เลี้ยงลูกให้เท่าทันเทคโนโลยีใช้สื่อสิ่งพิมพ์-ดิจิทัล ให้พอเห

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/381859

เลี้ยงลูกให้เท่าทันเทคโนโลยีใช้สื่อสิ่งพิมพ์-ดิจิทัล ให้พอเห

วันที่ 1 สิงหาคม 2562 – 13:05 น.
เลี้ยงลูก,เทคโนโลยี
เปิดอ่าน 1,013 ครั้ง

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  qualitylife4444@gmail.com –

ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำและโลกที่หมุนเร็วขึ้น หลายคนกังวลถึงการเลี้ยงลูกให้ดีพอในสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะชนชั้นกลาง ที่มีการศึกษา เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อัตราการเกิดลดลง และประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย

จากผลการวิจัยโครงการ New Asian Learning Experience ในหัวข้อครอบครัวยุคใหม่ต่อการเรียนรู้ของลูก เพื่อวางรากฐานสู่อนาคต โดยเอชพี อิงค์ ประเทศไทย โดยสำรวจทัศนคติและบุคลิกลักษณะของพ่อแม่ยุคมิลเลนเนียล จำนวน 3,177 คน จาก 7 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ อินเดีย จีน อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และประเทศไทย พบว่าอนาคตของลูกเป็นสิ่งที่ผู้ปกครองทุกคนกังวลมากที่สุด

ซึ่งกว่า 66% กังวลเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น 42% กังวลเรื่องความมั่นคงทางการทำงาน 54% กังวลเรื่องทักษะที่ถูกต้องต่อบทบาทชีวิตในอนาคต ขณะที่ผู้ปกครองไทยกว่า 65% กังวลเรื่องค่าครองชีพมากที่สุด รองลงมา 54% เป็นห่วงเรื่องการสร้างทักษะที่ถูกต้องกับเด็กในอนาคต

    พัฒนาทักษะควบคู่กับความสุข
ทั้งนี้ผู้ปกครองชาวเอเชียส่วนใหญ่กว่า 83% ต้องการให้ลูกหลานพัฒนาทักษะทางสังคมอย่างมีความสุขที่สุด ขณะที่ผู้ปกครองชาวไทย 68% ต้องการให้ลูกทำในสิ่งที่ชอบได้ดี แต่ยังมีกว่า 66% มองว่าความมั่นคงของงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุดซึ่งมีสัดส่วนสูงกว่าประเทศอื่นๆ

นอกจากนี้ครอบครัวไทยกว่า 61% ยังเน้นเรื่องการพัฒนาทักษะและรูปแบบการเรียนการสอนที่รองรับการเปลี่ยนแปลง เพราะมองว่าเป็นสิ่งจำเป็นต่ออนาคตของลูก และกว่า 57% ต้องการพัฒนาลูกด้านสติปัญญาซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติสำคัญที่สุด โดยนิยมให้ลูกเรียนรู้แบบผสมผสานระหว่าง “สิ่งพิมพ์” ซึ่งจะให้ผลด้านการอ่านเพื่อความเข้าใจ การเรียนศัพท์ และการจดจำ และ “ดิจิทัล” ที่ช่วยในด้านความคิดสร้างสรรค์และสร้างวิจารณญาณ ก่อให้เกิดผลเชิงบวก มากกว่าเรียนรู้จากอย่างใดอย่างหนึ่ง โดยส่วนใหญ่ใช้การเรียนรู้แบบผสมผสานสำหรับด้านศิลปะ 57% ภาษา 56% และทักษะดนตรี 41%

แม้การสำรวจจะพบว่าผู้ปกครองคนไทยกว่า 89% มักเข้าไปมีส่วนร่วมกับเด็ก เพราะต้องการส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ และเพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ พัฒนาทักษะในการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น แต่หากมองถึงประเด็นที่ว่าผู้ปกครองยอมจ่ายเพื่อส่งลูกไปเรียนพิเศษกลับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจ

โดยผู้ปกครองชาวเอเชีย 60% ยอมใช้จ่ายไปกับค่าเรียนพิเศษ นอกเหนือจากการเรียนในเวลาปกติ ขณะที่ผู้ปกครองไทย 64% ใช้จ่ายไปกับค่าเรียนพิเศษและสถาบันกวดวิชา 35% ยอมย้ายบ้านเพื่อให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่ดี และ 45% ยอมกู้เงินเพื่อการศึกษาของลูก

ปวิณ วรพฤกษ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอชพี อิงค์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวในงานเสวนา HP New Asian Learning Experience เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ของครอบครัวยุคใหม่ ณ โรงแรมโรสวูด แบงคอก ว่าปัจจุบันเทรนด์ต่างๆ เปลี่ยนไปมาก จากการศึกษาเมกะเทรนด์พบว่ามี 4 หัวข้อใหญ่ คือ 1.Repid urbanization เมืองจะใหญ่ขึ้น 2. Changing Demographics เปลี่ยนสู่สังคมสูงวัย 3.Hyper-Globalisation โลกเล็กลงทุกอย่างเชื่อมต่อหากัน กลายเป็นดิจิทัล และ 4.Accelerated Innovation นวัตกรรมจะพัฒนาอย่างรวดเร็ว

ปวิณ วรพฤกษ์

“ผู้ปกครองทุกคนอยากให้บุตรหลานมีความสุขในการทำกิจกรรม แต่พฤติกรรมผู้ปกครองในปัจจุบันมีความขัดแย้ง แม้ส่วนใหญ่ต้องการให้ลูกๆ เรียนรู้จากประสบการณ์ แต่ก็ยังส่งบุตรหลานไปเข้าโรงเรียนกวดวิชา และใช้แต่ทักษะความจำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะไม่ใช่โซลูชั่นที่ดีพอสำหรับเด็กรุ่นใหม่” ปวิณ กล่าว

    5 กระบวนการคิดพ่อแม่ กับการเรียนรู้ของเด็ก
จากผลสำรวจพบว่ากระบวนความคิดของผู้ปกครองในภูมิภาคเอเชีย แบ่งออกเป็น 5 ลักษณะ ที่สะท้อนวิธีการที่ผู้ปกครองให้ความหมายต่อการเรียนรู้ การให้คุณค่าของการเรียนรู้จากประสบการณ์ บทบาทการมีส่วนร่วม และความห่วงใยต่ออนาคตลูก ได้แก่ 1.กระบวนความคิดแบบกังวล (The Concerned) ผู้ปกครองที่กังวลต่อเทคโนโลยี ให้ความสำคัญกับการศึกษาแบบดั้งเดิม และเชื่อว่าเด็กจะได้เรียนรู้จากในสิ่งพิมพ์หรือตำรา

2.กระบวนการคิดแบบสัจนิยม (The Realist) ผู้ปกครองที่ให้คุณค่าผ่านประสบการณ์ การเล่น และเรียนรู้สิ่งใหม่ด้วยเทคโนโลยี พร้อมเปิดรับ เน้นปฏิบัติ เป็นพ่อแม่ที่ชื่นชอบเทคโนโลยี 3.กระบวนการความคิดตามขนบ (The Typical) ผู้ปกครองที่ให้คุณค่าในการพัฒนาทักษะที่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริง และการเรียนรู้จากประสบการณ์มีแนวโน้มยอมรับสื่อสิ่งพิมพ์ และดิจิทัลอย่างเหมาะสม

4.กระบวนความคิดที่เน้นประสบความสำเร็จ (The Overachiever) ผู้ปกครองที่ผลักดันลูกให้เรียนรู้และควบคุมเนื้อหา เส้นทางการเรียนรู้ โดยเชื่อว่าดิจิทัลจะช่วยให้เด็กได้ไอเดีย ขณะที่สิ่งพิมพ์และกิจกรรมจะช่วยส่งเสริมด้านสังคม และ 5.กระบวนความคิดแบบปลีกตัว (The Detached) ผู้ปกครองกลุ่มเก็บตัวเงียบ ใช้เวลาเรียนรู้กับลูกน้อยที่สุด ให้ความสำคัญกับการท่องจำ ติวเสริม ควบคุมการเรียนรู้ของลูก

      คนรุ่นใหม่กลัวเลี้ยงลูกไม่ดีพอ
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ นักวิชาการด้านการศึกษา คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันระบบการศึกษาไทยเลี้ยงไข้มาเกือบ 20 ปี เมื่อระบบการศึกษาไม่ดี สิ่งที่เราพบคือเด็กคนรุ่นใหม่ คนที่มีการศึกษาชนชั้นกลาง ตัดสินใจไม่แต่งงาน อยู่เป็นโสด เพราะกังวลว่าหากแต่งงาน มีลูก จะเลี้ยงลูกได้ไม่ดีพอ เป็นผลโดยตรงต่อประเทศ ทำให้เด็กเกิดน้อยลงจาก 1 ล้านคน เหลือเพียง 6-7 แสนคน กลายเป็นสังคมสูงวัย

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ

ดังนั้นหากการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่และสำคัญ ผู้ปกครองโดยเฉพาะคนที่กังวลเรื่องการเลี้ยงลูกต้องวางแผนตั้งแต่ตั้งครรภ์ เสริมพัฒนาการโดยการให้ฟังดนตรี อ่านนิทานจากสิ่งพิมพ์ หลังจากนั้น 3 ขวบ ให้เล่นแท็บเล็ตได้บ้าง พอโตขึ้นให้พาลูกไปเปิดหูเปิดตา เขาจะเริ่มคุ้นกับสังคม และสิ่งที่สำคัญที่สุดต้องจัดการเรียนรู้ให้ได้ ใช้สื่อสิ่งพิมพ์ ควบคู่กับดิจิทัล หากปล่อยให้ลูกเล่นแท็บเล็ตอย่างเดียวจะอันตราย

“สิ่งที่พ่อแม่ปัจจุบันทำง่ายที่สุดคือส่งลูกไปโรงเรียนกวดวิชา หรือลูกซนมาก เอาแท็บเล็ตไปเล่น สิ่งที่เกิดขึ้นคือสมาธิสั้น เพราะฉะนั้นต้องหากิจกรรมให้ทำ เด็กควรจะอยู่โรงเรียน 30% อยู่กับพ่อแม่ 40% และอยู่กับสื่อดิจิทัล 30% ทำให้เกิดการผสมกลมกลืน พ่อแม่ยุคใหม่ สิ่งที่ดีที่สุดคือให้น้องมีประสบการณ์และมีส่วนร่วมในการทำงานบ้าน อย่ากลัวลูกลำบาก มีงานวิจัยว่า หากเด็กมีส่วนในงานบ้านจะมีวินัย มีสมาธิ และปรับตัวตอนเข้าโรงเรียนได้ง่าย การเที่ยวต่างประเทศทำให้เด็กเปิดกว้าง พ่อแม่เวลานั่งกับลูกต้องตั้งคำถามกับลูก อย่ามั่วแต่นั่งเล่นมือถือ เอาเวลาส่วนใหญ่ไปเล่นกับลูก เพื่อให้เขาเตรียมพร้อมสู่อนาคต

 ใช้ดิจิทัลให้ถูกจังหวะ
ศ.ดร.สมพงษ์ แนะว่า เด็กช่วงปฐมวัยเป็นช่วงที่สำคัญที่สุด ไม่ใช่วัยที่ต้องเร่งอ่านออกเขียนได้คิดเลขเป็น แต่ควรหาสื่อดีๆ ที่ให้เขาได้มีความคิดสร้างสรรค์ เรียนรู้เรื่องสังคมมากขึ้น อย่าไปยัดเยียดการเรียน ขณะที่ช่วงประถมศึกษาควรส่งเสริมให้เขาได้เรียนดนตรี ศิลปะ เริ่มท่อง ก.ไก่ ให้ซึมซับ เกิดการพัฒนา โลกของเด็กประถมต้องท้าทายไม่ใช่บังคับ

“จากรายงานการวิจัยที่ขัดแย้งกันว่าผู้ปกครองอยากให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ แต่กลับส่งลูกไปโรงเรียนกวดวิชา เป็นเรื่องที่น่าสนใจ พ่อแม่ควรหันมามีส่วนร่วม จัดการเรียนรู้ให้เด็ก และนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างถูกจังหวะ ให้เขาทำกิจกรรมอื่นๆ เพื่อสร้างสมาธิในระยะยาว พอเขามีทักษะค่อยใช้เทคโนโลยี การวางเทคโนโลยีเข้าไปต้องทำให้ถูกจะได้ผลดี” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

สำรวจทัศนคติพ่อแม่ยุคมิลเลนเนียล 7 ประเทศ
– 66% กังวลเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น
– 42% กังวลเรื่องความมั่นคงทางการทำงาน
– 54% กังวลเรื่องทักษะที่ถูกต้องต่อบทบาทชีวิตในอนาคต
– 83% ต้องการให้ลูกหลานพัฒนาทักษะทางสังคมอย่างมีความสุขที่สุด
– 60% ยอมใช้จ่ายไปกับค่าเรียนพิเศษ
   ทัศนคติพ่อแม่ชาวไทย
– 68% ต้องการให้ลูกทำในสิ่งที่ชอบได้ดี
– 66% มองว่าความมั่นคงของงานเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
– 64% ใช้จ่ายไปกับค่าเรียนพิเศษและสถาบันกวดวิชา
– 35% ยอมย้ายบ้านเพื่อให้ลูกได้เรียนในโรงเรียนที่ดี
– 45% ยอมกู้เงินเพื่อการศึกษาของลูก

เก้าอี้ที่ว่าง..ในวันแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/381750

เก้าอี้ที่ว่าง..ในวันแม่

วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 – 14:05 น.
เพจหมอโอ๋,เลี้ยงลูกนอกบ้าน,เก้าอี้ที่ว่าง,เด็กกว่า 3 ล้านคน,วันแม่,กระทรวงศึกษาธิการ
เปิดอ่าน 1,769 ครั้ง

หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้านโพสต์#เราอยากได้อะไรในงานวันกราบแม่?เราต้องการภาพหรือ”ความจริง”มีเด็กหลายล้านคนไม่มีแม่จริงๆให้กราบและเจ็บปวดกับเก้าอี้ที่ว่างในวันแม่

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน โพสต์ #เราอยากได้อะไรในงานวันกราบแม่? ใจความว่า มีคำถามหลังไมค์มาเยอะมากเรื่องงานวันแม่ (เลยรู้เลยว่าลูกเพจรักมาก จากการพยายามลากเราเข้าวงดราม่า)

หมอขอเขียนบทความนี้ในทัศนคติส่วนตัว ไม่ได้มีหลักวิชาการอะไรรองรับนะคะ

การควรจัดงานวัน (กราบ) แม่หรือไม่ (อันนี้ไม่เกี่ยวงานวันเฉลิมนะคะ เดี๋ยวดราม่าอีก)

หมอคิดว่าแต่ละโรงเรียน คงมีบริบทและคำตอบที่แตกต่าง

แต่คิดว่าคำถามสำคัญ ที่โรงเรียนควรถามตัวเอง คือ

“เราต้องการอะไรในการจัดกิจกรรมวัน(กราบ)แม่”

ถ้าเราอยากให้เด็กๆ ได้แสดงความรักกับแม่…

คำถามต่อมาที่น่าสนใจ คือ…

จริงมั้ย ที่ความรักแสดงออกด้วยการกราบไหว้?

มีวิธีอื่นมั้ยที่เด็กๆ จะ “เลือก” แสดงความรักกับแม่ ในรูปแบบของตัวเอง?

ทำไมความรักต้องถูกนำมาแสดงออกในที่สาธารณะ?

เราต้องการเพียง “ภาพ” หรือ “ความจริง”

ความจริงตัวเลขในประเทศไทย

40% ของครอบครัวที่สมรส… หย่าร้าง
30% ของเด็กไทย (มากกว่า 3 ล้านคน ไม่ได้อยู่กับพ่อหรือแม่)

มีเด็กหลายล้านคนไม่มีแม่จริงๆให้กราบ

มีเด็กหลายแสนคนเจ็บปวดกับเก้าอี้ที่ว่างเปล่า

มีเด็กหลายหมื่นคนที่พ่อแม่ของพวกเขาต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนกลับบ้าน และแลกมันด้วยเงินที่ควรนำไปใช้หล่อเลี้ยงอีกหลายชีวิต

มีเด็กหลายพันคน ที่พ่อแม่ของพวกเขาต้องเลือกไปงานของพี่น้องได้แค่ “เพียงคนเดียว” การเลือก ที่หลายครั้ง กลับสร้างบาดแผล

มีเด็กหลายร้อยคนที่ผู้ปกครองตัดสินใจให้หยุดโรงเรียน

เรากำลังทำอะไรกับเขาเหล่านี้?

และที่เราคิดว่าได้ คุ้มค่ากับสิ่งที่ต้องแลกไปหรือไม่

ถ้าหมอเป็นรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา (นี่แค่ลองสมมตินะยังรู้สึกถึงความสยองของชีวิต )

หมอจะยกเลิกการ “บังคับ” ให้จัดงานวัน(กราบ) แม่

แต่ให้สิทธิแก่โรงเรียนที่จะตัดสินใจ จัดกิจกรรม วันแม่ หรือ วัน “คนทำหน้าที่แม่” ตามบริบทของโรงเรียน

หมอจะสนับสนุนให้โรงเรียน มองรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลาย ที่ทำให้เด็กๆ เข้าใจความเป็นแม่(ที่อาจจะไม่สมบูรณ์แบบ) ความรักของแม่ (ที่แสดงออกในรูปแบบที่แตกต่าง) แสดงความรู้สึกที่มีกับแม่ (ที่ไม่ได้แปลว่าต้องรัก) ถ้าอยากขอบคุณแม่ หรือคนที่ “ทำหน้าที่แม่” ในชีวิตของพวกเขา ก็ทำได้ในรูปแบบของตนเอง โดยที่ไม่ต้องให้แม่มาโรงเรียน

หมอจะสนับสนุนให้โรงเรียนจัดกิจกรรม ให้เด็กๆ เข้าใจว่า “ความไม่มีแม่” ก็เป็นเรื่องที่เกิดได้ในชีวิตของเราหรือใครๆ และช่วยให้เด็กๆ ขอบคุณตัวเอง และคนที่ทำให้เราเติบโตเข้มแข็งได้จากความไม่มีนั้น

หมอจะสนับสนุนทุนวิจัยหัวข้อ “การกราบแม่ที่โรงเรียนได้อะไรในชีวิต” และ “ผลกระทบจากเก้าอี้ที่ว่างเปล่า” เราจะได้ไม่ต้องมาเถียงๆกันไปอีกหลายร้อยปี

อันนี้ก็ความคิดของหมออะนะ คงไม่ได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไร ตราบใดที่…

แต่ก็อยากจะบอกพ่อๆแม่ๆ ว่า…

“เราทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้นะ ถ้าเราคิดว่ามันควรเปลี่ยนแปลง”

หมอว่าการที่ลูกเราได้เรียนรู้เรื่องความเห็นอกเห็นใจ ไม่ยึดติด คิดนอกกรอบได้ ผ่านเรื่องงานวันแม่

เค้าต้องได้อะไรแน่ๆ เลย

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน
ผู้ที่ลูกอยู่โรงเรียนที่ไม่มีกิจกรรมการกราบแม่ มีแค่ลูกเขียนการ์ดมาให้ และก็ไม่ได้รู้สึกรักลูกมากขึ้นหรือน้อยลง

เกษตรเพื่ออาหารกลางวันอิ่มทั้งเช้า-บ่าย-ชุมชนมีรายได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/381699

เกษตรเพื่ออาหารกลางวันอิ่มทั้งเช้า-บ่าย-ชุมชนมีรายได้

วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 – 13:15 น.
โรงเรียนบ้านแหลมยางนา,อาหารกลางวัน,เกษตร,รตวิชิต สุขประวิทย์
เปิดอ่าน 952 ครั้ง

โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

โรงเรียนบ้านแหลมยางนา เป็นโรงเรียนขนาดเล็ก มีนักเรียน 98 คน ครู 4 คน เปิดสอนระดับอนุบาล-ประถมศึกษา อยู่ห่างจากอำเภอทุ่งตะโก 15 กิโลเมตร และห่างจากสำนักงานเขตพื้นที่ชุมพร ประมาณ 70 กิโลเมตร มีทั้งอาหารเช้าและอาหารกลางวันให้นักเรียนรับประทาน ได้รับรางวัลโรงเรียนต้นแบบอาหารกลางวัน ระดับประเทศ จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ด้วย

ว่าที่ ร.ต.วิชิต สุขประวิทย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแหลมยางนา บอกว่า รูปแบบการดำเนินโครงการอาหารกลางวัน มี 3 รูปแบบคือ การจัดซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารเอง, จัดซื้อวัตถุดิบและจ้างบุคคลภายนอกมาประกอบอาหาร และการจ้างเหมาประกอบอาหาร (ปรุงสำเร็จ) ซึ่งมีงบประมาณรายหัว 20 บาท จะแบ่งเป็นค่าจ้างแม่ครัว 4.50 บาท และที่เหลือ 15.50 เป็นค่าอาหารกลางวัน

โรงเรียนแห่งนี้ใช้วิธีการจ้างเหมาประกอบอาหาร (ปรุงสำเร็จ) โดยมีคณะกรรมการควบคุมดูแล 3 ชุด ตั้่งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ การประกอบการ และการปรุง และแบ่งพื้นที่ 1 ไร่จากทั้งหมด 7  ไร่ ของโรงเรียนจัดทำโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน เพื่อให้ผู้รับเหมาประกอบอาหารที่เป็นผู้ปกครองของนักเรียนเอง ซื้อวัตถุดิบที่มีคุณภาพจากโครงการไปประกอบอาหารในราคาถูกได้

ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแหลมยางนา บอกว่า เมนูอาหารกลางวันนั้นยึดหลักของ Thai School Lunch : ระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ โดยจัดทำเป็นอาหารเช้าและอาหารกลางวันส่งให้ผู้รับเหมาสัปดาห์ละครั้ง เพื่อให้มีเวลาจัดเตรียมวัตถุดิบในการประกอบอาหารได้ ซึ่งจากการที่มีโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันและใช้ผู้รับเหมาในท้องถิ่นทำให้ได้วัตถุดิบในท้องถิ่น สด และราคาต่ำ โรงเรียนมีจึงงบประมาณเหลือพอที่จะจัดอาหารเช้าให้แก่นักเรียนที่ได้ไม่ได้รับประทานมาจากบ้านอีก 30 คนอีกด้วย

รูปแบบดังกล่าวเป็นระบบที่ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์คอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) และสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกันพัฒนาขึ้น เพื่อให้โรงเรียนทั่วประเทศจัดสำรับอาหารกลางวันให้แก่นักเรียนได้อย่างมีคุณภาพ โดยระบบนี้เปิดให้บริการตั้งแต่เดือนธันวาคม 2555 มีเทคโนโลยี Big Data Analytics กับ Artificial Intelligence (AI) หรือปัญญาประดิษฐ์อยู่เบื้องหลัง เพื่อช่วยวิเคราะห์ ประมวลผลสารอาหาร และแสดงผลเป็นเมนูมื้อกลางวันได้อย่างรวดเร็ว

ช่วยให้โรงเรียนสามารถบริหารจัดการอาหารกลางวันให้แก่เด็กนักเรียนอย่างมีประสิทธิภาพ ลดเวลา และภาระในการคิดและจัดสำรับอาหารกลางวันให้มีความหลากหลายบนพื้นฐานคุณค่าทางโภชนาการที่เหมาะสมต่อช่วงวัย ช่วยประมาณการค่าใช้จ่ายและวัตถุดิบล่วงหน้าได้ เป็นเครื่องมือสำหรับติดตามคุณภาพอาหารกลางวันของโรงเรียนทั่วประเทศได้ สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับชุมชนเพื่อวางแผนเพาะปลูก–ผลิตวัตถุดิบป้อนให้แก่โรงเรียน เด็กนักเรียนก็จะได้รับสารอาหารที่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ

ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแหลมยางนา ยังบอกด้วยว่า นอกจากนี้ยังมีหนึ่งโครงการที่ช่วยให้โรงเรียนขนาดเล็กสามารถบริหารจัดการงบประมาณอาหารกลางวันให้เพียงพอได้ นั่นก็คือ “โครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน” ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) น้อมนำแนวทางโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันอันเนื่องมาจากพระราชดำริของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงเริ่มงานโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน โดยมุ่งเน้นให้ครู ผู้ปกครอง และนักเรียนร่วมกันทำการเกษตรภายในโรงเรียน และนำผลผลิตที่ได้มาประกอบเป็นอาหารกลางวันที่มีคุณค่าทางโภชนาการ มาขยายผลในโรงเรียนในสังกัด สพฐ.

“งบประมาณอาหารกลางวัน เราจ่ายสัปดาห์ละ 9,600 บาท ต่อ 98 คน นักเรียนได้รับประทานอิิ่มทั้งเช้าและบ่าย ที่ทำได้เพราะผู้รับเหมาประกอบอาหารเป็นผู้ปกครองนักเรียนในโรงเรียน และบ้านอยู่หน้าโรงเรียน เป็นคนท้องถิ่น ทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ ที่สำคัญยังรับซื้อผลผลิตจากโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวันของโรงเรียนด้วย เชื่อว่าหากโรงเรียนอื่นๆ ดำเนินการในลักษณะเดียวกันนี้ นักเรียนก็จะได้รับประทานอาหารกลางวันที่มีคุณภาพได้ตามงบประมาณที่ได้รับการจัดสรร” ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแหลมยางนา กล่าว

 โครงการอาหารกลางวัน 2562
ร.ร.สังกัด สพฐ.ที่ได้รับงบจาก อปท. 23,655 แห่ง
(ตอบแบบสอบถาม 86.93% จาก ร.ร.สังกัด สพฐ.ทั้งหมด 27,212 แห่ง)
– ได้รับงบประมาณก่อนเปิดภาคเรียน ตั้งแต่ 16 พ.ค. 62 จำนวน 9,239 แห่ง
– ได้รับงบประมาณระหว่างวันที่ 17 พ.ค.– 10 มิ.ย. 62 จำนวน 11,801 แห่ง
– ได้รับงบประมาณหลังวันที่ 10 มิ.ย.62 จำนวน 2,615 แห่ง

การดำเนินโครงการอาหารกลางวัน 22,956 แห่ง (8–20 ก.ค. 2562)
– จัดซื้อวัตถุดิบมาประกอบอาหารเอง 4,835 โรง
– จัดซื้อวัตถุดิบและจ้างบุคคลภายนอกมาประกอบอาหาร 10,455 โรง
– จ้างเหมาประกอบอาหาร (ปรุงสำเร็จ) 7,161 โรงเรียน

ยก ตราชั่ง ตรวจน้ำหนักกระเป๋านักเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/381721

ยก ตราชั่ง ตรวจน้ำหนักกระเป๋านักเรียน

วันที่ 31 กรกฎาคม 2562 – 11:52 น.
ตราชั่ง,นักเรียน,แบกกระเป๋าหนัก,10 กก,นายสมศักดิ์ บ้านเหล่า,ผู้อำนวยการโรงเรียนนครขอนแก่น
เปิดอ่าน 3,210 ครั้ง

ขอนแก่น – ยกตราชั่งตั้งหน้าโรงเรียน ตรวจสอบน้ำหนักกระเป๋า พบนักเรียน ม.1 แบกกระเป๋าหนักเกือบ 10 กิโลกรัมมาเรียนหนังสือ

ข่าวโดย – กฤศเมธ โลโห 

จากกรณีนางสุภาพ ดีบุญมี ณ ชุมแพ ผู้ปกครองของด.ญ.ปารย์ทองแท้ ดีบุญมี ณ ชุมแพ หรือ “น้องโทนี่” อายุ 14 ปี นักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนชุมแพศึกษา จังหวัดขอนแก่น เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับความผิดปกติของกระดูกสันหลังของลูกสาวที่มีลักษณะคดงอ หลังจากพาลูกสาวเข้ารับการรักษาอาการป่วยไข้ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง

เมื่อแพทย์ได้ทำการเอ็กซเรย์ปอด ทำให้ผู้เป็นแม่ได้เห็นภาพของกระดูกสันหลังของลูกเป็นครั้งแรก และเชื่อว่าเป็นผลกระทบมาจากการสะพายกระเป๋านักเรียนที่มีน้ำหนักมากเป็นเวลานาน จึงฝากแจ้งเตือนไปยังผู้ปกครองและโรงเรียนต่างๆ ให้ระมัดระวังบุตรหลานของตนเอง ที่อาจจะสะพายกระเป๋าหนักเกินตัว ทำให้กระดูกสันหลังคดงอเหมือนลูกของตนเองได้

ล่าสุด เมื่อช่วงเช้าวันนี้(31 ก.ค.2562)  ผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่โรงเรียนนครขอนแก่น ต.บ้านทุ่ม อ.เมืองขอนแก่น เพื่อสำรวจดูว่านักเรียนของโรงเรียนแห่งนี้มีการสะพายกระเป๋าที่มีน้ำมากน้อยเพียงใด หลังจากที่กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ออกมาแสดงความห่วงใยว่า ปัจจุบันมีนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาขึ้นไป สะพายกระเป๋าที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐานที่ควรจะเป็นมากขึ้น

โดยทีมข่าวได้นำตราชั่งที่ใช้สำหรับชั่งน้ำหนักกระเป๋า และตราชั่งที่ใช้สำหรับชั่งน้ำหนักตัวนักเรียนไปลองพิสูจน์ดู โดยมีผู้อำนวยการโรงเรียนและคณะครูร่วมสังเกตการณ์ พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ยังสะพายกระเป๋าที่มีน้ำหนักไม่เกินค่ามาตรฐาน คือ ไม่เกินร้อยละ 15 ของน้ำหนักร่างกาย  เช่น นายสิทธิโชค เกณทะโกฏ นักเรียนชั้น ม.5 มีน้ำหนักร่างกาย 75 กิโลกรัม ชั่งกระเป๋านักเรียนแล้ว อยู่ที่ 3 กิโลกรัม ซึ่งไม่เกินค่ามาตรฐาน

ส่วนอีกรายคือ ด.ช.ณัฐกานต์ เดชรักษา นักเรียนชั้น ม.1 มีน้ำหนักร่างกาย 81 กิโลกรัม ชั่งกระเป๋านักเรียนแล้ว อยู่ที่ 6.8 กิโลกรัม ซึ่งเคสนี้แม้จะไม่เกินค่ามาตรฐาน แต่เมื่อทีมข่าวลองยกดูก็พบว่ามีน้ำหนักมากพอควร จึงขอให้ ด.ช.ณัฐกานต์ เปิดประเป๋าให้ดู ก็พบว่า ภายในมีสมุด หนังสือ รวมกว่า 10 เล่ม ซึ่งเจ้าตัวบอกว่า สามารถสะพายได้และไม่หนักมาก

ด้านนายสมศักดิ์ บ้านเหล่า ผู้อำนวยการโรงเรียนนครขอนแก่น กล่าวว่า แม้นักเรียนของโรงเรียนจะไม่ประสบปัญหาการแบกกระเป๋านักเรียนที่นักเกินตัว แต่ทางโรงเรียนก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ ที่ผ่านมาได้มีการประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนให้นักเรียนได้รับรู้ถึงผลกระทบจากการสะพายกระเป๋าที่มีน้ำหนักมากอยู่เป็นระยะ เพราะอาจส่งผลกับกระดูกสันหลัง หลังบุคลิกภาพของร่างกายได้ โดยทำการแจ้งเตือนหลังจากการเข้าแถวหน้าเสาธงและแจ้งไปยังผู้ปกครองของนักเรียนให้ช่วยกันดูแล

ผู้อำนวยการโรงเรียนนครขอนแก่น กล่าวอีกว่า ในขณะที่ทางโรงเรียนเองก็มีการจัดการเรียนการสอนด้วยการให้นักเรียนเรียนตามห้องประจำ โดยให้ครูอาจารย์เป็นฝ่ายเดินไปสอนนักเรียนตามรายวิชา จึงทำให้นักเรียนไม่ต้องแบกกระเป๋าหนักหรือนำหนังสือมาโรงเรียนทีละมากๆ เพราะสามารถเก็บไว้ใต้โต๊ะของนักเรียนได้ มีเพียงนักเรียนชั้นเรียน ม.4 เท่านั้นที่ยังคงใช้วิธีให้เดินไปเรียนกับอาจารย์อยู่ เนื่องจากห้องเรียนไม่เพียงพอ แต่ก็ได้กำชับให้นักเรียนจัดหนังสือตามตารางเรียนในแต่ละวัน เพื่อจะได้ไม่ต้องแบกกระเป๋าที่หนักเกินไป

ทลายกำแพงโลกสื่อสารไร้เสียง”เรียนด้วยกัน”ความพิการไม่มีจริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/381504

ทลายกำแพงโลกสื่อสารไร้เสียง”เรียนด้วยกัน”ความพิการไม่มีจริง

วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 – 12:30 น.
คนพิการ,ตาบอด,หูหนวก
เปิดอ่าน 978 ครั้ง

โดย…   -คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com

จากสถิติข้อมูลปี 62 มีจำนวนผู้พิการประมาณ 2 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 3.01 ของคนไทยทั้งประเทศ และ 3 อันดับแรกเป็นคนพิการทางการเคลื่อนไหวหรือร่างกาย รองลงมาคือคนพิการทางการได้ยิน (หูหนวก) และคนพิการทางการมองเห็น (ตาบอด) จากตัวเลขนี้นำมาสู่โครงการ “ด้วยกัน” ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับภาคีภาคส่วนต่างๆ ขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2558 เพื่อสนับสนุนให้คนพิการทุกประเภทความพิการ และคนไม่พิการสามารถเรียนรู้ร่วมกันอย่างมีความสุขบนพื้นฐานความแตกต่าง ผ่านกิจกรรมสร้างสรรค์ต่างๆ เพื่อสร้างสุขภาวะที่ดี และพัฒนาสังคมการเรียนรู้ ควบคู่กับสร้างเสริมทัศนคติเชิงบวกในการใช้ชีวิตร่วมกันในสังคม

ล่าสุด ร่วมกับ บริษัท กล่องดินสอ จำกัด วิทยาลัยราชสุดา กองกิจการนักศึกษา และกองเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.มหิดลจัดกิจกรรม “เรียนด้วยกัน” ครั้งที่ 1 เปิดพื้นที่ให้นักศึกษาพิการทางการได้ยิน จากวิทยาลัยราชสุดา และคนไม่พิการ ซึ่งเป็นอาสาสมัครศิษย์เก่าจาก ม.มหิดล ที่สนใจเข้ามาเรียนรู้การออกแบบงานกราฟฟิกดีไซน์ จำนวน 20 คน โดยจับคู่บัดดี้ เรียนร่วมกัน ใช้เวลาเรียน 10 วัน จนสามารถสร้างชิ้นงาน Final Project ที่นำเสนอออกมาเป็นผลงานกราฟฟิกได้อย่างน่าทึ่ง

ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า สสส. สนับสนุนโครงการด้วยกัน เพื่อส่งเสริมสุขภาวะที่คนพิการและคนไม่พิการให้สามารถทำกิจกรรมร่วมกันได้ และสร้างองค์ความรู้เพื่อให้องค์กรอื่นๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ โดยมุ่งให้คนพิการมีคุณภาพชีวิตที่ดี และภายใต้โครงการ มีกิจกรรมหลากหลายซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2558 สำหรับกิจกรรม เรียนด้วยกัน มีวัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ในการทำกิจกรรมร่วมกันระหว่างคนพิการ และคนไม่พิการให้เข้าใจในข้อจำกัดของกันและกัน

ดร.วรางคณา รัชตะวรรณ   รักษาการแทนรองคณบดี ฝ่ายการศึกษา กิจการนักศึกษาและสื่อสารองค์กร วิทยาลัยราชสุดา ม.มหิดล กล่าวว่า สิ่งที่ผู้เรียนได้เรียนรู้จากโครงการนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เนื้อหาของบทเรียน แต่เป็นการเรียนรู้ “วิธีการเรียน” ซึ่งกันและกัน โดยทางวิทยาลัยราชสุดาจะนำผลจากการดำเนินกิจกรรมนี้ไปในพัฒนาหลักสูตรอาชีพระยะสั้นด้านการออกแบบกราฟฟิก สำหรับพัฒนาศักยภาพผู้พิการที่ตอบสนองต่อตลาดแรงงาน ให้ผู้พิการตระหนักถึงคุณค่าและศักยภาพของตนเองในการเป็นส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและพัฒนาสังคมให้เข้มแข็งและยั่งยืน

สมบูรณ์ ชุติวิโรจน์สกุล ผู้จัดการทั่วไปและผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ บริษัท กล่องดินสอ จำกัด กล่าวว่า กล่องดินสอมีความเชื่อว่าความพิการไม่มีจริง มีแต่สภาพแวดล้อมที่พิการเท่านั้น เราจึงมองเห็นโอกาสพัฒนาผู้พิการ ทลายความเชื่อเดิมๆ ที่ว่าผู้พิการทำได้เฉพาะบางอาชีพ และด้วยความเชื่อนี้ที่มีทำให้เกิดโครงการด้วยกันขึ้น ซึ่งสิ่งที่มากกว่าพัฒนานักกราฟฟิกดีไซน์ 20 คน ได้เห็นมิตรภาพ มุมมองของผู้พิการเปลี่ยนไป และสามารถพัฒนาคนพิการให้มีโอกาสมากยิ่งขึ้น ตอบเป้าหมายของกล่องดินสอในการมุ่งสร้างสังคมแห่งความเท่าเทียมให้เกิดขึ้นจริงได้

โครงการ “เรียนด้วยกัน” ครั้งที่ 1 เริ่มเรียนตั้งแต่ วันที่ 28 มิถุนายน-12 กรกฎาคม 2562 โดยจับคู่กันเรียนวิชาออกแบบกราฟฟิกพื้นฐาน ตั้งแต่การใช้เครื่องมือ การวางองค์ประกอบของภาพ การใช้ตัวอักษร การออกแบบชิ้นงาน สื่อสิ่งพิมพ์ บรรจุภัณฑ์ และเรียนรู้การเล่าเรื่องแบบ Storytelling ไปจนถึงการออกแบบชิ้นงาน Final Project ภายใต้แนวคิด “What is favorite time of Day” ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของวันโดยนำเสนอออกมาเป็นผลงานกราฟฟิก

ซึ่งแต่ละชิ้นงานถ่ายทอดเรื่องราวได้น่าสนใจ และมีความโดดเด่นที่แตกต่างกัน โดยทั้งหมดจัดแสดงให้ชมในงานนิทรรศการ See Scenes ระหว่างวันที่ 23 กรกฎาคม-4 สิงหาคม ณ บริเวณชั้น 4 หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ตลอด 10 วันในโลกการสื่อสารไร้เสียง ที่ต้องใช้ชีวิตด้วยกัน เรียนด้วยกัน สิงที่ได้มากกว่าวิชาความรู้ คือได้มิตรภาพ ความประทับใจ และเรื่องราวดีๆ ที่มีคุณค่า และมีความหมายมากมายที่เกิดขึ้นระหว่างทาง

หนึ่งเสียงสะท้อน จาก วิมลศรี จินดานุ (เบล่า) นักศึกษาผู้พิการทางการได้ยิน เล่าว่า ตอนแรกก็กังวลใจเหมือนกัน เพราะไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมแบบนี้มาก่อน แต่ด้วยความชอบงานด้านกราฟฟิกดีไซน์ ชอบคิด ชอบออกแบบ จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ ก็รู้สึกดีที่ได้มีโอกาสทำงานร่วมกับเพื่อนที่ปกติ แม้ในการสื่อสารจะมีอุปสรรคบ้าง แต่เราก็ข้ามผ่านไปได้ จากแค่หวังเพียงความรู้เพิ่มเติมเพื่อนำไปต่อยอดในการประกอบอาชีพแต่กลับได้มากกว่า ได้มิตรภาพที่ดี ยังเป็นเพื่อนที่พร้อมจะช่วยเหลือกัน สื่อสารกันทางไลน์ เหมือนคนปกติทั่วไป

“เมื่อเราอยู่ในสังคมมีความแตกต่างหลากหลาย อาจเจอคนพิการทางการได้ยิน ถ้าใช้ภาษามือไม่ได้ก็ใช้การเขียนแทน ทำให้คนหูหนวกอยู่ด้วยกันมีความสุข” เบล่า สื่อสารในสิ่งที่อยากบอกกับสังคม

ส่วน ปิยธิดา สวันตรัจฉ์ (เมย์) อาสาสมัครเพื่อนช่วยเรียน บัดดี้ของเบล่า ก็รู้สึกไม่ต่างกัน เมย์ เล่าให้ฟังว่า พอได้ยินโครงการนี้ สิ่งแรกที่คิดคือ ต้องการช่วยเหลือคนหูหนวก เพราะเชื่อว่า คนพิการน่าสงสาร คนพิการต้องการความช่วยเหลือ แต่พอได้มาเรียนด้วยกัน รู้จักกันมากขึ้น ทำให้เราได้เรียนรู้ว่า ผู้พิการไม่ได้ต้องการความสงสาร แต่ต้องการให้ปฏิบัติกับเขาเหมือนกับคนทั่วไป เพราะบางครั้งความหวังดีอาจทำให้เขารู้สึกแย่ จะช่วยเขาเท่าที่เขาอยากให้ช่วยดีกว่า

“ยอมรับว่าแรกๆ ยากมาก เพราะต้องสื่อสารภาษามือ ซึ่งเบลล่าจะถามตลอด แม้จะย้ำคำตอบไปหลายครั้ง แต่ก็ค่อยๆ ปรับตัวจนคุ้นชิน ทำให้เรียนสนุกกันมากขึ้น วันสุดท้ายได้มานั่งเปิดใจคุยกัน โดยมีล่ามภาษามือแปล ทำให้เราเข้าใจเบล่ามากขึ้นและที่ประทับใจได้มีโอกาสไปกินเนื้อย่างด้วยกันกับพี่ๆ คุยภาษามือกันอย่างสนุกสนาน ทำให้เราได้เห็นความสวยงามของโลกคนพิการทางการได้ยินที่สามารถอยู่ร่วมกันในสังคมได้อย่างมีความสุขบนพื้นฐานความแตกต่าง” เมย์ สะท้อนความรู้สึก

“เรียนด้วยกัน” โลกการเรียนรู้ไร้เสียงรูปแบบใหม่ของผู้พิการทางการได้ยิน อีกหนึ่งนวัตกรรมสร้างสรรค์ที่ก้าวข้ามความพิการ สะท้อนความเท่าเทียม ที่ทุกคนมีศักดิ์ศรี มีความสามารถ และมีศักยภาพที่จะเรียนรู้เท่ากัน สสส. พร้อมสนับสนุนและส่งเสริมกิจกรรมทางเลือก นวัตกรรม และการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อให้คนพิการมีสุขภาวะที่ดี ทั้งมิติกาย จิต ปัญญา และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มีศักดิ์ศรีทัดเทียมกับคนทั่วไป

สพฐ.กำชับ 2.9 ร.ร.คุมน้ำหนักกระเป๋าเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/381495

สพฐ.กำชับ 2.9 ร.ร.คุมน้ำหนักกระเป๋าเด็ก

วันที่ 30 กรกฎาคม 2562 – 07:42 น.
เด็กแบกกระเป๋าหนัก,เลขาธิการ กพฐ,ดรสุเทพ ชิตยวงษ์,ออกหนังสือเวียน,น้ำหนักกระเป๋าอยู่ที่15  ของน้ำหนักเด็ก,รมวศึกษาธิการ,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,29 หมื่นรร
เปิดอ่าน 2,433 ครั้ง

สพฐ.เล็งออกหนังสือเวียนกำชับ 2.9 หมื่น ร.ร.คุมเข้มเด็กแบกกระเป๋าหนักมาเรียน ย้ำน้ำหนักกระเป๋าอยู่ที่15 % ของน้ำหนักตัวเด็กชี้ “รมว.ศธ.”ห่วงสุขภาพนร.

วันที่ 30 ก.ค. 2562 – คืบหน้ากรณีนักเรียนชั้นม.3 โรงเรียนชุมแพศึกษา ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ สะพายกระเป๋านักเรียนหนัก 10 กิโลกรัม เป็นเหตุให้กระดูกต้นคอหัก นั้น

ล่าสุด ดร.สุเทพ   ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยกับ “คมชัดลึกออนไลน์” ว่าเรื่องนี้สพฐ.ไม่ได้นิ่งนอนใจได้กำชับให้ผอ.ร.ร.ชุมแพศึกษา คุมเข้มในเรื่องนี้ ขณะเกียวกันก็ให้มาตรการเป็นระยะๆ เพื่อให้เขตพื้นที่การศึกษาเฝ้าระวังเรื่องนี้และมีมาตรต่อเนื่อง

” รมว.ศึกษาธิการ นายณัฐฏฐพล ทีปสุวรรณ สั่งกำชับให้สพฐ.ดูแลด้านสุขภาพของนักเรียน ต้องเติบโตเหมาะกับวัย  ให้เด็กได้เรียนรู้อย่างมีความสุข ในบริบทของสังคมแต่ละพื้นที่ แต่ละท้องถิ่น ขณะที่สุขภาพร่างกายของนักเรียนต้องแข็งแรง สุขภาพจิตใจต้องเบิกบาน เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการศึกษา และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ความปลอดภัยของนักเรียน เด็กห่างไกลปัญหายาเสพติด ฯลฯ” เลขาธิการกพฐ. กล่าว

เลขาธิการกพฐ. กล่าวอีกว่า วันนี้(30ก.ค.2562) ตนจะออกหนังสือเวียนกำชับเรื่องน้ำหนักของกระเป๋านักเรียนที่เด็กสะพายมาโรงเรียน ไปยังทุกเขตพื้นที่การศึกษา ทั้งสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.)  และ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ทั้วประเทศ ทั้ง 2.9 หมื่นโรงเรียน

” น้ำหนักของกระเป่านักเรียนที่เด็กสะพายไปโรงเรียนในแต่ละวัน  ตามมาตรฐานโลก กำหนดเอาไว้ว่า น้ำหนักของกระเป๋าอยู่ที่10-20 % ของน้ำหนักตัวเด็ก  ยกตัวอย่างหากนักเรียนน้ำหนักตัว  20 กิโลกรัม(กก.) ต้องสะพายกระเป๋านักเรียนน้ำหนักไม่เกิน 2- 4กก.ขณะที่ค่าเฉลี่ยเมืองไทยน้ำหนักของกระเป๋าอยู่ที่15 % ของน้ำหนักตัวเด็ก ซึ่งมาตรการนี้ใช้มานานกว่า10ปี ” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

เลขาธิการ กพฐ.กล่าวอีกว่า ค่าเฉลี่ยเมืองไทยน้ำหนักของกระเป๋าอยู่ที่15 % ของน้ำหนักตัวเด็ก เมื่อแยกเป็นระดับชั้นจะมีสัดส่วนที่ต่างกันดังนี้ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่1(ป.1) ป.1- ป.2 น้ำหนักของกระเป๋าเรียนอยู่ที่3 กก. ,นักเรียนชั้นป.3-ป.4 น้ำหนักของกระเป๋าเรียนอยู่ที่ 3.5 กก. ส่วนน้ำหนักของกระเป๋าเรียนชั้นป.5-6 ไม่เกิน 4 กก.เช่นเดียวกับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษา ตั้งแต่ชั้นม.1-ม.6 น้ำหนักของกระเป๋าอยู่ที่ 15 % ของน้ำหนักตัวเด็ก

“ฝากครู พ่อแม่ผู้ปกครอง ดูแลเอาใจใส่น้ำหนักของกระเป๋าเรียนของเด็กๆด้วย ขณะที่คุณครูผู้สอนควรดูแลเรื่องการจัดตารางสอนให้เหมาะสม เพื่อเด็กลดภาระในการแบกกระเป๋าหนัก ถ้าหากโรงเรียนที่มีความพร้อมอาจจจะจัดทำเป็นล็อกเกอร์ หรือตู้เฉพาะเพื่อจัดเก็บหนังสือเรียน ไม่ต้องแบกไป-กลับบ้านทุกวัน” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

เลขาธิการ กพฐ. กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ รมว.ศึกษาธิการ  ยังฝากให้ข้าราชการทุกคนเฝ้าระวังทุกเรื่องที่จะส่งผลกระทบต่อเด็กนักเรียน ที่เป็นอนาคตของชาติ  อีกทั้งยังกำชับให้เน้นการทำงานเป็นทีม  ครู 3.8 แสนคน มีบทบาทสำคัญเป็นเบ้าหลอมเด็ก7 ล้านคน  ใน 3 แสนห้องเรียน และให้มุ่งแสวงหาเครือข่ายเพื่อพัฒนาทุกด้านของเด็ก โรงเรียนยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง เขตพื้นที่ยึดร.ร.เป็นฐานในการพัฒนาเด็ก

ปรับโฉมหลักสูตรอาชีวะก้าวสู่เด็กช่างยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/381139

ปรับโฉมหลักสูตรอาชีวะก้าวสู่เด็กช่างยุคดิจิทัล

วันที่ 26 กรกฎาคม 2562 – 12:45 น.
ปรับโฉมหลักสูตรอาชีวะ,เด็กช่างยุคดิจิทัล
เปิดอ่าน 1,453 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร-qualitylife4444@gmail.com

 

“การพัฒนาคนรุ่นใหม่ให้พร้อมสำหรับการทำงาน ไม่ใช่เพียงการผลิตตามตำรา บทเรียน หรือประสบการณ์ของครูผู้สอนเท่านั้น แต่ต้องทำให้มีสมรรถนะ ทักษะตอบโจทย์โลกยุคดิจิทัล สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.) ได้ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอนอาชีวศึกษามาตลอด โดยเฉพาะปี 2561 ที่ได้เตรียมความพร้อมเข้าสู่ยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม 4.0 ยกเครื่องหลักสูตรระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง(ปวส.) เพื่อผลิตบัณฑิตอาชีวะที่มีทักษะศตวรรษที่ 21 ตอบสนองความต้องการของสถานประกอบการ อุตสาหกรรมของประเทศ

 

 

 

จุดเริ่มต้นของการเตรียมความพร้อมอันนำไปสู่การยกระดับเด็กช่างยุคดิจิทัลนั้น ทาง สอศ.ได้เพิ่มจำนวนคณะอนุกรรมการฯ เพื่อร่วมสนับสนุนการทำงานของคณะกรรมการภาครัฐและเอกชนเพื่อพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา หรือ อ.กรอ.อศ. จากเดิมที่มีเพียง 33 กลุ่ม เป็น 36 กลุ่ม โดยเพิ่มกลุ่มอาชีพรถไฟความเร็วสูงและระบบราง กลุ่มอาชีพอุตสาหกรรมการบินและกลุ่มพัฒนาความร่วมมืออาชีวศึกษาระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนาผู้เรียนอาชีวศึกษาให้มีทักษะ Hard Skill Soft Skill และ 10 ทักษะตลาดงานทั่วโลกที่ต้องการในปี 2020 ครอบคลุมทุกสาขาอาชีพ สอดคล้องกับสภาพพื้นที่ กลุ่มอาชีพเป็นไปตามความต้องการและทิศทางของประเทศ

 

 

  ผู้เรียนมีทักษะตอบโจทย์ยุคดิจิทัล
บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาอาชีวะได้พัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาบัณฑิตอาชีวะให้สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ และมีทักษะ สมรรถนะตอบโจทย์ยุคดิจิทัล ที่ไม่ใช่เพียงทำงานเป็น ปฏิบัติงานได้ แต่ต้องมีทักษะคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ มีทักษะการสื่อสารภาษาอังกฤษทั่วไปและการสื่อสารเพื่ออาชีพ มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีเพื่อประกอบอาชีพ มีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการทำงาน สามารถทำงานได้จริง พร้อมทำงานเป็นทีม มีความอดทน ที่สำคัญนอกจากเป็นคนเก่ง ทำงานเป็นแล้ว ต้องเป็นคนดี มีจิตอาสาร่วมด้วย

 

 

“อาชีวะได้มีการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาผู้เรียนให้มีทักษะและสมรรถนะตรงตามที่ต้องการ และตอบโจทย์อุตสาหกรรมของประเทศ โดยได้มีการจัดตั้งโครงการความร่วมมือกับทุกภาคส่วน โดยเฉพาะสถานประกอบการ เพราะการพัฒนาเด็กยุคใหม่จะใช้บทเรียนในห้องเรียนอย่างเดียวไม่เพียงพอ ต้องทำงานออกแบบหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชนด้วย อาทิ ความร่วมมือกับสถานประกอบการในการจัดทวิภาคี ซึ่งในปีการศึกษา 2562 มีสถานศึกษาเข้าร่วม 429 แห่ง มีผู้เรียน 181,645 คน และมีสถานประกอบการ 49,379 คน หรือความร่วมมือกับต่างประเทศ ในการพัฒนามาตรฐานการจัดการอาชีวศึกษาสู่สากล อย่าง หลักสูตรระบบราง แมคคาทรอนิกส์ หลักสูตร KOSEN และหลักสูตร BTEC รวมถึงการส่งนักศึกษาไปฝึกงานในต่างประเทศ โครงการพัฒนารูปแบบและยกระดับคุณภาพศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน โครงการอาชีวศึกษาประชารัฐจังหวัดชายแดนใต้ โครงการโรงเรียนคุณธรรมอาชีวะ โครงการเร่งประสิทธิภาพการสอนครูอาชีวศึกษา โครงการที่ผลิตอาชีวะพันธุ์ใหม่ และบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ เป็นต้น ซึ่งทุกโครงการล้วนเป็นการนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนอาชีวะให้เป็นนักปฏิบัติ อาชีวะพรีเมียม”

 

 

  ปี62 พัฒนารายวิชา 10อุตสาหกรรม
ในปี 2561 สอศ.ได้กำหนดความต้องการกำลังคน จากสถานประกอบการ 558 แห่ง มีความต้องการกำลังคนรวม 269,210 คน มีการพัฒนาหลักสูตร 68 สาขาวิชา 54 สาขางาน มีการพัฒนาครูฝึกในสถานประกอบการ จำนวน 328 แห่ง รวมจำนวน 920 คน และการพัฒนาครูในสถานศึกษา จำนวน 359 แห่ง รวมจำนวน 812 คน เป็นต้น และในปี 2562 นี้ เพื่อยกระดับภาคการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษาก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม

บุญรักษ์ กล่าวต่อไปว่า ปี 2562 นี้ ทางสอศ.ได้สร้างความเข้าใจร่วมกับภาครัฐ และเอกชน ประชาสัมพันธ์เพิ่มผู้เรียนและแนะแนวเส้นทางอาชีพ พัฒนารายวิชาใน 10 อุตสาหกรรมหลัก พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา ครูฝึกในสถานประกอบการ นักเรียนและนักศึกษา พัฒนาสื่อการเรียนการสอน และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับภาครัฐและเอกชนเพื่อผลิตและพัฒนากำลังคน ซึ่งขณะนี้ในหลายๆ ส่วนได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และเกิดผลรูปธรรมที่ชัดเจน บัณฑิตอาชีวะมีศักยภาพและความพร้อม มีทักษะ สมรรถนะตรงกับที่สถานประกอบการต้องการอย่างแท้จริง

 

 

    สอศ.เสนอขอทุนให้แก่เด็กอาชีวะ 
ทั้งนี้ สอศ.ได้มีการเสนอรับการสนับสนุนจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในการแก้ไข พ.ร.บ.อาชีวศึกษา และการแก้ไขกฎกระทรวง ว่าด้วยการแบ่งระดับและประเภทของการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ… รายละเอียดที่จะนำเสนอ คือ แก้ไข พ.ร.บ.อาชีวศึกษา มาตรา 9 วรรคหนึ่งนำเข้าสภาผู้แทนราษฎร (ครม.เห็นชอบในหลักการ เมื่อวันที่ 26 ก.พ.2562 และผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว) รวมถึงแก้ไขกฎกระทรวง ว่าด้วยการแบ่งระดับและประเภทของการศึกษาขั้นพื้นฐานเพิ่มเติม (ฉบับที่…) พ.ศ… นำเข้า ครม. นอกจากนั้นได้เสนอ ในเรื่องของทุนอาชีวศึกษาประชารัฐจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อขอสนับสนุนทุนการศึกษาต่อระดับ ปวช. และ ปวส. ให้แก่นักเรียนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ผู้ปกครองมีฐานะยากจน ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ให้ได้มีโอกาสศึกษาต่อในระดับสูงขึ้น แบ่งเป็น ระดับ ปวช. 135 ทุน 5 รุ่น 3 ชั้นปี ทุนละ 30,000 บาท รวมงบประมาณ 60,750,000 บาท และระดับ ปวส. 247 ทุน 5 รุ่น 2 ชั้นปี ทุนละ 40,000 บาท รวมงบประมาณ 98,800,000 บาท งบประมาณรวมทั้งสิน 159,550,000 บาท

ทุนศึกษาต่อปริญญาโท และปริญญาเอก ในสาขาขาดแคลนและสาขาเฉพาะทาง ซึ่งได้นำเสนอ ครม. เพื่อขอสนับสนุนงบประมาณเป็นทุนการศึกษาให้ครู อาจารย์ ของสถานศึกษาอาชีวศึกษา ไปศึกษาต่อระดับ ปริญญาโท และปริญญาเอก ในสาขาวิชาที่ขาดแคลน และสาขาวิชาเฉพาะทาง ซึ่งปัจจุบัน สอศ.ได้เปิด สอนระดับปริญญาตรี แบ่งเป็นระดับปริญญาโท 10 ทุน 10 สาขา 2 รุ่น จำนวน 100 ทุน ทุนละ 200,000 บาท รวมงบประมาณ 40,000,000 บาท (หลักสูตร 2 ปี) และระดับปริญญาเอก 10 ทุน 10 สาขา 1 รุ่น จำนวน 100 ทุน ทุนละ 630,000 บาท รวมงบประมาณ 63,000,000 บาท (หลักสูตร 3 ปี) งบประมาณรวมทั้งสิ้น 103,000,000 บาท

 

 

 8 ทักษะที่เด็กอาชีวะยุคดิจิทัลต้องมี
1.มีทักษะในการคิดวิเคราะห์ และแก้ไขปัญหาได้
2.คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิงนวัตกรรม
3.ทำงานเป็นทีม มีภาวะผู้นำ
4.มีทักษะในการสื่อสารทั่วไปและสื่อสารเพื่ออาชีพ รวมถึงรู้เท่าทันสื่อ
5.มีความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม
6.มีทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่ออาชีพ และรู้เท่าทันเทคโนโลยี
7.มีทักษะทางอาชีพ และกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ
8.มีคุณธรรม มีเมตตากรุณา มีระเบียบวินัย
ที่มา:คมชัดลึก

แข่งหุ่นยนต์ภาคอุตสาหกรรม ยกระดับพัฒนากำลังคนอาชีวะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/381021

แข่งหุ่นยนต์ภาคอุตสาหกรรม ยกระดับพัฒนากำลังคนอาชีวะ

วันที่ 25 กรกฎาคม 2562 – 14:18 น.
แข่งหุ่นยนต์ภาคอุตสาหกรรม,อาชีวะ
เปิดอ่าน 212 ครั้ง

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

5 หน่วยงานจัดการแข่งขันควบคุมหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม (Robotics) 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย  สร้างความแข็งแกร่งกำลังคนรับอุตสาหกรรม 4.0 ประเดิมหุ่นยนต์ประกอบอาหาร บูรณาการหลายศาสตร์เขียนโปรแกรม นำไปประยุกต์ใช้งานได้จริงในด้าน Food Science  ที่สามารถควบคุมความสะอาด รสชาติได้แน่นอน ผลิตเป็น Mass Product ฮาลาลส่งออกต่างประเทศได้

จากความต้องการพัฒนากำลังคนสู่อุตสาหกรรมยุค 4.0 มีความสำคัญมากขึ้น รวมถึงแนวโน้มค่าแรงและการแข่งขันในต่างประเทศที่สูงขึ้น การยกระดับผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี จึงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ในอนาคต ขณะที่เด็กเจเนอเรชั่นใหม่กลับให้ความสำคัญด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีน้อยลง การเตรียมความพร้อมและสนับสนุนให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถแข่งขันในต่างประเทศได้สูงขึ้น จึงเป็นหน้าที่ของอุดมศึกษาและอาชีวศึกษา ในการพัฒนาและกระตุ้นการผลิตบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรม 4.0 ด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษาได้เรียนรู้ พัฒนาศักยภาพของตนเอง และมองเห็นเป้าหมายชัดเจนมากขึ้น

ล่าสุด 5 หน่วยงาน อาทิ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา (สจด.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ (มจพ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน (สปท.) และมหาวิทยาลัยรามคำแหง (มร.) ลงนามความร่วมมือ จัดการแข่งขันการควบคุมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี อุตสาหกรรม 4.0 ครั้งที่ 2 (Thailand Competition on Robotic and Automation Control using Industry 4.0 Technology 2nd) ชิงถ้วยพระราชทาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในงานเวิลด์ไดแด็คเอเซีย

รศ.ดร.คุณหญิง สุมณฑา พรหมบุญ รักษาการอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ในฐานะเจ้าภาพและตัวแทนอุดมศึกษา กล่าวในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (เอ็มโอยู) การแข่งขันการควบคุมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยี อุตสาหกรรม 4.0 ครั้งที่ 2 ณ สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดาว่า รัฐบาลมีนโยบายไทยแลนด์ 4.0 เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรม และกำหนดให้อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม (Robotics) เป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ประกอบกับปัญหาการขาดแคลนกำลังคนที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาอุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม

รศ.ดร.คุณหญิง สุมณฑา พรหมบุญ

“การจัดการแข่งขันครั้งนี้ เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนนักศึกษา มีความรู้และทักษะในการควบคุมหุ่นยนต์ในงานเชื่อมโลหะ การประกอบอาหารด้วยหุ่นยนต์ การออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยหุ่นยนต์ และการควบคุมระบบอัตโนมัติในงานอุตสาหกรรม พร้อมทั้งยกระดับคุณภาพของครูอาจารย์ บุคลากรทางการศึกษา ให้มีความรู้ในการถ่ายทอดเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 ได้อย่างมีประสิทธิภาพตามความต้องการของสถานประกอบการ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการเสริมความแข่งแกร่งให้แก่หุ่นยนต์อุตสาหกรรมให้เป็นไปในทิศทางที่ดีในอนาคต” รักษาการอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา กล่าว

ทั้งนี้ การแข่งขันการควบคุมหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติด้วยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม 4.0 ครั้งที่ 1 เมื่อปี 2561 มีการแข่งขัน 3 ประเภท ได้แก่ การควบคุมระบบอัตโนมัติในงานอุตสาหกรรม, การควบคุมหุ่นยนต์ในงานเชื่อมอุตสาหกรรม และการออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยหุ่นยนต์อุตสาหกรรม โดยมีทีมเข้าร่วมทั้งหมด 181 ทีม จำนวนนักศึกษา 543 คน อาจารย์ที่ปรึกษา 181 คน รวมมีผู้เข้าร่วมแข่งขันกว่า 724 คน สำหรับการแข่งขันในปีนี้ มีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อเตรียมความพร้อมให้ทุกทีมได้มีความรู้และทักษะที่มากขึ้น โดยการเพิ่มจำนวนอาจารย์ที่ปรึกษาแต่ละทีม จาก 1 คน เป็น 2 คน และเพิ่มประเภทอีก 1 ประเภท ได้แก่ หุ่นยนต์ประกอบอาหาร (ผัดไทย) รวมเป็น 4 ประเภท

นายเสถียร ธัญญศรีรัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี สถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวเพิ่มเติมว่า หุ่นยนต์ประกอบอาหาร เป็นโจทย์ที่น่าสนใจ เนื่องจากต้องใช้การบูรณาการหลายศาสตร์ในการเขียนโปรแกรม ต้องใช้ความแม่นยำ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานได้จริงในด้าน Food Science

“อุตสาหกรรมอาหาร เป็นอีกอุตสาหกรรมที่มีความน่าสนใจ เพราะประเทศไทยส่งออกไปทั่วโลก ดังนั้น การนำหุ่นยนต์มาใช้ จะช่วยในเรื่องการควบคุมความสะอาด ควบคุมรสชาติที่แน่นอน เพื่อผลิตเป็นแมส โปรดักท์ รวมถึงผลิตอาหารฮาลาล ส่งออกต่างประเทศ” นายเสถียร กล่าว

ขณะนี้มีผู้สมัครทั้ง 4 ประเภท ในระดับอุดมศึกษาและระดับอาชีวศึกษา จำนวน 222 ทีม รวม 1,125 คน แบ่งเป็น ประเภทที่ 1 การควบคุมระบบอัตโนมัติในงานอุตสาหกรรม ระดับอุดมศึกษา 19 ทีม จำนวน 76 คน อาชีวศึกษา 63 ทีม จำนวน 252 คน ประเภทที่ 2 การควบคุมหุ่นยนต์ในงานเชื่อมอุตสาหกรรม ระดับอุดมศึกษา 3 ทีม จำนวน 18 คน อาชีวศึกษา 62 ทีม จำนวน 372 คน  ประเภทที่ 3 การออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยหุ่นยนต์อุตสาหกรรม ระดับอุดมศึกษา 2 ทีม จำนวน 10 คน อาชีวศึกษา 41 ทีม จำนวน 205 คน และประเภทที่ 4 หุ่นยนต์ประกอบอาหาร (ผัดไทย) ระดับอุดมศึกษา 4 ทีม จำนวน 24 คน อาชีวศึกษา 28 ทีม จำนวน 168 คน

ทั้งนี้ ผู้แข่งขันจะต้องเข้ารับการอบรมเชิงปฏิบัติการพร้อมทดสอบ เพื่อคัดเลือกเข้าไปแข่งขันรอบชิงชนะเลิศ โดยการอบรมเชิงปฏิบัติการนี้ จะจัดขึ้นที่สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา กำหนดให้ใช้เวลาการอบรมเชิงปฏิบัติการ ประเภทละ 5 วัน อบรมพร้อมกันทั้งระดับอุดมศึกษาและระดับอาชีวศึกษา และจะต้องอบรมให้ครบตามที่กำหนด

ภูษิต ทำนา พร้อมด้วย วรวัชร จุลเจิม และ พุฒิรักษ์ พุกกะณะสุต  3 นักศึกษาชั้นปีที่ 4 จากคณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาไฟฟ้ากำลัง สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา หนึ่งในทีมที่เข้าร่วมแข่งขัน ประเภทที่ 3 การออกแบบชิ้นส่วนยานยนต์ด้วยหุ่นยนต์อุตสาหกรรม เล่าว่า หุ่นยนต์เริ่มเข้ามามีบทบาทสำคัญ รวมถึงเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวที่เราสามารถเรียนรู้ได้ จึงตัดสินใจลงสมัครแข่งขันเพื่อทดลอง และเป็นการหาประสบการณ์ให้กับตัวเอง

การแข่งขันครั้งนี้ อย่างน้อยทำให้ได้ประสบการณ์ ในการคิดค้น ออกแบบ ให้หุ่นยนต์สามารถทำงานได้ จะพยายามทำให้เต็มที่ เพื่อประสบการณ์ เพราะอนาคตหุ่นยนต์จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมกับชีวิตของเราหลายๆ ด้าน บางอย่างต้องใช้หุ่นยนต์มากขึ้น ซึ่งเราต้องสามารถประยุกต์ใช้ได้ และไม่กลัวว่าหุ่นยนต์จะเข้ามาแทนที่ เพราะอย่างไรก็ตาม หุ่นยนต์ก็ต้องมีคนควบคุม ดังนั้น เมื่อเรามีประสบการณ์ตรงนี้ ถือว่ามีโอกาสมากกว่า

ด้าน ภคนันท์ นาคประสิทธิ์  นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม สาขาออโตเมชั่น สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา ตัวแทนทีมผู้เข้าร่วมแข่งขันประเภทที่ 4 หุ่นยนต์ประกอบอาหาร (ผัดไทย) กล่าวว่า การแข่งขันหุ่นยนต์ทำผัดไทย ต้องควบคุมเครื่องในการประกอบอาหาร ควบคุมอุณหภูมิในการผัดไม่ให้เส้นดิบหรือสุกจนเกินไป รวมถึงคำนวณวัตถุดิบต่างๆ ว่าต้องใช้ในปริมาณเท่าใด โดยวันแข่งจะมีเครื่องของทางส่วนกลาง ให้เราไปควบคุมเพื่อทำผัดไทยออกมา เนื่องจากเป็นการแข่งขันประเภทใหม่ น่าสนใจ จึงอยากจะทดสอบเพื่อหาประสบการณ์

ทั้งนี้ ภายในงานเวิลด์ไดแด็คเอเซีย ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–11 ตุลาคม 2562 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา ถือเป็นงานแสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีด้านการศึกษาสำหรับกลุ่มอาชีวศึกษากว่า 19 ประเทศ และพาวิลเลียนจากประเทศเยอรมนี เกาหลี จีน ไต้หวัน และญี่ปุ่น ที่มาจัดแสดงภายในงาน เพื่อเปิดโลกทัศน์ด้านสื่อการเรียนการสอนใหม่ให้กับผู้บริหาร และบุคลากรทางการศึกษาให้สามารถพร้อมแข่งขันในศตวรรษที่ 21 หรือโลกแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตจากสถานประกอบการชั้นนำทั่วโลก

นโยบายสาธารณสุขเหล้าเก่าในขวดใหม่-ไตร่ตรองทำได้จริง??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/380849

นโยบายสาธารณสุขเหล้าเก่าในขวดใหม่-ไตร่ตรองทำได้จริง??

วันที่ 24 กรกฎาคม 2562 – 12:35 น.
ผศนพธีระ วรธนารัตน์,อนุทิน ชาญวีรกุล
เปิดอ่าน 837 ครั้ง

โดย…   พวงชมพู  ประเสริฐ  qualitylife4444@gmail.com –

“นโยบายด้านสาธารณสุข” ที่ปรากฏอยู่ในร่างคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเป็นไปในลักษณะปรับปรุงให้ดีขึ้น ทั้งการพัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล (เทเลเมดิซีน) การเพิ่มบทบาทอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน (อสม.) หรือแม้แต่กัญชาเสรีทางการแพทย์  ซึ่งผู้บริหาร สธ. มีความพร้อมที่จะนำนโยบายรัฐบาลด้านสาธารณสุขมาขับเคลื่อนสู่การปฏิบัติ ขณะที่แพทย์นักวิชาการมองว่าโดยภาพรวมถือเป็น “เหล้าเก่าในขวดใหม่” ซึ่ง “รัฐบาลควรไตร่ตรอง” อย่างรอบคอบก่อนประกาศเป็นนโยบายหรือขับเคลื่อนไปในทิศทางใด

   “เสรีกัญชาทางการแพทย์”ไม่เป็นจริง
ผศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่านโยบายเรื่อง “กัญชาเสรีทางการแพทย์” มีการวางแผนเพื่อผลักดันกัญชามาใช้ทางการแพทย์ แต่วาทกรรมที่ใช้สื่อสารกับสาธารณะมีความชัดเจนที่มีการใช้ว่า “เสรีกัญชาทางการแพทย์” มองว่าไม่มีทางเป็นจริงได้ เพราะเท่ากับการเปิดเสรีกัญชา บทเรียนในต่างประเทศที่มีการปลดล็อกกัญชาทางการแพทย์เมื่อดำเนินการแล้วจะตามมาด้วย “เสรีกัญชา” แน่นอน
ในส่วนของประเทศไทยยังไม่เหมาะที่จะทำในตอนนี้จนกว่าจะมีการศึกษาวิจัยสรุปสรรพคุณของกัญชาตามมาตรฐานทางการแพทย์สากลก่อนไม่ควรมีการสร้างความหวังให้ประชาชนจนมากเกินจริงว่ากัญชารักษาได้ทุกอย่าง หรือกรณีที่มีการใช้กัญชาควบคู่กับยามาตรฐานก็อาจจะทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาหรือเสริมฤทธิ์ของยานั้นๆ จนเกิดผลเสียต่อผู้ป่วย

 ยกระดับอสม.ต้องไม่เกินบทบาท
ส่วนเรื่องการยกระดับอสม.เป็นหมอประจำบ้าน หากสามารถดำเนินการได้ก็จะเป็นเรื่องดี แต่จะต้องพิจารณาใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.ศักยภาพของอสม.ที่จะพัฒนาขึ้น จะทำหน้าที่หมอประจำบ้านได้ดีมากน้อยแค่ไหน เพราะในอดีตจะทำหน้าที่เรื่องของการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคมากกว่าการรักษา จึงต้องดูเนื้อแท้ในแผนปฏิบัติการให้ดีว่าคาดหวังไปสู่การรักษาจนเกินขอบเขต ศักยภาพและหน้าที่ของ อสม.หรือไม่
2.การเพิ่มรายได้ให้อสม.จากเดือนละ 600 เป็น 5,000 บาท จะเป็นจริงได้หรือไม่ งบประมาณจะนำมาจากไหน เป็นการสร้างภาระระยะยาวให้รัฐบาลถัดๆ ไป และจะเกิดความยั่งยืนได้จริงหรือไม่ และ 3.การให้อสม.ทำหน้าที่เผยแพร่องค์ความรู้กัญชาให้กับชาวบ้านเป็นนโยบายที่ทำได้หรือไม่ตราบใดที่กัญชายังไม่ได้รับการพิสูจน์ตามมาตรฐานการแพทย์สากล หากจะนำกัญชาไปทำเป็นการแพทย์ทางเลือก เป็นสมุนไพรพื้นบ้าน จะต้องแยกออกมาจากการแพทย์มาตรฐานสากลให้ชัดเจนเพราะมาตรฐานแตกต่างกัน

          เทเลเมดิซีนเพิ่มการเข้าถึงบริการ
สำหรับการแพทย์ทางไกลเป็นแนวคิดที่ดี เพราะประเทศไทยมีประชาชนจำนวนมากที่เข้าถึงสถานพยาบาลได้ยากลำบาก ซึ่งเป็นไปได้หากมีการเอาจริงเอาจังโดยดึงองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) เข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน ถ้าทำได้ดีจะเป็นการเพิ่มการเข้าถึงบริการสาธารณสุข แต่จะต้องไม่ลืมนึกถึงผลกระทบที่จะตามมา อย่างเช่น ในรัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา พบว่าเพิ่มการเข้าถึงได้จริง แต่จะเพิ่มได้เฉพาะคนที่อยู่ในวัยหนุ่มสาว หรือวัยทำงานเท่านั้น ส่วนคนแก่หากไม่ได้รับการฝึกให้เข้าถึงจะเป็นความยุ่งยากเพราะเมื่อเจอโรคที่มีความซับซ้อนมากๆ ยากต่อการวินิจฉัย การใช้เทเลเมดิซีนมีโอกาสที่จะผิดพลาดเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นจำเป็นจะต้องมีการวางแผนการเข้าถึงและควบคู่กับการดูแลรักษาแบบตัวต่อตัว

          บัตรทองต้องวางแผนจัดการให้ดี
หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ผศ.นพ.ธีระบอกว่า อาจจะเป็นการมุ่งที่กลุ่มคนต่างด้าวและคนที่ยังไม่ได้ขึ้นทะเบียน แต่เรื่องนี้เป็นอ่อนไหว ในขณะที่ประเทศไทยมีทรัพยากรจำกัด แต่จะทอดทิ้งไม่ให้การดูแลรักษาก็จะเป็นเรื่องที่ไร้มนุษยธรรมเกินไป เพราะฉะนั้นต้องวางแผนการจัดการให้ดี ซึ่งโดยหลักการของเรื่องนี้อยากให้ทุกคนบนผืนแผ่นดินไทยเจ้าถึงการรักษายามเจ็บป่วย

 สธ.พร้อมขับเคลื่อน
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบายว่า รูปแบบการดำเนินการเทเลเมดิซีนของโรงพยาบาลเมตตาประชารักษ์ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนของกสทช. จะเป็นการให้คำปรึกษาด้านการรักษาไปยังโรงพยาบาล หรือ รพ.สต. ที่ให้บริการเรื่องดวงตาอยู่ระหว่างการวางรูปแบบ รวมถึงสถาบันโรคผิวหนังที่มีการดำเนินการมาระยะหนึ่งแล้ว โดยทำร่วมกับโรงพยาบาลเฉลิมพระเกียรติ ที่อยู่ห่างไกลราว 10 แห่งทั่วประเทศ ซึ่งชาวบ้านจะเดินทางเข้ารับบริการยากและไม่มีแพทย์เฉพาะทางด้านโรคผิวหนัง

ทุกวันพุธที่ 3 ของเดือน โรงพยาบาลทั้ง 10 แห่งจะเปิดคลินิกโรคผิวหนัง จะมีแพทย์เฉพาะทางของสถาบันคอยให้คำปรึกษาเกี่ยวกับการรักษาโรคผิวหนังในช่วงเวลาที่กำหนดทางระบบเทเลเมดิซีน เมื่อมีคนป่วยมารับบริการแพทย์ที่ต้นทางก็สามารถฉายภาพอาการคนไข้ขึ้นจอได้ทำให้คนไข้ที่อยู่ห่างไกลสามารถรับบริการของสถาบันโรคผิวหนังได้เช่นกัน

นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การให้คำแนะนำผ่านการแพทย์ทางไกลซึ่งมีต้นแบบที่รพ.เมตตาประชารักษ์ สังกัดกรมการแพทย์ ดำเนินการเรื่องนี้เป็นต้นแบบอยู่แล้ว ก็จะมีการขยายผลต่อยอดเรื่องนี้ ที่ผ่านมา สธ.มีการขับเคลื่อนเรื่องนี้ในส่วนของสถานพยาบาลสังกัดกรมการแพทย์ที่ถือเป็นศูนย์การแพทย์เฉพาะทาง เพื่อเป็นต้นแบบหรือโมเดลขยายไปสู่สถานพยาบาลอื่นๆ ในสธ. ยกตัวอย่างเช่น สถาบันโรคผิวหนัง และรพ.เมตตาประชารักษ์

ในส่วนของการยกระดับอสม. นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงษ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) บอกว่า ก่อนหน้านี้ สธ.มีการดำเนินการเรื่อง “อสม.4.0” โดยมุ่งเน้นพัฒนา อสม.ที่มีอยู่ทั้งสิ้น 1,039,729 คน ให้เป็น อสม.4.0 จำนวน 3 แสนคนมีทักษะด้านดิจิทัลสามารถทำงานผ่านแอพพลิเคชั่น “SMART อสม.” ที่เป็นช่องทางถ่ายทอดความรู้ สื่อสารข้อมูลให้อสม.ในการดูแลสุขภาพประชาชน มีความรอบรู้ด้านสุขภาพที่เน้นเรื่องการปฐมพยาบาลเบื้องต้นและมีจิตอาสาและเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ มีทักษะด้านการช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน รวมถึงการเพิ่มเงินค่าตอบแทนให้อสม.จาก 600 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน

ขณะที่นโยบาย “กัญชาเสรีทางการแพทย์” ที่ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สธ. และสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สธ. เข้ารับตำแหน่งที่สธ.เป็นวันแรก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เตรียมเสนอคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษปลดล็อกให้ประชาชนปลูก “กัญชง” ได้ กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกมีการอบรมแพทย์แผนไทยที่จะใช้กััญชาและประกาศ 16 ตำรับยาไทย และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์พร้อมตรวจสอบสารสกัดน้ำมันกัญชา เป็นต้น

ซึ่งก่อนหน้านี้มีการอบรมการใช้กัญชาทางการแพทย์ให้แพทย์ เภสัชกรและแพทย์แผนไทย รวมถึงการขึ้นทะเบียนแพทย์ เภสัชกร และสถานพยาบาลที่จะใช้กัญชาในการรักษาจนครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ กระทั่งสถานพยาบาลสังกัดสธ.ที่มีการขึ้นทะเบียน จะมีการให้บริการแก่ผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้กัญชารักษาในราวเดือนสิงหาคมนี้ เหลือประเด็นหลักสำคัญที่รอการผลักดัน คือการหาแนวทางที่จะทำให้ “ประชาชนปลูกที่บ้านได้เอง 6 ต้น”

นโยบายรัฐบาลเกี่ยวกับสาธารณสุข
นโยบายเร่งด่วน
1.พัฒนาระบบบริการสุขภาพ ลดความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการบริการในแต่ละระบบ ลดภาระการเดินทางไปสถานพยาบาลของประชาชน ลดความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่
2.พัฒนาโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) อสม. ระบบการแพทย์ทางไกล ภูมิปัญญาไทย ช่วยประชาชนเข้าถึงหน่วยบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง รวดเร็ว มีคุณภาพ
3.เร่งศึกษาวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการใช้กัญชา กัญชง และพืชสมุนไพรในทางการแพทย์ สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสร้างรายได้ของประชาชน
  นโยบายหลัก
1.พัฒนาระบบบริการสาธารณสุข แพทย์สมัยใหม่ และแพทย์แผนไทย
-ยกระดับไปสู่ความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์แม่นยำ
-ยกระดับระบบหลักประกันสุขภาพให้ครอบคลุมแรงงานนอกระบบ
-ส่งเสริมมาตรการสร้างเสริมสุขภาวะและอนามัยให้คนไทยทุกช่วงวัยมีสุขภาพแข็งแรง
-จัดให้มีสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อสุขภาพของประชาชนอย่างเหมาะสมและพอเพียง
2.ส่งเสริมการป้องกันและควบคุมปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพ
-พัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาวะที่ถูกต้องของคนทุกวัย
-ส่งเสริมการเล่นกีฬาและออกกำลังกาย
-สร้างระบบรับมือต่อโรคอุบัติใหม่และโรคอุบัติซ้ำ
-จัดระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวอย่างทั่วถึง
3.พัฒนาและยกระดับความรู้อสม.
-เป็นหมอประจำบ้านควบคู่การใช้เทคโนโลยีการสื่อสารทางการแพทย์
-พัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล
-ยกระดับคุณภาพบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.)

โค้ดดิ้ง สกิล ทักษะที่สําคัญแห่งอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/380683

โค้ดดิ้ง สกิล ทักษะที่สําคัญแห่งอนาคต

วันที่ 23 กรกฎาคม 2562 – 11:30 น.
Coding Skill,ทักษะ,ดรคุณหญิงกัลยา โสภณพนิช,กศึกษาธิการ,เทคโนโลยีดิจิทัล,สื่อออนไลน์
เปิดอ่าน 2,252 ครั้ง

โดย…  -หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

หนึ่งในนโยบายของรัฐบาลคือ การเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 โดยสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่ในระบบดิจิทัล ปรับปรุงรูปแบบการเรียนรู้มุ่งสู่ระบบการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีด้านวิศวกรรม คณิตศาสตร์ โปรแกรมเมอร์ และภาษาต่างประเทศ ส่งเสริมการเรียนภาษาคอมพิวเตอร์(Coding) ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา

การพัฒนาโรงเรียนคุณภาพในทุกตำบลส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ของสถาบันการศึกษาต่างๆ เพื่อแบ่งปันองค์ความรู้ของสถาบันการศึกษาสู่สาธารณะ เชื่อมโยงระบบการศึกษากับภาคปฏิบัติจริงในภาคธุรกิจ สร้างนักวิจัยใหม่และนวัตกรเพื่อเพิ่มศักยภาพด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศ

สร้างความรู้ความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สื่อออนไลน์ และโครงข่ายสังคมออนไลน์ของคนไทยเพื่อป้องกันและลดผลกระทบในเชิงสังคม ความปลอดภัย อาชญากรรมทางไซเบอร์ และสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง การสร้างความสมานฉันท์และความสามัคคีในสังคม รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรมที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต

คนที่ผลักดันเรื่อง การเรียนภาษาคอมพิวเตอร์(Coding) ตั้งแต่ระดับประถมศึกษา คือ  ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และได้บรรจุเป็นนโยบายรัฐบาล ในข้อที่ 7 ภายใต้หัวข้อที่ว่า เตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21  เนื่องจากโลกยุคดิจิทัลและเทคโนโลยีเติบโตรวดเร็ว เข้ามามีบทบาทมากในชีวิตประจำวันของทุกคน การเรียนโค้ดดิ้ง (Coding) จึงจำเป็นสำหรับเด็กยุคใหม่ก้าวให้ทันโลก รวมทั้งผู้ประกอบการยุคใหม่ล้วนหันมาเป็นผู้เล่นในตลาดนี้ ดังนั้น Coding คือความจำเป็นทางด้านการศึกษาไทย

ก่อนหน้านี้ เคยหารือกับคณะ ดร.ทาคาฮิโร ไซโตะ จากมหาวิทยาลัยโอซากา เรื่อง Coding, Ict text book ผู้สร้างหลักสูตร Coding ของประเทศญี่ปุ่น ที่กำหนดเป็นนโยบายให้เรียนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษาทั่วประเทศ ครอบคลุมในปี 2020 เพราะมองว่า กระทรวงศึกษาธิการต้องปรับตัวให้ทันโลกยุคดิจิทัล โดยเฉพาะประเทศไทยกำลังจะมีการประมูลเทคโนโลยี 5G ภาษาคอมพิวเตอร์ จำเป็นอย่างยิ่งต้องเป็นภาษาที่ 3 ของการเรียนการสอน

เพราะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะการลดความเหลื่อมล้ำ สิ่งสำคัญคือต้องเร่งผลักดันให้ประเทศไทยมีการจัดการศึกษาอย่างทั่วถึง เท่าเทียมกันทุกระดับ เพื่อสร้างพลเมืองคุณภาพให้มีมากขึ้นในระยะเวลาที่รวดเร็ว สามารถนำพาประเทศไทยให้ก้าวพ้นปัญหาอุปสรรคได้ เด็กไทยต้องพูดได้อย่างน้อย 2 ภาษา และเข้าถึงการเรียนเกี่ยวกับระบบไอทีได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความรู้ความสามารถทัดเทียมกับเด็กในประเทศที่เจริญแล้ว และเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ

Coding Skill คือทักษะที่สําคัญแห่งอนาคต ที่เป็นทักษะพื้นฐานที่หลายประเทศทั่วโลกมีนโยบายให้เยาวชนของประเทศต้องมีความสามารถในการเรียนรู้และต่อยอด อันจะเป็นกุญแจสําคัญในการสร้างธุรกิจ ที่เป็น New S-Curve ใหม่ๆ ในอนาคต ว่ากันว่ายิ่งสามารถสร้างเยาวชนของชาติให้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ได้มากเท่าไร อนาคตของประเทศไทยจะมีโอกาสสดใสและเติบโตมากเท่านั้น

ในอนาคตอันใกล้ Coding จะไม่ใช่แค่ทางเลือกของผู้สนใจเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ได้เข้าไปอยู่ในองค์ประกอบต่างๆ ในการใช้ชีวิต และสร้างธุรกิจในอนาคต เพราะเป็นพื้นฐานของความเข้าใจกระบวนการคิด และการสื่อสารอย่างเป็นระบบ ซึ่งจะสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาอื่นๆ ทั้งความเข้าใจทั้งด้านหุ่นยนต์, IoT, Machine Learning หรือปัญญาประดิษฐ์ในอนาคต

กระบวนการเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือการกระตุ้นให้เกิดความกระหายใคร่รู้แบบสาระบันเทิง (Edutainment) และการเล่น (Gamification) ที่จะช่วยกระตุ้นความสนใจ (Curiosity) เปิดโอกาสให้เยาวชนนําความรู้มาผนวกกับความคิดสร้างสรรค์ ความสนุก การแข่งขัน ซึ่งจะทําให้เกิดทั้งความภาคภูมิใจและอยากพัฒนาด้วยตนเองต่อไป เป็นสิ่งสําคัญในการสร้างหัวใจของการเรียนรู้ตลอดชีวิต

ก่อนหน้านี้ กระทรวงดีอี โดยสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (ดีป้า) ได้ร่วมมือกับ code.org สหรัฐอเมริกาและไมโครซอฟท์ นำโครงการ Coding Thailand หรือห้องเรียนออนไลน์เพื่อการเรียนรู้วิทยาการคอมพิวเตอร์ มาใช้เป็นครั้งแรกในประเทศไทย เตรียมพร้อมในการพัฒนากำลังคนด้านดิจิทัลในภาคอุตสาหกรรม การศึกษา และสังคม เข้าสู่การเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลต่อไป

วิชาบังคับสำหรับนักเรียนป.1
เว็บไซต์สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เผยแพร่ข้อเขียน ดร.ชลิตา ธัญญะคุปต์ ไว้ว่า ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2561 เป็นต้นมา นักเรียนประถม-มัธยม เริ่มเรียนวิทยาการคำนวณ ซึ่งมีชื่อภาษาอังกฤษว่า Computing Science โดยจะค่อยๆ ขยายไปจนครอบคลุมทุกชั้นปีระหว่าง ป.1-ม. 6 ในปี 2563-2564 เป็นวิชาใหม่เพื่อเรียนให้ทันโลก

เพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลงนี้ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) จึงเสนอหลักสูตรวิทยาการคำนวณต่อกระทรวงศึกษาธิการ จนได้รับการประกาศใช้ในหลักสูตรอย่างเป็นทางการในปี 2561 ให้เด็กมีความรู้และทักษะเพื่อแก้ปัญหาในชีวิตจริงหรือพัฒนานวัตกรรม และใช้ทรัพยากรด้านไอซีทีในการสร้างองค์ความรู้หรือสร้างมูลค่าได้อย่างสร้างสรรค์

การจัดการเรียนรู้ด้านวิทยาการคำนวณมีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ 1.วิทยาการคอมพิวเตอร์ 2.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร และ 3.การรู้เรื่องดิจิทัล

การเขียนโปรแกรมที่ภาษาอังกฤษเรียก coding หรือ programming ไม่จำเป็นต้องเป็นการใช้ภาษาคอมพิวเตอร์อย่าง Python เสมอไป เด็กเล็กไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์เสียด้วยซ้ำ อาจใช้บัตรคำ เช่น ให้เด็กใช้บัตรภาพลูกศรกับแผนที่เพื่อวางแผนเดินทางไปบ้านเพื่อน ตามตัวอย่างข้างต้น หรือใช้เกมเป็นสื่อการเรียนรู้แบบ Code.org หรือ CodingThailand.org เมื่อเด็กโตขึ้นถึงชั้นมัธยม จะได้แก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้น หลักสูตรวิทยาการคำนวณออกแบบมาให้เหมาะกับวัยและพัฒนาการของเด็ก มีเป้าหมายในระยะยาวส่วนหนึ่งเพื่อเปลี่ยนบทบาทคนไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยีให้เป็นผู้สร้างเทคโนโลยีได้ในอนาคต

ข้อมูลจากการวิจัยของ สสวท. ที่สัมภาษณ์ครูและนักเรียนในโรงเรียนทั้งในเมืองและในพื้นที่ห่างไกล พบว่าครูและนักเรียนยืนยันว่าวิทยาการคำนวณไม่ได้ยากอย่างที่คิด เด็กๆ สนุกกับการแก้ปัญหา แม้บางคนจะผิดคาดที่ไม่ได้จับเครื่องคอมพิวเตอร์ในคาบแรกๆ แต่หลายคนก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าเป็นวิชาที่เน้นการคิดและการแก้ปัญหา ไม่ได้เน้นเทคโนโลยีล้ำๆ เพียงอย่างเดียวถ้าบรรลุเป้าหมายของวิทยาการคำนวณ นอกจากเด็กไทยจะรู้เท่าทันเทคโนโลยีแล้ว แม้เด็กในพื้นที่ห่างไกลก็จะมีโอกาสสร้างเทคโนโลยีระดับโลกได้เหมือน มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก, แจ็ค หม่า หรือ บิล เกตส์ ก็เป็นได้

วิชาวิทยาการคำนวณ (Computing science)
– สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2560)
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
โดยสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
** พฤษภาคม ปีการศึกษา 2561
เริ่มชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
– ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
– ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
– ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
* ปี 2562 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
* ในปีการศึกษา 2563
เริ่มชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ขอบเขตของ3 องค์ความรู้
– การคิดเชิงคำนวณ คือ เข้าใจและเรียนรู้วิธีคิดและแก้ปัญหาเชิงวิเคราะห์ มีลำดับวิธีคิดเชื่อมโยงปัญหาต่างๆ และแก้ไขปัญหาได้ใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม
– ดิจิทัล เทคโนโลยี รู้เทคนิควิธีการต่างๆ เกี่ยวกับเทคโนโลยีดิจิทัลในยุค 4.0 และเป็นทางเลือกในการบูรณาการเข้ากับวิชาอื่นได้ด้วย
– รู้เท่าทันสื่อและเทคโนโลยีดิจิทัล แยกแยะข้อมูลจริงหรือหลอกลวง รู้กฎหมายและลิขสิทธิ์ต่างๆ บนโลกไซเบอร์ เพื่อให้ใช้งานกันได้อย่างถูกต้องและปลอดภัย