“บีมูลเจล” เยลลี่ผู้สูงอายุช่วยการกลืน สารอาหารครบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/380540

“บีมูลเจล” เยลลี่ผู้สูงอายุช่วยการกลืน สารอาหารครบ

วันที่ 22 กรกฎาคม 2562 – 12:35 น.
บีมูลเจล,เยลลี่ช่วยการกลืน,ผู้สูงอายุ
เปิดอ่าน 580 ครั้ง

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

ภาวะการกลืนน้ำหรืออาหารลำบาก สำลักง่าย (Dysphagia) เป็นภาวะที่ผู้ป่วยเกิดความผิดปกติในการกลืน เมื่อไม่สามารถกลืนอาหารได้อาจเกิดอันตรายหลายประการจากภาวะทุพโภชนาการ ทำให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารไปเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ หรือหากติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดการขาดน้ำ และสารอาหาร การติดเชื้อของปอดและทางเดินหายใจ และอาจอันตรายถึงชีวิตหากขาดการดูแลที่ดีพอ

จากปัญหาดังกล่าวนำมาสู่การคิดค้น “บีมูนเจล” เยลลี่สำหรับผู้สูงอายุและผู้มีปัญหาการกลืน โดย 6 ทีมนักวิจัย ทั้งนักโภชนาการอาหาร นักวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร พยาบาล และแพทย์ที่ปรึกษาในการพัฒนาให้เหมาะกับคนไข้ มีลักษณะเป็นเยลลี่เนื้อนุ่ม ลื่น กลืนง่าย เพียงใช้ลิ้นดุนให้แตกก็สามารถรับประทานได้โดยไม่ทำให้เกิดการสำลัก ให้สารอาหารครบถ้วน 5 หมู่ ทั้งวิตามิน และแร่ธาตุชนิดต่างๆ

นอกจากนี้ยังมีสารสกัดจากใบแปะก๊วย ช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงเซลล์สมองดีขึ้น ควบคุมการหลั่งฮอร์โมนและสารสื่อประสารได้อย่างปกติและสมดุล แคลเซียมจากนมเสริมสร้างกระดูกและฟัน ป้องกันกระดูกเปราะบาง พรุน โอเมก้า 3 ช่วยลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ และการอักเสบต่างๆ ในร่างกาย และพรีไบโอติกไฟเบอร์ ช่วยกระตุ้นการขับถ่าย ไม่มีสารกันบูด ไม่มีน้ำตาล แลคโตส และกลูเตน

 “บีมูนเจล” เยลลี่ช่วยการกลืน
ทั้งนี้ “บีมูนเจล” นอกจากจะเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการกลืน สำลัก ไม่สามารถบดเคี้ยวอาหารได้แล้ว ยังเหมาะกับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับช่องปากและฟัน มีบาดแผลหรือมีอาการเจ็บขณะเคี้ยวหรือกลืน ผู้ป่วยมะเร็งคอ หลอดอาหาร เจ็บภายในช่องปากหรือผ่านขบวนการรักษาด้วยการให้คีโมหรือฉายแสง ทำให้รับประทานได้ลำบาก

รวมถึงผู้ที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อที่หลอดอาหาร โรคที่ทำให้ผิวของหลอดอาหารแข็งกระด้าง ผู้ป่วยที่บาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยกรดไหลย้อนเรื้อรัง และบุคคลทั่วไปที่ต้องการเสริมภูมิคุ้มกันร่างกาย

เดือนเพ็ญ ธาราธิติคุณ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เบนส์เวล คอร์ปอเรชั่น จำกัด หนึ่งในทีมนักวิจัย กล่าวว่า บีมูนเจล เป็นผลิตภัณฑ์ที่ต่อยอดมาจากบีมูนเวล เครื่องดื่มแทนมื้ออาหารที่เน้นด้านการกระตุ้นเสริมสร้างภูมิคุ้มกันตามสภาวะร่างกายและโรคที่แตกต่างไปของแต่ละคน เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน ไตวาย ปอด เป็นต้น ซึ่งได้รับการขึ้นบัญชีนวัตกรรมไทยและเครื่องหมายทางเลือกสุขภาพ โดยวางขายในร้านอาหารสุขภาพ ร้านค้าในโรงพยาบาล และร้านขายยามาแล้วก่อนหน้านี้

เดือนเพ็ญ กล่าวต่อไปว่า ด้วยความที่สินค้าเดิมเป็นแบบชงดื่มจึงพบว่าผู้สูงอายุและผู้ป่วยในบางกลุ่มไม่สามารถใช้หลอดดูด หรือกลืนของเหลวที่เป็นน้ำได้เนื่องจากกลัวสำลัก จึงคิดค้น “บีมูนเจล” ในรูปแบบเยลลี่ขนาดถ้วยไม่ใหญ่และเล็กจนเกินไป 1 ถ้วย ได้สารอาหารครบ 5 หมู่ ให้พลังงาน 120 กิโลแคลอรี่ มีให้เลือก 4 รสชาติ ซึ่งในช่วงแรกจะผลิตรสช็อกโกแลตก่อน เนื่องจากเป็นรสชาติที่สามารถทานได้ทั่วไป”

  เครื่องจักรคิดค้นโดยวิศกรไทย
ทั้งนี้ด้วยความที่เป็นผลิตภัณฑ์ซึ่งคิดค้นโดยทีมนักวิจัย และใช้เงินลุงทุนทั้งหมดร่วมกันเอง การหาโรงงานผลิตในจำนวนไม่มากและได้คุณภาพจึงไม่ใช่เรื่องง่าย

เดือนเพ็ญ เล่าว่า ที่ผ่านมาพยายามติดต่อผู้รับจ้างผลิตสินค้า (Original Equipment Manufacturer : OEM) ซึ่งเป็นบริษัทรับทำเยลลี่ทั่วไป แต่เงื่อนไขในการรับผลิตของเขาต้อง 2 แสนชิ้นขึ้นไป ขณะที่วัตถุดิบในการทำเยลลี่ของเราค่อนข้างแพง และเขาไม่มั่นใจว่าจะสามารถผลิตให้มีคุณภาพที่เราต้องการหรือไม่ เนื่องจากมีทั้งโปรตีน แร่ธาตุ และกระบวนการผลิตค่อนข้างยุ่งยาก

“หากกระบวนการผลิตใช้ความร้อนสูงไปโปรตีนจะเสื่อมสภาพ เละ เหมือนนมที่บูด และแร่ธาตุต่างๆ จะติดตามเครื่อง ทำให้เครื่องจักรดำเนินการต่อเนื่องไม่ได้ อีกทั้งในขั้นตอนการทำความสะอาดเครื่องจักร หากทำความสะอาดไม่ดีตัวโปรตีนเหล่านี้จะตกค้างในเครื่องกลายเป็นตัวก่อเชื้อโรคได้ ดังนั้นที่ผ่านมาจึงโดนปฏิเสธทุกโรงงาน”

หลังจากค้นหามาเกือบปี สุดท้ายคิดว่าต้องลงทุนซื้อเครื่องเองในศักยภาพเท่าที่ทีมมี จึงตัดสินใจส่ง Proposal โครงการวิจัยและรายละเอียดของผลิตภัณฑ์ให้กับทาง สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งโชคดีที่ทางสวทช.ให้ความสนใจ และยินดีสนับสนุนในเรื่องของผู้เชี่ยวชาญและให้คำปรึกษา ออกแบบประดิษฐ์ คิดค้นเครื่องจักร

“ความจริงสินค้าประเภทนี้ในตลาดน้อยมาก ในเชิงพาณิชย์ไม่ค่อยมีใครทำกันเนื่องจากไม่คุ้มกับการลงทุน แต่สำหรับเรามองว่าตอบโจทย์ให้แก่กลุ่มคนที่มีปัญหาจริงๆ จึงลงทุนในขนาดที่ไม่ใหญ่มากตามศักยภาพของเรา การได้ผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำเกี่ยวกับเครื่องจักร จากทาง สวทช. ถือว่าโชคดีมาก เพราะสิ่งที่ยากที่สุดคือการหาเครื่องจักรในการผลิต ต้องทำอย่างไรให้สามารถผลิตเป็นเยลลี่หน้าตาแบบนี้ได้และไม่มีปัญหาเรื่องติดเชื้อ”

“เครื่องจักรซึ่งออกแบบด้วยทีมนักวิศวกรไทยด้วยงบประมาณที่ทีมนักวิจัยร่วมกันลงขันราว 1 ล้านบาท  เป็นเครื่องจักรขนาดเล็ก ผลิตได้ราว 3,000 ถ้วยต่อรอบการผลิต เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ลูกค้ารายย่อย และเป็นข้อดีในช่วงการทดลองผลิต หากเกิดข้อผิดพลาดจะได้ไม่สูญเสียงบประมาณมากเกินไป ถือเป็นผลิตภัณฑ์ของคนไทย คิดค้นโดยคนไทยอย่างแท้จริง ซึ่งหากแนวโน้มทางตลาดดีอาจต้องเพิ่มกำลังการผลิตและคุยกับธนาคารในอนาคต”

ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการคิดค้นประดิษฐ์เครื่องจักร และน่าจะสามารถทดลองผลิตได้ในเดือนหน้า รวมถึงทำเรื่องขอขึ้นทะเบียนแก่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) คาดว่าจะวางจำหน่ายตามร้านขายสินค้าสุขภาพ ร้านขายยาร้านค้าโรงพยาบาลในเขตกรุงเทพฯ และช่องทางออนไลน์ ภายในสิ้นปีนี้ ราคา 135 บาท

“ทั้งนี้ บีมูนเจล ผ่านการฆ่าเชื้อโดยการพาสเจอร์ไรซ์ สามารถเก็บได้ราว 3 เดือนในตู้เย็น ซึ่งในอนาคตหากสินค้าสามารถตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ดี วางแผนว่าจะพัฒนาให้สามารถเก็บได้ 6 เดือน–1 ปี เพื่อให้การเก็บรักษาง่ายขึ้นและนานขึ้น พร้อมพัฒนาต่อยอดไปในแบบ Ultra High Temperature (U.H.T) ซึ่งสามารถเก็บได้ 1 ปี ในอุณหภูมิปกติ ทำให้ผู้ป่วยสามารถซื้อเก็บได้ทีละเยอะๆ ได้” เดือนเพ็ญ กล่าวทิ้งท้าย

   “บีมูนเจล” เยลลี่ช่วยการกลืน
– มีสารอาหารครบ 5 หมู่
– พลังงาน 120 กิโลแคลอรี่
– สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาการกลืน สำลัก
– ไม่สามารถบดเคี้ยวอาหารได้
– ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับช่องปากและฟัน
– มีบาดแผลหรือมีอาการเจ็บขณะเคี้ยวหรือกลืน
– ผู้ป่วยมะเร็งคอ หลอดอาหาร เจ็บภายในช่องปาก
– ผ่านขบวนการให้คีโมหรือฉายแสง ทำให้กลืนลำบาก
– ผู้ที่มีการอักเสบหรือติดเชื้อที่หลอดอาหาร
– โรคที่ทำให้ผิวของหลอดอาหารแข็งกระด้าง
– ผู้ป่วยที่บาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลัง
– ผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับสมองและระบบประสาท
– ผู้ป่วยกรดไหลย้อนเรื้อรัง และบุคคลทั่วไป

งานด่วนรมต.ใหม่โค้ดดิ้ง-พัฒนาครูกัญชาเสรีการแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/380204

งานด่วนรมต.ใหม่โค้ดดิ้ง-พัฒนาครูกัญชาเสรีการแพทย์

วันที่ 19 กรกฎาคม 2562 – 12:40 น.
รัฐมนตรี,รมวศึกษาธิการ,กัญชาเสรี,การแพทย์
เปิดอ่าน 934 ครั้ง

โดย…  ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

รัฐมนตรีใหม่ไฟแรงเข้าทำงานวันแรกเกือบทุกกระทรวง ต่างตั้งเป้าเร่งทำงานตามกรอบนโยบายรัฐบาล นโยบายไหนดีสานต่อ นโยบายไหนไม่ดีต้องปรับปรุงแก้ไข ให้ทันสมัยต่อโลกยุคดิจิทัล ตั้งเป้าทำให้เกิดขึ้นได้ภายในระยะเวลา 1 เดือน

วันที่ 18 กรกฎาคม เวลา 07.49 น. ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ พร้อมด้วย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช และ กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เดินทางเข้าทำงานที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นวันแรก โดย มีการแบ่งงานดังนี้ คุณหญิงกัลยา จะดูแลสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) และโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์

กนกวรรณ จะรับผิดชอบสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ส่วน รมว.ศึกษาธิการนั้น จะรับผิดชอบดูแลงานของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานปลัด ศธ.

