จับสัญญาณ..โรคหัวใจ วินิจฉัยไว เร่งรักษา ลดเสียชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/390661

จับสัญญาณ..โรคหัวใจ วินิจฉัยไว เร่งรักษา ลดเสียชีวิต

วันที่ 27 กันยายน 2562 – 12:55 น.
โรคหัวใจ,สัญญาณเตือน
เปิดอ่าน 142 ครั้ง

โดย…  ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

ภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน หรือภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน นับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตของผู้คนทั่วโลก เฉพาะประเทศไทยในปี 2559 พบผู้เสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจ 19,030 คน คิดเป็นอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 29.09 ต่อแสนประชากร ส่วนผู้ป่วยโรคหัวใจรายใหม่อยู่ที่ 98,148 ราย มีอุบัติการณ์อยู่ที่ 150.1 ต่อประชากรแสนคนและมีอัตราการเสียชีวิตที่เพิ่มขึ้นทุกปีอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้สถิติกระทรวงสาธารณสุขเมื่อปี 2561 พบว่ามีจำนวนคนไทยที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด 432,943 คน มีอัตราการเสียชีวิตถึง 20,855 คนต่อปี หรือชั่วโมงละ 2 คน และด้วยจำนวนผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาที่มีจำนวนมากก่อให้เกิดปัญหาสถานการณ์ความแออัดของห้องฉุกเฉิน

จากสถิติปี 2559 พบว่าในประเทศไทยมีสถิติผู้ป่วยที่เข้ารับบริการการรักษาในห้องฉุกเฉินอยู่ที่ 458 ต่อแสนประชากร ซึ่งสูงกว่าสหรัฐอเมริกา 421 ต่อแสนประชากร ออสเตรเลีย 331 ต่อแสนประชากร และอังกฤษ 412 ต่อแสนประชากร ทั้งนี้ในประเทศไทยมีผู้ป่วยเข้ารับบริการในห้องฉุกเฉินเป็นจำนวนมากถึง 35 ล้านครั้งต่อปี และพบว่าเกือบ 60% เป็นผู้ป่วยไม่ฉุกเฉิน ดังนั้นเพื่อลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน การพิจารณาคัดแยก (Triage) ว่าผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินที่แท้จริงหรือไม่จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ผศ.นพ.พิสิษฐ หุตะยานนท์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ โรงพยาบาลธรรมศาสตร์เฉลิมพระเกียรติ กล่าวว่า ผู้ป่วยโรคหัวใจที่เข้ารับการตรวจรักษาในโรงพยาบาลนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มที่เข้ารับการตรวจแบบทั่วไปและกลุ่มที่เข้ารับการตรวจแบบฉุกเฉิน การตรวจวินิจฉัย ดูแล และรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจเหล่านี้แพทย์จะอาศัยการตรวจสอบประวัติ ลักษณะอาการของผู้ป่วย ลักษณะของคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และการพิจารณาว่ามีการเสื่อมสลายของกล้ามเนื้อหัวใจหรือไม่ โดยการเจาะเลือดเพื่อตรวจดูการเปลี่ยนแปลงของระดับสารบ่งชี้ภาวะโรคหัวใจ (cardiac biomarker / cardiac troponin)

ปัจจุบันจะเป็นการตรวจวัดสารบ่งชี้ภาวะโรคหัวใจแบบไฮเซนซิทิฟ คาร์ดิแอค โทรโพนิน ที (high sensitivity cardiac troponin T) ที่ให้ผลการตรวจวัดอย่างละเอียดและมีความแม่นยำ สามารถนำมาใช้กับแนวทางการดูแลผู้ป่วยที่สงสัยภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลันแบบ 0 และ 1 ชั่วโมง (0h/1h algorithm) ซึ่งช่วยลดระยะเวลาในการวินิจฉัยผู้ป่วยที่สงสัยภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจเฉียบพลันที่ส่งผลให้เกิดลักษณะของกล้ามเนื้อหัวใจตายดังกล่าว จากเดิมที่ต้องรอการแปลผลการเปลี่ยนแปลงของสารบ่งชี้โรคหัวใจ 3-6 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ก็ลดลงเป็นที่ 1 ชั่วโมง
แนวทางการรักษาดังกล่าวให้ประโยชน์อย่างน้อย 2 ประการ คือ 1.ผู้ป่วย หากแพทย์สามารถให้การวินิจฉัยว่าผู้ป่วยมีภาวะโรคซึ่งมีอัตราการเสียชีวิตสูงหรือมีภาวะแทรกซ้อนสูงหรือไม่ ภายในระยะเวลาที่สั้นลง จะส่งผลให้แพทย์สามารถตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมในขั้นตอนต่อไปได้เร็วขึ้น ในขณะเดียวกัน ากผลการตรวจเลือดไม่พบการเปลี่ยนแปลงของไฮ เซนซิทิฟ คาร์ดิแอค โทรโพนิน ที แสดงว่าผู้ป่วยอาจมีภาวะโรคหลอดเลือดหัวใจตีบอาจเป็นไปได้น้อย แพทย์สามารถมุ่งประเด็นสู่การหาสาเหตุอื่นมาอธิบายอาการของผู้ป่วยได้เร็วขึ้น บรรเทาความไม่สบายใจ การลังเลสงสัย และความกังวลของทั้งตัวผู้ป่วยเองและญาติของผู้ป่วยจากการรอฟังผลจากแพทย์ และ 2.การที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยเร็วขึ้นและได้รับการส่งต่อไปยังตำแหน่งที่ควรได้รับการรักษาได้รวดเร็วขึ้น หรือได้รับการพิจารณาให้สามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัย แพทย์และบุคลากรในห้องฉุกเฉินจะมีเวลาในการดูแลผู้ป่วยหนักรายอื่นเพิ่มขึ้น ลดปัญหาความแออัดของห้องฉุกเฉินได้อย่างมาก และส่งผลดีต่อระบบการรักษาดูแลผู้ป่วยโดยรวม

ท้องไม่พร้อม & คนพร้อมไม่ท้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/390660

ท้องไม่พร้อม & คนพร้อมไม่ท้อง

วันที่ 27 กันยายน 2562 – 12:45 น.
ท้องไม่พร้อม,คุมกำเนิด,องค์การอนามัยโลก
เปิดอ่าน 8 ครั้ง

ท้องไม่พร้อม&คนพร้อม ไม่ท้อง เร่งคุมกำเนิด-แม่วัยใส เกินมาตรฐานโลก โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com-

ปัญหาด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ของประเทศไทยยังไม่หมดไป เพราะว่า “คนท้องไม่พร้อม” ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ประเทศไทยมี ‘วัยรุ่นท้องไม่พร้อม’ มากถึงร้อยละ 15 เกินกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ คือไม่เกินร้อยละ 10 ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของเด็กและเยาวชนที่เกิดมาในหลายมิติ ขณะที่ “คนพร้อมไม่ท้อง” ผู้ที่มีความพร้อมทั้งวัยวุฒิและฐานะมักไม่ค่อยมีบุตร

สถิติจากองค์การอนามัยโลกพบว่ามีหญิงตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์กว่า 33 ล้านคนต่อปี สาเหตุหลักเกิดจากปัญหาการคุมกำเนิดที่ผิดพลาด ไม่มีความรู้ ดังนั้นการส่งเสริมความรู้ด้านสุขภาพ (Health Literacy) และสร้างความความตระหนักให้แก่ประชาชนจึงเป็นสิ่งสำคัญให้เกิดการวางแผนครอบครัวที่ถูกต้องและมีคุณภาพ

เมื่อวันที่ 26 กันยายน สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย ร่วมกับสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยในพระราชูปถัมภ์ สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สวท.) และบริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด จัดแถลงข่าวเนื่องในวันคุมกำเนิดโลก 2562 (World Contraception Day 2019) ภายใต้แนวคิด “Power of Options…อนาคตที่เราเลือกได้” เพื่อสร้างความตระหนักให้วัยรุ่นเห็นความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องการคุมกำเนิด เพื่อวางแผนอนาคตและสามารถดำเนินชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการรณรงค์เพื่อลดปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ที่มีมาอย่างต่อเนื่องในประเทศร่วมกับนานาชาติ

จากข้อมูลของกรมอนามัยปี 2561 พบว่าการตั้งครรภ์ในวัยรุ่นโดยเฉพาะเพศหญิงอายุ 10-19 ปี คลอดบุตรรวมทั้งสิ้น 72,566 คน หรือเฉลี่ย 199 คนต่อวัน ลดลงจากในปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 84,578 คน หรือเฉลี่ย 232 คนต่อวัน ส่วนการคลอดซ้ำของหญิงอายุ 10-19 ปีในปี 2561 มีจำนวน 6,543 คน หรือร้อยละ 9 ลดลงจากปี 2560 ที่มีการคลอดซ้ำจำนวน 9,093 คน หรือร้อยละ 10.8 หากพิจารณาเฉพาะวัยรุ่นในช่วงอายุ 10-14 ปี พบมีการคลอดบุตร 2,385 คน ลดลงจากปี 2560 ซึ่งอยู่ที่ 2,559 คน หรือเฉลี่ยเท่ากันที่วันละ 7 คน

       “เกิดน้อย”ต้องไม่ด้อยคุณภาพ
ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล นายก สวท. กล่าวว่า ปัญหาด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ของประเทศไทยยังไม่หมดไปและส่งผลกระทบเชิงสังคมที่รุนแรงต่อเนื่อง ดังที่เราได้รับรู้จากสื่อต่างๆ ว่า “คนท้องไม่พร้อม” ส่วนใหญ่ยังเป็นกลุ่มนักเรียน นักศึกษา โดยปัจจุบันประเทศไทยมีวัยรุ่นท้องไม่พร้อมมากถึงร้อยละ 15 เกินกว่าค่ามาตรฐานที่องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ คือไม่เกินร้อยละ 10 ซึ่งจะส่งผลต่ออนาคตของเด็กและเยาวชนที่เกิดมาในหลายมิติกลายเป็นประเด็นที่น่าห่วงโดยเฉพาะคุณแม่วัยใสที่ขาดความรู้ในการคุมกำเนิดอย่างถูกต้องเมื่อตั้งครรภ์

ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล

สำหรับอีกประเด็นปัญหาในปัจจุบันก็คือ “คนพร้อมไม่ท้อง” ผู้ที่มีความพร้อมทั้งวัยวุฒิและฐานะมักไม่ค่อยมีบุตร นับเป็นสิ่งที่ สวท.กังวลเช่นเดียวกัน โดยคาคว่าในปี 2562 จะเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ที่สัดส่วนผู้สูงวัยมีมากกว่าเด็กเนื่องจากเด็กเกิดใหม่ลดลงทุกปีตามสถิติในปี 2561 อยู่ที่ 666,109 คน

“นโยบายของกระทรวงสาธารณสุข คือทุกการเกิด…ต้องเกิดอย่างมีคุณภาพ หากพ่อแม่ไม่มีคุณภาพการเกิดก็จะไม่มีคุณภาพตามมา ดังนั้น สวท.จึงก็ต้องส่งเสริมให้พ่อแม่มีความพร้อมเพื่อให้เด็กมีคุณภาพ ที่ผ่านมาได้จัดกิจกรรมร่วมกับทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงเปิดช่องทาง Line : @HAPPY FAMILY By PPAT ให้ปรึกษา พูดคุย แบบส่วนตัวโดยผู้เชี่ยวชาญ” นายก สวท. กล่าว

พญ.ปานียา สูตะบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายการแพทย์แผนกฟาร์มาซูติคอล บริษัท ไบเออร์ไทย จำกัด กล่าวถึงแนวทางการรณรงค์ของทั้ง 3 องค์กรภาคี ว่าที่ผ่านมาได้จัดให้มีกิจกรรมที่หลากหลายเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย อาทิ คู่มือรอบรู้เรื่องยาเม็ดฮอร์โมนรวมภายใน 3 นาที สำหรับเภสัชกร เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นสำหรับผู้ที่มารับบริการ

นอกจากนี้ยังจัดทำสื่อวิดีโอออนไลน์ผ่านทางเฟซบุ๊คแฟนเพจ “Young Love รักเป็น ปลอดภัย รวมถึงกิจกรรมต่างๆ อาทิ การเปิดช่องทางความรู้ Line@YoungLove และให้คำปรึกษาในมหาวิทยาลัย และในโรงงานอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2557 ในปีนี้มีแผนจัดกิจกรรมทั้งสิ้น 60 ครั้ง แบ่งเป็นในสถานศึกษา 24 ครั้ง และโรงงาน 36 ครั้ง โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมมากกว่า 4 หมื่นคน

