รพร.สว่างแดนดิน บูรณาการสหวิชารักษา ฟื้นฟู ผู้ป่วยด้วยแผนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/386820

รพร.สว่างแดนดิน บูรณาการสหวิชารักษา ฟื้นฟู ผู้ป่วยด้วยแผนไทย

วันที่ 5 กันยายน 2562 – 13:15 น.
รพรสว่างแดนดิน,ฟื้นฟูผู้ป่วย,แผนไทย

โดย… ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com  

ปัจจุบันมีการบูรณการสหวิชาชีพแพทย์แผนไทย หรือแพทย์ทางเลือก กับแพทย์แผนปัจจุบันที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน (รพร.) สว่างแดนดิน โรงพยาบาลทั่วไป ขนาด 320 เตียง ถือเป็น 1 ใน 26 ต้นแบบหน่วยบริการแพทย์แผนไทยซึ่งสามารถรวมการทำงานของทั้ง 2 ศาสตร์ได้อย่างสมบูรณ์

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน มีฐานะเป็นโรงพยาบาลทั่วไปขนาด 320 เตียง เปิดให้บริการแพทย์แผนไทยมาตั้งแต่ปี 2547 ให้บริการตรวจผู้ป่วยนอกคู่ขนานในปี 2554 และคลินิกเฉพาะโรคเพื่อดูแลฟื้นฟูผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ภูมิแพ้ อัมพฤกษ์-อัมพาต และสะเก็ดเงิน ในปี 2556 ถือเป็น 1 ใน 26 หน่วยบริการต้นแบบการบริการแพทย์แผนไทย โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

นพ.วิโรจน์ วิโรจนวัธน์

นพ.วิโรจน์ วิโรจนวัธน์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของการให้บริการแพทย์แผนไทยเพราะอยากให้ประชาชนเข้าถึงแพทย์แผนไทยและพึ่งพาตนเองได้นอกเหนือจากการพึ่งยาจากตะวันตก จึงเริ่มมีการ “ตรวจผู้ป่วยนอกคู่ขนาน” ให้แพทย์แผนไทยตรวจคู่กับแพทย์แผนปัจจุบัน โดยไม่ทำให้คนไข้รู้สึกไม่ปลอดภัย สำหรับผู้ป่วยนอกคู่ขนาน ให้การรักษาทั้งหมด 17 กลุ่มโรค ระยะแรกใช้ยาเดี่ยวๆ คล้ายแพทย์แผนปัจจุบัน 40 รายการ เพื่อให้ง่ายต่อการอยู่ในระบบ หลังจากนั้นจึงพัฒนาเป็น “ยาปรุงเฉพาะราย” มีตัวยาทั้งหมด 120 ชนิด และนำยาเหล่านี้มาผสมเฉพาะตัวคนไข้

ศาสตร์ของแพทย์แผนไทย ผู้ป่วยแต่ละคนรักษาไม่เหมือนกัน แนวทางการปฏิบัติ คือการแยกโรคที่รุนแรงออกไปให้แพทย์แผนปัจจุบันดูแลเท่านั้น เช่น ปวดหัว ต้องไม่ใช่ความดันโลหิตสูง ภาวะแรงดันในสมองสูง จึงจะส่งไปที่แพทย์แผนไทย และสุดท้ายอยู่ที่ตัวคนไข้ว่าต้องการรับการรักษาแบบใดเนื่องจากเหตุผลในเชิงจริยธรรมจึงต้องใช้การรักษาที่ได้มาตรฐานและบูรณาควบคู่กันไป

นอกจากนี้โรงพยาบาลยังขยายบริการออกไปในส่วนของชุมชน โดยการออกหน่วยเพื่อให้แพทย์แผนไทยเป็นที่รู้จักในชุมชน และทำความรู้จักกับแพทย์พื้นบ้าน เพราะมีตำรับยาดีๆ อยู่ในชุมชนอีกมากที่ยังไม่ได้รับการเผยแพร่ การออกหน่วยทำให้ค้นพบสิ่งเหล่านี้และแปรตำรับยาต่างๆ ของพื้นบ้านเป็นสมบัติของสกลนครได้

บูรณาการแผนไทย-เวชศาสตร์ฟื้นฟู
สำหรับคลินิกเฉพาะโรค 4 คลินิก ได้แก่ ข้อเข่าเสื่อม อัมพฤกษ์-อัมพาต ภูมิแพ้ และสะเก็ดเงิน ส่วนใหญ่คนไข้เข้ามารักษาในกลุ่มอัมพฤกษ์-อัมพาต โดยเฉพาะการบริการดูแลผู้ป่วยพ้นภาวะวิกฤติ Intermediate care: IMC โรคหลอดเลือดสมอง ในแง่ของการฟื้นฟู โดยมีการทำงานร่วมกันระหว่าง “แพทย์แผนไทย” และ “เวชศาสตร์ฟื้นฟู” จากการทดลองมา 1 ปี พบว่าคนไข้พึงพอใจ ดัชนีการดูแลตัวเองดีขึ้น

นพ.พิชิต แร่ถ่าย

นพ.พิชิต แร่ถ่าย แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน กล่าวว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยหลอดเลือดสมองตีบ ซึ่งต้องได้รับการฟื้นฟู 4–14 วัน ก่อนกลับไปดูแลต่อที่บ้าน หากคนไข้ไม่ได้รับการฟื้นฟูที่ดีอาจพิการถาวรจนไม่สามารถกลับมาปกติได้ ดังนั้นคนไข้ต้องได้รับการฟื้นฟูแบบเต็มรูปแบบเพื่อไม่ให้กลับไปเป็นภาระของญาติ โดยการทำงานแบบบูรณาการสหวิชา แบ่งบทบาทหน้าที่ คือ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ประเมินภาวะของชีพจร การให้ยา การกลืน การรับรู้ และฝังเข็ม ส่วนพยาบาลดูแลทางการช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวัน

“นักกายภาพบำบัดจะดูแลเรื่องการฝึกเดิน เคลื่อนย้ายตัวเองโดยรถเข็นหรือไม้ค้ำยัน ถัดมาคือแพทย์แผนไทยใช้ศาสตร์ตามแบบฉบับแผนไทย คือประคบสมุนไพร นวดกดจุด ผ่อนคลาย ช่วยกระตุ้นให้คนไข้ฟื้นฟูที่ดีขึ้น ซึ่งจะวางโปรแกรมว่าแพทย์แผนไทยจะต้องมาวันเว้นวัน พบนักกายภาพบำบัด 2 วัน จิตเวช 1 วันเพื่อประเมินภาวะซึมเศร้า และพบนักโภชนาการ”

ทุกวันพฤหัสบดี เวลา 14.00 น. จะมีการวิดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ระหว่างแพทย์แผนปัจจุบัน เวชศาสตร์ฟื้นฟู แพทย์แผนไทยและครอบครัวคนไข้ เกี่ยวกับแนวทางการรักษาเพื่อให้มีการเข้าใจตรงกัน พร้อมนัดติดตามอาการและออกเยี่ยมบ้าน โดยมีระบบการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพสต.) ทั้ง 21 แห่ง ทั่วทั้งอำเภอสว่างแดนดิน โดยให้แพทย์แผนไทยทำงานร่วมกับ อสม. ติดตามอาการ

นายเที่ยง แร่ทอง อายุ 67 ปี อดีตหมอสู่ขวัญ ชาวบ้านหมู่ 4 ต.แวง อ.สว่างแดนดิน จ.สกลนคร หนึ่งในผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองตีบ ซึ่งได้รับการบำบัดมาแล้วเป็นเวลา 1 ปี 3 เดือน เล่าว่า หลังจากที่ตรวจพบว่าเป็นเส้นเลือดสมองตีบเมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา เดินไม่ได้ ปากเบี้ยว ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล 3 คืน และกลับมารักษาตัวที่บ้าน หลังจากกลับมาอยู่ที่บ้าน มี อสม. มาช่วยฟื้นฟูสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ฝึกกายภาพบำบัด รวมถึงใช้ศาสตร์ของแพทย์แผนไทย ได้แก่ นวด ประคบยา และรับประทานยาต้ม จนปัจจุบันสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อีกครั้ง

รศ.ภญ.จิราพร ลิ้มปานานนท์ รองประธานคณะทำงานพัฒนาประเภทและขอบเขต บริการสาธารณสุขด้านการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สปสช. กล่าวว่า การแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกเป็นหนึ่งในทางเลือกด้านสุขภาพของประชาชน เพื่อสนับสนุนและพัฒนาต่อยอดการแพทย์แผนไทย ภายใต้พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ในมาตรา 3 ได้กำหนดให้บริการการแพทย์และสาธารณสุข ให้รวมถึงบริการการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก

โดย 12 ปี ของการดำเนินงาน “กองทุนชดเชยค่าบริการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก” ได้ร่วมกับกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เครือข่ายวิชาชีพแพทย์แผนไทยและหน่วยบริการที่ร่วมจัดบริการการแพทย์แผนไทย ได้ก่อให้เกิดนวัตกรรมการบริการและการพัฒนายาสมุนไพรที่หลากหลาย ปัจจุบันมียาสมุนไพรและยาแผนไทยที่บรรจุในบัญชียาหลักแห่งชาติ 74 รายการ ขณะที่หน่วยบริการมีการจัดตั้งคลินิกแพทย์แผนไทยเพื่อให้บริการเฉพาะ โดยในปี 2562 มีหน่วยบริการต้นแบบบริการแพทย์แผนไทยซึ่งเป็นหน่วยบริการ ปฐมภูมิ 397 แห่ง

