ม.วลัยลักษณ์ มุ่งสู่ World Class University

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/389864

ม.วลัยลักษณ์ มุ่งสู่ World Class University

วันที่ 23 กันยายน 2562 – 00:30 น.
มวลัยลัยลักษณ์,ศดรสมบัติ ดรสมบัติ ธำรงธัญวงศ์,อธิการบดีมวล,มุ่งสู่ World Class University,เปิด3วิทยาลัยนานาชาติ
เปิดอ่าน 49 ครั้ง

มวล. ขับเคลื่อนนโยบายความเป็นนานาชาติมุ่งสู่ World Class University นำกรอบมาตรฐาน UKPSFมาใช้ เปิด3วิทยาลัยนานาชาติ มุ่งปั้นบัณฑิตสื่อสารได้ ปรับภูมิทัศน์รับสากล

วันที่ 23 ก.ย. 2562 – ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดี ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์มีพัฒนาการและเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีการเปิดการเรียนการสอนครอบคลุมทั้งด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และด้านมนุษยศาสตร์สังคมศาสตร์ มีนักศึกษาในระดับปริญญาตรี โทและเอก ประมาณ 8,000 คน

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยกำลังขับเคลื่อนนโยบายความเป็นนานาชาติเพื่อมุ่งไปสู่ World Class University โดยได้นำกรอบมาตรฐานวิชาชีพเพื่อการสอนและการสนับสนุนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพของประเทศอังกฤษ UKPSF (United Kingdom Professional Standards Framework) เพื่อให้อาจารย์ได้พัฒนาการสอนนักศึกษาให้มีทักษะการคิด วิเคราะห์ สังเคราะห์มากกว่าการเรียนแบบท่องจำ ซึ่งการเรียนการสอนภายใต้กรอบ UKPSF จะเริ่มใช้เต็ม100 % ตั้งแต่เทอมแรก ปีการศึกษา2562 พร้อมกันนี้มหาวิทยาลัยยังได้ลดขนาดห้องเรียนให้เล็กลง ปรับปรุงห้องเรียนให้มีความทันสมัยเป็นห้องเรียนอัจฉริยะแบบ Smart Classroom

ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กล่าวต่อไปว่า มหาวิทยาลัยยังได้จัดตั้งวิทยาลัยทันตแพทยศาสตร์นานาชาติ วิทยาลัยสัตวแพทยศาสตร์นานาชาติ อัครราชกุมารี และวิทยาลัยนานาชาติเปิดสอนหลักสูตรบัญชีนานาชาติ หลักสูตรท่องเที่ยวนานาชาติ และหลักสูตรโลจิสติกส์นานาชาติ ซึ่งมีนักศึกษาต่างชาติมากว่า 10 ประเทศเดินทางมาเรียนที่มหาวิทยาลัย

นอกจากนี้มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้ปรับสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อรองรับความเป็นนานาชาติที่เกิดขึ้น ประกอบด้วย การพัฒนาห้องปฏิบัติการให้เป็น Smart Laboratory การนำรถไฟฟ้า Smart Mobility มาใช้เป็นระบบขนส่งภายใน การใช้ระบบ Smart Security ติดตั้งกล้อง CCTV ครอบคลุมทั่วทั้งมหาวิทยาลัย ดูแลความปลอดภัยตลอด 24 ชั่วโมง การสนับสนุนให้นักศึกษาไปปฏิบัติงานสหกิจศึกษาต่างประเทศมากขึ้น การปรับปรุงพัฒนาSport Complex และFitness ให้ทันสมัยมีมาตรฐานสากล การสร้างสวนวลัยลักษณ์เพื่อเป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของนักศึกษาบุคลากรและประชาชนชาวจังหวัดนครศรีธรรมราชและใกล้เคียง

“ที่สำคัญมหาวิทยาลัยกำลังดำเนินโครงการก่อสร้างศูนย์การแพทย์ ม.วลัยลักษณ์ ให้โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์ที่ทันสมัยที่สุดในภาคใต้ตอนบน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนและส่งเสริมความโดดเด่นของมหาวิทยาลัยมากยิ่งขึ้น”  ศาสตราจารย์ ดร.สมบัติ กล่าว

ด้าน รองศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ ไหมศรีกรด รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศและพัฒนาการเรียนการสอน ม.วลัยลักษณ์ กล่าวเสริมว่า การปฏิรูปการสอนภาษาอังกฤษเป็นอีกนโยบายที่มีความสำคัญในการสร้างบัณฑิตที่มีคุณภาพก้าวทันโลก โดยมหาวิทยาลัยมีการจัดตั้งสถาบันภาษา จ้างอาจารย์ชาวต่างชาติมากกว่า 90 % มาสอนภาษาอังกฤษ ให้นักศึกษาเรียนภาษาอังกฤษทุกภาคการศึกษา เป็นเวลา 2 ปี รวม 6 ภาคการศึกษา ขณะเดียวกันกำหนดให้ทุกหลักสูตรสอนเป็นภาษาอังกฤษ ในชั้นปีที่ 2 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 และชั้นปีที่ 3 ขึ้นไปไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 เพื่อให้นักศึกษาสามารถใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันและแข่งขันในเวทีโลกได้

“ในรอบ3ปีที่ผ่านมาอาจารย์ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รับตำแหน่งทางวิชาการระดับ ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์และผู้ช่วยศาสตราจารย์รวมกันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า และล่าสุดมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ยังได้รับการจัดอันดับสถาบันที่มีงานนวัตกรรมลำดับที่ 429 ของโลก ลำดับที่ 148 ของเอเชียและลำดับที่ 6 ของประเทศไทย และเป็นสถาบันที่มีผลงานวิจัยตีพิมพ์ ลำดับที่ 696 ของโลก ลำดับที่ 255 ของเอเชียและลำดับที่ 7 ของประเทศไทย จากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยที่มีผลงานวิจัยระดับนานาชาติ โดย SCImago Institutions Rankings 2019 รวมถึงการจัดอันดับบทความวิจัยตีพิมพ์ในฐาน Nature Index ของมหาวิทยาลัยในประเทศไทย ระหว่าง 1 มิถุนายน 2561 ถึง 31 พฤษภาคม 2562 พบว่า ผลงานตีพิมพ์ด้าน Physical Science ใน Nature Index ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์อยู่อันดับที่ 4 ของประเทศไทยด้วย”รองศาสตราจารย์ ดร.สุรินทร์ กล่าว

เตือนภัย ช้างป่า ล่วงหน้า คน-ช้าง อยู่ร่วมกันปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/389527

เตือนภัย ช้างป่า ล่วงหน้า คน-ช้าง อยู่ร่วมกันปลอดภัย

วันที่ 20 กันยายน 2562 – 14:00 น.
อุทยานแห่งชาติกุยบุรี,ช้างป่า,คน
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com 

ปัญหาความขัดแย้งระหว่างช้างป่ากับคน ณ ผืนป่ากุยบุรี เกิดขึ้นยาวนานนับสิบๆ ปี ชาวบ้านต่างบอกเล่าถึงความเดือดร้อนที่สวนยาง สวนสับปะรด โดนช้างป่าทำลายกลางดึกจนได้รับความเสียหาย ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นช้างถูกวางยา วางตะปูเรือใบ ช็อตไฟฟ้า เผานั่งยาง กระทั่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเรียกคืนผืนป่า 1 หมื่นไร่ คืนแหล่งที่อยู่อาศัยแก่ช้าง

พื้นที่ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งประกอบด้วย 8 อำเภอ มีพื้นที่ติดป่า ทะเล และชายแดนพม่าทั้ง 8 อำเภอ หลังติดเขา หน้าติดน้ำ มีประชาชน 5.2 แสนคน อาชีพหลัก คือ ทำการเกษตร ปลูกมะพร้าว สับปะรด ซึ่งเป็นพืชที่ช้างป่าชอบ ขณะที่บริเวณอุทยานแห่งชาติกุยบุรี มีพื้นที่ครอบคลุม อ.ปราณบุรี อ.สามร้อยยอด อ.กุยบุรี อ.เมืองประจวบคีรีขันธ์ เป็นป่าต้นน้ำซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญทั้งพันธุ์ไม้ สัตว์ป่า มีเนื้อที่ 605,625 ไร่ หรือ 969 ตารางกิโลเมตร เป็นแหล่งที่พบสัตว์ป่าจำนวนมาก รวมถึงช้างป่า กระทิง และเสือโคร่ง จนได้รับการยกย่องจากนักท่องเที่ยวว่าเป็นซาฟารีธรรมชาติที่สมบูรณ์ที่สุด

สะอาด ทองนาค อายุ 62 ปี ซึ่งอาศัยในพื้นที่เล่าว่า ที่ผ่านมาชาวบ้านเดือดร้อนเพราะช้างป่าออกมาทำลายสวนยาง สวนสับปะรด กลางดึกอย่างต่อเนื่อง สวนยางถูกชนโค่นล้มเสียหาย ออกมากรีดยางตอนกลางคืนไม่ได้เพราะเป็นเวลาที่ช้างออกหากิน นอกจากนี้ ไร่สับปะรดของชาวบ้านก็ถูกช้างกินเพราะเขารู้ว่าเป็นอาหาร แม้จะทำรั้วก็โดนช้างเหยียบพังทั้งหมด

“ช้างออกมากัน 10-30 ตัว ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นช้างถูกวางยาตายไป 3 ตัว วางตะปูเรือใบ ช็อตไฟฟ้า เผานั่งยาง กระทั่งในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเรียกคืนผืนป่า 1 หมื่นไร่ เพื่อเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของช้าง หลังจากที่มีการติดตั้งระบบดังกล่าว คาดว่าจะช่วยเฝ้าระวังช้างได้ และปัญหาน่าจะลดลง” สะอาด กล่าว

สะอาด ทองนาค

ซึ่งภายใต้ผืนป่าที่งดงามอุดมสมบูรณ์ กลับซ่อนไว้ด้วยความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างมาอย่างยาวนานนับสิบๆ ปี กระทั่งล่าสุด กลุ่มทรู ร่วมกับ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช และองค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ร่วมแก้ปัญหาช้างป่าออกนอกพื้นที่ เปิดศูนย์เฝ้าระวังช้างป่าด้วยระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Kuiburi’s Elephant Smart Early Warning System) ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี ลงนามความร่วมมือ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2560 และเริ่มทดลองระบบในเดือนพฤศจิกายน 2561

ล่าสุด วราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เป็นประธานในพิธีเปิดศูนย์เฝ้าระวังช้างป่าด้วยระบบเตือนภัยล่วงหน้า ณ อุทยานแห่งชาติกุยบุรี เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในพื้นที่อุทยานแห่งชาติกุยบุรี กรมอุทยานแห่งชาติฯ ว่า ได้น้อมนำพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อวันที่ 5 กรกฎาคม 2542 ว่า “ช้างป่าควรอยู่ในป่า เพียงแต่ต้องทำให้ป่านั้นมีอาหารช้างเพียงพอ การปฏิบัติคือ ให้ไปสร้างอาหารช้างในป่าเป็นแปลงเล็กๆ และกระจาย กรณีช้างป่าออกมาที่ชายป่า ต้องให้ความปลอดภัยแก่ช้างป่า”

