“แก้ปัญหาครู”สช.-กศน.เชื่อมหลักสูตรปั้นคนคุณภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/383308

“แก้ปัญหาครู”สช.-กศน.เชื่อมหลักสูตรปั้นคนคุณภาพ

วันที่ 13 สิงหาคม 2562 – 14:40 น.
กศน
เปิดอ่าน 1,602 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com – 

เป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่าครูโรงเรียนเอกชนต้องการสวัสดิการ อยากได้รับความมั่นคงในชีวิตเท่ากับครูสังกัดโรงเรียนรัฐบาล ทั้งการรักษาพยาบาล และสวัสดิการอื่นๆ ส่วนครู กศน.ก็อยากได้รับบรรจุเป็นข้าราชการ เพราะทั้ง 2 องค์กรมีส่วนในการช่วยจัดการศึกษาขั้นพื้่นฐานในระบบและนอกระบบให้แก่ทรัพยากรบุคคลของประเทศ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภารกิจของ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ชื่อ ดร.โอ๊ะ “กนกวรรณ วิลาวัลย์” จากพรรคภูมิใจไทย

หลังจากได้รัับมอบหมายให้ดูแลสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) และสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ “ดร.โอ๊ะ” ได้ประชุมร่วมกับผู้บริหาร คณะทำงาน รวมถึงลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการบริหารจัดการโรงเรียนเอกชน เพื่อรับฟังความคิดเห็น ปัญหา และแนวทางแก้ไขจากผู้ปฏิบัติงาน

ทำให้ได้ข้อมูลว่า “ครูเอกชน” ต้องการให้หามาตรการแก้ปัญหาสวัสดิการครูให้ได้รับความมั่นคงในชีวิตเท่ากับครูรัฐบาล อยากให้ดูแลครูโรงเรียนเอกชนเหมือนครูรัฐบาล ทั้งการรักษาพยาบาล และสวัสดิการอื่นๆ การแก้ปัญหาขาดแคลนครู ช่วงที่ครูโรงเรียนเอกชนที่สอบได้ไปรายงานตัว และทำให้หายไป ไม่สามารถหาแทนได้ ทำให้ครูขาด จึงต้องหาแนวทางในการบริหารจัดการเรื่องนี้ให้ได้มาตรฐาน

รวมถึงพบว่า มีประเด็นสิทธิของครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนเอกชน ได้รับสิทธิวิทยฐานะ สวัสดิการต่างๆ รวมถึงค่ารักษาพยาบาลที่ขอให้ใกล้เคียงกับหน่วยงานภาครัฐ รวมทั้งการพัฒนาศักยภาพของครู และเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ขณะที่ กศน.มีปัญหาครูกศน.ไม่ได้รับราชการ สวัสดิการที่ครูควรจะได้รับ หลักสูตรการเรียนการสอนมีข้อจำกัด ไม่เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ หรือเปิดโอกาสให้แก่ผู้เรียน

“คุณภาพครู นำไปสู่คุณภาพของเด็ก คนเราอยากทำงานแล้วมีความมั่นคง มีความสุขสบายในชีวิต ถ้าครูมีความสบายใจ ได้รับการดูแล มีการอบรมพัฒนาความรู้ความสามารถตลอดเวลา ย่อมทำให้เขาเต็มที่ในการสอนเด็ก รวมถึงต้องดูภาพรวมของสถานศึกษา ว่าโรงเรียนแห่งไหนมีเหตุการณ์ทุจริตหรือการบริหารจัดการที่ไม่มีประสิทธิภาพ ต้องมาทบทวน” รมช.ศึกษาธิการ กล่าว

ส่วนทางด้านการพัฒนาคือ “หลักสูตรการเรียนการสอน” จะต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วม อย่างการเรียนออนไลน์ เด็กโรงเรียนเอกชน มีทั้งโรงเรียนสามัญ โรงเรียนนอกระบบ ที่มีการสอนทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ขณะที่เด็ก กศน.ส่วนใหญ่จะเรียนไปด้วย ทำงานไปด้วย หลายคนอยากจะให้มีการเรียนออนไลน์

ขณะนี้กำลังรับฟังความคิดเห็นจากเด็ก ครู ต้องการหลักสูตรแบบไหน เพื่อสร้างหลักสูตรที่เหมาะสม หรือปรับปรุงหลักสูตรที่มีอยู่ให้เหมาะสมกับผู้เรียน และบริบทของพื้นที่ ต้องทำโมเดล ศึกษาวิจัยให้มีคุณภาพสอดรับตลาดแรงงาน และต้องทำหลักสูตรที่สามารถเก็บเครดิตสะสมได้ โดยอาจจะมีการเชื่อมหลักสูตรใน สช.และกศน.เข้าด้วย จัดทำเป็นทวิภาคี และดึงภาคีเครือข่ายภาคเอกชนเข้ามาช่วยพัฒนาเด็ก ก็จะมองหาแนวทางในการทำงานเรื่องนี้ให้เกิดขึ้น เพื่อจะได้สร้างคนคุณภาพ พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิต

พร้อมกับวางแนวทางการขับเคลื่อนงานในหน่วยงานต่างๆ โดยจะเน้นการทำงานเชิงรุก บูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ยกระดับคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาครู หลักสูตร การเรียนการสอน และการจัดสรรงบประมาณให้แก่หน่วยงานในสังกัดให้เป็นไปตามงบประมาณที่ควรจะได้รับ เพราะเสียงสะท้อนจากผู้ปฏิบัติงาน

“6 เดือนเป็นเวลากระชั้นชิดที่จะทำทุกอย่างให้สำเร็จ แต่จะพยายามแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นให้เห็นเป็นรูปธรรมให้ได้ เพราะเราต้องการเข้ามาช่วยพัฒนายกระดับการศึกษาไทยให้ก้าวหน้า ซึ่งเราทราบดีว่างานการศึกษามีหลายเรื่องต้องแก้ไข ก็พร้อมที่จะรับฟังทุกความเห็น ปลดล็อกเรื่องที่สามารถทำได้ทันที เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และให้ทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาได้มากที่สุด มีทักษะที่จบออกมาแล้วสามารถทำงานได้ เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงาน และปรับโฉมภาพลักษณ์ใหม่ของเด็ก สช. และเด็ก กศน. รวมถึงเด็กไทยทุกคน” รมช.ศึกษาธิการ จากพรรคภูมิใจไทย ระบุ

ดร.โอ๊ะ กล่าวว่า โดยส่วนตัวมีความวิตกกังวล เช่น การขอเงินอุดหนุนรายหัวของโรงเรียนเอกชน ถ้าขอให้ครบ 100% ต้องใช้งบประมาณเท่าใด เพราะยังมีโรงเรียนเอกชนที่ยังไม่ได้รับการสนับสนุนครบ 100% จำนวนมาก อย่างโรงเรียนสอนศาสนา โรงเรียนอุปถัมภ์ต่างๆ หรือโรงเรียนสอนคนตาบอด ต้องไปดูเรื่องงบประมาณปี 2563 ว่าจะทำอะไรได้บ้าง ต้องคิดเป็นขั้นตอนและหลายระดับ เนื่องจากเรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกับงบประมาณของประเทศ หรือโครงการอาหารกลางวัน

ทั้งนี้ จากการลงพื้นที่มีตัวแทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) บอกว่าอยากคืนเงินให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เพราะเวลาเงินอยู่ที่ อปท. เหมือนเป็นการกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น แต่การอุดหนุนค่าอาหารกลางวันรายหัว 20 บาท ถ้าโรงเรียนเล็กๆ มีเด็ก 10 กว่าคน เป็นเรื่องที่ อปท.ทำยาก จึงได้แนะนำว่าถ้าอยากคืนต้องสะท้อนถึงส่วนงานที่เกี่ยวข้อง

“เรื่องของงบประมาณเราก็ต้องไปถามประสบการณ์จากสำนักงบประมาณถึงภาพรวมในการแก้ปัญหาทั้งหมด เพื่อจะได้ดูแลเด็กกลุ่มที่สมควรได้รับการช่วยเหลือ และขอแนวทางจากสำนักงบฯ รวมถึงคงต้องหารือภายในกระทรวงว่าจะเกลี่ยงบประมาณอย่างไรได้บ้าง เพื่อไม่ให้กระทบหน่วยงานอื่นๆ ใน ศธ.ด้วย” รมช.ศึกษาธิการ กล่าวทิ้งท้าย

       **ทำงานเชิงรุก ลงพื้นที่
– รับฟังความคิดเห็น ดึงทุกภาคส่วนร่วมแก้ปัญหา
– กำหนดงบประมาณ อุดหนุนให้โรงเรียนครบ 100%
– ปลดล็อกข้อจำกัด
     **พัฒนาการครูสช-กศน.
– สร้างความเสมอภาคเท่าเทียมครูเอกชนกับครูรัฐบาล
– จัดสวัสดิการที่เหมาะสม
– บริหารจัดการครู ลดปัญหาครูขาด
– ครูมั่นคง สุขสบาย นำสู่การพัฒนาเด็ก
    **ยกระดับหลักสูตร สช.-กศน. เน้นทักษะอาชีพ
– ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยจัดการเรียนการสอน
– เปิดหลักสูตรออนไลน์
– หลักสูตรที่สามารถเก็บเครดิตสะสม
– ดึงภาคเอกชน จัดทำทวิภาคี สช.-กศน.
      ที่มา: คมชัดลึก

อว.นำประเทศก้าวพ้นกับดักที่ สุวิทย์ เมษินทรีย์ เดิมพัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/383286

อว.นำประเทศก้าวพ้นกับดักที่ สุวิทย์ เมษินทรีย์ เดิมพัน

วันที่ 12 สิงหาคม 2562 – 15:05 น.
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม,สุวิทย์ เมษินทรีย์
เปิดอ่าน 1,621 ครั้ง

โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) จัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่ 19) พ.ศ. 2562 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีก 8 ฉบับ ประกาศในราชกิจจานุเบกษาวันที่ 1 พฤษภาคม 2562 หลอมรวมกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ที่เป็นส่วนราชการไม่สังกัดกระทรวง และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เพื่อตอบโจทย์ประเทศ 2 ประการ คือ 1.ปรับเปลี่ยนโครงสร้างประเทศไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรม และ 2.เตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งเน้นการ “ปฏิรูปเชิงระบบ” ทั้งด้านการบริหาร กฎหมาย และงบประมาณ

ปัจจุบัน อยู่ภายใต้การดูแลของ “สุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)” ซึ่งทำงานวันแรกวันที่ 19 มิถุายน 2562 พร้อมประกาศเดินหน้าผลักดันให้ อว.เป็นหัวรถจักรที่ขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคต ผลักดันให้ประเทศก้าวพ้นกับดักประเทศ 4 ด้านคือ กับดักรายได้ปานกลาง ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการศึกษา และความขัดแย้ง

สุวิทย์ ประกาศว่า อว.จะเป็นผู้เอื้ออำนวยการสนับสนุนช่วยปลดล็อกศักยภาพของทุนทางปัญญาในมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่ อุดมศึกษาต้องตอบโจทย์สังคมในแง่ของการ upskill (เพิ่มทักษะ) และ reskill (สร้างทักษะใหม่) สร้าง smart citizen ให้แรงงานที่มีความจำเป็นต้องปรับตัว รวมถึงเปิดพื้นที่การศึกษาให้ผู้สูงวัย และผู้เรียนที่ไม่จำเป็นต้องอยู่ในระบบการศึกษาดั้งเดิม ยิ่งไปกว่านั้น การสร้างระบบนิเวศยังเอื้อต่อการรังสรรค์นวัตกรรมในมหาวิทยาลัย

การพัฒนาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศนั้น การจัดสรรงบวิจัยต้องดำเนินการอย่างโปร่งใส ตอบโจทย์ เกิดประโยชน์สูงสุด โดยมีสัญญาประชาคม 7 ประการ ในการขับเคลื่อนกระทรวง คือ 1.เน้น “การส่งเสริม สนับสนุน” และ “การกำกับดูแล” 2.ลดทอนบทบาท “การบังคับและสั่งการ” 3.ยกเลิก แก้ไข กฎระเบียบที่ล้าสมัยไม่ตอบโจทย์หรือเป็นอุปสรรคในการขับเคลื่อนภารกิจของสถาบันอุดมศึกษา 4.เน้นการทำงานเชิงภารกิจ เน้นการทำงานเชิงผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ 5.เน้นการทำงานเชิงระบบและบูรณาการ 6.เน้นการทำงานที่คล่องตัว กะทัดรัด แต่มีสมรรถนะ และ 7.ทำงานแข่งกับเวลา

การทำงาน มุ่งเน้น 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1.ปฏิรูปการอุดมศึกษาทั้งระบบ สร้างหลักสูตรและกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาสมรรถนะและประสบการณ์ ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนให้ได้มาตรฐานสากลและตรงกับความต้องการของตลาด ปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยเป็น มหาวิทยาลัยผู้ประกอบการ “Entrepreneurial University” เน้นการส่งเสริมสนับสนุนและการกำกับดูแล ลดการบังคับ สั่งการยกเลิก แก้ไขกฎระเบียบที่ล้าสมัย ทบทวนกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงวิธีการขอตำแหน่งทางวิชาการ

