ระบบเฝ้าระวัง นอนบนเตียง แจ้งเตือนการเคลื่อนไหวผู้ป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/384624

ระบบเฝ้าระวัง นอนบนเตียง แจ้งเตือนการเคลื่อนไหวผู้ป่วย

วันที่ 22 สิงหาคม 2562 – 12:30 น.
ระบบการเฝ้าระวัง,นอนบนเตียง,ผู้ป่วย
เปิดอ่าน 1,045 ครั้ง

-ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

“ระบบการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการเคลื่อนไหวบนเตียง” นวัตกรรมผลิตขึ้นโดยฝีมือนักวิจัยและนิสิตนักศึกษาผู้ประกอบรุ่นใหม่ รวมตัวกันในนามบริษัท เฟมเม เวิร์ค จำกัด อุปกรณ์ที่จะช่วยแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ หรือผู้ที่ต้องดูแลคนไข้ ผู้ป่วยที่ต้องพักฟื้นอยู่บนเตียง อยากรู้ว่าผู้ป่วยนอนบนเตียงแล้วปฏิบัติตามแพทย์สั่งหรือไม่ เฝ้าระวังการตกเตียง รวมถึงการวินิจฉัยอาการโรคต่างๆ ได้อย่างแม่นย้ำมากขึ้น

ระบบการเฝ้าระวังเป็นอุปกรณ์ Internet-Of-Thing (loT) ใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ที่สามารถปรับเปลี่ยนสภาวะการเคลื่อนไหวให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน ผลงานนวัตกรรมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศประเภทนักธุรกิจนวัตกรรม (ภาคเหนือ) ในงาน Regional Science Park (RSP) Innovation Day 2019 จัดโดยสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการส่งเสริมกิจการอุทยานวิทยาศาสตร์ (สอว.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ เวทีที่เปิดโอกาสให้นวัตกรรม ผลงานวิจัยเชิงพาณิชย์ของเหล่าผู้ประกอบการร่วมกับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคต่างๆ สามารถสร้างมูลค่าได้จริง

ปราการเกียรติ ยังคง ที่ปรึกษาโครงการระบบการเฝ้าระวัง และอาจารย์สถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม (ฟีโบ้) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) กล่าวว่า ระบบดังกล่าวถือเป็นผลงานนิสิตนักศึกษาและอาจารย์ร่วมกันทำระหว่างมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จนกระทั่งนิสิตนักศึกษารวมตัวกันจัดตั้งบริษัทเป็นผู้ประกอบการสตาร์ทอัพ โดยจุดเริ่มต้นที่ทำระบบการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการเคลื่อนไหวบนเตียง

ปราการเกียรติ ยังคง

เนื่องจากการศึกษาข้อมูลพบว่ามีผู้ป่วยจำนวนมากที่เมื่อต้องพักฟื้นบนเตียง หรือต้องนอนในอิริยาบถต่างๆ ตามที่แพทย์สั่ง ผู้ป่วยมักจะไม่ทำตามแพทย์สั่ง ทำให้เมื่อต้องวินิจฉัยโรค หรืออาการกลับไม่สามารถวิเคราะห์ได้ เพราะสอบถาม หรือให้ผู้ป่วยเล่าถึงการนอน การปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์จะเล่าไม่หมด ระบบเฝ้าระวังที่ผลิตขึ้น เป็นการทำงานที่ใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ ด้วยเทคนิค Machine Learning ผ่านทางคลินิก โดยระบบสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวบนเตียงโดยใช้เซ็นเซอร์จำนวนมากกว่า 140 จุด ประมวลผลและแจ้งเตือนแพทย์ พยาบาล หรือผู้ที่ดูแลได้แบบเรียลไทม์ อีกทั้งยังมี Feature การทำ Data Analytics

“ระบบการเฝ้าระวังช่วยเก็บข้อมูลให้แก่แพทย์ พยาบาล ผู้ที่ต้องดูแล เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของผู้ป่วยในระยะยาวได้อย่างแม่นยำ ชัดเจนยิ่งขึ้น เป็นการเฝ้าระวังไม่ให้ผู้ป่วยตกเตียง หรือหากมีอะไรผิดปกติกับผู้ป่วยระบบก็จะแจ้งเตือนไปยังแพทย์ พยาบาล หรือผู้ดูแลได้ทันที เป็นแผ่นที่ติดตั้งบนเตียง ไม่จำเป็นต้องซื้อเตียงใหม่ ไม่ทำให้ผู้ป่วยรู้สึกอึดอัด หรือไม่สบายใจที่ต้องถูกจับตามองแบบการติดกล้องวงจรปิดไว้ในห้อง โดยผลที่ออกมาก็เป็นการบอกถึงลักษณะการนอน การแสดงพฤติกรรมนำไปสู่การวิเคราะห์อาการของผู้ที่นอน  ผู้ใช้ไม่ใช่เป็นโรงพยาบาลเท่านั้น อาจเป็นโฮมแคร์ หรือในครอบครัวที่ต้องการเฝ้าระวังและอยากทราบถึงลักษณะการนอน การเคลื่อนไหวบนเตียงของญาติ คนในครอบครัวได้ด้วย”

ปราการเกียรติ เล่าต่อว่า นักวิจัยได้ร่วมกับผู้ประกอบการในการพัฒนาให้เป็นนวัตกรรมที่สามารถใช้งานได้จริง เป็นเชิงพาณิชย์มากขึ้น ซึ่งสาเหตุที่ทำให้งานวิจัยไทยเปิดกว้างมากขึ้นนั้น ต้องยอมรับว่าเกิดจากการสนับสนุนผลักดันจากรัฐบาล อย่าง งานวิจัยนวัตกรรมหลายๆ ชิ้นในงาน RSP Innovation Day 2019 จะเห็นได้ว่าเกิดจากความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพและหน่วยงานของรัฐให้ทุนสนับสนุน ฉะนั้นหากองค์กรภาครัฐมุ่งขับเคลื่อนและยกระดับผู้ประกอบการรุ่นใหม่อย่างแท้จริงต้องมุ่งส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างอุดมศึกษา นักวิจัยและผู้ประกอบการ เพราะหากมีผู้ประกอบการต้องการนวัตกรรมใหม่อุดมศึกษาไทยก็จะได้พัฒนาองค์ความรู้และสร้างสรรค์งานวิจัย นวัตกรรมตามที่ผู้ประกอบการต้องการสู่เชิงพาณิชย์มากขึ้น

นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัด อว. กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้การพัฒนาประเทศมีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และช่วยทำให้ประเทศก้าวหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง กระทรวง อว. มีนโยบายในการสร้างฐานให้อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคแต่ละแห่งเป็นศูนย์กลางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้แก่ภาคเอกชน อุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคจึงเปรียบเสมือนประตูผ่านเพื่อให้ท้องถิ่นมีการพัฒนาทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม โดยอาศัยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือ

ทั้งนี้ กระทรวง อว. ได้มอบหมายให้ สอว. สนับสนุนการดำเนินงานอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาค 3 แห่ง 14 มหาวิทยาลัย ดังนี้ อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ 7 มหาวิทยาลัย
ได้แก่ ม.เชียงใหม่ ม.แม่ฟ้าหลวง ม.แม่โจ้ ม.พะเยา ม.นเรศวร มรภ.อุตรดิตถ์ และมรภ.พิบูลสงคราม อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 4 มหาวิทยาลัย ได้แก่ ม.เทคโนโลยีสุรนารี ม.ขอนแก่น ม.มหาสารคาม และม.อุบลราชธานี และอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคใต้ 3 มหาวิทยาลัย ได้แก่ ม.สงขลานครินทร์ ม.วลัยลักษณ์ และม.ทักษิณ โดยผ่าน 5 แผนงานหลัก คือ การบ่มเพาะธุรกิจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม การพัฒนาบริการอุทยานวิทยาศาสตร์ การพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและวิจัยของภาคเอกชนในพื้นที่ การวิจัยร่วมกับภาคเอกชน และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอุทยานวิทยาศาสตร์

 จุดเด่นระบบการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนการเคลื่อนไหวบนเตียง
-เป็นอุปกรณ์ Internet-Of-Thing (loT)
-ใช้งานร่วมกับซอฟต์แวร์ ปรับเปลี่ยนสภาวะการเคลื่อนไหวให้เหมาะสมกับผู้ใช้งาน
-เทคนิค Machine Learning ผ่านทางคลินิก
-ระบบสามารถตรวจจับการเคลื่อนไหวบนเตียงโดยใช้เซ็นเซอร์จำนวนมากกว่า 140 จุด
-ประมวลผลและแจ้งเตือนแพทย์ พยาบาล หรือผู้ที่ดูแลได้แบบ เรียลไทม์
-มี Feature ในการทำ Data Analytics
-ระบบการเฝ้าระวังเป็นแผ่นที่ติดตั้งบนเตียง ไม่จำเป็นต้องซื้อเตียงใหม่
-ช่วยแพทย์ พยาบาล ผู้ดูแลได้ทราบผลการวิเคราะห์ตรงกับพฤติกรรมของผู้ป่วย หรือผู้นอนบนเตียงได้อย่างแม่นยำ
-ลดการตกเตียง และเฝ้าระวังผู้ป่วยได้สะดวก และลดระยะเวลามากขึ้น
ที่มา:คมชัดลึก

กศน.ยกระดับเรียนรู้ทุกช่วงวัยยุคไทยแลนด์ 4.0 ต้องมีซอฟต์สกิล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/384468

กศน.ยกระดับเรียนรู้ทุกช่วงวัยยุคไทยแลนด์ 4.0 ต้องมีซอฟต์สกิล

วันที่ 21 สิงหาคม 2562 – 11:20 น.
กศน,การศึกษา
เปิดอ่าน 1,014 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

“เรียนกศน.ได้ทั้งวิชาการแถมยังได้ฝึกฝนทักษะอาชีพ ประสบการณ์ชีวิตมากมายที่ไม่ได้จำกัดในห้องเรียนเท่านั้น ที่สำคัญทำให้ได้เรียนรู้ความหลากหลายในแต่ละช่วงวัย เพราะในชั้นเรียนมีรุ่นพ่อแม่ ปู่ย่าตายายมาเรียนร่วมได้ คนเรียน กศน.บางคนไม่ใช่ไม่มีที่เรียน แต่ไม่มีเวลาไปเรียน รูปแบบการเรียนของ กศน. จึงเป็นการเปิดโอกาสให้แก่คนทุกช่วงวัยอย่างแท้จริง” เสียงสะท้อนของ น้องเต้ย วีรยุทธ อังกระโทก อายุ 20 ปี นักศึกษากศน.อำเภอนาดี จ.ปราจีนบุรี เล่าถึงการเรียน กศน.

