ย้ายฟ้าผ่า ครูอ้อม เซ่นปมอาหารกลางวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/385554

ย้ายฟ้าผ่า ครูอ้อม เซ่นปมอาหารกลางวัน

วันที่ 28 สิงหาคม 2562 – 14:50 น.
ครูอ้อม,โรงเรียนวัดวงเดือน,สพปชัยนาท,ย้านฟ้าผ่า,ไปช่วรายการ,ปปชชัยนาท

ผอ.สพป.ชัยนาท มีหนังสือคำสั่งด่วนที่สุด ย้ายฟ้าผ่า “ครูอ้อม” ครูประจำชั้นอนุบาล โรงเรียนวัดวงเดือน ไปช่วยราชการที่ สพป.ชัยนาท มีผลตั้งแต่วันนี้

จากกรณีที่ ครูอ้อม ครูประจำโรงเรียนอนุบาล ของโรงเรียนวัดวงเดือน จ.ชัยนาท ออกมาแฉว่า อาหารของโรงเรียนไม่ได้มาตรฐาน เด็กต้องกินบะหมี่ผัดไข่ไม่มีเนื้อสัตว์ แต่ครูอ้อมกลับถูกเอาเลือดปาห้องพักครู และมีผู้พบเห็นว่า แม่ครัวของโรงเรียน เคยโพสต์รูปเลือดหมูเอาไว้ในเฟซบุ๊กด้วย

ต่อมา เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ชัยนาท เดินทางลงพื้นที่เก็บข้อมูลเบื้องต้นในกรณีดังกล่าว เมื่อวันอังคารที่ 27 สิงหาคม 2562 โดยให้คำแนะนำกับทางโรงเรียนวัดวงเดือนว่าควรทำให้ถูกต้องอย่าให้พบการทุจริตเพราะเรื่องอาหารกลางวันเป็นเรื่องที่ทางหน่วยเหนือให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และได้ขอสำเนาเอกสารโครงการอาหารกลางวันไปเก็บรายละเอียด ซึ่งหากพบมูลเหตุการทุจริตก็จะชี้มูลและดำเนินการทางกฏหมายต่อไป

ล่าสุดในวันนี้ (28 ส.ค. 2562 ) สำนักงานพื้นที่การศึกษาชัยนาท หรือ สพป.ชัยนาท ได้มีหนังสือคำสั่งด่วนที่สุด ลงนามโดย นางสาวลออ วิลัย  ผอ.สพป.ชัยนาท มีคำสั่งให้ครูอ้อม ย้ายไปช่วยราชการที่ สพป.ชัยนาท โดยให้เหตุผลว่าเพื่อความเหมาะสมระหว่าการสอบสวนเรื่องท้วงติงเรื่องคุณภาพอาหารกลางวัน โดยจะจัดหน้าที่งานให้ตามความเหมาะสม และให้มีผลทันทีตั้งแต่วันนี้

ซึ่งครูอ้อมเอง เมื่อเห็นหนังสือคำสั่งดังกล่าว ถึงกับเครียด เพราะไม่คิดว่าจะโดนเล่นงานรอบด้านแบบนี้ เพราะคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับคุณภาพอาหารกลางวันทุกคน ยังคงอยู่ในโรงเรียนวัดดวงเดือนกันตามปกติ ส่วนตนซึ่งเป็นผู้ร้องและพยานกลับถูกกลั่นแกล้งด้วยการสั่งย้ายไปช่วยราชการ ซึ่งรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเมื่อกลุ่มผู้ปกครองได้ทราบเรื่องก็จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์เรื่องดังกล่าว และจะมีการนัดรวมตัวกันเพื่อแสดงพลังปกป้องครูอ้อม กันต่อไป

ทว่าต่อมาทางเพจเฟซบุ๊ก ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน โพสต์ข้อความระบุว่า เอาโว้ย !! แทนที่จะย้ายและเอาเรื่องกับคนที่โกงอาหารกลางวันเด็ก ร.ร.วัดวงเดือน กลายเป็นว่า สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท ลงนามโดย นางสาวลออ วิลัย สั่งย้ายครูอ้อมที่ออกมาปกป้องอาหารกลางวันเด็ก ไปช่วยราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท ด่วน ๆ แบบออกหนังสือ 28 ส.ค. 2562 ให้ย้าย 27 ส.ค. 2562

ขอบคุณ ปฏิบัติการหมาเฝ้าบ้าน

แพลตฟอร์มได้โอกาส ค้นหาสิทธิ์ ช่วยผู้ด้อยเป็นผู้ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/385500

แพลตฟอร์มได้โอกาส ค้นหาสิทธิ์ ช่วยผู้ด้อยเป็นผู้ได้

วันที่ 28 สิงหาคม 2562 – 13:40 น.
ผู้ด้อยโอกาส

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

“ประชาชนไม่รู้สิทธิ์ เพราะมีปัญหาในการเข้าถึง ขณะเดียวกันไม่มีฐานข้อมูลครบถ้วน ทำให้บริการและการส่งต่อล่าช้า” นี่คือปัญหาที่ “ประกาย ธีระวัฒนากุล กรรมการบริหาร มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา ที่ปรึกษาทีมงานโครงการพัฒนานวัตกรรมงานบริการภาครัฐ : การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส” ได้สะท้อนถึงปัจจัยที่ทำให้ผู้ด้อยโอกาสในสังคมไทยไม่ได้รับการช่วยเหลือตามสิทธิ์

“แพลตฟอร์มได้โอกาส” เป็นต้นแบบโมเดลแห่งการเปลี่ยนแปลง เปลี่ยน “ผู้ด้อย” เป็น “ผู้ได้” นวัตกรรมภายใต้ความร่วมมือระหว่าง มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา กับ i-team กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA หนึ่งในนวัตกรรมได้รับรางวัลต้นแบบนวัตกรรมงานบริการภาครัฐ ในงาน “ปลุกนวัตกรรมจากรัฐ : จากไอเดียสู่ Big Impact” โครงการพัฒนานวัตกรรมงานบริการภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ 2562 หรือ Gov Lab ซึ่งเป็นปีที่ 3 ของการดำเนินการ โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ร่วมกับวิทยาลัยประชากรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP ประจำประเทศไทย

ประกาย กล่าวว่า ประเทศไทยมีผู้ด้อยโอกาสกว่า 15 ล้านคน ซึ่งมีเพียงจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่เข้าถึงการรับบริการ หรือรับสิทธิ์จากภาครัฐ อย่างบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีเพียง 11 ล้านคนเท่านั้นที่ได้รับ แต่อีก 4 ล้านกว่าคนไม่ได้รับ และจากการลงพื้นที่สอบถามไปยังกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคม พบว่า ผู้ด้อยโอกาสส่วนใหญ่ไม่รับทราบว่าตนเองนั้นมีสิทธิ์อะไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการศึกษา การรักษาพยาบาล หรือสิทธิ์ต่างๆ ที่ควรจะได้รับ เช่น สิทธิ์ 30 บาทรักษาทุกโรค สิทธิ์ผู้สูงอายุที่รัฐจัดบริการให้ ดังนั้น ต้นแบบ “แพลตฟอร์มได้โอกาส” จะเป็นการสร้างโมเดลการรับรู้เรื่องสิทธิ์ และการสร้างฐานข้อมูลผู้ด้อยโอกาส และแอพพลิเคชั่นผู้ช่วยอาสาสมัคร

“สาเหตุที่ผู้ด้อยโอกาสไม่รู้สิทธิ์ของตัวเองนั้น เกิดจากอ่านหนังสือไม่ออก ไม่กล้าติดต่อกับหน่วยงานรัฐ มีประสบการณ์ไม่ดีมาก่อน เชื่อใจอาสาสมัครมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐ และไม่รู้สิทธิ์เพราะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลของรัฐได้ การสร้างโมเดลการรับรู้จะใช้ร่วมกับสื่อต่างๆ ที่ใช้สื่อสารกับประชาชน เช่น คู่มือประชาชน สปอตวิทยุ โทรทัศน์ แผ่นพับ ในลักษณะของสัญลักษณ์ของภาพที่มักถูกใช้เพื่อแทนการสื่อสาร เช่น เงินอุดหนุนใช้เป็นภาพธนบัตร สุขภาพใช้ภาพยา การศึกษาใช้ภาพดินสอหรือตัวอักษร ก. ที่อยู่อาศัยใช้ภาพบ้าน สนับสนุนงาน/อาชีพใช้อุปกรณ์ทำงาน ผู้พิการใช้สัญลักษณ์คนพิการนั่งบนรถเข็น การคุ้มครองทางสังคมใช้ภาพจับมือ เป็นต้น ส่วนการพัฒนาแอพพลิเคชั่นนั้นจะเป็นรูปแบบการสื่อสารที่เข้าใจง่าย ผู้ด้อยโอกาสเพียงกรอกเลขบัตรประชาชน 13 หลัก ก็สามารถรับรู้ทุกสิทธิ์ ซึ่งมีประมาณ 47 สวัสดิการของรัฐที่ควรจะได้รับ”

การจะเข้าถึงผู้ด้อยโอกาสได้ส่วนหนึ่งต้องมีฐานข้อมูลผู้ด้อยโอกาส ซึ่งประเทศไทยขาดฐานข้อมูลรวม ระบุสถานะ สิทธิ์ผู้ด้อยโอกาสที่ชัดเจน ทำให้การตรวจสอบสถานะและสิทธิ์ต่างๆ มีความล่าช้า ผู้ด้อยโอกาสมีข้อจำกัดเข้าไม่ถึงระบบ ขณะเดียวกันการส่งต่อแต่ละกรณีติดขัด เพราะไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลที่เชื่อมต่อถึงกันของแต่ละหน่วยงาน เนื่องจากแต่ละหน่วยงานก็ต่างคนต่างทำ ไม่ได้มีการเชื่อมต่อข้อมูลของผู้ด้อยโอกาส ซึ่งปัญหาเหล่านี้ ทำให้ต้องทำงานเดิมซ้ำๆ ส่งผลให้งานล่าช้า