   พัฒนาคุณภาพครูวาระเร่งด่วน
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า นโยบายเรื่องการศึกษาไทยต้องเร่งดำเนินการเป็นวาระเร่งด่วน โดยเฉพาะในเรื่องการพัฒนาคุณภาพครู เพราะเด็กทุกคนที่มีคุณภาพ ล้วนเกิดจากการอบรมสั่งสอนของครู ดังนั้น ต้องดูว่าจะดำเนินการพัฒนาครูได้อย่างไรบ้าง

รวมถึงต้องมุ่งสร้างเด็กและเยาวชนให้มีทักษะในศตวรรษที่ 21 มีความรู้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีที่รวดเร็ว ซึ่งจะพัฒนาคุณภาพการศึกษาไทยให้ก้าวกระโดดเทียบเท่าสากล อยากให้ผู้บริหารศธ.ทุกคนได้นำนโยบายเหล่านี้ไปต่อยอดบูรณาการกับเรื่องที่ทำอยู่ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นต่อไป

“สิ่งสำคัญที่สุด ต้องขอศึกษาข้อมูลต่อยอดการทำงานด้านการศึกษาได้อย่างไรบ้าง โดยนโยบายเรื่องใดที่ดีอยู่แล้ว ก็จะส่งเสริมต่อยอด แต่หากนโยบายใดที่ทำแล้วไม่ประสบผลสำเร็จแต่กลับสร้างภาระให้แก่ครูจนมีเรื่องร้องเรียน ก็จะปรับแก้ไข จะฟังเสียงสะท้อนจากเขตพื้นที่และข้าราชการครูเป็นหลัก พร้อมกับดึงทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมกันขับเคลื่อนงานการศึกษา เพราะผมมองว่าการศึกษาไทยจะต้องมีการปรับปรุง และทุกภาคส่วนจะต้องเปิดกว้างในการช่วยกันแก้ปัญหาการศึกษา” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

ทั้งนี้ การศึกษาไทยมีตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา และการศึกษานอกระบบตามอัธยาศัย ซึ่งทุกคนจะต้องได้รับการศึกษาระดับขั้นพื้นฐานอยู่แล้ว แต่หากค้นพบศักยภาพเด็กไทยในกลุ่มเด็กเก่งมีทักษะและความสามารถ ต้องสร้างและสนับสนุนให้เด็กเหล่านี้เป็นช้างเผือก เพื่อวางแผนต่อยอดพัฒนา เป็นผู้นำในอนาคตได้

จะต้องมีการปรับหลักสูตรการศึกษาต่างๆ ให้มีความทันสมัยต่อโลกยุคดิจิทัล เพื่อทำให้การเรียนการสอนได้รับการพัฒนาเหมาะสมกับการศึกษาที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ตั้งเป้าว่าจะทำให้เกิดขึ้นได้ภายในระยะเวลา 1 เดือน และดูในรายละเอียดการใช้จ่ายงบประมาณต่างๆ ของ ศธ. โดยจะมีทีมงานมืออาชีพด้านการคลังเข้ามาดูแลงบ ศธ.ว่าถูกใช้อย่างคุ้มค่าและถูกต้องหรือไม่ คาดว่าก่อนสิ้นปี 2562 จะดำเนินการตรวจสอบให้แล้วเสร็จ

  Coding สอนตรรกะแก้ปัญหา
คุณหญิงกัลยา กล่าวว่า จะเร่งดำเนินการ 2 เรื่อง คือ 1.วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีการเกษตร โดยเป็นการนำเทคโนโลยีมาใช้เรื่องการเรียนการด้านเกษตร แก่เด็กที่เรียนในวิทยาลัยอาชีวศึกษาต่างๆ เพื่อยกระดับการทำเกษตร และเกษตรกรของไทย เป็นสมาร์ทฟาร์มเมอร์ อีกทั้งไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม 2.เรื่องโค้ดดิ้ง (Coding) ซึ่งเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ภาษาสมัยใหม่ที่เป็นทักษะของโลกในอนาคต และสอดคล้องกับยุทธศาสตร์แห่งชาติ 20 ปี การเรียนการสอน Coding เป็นการสอนตรรกะ ทำให้เด็กรู้จักการแก้ปัญหา และเรียนได้ตั้งแต่อายุ 3 ขวบ จะมีคอมพิวเตอร์หรือไม่มีก็สามารถเรียนได้ นโยบายของรัฐบาลที่จะให้เด็กอนุบาล-ประถมศึกษา ได้เรียน Coding และเน้นในโรงเรียนต่างจังหวัด เพื่อให้เด็กทุกคนได้เข้าถึง ซึ่งจะมีการแถลงนโยบายชัดเจนอีกครั้งในวันที่ 25 กรกฎาคมนี้

ขณะที่ รมช.กนกวรรณ กล่าวว่า การจัดการเรียนการสอนของเด็กที่เรียนสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จะเน้นให้สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา จะพยายามทำให้เด็กอาชีวะมีความภาคภูมิใจในตนเอง ส่งเสริมทวิภาคี เพื่อจะได้สร้างความร่วมมือกับผู้ประกอบการ ติดตามและประเมินผล จากผู้ประกอบการทุกพื้นที่ เพื่อให้เด็กได้ศึกษาเรียนรู้ ฝึกงาน และได้เงินเดือนระหว่างเรียน

 เร่งด่วนกัญชาเสรีทางการแพทย์
ด้าน อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข พร้อมด้วย สาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข เดินทางเข้ารับตำแหน่งที่กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พร้อมให้สัมภาษณ์ อีก 1 สัปดาห์ นายกรัฐมนตรีจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จึงจะถือว่ารัฐมนตรีสามารถทำงานได้สมบูรณ์

ในส่วนของนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์นั้น ได้มอบหมายให้เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ดำเนินการปลดล็อกกัญชาและกัญชง ขอให้เสร็จในสมัยนี้ โดยจะต้องทำให้กัญชาและกัญชงเป็นยาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงในส่วนที่เกิดประโยชน์ในทางการแพทย์ได้ เป็นยาหลักอยู่ในระบบประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่ผู้ป่วยจะเข้าถึงได้เมื่อมีความจำเป็น จะเป็นการลดค่าใช้จ่าย ภาระงบประมาณของประเทศ และอาจจะกลายเป็นพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ให้แก่ประเทศ ช่วยเป็นทางเลือกให้แก่เกษตรกร

ในส่วนของร่างคำแถลงนโยบายรัฐบาลของนายกฯ บรรจุเรื่องนโยบายกัญชาเสรีทางการแพทย์และการพัฒนานวัตกรรมจากกัญชาเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาล และได้มอบหมายให้ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดสธ. เป็นหัวหน้าทีมปฏิบัติในการขับเคลื่อน

“อีกหน่อยก็จะให้ อสม.เริ่มปลูกกัญชาในบ้านก่อนคนละ 6 ต้น ก็เหมือนการปลูกสมุนไพรที่อยู่ในบ้าน ส่วนเรื่องสันทนาการเป็นผลพลอยได้ช่วยเจริญอาหาร ใส่ในต้มหรืออาหารต่างๆ จะต้องไม่มีการซื้อขายกันเอง และพกพาออกข้างนอกเคหสถานไม่ได้” อนุทินกล่าว

ส่วนกรณีการแจกน้ำมันสูตรของ อ.เดชา ศิริภัทร ที่ยังไม่ได้ผ่านการรับรองจาก อย.นั้น อนุทิน กล่าวว่า ยังคงไม่สามารถแจกได้ เนื่องจากยังผิดกฎหมายอยู่ หากแจกไปต้องรับผิดชอบเอง เบื้องต้นได้รับการประสานจากมูลนิธิข้าวขวัญ ว่า อ.เดชา และ แอ๊ด คาราบาว จะขอเข้าพบเป็นการส่วนตัว เพื่อหารือเรื่องน้ำมันกัญชา

ขณะที่ สาธิต กล่าวว่า งานที่อยากจะเห็น มี 3 ส่วน คือ 1.การรณรงค์ให้ประชาชนใส่ใจเรื่องการออกกำลังกาย เพื่อส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ลดการเจ็บป่วย ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล 2.การพัฒนาระบบบริการ ลดความแออัดในโรงพยาบาลทุกระดับ และ 3.การใช้เทคโนโลยีเป็นส่วนในการสนับสนุนการให้บริการประชาชน และให้ประชาชนมีส่วนร่วมในข้อมูลสุขภาพของตัวเอง

   ‘อิทธิพล’ขอดูงบเพิ่ม40%ลดซ้ำซ้อน
ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ระบุว่า จะทำงานตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี โดยจะพิจารณาแผนงานและโครงการตามกรอบนโยบายรัฐบาล ที่ดำเนินการให้มีความคุ้มค่ากับการลงทุนให้มากที่สุด

เนื่องจากงบประมาณของกระทรวงวัฒนธรรมเพิ่มขึ้นถึง 40% จากเดิมอยู่ในวงเงิน 9,100 ล้านบาท แต่ปีนี้อยู่ที่ 14,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเพิ่มขึ้นมาก ซึ่งต้องไปดูรายละเอียดภาพรวมอีกที

ทั้งนี้ จะมีการหารือร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวแลุะกีฬา เพื่อลดความซ้ำซ้อนของโครงการต่างๆ และเน้นการทำงานผสมผสานกับคนทุกช่วงวัยให้มากที่สุด  เพราะไม่ต้องการให้เกิดความซ้ำซ้อนงานในหลายส่วน รวมถึงการจัดงานอีเวนท์ต่างๆ ของกระทรวงวัฒนธรรม

 “ทยา ทีปสุวรรณ”พ้นผู้บริหาร  โรงเรียนนานาชาติ รักบี้
ทยา ทีปสุวรรณ ภรรยาของ ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ได้ประกาศผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว “Taya Teepsuwan” เมื่อเวลา 22.17 น. ของวันที่ 17 กรกฎาคม ว่าได้ลาออกจากการเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร, ผู้รับใบอนุญาต, กรรมการ และ Governor โรงเรียนนานาชาติรักบี้ โดยมีผลในทันที เพื่อไม่ให้เป็นข้อกังขาของสังคมในเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน”

ทั้งนี้ ครอบครัว “ทีปสุวรรณ” ได้สร้าง “โรงเรียน Rugby School Thailand” โดยใช้งบประมาณ 1.5 พันล้าน ที่ จ.ชลบุรี พื้นที่กว่า 180 ไร่ โดยเป็นโรงเรียนนานาชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทย เน้นพัฒนาศักยภาพนักเรียนรอบด้าน ตั้งเป้าเจาะกลุ่มครอบครัวระดับบนในไทยและกลุ่มต่างประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมา และเวียดนาม

“ณัฏฐพล” เป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิสดอม เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด และประธานโรงเรียน รักบี้ สคูล ไทยแลนด์ (Rugby School Thailand) ก่อนจะให้ “ทยา ทีปสุวรรณ” เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหารโรงเรียน และล่าสุดได้ลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากโรงเรียนเปิดมา 1 ปีเศษ

รับผิดชอบแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า”นักบิน”ต้องทำงานภายใต้แรงกดดัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/379901

รับผิดชอบแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า”นักบิน”ต้องทำงานภายใต้แรงกดดัน

วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 – 13:35 น.
นักบิน,แรงกดดดัน
เปิดอ่าน 885 ครั้ง

โดย…  ณัฐธนีย์ ลิ้มวัฒนาพันธ์ qualitylife4444@gmail.com

‘นักบิน’เป็นความฝันของใครหลายๆ คน ผู้ที่ทำงานบนท้องฟ้าและพาผู้โดยสารไปถึงจุดหมายได้อย่างปลอดภัย แต่ความเป็น ‘นักบิน’ มีมากกว่านั้นเพราะพวกเขาต้องมีความรับผิดชอบ สามารถแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าและยังทำงานภายใต้แรงกดดัน สำนักงานการบินพลเรือนจึงจัด “โครงการสานฝันการบิน ครั้งที่ 11” ให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 เข้าร่วมโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อเปิดประสบการณ์จากการปฏิบัติและลงมือทำจริง รวมถึงแนะแนวการเตรียมพร้อมสู่การเป็นนักบินและอาชีพในอุตสาหกรรมการบิน

ทุกครั้งก่อนขึ้นบิน นักบินจะต้องฟังสภาพอากาศในแต่ละวัน เพื่อวางแผนก่อนการขึ้นบิน เรืออากาศเอกวินัย ปรีชล เจ้าหน้าที่ข่าวอากาศของศูนย์การบินหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ อธิบายว่า การตรวจสอบอากาศถือเป็นมาตรฐานสากลของนักบินก่อนจะขึ้นบิน โดยดูจากแผนที่อากาศของวันนั้นๆ ว่าจะมีส่วนประกอบใดที่มีผลต่อสภาพอากาศในแต่ละวัน หลังจากนั้นจะดูแผนที่ดาวเทียมเพื่อดูลักษณะของเมฆ และสุดท้ายคือเรดาร์ฝนก่อนจะสรุปผลทั้งหมดเป็นพยากรณ์อากาศเพื่อแนะแนวทางให้แก่นักบินว่าควรขึ้นบินหรือไม่

หลังจากนั้นนักบินจะต้องตรวจสอบเครื่องยนต์ของเครื่องบินทุกส่วน เรียกว่า “Pre-Flight Check” โต ศิษย์การบินของทุนบางกอกแอร์เวยส์ เล่าว่า นักบินจะต้องตรวจระบบการทำงานแต่ละส่วนของเครื่องบินอย่างละเอียด โดยนักบินจะเดินวนรอบเครื่องบินตรวจทีละส่วน ทีละขั้นตอน ห้ามข้ามขั้นตอนหรือลืมข้อใดข้อหนึ่งเด็ดขาด ตัวอย่างเช่น การสตาร์ทเครื่องยนต์ เบรก น้ำมัน สวิตช์ของอุปกรณ์ต่างๆ และไฟตรงปีกเครื่องบิน เนื่องจากไฟส่วนนี้มีความสำคัญที่จะทำให้เครื่องบินลำอื่นรู้ว่ามีเครื่องบินลำนี้บินอยู่บนน่านฟ้าเดียวกัน