สำหรับในส่วนของงบบริการการแพทย์แผนไทย บอร์ด สปสช.ได้สนับสนุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2562 อยู่ที่ 563.95 ล้านบาท หรือ 11.61 บาท/ประชากรผู้มีสิทธิ จากปี 2550 ที่เริ่มต้นจำนวน 28.2 ล้านบาท หรือ 0.50 บาท/ประชากรผู้มีสิทธิ เพิ่มขึ้น 535 ล้านบาท หรือ 11.11 บาท/ประชากรผู้มีสิทธิ สำหรับในปีงบประมาณ 2563 บอร์ด สปสช. ได้อนุมัติงบประมาณสนับสนุนเพิ่มขึ้นเป็น 14.8 บาท/ประชากรผู้มีสิทธิ

เรื่องเล่าจากบ้านเรา 4 จังหวัดชายแดนใต้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/386822

เรื่องเล่าจากบ้านเรา 4 จังหวัดชายแดนใต้

วันที่ 5 กันยายน 2562 – 09:42 น.
เรื่องเล่าจากบ้านเรา 4 จังหวัดชายแดนใต้,กระทรวงวัฒนธรรม

เมื่อเร็วๆ นี้ สํานักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม ได้จัดการประกวดงานเขียน “เรื่องเล่าจากบ้านเรา” ปี 2562 ชิงเงินรางวัลมูลค่ารวมกว่า 400,000 บาท พร้อมโล่รางวัลเกียรติยศเพื่อสนับสนุนการสร้างสรรค์ผลงานด้านวรรณศิลป์ แก่เด็ก เยาวชน และประชาชน ในพื้นที่ 4 จังหวัดภาคใต้ ได้แก่ จังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส และสงขลา โดยเนื้อหาของงานเขียนเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส) และ 4 อําเภอของจังหวัดสงขลา (จะนะ เทพา นาทวี สะบ้าย้อย) ที่แสดงออกถึงอัตลักษณ์ท้องถิ่น หรือศิลปวัฒนธรรม หรือวิถีชีวิตการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างหลากหลาย

มีผู้ส่งผลงานเข้าประกวดทั้ง 4 ประเภท ได้แก่ เรียงความระดับประถมศึกษา จำนวน 51 ผลงาน ระดับมัธยมศึกษา จำนวน 108 ผลงาน เรื่องสั้นระดับอุดมศึกษาและประชาชนทั่วไป จำนวน 115 ผลงาน และกวีนิพนธ์ไม่จำกัดอายุ จำนวน 76 ผลงาน รวมทั้งสิ้น 350 ผลงาน คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิประกอบด้วย ศิลปินแห่งชาติ นักวิชาการและผู้ทรงคุณวุฒิ ได้พิจารณาคัดเลือกให้ได้รับรางวัลจำนวน 52 ผลงาน จัดพิมพ์ผลงานดังกล่าวเป็นหนังสือ ชื่อ “วันที่ความรักผลิบาน ณ บ้านแห่งเรา” เพื่อมอบให้สถาบันการศึกษา ห้องสมุด ตลอดจนหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและผู้ที่สนใจต่อไป

ฮีดายะห์ เบ็ญโกบ (น้องดายะห์) อายุ 15 ปี ชั้น ม.4 โรงเรียนอรุณศาสตร์วิทยามูลนิธิ อ.ควนกาหลง จ.สตูล  มีภูมิลำเนาอยู่ที่ จ.สงขลา เจ้าของผลงานได้รับรางวัลชนะเลิศเรื่องสั้นระดับมัธยมศึกษา ชื่อ อีฎิ้ลฟิตริ : วันที่ความรักผลิบาน เรื่องราวความรักที่มีต่ออาเยาะ (คุณพ่อ) ประเพณีทางศาสนาและวัฒนธรรมความเป็นอยู่ของคนในชุมชนที่เชื่อมโยงสายใยทั้งชาวไทยพุทธ ไทยมุสลิมและชาวไทยเชื้อสายจีน ให้แน่นแฟ้นมาอย่างยาวนาน ในวันอีฎิ้ลฟิตริ (วันเฉลิมฉลองอันสำคัญยิ่งของชาวมุสลิมทั่วโลกหลังจากเสร็จสิ้นการถือศีลอดในเดือนรอมฎอน) ส่วนตัวรู้สึกประทับใจในกิจกรรมที่จัดทำขึ้น เพราะศิลปะช่วยให้เราได้ความรู้ มีทัศนคติที่ดี เบิกบานแจ่มใส ได้ถ่ายทอดเรื่องราวและสิ่งสวยงามอยากให้เพื่อนๆ ช่วยกันรักษา ภาษาไทยและศิลปวัฒนธรรม อันเป็นเอกลักษณ์ของชาติไทยให้คงอยู่ตลอดไป

ส่วน ด.ช.แวฟิรมัน เจะอูเซ็ง (น้องแว) อายุ 13 ปี ชั้น ป.6 โรงเรียนเทศบาล 4 บ้านทรายทอง อ.สุไหงโก-ลก จ.นราธิวาส ผู้ได้รับรางวัลชมเชย เรียงความระดับประถมศึกษา เขียนเรียงความเรื่อง กอและซ่า…ท้าให้ลอง เป็นเรื่องราวความผูกพันและความประทับใจในศิลปะและวิถีชิวิตของชาวเรือ เพื่อส่งเสริมให้คนในท้องถิ่นเห็นคุณค่าและช่วยกันอนุรักษ์กอและเอาไว้ ในตอนเช้าก่อนที่จะมาทำกิจกรรมเพ้นท์กระเป๋า ที่หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน พวกเราได้ไปทัศนศึกษาภายในพิพิธภัณฑ์ต่างๆ และเรียนรู้เรื่องราวประวัติศาสตร์ของกรุงรัตนโกสินทร์ รู้สึกประทับใจและจะกลับไปเล่าให้เพื่อนๆ และครอบครัวได้ฟังประสบการณ์ครั้งนี้ด้วย

ส่วน สูไวดา สาและ (น้องดา) อายุ 17 ปีชั้น ม.6 โรงเรียนตันหยงมัส อ.ระแงะ จ.นราธิวาส ได้รับรางวัลชมเชย เรียงความระดับมัธยมศึกษา เธอคือผู้รังสรรค์รสชาติชีวิต ชีวิตประจำวันที่มีคุณย่าคอยดูแล อยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่ 18 คน มีอาชีพทำขนมไทยขาย และได้เรียนรู้วิธีการทำขนมสอดไส้จากคุณย่า แรงบันดาลใจในการเขียนเรียงความเกิดขึ้นหลังจากเข้าค่ายที่กระทรวงวัฒนธรรมจัดขึ้น เริ่มมองหาเป้าหมายของตนเอง ได้เข้าใจว่าเราเขียนเพื่ออะไร หนูได้ค้นพบความสามารถของตนเองที่ไม่เก่งเรื่องพูดแต่เมื่อจับปากกาเขียนก็สามารถถ่ายทอดทุกๆ สิ่งออกมาได้ดีทำให้คนอื่นเข้าใจเรามากขึ้นด้วย

โครงการนี้ทำให้เด็กๆ ได้รับโอกาสในการฝึกฝนทักษะการใช้ภาษาไทย ได้มาเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรมจากพิพิธภัณฑ์และสถานที่สำคัญๆ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของชาติไทย  ที่สำคัญสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดรวมเอาผลงานเรียงความ เรื่องสั้นและบทกวี จากการประกวดงานเขียนเรื่องเล่าจากบ้านเรา ทุกแง่มุมไว้ให้ผู้อ่านได้สัมผัสกับเรื่องราวต่างๆ อีกด้วย

2 เยาวชนคว้าเหรียญทองแดง แข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/386609

2 เยาวชนคว้าเหรียญทองแดง แข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ

วันที่ 4 กันยายน 2562 – 13:50 น.
กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน,กแรงงาน,แข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ

โดย…   ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com-

หลังจากกระทรวงแรงงาน โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) สนับสนุนเยาวชนไทยเข้าแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ (WorldSkills Kazan 2019) ครั้งที่ 45 ณ เมืองคาซาน สหพันธรัฐรัสเซีย เมื่อวันที่ 22-27 สิงหาคม เยาวชนไทยคว้า 2 เหรียญทองแดง 12 เหรียญ ฝีมือยอดเยี่ยม จากการส่งเข้าแข่งขันทั้งสิ้น 23 สาขา 25 คน

ทั้งนี้การแข่งขันดังกล่าวจัดขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญจากภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศสมาชิก เนื้อหาของแบบทดสอบจะสะท้อนถึงเทคโนโลยีล่าสุดตามความต้องการทักษะแรงงานของตลาดโลก เวทีนี้กำหนดให้จัดการแข่งขันทุก 2 ปี เป็นการส่งเสริมทักษะฝีมือแรงงานของเยาวชนจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกที่เป็นสมาชิกปัจจุบันมี 82 ประเทศ

ล่าสุดเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม กพร. ได้จัดพิธีมอบเกียรติบัตรและรางวัลแก่ผู้เข้าร่วมแข่งขันในครั้งนี้เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจให้แก่เยาวชนทุกคนที่ทุ่มเทแรงกายแรงใจสร้างผลงานและชื่อเสียงให้แก่ประเทศชาติ โดยเหรียญทองแดงได้รับเงินรางวัล 124,000 บาท เหรียญฝีมือยอดเยี่ยมเหรียญละ 51,000 บาท และเยาวชนที่เข้าร่วมการแข่งขันทุกคน กพร.มอบเงินให้รายละ 10,000 บาท