ที่ปรึกษาทีมงาน แพลตฟอร์มได้โอกาส เล่าต่อว่า แพลตฟอร์มดังกล่าวจะเป็นการสร้างเครื่องมือและฐานข้อมูลเพื่อช่วยให้อาสาสมัครทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากมีฐานข้อมูลและสามารถใช้ฐานข้อมูลดังกล่าวจากหลายๆ กระทรวงให้เป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ขณะเดียวกันการสร้างแอพพลิเคชั่นที่จะช่วยอาสาสมัครในการกรอกข้อมูลให้แก่ผู้ด้อยโอกาส ด้วยรูปแบบง่ายๆ กรอกเลขบัตรประชาชนหรือสแกนใบหน้าเพื่อระบุตัวตน ตรวจสอบยืนยันตัวตน ตรวจสอบสถานะก่อนส่งต่อ แบบฟอร์มกลาง อัพข้อมูลและข้อมูลสิทธิ์ พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ โดยที่ผู้ด้อยโอกาสสะดวก เข้าถึงได้ทุกที่ และอาสาสมัครก็สามารถช่วยผู้ด้อยโอกาสได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ด้อยโอกาสที่ไม่มีเลขบัตรประชาชน

ทั้งนี้ ฐานข้อมูลต่างๆ นั้น ต้องประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ พม. กระทรวงการคลัง กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย (มท.) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคม กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เป็นต้น เพื่อที่จะได้เชื่อมต่อข้อมูลเข้าระบบ นำไปสู่การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสให้เข้าถึงสิทธิสวัสดิการต่างๆ อันนำไปสู่คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

“มีต้นแบบในการจัดระบบฐานข้อมูลให้แก่ภาครัฐ รวมถึงจะมีการเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องขอความร่วมมือจากภาครัฐในการจัดทำข้อมูลต่างๆ ซึ่งหากมีการจัดทำแพลตฟอร์มได้โอกาสเกิดขึ้นจริง จะช่วยประชากรไทยที่เป็นคนจนและคนด้อยโอกาสกว่า 15 ล้านคนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถเข้าถึงสวัสดิการและได้รับการดูแล ลดการซ้ำซ้อนการใช้งบประมาณและบุคลากร 35% ผู้ด้อยโอกาสสามารถเข้าถึงสวัสดิการเพิ่มขึ้น 10% มีฐานข้อมูลผู้ด้อยโอกาสที่บูรณาการกันเป็นหนึ่งเดียวจาก 20 กว่าฐานข้อมูล เป็น 1 ฐานข้อมูลผู้ด้อยโอกาส ดังนั้น แพลตฟอร์มได้โอกาสจะสามารถช่วยผู้ด้อยโอกาสของไทยให้ได้รับรู้สิทธิ์ และที่สำคัญยังทำให้ประเทศไทยมีฐานข้อมูลผู้ด้อยโอกาส เพื่อนำไปเป็นฐานข้อมูลของรัฐในการจัดเก็บผู้ด้อยโอกาสและสิทธิ์ต่างๆ”

อย่างไรก็ตาม “แพลตฟอร์มได้โอกาส” ยังเป็นนวัตกรรมต้นแบบ ซึ่งทางทีมงานจะประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสนับสนุนและจัดทำสร้างนวัตกรรมดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้ด้อยโอกาสไทย และช่วยลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้น เพราะอย่างน้อยผู้ด้อยโอกาสก็ได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างที่ควรจะเป็น

 โรดแม็พแพลตฟอร์มได้โอกาส:การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส
ปีที่1 วางรากฐาน
1.Quick Win บูรณาการฐานข้อมูล
-ที่มีของ พม.และฐานข้อมูลสวัสดิการแห่งรัฐของกระทรวงการคลัง
2.สร้างโมเดลการรับรู้สิทธิ์
-โดยออกแบบและจัดทำคู่มือฉบับประชาชน
-การจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ที่น่าเชื่อถือให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย
3.ทดลองโมเดลการสื่อสารรับรู้สิทธิ์ และฐานข้อมูลผู้ด้อยโอกาสในเชิงพื้นที่
-เช่นจังหวัดที่ยากจนสุด 10 จังหวัด
4.สร้างฐานข้อมูลผู้ด้อยโอกาส
-จัดเก็บข้อมูลผู้ด้อยโอกาสและสิทธิ์ต่างๆ ของภาครัฐ
ปีที่ 2 ต่อยอดและขยายผล
1.พัฒนาแอพพลิเคชั่น
-เพื่อให้บริการข้อมูลความรู้ การตรวจสอบสิทธิสวัสดิการต่างๆ สำหรับประชาชน
2.ต่อยอดให้เป็นเครื่องมือสำหรับอาสาสมัคร
-จัดเก็บข้อมูลผู้ด้อยโอกาสและการตรวจสอบสิทธิ์
ปีที่ 3 ยกระดับการบริการ
1.ขับเคลื่อนการทำงานด้วยระบบดิจิทัล
-ยกระดับการทำงานให้มีความสะดวก รวดเร็ว โปร่งใส
2.บูรณาการข้อมูลกับทุกหน่วยงาน
-เพื่อขยายฐานการบริการ และการส่งต่อเคสไปยังหน่วยงานต่างๆ
ที่มา:มูลนิธิสถาบันอนาคตไทยศึกษา

ความผิดหวังของใครให้คนนั้นจัดการ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/385533

ความผิดหวังของใครให้คนนั้นจัดการ

วันที่ 28 สิงหาคม 2562 – 13:35 น.
เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน,หมอโอ๋,มหาวิทยาลัยมหิดล,คณะแพทยศาสตคร์,เกรงใจลูก,ความผิดหวังของใครให้คนนั้นจัดการ
เปิดอ่าน 917 ครั้ง

คู่สมรสที่มีลูกคนแรกของตระกูล จะถูกคาดหวังจากคุณปู่-ย่า-ตา-ยาย อยากให้เป็นโน่น นี่ นั่น จนในบางครั้งพ่อแม่เกรงใจ จนลืมเกรงใจลูก

วันที่ 28 ส.ค. 2562- เพจเลี้ยงลุกนอกบ้านของ”หมอโอ๋” พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสรตร์วัยรุ่น คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล  โพสต์เฟสบุ๊คใช้หัวข้อว่า   # ความผิดหวังของใครให้คนนั้นจัดการ

ใจความระบุว่า

#ความผิดหวังของใครให้คนนั้นจัดการ

คุณหมอคะ

“ลูกชาย 3 ขวบค่ะ กำลังจะเข้าอนุบาล ปัญหาคือปู่ย่าอยากให้หลานเข้าโรงเรียนใกล้บ้านปู่ย่า เพราะจะได้ใกล้ชิดหลาน แต่แม่อยากให้ลูกเรียนอยู่โรงเรียนใกล้บ้านเรากันเองมากกว่า พอพ่อบอกย่า ย่าก็โกรธมาก หาว่าเรากันท่าย่ากับหลาน ด่าแฟนเราว่าอกตัญญูกับพ่อแม่ จะให้ลูกไป ก็แอบสงสารลูก กลัวเค้าจะร้องไห้หาแม่ (จะได้เจอเฉพาะเสาร์อาทิตย์ค่ะ) แม่ควรจะตัดสินใจยังไงดีคะ”

ตอบสั้นๆ แบบนี้นะคะ

“เรามีหน้าที่รับผิดชอบลูกของเรา”

“เรา (และลูก) ไม่ได้มีชีวิตเพื่อเป็นไปตามความคาดหวังของใคร”

“เราไม่ได้มีลูก เพื่อสนองความสุขและความต้องการของคนอื่น”

“ใครผิดหวัง เพราะคาดหวังผิด นั่นเป็นปัญหาของเขา ไม่ใช่ปัญหาของเรา เขามีหน้าที่จัดการใจของตัวเอง”

“ลูก ต้องการพ่อแม่ที่ปกป้องเขาได้ ด้วยพลังใจที่สงบและเข้มแข็ง”

“อย่าเกรงใจใคร จนลืมเกรงใจลูก”

“ความกตัญญู ทำได้โดยที่ไม่ต้องเบียดเบียนตนเอง”

หวังว่าคงได้คำตอบของตัวเองนะคะ

#หมอโอ๋เพจเลี้ยงลูกนอกบ้านผู้เชื่อว่าปู่ย่าตายายที่น่ารัก คือปู่ย่าตายายที่ให้อิสรภาพในการเติบโตกับลูกหลาน

ป.ล. ตอนนี้คำถามหลังไมค์มีค้างมากมายหลายร้อย หมอไม่มีเวลาที่จะอ่านและตอบได้หมดจริงๆค่ะ(และจริงๆ ก็ไม่ได้เป็นวัตถุประสงค์ของการทำเพจ) หมอจะพยายามทยอยตอบเท่าที่มีเวลา ยังไงต้องขออภัยไว้ตรงนี้ด้วยนะคะ

ขอบคุณที่มา : เพจเลี้ยงลูกนอกบ้าน

เริ่ม1ต.ค.ผู้ป่วยบัตรทองรับยาร้านยา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/385495

เริ่ม1ต.ค.ผู้ป่วยบัตรทองรับยาร้านยา

วันที่ 28 สิงหาคม 2562 – 12:55 น.
นพศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา,บัตรทอง
เปิดอ่าน 1,502 ครั้ง
ผู้ป่วยบัตรทองรับยาร้านขายยาแทน รพ. เริ่ม 1 ตุลาคมนี้ เปิดทางเลือกให้ประชาชน นำร่อง รพ. 50 แห่ง- 500 ร้านทั่วประเทศ เบื้องต้นเน้น 4 โรค ชงบอร์ดบัตรทองเคาะ 2 ก.ย.นี้ เพิ่มความสะดวกให้ประชาชน-ประสิทธิภาพในการใช้ยา ลดความแออัดใน รพ. หลังประมาณการพบผู้ป่วยกว่า 19 ล้านคน ครอบครองยาเกินจำเป็น มูลค่าสูญเสียทางการคลัง 2.3 พันล้านบาท