อยากเรียนหนังสือแต่สถานะทางครอบครัวไม่เอื้ออำนวย ทำให้ “เต้ย” ต้องทำงานเลี้ยงตนเองมาตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งเรียนอยู่ชั้น ม.2 เขาต้องออกจากโรงเรียน เพราะต้องมาทำงานช่วยครอบครัว จนกระทั่งได้เจอกับครู กศน. ชักชวนให้เขากลับมาเรียนในระบบการศึกษาใหม่อีกครั้ง

ในงาน “โครงการค่ายอบรมพัฒนาบุคลิกภาพผู้เรียน กศน.ขั้นพื้นฐานสู่ภาคอาชีวศึกษา และการมีงานทำ” และ “โครงการขับเคลื่อนการดำเนินงาน กศน.ในจังหวัดปราจีนบุรีและพื้นที่ภาคตะวันออก” ระหว่างวันที่ 18–20 สิงหาคม ที่ผ่านมา ซึ่งจัดโดย กศน.ใน จ.ปราจีนบุรี ร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษาในพื้นที่ ซึ่งมี ดร.กนกวรรณ วิลาวัลย์ รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานเปิด พร้อมด้วย ดร.ศรีชัย พรประชาธรรม เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) นายบุญลือ ทองเกตุแก้ว ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคปราจีนบุรี นายพิบูลย์ หัตถกิจโกศล ผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี และผู้เรียนกศน.เข้าร่วมจำนวนมาก

เต้ย เล่าว่า เริ่มเรียนกศน.ปีนี้ ตอนแรกได้เข้ามาพูดคุยกับครูกศน. ทำให้เห็นว่าการเรียนกศน.เปิดกว้างให้แก่ทุกคน อีกทั้งยังเรียนเสาร์-อาทิตย์ สะดวกต่อการที่จะไปทำงานในวันธรรมดา ซึ่งการเรียนการสอนของกศน.นั้นดีมาก จากอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ตอนนี้ก็สามารถเขียนได้ อ่านออกทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทำให้มีทักษะการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ที่สำคัญการเรียนในห้องเรียนมีคนหลากหลายช่วงวัย ได้ฝึกทักษะอาชีพ การออกร้านค้าต่างๆ กับทางกศน. ยิ่งตอนนี้มีโครงการขายของออนไลน์ ทำให้ได้เรียนรู้ทักษะการขายของออนไลน์ มีโอกาสในการสร้างรายได้มากขึ้น

“ผมทำงานเลี้ยงตนเอง เป็นพ่อครัวตามร้านอาหารต่างๆ แต่สิ่งที่ผมอยากทำมากที่สุด คือขายขนมไทย เพราะคุณยายขายขนมไทย ผมช่วยทำและขายตามหมู่บ้าน ตอนนี้ก็ทำอยู่แต่ทำเฉพาะช่วงเวลาว่าง พอได้มาเรียนกศน.นอกจากทำให้มีความรู้ด้านวิชาการแล้ว ยังได้นำความฝันของผมในการขายขนมไทยกลับมาอีกครั้ง เพราะได้เรียนรู้การทำขนมไทยหลากหลายขึ้น ทำขายระหว่างเรียน จนตอนนี้มีรายได้ประมาณ 300 กว่าบาทต่อวัน เดือนหนึ่งก็ช่วยแบ่งเบาภาระได้มาก อีกทั้งได้เรียนรู้การขายออนไลน์ การทำแพ็กเกจต่างๆ ดังนั้น อนาคตวางแผนอยากจะส่งเสริมขนมไทย โดยสร้างเครือข่ายชุมชนทำขนมไทยและจะเริ่มขายออนไลน์มากขึ้น การเรียนกศน.จึงไม่ได้ช่วยสร้างโอกาสทางการศึกษาเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่มทักษะอาชีพ ทำให้เรามีรายได้ มีอาชีพติดตัว สามารถเลี้ยงดูตนเองและครอบครัวได้”

เช่นเดียวกับ มะลิวัลย์ ปั่นสวัสดิ์ อายุ 44 ปี นักศึกษา กศน.อำเภอนาดี จ.ปราจีนบุรี เล่าเสริมว่า ไม่มีใครแก่เกินเรียน เราอยากเพิ่มรายได้ เพิ่มอาชีพให้แก่ตนเอง เมื่อกศน.ลงพื้นที่ทำความเข้าใจ ชักชวนให้ชาวบ้านมาเรียน และช่วยเพิ่มเติมทักษะอาชีพทอผ้าที่เราทำอยู่ เราก็สนใจอยากเรียนวิชาการเพิ่มเติม เพราะจบ ป.6 อยากเรียนไปจนถึงจบ ม.6 และเรียนไปเรื่อยๆ เพราะเมื่อได้เรียนทำให้ได้ความรู้มากมาย ได้แลกเปลี่ยนกับเด็กรุ่นใหม่ ให้เขาช่วยสอนออนไลน์ สอนเทคโนโลยี สอนในเรื่องที่เราไม่รู้ ได้เข้าใจมุมมองของเด็กรุ่นใหม่ เรียนรู้การปรับตัว การสื่อสาร การใช้ชีวิตด้วยกัน อีกทั้งทักษะอาชีพใหม่ๆ ที่กศน.จัดขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีช่วยคนเก่าได้ปรับตัว ก้าวพร้อมไปกับคนรุ่นใหม่ สังคมไทย ทำให้ผู้ใหญ่ ผู้สูงอายุได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ในชีวิต อยากให้กศน.จัดการเรียนการสอน เปิดให้ทุกคนได้มีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิต

ดร.กนกวรรณ ได้พูดคุยกับชาวกศน.ว่า กศน.ให้ความสำคัญในการบูรณาการทุกภาคส่วน ตั้งแต่กศน. วิทยาลัย และสถาบันการศึกษาต่างๆ ร่วมกันเพื่อผลิตเด็กให้เป็นผู้ที่ได้เรียนรู้ ทำงานตรงกับเป้าประสงค์ และตลาดแรงงาน โดยต้องเป็นการเรียนรู้อย่างมีความสุข เพราะกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง อย่าง โครงการค่ายอบรมพัฒนาบุคลิกภาพผู้เรียน กศน.ขั้นพื้นฐานสู่ภาคอาชีวศึกษา และการมีงานทำ เป็นส่วนหนึ่งของการปรับภาพลักษณ์ผู้เรียนกศน. เพราะบุคลิกภาพเป็นเครื่องมือที่สำคัญของบุคคลที่จะต้องเกี่ยวข้องในการทำงาน การพบปะครั้งแรกเพื่อเป็นการสร้างความประทับใจ อีกทั้งเป็นการปรับภาพลักษณ์ของนักศึกษากศน.ใหม่อีกด้วย

รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า จะสนับสนุนนักศึกษากศน.ทุกคนให้มีความสะดวกมากขึ้น มีการสะสมหน่วยกิต และเพิ่มทักษะวิชาชีพให้มากและหลากหลาย ปรับปรุงประสิทธิภาพออนไลน์ให้มากขึ้น นักศึกษากศน.สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ตามความรัก ความถนัดและความชอบจริงๆ รวมถึงมีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร และภาษาอื่นๆ อย่างภาษาประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้นักศึกษากศน.มีอาชีพที่มั่นคงในอนาคต มีรายได้ที่สามารถดูแลตนเอง ครอบครัวได้ โดยในส่วนของการพัฒนาภาษาอังกฤษนั้น จะนำร่องพัฒนาภาษาอังกฤษของครูกศน. เพื่อให้มีทักษะการสอนมากขึ้น จะได้นำไปสู่การพัฒนานักศึกษา กศน.ต่อไปในอนาคต

ขณะที่ เลขาธิการ กศน. กล่าวว่า ตอนนี้มีผู้เรียนกศน.ประมาณ 1 ล้านคน และปีนี้มีผู้เข้าเรียนกศน.เพิ่มขึ้นมากกว่า 10% โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มของผู้เรียนผู้ใหญ่ที่มีอายุมากกว่า 18 ปี และประชากรวัยเรียนที่อยู่นอกระบบ เพราะแม้อัตราการเกิดลดลง แต่กศน.เน้นเปิดโอกาสให้แก่เด็กที่พลาดโอกาส ด้อยโอกาส รวมถึงมีนโยบายในการเคาะประตูบ้าน รุกถึงที่ ลุยถึงถิ่น และเปิดโลกอาชีพ ให้มีทักษะอาชีพ ออนไลน์จำนวนมาก สร้างผู้สูงอายุให้มีทักษะอาชีพใหม่ ดังนั้น กศน.ทุกจังหวัดได้จัดโครงการทุกปี โดยรูปแบบจะเน้นตามฐานทรัพยากรที่จังหวัดมีอยู่ บางจังหวัดอาจเป็นกีฬา นวัตกรรม และอาชีพ ซึ่งโครงการเหล่านี้จะเป็นความร่วมมือกับ สอศ. และกศน.จังหวัด เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะอาชีพต่างๆ เด็กสามารถที่จะตัดสินชะตาชีวิตได้ว่ามีความถนัดอะไร ควรเรียนอะไร เพื่อให้เกิดการทำงานสร้างคุณภาพชีวิตได้จริง

ทั้งนี้ กศน.ให้ความสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้ประสบความสำเร็จ เป็นผู้เรียนกศน.ในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ต้องมีทักษะ soft skill หรือทักษะด้านสังคมของนักศึกษาให้เป็นผู้ที่สามารถดำรงชีวิตในสังคมทันสมัย ไอที และดิจิทัลได้ รวมถึงต้องมีความรับผิดชอบทั้งต่อครอบครัว สังคม และมีความอดทน เพราะความอดทนก่อให้เกิดเอาการเอางาน ตั้งใจมุ่งมั่น มีแรงใจในการทำงานให้เกิดผลสำเร็จ

      กศน.ยุค4.0
-เก่งวิชาการ มีทักษะอาชีพติดตัว
-มีรายได้ระหว่างเรียน ทุกคนมีโอกาสได้เรียนรู้
-การสะสมหน่วยกิต
-ทักษะวิชาชีพมากและหลากหลาย
-ปรับปรุงประสิทธิภาพออนไลน์ให้มากขึ้น
-นักศึกษากศน.สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา ตามความรัก ความถนัดและความชอบจริงๆ
-มีทักษะการใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสาร และภาษาอื่นๆ อย่างภาษาประเทศเพื่อนบ้าน
-กศน.มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่สามารถดูแลตนเอง ครอบครัวได้
-ต้องมีทักษะ soft skill หรือทักษะด้านสังคม
-นักศึกษา กศน.เป็นผู้ที่สามารถดำรงชีวิตในสังคมทันสมัย ไอที และดิจิทัลได้
-มีความรับผิดชอบทั้งต่อครอบครัว สังคม และมีความอดทน
-ร่วมมือกับหน่วยงานขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา เครือข่ายการศึกษา และเอกชน ร่วมพัฒนานักศึกษากศน.
ที่มา:คมชัดลึก

5ปัญหาสุขภาพจิตเด็ก สพฐ.ชงทางแก้ระดับร.ร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/384462

5ปัญหาสุขภาพจิตเด็ก  สพฐ.ชงทางแก้ระดับร.ร.

