเด็กวัยรุ่นได้เลย มีดังนี้ 77.8% เกี่ยวกับการมีเพศสัมพันธ์ 58.1% การมีแฟน 53.4% การดื่มเหล้า สูบบุหรี่และยาเสพติด 24.2% เรื่องรายรับรายจ่ายของครอบครัว 23.9% การคบเพื่อนและการอดกลั้น 18.5% ค่านิยมและความเชื่อ 13.0% เรื่องทั่วไปหรือปัญหาที่เกี่ยวกับตัวเด็ก และ 10.0% การประหยัด การออมและการใช้เงิน

“ผลจากการสำรวจดังกล่าว แสดงให้เห็นว่ามีช่องว่างการสื่อสารในประเด็นเรื่องเพศสัมพันธ์ การมีแฟน และยาเสพติด ซึ่งถือเป็นสิ่งที่น่ากังวล เนื่องจากอาจจะทำให้เด็กวัยรุ่นมีความรู้ความเข้าใจที่ผิดพลาด ขาดการตระหนักคิดจากการได้รับข้อมูลจากแหล่งอื่น เช่น เพื่อน สื่ออินเทอร์เน็ตในทางกลับกันการไม่ได้พูดคุยทำให้ผู้ปกครองไม่ทราบถึงความคิดเห็นของบุตรหลาน ไม่ทราบสถานการณ์ความเสี่ยงและไม่ได้ให้คำปรึกษาที่เหมาะสมกับเด็กในสถานการณ์ปัญหาเหล่านั้นได้ นอกจากนี้ การไม่ได้สื่อสารในเรื่องดังกล่าวของครอบครัว ผ่านการสื่อสารเชิงบวกและไม่มีโอกาสวางกฎเกณฑ์หรือสร้างข้อตกลงในครอบครัวได้ ดังนั้น ทางคณะผู้วิจัย จึงได้จัดทำคู่มือครอบครัว วิตามิน F13 : ยาบำรุงสร้างเสริมภูมิคุ้มกันในครอบครัวที่จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการพูดคุยกันระหว่างผู้ปกครองและเด็ก” จรัญพร กล่าว
ทั้งนี้สำหรับ วิตามิน F13 เป็นคู่มือครอบครัวสำคัญ ประกอบด้วย 5 เล่มบางๆ คือ คู่มือเล่มที่ 1 “ทำไมครอบครัวจึงสำคัญ” เสนอภาพรวมของโปรแกรมและแบบทดสอบเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองสะท้อนประเด็นปัญหาต่างๆ ที่มีผลต่อวัยรุ่นด้วยตนเอง คู่มือเล่มที่ 2 “ช่วยวัยรุ่นเห็นความสำคัญของครอบครัว” เน้นการทำความเข้าใจถึงความคิดและพฤติกรรมวัยรุ่น และสารเสพติดของวัยรุ่น คู่มือเล่มที่ 3 “กฎของครอบครัว เกี่ยวกับเหล้า ยาเสพติด และบุหรี่” ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถจัดการกับปัญหาการใช้แอลกอฮอล์และสารเสพติดของวัยรุ่น คู่มือเล่มที่ 4 “กฎของครอบครัวเกี่ยวกับการมีแฟน” เน้นพฤติกรรมทางเพศและแนวทางการสื่อสารในเรื่องเพศกับลูก และคู่มือเล่มที่ 5 “อิทธิพลภายนอกที่มีผลต่อครอบครัวไทย” ช่วยให้ผู้ปกครองสามารถจัดการกับปัญหาแรงกดดันจากเพื่อน อิทธิพลของสื่อที่มีผลต่อพฤติกรรมวัยรุ่น ดังนั้น หากผู้ปกครองคนใดสนใจเติมวิตามิน F13 คู่มือครอบครัวสำคัญ สามารถติดต่อได้ที่มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วการพูดคุยสื่อสารกับลูก แก้ปัญหาในครอบครัวจะเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น

  “วิตามิน F13 คืออะไร??”
วิตามิน F13 คือ คู่มือครอบครัวสำคัญ เปรียบเสมือนวิตามินที่เหมาะสำหรับครอบครัวในปัจจุบัน ที่ช่วยบำรุงสัมพันธภาพของครอบครัวกระตุ้นให้เกิดการสื่อสารระหว่างผู้ปกครองและบุตรหลานวัยรุ่น โดยเฉพาะประเด็นการสื่อสารเกี่ยวกับเรื่องเพศ การมีเพศสัมพันธ์ การมีแฟน และการดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ใช้ยาเสพติด ซึ่งเป็นเรื่องยากในการสื่อสารเชิงบวกของผู้ปกครองที่มีบุตรหลานวัยรุ่น

โดย F13 สื่อความหมายดังนี้ “F” หมายถึง family ซึ่งสะท้อนความสำคัญของครอบครัว ที่จะเป็นส่วนผสมหลักสำคัญในการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงของบุตรหลานวัยรุ่น

“13” หมายถึง อายุของบุตรหลานในช่วง 13-14 ปี ที่ผู้ปกครองควรให้ความสำคัญในการสื่อสารเพื่อป้องกันพฤติกรรมเสี่ยง โดยวิธีการสื่อสารเชิงบวกที่สร้างความรู้ให้แก่เด็ก และสร้างเสริมความเข้าใจระหว่างผู้ปกครองและเด็ก ทั้งนี้ ช่วงอายุ 13-14 ปี ของบุตรหลาน เป็นช่วงวัยที่เหมาะสมที่จะทำ family intervention เนื่องจากเด็กช่วงวัยนี้ยังมีความผูกพันใกล้ชิดกับพ่อแม่อยู่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อและยังไม่สายเกินไปที่จะป้องกันพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่างๆ ได้

“ขัวแตะคนยอง”บ้านป่าตาลศิลปะร่วมสมัยเพื่อชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/377727

“ขัวแตะคนยอง”บ้านป่าตาลศิลปะร่วมสมัยเพื่อชุมชน

วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 – 13:46 น.
ขัวแตะคนยอง,ศิลปะร่วมสมัย
เปิดอ่าน 1,086 ครั้ง

รายงาน…

ปัจจุบันมุมมองที่มีต่องานศิลปะมีความหมายอย่างกว้างขวางไม่จำกัดอยู่ในผลงานด้าน จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม นาฏศิลป์ศิลปะการแสดง ดนตรี และวรรณศิลป์เท่านั้น หากแต่มีงานประยุกต์ศิลป์ที่สอดแทรกอยู่ในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนมาช้านานอย่างมีคุณค่า ความสำคัญและได้รับการพัฒนาต่อยอดจนกลายเป็นอัตลักษณ์ในงานเทศกาลศิลปะต่างๆ ที่มีส่วนเชื่อมโยงและขับเคลื่อนกิจกรรมที่ส่งเสริมเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในชุมชนให้แพร่หลายกลายเป็นที่รู้จักและมีชื่อเสียงในระดับสากล

วิมลลักษณ์ ชูชาติ ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า สศร.เข้าไปสนับสนุนโครงการศิลปร่วมสมัยระดับชุมชนและพัฒนาองค์ความรู้ที่มีอยู่เพื่อเติมความคิดสร้างสรรค์ลงไป โดยระวังไม่ให้ทำลายคุณค่าเดิมของสิ่งที่มีอยู่ซึ่งจะช่วยให้เกิดความยั่งยืนต่อไป ดังเช่นโครงการประติมากรรมหุ่นฟางร่วมสมัย “ขัวแตะคนยอง” บ้านป่าตาล จ.เชียงใหม่ และโครงการเทศกาลศิลปะและวัฒนธรรมณ ศูนย์ศิลปะวิถี จ.ตรัง ซึ่งมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อเร็วๆ นี้ กำลังได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เดินทางไปเที่ยวกันเป็นจำนวนมาก

ล่าสุด สศร. ได้ดำเนินการโครงการเทศกาลศิลปะร่วมสมัยลุ่มแม่น้ำโขงซึ่งเป็นการนำศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยมาเป็นทุนทางวัฒนธรรมในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ลุ่มน้ำโขงและนานาชาติโดยการส่งเสริมอัตลักษณ์ด้านศิลปวัฒนธรรมร่วมกันของพื้นที่แถบลุ่มแม่น้ำโขง 4 จังหวัด ได้แก่ จ.นครพนม จ.หนองคาย จ.มุกดาหาร และ จ.บึงกาฬ โดยจัดกิจกรรมอบรมเชิงปฏิบัติการและทักษะฝีมือด้านวิชาชีพต่างๆ เพื่อให้ศิลปินและเครือข่ายตลอดจนองค์กรชุมชนได้มีพื้นที่ในการจัดแสดงและจำหน่ายงานศิลปะ เพื่อนำรายกลับคืนสู่ท้องถิ่น เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่นำศิลปะมาช่วยเพิ่มมูลค่าสินค้าและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ความยั่งยืนจึงเกิดขึ้นท่ามกลางศิลปะที่ดำรงอยู่ควบคู่ไปกับวิถีชีวิตของคนในชุมชนที่ดีขึ้น

ลิปิกร มาแก้ว  หัวหน้าหลักสูตรทัศนศิลป์ คณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา จ.เชียงใหม่ กล่าวว่า โครงการประติมากรรมหุ่นฟางร่วมสมัย ซึ่งจัดขึ้น ณ ขัวแตะชาวยอง ลานชุมชนนวัตวิถีบ้านป่าตาล อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ เกิดจากความต้องการของชุมชนโดยอ้างอิงจากตำนาน ประวัติศาสตร์เรื่องเล่าของชุมชน นำมาสร้างแบบร่างเป็นรูปแบบประติมากรรมผ่านการนำเสนอต่อชุมชนและพัฒนาจนเกิดเป็นงานประติมากรรมหุ่นฟาง 5 ชิ้น ขนาดความสูงประมาณ 4 เมตร เรียงรายเป็นแลนด์มาร์คดึงดูดชวนให้นักท่องเที่ยวหลั่งไหลมาสู่ชุมชน โดยวัสดุที่ใช้ได้มาจากงานเกษตรกรรมในท้องถิ่นเช่น ฟางข้าว ที่นำมาผสานกับโครงสร้างเหล็กเชื่อมเป็นรูปทรงต่างๆ สร้างพื้นผิวหุ้มโครงเหล็ก เป็นรูปช้าง พญานาค เป็นต้น

“นอกจากจะเกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านศิลปะและวัฒนธรรมไทยอง ระหว่างสถาบันการศึกษาและชุมชน กลุ่มสล่า ศิลปิน ในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และเทคนิคกระบวนการสร้างงานประติมากรรมหุ่นฟางร่วมสมัยสู่ชุมชนแล้ว สิ่งที่ตามมาคือการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนให้ยั่งยืนด้วยความรักความห่วงแหนท้องถิ่นและความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ ชาติพันธุ์ของตนเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากทุกภาคส่วน อาทิ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยกระทรวงวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา เฮินศิลป์ใจ๋ยอง พ่อครูสล่าเพชร วิริยะ บ้านจ๊างนักวัดป่าตาลบวกค้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ รวมไปถึงผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการ สภาวัฒนธรรม องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานพัฒนาชุมชนอำเภอสันกำแพง

ตัวอย่างข้างต้น สศร. ถือเป็นการพัฒนาศักยภาพทุนมนุษย์ โดยการนำศิลปะร่วมสมัยผสมผสานมิติทางวัฒนธรรมมาใช้เสริมสร้างความเข้มแข็งในทางเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้นแก่ชุมชนได้อย่างยั่งยืน

#helpyourfriends “โรคซึมเศร้า”รักษาหายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/377685

#helpyourfriends “โรคซึมเศร้า”รักษาหายได้

วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 – 13:30 น.
โรคซึมเศร้า,รักษาหายได้,helpyourfriends
เปิดอ่าน 1,460 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร  -qualitylife4444@gmail.com  -รูปกล่อง ซึมเศร้า 

จากผลศึกษาตลอด 4 ปีที่ผ่านมาของคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่ายิ่งชั้นปีที่สูงยิ่งพบภาวะซึมเศร้ามาก เพราะการเรียนท้าทายมากขึ้น ในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งมีนิสิตพยายามฆ่าตัวตาย 6.4% ของนิสิตทั้งหมด คนที่ขอความช่วยเหลือคือเพื่อน ส่วนสถานที่ฆ่าตัวตายคือหอพักและบ้าน เป็นสถานที่คุ้นเคย สำหรับสาเหตุฆ่าตัวตาย อันดับแรกทะเลาะกับคนใกล้ชิด ปัญหาการเรียน ปัญหาความรักตามลำดับ

ด้วยสภาวะดังกล่าวที่เกิดขึ้น “โรคซึมเศร้า” แม้จะเป็นโรคที่รักษาหายได้แต่ใช่ว่าทุกคนจะเข้าใจ และทราบถึงวิธีการช่วยเหลือผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า “โครงการ#helpyourfriends” ที่จัดทำโดย วลัยพร เฉลิมลาภสรบูรณ์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 คณะนิเทศศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล สื่อในการเผยแพร่ความรู้ วิธีการช่วยเหลือวัยรุ่นที่เป็นโรคซึมเศร้าด้วยวัยรุ่น เพื่อนช่วยเพื่อน

วลัยพร เฉลิมลาภสรบูรณ์

วลัยพร เล่าถึงมุมมองในการทำสื่อเกี่ยวกับโรคซึมเศร้าว่าตอนแรกที่อาจารย์ให้ทำโปรเจกท์จบมีความสนใจในเรื่องของโรคซึมเศร้า เพราะด้วยที่โตมาจากต่างประเทศ พบว่าวัยรุ่นมีภาวะซึมเศร้าค่อนข้างมากและคนที่ช่วยพวกเขาได้ดีคือเพื่อน ส่วนประเทศไทยก็พบวัยรุ่นที่มีภาวะซึมเศร้าไม่ต่างกัน โดยเฉพาะเด็กในมหาวิทยาลัย แต่เขาจะไม่ค่อยปรึกษาใคร หรือเล่าให้ใครฟัง
เนื่องจากบางคนต่อให้เล่าให้เพื่อนฟัง เพื่อนก็อาจจะไม่เข้าใจ โดยปัจจัยที่ทำให้เด็กวัยรุ่นเป็นโรคซึมเศร้ามากขึ้นนั้น เท่าที่ทราบ ส่วนใหญ่เกิดจากการไม่ได้รับการยอมรับ หลายคนอยากจะมี อยากจะได้ อยากจะเป็นที่ต้องการของผู้อื่น แต่เมื่อสังคม กลุ่มเพื่อนที่เขาอยู่ปฏิเสธหรือมีการทะเลาะกับคนใกล้ชิด มีความเครียดจากการเรียน ครอบครัว ความรัก ปัญหาเคมีในสมอง มองโลกในแง่ร้าย พวกเขาก็จะเข้าสู่สภาวะของโรคซึมเศร้าได้ จึงมองว่าควรจะทำอะไรที่จะเป็นสื่อในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