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) กล่าวในการประชุมเชิงปฏิบัติการเรื่อง การลดความแออัดในโรงพยาบาลโดยร้านยาแผนปัจจุบัน(ข.ย.1) ตามนโยบายของ รมว.สาธารณสุข ว่า การให้ผู้ป่วยในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทองนำใบสั่งยาจากโรงพยาบาลไปรับยาที่ร้านขายยาคุณภาพที่มีเภสัชกรประจำเข้าร่วมโครงการแทนการรอรับยาที่โรงพยาบาล เป็นทางเลือกให้แก่ประชาชนได้เข้าถึงบริการสะดวกมากขึ้น โดยจะเริ่มดำเนินการในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ในโรงพยาบาล 50 แห่งที่ส่วนใหญ่เป็นโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)/โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.) ซึ่งมีผู้ป่วยเข้ารับบริการจำนวนมาก และ 500 ร้านยาทั่วประเทศ เบื้องต้นจะดำเนินการใน 4 โรค ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง จิตเวช และหอบหืด ประมาณการว่าจะมีผู้ป่วยเลือกมารับยาที่ร้านยาราว 2 ล้านครั้ง จากที่มีการใช้บริการที่โรงพยาบาล 7 ล้านครั้ง จะมีผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านยา 15 คนต่อวันต่อร้าน

การบริหารจัดการงบประมาณ  ระยะแรกจะใช้งบที่เหลือจากการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในปีที่ผ่านมา จำนวน 150 ล้านบาท ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงบประมาณเหมาจ่ายรายหัว โดยน่าจะจ่ายเพิ่มเติมให้โรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นค่าบริหารจัดการยาแห่งละ 30,000 บาทต่อปี และให้ร้านยา 70 บาทต่อผู้ป่วย 1 คน อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการหารือรายละเอียดในหลักเกณฑ์อีกครั้งก่อนจะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)ในวันที่ 2 กันยายนนี้ ส่วนงบประมาณในปีต่อๆ ไปจะต้องของบเพิ่มเติม ประมาณการว่าจะอยู่ที่ 800 ล้านบาทต่อปี

“การที่ผู้ป่วยจะมารับยาที่ร้านยา ผู้ป่วยจะต้องเข้าระบบของโรงพยาบาลก่อนในการตรวจวินิจฉัยโดยแพทย์ แล้วมีใบสั่งยามาแสดงที่ร้านยา หรือเป็นผู้ป่วยที่แพทย์มั่นใจแล้วว่าสามารถคุมโรคหรืออาการที่เป็นได้ ซึ่งจะมีเกณฑ์ในการพิจารณาหลังจากผู้ป่วยไปรับการตรวจที่โรงพยาบาลแล้ว ครั้งต่อไปก็อาจจะมารับยาที่ร้านยาได้เลย โดยที่ร้านยามีการเชื่อมต่อข้อมูลออนไลน์กับโรงพยาบาล ซึ่งคนไข้ที่ไปโรงพยาบาล 100 คนจะเป็นกลุ่มโรคเรื้อรัง 60-70% ประเมินว่าในจำนวนนี้จะเลือกมารับยาที่ร้านยาใกล้บ้านราว 30% ก็จะช่วยลดความแอออัดของโรงพยาบาลไปได้ และผู้ป่วยก็มีความสะดวกมากขึ้นในการรับบริการ” นพ.ศักดิ์ชัยกล่าว

ด้าน นพ.ธีรพงศ์ ตุนาค ผู้อำนวยการกองบริการการสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) กล่าวว่า จากผลการศึกษาพบว่าประชาชนที่เจ็บป่วยโดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาลมีการดูแลตนเอง โดยซื้อยาแผนปัจจุบัน ไม่ไปสถานบริการทางการแพทย์ 27.2% หรือราว 3.3 ล้านคน นอกจากนี้พบว่า ผู้ป่วยกว่า 40% มีปัญหาจากการใช้ยาที่บ้านเอง ได้แก่ การใช้ยาไม่ถูกต้องตามแพทย์สั่ง การได้รับยาในขนานที่ต่ำหรือสูงเกินไป หรือมีการบริหารยาฉีด/ยาพ่นด้วยตนเองไม่ถูกต้อง และผู้ป่วยมีการครอบครองยาเกินความจำเป็น จากประมาณการในระดับประเทศ พบว่าผู้ป่วย 19.2 ล้านคน ครอบครองยาเกินจำเป็น โดยคิดเป็นมูลค่าความสูญเสียทางการคลัง 2,349 ล้านบาท หรือ 1.7% ของอัตราการบริโภคยาทั้งหมดของประเทศ

ร.ร.ตชด.บ้านห้วยสลุงบ้านหลังที่สองของเด็กบ้านไกล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/385330

ร.ร.ตชด.บ้านห้วยสลุงบ้านหลังที่สองของเด็กบ้านไกล

วันที่ 27 สิงหาคม 2562 – 13:00 น.
โรงเรียน ตชดบ้านห้วยสลุง,บ้านหลังที่สอง
เปิดอ่าน 1,337 ครั้ง

โดย…  0 ชุลีพร อร่ามเนตร 0  qualitylife4444@gmail.com

สิ่งหนึ่งที่ทุกคนจะนึกถึงเมื่อถามถึง “โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน หรือตชด.” คือความห่างไกลออกไปจากชุมชนเมือง อยู่ติดชายแดน กว่าจะเข้าไปถีงโรงเรียนต้องใช้เวลานานแสนนาน เช่นเดียวกับเด็กๆ นักเรียน “โรงเรียน ตชด.บ้านห้วยสลุง” โรงเรียนในสังกัดกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน(ตชด.) ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ อ.แม่ระมาด จ.ตาก ที่ต้องเดินทางมาจากหมู่บ้านที่ห่างออกไปประมาณ 50-60 กิโลเมตรในพื้นที่ดอยสูง รวมถึงเด็กที่บ้านใกล้แต่ผู้ปกครองต้องออกไปทำงานนอกพื้นที่ และเด็กยากจน เด็กด้อยโอกาส ทำให้โรงเรียนแห่งนี้ต้องมีแหล่งพักพิงเปิดเป็นโรงเรียนกินนอน เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ

โรงเรียน ตชด.บ้านห้วยสลุง จ.ตาก เปิดสอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 มีนักเรียนคละชั้น รวมกันเพียง 80 กว่าคน ซึ่งอยู่ห่างไกลจากในตัวเมืองหลายร้อยกิโลเมตร ปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของ ด.ต.หญิง วิไล ธนวิภาศรี ครูใหญ่ของโรงเรียน ด้วยความยากจน ความห่างไกล โรงเรียนจึงได้จัดอาคารพักนอนเป็นอาคารชั่วคราวให้ มีการจัดนมผงพระราชทานให้นักเรียนทุกคนในตอนเช้า และจัดสรรอาหารกลางวันโดยการสนับสนุนจาก อปท.ในพื้นที่ มีโครงการเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน ทั้งการปลูกพืชผักและเลี้ยงสัตว์ เช่น ปลา หมู และไก่ เพื่อนำผลผลิตที่ได้มาเป็นวัตถุดิบทำอาหารกลางวันสำหรับนักเรียนทั้งโรงเรียน

ด.ต.หญิงวิไล เล่าว่า นักเรียนส่วนใหญ่อยากมาโรงเรียนทุกวัน เพราะพวกเขามองว่าโรงเรียนเป็นมากกว่าสถานศึกษาที่ให้วิชาความรู้ ทักษะอาชีพ แต่เป็นบ้านหลังที่สอง เพราะโรงเรียนเป็นที่พึ่งพิงที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเด็กบางคนครอบครัวของพวกเขาอาจจะไม่สามารถมอบให้ เด็กส่วนหนึ่งต้องออกจากสถานศึกษาเพื่อไปเป็นกำลังแรงงานหลักของบ้าน

“โรงเรียนมีทั้งเด็กไปกลับ และเด็กบ้านไกลที่ต้องพักนอนในโรงเรียน นอกจากให้ความรู้ด้านวิชาการ ให้เด็กอ่านออกเขียนได้ มีทักษะอาชีพแล้ว โรงเรียนจะต้องดูแลชีวิตความเป็นอยู่ เรียกได้ว่าดูแลตั้งแต่ตื่นนอนไปยังเข้านอน เพราะพวกเขาได้ฝากทั้งชีวิตและปากท้องไว้ในทุกๆ วัน มื้ออาหาร และที่พักอาศัย จึงต้องดีที่สุดที่พวกเขาจะได้รับจากโรงเรียน” ครูใหญ่เล่า

นักเรียนโรงเรียน ตชด.บ้านห้วยสลุง ส่วนใหญ่เป็นเด็กชาติพันธุ์ หลายคนต้องการความช่วยเหลือในหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดูแลความเป็นอยู่ด้านคุณภาพชีวิต สุขอนามัย อุปกรณ์การศึกษา ปัญหาด้านระยะทางและการเดินทางในพื้นที่กันดาร บางส่วนที่ไกลออกไปต้องใช้บริการรถรับส่งรายเดือนซึ่งมีค่าใช้จ่ายประมาณเดือนละ 250-300 บาท

สำหรับอาหารแต่ละมื้อของเด็ก ต้องมีการวางแผนล่วงหน้าเพื่อให้ได้สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายอย่างครบถ้วน ส่วนการบริหารจัดการเรือนพักนอนใช้จัดระบบพี่ดูแลน้องทั้งเรื่องที่พักและอาหาร เป็นการฝึกความรับผิดชอบ ความมีระเบียบวินัย และการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่น

ด.ช.ธนชัย วิเชียรรังสี นักเรียนชั้นป.6 โรงเรียน ตชด.บ้านห้วยสลุง เล่าว่า เขาเป็นเด็กบ้านไกลหรือเด็กพักนอนที่โรงเรียน ทุกคนจะมีความรับผิดชอบในการใช้ชีวิตร่วมกัน อาทิ พวกเด็กโตอย่างเขาจะจัดเวรดูแลเรื่องอาหารมื้อเช้าและมื้อเย็น ส่วนน้องๆ เด็กเล็กจะช่วยกันดูแลความสะอาดในโรงเรียน อาคารเรียน อาหารที่จัดหาเป็นข้าวสวยหุงร้อนๆ และทำกับข้าวง่ายๆ หนึ่งอย่าง เช่น ผัดผัก หรือแกงจืด บางครั้งก็มีน้ำพริกเพิ่มขึ้นอีกอย่าง ซึ่งการจัดเตรียมต้องมีปริมาณเพียงพอสำหรับทุกคน