ทั้งนี้ยังมีการซ้อมบินเหมือนจริงเพื่อลองฝึกการแก้ปัญหาหากต้องบินในสภาพอากาศที่มองไม่เห็นและการรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ระหว่างการบิน ชวิน ครองสิริวัฒน์ นักบินของศูนย์ฝึกการบินพลเรือน หัวหิน เล่าว่า นักบินจะมีห้อง Stimulation เป็นการทดลองขับเครื่องบินเสมือนจริง ให้นักบินฝึกรับมือสถานการณ์ฉุกเฉินและเป็นการทวนขั้นตอนในการบิน อีกทั้งเป็นการแก้ปัญหาท่ามกลางสภาพอากาศที่มองไม่เห็น โดยนักบินที่จะเข้ามาใช้ห้องนี้ได้นั้นต้องมีชั่วโมงการบินอย่างน้อย 45 ชั่วโมง โดยมีทั้งการบินเครื่องบินแบบหนึ่งและสองเครื่องยนต์ อีกทั้งระบบที่แตกต่างกันจะมีการรับมือที่ต่างกัน โดยมี 2 ระบบคือระบบดิจิทัล ซึ่งจะมีระบบหรือเครื่องมือต่างๆ ในหน้าจอเดียวกัน และระบบมือ แต่ละส่วนจะแยกกัน วิธีการมองตำแหน่งของเครื่องมือต่างกันส่งผลให้ต้องมีการจัดลำดับความคิดในการบินใหม่

     นักบินไม่ได้บินคนเดียว
จักรสีห์ พูลศรี ผู้จัดการงานควบคุมจราจรทางอากาศ(เขตประชิดสนามบินภูมิภาค) กล่าวว่า การขึ้นบินแต่ละครั้ง นักบินไม่สามารถนำเครื่องบินขึ้นได้ทันทีแต่ต้องประสานงานกับหอบังคับการบินและผู้ควบคุมจราจรทางอากาศในทุกช่วงการบิน โดยงานควบคุมจราจรทางอากาศจะมีหน้าที่ดูภาพรวมและจัดจราจรทางอากาศให้เครื่องบินทุกลำทำการบินได้ ซึ่งจะประสานงานกับหน่วยงานที่ดูแลน่านฟ้านั้น สนามบินต้นทางและปลายทาง รวมถึงนักบิน โดยจะมีสตริปส์หรือตัวแทนเครื่องบินที่จะช่วยเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานทราบว่าขณะนั้นเครื่องบินแต่ละลำอยู่ในตำแหน่งใด และยังมีหน้าที่กำหนดความเร็วในการบินด้วย

โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสภาพเครื่องของเครื่องบินแต่ละลำด้วย ส่วนงานหอบังคับการบิน ประกอบด้วย 4 หน้าที่หลัก คือ ผู้ควบคุม(Controller) ทำหน้าที่อนุญาตเครื่องบินขึ้นและลงจอด จัดลำดับการขึ้นของเครื่องบิน ประสานงาน(Co-Ordinate) ที่จะประสานกับศูนย์ควบคุมจราจรทางอากาศเพื่อแจ้งให้ทราบว่าเครื่องบินลำใดที่กำลังจะขึ้นและจอดบ้าง ผู้ประสานงานควบคุม(Co-con Control) ในการอนุญาตการใช้ทางวิ่ง และผู้ดูแลจราจรภาพรวม(Traffic Director) ที่จะช่วยตัดสินใจและดูความปลอดภัยก่อนทำการบิน

 ความฝันนักบิน
ธรรศพร วงค์ทองคำ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนชลราษฎรอำรุง จังหวัดชลบุรี ผู้ผ่านเข้ารอบ 32 คนโครงการสานฝันนักบินครั้งที่ 11 เล่าว่า สมัยเด็กเธอมีความฝันอยากเป็นแอร์โฮสเตส พอโตขึ้นเธออยากทำงานในหอบังคับการบิน และเมื่อมาค่ายทำให้เธอเห็นภาพการทำงานมากขึ้นสนใจที่อยากจะเป็นนักบิน เธอรู้ว่าไม่จำเป็นต้องมุ่งแค่ความฝันการเป็นนักบิน เธอสามารถเลือกเรียนในคณะวิชาที่เธอชอบและเป็นนักบินได้อีกทั้งนักบินต้องเป็นคนที่มีความรู้มาก อาศัยความจำ มีสติและมีความรอบคอบตลอดเวลา

“อาชีพในอุตสาหกรรมการบินตอนแรกนึกถึงนักบิน แอร์โฮสเตส ช่าง แต่ตอนนี้ก็รู้ว่ามีอีกหลายอาชีพที่มีความสำคัญทั้งช่างก็มีภายในภายนอก คนที่ต้องดูแลเรื่องความปลอดภัยและนักบินไม่เหมือนที่เราจินตนาการ ต้องมีความรับผิดชอบ เพราะการจะเป็นนักบินมันก็ไม่ได้เป็นกันง่ายๆ” ธรรศพลเล่า

ส่วน ภัทรพล เกกินะ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนองค์การบริหารส่วนจังหวัดกระบี่ จังหวัดกระบี่ อีกหนึ่งผู้เข้ารอบโครงการนี้ เล่าว่า อยากเป็นนักบินขับไล่ของกองทัพอากาศ เพราะอยากทำงานช่วยเหลือสังคม และอีกใจหนึ่งก็อยากเป็นช่างซ่อมบำรุงอากาศยาน เนื่องจากกว่าเครื่องบินจะบินได้ ต้องได้รับการดูแลจากหลายส่วนและตรวจสอบอย่างละเอียด ทำให้เขารู้ว่านักบินไม่ใช่แค่กัปตัน แต่ทุกหน้าที่มีความสำคัญ และเป็นส่วนหนึ่งที่จะพาผู้โดยสารไปถึงจดหมายได้อย่างปลอดภัย

“นักบินต้องมีความรับผิดชอบ ทำงานภายใต้แรงกดดัน และรู้จักการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า” ภัทรพลเล่า

อนึ่ง โครงการสานฝันการบิน ครั้งที่ 11 มีจุดประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนผู้สนใจอาชีพในอุตสาหกรรมการบินได้มีโอกาสเรียนรู้และได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ทางด้านการบินอย่างถูกต้อง โดยมีผู้ผ่านการคัดเลือกจากการประกวดเรียงความในหัวข้อ “Take off to the future : ทะยาน.. ข้ามฟ้าสู่ความฝันของฉัน” จำนวน 28 คน เยาวชนจากโควตาพิเศษในการเข้าร่วมการฝึกซ้อมการค้นหาและช่วยเหลืออากาศยานและเรือที่ประสบภัยประจำปี 2562 (SAREX 2019) จังหวัดอุดรธานี จำนวน 2 คน และโควตาพิเศษสำหรับนักเรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่าในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(EEC) จำนวน 2 คน รวมเป็น 32 คน ที่จะได้ร่วมกิจกรรมกับครูและศิษย์การบิน ณ ศูนย์ฝึกการบินพลเรือน หัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

สิ่งเหล่านี้จะช่วยเสริมความเป็นนักบินและเด็กรุ่นใหม่จะค้นพบตนเอง เพราะสิ่งหนึ่งคือ เมื่อเขาเจอสิ่งที่ชอบ เขาจะทำได้ดี และมีความหวังในชีวิตมากขึ้น

 6 ขั้นตอนสู่นักบิน
หลักสูตรการเป็นนักบินใช้เวลา 2 ปีหลังจากที่ผู้เรียนจบการศึกษาในระดับปริญญาตรี โดยมีทุน 2 ประเภท คือ ทุนตนเองโดยการใช้เงินของตนเองชำระค่าเล่าเรียนเองตลอดหลักสูตร และประเภทที่สองคือทุนของสายการบินซึ่งในประเทศไทยมี 3 สายการบินที่เปิดรับ ได้แก่ สายการบินบางกอกแอร์เวย์ส สายการบินไทย และสายการบินแอร์เอเชีย

ขั้นตอนที่สองคือการฝึกทักษะภาษาอังกฤษเพราะสิ่งสำคัญในอาชีพอุตสาหกรรมการบินเนื่องจากการสื่อสารในการทำงานและข้อสอบในการสอบเข้าในสายอาชีพนี้ก็เป็นภาษาอังกฤษทั้งหมดเช่นกัน นอกจากนี้หากต้องการขอทุนจากทั้ง 3 สายการบินที่เปิดรับจะต้องได้คะแนนสอบวัดระดับความรู้หรือทักษะภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวัน (Test of English for International Communication :TOEIC) อย่างน้อย 650 คะแนน

ขั้นตอนที่สาม การสอบเข้านักบินที่จะมีข้อสอบวิชาฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย และภาษาอังกฤษ ส่วนขั้นตอนต่อมาคือการสอบวัดความถนัด(Aptitude test) ที่จะมีการสอบทุก 6 เดือน ซึ่งจะวัดความถนัดที่ไม่เกี่ยวข้องกับการบินทั้งหมด 5 อย่าง ประกอบด้วย สิ่งแรกการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า (Situation Awareness) เป็นการนำข้อมูลที่โจทย์กำหนดให้มาพยากรณ์เหตุการณ์ในอีก 15-20 นาที หรือ 1-3 วันข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร

สิ่งที่สอง คือ การตัดสินใจ (Decision Making) เป็นสิ่งที่เราคาดการณ์มาตัดสินใจและทำจริง นักบินไม่ได้ตัดสินใจเพียงครั้งเดียวดังนั้นต้องรู้จักการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและหาข้อมูลเพิ่มเติมให้การตัดสินใจไม่ผิดพลาด สิ่งต่อมา คือ การสื่อสารและการทำงานเป็นกลุ่ม (Communication and Teamwork) เนื่องจากนักบินไม่สามารถนำเครื่องบินได้ด้วยตัวคนเดียวต้องมีการประสานงานกับหอบังคับการบินหรือผู้ช่วยนักบินดังนั้นการสื่อสารรวมถึงต้องมีศิลปะในการพูดและโน้มน้าวใจคนหรือที่เรียกว่า ‘ภาษาดอกไม้’ จึงเป็นสิ่งสำคัญ

ภาวะผู้นำ (Leadership) นักบินต้องเป็นทั้งผู้นำและผู้ตาม รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ไม่ใช่การตัดสินใจของคนเพียงคนเดียวอีกทั้งต้องลดความเชื่อมั่นในตนเองลงเพื่อให้การบินเป็นไปอย่างราบรื่น สิ่งสุดท้ายคือการจัดการตนเอง (Stress and Fatigue Management) นักบินต้องรู้ว่าขีดจำกัดของตนเองอยู่ที่จุดไหนเพื่อที่จะสามารถทำงานของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ขั้นตอนที่สี่ การสัมภาษณ์จากกัปตันที่มีประสบการณ์สูงที่จะเป็นการพูดคุยกันเพื่อมองถึงรูปแบบการทำงานและทัศนคติว่าสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้หรือไม่ ในขั้นตอนที่ห้า จะเป็นการตรวจร่างกาย โดยผู้ที่ต้องการจะเป็นนักบินต้องมีส่วนสูงอย่างน้อย 165-170 ซม. สายตาสั้นไม่เกิน 300 และเอียงไม่เกิน 150 สามารถทำเลสิกได้ แต่ต้องเว้นระยะเวลาก่อนสมัคร 1 ปี และในขั้นตอนสุดท้าย คือ การตรวจจิตวิทยาการบินโดยเวชศาสตร์การบิน ที่จะวัดความตกใจ ตื่นกลัวเมื่ออยู่ในเหตุการณ์ฉุกเฉินและสภาพจิตใจส่งผลอันตรายต่อการบิน

OKMDจัดค่ายหุ่นยนต์และเออาร์ ฝึกbrain-based larningพัฒนาสมอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/379752

OKMDจัดค่ายหุ่นยนต์และเออาร์ ฝึกbrain-based larningพัฒนาสมอ

วันที่ 16 กรกฎาคม 2562 – 11:55 น.
OKMD,ค่ายหุ่นยนต์,เออาร์,แอ็กทีฟเลิร์นนิ่งพัฒนาสมอง
เปิดอ่าน 785 ครั้ง

โดย… -คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD ได้ดำเนินโครงการศึกษาและพัฒนาแนวทางเพิ่มศักยภาพกำลังคนเพื่อรองรับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี โดยได้จัดค่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2 หลักสูตรที่สำคัญคือหุ่นยนต์และเออาร์ หรือเทคโนโลยีความจริงเสริม โดยใช้แนวทางจัดการเรียนรู้แนวใหม่คือหลักการพัฒนาสมอง หรือบีบีแอล เพื่อเตรียมความพร้อมเยาวชนให้มีทักษะความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และได้กำลังคนที่มีคุณสมบัติสอดคล้องกับความต้องการตลาดแรงงานในเขตพื้นที่ในระยะเร่งด่วนและจำเป็นเป้าหมาย 600 คน จังหวัดละ 200 คน อบรมใน 3 จังหวัด คือ ชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา

อภิชาติ ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักโครงการและจัดการความรู้ OKMD  กล่าวว่า การออกแบบค่ายเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีครั้งนี้ตามหลักบีบีแอลทั้ง 2 หลักสูตรนี้ สอดคล้องกับธรรมชาติและหลักการทำงานของสมอง 6 ประการ ดังนี้ 1.สมองต้องการทั้งอาหารกายและใจในการเจริญเติบโต การเรียนรู้ การทำงาน และการแก้ปัญหา 2.สมองเรียนรู้จากการสัมผัสตรงทางตา หู จมูก ลิ้น กายสัมผัสและใจ เรียนรู้ด้วยความเข้าใจมากกว่าการท่องจำ

3.สมองเรียนรู้และจดจำได้ดี เมื่อสมองส่วนอารณ์หรือที่เรียกว่าส่วนลิมบิกเปิด 4.สมองมีวงจรหลักการเรียนรู้ 2 วงจร คือแบบตั้งใจเมื่อถูกบังคับ และแบบไม่ตั้งใจเมื่อสมองส่วนลิมบิกเปิด 5.สมองเรียนรู้จากของจริงไปหาสัญลักษณ์และเรียนรู้จากง่ายไปยาก และ 6.สมองเรียนรู้และจดจำผ่านการลงมือปฏิบัติจริงหรือที่เรียกว่า แอ็กทีฟเลิร์นนิ่ง ฝึกฝนจนเกิดทักษะ ความชำนาญ และค้นพบความถนัด ความสนใจ ความสามารถของตัวเอง จัดบรรยากาศแบบเป็นกันเอง