วันที่ 21 สิงหาคม 2562 – 09:13 น.
สพฐ,สุขภาพจิตเด็ก
เปิดอ่าน 938 ครั้ง

สพฐ.ห่วงสุขภาพจิตเด็ก หลังพบเด็กโทรเข้ามาปรึกษาสุขภาพจิตมากขึ้น 1 ใน 3 เป็นกลุ่มอายุ 11-25 ปี เผย 5 อันดับปัญหาพบมาก เครียด-วิตกกังวล-ความรัก-ซึมเศร้า-ปมครอบครัว เตรียมยกร่างแนวทางช่วยเหลือสุขภาพจิตในโรงเรียนแบบบูรณาการ ควบคู่กับการพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูป ปลุกครูให้กำลังใจ ดูแลเด็ก

นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยวานนี้(20ส.ค.)ว่า เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันเด็กและเยาวชนมีแนวโน้มต้องการรับความช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตมากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ข้อมูลจากกรมสุขภาพจิตในส่วนของการให้บริการสายด่วนสุขภาพจิตพบว่า กลุ่มเยาวชนโทรเข้ามาปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตมากยิ่งขึ้น โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2562 พบว่า 1 ใน 3 ของผู้ที่โทรเข้ามาปรึกษาทั้งหมด เป็นกลุ่มเด็กและเยาวชนอายุ 11-25 ปี และ 5 อันดับปัญหาที่พบมาก คือ ความเครียด หรือความวิตกกังวล ปัญหาจิตเวช ปัญหาความรัก ปัญหาซึมเศร้า และปัญหาครอบครัว ที่อาจนำไปสู่พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์หรือเหตุการณ์ที่เป็นอันตราย

ทั้งนี้ เพื่อตระหนักถึงสถานการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้นกับนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) โดยสำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา จึงได้มีการดำเนินการพัฒนาด้านสุขภาพจิตในโรงเรียนแบบบูรณาการ โดยการสำรวจข้อมูล และ Focus Group สะท้อนถึงผลการดำเนินงานสุขภาพจิตในโรงเรียนที่ผ่านมา และเปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นของจิตแพทย์ นักจิตวิทยา รวมทั้งผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิตในโรงเรียน เพื่อร่วมกันวางแผนพัฒนาด้านสุขภาพจิต นำไปสู่การยกร่างแนวทางการดำเนินงานสุขภาพจิตในโรงเรียนแบบบูรณาการ ควบคู่กับการพัฒนาโปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการช่วยเหลือสุขภาพจิตของนักเรียนกับสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ที่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลกับจิตแพทย์และทีมสุขภาพจิตในแต่ละพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศ ส่งผลต่อการดำเนินงานสุขภาพจิตในโรงเรียนได้อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมได้มากยิ่งขึ้น เพื่อดูแลส่งเสริมให้นักเรียนมีพัฒนาการและมีสุขภาพจิตที่ดี ซึ่งถือเป็นพื้นฐานความพร้อมสู่การเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพและดำเนินชีวิตอย่างมีความสุข

“สพฐ.จะต้องส่งเสริมและสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบแนะแนว ครูจะต้องรู้ข้อมูลของเด็กนักเรียนในชั้นเรียนของตัวเองทุกคน เรื่องนี้นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมว.ศธ.) ได้เน้นย้ำและให้ความสำคัญมาก เพราะหลายคนอาจจะเห็นเป็นเรื่องเล็กและมองข้าม แต่เรื่องนี้สำคัญมาก ดังนั้นจึงต้องสร้างความตระหนักให้กับคุณครูทุกคน โดยเฉพาะครูแนะแนว” เลขาธิการ กพฐ.ระบุ

ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ 

ท่องเที่ยววิถีชุมชนชาวนาเพิ่มรายได้-ยกระดับคุณภาพชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/384183

ท่องเที่ยววิถีชุมชนชาวนาเพิ่มรายได้-ยกระดับคุณภาพชีวิต

วันที่ 19 สิงหาคม 2562 – 13:20 น.
วิถีชุมชน,ชาวนา,ท่องเที่ยว
เปิดอ่าน 1,161 ครั้ง

โดย…   -หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com –

ทั้งๆ ที่ประไทยบริโภคข้าวเป็นอาหารหลัก แต่เกษตรกรที่ทำนากลับมีรายได้ตกต่ำ เป็นอาชีพที่เสี่ยงและขาดหลักประกัน เพราะอาชีพของพวกเขาขึ้นอยู่ธรรมชาติทั้งดินและน้ำ ทัศนคติและค่านิยมทางสังคมที่มองงานของเกษตรกรว่าเป็นงานหนัก ต้องใช้แรงงานตรากตรำ ไม่มีความก้าวหน้าหรือเจริญขึ้นในแง่อาชีพการงาน ก็มีส่วนทำให้ไม่ส่งเสริมให้ลูกหลานทำอาชีพเกษตรกรรม ทั้งๆ ที่รากฐานวัฒนธรรมของไทยส่วนใหญ่พัฒนามาจากวิถีชีวิตและสังคมเกษตรกรรม

ทางแก้ที่จะช่วยให้รากหญ้า “ชาวนา” มีความเป็นอยู่ดีขึ้น คือต้องทำให้พวกเขามีอาชีพเสริม ในยามที่ว่างจากการทำนา เพื่อช่วยเพิ่มรายได้ โครงการวิจัยท้องถิ่น “การท่องเที่ยววิถีชาวนา” ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (The Thailand Research Fund) หรือเรียกโดยย่อว่า สกว. จึงเข้ามาช่วยสร้างเศรษฐกิจฐานรากได้เป็นอย่างดี  ซึ่งจากผลการดำเนินงาน 1 ปีที่ผ่านมาปรากฏว่า เกษตรกรและคนในชุมชนเข้ามาจัดการท่องเที่ยวในพื้นที่ทำกินของตัวเองแทนที่จะเป็นผู้ผลิตข้าวหรือพืชอาหารเพียงอย่างเดียว

โดยมีนักวิจัยจาก สกว. ทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำการทำท่องเที่ยววิถีชีวิตชาวนา ในลักษณะ “การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์” คือเน้นปฏิสัมพันธ์และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การร่วมกิจกรรมระหว่างนักท่องเที่ยวและเจ้าบ้าน/ชาวบ้านในชุมชนเพื่อการสร้างความเข้าใจทางวัฒนธรรม และการสร้างโอกาสพัฒนาศักยภาพในการสร้างสรรค์ของทั้งนักท่องเที่ยวและชาวบ้านในชุมชน

“วิจิตรา สุจริต” อาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร พี่เลี้ยงชุดวิจัยท่องเที่ยววิถีชาวนา ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.)ไฮหย่อง อ.พังโคน จ.สกลนคร ปี 2561 เล่าว่า จากการทำงานร่วมกับชาวบ้านประมาณ 1 ปีเศษ พบว่าชาวบ้านมีการเรียนรู้บริหารจัดการและสร้างรายได้เพิ่มขึ้นให้แก่ชุมชนได้เป็นอย่างดี โดย ศพก.ไฮหย่องได้พัฒนาสายพันธุ์ข้าวพื้นเมืองขึ้นมา 2 สายพันธุ์คือ พันธุ์ขี้ตมหอม และข้าวหอมนางนวล โดยปัจจุบันมีการผลิตเพื่อจำหน่าย และได้รับการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์จากกรมการพัฒนาชุมชน

นอกจากนี้ยังมีชุมชนบ้านอุ่มเหม้า ก็พัฒนา เป็นหมู่บ้านโอท็อปเพื่อการท่องเที่ยว บ้านอุ่มเหม้า ทำผ้าย้อมครามได้เอง และเป็นศูนย์การเรียนรู้ผ้าครามอย่างครบวงจร ตั้งแต่ ก่อหม้อคราม ปลูก ย้อมและทอ จนวางจำหน่าย และยังมีกิจกรรมการท่องเที่ยวตามฤดูกาล มีโฮมสเตย์รองรับนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย ทำให้ชาวบ้านมีความเป็นอยู่ดีขึ้น

ทั้งนี้โครงการวิจัยท้องถิ่น “การท่องเที่ยววิถีชาวนา” เป็นการเชื่อมโยงให้กลุ่มนักท่องเที่ยว คนในเมือง เข้ามาเรียนรู้ มาเข้าใจวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชาวนาไทย เกิดแหล่งท่องเที่ยววิถีชาวนาที่เป็นต้นแบบ 10 ชุมชนใน 4 ภูมิภาคและมีชุมชนขยายผลอีก 21 ชุมชน

“โสภา เครือวัลย์ และวัลภา ศรีสร้อย” ชาวบ้านชุมชนอุ่มเหม้า ช่วยกันเล่าว่า หลังจากภาครัฐเข้ามาส่งเสริมโครงการท่องเที่ยววิถีชาวนาไทยชาวบ้านมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นจากการทำนา โดยมีทริปแต่ละครั้งจะสามารถให้บริการได้ 10 คน โดย 1 วันจะมีรายได้ 600 บาทต่อคน ส่วนทริป 2 วัน ให้ 1 คืน 800 บาทต่อคน จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้เมื่อรวมกับการทำนา และอาชีพเสริมอื่นๆ ทั้งหมด เฉลี่ยครอบครัวละ 2 แสนบาทต่อปี

ปัจจุบัน เครือวัลย์ เป็นประธานชุมชน ใช้บ้านของตัวเองเป็นสถานที่ทำการ ก่อหม้อคราม ย้อม ทอผ้า และจัดจำหน่าย พร้อมเปิดเป็นศููนย์การเรียนรู้ไปในตัวหากมีผู้ที่สนใจมาศึกษาดูงาน นับว่าโครงการท่องเที่ยววิถีชาวนาไทย  ช่วยให้ชาวนามีรายได้เสริมในช่วงที่ว่างจากการทำนาก่อให้เกิดรายได้กับคนในท้องถิ่นอย่างทั่วถึง

 – การท่องเที่ยววิถีชาวนา
ประกอบด้วยแปลงนา แปลงสาธิต วิถีการทำนาตลอดทุกขั้นตอน ตั้งแต่เตรียมพันธุ์ เตรียมที่นาไปจนถึงการแปรรูป มีกิจกรรมในไร่นาอื่นๆ เช่น การขุดบ่อ การเลี้ยงปลาในนาข้าว การทำปุ๋ยอินทรีย์ มีการทำอาหารจากข้าว และการทำจักสาน ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากไร่นาอินทรีย์ของชุมชนและเครือข่ายจากต่างพื้นที่

นำเสนออัตลักษณ์วิถีชาวนาท้องถิ่นไทย สืบสานภูมิปัญญา วัฒนธรรมข้าว ประเพณี อาหาร และวิถีชีวิตคนไทยที่สัมพันธ์กับข้าว เน้นการบริหารจัดการการท่องเที่ยวโดยกลุ่มชาวนาและคนในชุมชนท้องถิ่น สร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนและเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งทางสังคมของชุมชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมร่วมกัน

ทำให้ประชาชนไทยและต่างชาติได้เรียนรู้และเห็นคุณค่าของชาวนาไทย เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักท่องเที่ยวกับชาวบ้าน หรือระหว่างผู้บริโภคข้าวกับผู้ปลูกข้าว การท่องเที่ยววิถีชาวนาไทย จึงเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยสร้างงาน สร้างอาชีพ และกระตุ้นเศรษฐกิจของชาวนา เป็นทางเลือกในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยเฉพาะในช่วงวิกฤติราคาข้าวตกต่ำและประสบปัญหาภัยแล้ง

