เด็กไทย1ใน5เผชิญความยากจนปัตตานีสูงสุดใน14จังหวัดกลุ่มพิเศษ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/388076

เด็กไทย1ใน5เผชิญความยากจนปัตตานีสูงสุดใน14จังหวัดกลุ่มพิเศษ

วันที่ 12 กันยายน 2562 – 13:25 น.
เด็กไทย,ยากจน,ปัตตานี

โดย…  -ปาริชาติ  บุญเอก qulaitylife4444@gmail.com –

ผลการศึกษาด้านความยากจนหลายมิติของเด็ก โดยสภาพัฒน์ ร่วมกับ องค์กรยูนิเซฟ ประเทศไทย พบว่า เด็กไทย 1 ใน 5 หรือ 21.5% กำลังเผชิญกับความยากจนในหลายมิติ โดยเฉพาะในด้านสุขภาพและการศึกษา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีสัดส่วนความยากจนหลายมิติของเด็กสูงสุด

เมื่อวันที่ 11 กันยายน สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ ร่วมกับ องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย แถลงผลการศึกษาล่าสุดด้านความยากจนหลายมิติของเด็ก โดยใช้ดัชนีชี้วัดความยากจนหลายมิติของเด็ก (Child Multidimensional Poverty Index หรือ Child MPI) ได้รับการสนับสนุนทางด้านวิชาการจากโครงการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และแก้ไขความยากจนแห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด (Oxford Poverty and Human Development Intiative – OPHI)

 4 ดัชนีชี้วัดความยากจนของเด็ก
การศึกษาดังกล่าว ใช้ข้อมูลของเด็กอายุระหว่าง 0-17 ปี จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย (MICS) ปี 2558-2559 โดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ จากการสัมภาษณ์ครัวเรือนมากกว่า 28,652 ครัวเรือนทั่วประเทศ โดยมีผู้หญิงที่อายุระหว่าง 15-49 ปี จำนวน 25,614 คน ผู้ชายอายุระหว่าง 15-49 ปี จำนวน 23,183 คน และมีเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ขวบ จำนวน 12,250 คน  (สัมภาษณ์แม่หรือผู้ดูแล) เพื่อช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สามารถจัดสรรทรัพยากรและการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการเสริมสร้างและการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการเสริมสร้างทุนทางมนุษย์ ลดความเหลื่อมล้ำ และขจัดความยากจนในทุกมิติ ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ผ่าน 4 ดัชนีชี้วัดความยากจนหลายมิติของเด็ก (Child-MPI) นอกเหนือจากด้านการเงิน โดยดูที่ความจำเป็นตามบริบทของประเทศไทย ได้แก่ ด้านการศึกษา คือ การได้เรียนรู้ การเข้าเรียน ด้านสุขภาพ คือ โภชนาการ การป้องกันสุขภาพ ด้านมาตรฐานการดำรงชีวิต ประกอบด้วย 5 ตัวชี้วัด คือ สภาพบ้านเรือน เชื้อเพลงการทำอาหาร การถือครองทรัพย์สิน บัญชีธนาคาร และน้ำดื่มที่สะอาด และ ด้านสวัสดิภาพเด็ก คือ การคุ้มครองเด็ก สภาพความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อมในครอบครัว ความรุนแรง

จินางค์กูร โรจนนันต์ ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน สภาพัฒน์ กล่าวในงานนำเสนอผลการศึกษาความยากจนหลายมิติของเด็กในประเทศไทย ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร ว่า ปัจจุบันการพัฒนาและยกระดับคน วัดด้วยมิติด้านการเงินอย่างเดียวไม่เพียงพอ ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 1 ได้กล่าวถึงการขจัดความยากจนทุกรูปแบบในทุกพื้นที่ ดังนั้น ความยากจนมีมิติอื่นๆ ที่เป็นข้อจำกัด และไม่ได้เป็นเพียงการมองภาพรวมของประเทศ แต่ต้องมองลงไประดับพื้นที่

“ทิศทางต่อไปการพัฒนาประเทศไม่ใช่การมองมิติตัวเงิน ต้องมีมิติอื่นๆ เพื่อกำหนดนโนบายและมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ของไทย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่อยู่ในภารกิจของสภาพัฒน์ เพราะเราได้มีการติดตามเรื่องความยากจน ความเหลื่อมล้ำมาโดยตลอด ที่ผ่านมา ยูนิเซฟ ได้ส่งทีมมาทำงานร่วมกับสภาพัฒน์ พูดคุยเกี่ยวกับบริบทของไทย โดยมีกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และกระทรวงศึกษาฯ ช่วยกันชี้เป้าว่ามิติใดบ้างที่สำคัญในการพัฒนาเด็ก และอะไรคือสิ่งที่ต้องแก้ไข เพื่อให้เด็กเข้าถึงการพัฒนาที่เหมาะสม ประเด็นต่อไปที่เป็นความท้าทายคือ การนำไปใช้” จินางค์กูร กล่าว

 เด็กไทย1ใน5เผชิญความยากจน
มนต์ทิพย์ สัมพันธวงศ์ ผู้อำนวยการกองพัฒนาฐานข้อมูลและภาวะสังคม สภาพัฒน์ กล่าวถึงผลการศึกษาดัชนีความยากจนหลายมิติในกลุ่มเด็กของไทย พบว่า มีเด็กที่มีสัดส่วนความยากจนหลายมิติ (H) ทั้งการศึกษา สุขภาพ มาตรฐานการดำรงชีวิต และสวัสดิภาพเด็ก กว่า 21.5% หรือ 1 ใน 5 ระดับความรุนแรงของความยากจน (A) 34.7% ดัชนีความยากจนหลายมิติ (MPI) 0.075 โดยมีความยากจนในมิติด้านการศึกษามากที่สุด 42% รองลงมา คือ ด้านสุขภาพ 30% ด้านสวัสดิภาพเด็ก 18% และมาตรฐานความเป็นอยู่ 10% ตามลำดับ โดยค่าดัชนี Child-MPI ของประชากรในเขตชนบทสูงกว่าเขตเมือง ทั้งความยากจนในหลายมิติ และระดับความรุนแรงของความยากจน

ขณะที่ผลการศึกษาแบ่งตามภูมิภาค พบว่า ภาคอีสานมีดัชนีค่า Child-MPI สูงที่สุด 0.088 รองลงมาคือ ภาคเหนือ 0.084 ภาคใต้ 0.072 ภาคกลาง 0.060 และกรุงเทพฯ 0.054 ทั้งนี้ แม้ว่าภาคอีสานจะมีสัดส่วนคนยากจนหลายมิติมากที่สุด แต่ระดับความรุนแรงของความยากจนยังต่ำกว่าภาคเหนือและภาคใต้ สะท้อนว่าแม้ภาคอีสานจะมีจำนวนเด็กยากจนหลายมิติมากกว่าภาคเหนือนั้นมีความรุนแรงของความยากจนมากกว่า

14 จังหวัด“ปัตตานี”ยากจนสูง
จากการศึกษาดังกล่าว ยังได้ลงลึกไปยัง 14 จังหวัด คัดเลือกจาก 9 จังหวัดที่มีความยากจนสูง และ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่า “ปัตตานี” เป็นจังหวัดที่มีค่าความยากจนหลายมิติในเด็ก (Child-MPI) สูงที่สุด 0.141 รองลงมา คือ กาฬสินธุ์ 0.132 นครพนม 0.120 ตาก 0.114 นราธิวาส 0.107 แม่ฮ่องสอน 0.101 กาญจนบุรี 0.080 ยโสธร 0.079 ศรีสะเกษ 0.076 สงขลา 0.070 สตูล 0.067 บุรีรัมย์ 0.065 ราชบุรี 0.062 และยะลา 0.045 โดยส่วนใหญ่ยากจนในมิติด้านการศึกษา กลุ่มที่น่าสนใจคืออายุระหว่าง 15-17 ปี เป็นกลุ่มที่ประสบกับวามยากจนหลายมิติในระดับที่รุนแรงที่สุด โดยเฉพาะด้านการศึกษากว่า 51.06% เนื่องจากเป็นวัยที่หลุดจากระบบการศึกษา เพราะอาจต้องออกมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว นอกจากนี้ ยังพบว่า เพศชายมีความยากจนหลายมิติสูงกว่าเพศหญิง รวมถึงระดับการศึกษาของหัวหน้าครัวเรือน ส่งผลต่อความยากจนหลายมิติของเด็กในครัวเรือนนั้นๆ

โธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ประเทศไทยและทั่วโลก ได้ร่วมมือกันเพื่อที่จะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง การลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากที่สุด คือ “การลงทุนในเด็ก” แต่การลงทุนในเด็กไม่ใช่แค่สิทธิเด็ก แต่เป็นการพัฒนาชีวิตของเขาจริงๆ ถือเป็นสิ่งที่เหมาะสมในการที่รัฐบาลประเทศต่างๆ จะต้องดำเนินการ ดังนั้น การศึกษาครั้งนี้ทำให้เราได้ข้อมูลเจาะลึกที่สำคัญ ที่ระบุว่าใครคือกลุ่มเด็กที่เปราะบางที่สุด โดยพิจารณาจากมิติอื่นๆ นอกจากเงิน

“ข้อมูลเหล่านี้ คือจุดเริ่มต้นที่จะนำไปสู่การพัฒนานโยบายและการกำหนดงบประมาณที่เหมาะสม ช่วยลดสัดส่วนเด็กยากจนในประเทศไทยทั้งหมดได้อย่างรวดเร็วหากได้รับการพัฒนาและต่อยอดให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็ก โดยเฉพาะกลุ่มเด็กยากจน ทั้งนี้ ทางยูนิเซฟจะจัดทำการศึกษานี้อย่างต่อเนื่อง โดยผลการศึกษาครั้งถัดไปจะมีขึ้นอีกครั้งในปลายปี 2563” โธมัส กล่าวทิ้งท้าย

 ความยากจนหลายมิติของเด็ก (Child-MPI) ระดับประเทศ
– สัดส่วนความยากจนหลายมิติ (H) 21.5% หรือ 1 ใน 5
– ระดับความรุนแรงของความยากจน (A) 34.7%
– ดัชนีความยากจนหลายมิติ (MPI) 0.075
– ยากจนด้านการศึกษา 42%
– ยากจนด้านสุขภาพ 30%
– ยากจนด้านสวัสดิภาพเด็ก 18%
– ยากจนด้านมาตรฐานความเป็นอยู่ 10% ตามลำดับ
ความยากจนหลายมิติของเด็ก (Child-MPI) 14 จังหวัด
1. ปัตตานี 0.141
2. กาฬสินธุ์ 0.132
3. นครพนม 0.120
4. ตาก 0.114
5. นราธิวาส 0.107
6. แม่ฮ่องสอน 0.101
7. กาญจนบุรี 0.080
8. ยโสธร 0.079
9. ศรีสะเกษ 0.076
10. สงขลา 0.070
11. สตูล 0.067
12. บุรีรัมย์ 0.065
13. ราชบุรี 0.062
14. ยะลา 0.045