โดยได้รับความร่วมมือจากอาจารย์และทีมวิทยากรที่มีความเชี่ยวชาญจากสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (FIBO) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มาให้ความรู้ตลอดการอบรม โดยใช้แนวทางจัดการเรียนรู้แบบสะเต็ม (STEM Education) คือการบูรณาการศาสตร์ความรู้ 4 วิชาหลักที่เกี่ยวข้องกับวิทยาการด้านหุ่นยนต์และวิทยาการด้านเออาร์

ซึ่งเกี่ยวข้องกับกราฟฟิกคอมพิวเตอร์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรม และคณิตศาสตร์ และยังได้เพิ่มศิลปะ เป็นศาสตร์บูรณาการเข้ามาเพื่อให้เหมาะสมกับประเภทของการใช้งานให้เกิดมิติที่สวยงามน่าสนใจด้วย เน้นการเพิ่มพูนทักษะในทางปฏิบัติให้เยาวชนสามารถเป็นผู้สร้างองค์ความรู้ใหม่ออกมาในอนาคต ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจในโลกยุคใหม่คือการใช้ฐานความรู้เป็นหลักเพื่อให้เยาวชนใช้ศักยภาพสมองอย่างเต็มที่ เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต
“เทคนิคของบีบีแอลนั้น นอกจากเด็กๆ จะได้รับการกระตุ้นปลูกฝังให้สนใจเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมากขึ้นแล้ว เด็กจะเริ่มรู้จักความถนัดของตัวเอง ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ชอบ และสิ่งสำคัญคือได้เรียนรู้ในสิ่งที่เป็นความต้องการที่แท้จริงของตลาดแรงงานประเภทเทคโนโลยีสูงในพื้นที่อีอีซีมากขึ้น และเกิดเป็นแรงบันดาลใจอยากเรียนในระดับปริญญาตรี หรือยึดเป็นวิชาชีพตามความถนัดความชอบของตัวเองอย่างแท้จริง ซึ่งเราจะได้คนวัยทำงานกลุ่มใหม่ของพื้นที่อีอีซี ที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมคือมีความรู้และมีทักษะสูง สอดรับกับอุปสงค์ของภาคอุตสาหกรรมใหม่ขณะนี้ OKMD ได้ขยายแนวทางการจัดการเรียนรู้ตามหลักการพัฒนาสมองในโรงเรียนทั้งภาครัฐสังกัดสำนักงานคณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จำนวน 943 แห่ง สังกัดเทศบาล 258 แห่ง และสังกัดภาคเอกชน 50 แห่ง” อภิชาติ กล่าว

สำหรับค่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ จ.ฉะเชิงเทรา นั้น มีเยาวชนให้ความสนใจจำนวนมากทั้ง 2 หลักสูตร โดย ปาหนัน ติ้วทอง นักเรียนระดับ ปวส.ปีที่ 1 สาขาช่างไฟฟ้ากำลัง วิทยาลัยเทคนิคจุฬาภรณ์ (ลาดขวาง) อ.เมือง บอกว่าหลังจากอบรมแล้ว จะนำความรู้เรื่องหุ่นยนต์และวงจรไฟฟ้าไปทำแขนกล เป็นโมเดลใช้เป็นศูนย์ฝึกอบรมให้รุ่นน้อง โดยทำเป็นวงจรไฟฟ้าสมบูรณ์แบบ ส่วนเป้าหมายชีวิตหลังเรียนจบแล้ว ตั้งเป้าจะทำงานไฟฟ้าที่จ.ฉะเชิงเทรา เนื่องจากเป็นความถนัดและความชอบ

อาริสา อาจหาญ นักเรียนชั้นม.5 โรงเรียนดอนฉิมพลีวิทยาคม จาก อ.บางน้ำเปรี้ยว บอกว่า หลังจากได้ลงมือทำแขนหุ่นยนต์และการประกอบวงจรไฟฟ้าและโปรแกรมควบคุมการทำงานของหุ่นยนต์ เกิดความเข้าใจดียิ่งขึ้น จะนำความรู้นี้ไปพัฒนาสิ่งประดิษฐ์เดิม คือทุ่นลอยน้ำให้อาหารปลาอัตโนมัติ ประยุกต์ใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และการเกษตรร่วมกัน อาหารจะไหลลงน้ำเมื่อมีแรงสั่นสะเทือนจากปลาตอดเท่านั้น ซึ่งเป็นผลงานกลุ่มและได้รับรางวัลชนะเลิศระดับจังหวัดฉะเชิงเทราในปีที่ผ่านมาและนำไปใช้งานจริงที่บ่อเลี้ยงปลานิลปลาทับทิมที่บ้านด้วย พบว่าน้ำไม่เน่าเสีย ขนาดตัวปลาไล่เลี่ยกันตรงกับความต้องการท้องตลาด ในปีนี้จะนำความรู้จากหุ่นยนต์ไปพัฒนาศักยภาพงานชิ้นนี้ให้สูงขึ้น โดยใช้คอมพิวเตอร์ควบคุมเคลื่อนที่ได้เอง ไม่ต้องใช้คนลาก ตั้งเป้าจะส่งเข้าประกวดในระดับเขตการศึกษาที่ 6 ช่วงปลายปีนี้

เช่นเดียวกับ ปพิชญา โอนธรรม นักเรียนชั้น ม.4 โรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ ที่ตัดสินใจเข้าร่วมอบรมเออาร์ เพราะเรียนดิจิทัลโรบอต เพื่อไปถ่ายทอดต่อ อยากให้โรงเรียนเพิ่มวิชาเออาร์เข้าไปในการเรียนการสอนด้วย เพราะสามารถนำไปปรับใช้กับวิชาคอมพิวเตอร์ได้ ทั้งนี้นักเรียนทุกคนก็มีสมาร์ทโฟน แค่โหลดโปรแกรมก็สามารถทำเรื่องยากหลายเรื่องให้เป็นเรื่องง่ายได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปใช้ในทางการแพทย์ได้ด้วย

และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเด็กนักเรียนในจังหวัดระยองก็เข้ารับการอบรมกันเนืองแน่น การอบรมครั้งนี้พิเศษตรงที่มีเด็กมัธยมต้นเข้าร่วมด้วยเนื่องจากผู้ปกครองและครูต้องการเสริมทักษะให้กับเด็กมัธยมต้น ซึ่งจากการอบรมทั้งเออาร์และโรโบติกส์ ก็พบว่าไม่ว่าจะเป็นเด็กในระดับมัธยมต้น หรือมัธยมปลาย ต่างก็สามารถเรียนรู้ได้เท่าเทียมกันแต่อาจจะแตกต่างกันด้วยประสบการณ์ และความคิด ส่วนใหญ่อยากให้มีการอบรมลักษณะนี้บ่อยๆ เพราะเด็กจะได้พัฒนาทักษะเพื่อนำไปต่อยอดกับวิชาที่เรียนในชีวิตจริง และเพื่อการศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย
น้องๆ เยาวชนที่สนใจดูข้อมูลได้ที่ http://www.okmd.or.th

มารู้จัก3รัฐมนตรีศึกษาฯครม.ประยุทธ์2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/379584

มารู้จัก3รัฐมนตรีศึกษาฯครม.ประยุทธ์2

วันที่ 15 กรกฎาคม 2562 – 13:25 น.
ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช,กนกวรรณ วิลาวัลย์,กระทรวงศึกษา,รัฐมนตรี,ครมประยุทธ์2
เปิดอ่าน 1,415 ครั้ง

มารู้จัก3รัฐมนตรีศึกษาฯครม.ประยุทธ์2 โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

กว่าจะได้ 3 รัฐมนตรีศึกษาธิการ(ศธ.) นำโดย “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการ พร้อมด้วย 2 รัฐมนตรีช่วยว่าการ “คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช” และ “กนกวรรณ วิลาวัลย์” เรียกได้ว่าต้องรอเวลานานกว่า 3 เดือนถึงได้รัฐมนตรียุครัฐบาลลุงตู่ 2…ล่าสุด คาดว่ารัฐมนตรีทั้ง 3 จะเข้าบริหารงานในกระทรวง วันที่ 17 กรกฎาคมนี้

    หน้าที่ความรับผิดชอบที่กระทรวงศึกษาผมทำคนเดียวไม่ได้
“ผมตั้งใจเริ่มงาน จะรีบดำเนินการรับฟังข้อมูลทุกด้าน ไม่ว่าแผนงาน การพัฒนาการศึกษา ปัญหาที่ยังคงมีอยู่ในกระทรวง หรือในระบบการศึกษาของเรา หลังจากวิเคราะห์ข้อมูลทั้งหมด ผมจะมานำเสนอแบ่งปันต่อทุกท่าน ผมตั้งใจให้ทุกท่านมีส่วนร่วมและทราบความคืบหน้าในทุกเรื่องครับ #เดินหน้าทำงานด้วยกัน

หน้าที่ความรับผิดชอบที่กระทรวงศึกษาผมทำคนเดียวไม่ได้ครับ หากขาดความร่วมมือร่วมใจ ไม่ว่าจะจากเจ้าหน้าที่กระทรวง ทุกท่าน คุณครูทุกคน เด็ก นักเรียน รวมถึงผู้ปกครอง และทุกภาคส่วนที่มีความเกี่ยวข้องกับระบบการศึกษาของบ้านเราครับ เรามาร่วมมือกันเดินหน้าทำงานไปด้วยกันนะครับ” ณัฏฐพล เขียนไว้ในทวิตเตอร์ของเขา Nataphol Teepsuwan‏ หลังจากที่รู้ว่าได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมบอกว่าจะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ

หลายคนรู้จักกันดีในฐานะอดีตแกนนำ กปปส. และเป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 “พรรคพลังประชารัฐ” ปัจจุบันอายุ 53 ปี เกิดที่บอสตัน รัฐแมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา เคยเป็นนักธุรกิจ เป็นผู้บริหารธุรกิจต่างๆ เช่น พรมไทปิง บริษัทออกแบบตกแต่งภายในรายใหญ่ในตะวันออกกลาง ก่อนจะลงมาเล่นการเมืองเป็น ส.ส.ครั้งแรกปี 2550 เคยเป็นผู้อำนวยการพรรคประชาธิปัตย์ ชนะเลือกตั้งซ่อมปี 2552 และเป็นส.ส.ปี 2554 และร่วมทำงานในวงการกีฬาอย่างสมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทยอีกด้วย

ก่อนจะมีชื่อเสียงโด่งดังอีกครั้งในช่วงวิกฤติการเมืองปี 2556-2557 เขาลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อร่วมเป็นแกนนำ กปปส. ที่มี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำเป่านกหวีด

หน้าที่ความรับผิดชอบที่กระทรวงศึกษาฯ ผมทำคนเดียวไม่ได้ มาร่วมมือกันเดินหน้า

ทำงานไปด้วยกัน “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ”

แต่งงานกับ ทยา บุตรสาวของเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ อดีต รมช.อุตสาหกรรม และเคยมีประสบการณ์ในการบริหารโรงเรียนศรีวิกรม์ ส่วนฐานะความมั่งคั่ง จากข้อมูลที่เคยแจ้งต่อ ป.ป.ช.นั้น รวมของเขาและภรรยา มีทรัพย์สินประมาณ 779.77 ล้านบาท มีหนี้สิน 13.36 ล้านบาท

ครอบครัว “ทีปสุวรรณ” สร้าง “โรงเรียนรักบี้ สคูล ไทยแลนด์” โดยใช้งบประมาณ 1.5 พันล้าน ที่ จ.ชลบุรี พื้นที่กว่า 180 ไร่ เป็นโรงเรียนนานาชาติที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในไทย เน้นพัฒนาศักยภาพนักเรียนรอบด้าน ตั้งเป้าเจาะกลุ่มครอบครัวระดับบนในไทยและกลุ่มต่างประเทศ เช่น กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม (ซีแอลเอ็มวี) โดยมี “ณัฏฐพล” เป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วิสดอม เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด และประธานโรงเรียนรักบี้ สคูล ไทยแลนด์

ซึ่งอีกไม่นานทุกคนจะได้รู้จักเขาเพิ่มขึ้นในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

ผุดหลักสูตร Coding เป็นภาษาที่ 3
คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ จะผลักดันนโยบายภาษาคอมพิวเตอร์ หรือ Coding เป็นภาษาที่ 3 ในหลักสูตรการศึกษาของไทยอย่างเป็นรูปธรรมตามที่พรรคประชาธิปัตย์เคยหาเสียงไว้กับประชาชน

          “รู้สึกดีใจและเต็มใจที่ได้มีโอกาสทำงานด้านการศึกษา เพราะการศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำ สิ่งสำคัญคือต้องเร่งผลักดันให้ประเทศไทยมีการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึง เท่าเทียมกันทุกระดับ เพื่อสร้างพลเมืองคุณภาพให้มีมากขึ้นในระยะเวลาที่รวดเร็ว สามารถนำพาประเทศไทยให้ก้าวพ้นปัญหาอุปสรรคได้”

การศึกษาถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ เด็กไทยต้องพูดได้อย่างน้อย 2 ภาษา และเข้าถึงการเรียนเกี่ยวกับระบบไอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ  “คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช”