  คุมกำเนิดถูกวิธีป้องกันได้
นพ.กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง ผู้อำนวยการสำนักอนามัยการเจริญพันธุ์ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข อธิบายว่า ปัญหาการตั้งครรภ์ไม่พร้อมและการทำแท้งไม่ได้มีเฉพาะวัยรุ่น แต่รวมถึงกลุ่มหญิงไทยทั่วไป และยังคงเป็นปัญหาสำคัญระดับโลก ปัจจุบันเด็กเกิดน้อยก็จริง แต่จะทำอย่างไรไม่ให้เกิดจากแม่วัยรุ่น แม้ตัวเลขจะลดลงแต่เรายังพบปัญหาทอดทิ้ง ทำร้ายเด็ก และทำแท้ง ดังนั้นจึงไว้วางใจไม่ได้

สำหรับวิธีคุมกำเนิดหลัก 2 วิธี คือ “ผู้ชาย” การใช้ถุงยางอนามัย และ “ผู้หญิง” การใช้ฮอร์โมน ตั้งแต่การรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด ยาฝังคุมกำเนิด ห่วงอนามัย และแผ่นแปะ โดยทุกวิธีที่ว่ามาประสิทธิภาพมากกว่า 99.99% เพียงแต่ต้องใช้อย่างถูกวิธี โดยเฉพาะยาเม็ดคุมกำเนิด ปัญหาที่พบคือการกินไม่ตรงเวลา ลืมกิน

นพ.กิตติพงศ์ แซ่เจ็ง

ส่วน “ยาคุมฉุกเฉิน” ใช้สำหรับกรณีฉุกเฉินกรณีมีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการป้องกันมาก่อน หรือโดนล่วงละเมิดทางเพศ มีประสิทธิภาพเพียงแค่ 75% ปัจจุบันพบการใช้ผิดวัตถุประสงค์ คือใช้ประจำเพราะไม่อยากรับประทานยาคุมปกติ ซึ่งไม่ถูกต้อง เนื่องจากยาคุมฉุกเฉินมีฮอร์โมนค่อนข้างสูง อาจทำให้เกิดปัญหาการตกเลือด คลื่นไส้ อาเจียน ฯลฯ ดังนั้นเดือนหนึ่งควรใช้ไม่เกิน 2 ชุด
“การยุติการตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่ถูกกฎหมายมานานในประเทศไทย เพียงทัศนคติหลายคนอาจจะรับไม่ได้ ผู้ที่ท้องสามารถโทรมาขอคำปรึกษาจากแพทย์และพยาบาลที่ผ่านการอบรมได้ที่เครือข่าย 1663 แต่ต้องมีอายุ 15 ปีขึ้นไปเท่านั้น หากต่ำกว่านั้นต้องมีใบแสดงความยินยอมจากพ่อแม่ผู้ปกครอง” นพ.กิตติพงศ์ กล่าว

น.ส.พัชริดา สุขเจริญ

น.ส.พัชริดา สุขเจริญ อายุ 16 ปี กล่าวว่า ความรู้เรื่องอนามัยเจริญพันธุ์มีประโยชน์ต่อวัยรุ่น เพราะจะได้รู้วิธีการคุมกำเนิดที่ถูกต้อง และคนที่อยากจะมีเพศสัมพันธ์จะสามารถป้องกันได้ ลดปัญหาท้องไม่พร้อมในเด็กและวัยรุ่น หากหลีกเลี่ยงได้ก็ดีกว่า จะได้ไม่เครียดว่าจะท้องหรือเปล่า และควรโฟกัสเรื่องเรียนให้ดีที่สุด

รายได้ดีแม้เสี่ยงโดนคุก ปัจจัยหลัก เชียร์เบียร์-เด็กเอ็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/390472

รายได้ดีแม้เสี่ยงโดนคุก ปัจจัยหลัก เชียร์เบียร์-เด็กเอ็น

วันที่ 26 กันยายน 2562 – 10:15 น.
สาวเชียร์เบียร์,ลันลาเบล,พริตตี้,เด็กเอ็น
เปิดอ่าน 324 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com

กรณีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับ “ลันลาเบล” หรือ น.ส.ธิติมา นรพันธ์พิพัฒน์ พริตตี้สาวที่เสียชีวิตขณะรับงานเอ็นเตอร์เทน ทำหน้าที่บริการให้ความบันเทิงสนุกสนาน ถือเป็นสปอตไลท์ที่ฉายออกมาให้คนในสังคมได้เห็นอีกด้านของอาชีพที่สะท้อนถึงการคุกคามทางเพศ และโทษของการดื่มแอลกอฮอล์ดื่มหนัก ดื่มเร็ว ส่งผลต่อการเสียชีวิต

เมื่อวันที่ 25 กันยายน สำนักงานสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) เครือข่ายองค์กรงดเหล้า มูลนิธิธีรนารถ กาญจนอักษร มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และเครือข่ายปกป้องเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยงทางสังคม จัดเสวนา “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับพฤติกรรมดื่มหนักดื่มเร็วและการคุกคามทางเพศ” โดยมี อดีตสาวเชียร์เบียร์ และพริตตี้สินค้า มาเล่าประสบการณ์ การเข้าสู่วงการสาวเชียร์เบียร์ และพริตตี้ ว่าเริ่มตั้งแต่เรียนมหาวิทยาลัยปีที่ 1 และทำมาจนถึงปีที่ 4 สาเหตุที่เข้าสู่วงการนี้ เพราะต้องหาเงินส่งเสียตัวเองเรียนปริญญาตรี อาชีพนี้เป็นช่องทางหาเงินได้ง่าย ไม่เหนื่อย และมีเวลาไปเรียนหนังสือ

เนื่องจากสาวเชียร์เบียร์ จะเริ่มทำงานตั้งแต่ 6 โมงเย็นถึง 5 ทุ่มหรือดึกกว่านั้น และเด็กส่วนใหญ่ที่เข้าสู่วงการนี้ เกิดจากต้องส่งตัวเองเรียน หรือต้องทำงานช่วยเหลือครอบครัว ดังนั้นแม้ว่าหลายคนรู้ว่ามีความเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดทางเพศ อย่างการถูกลวนลาม ถูกเนื้อต้องตัว แต่หลายคนก็พร้อมเสี่ยงเพื่อให้ได้เงินมาเลี้ยงดูตัวเองและครอบครัว

“ค่าจ้างต่อวันจะประมาณ 350 บาท และค่าฝาเบียร์ 10 บาท วันหนึ่งจะได้ประมาณ 500 บาท ทำให้มีรายได้ 15 วัน ประมาณ 7,000-8,000 บาท หากทำงานอื่นจะไม่ได้เงินเท่านี้ อีกทั้งงานก็ไม่ได้หาง่าย จึงเป็นปัจจัยที่ทำให้สาวๆ มาสู่เส้นทางเด็กเชียร์เบียร์ พริตตี้ และเด็กเอ็นเตอร์เทน ทั้งที่รู้ว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะถูกลวนลาม และบางคนอาจจะยินยอมพร้อมใจไปมากกว่านั้น แต่ใช่ว่าทั้งหมดจะเป็นอย่างนั้น ไม่อยากให้สังคมมองอาชีพนี้แบบเหมารวม เพราะเด็กเชียร์เบียร์หลายคนก็ดูแลตัวเอง ทุกคนมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เป็นอาชีพหนึ่งที่พวกเขาเลือกเพื่อทำงานตรงนี้” อดีตสาวเชียร์เบียร์ กล่าว

เธอ กล่าวต่อว่า หลายคนที่เข้าสู่วงการนี้ มีวิธีการเอาตัวรอดในการรับงาน เช่น ไม่ดื่มเหล้าแก้วคนอื่น มือไม่ห่างแก้วเหล้าตัวเอง มีการประมาณตัวเองว่าดื่มได้แค่ไหน ซึ่งแต่ละคนจะมีเทคนิคการดื่มที่ไม่เหมือนกัน เพราะพริตตี้สายเอ็น และเด็กเชียร์เบียร์ต้องดื่มเป็นประจำอยู่แล้ว แต่แม้จะดื่มหนักทุกวันพวกเขาจะมีการออกกำลังกาย ดูแลตัวเอง กินอาหารเสริม ดีท็อกซ์ตับ และส่วนใหญ่ก็ไม่ได้อยู่ในวงการนี้กันนานๆ ซึ่งที่พูดไม่ได้สนับสนุนให้ใครเข้ามาเดินทางสายนี้ เพราะถึงที่สุดแล้วแม้ว่าเอาตัวรอดได้ แต่เวลาอยู่ในสถานการณ์คับขันมันยากมากที่จะรอดได้

น.ส.นัยนา สุภาพึ่ง ผอ.มูลนิธิธีรนาถ กาญจนอักษร กล่าวว่า สังคมไทยอยู่ท่ามกลางความย้อนแย้งและขัดแย้งมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับมายาคติการดื่มที่แตกต่างกัน เช่น มองผู้คนทั่วไปดื่มว่าเป็นการพักผ่อน แต่ถ้าเด็กเชียร์เบียร์ดื่มกลับมองว่าเป็นสิ่งไม่ดี อย่างคดีของ “ลันลาเบล” สังคมมองว่าก็ทำอาชีพแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ ใครก็สามารถล่วงละเมิดทางเพศได้ ซึ่งความคิดเหล่านี้เป็นความคิดในเชิงอำนาจที่ถูกสะสมมาเป็นเวลานาน ผู้ชายสามารถดื่มเหล้าได้เวลาทำผิดจะมีข้ออ้างที่ไม่รุนแรง แต่ถ้าเป็นผู้หญิงดื่มจนเมาจะถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดี การถูกละเมิดทางเพศก็เป็นเพราะตัวเอง

นัยนา สุภาพึ่ง

“มายาคติเกี่ยวกับการดื่ม และโครงสร้างของสังคมไทยทำให้ยอมรับแบบนี้มานาน เด็กเชียร์เบียร์ เด็กเอ็นเตอร์เทน เสมือนเป็นใบอนุญาตให้คุกคามทางเพศ ละเมิดทางเพศได้ และครอบครัวไทยหล่อหลอมเลี้ยงดูลูกชายให้เป็นแบบนี้ เห็นผู้ชายแทะโลมพนักงานเชียร์เบียร์ หรือพนักงานบริการในสถานที่กลางคืนเป็นเรื่องปกติ การเสียชีวิตของลันลาเบล ควรเป็นจุดที่สังคมไทยตื่นเกี่ยวกับการเอารัดเอาเปรียบทางเพศ พนักงานบริการควรมีการคุ้มครอง มีสวัสดิการให้เขาสามารถอยู่ในพื้นที่ทำงานแบบนักวิชาชีพ ควรมีหลักประกันและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คนมีอำนาจไม่ควรจะอยู่เฉยๆ เพราะการเสียชีวิตครั้งนี้เป็นการฉายสปอตไลท์ในการยอมจำนนเกี่ยวกับการละเมิดทางเพศ ควรรื้อโครงสร้างใหม่ของสังคมไทย” น.ส.นัยนา กล่าว

นพ.ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์นั้น ปลอดภัยสุดคือต้องไม่ดื่ม แต่ถ้าหากต้องดื่มควรไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หรือถ้าเป็นเบียร์ไม่เกิน 2 กระป๋อง ไวน์ไม่เกิน 2 แก้ว เหล้าไม่เกิน 2 เป๊ก และต้องรู้ลิมิตตนเอง แต่ถ้าดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากส่งผลต่อประสาท การเคลื่อนไหว เสี่ยงต่อการหยุดหายใจ

นพ.ธีรยุทธ รุ่งนิรันดร

ซึ่งหากพบเห็นใครที่มีอาการเหล่านี้ สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ช่วยเหลือเบื้องต้นได้โดยการจัดท่านอนตะแคงเพื่อป้องกันการสำลัก รักษาระดับศีรษะและคอให้เท่าๆ กัน ค่อยๆ พลิกตัวให้นอนหงาย เรียกชื่อดังๆ ให้ลืมตากว้าง ลองจิ้มที่ตัวเพื่อดูปฏิกิริยาตอบสนอง มองที่อกหรือท้องเพื่อดูจังหวะการหายใจ หายใจช้าลงหรือติดขัด ร่างกายไม่ตอบสนองให้ทำซีพีอาร์ แล้วเรียกรถพยาบาลหรือนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ซึ่งการใช้แอลกอฮอล์ร่วมกับสารเสพติด จะส่งผลให้เกิดอาการเมาหมดสติและเสียชีวิตได้ง่ายขึ้นด้วย โดยเฉพาะสารเสพติดในกลุ่มยานอนหลับ