ที่ผ่านมา สกว.มีโครงการวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่ชาวบ้านเป็นผู้ทำวิจัยด้วยตัวเองกว่า 4,000 โครงการ เกิดนักวิจัยเพื่อท้องถิ่นมากกว่า 40,000 คน และขยายฐานงานจากงานวิจัยชาวบ้านสู่กลุ่มคนทั้งในหน่วยงานและสถาบันต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดคุณค่าแก่ชุมชนท้องถิ่น เพราะชาวบ้านทำวิจัยได้ และนำกลับไปสร้างประโยชน์ให้คนในชุมชนของเขานั่นเอง ซึ่งปัจจุบัน สกว.เป็นส่วนหนึ่งในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

  10 พื้นที่ต้นแบบท่องเที่ยววิถีชาวนา
1.บ้านผาหมอน ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ / การพัฒนาโปรดักท์ใหม่และระบบตลาดการท่องเที่ยวแบบใหม่
2. ต.บางขลัง อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย / เส้นทางการท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์ที่เชื่อมโยงข้าวและวิถีชาวนา
3. อ.สวรรคโลก จ.สุโขทัย / การท่องเที่ยววิถีชาวนาเชิงสร้างสรรค์
4. อ.คลองโยง จ.นครปฐม / การท่องเที่ยววิถีชาวนาภาคกลาง
5. วิชาลัยรวงข้าว จ.พัทลุง / การพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวชุมชนวิถีชาวนาพัทลุง
6. บ้านกู่กาสิงห์ จ.ร้อยเอ็ด / พัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้
7. อ.เขื่องใน จ.อุบลราขธานี / การท่องเที่ยววัฒนธรรมชาวนา วิถีข้าว ปลา นา น้ำ
8. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.)ไฮหย่อง จ.สกลนคร / วิถีท่องเที่ยวชาวนาไท
9. ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร(ศพก.)สระใคร จ.หนองคาย / วิถีชาวนาสระใครสู่การท่องเที่ยวโดยชุมชน 1.ต.นาโสก จ.มุกดาหาร / การท่องเที่ยววิถีชาวนาของชนเผ่าผู้ไทบ้านนาโสก

นศ.อินโดฯ-มาเลเซีย-ไทย แลกเปลี่ยนประสบการณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/384062

นศ.อินโดฯ-มาเลเซีย-ไทย แลกเปลี่ยนประสบการณ์

วันที่ 18 สิงหาคม 2562 – 01:35 น.
มวล,แลกเปลี่ยนประสบการณ์,นักศึกษา3 ชาติ,อินโดนีเซีย,มาเลเซีย,ไทย,IMT-GT Varsity  Carnival ครั้งที่ 21,นครศรีธรรมราช
เปิดอ่าน 2,089 ครั้ง

มวล.ร่วมกับนครศรีธรรมราช เป็นเจ้าภาพจัดงานIMT-GT Varsity  Carnival ครั้งที่ 21 เพื่อเชื่อมสัมพันธ์และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างนักศึกษา “อินโดฯ-มาเลเซีย-ไทย”

เมื่อเร็วๆนี้ นายพงษ์ศักดิ์ เมืองดี อำนวยการกลุ่มงานยุทธศาสตร์และข้อมูลเพื่อการพัฒนาจังหวัดนครศรีธรรมราช พร้อมด้วยรองศาสตราจารย์ ดร.ศราวุธ  ปาลิโภชน์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ และนายประมวลวิทย์   พฤศชนะ ผู้ช่วยท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดนครศรีธรรมราช  ร่วมกันแถลงข่าวการเป็นเจ้าภาพจัดงานIMT-GT Varsity  Carnival ครั้งที่ 21

ซึ่งมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์และจังหวัดนครศรีธรรมราชร่วมกันจัดขึ้น ระหว่างวันที่ 23-28 สิงหาคม 2562 เพื่อเชื่อมสัมพันธ์พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่ดีระหว่างนักศึกษาจากประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย โดยมีสื่อมวลชนโดยมีแขกผู้เกียรติจากภาครัฐ ภาคเอกชน ตลอดจนสื่อมวลชนแขนงต่างๆ รวม 50 คนเข้าร่วม ที่ห้องศรีปราชญ์ ศาลากลางจังหวัดนครศรีธรรมราช

นายพงษ์ศักดิ์ เมืองดี กล่าวว่า การจัดโครงการ IMT-GT Varsity Carnival ครั้งที่ 21 จัดขึ้นโดยมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในการจัดกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว กีฬาและศิลปวัฒนธรรมของนักเรียน นักศึกษาและประชาชนในกลุ่มประเทศเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย มาเลเซียและไทย และจะเป็นประโยชน์ให้นักเรียน นักศึกษาในจังหวัดนครศรีธรรมราชได้มีโอกาสพัฒนาทักษะการสื่อสาร การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมและการเปิดโลกทัศน์สู่สากล พร้อมประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ชื่อเสียงของจังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจังหวัดนครศรีธรรมราชหน่วยงานภาครัฐและเอกชนพร้อมให้การสนับสนุนการจัดงานนี้

ทั้งนี้ขอเชิญชวนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชร่วมเป็นเจ้าบ้านที่ดีในการต้อนรับ และสร้างความประทับใจแก่ผู้มาร่วมงานด้วย

รศ.ดร.ศราวุธ  ปาลิโภชน์ กล่าวถึงกิจกรรมIMT-GT Varsity Carnival ว่า มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความร่วมมือภายใต้กรอบโครงการพัฒนาเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจในด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการท่องเที่ยว สถาบันอุดมศึกษาที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ทั้ง 3 ประเทศ จึงได้จัดโครงการเพื่อส่งเสริมกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรม การแข่งขันกีฬา การท่องเที่ยวในชุมชน มีการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ เสริมสร้างความสัมพันธ์  ตลอดจนนำการแสดงศิลปวัฒนธรรมที่มีชื่อเสียงของแต่ละประเทศมาเผยแพร่ให้ประชาชนได้รับชม

โดยจัดกิจกรรมIMT-GT VARSITY CARNIVAL เริ่มครั้งแรกเมื่อปีพ.ศ.2539 และผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพร่วมกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ปัจจุบันมีสถาบันเข้าร่วม ๑๒ แห่ง ประกอบด้วย ประเทศอินโดนีเซีย Kuala UniversitasNegeri Medan Universitas Sumatera UtaraInstitute Teknologi MedanUniversitasSyiah Kuala ประเทศมาเลเซีย UniversitiSains Malaysia (USM) University Utara Malaysia (UUM) UniversitiTeknologi MARA Universiti Malaysia Perlis (UniMaP) และประเทศไทย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย มหาวิทยาลัยทักษิณและมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

“การจัดงานในครั้งนี้จะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 1200 คน การจัดงานในครั้งนี้มีการแข่งขันกีฬา 5 ประเภท ได้แก่ ฟุตบอล วอลเลย์บอล เทนนิส  แบดมินตัน  เดินวิ่งFunRun4กิโลเมตร กิจกรรมการแสดงศิลปวัฒนธรรม ในหัวข้อ “ Exploring  ASEAN  Culture Through  Muticultural Dance” และสัมมนาวิชาการผู้นำนักศึกษา ในหัวข้อ“Empowering Local Wisdom towards Human Wellness” โดยจะมีพิธีเปิดงานในวันที่ 24 สิงหาคม 2562

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมทัศนศึกษาสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดนครศรีธรรมราช  การแสดงศิลปวัฒนธรรมที่เวทีสนามหน้าเมืองในวันที่ 25 สิงหาคม 2562  กิจกรรมขบวนคาราวานรถจักรยานยนต์Big bike จากUniversitiSains Malaysia (USM) เดินทางมาร่วมกิจกรรมและท่องเที่ยวในโอกาสครบ 50 ปีด้วย” รองศาสตราจารย์ ดร.ศราวุธ  กล่าว

ด้านนายประมวลวิทย์  พฤศชนะ กล่าวว่า การจัดโครงการการกิจกรรมIMT-GT VARSITY CARNIVAL จะสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดในด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์และวัฒนธรรมระดับมาตรฐานสากลที่สามารถสร้างอาชีพและรายได้ในพื้นที่เพิ่มขึ้น การจัดงานนี้จะช่วยพัฒนามาตรฐานการจัดกิจกรรมระดับนานาชาติในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช สร้างความเชื่อมั่นและภาพลักษณ์ที่ดี  ดึงดูดความสนใจ  จากนักท่องเที่ยวในในกลุ่มประเทศเขตสามเหลี่ยมเศรษฐกิจอินโดนีเซีย  มาเลเซียและไทยเข้ามาท่องเที่ยวในจังหวัดนครศรีธรรมราชสร้างรายได้แก่ผู้ประกอบการในท้องถิ่น และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากหน่วยงาน องค์กรของรัฐ เอกชนและประชาชนในจังหวัดนครศรีธรรมราช

‘อนุทิน’ฟันธงบัตรทองต้องอยู่ยืนยันไม่มี”ร่วมจ่าย”แน่นอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/383845

‘อนุทิน’ฟันธงบัตรทองต้องอยู่ยืนยันไม่มี”ร่วมจ่าย”แน่นอน

วันที่ 16 สิงหาคม 2562 – 12:30 น.
อนุทิน ชาญวีรกูล,บัตรทอง
เปิดอ่าน 1,427 ครั้ง

โดย…   ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเวทีรับฟังความคิดเห็นทั่วไปจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการระดับประเทศ ประจำปี 2562 ครั้งที่ 16 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-16 สิงหาคม 2562 ซึ่งมีผู้ให้บริการ ผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป ตลอดจนคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ อนุกรรมการ และคณะกรรมการทำงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมกว่า 500 คน เพื่อรวบรวมข้อเสนอนำไปปรับปรุงหลักประกันสุขภาพ

โดยได้กำหนดประเด็นรับฟังความ 7 ด้าน ตามข้อบังคับ ได้แก่ 1.ประเภทและขอบเขตบริการสาธารณสุข 2.มาตรฐานบริการสาธารณสุข 3.การบริหารจัดการสำนักงาน 4.การบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ 5.การบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นและพื้นที่ 6.การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน และ 7.การรับรู้และคุ้มครองสิทธิ รวมถึงประเด็นเฉพาะการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เพื่อเพิ่มความเข้าถึงบริการภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

    เพิ่มหลักประกันลดเหลื่อมล้ำ
อนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุข ในฐานะประธานกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่า การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบหลักประกันสุขภาพ เป็นส่วนสำคัญในการส่งผลให้เกิดความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชน โดยมุ่งเป้าหมายไปที่การลดความเหลื่อมล้ำของสิทธิประโยชน์ และคุณภาพการบริการ ทั้ง 3 กองทุน เพื่อให้เกิดความยั่งยืน ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพได้โดยไม่เกิดภาวะการล้มละลายจากค่าใช้จ่ายสุขภาพ มีความเท่าเทียมในการรับบริการและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า