กรมอุทยานฯ น้อมนำพระราชดำรัสมาใช้เป็นหลักในการแก้ปัญหาความขัดแย้งดังกล่าว แต่ปัญหายังไม่หมดไป เราเข้าใจปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรเป็นอย่างดี ช้างเป็นสัตว์ที่มีความฉลาด ไม่ว่าจะป้องกันอย่างไรก็ออกมาอยู่ดี ดังนั้น การเปิดศูนย์เฝ้าระวังช้างป่าฯ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นของความสำเร็จในการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และประชาชนในพื้นที่ที่จะร่วมแก้ปัญหาคนกับช้าง

 ติดกล้อง 25 จุด เฝ้าระวังช้าง
ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านนวัตกรรมและความยั่งยืน กลุ่มทรู กล่าวถึงการทำงานของระบบ Elephant Smart Early Warning System ว่า ระบบดังกล่าว เป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการสื่อสารร่วมกับการใช้กล้องดักถ่ายภาพอัตโนมัติ (Camera Trap) และพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Smart Early Warning System) ในคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนแบบทันทีทันใด เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ในการเฝ้าระวังช้างป่าและชุมชนในพื้นที่

มีการติดตั้ง Camera Trap พร้อม SIM แล SD Card บริเวณด่านที่ช้างออกรวม 25 ด่านก่อนถึงพื้นที่สวนชาวบ้านราว 1 กิโลเมตร เมื่อช้างหรือวัตถุใดๆ เคลื่อนไหวผ่าน กล้องจะทำการบันทึก และส่งภาพไปยังระบบคลาวด์ โดยเจ้าหน้าที่ ณ ศูนย์ปฏิบัติการ (Control Room) จะทำการสกรีนและส่งภาพเข้ามือถือผ่านอีเมลของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบแต่ละจุด เพื่อแจ้งเตือนให้ดำเนินการผลักดันช้างเข้าพื้นที่ป่าผ่านแอพพลิเคชั่น Smart Adventure ซึ่งหลังจากผลักดันช้างสำเร็จ จะบันทึกข้อมูลต่างๆ อาทิ พิกัดด่านที่ช้างออก จำนวนช้าง เวลา ความเสียหาย เป็นต้น โดยระบบคลาวด์จะประมวลผล เพื่อใช้ในการวิเคราะห์และแก้ปัญหาต่อไป

ไทยประกาศเจตนารมณ์2P Safetyความปลอดภัยผู้ป่วย-บุคลากรสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/389566

ไทยประกาศเจตนารมณ์2P Safetyความปลอดภัยผู้ป่วย-บุคลากรสุขภาพ

วันที่ 20 กันยายน 2562 – 13:56 น.
อนุทิน ชาญวีรกูล,2P Safety,สาธารณสุข,ความปลอดภัย,ผู้ป่วย
เปิดอ่าน 94 ครั้ง

โดย…  -ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com – 

ประเทศไทยประกาศนโยบายขับเคลื่อนความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข (Patient and Personnel Safety : 2P Safety) ตั้งแต่ปี 2559 มีการเรียนรู้จากเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ โดยมีระบบรายงานอุบัติการณ์ที่เชื่อมโยงระบบทั้งประเทศและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาร่วมกัน และมีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการขับเคลื่อนความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข” จาก 16 องค์กรภาคี โดยสถาบันรับรองคุณภาพสถานพยาบาล (องค์การมหาชน) หรือ สรพ. เป็นทีมเลขานุการ มีการกำหนดยุทธศาสตร์ความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข (พ.ศ.2561-2564)

ภายในงาน “วันแห่งความปลอดภัยของผู้ป่วยโลก และวันแห่งความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุขของประเทศไทยประจำปี 2562” จัดโดย สรพ. กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และภาคีเครือข่าย เมื่อเร็วๆ นี้ ประเทศไทยประกาศเจตนารมณ์ขับเคลื่อนเรื่อง “ความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุข” พร้อมกับนานาประเทศทั่วโลก และมอบกิตติกรรมประกาศให้โรงพยาบาลที่ประกาศนโยบาย 2P Safety ในปี 2562 จำนวน 208 แห่ง

นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) ปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ประเทศไทยก้าวสู่ระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและความปลอดภัยเพื่อทุกคน” ว่าการที่ประเทศไทยจัดงานวันแห่งความปลอดภัยของผู้ป่วยโลก ครั้งที่ 1 และวันแห่งความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุขของประเทศไทย ครั้งที่ 3 แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีความตื่นตัวในการพัฒนาระบบบริการที่สอดคล้องกับทิศทางของโลก และสร้างพลังในการขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่องด้วยการขยายการพัฒนาระบบที่ครอบคลุมทั้งความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากร ซึ่งเป็นสิ่งที่จะนำมาซึ่งความร่วมมือ ความไว้วางใจและการสร้างทีมที่มีเป้าหมายร่วมกันทั้งผู้ให้และผู้รับบริการ

การที่โรงพยาบาลประกาศและตระหนักถึงการสร้างความปลอดภัยในระบบบริการ ให้ความสำคัญในการพัฒนาระบบ เพื่อป้องกันข้อผิดพลาด คลาดเคลื่อนที่สามารถป้องกันได้เชิงระบบ รวมถึงการสื่อสารสร้างความเข้าใจและสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ป่วยและญาติในการร่วมกันเป็นทีมเพื่อช่วยกันดูแลผู้ป่วยให้ปลอดภัย เข้าใจถึงข้อจำกัดและความเสี่ยงต่างๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้น โดยโรงพยาบาลแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะไม่ละเลยและพร้อมพัฒนาปรับปรุงระบบเพื่อสร้างคุณภาพและความปลอดภัยจะนำมาซึ่งความเชื่อถือและน่าไว้วางใจในระบบบริการจากประชาชน ลดปัญหาการฟ้องร้องและความไม่เข้าใจในระบบบริการ

ขณะเดียวกันอีกด้านของการให้บริการผู้ป่วย บุคลากรทางสาธารณสุขเป็นบุคลากรที่เสียสละทำงานอย่างหนักแทบจะตลอดเวลาแต่ก็มีโอกาสที่จะเกิดความไม่ปลอดภัยกับบุคลากร ทั้งความไม่ปลอดภัยจากการทำงาน การติดเชื้อ การประสบอุบัติเหตุจากการส่งต่อผู้ป่วย การถูกฟ้องร้อง ภาวะเครียดจากการทำงานและภาระงาน และการถูกทำร้ายร่างกายระหว่างปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งการที่โรงพยาบาลคำนึงถึงและให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าวของบุคลากร และร่วมกันพัฒนาให้เกิดระบบป้องกันและดูแลบุคลากรให้ปลอดภัยจะเป็นการเสริมสร้างขวัญและกำลังใจในการทำงานให้แก่บุคลากรทางสาธารณสุข

“ความปลอดภัยเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะหากเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จากการรักษาพยาบาลใดๆ เกิดขึ้น จะกระทบทั่งผู้ให้ผู้รับบริการและอาจต่อเนื่องไปจนถึงครอบครัวและสังคม ดังนั้นการที่ตื่นตัวให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยเรียนรู้จากข้อผิดพลาด เพื่อพัฒนาระบบบริการให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัย ก็เท่ากับเราทำเพื่อการพัฒนาให้พวกเราทุกคนปลอดภัย เป็นการพัฒนาระบบบริการเพื่อพวกเราทุกคน” นายอนุทินกล่าว

ขณะที่ นพ.กิตตินันท์ อนรรฆมณี ผู้อำนวยการ สรพ. ให้ข้อมูลว่า คณะกรรมการขับเคลื่อนความปลอดภัยฯ มีการกำหนดยุทธศาสตร์ความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรทางสาธารณสุข ระยะเวลา 4 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2561-2564 ภายใต้วิสัยทัศน์ คือ ประเทศไทยมีระบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพและความปลอดภัยสำหรับทุกคน มี 5 ยุทธศาสตร์หลัก คือ 1.สร้างบุคลากรสาธารณสุขให้มีศักยภาพและความตระหนักในเรื่องความปลอดภัย 2.สร้างความร่วมมือกับเครือข่ายภาคประชาสังคม ผู้ป่วยและองค์กรต่างๆ ในระบบบริการสุขภาพ 3.พัฒนากลไกและระบบสนับสนุนที่จำเป็นต่อคุณภาพและความปลอดภัยของระบบบริการสุขภาพ 4.สร้างระบบรายงาน เรียนรู้ และวัดผลลัพธ์บริการสุขภาพที่มีคุณภาพและความปลอดภัย และ 5.เพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมกำกับ ตรวจสอบ และอภิบาลระบบบริการสุขภาพ

“จากยุทธศาสตร์นี้เกิดการขับเคลื่อนมีโรงพยาบาลสมัครใจประกาศเป็นโรงพยาบาลเพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วยจำนวน 163 แห่งในปี 2560 และเพิ่มเป็น 370 แห่งในปี 2561 และปี 2562 เพิ่มอีก 208 แห่ง ซึ่งมีการประกาศเป้าหมายความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุขประเทศไทย มีการสื่อสารไปยังโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศเกี่ยวกับแนวปฏิบัติและบูรณาการอยู่ในมาตรฐานการรับรองคุณภาพสถานพยาบาล มีการพัฒนาระบบเฝ้าระวังเพื่อนำอุบัติการณ์มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อพัฒนาระบบบริการสาธารณสุข ซึ่งมีรายงานเข้ามามากกว่า 2 แสนอุบัติการณ์ รวมถึงมีการจัดทำสื่อเพื่อสร้างความปลอดภัยในระบบริการโดยชุดสื่อ อย่าลืมถามหมอ อย่าลืมบอกหมอ ให้ประชาชนมีส่วนร่วม” นพ.กิตตินันท์ กล่าว
การขับเคลี่อนเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วยและบุคลากรสาธารณสุขของประเทศไทย มีเป้าหมายและทิศทางที่สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก หรือฮู และประเทศอื่นๆ ทั่วโลก ที่ให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยของผู้ป่วย

 เสียงผู้ให้-ผู้รับบริการสำคัญ
ศุภลักษณ์ ชารีพัด พยาบาลวิชาชีพชำนาญ รพ.ขอนแก่น ในฐานะผู้ให้บริการสาธารณสุขโดยเป็นพยาบาลห้องฉุกเฉิน สะท้อนว่า ตลอดหลายปีที่อยู่ในวิชาชีพพยาบาลและปฏิบัติงานในห้องฉุกเฉิน ทำให้รับทราบความสูญเสียที่เกิดขึ้นในการส่งต่อผู้ป่วยเสมอ เช่น กรณีรถพยาบาล รพ.บ้านไผ่ เกิดอุบัติเหตุขากลับจากส่งต่อคนไข้เพราะพนักงานขับรถหลับในจากการที่ต้องควงเวร 24 ชั่วโมง