“กลุ่มเพื่อนเป็นกลุ่มที่มีความสำคัญต่อวัยรุ่นอย่างมาก พวกเขาจะใช้ชีวิต พูดคุย เล่าทุกเรื่อง และแก้ปัญหาด้วยกัน ซึ่งเพื่อนสามารถช่วยเพื่อนได้ ดังนั้นโปสเตอร์ข้อมูลเนื้อหาที่นำเสนอผ่านสื่อจะเน้นการสื่อสารไปยังกลุ่มเพื่อน ให้ข้อมูลเพื่อน เพื่อช่วยเหลือเพื่อนที่เป็นโรคซึมเศร้า โครงการ#helpyourfriends จะเป็นการเรียนรู้วิธีการช่วยเหลือที่ใครๆ ก็สามารถทำได้ เพียงรับฟัง เข้าใจ และยอมรับ เช่น ทำความเข้าใจและคอยรับฟัง การใช้คำพูด อย่าพูดคำว่า “เดี๋ยวมันก็ดีขึ้น” “แค่นี้เอง” “เลิกคิดเหอะ” พาเพื่อนไปพบแพทย์เมื่อต้องการ และชวนออกกำลังกาย หรือทำกิจกรรมอื่นๆ” วลัยพร เล่า
การนำเสนอสื่อเนื้อหาเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เป็น “โรคซึมเศร้า” นั้น เป็นการบูรณาการศาสตร์ด้านการสื่อและการสื่อสาร ทั้งวารสารศาสตร์ สื่อสารการตลาด การสื่อสารด้วยภาพ ฯลฯ เข้าด้วยกัน เพื่อผลิต “สื่อ” ที่เหมาะสมกับคนรุ่นใหม่ เนื้อหาต้องเข้าใจง่าย ตรงประเด็น และเหมาะสมในแพลตฟอร์มออนไลน์ ยุคดิจิทัล

วลัยพร เล่าต่อว่า โปสเตอร์ที่จัดทำขึ้นนั้น จะเป็นการใช้ภาษาที่ง่ายทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ให้ภาพเล่าเรื่องถึงสาเหตุ ปัจจัยและการช่วยเหลือคนที่เป็นโรคซึมเศร้า นำเสนอผ่านช่องทางสื่อออนไลน์ โซเซียลมีเดีย ที่จะทำให้ผู้คนเข้าใจได้ทันที พร้อมช่วยเหลือผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้า เพราะโรคนี้อาการหลักจะเกิดจากมีอารมณ์เศร้าและเบื่อง่าย
โดยทุกคนมีอารมณ์เหล่านี้ แต่ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้าจะรู้สึกท้อแท้ ซึมหงอย ทั้งที่ตัวเองหรือคนอื่นก็สังเกตเห็นได้ ไม่มีความสุขกับกิจกรรมที่เคยทำ รวมถึงมีภาวะอื่นๆ เช่น การกิน เบื่ออาหาร หรือกินมากเกินไป การหลับ นอนไม่หลับหรือหลับมากเกินไป กระวนกระวาย และความคิด รู้สึกตัวเองไร้ค่า อยากตาย ซึ่งเมื่อมีอาการเหล่านี้อย่างน้อย 2 สัปดาห์ต่อเนื่อง แสดงว่าเป็นโรคซึมเศร้า ซึ่งการรักษาต้องเป็นทั้งการใช้ยา อย่างน้อย 6-9 เดือน หรือรักษาด้วยจิตบำบัด