ฉัตรวริน คลองน้อย

 ฉัตรวริน คลองน้อย หรือ น้ำส้ม อายุ 21 ปี จบการศึกษา สาขาการจัดการโรงแรม มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสารสนเทศเพชรบุรี เยาวชนที่ได้รับรางวัลเหรียญทองแดงจากสาขาบริการอาหารและเครื่องดื่ม กล่าวว่า ดีใจที่สามารถคว้ารางวัลได้อีกครั้ง โดยก่อนหน้านี้เคยคว้าเหรียญทองในสาขา เดียวกันจากการแข่งขันฝีมือแรงงานระดับนานาชาติรายการ Belt and Road International (BRISC2019) เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม ณ เมืองฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน

ทั้งนี้ในระหว่างการเก็บตัว 6 เดือน ได้มีโอกาสไปฝึกงานที่โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลลาดพร้าว โดยมีผู้เชี่ยวชาญให้คำแนะนำ มีอุปกรณ์ครบ และได้ฝึกจริงๆ ตลอด 7 วันต่อสัปดาห์ สำหรับการแข่งขันสาขาบริการอาหารและเครื่องดื่ม แบ่งเป็น 4 วัน ได้แก่ วันที่ 1 Fine Dining งานคอนเซ็ปต์ เน้นความหรูหรา เสิร์ฟแบบ Full Course วันที่ 2 Banquet Dining การจัดงานเลี้ยง เน้นความรวดเร็ว

วันที่ 3 Casual Dining การจัดอาหารเสมือนร้านอาหารข้างทางที่เน้นความรวดเร็วเป็นหลัก และขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกค้า และวันที่ 4 Barista + Bar แข่งชงกาแฟ เทลาเต้อาร์ต และนำเสนอเมนูกาแฟซิกเนเจอร์และชงม็อคเทล โดยในการแข่งขันผู้เข้าร่วมแข่งจะต้องมีความสามารถครอบคลุมทั้งการทำอาหาร การบริการ บุคลิกภาพ และความรู้รอบด้านทั้งไวน์ ชีส และมีวิธีการบริการที่ถูกต้อง

          “จุดเด่นที่คิดว่าชนะคู่แข่ง คือรอยยิ้ม ซึ่งจะมีการให้คะแนนในเรื่องการสื่อสาร แขกมีความสุขหรือไม่ มีการถามและให้ข้อมูลได้ถูกต้องหรือไม่ ประทับใจที่ได้เป็นตัวแทนประเทศไทยเข้าแข่งขันครั้งนี้และสามารถฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ในการแข่งขันจนคว้าเหรียญรางวัลมาได้ ติด 1 ใน 3 จากผู้เข้าแข่งขันในสาขากว่า 35 ประเทศ ทำให้ได้ประสบการณ์ มิตรภาพ ความรู้เฉพาะด้านที่สามารถนำไปปรับใช้ได้”

ฉัตรวริน กล่าวเพิ่มเติมว่า ขณะนี้เตรียมตัวเข้าสัมภาษณ์ที่โรงแรมโอเรียนเต็ลในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญด้านไวน์ ทำงานหาประสบการณ์และอยากทำตามความฝันเป็นแอร์โฮสเตส รวมถึงอยากนำความรู้และประสบการณ์ที่ได้กลับไปช่วยเทรนด์รุ่นน้องเพื่อให้กลับมาคว้ารางวัลในเวทีระดับนานาชาติได้อีกครั้งที่เซี่ยงไฮ้ในอีก 2 ปีข้างหน้า
  พัชรพล สุขคง หรือ ต่อ อายุ 21 ปี จบการศึกษาในระดับ ปวส. เทคนิคการผลิต วิทยาลัยเทคนิคนครนายก อีกหนึ่งเยาวชนที่ได้รับรางวัลเหรียญทองแดง สาขาเครื่องจักรกล CNC Milling (เครื่องกัด) เปิดเผยว่า การแข่งขันในครั้งนี้เก็บตัวตลอดระยะเวลา 3 ปี เนื่องจากเรียนปวส. ในระบบทวิภาคี และได้เข้าทำงานกับบริษัท เด็นโซ่ (ประเทศไทย) จํากัด ในแผนกโอลิมปิก หลังจากที่คว้ารางวัลการแข่งขันระดับภาคและระดับประเทศมาแล้วก่อนหน้านี้

พัชรพล สุขคง

การแข่งขันในครั้งนี้แข่งขันในสาขาเครื่องจักกล CNC Milling (เครื่องกัด) โดยงานที่แข่งมีทั้งหมด 3 Module ได้แก่ Module 1 ชิ้นงานจะเป็นอลูมิเนียม กำหนดเวลาในการทำ 4:15 ชม. มีเวลาให้ 15 นาทีในการตรวจสอบแบบ ไม่กำหนดเวลาในการทำโปรแกรมกับ Machine ถัดมาคือ Module 2 งานเป็นเหล็ก กำหนดเวลาในการทำ 6.15 ชม. โดยแบ่งแยกเวลาทำโปรแกรม 2.30 ชม. เวลาเตรียมอุปกรณ์ 15 นาที และเวลา Machine 3.30 ชม. และ Module 3 เป็นงานเหล็ก กำหนดเวลา 7 ชม. โดยแบ่งเวลาทำโปรแกรม 2.45 ชม. เวลาเตรียมอุปกรณ์ 15 นาที และเวลา machine 4 ชม.
“จุดเด่นของเขาคือมีเทคนิคต่างๆ งานมีประสิทธิภาพ คิดค้นวิธีใหม่ๆ ช่วงที่แข่งขันรู้สึกวิตกกังวลเหมือนกันเพราะพลาดไปหลายจุด และมีคู่แข่งที่เก่งๆ จากอีกหลายประเทศ แต่ก็ไม่ยอมแพ้และพยายามทุ่มเทให้มากขึ้น โดยได้รับกำลังใจจากครอบครัวเป็นสำคัญ หลังทราบว่าได้เหรียญรางวัลก็รู้สึกดีใจมาก และหากความรู้และประสบการณ์จะเป็นประโยชน์ต่อรุ่นน้องก็ยินดีจะถ่ายทอดและแชร์ประสบการณ์ต่อไป”
พัชรพล ฝากถึงน้องๆ เยาวชนที่กำลังตัดสินใจเลือกเรียนสายอาชีพว่า สายอาชีพความจริงหางานง่าย เพราะเรียนตรงกับสายงาน โดยเฉพาะหากเรียนปวส. ในระบบทวิภาคี คือเรียน 1 ปี และเข้าฝึกงานในโรงงานจริงอีก 1 ปี มีงานทำแน่นอน เพราะส่วนใหญ่บริษัทรับเข้าทำงานอยู่แล้ว ในอนาคตวางแผนจะเรียนต่อปริญญาตรี โดยบริษัทมีทุนสนับสนุนให้เพื่อเป็นการส่งเสริมศักยภาพแรงงานตอบโจทย์อุตสาหกรรม

  การแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ 
    “สุชาติ พรชัยวิเศษกุล” อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) เล่าว่า การแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ (WorldSkills Competition) จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมทักษะฝีมือแรงงานของเยาวชนจากภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก มีการแข่งขันครั้งแรกเมื่อปี 2493 ณ กรุงมาดริด ประเทศสเปน และเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน โดยจัดขึ้นทุก 2 ปี

สำหรับประเทศที่จะจัดส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาตินั้น จะต้องสมัครเข้าเป็นสมาชิกขององค์การการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ (WorldSkills International) หรือชื่อเดิม International Vocational Training Organization (IVTO) ซึ่งในปัจจุบันมีสมาชิก 82 ประเทศ
  รัฐบาลไทยมีมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2536 อนุมัติในหลักการให้กรมพัฒนาฝีมือแรงงานจัดส่งบุคคลเข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติ โดยประเทศไทยได้สมัครเป็นสมาชิกองค์การการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติเมื่อปี 2536 และได้จัดส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันฝีมือแรงงานนานาชาติมาตามลำดับจนถึงปัจจุบัน

แต่ละประเทศจะส่งเยาวชนเข้าแข่งขันได้ไม่เกินสาขาละ 1 คน หรือ 1 ทีม ระยะเวลาแข่งขัน 4 วัน และใช้แบบแข่งขัน (Test Projects) ที่จัดทำขึ้นโดยผู้เชี่ยวชาญซึ่งมาจากภาคอุตสาหกรรมชั้นนำของประเทศสมาชิก โดยเนื้อหาของแบบทดสอบจะสะท้อนถึงเทคโนโลยีล่าสุดและความต้องการทักษะแรงงานของตลาดโลก
การจัดส่งเยาวชนเข้าร่วมการแข่งขันเป็นการจูงใจและสนับสนุนให้เยาวชนเห็นความสำคัญของอาชีพต่างๆ และยึดถือเป็นอาชีพเพิ่มมากขึ้นซึ่งจะเป็นการช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานฝีมือได้อีกทางหนึ่ง และกระตุ้นให้ช่างฝีมือที่มีอยู่ในประเทศได้ยกระดับฝีมือของตนเองให้ทัดเทียมกับมาตรฐานสากลและช่วยส่งเสริมงานด้านการพัฒนาฝีมือแรงงานให้มีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานทัดเทียมนานาประเทศ

กริช เชื่อมใจชายแดนใต้วธ.เร่งต่อยอดสู่สินค้าวัฒนธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/386438