หรือกรณี รพ.ร้อยเอ็ด ที่ต้องออกส่งต่อผู้ป่วยกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดไป รพ.ขอนแก่น ตอนเวลาตี 4 เกิดอุบัติเหตุทำให้พยาบาลวิชาชีพที่เพิ่งทำงานได้ 1 ปีกว่าเสียชีวิต โดยหนี้กองทุนกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ยังไม่หมด บ้านที่เพิ่งสร้างยังไม่เสร็จ ซึ่งพยาบาลรายนี้เป็นความหวังเดียวของพ่อแม่ เท่ากับความหวังพ่อแม่พังทลาย แม้จะมีค่าชดเชยแต่ก็ไม่คุ้ม เป็นเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยเหตุว่าบุคลากรต้องควงเวรหรือมีโรคประจำตัวบางอย่าง และโครงสร้างรถพยาบาลที่มีการใช้อยู่ในปัจจุบันไม่ปลอดภัยเท่าที่ควร เมื่อต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและรถเกิดอุบัติเหตุ ด้วยโครงสร้างภายในรถทำให้อุปกรณ์กระแทกหน้าท้อง หน้าตา ทั้งที่รู้แต่ก็ยังจำเป็นต้องใช้งานรถเช่นนั้นต่อไป เพราะหวังที่จะให้คนไข้มีชีวิตรอดเนื่องจากคนไข้ที่ต้องส่งต่อส่วนใหญ่เป็นคนไข้สีแดง ฉุกเฉินวิกฤติ
“ทุกครั้งที่ขึ้นรถพยาบาลเพื่อส่งต่อคนไข้ก็คิดตลอดว่าจะมีโอกาสกลับสู่ครอบครัวหรือไม่ เพราะคนที่พยายามต่อลมหายใจให้คนอื่นแต่ตัวเองมีความเสี่ยงต่อชีวิตเสมอขณะนำส่งผู้ป่วย อยากให้มีการหยุดความสูญเสียที่เกิดขึ้น ขอให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจ ทำให้ความปลอดภัยเป็นจริง เช่น ปรับปรุงโครงสร้างรถให้ปลอดภัย ดูแลบุคลากรให้มีความพร้อมและเพื่อนร่วมทางบนถนน” ศุภลักษณ์กล่าว

อีกหนึ่งเสียงจาก ภิญญามาศ โยธี ในฐานะผู้รับบริการสาธารณสุขเล่าว่า เมื่อปี 2546 ไปคลอดลูกคนแรกที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งแล้วมีเหตุการณ์ทำให้ลูกเสียชีวิต  ซึ่งก่อนหน้านี้แพทย์บอกว่าครรภ์สมบูรณ์ดี กระทั่งตอนที่ไปตรวจครรภ์ก่อนคลอดช่วง 8 เดือน แพทย์แจ้งว่าเด็กไม่กลับหัว เมื่อเจ็บท้องคลอดตอน 3 ทุ่มได้แจ้งแพทย์เรื่องเด็กไม่กลับหัว แพทย์บอกสามารถคลอดเองได้ จนเบ่งอยู่เป็นเวลานาน รู้สึกว่าไม่ไหวร้องขอให้แพทย์ผ่าคลอด แต่แพทย์ยังยืนยันให้คลอดเอง จนสุดท้ายความดันขึ้นสูงจึงให้ผ่าฉุกเฉิน

กระทั่งตอนเช้าเลยไปถึงบ่ายแพทย์ถึงเข้ามาแจ้งว่าลูกเสียชีวิต ตอนนั้นมีคำถามมากมายว่าทำไมลูกต้องตาย ทำไมแพทย์ไม่ผ่าคลอดทั้งที่แจ้งแล้ว แต่วินาทีนั้นเห็นความรับผิดชอบของแพทย์ทุกอย่าง จึงยอมรับความสูญเสียที่เกิดขึ้น ไม่รับและเรียกร้องค่าเสียหายอะไรเลย แต่ขณะเดินออกจากโรงพยาบาลในใจก็คิดว่า “จะไม่กลับมาที่นี่ เพราะเรารู้สึกไม่ปลอดภัย”
5 ปีต่อมา ตั้งครรภ์ลูกคนที่ 2 ขณะที่ตัวเองเป็นลิ่มเลือดอุดตัน โดยรักษาและฝากครรภ์ที่โรงพยาบาลเอกชนที่เป็นประกันสังคม ตอนนั้นตั้งครรภ์ได้ 1 เดือนครึ่ง ถามแพทย์ว่าสามารถตั้งครรภ์ได้หรือไม่ กลัวลูกจะพิการเพราะแม่ต้องรับยารักษาลิ่มเลือด แพทย์จึงเปลี่ยนการรักษาจากยากินเป็นยาฉีด แต่ในที่สุดโรงพยาบาลเอกชนก็ส่งตัวมาเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลรัฐแห่งเดิมตอนอายุครรภ์ 5 เดือน และแพทย์ที่นี่ก็ปรับมาให้ยากิน

แม้จะรวบรวมความกล้าถามแพทย์ว่าขอรับยาฉีดได้หรือไม่เพราะเป็นมาตรฐานเดียวการรักษาคนท้อง
แต่แพทย์ตอบว่า “รักษาที่ไหนก็ต้องยอมรับการรักษาที่นั่น” ทำให้ต้องหยุดคัดค้านแพทย์ทุกอย่าง และเมื่อเห็นที่ซองยาเขียนว่าห้ามใช้ในคนท้อง ก็ถามเภสัชกรอีกครั้ง แต่แพทย์ยืนยันว่าต้องกิน เพราะถ้าไม่กินเลือดจะไปเลี้ยงสมองเด็กไม่พอ จึงกิน จน 1 เดือนผ่านไป มาพบแพทย์ เด็กน้ำท่วมสมอง เมื่อคลอดลูกมาหูหนวก ตาบอด และแยกทางกับสามีเมื่อลูกอายุ 5 เดือน พยายามวิ่งไปหน่วยงานต่างๆ เพื่อร้องเรียน สุดท้ายจึงจบที่การขึ้นศาล และตัดสินคดีกระทั่งได้รับชัยชนะ
“สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวเองถึง 2 ครั้งนั้น ถึงวันนี้อยากให้มีหน่วยงานรัฐมาดูแลความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากการรับบริการทางการแพทย์ให้จริงจัง เพื่อผู้เสียหายที่เกิดขึ้นทุกคน และอยากให้พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ได้รับผลกระทบจากระบบบริการสาธารณสุขที่เป็นการดูแลทั้งผู้ให้และผู้รับบริการมีผลบังคับใช้โดยเร็ว” ภิญญามาศ กล่าว

ค่ายเด็กโรคหัวใจแต่กำเนิด ให้ความรู้พื้นฐาน เช็กดูแลหัวใจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/389375

ค่ายเด็กโรคหัวใจแต่กำเนิด ให้ความรู้พื้นฐาน เช็กดูแลหัวใจ

วันที่ 19 กันยายน 2562 – 13:30 น.
ค่ายเด็กโรคหัวใจแต่กำเนิด
เปิดอ่าน 74 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร– qualitylife4444@gmail.com –

ปัจจุบันประเทศไทยมีอัตราการคลอดประมาณ 7 แสนทารกแรกเกิดต่อปี ซึ่งในจำนวนดังกล่าว ทารกแรกคลอด 1% หรือประมาณ 7,000 รายต่อปี จะมีความผิดปกติที่โครงสร้างหัวใจและหลอดเลือด หรือโรคหัวใจแต่กำเนิด โดย 1 ใน 4 ของกลุ่มที่มีโรคหัวใจแต่กำเนิดจะต้องผ่าตัดหรือรักษาด้วยการสวนหัวใจ

เมื่อวันที่ 18 กันยายน โครงการดูแลรักษาเด็กโรคหัวใจแต่กำเนิดแบบองค์รวม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) เปิดตัวโครงการ “ค่ายสำหรับเด็กโรคหัวใจแต่กำเนิดครั้งที่ 2” ภายใต้แนวคิด “Blooming the Blue Babies” หัวใจใสใส..ไม่สิ้นสุด ซึ่งโครงการดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิร่วมทางฝันที่ก่อตั้งโดยบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)

พญ.อลิสา ลิ้มสุวรรณ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า โรคหัวใจแต่กำเนิดขณะนี้สามารถตรวจพบได้ตั้งแต่มารดาตั้งครรภ์ 17-20 สัปดาห์ โดยฟังเสียงหัวใจจากการอัลตราซาวด์ในครรภ์ และรักษาเมื่อเด็กคลอดออกมา แต่ถ้าอาการของเด็กในครรภ์มีความผิดปกติมากจนมีโอกาสเสียชีวิต ทางโรงพยาบาลที่มีความพร้อมในการให้ยุติการตั้งครรภ์จะแนะนำให้พ่อแม่ยุติการตั้งครรภ์ แต่ถ้าพ่อแม่ไม่ยุติการตั้งครรภ์ก็จะดูแลเด็กตั้งแต่ในครรภ์ไปจนคลอดและเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เพราะการรักษาดูแลของแพทย์นั้นต้องมุ่งรักษาคนไข้ให้มีอายุยืนยาวและสามารถใช้ชีวิตได้ปกติ

พญ.อลิสา ลิ้มสุวรรณ

“ทารกแรกเกิดที่เป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด จะเกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างหัวใจและการทำงานของหัวใจ ซึ่งเด็กจะมีอาการเหนื่อยง่าย กินนมไม่ได้ และมีภาวะตัวเขียว โดยสามารถแบ่งง่ายๆ ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีภาวะหัวใจเขียว ซึ่งถือว่ามีความซับซ้อน และกลุ่มโรคหัวใจไม่เขียว การรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจแต่กำเนิดโดยเฉพาะเด็กต้องรักษาดูแลแบบองค์รวม ทีมแพทย์ทุกภาคส่วนต้องร่วมกัน ทั้งการผ่าตัดและสวนหัวใจในวัยเด็กและคนไข้ส่วนหนึ่งต้องรักษาต่อเนื่องอาจจะมีการผ่าตัดหลายครั้ง และเมื่อผ่าตัดเสร็จแล้วก็ต้องดูแลเด็กอย่างต่อเนื่อง จนโตเป็นผู้ใหญ่ต้องได้รับการติดตาม ดูแล เพื่อให้ทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดี” พญ.อลิสา กล่าว

“ค่ายสำหรับเด็กโรคหัวใจแต่กำเนิดครั้งที่ 2 ” นี้ ทีมแพทย์ที่มีความพร้อมทำงานร่วมกันตั้งแต่สูติแพทย์ กุมารแพทย์โรคหัวใจ ศัลยแพทย์โรคหัวใจและทรวงอก วิสัญญีแพทย์และทีมดูแลผู้ป่วยวิกฤติ รวมถึงอายุรแพทย์โรคหัวใจที่มีความชำนาญในการรักษาผ่านท่อสวนหัวใจ รวมทั้งมีทีมแพทย์ที่สามารถเปลี่ยนลิ้นหัวใจโดยไม่ต้องผ่าตัดผ่านท่อสายสวนหัวใจในตำแหน่งของหัวใจทั้ง 4 ลิ้น เป็นสถาบันแรกและสถาบันเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานระดับสากล เพื่อการวินิจฉัยโรคหัวใจแต่กำเนิดของทารกในครรภ์มารดาตั้งแต่แรกคลอด จนถึงวัยเด็กและเจริญเติบโตเป็นวัยผู้ใหญ่