2.สร้างและพัฒนาคน เตรียมพร้อมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 สร้างโอกาสที่เท่าเทียมในการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาบัณฑิตที่จบออกมามีงานทำในสาขาอาชีพใหม่ๆ เป็นผู้ประกอบการรุ่นใหม่ สามารถทำงานในตลาดโลก ปรับเปลี่ยนเติมทักษะ เสริมอาชีพให้แก่คนทำงานและประชาชนทั่วไปเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลง รวมถึง “การศึกษาสำหรับคนสูงวัย”

3.สร้างและพัฒนาองค์ความรู้ : ปรับทิศทางการวิจัยเน้นงานวิจัยที่มีผลกระทบสูง โดยจะมีการยกเครื่องระบบนิเวศของงานวิจัย สร้างคลังปัญญาและเครือข่ายการวิจัยระหว่างประเทศ บูรณาการงานวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ เน้นการแปลงงานวิจัยให้ออกมาเป็นขีดความสามารถของนวัตกรรมในเชิงธุรกิจ นวัตกรรมสังคม และนวัตกรรมชุมชน และ 4.สร้างและพัฒนานวัตกรรม พัฒนาระบบนิเวศที่เอื้อต่อการรังสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ อาทิ การจัดตั้งกองทุนยุวสตาร์ทอัพ ในสถาบันอุดมศึกษา การพัฒนาตลาดนวัตกรรมในภาครัฐ การบ่มเพาะผู้ประกอบการนวัตกรรม เป็นต้น

“ภารกิจต้องนำพาประเทศ ให้ไปสู่ศตวรรษที่ 21 ถอดรหัสจากนโยบายของรัฐบาล เพื่อตอบโจทย์ของประเทศ 4 ด้าน คือ ความอยู่ดีกินดี การมีคุณภาพชีวิตที่ดี การมีสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ และการปลดปล่อยศักยภาพคนอย่างเต็มที่ สร้างและพัฒนาคน การสร้างองค์ความรู้ผ่านการวิจัยและพัฒนา และการสร้างนวัตกรรม ซึ่งจะเน้นการสร้างโอกาสทางการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม โดยจะผลักดันให้การลดความเหลื่อมล้ำเป็นวาระแห่งชาติ และจะน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 คือ สร้างคนไทยให้มีทัศนคติที่ดีและถูกต้อง มีพื้นฐานชีวิตที่มั่นคงมีคุณธรรม มีอาชีพ และเป็นพลเมืองดี” สุวิทย์ กล่าว

อว.เป็นทั้งกระทรวงด้านเศรษฐกิจและด้านสังคม มีขอบเขตงานที่กว้างขวางทั้งเกี่ยวข้องหลายกระทรวง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ต้องเชื่อมกับการศึกษาขั้นพื้นฐานและอาชีวศึกษา, กระทรวงแรงงาน เชื่อมโยงเรื่องการพัฒนาทักษะต่างๆ สำหรับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จะประสานกันด้านผู้สูงอายุ และชุมชนต่างๆ ซึ่งจะได้หารือกับ ศธ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการทำงานร่วมกันต่อไป

ขณะนี้ สุวิทย์เดินสายรับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอ และหารือร่วมกับ มหาวิทยาลัยของทั้งรัฐและเอกชน หรือกลุ่มนักวิจัย พร้อมตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุด เพื่อจะมาดูเรื่องโครงสร้าง อว.ทั้งหมด หารือกับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ทลายกรอบของหน่วยงานต่างๆ ให้สามารถเลื่อนไหลได้ จากอาจารย์เป็นนักวิจัย จากนักวิจัยไปเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย รวมทั้งข้าราชการของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วท.) เดิม หรือสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เดิม ก็สามารถเลื่อนไหลโอนย้ายไปมหาวิทยาลัยได้ เพื่อให้เป็นกระทรวงที่เล็กกะทัดรัด มีความคล่องตัวในการทำงานให้มากที่สุด

    4 ภารกิจก้าวพ้นกับดัก
     มิติที่ 1: สร้างและพัฒนาคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21
– ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life Long Learning) ทุกอายุ ทุกช่วงวัย สามารถพัฒนาตัวเองได้ตลอดเวลา ไม่ตกเทรนด์
– ขับเคลื่อนหลักสูตรอุดมศึกษายุคใหม่ ให้เข้ากับอาชีพแห่งอนาคต รองรับอาชีพหลากหลายในโลกยุคใหม่อย่างเท่าทัน
– สร้างบัณฑิตคุณภาพพร้อมสู่โลกใบใหม่แห่งศตวรรษที่ 21
– ขับเคลื่อนการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต (Skill for the future) อย่างเป็นรูปธรรม ทั้ง Upskill และ Reskill คนทำงาน
– สนับสนุนการเรียนรู้สำหรับคนสูงวัย

   มิติที่ 2: สร้างและพัฒนาองค์ความรู้
– ปรับโจทย์ ปรับระบบงบประมาณ และการวิจัยให้ตอบโจทย์ประเทศไทย
– ผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว
– ขับเคลื่อน 4 วาระวิจัย ตอบโจทย์ประเทศ ทั้ง Smart Farming, Active Citizen, Zero-Waste และ AI for All

    มิติที่ 3: สร้างและพัฒนานวัตกรรม
– สร้างกองทุนพัฒนาสตาร์ทอัพรุ่นใหม่ (Young Startup) และการให้คำปรึกษาจากผู้รู้จริง (Mentor in Residence) อย่างครบวงจร
– ส่งเสริมการพัฒนานวัตกรรมชุมชน, นวัตกรรมเชิงธุรกิจ และนวัตกรรมสังคม
– สร้างมูลค่าเพิ่ม เปลี่ยน Made in Thailand เป็น Innovated in Thailand

 มิติที่ 4: ปฏิรูปการอุดมศึกษา
– ปลดล็อกกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (มคอ.) ปรับวิธีการขอตำแหน่งวิชาการให้เหมาะสมกับยุคสมัย และทันโลก
– ปรับเปลี่ยนมหาวิทยาลัยตาม 3 กลุ่มภารกิจ ตอบโจทย์ประเทศ
– พัฒนารูปแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ สร้างระบบธนาคารหน่วยกิต (Credit Bank) ที่สามารถเลือกเรียนในสิ่งที่ตนสนใจ (Modular System) สะสมเป็นปริญญาจิ๋ว ไร้ข้อจำกัดเรื่องเวลา มหาวิทยาลัย อายุ และสามารถนำเอาประสบการณ์ที่มีมาเทียบหน่วยกิตได้

มวล.วิจัยสร้างอัตลักษณ์-ยกระดับมาตรฐานบริการสปาศรีวิชัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/383181

มวล.วิจัยสร้างอัตลักษณ์-ยกระดับมาตรฐานบริการสปาศรีวิชัย

วันที่ 11 สิงหาคม 2562 – 12:00 น.
มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์,นครศรีธรรมราช,อัตลักษณ์ไทย,สปาศรีวิชัย,อำเภอขนอม,ตลาดสากล,ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดรพิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์
เปิดอ่าน 436 ครั้ง

ม.วลัยลักษณ์ วิจัยสร้างอัตลักษณ์ ควบคู่ ยกระดับมาตรฐานบริการสปาศรีวิชัยในพื้นที่อ.ขนอม นครศรีธรรมราช เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเป็นที่ยอมรับในตลาดสากล

วันที่ 11 ส.ค. 2562 – ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์ลภัส พงศกรรังศิลป์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์(มวล.)เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ โดยศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการธุรกิจท่องเที่ยวฯ ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศด้านการวิจัยระบบสุขภาพและการแพทย์ และทีมนักวิจัยของมหาวิทยาลัย  ร่วมกันดำเนินการวิจัยภายใต้แผนวิจัย“การสร้างอัตลักษณ์และยกระดับมาตรฐานการบริการสปาศรีวิชัย” ในพื้นที่อำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในตลาดสากลต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์ลภัส กล่าวต่อไปอีกว่า แผนการวิจัยดังกล่าวดำเนินการภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งเน้นการกระจายรายได้สู่เศรษฐกิจฐานราก สร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนท้องถิ่น โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) โครงการวิจัยย่อยทั้ง 5 ประกอบด้วย

การพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์สปาจากสมุนไพรพื้นบ้าน  การพัฒนาและประเมินประโยชน์ต่อสุขภาพของผลิตภัณฑ์สมุนไพร การพัฒนามาตรฐานสปาศรีวิชัย  การพัฒนาศักยภาพและยกระดับมาตรฐานการบริการสปาของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน  และการพัฒนาอัตลักษณ์และแบรนด์สปาศรีวิชัย


โดยผลการวิจัย 6 เดือนได้มีการพัฒนานวัตกรรมสมุนไพรพื้นบ้านบนฐานภูมิปัญญาในรูปแบบของ อีมัลเจล 3 สูตร ได้แก่ น้ำมันมะพร้าว อีมัลเจล (Coconut oil Emulgel) กับ น้ำมันไพล อีมัลเจล (Plai oil Emulgel) และอีมัลเจลมะพร้าวกับไพล ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์สปาที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนวดคู่กับน้ำมันนวด ซึ่งได้พัฒนาขึ้นสำหรับสปาศรีวิชัยจำนวน 5 สูตร

รวมทั้งการพัฒนาเอกลักษณ์การนวดศรีวิชัย-ไพยสันตา  ตลอดจนพัฒนา welcome drink จากกล้วย การพัฒนาแนวคิดในการออกแบบ (Conceptual Design) เพื่อให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนได้ดำเนินการพัฒนาศูนย์เรียนรู้พืชสมุนไพรเพื่อผลิตภัณฑ์สปา และการพัฒนาพื้นที่จัดจำหน่ายสินค้าของวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสมุนไพรอีกด้วย

นอกจากนี้ ยังมีการผลักดันให้มีการขึ้นทะเบียนสถานบริการกับกระทรวงสาธารณสุข การฝึกอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับการบริการและการขึ้นทะเบียนหมอนวดฟรีแลนซ์  ส่งเสริมการใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพ คำนึงถึงความปลอดภัยของผู้รับบริการ  สำหรับการพัฒนาเอกลักษณ์การนวดศรีวิชัย-ไพยสันตา นั้นอาศัยการนวดตะวันตก ซึ่งใช้เทคนิคการลูบ (Effleurage or Gliding) การกด (Petrissage or Kneading) การถู (Friction) การเคาะ (Tapotement or Percussion) และการสั่น (Vibration or Shaking) ร่วมกับการนวดไทย ที่เน้นเส้นประธานสิบ ผสมผสานมาเป็นท่ายืดเหยียดกล้ามเนื้อแบบศรีวิชัย ที่ประยุกต์จากการถอดท่ารำมโนราห์ ระบำศรีวิชัยและท่าฤาษีดัดตน แล้วนำมาคัดเลือกท่าที่จะช่วยในการคลายกล้ามเนื้อของผู้ใช้บริการสปาบริเวณที่พบว่ามีปัญหาบ่อย ให้ผลดีทั้งทางสรีรวิทยาและทางจิตใจจากการนวด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์ลภัส กล่าวอีกว่าทีมวิจัยพบว่าอำเภอขนอมมีฐานทรัพยากรสมุนไพร หมอยาพื้นบ้าน วิถีชีวิตท้องถิ่นที่มีเสน่ห์ ผนวกกับความโดดเด่นของการเป็นแหล่งท่องเที่ยวชายทะเลที่สงบ ผ่อนคลาย แต่ในส่วนของธุรกิจสปาของขนอมยังไม่มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน ทางทีมนักวิจัยจึงพยายามที่จะสร้างอัตลักษณ์สปาศรีวิชัยขึ้น โดยได้นำผลการวิเคราะห์หลักฐานทางประวัติศาสตร์ศรีวิชัยร่วมกับผู้เชี่ยวชาญมากำหนดอัตลักษณ์และแบรนด์สปาศรีวิชัย ออกแบบตราสัญลักษณ์

“รวมทั้งการออกแบบบรรจุภัณฑ์สอดคล้องกับความต้องการของตลาด ผู้ประกอบธุรกิจสปา รวมทั้งวิสาหกิจชุมชนขนอม ซึ่งแผนงานวิจัยนี้มุ่งยกระดับมาตรฐานทั้งด้านการบริการและการส่งเสริมสุขภาพ ภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ที่ได้รับการรับรอง พร้อมทั้งมีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ศรีวิชัยผสมผสานอยู่ในสปา อันจะนำไปสู่การยอมรับจากผู้บริโภค และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้สปาศรีวิชัย มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในตลาดสากลต่อไป” ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.พิมพ์ลภัส กล่าวในที่สุด

สภา มทร.ธัญบุรี อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/383175

สภา มทร.ธัญบุรี อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์

วันที่ 11 สิงหาคม 2562 – 09:13 น.
สภา มทรธัญบุรี,อนุมิติ,ปริญญา,กิตติมศักดิ์,5ราย
เปิดอ่าน 660 ครั้ง