“หากมนุษย์มีความแข็งแรง มีสุขภาพที่ดี จะมีพลังที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความมั่นคงของประเทศ เพราะสาธารณสุข คือ ฐานรากสำคัญของเศรษฐกิจ การที่มีฐานรากที่มั่นคงแข็งแกร่ง ดีกว่ามียอดที่สูงใหญ่แต่อยู่บนฐานรากที่อ่อนแอ นโยบายหลักที่มอบให้หน่วยงานสังกัดสาธารณสุข คือ “บริการให้เยี่ยม” ต้องใช้เงินให้คุ้มค่าที่สุด เน้นซื้อของที่ผลิตในไทย งบประมาณปีละ 3 แสนล้านบาทช่วยพยุงเศรษฐกิจของไทยได้ ต้องใช้ให้เป็น จ่ายให้เป็น รับให้เป็น แล้วจะอยู่ได้” อนุทิน กล่าว

ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันที่จะสานต่อการขับเคลื่อนระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของคนไทย และจะได้รับสิทธิที่มากยิ่งขึ้น ทั้งการบริการ การรักษา และการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อคุ้มครองความมั่นคงทางสุขภาพของประชาชน เมื่อประชาชนมีสุขภาพที่ดีแล้ว จะช่วยลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ร่างกายแข็งแรง ทำให้เศรษฐกิจประเทศเข้มแข็ง โดยระบบนี้จะต้องอยู่ต่อไปโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง

“การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบหลักประกันสุขภาพเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้ประชาชนเกิดความมั่นคงทางสุขภาพ ซึ่งจะเป็นการลดค่าใช้จ่ายของภาครัฐ และสร้างเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมกัน โดยการดำเนินงานจะพุ่งเป้าไปที่การลดความเหลื่อมล้ำของสิทธิประโยชน์ คุณภาพบริการ ซึ่งทำให้ประชาชนเข้าถึงได้โดยไม่เกิดความเดือดร้อนและไม่ล้มละลายจากค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ”

นอกจากนี้ สิ่งที่ สปสช.จะดำเนินการเพิ่มเติมในอนาคตคือการสร้างหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมประชาชนทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ให้ประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพที่จำเป็นเท่าเทียมกัน และจะสนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในทางการแพทย์ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริการ เช่น ระบบการแพทย์ทางไกล ระบบบริการระบบส่งต่อการแพทย์ที่แม่นยำ ตลอดจนการเชื่อมโยงข้อมูลการบริการสุขภาพให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อใช้ประโยชน์ของบิ๊กดาต้าในการจัดการระบบสุขภาพให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

“จะผลักดันระบบสาธารณสุขของประเทศ ให้ประชาชนรับบริการที่ดีสุดเท่าที่จะทำได้ ส่วนที่มีความกังวลว่าจะมีการให้ประชาชนร่วมจ่าย ขอย้ำว่าไม่มีนโยบาย ไม่มีแนวคิดเรื่องนี้เลย ไม่ต้องการผลักภาระให้ประชาชน ในทางกลับกันจะเพิ่มสิทธิประโยชน์แก่กลุ่มผู้ป่วยโรคหายากด้วย” อนุทิน กล่าวทิ้งท้าย

    เครือข่ายสูงวัย เสนอดูแลเชิงป้องกัน
ด้าน วิกัญญา วุฒิวงศ์ อายุ 66 ปี ประธานอาสาสมัครสาธารณสุข (อสม.) ชุมชนเทียมพร ต.ป่าตัน อ.เมือง จ.เชียงใหม่ ตัวแทนเครือข่ายผู้สูงอายุ กล่าวว่า เสนอให้หล้กประกันสุขภาพครอบคลุมดูแลในเชิงป้องกัน เช่น เข้าถึงบริการแพทย์ทางเลือก แพทย์แผนไทย การนวด ยาสมุนไพร ตั้งแต่ระดับตำบล อยากให้ขยายบริการและพัฒนากลุ่มแพทย์ทางเลือกเพื่อปรุงยาตำรับสำหรับบุคคล

ถัดมาคือ เรื่องทันตกรรม เช่น สามารถรักษารากฟันและทำทันตกรรมพื้นฐาน เช่น ขูดหินปูน อุดฟัน โดยเชื่อมโยงโรงพยาบาลในหน่วยงานรัฐกับคลินิกเอกชน เพื่อร่นระยะเวลาในการรอคิวที่นานกว่า 4-5 เดือน รวมถึงอุปกรณ์สำหรับผู้สูงอายุ เช่น ผ้าอ้อมผู้ใหญ่สำหรับคนเป็นโรคช้ำรั่ว ปัสสาวะเล็ด หรือไม้เท้าสำหรับผู้สูงอายุที่ไม่มีเงินซื้อ เงินช่วยเหลือของรัฐ ควรให้แก่ผู้สูงอายุที่ไม่มีรายได้ และผู้พิการที่ไม่สามารถทำมาหากินได้เท่านั้น

    ทิศทางขับเคลื่อนยุทธศาสตร์หลักประกันสุขภาพ
1.การสร้างโอกาสความเสมอภาคทางสังคม และคุ้มครองความเสี่ยงทางการเงินจากการเจ็บป่วยของประชาชน
2.สนับสนุนให้มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในทางการแพทย์เพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพการบริการ
3.ให้คนไทยทุกช่วงวัยมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง และลดอัตราการเจ็บป่วยโรคเรื้อรัง
4.กำหนดทิศทางและจุดเน้นบริหารจัดการกองทุน
5.ขยายการบริการรูปแบบใหม่ ทั้งในมิติของประเภทบริการ ปริมาณการให้บริการ และพื้นที่
6.การบริหารจัดการกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ โปร่งใส ตรวจสอบได้

คุณภาพอาหารกลางวันจัดการได้ “ผู้บริหาร”โรงเรียนต้องตรวจสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/383698

คุณภาพอาหารกลางวันจัดการได้ “ผู้บริหาร”โรงเรียนต้องตรวจสอบ

วันที่ 15 สิงหาคม 2562 – 11:20 น.
คุณภาพ,อาหารกลางวัน,นักเรียน,สพฐ
เปิดอ่าน 1,651 ครั้ง

โดย…  -คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

งบประมาณที่จัดสรรเป็นค่าอาหารกลางวันนักเรียน รายหัวละ 20 บาทนั้น เพียงพอหรือไม่ และสามารถบริหารจัดการเพื่อให้เด็กได้รับประทานอาหารดีมีคุณภาพ ปลอดภัย มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน หรือไม่ ทั้งหมดนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของ “ผู้บริหารโรงเรียน” ต้องบริหารจัดการ ซึ่งมีหลายโรงเรียนที่สามารถดำเนินการได้

ในเรื่องนี้ ฉัฐนันท์ พุ่มเรือง ผู้อำนวยการโรงเรียนสวัสดีวิทยา สังกัดกรุงเทพมหานคร(กทม.) อธิบายว่า การบริหารจัดการอาหารกลางวันนักเรียนในโรงเรียนสวัสดีวิทยา ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดกลาง มีเด็กนักเรียน 724 คน สอนตั้งแต่อนุบาล ถึงชั้น ป.6 ได้ใช้ระบบการจัดจ้างให้คนนอกมาทำอาหารให้เด็กนักเรียน

ทั้งนี้ เป็นไปตามกฎระเบียบของโรงเรียนในสังกัด กทม. ที่เปิดให้มีการจัดซื้อจัดจ้างบุคคลภายนอกเข้ามารับเหมาทำอาหารให้โรงเรียน ซึ่งได้มีการวางระบบไว้อย่างรัดกุม ผู้จะเข้ามารับเหมาทำอาหารให้โรงเรียนต้องผ่านการประกวดราคาการจ้างเหมา (ทีโออาร์) ที่โรงเรียนกำหนด และต้องทำการประกวดราคาทุกเดือน แม้จะเป็นผู้รับจ้างรายเดิมก็ตาม และผู้สัมผัสอาหารต้องได้รับการอบรมมีใบรับรอง หลังผ่านการประกวดราคาแล้ว ผู้รับจ้างจะรับเงินค่าจ้างโดยตรงจากสำนักงานเขตที่โรงเรียนสังกัดอยู่ โรงเรียนมีหน้าที่คอยตรวจสอบคุณภาพ และทำเอกสารให้ผู้รับจ้างใช้เบิกเงิน โดยโรงเรียนในสังกัด กทม.จะได้รับงบประมาณอาหารกลางวัน เป็นงบจากรัฐบาล 20 บาทต่อหัว และได้รับงบจาก กทม. 10 บาทต่อหัว รวม 30 บาทต่อหัว เพื่อจัดทำรวม 2 มื้อ คือ อาหารเช้า และอาหารกลางวัน ให้เด็กนักเรียนในโรงเรียน

ผอ.โรงเรียนสวัสดีวิทยา กล่าวว่า ระบบการจัดการที่ กทม.ให้ผู้รับจ้างรับเงินโดยตรงจากสำนักงานเขต โรงเรียนไม่ได้จับเงิน แต่มีหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งที่โรงเรียนได้จัดครูตรวจสอบทุกวัน ขณะเดียวกันก็มีคณะกรรมการบริหารซึ่งเป็นผู้ปกครองหมุนเวียนเข้าร่วมตรวจสอบด้วยทุกเช้า และหลังจากพ่อครัวทำอาหารเสร็จก็จะมีการถ่ายรูปเมนูอาหารทุกมื้อส่งเข้ากลุ่มไลน์ของสำนักงานเขต เพื่อรายงานตรงต่อหัวหน้าฝ่ายการศึกษาของเขต แล้วทางหัวหน้าก็ส่งต่อให้แก่ผู้ตรวจการอีกทีหนึ่ง ซึ่งการทำงานจะเป็นเช่นนี้ทุกวัน

นอกจากนั้น ก็มีการสุ่มตรวจจากผู้บริหาร เช่น ผู้อำนวยการเขต ผู้ช่วยผู้อำนวยการเขต สำนักอนามัย สำนักสิ่งแวดล้อม เพื่อตรวจสอบเรื่องมาตรฐานและคุณภาพความสะอาด ซึ่งมีทั้งที่มาโดยแจ้งล่วงหน้าและไม่แจ้งล่วงหน้าเพื่อเป็นการสุ่มตรวจ

“โดยส่วนตัวคิดว่า ถ้าเป็นในระดับเบื้องต้น ผู้บริหารโรงเรียนคือ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบให้เด็กได้รับประทานอาหารดีมีคุณค่าทางสารอาหารครบ เพราะเราอยู่กับเด็ก ถ้ามีการบริหารจัดการที่ดี ดิฉันมั่นใจว่า งบประมาณที่ได้รับมาเพียงพอต่อการทำอาหารกลางวันให้เด็กรับประทานได้อย่างมีคุณภาพแน่นอนค่ะ” ผอ.ฉัฐนันท์ กล่าว

ขณะที่ นิทัศน์ รักไทย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้างบางกะปิ ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ในสังกัด กทม. สอนตั้งแต่อนุบาล ถึง ป.6 แต่มีนักเรียนมากถึง 3,100 คน กล่าวในเรื่องเดียวกันว่า ได้ใช้ระบบการจัดจ้างเหมา (ทีโออาร์) เพื่อให้คนภายนอกมาทำอาหารให้นักเรียนเช่นกัน เนื่องจากเป็นระบบของ กทม. ดังนั้น ทุกโรงเรียนจะใช้มาตรฐานเดียวกันหมด

เนื่องจากทางโรงเรียนเป็นต้นน้ำ ดังนั้นการร่างทีโออาร์เพื่อการจ้างต้องชัดเจน มีคณะกรรมการตรวจสอบทุกขั้นตอน มีครูอยู่ตลอด นักเรียนต้องได้อาหารครบ 5 หมู่ สะอาด และได้รับประทานจนอิ่ม เพราะที่โรงเรียนจะติดไว้เลยว่า “ทานไม่อิ่ม เติมไม่อั้น” มีครูโภชนาการออกเมนูที่เด็กชอบ แล้วสอดแทรกผักเข้าไป พร้อมตรวจสอบการผลิตอาหาร มีผู้ปกครองตรวจสอบคุณภาพ มีครูเวรประจำตามจุดขณะที่ตักอาหารให้เด็ก เพื่อช่วยดูว่า เด็กรับประทานอาหารได้เพียงพออิ่มหรือไม่

สำหรับการบริหารจัดการในโรงเรียน แม้จะมีเงินสนับสนุนรายหัวเด็กจำนวนมาก แต่จำนวนอาหารที่ต้องทำก็มากตามจำนวนเด็ก และที่สำคัญผู้รับจ้างรับเงินโดยตรงจากสำนักงานเขต ทางโรงเรียนทำหน้าที่ตรวจสอบ และทางโรงเรียนเองก็ถูกตรวจสอบด้วยเช่นกันในเรื่องคุณภาพ มาตรฐาน ความสะอาดต่างๆ เพราะตลอดระยะเวลาจะมีสำนักอนามัย และสำนักสิ่งแวดล้อมสุ่มเข้าตรวจสอบตลอด

ดังนั้นทุกเช้าจะมีครูและผู้ปกครองหมุนเวียนร่วมดูแลและตรวจสอบตั้งแต่เช้า ดูแลการผลิตอาหารจนถึงการรับประทานอาหารของเด็ก อาหารทั้งสองมื้อที่จัดเตรียมไว้ ต้องทำให้เพียงพอ ไม่ขาด เด็กสามารถเติมได้จนอิ่ม ขณะเดียวกันเมนูอาหารแต่ละวันผ่านการตรวจสอบแล้วว่ามีคุณภาพ เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วนแน่นอน

“ที่โรงเรียนจัดทีมตรวจสอบทุกวัน ถ่ายรูปอาหารตั้งแต่เริ่มและทำเสร็จ ส่งทางไลน์ ผมให้ รอง ผอ.ท่านหนึ่งดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ และส่งงานดูกันในไลน์ทุกวัน แล้วส่งต่อให้ผู้ใหญ่ดู ตรวจสอบได้หมดทุกอย่าง ผมว่าในฐานะผู้บริหารเราสามารถจัดการได้ ให้เด็กกินอาหารอิ่ม มีคุณภาพ อาจยุ่งยากบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันทำครับ” ผอ.โรงเรียนบ้างบางกะปิ กล่าวทิ้งท้าย

  การบริหารโรงเรียนจ.ตาก
ภายหลังจากที่ ร.ร.เทศบาล 2 วัดดอนมูลชัย และ ร.ร.บ้านวังประจบ จ.ตาก เข้าร่วมโครงการเด็กไทยแก้มใส ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มาตั้งแต่ปี 2557 มีผลการดำเนินงานในเกณฑ์ยอดเยี่ยม และได้รับการยกระดับให้เป็นศูนย์เรียนรู้ต้นแบบโรงเรียนเด็กไทยแก้มใส ซึ่งมีการน้อมนำหลักการบริหารจัดการอาหารและโภชนาการในโรงเรียนอย่างครบวงจรตามโครงการพระราชดำริของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มาใช้ โดยบูรณาการงานและพัฒนาทางด้านต่างๆ จนนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพอาหารของนักเรียนได้อย่างยั่งยืน

ในปี 2561 จ.ตาก จึงได้ประกาศเป็นจังหวัดต้นแบบการจัดการอาหารกลางวันคุณภาพในโรงเรียน เพื่อขยายผลให้แก่สถานศึกษาในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.)ทั้งหมด จำนวน 36 โรงเรียน ซึ่งจากการดำเนินงานมา 1 ปี พบว่าการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จ จากการบริหารจัดการอาหารและโภชนาการในโรงเรียนอย่างครบวงจรตามโครงการพระราชดำริฯ ทำให้เกิดการพัฒนาด้านเกษตร อาหาร โภชนาการและสุขภาพของเด็กในโรงเรียนได้เป็นอย่างดี

ในปี 2562 นี้ จ.ตาก จึงจะยกระดับนโยบายเพื่อขับเคลื่อน “ท้องถิ่นไทยก้าวสู่แหล่งเรียนรู้ เด็กไทยแก้มใส วิถีชีวิตสุขภาวะ” ด้วยโรดแม็พ เด็กไทยแก้มใสโมเดล จังหวัดตาก โดยสนับสนุนให้โรงเรียนในสังกัด อปท. ทั้ง 36 แห่ง ต่อยอดการดำเนินงานโครงการเด็กไทยแก้มใสให้ครบทั้ง 8 องค์ประกอบ

ได้แก่ 1.ส่งเสริมการเกษตรในโรงเรียน 2.ส่งเสริมสหกรณ์นักเรียน ร้านค้า ออมทรัพย์ ส่งเสริมการผลิต 3.จัดบริการอาหารของโรงเรียนตามหลักโภชนาการ ด้วยโปรแกรม Thai School Lunch 4.ติดตามภาวะโภชนาการของนักเรียน 5.พัฒนาสุขนิสัยและส่งเสริมอนามัยนักเรียน 6.พัฒนาอนามัยสิ่งแวดล้อมในโรงเรียน 7.จัดบริการสุขภาพนักเรียน และ 8.จัดการเรียนรู้แบบแอ็กทีฟเลิร์นนิ่ง เชื่อมโยงทั้งการเกษตร โภชนาการและสุขภาพ

ขณะเดียวกันจะให้โรงเรียนแต่ละแห่งสามารถนำเมนูอาหารพื้นถิ่นของ จ.ตาก เข้าสู่ระบบสร้างตำรับอาหารของโรงเรียน หรือ Thai School Recipes (TSR) เพื่อไปใช้ร่วมกับระบบแนะนำสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ หรือ Thai School Lunch ได้อีกด้วย ซึ่งจะมีการรวบรวมและประมวลผลและคัดเลือกก่อนนำไปใช้จริง

   สพฐ.สรุปเพิ่มงบอาหารกลางวัน3-16บาทตามขนาดโรงเรียน
คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ประชุมคณะทำงานวิเคราะห์การบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันของนักเรียนโรงเรียนประถมศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 27,108 แห่ง มีนักเรียน 3,979,636 คน ได้มีการวิเคราะห์งบอาหารกลางวันที่ได้รับตามอัตรารายหัวที่เหมาะสม โดยพิจารณาจากค่าแรงแม่ครัว ค่าวัสดุประกอบอาหาร ค่าแก๊ส และตามสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน นำมาหารด้วยจำนวนนักเรียน จึงได้ประมวลออกมาเป็นอัตราเงินอุดหนุนรายหัวค่าอาหารกลางวันเด็ก

แบ่งเป็น โรงเรียนขนาดเล็กที่มีจำนวนนักเรียน 1-20 คน มีจำนวนโรงเรียน 817 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 36 บาท, โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 21-23 คน จำนวนโรงเรียน 246 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 34 บาท, โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 24-25 คน จำนวนโรงเรียน 196 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 33 บาท, โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 26-27 คน จำนวนโรงเรียน 194 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 32 บาท

โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 28-30 คน จำนวนโรงเรียน 317 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 31 บาท, โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 31-33 คน จำนวนโรงเรียน 355 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 30 บาท, โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 34-37 คน จำนวนโรงเรียน 515 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 29 บาท, โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 38-42 คน จำนวน 780 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 28 บาท, โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 43-50 คน จำนวนโรงเรียน 1,484 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 27 บาท, โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 51-60 คน จำนวนโรงเรียน 1,741 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 26 บาท, โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 61-75 คน จำนวนโรงเรียน 2,911 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 25 บาท

โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 76-100 คน จำนวนโรงเรียน 3,982 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 24 บาท, โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 101-120 คน จำนวนโรงเรียน 2,643 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 23 บาท, โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 121-200 คน จำนวนโรงเรียน 6,625 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 23 บาท และโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 201 คนขึ้นไป จำนวนโรงเรียน 4,302 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 23 บาท โดยขณะนี้ได้รับงบประมาณ 200 วัน (20 บาทต่อคนต่อวัน) จำนวน 15,918,544,000 บาท ซึ่งงบประมาณที่ต้องเสนอขอ 18,708,439,000 บาท ดังนั้น จะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 2,789,895,000 บาท เสนอให้สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พิจารณา จากนั้นจะเสนอให้ รมว.ศึกษาธิการ นำข้อมูลดังกล่าวเสนอรัฐบาลเพื่อนำประกอบการพิจารณาค่าอาหารกลางวันของนักเรียนต่อไป

สพฐ.ชงสูตรอาหารกลางวันเพิ่ม”3-16บาท”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/383683

สพฐ.ชงสูตรอาหารกลางวันเพิ่ม”3-16บาท”

วันที่ 15 สิงหาคม 2562 – 11:15 น.
สพฐ,อาหารกลางวัน,นักเรียน,โรงเรียน
เปิดอ่าน 1,594 ครั้ง

สพฐ.เผยผลวิเคราะห์ค่าอาหารกลางวัน รร.ระดับประถมทั่วประเทศ 27,108 แห่ง นักเรียน 3.97 ล้านคน ควรเพิ่ม 3-16 บาท คาดใช้งบเพิ่ม 2.7 พันล้าน เล็่งเสนอ”รมว.ศธ.”