“โครงการ#helpyourfriends” หนึ่งในผลงานของนักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ หลักสูตรนานาชาติ ม.มหิดล ในการผลิตสื่อ เนื้อหา เพื่อถ่ายทอด สื่อสารไปยังกลุ่มคนทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น วัยสำคัญที่จะช่วยวัยรุ่นด้วยกัน วลัยพร เล่าอีกว่าโรคซึมเศร้าไม่ได้เป็นโรคที่น่ากลัว แต่หากไม่ได้รับการรักษา ดูแลก็ย่อมส่งต่อไปยังโรคอื่นได้ ดังนั้นหากเป็นโรคดังกล่าวควรทำการรักษา และเฝ้าสังเกตตัวเอง ขณะเดียวกันคนรอบข้างต้องคอยสังเกต รับฟัง ทำความเข้าใจและยอมรับ เพราะสิ่งที่คนเป็นโรคซึมเศร้าต้องการมากที่สุด คือคนที่พร้อมเข้าใจ รับฟังในปัญหา ความคิด มุมมอง และยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น
วรรณ์ขวัญ พลจันทร์ หัวหน้าหลักสูตรสื่อและการสื่อสาร (Media and Communication) วิทยาลัยนานาชาติ ม.มหิดล เล่าว่าเด็กรุ่นใหม่เขารู้จักการผลิตสื่อ รู้จักการใช้สื่อ แต่สิ่งที่เขายังขาดคือการสร้าง ผลิตเนื้อหาที่จะนำเสนอ เพื่อให้ผู้คนเกิดความสนใจในเนื้อหา ดังนั้นการเรียนการสอนหลักสูตรสื่อและการสื่อสารจึงไม่ใช่สอนด้านโปรดักชั่นส์ เพราะตอนนี้กล้องมือถือก็สามารถสร้างเนื้อหา การเล่าเรื่องได้มากมาย ไม่จำเป็นต้องใช้กล้องตัวละหลายแสนบาท จึงมุ่งเน้นสอนการผลิตเนื้อหาและการเล่าเรื่อง ตั้งคำถามให้เด็กได้คิดว่าเขาจะนำเสนอเนื้อหา เล่าเรื่องอย่างไรให้เกิดความสนใจ มีผู้คนติดตามผลงานของเขา

วรรณ์ขวัญ พลจันทร์

“ขณะนี้คนสนใจเนื้อหาและการเล่าเรื่อง โดยเฉพาะเนื้อหาด้านอารมณ์ที่จะทำให้คนหยุดนิ่งมองเนื้อหาที่นำเสนอผ่านสื่อต่างๆ ตอนนี้คนที่ทำหน้าที่ผลิตสื่อ นักสื่อสารมวลชนแข่งกันที่เนื้อหาและการเล่าเรื่อง ไม่ใช่โปรดักชั่นส์ใครดีกว่าใคร โดยเนื้อหาต้องน่าสนใจ เข้าถึงชีวิตของผู้คน และเกิดอารมณ์ร่วม หลังจากนั้นผู้ผลิตสื่อต้องมองหาวิธีการให้ผู้คนติดตามเนื้อหา การเล่าเรื่องของเราต่อไป นักศึกษาคณะนิเทศศาสตร์ วิทยาลัยนานาชาติ ม.มหิดล จึงแตกต่างจากเด็กที่อื่น เพราะเด็กเราไม่ได้เป็นเพียงใช้เทคโนโลยี สื่อต่างๆ ได้เท่านั้น แต่เขารู้จักการบูรณาการทุกสื่อเข้าด้วยกัน รู้จักการนำเสนอเนื้อหาที่ตอบสนองความต้องการของผู้คน และเพิ่มมูลค่าให้แก่เนื้อหา สร้างอาชีพและรายได้แก่ตนเองได้ รวมถึงรู้จักการช่วยเหลือสังคมผ่านสื่อที่นำเสนอ” วรรณ์ขวัญ กล่าว

“มหิดล-สสส.”สร้างมหาวิทยาลัยสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/377418

“มหิดล-สสส.”สร้างมหาวิทยาลัยสุขภาพ

วันที่ 28 มิถุนายน 2562 – 11:25 น.
มหาวิทยาลัยสุขภาพ,มหิดล,สสส
เปิดอ่าน 1,684 ครั้ง

โดย…-ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com 

จากอุบัติการณ์ของโรคกลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดัน ถุงลมโป่งพอง ฯลฯ ซึ่งกลายเป็นปัญหาด้านสาธารณสุขและเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของคนไทยกว่า 2 ใน 3 หรือกว่าร้อยละ 70 การสร้างความเข้าใจแก่ชุมชน สังคม และประเทศ โดยใช้มหาวิทยาลัยเป็นจุดศูนย์กลาง จึงกลายเป็นทางออกที่จะกระจายองค์ความรู้ได้อย่างต่อเนื่องและยั่งยืนที่สุด

สำนักงานกองทุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้ความหมายของโรคกลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ Non-Communicable Diseases (NCDs) ว่าเกิดจากปัจจัยภายในร่างกาย ส่วนใหญ่เป็นผลจากการใช้ชีวิตที่มีพฤติกรรมเสี่ยงอย่าง เหล้า บุหรี่ ขาดการออกกำลังกาย รับประทานอาหารหวานมันเค็มจัด และมีความเครียด ขณะที่องค์การอนามัยโลก (ฮู) ทำนายว่าในปี พ.ศ.2573 ประชากรโลกจำนวน 23 ล้านคนจะเสียชีวิตจากโรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ โดยร้อยละ 85 อยู่ในประเทศกำลังพัฒนาเนื่องจากชีวิตที่สะดวกสบายมากขึ้น ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือ “การเปลี่ยนพฤติกรรม”