คุณหญิงกัลยา เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ปัจจุบันอายุ 78 ปี เกิดที่ อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา เป็นบุตรีคนที่ 2 ในจำนวนพี่น้อง 8 คนของตระกูล “พงศ์พูนสุขศรี” ครอบครัวประกอบอาชีพด้านการเกษตรและค้าขาย จบการศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) จากคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทุนโคลัมโบไปศึกษาต่อระดับปริญญาโท และได้รับทุนต่อเนื่องในระดับปริญญาเอก สาขานิวเคลียร์ฟิสิกส์ ที่วิทยาลัยอิมพีเรียล ในเครือมหาวิทยาลัยลอนดอน ของสหราชอาณาจักร และสำเร็จการศึกษาปริญญาเอก ด้าน High Energy Nuclear Physics

ลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เมื่อปี 2543 ในนามผู้สมัครอิสระ แต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง ต่อมาเข้าเป็นสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ผ่านประสบการณ์การเมืองมาไม่น้อย ในปี 2551 เป็น รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปี 2557 เป็นรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

สมรสกับ โชติ โสภณพนิช มีบุตร-ธิดาด้วยกัน 4 คน คุณหญิงกัลยามีบทบาทในวงการวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีของไทย เป็นที่ปรึกษา รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหลายสมัย เป็นเวลานานกว่า 10 ปี เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการก่อตั้งศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ หรือ เนคเทค และยังมีผลงานด้านวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมอีกมากมาย
         สิ่งที่อยากจะพัฒนาการศึกษาให้เกิดขึ้นคือ เด็กไทยต้องพูดได้อย่างน้อย 2 ภาษา และเข้าถึงการเรียนเกี่ยวกับระบบไอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความรู้ความสามารถทัดเทียมกับเด็กในประเทศที่เจริญแล้ว พร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ประกอบการด้วย

  รัฐมนตรีหญิงหนึ่งเดียวของภท.
มาถึง รมช.ศึกษาธิการ คนที่ 2 “กนกวรรณ วิลาวัลย์” ที่หลายคนรู้จักในนาม ดร.โอ๊ะ จากพรรคภูมิใจไทย

“ลดอำนาจรัฐเพื่อปากท้องประชาชน” คือสโลแกนที่เขียนไว้ในเฟซบุ๊กส่วนตัว  พี่โอ๊ะ ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ปัจจุบันอายุ 53 ปี เกิดที่ จ.ปราจีนบุรี เป็นบุตรี สุนทร และสุภาภร วิลาวัลย์ แต่งงานกับ ปกรณ์ ศรีจันทร์งาม มีบุตร-ธิดา 3 คน จบปริญญาตรี นิติศาสตรบัณฑิต ปริญญาโทสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง สาขาวิทยบริการเฉลิมพระเกียรติ จ.ปราจีนบุรี

“ลดอำนาจรัฐ เพื่อปากท้องประชาชน”  กนกวรรณ วิลาวัลย์

จุดเริ่มต้นที่สนใจการเมืองได้ช่วยพ่อแม่หาเสียงมาตลอด ปี 2543 ได้ลงสมัคร ส.อบจ.ปราจีนบุรี เขต อ.กบินทร์บุรี และได้รับความไว้วางใจจากชาวบ้านให้เข้ามาทำงานการเมืองท้องถิ่น เป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ปราจีนบุรี เขต อ.กบินทร์บุรี และรองนายก อบจ.ปราจีนบุรี ในปี 2543, ส.ส.ปราจีนบุรี เขต 1 พรรคไทยรักไทย ปี 2548, ส.ส.ปราจีนบุรี เขต 1 พรรคไทยรักไทย ปี 2549, อาจารย์พิเศษ วิชาการเมืองการปกครองไทย (Thai Politics Government) คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ปี 2550-2560 รองเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย ปี 2562

          ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ดร.โอ๊ะ มีภาคประชาชนเข้าเสนอความเห็นไว้ว่า ..กรณีของการผลักดันร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติที่เป็นกฎหมายสำคัญที่ค้างอยู่ โปรดพิจารณาด้วยความสุขุมรอบคอบ เนื่องจากร่างกฎหมายฉบับนี้มีองค์กรครู และครูจำนวนมากยังท้วงติงหลายประเด็น หากรีบร้อนโดยไม่รอบคอบจะเกิดผลกระทบตามมาค่อนข้างรุนแรง เนื่องจากเป็นกฎหมายหลักที่จะส่งผลต่อกฎหมายและการขับเคลื่อนการศึกษา สำนักงานสภาการศึกษา คือหน่วยงานที่จะเป็นมันสมองด้านการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ หากท่านให้โอกาสและให้ความสำคัญต่อขุมกำลังหน่วยนี้…

          คงต้องรอดูว่าจากนี้ไปกระทรวงศึกษาธิการจะเป็นอย่างไรภายใต้ 3 รัฐมนตรี จากพลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ และภูมิใจไทย

3 วิธีจัดสรรอาหารกลางวันช่องโหว่”งบประมาณ”ไม่ถึงนักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/379092

3 วิธีจัดสรรอาหารกลางวันช่องโหว่”งบประมาณ”ไม่ถึงนักเรียน

วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 – 11:20 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,กระทรวงศึกษาธิการ,อาหารกลางวัน,เด็กนักเรียน,งบประมาณ,ทุจริต
เปิดอ่าน 2,260 ครั้ง

โดย…  -คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย (มท.) ดูแลและตรวจสอบทุกโรงเรียนทั่วประเทศอย่างใกล้ชิด เกี่ยวกับการดำเนินโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน เนื่องจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พบโรงเรียนใน จ.นครราชสีมา 4 แห่งส่อทุจริตโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ส่วนใหญ่จัดซื้อวัตถุดิบไม่ครบ บางแห่งได้รับจัดสรร 10,000 บาท กลับเอาไปซื้อแค่ 5,000 บาท ส่วนต่างหายไปถึงครึ่ง ซึ่งตามระเบียบโครงการอาหารกลางวันฯ เงินที่เหลือต้องส่งคืนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เอาไปใช้อย่างอื่นไม่ได้ อีกทั้งบางโรงมีเมนูกับข้าวอย่างเดียว ทำให้เด็กได้รับโภชนาการไม่ครบถ้วน

แรกเริ่มโครงการอาหารกลางวันเกิดจากความตระหนักของรัฐบาลที่มุ่งแก้ปัญหาภาวะทุพโภชนาการในเด็ก เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2495 กระทรวงศึกษาธิการได้ทดลองจัดอาหารกลางวันแก่นักเรียนในสังกัด และในปี พ.ศ.2530 สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สปช.) ในสมัยนั้น ได้เล็งเห็นความสำคัญของโครงการอาหารกลางวัน จึงกำหนดนโยบายให้โรงเรียนดำเนินโครงการอาหารกลางวันทุกโรงเรียน

ปลายปีงบประมาณ 2534 กำหนดให้มี พ.ร.บ.กองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวัน ในโรงเรียนประถมศึกษา พ.ศ.2535 และได้จัดตั้งกองทุนเพื่อโครงการอาหารกลางวันในโรงเรียนประถมศึกษา วงเงิน 6,000 ล้านบาท จากนั้นคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2542 มีมติให้ถือว่าการส่งเสริมให้นักเรียนทุกคนได้รับประทานอาหารกลางวันอิ่มทุกวันเป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาล ก่อนที่จะโอนงบประมาณจาก ศธ.ไปให้ “กระทรวงมหาดไทย” ดูแลในปีงบประมาณ 2544 ตามกฎหมายการกระจายอำนาจให้ท้องถิ่น

ปัจจุบันโครงการอาหารกลางวันจัดสรรให้เด็กรายละ 20 บาท ใช้งบประมาณหมื่นกว่าล้านบาทต่อปี ครอบคลุมเด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ประมาณ 5 ล้านคน เป็นนักเรียนในโรงเรียนสังกัด องค์การบริิหารส่วนจังหวัด-เทศบาล 1 หมื่นกว่าแห่ง และสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 3 หมื่นกว่าแห่ง ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ในส่วนของการจัดสรรงบประมาณในโครงการอาหารกลางวันนั้น ตาม พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) พ.ศ. 2542 กำหนดให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย ใช้เป็นเกณฑ์ให้ อปท.อุดหนุนเงินด้านการศึกษาในปีการศึกษา 2562 นี้ ได้กำหนดเพดานเงินอุดหนุนอาหารเสริม (นม) จัดสรรสำหรับเด็กเล็ก, เด็กอนุบาล และเด็ก ป.1-ป.6 ให้พิจารณาตั้งงบประมาณรองรับในอัตราคนละ 7.37 บาท ส่วนเงินอุดหนุนอาหารกลางวัน จัดสรรสำหรับเด็กเล็ก, เด็กอนุบาล และเด็ก ป.1-ป.6 ให้พิจารณาตั้งงบประมาณรองรับในอัตรามื้อละ 20 บาทต่อคน

โดย อปท.สามารถให้เงินอุดหนุนอาหารกลางวันแก่โรงเรียนในสังกัดต่างๆ ในพื้นที่ของตนเอง ได้ดังนี้ 1.โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 2.โรงเรียนสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 3.โรงเรียนสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) 4.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ศพด.) ที่ อปท.จัดตั้งขึ้นเองและรับถ่ายโอน 5. สถานศึกษาสังกัดกรมการศึกษานอกโรงเรียน (ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนบนพื้นที่ราบสูง) และ 6.สถานศึกษาสังกัดกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ

ว่ากันว่า มี 2-3 วิธีที่ให้อำนาจโรงเรียนส่วนใหญ่บริหารจัดการ สามารถจะดำเนินการจัดหาอาหารกลางวันทั้งวิธีการจ้างเหมาทำอาหาร การซื้ออาหารสด อาหารแห้งมาประกอบอาหารเอง และบางแห่งจะแจกคูปอง ให้ซื้อจากผู้ขายอาหารในโรงเรียน โดยในงบประมาณที่ได้รับ 20 บาทต่อมื้ออาหารกลางวันนั้น มีค่าจ้างแม่ครัว ค่าดำเนินการต่างๆ ประมาณ 4.50 บาท ที่เหลือ 15.50 บาท เป็นค่าอาหารกลางวัน คำถามคือว่า อาหารที่จัดให้นักเรียนนั้น มีคุณภาพ และได้มาตรฐานตามเมนูอาหารกลางวัน Thai school lunch หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาก็มีการร้องเรียนผ่านทางโซเชียล ถึงคุณภาพอาหารที่นักเรียนได้รับ

และที่สำคัญการที่โรงเรียนมีสิทธิ์แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการจัดซื้อ จัดจ้าง และการตรวจรับเอง ตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้าง โดยที่ไม่เครือข่ายอื่นๆ เข้ามามีส่วน ทำให้มีข้อห่วงใยว่า อาจจะมีช่องโหว่ในการใช้อำนาจในทางที่มิชอบได้

เพราะก่อนหน้านี้ก็มีกรณีของขนมจีนคลุกน้ำปลา ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้มีการตรวจสอบ พบว่าใช้งบประมาณไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ หลังจากนั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) ได้มีหนังสือเวียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด โดยให้ตั้งคณะทำงานสุ่มตรวจอย่างสม่ำเสมอ ขอความร่วมมือผู้ปกครองเข้ามาดูแลเรื่องเมนูอาหารให้โรงเรียนทำเมนูอาหารของโรงเรียนล่วงหน้า 1-2 สัปดาห์ แล้วติดประกาศ เพื่อให้ผู้ปกครองเข้ามามีส่วนร่วมมีความเห็นเกี่ยวกับเมนูอาหาร ให้โรงเรียนหมุนเวียนคณะกรรมการจัดซื้อจัดจ้าง และตรวจรับบ่อยๆ และให้ประชาสัมพันธ์ปลุกสร้างจิตสำนึก

ทว่าก็ยังเกิดเหตุการณ์นักเรียนกินข้าวกับต้มฟักแต่ไม่มีไก่ เผยแพร่ทางโซเชียล และนายกรัฐมนตรีก็ได้สั่งการให้กระทรวงศึกษาธิการตรวจสอบการดำเนินการโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนทุกแห่งอีกระลอก…

“สุเทพ ชิตยวงษ์” เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า ขณะนี้ สพฐ.ได้กำหนดแนวจัดอาหารกลางวันไว้ 5 แนวทางได้แก่โรงเรียนในสังกัดมีมากกว่า 29,000 โรงเรียน โดย 1.มอบนโยบายให้ทุกโรงเรียนจัดให้มีโครงการอาหารกลางวันอย่างมีคุณภาพ 2.มีกระบวนการนิเทศ ติดตาม กำกับ ประเมินผลระดับเขตพื้นที่การศึกษาและโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง 3.มีประกาศให้สถานศึกษาในสังกัดเป็นสถานศึกษาปลอดภัย ส่งเสริมให้โรงเรียนและชุมชนร่วมกันทำเกษตรอินทรีย์ และนำวัตถุดิบเข้าสู่โครงการอาหารกลางวัน เพื่อให้นักเรียนบริโภคอาหารที่ปลอดภัย เศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง 4.เน้นย้ำให้ทุกโรงเรียนได้ใช้โปรแกรม Thai school lunch เพื่อวางแผนการจัดอาหารที่มีคุณภาพ นักเรียนได้รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ และ 5.จัดอบรมเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบอาหารกลางวันระดับเขตพื้นที่การศึกษา ในเรื่องการจัดอาหารที่ปลอดภัย ขยายผลสู่โรงเรียนให้ครูผู้รับผิดชอบเป็นนักโภชนาการประจำโรงเรียน