ขณะนี้มีแพทย์โรคหัวใจเด็กทั้งประเทศประมาณ 100 คน แพทย์ผ่าตัดโรคหัวใจเด็ก 20 คน และในแต่ละปีมีเด็กที่ต้องผ่าตัดเกี่ยวกับโรคหัวใจ 3,500 คน การสร้างความตระหนักรู้ในการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจแต่กำเนิดต้องใช้ทีมแพทย์ บุคลากร ผู้เชี่ยวชาญและอุปกรณ์ที่ทันสมัย พร้อมต้องสร้างกิจกรรม สร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่ผู้ปกครองอันนำไปสู่การปฏิบัติตัว และการเตรียมพร้อมให้แก่เด็กโรคหัวใจแต่กำเนิด

พญ.อลิสา กล่าวต่อว่า ด้วยวิวัฒนาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำให้สามารถรักษา ดูแลเด็กที่เป็นโรคหัวใจแต่กำเนิดได้ดียิ่งขึ้น สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ แต่ทั้งนี้ก็ต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างใกล้ชิดและต่อเนื่อง ดังนั้นค่ายดังกล่าวจะเป็นกิจกรรมส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะโรคหัวใจและการปฏิบัติที่ถูกต้องให้แก่เด็กที่เป็นโรคหัวใจ และผู้ปกครอง โดยทีมแพทย์จะเป็นผู้จัดกิจกรรมที่เหมาะสมแก่เด็ก พร้อมได้ออกแบบสมุดบันทึกหรือเรียกว่า health passport สำหรับผู้ป่วยโรคหัวใจแต่กำเนิด เพื่อเป็นการบันทึกประวัติผู้ป่วยส่วนตัว ดังนั้นอยากให้ผู้ปกครอง หรือบุคคลที่สนใจสามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ในวันที่ 5 ตุลาคมนี้ ที่ชั้น 9 อาคารเรียนรวมและปฏิบัติการทางการแพทย์และโรงเรียนพยาบาล โรงพยาบาลรามาธิบดี

เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์

นางเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า มูลนิธิร่วมทางฝัน เป็นธุรกิจเพื่อการกุศล ภายใต้แนวคิดอยู่เพื่อให้ที่ได้สร้างโครงการที่อยู่อาศัย และมอบกำไรทั้งหมดจากการจำหน่ายโครงการให้แก่โรงพยาบาลภาครัฐ เช่น โรงพยาบาลตำรวจ โรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลรามาธิบดี

ซึ่งในส่วนของโครงการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจแต่กำเนิด เป็นการนำกำไรจากการขายโครงการบ้านร่วมทางฝัน 3 จำนวน 40 ล้านบาท มอบให้โรงพยาบาล เพื่อสนับสนุนโครงการรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจแต่กำเนิดอย่างครอบคลุมตั้งแต่โครงการสนับสนุนแพทย์ประจำบ้าน และแพทย์ฝึกหัดเข้าร่วมประชุมนานาชาติ

รวมถึงการจัดค่ายเพื่อดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจแต่กำเนิด เพื่อให้ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับโรคหัวใจแก่ผู้ป่วยที่เป็น และการปฏิบัติเพื่อให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงคนปกติ ไปโรงเรียน ทำกิจกรรมกับเพื่อนๆ ได้ รวมทั้งส่งเสริมความเข้าใจและการดูแลผู้ป่วยให้ดียิ่งขึ้น

     ตัวอย่างการรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
1.ผ่าตัด
-เด็กบางคนแพทย์อาจรอดูอาการก่อน
-ขึ้นอยู่กับแพทย์ที่ดูแลและขนาดของรอยรั่ว
-ทำการผ่าตัดใหญ่เปิดแผลที่กลางหน้าอกเพื่อปิดผนังที่รั่วหรือซ่อมลิ้นหัวใจที่รั่ว
-ใส่สายสวนเข้าทางหลอดเลือด มีอุปกรณ์พิเศษเข้าไปปิดผนังรั่วโดยไม่ต้องเปิดแผลใหญ่
2.เปลี่ยนหัวใจเทียม
-ทำได้โดยเปิดแผลกลางออกแล้วตัดลิ้นหัวใจเดิมออก เปลี่ยนลิ้นหัวใจใหม่ใส่เข้าไป
-วิธีที่ไม่ต้องผ่า
-มีลิ้นชนิดพิเศษขดในขดลวด แล้วเปิดแผลบริเวณหลอดเลือดที่เชื่อมกับลิ้นหัวใจ จากนั้นเอาใส่เข้าไปในหลอดเลือด นำขดลวดเข้าไปบริเวณลิ้นหัวใจที่กั้นระหว่างหัวใจล่างขวาและปอด ก็สามารถทำงานได้ตามปกติ
3.วิธีการใส่ลิ้นหัวใจเทียมโดยวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด
-จะทำหลังจากผ่าตัดใหญ่แล้ว
-ใส่ลิ้นหัวใจชนิดพิเศษแบบไม่ต้องผ่าตัดช่วยลดความเสี่ยงได้ดี ฟื้นตัวได้เร็ว
ที่มา:โรงพยาบาลรามาธิบดี

แป๊ะเจี๊ยะพ่นพิษ..ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด อดีต ผอ.สามเสนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/389153

แป๊ะเจี๊ยะพ่นพิษ..ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด อดีต ผอ.สามเสนฯ

วันที่ 18 กันยายน 2562 – 12:42 น.
แป๊ะเจ๊ยะ,ปปชชี้มูลความผิดผ,อดีตผอรรสามเสนวิทยาลัย,นายวิโรฒ สำรวล
เปิดอ่าน 43 ครั้ง

คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิด “วิโรฒ สำรวล” เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง “ผอ.โรงเรียน สามเสนวิทยาลัย” กับพวก ทุจริตเรียกรับเงินแป๊ะเจี๊ยะ

เมื่อวันที่ 18 ก.ย. 2562  – นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ได้รับเรื่องจากสำนักงาน ป.ป.ท. เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2560 กรณีกล่าวหานายวิโรฒ สำรวล ผู้อำนวยการโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย กับพวก ว่าทุจริตเรียกรับเงินจากผู้ปกครองนักเรียน จำนวน 2 ราย เพื่อแลกกับการเข้าเรียน

โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้ดำเนินการแสวงหาข้อเท็จจริงแล้วเห็นว่ามีมูลจึงได้มีคำสั่ง ที่ 324/2561 ลงวันที่ 18 เมษายน 2561 แต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวน โดยมีนายวิทยา อาคมพิทักษ์ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธานอนุกรรมการการไต่สวนข้อเท็จจริง

จากพยานหลักฐานฟังได้ว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ออกประกาศ เรื่อง นโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2560 ลงวันที่ 16 กันยายน 2559 โดยสาระสำคัญของประกาศฯ ที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวคือ โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงจะมีการรับนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษได้หลายกรณี

ปีการศึกษา 2560 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยได้ออกประกาศ เรื่องการรับนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษ ลงวันที่ 9 มีนาคม 2560 โดยกำหนดหลักเกณฑ์การรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ พิจารณา 4 ข้อ คือ 1) ข้อตกลง ในการจัดตั้งโรงเรียน 2) บุตรข้าราชการครูและบุคลากรปัจจุบันของโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยและโรงเรียนอนุบาลสามเสน (สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาลอุปถัมภ์) 3) นักเรียนในอุปการะของผู้ทำคุณประโยชน์ต่อโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยมาอย่างต่อเนื่อง และ 4) นักเรียนโควตาตามข้อตกลงของโรงเรียนคู่พัฒนา หรือโรงเรียนเครือข่าย

ก่อนมีการประกาศผลการสอบคัดเลือก ประจำปีการศึกษา 2560 ผู้ปกครองของนักเรียนจำนวนหนึ่ง ได้แสดงความจำนงต่อสำนักงานผู้อำนวยการโรงเรียนฯ ให้พิจารณารับบุตรหลานของตนเข้าเป็นนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษ ประเภทนักเรียนในอุปการะของผู้ทำคุณประโยชน์ต่อโรงเรียน โดยเมื่อวันที่ 4 เมษายน 2560 ก่อนการประกาศผล การสอบคัดเลือกนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประเภทเงื่อนไขพิเศษ ประจำปีการศึกษา 2560

นายวิโรฒ สำรวล กับพวก ได้โทรศัพท์ติดต่อผู้ปกครองของนักเรียนที่ยื่นแสดงความจำนงไว้ เพื่อขอคำยืนยัน เรื่องการบริจาคเงิน ให้โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยหลายราย หลังจากนั้นในวันที่ 5 เมษายน 2560 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยได้ประกาศ ผลการสอบคัดเลือกนักเรียนเพื่อเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประจำปีการศึกษา 2560 โดยมีรายชื่อนักเรียนประเภทเงื่อนไขพิเศษ จำนวน 60 ราย หลังจากนั้น ผู้ปกครองนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ประเภทเงื่อนไขพิเศษ จำนวน 6 ราย ได้นำเงินมาบริจาคให้กับโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย

โดยนายวิโรฒ สำรวล และนายภูสิทธิ์ ประยูรอนุเทพ รองผู้อำนวยการโรงเรียน ได้ร่วมกันรับเงินบริจาคจากผู้ปกครองของนักเรียน จำนวน 6 ราย รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,440,000 บาท แล้วนำไปใช้ประโยชน์ส่วนตน

ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2560 สื่อมวลชนได้เสนอข่าว เรื่องผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่ง เรียกรับเงินบริจาคจากผู้ปกครองของนักเรียนรายหนึ่ง จำนวน 400,000 บาท เพื่อให้บุตรของตนได้มีโอกาสได้เข้าเรียน โดยมีคลิปวิดีโอภาพและเสียงประกอบการเสนอข่าว

หลังจากนั้นใน วันที่ 20 มิถุนายน 2560 นายวิโรฒ สำรวล จึงได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชน โดยยอมรับว่าตน เป็นบุคคลที่ปรากฏในคลิปวิดีโอ แต่ปฏิเสธว่าไม่ได้รับเงิน 400,000 บาท ตามที่เป็นข่าว และภายในวันเดียวกัน นายวิโรฒ สำรวล นายภูสิทธิ์ ประยูรอนุเทพ และนายประเจิน โชติพงศ์กุล ครูชำนาญการพิเศษ (หัวหน้างานรับนักเรียน โรงเรียน สามเสนวิทยาลัย) ได้ร่วมกันสั่งการให้เจ้าหน้าที่การเงินและบัญชี ฝ่ายบริหารงานบุคคลการเงินและสินทรัพย์ 1 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ออกใบเสร็จรับเงินว่าโรงเรียนสามเสนวิทยาลัยได้รับเงินบริจาค โดยให้ลงวันที่ย้อนหลัง แต่เจ้าหน้าที่การเงินฯ แจ้งว่าไม่สามารถออกใบเสร็จรับเงินโดยลงวันที่ย้อนหลังได้

บุคคลทั้งสามจึงได้ร่วมกันสั่งให้เจ้าหน้าที่การเงินฯ ออกใบเสร็จรับเงิน โดยสั่งให้ลงวันที่ในใบเสร็จรับเงินเป็นวันที่ 21 มิถุนายน 2560 แล้วนำเงินสดบางส่วนเข้าฝากธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงการคลัง ตามรหัสศูนย์ต้นทุนของโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย ผ่านระบบ GFMIS โดยมีเจตนาเพื่อปกปิดการกระทำความผิดของตน

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของนายวิโรฒ สำรวล กับพวก มีมูลความผิด ดังนี้