นพ.พงศ์ธร ชาติพิทักษ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ กล่าวว่า ปัจจุบันมีกฎหมายควบคุมแอลกอฮอล์ นั่นคือ พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551 โดยระบุการห้ามขายในเรื่องสถานที่ วันเวลา แก่บุคคลใด การโฆษณา การสื่อสารการตลาด ซึ่งในกฎหมายนั้น เด็กเชียร์เบียร์ถือเป็นการตลาดแบบตรงเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่ถ้าเป็นลักษณะจัดแข่งขันดื่มกันเองที่บ้านไม่สามารถเอาผิดได้ ดังนั้น กรณีของลันลาเบล ต้องไปดูว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.หรือไม่อย่างไร

นพ.พงศ์ธร ชาติพิทักษ์

“ตัวกฎหมายเน้นเอาผิดการขาย มากกว่าเอาผิดการดื่ม ซึ่งไม่ควบคุมในเรื่องปริมาณการดื่ม ขณะนี้จึงต้องออกอนุบัญญัติเพิ่มเติม เบื้องต้นจะนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ โดยมี รมว.สาธารณสุข เป็นประธาน เพื่อเสนอให้มีการปรับเพิ่มอนุบัญญัติให้สอดรับกับสถานการณ์การดื่มที่เปลี่ยนไป งานวิจัยยืนยันว่าระดับการดื่มแอลกอฮอล์ที่ปลอดภัยที่สุด คือไม่ดื่ม เพราะแอลกอฮอล์ ทำร้ายร่างกายตั้งแต่หยดแรก แต่ถ้ายอมรับความเสี่ยงได้ต้องดื่มให้น้อยที่สุด และต้องไม่ดื่มแบบแข่งขัน เพราะคนที่ดื่มมากไม่ได้แปลว่าดื่มเก่ง จึงอยากฝากเตือนว่า การแข่งกันดื่มสุรา บังคับดื่ม ดื่มหนักดื่มให้หมดในเวลารวดเร็ว มันไม่คุ้มที่จะเอาชีวิตมาเสี่ยง” นพ.พงศ์ธร กล่าว

เปิดโครงการ Children in Street คืนโอกาสการศึกษาเด็กเร่ร่อน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/390401

เปิดโครงการ Children in Street คืนโอกาสการศึกษาเด็กเร่ร่อน

วันที่ 25 กันยายน 2562 – 19:30 น.
Children in Street,เด็กเร่ร่อน
เปิดอ่าน 56 ครั้ง

5 หน่วยงานเปิดโครงการ Children in Street ค้นหาเด็กเร่ร่อนใช้ชีวิตตามท้องถนนใน กทม.ที่มีจำนวนกว่า 3 หมื่นคน

5 หน่วยงานเปิดโครงการ Children in Street ค้นหาเด็กเร่ร่อนใช้ชีวิตตามท้องถนนใน กทม.ที่มีจำนวนกว่า 3 หมื่นคน โดยใช้ความร่วมมือจาก ครูกสศ.ครูกทม.และครูอาสา ร่วมมือค้นหาเด็กบนท้องถนน เพื่อคืนโอกาสทางการศึกษาหรือพัฒนาทักษะชีวิต ทักษะอาชีพ ให้เติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง

25 ก.ย.2562 ที่ห้องจูปีเตอร์ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น 4 กระทรวงศึกษาธิการ โดย สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.) ร่วมกับ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เครือข่ายองค์กรเพื่อเด็กเร่ร่อน สมาคมสถาบันส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดตัวโครงการ Children in Street เพื่อค้นหาและวางมาตรการช่วยเหลือเด็กและเยาวชนบนท้องถนนในพื้นที่ กทม. ให้สอดคล้องกับปัญหาในพื้นที่

นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(รมช.ศธ.) กล่าวว่า โครงการเด็กบนท้องถนน หรือ Children in Street เป็นโครงการสำรวจเด็กเร่ร่อน หรือเด็กที่ใช้ชีวิตตามท้องถนนในพื้นที่ กทม. โดยมอบหมายให้ครูจาก กศน. ในแขวงต่างๆ ซึ่งมีจำนวน 180 แขวง ลงพื้นที่สแกนหาเด็กกลุ่มนี้อย่างเต็มพื้นที่ ตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยใช้กลไกของ กสศ. มาบูรณาการ ดำเนินงานร่วมกับหน่วยจัดการศึกษาต่างๆ ของกระทรวงศึกษาในทุกระดับการศึกษา เมื่อทราบตัวเลขและตัวตนเด็กกลุ่มนี้ที่ชัดเจน จะได้เร่งหามาตรการช่วยเหลือให้ได้รับการศึกษาจนสำเร็จการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือพัฒนาให้มีความรู้ ความสามารถในการประกอบอาชีพตามความถนัดและศักยภาพที่แตกต่างกัน สามารถพึ่งพาตนเองในการดำรงชีวิตได้ โดยไม่หลุดออกนอกระบบการศึกษา ปัจจุบันคาดว่าประเทศไทยมีเด็กและเยาวชนที่ตกหล่นไม่ได้รับการศึกษาอยู่นับหลายแสนราย โดยมีเด็กบนท้องถนนประมาณ 30,000 คน กระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ ทั่วประเทศ โดยกทม. เป็นเมืองที่มีเด็กข้างถนนกระจุกตัวอยู่มากที่สุด

นายพัฒนะพงษ์ สุขมะดัน ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า กสศ.ได้แสวงหาความร่วมมือและพัฒนาข้อมูล/ความรู้เพื่อดูแลเด็กบนท้องถนน เพื่อสนับสนุน ศธ. กทม. และองค์กรหลักที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาและส่งต่อความช่วยเหลือ ก่อนขยายผลสู่ความยั่งยืน ที่ผ่านมา กสศ.ได้ริเริ่มโครงการเสริมความพร้อมส่งน้องไปโรงเรียน เพื่อให้ความช่วยเหลือกลุ่มเด็กที่พักอาศัยบริเวณริมทางรถไฟยมราชและใช้ชีวิตบนถนน เช่น ขายมาลัยตามสี่แยก หรือ ขอทานบนถนนสายต่างๆ ในกรุงเทพมหานคร จำนวน 81 คน ซึ่งเป็นการเพิ่มโอกาสในการกลับไปสู่โรงเรียนของเด็กกลุ่มนี้ และเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือในการพัฒนาแนวทางการช่วยเหลือกลุ่มเด็กบนท้องถนนในพื้นที่ กทม.ที่มีแนวโน้มจะหลุดออกนอกระบบการศึกษา แนวทางดังกล่าวถูกนำมาพัฒนาเป็นโครงการ Children in Street ในพื้นที่ กทม. โดยมีเป้าหมายในการพัฒนาระบบให้ความช่วยเหลือและกลไกปกป้องคุ้มครองกลุ่มเด็กและเยาวชนบนท้องถนน เพื่อยกระดับให้มีภูมิคุ้มกันที่เข้มแข็ง และสนับสนุนให้เด็กกลุ่มนี้เติบโตไปในทิศทางที่ถูกต้อง

“จะทำการสำรวจค้นหาเด็กและเยาวชนที่ใช้ชีวิตอยู่บนท้องถนน โดยใช้เครือข่ายองค์กรเพื่อเด็กเร่ร่อน ครู กศน. และครูอาสา ซึ่งจะร่วมกันทำการสำรวจ พื้นที่จุดเสี่ยงใน กทม. เพื่อให้ทราบความต้องการและข้อจำกัดของครอบครัว ที่เป็นต้นเหตุของการออกมาใช้ชีวิตหรือทำงานบนท้องถนน ซึ่งจะนำไปสู่การให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ ที่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับความถนัดและศักยภาพเป็นรายบุคคล เพื่อสนับสนุนความมั่นคงทางอาชีพและครอบครัวในอนาคต รวมทั้งเสริมศักยภาพเด็กและครอบครัวให้มีกิจกรรมเสริมรายได้หรืออาชีพทางเลือกที่เหมาะสมตามวัย ไม่มีความเสี่ยง ช่วยลดอุปสรรคในการไปโรงเรียนจากความยากจน และสามารถสร้างรายได้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนได้” นายพัฒนะพงษ์ กล่าว

นายกุลธร เลิศสุริยะกุล ประธานเครือข่ายองค์กรเพื่อเด็กเร่ร่อนและผู้รับผิดชอบโครงการ Children in Street ในพื้นที่ กทม.กล่าวว่า โครงการนี้เกิดจากความต้องการที่จะทราบจำนวนของเด็กเร่ร่อน หรือเด็กที่ใช้ชีวิตตามท้องถนน ในพื้นที่ กทม. ว่ามีจำนวนเท่าไหร่ นำตัวเลขและรูปแบบปัญหาที่พวกเขาประสบอยู่มาออกแบบวิธีการช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม โดยใช้ ครูกศน. ในกทม. ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดประมาณ 700 คนเป็นผู้สำรวจ และบันทึกข้อมูลโดยใช้ Google Form หรือแบบสอบถามออนไลน์ที่ใช้สำหรับรวบรวมข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว โดยจะใช้เวลาประมาณ 60 วัน ในการสำรวจพร้อมทั้งสรุปและประเมินสถานการณ์ เพื่อให้ทราบว่าพื้นที่ไหนบ้างที่เด็กๆ ไปรวมกลุ่มกัน หรือจุดไหนที่เด็กไปใช้ชีวิตบนท้องถนน ก่อนนำมาสรุปพูดคุยกันในเครือข่ายหน่วยงานต่างๆ ซึ่งดูแลเด็กกลุ่มนี้ วางแผนการดูแล หากพื้นที่ไหน ไม่มีใคร หรือไม่มีกำลังดูแล ก็จะวางแผนให้ ครูกศน.ที่มีจิตอาสาใน กทม.เข้าไปประสานดูแล พร้อมทั้งวางแผนศึกษาข้อมูลเชิงลึกกับเด็กกลุ่มนี้ หารูปแบบการศึกษาที่เหมาะสมให้พวกเขากลับเข้าสู่โอกาสทางการศึกษาต่อไป

ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เปิดค่ายเยาวชนรักษ์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/390190

ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เปิดค่ายเยาวชนรักษ์น้ำ

วันที่ 25 กันยายน 2562 – 00:05 น.
เป๊ปซี่โค,ค่ายเยาวชนรักษ์น้ำ
เปิดอ่าน 139 ครั้ง

ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เดินหน้าแนวคิด ‘ลิฟวิ่ง วิท วอเตอร์ (Living with Water)จัดกิจกรรม ‘เทรน เดอะ เทรนเนอร์’ อบรมครูพี่เลี้ยงรักษ์น้ำ และ ‘ค่ายเยาวชนรักษ์น้ำ

25 กันยายน 2562 บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด หรือ SPBT  ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องดื่มภายใต้แบรนด์ซันโทรี่และเป๊ปซี่ เดินหน้ากับแนวคิด ‘ลิฟวิ่ง วิท วอเตอร์ : Living with Water’ หรือ ‘มิซู โตะ อิคิรุ’

โดยนายโอเมอร์ มาลิค ประธานกรรมการบริหาร นำทีมพนักงานจิตอาสาจัดกิจกรรม “เทรน เดอะ เทรนเนอร์” การอบรมเชิงปฏิบัติการครูพี่เลี้ยงรักษ์น้ำ และกิจกรรม “ค่ายเยาวชนรักษ์น้ำ กับ ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค” เพื่อให้ความรู้เรื่องน้ำแก่เด็ก เยาวชน และบุคลากรในท้องถิ่น ในจังหวัดระยอง จังหวัดสระบุรี และจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านการอนุรักษ์และการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่า รวมถึงส่งเสริมกิจกรรมจิตอาสาและสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้กับพนักงาน

นายโอเมอร์ มาลิค กล่าวว่า กิจกรรม “เทรน เดอะ เทรนเนอร์” เป็นกิจกรรมฝึกอบรมครูและบุคลากรในท้องถิ่น เพื่อถ่ายทอดความรู้เรื่องน้ำและการดูแลรักษาทรัพยากรน้ำให้แก่นักเรียนและคนในชุมชนในวงกว้าง และ “ค่ายเยาวชนรักษ์น้ำ” เป็นกิจกรรมให้ความรู้เรื่องน้ำ ปลูกฝังจิตสำนึกรักษ์น้ำและการใช้น้ำอย่างรู้คุณค่าให้แก่นักเรียน ในจังหวัดระยอง จังหวัดสระบุรี และจังหวัดเชียงใหม่