วานนี้ (14 ส.ค.2562) ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะทำงานวิเคราะห์การบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันของนักเรียน โรงเรียนประถมศึกษาทั่วประเทศ จำนวน 27,108 แห่ง มีนักเรียน 3,979,636 คน ว่า ที่ประชุมได้หารือร่วมกับผู้เกี่ยวข้อง อาทิ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข รวมถึงผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษาขนาดเล็กและใหญ่ ตามข้อสั่งการของนายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ที่เป็นห่วงเรื่องการบริหารจัดการอาหารกลางวันของเด็ก ต้องมีคุณภาพและถูกต้องตามหลักโภชนาการ

ในการบริหารจัดการโครงการอาหารกลางวันที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พบว่ามีปัญหาหลายส่วน โดยเฉพาะการจัดสรรงบประมาณที่ได้รับในอัตราหัวละ 20 บาทต่อวัน จำนวน 200 วัน ที่ถือว่ายังไม่ได้มีการพิจารณาปรับปรุงมาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว

ดร.สุเทพ  ระบุว่า ที่ประชุมได้วิเคราะห์งบอาหารกลางวันที่ได้รับตามอัตรารายหัวว่า แต่ละวันเด็กควรจะได้รับการอุดหนุนในอัตราหัวละจำนวนเท่าใดถึงจะเหมาะสม ซึ่งได้วิเคราะห์จากค่าแรง แม่ครัว ค่าวัสดุประกอบอาหาร ค่าแก๊ส และตามสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน จากนั้นนำมาหารด้วยจำนวนนักเรียน จึงประมวลออกมาเป็นอัตราเงินอุดหนุนรายหัว ค่าอาหารกลางวันเด็ก

โดยแบ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก ที่มีจำนวนนักเรียน 1-20 คน มีจำนวนโรงเรียน 817 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 36 บาท โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 21-23 คน จำนวนโรงเรียน 246แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 34 บาท โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 24-25 คน จำนวนโรงเรียน 196 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 33 บาท โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 26-27 คน จำนวนโรงเรียน 194 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 32บาท

ขณะที่ โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 28-30 คน จำนวนโรงเรียน 317แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 31บาท โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 31-33คน จำนวนโรงเรียน 355 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 30 บาท โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 34-37 คน จำนวนโรงเรียน 515 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 29 บาท

โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 38-42 คน จำนวน 780 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 28 บาท โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 43-50คน จำนวนโรงเรียน 1,484 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 27 บาท โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 51-60 คน จำนวนโรงเรียน 1,741 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 26 บาท โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 61-75 คน จำนวนโรงเรียน 2,911 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 25บาท

นอกจากนั้น โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 76-100 คน จำนวนโรงเรียน 3,982แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 24บาท โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 101-120 คน จำนวนโรงเรียน 2,643แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 23บาท โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 121-200 คน จำนวนโรงเรียน 6,625 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 23 บาท

โรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียน 201 คนขึ้นไป จำนวนโรงเรียน 4,302 แห่ง เสนอให้ปรับขึ้นจากเดิม 20 บาท เป็น 23 บาท โดยขณะนี้ได้รับงบประมาณ 200 วัน (20บาทต่อคนต่อวัน)จำนวน 15,918,544,000 บาท ซึ่งงบประมาณที่ต้องเสนอขอ 18,708,439,000 บาท ดังนั้นจะใช้งบประมาณเพิ่มขึ้น 2,789,895,000 บาท

ดร.สุเทพ กล่าวอีกว่า สำหรับตัวเลขที่ปรับขึ้นนั้น ยังไม่ถือเป็นข้อสรุป แต่เป็นเพียงการวิเคราะห์จาก สพฐ.เท่านั้น เพราะต้องนำข้อมูลเหล่านี้ไปให้สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง พิจารณาถึงความเหมาะสมและความเป็นไปได้อีกครั้ง ต่อจากนั้นจะเสนอให้ รมว.ศึกษาธิการ นำข้อมูลดังกล่าวเสนอรัฐบาลเพื่อนำประกอบการพิจารณาค่าอาหารกลางวันของนักเรียนต่อไป

ด้าน นายกิตติ สรณเจริญพงศ์ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า การเพิ่มอัตราเงินอุดหนุนค่าอาหารกลางวันของนักเรียน เป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า แต่การแก้ปัญหาระยะยาวอยากเสนอให้ สพฐ.จัดให้มีครูโภชนาการประจำโรงเรียน เพื่อดูแลเรื่องอาหารของนักเรียนโดยเฉพาะ เพราะการมีครูเฉพาะทางนอกจากช่วยให้เด็กได้รับสารอาหารครบถ้วนแล้วยังเป็นการป้องกันปัญหาการทุจริตเงินอาหารกลางวันได้อีกทางหนึ่งด้วย เนื่องจากมีผู้รับผิดชอบโดยตรง

……………………………………..

ที่มา : หนังสือพิมพ์ กรุงเทพธุรกิจ

สศร.ฝากหัวใจใส่ถุงผ้าใส่ยาให้ผู้ป่วยลดโลกร้อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/383565

สศร.ฝากหัวใจใส่ถุงผ้าใส่ยาให้ผู้ป่วยลดโลกร้อน

วันที่ 14 สิงหาคม 2562 – 13:50 น.
สศร,สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย,กระทรวงวัฒนธรรม,ถุงผ้า
เปิดอ่าน 1,503 ครั้ง

สศร.ฝากหัวใจใส่ถุงผ้าใส่ยาให้ผู้ป่วยลดโลกร้อน

มติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2561 เห็นชอบโครงการทำความดีด้วยหัวใจ ลดภัยสิ่งแวดล้อม ให้หน่วยงานภาครัฐเป็นต้นแบบ และร่วมรณรงค์ให้ภาคเอกชน ประชาชนลดใช้ถุงพลาสติก หรือโรงพยาบาลทั่วประเทศได้ลดใช้ถุงยากว่า 120 ล้านใบ และอนาคตจะสนับสนุนภาครัฐออกมาตรการลดหย่อนภาษีแก่องค์กรหรือบริษัทที่ผลิตสินค้า หรือรณรงค์งดการใช้พลาสติก

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมวิทยาลัยเพาะช่าง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ และศิลปินจิตอาสา ร่วมกันจัดทำโครงการ OCAC เราทำความดีด้วยหัวใจ : ฝากหัวใจใส่ถุุงผ้า 1,000 ใบ นำไปให้โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ใช้แทนถุงพลาสติกเพื่อช่วยลดโลกร้อน ตามมติคณะรัฐมนตรี

“วิมลลักษณ์ ชูชาติ” ผู้อำนวยการสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) กล่าวว่า จะทำเป็นโครงการต่อเนื่อง เปิดโอกาสให้ศิลปินจิตอาสา นักศึกษาวิทยาลัยเพาะช่วง จิตอาสาที่สนใจงานศิลปะ มาร่วมวาดลวดลายลงบนกระเป๋าผ้า ถ้าครบตามจำนวนที่ต้องการแล้วจะส่งมอบให้โรงพยาบาลตามเป้าหมายต่อไป โดยเบื้องต้นจะทำที่สำนักงานส่วนกลางก่อนและจะขยายกิจกรรมไปตามจุดต่างๆ ต่อไป ซึ่งอาจจะเป็นสถานศึกษา องค์กรต่างๆ ที่สนใจเข้าร่วมโครงการ หรืออาจจะทำเป็นกิจกรรมประจำเดือนที่หอศิลป์ กทม.ในอนาคต เพราะการรณรงค์ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติกจัดเป็นนโยบายของรัฐบาลในการลดโลกร้อนอีกทางหนึ่งที่หน่วยงานราชการต้องดำเนินการ

ซึ่งการกิจกรรมครั้งนี้ได้รับความร่วมมือจาก อาจารย์สุเทพ จ้อยศรีเกตุ อาจารย์ประจำสาขาวิชาออกแบบนิเทศศิลป์ วิทยาลัยเพาะช่าง มทร.รัตนโกสินทร์ ที่นำนักศึกษาปี 4 มาร่วมเป็นจิตอาสาวาดลวดลายระบายสีลงบนถุงผ้าอย่างดี โดย “หมาก” ปราชญา แซ่หวุ่น ได้วาดรูปสิงโตหมู คาแรกเตอร์ประจำตัวลงบนถุงผ้าพร้อมระบายสีชมพู ซึ่งก่อนหน้า หมาก เคยทำกิจกรรมจิตอาสาทุกครั้งที่มีโอกาสตั้งแต่สมัยเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย เพราะมองว่าเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ได้ช่วยเหลือคนอื่น ถ้ามีกิจกรรมแบบนี้อีกและเวลาอำนวยก็จะมาร่วมอย่างแน่นอน

เช่นเดียวกับศิลปินจิตอาสาจากโครงการอาร์ท มาร์เก็ต สุขใจ ภู่เบญญาพงศ์ หรือ เป๋า ที่เป็นศิลปินจิตอาสาคู่กับสศร.ตั้งแต่ก่อตั้งมา ว่างจากการวาดภาพขายที่สวนจตุจักร หรือ สตรีทอาร์ต ก็จะมาช่วยทำกิจกรรมเป็นประจำไม่เคยขาด เรียกว่าเป็นศิลปินขาประจำ มีกิจกรรม สศร.ที่ไหน มีเป๋าอยู่ที่นั่น โดยมาให้คำแนะนำ สอนจิตอาสา หรือช่วยวาดตามแต่โอกาสจะอำนวย

“ปกติก็วาดภาพ ขายทำงานศิลปะ วางขายทั่วไปตามนิทรรศการศิลปะต่างๆ ไปขายจตุจักรบ้างก็มี ถนนพระอาทิตย์ สยาม หรือล่าสุดไปขายในงาน แบงค็อก อาร์ต เฟสติวัล และมาช่วยงานสศร.ทุกครั้งที่มีกิจกรรม ถุงผ้าที่ทำขายมีตั้งแต่หลักสิบไปจนถึงหลายร้อยบาทก็มี ตามแต่ราคาของวัสดุที่ใช้ทำ” เป๋า กล่าว

อนึ่ง แผนการจัดการขยะพลาสติก (พ.ศ.2562-2570) มีเป้าหมายลด/เลิกขยะพลาสติก หรือมีการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 7 ชนิด โดย 3 ชนิดแรกจะต้องเลิกใช้ในปี 2562 ได้แก่ 1.เลิกใช้พลาสติกหุ้มฝาขวดน้ำดื่ม (cap seal) 2.เลิกใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่มีส่วนผสมของสารประเภทอ็อกโซ่ (Oxo) 3.เลิกใช้ไมโครบีดจากพลาสติก (Microbead) ส่วนผสมในเครื่องสำอาง ครีม ยาสีฟัน เป็นต้น

ส่วน 4 ชนิดที่เหลือจะต้องเลิกใช้ภายในปี 2565 ได้แก่ 4.เลิกใช้ถุงพลาสติกหูหิ้วขนาดความหนามากกว่า 36 ไมครอน 5.เลิกใช้กล่องโฟมบรรจุอาหาร 6.แก้วน้ำพลาสติก แบบบางใช้ครั้งเดียว และ 7.เลิกใช้หลอดพลาสติก นอกจากนั้นได้ตั้งเป้านำขยะพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติกเข้าสู่ระบบนำกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ภายในปี 2570

แอป”Young you”เมนูสูงวัยเหมาะสมถูกหลักโภชนาการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/383561

แอป”Young you”เมนูสูงวัยเหมาะสมถูกหลักโภชนาการ

วันที่ 14 สิงหาคม 2562 – 12:09 น.
เมนู,สูงวัย,แอปYoung you,อาหาร,แอพพลิเคชั่น
เปิดอ่าน 1,385 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร quality;ife4444@gmail.com –

“อาหาร” เป็นปัจจัยที่มีความสำคัญต่อมนุษย์ เพราะมีผลต่อสุขภาพและการใช้ชีวิต ยิ่งอายุมากขึ้นสภาพร่างกายที่เปลี่ยนแปลงไป การรับประทานอาหารยิ่งต้องดูแลให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย สุขภาพของแต่ละคน “แอพพลิเคชั่น Young you” คู่มือที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพตนเอง ผ่านการเลือกอาหาร 60 เมนู ที่เหมาะสมกับสภาวะสุขภาพ สภาพร่างกาย โรคประจำตัว ที่สำคัญถูกต้องตามหลักโภชนาการ ทำให้การเลือกรับประทานอาหารเป็นเรื่องง่าย สะดวก สนุก เพียงคลิกข้อมูลผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ต

“การพัฒนาแอพพลิเคชั่นมัลติมีเดียให้ความรู้ด้านอาหารและโภชนาการสำหรับผู้สูงอายุ” ผลงานของ “ณฐกมล ผดาเวช นักศึกษาปริญญาเอก” และ “ฉัตรภา หัตถโกศล อาจารย์ที่ปรึกษา” ได้รับทุนจากโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก(คปก.)แสดงในงานการประชุมวิชาการระดับบัณฑิตศึกษา สกสว. ประจำปี 2562 โดยผลงานดังกล่าว เป็นการพัฒนาขึ้นด้วยแนวคิดอยากส่งเสริมระบบสาธารณสุขเชิงนวัตกรรมดิจิทัลเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพ ช่วยให้ผู้สูงอายุได้มีสุขภาพ และโภชนาการที่ดี ลดค่าใช้จ่ายด้านการรักษาการเจ็บป่วยและการเข้ารับบริการในสถานบริการ ที่สำคัญทำให้มีคุณภาพชีวิตที่ดี

ณฐกมล เล่าว่า มีความสนใจที่อยากจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นที่ให้ความรู้ทางด้านโภชนาการ เพราะตนเองเป็นนักโภชนาการ และเมื่อได้อาจารย์ที่ปรึกษาด้านสาธารณสุข ทำให้ได้ทราบถึงปัญหาด้านโภชนาการของผู้สูงอายุ และได้รับคำแนะนำ องค์ความรู้ต่างๆ จนนำมาสู่การศึกษาถึงปัญหาสุขภาพของโภชนาการในผู้สูงอายุไทย ส่วนใหญ่พบว่า ผู้สูงอายุไทยเป็นทั้งโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคความดัน โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง เรื่องของความเสื่อมต่างๆ ในร่างกาย การเคี้ยว การย่อยของอาหาร เรื่องของกระดูก และเมื่อวิเคราะห์ถึงปัญหาดังกล่าว จึงได้มองหาวิธีการ สารอาหารใดบ้างที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ จนเกิดเป็นการพัฒนา 60 เมนูอาหารที่เหมาะกับผู้สูงอายุ ถูกรวบรวมไว้ในแอพพลิเคชั่น Young you คู่มือที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้รู้ว่าอาหารประเภทไหน เหมาะสมกับสภาวะร่างกาย สุขภาพของตนเอง

“ใช้เวลาประมาณ 1 ปีในการศึกษาและพัฒนาแอพพลิเคชั่นดังกล่าว โดยข้อมูลที่ใช้ในการพัฒนาตำรับอาหารได้จากผู้สูงอายุและผู้ดูแลจำนวน 20 คนถูกพัฒนาเป็นเมนูอาหาร 60 เมนู แบ่งเป็น 6 ประเภท ได้แก่ เมนูอาหารเรียกน้ำย่อย เมนูกับข้าว เมนูอาหารจานเดียวจากเส้น เมนูอาหารจานเดียวจากข้าว เมนูขนมหวาน(ร้อน/เย็น) และเมนูเครื่องดื่ม ซึ่งเมนูเหล่านี้ ผู้สูงอายุสามารถนำไปปรับใช้ในการเลือกรับประทาน เมื่อได้รับประทานอาหารที่เหมาะสมกับโภชนาการ สภาวะร่างกายของตนเองในแต่ละช่วงเวลาก็จะทำให้ผู้สูงอายุมีสุขภาพดีขึ้น อีกทั้งแอพพลิเคชั่นดังกล่าวยังสามารถช่วยบันทึกไว้สำหรับให้คุณหมอ หรือส่งต่อให้เพื่อนผู้สูงอายุด้วยกัน เป็นการช่วยสร้างเครือข่ายด้านโภชนาการให้แก่ผู้สูงอายุ”

แอพพลิเคชั่น Young you เป็นรูปแบบอินเตอร์แอ็กทีฟ (Interactive) มีปฏิสัมพันธ์กับผู้สูงอายุ สีสันสวยงาม ใช้ภาษา ขั้นตอนง่ายในการใช้งาน สามารถคลิกไปหน้าต่างๆ มีเมนูเพื่อสุขภาพ ผู้สูงอายุทุกคนสามารถปรับให้เหมาะสมกับตนเองและบันทึกข้อมูลเหล่านั้นส่งต่อไปยังเพื่อนผู้สูงอายุด้วยกัน โดยขั้นตอนการใช้งาน ผู้สูงอายุเพียงกรอกข้อมูลประวัติส่วนตัว อย่าง ชื่อ อายุ น้ำหนัก ส่วนสูง ผลตรวจสุขภาพ ความดัน ผลเลือด พฤติกรรมการกิน โรคที่เป็น แล้วแอพพลิเคชั่นจะทำหน้าที่ประเมินทันทีว่าผู้สูงอายุควรได้รับโภชนาการแบบไหน เมนูไหนที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุสามารถค้นหาความเป็นตัวตนของตนเอง และปรับอาหารการกิน ให้เข้ากับสภาวะสุขภาพของตนเองได้ง่ายดาย

ขณะที่ “ฉัตรภา” เล่าเพิ่มเติมว่า จากการทำงาน อาจารย์ได้เห็นปัญหาด้านโภชนาการของผู้สูงอายุ ซึ่งเมื่ออายุมากขึ้นมีภาวะความเสื่อมของร่างกาย ทำให้ระบบการย่อย การดูดซึมของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลง ส่งผลให้การรับประทานอาหารการกินกลายเป็นปัญหาใหญ่ของผู้สูงอายุ ดังนั้น เมื่อนักศึกษามีแนวคิดอยากจะพัฒนาแอพพลิเคชั่นด้านโภชนาการ จึงสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพราะการใช้ชีวิตของทุกคนล้วนอยู่กับเทคโนโลยี เรียนรู้จากแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่มากมาย ซึ่งกลุ่มผู้สูงอายุเองก็ได้พัฒนาตนเองมาใช้เทคโนโลยี มือถือมากขึ้น จึงอยากนำองค์ความรู้ด้านโภชนาการ สาธารณสุขมานำเสนอในรูปแบบสนุกสนาน ค้นหา เข้าถึงง่าย แอพพลิเคชั่น Young you เป็นเสมือนแหล่งเรียนรู้ คู่มือให้แก่ผู้สูงอายุในเรื่องของอาหารการกินที่ตรงกับโภชนาการ และเหมาะสมกับสภาพร่างกาย โรคต่างๆ ที่ผู้สูงอายุเป็นอยู่

“ความเป็นผู้สูงอายุ มักจะถูกบอกว่าต้องกินอย่างนั้นอย่างนี้ แต่แอพพลิเคชั่น ไม่ได้บอกเพียงว่าผู้สูงอายุต้องกินอะไรแต่จะเป็นการช่วยเลือกอาหารการกินที่มีโภชนาการเหมาะกับสภาพร่างกายของแต่ละคน เช่น ผู้สูงอายุที่เป็นโรคเบาหวาน ช่วงไหนเป็นหวัด ไม่สบายตัว น้ำตาลขึ้น แอพพลิเคชั่นจะบอกว่าควรกินอะไร ผู้สูงอายุสามารถปรับพฤติกรรม เสมือนมีนักกำหนดอาหาร มีนักโภชนาการอยู่กับผู้สูงอายุตลอดเวลา นอกจากนั้น ยังช่วยให้ผู้ดูแลผู้สูงอายุ หรือลูกหลานที่ต้องดูแลพ่อแม่ ปู่ย่าตายาย ได้กรอกข้อมูลของผู้สูงอายุและได้นำไปใช้ในการปรับอาหารการกิน ดูแลผู้สูงอายุ ทำให้ผู้สูงอายุได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

ขณะนี้ต้นแบบแอพพลิเคชั่น Young you กำลังอยู่ในขั้นตอนของการนำไปทดลองใช้ โดยจะนำร่องแก่ผู้สูงอายุในศูนย์ผู้สูงอายุต่างๆ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุงให้เหมาะสมและสามารถใช้งานอย่างแพร่หลายในปี 2563 นอกจากนั้น ในอนาคตแอพพลิเคชั่นดังกล่าวจะพัฒนาให้กลายเป็นศูนย์ข้อมูล แหล่งเรียนรู้ด้านสุขภาพ โภชนาการ การใช้ชีวิต ไลฟ์สไตล์ที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุของไทย

“การดูแลสุขภาพ อาหารการกินมีความสำคัญอย่างมาก ซึ่งอยากให้ผู้สูงอายุนึกถึงตัวเอง อย่านึกว่าอยากกินแล้วต้องกิน แต่ขอให้หาข้อมูลที่น่าเชื่อถือ จากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ประเมินตัวเอง ดูวิธีการกินของตนเอง ที่ไม่ใช่เพียงอิ่มท้องแต่ต้องอิ่มกาย อิ่มใจ และทำให้ตนเองมีความสุข มีสุขภาพกาย ใจ อารมณ์ที่ดีด้วย กินอาหารแล้วต้องมีสุขภาพที่ดีขึ้น”

   ตัวอย่างเมนูอาหาร 6ประเภท
1.อาหารเรียกน้ำย่อย

-เมี่ยงเบอร์รี่คำ
-ลาบเห็ด
-เยลลี่ปลากะพง
        2.กับข้าว
-แกงเลียงกุ้งสด
-แกงส้มดอกโสนปลาช่อน
-ปลานิลนึ่งสมุนไพร
  3.อาหารจานเดียว(เส้น)
-เส้นหมี่ปลาลวกสมุนไพรทรงเครื่อง
-กระเพาะปลาเห็ดหอม
-ก๋วยเตี๋ยวหลอด
       4.อาหารจานเดียว(ข้าว)
-ข้าวผัดมะม่วงหาวมะนาวโห่
-ข้าวหมูย่างเกลือยำกระเจี๊ยบเขียว
-ข้าวคลุกน้ำพริกกะปิแซลมอนย่าง
         5.ของว่าง
-สตรอเบอร์รี่กีวีซอร์เบต
-บัวลอยงาดำน้ำขิง
-ข้าวต้มมัด
     6.เครื่องดื่ม
-นมถั่วแระญี่ปุ่น
-น้ำมะพร้าวปั่นสด
-น้ำใบย่านางว่านหางจระเข้
ที่มา:แอพพลิเคชั่น Young you