1. นายวิโรฒ สำรวล และนายภูสิทธิ์ ประยูรอนุเทพ กรณีรับเงินบริจาคโดยไม่ออกใบเสร็จรับเงิน แล้วเบียดบังเป็นของตนเองหรือผู้อื่นโดยทุจริต แล้วข่มขืนใจเจ้าหน้าที่การเงินฯ ออกใบเสร็จรับเงินและนำเงินส่งคืนภายหลังเพื่อปกปิดการกระทำความผิดของตน.มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 มาตรา 148 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 83 มาตรา 90 และมาตรา 91 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า

ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 84 วรรคสาม และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547

2. นายประเจิน โชติพงศ์กุล กรณีร่วมกันข่มขืนใจเจ้าหน้าที่การเงินฯ ออกใบเสร็จรับเงิน เพื่อปกปิดการกระทำความผิดของตนและบุคคลอื่น มีมูลความผิดทางอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 148 มาตรา 157 และมาตรา 162 (1) (4) ประกอบมาตรา 86 มาตรา 90 และมาตรา 91 และตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 123/1

และมีมูลความผิดทางวินัยอย่างร้ายแรง ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยมิชอบเพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นได้รับประโยชน์ที่มิควรได้ เป็นการทุจริตต่อหน้าที่ราชการ ตามมาตรา 84 วรรคสาม และฐานกระทำการอื่นใดอันได้ชื่อว่า เป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 94 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา พ.ศ. 2547

คิดก่อนแชร์รู้เท่าทัน เสพสื่อ ข่าวจริงหรือข่าวปลอม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/388915

คิดก่อนแชร์รู้เท่าทัน เสพสื่อ ข่าวจริงหรือข่าวปลอม

วันที่ 17 กันยายน 2562 – 10:25 น.
รู้เท่าทันเสพสื่อ,ข่าวจริง,ข่าวปลอม,เฟคนิวส์,พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์
เปิดอ่าน 101 ครั้ง

โดย… -ปาริชาติ บุญเอก qulaitylife4444@gmail.com –

จากการสำรวจ 40 ประเทศทั่วโลก พบว่า กว่า 55% คิดว่าข่าวปลอมเป็นสิ่งที่แยกยาก ขณะที่คนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ยังคงแชร์ถึงแม้จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องจริง โดยกลุ่มตัวอย่างอายุ 18-29 ปี แชร์ข่าวปลอม 31% และอายุ 50 ปีขึ้นไป มีการแชร์ข่าวปลอม 27% การตรวจสอบข่าวปลอมของสำนักข่าวเอพี มีทั้งใช้วิธีโทรกลับไปสอบถามแหล่งข่าว รวมถึงใช้เทคโนโลยีในการตรวจสอบภาพ วิดีโอ ดูการตัดต่อ ซึ่งขณะนี้ข่าวปลอมที่กำลังมาแรงคือเกี่ยวกับการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐ เนื่องจากกำลังมีการเลือกตั้งในปี 2563

เมื่อวันที่ 16 กันยายน  ไลน์ร่วมกับสำนักข่าวเอพี และสำนักงานกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ จัดเวิร์กช็อป STOP “FAKE NEWS” ข่าวจริงหรือข่าวปลอม คิดก่อนกด ให้ความรู้และความเข้าใจแก่นิสิตนักศึกษาและเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะผู้ที่ศึกษาในด้านการสื่อสารมวลชน ถึงผลกระทบของปัญหาข่าวปลอมที่เกษร เออร์เบิน รีสอร์ท ชั้น 19 ตึกเกษรทาวเวอร์ และที่ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้าขอนแก่น วันที่ 19 กันยายน  โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมกว่า 400 คน

กนกพร ประสิทธิ์ผล

กนกพร ประสิทธิ์ผล ผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาสื่อใหม่ ไทยพีบีเอส กล่าวว่า ข่าวปลอมแบ่งได้ 7 ประเภท คือ 1.Satire or Parody เสียดสีหรือตลก 2.False Connection โยงมั่ว 3.Misleading ทำให้เข้าใจผิด 4.False Context ผิดที่ผิดทาง นำภาพไม่เกี่ยวข้องมาสร้างข่าวต่อ 5.Impostor โกหกที่มาของข้อมูล 6.Manipulated ตัดต่อภาพ เสียง คลิปวิดีโอ และ 7.Fabricated กุข่าวปลอม สวมรอยเป็นสำนักข่าว

ข่าวปลอมสร้างโดยคน 4 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มเกรียนนักเลงคีย์บอร์ด โพสต์ข้อความเพื่อความสนุกส่วนตัว 2.กลุ่มหวังเงินค่าโฆษณา โพสต์สร้างกระแสหวังยอดฟอลโลว์ (ติดตาม) 3.กลุ่มสร้างความเกลียดชังจะโพสต์ข้อความ หรือเฮทสปีช ดูหมิ่น ยุยง ปลุกปั่น 4.กลุ่มหลอกลวง สร้างข้อมมูลเท็จ หลอกขายสินค้า หรือฉ้อโกง

วิธีเช็กข้อมูลเพื่อให้รู้เท่าทันข่าวปลอมมี 6 ข้อสำคัญ ได้แก่ 1.ตรวจสอบแหล่งที่มาของข่าวสารข้อมูล เช่น สำนักข่าว หน่วยงาน หรือชื่อผู้ให้ข้อมูล 2.มีเว็บไซต์อื่น หรือแหล่งข่าวอื่นเผยแพร่หรือไม่ 3.ภาพเก่า เล่าใหม่ หรือไม่ เช็กภาพประกอบ TINEYE หรือ Google Reverse Image Search 4.เช็กความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์หรือเพจ เช่น Brand Name, URL, Logo/Verified, ADS, Font, Spelling หรือคำผิด และ Click Bait 5.ลักษณะเนื้อข่าวที่ต้องสังเกต ข่าวไม่จริงมักเล่นกับความเชื่อ เหตุการณ์รุนแรง ข่าวร้าย เลือกข้าง สร้างความเกลียดชัง และคนดังมีชื่อเสียง และ 6.ไม่นิ่งนอนใจ รายงานเมื่อเจอข่าวปลอม รีบช่วยเตือน หรือรายงานไปยังผู้เกี่ยวข้อง

ขณะนี้บริษัทโซเชียลมีเดียรายใหญ่พยายามลดปัญหาดังกล่าว โดย “เฟซบุ๊ก” ลดการแสดงผลเนื้อหาบนนิวส์ฟีด ด้านสุขภาพ การรักษาโรคที่เกินจริง รวมถึงเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ อาทิ ปุ่มแจ้งเตือนข่าวปลอมเพื่อเตือนผู้ใช้เฟซบุ๊กด้วยกันเอง และปุ่ม About this article ตรวจสอบแหล่งข่าวก่อนแชร์

“ยูทูบ” เตรียมปรับลดการแนะนำวิดีโอที่เข้าข่ายในกลุ่มของ Borderline หรือเรื่องราวปาฏิหาริย์ต่างๆ “กูเกิล” เพิ่มมาตรการคัดกรองข่าวปลอมและข้อมูลที่บิดเบือนความจริงบนอินเทอร์เน็ต หลังเกิดปัญหาการแพร่ขยายอย่างรวดเร็วของข่าวปลอมในปัจจุบัน และ “ไลน์” ให้ความรู้แก่เยาวชนและตั้งหน่วยงานตรวจสอบข่าวปลอม รวมถึงพัฒนาแพลตฟอร์มในการช่วยกรอง ตรวจจับ และเชื่อมต่อกับหน่วยงานของสภาบริหารและตอบข้อกังขาของประชาชนได้

“อังกฤษ” ประกาศหลักสูตรการเรียนการสอนเรื่อง Internet Safety ชั้นประถมและมัธยม เริ่มปี 2563 เพื่อเสริมทักษะแก่เด็ก เยาวชน รู้เท่าทันข่าวลวงและข่าวปลอม “สิงคโปร์” มีกฎหมายป้องกันการแพร่กระจายของข่าว เปิดให้ทางการสามารถสอดส่องแพลตฟอร์มออนไลน์ แชทส่วนตัวของประชาชนได้

“เยอรมนี” ควบคุมเนื้อหาเฮทสปีช ให้ลบข้อมูลที่ผิดกฎหมายใน 24 ชั่วโมง ฝ่าฝืนโทษปรับสูง 50 ล้านยูโร และ “ไทย” ตั้งศูนย์เฟคนิวส์เซ็นเตอร์ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เน้นสื่อสารข่าวการเตือนภัยพิบัติและข่าวลวงที่กระทบต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน

“เฟคนิวส์ไม่มีวันหมดไป เพราะแพลตฟอร์มและเทคโนโลยีเติบโตอย่างรวดเร็ว คนไทย 70-80% กระโดดเข้ามาสู่โลกอินเทอร์เน็ตทำให้การเติบโตของเฟคนิวส์มีมากขึ้น ทางที่ดีที่สุด คือการสร้างความรู้เท่าทันสื่อ โดยการทำงานร่วมกันของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง กนกพร กล่าว

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์

พุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า ข่าวปลอมเป็นปัญหาที่กระทบทั้งด้านสังคมและความมั่นคง ทุกประเทศต้องการจะหาวิธีการป้องกัน วันนี้ทุกคนสามารถโพสต์หรือแชร์อะไรตามอารมณ์ชั่ววูบ และอาจกระทบต่อสังคมในวงกว้างได้ การตั้งศูนย์ข่าวปลอม เฟคนิวส์เซ็นเตอร์ ความจริงแล้วคือปลายเหตุ สิ่งที่จะหยุดข่าวปลอมได้ คือผู้เสพต้องสามารถวิเคราะห์ได้และไม่แชร์

ขณะที่ นัทธพงศ์ ศิริกุลชัยกิจ และ ศิริประภา เนื่องอาชา นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการสื่อสารดิจิทัล คณะสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ ซึ่งได้เข้าร่วมเวิร์กช็อป กล่าวว่า การรู้เท่าทันข่าวปลอมจะดีต่อตัวเราและคนอื่น หากเรารู้ว่าข่าวไหนปลอมก็ไม่ควรแชร์ต่อ ควรคิดก่อนแชร์ทุกครั้ง เพราะอาจจะเกิดผลกระทบตามมาได้

เปิดใจ..ผักหวาน นักกีฬารุ่นเยาว์ ฝัน..อยากสร้างชื่อให้ไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/388921

เปิดใจ..ผักหวาน นักกีฬารุ่นเยาว์ ฝัน..อยากสร้างชื่อให้ไทย

วันที่ 17 กันยายน 2562 – 09:09 น.
นักกิฬายิมนาสติก,ผักหวาน,รางวัลเหรีญทอง,มทรธัญบุรี
เปิดอ่าน 31 ครั้ง

เปิดใจ “ผักหวาน” นักกีฬาดาวรุ่ง ไต่ชีวิตจากเรียนบัลเลย์เพื่อเสริมบุคลิกภาพ สู่นักกีฬายิมนาสติกลีลาระดับเหรียญทอง วาด ฝันอยากสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทย

        “ไม่ต้องสูงถึงระดับโอลิมปิก เพราะสิ่งนั่นจะทำให้ท้อ” ผักหวาน นักกีฬายิมนาสติกลีลา จ.ปทุมธานี