สภา มทร.ธัญบุรี อนุมัติปริญญากิตติมศักดิ์ จำนวน 5 รายมี”กัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์-อัศวิน เตชะเจริญวิกุล​​​​​​-อโนทัย  พรประภา-จ.อ.สุวัฒน์ อรรถกฤษณ์-อานนท์ ประไกรวัน”

วันที่ 11 ส.ค. 2562- นายวิรัช โหตระไวศยะ รักษาราชการแทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) เปิดเผยว่า สภามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี มีมติอนุมัติผู้สมควรได้รับปริญญากิตติมศักดิ์ จำนวน 5 ราย

โดยจะเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรจาก สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ประจำปีการศึกษา 2561 ในวันที่ 21 สิงหาคม 2562 นี้ ณ หอประชุมราชมงคล มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ต.คลองหก อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ดังนี้

นายกัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์

ปริญญาวิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (วิศวกรรมพลังงานและวัสดุ) นายกัลกุล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานกรรมการ บริษัท กันกุล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน)

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล

ปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การจัดการ) นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน)

ปริญญาบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (การบริหารธุรกิจระหว่างประเทศ) นางอโนทัย  พรประภา  ประธานบริหาร บริษัท เอส.พี. อินเตอร์แนชั่นแนล จำกัด

นางอโนทัย  พรประภา

ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (ดุริยางค์ไทย) จ่าอากาศเอก สุวัฒน์ อรรถกฤษณ์ข้าราชการบำนาญ กองการสังคีต กรมศิลปากร

                       จ่าอากาศเอก สุวัฒน์ อรรถกฤษณ์

และปริญญาวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิตกิตติมศักดิ์ (วิศวกรรมอุตสาหการและการผลิต) นายอานนท์ ประไกรวัน ประธานกรรมการ บริษัท เอ ซี เอ เครื่องมืออุตสาหกรรม จำกัด

                           นายอานนท์ ประไกรวัน

ดึงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมจังหวัดสร้างรายได้เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/382955

ดึงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมจังหวัดสร้างรายได้เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ

วันที่ 9 สิงหาคม 2562 – 10:15 น.
อิทธิพล คุณปลื้ม,รมววัฒนธรรม,ผ้าไทย
เปิดอ่าน 590 ครั้ง

โดย…  -ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม ประกาศน้อมนำพระปฐมบรมราชโองการพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดเป็น 4 หมวดหมู่ ได้แก่ สืบสาน รักษา ต่อยอด และนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหาร ทั้งเศรษฐกิจพอเพียง ลดขั้นตอนการให้บริการประชาชน และใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่าสูงสุด

เช่น สืบสาน คือสิ่งที่มีอยู่แล้ว ดูอดีตจนถึงปัจจุบัน ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับกรมศิลปากร การรักษา คือ สิ่งที่มีอยู่แล้ว ที่พบเจอ จะรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดี หรือนำเสนอให้แก่คนยุคปัจจุบันอย่างไร เน้นดูแลจากปัจจุบัน ไปถึงอนาคต เช่น ทำพิพิธภัณฑ์ ทำนุบำรุงศาสตร์ การต่อยอด เป็นเรื่องของอนาคต และ ธรรมาภิบาล เป็นหลักในการบริหารงานราชการ โปร่งใส ตรวจสอบได้ มีส่วนร่วมของประชาชน ผ่านตัวชี้วัดในเชิงประจักษ์ทั้งในเรื่องของปริมาณ รวมถึงการประเมินผลงานที่เป็นรูปธรรม และความคุ้มค่าของการใช้งบประมาณ

 ผุดนโยบายเศรษฐกิจทางวัฒนธรรม
นโยบายเร่งด่วนเน้นต่อยอดวัฒนธรรม ผลักดันสู่ในเชิงเศรษฐกิจ ตามที่นายกรัฐมนตรีมีนโยบายเน้นย้ำการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจมากขึ้น เน้นให้ข้าราชการและผู้ร่วมปฏิบัติงานไปคิดในมุมของกระทรวงเศรษฐกิจ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการต่อยอดทุนทางวัฒนธรรมให้สามารถนำมาสร้างรายได้ในเชิงเศรษฐกิจ

“ชาวต่างชาติที่มาท่องเที่ยวในไทย เขามีความซึมซับและอยากอยู่ท่ามกลางวัฒนธรรมอันดีของไทย ทั้งประเพณีสงกรานต์ ลอยกระทง เป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาในไทยเป็นจำนวนมาก จึงอยากให้คิดในเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น เป็นรูปธรรมอยู่ในกรอบการสืบสาน รักษา อนุรักษ์ ขุดค้น เข้าใจในด้านเศรษฐกิจมากขึ้นด้วย” รมว.วัฒนธรรม กล่าว

 ดึงผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมสร้างรายได้
เน้นเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมผลิตภัณฑ์ด้านวัฒนธรรมให้สร้างรายได้ทั้ง 76 จังหวัด ต้องมีผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมที่สร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ชุมชนที่มีผ้าไทย สามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งออก ให้ทุกจังหวัดไปคิด และผลักดันให้ส่วนราชการกระทรวงวัฒนธรรมต้องไปสืบค้น พร้อมต่อยอดไปสู่ความสามารถทางการผลิต มาตรฐาน คุณภาพของผลิตภัณฑ์ที่สามารถขึ้นห้างได้ จะร่วมกับกระทรวงอื่น เช่น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ สร้างความเชื่อมโยงและหาตลาดโอท็อปทางวัฒนธรรม หรือเรียกว่า ผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรมในระดับตำบล (Cultural Product of Thailand : CPOT) ให้มากขึ้น

“มุมมองของวัฒนธรรมในยุคนี้ต้องมองในเชิงเศรษฐกิจมากขึ้น เพราะฉะนั้น จะให้ที่ปรึกษาที่เชี่ยวชาญทางด้านการตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เข้ามาดู ซึ่งในเรื่องของผลิตภัณฑ์ทางวัฒนธรรม ต้องพัฒนาทักษะฝีมือ การต่อยอดจึงต้องเลือกผลิตภัณฑ์นั้นมาสร้างคุณค่า โดยเอาทุนทางวัฒนธรรมเข้ามา” อิทธิพล กล่าว

ดันไทยเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรม
รวมทั้งการทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรมของอาเซียน เนื่องจากปีนี้ไทยเป็นประธานอาเซียน และการจะเป็นศูนย์กลางด้านวัฒนธรรมของอาเซียนได้ ต้องมีสถานที่ที่สามารถรองรับกิจกรรม จึงต้องเร่งรัดให้หอศิลป์ร่วมสมัยก่อสร้างให้แล้วเสร็จ และพัฒนาศูนย์วัฒนธรรมที่มีอยู่เดิม ยกระดับเป็นศูนย์วัฒนธรรมระดับนานาชาติ ซึ่งยังคงเป็นนโยบายที่มอบให้เพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างในการปฏิบัติงานระหว่างยุทธศาสตร์เดิม ในระยะปานกลางที่อดีต รมว.วัฒนธรรม และกระทรวงวัฒนธรรมได้มีพันธกิจไว้

 ห่วงเยาวชนซึบซับวัฒนธรรมออนไลน์
ในส่วนของการซึมซับวัฒนธรรมของคนไทยจากการรับรู้ผ่านสื่อออนไลน์ในปัจจุบัน ทำให้เยาวชนซึมซับวัฒนธรรมต่างชาติได้มากขึ้น จากรูปแบบสื่อที่เปิดกว้าง จึงมอบให้แต่ละกองในกระทรวงวัฒนธรรม ช่วยกันคิดว่าเยาวชนคนรุ่นใหม่ หรือแม้แต่คนในปัจจุบันหันมาย้อนดูความเป็นไทยที่แท้จริง เคารพซึ่งกันและกัน ลดการขัดแย้ง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นช่องว่างทางทัศนคติของคนที่อยู่ระหว่างวัย ที่พบบนสื่อออนไลน์ โดยมีศูนย์เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ซึ่งเป็นศูนย์ที่รับแจ้งทำงานเชิงรับ เช่น หอภาพยนตร์ สถานที่เก็บข้อมูล รวบรวมวิจัย ที่เกี่ยวกับภาพยนตร์ที่ควรอนุรักษ์ไว้ รวมถึงคอยสอดส่องดูว่า สื่อใด ภาพยนตร์ใด ที่อาจจะทำให้ศีลธรรม จริยธรรมต่างๆ หรือความเป็นไทยด้อยลง

โดยขอความร่วมมือไปที่กระทรวงที่เกี่ยวข้องโดยตรง เช่น กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ที่มีศูนย์เฝ้าระวังในการ สืบค้นข่าวลวง ขณะที่กระทรวงวัฒนธรรม จะดูทั้งข่าวจริงที่อาจจะส่งผลกระทบต่อเรื่องของวัฒนธรรม และในอนาคตคงต้องสอดส่อง และอาจต้องคิดไปถึงเรื่องการจัดจ้างที่ปรึกษาให้ดูแลตลอด 24 ชั่วโมง เหมือนที่ทำในภาคการท่องเที่ยว ในการรับ วิเคราะห์ ตอบโต้ ในเรื่องภาพลักษณ์ทางลบที่อาจส่งผลต่อประเทศไทย

ในส่วนของการจัดเรตติ้งออนไลน์ นั้น รมว.วัฒนธรรม ให้ความเห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ แต่ภาพยนตร์ที่ไม่ได้ผ่านพระราชบัญญัติภาพยนตร์และวีดิทัศน์ก็มีจำนวนค่อนข้างมาก และในสื่อที่เป็นคลิปสั้นๆ ก็ปรากฏทั่วไปในระบบสารสนเทศ กระทรวงวัฒนธรรมต้องเข้าไปตรวจสอบในส่วนนี้มากขึ้น ซึ่งปัจจุบัน ผู้ให้บริการดูภาพยนตร์ผ่านสื่อออนไลน์ สามารถจัดเรตติ้งได้ เบื้องต้น จึงต้องขอความร่วมมือกับผู้ให้บริการว่าขอให้จัดเรตติ้งรวมถึงเนื้อหาอะไรที่ไม่เหมาะสมในการฉายในประเทศไทยด้วย

  ใช้วัฒนธรรมเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ
– สืบสาน วัฒนธรรมเดิมให้ยังคงอยู่จนปัจจุบัน
– รักษา สิ่งที่มี เพื่ออนาคต
– ต่อยอด สร้างมูลค่าวัฒนธรรม
– ยึดหลักธรรมาภิบาล ทำงานโปร่งใส
– สร้างสินค้าวัฒนธรรม 76 จังหวัด
– ผลักดันสินค้าวัฒนธรรมระดับตำบล CPOT
– ต่อยอดสร้างมูลค่า สร้างรายได้
– ร่วมมือกระทรวงต่างๆ เพื่อหาตลาด
* ดันไทยเป็นศูนย์กลางวัฒนธรรม
* ดึงคนรุ่นใหม่และบุคคลทั่วไป หันมาสนใจความเป็นไทย
* เข้มงวด เฝ้าระวัง สื่อที่กระทบต่อภาพลักษณ์วัฒนธรรมทางออนไลน์มากขึ้น

นับหนึ่ง..”รพ.รัฐ”สั่งจ่ายกัญชาลอตแรก!เฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/382846

นับหนึ่ง..”รพ.รัฐ”สั่งจ่ายกัญชาลอตแรก!เฉพาะผู้ป่วยมะเร็ง

วันที่ 8 สิงหาคม 2562 – 12:47 น.
น้ำมันกัญชา สูตรทีเอชซีสูง,อนุทิน ชาญวีรกูล,กระทรวงสาธารณสุข,ผู้ป่วยมะเร็ง
เปิดอ่าน 858 ครั้ง

โดย…  -พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

เปิดให้บริการแล้วสำหรับการใช้กัญชาทางการแพทย์ในโรงพยาบาลรัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หลังจากรับมอบ “น้ำมันกัญชา สูตรทีเอชซีสูง” เมดิคัลเกรด จากองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ลอตแรก 4,500 ขวด โดยให้บริการในโรงพยาบาลศูนย์ 12 แห่งกระจายทั่วประเทศ ระยะแรกเน้นผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายก่อน ใช้ในการรักษาผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น ไม่ใช่รักษาโรคมะเร็ง และแพทย์จะวินิจฉัยและสั่งจ่ายให้เฉพาะผู้ป่วยที่เข้าข้อบ่งชี้ทางการแพทย์เท่านั้น

เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม มีการแถลงข่าว “การรับมอบสารสกัดน้ำมันกัญชามาตรฐานทางการแพทย์ ลอตแรก สู่ระบบบริการกัญชาทางการแพทย์ในสถานพยาบาลและโครงการวิจัย” ซึ่งผู้บริหารระดับสูง สธ. มากันอย่างพร้อมเพรียง ตั้งแต่ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) สาธิต ปิตุเตชะ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมช.สธ.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดสธ. และอธิบดีกรมต่างๆ