จากปัญหาดังกล่าวนำมาสู่การต่อยอดความร่วมมือเอ็มโอยู ระยะที่ 2 เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่ผ่านมา ระหว่างมหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะเลขาธิการเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน ASEAN University Network (AUN) ด้าน AUN Human Rights Education Network (AUN-HRE) และ AUN-Health Promotion Network (AUN-HPN) ร่วมกับ สสส. หลังจากมีการลงนามเอ็มโอยูในระยะแรกเมื่อปี 2559 เพื่อเสริมสร้างความสามารถของมหาวิทยาลัยสมาชิกที่มีกว่า 30 สถาบันใน 10 ประเทศอาเซียน มุ่งสู่การเป็น “มหาวิทยาลัยสุขภาพ”

ทั้งนี้ภายใต้การร่วมมือในระยะแรกของมหิดล และสสส. มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง อาทิ การจัดทำกรอบมหาวิทยาลัยสุขภาพ หรือ Health University Framework ซึ่งถือเป็นแนวปฏิบัติให้มหาวิทยาลัยต่างๆ พัฒนาไปสู่ความเป็นมหาวิทยาลัยสุขภาพได้ โดยอาศัยมาตรการในการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพ 22 ประการ

นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาศักยภาพมหาวิทยาลัยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาผู้นำด้านสร้างเสริมสุขภาพร่วมมือพัฒนาโครงการวิจัยด้านสร้างเสริมสุขภาพระหว่างมหาวิทยาลัยสมาชิกเครือข่าย พร้อมขยายเครือข่ายและแนวคิดในการดำเนินงานมหาวิทยาลัยสุขภาพไปยังมหาวิทยาลัยอื่นๆ ทั่วภูมิภาคในประเทศไทย ผ่านมหาวิทยาลัยแกนนำทั้ง 5 แห่ง ได้แก่ ม.มหิดล จุฬาฯ ม.บูรพา ม.เชียงใหม่ และม.สงขลานครินทร์ ปัจจุบันมีสมาชิกสมทบเพิ่มขึ้นอีก 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ ม.ธรรมศาสตร์ ม.อุบลราชธานี ม.เทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และ ม.วลัยลักษณ์

ดร.ณัฐพันธุ์ ศุภกา รักษาการผู้อำนวยการสำนักภาคีสัมพันธ์และวิเทศสัมพันธ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวในงานแถลงข่าวการเสริมสร้างความสามารถของมหาวิทยาลัยสมาชิกเป็นมหาวิทยาลัยสุขภาพตามกรอบ Health University Framework ณ ศูนย์การเรียนรู้มหิดล ศาลายา ว่าการป้องกันโรค NCDs ดูเหมือนง่าย แต่ทำได้ยากเนื่องจากต้องเปลี่ยนพฤติกรรม ต้องใช้หลายมาตรการเข้าด้วยกัน จึงต้องเริ่มต้นจากมหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยเป็นกลไกถาวร หากเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพฝังอยูในระบบนั้นหมายความว่าจะมีการปลูกฝังองค์ความรู้ผ่านนโยบายและการอบรมให้แก่นิสิตนักศึกษาที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเข้ามาศึกษาในทุกๆ ปี ก่อให้เกิดกลไกที่ต่อเนื่องและยั่งยืน

“การต่อยอดขยายความร่วมมือระหว่างมหิดล และสสส. ในปีนี้จะมีการเดินหน้านำกรอบมหาวิทยาลัยสุขภาพไปใช้ พร้อมมีการประเมินผลการดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพของมหาวิทยาลัยต่างๆ โดยระบบติดตามและประเมินผลที่เรียกว่า ASEAN Rating On Health University (ARSU) พร้อมมุ่งมั่นขยายเครือข่ายและแนวคิดการสร้างเสริมสุขภาพไปสู่มหาวิทยาลัยต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อขับเคลื่อนงานสร้างเสริมสุขภาพ มุ่งสู่การลดปัจจัยเสี่ยงของโรคกลุ่มไม่ติดต่อเรื้อรังนำไปสู่การมีสุขภาพที่ดีของประชาชนต่อไป”

ด้าน ศ.ดร.ฉัตรเฉลิม อิศรางกูร ณ อยุธยา คณบดีคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะประธานการพัฒนาระบบติดตามและประเมินผล ASEAN Rating On Health University (ARSU) กล่าวว่า การติดตามและประเมินผลมหาวิทยาลัยสุขภาพผ่านกรอบมหาวิทยาลัยสุขภาพมีทั้งหมด 22 ประการ ครอบคลุมทั้ง ระบบและโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ นโยบายอาคารปลอดภัยเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ความเสมอภาคของผู้พิการ หลักสูตร งานวิจัย อาสาสมัคร และงบประมาณที่สนับสนุนกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพ

กิจกรรมที่ควรดำเนินการ สู่การลดละเลิก เช่น ควบคุมการสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ สารเสพติด การพนัน ความรุนแรง ความปลอดภัยบนท้องถนนในสถานศึกษา รวมถึง การส่งเสริมสุขภาพ อาทิ ให้ความรู้ด้านสุขภาพกายและสุขภาวะทางจิต การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ด้านโภชนาการ พฤติกรรมทางเพศที่ปลอดภัย และความสมดุลของชีวิต