หมู่บ้านโซลาร์ลดไฟฟ้า ตอบโจทย์ Energy for All

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/387929

หมู่บ้านโซลาร์ลดไฟฟ้า ตอบโจทย์ Energy for All

วันที่ 12 กันยายน 2562 – 13:05 น.
หมู่บ้านโซลาร์ลดไฟฟ้า

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com 

กระทรวงพลังงานประกาศนโยบายด้านพลังงานไฟฟ้า โดยทำให้พลังงานเป็นเรื่องของทุกคน หรือ Energy for All สนับสนุนภาคประชาชน ชุมชน มีส่วนร่วมทั้งในมิติ “ลดค่าใช้จ่าย” และ “สร้างรายได้” จากพลังงาน โครงการ “โซลาร์ภาคประชาชน” เมื่อกลางปี 2562 โดย “รัฐ” รับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์จากภาคประชาชนปริมาณ 10,000 เมกะวัตต์ นำร่องรับซื้อพลังงานแสงอาทิตย์จากหลังคาบ้าน หรือโซลาร์รูฟท็อป ทยอยรับซื้อปีละ 100 เมกะวัตต์ แบ่งรับซื้อผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) 70 เมกะวัตต์ และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) 30 เมกะวัตต์ โดยผู้มีสิทธิ์ยื่นชื่อเข้าโครงการต้องเป็นผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทที่ 1 หรือบ้านที่อยู่อาศัยเท่านั้น

ความน่าสนใจของโซลาร์ภาคประชาชน คือการกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเกินเหลือใช้จากประชาชนในราคา 1.68 บาทต่อหน่วย กำหนดเวลารับซื้อ 10 ปี ทำให้การติดตั้ง “โซลาร์รูฟท็อป” ในบ้านอยู่อาศัยมีความคุ้มทุนมากขึ้น “บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) หรือ SENA” นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีติดตั้งแผงผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้านที่อยู่อาศัยติดตั้งให้บ้านทุกหลังในโครงการยกเว้นบ้านที่มีราคาน้อยกว่า 1 ล้านบาท

เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.เสนาดี เวลลอปเม้นท์ เล่าว่า แนวคิดหลักในการทำบ้านเสนาโซลาร์ไม่ใช่เพียงความคุ้มค่าของลูกบ้านเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งเสริมการลดใช้พลังงานไฟฟ้า เพราะวิถีชีวิตของผู้คนในปัจจุบันล้วนต้องพึ่งพาการใช้ไฟฟ้าทำให้มีการใช้พลังงานไฟฟ้าจำนวนมาก และบางครั้งบางพื้นที่ก็ใช้พลังงานไฟฟ้าอย่างสิ้นเปลืองไม่คุ้มค่า

          อีกทั้งการจัดทำบ้านเสนาโซลาร์ยังถือเป็นการศึกษาและเก็บข้อมูลพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าของลูกบ้าน แบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 ครอบครัวใหญ่ที่มีทั้งคนทำงานนอกบ้านอยู่ร่วมกับผู้สูงอายุ หรือเด็กที่อยู่บ้านทั้งวัน กลุ่มนี้มีผู้ที่อาศัยอยู่บ้านในช่วงกลางวัน พบว่าโซลาร์รูฟท็อปผลิตไฟได้เฉพาะกลางวัน แล้วที่เหลือก็สามารถขายเข้ารัฐได้ กลุ่มนี้คุ้มใช้เอง เหลือขายก็คุ้ม

กลุ่มที่ 2 กลุ่มคนทำงานนอกบ้าน หรือกลุ่มที่อยู่เฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งจะทำให้มีไฟเหลือมากสุดที่จะขายคืนให้รัฐ และกลุ่มที่ 3 กลุ่มคนทำงานที่บ้านหรือฟรีแลนซ์ หรือกลุ่มคนที่มีกิจการร้านค้าซึ่งจะมีความคุ้มค่าในการใช้ไฟฟ้าจากโซลาร์มากสุด แต่เหลือจากใช้จะขายให้รัฐเช่นเดียวกัน
การติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปนอกจากช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับค่าไฟในแต่ละเดือนแล้วยังสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ด้วย โดยปกติการผลิตไฟฟ้า 1 กิโลวัตต์ต่อชั่วโมงจะปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากถึง 0.6 กก. แต่ถ้าหากเราใช้พลังงานแสงอาทิตย์ซึ่งเป็นพลังงานสะอาดมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าแทนจากการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปให้แก่บ้านทุกหลัง 2 กิโลวัตต์ ก็สามารถช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างต่ำ 2 ตันต่อปี หรือเทียบเท่ากับปลูกต้นไม้ใหญ่ 16 ต้นในระยะเวลา 10 ปี และยังสามารถปรับเพิ่มจำนวนแผงโซลาร์ได้ถึง 8กิโลวัตต์ ตามพฤติกรรมการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้าน
ปฐม ดุรงค์รุ่งเรือง เจ้าของธุรกิจสนทนา คาเฟ่  เล่าว่า การลดใช้พลังงานไฟฟ้า จริงๆ ไม่ใช่หน้าที่ของหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่ง แต่ทุกคนต้องช่วยกัน ซึ่งการที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ ทำให้เราได้เป็นส่วนหนึ่งในการลดพลังไฟฟ้า ลดค่าไฟ และที่สำคัญทำให้ได้นำไฟฟ้าไปขายต่อให้ภาครัฐอีกด้วย เพราะต้องยอมรับว่า วิถีชีวิตของเราทุกคนต้องใช้ไฟฟ้า หากใช้อย่างสิ้นเปลืองไม่มีการลด หากไม่ช่วยกันลดใช้พลังงานในสิ่งที่เราทำได้ ขณะเดียวกันก็ได้ช่วยภาครัฐในการผลิตพลังงานไฟฟ้าด้วย วันหนึ่งพลังงานไฟฟ้าก็คงหมดโลกไป และชีวิตของพวกเราก็จะลำบากมากขึ้น

ธนาคารน้ำใต้ดินหนองมะโมงแก้วิกฤติภัยแล้ง น้ำท่วมชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/387886

ธนาคารน้ำใต้ดินหนองมะโมงแก้วิกฤติภัยแล้ง น้ำท่วมชุมชน

วันที่ 11 กันยายน 2562 – 11:40 น.
ธนาคารน้ำใต้ดิน,ภัยแล้ง

โดย…   ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ยังคงประสบปัญหาภัยธรรมชาติโดยเฉพาะอุทกภัยและภัยแล้ง ที่ผ่านมามีเพียงการแก้ปัญหาตามสถานการณ์เท่านั้น ทำให้หลายพื้นที่ยังไม่ได้รับการแก้ปัญหาหรือมีมาตรการรับมืออย่างเป็นระบบ ต.หนองมะโมง อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งมาเป็นเวลากว่า 100 ปี ชาวบ้านส่วนใหญ่ทำไร่อ้อย ทำนา และปลูกมันสำปะหลัง “น้ำ” จึงเป็นปัจจัยสำคัญในการหล่อเลี้ยงชีวิตของคนในชุมชน

การแก้ปัญหาอีกทางหนึ่งคือการสร้างธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater bank) นำน้ำไปเก็บที่ชั้นใต้ดินในชั้นหินอุ้มน้ำเหมือนการฝากเงินไว้ที่ธนาคาร ช่วงหน้าฝนที่มีน้ำมากธนาคารน้ำใต้ดินจะช่วยดูดซับน้ำเพื่อนำไปกักเก็บไว้ที่ชั้นหินอุ้มน้ำ เมื่อถึงช่วงหน้าแล้งก็สามารถสูบน้ำมาใช้ได้ แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิดและธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด หากสามารถทำทั้งสองประเภทควบคู่กันไปจะมีประสิทธิภาพมากที่สุด

          ทั้งนี้ปี 2560  ชูชีพ สุพบุตร  นายกเทศมนตรีตำบลหนองมะโมง และคณะได้ไปศึกษาดูงานการทำธนาคารน้ำใต้ดินที่ ต.เก่าขาม อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี และนำมาทดลองปรับใช้กับพื้นที่ รวมถึงอุทิศที่ดินส่วนตัวกว่า 35 ไร่ เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้ธนาคารน้ำใต้ดินให้แก่ผู้ที่สนใจเข้ามาศึกษาดูงาน พร้อมเป็นพื้นที่ต้นแบบเพื่อให้ชาวบ้านได้เห็นภาพความสำเร็จของโครงการ โดย ได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ภายใต้ทุนโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคม โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการพัฒนานวัตกรรม

 วิเชียร สุขสร้อย รองผู้อำนวยการด้านเศรษฐกิจและสังคม NIA กล่าวว่า DISASTER x INNOVATION นวัตกรรมกับการจัดการความเสี่ยงและภัยพิบัติ ณ เทศบาลตำบลหนองมะโมง จ.ชัยนาท ว่า NIA ตระหนักถึงความสำคัญของการขจัดอุปสรรคความยากจนและปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในระดับชุมชน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการภัยพิบัติ สาธารณสุข การศึกษา การเกษตร ฯลฯ จึงมีการดำเนินโครงการหมู่บ้านนวัตกรรมเพื่อสังคมมุ่งแก้ไขปัญหาชุมชนในพื้นที่เป้าหมายด้วยนวัตกรรมรูปแบบต่างๆ ที่มีการพัฒนาต้นแบบหรือโมเดลที่สำเร็จแล้วให้สามารถกระจายสู่ชุมชน หรือองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โดยมุ่งเน้นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในจังหวัดยากจนของประเทศ หรือพื้นที่เป้าหมาย

โดยนำร่องในระยะที่ 1 ชุมชนเมืองจัง อ.ภูเพียง จ.น่าน ชุมชนอุ้มผาง อ.อุ้มผาง จ.ตาก ชุมชนหนองมะโมง อ.หนองมะโมง จ.ชัยนาท ระยะที่ 2 ชุมชนจะรัง อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี ชุมชนเฉลิม อ.ระแงะ จ.นราธิวาส และชุมชนแม่เหาะ อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน และระยะที่ 3 ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาคัดเลือกชุมชน

โครงการธนาคารน้ำใต้ดิน (ระบบปิด) มีโครงการที่จะทำธนาคารน้ำจำนวน 155 แห่ง ครอบคลุมพื้นที่ 3-4 หมู่บ้านในตำบล เป็นการทำธนาคารน้ำใต้ดินโดยระบบบ่อปิดมีวิธีการทำโดยการขุดหลุมเป็นรูปสี่เหลี่ยมหรือวงกลม กว้าง 30 ซม.ถึง 1 เมตร ลึก 1.20-1.50 เมตร ใช้ก้อนหินและชั้นทรายวางจนเต็มก้นหลุม เพื่อให้ได้น้ำที่ใสสะอาด ใช้พื้นที่น้อย ไม่มีผลกระทบต่อชาวบ้านที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียง แต่จำเป็นจะต้องมีการศึกษาด้านธรณีวิทยา และด้านภูมิศาสตร์เพื่อหาจุดลุ่มต่ำ หรือจุดที่เป็นทางน้ำไหล เพื่อทำให้น้ำสามารถไหลลงธนาคารน้ำใต้ดินได้ ซึ่งทฤษฎีนี้เป็นการอาศัยแรงโน้มถ่วงของโลก
ขณะเดียวกัน NIA ยังสนับสนุนโครงการของตำบลหนองมะโมงอีก 3 โครงการ ได้แก่ โครงการการบริหารจัดการธนาคารน้ำใต้ดินด้วยเทคโนโลยีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์พื้นที่ชุมชนหนองมะโมง โครงการระบบผลิตและส่งจ่ายก๊าชชีวภาพจากฟาร์มสุกรสำหรับชุมชนหนองมะโมงและโครงการระบบสูบน้ำพลังงานทดแทนแบบผสมสานของกังหันลมและโซลาร์เซลล์ลอยน้ำ

   สายัณห์ ฉุนหอม วิทยากรธนาคารน้ำใต้ดิน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้นแบบภาคกลาง อธิบายถึงข้อดีของการทำธนาคารน้ำใต้ดินว่า การทำธนาคารน้ำใต้ดินสามารถแก้ปัญหาน้ำท่วมขัง แก้ปัญหาพื้นที่แห้งแล้ง ช่วยเพิ่มระดับน้ำใต้ดิน น้ำบาดาล น้ำตื้น ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดินทำให้ต้นไม้และพืชเขียวขจี ลดอัตราการกระเหยของน้ำ ลดปริมาณน้ำเสียในชุมชน ลดความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐาน (ถนนขวางทางน้ำ การกัดเซาะถนนของน้ำหรือน้ำป่าไหลหลาก) ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและป้องกันไฟป่า ช่วยลดการเกิดโรคระบาดจากแมลงต่างๆ เช่น ยุง แมลงวัน รวมถึงแก้ปัญหาน้ำเค็ม โดยการส่งน้ำจากผิวดินลงไปกดทับน้ำเค็มมีความถ่วงจำเพาะมากกว่าไม่ให้ขึ้นมาปนเปื้อนน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และการเกษตร แต่ไม่สามารถทำได้ในเขตอุตสาหกรรม เช่น บ่อบำบัดน้ำเสียจากโรงงาน ในพื้นที่ที่มีสารเคมี เช่น ใช้ยาฆ่าแมลงสูง และสภาพทางธรณีวิทยาบางพื้นที่ต้องศึกษาข้อมูลก่อนการดำเนินการ

สายัณห์ ฉุนหอม

ศุภกฤต ภัทธรคุณานนท์ ที่ปรึกษาพิเศษนายกเทศมนตรีหนองมะโมง กล่าวว่า ปัจจุบันมีการทำธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิดกว่า 120 จุด ในพื้นที่หมู่ 1 บริเวณวัด และพื้นที่สาธารณะ รวมถึงมีธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด 1 แห่ง บริเวณพื้นที่สาธารณะ 90 ไร่ ซึ่งในช่วงแรกชาวบ้านก็ยังไม่เห็นด้วยเนื่องจากเขายังไม่เห็นความสำเร็จหลังจากทำมาได้เพียง 1 ปี จึงต้องมีศูนย์การเรียนรู้เพื่อให้ชาวบ้านเข้ามาศึกษา ใช้งบประมาณราว 3,900 บาทต่อบ่อ และสามารถดักน้ำได้ราว 5,000 ลิตรต่อบ่อ

ศุภกฤต ภัทธรคุณานนท์

“ปกติน้ำจะไหลจากใต้พื้นดินตามแรงเหวี่ยงของโลก ดังนั้น จึงมีการทดลองขุดเจาะบ่อน้ำภายในศูนย์การเรียนรู้ธนาคารน้ำใต้ดิน และพบว่าขุดไปเพียง 1.5 เมตร พบตาน้ำและมีน้ำไหลตลอดเวลา นอกจากนี้ภายในโรงพยาบาลประจำตำบลซึ่งเคยขุดบ่อน้ำบาดาลไว้ แต่แห้งแล้งขาดแคลนน้ำมานาน ปัจจุบันโรงพยาบาลมีน้ำพอใช้หมุนเวียนอย่างเพียงพอ โดยในอนาคตคาดว่าจะมีธนาคารน้ำให้ชาวบ้านใช้ได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี สิ่งเหล่านี้ต้องใช้เวลา” ศุภกฤต กล่าวทิ้งท้าย

 ธนาคารน้ำใต้ดิน (Groundwater bank)
– แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
ธนาคารน้ำใต้ดินระบบปิด
ธนาคารน้ำใต้ดินระบบเปิด
– ใช้งบประมาณเพียง 3,900 บาทต่อบ่อ
– ดักน้ำได้ราว 5,000 ลิตรต่อบ่อ
 ข้อดีของธนาคารน้ำใต้ดิน
– แก้ปัญหาน้ำท่วมขัง
– แก้ปัญหาพื้นที่แห้งแล้ง
– ช่วยเพิ่มระดับน้ำใต้ดิน น้ำบาดาล น้ำตื้น
– ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวดินทำให้ต้นไม้และพืชเขียวขจี
– ลดอัตราการกระเหยของน้ำ
– ลดปริมาณน้ำเสียในชุมชน
– ลดความเสียหายด้านโครงสร้างพื้นฐาน (ถนนขวางทางน้ำ การกัดเซาะถนนของน้ำหรือน้ำป่าไหลหลาก)
– ช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมและป้องกันไฟป่า
– ช่วยลดการเกิดโรคระบาดจากแมลงต่างๆ เช่น ยุง แมลงวัน
– แก้ปัญหาน้ำเค็ม โดยการส่งน้ำจากผิวดินลงไปกดทับน้ำเค็มมีความถ่วงจำเพาะมากกว่าไม่ให้ขึ้นมาปนเปื้อนน้ำเพื่ออุปโภค บริโภค และการเกษตร

แพทย์มช.สร้างเครือข่ายมะเร็งคัดกรอง ส่งต่อ ผู้ป่วย5จังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/387652

แพทย์มช.สร้างเครือข่ายมะเร็งคัดกรอง ส่งต่อ ผู้ป่วย5จังหวัด

วันที่ 10 กันยายน 2562 – 13:45 น.
แพทย์มชสร้างเครือข่ายมะเร็งคัดกรอง,มะเร็ง,ศพญ อิ่มใจ ชิตาพนารักษ์

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com –

อุบัติการณ์มะเร็งเต้านมถือเป็นมะเร็งชนิดที่พบมากอันดับหนึ่งของผู้หญิงไทยและทั่วโลก ประเทศไทยมีผู้ป่วยใหม่ 34 รายต่อวัน เสียชีวิตวันละ 10 ราย เนื่ิองจากการหลายคนยังเข้าไม่ถึงสิทธิตรวจคัดกรองอย่างแมมโมแกรม ทำให้ส่วนใหญ่ตรวจพบในระยะลุกลามเฉพาะที่ หรือระยะ 2 ขึ้นไป คลำเจอก้อน 4-5 เซนติเมตร  ซึ่งควรให้ความสำคัญผู้ป่วยที่อยู่ในระยะลุกลามและแพร่กระจาย

ศ.พญ. อิ่มใจ ชิตาพนารักษ์ หน่วยรังสีรักษาและมะเร็งวิทยา ภาควิชารังสีวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในงานประชุมมะเร็งเต้านมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครั้งที่ 4 ณ โรงแรมเอเชีย ว่าโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ถือเป็นมหาวิทยาลัยแพทย์แห่งแรกในภูมิภาค คนไข้จะถูกส่งมาจาก โรงพยาบาลขนาดเล็กสู่โรงพยาบาลประจำจังหวัด และมาที่ โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ กว่าคนไข้จะถูกส่งตัวมามะเร็งกระจายเข้ากระดูก กลายเป็นอัมพาตตลอดชีวิต จึงเกิดแนวคิดว่า จะทำอย่างไรให้หมอที่อยู่โรงพยาบาลรอบนอกส่งผู้ป่วยฉุกเฉินมาเร็วที่สุด

      ส่งต่อผู้ป่วย5จ.ทันการรักษา
จึงหาทางจะทำอย่างไรให้หมอที่อยู่โรงพยาบาลรอบนอกส่งผู้ป่วยฉุกเฉินมาเร็วที่สุด จนเกิดเป็นโครงการ “เครือข่ายมะเร็งเต้านมภาคเหนือตอนบน ในโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่” ปี 2552 โดยได้รับทุนสนับสนุนจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เริ่มต้นจัดตั้งเครือข่าย 5 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย แม่ฮ่องสอน พะเยา และลำพูน เพื่อจัดอบรมวิชาการพัฒนาศักยภาพให้แพทย์ พยาบาลและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ให้มีแนวทางการรักษาและช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีมาตรฐานเดียวกันในโรงพยาบาลขนาดเล็ก โรงพยาบาลประจำจังหวัดในการเตรียมพร้อมและคัดกรองอาการผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมได้เร็วขึ้น และส่งต่อผู้ป่วยอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ศ.พญ. อิ่มใจ ชิตาพนารักษ์