ทั้งสองกิจกรรมเป็นส่วนหนึ่งของโครงการให้ความรู้เรื่องน้ำ (มิตซุยกุ) เพื่อเป็นการตอกย้ำแนวคิด ‘ลิฟวิ่ง วิท วอเตอร์ (Living with Water)’ หรือ ‘มิซู โตะ อิคิรุ’ ซึ่งเป็นปรัชญาหลักที่เรายึดมั่น เพราะเราได้ตระหนักถึงความสำคัญของ “น้ำ” ซึ่งถือเป็นทรัพยากรที่เราใช้ในการดำเนินธุรกิจ และยังเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของทุกชีวิตบนผืนโลก โดยกิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการในความร่วมมือระหว่าง บริษัท ซันโทรี่ เป๊ปซี่โค เบเวอเรจ (ประเทศไทย) จำกัด และมูลนิธิรักษ์ไทย

โดยได้จัดขึ้นในเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งกิจกรรม เทรน เดอะ เทรนเนอร์ ได้รับความสนใจจากครู และบุคลากรท้องถิ่นเป็นอย่างมาก โดยในระหว่างการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการครูพี่เลี้ยงรักษ์น้ำที่จัดขึ้นเป็นเวลา 2 วันนั้น มีทั้งกิจกรรมการบรรยายให้ความรู้เรื่องความสำคัญของการจัดกระบวนการเรียนรู้ด้านการอนุรักษ์น้ำในโรงเรียน เนื้อหาและกิจกรรมการเรียนการสอนที่สำคัญสำหรับนักเรียน

การให้ความรู้ด้านเทคนิคการสอนผ่านการปฎิบัติการด้านการอนุรักษ์น้ำอย่างมีส่วนร่วม การพัฒนากระบวนการคิดสร้างสรรค์กับการอนุรักษ์น้ำ การออกแบบและผลิตสื่อการเรียนรู้ต่างๆ  รวมถึงการพัฒนาโครงงานของเด็กนักเรียนด้านการอนุรักษ์น้ำ เป็นต้น ซึ่งในภาคปฏิบัติได้มีการจำลองห้องเรียนการสอนเรื่องการอนุรักษ์น้ำ โดยมีคุณครู และบุคลากรในท้องถิ่นจำนวน 93 คน จาก 43 โรงเรียนในจังหวัดระยอง จังหวัดสระบุรี และจังหวัดเชียงใหม่เข้าร่วมกิจกรรม

สำหรับค่ายเยาวชนรักษ์น้ำ เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นสำหรับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 – มัธยมศึกษาปีที่ 2 เพื่อให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้ ทำความเข้าใจ และลงมือปฏิบัติผ่านกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบกิจกรรมฐานเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำ ซึ่งออกแบบเน้นการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม การคิดวิเคราะห์วางแผน พร้อมเสริมสร้างทักษะกระบวนการทำงานเป็นกลุ่ม

โดยตลอดทั้ง 3 วัน เด็กและเยาวชนได้เข้าร่วมทั้งกิจกรรมสันทนาการและกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ต่างๆ เกี่ยวกับน้ำ อาทิ วัฏจักรของน้ำ น้ำกับชีวิตประจำวัน แผนผังน้ำในโรงเรียน ปัญหาและสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับน้ำในโรงเรียนนักสืบสายน้ำ การทำแผนที่สำรวจแหล่งน้ำในชุมชน การตรวจวัดคุณภาพน้ำด้านกายภาพและชีวภาพ และการทำน้ำให้สะอาดด้วยวิธีการต่างๆ  โดยน้องๆ ได้มีการนำเสนอแผนกิจกรรมโครงงานด้านการอนุรักษ์น้ำในโรงเรียนของตนเองด้วย

ค่ายเยาวชนรักษ์น้ำครั้งนี้ มีเด็กและเยาวชนจำนวนรวม 245 คน และคุณครู 62 คน จาก 32 โรงเรียนในจังหวัดระยอง จังหวัดสระบุรี และจังหวัดเชียงใหม่เข้าร่วมกิจกรรม โดยทั้ง 2 กิจกรรมมีพนักงานจิตอาสาซันโทรี่ เป๊ปซี่โค จำนวน 53 คน เข้าร่วมเป็นผู้ช่วยครูพี่เลี้ยงเพื่อสอนน้องๆ ทั้งนี้ กิจกรรม ค่ายเยาวชนรักษ์น้ำ กับซันโทรี่ เป๊ปซี่โค จะจัดให้มีขึ้นอีกในเดือนกันยายน และพฤศจิกายนนี้

นางนิตยา เหลียงตระกูล  ครูจากโรงเรียนมาบยางพร ที่เข้าร่วมโครงการให้ความรู้เรื่องน้ำ กล่าวว่า “โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมากที่ช่วยสร้างความแข็งแรงทางความคิดเรื่องการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ และสามารถนำไปปฎิบัติได้ด้วยตนเอง อีกทั้งยังฝึกให้นักเรียนได้เรียนรู้ และสัมผัสกับธรรมชาติที่ควรดูแล เนื่องจากปัจจุบัน น้ำขาดแคลนไม่เพียงพอต่อการใช้ของชุมชน เพราะชุมชนขยายใหญ่ขึ้น น้ำฝนไม่สะอาดเหมือนแต่ก่อน แหล่งน้ำถูกรุกจากที่อยู่อาศัย และการทิ้งสิ่งสกปรกลงในน้ำ”

ด.ช.อนุรัตน์ ประชุมพวก นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชนวัดสุวรรณรังสรรค์ ที่เข้าร่วมกิจกรรมค่ายเยาวชนรักษ์น้ำ กล่าวว่า “รู้สึกดีใจที่ได้เข้าร่วมกิจกรรมค่ายและได้เรียนรู้เรื่องเกี่ยวกับน้ำ เพราะเป็นกิจกรรมที่ทั้งสนุกและได้ความรู้ โดยหลังจากจบค่ายนี้ไป ตนเองตั้งใจจะนำความรู้ที่ได้รับจากค่ายนี้ไปบอกเพื่อนๆ  และคนในชุมชน เนื่องจากในปัจจุบัน ผู้คนยังใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย ในส่วนของตนเองนั้นมีความตั้งใจที่จะไม่ทิ้งขยะเกลื่อนกลาด ใช้น้ำอย่างประหยัด ถ้ามีน้ำเหลือที่ไม่ใช้จะนำไปรดน้ำต้นไม้ และไม่ทิ้งขยะลงในแม่น้ำลำคลองครับ”

ต้านยุบโรงเรียนขนาดเล็ก เชื่ออนาคตเด็กมีความสำคัญ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/390170

ต้านยุบโรงเรียนขนาดเล็ก เชื่ออนาคตเด็กมีความสำคัญ

วันที่ 24 กันยายน 2562 – 17:43 น.
ต้านยุบโรงเรียนขนาดเล็ก
เปิดอ่าน 264 ครั้ง

“สมพงษ์” ชี้จำเป็นที่จะต้องต่อสู้กับการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก การสอบเข้า 100% การผลิตคนเพื่อป้อน EEC เชื่ออนาคตเสียงของเด็กจะมีความสำคัญ

24 ก.ย.62-“สมพงษ์” ชี้จำเป็นที่จะต้องต่อสู้กับการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก การสอบเข้า 100% การผลิตคนเพื่อป้อน EEC เชื่ออนาคตเสียงของเด็กจะมีความสำคัญ ขณะที่แกนนำเยาวชนมองการถ่ายทอดการเรียนทางเดียว ไร้ปฏิสัมพันธ์ครู-นักเรียน เป็นจุดบอดการศึกษาไทย พัฒนาทักษะทางอารมณ์ การพูด

ที่ห้องประชุมอำไพ สุจริตกุล คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในเวทีเสวนาสาธารณะวันเยาวชนแห่งชาติ “การปฏิรูปการศึกษาที่เยาวชนเป็นเจ้าของ” และเวทีเสวนา เรื่อง “สุก หรือ สุข พื้นที่การเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน”
ศ.ดร.สมพงษ์  จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว กล่าวว่า ในระบบการศึกษาจะพบว่าในห่วงโซ่การศึกษาคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดและส่วนร่วมต่ำที่สุด คือ เด็กและเยาวชน ดังนั้นสิ่งที่เราจะพบก็คือ ใครเป็นเจ้าของการศึกษา ใครเป็นผู้จัดการศึกษา จากคำถามนี้ องค์การสหประชาชาติ (UN) จึงเกิดชุดแนวความคิดหลักของการศึกษาปีนี้ ว่า เป็นการเปลี่ยนแปลงระบบการเรียน หรือ ปฏิรูปการศึกษาโดยเยาวชนเป็นเจ้าของ ดังนั้นสิทธิทางการศึกษาจริงๆ เป็นเรื่องของเด็ก ผู้ใหญ่ต้องออกมา และให้เด็กมีส่วนร่วมในเรื่องการออกแบบการเรียนรู้ ต่อจากนี้การปฏิรูปการศึกษาต้องอย่าลืมเด็ก ว่า เขาคิด และต้องการอะไร

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวต่อว่า UN ให้ความสำคัญกับเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ให้ความสำคัญกับคนทุกกลุ่มไม่ว่าจะยากจน พิการ อยู่ในเมืองหรือชนบท ซึ่งใจความสำคัญของเรื่องนี้ ถือเป็นหลักคิดของมนุษยชาติ ดังนั้นเราจำเป็นที่จะต้องมาทบทวนว่าเราจัดการศึกษาเพื่อใคร ตอบโจทย์เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ผู้ใหญ่ในกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) พ่อแม่ผู้ปกครอง ค่านิยม แต่เราไม่เคยตอบโจทย์วิธีคิดของเด็กเลยหรือไม่ เพราะฉะนั้นการศึกษาที่ UN ให้ความหมายในเรื่องของปฏิรูปการศึกษา เป็นการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับชีวิต ทักษะด้านอารมณ์ ที่เด็กจะได้เรียนตรงกับความสนใจความต้องการ การศึกษามีความเท่าเทียมเที่ยงธรรม ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาสูงถึง 20 เท่า ระหว่างในเมืองกับชนบท เด็กฐานะยากจนที่สุดในประเทศ มีถึงร้อยละ 20 และสามารถเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาเพียงร้อยละ 5 เท่านั้น แต่ร้อยละ 20 ของเด็กที่มีฐานะทางสังคมสูง สามารถเข้าศึกษาต่อระดับอุดมศึกษาได้ 100%


“การที่ประเทศเราพูดถึงการศึกษาเพื่อทุกคน แต่เราจะยุบโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวนกว่า 15,000 โรง และเด็กชนบทก็จะไปเรียนที่ไหน สิ่งที่กำลังจะตามมาอีกคือ การจัดสอบเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 แบบ 100% ในจำนวน 400 กว่าโรงเรียน เรื่องนี้ทำให้เราพบกับการเรียนในลักษณะที่แข่งขันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย การเรียนกวดวิชาจะเพิ่มขึ้น เพราะค่านิยมของพ่อแม่ที่ต้องให้ลูกเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด และสำหรับโรงเรียนอีก 15,000 แห่งที่เหลือ เราจะเอาไปไว้ไหน ทำไมไม่มีการมองเรื่องการสร้างคุณภาพของโรงเรียนให้มีความเท่าเทียมและเที่ยงธรรม อีกทั้งระบบการศึกษาเรายังออกแบบให้หลักสูตรมีตัวดัชนี บ่งชี้ กว่า 1,400 ตัว ที่ครูจะต้องทำให้ได้ ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีใครจะมานั่งสนใจชีวิตเด็ก ครูจะมุ่งสอนเนื้อหา แต่ไม่ได้นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งผมมองว่าเราจำเป็นที่จะต้องต่อสู้กับการยุบโรงเรียนขนาดเล็ก การสอบเข้า 100% การผลิตคนเพื่อป้อน EEC เพราะเด็กในพื้นที่จะหายไปต่างคนต่างเข้าไปเรียนต่อในเมือง ทำให้สายสัมพันธ์ในชุมชนหายไปด้วย” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว
ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่เป็นอาวุธสำคัญของการศึกษา เนลสัน แมนเดลา พูดไว้ว่า ถ้าเราไม่ให้การศึกษาที่ดีและไม่เปิดพื้นที่อิสระ และไม่มีเสรีภาพทางความคิด เราก็จะมีคนติดกรอบเป็นค่านิยม และเราก็จะเดินตามเขาโดยที่เราไม่กล้าสวนกระแส ความกล้าและจิตวิญญาณมันจะฝ่อ แม้ว่าประเทศไทยจะมีตัวบ่งชี้ทางการศึกษากว่า 1,400 ตัว แต่สหประชาชาติ บอกว่าตัวบ่งชี้ที่สำคัญมีเพียงการสร้างการศึกษาที่ทุกคนเข้าถึงได้ การศึกษาเป็นที่ยอมรับ การศึกษาที่ปรับใช้กับชีวิตจริง ทั้งนี้ในอนาคตตนเชื่อว่าเสียงของเด็กจะมีความสำคัญ ความต้องการมาจากข้างล่างขึ้นสู่ด้านบน เพราะถ้าเด็กยังไม่มีเสียง เด็กก็จะต้องเดินไปตามเส้นทางที่เป็นค่านิยมที่มีการวางไว้

