มหิดลวิชาการ เปิดบ้านมหิดล 1-2 พ.ย.2562

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/392309

มหิดลวิชาการ เปิดบ้านมหิดล 1-2 พ.ย.2562

วันที่ 7 ตุลาคม 2562 – 20:01 น.
มหิดลวิชาการ,เปิดบ้านมหิดล,ผศทพชัชชัย คุณาวิศรุต
เปิดอ่าน 25 ครั้ง

มหาวิทยาลัยมหิดล ขอเชิญร่วมงาน มหิดลวิชาการ เปิดบ้านมหิดล ประจำปี 2562 วันที่ 1-2 พ.ย.2562 เวลา 8.30-16.00 น. ณ ม.มหิดล ศาลายา นครปฐม

วันที่ 7 ตุลาคม 2562 –  ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ทพ.ชัชชัย คุณาวิศรุต รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) เปิดเผยว่า ในปีนี้ มหาวิทยาลัยมหิดลกำหนดจัดงาน “มหิดลวิชาการ เปิดบ้านมหิดล ประจำปี 2562”

ในวันที่ 1- 2 พฤศจิกายน 2562 ซึ่งมหาวิทยาลัยมหิดลได้เตรียมกิจกรรมต่างๆสำหรับนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ที่จะเข้าร่วมงาน ได้แก่ กิจกรรม Open House แนะนำคณะ/ วิทยาลัย/วิทยาเขตต่างๆของ ม.มหิดล, การเสวนา “มหิดลTCAS” ปีการศึกษา 2563 ณ ห้องประชุม ชั้น2 อาคารสิริวิทยา คณะศิลปศาสตร์

          พร้อมชมบูธแนะนำหลักสูตร, กิจกรรม Campus Tour นั่งรถรางชมบรรยากาศในวิทยาเขตศาลายา โดยมีนักศึกษา MU Guide นำชมตลอดเส้นทาง , กิจกรรม MU Festival โดยสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล พบกับกิจกรรมดีๆพร้อมตอบคำถามชิงรางวัล และการแสดงดนตรีจากนักศึกษาปัจจุบันและศิษย์เก่า ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้มหิดล ผู้ที่มาร่วมงานจะได้รับของที่ระลึก ฟรี

ผู้สนใจร่วมงานสามารถลงทะเบียนล่วงหน้าได้ที่ https://mahidol.ac.th/openhouse/2019/สอบถาม โทร 0-2849-4513 , 0-2849-4624

ศูนย์การแพทย์ ม.แม่ฟ้าหลวง ฮับสุขภาพ-แห่งลุ่มน้ำโขง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/392214

ศูนย์การแพทย์ ม.แม่ฟ้าหลวง ฮับสุขภาพ-แห่งลุ่มน้ำโขง

วันที่ 7 ตุลาคม 2562 – 13:54 น.
ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง มฟล,โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง,องค์การอนามัยโลก,รศดรวันชัย ศิริชน
เปิดอ่าน 12 ครั้ง

ศูนย์การแพทย์ ม.แม่ฟ้าหลวง ฮับสุขภาพ-แห่งลุ่มน้ำโขง โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ผลักดันให้ประเทศไทยเป็นเมดิคัลฮับ หนึ่งในพื้นที่ที่เหมาะสมนั่นคือ  จ.เชียงราย โมเดลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) จึงกลายเป็นศูนย์กลางการแพทย์แห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง Medical Education Hub และ Medical Service Hub ประกอบด้วย ไทย เมียนมาร์ ลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีนตอนใต้

 ศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ถือเป็นศูนย์กลางบริการทางการแพทย์และการบริการสุขภาพแบบบูรณาการ (Integrative Health Services and Medical Hub) ประกอบด้วย 3 ส่วน ได้แก่ “โรงพยาบาลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” เริ่มเปิดให้บริการเมื่อเดือนธันวาคม 2561 ขนาด 400 เตียง กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป ให้บริการรักษาโรคทั่วไปและโรคเฉพาะทาง รวมถึงส่งเสริมสุขภาพชุมชน เป็นแหล่งฝึกปฏิบัติของนักศึกษาแพทย์รุ่นแรกที่กำลังจะจบ 32 คน และนักศึกษาในสาขาที่เกี่ยวข้อง

อีกทั้งยังเป็นแหล่งศึกษาวิจัยทางการแพทย์ ศูนย์ความเป็นเลิศทางแพทย์ และแพทย์อาสาบรมราชกุมารี ปัจจุบันเปิดให้บริการโดยมีสิทธิการรักษา ได้แก่ ข้าราชการ (เบิกจ่ายตรง) ประกันชีวิต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ พ.ร.บ.สวัสดิการพนักงาน มฟล. และประกันสุขภาพถ้วนหน้า มฟล.

สำหรับ “โรงพยาบาลมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง” กลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ป่วยและประชาชนทั่วไป ถือเป็นแหล่งฝึกปฏิบัติการแพทย์แบบบูรณาการ ให้บริการตรวจรักษาด้วยแพทย์แผนไทย แพทย์แผนจีน กายภาพบำบัดแบบองค์รวม คลินิกผิวหนังและเวชศาสตร์ชะลอวัย

รศ.ดร.วันชัย ศิริชน

 รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ ที่ปรึกษามหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ ประธานกรรมการอำนวยการศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ระบุถึงการสร้างเมดิคัลฮับในประเทศไทย ซึ่งพื้นที่ที่ จะเป็นเมดิคัลฮับได้ดีที่สุด คือ จ.เชียงราย ดังนั้น จึงเกิดโมเดลศูนย์การแพทย์มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เพื่อเป็นศูนย์กลางการแพทย์แห่งอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง Medical Education Hub และ Medical Service Hub อันประกอบด้วย ไทย เมียนมาร์ ลาว เวียดนาม กัมพูชา และจีนตอนใต้

“โรงพยาบาลมหาวิทยาลัย แต่เดิมตั้งใจให้เป็นแพทย์แผนไทย ต่อมาได้เปิดแพทย์แผนจีน และเปิดแผนปัจจุบัน จึงต้องปรับให้เป็นโรงพยาบาลการแพทย์แบบบูรณาการ ที่จะเน้นทั้งแผนไทย แผนจีน และศาสตร์อื่นๆ เราพยายามเอาศาสตร์ของการรักษาทั่วโลกมาใช้เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย”

  นพ.พิษณุ บุญประเสริฐ แพทย์เฉพาะทางสาขาอายุรศาสตร์ โรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า ปัจจุบัน ศูนย์การแพทย์ฯ มีแพทย์ทั้งหมด 50 คน และหากรวมนักศึกษาฝึกปฏิบัติด้านการแพทย์ มีทั้งหมดราว 120 คน ที่ผ่านมามีคนไข้จากประเทศเพื่อนบ้านเริ่มเข้ามารับการรักษา เช่น คนไข้จากเมียนมาร์ เวลาที่เขาปัญหาด้านโรคหัวใจ ทางฝั่งเมียนมาร์ซึ่งการรักษายังไม่มีนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ จึงต้องเดินทางไปรักษาในตัวเมืองเชียงราย จุดดีของที่นี่คือ เนื่องจากเป็นโรงพยาบาลรัฐบาล ค่าใช้จ่ายจึงไม่สูง ดังนั้น คนไข้จึงมีทางเลือกในการรักษาได้มาก

นพ.พิษณุ บุญประเสริฐ

      ศูนย์บริการสุขภาพ ป้องกันก่อนป่วย
อีกหนึ่งบริการสุขภาพ ที่ มฟล.ได้เปิดให้บริการชุมชนโดยรอบเมื่อปี 2561 ได้แก่ ศูนย์บริการสุขภาพแบบครบวงจรแห่งภาคเหนือและอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง (MFU Wellness Center) มีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้ที่ไม่อยากป่วย เพื่อให้เกิดการดูแลสุขภาพที่ดีและมีสุขภาพที่แข็งแรง ลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลและการบำบัดโรคต่างๆ สร้างและพัฒนาระบบบริการสุขภาพแบบครบวงจรที่มีคุณภาพ และเสริมสร้างคุณภาพชีวิตและการมีสุขภาพที่ดีของประชาชนทุกช่วงวัย ในเขต จ.เชียงราย และภาคเหนือตอนบน 2 (เชียงราย แพร่ พะเยา และน่าน) รวมถึงเกิดการสร้างงานและรายได้ที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

ด้วยบทบาทหน้าที่ คือ Promotion อบรมให้ความรู้เพื่อการป้องกันและดูแลสุขภาพที่ดีทุกช่วงวัย Prevention ป้องกันและดูแลสุขภาพทุกช่วงวัย โดยใช้ศาสตร์ทางการแพทย์แบบบูรณาการ ร่วมกับการตรวจสุขภาพเพื่อประเมินภาวการณ์เจ็บป่วยทุกช่วงวัย และ Prediction บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้นเพื่อการคัดกรอง ผ่านกิจกรรม 4 ด้าน ได้แก่ 1.อบรมให้ความรู้เพื่อการป้องกันและให้มีการดูแลสุขภาพที่ดี ตั้งแต่วัยเด็ก วัยเรียน วัยทำงาน และวัยสูงอายุ