“สำหรับกระบวนการชี้วัดในระยะแรกจะมีคะแนนกรอบทั้ง 22 ประการ ทั้งหมด 1,000 คะแนน โดยให้ทางมหาวิทยาลัยประเมินตนเองแต่ละข้อผ่านระบบคอมพิวเตอร์ พร้อมประมวลผลและสะท้อนออกมาเป็นภาพรวม วิเคราะห์ศักยภาพในแต่ละด้าน และเทียบกับค่าคะแนนมาตรฐานเพื่อคำนวณออกมาในระดับ 1-5 ดังนั้นในช่วงแรกจะเป็นการผสมผสานระหว่างการประเมินวิเคราะห์และส่งหลักฐานเชิงประจักษ์ต่างๆ มาที่สำนักงานเลขาธิการเครือข่ายเพื่อพิจารณาและยืนยันกับคะแนนที่วิเคราะห์ได้”

“ขณะที่มหาวิทยาลัยที่ได้ 5 ดาว จะมีผู้ทรงคุณวุฒิในเครือข่ายร่วมกันไปประเมิน ติดตามผล ด้วยจุดมุ่งหมายสำคัญคือให้มหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นสู่การส่งเสริมสุขภาพที่ดี ได้เห็นถึงพัฒนาการและแข่งขันกับตัวเองในการยกระดับความต่อเนื่อง หลังจากนั้นจะมีการนำมหาวิทยาลัยที่ได้อันดับสูงๆ ร่วมแลกเปลี่ยนให้มหาวิทยาลัยอื่นๆ รวมถึงพัฒนาสู่งานวิจัยเพื่อเผยแพร่สู่ประชาชนต่อไป” ศ.ดร.ฉัตรเฉลิม กล่าว

ดร.ชลธิศ ธีระฐิติ ผู้อำนวยการบริหารสำนักงานมหาวิทยาลัยเครือข่ายอาเซียน (ASEAN University Network : AUN) กล่าวว่า ด้วยศักยภาพและความพร้อมของนักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านดังกล่าว มั่นใจว่ามหาวิทยาลัยมหิดลจะสามารถขับเคลื่อนและเป็นผู้นำสร้างศักยภาพให้แก่มหาวิทยาลัยเครือข่ายให้เป็นมหาวิทยาลัยสุขภาพ มีการบูรณาการงานส่งเสริมสุขภาพในทุกมิติ ครอบคลุมถึงหลักสูตรการเรียนการสอน และการบริหารงานในสถาบันการศึกษาตามกรอบแนวคิดที่มีการรวบรวมข้อมูลมาเป็นแนวทางปฏิบัติ สร้างเกณฑ์มาตรฐานและกำหนดตามแนวทางการประเมิลผลที่บ่งชี้ถึงระดับความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยเครือข่ายในการดำเนินงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพของมหาวิทยาลัยภูมิภาคอาเซียนอย่างยั่งยืนต่อไป

ด้าน ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รักษาการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยเล็งเห็นความสำคัญของงานสร้างเสริมสุขภาพของเครือข่ายมหาวิทยาลัยอาเซียน (AUN-HPN) ซึ่งถือเป็นงานที่สำคัญอย่างยิ่งของมหาวิทยาลัยและภาคี ในการร่วมมือส่งเสริมให้ประชาชนมีสุขภาพที่ดี ปลอดภัยจากอันตรายของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังต่างๆ ด้วยการกระตุ้นและสร้างความตระหนักถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยในการส่งเสริมสุขภาพของบุคลากรและนักศึกษา รวมถึงชุมชนใกล้เคียง ขณะที่การพัฒนาระบบติดตามประเมินผล ARSU จะสามารถเป็นเครื่องมือช่วยติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของมหาวิทยาลัยต่างๆ ตามกรอบแนวคิด ซึ่งข้อมูลที่ได้จะเป็นข้อมูลย้อนกลับเพื่อพัฒนาการส่งเสริมสุขภาพในระดับมหาวิทยาลัยต่อไปในอนาคต

1 ปี รถฉุกเฉินศิริราชช่วยผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง 125 ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/376909

1 ปี รถฉุกเฉินศิริราชช่วยผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง 125 ราย

วันที่ 25 มิถุนายน 2562 – 10:33 น.
โรคหลอดเลือดสมอง,รถฉุกเฉินศิริราช
เปิดอ่าน 1,627 ครั้ง

รายงาน…

“โรคหลอดเลือดสมอง” เป็นปัญหาสำคัญทั่วโลก และสาเหตุการตายอันดับ 1 ในประเทศที่มีรายได้น้อย หรือรายได้ปานกลาง ขณะที่ประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองสูงถึง 1,880 รายต่อแสนราย โดย “เวลา” ถือเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการรักษา

ที่ผ่านมา รพ.ศิริราช ได้จัดตั้ง “โครงการนำร่องต้นแบบรถพยาบาลเคลื่อนที่รักษาผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน รพ.ศิริราช” จำนวน 1 คัน เมื่อวันที่ 18 พฤษภาคม 2561 จากความร่วมมือทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย กระทรวงสาธารณสุข, กรุงเทพมหานคร, สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ, สำนักการแพทย์, ศูนย์บริการการแพทย์ฉุกเฉินกรุงเทพมหานคร, คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล, มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง, มูลนิธิร่วมกตัญญู, บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส, บริษัท ซิสโก้ ซิสเต็มส์ (ประเทศไทย) จำกัด, บริษัท ฟรีวิลล์ โซลูชั่นส์ จำกัด, บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)

พร้อมเปิดตัวรถพยาบาลเคลื่อนที่ คันที่ 2 จากการสนับสนุนโดยมูลนิธิไทยคม เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน ที่ผ่านมา โดยการทำงานของรถพยาบาลเคลื่อนที่ ประกอบไปด้วย เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์สื่อสาร เครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจเลือดเบื้องต้น ทีมแพทย์ พยาบาล และนักรังสีเทคนิค พร้อมกำหนดจุดรับส่งตัวผู้ป่วยหลังจากได้รับแจ้งจาก สพฉ. 1669 ทั้งหมด 5 จุดภายในปั๊ม ปตท. ย่านฝั่งธน ได้แก่ ปตท.กาญจนาภิเษก, ปตท.เพชรพระเทพ, ปตท.บรมราชชนนี, ปตท.ราชพฤกษ์ และปตท.พระราม 2 ซึ่งเป็นพื้นที่ขาดแคลนโรงพยาบาลใหญ่ที่สามารถรับมือกับโรคที่ซับซ้อน

นพ.ยงชัย นิละนนท์ ประธานศูนย์โรคหลอดเลือดสมองศิริราช กล่าวในงานแถลงข่าว “โครงการนำร่องต้นแบบรถพยาบาลเคลื่อนที่รักษาผู้ป่วย โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน รพ.ศิริราช” ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 รพ.ศิริราช ว่า รถพยาบาลเคลื่อนที่ฯ สามารถวินิจฉัยได้ทันทีว่าผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลันหรือไม่ ไม่ว่าจะชนิดแตกหรือตีบ เปรียบเสมือนโรงพยาบาลเคลื่อนที่ไปหาผู้ป่วย ถือเป็นส่วนเติมเต็มในการรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

โดยตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ให้บริการผู้ป่วยไปแล้วกว่า 125 ราย แบ่งเป็น ผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน 55.2% ผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองแตกเฉียบพลัน 29.6% ผู้ป่วยเป็นโรคที่ไม่ใช่หลอดเลือดสมอง 10.4% ผู้ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดสมองขาดเลือดชั่วคราว 4.8% โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่รับจากพื้นที่ จ.นนทบุรี 59.2% พื้นที่กรุงเทพฯ ฝั่งธนบุรี จากศูนย์เอราวัณ 1669 20% จากมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง มูลนิธิร่วมกตัญญูและสายตรง 0-2419-8888 20.8%

ขณะที่ จำนวนคนไข้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน และได้รับการฉีดยาสลายลิ่มเลือด 50.7% คนไข้ที่เป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบเฉียบพลัน และได้รับการฉีดยาสลายลิ่มเลือด ร่วมกับการใส่สายสวนหลอดเลือด 11.6% คนไข้ที่ได้รับการรักษาด้วยการใส่สายสวนหลอดเลือดเพียงอย่างเดียว 2.9% โดย 57% ของคนไข้ 125 ราย สามารถหายเป็นปกติและใกล้เคียงปกติ ทั้งนี้ คนไข้ทุกคนจะเข้ารับการรักษาในหอผู้ป่วย Siriraj Acute Stroke Unit

“สำหรับสิทธิการรักษาผู้ป่วย แบ่งเป็น 4 สิทธิ ได้แก่ สิทธิบัตรประกันสุขภาพถ้วนหน้า สิทธิข้าราชการ สิทธิประกันสังคม และประกันเอกชนหรือผู้ป่วยชำระเอง โดยในปีนี้ ตั้งเป้านำเทคโนโลยี 5G มาใช้ พร้อมปรับปรุงกระบวนการทำงานให้เร็วขึ้นทั้งด้านการรักษาและวินิจฉัย ส่วนการขยายพื้นที่บริการต้องพิจารณาพื้นที่เหมาะสมต่อไป” นพ.ยงชัย กล่าว

ด้าน นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวเพิ่มเติมว่า โครงการดังกล่าว รพ.ศิริราช และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้มุ่งเน้นการบริการสุขภาพและพัฒนาเครือข่ายการรับ-ส่งผู้ป่วย ลดอัตราการเสียชีวิตหรือพิการของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน ด้วยเป้าหมายเดียวกันคือ คืนคุณภาพชีวิตให้แก่ผู้ป่วย และเป็นแบบอย่างให้แก่องค์กรแพทย์อื่นๆ ได้ร่วมดำเนินการต่อไป