ดังนั้น การมาพักอยู่ที่โรงเรียน นอกจากได้เรียนรู้วิชาการ มีความรู้แล้ว ยังต้องรับผิดชอบตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย อย่างบางคนต้องเตรียมวัตถุดิบ หั่นหมู หั่นผัก ไปจนถึงการล้างจาน และเมื่อกลับบ้านก็ได้นำการอยู่ร่วมกัน การทำงานบ้านต่างๆ ไปช่วยเหลือที่บ้าน เพื่อแบ่งเบาภาระของพ่อแม่ได้ ซึ่งเมื่อทางกสศ.เข้ามาช่วยสนับสนุนทุนช่วยด้านการศึกษา การใช้ชีวิต ทำให้พวกเขาได้นำมาซื้ออุปกรณ์ การเรียนการสอน และช่วยเป็นค่าใช้จ่ายให้แก่ทางบ้าน

เช่นเดียวกับ ด.ญ.จิตรานุช วิเทศสุขสม นักเรียนชั้น ป.6 เล่าว่า เด็กบ้านไกลส่วนใหญ่จะรักโรงเรียนมาก เพราะต้องอาศัยอยู่ในโรงเรียนเหมือนบ้าน โรงเรียน ตชด.บ้านห้วยสลุง จึงเป็นแหล่งเรียนรู้ เป็นบ้านอีกหลังของพวกหนู และเมื่อ กสศ.ได้มาลงพื้นที่ ได้มาให้ทุนการศึกษา จะช่วยแบ่งเบาและเพิ่มคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ครอบครัวของเราได้

ขณะนี้ทีมงานของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้กระจายกันลงพื้นที่ โรงเรียนสังกัด ตชด. ตามภูมิภาคต่างๆ ภายหลังการลงนามความร่วมมือระหว่าง กสศ. และ ตชด. เพื่อคัดกรองและสนับสนุนนักเรียนที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์การคัดเลือกนักเรียนทุนเสมอภาค โดยมี น.ส.วลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. และประธานอนุกรรมการกำกับทิศทางโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษแบบมีเงื่อนไข นายไกรยส ภัทราวาท รองผู้จัดการ กสศ. และคณะ รับทราบถึงปัญหาอุปสรรคต่างๆ ในการดำเนินงาน เช่น ปัญหาการลงพื้นที่เยี่ยมบ้านเพื่อจัดเก็บข้อมูลรายได้และสถานะครัวเรือน ทั้งข้อมูลภูมิสารสนเทศ และข้อมูลภาพถ่ายสภาพบ้านของนักเรียน ตชด. พบว่าเด็กเกือบทั้งหมดมีฐานะยากจนพิเศษ ขาดเรียนบ่อยเพราะต้องช่วยผู้ปกครองหารายได้ ส่วนใหญ่อายุไม่ตรงตามเกณฑ์ เนื่องจากครอบครัวโยกย้ายถิ่นฐานบ่อยตามแหล่งการจ้างงาน ขณะที่ครัวเรือนมีรายได้ไม่แน่นอน ได้รับเพียงค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำหรือน้อยกว่า

นายไกรยส กล่าวว่า การลงพื้นที่ เป็นโอกาสสำคัญของบุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับภารกิจเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษาในทุกระดับ ในการนำข้อมูลมาใช้ประโยชน์ในการทำงาน นอกจากนั้นยังช่วยทำให้ทราบว่า เด็กๆ เห็นโรงเรียนเป็นบ้านหลังที่สอง ใช้เวลากับโรงเรียนมากกว่าที่บ้าน และครูเป็นเสมือนพ่อแม่ของเด็กอีกคน ซึ่ง กสศ.จะแชร์ข้อมูลเหล่านี้ไปให้ประชาชน ภาคเอกชน ห้างร้านที่สนใจจะเข้ามาเป็นหุ้นส่วนของความเสมอภาคทางการศึกษา กสศ. มีเงินอยู่ก้อนไม่ใหญ่ เทอมละประมาณ 1,500-2,500 บาทต่อคน ให้แก่เด็กยากจนพิเศษเหล่านี้ แต่ถ้าภาคเอกชนในจังหวัด ท้องถิ่น หรือประเทศอยากจะมาช่วยเติมเต็มช่องว่างทางโอกาสและคุณภาพการศึกษาให้แก่เด็กเยาวชนเหล่านี้ให้มากกว่า 1,500-2,500 บาท กสศ.ก็พร้อมที่จะเป็นสะพานบุญให้ความพยายามช่วยเหลือและความเป็นภาคีหุ้นส่วนความเสมอภาคทางโอกาสสามารถเกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน จากประชาชนทุกคนในสังคมไทย

กสศ.จัดสรรเงินอุดหนุนให้แก่นักเรียนในสังกัด ตชด.
– ปัจจุบันมีสถานศึกษาในสังกัด บช.ตชด. รวมทั้งสิ้น 218 แห่ง
– โรงเรียน ตชด. จำนวน 168 โรง
– ศูนย์การเรียน ตชด. จำนวน 50 ศูนย์
– โดยกว่า 20% เป็นโรงเรียนที่เดินทางยากลำบากมากไม่สามารถเข้าถึงได้โดยรถยนต์ในทุกฤดู
– ครูตชด.ได้ลงพื้นที่เยี่ยมบ้าน บันทึกข้อมูลนักเรียนเข้ามาในระบบ iSEE จำนวน 15,787 คน
– คัดกรองเรียบร้อยแล้วจำนวน 13,037 คน คิดเป็น 82% โดยนักเรียนกลุ่มนี้มาจากครอบครัวที่มีรายได้เฉลี่ย 1,200 บาทต่อคนต่อเดือน
– นักเรียนระดับชั้นอนุบาล-ประถมศึกษา จัดสรรในภาคเรียนนี้ละ 1,500 บาทต่อคน
– นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาจัดสรรภาคเรียนละ 2,500 บาทต่อคน
– 50% นักเรียนได้รับอุดหนุน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายครองชีพ ค่าเดินทาง บรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า
– 50% จัดสรรให้แก่โรงเรียนเป็นค่าอาหาร ค่ากิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต
– ผู้ที่สนใจบริจาคเงิน ใช้สิทธิลดหย่อนภาษี 2 เท่าได้อัตโนมัติที่ https://donate.eef.or.th/main-donate หรือสอบถามโทร.0-2079-5475
ที่มา:กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)

อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์โต10%ตั้งเป้าศก.ส่งออกภูมิภาคปี63

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/385172

อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์โต10%ตั้งเป้าศก.ส่งออกภูมิภาคปี63

วันที่ 26 สิงหาคม 2562 – 10:25 น.
อตุสาหกรรมเครื่องมือแพทย์,เศรษฐกิจ,สุขภาพ
เปิดอ่าน 1,069 ครั้ง

โดย…  -คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com 

ประเทศไทยเป็นผู้นำเข้าและส่งออกเครื่องมือแพทย์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในอาเซียน อุปกรณ์การแพทย์ที่ผลิตเพื่อส่งออกของไทยส่วนใหญ่เป็นประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง 84% ของมูลค่าการส่งออกเครื่องมือและอุปกรณ์การแพทย์ทั้งหมดเป็นอุปกรณ์ประเภทนี้ ซึ่งรวมถึงถุงมือยางทางการแพทย์ชนิดใช้ครั้งเดียวทิ้ง สายสวนและท่อทางการแพทย์ กระบอกและเข็มฉีดยา และอื่นๆ

ภาพรวมของอุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ของไทยกำลังเติบโต ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่คาดว่าจะอยู่ที่ 9-10% ตั้งแต่ปีค.ศ.2019 ต่อเนื่องไปจนถึงปี 20211 สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ และศูนย์กลางการส่งออกเครื่องมือแพทย์ของภูมิภาคภายในปีค.ศ. 2020

ปรีชา พันธุ์ติเวช  อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ไทย กล่าวว่า จากอัตราการเจ็บป่วยของประชากรที่เพิ่มขึ้นผนวกกับการเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัยยิ่งเป็นการเร่งความต้องการของการใช้เครื่องมือวินิจฉัยที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและทันสมัยให้เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของชาวต่างชาติ ทั้งที่เข้ามาอยู่อาศัยเพื่อทำงานและนักท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่ใช้บริการด้านการแพทย์ของไทยจากความเชื่อมั่นในมาตรฐานของการบริการที่สูงขึ้น และแผนงานการขยายและสร้างโรงพยาบาลใหม่ของผู้ให้บริการในอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพ
อย่างไรก็ตามไทยส่งออกหลักของผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ของไทยคือวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากยาง  ผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีความต้องการใช้งานสูงด้วยตัวเลขการคาดการณ์ที่โตขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่มีภาวการณ์แข่งขันสูงทั้งจากภายในประเทศและต่างประเทศ การผลิตน้ำยาและเครื่องมืออุปกรณ์ในการวินิจฉัย

ตลาดส่งออกที่สาคัญที่สุดของผู้ผลิตเครื่องมืออุปกรณ์และวัสดุสิ้นเปลืองทางการแพทย์ของไทย คือ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี ในส่วนของการนำเข้าส่วนใหญ่จะเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ครั้งเดียวทิ้งและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ เช่นอุปกรณ์อัลตราซาวด์ เครื่องเอกซเรย์ เครื่องมือทางจักษุ และอื่นๆ ประเทศไทยนำเข้าเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์จากสหรัฐอเมริกามากที่สุด คิดเป็น 21% ของการนำเข้าทั้งหมด ตามด้วย จีน เยอรมนี และญี่ปุ่น
“ตัวเลขการนำเข้าและส่งออกอยู่ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันมาก ตรงนี้เราต้องพัฒนาผู้ประกอบการและนวัตกรรมใหม่ให้เพิิ่มมากขึ้นไม่อย่างนั้นอาจจจะขาดดุลการค้าได้ในอนาคตหากมีการนำเข้ามากกว่าส่งออก”  อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ไทย กล่าว

อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ไทย กล่าวด้วยว่าขณะนี้โรงพยาบาลในประเทศหลายแห่งได้เริ่มมีการนำหุ่นยนต์มาเสริมในการให้บริการ มีการพึ่งพาการนำเข้าของเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์จากหลายประเทศ มีการนำเข้าเป็นจำนวนมากถึง 87% จากความต้องการของตลาด ช่วง 3-5 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีจำนวนการนำเข้าครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่เพิ่มขึ้น เช่น หุ่นยนต์ทางการแพทย์ ซึ่งรัฐบาลได้สนับสนุนส่งเสริมนวัตกรรมของไทยไปสู่ตลาดโลกเพื่อลดการนำเข้า
“ประเทศไทยการมีหลักประกันสุขภาพที่ครอบคลุมทั้งประเทศ และกฎระเบียบที่เอื้อต่อการประกอบธุรกิจให้แก่บริษัทต่างชาติ จึงเป็นโอกาสดีที่บริษัทด้านการแพทย์จะใช้ประเทศไทยเพื่อเป็นฐานในการเข้าสู่ตลาดของเอเชีย ยิ่งไปกว่านั้นประชากรของประเทศไทยกำลังเข้าสูงภาวะสูงวัย และจำเป็นต้องพึ่งพาการนำเข้าผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วยและเป็นโอกาสที่จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และศูนย์กลางการส่งออกเครื่องมือแพทย์ในปีค.ศ.2020 เพิ่มการลงทุนและขยายการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านของไทยด้วยเช่นเดียวกัน” อุปนายกสมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์ไทย กล่าว

อนึ่ง งานเมดิคอลแฟร์ไทยแลนด์ครั้งที่ 9 จะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 11–13 กันยายน ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค คาดว่าจะมีผู้เข้าเยี่ยมชมงานกว่า 12,000 ราย ประมาณร้อยละ 40 มาจากต่างประเทศโดยจะมีผู้แสดงสินค้ากว่า 1,000 รายจาก 60 ประเทศ มาร่วมนำเสนอผลงานนวัตกรรมด้านการแพทย์และการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมหลายด้าน

ทั้งนี้ภายในงานจะมีการเปิดตัวพาวิเลียนการดูแลสุขภาพในระดับชุมชนเป็นครั้งแรก โดยมีแนวคิดในการรวบรวมผู้ที่เกี่ยวข้องจากอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพต่างๆ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีเทคโนโลยีและวิทยาการอย่างก้าวหน้า จากประเทศญี่ปุ่น

สิงคโปร์ ไต้หวันสหรัฐอเมริกา รวมถึงประเทศอื่นๆ
รวมทั้งมีสตาร์ทอัพพาร์คเป็นกิจกรรมใหม่ที่เพิ่มเข้ามาในงานโดยมีแนวคิดที่จะสร้างแพลตฟอร์มเฉพาะทางให้ผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพด้านนวัตกรรมการดูแลสุขภาพผู้สูงวัยและธุรกิจด้านการแพทย์และผู้ซื้อกลุ่มเป้าหมายผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพไปสู่การเป็นศูนย์กลางธุรกิจสตาร์ทอัพในเอเชีย

   **ภาพรวมของการดูแลสุขภาพ
*ในภูมิภาคเอเชีย:การลงทุนด้านเทคโนโลยีดิจิทัลคาดว่าจะเพิ่มขึ้นร้อยละ 15
-เพื่อสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการคิดค้นนวัตกรรมด้านการดูแลสุขภาพ
-เพื่อจัดหาการดูแลสุขภาพให้ตรงต่อความต้องการของกลุ่มประชากรสูงวัย
-เพื่อทำให้การดูแลสุขภาพมีคุณภาพดียิ่งขึ้น
*ประเทศไทย:
-รัฐบาลมีการกระตุ้นให้โรงพยาบาลมีการพัฒนาระบบเทคโนโลยีและนวัตกรรมเช่น Big Data, AI และ IOT
-คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) มีมาตรการเพื่อส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ทางการแพทย์ เช่น การได้รับสิทธิประโยชน์ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (CIT)
-ประเทศไทยนำหุ่นยนต์ทางการแพทย์มาใช้ในหลายสาขา เช่น การผ่าตัด การวินิจฉัยโรค เวชศาสตร์ฟื้นฟู และการบริการ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ
ที่มา: ภาพรวมอุตสาหกรรมการดูแลสุขภาพในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกปีพ.ศ.2562 – Frost & Sullivan

ติง คุรุสภา คลอดเกณฑ์ครูฝึกสอนล่าช้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/385050

ติง คุรุสภา คลอดเกณฑ์ครูฝึกสอนล่าช้า

วันที่ 25 สิงหาคม 2562 – 09:03 น.
หลักสูตร 4ปี,ผลิตครู4ปี,ผศดรรัฐกรณ์ คิดการ,น้อมนำพระบรมราโชบาย,รัชกาลที่ 10,คุรุสภา,เกณฑ์ฝึกสอน,บัณฑิตครู
เปิดอ่าน 1,933 ครั้ง

ติง!!คุรุสภา คลอดเกณฑ์ฝึกสอนล่าช้า ราชภัฏดิ้นถกปัญหาฝึกสอนหลักสูตรครู 4 ปี หวั่นกระทบนศ. “รัฐกรณ์”เตือนชาวราชภัฏน้อมนำพระราโชบาย รัชกาลที่ 10

 วันที่ 25 ส.ค. 2562-ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา และประธานสภาคณบดีคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏ(สครภ.) เปิดเผย “คม ชัด ลึก ออนไลน์” ว่าเมื่อเร็วๆนี้ สครภ. ร่วมกับที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏ(ทปอ.มรภ.) ได้จัดประชุมสัมมนyาแนวทางการฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู(หลักสูตร 4 ปี)ขึ้นที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม (มจษ.)

โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย อธิการบดี/รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ คณบดีคณะครุศาสตร์/รองคณบดีฝ่ายวิชาการ ตัวแทนอาจารย์นิเทศก์ และผู้ดูแลฝ่ายฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู จากมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ ประมาณ 160 คน เข้าร่วมประชุม

ทั้งนี้เนื่องจากพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2562 มาตรา 44(3) กำหนดผู้ที่จะขอรับใบประกอบวิชาชีพครูจะต้องผ่านการปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี และผ่านเกณฑ์การประเมินปฏิบัติการสอนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการคุรุสภากำหนด

ประกอบกับมาตรฐานคุณวุฒิระดับปริญญาตรี(มคอ.1)สาขาครุศาสตร์และศึกษาศาสตร์(หลักสูตรครู 4 ปี) พ.ศ.2562 ข้อ 16.5(3) ระบุ “การฝึกประสบการวิชาชีพครูสถาบันอุดมศึกษาควรให้นิสิตนักศึกษาได้มีโอกาสฝึกประสบการณ์วิชาชีพเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ระยะแรกๆ ที่เข้าศึกษาเพื่อให้รู้จักวิชาชีพและสร้างทัศนคติที่ดีต่อวิชาชีพครู

“และเพิ่มระดับความเข้มข้นให้มากขึ้นตามลำดับ จนถึงปีสุดท้ายควรจัดควรจัดประสบการณ์ฝึกปฏิบัติงานในหน้าที่ครูในสถานศึกษาตลอดภาคการศึกษา และสถาบันมีความร่วมมือกับสถานศึกษาที่เป็นหน่วยปฏิบัติการสอนทำแผนปฏิบัติการสอนของนิสิตนักศึกษา เพื่อที่บัณฑิตครูสามารถทำหน้าที่ครูได้ทันทีเมื่อเข้าไปประกอบวิชาชีพครูในสถานศึกษา”  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ กล่าว

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ กล่าวอีกว่า   แต่เนื่องจากจนถึงปัจจุบันคุรุสภายังไม่ได้ออกหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไงในการประเมินปฏิบัติการสอน ทำให้แต่ละสถาบันไปจัดทำแผนการฝึกประสบการณ์ที่แตกต่างกัน เช่น บางสถาบันจัดเป็นรายวิชาให้ฝึกประสบการณ์ตั้งแต่ชั้นที่ปี 1-3 รายวิชาละ 2 หน่วยกิต

และวิชาฝึกประสบการณ์เต็มรูปแบบ 6 หน่วยกิตในชั้นปีที่ 4 บางสถาบันจัดเป็นรายวิชาให้ฝึกประสบการณ์ตั้งแต่ชั้นที่ปี 1-3 แต่กำหนดหน่วยกิตแตกต่างกันไป รวมทั้งสิ้น 6 หน่วยกิต และชั้นปีที่ 4 ฝึกประสบการณ์เต็มรูปแบบ 6 หน่วยกิต

บางสถาบันกำหนดให้มีการฝึกประสบการณ์เต็มรูปแบบในชั้นปีที่ 4 ทั้งสองเทอม จำนวน 12 หน่วยกิต ดังนั้นมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศจึงได้จัดสัมมนาขึ้นเพื่อระดมสมองเพื่อหาข้อสรุปดังกล่าว นอกจากนี้หลักสูตรครู 4 ปีของมหาวิทยาลัยราชภัฏยังได้นำแนวคิดการบูรณาการการเรียนกับการปฏิบัติงาน(Work Integrated Learning : WIL) มาใช้ในการสร้างครู เรียกว่า School Integrated Learning : SIL

โดยจะบูรณาการการจัดการเรียนรู้โดยใช้โรงเรียนเป็นเสมือนสถานประกอบการ จัดการเรียนการสอนและฝึกประสบการณ์วิชาชีพที่เกิดจากสถานการณ์จริงในบริบทของสถานศึกษา คณะครุศาสตร์และสถานศึกษาร่วมรับผิดชอบการพัฒนานักศึกษา โดยอาจารย์ครุศาสตร์ร่วมสอน และเป็นโค้ชในชั้นเรียนร่วมกับครู

“ทั้งนี้เพื่อบ่มเพาะนักศึกษาครูของมหาวิทยาลัยราชภัฏ มีสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้และมีจิตวิญญาณความเป็นครู มีส่วนร่วมและปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ปกครองและชุมชน มีคุณลักษณะคนไทยที่พึงประสงค์ 4 ประการ(พระบรมราโชบาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 10) มีทักษะการใช้เทคโนโลยีและภาษาในการจัดการเรียนรู้ รวมถึงมีอัตลักษณ์ตามบริบทของแต่ละมหาวิทยาลัย นอกจากนี้คณะครุศาสตร์และสถานศึกษาจะร่วมมือกันพัฒนางานวิจัย สร้างนวัตกรรมเพื่อพัฒนาการศึกษาและชุมชนอีกด้วย”ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ กล่าว

ณัฐรดา เอ็ดวิงส์ เอ็ดยูเคชั่นอันล็อกการศึกษาสร้างคุณค่าชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/384794

ณัฐรดา เอ็ดวิงส์ เอ็ดยูเคชั่นอันล็อกการศึกษาสร้างคุณค่าชีวิต

วันที่ 23 สิงหาคม 2562 – 14:35 น.
ณัฐรดา เลขะธนชลท์,เอ็ดวิงส์ เอ็ดยูเคชั่น
เปิดอ่าน 1,026 ครั้ง

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com  

เคลย์ เดอ โป โบเต้ คัดเลือก “ณัฐรดา เลขะธนชลท์” ในฐานะผู้หญิงที่เป็นแรงบันดาลใจ ผู้อุทิศตนสนับสนุนการใช้การศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนแรกประจำประเทศไทย ในแคมเปญระดับโลก Power of Radiance หลังจากที่ได้เปิดตัวแคมเปญที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และประเทศเวียดนาม ไปแล้วก่อนหน้านี้

เมื่อวัน 22 สิงหาคม ยุวเรศ คุณาวงศ์ ซีเนียร์ แบรนด์ แมเนเจอร์ เคลย์ เดอ โป โบเต้ กล่าวในงานแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ Power of Radiance ว่า เป็นพันธกิจระดับโลกที่จะร่วมส่งต่อการเชิดชูผู้หญิงที่เปรียบเสมือนแรงบันดาลใจในการสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้แก่เด็กและผู้หญิงที่ด้อยโอกาส

          ผู้หญิงที่คว้ารางวัลรายแรกของโครงการนี้ได้แก่ มูซูน อัลเมลเลแฮน วัย 20 ปี Goodwill Ambassador UNICEF ผู้ที่ส่งพลังการศึกษาไปในวงกว้าง จากการลี้ภัยในสงครามซีเรียเมื่ออายุ 14 ปี มูซูนหยิบสิ่งที่คิดว่าล้ำค่าอย่างตำราเรียนติดตัวเมื่อครั้งอพยพไปยังจอร์แดน และนั่นคือตัวจุดประกายระบบความคิด ส่งต่อไปยังเด็กๆ คนอื่นๆ ในแคมป์ที่เธอลี้ภัย มูซูน ถือเป็นทั้งนักกิจกรรมด้านการศึกษาและผู้ถือสถานะผู้ลี้ภัยรายแรกที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นตัวแทนสันถวไมตรีของยูนิเซฟอีกด้วย

ณัฐรดา เลขะธนชลท์ หรือ ครูจอย วัย 40 ปี Founder and CEO of EdWings Education Co.Ltd ที่ปรึกษาด้านการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเด็กในประเทศไทย ในฐานะผู้ได้รับการคัดเลือกผู้อุทิศตนสนับสนุนการใช้การศึกษาเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนแรกประจำประเทศไทย ซึ่งมีประสบการณ์การจัดค่ายเยาวชนกว่า 40 จังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงจัดค่ายโรงเรียนภาคฤดูร้อน พร้อมทั้งทำงานร่วมกับสถานพินิจฯ เพื่อช่วยพาเด็กที่ออกนอกระบบกลับเข้าสู่ระบบการศึกษา พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนโดยดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐในการพัฒนาเยาวชน ไปจนถึงอบรมครูรุ่นใหม่ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาการศึกษา

ณัฐรดา เล่าถึงจุดเริ่มต้นของการทำงานด้านการศึกษาว่า เริ่มจากเป็นอาจารย์สอนในมหาวิทยาลัยตอนอายุ 24 ปี แต่เด็กไม่สนใจสิ่งที่เราสอน จนมาคิดได้ว่า เราไม่ได้คิดถึงเลยว่าเด็กอยากจะได้อะไร หลังจากนั้น จึงมาเปิดบริษัทที่ปรึกษาด้านธุรกิจ และเปิด Learning Center ในการช่วยพัฒนาปรับพฤติกรรมเด็กทั้งในโรงเรียนและที่บ้าน รวมถึงทำโครงการเกี่ยวกับเด็กทั่วประเทศ จนวันหนึ่งได้ไปที่ จ.อุทัยธานี ได้เจอเด็กผู้ชายคนหนึ่ง ไม่มีพ่อแม่ อาศัยอยู่กับตายาย ไม่ได้เรียนหนังสือ สิ่งที่น้องบอกกับเราคือ ถ้าเขากลับไปเรียนแล้วตากับยายจะกินอะไร ตอนนั้นทำให้เรารู้สึกถึงความเหลื่อมล้ำที่แท้จริง

       เอ็ดวิงส์พื้นที่สร้างความเปลี่ยนแปลง
ณัฐรดา กล่าวต่อไปว่า แม้ว่าการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำของระบบการศึกษาไทยจะเป็นเรื่องยากและต้องใช้ความพยายามอย่างมาก แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีหวัง สังคมของไทยนั้นมีทั้งสองด้าน ในด้านที่งดงาม สังคมไทยเป็นสังคมที่เอื้อเฟื้อ มีน้ำใจ ช่วยเหลือกันและกัน มีวัฒนธรรมที่ดี แต่ก็ยังมีอีกด้านที่เต็มไปด้วยความไม่เป็นระเบียบ เต็มไปด้วยความสับสน ขาดความมั่นคง ที่ถึงแม้เราจะไม่รับรู้หรือไม่เห็น ก็ไม่ได้แปลว่าปัญหาต่างๆ เหล่านั้นจะไม่มี

“ยังมีเด็กและผู้หญิงอีกมากมายที่ถูกสังคมปิดกั้น ทำให้พวกเขาขาดเป้าหมายในการใช้ชีวิต จึงตัดสินใจปิดบริษัทที่ปรึกษาทางธุรกิจและสร้าง EdWings Education วิสาหกิจเพื่อสังคมเมื่อ 3 ปีที่แล้ว เพื่อรับอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ที่ต้องการสร้างความเปลี่ยนแปลงได้มาทำงานร่วมกัน เข้ามาช่วยอันล็อกศักยภาพของเด็กๆ ด้วยความเชื่อที่ว่าการศึกษาจะสามารถเปลี่ยนแปลงความหมายของการมีชีวิตได้”

    โซลูชั่นรวมอาสา พัฒนาเด็ก และครู
ณัฐรดา กล่าวว่า จากในช่วงแรก เอ็ดวิงส์มีทีมเพียง 3 คน จนปัจจุบันมีอาสาสมัครคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศกว่า 300 คน เข้ามาช่วยกันคิดว่าจะมีโซลูชั่นอะไรที่จะเข้ามาช่วยการศึกษาไทย มุ่งพัฒนาเด็กให้เข้าใจว่าเรียนไปทำไม พัฒนาคุณครูให้เข้าใจว่าสอนไปทำไม โดยจัดกิจกรรมตั้งแต่ 1-10 วัน หรือครึ่งเดือน ไปจนถึง 1 ปี ตามความเข้มข้นของการทำงาน และเวลาของอาสาสมัคร ส่วนใหญ่เป็นการสร้างโซลูชั่นเพื่อให้ครูนำไปใช้ และให้นักเรียนไปพัฒนาตัวเอง

สำหรับคัดเลือกโรงเรียนที่จะเข้าไปทำกิจกรรม ส่วนหนึ่งมาจากโรงเรียนที่ได้รับทุนจากบริษัทที่เรามีข้อมูล และอีกส่วนหนึ่งคือ โรงเรียนที่ผู้อำนวยการมีวิสัยทัศน์ร่วมกันกับเรา เพื่อสร้างผลกระทบให้โรงเรียนอื่นได้เห็น โรงเรียนต้องพร้อมในการรับเครื่องมือและทำงานร่วมกันได้

“หากจะสร้างเด็กคนหนึ่ง แต่ครูไม่เปลี่ยน คุณพ่อคุณแม่ไม่เปลี่ยน ระบบการศึกษาไม่เอื้อให้เด็กคนนี้เปลี่ยน เขาก็จะอยู่ตรงนั้นไปตลอดกาล ถึงเขาอยากจะเปลี่ยนอย่างไรก็ตาม แต่เขาจะสู้กระแสสิ่งแวดล้อมรอบตัวเขาไม่ได้ ดังนั้น การทำงานของเอ็ดวิงส์คือ สร้างระบบนิเวศให้เด็ก เราจะเปลี่ยนเด็กอย่างไร เราเปลี่ยนครูอย่างนั้น ผู้อำนวยการต้องขยายไปยังระบบการศึกษาในวงกว้างขึ้น พาเด็กออกมาจากโลกการเรียนรู้ในห้องเรียน และเห็นศักยภาพของตัวเอง”

“ทั้งนี้ โครงการต่อไปที่จะทำคือ Girl Rising ซึ่งจับมือกับมูลนิธิจากต่างประเทศ ทำให้เกิดการ Empower เด็กผู้หญิง 1 หมื่นคน เพราะส่วนใหญ่สิ่งที่เราทำคืออยากให้ทุกคนเห็นคุณค่าของตัวเอง โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง เด็กผู้ชายควรเห็นคุณค่าของตัวเอง และเห็นคุณค่าของเด็กผู้หญิงเช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการช่วยสังคมทั้งสองด้าน”