พร้อมทั้งได้มีการแต่งตั้งผู้ที่เป็นตัวแทนลงไปตรวจติดตามในระดับกลุ่มโรงเรียน และเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 20 กลุ่มทั่วประเทศ และตั้งคณะกรรมการในระดับโรงเรียน ซึ่งมีผู้ปกครอง ผู้บริหารโรงเรียน นักเรียน ครู ประชาชน ได้ร่วมกันดูแลเรื่องโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียนอย่างต่อเนื่อง และลงนามถึง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทั่วประเทศกำชับ ควบคุม และตรวจสอบโรงเรียนในสังกัดดำเนินโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียนให้มีความโปร่งใสและเป็นธรรม หากพบว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นให้ตรวจสอบและต้องดำเนินการขั้นเด็ดขาด รายงานผลการดำเนินการภายในวันที่ 22 กรกฎาคม 2562

จริงๆ แล้วโรงเรียนที่บริหารจัดการได้คุณภาพก็ใช่ว่าจะไม่มี พอๆ กับโรงเรียนที่หลุดมาตรฐานก็มีให้เห็น ก็ได้แต่หวังว่าปัญหานี้จะสามารถแก้ไขให้หมดไปจากสังคมไทยได้…

          งบประมาณโครงการอาหารกลางวัน
ปีการศึกษา 2558 มีจำนวนนักเรียน(ระดับชั้นอนุบาล-ป.6) 4,117,288 คน งบประมาณที่ได้รับต่อวัน จำนวน 82,345,760 บาท รวมงบประมาณที่ได้รับต่อปี (200 วัน) จำนวน 16,469,152,000 บาท
ปีการศึกษา 2559 มีจำนวนนักเรียน 4,083,982 คน งบประมาณที่ได้รับต่อวัน 81,679,240 บาท รวมงบประมาณที่ได้รับต่อปี (200 วัน) จำนวน 16,335,848,000 บาท
ปีการศึกษา 2560 มีจำนวนนักเรียน 4,125,623 คน งบประมาณที่ได้รับต่อวัน จำนวน 82,512,460 บาท รวมงบประมาณที่ได้รับต่อปี (200 วัน) จำนวน 16,502,492,000 บาท
ปีการศึกษา 2561 มีจำนวนนักเรียน 4,081,643 คน งบประมาณที่ได้รับต่อวัน จำนวน 81,632,860 บาท รวมงบประมาณที่ได้รับต่อปี (200 วัน) จำนวน 16,326,572,000 บาท
ส่วนปีการศึกษา 2562 นี้ รอรวบรวมงบประมาณที่กระทรวงมหาดไทยจัดสรรให้

ติวเข้มเอสเอ็มอี”ออนไลน์”ติดอาวุธคนสื่อสร้างอาชีพที่2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/379096

ติวเข้มเอสเอ็มอี”ออนไลน์”ติดอาวุธคนสื่อสร้างอาชีพที่2

วันที่ 11 กรกฎาคม 2562 – 10:43 น.
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี,มทรธัญบุรี,ออนไลน์
เปิดอ่าน 933 ครั้ง

ติวเข้มเอสเอ็มอี”ออนไลน์”ติดอาวุธคนสื่อสร้างอาชีพที่2

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยและสหภาพแรงงานกลางสื่อมวลชนไทย จัดอบรม “การจัดทำดิจิทัล มาร์เก็ตติ้ง เบื้องต้น และเวิร์กช็อปการโปรโมทสินค้า” เน้นการเป็นผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ การเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งเรียนรู้การตลาดออนไลน์ที่จะเป็นช่องทางในการขายสินค้าและคอนเทนต์ในมิติออนไลน์มากยิ่งขึ้น

จีรพงษ์ ประเสริฐพลกรัง เลขาธิการสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในภาวะที่อุตสาหกรรมสื่อได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยี จึงมีความจำเป็นต้องเพิ่มทักษะ ให้แก่บุคลากรในวิชาชีพให้มีมากขึ้น โดยจะมีการอบรมให้ความรู้สื่อมวลชนทั้งที่ยังทำงานอยู่ในอุตสาหกรรมและกลุ่มที่ว่างงาน เรียนรู้ถึงการเป็นผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ การเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งเรียนรู้การตลาดออนไลน์ ที่จะเป็นช่องทางในการขายสินค้าและคอนเทนต์ในมิติออนไลน์มากยิ่งขึ้น ในวันที่ 13 กรกฎาคมนี้  รวมทั้งอบรมการทำอินโฟกราฟฟิก ซึ่งเป็นที่นิยมของสื่อออนไลน์ เพื่อทำให้คอนเทนต์มีความน่าสนใจเข้าใจง่าย ระหว่างวันที่ 19-21 กรกฎาคม ที่ศูนย์นวัตกรรมและความรู้ มทร.ธัญบุรี (RMUTT Innovation & Knowledge Center) ชั้น 7 อาคารบางซื่อจังชั่น จตุจักร กทม.

          การอบรมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจากสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มทร.ธัญบุรี ในการอบรมความรู้ด้านกลยุทธ์ เทคนิคและวิธีการเกี่ยวกับการตลาดออนไลน์ในหลักสูตรดิจิทัลมาร์เก็ตติ้ง การอบรมเชิงลึกในเชิงปฏิบัติการ รวมถึงให้คำปรึกษาเชิงลึกเฉพาะราย

นิติ วิทยาวิโรจน์

นิติ วิทยาวิโรจน์ ผู้อำนวยการสำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ มทร.ธัญบุรี เปิดเผยว่า มทร.ธัญบุรี เป็นหนึ่งในหน่วยร่วมสำคัญที่ดำเนินโครงการเอสเอ็มอีออนไลน์ ปีที่ 3 นำคณาจารย์ วิทยากร และทีมงาน จัดกิจกรรมทั้งการเตรียมความพร้อมสินค้าและบริการ เช่น การถ่ายภาพสินค้า ช่วยจัดและพัฒนารายละเอียดข้อมูลผลิตภัณฑ์ให้มีความน่าสนใจตามกลุ่มผู้บริโภคและให้ความรู้ด้านกลยุทธ์ เทคนิคและวิธีการการตลาดออนไลน์ในหลักสูตรดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งในลักษณะของการเปิดร้านค้าออนไลน์และการอบรมเชิงลึกในเชิงปฏิบัติการให้แก่ผู้ประกอบการธุรกิจในพื้นที่ภาคกลางและตะวันตก
สำหรับวันที่ 13  กรกฎาคมนี้ จะมีวิทยากรด้านอาหารและการจัดการร้านอาหาร “นิรวิทธ์ โพธิ์ปัญญาศักดิ์” (อ.ต่อ) และ จัดการต้นทุน โดยอาจารย์ผู้สอนวิทยาลัยดุสิตธานี  เน้นการเป็นผู้ประกอบการอีคอมเมิร์ซ การเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งเรียนรู้การตลาดออนไลน์ที่จะเป็นช่องทางในการขายสินค้าและคอนเทนต์ในมิติออนไลน์มากยิ่งขึ้น

นิรวิทธ์ โพธิ์ปัญญาศักดิ์

โดย อ.ต่อ จะสอนเรื่องการจัดทำดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งเบื้องต้น และเวิร์กช็ปการโปรโมทสินค้า” ประกอบด้วย เพื่อเรียนรู้เทคนิคการเพิ่มยอดขายด้วยการตลาดผ่าน Line@ และเตรียมตัวสำหรับ ไลน์ออฟฟิเชียลแอคเคาท์ รูปแบบใหม่จากไลน์ เริ่มต้นร้านค้าออนไลน์กับ ช็อปปี้ (Shopee) เทคนิคควรรู้ในการขายบนช็อปปี้ การตั้งค่าบัญชีร้านค้า การจัดการสินค้า กระบวนการขายสินค้า การวิเคราะห์พฤติกรรมผู้ใช้ ทั้งยังจัดให้บริการถ่ายภาพสินค้าให้ฟรี เพื่อนำไปใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ในตลาดออนไลน์จากทีมถ่ายภาพที่มีประสบการณ์ นอกจากนี้ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมในโครงการจะได้รับสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงการตลาดอิเล็กทรอนิกส์ และการยกระดับความรู้ความสามารถในการทำธุรกิจเพื่อให้แข่งขันและเติบโตต่อไปได้อย่างยั่งยืน

ทั้งนี้อยากให้หลายหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงภาคการศึกษา ที่มีความพร้อมทั้งงานวิจัย นวัตกรรม มาเติมเต็มความรู้ ต่อยอดภูมิปัญญาเพื่อการทำธุรกิจของกลุ่มผู้ประกอบการรายใหม่ เนื่องจากเป็นกลุ่มไซส์เล็กที่ถือว่ามีบทบาทในการกระตุ้นการจ้างงาน สร้างอาชีพ เพื่อสร้างรายได้ และเป็นรากฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศได้ในอนาคต

“การรังแกกัน”จากร.ร.สู่ออนไลน์ต้องไม่ตอบโต้กลับแบบเดียวกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/378907

“การรังแกกัน”จากร.ร.สู่ออนไลน์ต้องไม่ตอบโต้กลับแบบเดียวกัน

วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 – 14:20 น.
ารรังแกกัน,โรงเรียน,ออนไลน์
เปิดอ่าน 1,069 ครั้ง

โดย…  -พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

ในอดีต “การรังแกกัน” อาจพบเจอในโลกความเป็นจริงหรือในโรงเรียน ชุมชน แบบซึ่งๆ หน้า ทั้งการรังแกทางกายและทางจิตใจ ในกลุ่มเด็กนักเรียนเป็นส่วนใหญ่ แต่ปัจจุบันการรังแกกันผ่านโลกออนไลน์พบมากขึ้น และเป็นการรังแกที่ส่งผลกระทบต่อจิตใจเป็นสำคัญ บางรายรับมือไม่ไหวรุนแรงถึงขั้นฆ่าตัวตาย แต่แนวทางหนึ่งที่ผู้มีประสบการณ์ถูกกลั่นแกล้งออนไลน์นำมาใช้รับมือเพื่อผ่านพ้น คือ “การไม่ตอบโต้กลับด้วยวิธีการเดียวกัน”

ในการประชุมวิชาการและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เสียงที่คนอื่นไม่ได้ยิน : ประชากรกลุ่มเฉพาะ จัดโดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เมื่อเร็วๆ นี้ ธวัชชัย พาชื่น เจ้าหน้าที่มูลนิธิแพธทูเฮลท์ สะท้อนปัญหาเรื่องการรังแกกันของเด็ก ในการนำเสนอเรื่อง “การขับเคลื่อนนโยบาย เรื่อง bullying ในโรงเรียนประสบการณ์การพัฒนาหลักสูตร” ว่า มีรายงานการสำรวจเมื่อปี 2549 ของภาควิชาจิตเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พบว่า ประเทศไทยติดอันดับ 2 ของโลก หรือ 40% รองจากประเทศญี่ปุ่น ที่มีอยู่ 60% ที่มีการรังแกกัน และการวิจัยขั้นต้นเรื่อง ความชุกและปัจจัยเกี่ยวข้องกับการกลั่นแกล้งบนโลกไซเบอร์ในระดับชั้น ม.1-3 ปี 2560 ของภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า 45% มีประสบการณ์เกี่ยวกับการกลั่นแกล้งทางโลกไซเบอร์อย่างน้อย 1 ครั้ง ซึ่งมากกว่าประเทศอย่างสหรัฐอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่นถึง 4 เท่า

นอกจากนี้ การเก็บข้อมูลสถานการณ์การรังแกกันในโรงเรียนในกรุงเทพฯ จำนวน 5 แห่ง เมื่อเดือนกรกฎาคม 2559 ของมูลนิธิแพธทูเฮลท์ ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกนักเรียนระดับประถมศึกษา มัธยมต้น และมัธยมปลาย รวม 90 คน ทำให้ทราบข้อมูลว่า คนที่รังแกจะเป็นเพื่อนสนิท เพื่อนคนอื่นๆ ในห้อง นอกห้องและต่างระดับชั้น คนที่ถูกรังแก จะเป็นเด็กไม่ค่อยสู้คน เงียบๆ คนที่แตกต่าง เด็กเรียนรู้ช้า ออทิสติก เด็กรักเพศเดียวกัน เด็กไม่ค่อยมีเพื่อน คนที่ฟันเหยิน ผิวดำ เตี้ย โดยคนที่รังแกจะรู้สึกสนุก ส่วนคนที่ถูกรังแกจะรำคาญ ไม่ชอบ และคนที่อยู่ในเหตุการณ์จะไม่อยากยุ่ง กลัวเป็นเป้าหมาย

ขณะที่สถานการณ์การรังแก เกิดขึ้นทุกวัน แต่ไม่คิดว่าเป็นเรื่องใหญ่ จัดการเองได้ ไม่ต้องบอกผู้ใหญ่ แต่ไม่สามารถจัดการ เผชิญหน้า หยุดการรังแกได้ทุกคน คนถูกรังแกไม่กล้าบอกให้ผู้รังแกหยุด เก็บกด ไม่บอกใคร และตอบโต้ด้วยความรุนแรง ซึ่งรูปแบบการรังแกที่พบ ด้านร่างกาย ทำร้ายร่างกาย ไถเงิน, ด้านวาจา ล้อเลียน ด่า เสียดสี, ด้านท่าที สังคม เพิกเฉย นินทา ปล่อยข่าวลือ และการกลั่นแกล้งผ่านโลกออนไลน์หรือไซเบอร์(Cyber bullying) โพสต์ด่าทางเฟซบุ๊ก ถ่ายภาพหลุดส่งทางไลน์กลุ่ม

“ผลกระทบที่เกิดขึ้น ในส่วนของคนถูกรังแก จะโดดเดี่ยว เก็บกด เครียด ไมเกรน หงุดหงิด รำคาญ ไม่อยากมาเรียน สำหรับคนรังแก คุ้นชินกับการใช้ความรุนแรง ปัญหาความสัมพันธ์ และเด็กคนอื่นๆ ในโรงเรียน รู้สึกไม่ดี ไม่ชอบ รำคาญใจ ไม่อยากมาเรียน” ธวัชชัยกล่าว