อนุทิน กล่าวว่า สธ.ได้รับมอบสารสกัดน้ำมันกัญชามาตรฐานทางการแพทย์ลอตแรกจากองค์การเภสัชกรรม (อภ.) แบบหยดใต้ลิ้นชนิดทีเอชซี สูงขนาด 5 มิลลิลิตร จำนวน 4,500 ขวด จะทยอยส่งให้โรงพยาบาลศูนย์ทุกเขตสุขภาพ เขตละ 1 แห่ง รวม 12 แห่ง และผู้ป่วยในโครงการวิจัย 2 ประเภท ได้แก่ การศึกษาวิจัยและการรักษากรณีจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายเพื่อให้ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีมาตรฐานแล้วไม่ได้ผลเข้าถึงการรักษาด้วยสารสกัดน้ำมันกัญชา

ได้แก่ ภาวะคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยที่ได้รับยาเคมีบำบัด โรคลมชักที่รักษายากและที่ดื้อต่อยารักษา ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็งในผู้ป่วยปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ภาวะปวดประสาทที่รักษาด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล และใช้ในการควบคุมอาการโรคพาร์กินสัน อัลไซเมอร์ โรคปลอกประสาทอักเสบ ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย เป็นต้น รวมทั้งการศึกษาวิจัยการรักษาโรคมะเร็งและจะได้รับเพิ่มอีก 2,000 ขวด เป็นชนิดซีบีดี สูงขนาด 10 มิลลิลิตร จำนวน 500 ขวด และชนิดทีเอชซีต่อซีบีดี อัตรา 1:1 ขนาด 5 มิลลิลิตร จำนวน 1,500 ขวด รวมเป็นทั้งสิ้น 6,500 ขวดภายในเดือนสิงหาคมนี้

“อภ.ควรเพิ่มการผลิตสารสกัดน้ำมันกัญชาเป็น 10 ล้านขวด ซึ่งยิ่งผลิตมากต้นทุนการทำก็จะถูกลง ส่วนการรักษาในคนไข้ถ้าได้ผลก็จะมีการผลักดันบรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ และเป็นสิทธิประโยชน์ในหลักประกันสุขภาพแห่งชาติต่อไป โดยการที่อภ.สามารถผลิตสารสกัดน้ำมันกัญชาได้เองมีราคาข้างขวดที่ 500 บาท ก็ช่วยลดราคาจากที่มีการจำหน่ายแบบใต้ดินขวดละ 1,000 บาทได้แล้ว” อนุทินกล่าว

   รพ.12แห่งสั่งจ่ายกัญชา
ด้าน นพ.สุขุม กล่าวว่า สารสกัดน้ำมันกัญชาชนิดทีเอชซีสูง ที่ สธ.ได้รับจาก อภ. ลอตแรก 4,500 ขวด จะแบ่งเป็นให้กรมการแพทย์ใช้ในการวิจัย 600 ขวด อีก 3,900 ขวดจะกระจายไปให้โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) 12 แห่ง เขตสุขภาพละ 1 แห่ง ได้แก่ รพ.ลำปาง รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์ รพ.สระบุรี รพ.ราชบุรี รพ.ระยอง รพ.ขอนแก่น รพ.อุดรธานี รพ.บุรีรัมย์ รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี รพ.สุราษฎร์ธานี และรพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา โดยผู้ป่วยสามารถเข้าไปรับบริการได้ทันที

 จ่ายสูตรแพทย์แผนไทย7แห่งก.ย.นี้
และในเดือนกันยายนนี้จะเริ่มกระจายน้ำมันกัญชาสูตรตำรับแพทย์แผนไทยผ่านสถานพยาบาลที่ให้บริการด้านการแพทย์แผนไทย 7 แห่งครอบคลุมทุกภาค ได้แก่ ภาคเหนือ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จ.แพร่ และรพ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี ภาคกลาง รพ.ดอนตูม จ.นครปฐม และรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รพ.พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จ.สกลนคร และรพ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์ ภาคใต้ รพ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี
“กลุ่มผู้ป่วยที่จะได้รับการสั่งจ่ายก่อนคือผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับยาเคมีบำบัด ผู้ป่วยระยะประคับประคอง ทั้งนี้ส่วนหนึ่งจะเป็นคนไข้ที่มีการขึ้นทะเบียนไว้แล้ว แต่คนไข้ที่ยังไม่ได้ลงทะเบียนแล้วเดินเข้าไปขอรับบริการที่โรงพยาบาลก็จะต้องผ่านจุดคัดกรองก่อนว่ามีอาการหรือโรคที่เป็นตรงกับข้อบ่งชี้หรือไม่ ส่วนคนไข้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่ามีความจำเป็นต้องใช้ก็จะได้รับการบริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในทุกสิทธิประกันสุขภาพภาครัฐ” นพ.สุขุมกล่าว

 ข้อบ่งชี้ในการใช้สารสกัดกัญชา
นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า สารสกัดน้ำมันกัญชาสูตรที่มีทีเอชซีสูงจะใช้ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย โดยไม่ได้เป็นการรักษามะเร็ง แต่เป็นการรักษาอาการข้างเคียงจากโรคมะเร็ง เช่น คลื่นไส้ อาเจียน นอนไม่หลับ หรืออาการปวดมากจนนอนไม่หลับ ทั้งนี้กรณีที่คนไข้มาขอรับบริการแต่ไม่ตรงกับกลุ่มโรคในข้อบ่งชี้ ได้มีการวางระบบตรงนี้ โดยให้แพทย์พยายามเชื่อมโยงการดูแลเข้ากับวิชาชีพ โดยกรณีที่คนไข้ส่วนหนึ่งที่ใช้ด้วยตนเองมาก่อนอยู่แล้วแต่อาจจะเป็นโรคที่ไม่ได้เป็นไปตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ ก็ให้แพทย์คุยกับคนไข้ว่าสิ่งที่ใช้อยู่ไม่แนะนำในทางการแพทย์ แต่ถ้าผู้ป่วยประสงค์จะใช้ต่อก็ให้ใช้ต่อไป โรงพยาบาลก็จะมีระบบติดตามอาการของคนไข้จากการใช้สารสกัดน้ำมันกัญชาให้คนไข้
“อยากให้มีการสื่อสารตรงนี้ให้ชัดเพื่อให้คนไข้ได้เข้าใจการทำงานในการวินิจฉัยของแพทย์ด้วยเมื่อไปรับบริการ และจะทำให้ภาครัฐมีการเก็บข้อมูลจากการใช้ด้วยตนเองของคนไข้ด้วยว่าใช้สารสำคัญใดและส่งผลต่อโรคอย่างไร ถ้าทำได้เชื่อว่าประเทศไทยจะมีฐานข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่จะรู้ได้ว่ารสารอออกฤทธิ์ได้ส่งผลต่อโรคไหนได้ดี” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

   เร่งผลิตรองรับความต้องการ
นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) กล่าวว่า อภ.ผลิตสารสกัดน้ำมันกัญชาจากการปลูกรุ่นแรกรวม 6,000 ขวด แยกเป็น 3 สูตร ได้แก่ สูตรทีเอชซีสูง 4,5000 ขวด สูตรซีบีดีสูง 500 ขวด และสูตรซีบีดีต่อทีเอชซี 1 ต่อ 1 จำนวน 1,500 ขวด ซึ่งในการผลิตของอภ. จะเน้นเพื่อประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน โดยึดหลักกการประสิทธิผล ซึ่งแต่ละสูตรจะใช้ในการรักษาโรคที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ ความปลอดภัย จะต้องปลอดจากยาฆ่าแมลง โลหะหนัก ปราศจากเชื้อราและแบคทีเรียและความคงตัว แต่ละขวดจะต้องมีปริมาณสารสำคัญคงตัว หลังจากนี้ อภ.จะดำเนินการปลูกและผลิตตามความต้องการของแพทย์ว่าใช้สูตรไหนจำนวนมาก ซึ่งใน 1 รอบการปลูกและผลิตใช้เวลา 4-5 เดือน ผลิตได้ราว 10,000 ขวด

นพ.มรุต จิรเศรษฐสิริ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่า ล่าสุดได้รับการติดต่อจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ว่าจะนำกัญชาของกลางจำนวน 1,000 กิโลกรัมแห้งมาให้กรม จากการส่งตรวจพบว่าไม่มียาฆ่าแมลง มีโลหะหนักนิดหน่อย แต่สามารถสกัดออกได้ โดยจะนำมาให้กองพัฒนายาไทยและสมุนไพรของกรมผลิตเป็นน้ำมันกัญชาสูตรนายเดชา ศิริภัทร หมอพื้นบ้าน ซึ่งจะเป็นวิธีการผลิตสูตรที่ใกล้เคียงกับของนายเดชา แต่ทุกกระบวนการผลิตจะต้องได้รับการยอมรับจากนายเดชา คาดว่าน่าจะได้หลายแสนขวด อย่างไรก็ตามจะมีการหารือกันอีกครั้งในวันที่ 9 สิงหาคมนี้

โรงพยาบาลสั่งจ่ายกัญชา
โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) 12 แห่งให้บริการกัญชาทางการแพทย์ (เริ่มบริการ)
1.รพ.ลำปาง
2.รพ.พุทธชินราช จ.พิษณุโลก
3.รพ.สวรรค์ประชารักษ์ จ.นครสวรรค์
4.รพ.สระบุรี
5.รพ.ราชบุรี
6.รพ.ระยอง
7.รพ.ขอนแก่น
8.รพ.อุดรธานี
9.รพ.บุรีรัมย์
10.รพ.สรรพสิทธิประสงค์ จ.อุบลราชธานี
11.รพ.สุราษฎร์ธานี
12.รพ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

7 โรงพยาบาลกระจายน้ำมันกัญชาสูตรตำรับแพทย์แผนไทย (เริ่มก.ย.2562)
ภาคเหนือ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเด่นชัย จ.แพร่ และรพ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี
ภาคกลาง รพ..ดอนตูม จ.นครปฐม และรพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ.ปราจีนบุรี
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รพ.พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร จ.สกลนคร และรพ.คูเมือง จ.บุรีรัมย์
ภาคใต้ รพ.ท่าฉาง จ.สุราษฎร์ธานี

 ศึกษาวิจัยมะเร็ง 10 ชนิด
ในส่วนของกรมการแพทย์ที่ได้รับการส่งมอบสารสกัดน้ำมันกัญชาจำนวน 600 ขวดนั้น จะนำไปใช้ในการศึกษาวิจัยเซลล์มะเร็งในหลอดทดลอง 100 ขวด เพื่อศึกษาฤทธิ์ยับยั้งการแบ่งตัวและเพิ่มจำนวนเซลล์มะเร็ง 10 ชนิด ได้แก่ มะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งท่อทางเดินน้ำดี มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้ใหญ่และไส้ตรง มะเร็งปากมดลูก มะเร็งต่อมน้ำเหลือง มะเร็งรังไข่ มะเร็งกระเพาะอาหาร และมะเร็งตับอ่อน คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์จะทราบผล อีก 500 ขวดจะนำไปศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลองเพื่อศึกษาประสิทธิผลและความปลอดภัยของสารสกัดกัญชาในหนูทดลองรวมถึงทดสอบความเป็นพิษในสัตว์ทดลอง ซึ่งจะต้องใช้เวลานานเพราะต้องดูทั้งเรื่องความปลอดภัยและประสิทธิผล

นอกจากนี้ได้จัดตั้งคลินิกให้คำปรึกษาการใช้กัญชาทางการแพทย์ในโรงพยาบาลและสถาบันเฉพาะทางในสังกัดกรมการแพทย์แล้ว อาทิ สถาบันมะเร็งแห่งชาติ สถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี รพ.นพรัตนราชธานี รพ.มะเร็งชลบุรี สถาบันทันตกรรม เป็นต้น และจะครบ 32 แห่งกลางเดือนสิงหาคมนี้ ประชาชนปรึกษาเกี่ยวกับการเฝ้าระวังพิษจากกัญชาได้ที่สายด่วน 1165 ตลอด 24 ชั่วโมง รวมทั้งอยู่ระหว่างการจัดทำออฟฟิเชียลไลน์ให้คำปรึกษาระหว่างสถานบริการสุขภาพและการส่งต่อผู้ป่วยเมื่อเกิดอาการทางจิตจากกัญชา
     “สมาร์ทบาร์”เช็กผลิตภัณฑ์กัญชา
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า อย.ได้ร่วมกับสถาบันรหัสสากล (GS1 Thailand) เปิดตัวแอพพลิเคชั่นสมาร์ทบาร์ (Smartbar Application) เริ่มแล้วตั้งแต่วันนี้ เพื่อให้บริการประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลทั่วไปของผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ที่ถูกกฎหมายที่มีจำหน่ายในประเทศไทยผ่านสมาร์ทโฟนด้วยระบบ แอนดรอยด์ ส่วนระบบไอโอเอส จะใช้ได้ตั้งแต่ 15 สิงหาคม โดยสแกนบาร์โค้ด 2 มิติ บนผลิตภัณฑ์กัญชาด้วยตนเองได้ทุกที่ ทุกเวลา เพื่อตรวจสอบข้อมูลพื้นฐานที่ผู้ผลิตแจ้งไว้กับอย. ได้แก่ ชื่อผลิตภัณฑ์ ความแรง รูปแบบผลิตภัณฑ์ ขนาดบรรจุ ข้อมูลผู้ผลิต เป็นต้น ซึ่งเลขบาร์โค้ดจะพร้อมรองรับการติดตามและสอบย้อนกลับผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ได้ในระดับรายชิ้นแบบ เรียลไทม์ ในอนาคตจะสามารถติดตามตรวจสอบความเคลื่อนไหว การนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็ว