อีกหนึ่งนักกีฬายุวชนคนเก่ง “ผักหวาน” เด็กหญิงพิมพ์ลภัส พรหมมา นักเรียนชั้นประถมศึกษา ปีที่ 4 โรงเรียนสาธิตนวัตกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี นักกีฬายุวชนยิมนาสติกลีลาวัย 10 ขวบ การันตรีความสามารถล่าสุดคว้า 5 เหรียญ ได้แก่ ประเภทบุคคล เหรียญทอง อุปกรณ์คฑา เหรียญทอง อุปกรณ์บอล เหรียญเงิน ประเภทอุปกรณ์รวม เหรียญทองแดง ประเภท ฟรีแฮนด์ ประเภททีม เหรียญเงิน ประเภทยิมแดนซ์ การแข่งขันยิมนาสติกลีลานานาชาติ 2019 The 5th Xizi Cup ที่เมืองหางโจว ประเทศจีน

ผักหวาน เล่าว่า เริ่มเรียนยิมนาสติกตั้งแต่ 5 ขวบ โดยเริ่มเรียนบัลเลย์ก่อน จากนั้นคุณแม่ให้เข้าเรียนยิมนาสติกกับคุณครูป๋อมแป๋ม ตอนแรกไม่ชอบ เพราะว่า เหนื่อย แต่เมื่อเรียนทุกวัน “ยิ่งเรียนยิ่งชอบยิมนาสติก” เพราะว่า ทำให้ร่างกายแข็งแรง บุคลิกภาพดี การแข่งขันตามเวทีต่าง ๆ ทำให้ได้ประสบการณ์ “รู้แพ้ รู้ชนะ” ได้เจอเพื่อนใหม่ โดยอุปกรณ์ที่ถนัดและชอบที่สุด คือ บอล เป็นอุปกรณ์ที่เล่นด้วยแล้วง่ายและเหมาะสมกับตนเอง

ทุกครั้งที่ลงสนามในการแข่ง ต้องมีสมาธิและสติ ลีลา ท่าทาง ในการโยนอุปกรณ์ต้องต่อเนื่อง ตลอดจนต้องสัมพันธ์กับจังหวะดนตรี ซึ่งการซ้อมถือว่าสำคัญมาก โดยซ้อมหลังเลิกเรียน วันจันทร์ – วันพฤหัสบดี เวลา 17.30 – 21.00 น. วันเสาร์ – วันอาทิตย์ เวลา 09.00 – 16.00 น. และได้หยุดวันศุกร์หนึ่งวัน

          “หนูใช้เวลาหลังเลิกเรียน  ระหว่างที่รอคุณแม่มารับก่อนไปฝึกซ้อมที่คลับวิ่งเล่นกับเพื่อน ๆ ปัจจุบันเรียนได้เกรด 4.00 เทคนิคในการเรียน ระหว่างที่นั่งรถมาโรงเรียนทบทวนบทเรียนทุกวันคะ” ผักหวาน กล่าวด้วยรอยยิ้ม

รางวัลที่เคยได้รับในการแข่งขันยิมนาสติก รางวัลเหรียญทอง ประเภทบุคคลเฉพาะอุปกรณ์บอล เหรียญทองแดง ประเภทบุคคลเฉพาะอุปกรณ์คฑา เหรียญทองแดง ประเภทบุคคลรวมอุปกรณ์ การแข่งขันกีฬายิมนาสติก กีฬาระหว่างโรงเรียน ประจำปีการศึกษา 2561 รุ่นอายุตั้งแต่ 8 ปี แต่ไม่เกิน 9 ปี ประเภทบุคคลรวมอุปกรณ์ และประเภทบุคคลเฉพาะอุปกรณ์ จัดโดย กรมพลศึกษา เข้ารอบสุดท้ายประเภทบุคคล อุปกรณ์บอล ได้ลำดับที่ 7 ของประเทศอุปกรณ์คฑา

ได้ลำดับที่ 7 ของประเทศ อุปกรณ์ห่วง ได้ลำดับที่ 8 ของประเทศ ประเภททีม เหรียญทอง ประเภทยิมแดนซ์ เข้ารอบสุดท้ายประเภททีม กรุ๊ปฟรีแฮนด์ ได้ลำดับที่ 4 ของประเทศ การแข่งขันออมสินยิมนาสติกลีลาชิงชนะเลิศแห่งประเทศไทยชิงถ้วยพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ครั้งที่ 39 ประจำปี 2562 จัดโดย สมาคมยิมนาสติกแห่งประเทศไทย เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

                                                      คุณแม่ของน้องผักหวาน

ทางด้าน น.ส.รติกร เนรมิตรังสี คุณแม่ของน้องผักหวาน เล่าว่า อยากให้ลูกสาวมีบุคลิกภาพที่ดี และกล้าแสดงออก จึงให้ลูกเรียนบัลเลย์ ในขณะที่เรียนบัลเลย์ อยากเสริมความอ่อนตัว ให้กับตัวน้อง จึงส่งเรียนยิมนาสติกที่ GYMNASTIKA by PP Club ซึ่งเมื่อเข้าไปเรียน ตัวของน้องผักหวานชอบ โดยมีบุคลิกภาพที่ดีขึ้น

  “จากเด็กที่ชอบกระโดด โลดเต้น กลายเป็นเด็กที่ตัวสูงขึ้น มีกล้ามเนื้อ และร่างกายแข็งแรง จึงให้น้องเรียนมาจนถึงปัจจุบัน พัฒนาการของน้องผักหวานดีขึ้นเรื่อยๆ จากที่อยากเสริมบุคลิกภาพของลูก น้องผักหวานกลายเป็นนักกีฬายิมนาสติกลีลา เข้าแข่งขันตามเวทีต่างๆ ปัจจุบันน้องผักหวานเป็นนักกีฬายิมนาสติกลีลาประจำจังหวัดปทุมธานี เข้าแข่งขันตามเวทีต่าง ๆ ได้รับรางวัลมากมาย ภูมิใจในตัวของลูก” คุณแม่ของน้องผักหวาน เล่าด้วยแววตาสดใส

 คุณครูป๋อมแป๋ม นางสาววราภรณ์ พรสิริจรรยา อดีตนักกีฬายิมนาสติกลีลาทีมชาติไทย คุณครูฝึกซ้อมและโค้ชเล่าว่า ในคลับ GYMNASTIKA มีนักเรียนประมาณ 50 คน ซึ่งน้องผักหวานเป็น 1 ใน 50 คน ที่ทำผลงานเป็นลำดับต้น ๆ ของคลับที่มีผลงานที่ดี โดยน้องผักหวานเป็นเด็กที่มีวินัยในการซ้อมมาก

                                                     คุณครูป๋อมแป๋ม

นอกจากนี้ระหว่างที่ฝึกซ้อมตั้งใจเรียนมาก อายุเพียง 10 ขวบ แต่ทำผลงานได้เยี่ยมมาก พัฒนาการของน้องผักหวานดีขึ้นทุกวัน นอกจากตัวของน้องผักหวานที่ตั้งใจแล้ว ครอบครัวยังให้การสนับสนุน เนื่องจากกีฬาประเภทนี้ต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะ ทั้งอุปกรณ์และค่าเดินทางในการเข้าแข่งขันตามรายการต่างๆ

“ความฝันของหนูคืออยากเป็นนักกีฬายิมนาสติกทีมชาติไทย อยากสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทย จะตั้งเป้าหมายให้กับตนเอง ว่าจะไปสู่ระดับไหน ไม่ต้องสูงที่สุดถึงระดับโอลิมปิก เพราะสิ่งนั่นจะทำให้ท้อ” น้องผักหวาน กล่าวทิ้งท้าย

           เรื่องและภาพโดย ชลธิชา ศรีอุบล

พนันออนไลน์ บ่อนไฮสปีด เหยื่อเสี่ยงขาดวุฒิภาวะถาวร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/388747

พนันออนไลน์ บ่อนไฮสปีด เหยื่อเสี่ยงขาดวุฒิภาวะถาวร

วันที่ 16 กันยายน 2562 – 13:35 น.
บ่อนไฮสปีด,พนันออนไลน์
เปิดอ่าน 17 ครั้ง

โดย…  0 พวงชมพู ประเสริฐ 0   qualitylife4444@gmail.com

การพนันในปัจจุบันไม่ได้เป็นรูปแบบบ่อนที่จะต้องเดินทางไปในสถานที่เฉพาะจึงจะสามารถเล่นได้อีกต่อไป แต่เปลี่ยนรูปแบบเป็น “พนันออนไลน์” ที่เข้าถึงได้ทุกที่ทุุกเวลา เพียงเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต โดยมีกลุ่มเด็กและเยาวชนคือเหยื่อสำคัญในการกระตุ้นให้เริ่มเล่น ซึ่งเสี่ยงที่จะทำให้เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดวุฒิภาวะอย่างถาวร ขณะที่กฎหมายในการจัดการยังมีช่องโหว่ใหญ่ที่บังคับใช้ตั้งแต่เมื่อ 80 ปีก่อน จึงเอาไม่อยู่ ตามจัดการไม่ทันบ่อนไฮสปีด

จากการสำรวจของศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในปี 2560 พบว่า เยาวชนไทยเล่นพนันมากถึง 3.64 ล้านคน เพศชายราว 2 ล้านคน เพสหญิง 1.6 ล้านคน ในจำนวนนี้ติดหนี้พนันมากถึง 9.53 หมื่นคน เป็นวงเงิน 335 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณคนละ 3,500 บาท โดยเฉพาะพนันออนไลน์ได้เข้ามาเป็นปัญหาที่สำคัญของเด็กและเยาวชน จากผลสำรวจความคิดเห็นของเยาวชนกับการพนันออนไลน์ ที่ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการส่งเสริมสุขภาพ (สสส.) และมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ (มสช.) พบว่า 67.8% ไม่เคยเล่นการพนันออนไลน์ รองลงมา 17% เคยเล่น และ 15.2% เคยเล่นเป็นบางครั้ง

  พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์

 พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) อธิบายว่า จากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมา ในส่วนของเยาวชนจะติดเกมไม่ได้ติดพนัน แต่เกมในปัจจุบันส่วนมากจะมีเรื่องพนันเข้ามาแอบแฝง ซึ่งสมองของวัยรุ่นมีธรรมชาติที่ชอบเข้าไปหาความเสี่ยง โดยเฉพาะเมื่อเห็นว่าความเสี่ยงนั้นอาจทําให้ได้รางวัล หากว่าสมองของเด็กและวัยรุ่นถูกกระตุ้นด้วยการพนันรูปแบบต่างๆ สมองส่วน Striatum ที่เปรียบเสมือนคันเร่งจะถูกใช้งานบ่อย เปรียบได้เหมือนเป็นการฝึกฝนตั้งแต่อายุน้อย ทำให้สมองส่วนนี้มีความว่องไวในการทำงานมากขึ้น จนเป็นไปได้ว่าสมองส่วนหน้า PFC : Prefrontal cortex ที่เปรียบเสมือนเบรก ไม่สามารถพัฒนาแข่งขันกับสมองส่วนคันเร่งได้ อาจมีผลให้เด็กหรือวัยรุ่นเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ขาดวุฒิภาวะอย่างถาวร