ธวัชชัย กล่าวอีกว่า  การจะป้องกันการรังแกกัน มูลนิธิได้ทำแผนการจัดการเรียนรู้นี้ เน้นเรื่อง Be Buddies Not Bullies โดยเน้นให้เรียนรู้ใน 4 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1.การรังแกกันไม่ใช่เรื่องปกติ ต้องเข้าใจว่าอะไรคือการรังแกกัน การรังแกกันเกิดขึ้นที่ไหนอย่างไร การรังแกกันบนโลกออนไลน์และตัวตนทางเพศ 2.ผลกระทบและสาเหตุการรังแก หากรู้แล้วจะรังแกไหม ผลกระทบเกิดขึ้นมากกว่าที่คิด ผู้รังแกชนะจริงหรือ 3.การทำอย่างไรในสถานการณ์การรังแก สอนเรื่องถ้าถูกรังแกจะทำอย่างไร ถ้าเห็นการรังแกจะทำอะไรได้บ้าง คนเห็นเหตุการณ์ช่วยได้ และ 4.การรังแกกันป้องกันได้ สอนให้เข้าใจว่า เพราะชีวิตคือความหลากหลาย การเคารพ ให้เกียรติต่อตนเองและผู้อื่น การจัดการความโกรธ และสอนเรื่องหลากรสหลายแบบ เป็นต้น ทั้งนี้ ให้การศึกษาบ่มเพาะคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อาทิ เคารพคนอื่น ความยุติธรรม กล้าหาญ รับผิดชอบ ความเป็นพลเมืองที่ดี และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ใส่ใจผู้อื่น รวมถึงสอนให้เรียนรู้เรื่องเพศวิถีและสัมพันธภาพศึกษา เพื่อให้แต่ละคนรู้จักตนเอง

ขณะที่ “นุ่น” ธารารัตน์ ปัญญา ผู้ที่เคยถูกกลั่นแกล้งรังแกผ่านโลกออนไลน์ (Online bullying) เล่าว่า เธอโดนรังแกผ่านโลกออนไลน์โดยเฉพาะในโซเชียลมีเดีย จากการที่เธอโพสต์เล่าเรื่องราวประสบการณ์ของตนเองเกี่ยวกับการถูกล่วงละเมิดทางเพศในเฟซบุ๊ก โดยหวังให้เป็นบทเรียนสำหรับคนอื่นๆ แต่กลับกลายเป็นถูกคนในโซเชียลมีเดียย้อนกลับ โดยมีคนจำนวนมากพิมพ์แสดงความคิดเห็นในลักษณะเป็นการเสียดสี เยาะเย้ย และเชิงลบ เช่น หน้าตาแบบนี้มีคนเอาก็ดีแล้ว หรือหน้าตาแบบนี้ให้ฟรียังไม่เอา เป็นต้น ที่สำคัญเป็นการกระทำทั้งจากผู้ชายและผู้หญิงด้วยกันเอง ทำให้รู้สึกแย่มากขึ้นจากที่รู้สึกแย่กับเหตุการณ์ที่ต้องเผชิญมาก่อนหน้านี้แล้ว

เมื่อเจอเหตุการณ์เช่นนี้ทำให้ ธารารัตน์ ต้องทำความเข้าใจถึงสาเหตุที่เกิดเรื่องการกลั่นแกล้งรังแกตัวเองขึ้น ซึ่งพบว่าเกิดขึ้นเพราะสิ่งที่เธอโพสต์นั้น สะท้อนให้เห็นว่า ผู้ชายเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัย จากการที่เธอแสดงให้เห็นถึงความเป็นชายที่เป็นพิษที่สามารถล่วงละเมิดผู้หญิงได้ และมองว่าเมื่อผู้หญิงถูกกระทำเป็นสิ่งที่ไม่ควรนำมาเปิดเผย เมื่อเธอเปิดเผยลักษณะนี้จึงทำให้ถูกโต้ตอบ

“เมื่อรู้สาเหตุแล้ว ก็ไม่ได้เก็บเรื่องที่ถูกรังแกมาคิดใส่ใจให้บั่นทอนจิตใจตนเอง และไม่ใช้วิธีการตอบโต้กลับด้วยการกลั่นแกล้งคนนั้นผ่านโซเชียลมีเดีย เพราะหากทำแบบนั้นเราก็จะเป็นคนที่ไม่ต่างกับเขา แต่เลือกใช้วิธีการสื่อสารให้เห็นถึงประเด็นปัญหาที่แท้จริง เช่น ทำไมเรื่องการถูกล่วงละเมิด ผู้หญิงถึงสามารถพูดเปิดเผยได้ เพราะสิ่งที่จะหยุดพฤติกรรมของพวกเขาได้ คือการทำให้เขาสำนึกผิดจากสิ่งที่ทำ ไม่ใช่การกลั่นแกล้งกลับ แม้จะทำให้สังคมช่วยกดดันจนเขาหยุดการกระทำก็จริง แต่ไม่ได้เกิดเพราะสำนึกที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมแต่อย่างใด” ธารารัตน์แนะนำเทคนิคการจัดการตนเองเมื่อถูกกลั่นแกล้งผ่านโลกออนไลน์

สถานการณ์การกลั่นแกล้งรังแกกันของไทย
ปี 2549 ประเทศไทยติดอันดับ 2 ของโลกในการรังแกกันที่มีอยู่ 40% รองจากประเทศญี่ปุ่นมี 60%
ปี 2560 พบ ม.1-3 จำนวน 45% มีประสบการณ์เกี่ยวกับการกลั่นแกล้งทางโลกไซเบอร์อย่างน้อย 1 ครั้ง มากกว่าสหรัฐอเมริกา ยุโรป ญี่ปุ่น 4 เท่า
คนที่รังแก คือ เพื่อนสนิท เพื่อนคนอื่นๆ ในห้อง-นอกห้องและต่างระดับชั้น
คนที่ถูกรังแก คือ เด็กไม่ค่อยสู้คน เงียบๆ คนที่แตกต่าง เด็กเรียนรู้ช้า ออทิสติก เด็กรักเพศเดียวกัน เด็กไม่ค่อยมีเพื่อน คนที่ฟันเหยิน ผิวดำ เตี้ย

   ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการรังแกกัน
คนถูกรังแก โดดเดี่ยว เก็บกด เครียด ไมเกรน หงุดหงิด รำคาญ ไม่อยากมาเรียน
คนรังแก คุ้นชินกับการใช้ความรุนแรง มีปัญหาความสัมพันธ์

ถอดบทเรียนกู้ภัย13หมูป่าผุด24 หลักสูตรกู้ชีพสากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/378964

ถอดบทเรียนกู้ภัย13หมูป่าผุด24 หลักสูตรกู้ชีพสากล

วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 – 14:19 น.
ถอดบทเรียนกู้ภัย13หมูป่า,หลักสูตรกู้ชีพ
เปิดอ่าน 854 ครั้ง

ถอดบทเรียนกู้ภัย13หมูป่าผุด24 หลักสูตรกู้ชีพสากล

เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เกิดจากภัยพิบัติต่างๆ หรืออุบัติเหตุ ได้รับความปลอดภัย  สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีและกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย ได้จัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพธุรกิจสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ สาขาการบรรเทาสาธารณภัยและกู้ชีพขึ้น โดยถอดบทเรียน “กู้ภัยอุทยานถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน จ.เชียงราย” ช่วยทีมหมูป่ามาเป็นบทเรียนด้วยการจัดทำมาตรฐานอาชีพ

รศ.ดร.เนตร์พัณณา ยาวิราช อาจารย์ประจำคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ในฐานะผู้จัดทำโครงการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ สาขาวิชาชีพธุรกิจสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ สาขาการบรรเทาสาธารณภัยและกู้ชีพ กล่าวว่า การจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพ นับเป็นภารกิจอันสำคัญในการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่เกิดจากภัยพิบัติต่างๆ อุบัติเหตุ ได้รับความปลอดภัย ทั้งผู้ประสบภัย และผู้ให้ความช่วยเหลือ ให้มีการขับเคลื่อนมาตรฐานอาชีพ สาขาบรรเทาสาธารณภัยและกู้ชีพ พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานบุคคลที่มีสมรรถนะในอาชีพดังกล่าวให้มีความเป็นสากล

โดยรายละเอียดการจัดทำมาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพธุรกิจสาขาวิชาชีพธุรกิจสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ ได้มีการศึกษาแนวทางจากต่างประเทศที่เป็นตัวอย่างที่ดี เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย สิงคโปร์ และญี่ปุ่น เป็นต้นแบบ แล้วนำมาปรับให้สอดคล้องกับประเทศไทยเพื่อให้มีความเป็นสากลตามมาตรฐานที่ทั่วโลกถือปฏิบัติ

สำหรับคุณวุฒิวิชาชีพสาขาวิชาชีพธุรกิจสาธารณูปโภคและบริการสาธารณะ สาขาการบรรเทาสาธารณภัยและกู้ชีพ 24 อาชีพ ประกอบด้วย อาชีพนักกู้ชีพ (Medical emergency personnel:MEP1) ชั้น 1–6 EMR EMT AEMT อาชีพนักบริหารงานกู้ชีพ (Medical emergency personnel:MEP 7) ชั้น 7 อาชีพนักบริหารนวัตกรรมกู้ชีพ (Medical emergency personnel:MEP 8) ชั้น 8 อาชีพ นักกู้ภัย ชั้น 1-6 อาชีพ นักบริหารงานกู้ภัย ชั้น 7 อาชีพ นักบริหารงานกู้ภัย ชั้น 8 อาชีพ นักดับเพลิง ชั้น 1-6 อาชีพ นักบริหารงานดับเพลิง ชั้น 7 และอาชีพนักบริหารงานดับเพลิง ชั้น 8

โดยหลักสูตรดังกล่าวจะมีการจัดทำเครื่องมือประเมินและทดลองเครื่องมือประเมินนักกู้ชีพชั้น 1 นักกู้ภัย ชั้น 4 และนักดับเพลิงชั้น 4 มีการทดสอบภาคทฤฎีและภาคปฏิบัติ ได้แก่ มาตรฐานการรายงานเหตุ แจ้งเหตุ และประสานงาน การเข้าถึงเหตุการณ์ก่อนคนแรก first responder การให้ความช่วยเหลือขั้นต้น การปฐมพยาบาล การเคลื่อนย้ายผู้บาดเจ็บ การฟื้นคืนชีพ ทีมกู้ชีพ อีอาร์ที เทคนิคการฟื้นคืนชีพ ซีพีอาร์ ให้ความช่วยเหลือกู้ภัยเบื้องต้นได้โดยใช้อุปกรณ์เบาชนิด เชือก มีด กรรไกร อุปกรณ์ยึดเหนี่ยว การให้ความช่วยเหลือผู้ติดอยู่ในที่ลึกเช่นหุบเหว หลุม หรือภูเขาลึก โดยการใช้เชือกและรอก เปลให้ความช่วยเหลือ การปฐมพยาบาลขั้นต้นให้แก่ผู้บาดเจ็บเล็กน้อยเช่น ทำแผล ห้ามเลือด โดยใช้อุปกรณ์การปฐมพยาบาลขั้นต้น การคัดแยกผู้บาดเจ็บเพื่อนำส่งต่อหน่วยแพทย์โดยคัดแยกตามระดับของการบาดเจ็บมากที่สุดจนถึงน้อยที่สุด

รศ.ดร.เนตร์พัณณา กล่าวด้วยว่า ในส่วนของการทดสอบภาคปฏิบัติสาขาอาชีพดับเพลิง ทดสอบการใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลให้เหมาะสมกับสถานการณ์โดยการใช้อุปกรณ์ผจญเพลิงได้อย่างถูกต้อง การสวมชุดป้องกันส่วนบุคคล (พีพีอี) ตรวจสอบความพร้อมในการใช้งานของอุปกรณ์ จัดตั้งทีมควบคุมและดับเพลิงพร้อมกำหนดหน้าที่ของนักดับเพลิงแต่ละคนให้เหมาะสมกับสถานการณ์เพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น ทีมงานปฏิบัติการดับเพลิงตามแนวทางของหัวหน้าทีมควบคุมและดับเพลิง พิจารณาคัดเลือกนักดับเพลิงที่มีความเชี่ยวชาญได้ตรงตามสถานการณ์และความรุนแรงของเพลิง กำหนดจำนวนนักดับเพลิงในการเข้าปฏิบัติการควบคุมและดับเพลิงได้เหมาะสมกับสถานการณ์เพลิงไหม้ที่เกิดขึ้น ประเมินสถานการณ์เบื้องต้นในที่เกิดเหตุก่อนปฏิบัติการควบคุมและดับเพลิง ปฏิบัติการควบคุมและดับเพลิงได้ถูกต้อง เหมาะสมกับสถานที่เกิดแหตุแต่ละสถานที่

ทั้งนี้ผู้เข้ารับการประเมินเป็นผู้ประกอบอาชีพเกี่ยวกับการกู้ชีพ กู้ภัย และดับเพลิง ที่มีประสบการณ์สูง อายุงานเฉลี่ย 15 ปี มีการฝึกอบรมและได้รับการรับรองในสาขาวิชาชีพจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ซึ่งผลการทดสอบภาคปฏิบัติอยู่ในเกณฑ์ผ่านมีระดับค่าเฉลี่ยร้อยละ 98.98 และผลการทดสอบภาคปฏิบัติอยู่ในเกณฑ์ผ่านเกินกว่าร้อยละ 80 จึงได้รับการรับรองมาตรฐานอาชีพจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิในอาชีพให้ความเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ ซึ่งกิจกรรมนี้ได้รับความสนใจจากบุคคลในอาชีพเป็นอย่างมาก นับเป็นนิมิตหมายอันดีต่อการเป็นผู้มีความเป็นมืออาชีพในระดับสากลต่อไป