กริช เชื่อมใจชายแดนใต้วธ.เร่งต่อยอดสู่สินค้าวัฒนธรรม

วันที่ 3 กันยายน 2562 – 10:58 น.
กริช,วัฒนธรรม,ชายแดนใต้

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  qualitylife4444@gmail.com 

เวลาทำกริช สมัยก่อนจะทำตามวันเดือนปีเกิด และทำด้ามจับให้พอดีกับเจ้าของ แบ่งเป็น กริชสำหรับพก และกริชสำหรับถือ ผู้ที่สะสมต้องรู้วิธีเก็บรักษา หมั่นนำออกมาล้าง หากขึ้นสนิมต้องไปแช่น้ำมะพร้าวอ่อน ขัดด้วยมะนาว นำมารมควันให้แห้งไล่ความชื้น ผึ่งลมในที่ร่ม ห้ามตากแดด และชโลมด้วยน้ำมันมะพร้าว

สารานุกรมวัฒนธรรมภาคใต้ เล่ม 1 ระบุว่า กริช ถือเป็นอาวุธประจำตัวที่เคยนิยมใช้กันในภาคใต้จนถึงมาเลเซีย ชวา และประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นอาวุธสั้นประจำชาติมลายูมานานกว่า 600 ปี สามารถบ่งบอกความเป็นชายชาตรี ฐานะทางสังคม และยศถาบรรดาศักดิ์ของผู้เป็นเจ้าของหรือของตระกูล

ทั้งนี้ รูปแบบของกริช ได้พัฒนาไปตามกลุ่มวัฒนธรรมจนมีลักษณะเด่นเฉพาะตน แบ่งออกได้เป็น 8 กลุ่ม คือ 1.กริชสกุลช่างปัตตานี (Patani) 2.กริชสกุลช่างสงขลา (Songkhla) 3.กริชสกุลช่างชวา (Javanese) 4.กริชสกุลช่างคาบสมุทรตอนเหนือ (Peninsula, Northern) 5.กริชสกุลช่างบูกิส (Bugis) 6.กริชสกุลช่างซุนดาหรือซุนดัง (Sundang of Suluk) 7.กริชสกุลช่างบาหลีและมดูรา และ 8.กริชสกุลช่างสุมาตรา (Sumatran)

ล่าสุด กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) โดยสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี ร่วมกับ จังหวัดปัตตานี องค์กรภาคีเครือข่ายด้านวัฒนธรรมในจังหวัดปัตตานี นอกพื้นที่ และประเทศในอาเซียน จัดงานวิถีถิ่น วิถีตานี วิถีอาเซียน “ศาสตร์และศิลป์ สายสัมพันธ์กริชอาเซียน” ในโครงการวัฒนธรรมเชื่อมใจชายแดนใต้สันติสุข เมื่อวันที่ 15-17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ พิพิธภัณฑ์ปัตตานี จังหวัดปัตตานี

โดยมี พล.ท.อุกฤษณ์ อากาศวิภาต ที่ปรึกษาผู้แทนพิเศษของรัฐบาล นายไกรศร วิศิษฎ์วงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี สภาวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี กงสุลอินโดนีเซียประจำจังหวัดสงขลา วัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี นราธิวาส สงขลา สตูล หัวหน้าส่วนราชการ นักเรียน นักศึกษา ประชาชน นักท่องเที่ยวเข้าร่วมงาน

เพื่อสืบทอดภูมิปัญญากริช ผ้า อาภรณ์ พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์วัฒนธรรม (Cultural Product Of Thailand: CPOT) ต่อยอดสร้างรายได้ เพิ่มมูลค่าเศรษฐกิจ เสริมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมเชื่อมใจคนในพื้นที่ นำไปสู่ความสงบสุขสมานฉันท์ เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาเซียนโดยใช้วัฒนธรรมร่วม และกระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์ สืบสานศิลปะและวัฒนธรรมของท้องถิ่น

กฤษศญพงษ์ ศิริ  ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า จากนโยบายของรัฐบาลที่จะสร้างความรู้ ความเข้าใจในขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ของประเทศเพื่อนบ้าน ยอมรับและเคารพในประเพณี วัฒนธรรมของกลุ่มชาติพันธุ์และชาวต่างชาติที่มีความหลากหลาย ในลักษณะพหุสังคมที่อยู่ร่วมกัน เสริมสร้างความเป็นปึกแผ่นของอาเซียน ส่งเสริมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรม ส่งเสริมการพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้และการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้

กระทรวงวัฒนธรรม จึงได้ส่งเสริมสังคมพหุวัฒนธรรมเชื่อมใจคนในพื้นที่ เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอาเซียน กระตุ้นให้เกิดการอนุรักษ์ สืบสาน ต่อยอดศิลปะและวัฒนธรรมของท้องถิ่น ส่งเสริมการนำวิถีชีวิต ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น สร้างผลิตภัณฑ์และบริการด้านวัฒนธรรมพื้นถิ่น ให้เป็นวัฒนธรรมสร้างสรรค์ สร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ

ปลัดกระทรวงวัฒนธรรมกล่าวเพิ่มเติมว่า กริช ซึ่งถือเป็นอาวุธประจำกายและทรงคุณค่า แต่คนรุ่นปัจจุบันยังไม่มีองค์ความรู้ ดังนั้น สิ่งที่ได้พูดคุยกับปราชญ์และนักวิชาการกริช คือ ต้องการให้ท่านทั้งหลายสืบทอดองค์ความรู้ ที่มาที่ไป ความแตกต่างของแต่ละพื้นที่ของกริช ไปยังเยาวชน และสิ่งที่ต้องการต่อยอดต่อไป คือ การพัฒนาศิลปะเหล่านี้สู่การทำของที่ระลึก เช่น พวงกุญแจ ส่งมอบให้แก่ผู้มาเยือนเป็นอัตลักษณ์ของพื้นถิ่น เชื่อว่าหลายคนหากได้เรียนรู้ จะมีความรู้สึกเห็นคุณค่ามากขึ้น

“ขอให้ภาคภูมิใจในความเป็นไทย อัตลักษณ์ของท้องถิ่น สิ่งเหล่านี้มีค่า เพราะบรรพบุรุษได้ให้ไว้ เรามีหน้าที่สืบสาน ต่อยอด ให้เกิดเป็นมูลค่า เพราะฉะนั้น ขอให้ทุกพื้นที่ค้นหาอัตลักษณ์ของตัวเอง และส่งต่อสิ่งเหล่านี้ไปยังเด็กและเยาวชนรุ่นหลังตลอดไป” กฤษศญพงษ์ กล่าว

        “กริช”คุณค่าที่ประเมินไม่ได้
Husen Thon วัย 58 ปี นักสะสมกริชชาวปัตตานี ซึ่งได้นำกริชมาร่วมโชว์ในงาน เล่าว่า ครอบครัวของเขาสะสมกริชมาเป็นระยะเวลานาน สืบทอดกันมารุ่นต่อรุ่น ส่วนใหญ่เป็นกริชสกุลช่างปัตตานี รวมกว่า 100 เล่ม โดยส่วนตัวเป็นคนชอบประวัติศาสตร์ ศึกษาและสะสมไปเรื่อยๆ กริชบางเล่มมีราคาสูงถึงแสนบาท ขึ้นอยู่กับเครื่องประดับ เช่น งาช้าง หรือในบางครั้งเจ้าของอาจยกให้ฟรี ให้แก่คนที่ดูแลเป็น ดีกว่าขาย กริชบางเล่มประเมินค่าไม่ได้ เพราะแต่ละเล่มจะสะท้อนศิลปวัฒนธรรมของแต่ละพื้นที่

“เวลาทำกริช สมัยก่อนจะทำตามวันเดือนปีเกิด และทำด้ามจับให้พอดีกับเจ้าของ แบ่งเป็น กริชสำหรับพก และกริชสำหรับถือ ผู้ที่สะสมต้องรู้วิธีเก็บรักษา หมั่นนำออกมาล้าง หากขึ้นสนิมต้องไปแช่น้ำมะพร้าวอ่อน ขัดด้วยมะนาว นำมารมควันให้แห้งไล่ความชื้น ผึ่งลมในที่ร่ม ห้ามตากแดด และชโลมด้วยน้ำมันมะพร้าว”

ปัจจุบันที่จังหวัดปัตตานี เหลือคนทำกริชอยู่ไม่มาก มีชมรมแต่ไม่เป็นทางการ ต่างจากประเทศมาเลเซีย ที่ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐ มีการจัดประกวดบ่อยครั้ง ทั้งนี้ แม้คนรุ่นใหม่พยายามที่สืบสาน แต่เทคนิคบางอย่างก็ทำไม่ได้เพราะคนที่เชี่ยวชาญเสียชีวิตไปแล้ว เช่น การผสมเหล็ก 7 ชนิด ที่จะผสานให้ติดกัน สิ่งที่ใช้เป็นกาวสมัยก่อน คือ ดินเหนียวเชื่อมเหล็ก เนื่องจากต้องลงไปหาดินเหนียวใต้แม่น้ำ นำมาคัดเกรด เพื่อผสานเหล็ก 7 ชนิดเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นภูมิปัญญาของคนสมัยก่อน