องค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้พฤติกรรมติดการพนันเป็นความผิดปกติทางจิตชนิดหนึ่ง เรียกว่า โรคติดพนัน (Pathological Gambling) อาการคือแม้ผู้เล่นการพนันจะมีความทุกข์จากการเล่นพนัน แต่ก็หยุดไม่ได้ยังคงต้องเล่นต่อไป ผู้ที่มีปัญหาจากการพนันหรือผู้ติดการพนัน คือผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยตามเกณฑ์ การวินิจฉัยของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ในทางการแพทย์เรียกว่า ภาวะผิดปกติจากการพนัน (Gambling Disorder) จัดอยู่ในกลุ่มโรคเดียวกับโรคที่เกี่ยวกับสารเสพติด (Substance-related and Addictive Disorders) ซึ่งภาครัฐอย่าง สธ.และภาคีที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาดูแลแก้ไขอย่างใกล้ชิด และหากผู้ปกครองพบบุตรหลานมีอาการเข้าข่ายโรคนี้ ควรโทรปรึกษากรมสุขภาพจิต

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือปริมาณนักพนันวัยเยาว์ที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามเว็บไซต์และแอพพลิเคชันพนันออนไลน์ ซึ่งการทำงานต่อเนื่องจะเป็นไปในลักษณะเล่นพนันได้ แต่ต้องมีความรับชอบ ทั้งตัวผู้เล่นและเจ้าของธุรกิจพนันในรูปแบบต่างๆ และเยาวชนเองต้องตระหนักให้มากขึ้น และลุกขึ้นมาเป็นหนึ่งแกนนำในการจัดการปัญหา ในการสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็กและเยาวชนด้วยกันเอง” พญ.มธุรดากล่าว

พงศ์ธร จันทรัศมี

อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาพนันในสังคมไทยมีการดำเนินการมากว่า 1 ทศวรรษ พงศ์ธร จันทรัศมี ผู้จัดการศูนย์ข้อมูลนโยบายสาธารณะการลดปัญหาจากการพนัน มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ(มสช.) ระบุว่า การพนันถือเป็นภัยร้ายใกล้ตัว แต่รัฐบาลไทยยังไม่ได้มีนโยบายป้องกันและลดผลกระทบอย่างต่อเนื่องและจริงจัง แตกต่างกับในหลายประเทศที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันและลดผลกระทบจากพนัน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ด้วยการกำหนดให้ปัญหาพนันเป็นปัญหาที่ต้องใช้นโยบายด้านสุขภาพในการดำเนินการ มีการส่งเสริมป้องกัน การสร้างความตระหนัก การมีกลไกติดตามปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการพนัน การมีศูนย์ให้คำปรึกษาบำบัดช่วยเหลือผู้ที่ติดพนันที่เข้าถึงได้ง่าย ช่วยบรรเทาและลดผลกระทบต่อประชาชนจากพนัน

“กฎหมายเอาผิดเรื่องของการพนันปัจจุบันใช้ พ.ร.บ.การพนัน พ.ศ.2478 ซึ่งไม่มีข้อกำหนดความผิดเกี่ยวกับเรื่องการพนันออนไลน์เอาไว้ ทำให้การจัดการปัญหาไม่ทันท่วงที ต้องอาศัยพ่วงไปกับ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 ซึ่งกว่าจะปิดเว็บไซต์ได้ต้องขึ้นสู่ศาลและใช้เวลาเป็นเดือนๆ แต่เว็บสามารถเปิดได้เพียงแค่ 3 นาที จึงควรจะต้องมีการออกกฎหมายเฉพาะเกี่ยวกับการพนันออนไลน์ เพื่อให้การจัดการกับปัญหาเกิดขึ้นได้ทันกับสถานการณ์ เพราะขณะนี้ถือว่าการพนันออนไลน์เป็นปัญหารุนแรงมาก เพราะทุกการเข้าใช้เว็บไซต์ก็จะเข้าถึงเว็บไซต์การพนันด้วย” พงศ์ธร กล่าว

พชรพรรษ์ ประจวบลาภ

ขณะที่ พชรพรรษ์ ประจวบลาภ เลขาธิการสถาบันยุวทัศน์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า สิ่งที่อยากให้เพิ่มเติมในการขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาพนันและพนันออนไลน์ในเยาวชน คือ การรณรงค์บนสื่อออนไลน์และโซเชียลมีเดียให้มากขึ้น เนื่องจากเด็กและเยาวชนอยู่บนแพลตฟอร์มนี้เยอะมาก และที่เน้นการรณรงค์ผ่านการสื่อสารบนสื่อมัลติมีเดีย เพราะพบว่าการรณรงค์ผ่านการสื่อสารในแบบ 3 on ช่วยให้เกิดการรับรู้และลดการเล่นพนันได้ โดย 3 on ประกอบด้วย 1.on ground การสื่อสารแบบลงพื้นที่ ตอกย้ำพิษภัยของการพนันและการพนันออนไลน์แก่คนที่ไม่เล่นโซเชียล 2.online เพื่อชี้ให้เห็นโทษของการพนันแก่เด็กและเยาวชน และ 3.on broadcast ในช่องทางสื่อเก่า เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ เพื่อสื่อสารกับผู้ใหญ่ ผู้ปกครอง และผู้กำหนดนโยบายในบ้านเมือง

“โซเชียลมีเดียอย่างเฟซบุ๊ก  ไลน์ หรือยูทูบ แม้ไม่ใช่เว็บไซต์การพนัน แต่เป็นเหมือนประตูที่เชื่อมโยงไปสู่เว็บการพนันได้ โดยเฟซบุ๊กเป็นประหนึ่งเครื่องมือที่ใช้ในการทำประชาสัมพันธ์เว็บพนัน ที่บ่อยครั้งจะเห็นว่ามีการโฆษณาในหน้าฟีดเฟซบุ๊ก ส่วนยูทูบเป็นเหมือนอาจารย์ที่สามารถเข้าไปค้นหาวิธีการเล่นต่างๆ ได้อย่างง่าย และไลน์เป็นช่องทางของการสมัครเข้าเล่นพนัน รวมถึง การโฆษณาแฝงของเว็บพนันในเว็บไซต์อื่นๆ ด้วย เช่น เว็บข่าวกีฬา เป็นต้น จึงควรมองถึงการป้องกันในส่วนนี้ด้วย” พชรพรรษ์กล่าว

       เกณฑ์การวินิจฉัยโรคติดพนัน
ลักษณะของผู้ติดพนันต้องมีอาการต่อเนื่องอย่างน้อย 4 ข้อ ในระยะเวลา 1 ปี
1.หมกมุ่นอยู่กับการเล่นพนัน
2.อยากเล่นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถหักห้ามใจ หรือหยุดการเล่นได้
3.มีอาการหงุดหงิดหากต้องหยุดเล่นหรือไม่ได้เล่น
4.เมื่อมีความไม่สบายใจจะไปเล่นการพนัน
5.เมื่อเสียพนันก็อยากเล่นอีกเพื่อให้ได้เงินคืน
6.โกหกคนใกล้ชิดหรือแพทย์เรื่องการไปเล่นพนันหรือปกปิดจำนวนเงินที่ใช้ไปในการเล่นพนัน
7.ต้องพึ่งพาผู้อื่นเรื่องเงิน เพราะมีปัญหาการเงินจากการพนัน
8.มีความเสื่อมถอยในหน้าที่การงาน การเรียน หรือเสียสัมพันธ์กับคนรอบข้างเนื่องมาจากพนัน

  สถานการณ์การเล่นพนันของเด็กและเยาวชน 
– เล่นพนันมากถึง 3.64 ล้านคน เพศชายราว 2 ล้านคน เพศหญิง 1.6 ล้านคน
– ติดหนี้พนันมากถึง 9.53 หมื่นคน เป็นวงเงิน 335 ล้านบาท เฉลี่ยประมาณคนละ 3,500 บาท
– 67.8% ไม่เคยเล่นพนันออนไลน์ 17% เคยเล่น 15.2% เคยเล่นเป็นบางครั้ง
– 48.3% ไม่อยากเล่นพนันออนไลน์ 28.1% อยากเล่น เป็นบางครั้ง  23.6% อยากเล่นแน่ๆ
ที่มา : ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สสส. และมสช.

เสมา1 ยื้อควบ-รวม ร.ร.ขนาดเล็ก15,000 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/388573

เสมา1 ยื้อควบ-รวม ร.ร.ขนาดเล็ก15,000 แห่ง

วันที่ 15 กันยายน 2562 – 09:00 น.
ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,รมวศึกษาธิการ,โรงเรียนขนาดเล็ก,15หมื่นแห่ง
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

“รมว.ศธ.”แจงศธ.ยังไม่สรุปควบ-รวมโรงเรียนขนาดเล็ก  15,000 แห่ง  ขอเวลาศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน เหตุมี 1,914 แห่ง อยู่ตามเกาะ แถบบนภูเขา ไม่สามารถ”ควบ-รวม”ได้

เมื่อเร็วๆ นี้ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)เปิดเผยว่า ตามที่มีความวิตกกังวลเกี่ยวกับนโยบายการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนต่ำกว่า 120 คน และอาจจะส่งผลกระทบต่อนักเรียน และผู้ปกครองนั้น

ขณะนี้เรื่องการแก้ปัญหาโรงเรียนขนาดเล็กอยู่ในกระบวนการศึกษาและยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะมีการควบรวมหรือไม่ และหากต้องมีการควบรวมก็ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะควบรวมกี่โรงเรียนและกี่พื้นที่ โดยต้องคำนึงถึงภูมิศาสตร์ของสถานที่ ระยะทาง และผลกระทบที่จะเกิดขึ้น

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า ทั้งนี้จากการรวบรวมข้อมูลของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)โดยลงพื้นที่สถานที่จริงพบว่า มีโรงเรียนขนาดเล็กทั้งหมด 15,000 แห่ง แยกเป็นโรงเรียนที่ไม่มีโอกาสควบรวม ประมาณ 1,914 แห่ง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่อยู่ตามเกาะ แถบบนภูเขา อย่างไรก็ตามการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กกระทรวงฯ ต้องการให้ระบบการศึกษามีคุณภาพดีขึ้น โดยเน้นคุณภาพการเรียนการสอนของเด็กนักเรียนทั่วประเทศไทย

“ผมไม่ได้บอกว่า เราจะมีการควบรวมจริง และจะควบรวมจำนวนเท่าไร แต่ยืนยันได้ว่าสิ่งที่เด็ก เยาวชน และผู้ปกครองจะได้ คือการศึกษาที่มีคุณภาพดีกว่าเดิมแน่นอน หากมีความชัดเจนว่าควรจะควบรวม ศธ. ต้องดูในส่วนงบประมาณที่เหมาะสม ขณะนี้บางโรงเรียนอาจจะมีครูอยู่แค่ 2 คน กับนักเรียน 40 คน เราต้องดูว่า ต้องเพิ่มครูเข้าไปมากกว่านี้ เพื่อให้มีการศึกษาเท่าเทียมกัน นักเรียนทุกคนในประเทศไทยต้องได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ความสามารถของผู้บริหาร ระดับผู้อำนวยการ และครู ต้องมีมาตรฐานใกล้เคียงกัน”รมว.ศธ. กล่าว

นายณัฏฐพล กล่าวเพิ่มเติม อีกว่าอย่างไรก็ตามศธ.จะต้องนำข้อมูลมาพิจารณา มาเปรียบเทียบกับที่ผ่านมาในอดีต เพื่อดูความเหมาะสม นอกจากนี้หากมีการควบรวมโรงเรียน ทางกระทรวงศึกษาฯ ต้องมีการเตรียมความพร้อมและแก้ปัญหาในส่วนของบุคลาการ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบ ต่อผู้บริหารในโรงเรียน ทั้งผู้อำนวยการ และครู