20บาทกับThai School Lunchเพียงพอ+มีคุณภาพทำได้อย่างไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/378754

20บาทกับThai School Lunchเพียงพอ+มีคุณภาพทำได้อย่างไร

วันที่ 9 กรกฎาคม 2562 – 14:15 น.
อาหารกลางวัน,Thai School Lunch,คุณภาพ
เปิดอ่าน 3,182 ครั้ง

โดย…  qualitylife4444@gmail.com-

งบประมาณที่จัดให้ 20 บาทนั้นเพียงพอสำหรับการจัดอาหารกลางวันให้มีคุณภาพได้ เพียงแต่ผู้บริหารโรงเรียนและครูที่รับผิดชอบใช้เมนูอาหารกลางวันตาม Thai School Lunch ที่จัดขึ้นตามโครงการเด็กไทยแก้มใสถวายเจ้าฟ้านักโภชนาการ ซึ่งจะช่วยให้เด็กไทยมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง มีการพัฒนาทางสมองและร่างกายอย่างสมวัย

“จงกลนี วิทยารุ่งเรืองศรี” ผู้จัดการโครงการศูนย์เรียนรู้ต้นแบบโรงเรียนเด็กไทยแก้มใส กล่าวว่า งบประมาณที่จัดให้ 20 บาทนั้นเพียงพอสำหรับการจัดอาหารกลางวันให้มีคุณภาพได้ เพียงแต่ผู้บริหารโรงเรียนและครูที่รับผิดชอบใช้เมนูอาหารกลางวันตาม Thai School Lunch ที่จัดขึ้นตามโครงการเด็กไทยแก้มใสถวายเจ้าฟ้านักโภชนาการ ที่ต้องการให้เด็กไทยมีร่างกายสมบูรณ์ ดูแลเด็กที่สุขภาพไม่แข็งแรงให้มีร่างกายที่แข็งแรง มีการพัฒนาทางสมองและร่างกายอย่างสมวัย รวมถึงให้เด็กมีสุขนิสัยที่ดีทั้งที่โรงเรียนและที่บ้าน

ประยุกต์องค์ความรู้จากการดำเนินงานตามรอยพระบาทเจ้าฟ้านักโภชนาการตาม 8 แนวทางของโครงการ มีการวางแผนทำเมนูอาหารกลางวัน ปัจจุบันมีเว็บไซต์ไว้ให้โรงเรียนสามารถโหลดเมนูอาหารไปใช้ได้ และมีข้อมูลเกี่ยวกับหลักโภชนาการที่ดี ความอ้วน เตี้ย และลักษณะโภชนาการที่ถูกต้องอื่นๆ ด้วย โดยในโปรแกรมจะออกแบบไว้ว่า ถ้าจัดรายการอาหารได้ถูกต้องตามหลักโภชนาการจะมีสีเขียว ถ้าเป็นสีแดง=ขาด สีม่วง=เกิน ซึ่งสามารถปรับลดได้ตามขนาดความต้องการ และสามารถจัดเมนูอาหารกลางวันได้เป็นรายสัปดาห์ รายเดือน และทั้งภาคเรียน ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละโรงเรียน

ทั้งนี้ ปริมาณอาหารมื้อกลางวันเด็ก 3 กลุ่มอายุกลุ่มอาหาร (ปริมาณ) ข้าว-แป้ง อายุ 3-5 ปี 1.5 ทัพพี, ป.1-3 (6-8 ปี) 2 ทัพพี, ป.4-6 (9-12 ปี) 2.5 ทัพพี และ ม.1-3 (13-15 ปี) 3 ทัพพี / เนื้อสัตว์ เนื้อสัตว์ 1.5-2, 2, 2, 3  ช้อนกินข้าว / ผัก 0.5, 1, 1, 1 ทัพพี / ผลไม้ อัตราส่วน 0.5, 1, 1, 1 และน้ำมัน 1, 1.5, 2, 2.5 ช้อนชา

“อาหารกลางวันที่ควรจัดให้นักเรียน 6-13 ปี ควรประกอบด้วย ข้าว แป้ง คาร์โบไฮเดรต โปรตีน เนื่้อสัตว์ ผัก ผลไม้  ขนมหวาน นมวันละ 2 แก้ว โดยเฉพาะผักควรจะมีทุกวัน ปริมาณมากน้อยตามวัย ส่วนขนมหวานทำมาจากถั่วเมล็ดแห้ง กล้วย หรือเผือก เพราะให้สารอาหารแก่ร่างกาย ในส่วนของโรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียนน้อย จะได้รับงบอาหารกลางวันน้อยตามไปด้วย สามารถบริหารจัดการโดยใช้ให้ครูและนักเรียนทำอาหารกลางวันเอง โดยวางแผนการผลิตทางการเกษตรเพื่อนำไปป้อนให้แก่โครงการอาหารกลางวัน” จงกลนี กล่าว

ที่สำคัญเด็กได้ทักษะต่างๆ มากขึ้น เช่น ทักษะการชั่งน้ำหนักผัก การขายผัก สามารถคำนวณปริมาณการจัดเก็บผักจากแปลงในแต่ละวัน เพื่อนำไปประกอบอาหารกลางวัน รวมถึงเด็กได้เรียนรู้การลงบันทึกบัญชีผลผลิต โดยมีครูเป็นที่ปรึกษาคอยให้คำแนะนำ รวมทั้งให้ประชาชนที่อยู่บริเวณใกล้เคียงปลูกผักปลอดสารพิษนำมาจำหน่ายเป็นอาหารกลางวันให้แก่โรงเรียนได้

ผู้จัดการโครงการเด็กไทยแก้มใส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า แม้ว่างบประมาณจะยังอยู่ที่ 20 บาทต่อคน แต่หากบริหารจัดการที่ดีเพียงพอก็สามารถสร้างเมนูอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการได้ การสร้างนักโภชนาการท้องถิ่นเพื่อให้คำแนะนำในการจัดการอาหาร สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผลักดันให้มีการบรรจุตำแหน่งนักโภชนาการประจำชุมชนโดยมีงบประมาณการจ้าง หรือมีตำแหน่งประจำในแต่ละท้องถิ่นเพื่อพัฒนาคุณภาพอาหารกลางวันให้แก่เยาวชนได้ดีขึ้น

คุณภาพอาหารกลางวันจึงถือเป็นวาระเร่งด่วนที่กระทรวงศึกษาธิการประกาศให้ทุกโรงเรียนมีพื้นที่อาหารปลอดภัย โดย ทรงวุฒิ มะลิวัลย์ ผู้อำนวยการสำนักงานเพื่อโครงการอาหารกลางวันโรงเรียนประถมศึกษา สพฐ. บอกว่า ปัญหาเรื่องคุณภาพอาหารกลางวันยังเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากสถานการณ์โภชนาการในเด็กไทย ยังมีพบว่า เด็กในพื้นที่ห่างไกลยังมีปัญหา ผอม และเตี้ย ส่วนเด็กในเมืองมีภาวะโภชนาการล้นเกิน หรือเป็นโรคอ้วนจำนวนมาก

ที่ผ่านมากระทรวงศึกษาธิการได้พัฒนาโปรแกรม Thai school lunch ช่วยคำนวณคุณค่าทางโภชนาการ ภายใต้การดูแลเฝ้าระวังของนักโภชนาการท้องถิ่น ให้มีแหล่งวัตถุดิบที่ได้คุณภาพ สะอาด ปลอดภัย จากในชุมชนที่อยู่รอบๆ ศูนย์หรือโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็น ผัก ผลไม้ หรือเนื้อสัตว์ ปลา

แต่เพื่อให้โรงเรียนเป็นพื้นที่อาหารปลอดภัย ตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ การสร้างคุณภาพโภชนาการและความปลอดภัยจะต้องมองไปที่วัตถุดิบที่ปลอดภัยด้วยเช่นกัน จึงสนับสนุนให้โรงเรียนใช้วัถุดิบอินทรีย์ ทั้งผัก เนื้อสัตว์ต่างๆ โดยให้โรงเรียนที่มีพื้นที่ ปลูกผักอินทรีย์ เลี้ยงไก่ ให้โรงเรียนใช้งบประมาณอาหารกลางวันซื้อเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารกลางวัน

“ถ้าโรงเรียนไหนไม่มีพื้นที่ปลูกผักเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ก็ให้ไปสนับสนุนชุมชนรวมกลุ่มปลูกพืชอินทรีย์ เพื่อนำมาขายให้โรงเรียน ก็จะทำให้โรงเรียนมีวัตถุดิบที่ปลอดภัยให้แก่นักเรียน แต่ถ้าจะให้ได้ผลดีผู้ปกครองที่ต้องดูแลอาหารสองมื้อต้องร่วมมือในการสร้างเมนูที่มีโภชนาการ จึงจะทำให้ปัญหาโภชนาการในเด็กนักเรียนหมดไป”

“สมร ศิลาคม” ผอ.โรงเรียนบ้านนามั่ง จ.อุดรธานี กล่าวว่า เป็นโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร ยากจน และมีภาวะทุพโภชนาการ มีนักเรียน 269 คน ครู 17 คน งบค่าอาหารกลางวันที่ได้ 20 บาทไม่เพียงพอ จึงต้องจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น ช่วยให้นักเรียนได้มีอาชีพเลี้ยงตัวเองได้ ทุกวิชาที่เรียนผ่านฟาร์มต่างๆ และบริหารจัดการในรูปแบบสหกรณ์ โดยมีครู 1 คน นักเรียน 3 คน รับผิดชอบฟาร์มหมุนเวียนเรียนรู้ทุกฟาร์มที่อยู่ในโรงเรียนแห่งนี้ เมื่อมีรายได้ก็นำมาใช้จ่ายหมุนเวียนในโรงเรียนและปันผลให้แก่ผู้รับผิดชอบบริหารจัดการในแต่ละฟาร์ม

ที่นี่มีฟาร์มหมู ฟาร์มไก่ เลี้ยงปลา เป็นอาหารกลางวัน ผลผลิตที่มีมากพอก็นำไปขายเพื่อนำรายได้มาหมุนเวียนในโรงเรียน แต่ละฟาร์มมีเงินหมุนเวียนประมาณ 50,000-60,000 บาท และทุกครั้งที่ทำโครงการต่างๆ นักเรียนทุกคนจะต้องถอดบทเรียนวิเคราะห์ว่าพอเพียงหรือไม่ มีเหตุมีผลหรือไม่ กระทบสังคม และวัฒนธรรม หรือไม่ ถ้ามีคำถามหรือเหตุต้องปรับปรุงแก้ไขก็ว่าไปตามที่มาของปัญหาและแก้ไขตามเหตุและผลตามหลักคำสอนของพ่อ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่นำมาสอนนักเรียนในการดำรงชีวิต

เช่นเดียวกับ “สมศักดิ์ วุฒิสัตย์” ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่ระเมิง จ.ตาก มีนักเรียนอนุบาล-ม.6 โรงเรียนหลักและสาขา รวมทั้งสิ้น 1,512 คน ก็ใช้หลักบริหารของโครงการเด็กไทยแก้มใส ใช้เมนูอาหารตาม Thai School Lunch โดยให้ครูและนักเรียนที่ร่วมกันรับผิดชอบในแต่ละวันไปตลาดซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหาร โดยหลังจากที่ซื้อมาแล้ว จะมีคณะกรรมการตรวจรับว่าถูกต้องตามหลักโภชนาการหรือไม่ และมอบหมายให้ครูเวรและนักเรียนนำไปประกอบอาหารกลางวันต่อไป

“ถามว่า 20 บาทพอมั้ยสำหรับอาหารกลางวันตอบได้เลยว่าถ้าไปซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารอย่างเดียวไม่พอ แต่เราต้องมีวิธีบริหารจัดการให้เพียงพอและมีคุณภาพได้ เช่น ผักเราก็ปลูกเอง ไก่ ปลา ก็เลี้ยง เอาวัตถุดิบเหล่านี้มาประกอบอาหาร และใช้แนวทางเหล่านี้สอนนักเรียนไปในตัวด้วย เพราะนักเรียนทุกคนจะได้เข้าเวรทำอาหารกลางวัน” ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแม่ระเมิง กล่าว

โครงการ “เด็กไทยแก้มใส” น้อมนำแนวทางการดำเนินงานและเจริญรอยตามพระราชดำริ 8 กิจกรรม ได้แก่ 1) การเกษตรในโรงเรียน 2) สหกรณ์นักเรียน 3) การจัดการบริการอาหารของโรงเรียน 4) การติดตามภาวะโภชนาการ 5) การพัฒนาสุขนิสัยของนักเรียน 6) การพัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมของโรงเรียนให้ถูกสุขลักษณะ 7) การจัดบริการสุขภาพ และ 8) การจัดการเรียนรู้ : เกษตร โภชนาการ และสุขภาพอนามัย โดยมีเป้าหมายที่จะให้เด็กนักเรียนทุกคนมีโภชนาการดี สุขภาพแข็งแรง ใฝ่เรียนรู้ ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน ไปพร้อมๆ กับการพัฒนาทักษะที่จำเป็น ดำเนินการตั้งแต่ปี 2557 มีโรงเรียนทุกสังกัดเข้าร่วมกว่า 544 แห่ง ใน 5 ภูมิภาค 4 สังกัด ได้แก่ สพฐ. อปท. สช. และ กทม.