   กริช 1 เล่มสร้างงาน 3 กลุ่ม
Husen กล่าวเพิ่มเติมว่า การทำกริชขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้เหล็กดีหรือไม่และวัสดุที่มาประดับ ที่อินโดนีเซียราคาถูก คนนิยมซื้อใบมีดซึ่งขายอยู่ที่ราว 700-800 บาท และนำมาทำด้ามใส่ เนื่องจากเขาใช้เทคโนโลยีในการตัด ใบมีดทุกใบจึงออกมาเหมือนกันหมด มันไม่มีคุณค่า เราไม่ค่อยสนับสนุนเพราะไม่เกิดการสร้างงาน กริชจะต้องอยู่ที่การตี ต้องมีจุดที่ไม่เท่ากันเพราะใช้แรงคน ดังนั้น กริชด้ามหนึ่ง ต้องใช้คนตีใบมีดหนึ่งคน ทำด้ามหนึ่งคน และทำฝักหนึ่งคน
“นอกจากนี้ ควรมีการจัดประกวดเหมือนที่มาเลเซีย แต่กรรมการจะต้องมีความเป็นกลาง และมีมาตรฐาน เพราะเวลาประกวดจะแยก 2 ประเภท คือ “กริชเก่า” ต้องดูที่ความสมบูรณ์ของใบมีด ลวดลาย ตามกฎเกณฑ์ของเขาชัดเจน คล้ายกับการประกวดพระเครื่อง และ “กริชใหม่” เพื่อส่งเสริมคนรุ่นใหม่ในการทำต่อยอดวัฒนธรรม หากพวกเขาได้รางวัลจะเป็นแรงจูงใจในการสร้างผลงานที่ดีต่อไป” Husen Thon กล่าว

 กริชอาเซียน 8 สกุลช่าง
1.กริชสกุลช่างปัตตานี (Patani)
2.กริชสกุลช่างสงขลา (Songkhla)
3.กริชสกุลช่างชวา (Javanese)
4.กริชสกุลช่างคาบสมุทรตอนเหนือ (Peninsula, Northern)
5.กริชสกุลช่างบูกิส (Bugis)
6.กริชสกุลช่างซุนดาหรือซุนดัง (Sundang of Suluk)
7.กริชสกุลช่างบาหลีและมดูรา
8.กริชสกุลช่างสุมาตรา (Sumatran)

แห่ชื่นชมครูสาว..หัวใจแกร่ง.. ทางก็ขาด หน้าที่ก็ต้องไป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/386377

แห่ชื่นชมครูสาว..หัวใจแกร่ง.. ทางก็ขาด หน้าที่ก็ต้องไป

วันที่ 2 กันยายน 2562 – 18:00 น.
ครูสาว,โพดุล,หัวใจแกร่ง,ทางขาด,เพจรักครูดอทคอม,หน้าที่ก็ต้องไป

ชาวโซเชียลแห่ชื่นชมครูสาว หัวใจสุดแกร่ง แม้ถนนถูกตัดขาด เพราะพิษ “โพดุล” แต่เพื่อหน้าที่สอนเด็กๆ ก็ต้องไป

อิทธิพลจากพายุดิเปรสชันโพดุล ส่งผลให้หลายพื้นที่ของประเทศไทย เกิดน้ำท่วมขังอย่างฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก บางพื้นที่น้ำท่วมถนนสูงและในบางพื้นที่ พายุซัดกระหน่ำ ถึงขั้นถนนทรุดพังขาด แต่โลกโซเชียลมีการแชร์ภาพของคุณครู จังหวัดมุกดาหาร…ที่เดินทางไปสอนหนังสือให้กับเด็กๆ

โลกโซเชียลมีการแชร์ภาพของคุณครู ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กนาอุดม ต.นาอุดม อ.นิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ความรับผิดชอบที่อุปสรรคไม่ใช่อุปสรรค เพราะกำลังพยายามปีนไต่ราวบันไดเฉพาะการ เพื่อเดินทางไปสอนหนังสือให้กับเด็กๆและลูกศิษย์ เนื่องจากถนนพังถล่มลงมา จากผลกระทบของพายุดิเปรสชันโพดุล ที่หอบทั้งฝนและลมแรง ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมกัดเซาะจนถนนขาด การสัญจรไป-มา เต็มไปด้วยความยาก ลำบาก

จากเพจรักครูดอทคอม ได้มีการแชร์ภาพ คุณครูสาว สุดแกร่ง ที่ชาวเน็ตต่างภาพกันชื่นชม โดยระบุข้อความว่า..

    “ทางก็ขาด หน้าที่ก็ต้องไป”

ให้ภาพบรรยาย คุณครู ศพด.นาอุดม อำเภอนิคมคำสร้อย จังหวัดมุกดาหาร ความรับผิดชอบที่อุปสรรคไม่ใช่อุปสรรค

cr. ชยุตรา ดีดวงพันธ์ดีดี

มวล.ดันศูนย์วัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจฯหนุนท่องเที่ยว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/386113

มวล.ดันศูนย์วัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจฯหนุนท่องเที่ยว

วันที่ 1 กันยายน 2562 – 07:20 น.
ศูนย์วัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจ,ท่องเที่ยว,ภาคใต้,ศดรสมบัติ,มวล

ม.วลัยลักษณ์ เปิดตัวศูนย์นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคใต้ตอนบน หนุนกระจายรายได้จากแหล่งท่องเที่ยวหลักสู่ชุมชนสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม รองรับ4.0

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ (มวล.) พร้อมด้วย นายภาคภูมิ อินทรสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ศาสตราจารย์ ดร.วรรณา ชูฤทธิ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการสังคม ร่วมกันเปิดตัว “ศูนย์นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคใต้ตอนบน Innovation Hub” สนับสนุนการกระจายรายได้จากแหล่งท่องเที่ยวหลักสู่ชุมชนและสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศ ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 โดยมีหัวหน้าส่วนราชการ ภาคเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วม ณ ห้อง Innovation อาคารปฏิบัติการเทคโนโลยีและนวัตกรรม

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ  กล่าวว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีนโยบายชัดเจนในการก้าวไปสู่มหาวิทยาลัยวิจัยสมบูรณ์แบบ เพื่อตอบสนองนโยบายประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล ในส่วนของศูนย์นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคใต้ตอนบน Innovation Hub จะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการบูรณการศาสตร์ต่างๆ ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่างสถาบัน หน่วยงานและชุมชน เพื่อสร้างการบริการวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม รับใช้สังคม ชุมชน และร่วมกันนำทรัพยากรท้องถิ่นที่มีอยู่ภาคใต้ตอนบนมาสร้างมูลค่า ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไป

“หวังเป็นอย่างยิ่งว่าการจัดกิจกรรมครั้งนี้จะนำไปสู่ความร่วมมือที่มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้นำองค์ความรู้จากสถาบันอุดมศึกษามาวิจัยและพัฒนาร่วมกัน หรือนำเอาผลงานวิจัยและนวัตกรรมของสถาบันอุดมศึกษาที่มีอยู่แล้วไปถ่ายทอดให้กับผู้ประกอบการ ทำให้สังคม ชุมชนมีโอกาสทางเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น อย่างมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนต่อไป” ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กล่าว

นายภาคภูมิ อินทรสุวรรณ รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช กล่าวขอบคุณมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เครือข่ายนักวิจัย และภาคีเครือข่ายทุกสถาบัน ที่ร่วมมือกันพัฒนาชุมชนจนเกิดผลเป็นรูปธรรมชัดเจน ในส่วนของจังหวัดนครศรีธรรมราชมีความยินดีที่จะร่วมสนับสนุนโดยเฉพาะในเรื่องของงบประมาณ เพื่อส่งเสริมการต่อยอดนวัตกรรมจากฐานทรัพยากรที่มี เพื่อเพิ่มรายได้ของประชาชน เชื่อว่าหากสามารถขับเคลื่อนให้เศรษฐกิจดีขึ้น ประชาชนกินดีอยู่ดี ปัญหาทางสังคมต่างๆ ก็จะลดลงตาม ทั้งนี้ ขอให้ ศูนย์นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคใต้ตอนบน Innovation Hub บูรณาการความร่วมมือ พัฒนาและบรรลุวัตถุประสงค์ตามความตั้งใจที่ได้วางไว้

ด้านศาสตราจารย์ ดร.วรรณา ชูฤทธิ์ รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและบริการสังคม กล่าวว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ได้อนุมัติโครงการประมาณ พ.ศ.2560 ให้เครือข่ายบริหารการวิจัยภาคใต้ตอนบน โดยมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ เป็นสถาบันอุดมศึกษาแม่ข่าย เพื่อดำเนินโครงการศูนย์กลางนวัตกรรมด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ภายใต้โครงการ Innovation Hub เพื่อสร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศ ตามนโยบายประเทศไทย 4.0 กลุ่มเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) จำนวนทั้งสิ้น 17,460,000 บาท (สิบเจ็ดล้านสี่แสนหกหมื่นบาทถ้วน) ให้จัดตั้งศูนย์นวัตกรรมเพื่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภาคใต้ตอนบน บนเนื้อที่กว่า 205 ตารางเมตร ออกแบบให้เป็นพื้นที่ห้องแกลลอรี่ขนาดใหญ่ มีพื้นที่ติดต่อประสานงาน พบปะระหว่างผู้ประกอบการ เอเจนซี่ต่างๆ ในลักษณะ Co – Working Space

“มีเวทีสำหรับการจัดกิจกรรมต่างๆ นอกจากนี้ กลไกการทำงานของศูนย์ฯ ยังสามารถสร้างการทำงานแบบ บูรณการศาสตร์ต่างๆ ก่อให้เกิดการเชื่อมโยงระหว่าง สถาบัน หน่วยงานและชุมชน เพื่อสร้างการบริการวิชาการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศอย่างเป็นรูปธรรม รับใช้สังคม ชุมชน และร่วมกันนำทรัพยากรท้องถิ่นที่มีอยู่ภาคใต้ตอนบนมาสร้างมูลค่าขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศต่อไปตามภารกิจของโครงการ เพื่อสนับสนุนด้านการท่องเที่ยวโดยมีเป้าหมายการกระจายรายได้จากแหล่งท่องเที่ยวหลักสู่ชุมชน” ศาสตราจารย์ ดร.วรรณา กล่าว