กกจ.หนุนรับงานไปทำงานที่บ้านชุมชนเข้มแข็ง-ผู้สูงอายุมีงานทำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/388276

กกจ.หนุนรับงานไปทำงานที่บ้านชุมชนเข้มแข็ง-ผู้สูงอายุมีงานทำ

วันที่ 13 กันยายน 2562 – 11:25 น.
กรมการจัดหางาน,กกจ,กแรงงาน,ทำงานที่บ้าน

โดย…  คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com -รูป กล่องทำงานที่บ้าน 

การรับงานไปทำที่บ้านจะเป็นการจ้างงานรูปแบบหนึ่งที่ผู้จ้างงานได้ส่งงานให้ผู้รับงานไปทำที่บ้านเพื่อทำการผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อม หรือแปรรูปสิ่งของตามที่ได้ตกลงกับผู้จ้างงานในบ้านของตนเอง หรือสถานที่มิใช่สถานประกอบกิจการของผู้จ้างงาน และเมื่อทำเสร็จจะส่งคืนสิ่งของหรือผลิตภัณฑ์ให้ผู้จ้างงาน โดยผู้รับงานไปทำที่บ้านจะต้องได้รับค่าตอบแทนจากผู้จ้างงาน

กรมการจัดหางาน (กกจ.) กระทรวงแรงงาน ส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำอย่างยั่งยืนหลากหลายรูปแบบเพื่อให้สามารถประกอบอาชีพหรือมีอาชีพเลี้ยงดูตนเองได้อย่างเหมาะสม โดยให้มีการรับงานไปทำที่บ้านในรูปแบบการรวมกลุ่มกันและมีการบริหารจัดการกลุ่มให้เข้มแข็งเพื่อประโยชน์ในการรับงานไปทำที่บ้านอย่างต่อเนื่อง โดยมี 2 กลุ่มเป้าหมายที่ต้องดำเนินการช่วยเหลือให้ทั่วถึงคือผู้สูงอายุ กลุ่มคนว่างงานและประชาชนทั่วไปที่สนใจ

เพชรรัตน์ สินอวย อธิบดี กกจ. กล่าวว่า ขณะนี้มีกลุ่มอาชีพอิสระรับงานไปทำที่บ้านที่จดทะเบียนกับ กกจ. แล้วจำนวน 873 รายต่อกลุ่ม สมาชิกจำนวน 5,564 คน ปล่อยกู้เงินกองทุนผู้รับงานไปทำที่บ้านพักแล้วจำนวน 7 ราย/41 กลุ่ม เป็นเงิน 5,645,000 บาท และส่งเสริมการมีงานทำเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ซึ่งปี 2561 ประเทศไทยมีผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) ทั้งสิ้น 11.80 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานอยู่ 4.36 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 36.9 ของผู้สูงอายุทั้งหมด โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1.59 ล้านคน

ลักษณะของงานที่รับไปทำที่บ้านจะเป็นงานที่ไม่ใช้เทคโนโลยีซับซ้อน เรียนรู้ง่าย ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ใช้แรงงานคนทำการผลิตมากกว่าเครื่องจักร เป็นการผลิตในครัวเรือนเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งแรงงานที่ผู้รับงานไปทำที่บ้านที่จดทะเบียนกับกกจ. มีตั้งแต่การตัดเย็บ (เสื้อผ้า กระเป๋า ผ้าห่ม พรมเช็ดเท้า เสื้อผ้าตุ๊กตา ถุงมือ เปล เครื่องนอน เป็นต้น) งานประดิษฐ์ (ดอกไม้ประดิษฐ์ ตุ๊กตา เครื่องประดับ ร้อยลูกปัด) งานปัก ถัก ทอ (ถักวิกผม ทอผ้า ทอพรม ทอเสื่อ ปักผ้าคลุมผม ปักเลื่อม) งานหัตถกรรมจักสารต่างๆ ทำไม้กวาด เฟอร์นิเจอร์

ขณะเดียวกันประเทศไทยมีจํานวนผู้สูงอายุเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในแต่ละปีและส่วนใหญ่ไม่มีการศึกษา/สําเร็จการศึกษาต่ำกว่าระดับประถมศึกษา ร้อยละ 79.9 และมีชั่วโมงการทำงานต่อสัปดาห์ของผู้สูงอายุประมาณ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ โดยได้ค่าจ้าง/เงินเดือนของผู้สูงอายุเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 11,432 บาท

ดังนั้นที่ผ่านมา กกจ.ได้ลงนามเอ็มโอยู ขับเคลื่อนการส่งเสริมการมีงานทำให้ผู้สูงอายุตามโครงการ “รวมพลังประชารัฐ ส่งเสริมการมีงานทำให้ผู้สูงอายุ” โดยบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม รวม 23 หน่วยงานเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีงานทำในอาชีพที่เหมาะสมกับวัยและประสบการณ์ เป็นการสร้างหลักประกันที่มั่นคงด้านรายได้ สร้างคุณค่าและความภาคภูมิใจให้แก่ผู้สูงอายุ กำหนดประเภทงานเสมียนพนักงาน งานอาชีพเกี่ยวกับการค้า งานอาชีพด้านบริการ หรืองานซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้างผู้สูงอายุ

โดยรัฐบาลได้ออกมาตรการจูงใจโดยการตราพระราชกฤษฎีกาออกตามความในประมวลรัษฎากรว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 639) พ.ศ.2560 ซึ่งกำหนดให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลมีสิทธินำรายจ่ายที่ได้จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้สูงอายุมายกเว้นภาษีเงินได้ โดยสามารถหักรายจ่ายได้ 2 เท่าในการจ้างผู้สูงอายุเข้าทำงานในสถานประกอบการของตน

นอกจากนี้ยังส่งเสริมการมีงานทำให้ผู้สูงอายุผ่านโครงการต่างๆ เช่นโครงการส่งเสริมการจ้างงานผู้สูงอายุในอาชีพที่เหมาะสมกับวัยและประสบการณ์ ประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ กิจกรรม 1 อำเภอ 1 ภูมิปัญญา ส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุในอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยวและโครงการสร้างโอกาสการมีงานทำให้ผู้สูงอายุเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบรรจุงานด้วยการจ้างเหมาบริการผู้สูงอายุที่มีอายุตั้งแต่ 60-75 ปี จำนวน 20 คน ทำงานในหน่วยงานของกกจ. จำนวน 20 แห่ง มีระยะเวลาการทำงานจำนวน 144 วัน ทำงานวันละ 3 ชั่วโมง ได้รับค่าจ้างชั่วโมงละ 250 บาท
ผลการดำเนินงานเดือนตุลาคม 2561–สิงหาคม 2562 ปรากฏว่าผู้สูงอายุได้รับการจ้างงานในหน่วยงานของกกจ. จำนวน 22 คน สามารถสร้างรายได้ทั้งสิ้น 2,268,000 บาท มีผู้สูงอายุมาใช้บริการจัดหางานจำนวน 7,394 คน และมีผู้สูงอายุได้รับการบรรจุงานจำนวน 3,752 คน ส่วนตำแหน่งงานที่ผู้สูงอายุได้รับการบรรจุงานเดือนสิงหาคม 2562 มากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ แม่บ้าน พนักงานบริการลูกค้า เสมียนพนักงานทั่วไป พนักงานธุรการ พนักงานดูแลความปลอดภัย เป็นต้น

เพชรรัตน์ สินอวย

อิษดา จอมบัวคำ  กลุ่มรับงานไปทำที่บ้าน กลุ่มอิษดากระเป๋าผ้า เล่าว่า ชาวบ้านรวมกลุุ่มกันตัดเย็บกระเป๋าผ้าและกระเป๋าสะพาย กระเป๋าสตางค์ พวงกุญแจ มาร่วม 20 ปีมาแล้ว แต่ได้จัดตั้งกลุ่มและจดทะเบียนเป็นกลุ่มผู้รับงานไปทำที่บ้านกับสำนักงานจัดหางานจังหวัดเชียงใหม่เมื่อปี 2559 ปัจจุบันมีสมาชิก 20 คน  เพื่อให้สมาชิกมีรายได้เพื่อใช้จ่ายในครอบครัว โดยมีที่ทำการอยู่ที่บ้านเลขที่ 35 หมู่ 2 ต.ออนใต้ อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ รับออเดอร์จากบริษัทคิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด  การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และหน่วยงานภาครัฐและบริษัทเอกชนทั่วไปรวมทั้งนำผลงานไปวางจำหน่ายตามตลาดนัด ถนนคนเดิน ตลาดออนไลน์ด้วย

“ส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านที่รวมตัวกันจัดตั้งเป็นกลุ่ม มาทำงาน ณ ที่ทำการของกลุ่ม  เริ่มทำงาน 8 โมงเช้าเลิก 5 โมงเย็น ถ้ามีออเดอร์งานด่วนทำงานไม่เสร็จก็รับงานไปทำที่บ้านต่อ หรือทำงานวันเสาร์ที่บ้านก็ได้ ออเดอร์ที่มีประจำคือทำส่งให้คิงเพาเวอร์ จะส่งมาให้พร้อมอุปกรณ์ทุก อย่างชาวบ้านมีหน้าที่ตัดเย็บและจัดส่งตามจำนวนที่ตกลงกันไว้ทุกคนจะมีรายได้ตามจำนวนชิ้นงานที่ทำเฉลี่ยแล้วประมาณเดือนละ 8-9 พันบาทต่อคน” อิษดา กล่าว

เป็นเรื่องที่ดีต่อคุณภาพชีวิตของชาวบ้านและผู้สูงอายุที่มีกลุ่มรับงานไปทำที่บ้าน ทำให้มีรายได้และยังได้อยู่กับครอบครัว บางคนที่มีลูกก็ยังทำงานไปด้วยเลี้ยงลูกไปด้วย เพราะให้รถนักเรียนมาส่งที่ทำการกลุ่มช่วงเลิกเรียนและทำงานต่อไปจนถึงเวลาเลิกงาน ทำไม่เสร็จก็เอากลับไปทำต่อที่บ้าน เช้าก็เอางานมาส่ง ที่นี่อยู่กันแบบครอบครัวมีอะไรก็ช่วยเหลือกัน สนใจสนับสนุนสินค้า สั่งได้ที่เพจดิษดากระเป๋า

   การมีงานทำของผู้สูงอายุ
-ปี 2561 มีผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) 11.80 ล้าน
-ทำงานอยู่ 4.36 ล้าน คิดเป็นร้อยละ 36.9
ส่วนใหญ่อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1.59 ล้าน
-ส่วนใหญ่ไม่มีการศึกษา/ต่ำกว่าระดับประถม ร้อยละ 79.9
-ทำงานประมาณ 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
-ค่าจ้าง/เงินเดือนต่อเดือนประมาณ 11,432 บาท

 **อาชีพที่เหมาะสมกับผู้สูงอายุ
-แม่บ้าน
-พนักงานบริการลูกค้า
– เสมียนพนักงานทั่วไป
-พนักงานธุรการ
– พนักงานดูแลความปลอดภัย