เริ่มจากการบริหารจัดการภายในโรงพยาบาลก่อน คัดเลือก 3 อาการที่ควรได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเร่งด่วนภายใน 24-48 ชั่วโมง ได้แก่ มะเร็งขึ้นสมอง เข้าไขสันหลัง และเข้าเส้นเลือดดำใหญ่ จัดอบรมหมอทั้ง 5 จังหวัดเพื่อให้รู้วิธีการรักษา ให้ยาสูตรง่ายลดการเดินทางมาที่เชียงใหม่รวมถึงจัดอบรมพยาบาลเรื่องการจัดระบบข้อมูลพร้อมแก้ปัญหาระบบประวัติการรักษาให้เป็นออนไลน์เพื่อให้ง่ายต่อการส่งตัว
นอกจากนี้ยังพัฒนาโครงการส่งตัวผู้ป่วยมะเร็งเต้านมมาฉายรังสีรักษา (Express Queue Online Emergency in Metastatic Breast Cancer) โดยคนไข้สามารถขอคิวรังสีรักษาทางระบบออนไลน์เพื่อความสะดวกรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ ทำให้การรักษามีความต่อเนื่องหากเป็นกรณีเร่งด่วนเพื่อประคับประครองคุณภาพชีวิตผู้ป่วยให้ดีขึ้นโดยได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนซึ่งจากโครงการดังกล่าว ทำให้เครือข่ายได้รับรางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติประจำปี 2558 สาขาพัฒนาระบบบริการดีเด่นจากสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.)
“คนไข้ไม่ต้องเดินทาง เราสร้างโรงพยาบาลลูกข่ายเพื่อให้ยาสูตรง่ายและสูตรกลาง เพราะคนไข้ที่ให้คีโมจะมีผลข้างเคียงมาก นอกจากนี้เรื่องการจัดคิวฉายแสงซึ่งต้องผ่านหลายขั้นตอนทำให้คนไข้ต้องเดินทางมาโรงพยาบาลกว่า 5 ครั้งเหลือเพียงครั้งเดียว” ศ.พญ.อิ่มใจ กล่าว

      สานต่อโครงการอบรม อสม.
นอกจากผู้ป่วยระยะลุกลามแล้วยังต้องให้ความสำคัญกับ “มะเร็งระยะแพร่กระจาย” หมายถึงหายไปแล้ว ตัดเต้านมไปแล้ว มีชีวิตอยู่ต่อไปก็อาจจะกลับมาเป็นได้อีกภายใน 2–10 ปี  มาต่อยอดโครงการเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในภาวะลุกลามและแพร่กระจายในปี 2558 โดยได้รับเงินทุนสนับสนุนจากสมาพันธ์ควบคุมโรคมะเร็งสากล องค์การอนามัยโลก หรือ Union of International Cancer Control – UICC, World Health Organization – WHO)

อบรมและพัฒนาความรู้แก่อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ในการช่วยติดตามอาการของผู้ป่วยหลังจากรักษาและกลับไปอยู่บ้าน ใช้สื่อการสอนเพื่อให้เข้าใจง่าย พัฒนาแอพพลิเคชั่นเพื่อให้ อสม.ทบทวนความรู้ การทดสอบความรู้หลังอบรม ลงพื้นที่ติดตามผลหลังจากอบรมไปแล้ว 6 เดือน ปัจจุบันอบรม อสม.ไปแล้วทั้งสิ้น 800 คน

 หายแล้วควรระวัง แต่อย่างระแวง
ผู้ป่วยโรคมะเร็งเต้านมในภาวะลุกลามและแพร่กระจายในความเป็นจริงถึงแม้จะรักษาโรคมะเร็งเต้านมหายแล้ว ก็ยังมีความเป็นไปได้ที่อาการจะกลับมาเป็นซ้ำอีกได้ ดังนั้นควรเฝ้าระวังและหมั่นตรวจติดตามต่อเนื่องเป็นระยะๆ  ผู้ป่วยต้องระวัง ควรรับประทานอาหารที่ดีและหลากหลายในสัดส่วนที่พอดีไม่ควรรับประทานอะไรซ้ำๆ  มะเร็งเต้านมชอบไขมัน ก็กินมันให้น้อยลงเท่านั้นเอง ควรจะใช้ชีวิตให้อยู่สบาย มีความสุข และควรเชื่อข้อมูลที่ได้รับการพิสูจน์หรือรับรองโดยผู้เชี่ยวชาญแล้ว
ศ.พญ.อิ่มใจ  เล่าว่า หลายคนกลัวการพบแพทย์ เพราะกลัวการกลับมาของโรคมะเร็ง เนื่องจากการรักษาค่อนข้างมีผลข้างเคียงและทรมานจากการรักษาในรูปแบบต่างๆ จึงรู้สึกท้อแท้ กังวล และตัดสินใจไม่พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ทำให้เมื่อเกิดโรคอีกครั้ง เกิดการลุกลาม ซึ่งในความเป็นจริงการเข้ารับการรักษาด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างถูกต้องจะช่วยลดปัญหา ลดความทรมานจากโรค และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น”

อย่างไรก็ตามหากผ่าตัดเต้านมแบบสงวนเต้า ควรตรวจแมมโมแกรมข้างที่เหลือปีละครั้ง หรือหากตัดทิ้งทั้งหมดอาจจะแพร่กระจายมาที่ผนังทรวงอกได้ อย่างไรก็ตามปัจจัยก็ขึ้นอยู่กับระยะแรกที่เป็นว่าเป็นหนักหรือไม่ คนเป็นมะเร็งควรใช้ชีวิตอย่างมีความสุขและอยู่อย่างไม่ระแวง

   ข้อปฏิบัติผู้ป่วยมะเร็งหลังจากรักษาหาย
– ติดตามเฝ้าระวังโรค 2-10 ปี
– ระวัง แต่อย่างระแวง
– รับประทานอาหารที่หลากหลายครบ 5 หมู่
– หากผ่าตัดสงวนเต้า ควรตรวจแมมโมแกรมข้างที่เหลือปีละครั้ง
– หากตัดทิ้งหมด ควรตรวจเช่นเดียวกัน
– เชื่อข้อมูลที่พิสูจน์ได้เท่านั้น

ยอดขายสุดปัง..พื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/387654

ยอดขายสุดปัง..พื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน

วันที่ 10 กันยายน 2562 – 12:30 น.
เทคนิคศรีสะเกษ,พื้นรองเท้า,เปลือกใยทุเรียน

พื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน เทคนิคศรีสะเกษยอดขายสุดปัง

ตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาเศรษฐกิจและความสามารถในการแข่งขันของไทย ด้านการพัฒนาภาคอุตสาหกรรมภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular – Green (BCG) Economy) โดยนำความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาพัฒนาต่อยอดและสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพและวัฒนธรรมในการผลิตสินค้าเกษตร อุตสาหกรรมและบริการของท้องถิ่น และการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาเพิ่มมูลค่า เพื่อลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ

ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จึงได้ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้เรียนอาชีวศึกษาค้นคิดสิ่งประดิษฐ์ที่เป็นวัสดุเหลือใช้จากธรรมชาติในชุมชนมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผนวกกับความรู้ทางวิชาชีพมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อต่อยอดในเชิงพาณิชย์ ให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้การทำธุรกิจและมีรายได้ระหว่างเรียน เกิดเป็นศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ทุกแห่ง

ยกตัวอย่าง ธุรกิจ “ผลิตและจำหน่ายพื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน” ของศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาวิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ ซึ่งได้ผ่านการคัดเลือกเป็นทีมธุรกิจธุรกิจดีเด่น จำนวน 20 ทีมสุดท้ายในโครงการของ สอศ.ที่ส่งเสริมการประกอบอาชีพอิสระในผู้เรียนอาชีวศึกษาที่จัดแสดงแผนธุรกิจในเดือนพฤศจิกายน 2562 และได้ผ่านการประเมินศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษาระดับภาค 4 ดาวอีกด้วย

ทิพย์สวรรค์ สุริหะ นักศึกษาชั้น ปวช.2 สาขาการบัญชี วิทยาลัยเทคนิคศรีสะเกษ เล่าว่า ทุเรียน จังหวัดศรีสะเกษ ปลูกในพื้นที่ดินภูเขาไฟ ทำให้เกิดคุณภาพพิเศษของเนื้อทุเรียน คือ เนื้อละเอียด ไส้แห้ง เม็ดน้อย และกลิ่นไม่แรงเหมือนทุเรียนอื่นๆ เกิดเป็นที่นิยม เกษตรกรจึงได้หันมาปลูกทุเรียนกันมากขึ้น และชาวบ้านก็นำทุเรียนมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่างๆ ทำให้มีเปลือกทุเรียนเหลือทิ้งเป็นขยะจำนวนมาก

จึงได้ศึกษาคิดค้นผลิตพื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน โดยศึกษาอัตราส่วนที่เหมาะสมระหว่างเส้นใยเปลือกทุเรียนกับยาง Compound ในการพัฒนาสูตรยางพื้นรองเท้าให้มีคุณภาพดี และมีคุณสมบัติพิเศษคือ นุ่ม น้ำหนักเบา สวมใส่สบาย แข็งแรง คงทน ไม่อุ้มน้ำ และมีราคาถูกกว่าในท้องตลาดซึ่งราคาเริ่มต้นขายคู่ละ 40 บาท ขณะที่ท้องตลาดขายกันคู่ละ 60-75 บาท ทำให้ช่วยผู้ประกอบการผลิตรองเท้า ลดต้นทุนการผลิตไปได้เป็นจำนวนมาก โดยพื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานอุตสาหกรรม มอก.131-2523 และ มอก.749-2531 ในการเปรียบเทียบคุณสมบัติเชิงกลและคุณสมบัติทางกายภาพของยางพื้นรองเท้าที่มีส่วนผสมระหว่างเส้นใยเปลือกทุเรียนกับยางคอมพาวด์ (Compound) และได้รับรางวัลรองชนะเลิศจากโครงงานวิทยาศาสตร์ พ.ศ.2561 อีกด้วย

ในช่วงทดสอบตลาด มีวิสาหกิจชุมชนเศรษฐกิจแนวคิดใหม่ในอาเซียน จังหวัดศรีสะเกษ ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ผลิตรองเท้าแฮนด์เมดเพื่อส่งขายทั้งในและต่างประเทศ สนใจพื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน โดยสั่งซื้อเป็นประจำต่อเนื่องอย่างน้อยเดือนละ 1,500 คู่ สร้างยอดขายให้ได้กว่า 60,000 บาท ต่อเดือน ปัจจุบัน พื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียน มียอดขายเป็นจำนวนนมาก ซึ่งตนและเพื่อนๆ ในทีมธุรกิจกำลังเตรียมแผนเพิ่มการผลิตให้ทันต่อยอดสั่งซื้อที่มีประจำอย่างต่อเนื่อง