“อยากให้คนรุ่นใหม่ได้รู้ว่าคุณค่าในชีวิตของเขาคืออะไร เขาตื่นมาใช้หนึ่งชีวิตเพื่ออะไร และในวันที่เราไม่ได้อยู่บนโลกใบนี้แล้ว สิ่งที่เราทำยังเป็นประโยชน์ และยังคงอยู่หรือไม่” ณัฐรดา กล่าว

ด้าน มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล ในฐานะ Brand Influencer และมีส่วนร่วมในการตัดสินคัดเลือก กล่าวว่า ระหว่างการคัดเลือก ทำให้ได้เห็นศักยภาพของผู้หญิงรุ่นใหม่มากมาย ที่ลงมือเข้าช่วยเหลือสังคม สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้คนออกมารับผิดชอบต่อสังคม จากความทุ่มเท เสียสละ ตลอดจนการอุทิศตนให้แก่ผู้ด้อยโอกาส ซึ่งคุณจอยสามารถส่งต่อพลัง แรงบันดาลใจให้แก่ผู้อื่นในการสร้างสิ่งดีๆ ให้แก่สังคมได้อย่างน่าชื่นชม

  โซลูชั่นที่เอ็ดวิงส์ใช้ในปัจจุบัน
* Summer School เอาหลักสูตรเข้าไปสอน เทรนด์ครู ให้เด็กเรียนทำสินค้า และขายได้ เพราะการศึกษาต้องสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตคนได้ เราทำงานแข่งกับเวลาที่เด็กจะออกจากระบบเพราะเขาไม่เห็นคุณค่าของการมาโรงเรียน โดยทำงานร่วมกับเด็กคุรุศาสตร์ที่สนใจในเรื่องการสอน

*ถัดมาคือ Education Event เปิดพื้นที่ให้ทุกคนระดมความคิด เพราะบางคนอาจไม่มีเวลาแต่มีความคิดสร้างสรรค์
*Education Lab ทำงานเก็บข้อมูลดาต้าเชิงลึกจากโรงเรียน 500 แห่ง เพื่อให้คนที่สนใจได้นำข้อมูลเหล่านี้ไปพัฒนาระบบการศึกษา เช่น ข้อมูลอาหารกลางวัน
*เกิดเป็นโครงการ First Meal โครงการอาหารกลางวันของเด็กในโรงเรียนขยายโอกาส 5 โรงเรียนใน จ.น่าน ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจากมูลนิธิใจกระทิงและเกิดการทำงานร่วมกับภาครัฐ
*The Card การใช้เกมเพื่อให้เกิดบทสนทนาระหว่างเด็กและครู เน้นในเรื่องที่เด็กได้เข้าใจตัวเอง
*Career School เด็กทุกคนไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้เรียนหนังสือ โดยเฉพาะเด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจน ดังนั้น เราจึงต้องให้เขาเข้าสู่การมีอาชีพได้เร็วที่สุด เด็กที่จบมัธยมมาเขาจะมีทางเลือกมากกว่าการเรียนสายอาชีพซึ่งอาจไม่ตรงกับที่เขาต้องการ โดยการทำแพลตฟอร์มในการพัฒนาทักษะ เรียนรู้ว่าหากต้องการจะมีอาชีพ จะสามารถพัฒนาทักษะอย่างไร และพาเข้าสู่การทำงานกับภาคเอกชน

วิศวะ สิ่งทอ สานฝัน..สาวม้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/384644

วิศวะ สิ่งทอ สานฝัน..สาวม้ง

วันที่ 22 สิงหาคม 2562 – 13:05 น.
สาวม้ง,วิศวะสิ่งทอ,มทรธัญบุรี,ดรกุลชาติ จุลเพ็ญ,นางสาวธมลวรรณ แซ่ว่าง,น้องดา
เปิดอ่าน 11,564 ครั้ง

เรื่องราวชีวิตของสาวม้ง เลือดนักสู้ เธอมาจากครอบครัวใหญ่ มีพี่น้อง 21 คน แต่ใฝ่ดี รักเรียน เผยชีวิตก่อนคว้าปริญญาวิศวกรรมศาสตร์

อีกหนึ่งตัวอย่างดี ๆ “น้องดา” นางสาวธมลวรรณ แซ่ว่าง สาวม้ง ใฝ่ดี จากอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา สู้ชีวิต ด้วยความเพียร จนสำเร็จการศึกษา สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งทอ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ด้วยผลการเรียนเฉลี่ย (GPA) 3.58  แต่เส้นทางชีวิตของเธอ ไม่ได้สวยงามเหมือนดั่งผลการเรียน

น้องดา  เล่าว่า  เป็นชนเผ่าม้ง ที่บ้านประกอบอาชีพทำนา ทำไร่ ในครอบครัวมีพี่น้อง 21 คน ซึ่งพ่อมีภรรยา 3 คน โดยตนเองเป็นลูกของแม่คนที่ 2 ซึ่งแม่มีลูก 9 คน ตนเองเป็นคนที่ 6 หลังจากเรียนจบชั้นมัธยมชั้นปีที่ 6 จากโรงเรียนเชียงคำวิทยาคม ที่บ้านไม่อยากให้เรียนต่อ ด้วยเป็นลูกผู้หญิงอยากให้แต่งงานมีครอบครัวมากกว่า แต่ด้วยตนเองอยากเรียนหนังสือ

“อยากสวมชุดครุย เข้ารับพระราชทานปริญญาจากพระหัตถ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ถ่ายภาพรับปริญญาพร้อมหน้าพ่อแม่ ญาติพี่น้อง”

จึงตัดสินใจที่จะหาเงินส่งตนเองเรียน เดินทางจาก จ.พะเยาว์ มาที่กรุงเทพมหานคร เข้าทำงานโรงงานแห่งหนึ่งกับพี่สาว

ตลอดระยะเวลา 1 ปี ในโรงงาน คิดเสมอว่า “ต้องเรียนให้สูงที่สุด และต้องนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาหมู่บ้านของตนเอง ซึ่งทางชนเผ่ายึดอาชีพการปักผ้า” อยากจะเผยแพร่พัฒนาผ้าลายปักให้เป็นที่รู้จักเพื่อนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาหมู่บ้าน

1 ปีกับชีวิตสาวโรงงาน ต้องทำงานกับเครื่องจักรและมีพี่ในที่ทำงานแนะนำให้เรียน จึงตัดสินใจสอบตรงเข้าที่ สาขาวิชาวิศวกรรมสิ่งทอ คณะวิศวกรรมศาสตร์ เมื่อเข้ามาเรียนต้องใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดให้มากที่สุด บริหารเงินที่เก็บระหว่างทำงานในโรงงาน 1 ปี ใช้จ่ายค่าเทอม ค่าหอ และค่าใช้จ่ายประจำวัน เนื่องจากไม่ได้ขอเงินจากทางบ้าน

แต่ทุกความสำเร็จย่อมมีอุปสรรคเสมอ เงินที่เก็บไว้ไม่พอใช้จ่าย ซึ่งตอนนั่นเรียนอยู่ปีที่ 2 เทอม 2 จึงตัดสินใจพักการเรียน ไม่มีเงินจ่ายค่าเทอม และรายจ่ายต่าง ๆ มากมาย อยากพักการเรียนเพื่อไปหางานทำ โชคดีที่ ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ท่านทราบเรื่อง อาจารย์ให้ความช่วยเหลือตนเอง และได้โพสต์เรื่องราวของตนเองลงในเฟสบุ๊ค

เมื่อเรื่องราวของตนเองถูกแชร์ มีผู้ใจบุญเมตตาเห็นข่าว ให้ความช่วยเหลือตนเอง ครูวิไลลักษณ์ แสงสีจัน คุณครูที่โรงเรียนเชียงคำวิทยาคม ได้ดำเนินเรื่องขอทุนจากกองทุนเสด็จพ่อ ร.5 (เชียงคำ) ให้กับตนเองโดยให้ทุนเทอมละ 12,000 บาท จนสำเร็จการศึกษา ทุนให้เปล่าจากกองทุนพัฒนานักศึกษา มทร.ธัญบุรี และเงินจากกองทุนเงินกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เดือนละ 2,200 บาท ซึ่งเงินส่วนนี้ทำให้ตนเองได้กลับมาเรียนอีกครั้ง และบริหารเงินที่ได้โดยใช้จ่ายกับน้องสาวที่เรียนอยู่คณะเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันน้องสาวกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 4
ระหว่างที่ตนเองเรียนรับงานพิเศษจากอาจารย์ในมหาวิทยาลัยมาทำด้วย งานพิเศษ คือ งานแปลเอกสาร หน้าละ 30 บาท เข้าไปช่วยงานที่ฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ ช่วยทำเอกสารต่าง ๆ ซึ่งแต่ละวันในมหาวิทยาลัยใช้เงินวันละ 100 บาท จะไม่ให้เกินนี้ ตอนเย็นจะซื้อกับข้าวไปทำกินที่หอพักกับน้องสาว โดยค่าหอพักประมาณ 2,300 บาท “ในห้องไม่มีทีวี ส่วนใหญ่จะยืมหนังสือห้องสมุดมาอ่าน และมีเพียงโน้ตบุ๊กที่ได้รับบริจาคมาจากผู้ใจบุญ ใช้ทำงานทำการบ้านส่งอาจารย์” เวลาว่างวันเสาร์ – วันอาทิตย์ จะใช้ชีวิตอยู่ที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย 1 ปี จะกลับบ้าน 1 ครั้ง และจะโทรไปหาแม่ 3 ครั้ง / เดือน เพื่อขอกำลังใจจากพ่อแม่

โดยปัจจุบันทำงานที่ บริษัท ไนซ์ แอพพาเรล จำกัด ตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการส่วน IE & Lean สาขาเมืองพล จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นบริษัทที่ฝึกงาน เมื่อเข้าไปฝึกงานรู้สึกดี ตรงกับสายงานที่เรียนมา บวกกับทางบริษัทมีสวัสดิการให้กับพนักงาน โดยมีบ้านพักให้ ทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย บางคนอาจคิดว่าทำไมไม่กลับบ้านไปทำงานใกล้บ้าน อยากหาประสบการณ์ในการทำงานก่อน  แต่ทุกครั้งที่มีโอกาสตนเองจะกลับบ้านไปหาพ่อแม่เสมอ ตอนนี้ทำงานได้ 4 เดือน พอมีเงินเก็บ อีกสิ่งที่อยากทำให้ครอบครัวคือพาครอบครัวไปเที่ยวทะเล เพราะว่าครอบครัวไม่เคยไปเที่ยวทะเล วางแผนว่าจะพาไปเกาะล้านสักครั้ง เพื่อมอบความสุขให้คนในครอบครัวด้วยเงินของตนเอง

ฝากถึงน้อง ๆ ก่อนที่ตัดสินใจเรียน ต้องดูสิ่งที่เหมาะกับตนเอง อยากได้อะไรจากการเรียน อยากได้อะไรจากปริญญาใบนั้น ซึ่งตอนนั้นคืออยากนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาหมู่บ้าน อยากให้ตั้งเป้าหมาย เมื่อมีเป้าหมายต้องตั้งใจคว้ามาให้ได้ ภูมิใจที่มีวันนี้ สมหวังกับเป้าหมายที่ได้ตั้งไว้ ขอบคุณทุกคนที่มีส่วนในการช่วยเหลือและผลักดันให้ตนเองมีวันนี้ ขอบคุณ ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ ผศ.สุนีย์ หทัยวสีวงศ์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ทั้งสองท่าน ที่คอยให้คำแนะนำและให้ความช่วยเหลือ และครูวิไลลักษณ์ แสงสีจัน ที่ให้ความช่วยเหลือตนเองมาตลอด

“วันนี้เป็นวันที่ตนเองมีความสุขที่สุดในชีวิต วันที่ได้สวมชุดครุย เข้ารับพระราชทานปริญญาจากพระหัตถ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นำใบปริญญามาถ่ายภาพกับพ่อแม่ ได้เห็นรอยยิ้มของท่าน” 

นายสนชัย นางซ้ง แซ่ว่าง พ่อและแม่ของน้องดา เล่าว่า “ดีใจที่สุดในชีวิต ตื้นตันจนพูดไม่ออก ไม่มีอะไรมาแลกความรู้สึกในครั้งนี้ได้” ดาเป็นลูกคนแรกของแม่ที่รับปริญญา ดาเป็นเด็กดีมาก ขยัน ช่วยทุกอย่างที่บ้าน “ทำอะไรจะนึกถึงพ่อแม่ก่อนเสมอ” วันนี้เป็นวันสำเร็จของลูก นั่งรถมาจาก จังหวัดพะเยาว์ตั้งแต่ สี่โมงเย็นของเมื่อวาน ได้มาถ่ายรูปกับลูก หลังจากนี้พ่อและแม่ขอให้ดาประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงาน

ทางด้าน ดร.กุลชาติ จุลเพ็ญ รองคณบดีฝ่ายพัฒนานักศึกษา คณะวิศวกรรมศาสตร์ เล่าว่า รู้สึกภูมิใจ ประทับใจ ที่ได้ส่งมอบโอกาสให้เด็กคนหนึ่งได้ถึงฝั่ง โดยน้องดาเป็นนักศึกษาคนแรกในโครงการใฝ่ดี ของทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นนักศึกษาที่ตนเองตั้งใจให้โอกาส และเป็นนักศึกษาคนแรกที่สำเร็จการศึกษา โดยน้องดาไม่ได้ทำให้ผิดหวัง มีความกตัญญูรู้คุณคน อยากให้ทุกคนที่ให้ความช่วยเหลือภาคภูมิใจ และตนเองต้องขอบคุณน้องดาที่ทำให้ตนเองยึดมั่นและศรัทธาในการทำความดีและส่งต่อมอบโอกาสให้คนอื่นต่อไป มีกำลังใจที่จะช่วยเหลือคนอื่นต่อ และหวังว่าตัวของน้องดาจะนำความรู้ในการศึกษาครั้งนี้ไปช่วยเหลือครอบครัว ช่วยเหลือคนรอบข้าง และช่วยเหลือสังคมต่อไป

 เรื่อง/ภาพ โดย ชลธิชา ศรีอุบล

ผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ จุดขายที่ แปลก-และแตกต่าง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/384666

ผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ จุดขายที่ แปลก-และแตกต่าง

วันที่ 22 สิงหาคม 2562 – 12:50 น.
ศิลปวัฒนธรรม,ผ้าไทย,ชายแดนใต้
เปิดอ่าน 946 ครั้ง

ความสำเร็จของโครงการผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ปี 2561 สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยร่วมกับเหล่าแฟชั่นดีไซเนอร์ เอก ทองประเสริฐ, ธีระ ฉันทสวัสดิ์ และศรันรัตน์ พรรจิรเจริญ และนักออกแบบผลิตภัณฑ์ หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรพิบูลย์กุล, ทรงวุฒิ ทองทั่ว และปฏิพัทธ์ ชัยวิเทศ  สานต่อ ‘โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์และออกแบบลายผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้’ (Contemporary Southern Batik by OCAC) อีกในปี 2562 ต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นยกระดับผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาสู่ระดับสากล

โดยคอลเลกชั่นล่าสุดจากแบรนด์ EK Thongprasert, T-ra Chantasawasdee, Sarunrat Panchiracharoen  และดีไซเนอร์เอริค ชุง จากมาเลเซีย และเอ็ดวิน อาว จากฟิลิปปินส์ ร่วมกับนักออกแบบผลิตภัณฑ์แดเนียล ซู จากมาเลเซีย และโนนิตา เรสปาตี จากอินโดนีเซีย ผ่านการออกแบบที่เน้นความเรียบง่ายแต่พิถีพิถันในรายละเอียดของเทคนิค โดยถือเอาความงามและความละเมียดละไมของงานบาติกบนผืนผ้าทั้งหลายเป็นหัวใจสำคัญ ซึ่งคอลเลกชั่นนี้รังสรรค์ลวดลายบาติกบนผืนผ้าร่วมกับผู้ประกอบการบาติก 15 ชุมชน จาก 4 จังหวัดชายแดนใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา

          ปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์     ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า การพัฒนาลายผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้นี้ สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันยังขยายตลาดผ้าไทยออกสู่กลุ่มลูกค้าต่างชาติจนผ้าบาติกไทยได้รับความนิยมในพื้นที่แถบอาเซียน รวมถึงญี่ปุ่น ฮ่องกง และไต้หวัน ถือเป็นการยกระดับผ้าบาติกสู่ตลาดสากลมากยิ่งขึ้น

เอก ทองประเสริฐ ผู้สร้างแบรนด์ Ek Thongprasert กล่าวว่า การลงพื้นที่เพื่อทำความรู้จักและศึกษาจนเกิดความเข้าใจอัตลักษณ์และคุณค่าของแต่ละพื้นที่ แต่ละกลุ่มผู้ประกอบการ ซึ่งการเข้าถึงชุมชนทำให้เห็นรายละเอียดที่สามารถนำมาใช้ในการออกแบบลวดลายและได้รับแรงบันดาลใจที่ลึกซึ้งกว่า ซึ่งสามารถใส่เข้าไปในผลงานจนเกิดเป็นผลงานลวดลายผ้าใหม่ๆ ที่ถูกนำมาใช้ในการออกแบบและตัดเย็บเครื่องแต่งกายและออกแบบผลิตภัณฑ์ผ่านมุมมองและเทคนิคของดีไซเนอร์จนเกิดเป็นผลงานที่มีความร่วมสมัย โดยคงความซื่อตรงต่ออัตลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ไว้อย่างงดงาม และผ้าบาติกมีความโดดเด่นตรงที่เหมาะกับการสวมใส่ในประเทศไทยและยังเป็นผ้าที่มีความสนุกสนานสะท้อนถึงสีสันของธรรมชาติซึ่งสามารถเป็นตัวแทนให้ชาวต่างชาติรู้จักประเทศไทยมากขึ้นผ่านผืนผ้า

ด้านอานี ชูเมือง ผู้ประกอบการร้านรายาบาติก จ.ปัตตานี  กล่าวว่า ผ้าบาติกเป็นอุตสาหกรรมที่มีมาช้านานในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และ 4 อำเภอของ จ.สงขลา (จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย) ด้วยการออกแบบลายผ้าที่แปลกและแตกต่างที่มีผืนเดียวในโลกกลายเป็นเอกลักษณ์ที่ทำให้เป็นจุดขาย โดยมีดีไซเนอร์แนะนำเรื่องการสร้างลวดลาย เทรนด์สีในกระแสแฟชั่น และการเลือกใช้วัตถุดิบมาปรับให้ตรงกับความนิยมตรงกับความต้องการของตลาด

ซึ่งนอกจากลวดลายใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ยังจะมีการพัฒนาเทคนิคการทำลวดลาย การให้สีที่มีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย สำหรับการออกแบบผลิตภัณฑ์จะเน้นการต่อยอดจากลายผ้าและการนำวัสดุเหลือใช้จากกระบวนการผลิตมาเป็นต้นแบบในการพัฒนา ซึ่งเป็นการแปลงขยะจากการผลิตให้มีมูลค่าขึ้นด้วย

ทั้งนี้ในปีนี้สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัยได้ต่อยอดการดำเนินการจากปีที่ผ่านมา โดยนำนักออกแบบชาวไทยจำนวน 6 คนและนักออกแบบอาเซียนจำนวน 4 คนลงไปในพื้นที่เพื่อพัฒนาลวดลายผ้าและออกแบบผลิตภัณฑ์จากผ้าร่วมกับกลุ่มชุมชนในพื้นที่เพื่อให้ได้ชุดผลงานออกแบบเครื่องแต่งกายออกมาเป็น 61 ชุดผลงาน และผลิตภัณฑ์ 36 ชิ้น ชมผลิตภัณฑ์ผ้าไทยร่วมสมัยชายแดนใต้ได้ตั้งแต่วันที่ที่ 29 สิงหาคม–1 กันยายน ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์