พัฒนา”เด็กปฐมวัย”คืนทุน7เท่าสร้างชาติ-ลดเหลื่อมล้ำประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/382715

พัฒนา”เด็กปฐมวัย”คืนทุน7เท่าสร้างชาติ-ลดเหลื่อมล้ำประเทศ

วันที่ 7 สิงหาคม 2562 – 14:00 น.
เด็กปฐมวัย
เปิดอ่าน 1,005 ครั้ง

โดย…  -หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com – 

พ่อแม่คนรุ่นใหม่ที่มีกำลังจ่ายสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ และสามารถจัดการศึกษา “ปฐมวัย” ให้ลูกอย่างมีคุณภาพได้ ทว่ายังมีพ่อแม่อีก 50 ล้านคนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ที่ฝากความหวังมอบความไว้วางใจให้แก่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล และสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ดูแลและจัดการศึกษาให้ลูกตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษาแทนพวกเขา นั่นหมายความว่าหน่วยงานที่จัดการศึกษาต่างๆ นั่นมีความสำคัญยิ่ง ต่อการสร้างอนาคตของประเทศชาติ โดยเฉพาะ “ปฐมวัย” ปฐมบทแห่งการเริ่มต้นของชีวิต

เพราะการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีส่วนสำคัญในการสร้างทุนมนุษย์ให้แก่ประชากรของประเทศ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านการผลิตของสังคม การพัฒนาเด็กปฐมวัยยังสามารถช่วยลดความเหลื่อมลํ้าทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ  ดังคำกล่าวที่ว่า “การศึกษาคือการเลื่อนชนชั้น” ที่ดีที่สุดนั่นเอง

วีระชาติ กิเลนทอง นักเศรษฐศาสตร์ หัวหน้าโครงการลดความเหลื่อมล้ำด้วยการศึกษาปฐมวัยที่มีคุณภาพ (Reducing Inequality through Early Childhood Education: RIECE Thailand) หรือเรียกสั้นๆ ว่า “ไรซ์ไทยแลนด์” ที่ผันตัวเองมาเป็น คณบดีคณะการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เพราะมองว่าหากจะลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมต้องทำให้ผู้คนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเสมอภาค และหากต้องการให้การศึกษามีคุณภาพที่ดี ต้องมีระบบจัดการศึกษาให้ส่งเสริมเด็กไทยได้เรียนรู้อย่างถูกต้องตั้งแต่ปฐมวัย และริเริ่มนำหลักสูตรไฮสโคป ซึ่งได้รับการพิสูจน์จากงานวิจัยของนักเศรษฐศาสตร์เจ้าของรางวัลโนเบล ศาสตราจารย์เจมส์ เจ. เฮ็กแมน จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่พบว่า การจัดการเรียนรู้แบบไฮสโคปช่วยให้ผู้เรียนมีรายได้สูงกว่า ก่ออาชญากรรมและติดยาเสพติดน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่เรียนในรูปแบบปกติ และสามารถสรุปผลในเชิงเศรษฐศาสตร์ได้ว่า หลักสูตรไฮสโคปให้ผลประโยชน์ถึง 7 เท่าของต้นทุน

หัวหน้าโครงการ “ไรซ์ไทยแลนด์” บอกว่า ได้นำเอาหลักสูตรไฮสโคปมาพัฒนาและทดลองใช้ในประเทศไทยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา โดยเน้นที่กระบวนการเรียนการสอนเป็นสำคัญ โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยสื่อการเรียนการสอนหรืออุปกรณ์พิเศษที่มีราคาสูง ไปใช้ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กซึ่งรองรับเด็กปฐมวัยส่วนใหญ่ของประเทศ เน้นการพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพสอนให้ครูปฐมวัยสามารถสอนเด็กโดยใช้กระบวนการ วางแผน-ลงมือทำ-ทบทวน (Plan-Do-Review) เปิดโอกาสให้เด็กได้ตัดสินใจวางแผนเอง ซึ่งจะช่วยให้เด็กได้รู้จักกำหนดเป้าหมายที่แน่ชัด ทำงานอย่างเป็นระบบ ฝึกการตัดสินใจ และรู้จักอดทน

เด็กจะได้ลงมือทำกิจกรรมผ่านสื่อ วัสดุอุปกรณ์ที่หลากหลายและเหมาะสมกับวัย ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นตามความคิดของเด็กเองอย่างกระตือรือร้น ได้เรียนรู้จากสถานการณ์และเหตุการณ์ต่างๆ ตลอดจนได้ใช้ความคิดในการลงมือปฏิบัติ และได้สะท้อนความคิดผ่านขั้นตอนการทบทวน โดยครูปฐมวัยสามารถให้เด็กแต่ละคนเล่าประสบการณ์ที่ได้ลงมือทำทุกๆ สัปดาห์ ซึ่งจะช่วยพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารและการเป็นผู้นำ โดยครูปฐมวัยสามารถพัฒนาทักษะของตนเองและเด็กนักเรียนสำหรับศตวรรษที่ 21 ได้เต็มศักยภาพพร้อมสู่ไทยแลนด์ 5.0 ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักของหลักสูตรไฮสโคป

“ที่ผ่านมามีองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ในเขต จ.มหาสารคาม และ จ.กาฬสินธุ์ จำนวน 21 ตำบล 6 อำเภอ 40 ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ครอบคลุมเด็กอายุระหว่าง 2 ถึง 4 ขวบ กว่า 2,000 คนเข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะช่วยให้เด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาสสามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ในขณะเดียวกัน การเก็บข้อมูลและการวิจัยที่เป็นระบบของโครงการ จะนำไปสู่องค์ความรู้ใหม่ที่จะช่วยให้เราสามารถสร้างสังคมที่เสมอภาคและเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้ดังที่ตั้งใจไว้ และได้อบรมครูปฐมวัยไปแล้วส่วนหนึ่ง และจะอบรมไปเรื่อยๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ตามหลักสูตรไฮสโคปให้มากที่สุด เพราะเชื่อว่าจะเป็นแนวทางที่สร้างเด็กไทยให้สอดคล้องกับศตวรรษที่ 21 ได้ในที่สุด” วีระชาติ กล่าว

 ปฏิรูปครูแก้เหลื่อมล้ำ“ปฐมวัย”
ดารณี อุทัยรัตนกิจ คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย พ.ศ. 2558-2559 ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่า เด็กอายุระหว่าง 0-4 ปี ในประเทศไทยมากกว่า 1 ใน 5 คนไม่ได้อยู่กับพ่อแม่ แม้พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ เนื่องจากครอบครัวยากจน ต้องทำมาหากินทั้งคู่ จึงต้องฝากลูกไว้กับปู่ย่าตายายหรือสมาชิกคนอื่นๆ ของครอบครัวในจังหวัดบ้านเกิด

สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ผลกระทบเรื่องภาวะไม่พร้อมเรียน รวมถึงการหลุดออกนอกระบบตั้งแต่วัยเยาว์ ในระยะยาวหากแก้ไม่ได้ เด็กกลุ่มนี้ก็จะเข้าสู่วัฏจักรความยากจนข้ามชั่วคน เพราะเข้าไม่ถึงการศึกษา หรือได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพต่างกัน ด้วยสภาพดังกล่าวศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จึงเป็นหนึ่งในทางเลือกของครอบครัวกลุ่มนี้ในการดูแลเด็กๆ เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายหรือถ้ามีก็นับว่าน้อยมาก

ปัจจุบันประเทศไทยมีเด็กปฐมวัย อายุ 2-6 ปี อยู่ในความดูแลของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 829,645 คน และเด็กปฐมวัย อายุ 3-6 ปี เรียนในระดับอนุบาลจำนวน 1,813,711 คน ซึ่งจากข้อมูลสถานการณ์การพัฒนาเด็กปฐมวัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่า เด็กปฐมวัย ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงก่อนอายุ 6 ปีบริบูรณ์ มีพัฒนาการล่าช้าถึง 30% ของเด็กในกลุ่มอายุดังกล่าว

เรื่องนี้ถือเป็นภาวะวิกฤติของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ เพราะการลงทุนพัฒนาในเด็กปฐมวัยถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าให้ผลตอบแทนกลับคืนในอนาคต 7-10 เท่า จากข้อมูลของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย พบหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย คือ คุณภาพของครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย

ขณะนี้ กสศ.อยู่ระหว่างการเปิดรับข้อเสนอจัดทำโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาข้อเสนอในการปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาครูปฐมวัย ผู้ดูแลเด็ก และครูผู้ช่วย จากคณะบุคคล สถาบันอุดมศึกษา สถาบันวิชาการ และหน่วยงานที่มีความสนใจ มาร่วมวิจัยและพัฒนาข้อเสนอการปฏิรูประบบการผลิตและพัฒนาครูฯ นำเสนอต่อ กสศ. เพื่อพัฒนาสถาบันต้นแบบในการผลิตและพัฒนาต่อไปในอนาคต เปิดรับข้อเสนอถึง 8 สิงหาคม สอบถามได้ที่ 09-5532-8839

  เตรียมพ่อแม่พัฒนาปฐมวัย
นโยบายรัฐบาลเขียนไว้ว่าการปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้และการพัฒนาศักยภาพของคนไทยทุกช่วงวัยส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัย ด้วยการจัดให้มีระบบพัฒนาเด็กแรกเกิดอย่างต่อเนื่องจนถึงเด็กวัยเรียนให้มีโอกาสพัฒนาตามศักยภาพ เพื่อสร้างคนไทยที่มีพัฒนาการเต็มตามศักยภาพผ่านครอบครัวที่อบอุ่นในทุกรูปแบบครอบครัว เพื่อส่งต่อการพัฒนาเด็กไทยให้มีคุณภาพสู่การพัฒนาในระยะถัดไปบนฐานการให้ความช่วยเหลือที่คำนึงถึงศักยภาพของครอบครัวและพื้นที่

เตรียมความพร้อมการเป็นพ่อแม่ ความรู้เรื่องโภชนาการและสุขภาพการอบรมเลี้ยงดู การส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัยผ่านการให้บริการสาธารณะที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทั่วประเทศให้ได้มาตรฐาน และพัฒนาศักยภาพของบุคลากรทางการศึกษาและผู้ดูแลเด็กปฐมวัยให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ ที่สำคัญต้องส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยคำนึงถึงพหุปัญญาที่หลากหลายของเด็กแต่ละคนให้ได้รับการส่งเสริมและพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพ ผ่านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับระบบโรงเรียนปกติที่เป็นระบบและมีทิศทางที่ชัดเจน

    7รูปแบบจัดการศึกษาปฐมวัย
1.แบบนีโอ-ฮิวแมนนิสต์
ทำให้เด็กเก่ง ฉลาด แข็งแรง มีความคิดด้านบวก มีน้ำใจ และมีความสุขเช่น ได้เรียนรู้จากคุณพ่อ คุณแม่ คุณครูที่อารมณ์ดี ยิ้มแย้ม และเป็นมิตร จะทำเกิดการพัฒนาเซลล์ประสานประสาทจะเกิดในช่วงเด็กเล็กๆพัฒนามากขึ้น

    2.แบบพหุปัญญา
เด็กๆ แต่ละคนมีความแตกต่างในความฉลาดแต่ละด้านมากน้อยต่างกันหากพ่อแม่และครูเข้าใจจะสามารถกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ให้เหมาะกับเด็กทุกคนตามความสนใจ ทำให้รักในการเรียนรู้ การทำงาน และดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

        3.แบบวอลดอร์ฟ
การจัดการศึกษาให้เหมาะสมกับอายุและความสามารถตามวัยของเด็ก ให้เกิดความสมดุลกัน เกณฑ์อายุในระดับอนุบาล เด็กๆ รับรู้ด้วยสัมผัสรู้ที่ผิวกาย สัมผัสรู้พลังชีวิต สัมผัสรู้การเคลื่อนไหว สัมผัสรู้ความสมดุล จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เมื่อครูนำไปเป็นแนวทางในการจัดกิจกรรมให้เด็ก

   4.แบบเรกจิโอ เอมิเลีย
เด็กทุกคนมีความสามารถภายในตัวเองติดตัวมาแล้ว ทุกคนดึงศักยภาพที่อยู่ภายในตัวของเด็กให้ออกมาให้ได้อย่างเต็มที และเด็กทุกคนสามาเรียนรู้ไปด้วยกันได้เพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในรูปแบบของตน

     5.แบบโครงการ
ส่งเสริมให้เด็กมีโอกาสที่จะประยุกต์ใช้ทักษะที่มีอยู่เด็กในงานและกิจกรรมที่ทำ ได้เรียนในสิ่งที่ตนเองสนใจ รู้จักประยุกต์ใช้ความรู้ส่งเสริมให้เด็กมีวิธีการทำงานอย่างมีแบบแผนสามารถนำรูปแบบการสืบค้นความรู้ไปใช้ได้ในชีวิตจริง

        6.แบบไฮสโคป
การสอนจึงมุ่งจำเพาะไปที่พัฒนาเด็ก ใจเด็ก และอนาคตเด็กกระบวนการและวิธีการสนับสนุนการเรียนรู้เปิดกว้างมีการวางแผน การปฏิบัติ และการทบทวนเมื่อทำกิจกรรมแล้วเด็กสามารถที่คิดกิจกรรมอื่นต่อเนื่องได้ตามความสนใจ ได้รับประสบการณ์การเรียนรู้ครูกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้จากกิจกรรมให้มากที่สุด

 7.แบบมอนเตสเซอรี่
คำนึงถึงความสนใจ ความต้องการและความมุ่งมั่นในการเรียนรู้ของเด็กและยึดหลักความแตกต่างระหว่างบุคคลด้วยเป็นสำคัญ ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างอิสระ จัดสิ่งแวดล้อมและอุปกรณ์ให้เด็กได้ฝึกทักษะกลไกผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า รู้จักควบคุมการทำงานด้วยตัวเอง

ดึงคนรุ่นใหม่เข้าถึง”ผ้าไทย”เน้นร่วมสมัยสร้างรายได้สู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/382535

ดึงคนรุ่นใหม่เข้าถึง”ผ้าไทย”เน้นร่วมสมัยสร้างรายได้สู่สากล

วันที่ 6 สิงหาคม 2562 – 11:10 น.
อิทธิพล คุณปลื้ม,ผ้าไทย,คนรุ่นใหม่,ทวี สุขโข
เปิดอ่าน 771 ครั้ง

โดย…  -หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ -qualitylife444@gmail.com-

เนื่องในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา 87 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง 12 สิงหาคม 2562 กระทรวงวัฒนธรรม, มูลนิธิข้าวไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ จับมือภาคเอกชน ข้าวตราฉัตรและไอคอนสยาม เตรียมจัดงาน “ทรัพย์แผ่นดิน ศิลป์สยาม : Thai Treasures” นิทรรศการแสดงสมบัติของชาติไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง และด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ที่ทรงให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรงช่วยเหลือราษฎรในภูมิภาคต่างๆ ให้มีอาชีพเสริมด้วยการทอ “ผ้าไหม” เพื่อยกฐานะความเป็นอยู่ของประชาชนให้ดีขึ้น เป็นการสืบสานภูมิปัญญาทอผ้าไหมจากรุ่นสู่รุ่น อีกทั้งยังทรงส่งเสริมให้ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จักในระดับสากล

นอกจากนี้ยังทรงให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในเรื่อง “ข้าว” พืชเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของประเทศที่ผูกพันกับคนไทยมายาวนาน โดยพระราชทานแนวพระราชดำริในการพัฒนาและแก้ไขปัญหาให้หน่วยราชการรับไปดำเนินการนำไปปฏิบัติให้เป็นรูปธรรม เพื่อบำบัดทุกข์บำรุงสุขให้แก่ชาวนาชาวไร่ในท้องถิ่นต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้ “อยู่ดี กินดี มีความสุข” ทั้งนี้งาน “ทรัพย์แผ่นดิน ศิลป์สยาม : Thai Treasures” จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–12 สิงหาคม ณ ไอคอนสยาม ถนนเจริญนคร

อิทธิพล คุณปลื้ม รมว.วัฒนธรรม กล่าวว่า ผ้าไหม เป็นหนึ่งในมรดกภูมิปัญญาไทยอันล้ำค่าของชาติ ที่สมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงสนพระราชหฤทัยและให้ความสำคัญในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรงช่วยเหลือราษฎรให้มีอาชีพเสริม เพื่อยกฐานะความเป็นอยู่ให้ดีขึ้นด้วยงานศิลปหัตถกรรม ทรงส่งเสริมให้ราษฎรปลูกหม่อนเลี้ยงไหม สนับสนุนอาชีพด้านหัตถกรรมทอผ้าไหม ทำให้ราษฎรมีรายได้และมีความเป็นอยู่ดีขึ้น เป็นการสืบสานภูมิปัญญาทอผ้าไหมจากรุ่นสู่รุ่น อนุรักษ์ลวดลายผ้าทอในแต่ละภูมิภาคไม่ให้สูญหายไป และสร้างสรรค์ผ้าไหมไทยให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน

กระทรวงวัฒนธรรมร่วมมือกับดีไซเนอร์ชื่อดังของเมืองไทย นำผ้าไหมไทยมาออกแบบเป็นเครื่องแต่งกายที่มีความร่วมสมัย สวมใส่ในชีวิตประจำวัน และสามารถจำหน่ายได้ในระดับสากล เป็นการนำทุนทางวัฒนธรรมเรื่องผ้าไทยมาสร้างคุณค่าทางจิตใจและมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นที่จะผลักดันนักออกแบบและผลงานเครื่องแต่งกายที่ตัดเย็บด้วยผ้าไหมไทยให้เป็นที่ยอมรับในวงการแฟชั่นโลก

ในงานนี้จะมีการแสดงแฟชั่นโชว์ชุดผ้าไหมไทยร่วมสมัย ผลงานการออกแบบของ เอก ทองประเสริฐ ดีไซเนอร์มากฝีมือเจ้าของแบรนด์ Ek Thongprasert และเคนโกะ คุมะ สถาปนิกชาวญี่ปุ่นคนดังระดับโลก มีสไตล์การออกแบบผสมผสานความเป็นธรรมชาติเข้ากับวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม มาร่วมสร้างสรรค์ออกแบบเวที ด้วยการใช้วัสดุธรรมชาติที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย ในรูปแบบของนาขั้นบันได ประดับตกแต่งด้วยต้นข้าวและรวงข้าวสีทอง ซึ่งมีความสวยงามและโมเดิร์นผสมผสานความเป็นไทยได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้ ยังมีโครงการเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศเส้นทางญี่ปุ่นในเดือนสิงหาคม ออกแบบโดย Hook’s by Prapakas โดยใช้ ผ้า “อัศจรรย์ Silk” ซึ่งเป็นผ้าไหมที่ทอกับเส้นใยรีไซเคิลแอนตี้แบคทีเรีย (Perma) นับเป็นนวัตกรรมใหม่ของคนไทย ในครั้งนี้มีการนำเสนอการทอเส้นใย Perma 3 แบบคือ 1.ทอมือกับเส้นไหม โดยเติมเต็มสตูดิโอ 2.ทอมือกับฝ้าย โดยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ 3.ถักเครื่องกับ Eri Silk โดย บริษัท ก้องเกียรติ เท็กซ์ไทล์ จํากัด โดยผู้ที่สวมชุดนี้เดินแบบคือ มิสยูนิเวิร์สญี่ปุ่น ปี 2018 ยูมิ คาโตะ

ตัวแทนของกลุ่มผ้าไหม ทวี สุขโข ประธานกลุ่มวัฒนธรรมบ้านดอนข่า จ.ขอนแก่น กล่าวว่า  ผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นของกลุ่มคือ ผลิตภัณฑ์ผ้าที่ผ่านกระบวนการหมักสมุนไพรอย่างกระเจี๊ยบซึ่งเป็นวัตถุดิบธรรมชาติที่ให้สีสันสวยงาม ผ่านกระบวนการย้อมแบบย้อมเย็น และใช้วิธีการมัดหมี่ ปัจจุบันกลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุขโขได้มีวิวัฒนาการพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่องด้านการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการผลิตผ้าของชาวบ้านบ้านดอนข่า และการผสมผสานร่วมกันระหว่างภาคีเครือข่าย โดยมีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ร่วมกันส่งเสริมผลิตภัณฑ์ เกิดเป็นหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยว สถาบันส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น และได้มีการพัฒนาตราสินค้าเพื่อการส่งออกในนาม “มาคา” คงไว้ด้วยอัตลักษณ์ผ้าไหมมัดหมี่แบบอีสานโบราณ

“ปัจจุบันนี้ได้เปิดสอนให้แก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ที่สนใจผ้าไหมมัดหมี่ร่วมสมัย เป็นการดึงให้พวกเขาเข้าถึงผ้าไหมไทยได้ปีละ 60 รุ่น รุ่นละ 30 คน เมื่อทำให้สนใจได้ก็จะนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ร่วมสมัยและสร้างรายได้เป็นอาชีพได้ในอนาคต ซึ่งปัจจุบันได้ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้แก่ลูกสาว ผลิตผ้าไหมไทยร่วมสมัยภายใต้แบรนด์ elazon ขึ้นมา โดยอยู่ระหว่างการพัฒนาผลิตภัณฑ์ คาดว่าจะเข้าสู่ตลาดได้ในเร็วๆ นี้” ทวีกล่าว

เขามองว่าตลาดผ้าไหมไทยยังเติบโตได้อีกมาก แต่จะต้องทำให้ผ้าไหมไทยอยู่ในชีวิตประจำวันคนไทยให้มากขึ้น เช่น ทำลวดลายให้ทันสมัย ออกแบบให้ร่วมสมัย แปรรูปให้เป็นสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันที่มากกว่าการสวมใส่เพียงอย่างเดียว อาจจะพัฒนาไปเป็น ผ้าปูโต๊ะ ปลอกหมอน หรือของใช้อื่นๆ ได้อีกมากมาย ซึ่งจะทำให้เป็นที่ต้องการของตลอด เข้าถึงประชาชนได้ทุกระดับ เพิ่มมูลค่าและสร้างรายได้ให้แก่ประชาชนได้มากขึ้นด้วย

ฐิติ ลุจินตานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ ธุรกิจข้าวและอาหาร กลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ ข้าวตราฉัตร กล่าวเสริมว่า ปัจจุบันประเทศไทยปลูก “ข้าว” ประมาณ 50 กว่าล้านไร่ ซึ่งพันธุ์ข้าวไทยที่มีชื่อเสียงระดับโลกก็คือ ข้าวหอมมะลิ มีเมล็ดขาว สวย ยาวเรียว เมื่อหุงสุกจะได้ข้าวสุกที่อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม นี่คือเอกลักษณ์ข้าวไทย ที่ยังไม่มีข้าวประเทศอื่นๆ สามารถพัฒนาให้เหมือนได้ และทำให้ข้าวหอมมะลิไทยเป็นที่นิยมของทั่วโลก

ในโอกาสสำคัญนี้ มูลนิธิข้าวไทยฯ นำพันธุ์ข้าวขาวดอกมะลิ 105 หรือ ข้าวหอมมะลิ 105, พันธุ์ข้าว กข 43, พันธุ์ข้าวกล้อง, พันธุ์ข้าวขาวนาปรัง, พันธุ์ข้าวหอมปทุมธานี, พันธุ์ข้าวก่ำพะเยา หรือ ข้าวเหนียวดำ, พันธุ์ข้าวบืนก๋ามะ, พันธุ์ข้าวสังข์หยด มาร่วมจัดนิทรรศการ เพราะคนไทยมีความผูกพันกับข้าวมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งนิทรรศการนวัตกรรมข้าวไทยหลากหลายชนิด เพื่อสะท้อนให้เห็นถึงคุณค่าแห่งวิถีชีวิตของคนไทย ที่มุ่งปลูกข้าวใช้เพื่อการบริโภค จนเป็นสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ของโลก

  5ชุมชนต้นแบบผ้าไหมไทย 
ภายในงานทรัพย์แผ่นดิน ศิลป์สยาม : Thai Treasures มีการสาธิตและจำหน่ายผ้าไหมคุณภาพเยี่ยมจาก 5 ชุมชน ได้แก่

 0 “ผ้าไหมบ้านครัว” การทอผ้าไหมเป็นวัฒนธรรมการทอผ้าแต่เดิมของชาวเขมรจามที่อพยพเข้ามาอยู่ตามแนวคลองแสนแสบ ตั้งแต่สะพานหัวช้าง จนถึงวัดพระยายัง เรียกว่า “บ้านครัว” ผ้าไหมบ้านครัว ได้เริ่มทอใช้กันตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ 1 มีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นโดยเอาภูมิปัญญาดั้งเดิมตั้งแต่กระบวนการคัดสรรวัตถุดิบ เส้นไหม และสีย้อม เพื่อนำมาทอผ้าไหมเกรด A และได้มีการพัฒนาลายผ้าไหมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้เกิดเอกลักษณ์ที่โดดเด่นแปลกใหม่ร่วมสมัย เป็นที่ต้องการของตลาด ได้รับเครื่องหมายรับรองผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย ตรานกยูงพระราชทาน Thai silk นกยูงสีน้ำเงิน, โอท็อป 5 ดาว, และมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน (มผช.)