2.พัฒนาและสร้างผู้นำสุขภาพชุมชนเพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพ กลุ่มเป้าหมายในเขตเศรษฐกิจพิเศษและโลจิสติกส์ในเขตกลุ่มประเทศอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ อ.เมือง อ.เวียงชัย อ.แม่จัน อ.แม่สาย อ.เชียงแสน และ อ.เชียงของ 3.การประเมินและตรวจสุขภาพแบบองค์รวมเพื่อให้การบำบัดรักษาที่ถูกต้อง โดยให้ความสำคัญสุขภาพประชาชนใน จ.เชียงราย เป็นอันดับแรก และ 4.การฟื้นฟูและบำบัดรักษาสุขภาพแบบบูรณาการทั้งวัยทำงานและวัยสูงอายุ

รศ.ดร.วันชัย กล่าวเพิ่มเติมว่า ศูนย์บริการสุขภาพซึ่งแยกออกจากโรงพยาบาลเนื่องจากต้องการแยกคนไม่ป่วยออกมา จากปีที่ผ่านมาจนถึงปีนี้ ให้บริการคนไปแล้วกว่า 2.5 หมื่นคน กว่าครึ่งรู้จักการดูแลรักษาตัวเอง และกว่าครึ่งได้รับการตรวจสุขภาพคัดกรองโรค มีคนเข้าร่วมเยอะเพราะเขาเห็นประโยชน์ ลดการแออัดในโรงพยาบาล ขณะที่โรคที่น่ากลัวที่สุด คือ โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ก่อให้เกิดผลตามมาร้ายแรง ดังนั้น ศูนย์ดังกล่าวจึงมีหน้าที่ในการป้องกันไม่ให้เขาป่วย หรือคัดกรองโรคได้เร็วขึ้น เพราะเมื่อไหร่ที่ต้องรักษาหมายถึงเงิน เวลา ที่เสียไป

“องค์การอนามัยโลก ประกาศว่าการบริการสุขภาพต่อไปนี้ เรื่องของ Promotion และ Prevention สำคัญที่สุด ยิ่งกว่าการรักษา อนาคตถามว่าอยากป่วยหรือไม่ ทุกคนต้องการความมีสุขภาพดี โจทย์คือ ทำอย่างไรให้ทุกช่วงวัยสุขภาพดีไม่เจ็บป่วย ดังนั้น เราจึงต้องส่งเสริมให้แม่รู้จักดูแลสุขภาพครรภ์ เมื่อคลอดแล้วก็ส่งเสริมให้เขาดูแลสุขภาพลูก เพื่อให้เด็กมีสุขภาพที่ดี สมองดี และแข็งแรง พออยู่ในวัยเรียน ทำอย่างไรถึงจะเรียนได้ดี รวมถึงวัยทำงานช่วงต้นและช่วงปลาย”

“มีโครงการหนึ่ง ชื่อ “ฟิตแอนด์เฟิร์ม” สามารถทำให้คนลดน้ำหนักได้ 3 เดือน 10 กิโลกรัม โดยแนะนำให้รู้จักกินอาหาร ออกกำลังกาย โดยเครือข่ายฟิตเนสในชุมชนรอบมหาวิทยาลัยให้คนที่เข้าร่วมโครงการไปใช้บริการ เป้าหมายคือ ลดการเจ็บป่วย ลดการรักษาพยาบาล เพิ่มประสิทธิภาพของมนุษย์ ลดภาระครอบครัว ลดภาระรัฐ และลดการแออัดในโรงพยาบาล โดยค่าใช้จ่ายต่อคนต่อปี ราว 5,000 บาท สอดรับกับที่ประเทศไทยกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย หากปล่อยให้คนแก่โดยไม่แข็งแรง ส่งผลต่อภาระของประเทศ ดังนั้น เป้าหมายสูงสุด คือ ทำให้คนแก่ แก่อย่างมีคุณภาพ และแข็งแรง สามารถช่วยเหลือตัวเองได้จนวาระสุดท้ายของชีวิต”

รศ.ดร.วันชัย กล่าวถึงเป้าหมายในอนาคตว่า เนื่องจากตอนนี้ โรงพยาบาลเพิ่งเริ่มเปิด การดำเนินงาน บุคลากรทางการแพทย์ และเครื่องมือต่างๆ จึงอยู่ที่ 15% ของเป้าหมาย ปัจจุบันมีคนไข้ราว 300 คนต่อวัน หรือ 20% ของเป้าที่ตั้งไว้ 1,500 คนต่อวัน ทั้งนี้ เป้าหมายต่อไป คือ การเป็นโรงเรียนแพทย์ภายใน 3 ปี หรือภายในปี 2565 และมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากรทางการแพทย์ และเครื่องมือต่างๆ 80%”

เฮ ก.ค.ศ.อนุมัติจัดสรรคืนอัตราเกษียณฯ 24,319 อัตรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

https://www.komchadluek.net/news/edu-health/392097

เฮ ก.ค.ศ.อนุมัติจัดสรรคืนอัตราเกษียณฯ 24,319 อัตรา

วันที่ 6 ตุลาคม 2562 – 18:35 น.
ครูผู้ช่วย,คืนอัตราเกษียณ,ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ
เปิดอ่าน 30 ครั้ง

“ณัฏฐพล” เผย มติ ก.ค.ศ.อนุมัติจัดสรรคืนอัตราเกษียณฯ 24,319 ระบุ สพฐ. มากที่สุด 23,086 อัตรา ตามด้วยสอศ.

เมื่อเร็วๆ นี้ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ 9/2562 ว่าที่ประชุมมีมติอนุมัติจัดสรรคืนอัตราว่างจากผลการเกษียณอายุราชการของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ให้กับส่วนราชการต่าง ๆ จำนวน 24,319 อัตรา ดังนี้

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 23,086 อัตราสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 1,023 อัตราสำนักงาน กศน.154 อัตรา  สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(สป.ศธ.) 51 อัตรา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) 5 อัตรา

โดยให้ส่วนราชการเกลี่ยอัตรากำลังที่ได้รับอนุมัติไปกำหนดตำแหน่งในหน่วยงานการศึกษาตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

ให้กำหนดจำนวนและประเภทตำแหน่งตามเงื่อนไขที่ คปร.กำหนดตำแหน่งที่กำหนดจะต้องมีจำนวนและประเภทตำแหน่งตามที่ ก.ค.ศ.อนุมัติให้กำหนดตำแหน่งในหน่วยงานการศึกษาที่มีอัตรากำลังไม่เกินกรอบอัตรากำลัง หรือเกณฑ์มาตรฐานอัตรากำลังที่ ก.ค.ศ.กำหนดในการใช้อัตรากำลังที่ได้รับคืนจากผลเกษียณอายุราชการ ให้ใช้อัตรากำลังได้ไม่ก่อนวันที่ 1 ต.ค.2562 และไม่ก่อนวันที่ ก.ค.ศ.มีมติอนุมัติ

ทั้งนี้ ให้หน่วยงานสงวนอัตราตำแหน่ง “ครูผู้ช่วย” ที่ได้รับการจัดสรรคืนจากผลการเกษียณอายุราชการ เมื่อสิ้นปีงบประมาณ พ.ศ.2562 เพื่อรองรับการบรรจุบุคคลตามโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น คือ สพฐ. 5,253 อัตรา สอศ. 40 อัตรา และสำนักงาน กศน. 10 อัตรา แต่บรรจุและแต่งตั้งได้ทั้งหมด 2,681 คน เนื่องจากส่วนที่เหลือไม่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด จึงไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง และแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการบรรจุแต่งตั้งในวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา

ปรับทัศนคตินิยามผู้หญิงใหม่ลดเหลื่อมล้ำเริ่มที่ครัวเรือน ร.ร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/391741

ปรับทัศนคตินิยามผู้หญิงใหม่ลดเหลื่อมล้ำเริ่มที่ครัวเรือนร.ร.

วันที่ 4 ตุลาคม 2562 – 13:20 น.
เหลื่อมล้ำ,ทัศนคติ,ผู้หญิง,ปรเมธี วิมลศิริ
เปิดอ่าน 39 ครั้ง

ปรับทัศนคติ นิยามผู้หญิง ใหม่ ลดเหลื่อมล้ำเริ่มที่ครัวเรือน-โรงเรียน โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเาริฐ qualitylife4444@gmail.com

ค่านิยมแบบดั้งเดิมที่ถูกปลูกฝังมาอย่างยาวนานทำให้ผู้หญิงได้รับการปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม ซึ่งแฝงอยู่ในสังคมจนเกิดความเคยชินเช่น ผู้หญิงเป็นเพศที่อ่อนแอไม่กล้าตัดสินใจจนกลายเป็นความเหลื่อมล้ำทางเพศและฝังอยู่ในหลากหลายวัฒนธรรม ส่งผลให้ผู้หญิงถูกตีกรอบในการกำหนดบทบาท ทั้งที่มีการเรียนรู้พัฒนาตัวเองจนมีศักยภาพในหลายด้านตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไปทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม

สาเหตุที่ผู้หญิงมักถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมเพราะทุกฝ่ายปล่อยให้ปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและถูกสอนให้เชื่อมาโดยตลอดว่า ความไม่เป็นธรรมดังกล่าวเป็นไปตามธรรมชาติและเป็นเรื่องปกติที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ไม่ว่าสังคมไหนก็มองว่าผู้หญิงเป็นคนไร้เหตุผล และเจ้าอารมณ์ทั้งนั้น ซึ่งการสอนเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นตั้งแต่เรามีชีวิตจนเติบโตจึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางเพศ นอกจากไม่สามารถขจัดได้หมดแล้วยังกลับถูกฝังรากลึกจนทำให้ผู้หญิงยังคงได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด

ทุกวันนี้ผู้หญิงก็ยังไม่ได้รับการยกย่องตามที่ควรจะเป็น สืบเนื่องจากค่านิยมและแนวปฏิบัติดังกล่าว คนส่วนใหญ่ในโลกถูกสอนมาตั้งแต่เกิดให้มองค่านิยมแบบดั้งเดิมต่อผู้หญิงเป็นเรื่องปกติ จนทำให้ถูกหล่อหลอมให้ยอมรับและเชื่อโดยปราศจากเงื่อนไขโดยไม่เคยตั้งคำถามว่ามันเป็นเรื่องถูกต้องและเป็นธรรมหรือไม่ ในเรื่องความเสมอภาคทางเพศ
ตัวอย่างเช่น ตำแหน่งผู้บริหาร ทั้งในภาคธุรกิจเอกชน ภาครัฐ ฝ่ายการเมืองของทุกๆ ประเทศ มักพบว่าผู้หญิงจะมีส่วนร่วมในตำแหน่งดังกล่าวน้อยมาก โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บริหารระดับสูง แต่จะมีโอกาสเป็นผู้บริหารระดับกลางมากกว่ารวมถึงค่าตอบแทนในหน้าที่การงานของผู้หญิง ก็จะได้ค่าตอบแทนน้อยกว่า แม้แต่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา หรืออังกฤษ ผู้หญิงจะได้รับเงินเดือนน้อยกว่าผู้ชายในตำแหน่งที่คล้ายกัน

ขณะเดียวกันผู้หญิงนอกจากต้องทั้งทำงานแล้วยังต้องดูแลลูกจึงเป็นสิ่งที่ฝรั่งเขาบอกว่า Double Burden หรือผู้หญิงมีภาระสองด้าน หรือมีภาระสองเท่า แต่ผู้หญิงไทยอาจจะต้องทำงานมากกว่านั้นหลายเท่า เพราะต้องดูแลเครือญาติ และเครือข่ายความสัมพันธ์ทางสังคม

รศ.ดร.จุรี วิทจิตรวาทการ ประธานจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ ASEAN Woman และประธานศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม เปิดเผยว่าการที่ผู้หญิงมักถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรมเกิดขึ้นทุกแห่งมากน้อยแตกต่าง ในประเทศอาเซียนแล้วมีปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศหญิงและชายเหมือนกัน บางประเทศระดับของปัญหาจะมีมาก และบางประเทศระดับของปัญหาก็จะมีน้อย แม้ที่ผ่านมามีความพยายามแก้ไขปัญหาในหลายๆ อย่าง แต่ความเหลื่อมล้ำก็ยังคงอยู่

รศ.ดร.จุรี วิทจิตรวาทการ

มีการทำวิจัยพบว่าในตำราเรียนของไทยจะมีจำนวนมากที่ผู้ชายจะเป็นผู้นำ โดยยืนถือไมโครโฟน ผู้ชายใส่เสื้อกาวน์เป็นหมอ ส่วนผู้หญิงมีหน้าที่แค่เป็นผู้ช่วย เป็นเลขาฯ ผู้หญิงใส่ชุดเป็นพยาบาล ซึ่งเป็นการถ่ายทอดโดยไม่รู้ตัว   นอกจากนี้มุมของครูมีวิธีปฏิบัติต่อเด็กนักเรียน การให้โอกาสเป็นผู้นำ เล่นกีฬา ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลทั้งนั้น การแข่งกีฬาทำให้คนกล้าสู้ กล้าที่จะเผชิญปัญหา แต่โรงเรียนไทยถ้าเป็นสหศึกษาพบว่าผู้หญิงจะตีปิงปอง เป็นกองเชียร์ ส่วนสนามกีฬาส่วนใหญ่จะเป็นพื้นที่ของเด็กผู้ชาย

“จากภาพเหล่านี้ต้องยอมรับว่าเป็นภาพที่เด็กๆ พบเห็นมาตั้งแต่เล็กเลย ซึ่งภาพเหล่านี้จะมีผลต่อเด็กผู้หญิงที่ว่าตัวเองจะไปได้ไกลแค่ไหน เพราะรูปแบบที่เป็นภาพติดตา นอกจากนี้ยังมีเรื่องของคำพูดที่ใช้หรือภาษา และการเขียนอะไรต่างๆ ซึ่งบางทีใช้โดยไม่ระมัดระวัง” รศ.ดร.จุรี กล่าว
รศ.ดร.จุรี กล่าวอีกว่า ดังนั้น การสอนเรื่องความเท่าเทียมกันของชาย หญิงจึงต้องเริ่มต้นจากโรงเรียน สถาบันครอบครัว โดยเริ่มปลูกฝังค่านิยมกับเด็กตั้งแต่วัยเล็กสุด โดยให้แนวคิดเริ่มจากระดับอนุบาลและประถมที่ต้องตระหนักถึงปัญหาค่านิยมเกี่ยวกับผู้หญิงที่แฝงอยู่ในบทเรียนเสียใหม่และแนวปฏิบัติในสถานศึกษาต่างๆ แบบผิดๆ มาในอดีต และชี้ให้เห็นว่าความเหลื่อมล้ำทางเพศเป็นปัญหาระดับโลกที่ต้องแก้ไขให้ถูกต้อง
กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) และศูนย์สาธารณประโยชน์และประชาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จึงเชิญผู้เชี่ยวชาญจากประเทศในกลุ่มอาเชียนประชุมปฏิบัติระดับภูมิภาคเรื่องการขจัดอคติทางเพศและการใช้ภาษาเชิงลบในกระบวนการการศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ระยะที่ 1 นำเสนอภาพรวมเกี่ยวกับความเสมอภาคทางเพศ  แต่ละประเทศจะส่งผู้แทนเชี่ยวชาญด้านสตรีเรื่องความเสมอภาคและตัวแทนความเชี่ยวชาญด้านการศึกษา เข้าร่วมประชุมเมื่อวันที่ 3-4 ตุลาคม ที่ผ่านมา

โดยในที่ประชุมมีการนำเสนอกรณีตัวอย่างโรงเรียนทางเลือกที่เด็กทุกคนมีความเสมอภาคกันมาจะเป็น Best Practice รวมทั้งการส่งเสริมให้ผู้หญิงเรียนเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี Math และ Engineering เพราะผู้หญิงจะเข้าสู่เรื่อง Tech และวิทยาศาสตร์ได้น้อยกว่าผู้ชาย จะเปิดโอกาสอย่างไร สังคมจะเกื้อหนุนช่วยได้อย่างไรเพื่อไม่ให้มีความเหลื่อมล้ำ ถ้าผู้หญิงอยากเรียนให้ได้เรียนและจะส่งเสริมอย่างไร

สำหรับผลการระดมสมองในครั้งนี้จะนำไปผลิตเป็นเนื้อหาและสร้างเครื่องมือการสื่อสารที่ทันสมัยสอดคล้องกับยุคปัจจุบันเพื่อนำไปเผยแพร่ให้ความรู้แก่ประชาชนทั่วไปทุกเพศ ทุกวัย และทุกสาขาอาชีพ ให้เห็นถึงปัญหาที่ถูกฝังเป็นรากลึกมายาวนาน ซึ่งต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติต่อผู้หญิงเพศแม่เสียใหม่ โดยปี 2563 จะผลิตสื่อเพื่อให้คนดูสื่อแล้วจะรู้ทันทีว่าเกิดความเหลื่อมล้ำ แต่เป็นสื่อที่ทำแบบดูง่ายๆ เป็นแอนิเมชั่นเป็นสื่อแบบใหม่ที่ดูแล้วมีความน่ารัก อาจจะมีละครด้วยผลิต 6 เรื่อง
รวมทั้งจะทำออกมาเป็นคู่มือ จะส่งเสริมความเสมอภาคได้อย่างไรในบริบทของโรงเรียน โดยจะมุ่งเน้นที่เด็กและบริบทของโรงเรียน คุณครูปฏิบัติต่อเด็กอย่างไร โอกาสของเด็กหญิงกับเด็กชายในโรงเรียน เครื่องมือที่นำมาใช้จะทำให้ประชาชนทั่วไปมีความเข้าใจเรื่องความเหลือมล้ำทางเพศได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น และตระหนักว่าหญิงและชายนั้นเท่าเทียมกัน และช่องว่างระหว่างเพศควรต้องหมดไป

 

 

        ขจัดอคติทางเพศในบทเรียน
นายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.) เป็นประธานเปิดการประชุมระดับภูมิภาคเรื่องการขจัดอคติทางเพศและการใช้ภาษาเชิงลบในกระบวนการการศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ระยะที่ 1 (Regional Meeting on The Elimination of Gender Stereotypes and Sexist Language in Education Materials In Primary and Secondary Levels : Phase 1.เป็นโครงการที่บรรจุไว้ในแผนปฏิบัติการอาเซียนด้านสตรีพ.ศ.2559–2563 (ACW Work Plan 2016–2020) ภายใต้ชื่อโครงการ Elimination of Gender stereotypes and Sexist Language in Education Materials in Primary, Secondary and tertiary Levels เป็นโครงการร่วมระหว่างคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก (ASEAN Commission on the Promotion and Protection of the Rights of Women and Children –ACWC) ฟิลิปปินส์ และ ACW ประเทศไทย ซึ่ง ACWC ฟิลิปปินส์ รับผิดชอบในระดับอุดมศึกษาส่วน ACW ประเทศไทยรับผิดชอบในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

ปรเมธี วิมลศิริ

เป็นเวทีให้ประเทศสมาชิกอาเซียนได้หารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกันในประเด็นปัญหาและข้อท้าทายต่างๆ ในเรื่องอคติทางเพศที่สอดแทรกอยู่ในบทเรียน สื่อการเรียนการสอนและกระบวนการการศึกษาทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษารวมทั้งเพื่อค้นหาบทเรียนที่ดี (Best Practices) ในการขจัดอคติทางเพศและการใช้ภาษาเชิงลบในกระบวนการศึกษาของประเทศในภูมิภาคอาเซียน เพื่อนำมาจัดทำคู่มือ/สื่อการเรียนการสอนที่มีการบูรณาการเรื่องความเสมอภาคระหว่างเพศในตำราเรียนและการศึกษาทั้งในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา

โดยเป็นผู้แทนประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ บรูไนดารุสซาลาม กัมพูชา อินโดนีเซีย ลาว มาเลเซีย เมียนมาร์ ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ไทย และเวียดนาม ประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญด้านการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ ที่เป็น ACW ประเทศละ 1 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาระดับประถมศึกษาและ/หรือมัธยมศึกษาที่เป็นผู้แทน SOMED ประเทศละ 1 คน ผู้แทนสำนักงานเลขาธิการอาเซียน ผู้แทนภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและองค์กรระหว่างประเทศที่ทำงานด้านความเสมอภาคระหว่างเพศมีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวนทั้งสิ้น 60 คน

ทั้งนี้เมื่อการดำเนินการในระยะที่ 1 เสร็จสิ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาและด้านการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศของประเทศสมาชิกอาเซียนจะศึกษาวิเคราะห์ประเด็นสำคัญจาก Best practices เพื่อนำมาพิจารณาร่วมกันอีกครั้งในปีที่ 2 และคณะที่ปรึกษาจะได้จัดทำคู่มือและออกแบบสื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่ที่แต่ละประเทศจะสามารถนำไปใช้ในการจัดระบบการศึกษาในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาที่คำนึงถึงความเสมอภาคระหว่างเพศที่เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของแต่ละประเทศสมาชิก

เฮ ม.วลัยลักษณ์ ผ่านประเมินคุณภาพการศึกษา อยู่ระดับดีมาก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/391670

เฮ ม.วลัยลักษณ์ ผ่านประเมินคุณภาพการศึกษา อยู่ระดับดีมาก

วันที่ 3 ตุลาคม 2562 – 18:52 น.
่ มวลัยลักษณ์,ประเมินคุณภาพการศึกษา,อยู่ในระดับดีมาก
เปิดอ่าน 54 ครั้ง

ม.วลัยลักษณ์ เผยผลประเมินคุณภาพการศึกษา ได้ 4.75 จากเต็ม 5 อยู่ระดับดีมาก ชี้เป็นกลไกสำคัญยิ่งในการก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณภาพ

เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2562 ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและยุทธศาสตร์การพัฒนา ม.วลัยลักษณ์ เปิดเผยถึงผลประเมินการประกันคุณภาพการศึกษาตามระบบและกลไกการประกันคุณภาพการศึกษา ตามแนวทางของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ในรอบปีการศึกษา 2561 พบว่า มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รับผลการประเมินคะแนนเฉลี่ย 4.75 คะแนน จากคะแนนเต็ม 5 อยู่ในระดับดีมาก

ซึ่งหากพิจารณาในแต่ละองค์ประกอบ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ได้รับคะแนนเฉลี่ยทางด้านการวิจัย 5 คะแนน ด้านการบริการวิชาการ 5 คะแนน ด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม 5 คะแนน ด้านการบริหารจัดการ 4.86 คะแนน และด้านการผลิตบัณฑิตได้ 4.43 คะแนน

ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย ศุภดิษฐ์ กล่าวว่า ถือเป็นความสำเร็จอีกก้าวหนึ่งของการประกันคุณภาพการศึกษา ของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์เพราะเป้าหมายสำคัญของการจัดการศึกษาของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ คือ มหาวิทยาลัยแห่งคุณภาพ ดังนั้นการประกันคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยจึงเป็นกลไกสำคัญยิ่งในการก้าวสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งคุณภาพ ความพยายามและความทุ่มเทอย่างเต็มกำลังความสามารถของบุคลากรทุกฝ่ายทำให้การประกันคุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยประสบความสำเร็จอย่างน่าภาคภูมิใจ

โดยมีพัฒนาการที่ดีมาอย่างต่อเนื่อง ปีการศึกษา 2557 อยู่ระดับดี คะแนน 4.11 ปี2558 อยู่ระดับดี คะแนน 4.42 ปี 2559 อยู่ระดับดีมาก คะแนน 4.64 ปี 2560 อยู่ระดับดีมาก คะแนน 4.66 และล่าสุดปีการศึกษา 2561 อยู่ระดับดีมากที่ คะแนน 4.75

“ปีการศึกษา 2561 เราสามารถทำคะแนนได้สูงถึง 4.75 เกิดขึ้นจากความร่วมมือร่วมใจกันของบุคลากรทุกภาคส่วนของมหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ทำให้ประสบความสำเร็จในครั้งนี้ แต่เราจะไม่หยุดเพียงเท่านี้เราจะยังคงมุ่งมั่นก้าวสู่ความสำเร็จขั้นต่อไปด้วยความมั่นใจขอขอบคุณในพลังแห่งความเชื่อมั่นและศรัทธาของพวกเราชาววลัยลักษณ์ทุกคน” ศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย กล่าว

อัตราเหมาะสม-สาขาพื้นที่ต้องการโจทย์ ก.ค.ศ.พิจารณาครูคืนถิ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/391386

อัตราเหมาะสม-สาขาพื้นที่ต้องการโจทย์ ก.ค.ศ.พิจารณาครูคืนถิ่น

วันที่ 2 ตุลาคม 2562 – 11:48 น.
ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ,ครูคืนถิ่น,กระทรวงศึกษาธิการ
เปิดอ่าน 35 ครั้ง

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

2 ตุลาคมนี้ คาดว่าจะสรุปกรอบอัตราบรรจุและแต่งตั้งนักศึกษาทุนโครงการการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ.2562 ที่ผ่านการคัดเลือกประมาณ 2,600 คนได้ เมื่อ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.)” ได้สั่งการด่วนให้คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ประชุมเพื่อสรุปกรอบอัตรากำลังเพื่อนำไปสู่การบรรจุครูกลุ่มนี้โดยเร็วที่สุดหลังจากที่คำสั่งชะลอทั้งๆ ที่ต้องบรรจุ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา เนื่องจาก ก.ค.ศ.ยังไม่คืนอัตรากำลังให้ต้นสังกัด

ว่ากันว่า “โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น (พ.ศ.2559-2572)” เป็นการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรี ตั้งแต่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และเป็นนายกรัฐมนตรี สืบเนื่องมาจากถึงขณะนี้ โดยเดิมคือชื่อโครงการคุรุทายาท แต่เปลี่ยนชื่อเป็น “โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น” ซึ่งวัตถุประสงค์ในการจัดทำโครงการดังกล่าวเพื่อคัดเลือกคนดี คนเก่ง เข้ามาเป็นครู เข้ารับการศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้ว บัณฑิตครูจะได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครู ในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) และสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) และกรุงเทพมหานคร (กทม.)

ในส่วนของ “โครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ.2562” นั้น มีการเปิดรับจำนวน 5,645 อัตรา สพฐ. 5,253 อัตรา, สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา 337 อัตรา, กทม. 45 อัตรา, สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) 10 อัตรา โดยการประกาศรับสมัครได้ดำเนินการมาภายในวันที่ 3 กันยายน  ผู้สมัครเข้ารับการสมัครภายในวันที่ 23 กันยายน ได้ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิเข้ารับการคัดเลือกภายในวันที่ 25 กันยายน  คัดเลือกโดยการสัมภาษณ์และประกาศผลเมื่อวันที่ 27 กันยายน ที่ผ่านมา เพื่อเข้ารับการบรรจุและแต่งตั้งที่ผ่านการคัดเลือกประมาณ 2,600 คนในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

โดยโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นเป็นการบรรจุนักศึกษาทุน ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะจัดส่งรายชื่อนักศึกษาทุนมาให้สพฐ.มาดำเนินการคัดเลือกบรรจุและแต่งตั้ง โดย สพฐ.ได้แจ้งปฏิทินการคัดเลือกไปยังคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) สำนักงานการศึกษาพิเศษ และอ.ก.ค.ศ. ซึ่งเป็นผู้ดำเนินการคัดเลือกและบรรจุนักศึกษาทุนโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นในวันที่ 1 ตุลาคม

ทว่าสถานะของเหล่านักศึกษาทุนในโครงการการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ.2562 ที่จะได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นแม่พิมพ์ของชาติในวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี สะดุดลงเมื่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้ลงนามในหนังสือด่วนที่สุด เรื่อง การบรรจุและแต่งตั้งนักศึกษาทุนโครงการการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ.2562 ถึงศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทั่วประเทศ ขอให้ชะลอการบรรจุแต่งตั้งนักศึกษาจากโครงการดังกล่าวออกไปก่อน

เนื่องจากต้องรอการคืนกรอบอัตราเกษียณอายุราชการจากคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ซึ่งมีข้าราชการซี 11 ของกระทรวงศึกษาทุกคนเป็นกรรมการ มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานกำหนดประชุมเดือนละ 1 ครั้ง และวันนี้ (2 ต.ค.) เมื่อ “ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ในฐานะประธาน คก.ค.ศ. ได้สั่งการด่วนให้ประชุมเพื่อสรุปกรอบอัตรากำลังเพื่อนำไปสู่การบรรจุครูกลุ่มนี้โดยเร็วที่สุด
คำถามคือว่า สพฐ.ทราบหรือไม่ว่ายังไม่ได้รับการคืนกรอบอัตรากำลังจาก ก.ค.ศ. แล้วทุกปีมีปัญหาลักษณะเดียวกันนี้หรือไม่ โครงการนี้กำหนดให้มีการบรรจุและแต่งตั้งในวันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี เพื่อทดแทนอัตราการเกษียณอายุราชการให้ทัน จะได้มีครูทันใช้เมื่อภาคเรียนที่ 2 นักเรียนในห้องเรียนจะไม่ขาดครู
อย่างไรก็ตามโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นเป็นการผลิตครูระบบจำกัดรับในสาขาและพื้นที่ที่ขาดแคลนและจำเป็นต่อการจัดการศึกษา โดยมีงานวิจัยเป็นฐานรองรับการดำเนินงาน และต้องผลิตครูที่มีความรู้ทางด้านวิชาการ เชี่ยวชาญด้านวิชาชีพและมีอุดมการณ์ ในวิชาชีพครูด้วยหลักสูตรและกระบวนการที่เน้นการปฏิบัติและการฝึกอบรมที่เข้มข้น ซึ่งตลอดการดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2559-2561 นั้น ได้มีการบรรจุครูคืนถิ่นแล้วจำนวน 9,021 คน

ประธาน คก.ค.ศ. กล่าวยอมรับว่าโครงการผลิตครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่นนั้นเป็นนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ที่ได้ดำเนินการอยู่แล้ว และจากช่วงระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง รมว.ศธ.มาตลอดหลายเดือน ก็เห็นได้ว่าการนำครูกลับสู่ถิ่นบ้านเกิดเป็นเรื่องที่ได้ประโยชน์มากมาย เพียงแต่ต้องดูความเหมาะสมของอัตรากำลังและสาขาที่เป็นความต้องการของพื้นที่นั้นๆ ร่วมด้วย อีกทั้งต้องมีการพิจารณาดูโรงเรียนด้วยว่ามีคุณภาพหรือไม่ หากมีการบรรจุครูลงไปในพื้นที่ ซึ่งในวันนี้ (2 ต.ค.) จะมีการประชุม ก.ค.ศ.เพื่อพิจารณากรอบอัตราคืน และกำชับให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) บรรจุครูกลุ่มนี้

ส่วนกรณีที่เครือข่ายกลุ่มลูกจ้างธุรการจะมาชุมนุมร้องเรียนในวันที่ 15 ตุลาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อให้ ศธ.บรรจุตั้งแต่เป็นพนักงานราชการนั้น เท่าที่มีการหารือกับสำนักงบประมาณเรียบร้อยแล้ว พบว่าเป็นเรื่องของอัตรากำลังคนภายใน ศธ. ซึ่งรัฐบาลกำลังจะพยายามแก้ไขและทำให้ในหลายๆ เรื่อง เพราะทั้งหมดเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลา และต้องมีการนำข้อมูลมาพิจารณาดูว่าความเหมาะสมอยู่ที่ไหน และอัตราที่ควรจะลงไปในแต่ละโรงเรียนนั้นเป็นอย่างไรบ้าง

“ได้ศึกษาในรายละเอียด พบว่ายังไม่ครบถ้วนในหลายเรื่อง ดังนั้นในการประชุมผู้บริหารของศธ. วันที่ 2 ตุลาคมนี้ จะกำหนดเป้าหมายการขับเคลื่อนในเรื่องดังกล่าวว่าสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 เดือน ก่อนจะถึงการเปิดภาคเรียนที่ 2/2562 บริหารจัดการอัตราครูที่มีอยู่ ทั้งตำแหน่งอัตราจ้าง ครูที่ขึ้นบัญชีไว้ได้หรือไม่ เพราะหากมีข้อมูลที่ละเอียด ก็จะสามารถวางแผนเรื่องอัตราได้อย่างไม่เป็นปัญหา แต่ตอนนี้ต้องยอมรับว่าอัตราที่เหมาะสมยังไม่คงที่” ประธาน ก.ค.ศ. กล่าว

ด้าน “พีระ รัตนวิจิตร” รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวเสริมว่า เรื่องดังกล่าว รมว.ศธ. รับทราบและมีข้อสั่งการให้ประชุม ก.ค.ศ.ด่วนในวันที่ 2 ตุลาคมนี้ เพื่อให้นักศึกษาทุนเหล่านี้ได้รับการบรรจุและแต่งตั้งเป็นครู ซึ่งหากมีมติการคืนกรอบอัตรากำลังในการประชุมก.ค.ศ. สพฐ.ก็จะสามารถบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูในโครงการครูคืนถิ่นได้ไม่เกิน 2 สัปดาห์อย่างแน่นอน

เขตอนุรักษ์สัตว์น้ำบางขวน พลิกฟื้น…ทะเลสาบสงขลา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/391188

เขตอนุรักษ์สัตว์น้ำบางขวน พลิกฟื้น…ทะเลสาบสงขลา

วันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 12:20 น.
อนุรักษ์,สัตว์น้ำ
เปิดอ่าน 18 ครั้ง

“หลังจากมีการอนุรักษ์ ปลาที่เคยหายากกลับมามีมากขึ้น ปลาที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็มีเข้ามาอยู่ในพื้นที่” สุรสิทธิ์ สุวรรณโร

ขณะที่อีกฟากฝั่งหนึ่งของจังหวัดที่อยู่ติดทะเลสาบสงขลา ที่บ้านบางขวน ต.ฝาละมี อ.ปากพะยูน สุรสิทธิ์ สุวรรณโร ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 และชาวบ้านในพื้นที่กำลังร่วมกันดำเนินการเรื่อง “เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำบ้านบางขวน” ผู้ใหญ่สุรสิทธิ์ เล่าว่า พื้นที่ของหมู่ 6 อยู่ติดกับชายฝั่งทะเลสาบสงขลา แม้มีเพียง 20% ที่ยึดอาชีพประมงชายฝั่ง แต่แทบทุกครัวเรือนอาศัยทะเลสาบสงขลาเป็นแหล่งอาหารสำคัญ ด้วยการ “ออกทะเล” ไปหาปลา

ทว่า ช่วงราว 10 ปีที่ผ่านมา จากเดิมที่ชาวบ้านสามารถหาปลาได้จากริมชายฝั่ง กลายเป็นต้องออกทะเลไปไกลเกือบ 10 กิโลเมตร จึงจะได้ปลา ทำให้เพิ่มต้นทุนจากการที่ต้องใช้น้ำมันในการแล่นเรือ และจับปลาได้ในปริมาณที่น้อย ซึ่งชาวบ้านเริ่มรับรู้ว่า “วิกฤติ วางกัด หรือภาษากลางเรียกวางอวนไม่ได้ ไม่มีปลาให้หาแล้ว” เมื่อราวปี 2556-2557 เริ่มมีการพูดคุยเรื่องนี้อย่างจริงจัง โดยใช้โอกาสการประชุมหมู่บ้านแต่ละเดือนแจ้งว่า “บ้านเรามีทะเล แต่ทรัพยากรน้อยลง เพราะไม่มีการจัดการที่ดี” สร้างแรงกระตุ้นให้ชาวบ้านช่วยกันฟื้นฟูทะเลสาบสงขลาให้กลับมามีทรัพยากรอุดมสมบูรณ์เช่นเดิม

ปี 2558 เกิดเป็นมติ 2 หมู่บ้านในพื้นที่หมู่ 10 ที่เห็นพ้องต้องกันที่จะกำหนด “เขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำบ้านบางขวน” ระยะจากริมตลิ่งออกไปในทะเลสาบ 500 เมตร โดยแบ่งเป็น 2 โซน คือ โซนที่ 1 ห้ามทำประมงด้วยเครื่องมือทุกชนิด เพื่อเป็นแหล่งอนุบาลและขยายพันธุ์ปลา และโซนที่ 2 อนุโลมให้สามารถใช้เครื่องมือขนาดเล็กหาปลาเพื่อยังชีพเป็นมื้ออาหารในครอบครัวได้ นอกจากนี้ อาสาสมัครประมงบ้านบางขวนกว่า 15 คน ยังใช้เวลาว่างร่วมกันทำ “บ้านปลา” ไว้กลางทะเล เพื่อให้ปลามาอาศัยเป็นแหล่งอนุบาลปลาด้วย นอกจากนี้ จะมีการต่อยอดด้วยการชักชวนชาวบ้านในชุมชนใกล้เคียงที่อยู่ริมทะเลสาบให้ร่วมอนุรักษ์ด้วย เช่นในพื้นที่ อ.บางแก้ว และ อ.เขาชัยสน และอนาคตจะให้คลอบคลุมทุกพื้นที่ริมทะเลสาบของ จ.พัทลุง

“หลังจากมีการอนุรักษ์ ปัจจุบันมีปลาเพิ่มจำนวนมากขึ้น ปลาที่เคยหายากกลับมามีมากขึ้น เช่น ปลาดุกทะเล ปลาลูกจีบ ปลากระบอกที่มีขนาดเท่าแขน หรือปลาบางชนิดที่ไม่เคยมีมาก่อน ก็มีเข้ามาอยู่ในพื้นที่ เช่น ปลากุเลา และแม้จะออกไปไม่ไกลจากชายฝั่งมากนักก็สามารถจับปลาได้แล้ว ทำให้ลดต้นทุนในการออกทะเลแต่ละครั้ง” ผู้ใหญ่สุรสิทธิ์ กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ

นายไพฑูรย์ ทองสม คณะทำงาน Node Flagship พัทลุง กล่าวถึงเหตุผลที่เลือกเป้าหมาย 3 ประเด็นในระยะแรกของพัทลุงว่า  จ.พัทุลง ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวเมืองรองที่ภาครัฐให้การสนับสนุนลำดับต้นๆ ของประเทศ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่มุ่งหวังมาชม วิถีวัฒนธรรม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่สวยงาม ซึ่งถ้าหากไม่พัฒนาในส่วนนี้ให้ม่ความพร้อมก็จะกระทบต่อด้านอื่นๆ เช่น การท่องเที่ยว

“เราให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตคน เพราะคนป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีอัตราสูง จึงต้องขับเคลื่อนเรื่องอาหาร เพราะอาหารเป็นปัจจัยของการเกิดโรคต้างๆ ซึ่งการขับเคลื่อน 1 ปีที่ผ่านมาเกิดพื้นที่ต้นแบบการผลิตอาหารปลอดภัย สอดคล้องกับการประกาศพัทลุงเมืองเกษตรอินทรีย์ โดยสร้างโมเดลพื้นที่ต้นแบบผลิตข้าวอินทรีย์ได้มากกว่า 100 ไร่” นายไพฑูรย์กล่าว

จากคนที่เขาว่าบ้าสู่ ป่าร่วมยาง เจ้าของต้นแบบอาหารปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/391182

จากคนที่เขาว่าบ้าสู่ ป่าร่วมยาง เจ้าของต้นแบบอาหารปลอดภัย

วันที่ 1 ตุลาคม 2562 – 12:20 น.
ป่าร่วมยาง
เปิดอ่าน 29 ครั้ง

โดย…  0 พวงชมพู ประเสริฐ 0  qualitylife4444@gmail.com 

“พัทลุง” จังหวัดเล็กๆ ที่จัดเป็นเมืองรองในพื้นที่ภาคใต้ มีประชากรราว 5.25 แสนคน แต่กล้าที่จะประกาศตัวทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือ การกำหนดเป้าหมายจังหวัดสู่การเป็น “เมืองสีเขียว” หรือ “พัทลุง กรีน ซิตี้” เพื่อให้คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นส่วนหนึ่งของ “หน่วยจัดการพื้นที่จังหวัดพัทลุง” หรือ Node Flagship พัทลุง จากการสนับสนุนของแผนสร้างสรรค์โอกาส สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ซึ่งการขับเคลื่อนเข้าปีที่ 2 เริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น อย่างเช่นที่ “บ้านขาม” พื้นที่ติดเทือกเขาบรรทัด และ “บ้านบางขวน” พื้นที่ติดริมทะเลสาบสงขลา

สหจร ชุมคช

10 ปีก่อน ณ บ้านขาม ต.ลำสินธุ์ อ.ศรีนครินทร์ จ.พัทลุง สหจร ชุมคช เกษตรกร วัย 46 ปี แหกกฎการทำสวนยางแบบเดิมๆ ในช่วงเวลาที่ราคายางพารายังไม่ตกต่ำเท่าทุกวันนี้ ด้วยการทำให้ “สวนยาง” มีมากกว่า ”ต้นยางพารา” ที่เป็นเกษตรเชิงเดี่ยว ด้วยการทำ “ป่าร่วมยาง” ไม่ใช่เพียงปลูกยาง กรีดยาง เท่านั้น

สหจร เรียนจบรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง และทำงานในเมืองหลวงนานนับสิบปี เขามีความสนใจในเรื่องต้นไม้เป็นทุนเดิม โดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชท้องถิ่น กระทั่งในปี 2551 ตัดสินใจกลับมาอยู่บ้าน เริ่มต้นด้วยตัวคนเดียวเพียงลำพัง โดยเริ่มสะสมต้นไม้ที่เขาเคยพบเห็นในสวนยางสมัยเด็กๆ ที่นับวันจะเริ่มหายากและสูญพันธุ์จากการที่ใช้สารเคมีอันตรายในสวน นำมาเพาะขยายและปลูกในสวนยาง

ท่ามกลางสายตาคนในชุมชนที่มองว่า “เขาบ้า” เพราะสิ่งที่ทำนั้นเป็นการ “ฉีกกฎ” การทำสวนยางแบบเดิมๆ ที่มีความเชื่อว่า “หากปลูกพืชอื่นในสวนยาง ยิ่งมาก ยิ่งทำให้น้ำยางออกไม่ดี” แม้แต่ภรรยาก็ไม่เห็นด้วย เมื่อปลูกต้นไม้ ภรรยาก็จะเดินตามและถอนทิ้ง เพราะไม่เข้าใจสิ่งที่เขาคิดจะทำ เหนืออื่นใดในการปลูกป่าร่วมยางของเขา เป็นแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่มีการใช้สารเคมีใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่ปุ๋ยเคมี อาศัยระบบธรรมชาติพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน

ถึงวันนี้ผ่านมา 10 ปี “สวนปันแสง” เนื้อที่ 7 ไร่ รกครึ้มไปด้วยต้นไม้ 6 ชั้น มีมากกว่า 1,000 ชนิด ทั้งพืชใบ พืชดอก ผัก ผลไม้ และสมุนไพร และพืชแทบทุกชนิดสามารถส่งขายเป็นรายได้ให้แก่ครอบครัวไม่ต่ำกว่าเดือนละ 1-3 หมื่นบาท อย่างเช่น ดอกเอื้องหมายนา กิโลกรัมละ 800 บาท หรือต้นตีนตุ๊กแกกิโลกรัมละ 150 บาท ดอกดาหลา ลูกฉิ่ง ว่านสาวหลง และอื่นๆ ซึ่งลูกค้าสำคัญของ สหจร เป็นเชฟระดับมิชลินสตาร์ ที่ปัจจุบันนิยมให้ความสำคัญกับการใช้พืชท้องถิ่นปลอดสารพิษจากภูมิภาคต่างๆ มาประกอบอาหารหรือประดับจานอาหารมากขึ้น รวมถึงรายได้จากการเพาะเมล็ดพันธุ์ต้นกล้าขาย ใน 1 ปีได้เงินมาเกือบ 1 แสนบาท

 

จนผลผลิตเฉพาะสวนปันแสงไม่เพียงพอ จึงมีการรวมตัวเป็นเครือข่ายคนในชุมชน ปรับเปลี่ยนการทำสวนยางเชิงเดี่ยว มาทำเรื่อง “ป่าร่วมยาง” ซึ่งนอกจากจะช่วยให้ชาวบ้านมีรายได้เพิ่มขึ้น ไม่หวังพึ่งเพียงการขายยางพาราเท่านั้น สิ่งสำคัญ ยังเป็นการขยายวงลดใช้สารเคมี มุ่งเน้นเกษตรอินทรีย์ เพราะการปลูกพืชร่วมยางต้องเป็นพืชท้องถิ่น ทนต่อสภาพอากาศ และมีการจัดระบบในสวน ปลูกพืชชั้นนอก เพื่อเป็นเหมือนแนวกำแพงควบคุมความชุ่มชื้นภายในสวน ด้วยการใช้ไม้แตกกอ ภายในสวนต้องมีไม้หลักทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยง ให้ร่มเงาและความชุ่มชื้น อาจจะใช้ต้นยางเดิม และต้องรู้ว่าพืชที่จะปลูกนั้นชอบแดดมากหรือแดดรำไร ต้องดูสภาพพื้นที่ด้วย ปัจจุบัน สวนยางปันแสงเป็น “สวนการเรียนรู้พันธุกรรมพืชตำบลลำสินธุ์”

“สวนยางส่วนใหญ่จะมีลักษณะโล่งเตียน แต่เราต้องกล้าที่จะแหกกฎการทำสวนยางเดิมๆ เราถึงจะพบแนวทางใหม่ๆ ทุกวันนี้ ผลผลิตต่อไร่ดีกว่ายางพาราถึง 10 เท่า กลายเป็นรายได้หลัก มากกว่าขายน้ำยางที่กรีดได้ 2-3 เท่า โดยการทำตลาดส่วนใหญ่ใช้ช่องทางโซเชียลมีเดีย” สหจร กล่าวอย่างเชื่อมั่น

 

 

ปัจจุบัน “โครงการป่าร่วมยาง” เป็นพื้นที่ศึกษาต้นแบบด้านอาหารปลอดภัย ของ “หน่วยจัดการพื้นที่จังหวัดพัทลุง” ซึ่ง สสส.เป็นแกนหลักสำคัญประสานความร่วมมือกับภาคประชาชน กำหนดเป้าหมายสู่ “พัทลุง กรีน ซิตี้ คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี” มียุทธศาสตร์ขับเคลื่อนด้านสุขภาวะ 4 ประเด็น ได้แก่ 1.สิ่งแวดล้อมดี ชุมชนปลอดมลพิษ 2.ทรัพยากรชายฝั่งเพิ่มขึ้น 3.อาหารปลอดภัย และ4.การท่องเที่ยว ส่งเสริมสินค้าวัฒนธรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ภายใต้ยุทธศาสตร์ ปี  2561-2564 ”พัทลุง เมืองคนคุณภาพ สิ่งแวดล้อมดี ชุมชนเข้มแข็ง เติบโตและม่ั่งคั่งจากฐานการเกษตร วัฒนธรรม ภูมิปัญญา และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ยั่งยืน เช่นเดียวกับโครงการ “เขตอนุรักษ์สัตว์น้ำบ้านบางขวน”

สปสช.วางระบบ’รับยาที่ร้าน’1ต.ค.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/391050

สปสช.วางระบบ’รับยาที่ร้าน’1ต.ค.

วันที่ 30 กันยายน 2562 – 13:05 น.
สปสช,รับยาที่ร้านยา,รมวสาธารณสุข
เปิดอ่าน 24 ครั้ง

สปสช.วางระบบ’รับยาที่ร้าน’1ต.ค.เชื่อมข้อมูลสิทธิ-ตรวจสอบค่าชดเชย

 

 

โครงการ “รับยาที่ร้านยา” เป็นนโยบายของ รมว.สาธารณสุข ที่ต้องการลดความแออัดในโรงพยาบาลด้วยการให้ประชาชนสามารถนำใบสั่งยาจากแพทย์ไปรับยาได้ที่ร้านยาแผนปัจจุบัน (ข.ย.1) ใกล้บ้าน โดยเบื้องต้นจะเริ่มนำร่องในโรงพยาบาล 50 แห่ง และร้านยาที่ได้มาตรฐานกว่า 500 ร้านทั่วประเทศ ในช่วงแรกผู้ป่วยที่จะสามารถไปรับยาที่ร้านยาได้นั้นต้องเข้าเกณฑ์ 4 ข้อ ประกอบด้วย 1.ใช้สิทธิ์บัตรทอง 2.ป่วยด้วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หอบหืด โรคทางจิตเวชหรือโรคเรื้อรังอื่นที่ไม่มีความซับซ้อน 3.แพทย์วิจัยฉัยแล้วว่าผู้ป่วยสามารถรับยาที่ร้านยาได้ 4.ผู้ป่วยยินดีไปรับยาที่ร้านยา

 

 

 

นพ.ประจักษวิช เล็บนาค รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า การประชุมชี้แจงแนวทางการดำเนินงานลดความแออัดในโรงพยาบาลโดยร้านยาแผนปัจจุบัน (ข.ย.1) ตามนโยบายของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2562 สำนักบริหารสารสนเทศการประกัน สปสช. ได้ชี้แจงถึงความพร้อมของระบบสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการจ่ายค่าบริการด้านยาและเวชภัณฑ์ ให้แก่ร้านยาแผนปัจจุบันซึ่งเข้าร่วมโครงการ และผู้แทนโรงพยาบาล เนื่องด้วยระยะเวลาที่จำกัด สปสช.จึงได้ออกแบบระบบสารสนเทศในระยะที่ 1 โดยใช้เวลาพัฒนาราว 2 สัปดาห์ เป็นโปรแกรมให้ร้านยารายงานการจ่ายยาแก่ผู้ป่วยตามใบสั่งแพทย์ และให้โรงพยาบาลสามารถค้นหาข้อมูลการจ่ายยาที่ให้แก่ผู้ป่วย พร้อมออกแบบให้ใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตในรูปแบบเว็บ แอพพลิเคชั่น รองรับการใช้งานผ่านอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้ทันเริ่มใช้งานได้ในวันที่ 1 ตุลาคมนี้

น.ส.ศิริพันธ์ เหมือนสิน ผู้อำนวยการสำนักบริหารสารสนเทศการประกัน สปสช. กล่าวว่า ในส่วนขั้นตอนการทำงาน หลังจากที่ผู้ป่วยยื่นใบสั่งยาแก่ร้านขายยาแล้ว ทางร้านจะบันทึกข้อมูลจ่ายยาเข้าสู่โปรแกรม ซึ่งข้อมูลดังกล่าวสามารถตรวจสอบได้โดยโรงพยาบาล และถูกนำไปประมวลผลโดย สปสช.เพื่อชดเชยค่าบริการ ตามรอบทุก 15 วัน ซึ่งหากบันทึกข้อมูลไม่ทันตามรอบ ก็ยังสามารถนับรวมในรอบถัดไปได้ ดังนั้นร้านขายยาจึงไม่ต้องกังวล

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการพัฒนาโปรแกรมระยะที่ 2 ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาพัฒนา 3-6 เดือน หลังจากที่มีการสรุปโครงสร้างข้อมูลมาตรฐานกลาง จะพัฒนาให้รองรับการใช้สมาร์ทการ์ดสำหรับยืนยันตัวตนผู้ป่วย เพิ่มช่องทางการรับข้อมูล โดยมีชุดข้อมูลสำหรับข้อมูลใบสั่งยาของโรงพยาบาล เพื่อลดการบันทึกข้อมูลของร้านยา ซึ่งจะใช้รูปแบบชุดข้อมูลในไฟล์เอ็กเซล

ด้านนายจิโรจน์ นาคไพจิตร หัวหน้ากลุ่มงาน สำนักบริหารสารสนเทศการประกัน สปสช. กล่าวว่า นอกจากนี้ในโปรแกรมยังมีการเพิ่มช่องทางการรับชุดข้อมูลเข้าโปรแกรมเป็น 2 ช่องทาง คือการอัพโหลดชุดข้อมูลที่โปรแกรมระบบข้อมูลการจ่ายยาตามใบสั่งแพทย์โดยตรง หรือผ่านช่องทางเว็บเซอร์วิส ในขณะที่การส่งออกข้อมูลรายงานการจ่ายยาผู้ป่วยของร้านยา ยังจะมีการเพิ่มช่องทางผ่านเว็บเซอร์วิสอีกช่องทางหนึ่ง

เพิ่มทักษะแรงงานด้อยโอกาสสร้างเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/391052

เพิ่มทักษะแรงงานด้อยโอกาสสร้างเศรษฐกิจชุมชนเข้มแข็ง

วันที่ 30 กันยายน 2562 – 13:03 น.
เพิ่มทักษะแรงงานด้อยโอกาส
เปิดอ่าน 20 ครั้ง

โดย…   ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com –

รัฐบาลประกาศก้าวสู่ไทยแลนด์ 4.0 หรือการพัฒนาด้วยนวัตกรรมเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างเต็มตัว ขณะที่ศักยภาพของคนในประเทศโดยเฉพาะแรงงานกว่า 21.2 ล้านคน หรือเกินครึ่งของแรงงานทั้งหมด ที่เรียกว่า “แรงงานนอกระบบ” ตั้งแต่ช่วงวัย 15-60 ปีขึ้นไป ยังเป็นกลุ่มแรงงานด้อยทักษะความรู้ ขาดโอกาสในการศึกษาเพื่อพัฒนาตนเองสู่การเป็นแรงงานฝีมือระดับสูง

ขณะนี้หลายภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนต่างพยายามมุ่งพัฒนาฝีมือแรงงานของไทยให้มีทักษะตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานที่เปลี่ยนแปลงไปในโลกดิจิทัล “กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ทำหน้าที่ลดความเหลื่อมล้ำทั้งด้านการศึกษาและเศรษฐกิจในกลุ่มแรงงานนอกระบบ จึงได้ร่วมกับ 73 หน่วยงานพัฒนาอาชีพที่ได้รับการคัดเลือก อาทิ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน วิทยาลัยชุมชน มหาวิทยาลัย ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์ปราชญ์ กศน.อำเภอ วิสาหกิจชุมชน ดำเนินโครงการพัฒนาระบบตัวอย่างการพัฒนาทักษะแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาสโดยมีชุมชนเป็นฐาน

โดยมุ่งยกระดับฝีมือแรงงานระดับ 1.0 และ 2.0 ทุกช่วงอายุ กลุ่มแรงงานนอกระบบที่มีการศึกษาต่ำกว่าระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและมีรายได้ต่ำกว่า 6,500 บาท รวมถึงผู้ด้อยโอกาส เช่น ผู้ที่ว่างงาน คนพิการ คนเร่ร่อน เยาวชนในสถานพินิจ ผู้ต้องขัง ที่ทำงานอยู่ในภาคเกษตรกรรม หัตถกรรม เน้นการใช้แรงงานหนักและราคาถูกให้มีทักษะสูงขึ้น มีงานทำ มีโมเดลธุรกิจของตัวเอง มีรายได้สูงขึ้น โดยมีพื้นที่ชุมชน ตำบลหรือเทศบาลเป็นฐานสร้างการเรียนรู้และพัฒนาไปพร้อมกันจำนวนกว่า 76 ตำบล ใน 42 จังหวัดครอบคลุมทุกภูมิภาค ซึ่งในปีแรกจะครอบคลุมกลุ่มเป้าหมายมากกว่า 6,239 คน

สมพงษ์ จิตระดับ ที่ปรึกษากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) กล่าวว่า แรงงานนอกระบบเป็นทั้งคนว่างงาน คนพิการ และสุดท้ายกลายเป็นภาระชุมชน สังคม ถูกตีตราเป็นคนด้อยโอกาส การศึกษาที่ผ่านมาดึงลูกหลานออกจากชุมชนทุกวัน ชุมชนอ่อนแอลงตามลำดับ ช่องว่างในประเทศมากขึ้นทุกวัน ความเหลื่อมล้ำเป็นผลพวงจากเรื่องนี้ การแก้ไขต้องสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก ให้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ สร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจของประเทศ และตัดวงจรความเหลื่อมล้ำข้ามชั่วคนได้

“การเพิ่มทักษะให้แก่แรงงานมีความจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะแรงงานยากจน ต้องยกระดับคุณภาพชีวิตของพวกเขาอีกด้วย โดยความร่วมมือกับเครือข่ายหน่วยพัฒนาอาชีพทั้ง 73 แห่ง จะไปจับคู่กับชุมชนดำเนินงานยกระดับทักษะการประกอบอาชีพให้กับแรงงานที่ขาดแคลนทุนทรัพย์และด้อยโอกาส โครงการจะส่งเสริมให้ชุมชนและสถานประกอบการ ภาคธุรกิจเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม เกิดเป็นเครือข่ายจับคู่การพัฒนา เช่น การร่วมเป็นวิทยากร การใช้สถานที่ฝึกงาน และการสมทบทรัพยากรในรูปแบบที่เป็นไปได้ เน้นกระบวนการเสริมศักยภาพของชุมชนในการพัฒนาอาชีพ บนฐานข้อมูล ความรู้ ทุนทางสังคม เศรษฐกิจ และทรัพยากร สร้าง Creative Space ที่มีการใช้เทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์และทุนทางสังคมเพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าและบริการ มุ่งเป้าตรงตามความต้องการของชุมชนหรือตลาดแรงงานท้องถิ่นร่วมไปกับการสร้างพื้นฐานทักษะอาชีพในฐานะผู้ประกอบการ (Entrepreneur) ขนาดย่อมในชุมชน” สมพงษ์ กล่าว

73 โครงการจะเป็นโมเดลหรือระบบต้นแบบสำคัญของประเทศ ในการยกระดับแรงงาน 1.0 หรือ 2.0 ให้เป็นแรงงานมีฝีมือ เป็นผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ของชุมชนช่วยการแก้ไขความเหลื่อมล้ำไม่ใช่เศรษฐกิจมหภาค แต่เป็นเศรษฐกิจฐานราก

บัญชร แก้วส่อง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย กล่าวว่า การจัดกระบวนการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ต้องมองเห็นนิเวศของชุมชนว่าเป็นอย่างไร เพื่อความเข้าใจต่อวิถีชีวิตของผู้คน ที่ผ่านมาการศึกษามักพาคนออกจากพื้นที่ ทำให้ชุมชนอ่อนแอลง ขณะที่การพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานมุ่งเน้นในระดับปัจเจกไม่ได้เชื่อมโยงกับศักยภาพของชุมชน จึงยังไม่เกิดพลังจากเครือข่ายที่สามารถช่วยเหลือ เกื้อกูลกันได้

“หน่วยพัฒนาอาชีพจะทำอย่างไรให้ผู้คนรักการเรียนรู้ เกิดปัญหา เห็นคุณค่าของสิ่งที่มีอยู่ในชุมชน นำมาสร้างเส้นทางอาชีพ และจะต้องเป็นการสร้างอาชีพให้เหมาะกับพื้นที่ ที่สำคัญการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงาน ต้องให้การศึกษา มีพลังที่จะหาทางแก้ให้อยู่ในพื้นที่ให้ได้พัฒนาทั้งทักษะฝีมือแรงงานพัฒนาปัญญา พัฒนาหัวใจ ควบคู่ไปกับฝีมือ”นายบัญชา กล่าว

ชาญ อุทธิยะ ปราชญ์ชาวบ้านภาคเหนือ บ้านสามขา อำเภอแม่ทะ จ.ลำปาง กล่าวว่า ถ้าอาชีพนั้นมีฐานทุนในชุมชนและต่อยอด โอกาสประสบความสำเร็จมีสูง เพราะยกระดับจากฐานความรู้เดิมที่มีอยู่ในชุมชน ขยายตัวไปถึงคนอื่นได้มาก อย่างชุมชนเคยทำกล้วยอบ มีความรู้ว่าทำอย่างไร ขายที่ไหน แต่ทำไม่นานก็ล้มเหลว เพราะไม่มีกล้วย แรงงานในชุมชนมีฝีมือแต่ขาดทรัพยากรจากชุมชนก็เดินต่อไม่ได้ การทำโครงการจะประสบความสำเร็จ เพิ่มทักษะแรงงานผู้ขาดแคลนและผู้ด้อยโอกาสในชุมชนได้ผลสำเร็จ ต้องเริ่มด้วยเข้าถึง ควรมาก่อนความเข้าใจ จากนั้นสร้างความสัมพันธ์ให้เกิดความเชื่อใจ ไว้ใจและออกแบบการทำงานร่วมกัน หน่วยพัฒนาอาชีพต้องสวมบทบาทเป็นพี่เลี้ยง ไม่คิดแทน ทำแทนและรับประโยชน์แทน มีการถอดบทเรียนความรู้ และสื่อสารกัน เป็นระยะ เพื่อสร้างกำลังใจต่อกัน