พื้นรองเท้าจากเปลือกใยทุเรียนสามารถสั่งทำได้ตามความต้องการของลูกค้า โดยพื้นรองเท้าแตะขายในราคาคู่ละ 40 บาท และพื้นรองเท้าผ้าใบ หรือพื้นรองเท้าคัตชู ราคาคู่ละ 60 บาท นอกจากนี้ ยังได้พัฒนาต่อยอดผลิตภัณฑ์เป็นรองเท้าทำมือ (Hand made) สำเร็จรูปด้วยสนใจดูข้อมูลได้เฟซบุ๊กที่เพจ S-durian Shell-fiber หรือทางไลน์ไอดี : boonnada2010 หรือที่ศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการอาชีวศึกษา วิทยาเทคนิคศรีสะเกษ

รมว.ศธ. ย้ำนิยาม..รู้หนังสือ ต้อง ่เปลี่ยน ่ ตามโลก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/387584

รมว.ศธ. ย้ำนิยาม..รู้หนังสือ ต้อง ่เปลี่ยน ่ ตามโลก

วันที่ 9 กันยายน 2562 – 17:50 น.
รู้หนังสือ,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,โลกยุคดิจิทัล

รมว.ศธ.เปิดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ย้ำนิยามการรู้หนังสือ ต้อง “เปลี่ยน” ตามโลกยุคดิจิทัล เรียนรู้สื่อออนไลน์ ภาษาที่3 และภาษาคอมพิวเตอร์

เมื่อวันที่ 8  กันยายน 2562 – นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยในโอกาสเป็นประธานในพิธีเปิดกิจกรรมการเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ ประจำปี 2562” ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ อิมแพ็คฟอรั่ม เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี ว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะพัฒนาคนไทยให้มีความพร้อมในการดำรงชีวิตในศตวรรษที่ 21

เพื่อให้คนไทยในอนาคตเป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีแบบแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ  รัฐบาลจึงได้กำหนดนโยบายในการพัฒนาที่มุ่งพัฒนาคนในทุกมิติ ตามความเหมาะสมในแต่ละช่วงวัยให้มีความสมบูรณ์ เป็นคนดี มีวินัย เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ในมิติของการรู้หนังสือ หรือ “Literacy” ตามคำนิยามเดิม คือ การอ่านออก (Reading) เขียนได้ (Writing) และคิดเลขเป็น “Arithmetic” ที่เรียกว่า “The Three Rs” (3Rs) ซึ่งวงการศึกษาโลกได้เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2338 หรือเมื่อประมาณ 224 ปีมาแล้วนั้น ย่อมไม่เป็นการเพียงพออีกต่อไปแล้ว

นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ

           สำหรับโลกในยุคศตวรรษที่ 21 รัฐบาลจึงมีนโยบายเตรียมคนไทยสู่ศตวรรษที่ 21 โดยสร้างแพลตฟอร์มการเรียนรู้ใหม่ในระบบดิจิทัลให้มีทักษะการอ่านการเขียนหลายภาษา (Multiliteracies) โดยเฉพาะอย่างยิ่งทักษะด้านภาษาอังกฤษและภาษาที่สาม ที่สามารถสื่อสารและแสวงหาความรู้ได้ รวมทั้งภาษาคอมพิวเตอร์ (Coding) มีความพร้อมสำหรับโลกยุคดิจิทัล รักในการเรียนรู้ด้วยตนเองตามความสนใจและเหมาะสมกับช่วงวัย สามารถกำกับการเรียนรู้ของตนองได้ มีความรู้ ความเข้าใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล สื่อออนไลน์ และโครงข่ายสังคมออนไลน์ของคนไทย

และสามารถใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ผู้เรียนมีความรู้และระบบคิดในลักษณะสหวิทยาการ ซึ่งที่กล่าวมานี้คือ “Literacy” ในนิยามใหม่ ที่รัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี พยายามดำเนินการให้เกิดขึ้นกับพี่น้องคนไทยทุกคน เพื่อให้เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศที่มีประสิทธิภาพต่อไป

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ตามที่องค์การศึกษา วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือองค์การยูเนสโก ได้ประกาศให้วันที่ 8 กันยายน ของทุกปีเป็นวันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 เป็นต้นมา การจัดงานเฉลิมฉลอง “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2562 นี้ ในนามของกระทรวงศึกษาธิการ

โดยสำนักงาน กศน. ได้กำหนดให้มีการจัดงาน ณ ห้องแกรนด์ไดมอนด์ บอลรูม อิมแพ็ค เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรีแห่งนี้ โดยผู้เข้าร่วมงานประกอบด้วย ผู้อำนวยการยูเนสโก สำนักงานส่วนภูมิภาค กรุงเทพฯ และคณะ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการ คณะกรรมการส่งเสริม สนับสนุน และประสานความร่วมมือการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ภาคีเครือข่าย ผู้เข้ารับรางวัลประกาศเกียรติคุณ ผู้บริหารและบุคลากรของสำนักงาน กศน. รวมจำนวนทั้งสิ้นประมาณ 1,200 คน ภายใต้แนวคิดหลัก “กศน. กับการส่งเสริมการรู้หนังสือของชุมชนและสังคมไทย” ในการจัดกิจกรรม โดยในการจัดกิจกรรม จะมีการอ่านสารของผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโก

มิสออเดรย์ อาซูเลย์ (Ms. Audrey Azoulay) โดยผู้อำนวยการยูเนสโก สำนักงานส่วนภูมิภาค กรุงเทพฯ อ่านสารนายกรัฐมนตรีเนื่องในโอกาส “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2562 และกล่าวเปิดงาน โดย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมทั้งทำพิธีเปิดงาน “วันที่ระลึกสากลแห่งการรู้หนังสือ” ประจำปี 2562 ร่วมกับผู้อำนวยการยูเนสโก สำนักงานส่วนภูมิภาค กรุงเทพฯ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และเลขาธิการ กศน.

นอกจากนี้ ยังมีพิธีมอบโล่ประกาศเกียรติคุณ การปฏิบัติงาน กศน. ดีเด่น ระดับประเทศ ประจำปี 2561 มอบประกาศนียบัตร ข้าราชการพลเรือนดีเด่น สำนักงาน กศน. ประจำปี 2561 โดย คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ มอบประกาศเกียรติคุณ ผู้บังคับบัญชาลูกเสือดีเด่น ของสำนักงานลูกเสือแห่งชาติ ประจำปี 2561

“โดย นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในช่วงบ่ายได้จัดให้มีการบรรยายพิเศษ โดยผู้อำนวยการสำนักงานเลขาธิการรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือซีเมส การบรรยายพิเศษ เรื่อง “การเรียนรู้เพื่อความมั่งคั่ง” และพิธีมอบรางวัลประกาศเกียรติคุณ กศน. ประจำปี 2562 รวมถึงมอบเข็มเชิดชูเกียรติแก่ครู กศน.ประจำปี 2562 จำนวน 994 ราย เพื่อเป็นขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงานต่อไป ” นายการุณ กล่าวในที่สุด

ธา ธ่า พอนาที ร.ร.บ้านยะพอ ผ้าทอกะเหรี่ยงยับยั้งเชื้อรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/387467

ธา ธ่า พอนาที ร.ร.บ้านยะพอ ผ้าทอกะเหรี่ยงยับยั้งเชื้อรา

วันที่ 9 กันยายน 2562 – 11:50 น.
ธา ธ่า พอนาที,รรบ้านยะพอ,ผ้าทอกระเหรี่ยง

0 ศตายุ วาดพิมาย  0 ประชาสัมพันธ์ สพป.ตาก เขต 2 เรื่อง-ภาพ 

“จับฝ้ายเป็นมัด มาคัดเรียงเส้น ย้อมด้วยใจเย็น ค่อยเห็นเป็นใบกะเพรา ใบสัก ใช้หมักต้มใส่ เกิดสีเส้นใย สวยใสงามตา จัดเป็นผ้าทอ ก่อผืนล้ำค่า โยงเส้นฝ้ายมา ผูกต่อทอใจ” “ทักษะอาชีพดี มีคุณธรรม” อัตลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงความเป็นตัวตนของโรงเรียนบ้านยะพอ เน้นให้นักเรียนมีทักษะอาชีพที่ดี บนพื้นฐานของความมีคุณธรรม  โดยน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษาของในหลวงรัชกาลที่ 10 มีอาชีพ มีงานทำและที่สำคัญทางโรงเรียนได้เล็งเห็นความสำคัญของวัฒนธรรม และการสานต่อของภูมิปัญญาในท้องถิ่นซึ่งก็คือ “การทอผ้า” ตามวิถีของชาว ปกาเกอะญอ (กะเหรี่ยง)

ซึ่งสอดคล้องตามแนวพระราชดำริ พระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงเน้นเสมอว่าการพัฒนาหรือการดำเนินการอะไรก็ตามต้องยึดหลักสำคัญคือให้สอดคล้องกับภูมิสังคม คือทั้งในด้านพื้นที่ดิน ด้านสังคมวิทยาที่เกี่ยวกับนิสัยใจคอและพื้นฐานทางวัฒนธรรมของคนในพื้นที่เป็นหลัก นอกจากนี้ยังทรงอธิบายอีกว่า การพัฒนาไม่ใช่การสร้างสิ่งใหม่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นการรักษาสิ่งดีๆ ที่มีอยู่แล้วให้คงอยู่ด้วย

สุวิชชาภรณ์ กฤตยาเกียรณ   ผอ.โรงเรียนบ้านยะพอ เล่าว่าโรงเรียนแห่งนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณในการพัฒนาทักษะอาชีพให้นักเรียนยากจนพิเศษ จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ทำให้ได้ต่อยอดโครงการพัฒนาทักษะอาชีพของนักเรียนขึ้นอย่างเป็นระบบและเป็นรูปธรรม และโอกาสของนักเรียนเป็นชนเผ่าปกาเกอะญอและส่วนใหญ่ทอผ้าเป็นเพราะผู้ปกครองต้องทอผ้าใส่เองและทอให้บุตรหลานใส่ จึงเกิดการเรียนรู้ตามวิถีภายในครอบครัว

โรงเรียนจึงมีหน้าที่ในการส่งเสริมให้นักเรียนมีทักษะที่สามารถนำเอาความรู้ที่มีอยู่ไปประกอบอาชีพได้ โดยจะต้องคงความเป็นเอกลักษณ์ วัฒนธรรมของชาวปกาเกอะญอ  แต่อีกนัยหนึ่งก็ต้องให้เข้ากับยุคสมัย เมื่อได้แนวคิดแล้วจึงจัดให้มีโครงการพัฒนาทักษะอาชีพ “ผ้าทอปกาเกอะญอ” ซึ่งคำว่า ธา ธ่า แปลว่า ผ้าทอปกาเกอะญอ ส่วนพอนาที คือ กะเพรา ธาธ่า พอนาที ความหมายคือผ้าทอปกาเกอะญอที่ย้อมจากกะเพรา โดยเริ่มตั้งแต่การปลูกพืชเพื่อนำมาทำน้ำย้อม การย้อมเส้นฝ้าย การทอ การแปรรูปและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์นี้ขึ้น

“ครูนุกนิก” ณฐพร มูลวงษ์ และ “ครูบุ๋ม” รัตนาภรณ์ ลังกาวงศ์  ครูผู้สอนเล่าว่า จุดเริ่มต้นของการทอผ้าปกาเกอะญอกันเชื้อราของนักเรียนโรงเรียนบ้านยะพอนั้น เริ่มจากการพบกับปัญหาในช่วงฤดูฝนจะมีความชื้นเกิดตามผนังบ้านพัก ส่งผลให้มีเชื้อราขึ้นตามผนังและขึ้นตามเสื้อผ้าเป็นจำนวนมาก ในชั่วโมงสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์เพิ่มเติมในระดับมัธยมต้นจึงถามนักเรียนถึงปัญหาและแนวทางการแก้ไขเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่บทเรียนการทำโครงงานวิทยาศาสตร์ในขั้นระบุปัญหาและการหาแนวทางการแก้ไข
ซึ่งวัฒนธรรมคนชาวปกาเกะอญอแล้วจะมีการสวมใส่เสื้อ หรือผ้าถุงที่ทอมาจากเส้นฝ้ายที่เป็นวัตถุดิบที่เชื้อราขึ้นได้ง่าย จึงมีแนวคิดที่จะหาทางแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกับนักเรียนจึงได้สืบค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาเชื้อราดังกล่าว โดยจากการสืบค้นงานวิจัยของมหาวิทยาลัยหลายแห่งพบว่า ในใบกะเพรามีสาร eugenol ในน้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ยับยั้งแบคทีเรียจำพวก Aspergillus Fumigatus หรือเชื้อราที่เกิดขึ้นบนผ้าได้ จึงได้ใช้เป็นตัวอย่างโครงงานเพื่อใช้สอนในรายวิชาวิทยาศาสตร์

โดยการนำใบกะเพรามาย้อมเส้นฝ้ายแล้วนำไปทอด้วยกรรมวิธีของชาวปกาเกอะญอในหมู่บ้านจนได้เป็นผืนและลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งวิถีชีวิตและการทอผ้าที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวปกาเกอะญอที่ควรค่าแก่การรักษาไว้  จากแนวคิดที่กล่าวมาจึงเกิดเป็นโครงการแปรรูปผลิตภัณฑ์ผ้าทอปกาเกอะญอกันเชื้อรา
โดยใช้เวลาในส่วนของกิจกรรมลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ รับสมัครนักเรียนที่มีความสนใจ ซึ่งถือว่าเป็นการจุดประกายความคิดในด้านการแนะแนวอาชีพเพื่อการมีงานทำไปในตัวด้วย มีการขอความอนุเคราะห์วิทยากรเพื่อจัดอบรมการตัดเย็บกระเป๋า รวมถึงแนวทางในการหาตลาดเพื่อจัดจำหน่ายสินค้า นักเรียนสามารถช่วยกันออกแบบกระเป๋า หรือเครื่องแต่งกายในแบบที่ตนเองชอบ ได้เห็นแบบของกระเป๋าแต่ละแบรนด์ที่มีชื่อเสียงในการต่อยอดความคิด สิ่งนี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการให้นักเรียนได้เห็นถึงความสำคัญของสิ่งที่มีอยู่ในท้องถิ่นอย่างแท้จริง

ด.ญ.ลัดดาวรรณ ฤชุพิชิตโชคชัย นักเรียนชั้น ม.2 เล่าว่า ดีใจที่ได้มาฝึกการทอผ้าด้วยเครื่อง เพราะที่บ้านจะมีแต่การทอด้วยกี่เอว ทีแรกก็ยาก แต่เมื่อได้เรียนรู้ก็สามารถทำได้ หนูจะนำความรู้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ สร้างงานสร้างอาชีพให้คนในหมู่บ้านอยู่ดีกินดี
ด.ญ.ณัฐลิกา (ไม่มีนามสกุล) นักเรียนชั้น ม.2 กล่าวว่า ได้เรียนรู้ตัดเย็บกระเป๋า เสื้อผ้า มีครูบุ๋มและครูข้างนอกมาสอนพวกเราตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์จนถึงการตัดเย็บ สามารถ พัฒนาทักษะอาชีพ ผลิตภัณฑ์ผ้าทอปกาเกอะญอกันเชื้อราของโรงเรียนบ้านยะพอได้จดทะเบียนเป็นสินค้าโอท็อป หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ของอำเภอพบพระแล้ว ในชื่อ “ธา ธ่า พอนาที”

โรงเรียนบ้านยะพอ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ตั้งอยู่อำเภอพบพระ จ.ตาก เป็นโรงเรียนที่ตั้งอยู่ตามแนวตะเข็บชายแดนไทย-เมียนมาร์ ปัจจุบันมีนักเรียนจำนวน 394 คน เปิดการเรียนการสอนตั้งแต่ชั้นปฐมวัยถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนเป็นชาวเขาชนเผ่าปกาเกอะญอ หรือกะเหรี่ยง 100 เปอร์เซ็นต์ สนใจผลิตภัณฑ์ส่งเสริมทักษะอาชีพในโรงเรียน “ธา ธ่า พอนาที” ผลิตภัณฑ์ผ้าทอปกาเกอะญอกันเชื้อรา สอบถามได้ที่ สุวิชชาภรณ์ กฤตยาเกียรณ ผู้อำนวยการโรงเรียน โทร.06-2249-1547

อว.ทุ่ม 100 ล้าน ยกเครื่องงานวิจัยควอนตัมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/387161

อว.ทุ่ม 100 ล้าน ยกเครื่องงานวิจัยควอนตัมไทย

วันที่ 8 กันยายน 2562 – 00:30 น.
คมชัดลึก

อว.ทุ่ม 100 ล้าน ยกเครื่องงานวิจัยฯ “สุวิทย์” เผยปัจจุบันมีนักวิจัยควอนตัมกว่า 50 คน มั่นใจ รองรับนวัตกรรมเทคโนโลยีควอนตัม นำไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลาง

เมื่อเร็วๆนี้  ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (รมว.อว.) พร้อมด้วย รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ปอว.) และศ.สัมพันธ์ ฤทธิเดช เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมนำคณะผู้บริหารและหน่วยงานในสังกัดกระทรวงฯ ลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ รับฟังการนำเสนอแผนยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่และบทบาทในการพัฒนาภูมิภาค

โดยร่วมหารือแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แนวทางการนำองค์ความรู้สหสาขาของมหาวิทยาลัย อันประกอบด้วย สาขาวิชาทางด้านวิทยาศาสตร์ สังคมและมนุษยศาสตร์ มาเป็นพลังในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคม ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ จาก ศ.คลินิก นพ.นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) และคณะผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ณ ห้องตะวัน กังวานพงศ์ สำนักงานมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

พร้อมเยี่ยมชมศูนย์วิจัยและพัฒนาด้านควอนตัม มช. ต้นแบบและนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (deep technology)ที่สามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน เป็นรากฐานแกนกลางของการพัฒนาเทคโนโลยีในทุกสาขาอย่างก้าวกระโดดในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม รวมไปถึงการสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์ในอนาคต

ดร.สุวิทย์ กล่าวว่า ปัจจุบันนี้มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นแกนนำหลักในการพัฒนาและส่งเสริมองค์ความรู้ที่คุณภาพและได้มาตรฐานของโลก ทั้งในด้านของการพัฒนาคน การสร้างบัณฑิตคุณภาพ พร้อมสู่ศตวรรษที่ 21 เรียนรู้ที่จะพัฒนาศักยภาพของตัวเองตลอดเวลา ร่วมกันผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว อาทิ Smart Farming, Active Citizen, Zero-Waste และ AI for All ส่งเสริม พัฒนานวัตกรรมชุมชน, นวัตกรรมเชิงธุรกิจ และนวัตกรรมสังคม รวมถึงการปลดล็อก แนวคิดการดำเนินงานในรูปแบบเดิม ต้องปรับเปลี่ยนให้ทันโลกและตอบโจทย์ประเทศ

สำหรับเทคโนโลยีควอนตัม เป็นเทคโนโลยีแห่งศตวรรษที่ 21 ที่โลกกำลังให้ความสนใจ ประเทศไทยต้องเตรียมความพร้อมในการรับมือ เพราะในอนาคตเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาในชีวิตของเราอย่างเต็มตัว ต้องมี สถาบันเทคโนโลยีควอนตัมระดับชาติ เพื่อสร้างระบบนิเวศควอนตัมที่สมบูรณ์ ภายใต้เครือข่ายของนักวิจัย นักเทคโนโลยี และการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรมผ่านการประสานงานของอุทยานวิทยาศาสตร์ต่างๆ

โดยมีเป้าหมายหลัก 2 ประการ คือ สร้างความเข้มแข็งในการพัฒนาเทคโนโลยีควอนตัมของประเทศ ทั้งในแง่ความรู้ฐานราก ในแง่การตื่นตัวและโอกาสของทุนสมองรุ่นใหม่ และ ในแง่ศักยภาพของการพึ่งพาตนเองในด้านวิจัยและพัฒนา อันจะนำไปสู่เป้าประสงค์หลัก คือ การสร้างนวัตกรรมเทคโนโลยีควอนตัม เพื่อนำประเทศไทยก้าวพ้นกับดักรายได้ปานกลางด้วยระบบเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมระดับสูง

                                               ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์

ดร.สุวิทย์ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน ประเทศไทย มีจำนวนนักเรียนทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ซึ่งรวมถึงนักเรียนทุนโอลิมปิกฟิสิกส์ที่ได้รับการฝึกทักษะด้านเทคโนโลยีควอนตัมในต่างประเทศได้กลับมาปฏิบัติงานในประเทศไทยแล้วกว่า 16 คน 

นอกจากนี้ ยังมีนักวิจัยหลังปริญญาเอกและนักวิจัยที่กำลังศึกษาอยู่ต่างประเทศอีกจำนวนกว่า 21 คน ทั้งนี้ หากนับรวมนักศึกษาระดับปริญญาโท-เอกภายในประเทศด้วย ตัวเลขนักวิจัยควอนตัมในประเทศไทยจะเกินกว่า 50 คน จำนวนนี้ถือว่าเพียงพอที่จะเป็นบ่อเกิดของกระบวนการรังสรรค์นวัตกรรมฐานเทคโนโลยีควอนตัมในประเทศไทย

โครงการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีควอนตัม ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถือว่ามีความสมบูรณ์และความพร้อม เป็นที่รวบรวมบุคลากรที่เก่งด้านฟิสิกส์เป็นจำนวนมาก มีขีดความสามารถเชิงการวิจัยด้านวิทยาศาสตร์ควอนตัมที่โดดเด่น อีกทั้งยังได้ทำการพัฒนาเทคโนโลยีการทดลองและอุปกรณ์วิจัยมากมายเป็นของตนเอง มีความสามารถในการถ่ายโอนเทคโนโลยีดังกล่าวสู่ห้องวิจัยเกิดใหม่ทั่วประเทศ

ด้าน ผศ.ดร.วรานนท์ อนุกูล หัวหน้าห้องปฎิบัติการวิจัยทัศนศาสตร์เชิงอะตอมควอนตัมและอาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์และวัสดุศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มช. กล่าวว่า โครงการจัดตั้งศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีควอนตัม เพื่อสร้างต้นแบบและนวัตกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง (deep technology) ซึ่งสามารถนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและชุมชน

รวมไปจนถึงการสร้างผลตอบแทนเชิงพาณิชย์ ตลอดจนธุรกิจบ่มเพาะอันอาจจะเกิดขึ้นจากต้นแบบนวัตกรรมนั้น ๆ ซึ่งจะส่งผลให้ประเทศไทยเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมควอนตัมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นการเตรียมพร้อมการสถาปนาสถาบันเทคโนโลยีควอนตัมระดับชาติในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะเป็นรากฐานแกนกลางของการพัฒนาเทคโนโลยีในทุกสาขาอย่างก้าวกระโดดในยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งที่ 4 อย่างมั่นคงยั่งยืนต่อไป

โดยเริ่มต้นจากปี พ.ศ. 2563 เป็นต้นไป ด้วยงบการลงทุนเบื้องต้นของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่จำนวน 100 ล้านบาท ผนวกกับแผนงานด้านกำลังนักวิจัยฟิสิกส์วิศวกรรม วิศวกร และนักเทคโนโลยีควอนตัม จำนวนมากถึง 17-20 อัตรา จะทำหน้าที่เป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างประโยชน์จากงานวิจัยควอนตัมของประเทศไทย ที่สามารถดำเนินการได้ทันที และที่สำคัญเทคโนโลยีควอนตัม ได้ส่งเสริมและสร้างแพลตฟอร์มการทำงานให้กับอุทยานวิทยาศาสตร์ภูมิภาคของภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงการทำงานร่วมกันระหว่างภาคมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม มาระยะหนึ่งแล้วในการสนับสนุนให้เทคโนโลยีควอนตัมสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นการประยุกต์ใช้ในภาคอุตสาหกรรมเพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้มากขึ้น การส่งเสริมให้เกิดสตาร์ทอัพที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ที่ใช้นวัตกรรมในการสร้างงาน

ทั้งนี้ ดร.สุวิทย์และคณะ พบคณะผู้บริหารเครือข่ายมหาวิทยาลัยภาคเหนือ นำโดย ศ.คลินิก นพ.นิเวศน์ นันทจิต อธิการบดีมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่าง ๆ กว่า 50 ท่าน รวม 14 สถาบัน (ม.เชียงใหม่,มทร.ล้านนา,ม.นเรศวร,ม.แม่โจ้,ม.แม่ฟ้าหลวง,ม.พะเยา,มรภ.เชียงราย,มรภ.เชียงใหม่,มรภ.พิบูลสงคราม,มรภ.อุตรดิตถ์,มรภ.กำแพงเพชร,มรภ.นครสวรรค์,มรภ.ลำปาง,มรภ.เพชรบูรณ์) ณNSP Conference Hall อาคารอำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ (จังหวัดเชียงใหม่) เพื่อมอบนโยบายและกรอบยุทธศาสตร์ อววน.

โดยมุ่งเน้นการพัฒนา 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนากำลังคนและสถาบันความรู้ การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อตอบโจทย์ท้าทายของสังคม การวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และการวิจัยและสร้างนวัตกรรมเพื่อการพัฒนาเชิงพื้นที่และลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อเป็นแนวทางจัดการศึกษาตลอดจนให้บริการและส่งเสริมงานวิจัยต่าง ๆ ให้สอดรับกับการพัฒนายกระดับจังหวัด ภูมิภาค และประเทศชาติต่อไป

จากนั้นรับฟังการนำเสนอแนวคิดประสานพลังจากกลุ่มมหาวิทยาลัย และภาพรวมการดำเนินงานอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือจาก ผศ.ดร.ธัญญานุภาพ อานันทนะ ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในฐานะ แม่ข่ายดำเนินงาน และให้เกียรติชมการนำเสนอนวัตกรรมสู่ภูมิภาค ผลผลิตนวัตกรรมสร้างสรรค์ จากมหาวิทยาลัยเครือข่ายอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือผลงานความสำเร็จของผู้ประกอบการและเหล่า Startup พันธุ์ใหม่ ที่สร้างชื่อและช่วยยกระดับภาพลักษณ์และเศรษฐกิจของประเทศไทย

ตลาดวาดฝัน สร้างอาชีพ ช่วยเด็กไทยก้าวข้ามความจน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/387092

ตลาดวาดฝัน สร้างอาชีพ ช่วยเด็กไทยก้าวข้ามความจน

วันที่ 6 กันยายน 2562 – 13:22 น.
ตลาดวาดฝัน,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,อาชีพ,ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร-qualitylife4444@gmail.com

เด็กทุกคนล้วนมีความฝัน..แต่ใช่ว่าทุกคนจะได้ทำตามความฝันของตนเอง “ตลาดวาดฝัน” อีกหนึ่งกิจกรรมจุดประกายความฝันของเหล่าน้องๆ โดยเฉพาะเด็กยากจนพิเศษในโรงเรียนจากพื้นที่ต่างๆ ได้เข้ารับเงินอุดหนุนพร้อมส่งเสริมศักยภาพ สร้างโอกาส สร้างอาชีพ และรายได้

เครือข่ายตลาดวาดฝัน โครงการของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา เป็นกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพและทักษะชีวิต เพื่อให้นักเรียนทุนเสมอภาคสามารถพึ่งพาตนเองและดูแลครอบครัวได้อย่างยั่งยืนในอนาคต ซึ่งปัจจุบันมี 107 โรงเรียนทั่วประเทศเข้าร่วม

ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวเป็นประธานเปิดโครงการตลาดวาดฝัน ส่งต่อรอยยิ้ม สร้างโอกาส สร้างอาชีพ นักเรียนทุนเสมอภาค ที่โรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ จ.ปทุมธานี ซึ่งมีผลงานนักเรียนจาก 15 โรงเรียนร่วมจัดแสดง ว่าโครงการดังกล่าวทำให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้รับทราบข้อมูลที่เกี่ยวกับการศึกษาไทย โดยเฉพาะการสร้างโอกาสความเสมอภาคทางการศึกษาผ่านกิจกรรมที่จับต้องได้ เป็นแบบอย่างให้แก่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานได้นำไปปฏิบัติ ให้ศธ.นำข้อมูลไปวางแผนจัดสรรงบประมาณช่วยเหลือโอกาสทางการศึกษาเด็กยากจนในอนาคต ซึ่ง ศธ.มีนโยบายลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษา มุ่งสร้างความเท่าเทียมตั้งแต่ระดับขั้นพื้นฐานไปจนถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นความมุ่งมั่นและจุดยืนของศธ.ที่จะทำให้เห็นผลในเวลาอันรวดเร็ว

“ทุกกิจกรรมของเด็กๆ ที่นำมาเผยแพร่ครั้งนี้จะนำไปผลักดันในการสร้างความเสมอภาคการศึกษา เพราะสุดท้ายการศึกษาต้องทำให้ทุกคนพัฒนาสู่งานอาชีพที่มั่นคง ไม่ได้เป็นการศึกษาเพื่อให้คนกลับไปนั่งที่บ้านหรือเล่นเกม นักเรียนทุกคนต้องมีความมุ่งมั่น มีอาชีพการงานที่ต้องรับผิดชอบ ซึ่งศธ.จะนำเอาข้อมูลของทั้งประเทศมาวิเคราะห์เพื่อดูแลนักเรียนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะนักเรียนที่มีสถานะยากจนหรือยากจนพิเศษที่มีมากกว่า 1.8 ล้านคน หรือ 25% เพื่อพัฒนาให้เข้าถึงการศึกษาอย่างเท่าเทียม”

งบประมาณที่กองทุนกสศ.ได้รับ อาจไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับจำนวนของเด็กที่ต้องได้รับการดูแล รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า กองทุนนี้ช่วยเด็กยากจนพิเศษที่ครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อเดือนต่ำกว่า 1,250 บาท ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ความยากจน และเมื่อดูรายได้ต่อเดือนก็ไม่สามารถส่งเสริมให้ลูกหลานเข้าถึงการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ กระบวนการวันนี้จะเป็นตัวผลักดันแก้ไขปัญหาความยากจนให้เกิดขึ้น ดังนั้นสถานศึกษาทุกแห่ง ครูทุกคนมีโอกาสช่วยเหลือประเทศให้การศึกษาที่เท่าเทียมแก่เด็กได้ ยิ่งในขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย เด็กตอนนี้ต้องรับผิดชอบดูแล หากเด็กทุกคนได้รับโอกาส เป็นคนเก่งมีความรู้ความสามารถ มีอาชีพก็จะสามารถช่วยขับเคลื่อนประเทศต่อไปได้

“หลายคนอาจมองว่าการศึกษาไทยมีปัญหาอย่างมาก แต่ส่วนตัวผมมองว่าเป็นโอกาสที่จะเป็นผู้นำด้านการศึกษาได้หากทุกภาคส่วนร่วมกัน ตั้งแต่สถานศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน ครู พี่น้องในชุมชน กองทุนกสศ. ไปจนถึงภาคเอกชน ภาคประชาสังคมเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหา ลดความเหลื่อมล้ำ จึงอยากให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามาช่วยผลักดันแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน อีกทั้งการจัดสรรงบประมาณจะต้องเชื่อมโยงกับตัวชี้วัดว่างบที่ให้ไปเด็กได้รับโอกาสทางการศึกษาที่แท้จริงหรือไม่ หลังจากนี้จะขอให้สพฐ.นำโครงการการสร้างอาชีพสร้างรายได้ที่กองทุนกสศ.ดำเนินการอยู่ไปต่อยอดขยายครอบคลุมให้มากขึ้น” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

สำหรับโครงการเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข จัดสรรแบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ มอบให้นักเรียน ทั้งค่าเดินทาง ค่าครองชีพ และมอบให้โรงเรียนในการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพ ทักษะชีวิต ต่อยอดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนของศธ.

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ประธานคณะกรรมการบริหาร กสศ. กล่าวว่า ตลาดวาดฝันได้เสนอตัวอย่างโครงการทักษะอาชีพที่เป็นการต่อยอดจากข้อมูลทั้งด้านวิชาการและด้านต่างๆ ดังนั้น ถือเป็นโอกาสดีที่ รมว.ศึกษาธิการ ได้เข้าร่วมงาน เพราะศธ.มีกลไกกว้างขวาง สามารถขยายผลได้มากขึ้น เนื่องจากโจทย์ที่ทำค่อนข้างใหญ่ คือการช่วยลดอุปสรรคการศึกษาที่อาจทำให้เด็กต้องออกจากระบบการศึกษา ซึ่งเงินอุดหนุน ทุนการศึกษาที่มอบให้เด็กนั้น เป็นการให้โรงเรียนได้จัดโปรแกรมส่งเสริมทักษะอาชีพ เพราะการจะทำแบบสงเคราะห์อย่างเดียวไม่ยั่งยืน จำเป็นต้องส่งเสริมให้เด็กมีทักษะอาชีพ เมื่อจบการศึกษาจะได้มีอาชีพ เป็นหนทางที่จะฝ่าวงล้อมความยากจนข้ามรุ่นไปได้

ความยากจนส่งผลให้เด็กมีความเสี่ยงหลุดออกจากระบบการศึกษา นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ. กล่าวว่า โครงการทุนเสมอภาคได้เริ่มมาปีกว่าแล้ว ซึ่งมีการสนับสนุนเด็กยากจนพิเศษ 7 แสนคน ครอบคลุม 9 พันกว่าโรงเรียน นอกจากนั้นมีการพัฒนาครูทั่วประเทศประมาณ 4 แสนคน และกองทุน กสศ. มีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลที่มีความแม่นยำ ซึ่งกองทุนเสมอภาคที่ กสศ.ได้รับการจัดสรรจากรัฐบาลได้งบประมาณไม่มาก ตลาดวาดฝันจึงเป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นว่าการจัดการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและการส่งเสริมทักษะอาชีพนำไปสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการได้หลากหลายรูปแบบ

คำนึง ดิษฐโรจน์ ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนอก จ.ปัตตานี กล่าวว่า ที่นี่เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่นักเรียนส่วนใหญ่มาจากครอบครัวยากจน พ่อแม่มีรายได้น้อย บางคนก็มาจากครอบครัวแตกแยก นอกจากการสอนด้านวิชาการให้แก่เด็กๆ แล้วต้องสอนทักษะด้านอาชีพด้วย เพราะที่ผ่านมาโรงเรียนพยายามฝึกทักษะอาชีพแก่เด็ก แต่ด้วยงบประมาณที่มีจำกัดและไม่มีครูผู้สอน ซึ่งเมื่อโรงเรียนได้เข้าร่วมเครือข่ายกองทุน กสศ. ทำให้ได้รับเงินอุดหนุน ขณะเดียวกันครูผู้สอนก็ได้ไปศึกษาเรียนรู้การทำขนมผ่านยูทูบจึงนำมาสอนเด็กๆ กลายเป็นกิจกรรมห้องขนมสำหรับเด็ก ที่นอกจากจะช่วยส่งเสริมการทำงานเป็นทีม การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า การกล้าแสดงออก และการอ่านออกเขียนได้แล้ว ยังทำให้เด็กมีรายได้ระหว่างเรียนและมีทักษะอาชีพที่ติดตัวไปทำงานในอนาคตได้ด้วย

ประสาร ไตรรัตน์วรกุล

 ต้นแบบโครงการจัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนทุนเสมอภาค
-ขนมเบเกอรี่ เค้กหน้านิ่ม โรงเรียนชุมชนวัดเสด็จ จ.ปทุมธานี
-ผลิตภัณฑ์ไข่เค็มชนเผ่า โรงเรียนโชติคุณะเกษม บ้านเมืองงาม จ.เชียงใหม่
-ขนมบ้านนอก เค้กกล้วยหอมธัญพืช โรงเรียนบ้านนอก จ.ปัตตานี
– ชาใบหม่อน ข้าวเกรียบใบหม่อน โรงเรียนราษฎร์บำรุงธรรม จ.กาญจนบุรี
– ชาใบเมี่ยง โรงเรียนสกาดพัฒนา จ.น่าน
– ขนมโดนัทสูตรสมุนไพร โรงเรียนท่าปลาอนุสรณ์ 1 จ.อุตรดิตถ์
-ผลิตภัณฑ์เห็ดนางฟ้าภูฏาน/เห็ดทอด โรงเรียนบ้านบ่อพระ จ.สุราษฎร์ธานี
-ผลิตภัณฑ์ไข่ไก่ เห็นขอนขาว โรงเรียนผาสุกประชานุกูล จ.อุดรธานี
-ชาสมุนไพรหายาก โรงเรียนมัธยมตลาดใหญ่วิทยา จ.ขอนแก่น
-น้ำยาล้างจาน พับผ้ารูปสัตว์ โรงเรียนบ้านเนินรัก จ.เพชรบุรี
– ปลูกผักพืชเกษตรโรงเรียนวัดโคกสมานคุณ จ.สงขลา
-กาแฟ โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคีเชียงราย จ.เชียงราย
-ตำแซบอีสาน ขนมไทย โรงเรียนสระขุดดงสำราญวิทยา จ.สุรินทร์
-การทำผ้าปักม้ง โรงเรียนแม่ตะละวิทยา จ.เชียงราย
-หมูห่อใบชา โรงเรียนพญาไพรไตรมิตร จ.เชียงราย
ที่มา:กองทุนเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.)

เฮ!นักเคมีไทย แยกCBDบริสุทธิ์สำเร็จ สนองสธ.ปลดล็อค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/386954

เฮ!นักเคมีไทย แยกCBDบริสุทธิ์สำเร็จ สนองสธ.ปลดล็อค

วันที่ 6 กันยายน 2562 – 00:05 น.
่คมชัดลึก

เฮ! นักเคมีไทย แยกCBDบริสุทธิ์จากกัญชาสำเร็จ สนองสธ.ปลดล็อคสารสกัดCBDบริสุทธิ์ และTHCไม่เกิน 0.2%ไม่เป็นยาเสพติด เล็งเสนอรัฐบาล”ลุงตู่”ผลิตส่งออก

วันที่ 6 ก.ย.2562 – รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ หรือ อ.อ๊อด นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์ แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งมีใบอนุญาตครอบครองและผลิตสารสกัดบริสุทธิ์จากกัญชา  เปิดเผย “คมชัดลึก ออนไลน์” ว่า ได้รายงาน ความคืบหน้าของงานวิจัย ที่ได้ทำการสกัดสารบริสุทธิ์ CBD หรือ Cannabidiol จากกัญชาของกลางที่ได้รับจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) เป็นผลสำเร็จแล้ว

โดยมีความบริสุทธิ์สูงถึง 99% จากการวิเคราะห์ด้วยเทคนิค HPLC และ 1H-NMR งานวิจัยครั้งนี้ รศ. ดร. วีรชัย ระบุว่า ห้องปฏิบัติการเน้นการสกัดสารบริสุทธิ์ เพื่อนำไปทดสอบฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาต่างๆในห้องปฏิบัติการต่อ

“นอกจาก CBD ที่สกัดแยกให้บริสุทธิ์แล้ว ยังมี Detra 8 THC และ Detra 9 THC รวมถึง CBN ด้วย โดยงานวิจัยนี้ ใช้เทคนิคการสกัดเริ่มต้นด้วยคาร์บอนไดอ๊อกไซด์เหลว (Supercritical CO2 Extraction) ก่อน หลังจากนั้นนำไปกลั่นโมเลกุล และผ่านเข้าระบบโครมาโทรกราฟฟี ก่อนการตกผลึกซ้ำด้วยสภาวะที่เหมาะสม” รศ.ดร.วีรชัย กล่าว

รศ.ดร.วีรชัย กล่าวอีกว่า ในต่างประเทศ สาร CBD บริสุทธิ์ มีการพัฒนานำไปทำยาได้หลากหลาย รวมถึงใช้เป็นสารตั้งต้นในการสังเคราะห์ยาสำคัญต่างๆอีกมาก ที่สำคัญมาราคาแพงมาก กิโลกรัมกว่า 4 ล้านบาท หากรัฐบาลสนับสนุนในเรื่องการผลิตส่งออก จะสามารถนำเงินเข้าประเทศได้อย่างมหาศาล

“นักเคมีไทย แยกCBDบริสุทธิ์จากกัญชาสำเร็จ ตอบสนองกระทรวงสาธารศณสุขประกาศปลดล็อค สารสกัดCBDบริสุทธิ์ และTHCไม่เกิน 0.2%ไม่เป็นยาเสพติด คาดว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เตรียมเสนอรัฐบาลเพื่อสนับสนุนให้ไทยผลิต ไทยใช้ และผลิตส่งออก คาดจะนำเงินเข้าประเทศจำนวนมหาศาล ” รศ.ดร.วีรชัย กล่าว

ทั้งนี้ วันศุกร์ ที่ 6 ก.ย.2562 เวลา 13.30 น. ณ ห้องประชุม กำพล อดุลวิทย์ | อาคารสารนิเทศ 50 ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กทม. โดย ดร. ดำรงค์ ศรีพระงาม  รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร และทีมงานห้องปฏิบัติการวิจัยกัญชาเพื่อการแพทย์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จะแถลงข่าวเรื่องความคืบหน้า งานวิจัย ผลการทดสอบสารสกัดบริสุทธิ์ จากกัญชาของกลาง

รวมถึงความคืบหน้าการทดสอบสารสกัดบริสุทธิ์ของกัญชาทางเภสัชวิทยา ในระดับห้องปฏิบัติการ และชี้แจงเกี่ยวกับใบอนุญาต ครอบครอง และการผลิตสารสกัดกัญชาบริสุทธิ์ สอดคล้องกับกฎกระทรวง ที่ปลดล็อคสารสกัดบริสุทธิ์ ของกระทรวงสาธารณสุข/ในงานพบกับเครื่องมือไฮเทค บางส่วน(Cannabis analysis HPLC) ที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ และ VDO บรรยากาศการสกัดและการทดลอง