 0 กลุ่มหัตถกรรมคุ้มสุขโข – “ไหมดี สีกินได้” จากชุมชนทอผ้าไหม จังหวัดขอนแก่น เกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของชาวบ้านดอนข่า รวมกันผลิตและจำหน่ายผ้ามัดหมี่ลายโบราณที่สืบทอดภูมิปัญญาอันล้ำค่าจากบรรพบุรุษกว่า 200 ปี ลายผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวดอนข่าที่ได้รวมลาย 9 ลาย เข้าไว้ด้วยกัน แล้วตั้งชื่อว่า “ผ้าไหมลายนพเกล้าเฉลิมพระเกียรติ” มีวิวัฒนาการพัฒนาแบบต่อเนื่องทั้งด้านการอนุรักษ์ และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่นการทอผ้าไหมมัดหมี่ของกลุ่มใช้เส้นไหมออร์แกนิก (ไหมดี) ซึ่งในแต่ขั้นตอนการผลิตการย้อมเส้นไหมที่จะใช้วิธีการย้อมแบบย้อมเย็นไม่ต้องใช้เชื้อเพลิง สีที่นำมาย้อมก็นำมาจากวัสดุธรรมชาติ (สีกินได้) พัฒนาผลิตภัณฑ์ส่งออกภายใต้แบรนด์สินค้าใหม่ชื่อว่า “มาคา” (MAKA Brand) แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ และอัตลักษณ์ผ้าไหมมัดหมี่แบบโบราณท้องถิ่นอีสาน ด้วยการทำมือ

 0 ชุมชนห้วยไซสุขสวัสดิ์ – “ผ้าไหมยกดอกลำพูน” ผ้ายกเป็นผ้าโบราณที่อดีตใช้ในคุ้มเจ้าหรือในพระราชสำนัก โดยจะทอผ้าไหมยกลวดลายให้นูนสูงขึ้นกว่าผืนผ้า โดยเลือกยกบางเส้นและข่มบางเส้น แล้วพุ่งกระสวยไปในระหว่างกลางด้วยดิ้นเงินหรือดิ้นทอง ใช้กี่พื้นเมือง (กี่กระทบหรือกี่มือ) ซึ่งมีทั้งกี่พื้นเมืองโบราณและกี่พื้นเมืองประยุกต์ สร้างสรรค์เป็นลวดลายที่หลากหลายตามแต่จินตนาการ นำรูปแบบของธรรมชาติมาดัดแปลงออกแบบ เช่น ลวดลายของดอกไม้ ต้นไม้ สัตว์ต่างๆ รวมถึงการนำลวดลายรูปทรงเรขาคณิตและลายไทย มาผสมกลมกลืนกันและมีการประยุกต์ให้มีลวดลายที่หลากหลาย ปัจจุบันพัฒนาลวดลายให้มีความทันสมัยมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับตลาดผ้าทอที่ปัจจุบันกำลังเริ่มได้รับความนิยมตามกระแสแห่งการอนุรักษ์ งานฝีมือจากธรรมชาติ

          0 กลุ่มสตรีทอผ้าบ้านท่ากระจาย สุราษฎร์ธานี
จากภูมิปัญญาโบราณสืบสานประเพณีผ้าพื้นบ้านไทยมุสลิมจากรุ่นสู่รุ่น จุดเด่นอยู่ที่ลวดลายโบราณ กรรมวิธีการทอผ้า ที่เรียกว่า ‘ทอกี่กระทบ’ ที่ต้องทออย่างประณีตบรรจงและไม่รีบร้อน เพื่อให้ผ้าที่ได้มีความแน่น ละเอียด สร้างความโดดเด่น งดงาม ให้แก่ผืนผ้า ปัจจุบันด้วยความร่วมมือร่วมใจของคนในชุมชนยังคงต้องการดำรงรักษาวัฒนธรรมของชุมชนตนเอาไว้ ทำให้ธุรกิจผ้าทอบ้านท่ากระจายคงยืนหยัดและเป็นมรดกของแผ่นดินถิ่นใต้มาอย่างยาวนาน

0 กลุ่มอาชีพทอผ้าไหมบ้านเสี้ยวน้อย
ทอผ้าไหมมัดหมี่มาไม่น้อยกว่า 200-300 ปี ปัจจุบันมีการพัฒนาสีสัน ลวดลายตามธรรมชาติ ตามภูมิปัญญาชาวบ้าน เป็นวิถีชีวิตโบราณสืบสานสู่ผืนผ้าไหม ด้วยการนำวัสดุที่ได้จากธรรมชาติ ที่มีในหมู่บ้านทั้งจากพืช เช่น รากไม้ เปลือกไม้ แก่นไม้ ใบไม้ ดอกไม้ ผล เปลือกผล และเมล็ด จากสัตว์ เช่น ครั่ง และจากแร่ธาตุ เช่น ดินโคลน ดินลูกรัง สนิมเหล็ก สนิมทองแดง มาใช้ในการย้อม หรือสารที่ช่วยในการย้อมสีเส้นไหม

ญี่ปุ่นแนะครูไทยใช้ “เอสแอลซี”นวัตกรรมเรียนรู้ปรับชั้นเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/382400

ญี่ปุ่นแนะครูไทยใช้ “เอสแอลซี”นวัตกรรมเรียนรู้ปรับชั้นเรียน

วันที่ 5 สิงหาคม 2562 – 12:40 น.
มาซาอากิ ซาโต,เอสแอลซี,นวัตกรรม,การเรียนรู้
เปิดอ่าน 1,962 ครั้ง

โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร  Qualitylife4444@gmail.com

 “จากชั้นเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้ ต้องทำให้เด็กเกิดการพูดคุย อธิบายให้เพื่อนๆ ฟัง และมีความรู้สึกเกิดขึ้นในชั้นเรียน ทำให้เขารู้จักตนเองมากขึ้น การจะสร้างชั้นเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ต้องเริ่มจากการเรียนรู้ของครูที่ต้องมีกระบวนการสร้างกิจกรรมของเอสแอลซี” มาซาอากิ ซาโต 

ในการบรรยายสาธารณะ เอสแอลซี ครั้งที่ 2 เรื่อง “การสังเกตชั้นเรียนสำหรับนักปฏิบัติการผู้ไตร่ตรอง” (Classroom Observation for Reflective Practitioner) จัดโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ร่วมกับกลุ่มภารกิจวิจัยและบริการวิชาการ ฝ่ายวิชาการ คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท ปิโก (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) โดยมีครูไทยเข้าร่วมจำนวนกว่า 200 คน ซึ่งผู้เชี่ยวชาญชาวญี่ปุ่นแนะนำให้ใช้ “นวัตกรรมการเรียนรู้ เอสแอลซี” สร้างชุมชนการเรียนรู้ของครู

นายมาซาอากิ ซาโต ผู้เชี่ยวชาญด้าน SLC (School as Learning Community: SLC) อดีตครูใหญ่โรงเรียนประถมฮิโรมิ และโรงเรียนมัธยมต้นกักคุโย เมืองฟูจิ จังหวัดชิสุโอกะ กล่าวว่า แนวคิดโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ หรือเอสแอลซี มาใช้จัดการเรียนการสอนในโรงเรียนจะประสบความสำเร็จได้ ต้องเกิดจากความร่วมมือของครูทุกคนในโรงเรียนที่ต้องสังเกตชั้นเรียนและบทเรียนผ่านกรณีศึกษา โดยเฉพาะครูประถมศึกษาที่ต้องมองเห็นชั้นเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้และเป็นครูที่ดีสอนในทุกชั้นเรียน เอสแอลซี จึงเป็นวิสัยทัศน์ที่เกี่ยวข้องกับครูทุกคน โดยครูจะต้องไม่ปล่อยนักเรียนคนใดไว้อย่างโดดเดี่ยว หรือปล่อยไว้ข้างหลัง ครูต้องสร้างกลุ่มการทำงานร่วมกันเพื่อเกิดชุมชนแห่งการเรียนรู้ โดยเฉพาะครูใหญ่ต้องทำ “โอเพ่น คลาส” เปิดชั้นเรียนของครูทุกคนได้เห็น เพราะการทำงานเป็นทีมเดียวกันต้องเริ่มจากผู้บริหาร หรือครูใหญ่ของโรงเรียนด้วย และเมื่อครูได้เห็นชั้นเรียนของเพื่อนครูจะทำให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันและช่วยเติมเต็มกันและกันได้

“จากชั้นเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ได้ต้องทำให้เด็กเกิดการพูดคุย อธิบายให้เพื่อนๆ ฟัง และมีความรู้สึกเกิดขึ้นในชั้นเรียน ซึ่งการที่เด็กได้พูด ได้อธิบายทำให้เขารู้จักตนเองมากขึ้น โดยการจะสร้างชั้นเรียนเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ต้องเริ่มจากการเรียนรู้ของครูที่ต้องมีกระบวนการสร้างกิจกรรมของเอสแอลซี โดยครูต้องเรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานผ่านกระบวนการศึกษาบทเรียน เพื่อพัฒนาคุณภาพบทเรียน โดยก่อนเริ่มการสอนครูต้องวางแผนการสอน ลงมือปฏิบัติและสังเกต ซึ่งการสังเกตชั้นเรียนต้องสังเกตจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นกับผู้เรียนและครูที่สอนว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง โดยมองว่ารู้สึกอย่างไร คิดอย่างไร และสิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเพราะเหตุใด และการสังเกตควรมองว่าจะใช้วิธีไหนในการปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นและหลังจากสังเกตต้องสะท้อนความคิด การสนทนาเกี่ยวกับบทเรียนและชั้นเรียนโดยใช้ข้อเท็จจริงประกอบ” นายมาซาอากิ กล่าว

การพัฒนาการเรียนรู้ที่ดีของเด็กต้องให้ความสำคัญกับชั้นเรียนที่เป็นไปตามการเรียนรู้จากสภาพจริง จัดการเรียนการสอนโดยครู ดังนั้นหน้าที่ของครูต้องจัดแผนการสอนว่านักเรียนจะเรียนรู้อะไร มีความเข้าใจเรื่องใด เชื่อมโยงระหว่างกิจกรรมและเวลาที่ใช้ในกระบวนการเรียนรู้ โดยครึ่งแรกของบทเรียนต้องเป็นการทำความเข้าใจมโนทัศน์พื้นฐาน ส่วนครึ่งหลังของบทเรียน ต้องใช้มโนทัศน์ที่จะได้เรียนรู้ นอกจากนั้นการใช้เครื่องมือเพื่อสนับสนุนการเรียนรู้และวิธีการที่ครูตอบสนองต่อผู้เรียนและสร้างการมีส่วนร่วมของผู้เรียน โดยครูต้องแสดงออกถึงความห่วงใยใส่ใจ ต้องเป็นการสื่อสารสองทาง ครูต้องเรียนรู้ไปพร้อมกับนักเรียน เอื้อให้เกิดการเรียนรู้ตามสภาพห้องเรียนจริงๆ และเนื้อหาบางเรื่องอาจไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามตำราเรียน ควรจะมีบทเรียนที่ยากและท้าท้าย โดยงานที่ยากและท้าทายระดับความยากของงานสัมพันธ์กับความภาคภูมิใจ และรวมถึงรับผิดชอบการเรียนการสอนนั้นด้วย

“การเรียนการสอน เอสแอลซี ในชั้นเรียน ครูสามารถจัดการเรียนรู้เป็นกลุ่มของเด็กขนาดเล็ก แต่ไม่ใช่เป็นเพียงการทำงานกลุ่มเพื่อเตรียมการนำเสนอหน้าชั้นเรียน แต่เป็นรายงานบุคคลผ่านกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมพลัง นักเรียนที่ไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยตนเองได้สามารถแก้ปัญหานั้นได้จากเพื่อนๆ ในกลุ่ม และมีปฏิสัมพันธ์แนวคิดกับผู้อื่น ขณะที่ครูต้องไม่ดูเพียงคำตอบว่าถูกหรือผิด แต่ต้องดูกระบวนการคิด วิธีการของเด็กว่าเป็นอย่างไร ซึ่งสิ่งที่จะพบคือเด็กเก่งและเด็กไม่เก่ง ครูต้องหาวิธีการที่จะเข้าไปดูแลเด็กไม่เก่ง พร้อมต้องดึงเด็กเก่งมาช่วยอธิบาย หรือช่วยเหลือเด็กไม่เก่งเพื่อลดช่องว่างระหว่างเด็กเก่งกับเด็กไม่เก่ง และเมื่อใดก็ตามที่เด็กกำลังจะลอกการบ้าน หรือลอกงานเพื่อน ครูต้องบอกเด็กว่าครูอยู่นี้เพื่อเด็ก อย่าไปบอกว่าทำไมทำอย่างนั้น และการบอกเด็กว่าครูอยู่นี้ต้องไม่ใช่เป็นการขู่เด็ก แต่ต้องทำให้เด็กเข้าใจความรู้สึกของครูที่อยู่เพื่อช่วยเหลือเด็ก เป็นที่พึ่งให้แก่เด็กจริงๆ รวมถึงครูต้องรู้จักการประเมินและสะท้อนผลการเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย” นายมาซาอากิ กล่าว