รีเล็กซ์ สไมล์..รักษาสายตาชีวิตคมชัดของ นนท์ ธนนท์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/385827

รีเล็กซ์ สไมล์..รักษาสายตาชีวิตคมชัดของ นนท์ ธนนท์

วันที่ 30 สิงหาคม 2562 – 12:55 น.
นนท์ เดอะวอยซ์,รักษาสายตา,เลเซอร์,รีเล็กซ์ สไมล์,ReLEx SMILE

โดย…  0 พวงชมพู ประเสริฐ 0 qualitylife4444@gmail.com 

“หลังผ่าตัดเสร็จก็คิดว่าทำไมไม่ทำตั้งนานแล้ว  ชีวิตเปลี่ยน มีความมั่นใจมากขึ้น ตัดสินใจในเรื่องการทำงานได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญขั้นตอนการผ่าตัดไม่ได้น่ากลัวอย่างที่เราคิดและกลัวไปก่อน” ธนนท์ จำเริญ หรือ นนท์ เดอะวอยซ์ บอกเล่าความรู้สึกหลังเข้ารับการผ่าตัดแก้ไขปัญหาสายตา ด้วยวิธี “รีเล็กซ์ สไมล์” (ReLEx SMILE) ที่ รพ.บำรุงราษฎร์

นนท์ เล่าระหว่างการร่วมแถลงข่าว “บำรุงราษฎร์ Eye Excellence Center ปลดล็อกทุกปัญหาของดวงตา” ว่า เป็นคนสายตาสั้นตั้งแต่เด็ก ราว 300 เอียง และมีความซับซ้อน พยายามปรับตัวมาตลอดด้วยการใส่แว่นและไม่คิดว่าจะเป็นปัญหา กระทั่งเข้าสู่วงการบันเทิง เริ่มต้องเจอปัญหากับการที่ตัวเองมีปัญหาเรื่องสายตา อย่างเช่น งานแสดงและถ่ายแบบ ซึ่งการใส่แว่นจะเป็นปัญหาตลอด ทำให้การทำงานยุ่งยาก แม้จะใส่คอนแทคเลนส์แต่ในบางงานก็ไม่สามารถใส่ได้ ต้องปฏิสธงานนั้นไป จึงตัดสินใจเข้ารับการรักษา ซึ่งการผ่าตัดใช้เวลาน้อยมาก  2 ข้างราว 30 นาที

“ผมเป็นคนกลัวการผ่าตัดมาก เพราะในชีวิตไม่เคยเข้ารับการผ่าตัดใหญ่มาก่อน ยิ่งต้องทำที่ดวงตาก็ยิ่งหวาดกลัวมากขึ้น คิดมาก กลัวไปต่างๆ นานา ค้นหาข้อมูลอย่างมากจนพบว่าที่ รพ.บำรุงราษฎร์ มีการผ่าตัดที่แผลเล็กมาก แพทย์ก็ดูแลดีมาก ถามตรงๆ แบบเข้าใจคนไข้ว่ากลัวหรือกังวลตรงจุดไหน แพทย์ก็จะอธิบายจนเคลียร์ทำให้คลายกังวล” นนท์ กล่าว

พญ.ฐาริณี กุลกำม์ธร แพทย์ผู้ชำนาญการด้านการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์  อธิบายเกี่ยวกับการผ่าตัดที่เรียกว่า “รีเล็กซ์ สไมล์” (ReLEx SMILE) ว่า เป็นการผ่าตัดแก้ไขสายตาด้วยเลเซอร์ที่ต่อยอดมาจากเลสิก เป็นเทคนิคการผ่าตัดแก้ไขสายตาสั้นและเอียงด้วยเลเซอร์ที่มีความแม่นยำสูง มีแผลเปิดที่กระจกตาเล็กมาก ประมาณ 2-4 มิลลิเมตร ทำให้รบกวนเส้นประสาทบริเวณกระจกตาน้อย เป็นผลให้อาการตาแห้งและระคายเคืองตาพบได้น้อย โดยที่ค่าสายตาหลังผ่าตัดคำนวณได้อย่างแม่นยำ ทำให้มองเห็นดีขึ้นและคงที่  ในเวลาไม่นานสามารถกลับไปใช้ชีวิตปกติได้อย่างคล่องตัว

การผ่าตัดด้วยวิธีนี้ ขณะที่เลเซอร์ทำงาน เครื่องมือจะแตะที่ผิวกระจกตาและใช้แรงกดน้อย ผู้ป่วยจึงรู้สึกสบายตาขณะผ่าตัด หลังผ่าตัดมักพบการระคายเคืองและตาแห้งน้อย เนื่องจากแผลที่กระจกตามีขนาดเล็กมาก และหลังการรักษาจะได้ค่าสายตาที่มีความแม่นยำ โดยวิธีนี้จะเหมาะกับผู้ที่ไม่อยากใส่แว่น ไม่อยากใส่คอนแทคเลนส์ และผู้ที่มีสายตาสั้นถึง 1000 และสายตาเอียง 500 โดยเบื้องต้นแพทย์จะต้องตรวจวินิจฉัยตาก่อนที่จะทำการรักษาว่าเหมาะที่จะรักษาด้วยวิธีนี้หรือไม่ เนื่องจากต้องคำนึงถึงความหนาของกระจกตา และภาวะอื่นๆ ของตาร่วมด้วย เช่น ภาวะตาแห้งหรือไม่ ผู้ที่ทำการรักษาควรมีอายุ 20 ปีขึ้นไป และมีค่าสายตาคงที่อย่างน้อย 1 ปี และต้องไม่มีโรคที่เป็นข้อห้ามในการรักษา เช่น โรคเบาหวานที่ควบคุมน้ำตาลยังไม่ดี สตรีมีครรภ์ หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้ประเมินถึงความเหมาะสม

“ข้อดีของการผ่าตัดด้วยวิธีการนี้ คือ ผลค่อนข้างเสถียร กาารผ่าตัดมีแผลเล็ก ใช้เวลาไม่นาน 2 ข้างใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง ระคายเคืองน้อย แผลสมานง่าย ประสาทตาแห้งน้อย เป็นเทคโนโลยีการแก้ปัญหาภาวะสายตาที่ทันสมัยที่สุด และผลข้างเคียงน้อย หลังผ่าตัด 1 วันพยายามไม่ใช้สายตาในการดูหนัง เล่นเกม หรือดูโทรทัศน์ และใน 7 วันไม่ให้มีน้ำ หรือเหงื่อเข้าตา และไม่แต่งหน้าใดๆ” พญ.ฐาริณีกล่าว

ทั้งนี้ ภาวะสายตาผิดปกติพบมากขึ้นในเด็กไทย เนื่องจากวิถีชีวิตของคนไทยในปัจจุบัน ต้องทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์ และติดต่อสื่อสารผ่านสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ตมากขึ้น ซึ่งพฤติกรรมการเพ่งหน้าจอเป็นระยะเวลานาน หรือการดูมือถือในที่แสงสว่างไม่เพียงพอนั้น ย่อมส่งผลให้เกิดปัญหาสายตา เช่น ปวดตา ตามัว ตาแห้ง สายตาล้า สายตาสั้นในเด็ก จากข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พบว่า เด็กไทยที่อายุต่ำกว่า 15 ปี สายตาสั้นถึง 30%

พญ.ฐาริณี แนะนำว่า สำหรับการทำงานอยู่กับจอคอมพิวเตอร์ หรือหน้ามือถือเป็นเวลานาน ให้ใช้หลัก 20 20 20 คือ ทุกๆ 20 นาที ของการมองใกล้ (มือถือ คอมพิวเตอร์ อ่านหนังสือ) ให้พักสายตาประมาณ 20 วินาที โดยมองไปที่ไกลประมาณ 20 ฟุต ในระยะ 20 ฟุต เพื่อคลายกล้ามเนื้อตา ทำให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นและไม่ปวดกล้ามเนื้อตา

สำหรับศูนย์จักษุ Eye Excellence Center รพ.บำรุงราษฎร์ ประกอบด้วยองค์ความรู้ครบทั้ง 3 มิติ ได้แก่ 1.การให้บริการด้วยนวัตกรรมเทคโนโลยี และการตรวจรักษาที่ทันสมัย 2.การศึกษาวิจัยผลงานใหม่ๆ โดยทีมแพทย์ของบำรุงราษฎร์ มีการค้นคว้าองค์ความรู้ใหม่มาใช้ในการรักษาและบริการ และ 3.การให้ความรู้ทางการแพทย์ มีทีมจักษุแพทย์ จำนวน 49 ท่าน โดยจะให้การดูแลรักษาผู้ป่วยตามความชำนาญและประสบการณ์ของแพทย์ ได้แก่ ต้อกระจก ต้อหิน ศัลยกรรมตกแต่งและเสริมสร้าง จอประสาทตา กระจกตาและการผ่าตัดแก้ไขสายตา ม่านตาอักเสบ โรคตาเด็ก จักษุประสาท ศูนย์จักษุมีห้องตรวจตาพร้อมอุปกรณ์ สามารถให้บริการตรวจรักษาครอบคลุมอย่างครบวงจร

เรื่องมันไม่จบ..ย้ายลอย ครูอ้อม เจอ ม.157 แน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/385687

เรื่องมันไม่จบ..ย้ายลอย ครูอ้อม เจอ ม.157 แน่

วันที่ 29 สิงหาคม 2562 – 19:30 น.
นายคมเทพ ประภายนต์,ครูอ้อม,ปกป้องครูอ้อม,สพฐ,ผอสพปชัยนาท,พรบครู,มาตรา69,มาตร 157

สมาคมเครือข่ายผู้ปกครองฯออกโรงป้อง”ครูอ้อม”ชี้ถูกเล่นงานทุกรูปแบบ ลั่นแม้ย้ายกลับ แต่เรื่องไม่จบ “ผอ.สพป.ชัยนาท” เจอมาตรา 157 ป.อาญาแน่ แนะสพฐ.ตั้งกก.สอบหาคนผิด

สายขุดแชร์กระหน่ำโลกโซเชียล หลัง น.ส.อ้อมอารีย์ อายุ 32 ปี หรือ ครูอ้อม ครูสาวนักเรียนชั้นอนุบาล 1 และอนุบาล 2 โรงเรียนวัดวงเดือน ต.สามง่ามท่าโบสถ์ อ.หันคา จ.ชัยนาท  ถูกย้ายฟ้าผ่า ให้มาช่วยราชการที่สำนักงานเขตพื้นที่ประถมศึกษาชัยนาท(สพป.ชัยนาท) แต่ไม่ทันข้ามคืน  กลับมีคำสั่งถูกย้ายกลับมาเป็นครูสอนโรงเรียน เช่นเดิม ท่ามกลางกระแสกดดันจากพ่อแม่ผู้ปกครองขู่จะย้านลูกหลานออกจากโรงเรียน หากครูอ้อมถูกย้าย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2562 –  นายคมเทพ ประภายนต์  อุปนายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ  เปิดเผยกับ “คม ชัด ลึก  ออนไลน์” ว่า เรื่องมันไม่จบแน่ ผอ.เขตสพป.ชัยนาท ต้องรับผิดชอบในคำสั่งย้ายครูอ้อม  เพราะการย้ายลอยในลักษณะอย่างนี้มันทำไม่ได้ เพราะไม่อยู่ในหลักการของการย้าย

“เนื่องจากครูอ้อมมิได้เป็นผู้มีวุฒิภาวะในการสอนด้อยคุณภาพ แต่ประเด็นมันมาจากครูอ้อมร้องเรียนเรื่องคุณภาพอาหารกลางวันเด็ก ที่นี้หละต้องไล่เบี้ยจากผู้เสนอเซ็นต์คำสั่ง ยันถึงผู้เซ็นต์คำสั่ง ชี้ด้วยกฎหมายมีความผิดชัดเจนตามป.อาญามาตรา157 แน่ ” อุปนายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ  ระบุ

              อุปนายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ  กล่าวอีกว่า “ตราบาปที่อยู่ในใจผมมาตลอดจากความผิดพลาดที่ผมไม่สามารถช่วยข้าราชการน้ำดีเอาไว้ได้ เพราะถูกย้ายลอย ผมได้แต่นำพวงหรีดของรัฐมนตรีศึกษาธิการไปไว้หน้าศพ เหตุการณ์ครั้งนั้น มันเป็นอุทาหรณ์ฝ้งใจมาตลอด ครั้งนี้อีกเหมือนกัน ต้องทำอะไรสักอย่างเท่าที่ทำได้ก่อนที่อะไรๆมันจะสายเกินแก้

“”ขอขอบคุณท่านผู้ปกครองสังคมและสื่อมวลชนที่ร่วมกันออกมาช่วยกันปกป้องรักษาข้าราชการครูน้ำดีตัวเล็กๆเอาไว้เพื่อความยุติธรรม “อุปนายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ กล่าว

อุปนายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ กล่าวอีกว่า ผอ.สพป.ชัยนาท ท่านทำไม่ถูก เพราะท่านใช้มาตรา 69 ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 2547 สั่งย้ายครูอ้อม ซึ่งเป็นผู้ร้องอย่างไม่เป็นธรรม เกี่ยวกับเรื่องนี้ั ตนได้ประสานงานกับศูนย์พิทักษ์สวัสดิภาพครูไทยแล้ว เพื่อคุ้มครองการปฏิบัติหน้าที่ของครูอ้อม

“จำไว้นะครับม.157ป.อาญารอรับท่านอยู่” นายคมเทพ กล่าวและว่า ผอ.สพป.ชัยนาทกลัวอะไรหรือครับ ถึงได้รีบย้ายครูอ้อมกลับโรงเรียนเดิม หรือกลัวทีมแอดเวนเจอร์ที่กำลังจะลงไปปราบ ผอ.เขตพื้นที่ฯ

“ดีใจครับ ที่สื่อมวลชนพลังประชาชนและพลังของสังคม ที่ช่วยและปกป้องครูดีๆของโรงเรียนที่ออกมาแฉทุจริตแล้วโดนย้ายอย่างไม่เป็นธรรมเอาไว้”อุปนายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ กล่าว

อุปนายกสมาคมเครือข่ายผู้ปกครองแห่งชาติ  เสนอทางออกว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้ันฐาน(สพฐ.) ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิขึ้นทั้งหมด ด้วยควารมเป้นกลางว ให้ความเป็นธรรม ไม่เล่นพรรคเล่นพวก ต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ คืนควารมเป็นธธรมให้กับฝ่ายที่พิทักษ์ผลประโยชน์ของนักเรียน  เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพ่อแม่ผู้ปกครองและคนไทยทั้งประเทศ

ส.ส.เต้ 007 พบ ครูอ้อม รับเรื่องสางปัญหาอาหารกลางวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/385708

ส.ส.เต้ 007 พบ ครูอ้อม รับเรื่องสางปัญหาอาหารกลางวัน

วันที่ 29 สิงหาคม 2562 – 15:05 น.
สสเต้007,ครูอ้อม,อาหารกลางวัน,อัฉริยะ,คำสั่งพิลึก,มงคลกิตติ์

“มงคลกิตติ์”บุกร.ร.วัดวงเดือนพบ “ครูอ้อม” ลุยสางปัญหา อาหารกลางวันเด็ก รับเรื่องเพื่อยื่นเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง “อัจฉริยะ” งงออกคำสั่งแบบพิลึก

จากกรณี นางสาวอ้อมอารีย์ แข็งฤทธิ์ อายุ 31 ปี หรือครูอ้อม ครูสอนนักเรียนชั้นอนุบาล 1 และอนุบาล 2 โรงเรียนวัดวงเดือน ต.สามง่ามท่าโบสถ์ อ.หันคา จ.ชัยนาท โพสต์ข้อความหลังถูกมือดีปาเลือดสดกระจายเต็มหน้าห้องเรียนที่สอนประจำชั้น เพราะเปิดเผยเกี่ยวกับเรื่องอาหารกลางวันเด็ก จนนำไปสู่การถูกย้ายฟ้าผ่าไปช่วยราชการที่ สพป.ชัยนาท แต่ไม่ทันข้ามคืน ครูอ้อมก็ถูกย้ายกลับโรงเรียนเดิม

ล่าสุด วันที่  29 ส.ค. 2562 เมื่อเวลา 08.30น.นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์  หรือเต้ 007 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคไทยศรีวิไลย์ และนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เดินทางมายังโรงเรียนวัดวงเดือน เพื่อตรวจสอบกรณีดังกล่าว พร้อมรับเรื่องเพื่อยื่นเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

นายมงคลกิตติ์ เปิดเผยว่า โรงเรียนวัดวงเดือน  มีนักเรียนจำนวน 100 กว่าคน หัวละ 20 บาท รวม 2,000 กว่าบาท หากปีงบประมาณปี 2563 ถ้าเป็นไปได้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดูลักษณะใหม่ของโรงเรียน แล้วค่อยมากำหนดค่ารายหัว โรงเรียนขนาดใหญ่ไม่มีปัญหา โรงเรียนขนาดเล็กจะประสบปัญหานี้ ต้องปรับปรุงการจัดสรรงบประมาณใหม่ให้เหมาะสม รวมถึงสภาพพื้นที่ที่แตกต่างกัน เช่นโรงเรียนที่ห่างไกล จะเสียเงินค่าเดินทางหมด

นายมงคลกิตติ์  กล่าวอีกว่า บางโรงเรียนต้องเสียเงินส่วนตัวให้นักเรียนได้กินดี การจัดการอาหารกลางวันเด็กๆนั้น จะมีเรื่องค่าเดินทางเข้าไปพ่วงด้วย ข้าราชการไม่ได้อยากทุจริต แต่บางครั้งจำเป็นต้องทุจริต เพราะความจำเป็น ส่วนการตั้งกรรมสอบข้อเท็จจริงเรื่องครูอ้อม ตนว่าไม่น่าใช่เรื่องทุจริต น่าจะเป็นเรื่องปัญหาของการจัดการ ระเบียบ ไม่เอื้ออำนวยมากกว่า


ทั้งนี้ นายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์  หรือเต้ 007 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อพรรคไทยศรีวิไลย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊คส่วนตัวก่อนเดินทางลงพื้นที่ให้กำลังใจครูอ้อม

ด้านนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม เผยว่า วันนี้มาตรวจสอบข้อเท็จจริง ว่ากับข้าวไม่เป็นไปตามเมนู หัวละ 20 บาท จาก อปท. เราจะมาดูว่าสัปดาห์นี้จะตรงตามเมนูไหม ตามที่ได้ขึ้นไว้ให้ผู้ปกครอง ครู รับทราบ เราจะไปถามเรื่องอาหารกลางวัน ว่าทำไมถึงให้ทางแม่ครัวเปลี่ยนเมนูที่ตั้งไว้ ซึ่งวันนั้นกำหนดเป็นผัดซีอิ๊ว แต่ดันเปลี่ยนเป็นมาม่าเปล่าๆ ปล่อยแม่ครัวทำตามใจชอบได้อย่างไร

“แต่ต้องให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่ายอย่างแน่นอนเรื่องโยกย้ายครูโดยไม่มีเหตุผลก็ต้องมีการสอบสวนอีกครั้ง ต้องรับผิดชอบในส่วนที่เกิดขึ้น ให้ย้ายคนเปิดโปง โดยไม่มีการตรวจสอบจากคณะกรรมการ จริงๆแล้วต้องย้ายคนที่ถูกกล่าวหาออกก่อน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง ถ้าไม่ผิดก็ค่อยย้ายกลับมา แต่นี่ก็เป็นการออกคำสั่งแบบพิลึก” ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม กล่าว

ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม  กล่าวอีกว่า ส่วนหลักๆในวันนี้มาเพื่อปกป้องคนที่กล้ามาพูดความจริง ส่วนอีกเรื่องคือเรื่องการปาเลือด ก็ต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจหาตัวคนก่อเหตุต่อไป

ร้านยาชุมชนอบอุ่น เพิ่มทางเลือก-ลดแออัดรพ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/385653

ร้านยาชุมชนอบอุ่น เพิ่มทางเลือก-ลดแออัดรพ.

วันที่ 29 สิงหาคม 2562 – 10:40 น.
นพศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา,ร้านยาชุมชนอบอุ่น,บัตรสุขภาพ

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  -qualitylife4444@gmail.com

วันที่ 1 ตุลาคม 2562 ผู้ป่วยในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง สามารถเลือกได้ว่าจะรับยาที่โรงพยาบาลหรือจะสมัครใจรับยาที่ร้านยาในชุมชนแทน เพื่อเพิ่มความสะดวกและลดเวลารอรับยาในโรงพยาบาล ซึ่งระยะแรกจะมีโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)/โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.) สังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เข้าร่วม 50 แห่ง และร้านขายยาแผนปัจจุบันที่มีคุณภาพมีเภสัชกรอยู่ประจำ(ข.ย.1) 500 แห่งกระจายทั่วประเทศ อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) มีการนำร่องโครงการ “ร้านยาชุมชนอบอุ่น” ในพื้นที่กทม. แต่เป็นการเน้นเฉพาะเรื่องการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

สืบเนื่องจากผลสำรวจความพึงพอใจประชาชนต่อระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ปี 2561 พบว่าในจำนวนประชาชนที่ไม่ใช้สิทธิกว่าร้อยละ 51 มีสาเหตุจากรอรับบริการนาน สอดคล้องกับผลสำรวจปี 2560 ระบุว่ามีประชาชนร้อยละ 17.6 ที่เจ็บป่วยในรอบ 1 เดือนเลือกซื้อยากินเอง อีกทั้งรายงานปี 2555 พบผู้ป่วยครอบครองยาเกินจำเป็น มีมูลค่าความสูญเสียทางการคลังถึง 2,350 ล้านบาท ที่เกิดจากการกินยาไม่ครบ ซึ่งปัญหาใช้ยาไม่เหมาะสมเหล่านี้สะท้อนถึงปัญหาการเข้าถึงบริการและการดูแลสุขภาพของประชาชน

ล่าสุด คณะอนุกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติระดับเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีมติให้ดำเนินการในพื้นที่คลินิกหมอครอบครัวจำนวน 11 เขต และพื้นที่เขตปทุมวัน โดยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กรุงเทพมหานคร ได้ดำเนินการรับสมัครขึ้นทะเบียนร้านยาในโครงการ “ร้านยาชุมชนอบอุ่น” เพื่อพัฒนาเป็นหน่วยบริการร่วมด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ซึ่งขณะนี้มีร้านยาสมัครเข้าร่วม 51 แห่ง จากเป้าหมายทั่วประเทศ 500 แห่ง

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสปสช. กล่าวว่า โครงการดังกล่าวจะเข้าอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชน สร้างทางเลือกในการเข้ารับบริการสุขภาพโดยเฉพาะการรับยาที่มีคุณภาพมาตรฐานเช่นเดียวกับโรงพยาบาล

ทั้งนี้ การบริการที่ร้านยาชุมชนอบอุ่นในระยะเริ่มต้น เน้นให้บริการด้านการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค 5 กิจกรรม ได้แก่ 1.การคัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) พร้อมแจกสมุดบันทึกสุขภาพ 2.การให้สุขศึกษา ความรู้ คำแนะนำด้านสุขภาพ และการใช้ยาอย่างสมเหตุผล 3.การเยี่ยมติดตามดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ร่วมกับทีมคลินิกหมอครอบครัว 4.การให้บริการคลินิกอดบุหรี่ และ 5.จ่ายยาเม็ดคุมกำเนิด โดยตั้งแต่ 1 พฤษภาคม เป็นต้นมา มีผู้รับบริการแล้วกว่า 400 คน คิดบริการรวมทั้งสิ้น 528 รายการ

ส่วนอนาคตมีแผนเพิ่มพื้นที่คลินิกหมอครอบครัวให้ครอบคลุมทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร โดยปีงบประมาณ 2563 เพิ่มขึ้นอย่างน้อยอีก 12 เขต รวมเป็น 23 เขต และโรงพยาบาลมีแผนสร้างระบบเทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ มาถึงร้านขายยา เพื่อให้ร้านขายยาสามารถส่งข้อมูลถึงผู้ป่วยและโรงพยาบาล พร้อมติดตามผลทางสุขภาพ

“จากเป้าหมายดังกล่าว คาดว่าเภสัชกรประจำในร้านยาชุมชนอบอุ่น จะเป็นเภสัชกรประจำครอบครัว ช่วยเติมเต็มระบบสุขภาพของประเทศ และตอบสนองนโยบายของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข ในการจัดระบบเพื่อให้ผู้ป่วยรับยาที่ร้านยาคุณภาพ เพิ่มความสะดวกให้กับประชาชนไม่ต้องรอคิวรับยา และช่วยลดความแออัดในโรงพยาบาล” นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว

ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการจะต้องเข้าเวิร์กช็อปร่วมกัน ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้ เพื่อสร้างทางเลือกที่เหมาะสม และมั่นใจว่าจะได้ยาที่มีคุณภาพมาตรฐาน  ซึ่งประมาณการไว้ว่า หากผู้ป่วยมาเติมยา (Refill) ที่ร้านยา ทางร้านจะได้ค่าดำเนินการราว 70 บาทต่อครั้ง โดยร้านไม่จำเป็นต้องสต็อกยา แต่ให้ทางโรงพยาบาลส่งเข้ามาแทน รวมถึงมีงบให้โรงพยาบาลเป็นค่าบริหารจัดการต่อร้านราว 3 หมื่นบาท ซึ่งงบในส่วนนี้เป็นงบประมาณใหม่ที่ใส่เข้าไปไม่รบกวนงบประมาณเดิมที่มีอยู่

นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา

“ร้านยาเขียวมะกอกเภสัช” เปิดมานานกว่า 40 ปี เป็น 1 ใน 10 ร้านยาชุมชนอบอุ่นในพื้นที่เขตจตุจักรที่เข้าร่วมโครงการในปีนี้ ภญ.นิดา เจียรธีรางกูร เภสัชกรร้านยาเขียวมะกอกเภสัช กล่าวว่า ทางร้านได้เข้าร่วมเป็นร้านยาชุมชนอบอุ่นในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา และได้เข้าร่วมอบรมกับทาง สปสช.ในการดำเนินกิจกรรมสุขภาพ ด้วยที่ตั้งของร้านยาอยู่ในชุมชน จึงมองว่าน่าจะมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพประชาชนได้

ช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา ทางร้านได้ให้บริการจ่ายยาเม็ดคุมกำเนิด จำนวน 10 ครั้ง การคัดกรองความเสี่ยงจำนวน 28 ราย และการให้สุขศึกษาความรู้สุขภาพจำนวน 54 ครั้ง รวมถึงมีคนไข้นำยาเดิมที่ใช้ หรือฉลาก ในกลุ่มโรคเรื้อรัง เช่น ความดัน เบาหวาน มาเติมยา (Refill) ราวร้อยละ 30-40 ต่อวัน ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุในละแวกใกล้เคียง ดังนั้น การเข้าร่วมโครงการ คาดว่าสามารถรับคนไข้จากโรงพยาบาลได้ 20 รายต่อวัน

“หากคนไข้เต็มใจที่จะมารับยาที่ร้านยา แปลว่าเขารู้สึกว่าการรอที่โรงพยาบาลค่อนข้างใช้เวลานาน หากมาที่นี่แล้วลดเวลาลงก็คาดว่าจะดีกับผู้ป่วยและโรงพยาบาล” ภญ.นิดา กล่าวทิ้งท้าย

ภญ.นิดา เจียรธีรางกูร

 การบริการ “ร้านยาชุมชนอบอุ่น”
– เน้นส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค
– คัดกรองพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCD) แจกสมุดบันทึกสุขภาพ
– ให้สุขศึกษา ความรู้ คำแนะนำด้านสุขภาพ และการใช้ยาอย่างสมเหตุผล
– เยี่ยมติดตามดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ร่วมกับทีมคลินิกหมอครอบครัว
– การให้บริการคลินิกอดบุหรี่
– จ่ายยาเม็ดคุมกำเนิด
– การรับยาที่ร้านยา การเติมยา (Refill) สำหรับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
– กิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคอื่น ๆ เพิ่มเติม