ด้านนายคณิน เครือพิมาย นักศึกษามหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าพระนครเหนือ กล่าวว่า ธรรมชาติของพื้นที่การเรียนไม่รู้ ตนขอให้ทุกคนนึกสภาพห้องเรียนที่เราพาเด็กคนหนึ่งเข้าไป นั่งฟังครูสอน สิ่งที่ได้รับรู้ คือ บางเรื่องก็สามารถนำไปใช้ได้ แต่ในบางครั้งเราก็ไม่ได้นำมาใช้ และน้อยครั้งมากที่เราจะต้องได้รู้ว่าสิ่งที่เราเรียนมีผลกระทบอย่างไรกับเรา สามารถนำไปใช้ตอนไหน อีกทั้งเรื่องที่เจ็บปวดมาก คือ เราไม่รู้ว่าตัวเองเรียนไปทำอะไร เรียนไปใช้อย่างไร และสภาพแวดล้อมในห้องเรียนก็ไม่ได้ส่งเสริมให้เราได้เรียนรู้ กีดกันความสามารถของเด็ก กำหนดความสำคัญของรายวิชาให้มีความต่างกันทั้งที่เด็กมีความถนัดไม่เหมือนกัน ปัญหาของระบบการศึกษาส่วนหนึ่ง คือ คนในระบบการศึกษาไม่รู้ว่าตัวเองเรียนไปทำไม และการที่จะแก้ไขระบบการศึกษาค่อนข้างที่จะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากมีความซับซ้อน ดังนั้นตนจึงมองว่าเราจำเป็นที่จะต้องมีพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โดยมี 3 ตัวการสำคัญ คือ คนที่มีเป้าหมายเดียวกัน ความรู้ และทักษะด้านอารมณ์ ซึ่งพื้นที่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้นี้สามารถทำได้ในทุกที่ และทุกกลุ่มคน เพื่อที่จะสร้างพื้นที่ตรงกลางในการแลกเปลี่ยนความคิด สร้างไอเดีย และความเปลี่ยนแปลง เพราะระบบการศึกษาของเรายังแก้ไขอะไรไม่ได้ ต้องเริ่มจากนอกระบบก่อน

ด้านนายวัชรพงศ์ พุ่มชื่น พี่เลี้ยงเครือข่ายเยาวชน กล่าวว่า ตนมองว่าการศึกษาไทยจะไม่สามารถปฏิรูปได้ เพราะสังคมไทยติดระบบความคิด เรื่องระบบอุปถัมภ์ โครงสร้างอำนาจ เส้นสายพรรคพวก และระบบอาวุโส ทั้ง 4 เรื่องนี้ สะท้อนว่าอำนาจและอิสระภาพไม่ได้ถูกออกแบบให้เราใช้ชีวิต แต่ถูกใครก็ไม่รู้เป็นคนขีดไว้ และเมื่ออำนาจและอิสระภาพ ก็จะทำให้เกิดความกลัว ซึ่งความกลัวเป็นสิ่งที่ทำลายความรู้ ตนย้ำว่าอำนาจและอิสระภาพถูกจำกัดด้วยผู้ที่มีอำนาจ และคนที่มีอำนาจจะใช้ความกลัวในการปกคลุม แม้กระทั่งการเรียนการสอน ทั้งนี้หากเราไม่สามารถเกาะทั้ง 4 เรื่องนี้ออกได้ก็ไม่จำเป็นต้องมีการปฏิรูป และจากการที่ตนได้เรียนรู้ชีวิตเด็กๆ จากการทำงานทำให้พบว่า เราต้องเปิดอิสระให้แก่เด็กและเด็กจะคิดเอง ออกแบบการเรียนรู้เองร่วมกับชุมชนได้เอง ดังนั้นตนจึงมองว่าการเป็นอิสระเป็นสิ่งที่พูดง่ายแต่ทำได้ยาก ซึ่งคนรุ่นใหม่จะต้องกล้าที่จะเปลี่ยนตัวเอง เพราะจะไม่มีใครช่วยคุณได้ถ้าคุณไม่เปลี่ยนตัวเอง และตนหวังว่าจะเห็นนักวิชาการและสื่อมวลชน สนใจคนตัวเล็กๆ ในสังคมที่เปลี่ยนตัวเองได้และพยายามจะสื่อสารไปยังผู้มีอำนาจ

ด้านนายอนุกูล ปีดแก้ว รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน กล่าวว่า ภาพรวมของกรมกิจการเด็กและเยาวชน เรามีคำถามมากมายว่าระบบการศึกษาสามารถสร้างความเท่าเทียมไปสู่ทุกคนได้จริงหรือไม่ เพราะตนเคยพบเด็กอายุ 7 ขวบ ที่อยู่ในระบบการศึกษาปกติไม่สามารถอ่านเขียนได้ อีกทั้งยังมีเด็กอีกหลายคนที่ไม่มีชุดนักเรียนใส่ ซึ่งตนมองว่าการศึกษาอาจจะไม่ตอบโจทย์เด็กทุกคน เป็นเหมือนการตัดเสื้อตัวเดียวให้เด็กทุกคน ถ้าหากเด็กและเยาวชนที่อยู่ในสังคมไทยไม่ได้มีความเหมือน หรือใช้รูปแบบเดียวกันในการที่จะให้เขาใช้เดินไปข้างหน้าด้วยหลักสูตรเดียวกัน ดังนั้นกรมกิจการเด็กและเยาวชนจะต้องทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงให้กับเด็กเหล่านี้ เพราะเราจะปล่อยให้เด็กทำทุกสิ่งอย่างไม่ได้ แต่วิธีการเป็นสิ่งที่มีปัญหาเพราะเราไม่พยายามสร้างความไว้ใจและเชื่อมั่นในเด็กว่าเขาสามารถทำอะไรได้ ซึ่งเป็นเรื่องของผู้ใหญ่ และในส่วนของภาครัฐเองก็จะต้องหาแนวทางให้เด็กๆ มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยน

นอกจากนี้ภายในงานได้มีการจัดเสวนา ED Talk แลกเปลี่ยนประสบการณ์ในระบบการศึกษาไทย ในประเด็น “สุขของการเรียนอยู่ไหนในการศึกษาไทย” โดยนายวรากรณ์ ใจยา นักศึกษาชมรมรากดิน มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนจากภาคเหนือ เป็นเด็กบ้านนอกใฝ่ฝันที่จะได้เรียนในเมือง ในมหาวิทยาลัยดังๆ แต่ไม่มีโอกาส  ซึ่งไม่ใช่แค่เรื่องทุนทรัพย์ แต่ยังคงมีเรื่องอื่นๆ เพราะตนอยู่ในระบบการศึกษา ตั้งต้นจากเรียนในโรงเรียนประจำหมู่บ้าน โรงเรียนประจำอำเภอ และมหาวิทยาลัย นิยามความสุขในการเรียนรู้ พบว่า ความสุขเกิดขึ้นจากการเรียนรู้นอกห้องเรียน มากกว่าเรียนรู้ในโรงเรียน เพราะโรงเรียนในชนบท ครูจะโฟกัสที่เด็กเรียนเก่ง ส่งเสริมเฉพาะเด็กเก่ง ครูกำกับทิศทางการเรียนอยู่ตลอดเวลา ส่วนตัวก็ใช้ชีวิตตามลู่ทาง ตามระบบค่านิยมที่ถูกสังคมวางไว้

ดังนั้นเราจะขาดการถูกเหลียวแลจากระบบ จึงหันไปทำงานกับศูนย์เพื่อนหญิง ซึ่งเป็นภาคประชาสังคม เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ ที่ทำให้ตนเห็นว่าการทำกิจกรรมภายนอกห้องเรียนเป็นสิ่งที่สำคัญ เพราะทำให้เกิดทักษะชีวิต อีกทั้งตนยังเชื่ออย่างหนึ่งว่าการเรียนรู้ที่ดีที่สุด คือ การเรียนรู้ด้วยตนเอง การลงมือทำ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำ คือ การยุบโรงเรียน ตนเคยอยู่ในโรงเรียนที่ปัจจุบันถูกยุบก็รู้สึกใจหาย เพราะโรงเรียนในชนบทไม่ใช่แค่โรงเรียน แต่เป็นพื้นที่รวมความสัมพันธ์ของคน เป็นทุกอย่างของชุมชน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อชุมชนแน่นอน

“เราต่างก็ผ่านระบบการศึกษา ทุกคนมีคำตอบในใจว่าความสุขของเราอยู่ตรงไหนในระบบการเรียน ต่างก็ฝันไม่ให้บางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น เช่น การถูกตีตราจากครู การเหยียดเพศ หรือการล้อเล่น ยังคงมีอยู่ในโรงเรียน แต่นั่นคือแรงผลักดันของตัวเองมาทำงานในจุดนี้ แต่ประเด็นสำคัญ คือ การมีเสรีภาพทางความคิดให้กับเด็ก เปิดอิสระในการเรียนรู้ให้กับเด็ก เด็กควรมีสิทธิที่จะเลือก คนยุคเก่า ไม่ควรจะตีกรอบว่าอาชีพไหนดีหรือไม่ดีกว่าอาชีพอื่น ขอโอกาสให้ผู้ใหญ่เปิดใจในการให้ช่องทางกับเด็กในสังคม” นายวรากรณ์ กล่าว

นางสาวชลธิชา ศรีษะโคตร  นายกองค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การทำกิจกรรมการพัฒนาตัวเองกับระบบการศึกษาไทย ทำให้ตนเกิดคำถามว่า ถ้าเราต้องการพัฒนาตัวเอง เรามีวิธีการอะไร และมีช่องทางใดบ้างที่จะสามารถพัฒนาตัวเองได้บ้าง ในระบบการศึกษาไทยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ที่การศึกษาตั้งแต่ระดับชั้นประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษา จะมีครูทำหน้าที่สอนนักเรียนบริเวณหน้าชั้นเรียน นักเรียนนั่งจดตามที่ครูสอน จำนวน 40-50 คนต่อห้อง ซึ่งตนถือเป็นคนหนึ่งที่คุ้นชินกับการจัดการศึกษาในลักษณะนี้ ระบบที่มีแค่การถ่ายทอดความรู้ในระบบทางเดียว โดยไม่มีปฏิสัมพันธ์ ไม่มีการสื่อสาร ความร่วมมือทั้งระหว่างครู และนักเรียน หรือนักเรียนกับนักเรียนด้วยกัน ซึ่งถือเป็นจุดบอดอย่างหนึ่งของระบบการศึกษาไทยที่ทำให้ตัวนักเรียนไม่ได้พัฒนาเรื่องทักษะทางอารมณ์ ทั้งการพูด การมีส่วนร่วม การทำงานเป็นทีม ดังนั้นระบบการศึกษาไทยจึงไม่ตอบโจทย์เรื่องพัฒนาทักษะขั้นพื้นฐานของมนุษย์ต่างๆ การศึกษาที่มีในปัจจุบันสอนเราเรื่องทักษะด้านความรู้ที่จะนำไปสู่การเข้ามหาวิทยาลัยและการทำงาน ไม่เคยสอนเรื่องการการทำงานร่วมกับผู้อื่น หรือการสื่อสารในชีวิตการทำงาน ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นทักษะที่ไม่ได้เรียนรู้ผ่านการที่ครูพูดกับนักเรียน แต่เกิดจากการเรียนรู้ การลงมือทำ ได้มีการทดลองรวมถึงพัฒนาตนเอง
“ในปัจจุบันเวลาที่ครูมีคำถามซึ่งเป็นความรู้ที่เรียนอยู่แล้ว ถามนักเรียนในห้องปรากฎว่าไม่มีใครกล้าตอบคำถาม เรื่องนี้ถือว่าเป็นการสื่อสารง่ายๆ แต่กลับไม่มีนักเรียนคนไหนกล้าที่จะตอบ เป็นจุดบอดของระบบการศึกษาที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม การใช้ชีวิตประจำวันทักษะทางวิชาชีพอย่างเดียวไม่เพียงพอ เพราะยังมีสิ่งอื่นๆ ที่เราจะต้องพัฒนาตัวเองต่อไป และดิฉันเชื่อว่าระบบการศึกษาไทยในปัจจุบัน ทุกคนมองเห็นปัญหาในส่วนนี้ แต่ยังมีการแก้ไขอย่างไม่ตรงจุด และยังไม่ได้เข้าถึงนักเรียนทุกคน ดังนั้นดิฉันคิดว่าควรที่จะมีการเปลี่ยนระบบการศึกษาไทย เพื่อพัฒนาเด็กในจุดนี้ เพิ่มเรื่องการสร้างกิจกรรม

ศูนย์ปฐมพยาบาลที่พึ่งพิงชุมชนร.ร.กลุ่มนักข่าวหญิง2บ้านบ่อหวี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/390059

ศูนย์ปฐมพยาบาลที่พึ่งพิงชุมชนร.ร.กลุ่มนักข่าวหญิง2บ้านบ่อหวี

วันที่ 24 กันยายน 2562 – 14:45 น.
โรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 บ้านบ่อหวี,ศูนย์ปฐมพยาบาล
เปิดอ่าน 279 ครั้ง

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  qualitylife4444@gmail.com 

แม้จะมี รพ.สต.ตะนาวศรี แต่ก็ยังถูกจำกัดสิทธิการรักษา เนื่องจากส่วนใหญ่เป็นชาวกะเหรี่ยง ดังนั้นโรงเรียน

โรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 (บ้านบ่อหวี) จึงดัดแปลงห้องเรียนให้เป็นห้องพยาบาล โดยมีครูอนามัยซึ่งพักภายในโรงเรียนดูแล เพื่อรักษาเบื้องต้นก่อนส่งตัวไปยัง รพ.สวนผึ้ง รวมถึงมีชาวบ้านพึ่งพิงในการขอยาสามัญประจำบ้าน นอกจากนี้ ทางโรงเรียนยังมีทั้งอาหารเช้า อาหารกลางวันให้แก่เด็ก รวมถึงห่อให้กลับไปรับประทานที่บ้าน เพื่อลดปัญหาทุพโภชนาการ โดยการขอบริจาคอาหารจากทางวัด

เปลว ปุริสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 (บ้านบ่อหวี) กล่าวว่า ปัจจุบันโรงเรียนเปิดสอนชั้นอนุบาล-ป.6 มีนักเรียน 278 คน ส่วนใหญ่ฐานะยากจน เป็นชนเผ่ากะเหรี่ยง 85% และสัญชาติไทย เชื้อชาติกะเหรี่ยง 15% ครูเป็นข้าราชการ 12 คน และอัตราจ้าง 4 คน เนื่องจาก รพ.สวนผึ้ง อยู่ห่างจากชุมชน ไป-กลับกว่า 60 กิโลเมตร ผู้ปกครองไม่มีรถในการพาเด็กๆ ไปหาหมอ และเนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่ในป่า จึงพบปัญหาไข้เลือดออกสูง โดยในปี 2557 พบผู้ป่วยไข้เลือดออกสูงอันดับ 4 ของประเทศ รวมถึงมาลาเรีย และชิคุนกุนยา

โรงเรียนแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2517 จากพระราชดำริของสมเด็จย่า เมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมชาวไทยกะเหรี่ยง ณ ชายแดนไทยพม่า บ้านบ่อหวี อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี กลุ่มนักข่าวที่ตามเสด็จจึงรวบรวมเงินราว 7 หมื่นบาท ก่อสร้างโรงเรียนแห่งนี้ขึ้นเพื่อให้เด็กๆ ในชุมชนได้เล่าเรียน โดยในช่วงแรกอยู่ในสังกัด ตชด. และถ่ายโอนมาอยู่ภายใต้กระทรวงศึกษาธิการในปี 2542

ล่าสุดเมื่อวันที่ 21 กันยายน มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย และ มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย มอบอาคารปฐมพยาบาลชุมชนให้แก่โรงเรียนแห่งนี้ ผ่านกิจกรรม “One Pfizer for Better society ร่วมใจให้สังคม” ขนาด 140 ตารางเมตร ประกอบด้วย เตียงคนไข้ 4 เตียง ยาสามัญประจำบ้าน และเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้น

ทั้งนี้ เพื่อใช้เป็นศูนย์กลางการรักษาพยาบาลเบื้องต้นและแหล่งเรียนรู้ส่งเสริมด้านสุขภาวะของคนในชุมชน พร้อมทั้งได้นำทีมพนักงานลงพื้นที่ให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น(CPR) เพื่อให้คนภายในชุมชนมีสุขภาวะที่ดี และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเกิดเหตุต่างๆ รวมถึงได้มอบหุ่นจำลองช่วยชีวิต เพื่อเป็นสื่อการเรียนการสอนแก่นักเรียนอีกด้วย

ดร.บรรจงเศก ทรัพย์โสภา ผู้ช่วยผู้อำนวยการส่วนงานการตลาดและจัดหาทุน มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า จากการที่มูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย ทำโครงการในพื้นที่ ต.ตะนาวศรี มากว่า 12 ปี โดยมีเจ้าหน้าที่ประจำในพื้นที่ในลักษณะเครือข่าย สำหรับเรื่องเร่งด่วนในโรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 ได้แก่ สถานพยาบาล แต่เดิมที่นี่ใช้ห้องเรียนและคุรุภัณฑ์ที่ได้รับบริจาคมาเพียงเล็กน้อย แต่ที่นี่กลับเป็นด่านแรกที่เป็นที่พึ่งสำหรับเด็กๆ และชุมชน ถัดมาคือ โภชนาการซึ่งด้อยกว่าที่อื่น และการเสื่อมของอาคารเรียน รวมถึงเครื่องเล่นต่างๆ ซึ่งจะเข้ามาเสริมพัฒนาการของเด็ก

มร.เซลิม เซสกิน ประธานกรรมการ มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย กล่าวว่า การสร้างศูนย์ปฐมพยายาลให้แก่โรงรียนกลุ่มนักข่าว 2 เพื่อให้เด็กและชุมชนสามารถเข้าถึงการรักษาพยาบาลเบื้องต้นได้ ที่นี่เนื่องจากมีเด็กด้อยโอกาสค่อนข้างเยอะ และมีชนชาติกะเหรี่ยงเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งโอกาสการเข้าถึงด้านการศึกษาและสิทธิต่างๆ ที่รัฐสนับสนุนค่อนข้างน้อย จึงเป็นโอกาสที่ดีในการเข้ามามีส่วนร่วมช่วยเหลือเด็กๆ เหล่านี้

นอกจากนี้ ยังได้สร้างแปลงเกษตรพืชผักสวนครัว โรงเลี้ยงไก่ไข่ และมอบไก่ไข่จำนวน 100 ตัว ให้แก่โรงเรียนเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้การทำการเกษตรพอเพียง รวมถึงเรียนรู้การสร้างรายได้จากการทำการเกษตร โดยรายได้ทั้งหมดจากการจำหน่ายผลผลิตเองด้วยความภาคภูมิใจนี้ จะถูกนำไปเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับอาหารเช้าและกลางวันของนักเรียนในโรงเรียน รวมไปถึงการส่งมอบวัตถุดิบสำหรับประกอบอาหารกลางวันสำหรับเด็กนักเรียนทุกเดือนตลอดทั้งปี อาทิ ข้าวสาร และน้ำมันพืช อีกด้วย

น้ำเมามือสองกระทบเด็กเยาวชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/390055

น้ำเมามือสองกระทบเด็กเยาวชน

วันที่ 24 กันยายน 2562 – 13:05 น.
ดื่มแอลกอฮอล์,เด็ก,เยาวชน,พ่อ,แม่,ปัญหาสังคม
เปิดอ่าน 32 ครั้ง

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

เด็กที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มพบว่า ส่วนใหญ่ 5.7% มาจากการดื่มของพ่อแม่, 5.7% มาจากการดื่มของคนในชุมชนหรือคนแปลกหน้า, 3.5% มาจากการดื่มของญาติพี่น้อง และ 1.4% มาจากเพื่อน ทั้งนี้ผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัดเป็นความรุนแรงต่อเด็กรูปแบบหนึ่ง ส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกายและใจ คุณภาพชีวิตและพัฒนาการของเด็ก ส่งผลต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่างๆ เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่

ขณะที่เด็กและเยาวชนไทย 24.6% เคยได้รับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ของคนอื่น โดย 9.5% ได้รับผลกระทบรุนแรงโดยตรง เช่น 7.4% ถูกดุด่าอย่างรุนแรง, 3.5% ถูกทอดทิ้งให้อยู่ในสถานการณ์ไม่ปลอดภัย, 1.7% ถูกตี ทำร้ายร่างกาย เป็นต้น 10.7% อยู่ในสภาวะแวดล้อมเสี่ยงไม่เหมาะสม เช่น 7.4% เคยอยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว, 5.2% มีเงินไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูเด็กที่ดูแล และ 0.1% เด็กที่ดูแลเคยไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การอยู่ในครอบครัวที่มีคนดื่มอย่างหนัก จะเพิ่มโอกาสเด็กได้รับผลกระทบมากขึ้นเป็น 3.3 เท่าของครอบครัวที่ไม่มีคนดื่มหนัก

เมื่อวันที่ 23 กันยายน สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดงานเสวนา “สถานการณ์ความเสี่ยงของเด็กและเยาวชนไทยในครอบครัวนักดื่ม” ซึ่งมีการเปิดเผยผลการศึกษาผลกระทบของการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่อบุคคลรอบข้างผู้ดื่มในประเทศไทย หรือภัยเหล้าที่เราไม่ได้ดื่ม ในกลุ่มประชากรไทยที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,695 คน ที่อาศัยอยู่ในจังหวัด เชียงใหม่ ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี ชลบุรี และกรุงเทพมหานคร โดย ภญ.อรทัย วลีวงศ์ สำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พบว่า 79% เคยได้รับผลกระทบจากภัยเหล้ามือสองอย่างใดอย่างหนึ่ง

โดย 76.8% ได้รับผลกระทบด้านจิตใจและความรู้สึกไม่ปลอดภัย เช่น เมื่ออยู่ในสถานที่สาธารณะเพราะการดื่มของคนแปลกหน้า หวาดกลัวเมื่อเผชิญคนแปลกหน้าที่ดื่มตามถนน เป็นต้น 42% ได้รับผลกระทบต่อการดำเนินชีวิต เช่น คนในครอบครัว เพื่อนไม่ทำงานเพราะเมา เคยมีปัญหาครอบครัวจากการดื่มของคนอื่น

ขณะที่เด็กและเยาวชนไทย 24.6% เคยได้รับผลกระทบจากการดื่มแอลกอฮอล์ของคนอื่น โดย 9.5% ได้รับผลกระทบรุนแรงโดยตรง เช่น 7.4% ถูกดุด่าอย่างรุนแรง 3.5% ถูกทอดทิ้งให้อยู่ในสถานการณ์ไม่ปลอดภัย 1.7% ถูกตี ทำร้ายร่างกาย เป็นต้น 10.7% อยู่ในสภาวะแวดล้อมเสี่ยงไม่เหมาะสม เช่น 7.4% เคยอยู่ในเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว 5.2% มีเงินไม่พอสำหรับค่าใช้จ่ายเลี้ยงดูเด็กที่ดูแล และ 0.1% เด็กที่ดูแลเคยไปขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ การอยู่ในครอบครัวที่มีคนดื่มอย่างหนัก จะเพิ่มโอกาสเด็กได้รับผลกระทบมากขึ้นเป็น 3.3 เท่าของครอบครัวที่ไม่มีคนดื่มหนัก

“สำหรับเด็กที่ได้รับผลกระทบจากการดื่มพบว่า ส่วนใหญ่ 5.7% มาจากการดื่มของพ่อแม่ 5.7% มาจากการดื่มของคนในชุมชนหรือคนแปลกหน้า 3.5% มาจากการดื่มของญาติพี่น้อง และ 1.4% มาจากเพื่อน ทั้งนี้ผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัดเป็นความรุนแรงต่อเด็กรูปแบบหนึ่ง ส่งผลเสียต่อทั้งสุขภาพกายและใจ คุณภาพชีวิตและพัฒนาการของเด็ก ส่งผลต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมต่างๆ เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่” ภญ.อรทัย กล่าว

ภญ.อรทัย กล่าวอีกว่า ปัญหานี้สามารถป้องกันได้ โดยเฉพาะหากมีมาตรการคัดกรองเด็กที่อยู่ในภาวะสุ่มเสี่ยง หากสามารถคัดกรองส่งพ่อแม่ที่มีการดื่มไปบำบัดรักษาและช่วยเหลือเด็กเหล่านี้ จะช่วยลดความรุนแรงหรือช่วยก่อนที่จะเกิดเหตุรุนแรงขึ้นได้ อย่างประเทศอังกฤษก็จะมีมาตรการตรงนี้ รวมถึงต้องมีมาตรการลดการเข้าถึงแอลกอฮอล์ตั้งแต่ต้นน้ำ ซึ่งมีงานวิจัยในต่างประเทศพบว่าถ้าขึ้นราคาสุรา 1% จะลดความรุนแรง 3.1-3.5%

ขณะที่งานวิจัยพบว่า ชุมชนไหนมีจำนวนร้านเหล้ามาก ก็จะมีรายงานคดีความรุนแรงในครอบครัวมากเช่นกัน แต่เมื่อลดจำนวนชั่วโมงจำหน่ายเหล้า กลับพบว่า จำนวนคดีความรุนแรงในครอบครัวลดลงไปด้วย การไปใช้ห้องฉุกเฉินในโรงพยาบาลจากเหล้าลดลง ดังนั้น จึงต้องตัดตอน บังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ลดสภาพแวดล้อมที่เสี่ยง เพิ่มกิจกรรมเชิงบวกแก่เยาวชน เพื่อ ป้องกันนักดื่มหน้าใหม่

ด้าน น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ รักษาการผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า สถานการณ์บริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ปี 2560 โดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) พบว่า เด็กและเยาวชนอายุ 15-24 ปี หรือกลุ่ม “นักดื่มหน้าใหม่” จำนวน 2,282,523 คน หรือร้อยละ 23.91 หรือคิดเป็น 1 ใน 4 ของเยาวชนทั้งหมด ที่ระบุว่าดื่มสุราในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา โดยนักดื่มประจำและนักดื่มหนักมีสัดส่วนลดลงเพียงเล็กน้อย

โดยปี 2557 มีนักดื่มประจำ 703,885 คน ปี 2560 จำนวน 684,598 คน ส่วนนักดื่มหนัก ปี 2557 จำนวน 1,122,797 คน ปี 2560 จำนวน 1,005,462 คน หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการป้องกัน ประเทศไทยอาจมีเยาวชนเป็นนักดื่มประจำและนักดื่มหนักเพิ่มมากขึ้น และไทยยังขาดนโยบายเปลี่ยนแปลงมาตรการควบคุมการผลิตเบียร์เชิงอุตสาหกรรมภายในประเทศที่น่ากังวล และเป็นอุปสรรคต่อการลดจำนวนกลุ่มเยาวชนที่เป็นนักดื่มหน้าใหม่

นางทิชา ณ นคร ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก กล่าวว่า จากข้อมูลงานวิจัย เป็นที่ประจักษ์อีกครั้งว่า ครอบครัวที่มีนักดื่มนั้น การผลิตซ้ำซึ่งความรุนแรงจะเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว จนกว่าจะถึงจุดแตกหักในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งมีนัยไม่ต่างจากใบอนุญาตให้เด็กๆ ใช้มันต่อไปหรือผลิตซ้ำได้

งานวิจัยชิ้นนี้จึงมีความชอบธรรมที่จะนำไปสู่นโยบายในเชิงป้องกัน เชิงเยียวยาอย่างเป็นระบบ เช่น 1.พ่อแม่หรือครอบครัวที่เป็นนักดื่มต้องเข้าถึงการบำบัดที่มีประสิทธิภาพ 2.การช่วยเหลือผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวต้องไม่เน้นการรักสถาบันครอบครัว แต่ต้องเน้นการปกป้องผู้ถูกกระทำ 3.องค์กรที่รับผิดชอบเยาวชนที่ผ่านความรุนแรงในครอบครัวไม่ว่าจะเป็นระดับถูกกระทำ ระดับรู้เห็นหรือประจักษ์พยาน ต้องไม่ซ้ำเติมหรือผลิตซ้ำความรุนแรงกับเยาวชนโดยเด็ดขาด เพื่อปฏิบัติการเพื่อสื่อสารกับเยาวชนอย่างตรงไปตรงมาบนความเคารพในคุณค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

 **สถานการณ์นักดื่มหน้าใหม่
ปี 2560 อายุ 15-24 ปี 2,282,523 คน
ร้อยละ 23.91 ดื่มสุราในรอบ 12 เดือน
ปี 2557 มีนักดื่มประจำ 703,885 คน
ปี 2560 จำนวน 684,598 คน
**นักดื่มหนัก
ปี 2557 จำนวน 1,122,797 คน
ปี 2560 จำนวน 1,005,462 คน
**ที่มาศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.)
*ผลกระทบการดื่มต่อบุคคลรอบข้าง
– สำรวจกลุ่มประชากรไทยอายุ 18 ปีขึ้นไป 1,695 คน
– เชียงใหม่ ขอนแก่น สุราษฎร์ธานี ชลบุรี และกทม.
79% เคยได้รับผลกระทบจากภัยเหล้ามือสอง
76.8% ได้รับผลกระทบด้านจิตใจรู้สึกไม่ปลอดภัย
หวาดกลัวเมื่อเผชิญคนแปลกหน้าที่ดื่มตามถนน
42% ได้รับผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตเพื่อนไม่ทำงานเพราะเมา
** เด็กและเยาวชนไทย 24.6% เคยได้รับผลกระทบ

– 5.7% มาจากการดื่มของพ่อแม่

จิตเวช โคราช รพ.มือถือ บริการแบบ ไดรฟ์-ทรู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/389934

จิตเวช โคราช รพ.มือถือ บริการแบบ ไดรฟ์-ทรู

วันที่ 23 กันยายน 2562 – 13:58 น.
จิตเวช,รพจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์,ไดรฟ์-ทรู
เปิดอ่าน 322 ครั้ง

จิตเวช โคราช รพ.มือถือ บริการแบบ ไดรฟ์-ทรู 

หลังจาก รพ.จิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ ปรับโฉมบริการด่านหน้าหรือบริการที่แผนกผู้ป่วยนอกที่เรียกว่าแผนกโอพีดี เข้าสู่การเป็นโรงพยาบาลสมัยใหม่ หรือสมาร์ท ฮอสปิตอล ใช้เทคโนโลยีทันสมัยมาพัฒนาคุณภาพบริการ เพิ่มความคล่องตัว พัฒนาสถานที่และบรรยากาศสิ่งแวดล้อม เป็นภาพลักษณ์ใหม่ของโรงพยาบาลจิตเวชคือ สวยงาม ทันสมัย สบายตา สบายใจ ตามนโยบายของกรมสุขภาพจิต และกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปีใหม่เป็นต้นมา

เพื่อตอบโจทย์การเป็นโรงพยาบาลเฉพาะทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวชประจำเขตสุขภาพนครชัยบุรินทร์ ครอบคลุม 4 จังหวัด คือ นครราชสีมา ชัยภูมิ บุรีรัมย์ และสุรินทร์ ด้วยมาตรการ 3 ลด 3 เพิ่ม คือ ลดเวลารอคอย ลดความแออัด ลดรอยมลทินหรือตราบาปให้ผู้ป่วยจิตเวช และเพิ่มความพึงพอใจ เพิ่มความปลอดภัย และเพิ่มการรักษาต่อเนื่อง ผลการประเมินในรอบ 9 เดือนมานี้พบว่าได้ผลดีและคุ้มค่า โดยเฉพาะการแก้ปัญหาขาดนัดของผู้ป่วยจิตเวชที่ป่วยเรื้อรัง อาการยุ่งยากซับซ้อนรุนแรง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังในอดีตมาอย่างต่อเนื่อง

นพ.กิตต์กวี โพธิ์โน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ในด้านการบริการ ซึ่งมีผู้ป่วยเข้ารับการตรวจรักษาเฉลี่ยวันละ 320 คน ระบบคิวอัตโนมัติและขั้นตอนบริการที่สั้นลงและลื่นไหลต่อเนื่อง ใช้ระบบเวชระเบียนผู้ป่วยแบบอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบอีเอ็มอาร์ (Electronic Medical Record : EMR) บันทึกประวัติการตรวจวินิจฉัยรักษาของผู้ป่วยทั้งหมดลงในระบบอิเล็กทรอนิกส์แทนการเขียนด้วยลายมือลงในแผ่นกระดาษ เชื่อมโยงระหว่างห้องตรวจแพทย์ ห้องแล็บต่างๆ และห้องยา เพิ่มความแม่นยำ มีระบบจัดยาอัตโนมัติ ช่วยให้ผู้ป่วยและญาติได้รับความสะดวก รวดเร็ว ไม่แออัด ใช้เวลาอยู่ในโรงพยาบาลเฉลี่ยเพียง 110 นาที ก็สามารถรับยากลับบ้านได้

ขณะนี้โรงพยาบาลยังได้จัดบริการแบบเบ็ดเสร็จที่จุดเดียวให้แก่กลุ่มผู้ป่วยรายเก่าที่รับยาเดิมเป็นการเฉพาะด้วย พบว่ามีความรวดเร็ว ผู้ป่วยได้รับการตรวจประเมินความก้าวหน้าอาการและรับยากลับบ้านภายในเวลา 25 นาที จากเดิมที่ใช้เวลานานกว่า 1 ชั่วโมง สร้างความพึงพอใจให้แก่ผู้ใช้บริการสูงถึงร้อยละ 95

สำหรับในกลุ่มผู้ป่วยรายเก่าที่ต้องมาพบแพทย์ตามนัดเพื่อติดตามความก้าวหน้าผลการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการเรื้อรัง รุนแรง ยุ่งยาก ซับซ้อน และเสี่ยงก่อความรุนแรง เช่น ผู้ป่วยที่รับไว้รักษาซ้ำ หรือมีประวัติเคยทำร้ายตัวเอง เป็นกลุ่มที่จิตแพทย์ต้องติดตามผลหลังจากจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล ทุก 1-3 เดือน ซึ่งมีประมาณ 5,000 คน เฉลี่ยวันละ 60 คน หรือประมาณร้อยละ 20 ของผู้ป่วยนอก ที่ผ่านมาพบว่ามีผู้ป่วยกลุ่มนี้มาตรงนัดประมาณร้อยละ 70 หลังจากที่นำระบบข้อความสั้น หรือเอสเอ็มเอส ส่งย้ำเตือนนัดล่วงหน้า 1 วัน พบว่าได้ผลดีมาก ผู้ป่วยมาตรงตามนัดมากขึ้นถึงร้อยละ 90 ผลดีของการมาพบแพทย์ตามนัดจะช่วยให้ผู้ป่วยจิตเวชได้รับยาต่อเนื่องและไม่มีอาการทางจิตรบกวนเช่น หูแว่ว ประสาทหลอน หลงผิด สามารถใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านและชุมชนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น ชุมชนมีความปลอดภัย

สำหรับในปีงบประมาณ 2563 ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2562 เป็นต้นไป คณะกรรมการพัฒนาระบบบริการของรพ.จิตเวชนครราชสีมาฯ ได้วางแผนพัฒนาต่อยอดสมาร์ท ฮอสปิตอล ให้สอดรับกับโลกยุคดิจิทัล เพื่อรองรับบริการผู้ป่วยจิตเวชในพื้นที่เขตสุขภาพนครชัยบุรินทร์อีกหลายเรื่อง เช่น ในด้านบริการจะลดความแออัด

โดยจะใช้เทเลเมดิซีน (Telemedicine) ตรวจรักษาผู้ป่วยจิตเวชในสถานพยาบาลเครือข่ายในเขตนครชัยบุรินทร์ คนไข้ที่อยู่ในเขตเมืองสามารถไปรับยาที่ร้านยาที่ทำบันทึกข้อตกลงไว้ และจะนำระบบการยืนยันตัวตนของผู้ป่วยด้วยใบหน้า (face identification) มาใช้แทนการแสดงบัตรประชาชน สามารถติดต่อกับโรงพยาบาลผ่านทางเครือข่ายโซเชียลได้สะดวกขึ้น ซึ่งจะสามารถเชื่อมต่อถึงประวัติการรักษาของผู้ป่วยได้ทันที มีระบบรักษาความปลอดภัยข้อมูลผู้ป่วย 100 เปอร์เซ็นต์ และต่อยอดบริการเป็นระบบไดรฟ์-ทรู (Drive-thru) หรือเป็นโรงพยาบาลในมือถือในปีต่อไป เพื่อเพิ่มความสะดวกสบาย ผู้ป่วยจิตเวชมีความเป็นส่วนตัว สามารถรับบริการโดยไม่ต้องจอดรถแล้วลงไปนั่งรอคิวตรวจอีกต่อไป เช่นเดียวกับภาคธุรกิจฟาสต์ฟู้ด ธนาคาร เป็นต้น

สาธิตจุฬาฯ ปรับวิธีสอน เรียนเพื่อรู้จักตัวเองสู่อนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/389933

สาธิตจุฬาฯ ปรับวิธีสอน เรียนเพื่อรู้จักตัวเองสู่อนาคต

วันที่ 23 กันยายน 2562 – 09:46 น.
สาธิตจุฬาฯ,ปรับการสอน,โค้ดดิ้ง
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

โดย… -หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com –

“เราสอนแบบอันปลั๊กไม่ได้บอกเด็กว่าเป็นวิชาโค้ดดิ้ง สอนผ่านเกม การเล่นต่างๆ กิจกรรมที่หลากหลายและสอดแทรกทักษะการแก้ปัญหา ลำดับขั้นตอนกระบวนการ ทักษะการคิดเชิงนามธรรม ให้นักเรียนแยกแยะได้ว่าก่อนจะทำงานชิ้นหนึ่งๆ ต้องผ่านกระบวนการอะไรบ้าง ซึ่งถ้าเขาบอกได้มันก็คือความเข้าใจเบื้องต้นที่สามารถนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ซับซ้อนมากขึ้นได้ และฝึกฝนไปเรื่อยๆ ซ้ำๆ ในทุกๆ เรื่อง และจะกลายเป็นความเข้าใจเรื่องราวเป็นขั้นเป็นตอนไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งโค้ดดิ้งก็คือกระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นระบบนั่นเอง”

นี่คือหลักการเรียนการสอน “โค้ดดิ้ง” ไม่ใช้คอมพิวเตอร์ ของโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม ใช้มาตั้งแต่ปี 2560 และในปีการศึกษา 2561 เริ่มสอนวิชา “วิทยาการคำนวณ” ป.1 และ ป.4 ขณะนี้ปีการศึกษา 2562 กำลังสอนชั้น ป.2 และ ป.5 คาดว่า ปีการศึกษา 2563 จะสอนครบทุกช่วงชั้นที่ 1 และ 2 ซึ่งเนื้อหาเน้นวิธีคิดเป็นหลักเพื่อเป็นพื้นฐานในระดับมัธยมต่อไป ว่ากันว่าโรงเรียน ครู จะเป็นผู้เลือกสื่อการเรียนการสอน โดยการใช้โซเชียลแพลตฟอร์ม การใช้หุ่นยนต์ผึ้ง หรือ Bee-Bots หรือการสอนด้วย Code.org หรือการใช้โปรแกรม Scratch เป็นต้น เพื่อนำหลักสูตรที่ส่วนกลางกำหนดไปพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุตามเป้าหมาย

“พรรณงาม ใจรักษ์ศักดิ์” สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ และ “ผศ.เพียงตา กิจหิรัญวงศ์” กลุ่มสาระการงานอาชีพและวิชาวิทยาการคำนวณ ช่วยกันอธิบายว่า โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ สอนโค้ดดิ้งแบบอันปลั๊ก (วิทยาการคอมพิวเตอร์แบบอันปลั๊ก) มาตั้งแต่เริ่มทดลองนำร่องเมื่อปี 2559 เป็นการสอนแบบเน้นไปที่การฝึกตรรกะ และวิธีคิด ตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา เน้นการคิดเชิงคำนวณ การเข้าใจ ไม่เน้นท่องจำแต่เน้นคิดและสังเคราะห์คำตอบ

การเรียน จะเน้นกิจกรรมที่สนุกสนาน และมีประเด็นและปัญหาที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนคิดและสังเคราะห์คำตอบด้วยตัวเองจากการใช้เหตุและผล เด็กๆ จะเห็นว่าการแก้ปัญหาสามารถทำได้หลากหลายวิธี และวิธีที่ตัวเองคิดไม่จำเป็นต้องเหมือนใคร รวมทั้งการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลก็เช่นกัน ก็จะเกิดจากการวิเคราะห์ตัวอย่างปัญหาและนำไปสู่ข้อสรุปด้วยตัวเองโดยมีครูคอยแนะนำ

“ผศ.เพียงตา” บอกว่า จากการเรียนพบว่านักเรียนนั้นเกิดกระบวนการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล รู้จักวางแผน เข้าใจในหลักการและจับประเด็นได้ดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาพบปัญหาอุปสรรคบ้าง เช่น นักเรียนบางคนขาดทักษะในการแก้ไขปัญหา ซึ่งแก้ไขโดยให้นักเรียนฝึกทำซ้ำๆ จัดกิจกรรมที่หลากหลายมากขึ้น และอธิบายความรู้เพิ่มเติม เป็นต้น

ผศ.เพียงตา กิจหิรัญวงศ์

“การสอนโค้ดดิ้งต้องอบรมครูให้เข้าใจหลักการก่อน จากนั้นค่อยไปสอนนักเรียนให้เข้าใจได้ การอบรมต้องทำเป็นขั้นตอน มีการทดลองสอน มีการประเมินผลว่าตรงตามที่ต้องการหรือไม่ จากนั้นไปทดลองสอนไปเรื่อยๆ พร้อมกับมีการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลาจนกว่าจะชำนาญ และปรับปรุงการสอนไปจนกว่าจะได้ผลที่น่าพอใจ ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ในเร็ววัน ต้องผ่านกระบวนการทดลองสอนและฝึกฝนอย่างเป็นขั้นเป็นตอน เชื่อว่าการเรียนวิชาโค้ดดิ้งจะช่วยให้เด็กไทยมีทักษะการคิดเป็นระบบเป็นขั้นเป็นตอนและอยู่รอดได้ในโลกอนาคต” ผศ.เพียงตา กล่าว

อย่างไรก็ตาม ทักษะส่วนหนึ่งของวิชานี้ ทั้งในส่วนของทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) และไอซีทีก็เป็นทักษะที่ใช้ในชีวิตประจำวันโดยตรง และในส่วนของ Computational Thinking ที่มีเรื่องของโค้ดดิ้งด้วย ถึงแม้เด็กจะไม่ได้เอาไปใช้โดยตรง แต่ทักษะการวิเคราะห์และแก้ปัญหา และทักษะการคิดเชิงตรรกะ ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญในเนื้อหาด้านนี้ก็มีประโยชน์ในชีวิตประจำวันด้วยเช่นกัน

   ปรับหลักสูตรเรียนเพื่อรู้จักตัวเอง
ขณะที่ “ผศ.ทินกร บัวพูล” ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายประถม และรองคณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่า ขณะนี้มีแนวคิดที่จะปรับหลักสูตรการเรียนการสอนใหม่เนื่องจากครบรอบ 6 ปีที่ต้องมีการปรับ โดยจะเน้นการเรียนการสอนให้นักเรียนรู้จักตัวเองว่าต้องการเรียนเพื่ออะไร เป็นการเรียนเพื่อวางแผนในอนาคต พร้อมทั้งปรับบทบาทครูผู้สอนใหม่จากเดิมที่ยืนสอนหน้าชั้นเรียนอาจจะมาอยู่หลังห้องเรียน เปิดโอกาสให้นักเรียนเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน และเรียนรู้นอกห้องเรียนมากขึ้น และดึงเครือข่ายผู้ปกครอง ชุมชน เข้ามาร่วมจัดการศึกษา

“ในอนาคตอาจจะมีจัดการศึกษาแบบตามอัธยาศัยมากขึ้น เพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้ตามความต้องการและสอดคล้องกับทักษะที่พวกเขามี โดยเปิดให้สามารถนับหน่วยกิตจากการเรียนรู้นอกห้องเรียนได้ด้วย โดยเฉพาะกลุ่มนักเรียนที่ไปเรียนตามสถาบันต่างๆ ของเอกชนที่มีความชำนาญเฉพาะทางที่โรงเรียนไม่สามารถจัดการศึกษาให้ได้ โดยเอาเครดิตที่ได้มาเทียบเคียงเป็นผลการเรียนบันทึกไว้ในแบบแสดงผลการเรียน หรือพอร์ตโฟลิโอ นำไปยื่นประกอบการสมัครเรียนต่อในระดับอุดมศึกษาได้ ซึ่งถือเป็นการจัดการศึกษาเพื่อโลกอนาคต” ผู้อำนวยการสาธิตจุฬาฯ กล่าว

ผศ.ทินกร บัวพูล

  โค้ดดิ้งสอนคิดเป็นระบบ
ปัจจุบันต่างประเทศเริ่มบรรจุโค้ดดิ้งเข้าสู่หลักสูตรการเรียนการสอน เช่น อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย เป็นต้น ซึ่งการเรียนโค้ดดิ้ง เป็นทักษะที่ช่วยให้เด็กคิดทุกเรื่องอย่างเป็นเหตุผล ซึ่งจะส่งผลให้เกิดทักษะการแก้ปัญหา คือสามารถแยกแยะปัญหาออกเป็นส่วนๆ เพื่อหาสาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาในแต่ละส่วนได้ เด็กจะได้เรียนรู้ระบบการวางแผน จะทำให้เข้าใจหลักการและจับประเด็นได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นวิธีการสอนแบบ unplugged coding ที่ไม่ต้องใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อให้นักเรียนแก้โจทย์ให้เหมาะสมกับวัย

ล่าสุดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ส่งเสริมการเรียนโค้ดดิ้งตั้งแต่ระดับประถมศึกษา เพื่อให้เด็กเตรียมตัวสู่การเขียนโปรแกรม และสามารถแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนได้นำร่องสู่ห้องเรียน 3,000 แห่งทั่วประเทศ เริ่มภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2562 ด้วยการให้สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) อบรมพัฒนาทักษะครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อขับเคลื่อนการเรียนสู่โรงเรียนคุณภาพประจำตำบลจำนวน 8,224 แห่ง

      3หัวใจของการเรียนรู้
1.การคิดเชิงคำนวณ (Computational Thinking) ซึ่งเป็นการเรียนรู้และฝึกฝนทักษะการคิดแบบต่างๆ เพื่อการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบเป็นขั้นเป็นตอน จุดที่เน้นจริงๆ คือกระบวนการคิด

2.การเข้าใจและรู้ทันเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Literacy) จะทำความรู้จักกับโลกออนไลน์ โซเชียลมีเดีย และผลกระทบทางสังคมที่เกิดขึ้น เช่น การแชร์ข้อมูลผิดๆ หรือก่อความเสียหาย เรื่องลิขสิทธิ์และอาชญากรรมทางดิจิทัลอีกด้วย ทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) เป็นสิ่งที่จำเป็นมากในยุคนี้เพื่อให้เด็กรู้เท่าทันโลกออนไลน์และเข้าใจถึงผลกระทบของการกระทำใดๆ ของตนและบุคคลอื่นบนโลกออนไลน์ เป็นรากฐานในการสร้างจิตสำนึกที่ดีต่อไป

3.ความรู้ความเข้าใจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) จะแนะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งปัจจุบันและที่กำลังจะเกิดขึ้น เช่น โดรน หุ่นยนต์ โลกความจริงเสมือน การใช้เครื่องมือทางไอซีทีต่างๆ เช่น การใช้ Search Engine ค้นหาข้อมูล การใช้โปรแกรมประมวลคำ เพื่อการสร้างเอกสารต่างๆ การใช้โปรแกรมสเปรดชีต เพื่อการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลขั้นต้น การใช้โปรแกรมนำเสนอ เพื่อสื่อสารข้อมูลต่างๆ เป็นต้น