ทั้งนี้ แนวคิดโรงเรียนในฐานะชุมชนแห่งการเรียนรู้ (เอสแอลซี) เป็นแนวคิดทางการศึกษาที่มีรากฐานบนปรัชญาการศึกษา ซึ่งมุ่งสร้างคุณภาพและโอกาสที่เท่าเทียมแก่นักเรียนทุกคนและได้รับการส่งเสริมอย่างแพร่หลาย จากจุดเริ่มต้นในประเทศญี่ปุ่นได้ขยายเครือข่ายไปยัง 8 ประเทศในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ได้แก่ เกาหลีใต้ จีน ไต้หวัน สิงคโปร์ อินโดนีเซีย เวียดนาม ไทย และเม็กซิโก พร้อมทั้งเกิดเป็นเครือข่ายนานาชาติในชื่อ The International Network for School as Learning Community ซึ่งในประเทศไทยมีโรงเรียนหลายแห่งที่นำแนวคิดดังกล่าวไปใช้ ทั้งโรงเรียนในเครือข่ายของครุศาสตร์ จุฬาฯ และโรงเรียนในสังกัด กทม. เป็นต้น

หลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ตอบโจทย์เรียนไปเพื่ออะไร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/382066

หลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ ตอบโจทย์เรียนไปเพื่ออะไร

วันที่ 2 สิงหาคม 2562 – 13:17 น.
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล มทร ธัญบุรี,บัณฑิต
เปิดอ่าน 1,110 ครั้ง

-ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เข้าร่วมโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่เสนอ 8 หลักสูตร เมื่อปี 2561  ปัจจุบันนักศึกษาที่เรียนในหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่กำลังเข้าสู่ปีที่ 2 ซึ่งจากการตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบของสภามหาวิทยาลัย มทร.ธัญบุรี โดยการประเมินสอบถามจากคณาจารย์ประจำหลักสูตรและผู้ประกอบการ พบว่าเด็กเรียนอย่างมีความสุขและเป็นนักปฏิบัติที่สามารถทำงานได้จริงในสถานประกอบการ ล่าสุดได้ขออนุมัติหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่อีก 29 หลักสูตร ประกอบด้วยหลักสูตรประเภทปริญญา 13 หลักสูตร ส่วนประเภทประกาศนียบัตร จำนวน 16 หลักสูตร คาดว่าจะเปิดรับนักศึกษาในปี 2563

วิสิทธิ์  ล้อธรรมจักร รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี อธิบายว่า เทรนด์ของเด็กรุ่นใหม่ไม่อยากเรียนในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ว่าเรียนไปทำไม และอยากเรียนสั้นๆ ทำงานได้ทันที ไม่สนใจปริญญา หลักสูตรของมทร.ธัญบุรี มุ่งการสร้างบัณฑิตนักปฏิบัติ ทั้งในมหาวิทยาลัยและสถานประกอบการ แต่ต้องยอมรับว่าที่ผ่านมาได้เพียงช่วงเวลาหนึ่งเมื่อเป็นหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่เด็กต้องไปเรียนในสถานประกอบการ 50% และเรียนในมหาวิทยาลัย 5 % เด็กๆ ฝึกให้ทำจริง ถูกจริตกับเด็กเทรนด์ใหม่ อนาคตเชื่อว่าจะเป็นทางเลือกให้เด็กหันมาสนใจเรียนอุดมศึกษามากขึ้น

ทั้งนี้ที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อส่งเสริมพัฒนาการเรียนรู้ของเด็ก พัฒนาคณาจารย์ และออกแบบหลักสูตรทำงานร่วมกับสถานประกอบการให้ดียิ่งขึ้นโดยได้ร่วมกับสถานประกอบการ ออกแบบดีไซน์หลักสูตร นักศึกษาได้ไปเรียน ฝึกงานในสถานประกอบการ และอาจารย์ได้ไปฝังตัวในสถานประกอบการ ทำให้พวกเขาได้เห็นการทำงานจริง ได้เห็นเครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ในโรงงาน และได้องค์ความรู้ใหม่ๆ
โดยเฉพาะนักศึกษาสิ่งที่เห็นได้ชัดคือพวกเขาได้เข้าใจอาชีพตนเองได้ดีขึ้น เข้าใจว่าเรียนไปเพื่ออะไร จะปรับตัวได้ดีขึ้นอย่างไร มีโอกาสเห็นภาพการทำงานจริง รู้ว่าจะเจออะไร จะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมแบบไหน ทำงานอย่างไร ทำให้เขาสนุกในการเรียนรู้และอยากเรียนรู้มากขึ้น ที่สำคัญทำให้นักศึกษารู้จักตนเองมากขึ้น

ทั้งนี้ มทร.ธัญบุรี ยกระดับเป็นมหาวิทยาลัยนวัตกรรมจากบัณฑิตนักปฏิบัติ เป็นบัณฑิตนักนวัตกรรมลงมือทำแล้วต้องมีทักษะกระบวนการคิด วิเคราะห์ แก้ปัญหา เป็นนักพัฒนานวัตกรรม ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้ใช้งบประมาณในการส่งเสริมการเรียนรู้คณาจารย์ฐานสมรรถนะ พร้อมพัฒนารูปแบบการเรียนการสอนให้แก่อาจารย์

“อยากให้รัฐบาลคงนโยบายไว้และสนับสนุนอย่างจริงจังโครงการบัณฑิตพันธุ์ใหม่เห็นผลตั้งแต่ปีแรก เด็กมีสมรรถนะอาชีพ อยากให้สร้างแรงจูงใจในภาคเอกชน ร่วมลงทุนในการผลิตกับมหาวิทยาลัย เช่น มีค่าตอบแทน หรือนำไปลดหย่อนภาษีได้โดยที่ขั้นตอนไม่ยุ่งยากอย่างเช่นในปัจจุบัน” รองอธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าว

สุเมธ แย้มนุ่น ที่ปรึกษาคณะกรรมการตรวจสอบของสภามหาวิทยาลัย มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า หลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่มหาวิทยาลัยได้กำหนดคุณลักษณะของบัณฑิตที่มีความชัดเจน สอดคล้องกับความต้องการตามที่กำหนดไว้ใน 10 อุตสาหกรรม S-Curve และบูรณาการจัดการเรียนการสอนกับสถานประกอบการ 50:50 มีการประเมินที่บ่งบอกชัดเจนว่าผลิตบัณฑิตสอดคล้องกับความต้องการของสถานประกอบการ  ขณะเดียวกันอาจารย์ผู้สอนได้ความรู้จากสถานประกอบการ ได้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดแทนที่จะให้นักศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัย ฝึกจากห้องปฏิบัติการในมหาวิทยาลัย หรือฝึกในสถานประกอบการช่วงระยะเวลาสั้นๆ ทักษะที่เกิดขึ้นกับนักศึกษาจะไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน

“นักศึกษาที่เรียนทั้ง 8 หลักสูตรมีความสุขในการเรียน และพร้อมทำงานในอนาคต ซึ่งมทร.ธัญบุรี ได้พัฒนาหลักสูตรตามแพลตฟอร์มที่สกอ.กำหนด ทำให้เกิดการปรับตัวและเกิดการเรียนรู้สถานประกอบการ มีความเชื่อมั่นว่าสามารถผลิตบุคลากรตรงกับความต้องการ มีทักษะ สมรรถนะสอดคล้องคาดว่าในอนาคตจะ พัฒนาหลักสูตรที่มี 180 กว่าหลักสูตรให้เป็นหลักสูตรบัณฑิตพันธุ์ใหม่ โดยจะขยายไปยังหลักสูตรอื่นๆ ให้มากขึ้น เร็วขึ้น เพื่อทำให้การเรียนรู้สอดคล้องกับทักษะโลกอนาคตให้มากขึ้น”

    พัฒนาบัณฑิตพันธุ์ใหม่ 
นโยบายรัฐบาลในการพัฒนาคนไทยให้มีความพร้อมในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้คนไทยในอนาคตเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีแบบแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งในนั้นคือการพัฒนาบัณฑิตพันธุ์ใหม่ โดยปรับโครงสร้างหลักสูตรการศึกษาให้ทันสมัย มีการนำเทคโนโลยีและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงเข้ามามีส่วนในการจัดการเรียนการสอน และปรับระบบดึงดูด การคัดเลือก การผลิตและพัฒนาครูที่นำไปสู่การมีครูสมรรถนะสูงเป็นครูยุคใหม่ที่สามารถออกแบบและจัดระบบการสร้างความรู้ สร้างวินัย กระตุ้น และสร้างแรงบันดาลใจ เปิดโลกทัศน์มุมมองของเด็กและครูด้วยการสอนในเชิงแสดงความคิดเห็นให้มากขึ้นควบคู่กับหลักการทางวิชาการ

นอกจากนี้ต้องจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงานเพื่อพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนทั้งในส่วนฐานความรู้และระบบความคิดในลักษณะสหวิทยาการ และตรงกับความต้องการของประเทศในอนาคต และเป็นผู้เรียนที่สามารถปฏิบัติได้จริงและสามารถกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้ รวมถึงมีทักษะด้านภาษาอังกฤษและภาษาที่สามที่สามารถสื่อสารและแสวงหาความรู้ได้ มีความพร้อมทั้งทักษะความรู้ ทักษะอาชีพ และทักษะชีวิตก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน

ทักษะชีวิตสำคัญกว่าวิชาการ
ภัทรานันท์ ทองประภาฬ หรือ แอน  ผู้เข้าร่วมอบรมโครงการ Palungpracharat Internship Program หรือ PIP พลังประชารัฐรุ่นที่ 1  กล่าวว่า จะเป็นการดีต่อคนรุ่นใหม่ที่เติบโตมาพร้อมโลกดิจิทัล  ถ้ามีสถานศึกษาจัดหลักสูตรที่ตอบสนองคนรุ่นใหม่เพื่อให้พวกเขาเติบโตมาเท่าทันโลกยุคนี้ สนับสนุนและให้โอกาสได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและการปฏิบัติ เพิ่มพูนทักษะชีวิตและมีควรโอกาสได้ลองผิดลองถูกในการทำธุรกิจต่างๆให้มากที่สุด เพราะคนรุ่นใหม่เติบโตมาพร้อมโลกดิจิทัล ทำให้มองเห็นโอกาสของการทำธุรกิจและการเติบโตในยุคของเขา

“การศึกษาในบ้านเราแต่ละวันใช้เวลาในการเรียนมาก ตั้งแต่เช้าจดเย็น ในต่างประเทศเขาเรียนถึงบ่าย 2 จากนั้นโรงเรียนจะเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ทำในสิ่งที่แต่ละคนชอบ เล่นกีฬา ดนตรี หรือศึกษาค้นคว้าตามความสนใจของแต่ละคน และไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนวิชาการมากเท่าประเทศไทย ทำให้เด็กไม่เครียดและมีโอกาสได้ลองผิดลองถูกในสิ่งที่อยากทำ หากมีโรงเรียนและมหาวิทยาลัยไทยจัดหลักสูตรที่เอื้อการเรียนแบบนี้เชื่อว่าเด็กไทยก็มีความสามารถไม่ต่างจากชาติอื่น”
แอน เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐานที่ออสเตรเลียและเรียน  BA Communication Design ที่ Chulalongkorn University และไปเรียน MA Advertising & Design ที่ University of Leeds มีประสบการณ์ Marketing Associate ที่ Plan B Media Public Company Limited และ  Creative Planner ที่ index creative village ปัจจุบันเป็นอายุ 28 ปี เป็น ASSISTANT MANAGING DIRECTOR ที่ Three Sukhumvit Hotel

การที่มีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับ ธรินทร์ ธนียวัน กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่มาพร้อมแนวคิดสำคัญในการทำธุรกิจที่ว่า “เราโตคนเดียวไม่ได้” และอุกฤษ อุณหเลขกะ ผู้ร่วมก่อตั้ง Ricult แพลตฟอร์มเพื่อเกษตรกรไทยแนวคิดการทำธุรกิจเพื่อสังคม จากโครงการ PIP ก็เป็นอีกโอกาสหนึ่งที่ได้เพิ่มเติมองค์ความรู้ด้านต่างๆ ให้มากขึ้น

  กราฟฟิค:หลักสูตรพันธุ์ใหม่มทร.ธัญบุรี
*ประเภทปริญญา
กลุ่มอุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ใหม่
กลุ่มอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ
กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล
กลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ
กลุ่มหุ่นยนต์เพื่ออุตสาหกรรม
กลุ่มอุตสาหกรรมเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ
กลุ่มอุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร
กลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพและเคมีชีวภาพ
*ประกาศนียบัตร (Non-Degree)
กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
กลุ่มอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ
กลุ่มอุตสาหกรรมดิจิทัล
กลุ่มผู้สูงอายุ
คาดว่าจะเปิดรับนักศึกษาในปีการศึกษา 2563
ที่มา:มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี