นโยบายการศึกษาเหล้าเก่าในขวดใหม่แนะถอดรหัสงบประมาณ-ทำได้จริง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/365532

นโยบายการศึกษาเหล้าเก่าในขวดใหม่แนะถอดรหัสงบประมาณ-ทำได้จริง

การศึกษา

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

“การศึกษา” ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาคน ซึ่งทุกพรรคการเมืองไม่ว่าจะเก่าใหม่ต่างนำเสนอนโยบายต่อยอดนโยบายการศึกษาจากที่พรรคเคยนำเสนอ หรือเคยเป็นรัฐบาลมาก่อน  แต่ในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา-ระบบการสอบซึ่งเป็น “หัวใจหลัก” เกี่ยวกับการศึกษาในอนาคตกลับไม่มีการนำเสนอ รวมทั้งบางเรื่องอาจจะเกินจริง และทำได้ยาก

  กระจายเงินอุดหนุนรายหัวใหม่
รศ.ดร.เมธินี วงศ์วานิช รัมภกาภรณ์ อาจารย์ประจำหลักสูตรศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กล่าวว่า พรรคการเมืองมีนโยบายการศึกษาใกล้เคียงกันตั้งแต่การให้เงินแม่ตั้งแต่ลูกอยู่ในครรภ์และเกิดมาก็ได้รับเงินสนับสนุน ซึ่ง 5 พรรคใหญ่นั้นปชป.เป็นพรรคแรกที่มีการเสนอนโยบายการศึกษา และชูประเด็นเกิดปั๊บรับแสน หลังจากนั้นพรรคอื่นๆ ก็ได้ออกนโยบายการศึกษาใกล้เคียงกัน นั่นคือทุกพรรคมีนโยบายเรียนฟรีให้แต่ละกลุ่ม เช่น พรรคปชป.ให้เรียนฟรี 15 ปีและเรียนฟรีเด็กปวส. ขณะที่พท.ให้เรียนฟรี 15 ปีแก่เด็กออกกลางคันที่ยากจน และเรียนฟรีต้องฟรีจริงซึ่งต้องไปถอดรหัสให้ได้ว่าฟรีจริงฟรีอย่างไร และชพท.เรียนฟรีสำหรับลูกเกษตรกร เป็นต้น นอกจากนั้นทุกพรรคนำเสนอการปรับหลักสูตรทันสมัย ตอบโจทย์อนาคต เหมาะสมแต่ละช่วงชั้น ผู้เรียนทุกด้าน

รศ.ดร.เมธินี กล่าวต่อว่า ทรัพยากรการศึกษามีเรื่องบุคลากร งบประมาณ สื่อการเรียนการสอน การบริหารจัดการ แหล่งเรียนรู้อื่นๆ แต่ละพรรคการเมืองมีนโยบายส่งเสริมทุกเรื่องคล้ายกันไปหมด และทุกพรรคต่างใช้งบในการบริหารจัดการ ซึ่งการจะทำให้งบการศึกษาเกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลต้องกระจายเงินอุดหนุนรายหัวใหม่ไม่ใช่ให้ทุกคนเท่ากันหมด เพราะเงินอุดหนุนรายหัวส่งผลต่อจำนวนนักเรียนในห้องเรียน ทั้งที่ทั่วโลกพบว่า ห้องเรียนที่เหมาะสมต้องมีนักเรียน 25 คนต่อห้อง แต่ไทยเมื่อการจัดห้องเรียนเป็นไปตามการอุดหนุนรายหัวทำให้ห้องเรียนไทยมีนักเรียนจำนวนมาก เพราะต้องนำงบรายหัวมาใช้ในการบริหารโรงเรียนรวมถึงต้องพัฒนาครูให้มีประสิทธิภาพจัดการเรียนการสอนแตกต่างกัน

“ไม่ว่าพรรคไหนเข้ามาเป็นพรรคการเมืองหากมีงบในการบริหารงานตามนโยบายที่วางไว้ก็สามารถทำได้จริง ดังนั้น ประชาชนจะเลือกพรรคไหนควรศึกษาวิธีการบริหารจัดการเงินของแต่ละพรรคการเมืองที่จะนำมาใช้ เพราะนโยบายใครๆ ก็พูดได้ และต้องดูข้อมูลข้อเท็จจริงจากหลายๆ ที่ เพื่อนำมาเปรียบเทียบว่าเงินและนโยบายมีความเป็นไปได้ จุดแข็งจุดอ่อนของการศึกษาเป็นเช่นใด อาทิ พรรคปชป. เน้นผู้เรียน พท.เน้นบริหารจัดการทรัพยากร เทคโนโลยี พปชร.เน้นความร่วมมือระหว่างรัฐและประชาชน อนค.เน้นความทันสมัย มองเด็กเยาวชน และชพท.เน้นลูกหลานการเกษตร เป็นต้น” รศ.ดร.เมธินี กล่าว

       ไม่มีพรรคไหนเสนอ“ปฏิรูปการศึกษา”
ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ภาพรวมนโยบายการศึกษาของพรรคการเมืองต่างๆ ที่นำเสนออยู่ในขณะนี้ พบว่าแต่ละพรรคการเมืองจะนำเสนอเรื่องการศึกษาแต่ละเรื่องแต่ละประเด็นแล้วแต่ว่าพรรคการเมืองไหนสนใจเรื่องใด และส่วนใหญ่เป็นการต่อยอดนโยบายการศึกษาจากที่พรรคเคยนำเสนอ หรือเคยเป็นรัฐบาลมาก่อน เช่น กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา การศึกษาเด็กเล็ก เป็นต้น

แต่ในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา ถือเป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นอย่างมากที่พรรคการเมืองต้องนำเสนอในเรื่องนี้ว่าจะมีแนวทางในการดำเนินการ ผลักดัน หรือเป็นนโยบายที่มาจากการวิจัย การศึกษาอย่างละเอียด กลับไม่เห็นพรรคการเมืองใดนำเสนอในเรื่องดังกล่าว ซึ่งเข้าใจได้ว่าการปฏิรูปการศึกษาเป็นเรื่องยากและเห็นผลงานช้า จึงทำให้ไม่มีพรรคการเมืองใดระบุว่าจะปฏิรูปการศึกษาของประเทศไปในทิศทางใด หรือนำเสนอนโยบายด้านนี้

ขณะเดียวกันหลายพรรคการเมืองมุ่งหาเสียงจากคนรุ่นใหม่ พยายามนำเสนอนโยบายเพื่อคนรุ่นใหม่ ทั้งด้านเทคโนโลยี จบแล้วมีงานทำ มีเงินอุดหนุน แต่กลับ ไม่มีพรรคการเมืองใดชูเรื่องการปฏิรูปการอุดมศึกษา อาชีวศึกษา เรื่องระบบการสอบ ทั้งที่เรื่องเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับคนรุ่นใหม่และระบบการศึกษาในอนาคตจะเป็นอย่างไร นอกจากนั้นยังมีพรรคการเมืองอีกกลุ่มที่นำเสนอนโยบายการศึกษาที่เกินจริงและทำได้ยาก ซึ่งจะยิ่งทำให้การศึกษาของชาติไม่ตรงกับข้อเท็จจริงมากยิ่งขึ้น

ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าวต่อไปว่าจนถึงตอนนี้โดยส่วนตัวยัง อยากเห็นนโยบายการศึกษาที่เป็นรูปธรรม ทำได้จริง และนำเสนออย่างจริงใจ ทั้งเรื่องระบบการสอบ การวัดและประเมิน รวมถึงนโยบายที่จะชี้ชัดว่าจะทำอย่างไรให้เด็กไทยในอนาคตมีการศึกษาที่ดี เรียนอย่างมีความสุข มีงานทำ โดยนำเสนออย่างเป็นรูปธรรมที่เป็นความหวังที่พ่อแม่ผู้ปกครองสามารถจับต้องได้

รวมทั้งอยากให้ทุกพรรคชูตัวบุคคลที่วางตัวไว้ว่าจะให้เข้ามาทำหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะเข้ามาปฏิรูปการศึกษา รวมไปถึงทีมงานด้านการศึกษาด้วย เพราะขณะนี้ยังไม่มีนโยบายการศึกษาใดชัดเจน และเมื่อไม่ชัดเจน ทำจริงได้ก็เป็นไปได้ยาก

“นโยบายด้านการศึกษาของแต่ละพรรคไม่โดดเด่นและชัดเจนเท่ากับนโยบายด้านอื่นๆ โดยทุกพรรคเน้นเรื่องสวัสดิการ ประชานิยม ดังนั้นไม่ว่ารัฐบาลไหนเป็นพรรคการเมืองก็มองว่าการศึกษาคงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ดังนั้นประชาชนควรพิจารณานโยบายด้านต่างๆ ให้ละเอียด และต้องดูว่าเป็นไปได้จริงหรือไม่ ก่อนจะเลือกลงคะแนน” ศ.ดร.สมพงษ์ กล่าว

     ส่องนโยบายการศึกษา 5 พรรคใหญ่
1.พรรคประชาธิปัตย์

-เกิดปั๊บรับเงินแสน
-กระจายอำนาจให้โรงเรียน
-เด็กทุกคนพูดอังกฤษได้
-ปรับหลักสูตรเพื่อโลกอนาคต
-เรียนฟรีถึงปวส.
-จบแล้วมีงานทำ
-กองทุน Smart Education

     2.พรรคเพื่อไทย
-เพิ่มงบศึกษาปฐมวัย (เงินเด็กเล็กยากจน>1,000 บ.)
-อัพศูนย์เด็กเล็กอัจฉริยะ 20,000 แห่ง
-เด็กสื่อสารได้ 3 ภาษา ไทย อังกฤษ จีน
-One-Laptop-per Child
-เรียนฟรี 15 ปีเด็กออกกลางคันยากจน
-กองทุนกู้ยืม “เรียนก่อนผ่อนทีหลัง”

      3.พรรคพลังประชารัฐ
-หลักประกันการศึกษาทั่วหน้า “บวร”
-ชุมชนดูแลระบบการศึกษา
-สร้างความร่วมมือรัฐประชาชน
-ดึงมหาวิทยาลัยเข้ามาเป็นพี่เลี้ยง
-ให้ความรู้เด็กผญ.ตั้งครรภ์ก่อนแต่ง
-เน้นแก้ปัญหานักศึกษาค้างชำระหนี้ กยศ.

  4.พรรคอนาคตใหม่
-เงินอุดหนุนเยาวชนอายุ 18-22 ปี 2,000 บาทต่อเดือน
-อัพคุณภาพห้องเรียน 17,000 แห่งทั่วประเทศ
-ไวไฟฟรี
-สวัสดิการอาหารกลางวันฟรีอนุบาล-ม.ปลาย
-คืนครูให้นักเรียน
-ปรับหลักสูตรประถม สร้างทักษะชีวิต
-ปรับหลักสูตรมัธยม ทักษะอาชีพ
-ผู้เรียน ผู้ปกครอง ชุมชน ร่วมออกแบบหลักสูตร
-หนุนเด็กฝึกงานตั้งแต่ม.ต้น

 5.พรรคชาติไทยพัฒนา
-ลูกหลานเกษตรกรเรียนฟรีถึงป.ตรี
-จัดการเรียนฟรีระดับศึกษาขั้นพื้นฐาน
-กระจายงบอำนาจสู่ชุมชน บริหารจัดการหลักสูตร งบการศึกษา
-นำเทคโนโลยีใช้จัดการเรียนการสอน
-หารัฐมนตรีคนกลาง
-กระทรวงศึกษาธิการแยกออกจากการเมือง

กอปศ.แจงใช้”ครูใหญ่”ก.ม.ไม่บังคับเจตนาทำให้ครู-ผู้บริหารดีขึ้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/365401

กอปศ.แจงใช้”ครูใหญ่”ก.ม.ไม่บังคับเจตนาทำให้ครู-ผู้บริหารดีขึ

กอปศ,ครูใหญ่,รศนพจิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์

โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylife4444@gmail.com

กอปศ.แจงร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…กรณีใช้ “ครูใหญ่” แทน “ผู้บริหารสถานศึกษา” ย้ำเจตนารมณ์ทางกฎหมาย ไม่ได้บังคับเปลี่ยนชื่อตำแหน่ง เป็นการตั้งใจทำให้ครูดีขึ้น เน้นความเป็นครู เพิ่มอำนาจผู้บริหารสถานศึกษา ดูรายละเอียดวิชาการ ไม่ใช่ทำหน้าที่บริหารอย่างเดียว ส่วนจะใช้ครูใหญ่ ผู้บริหารสถานศึกษาแล้วแต่กฎหมายรอง ขณะที่ การใช้ “ใบรับรองความเป็นครู” แทน “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” ให้ความสำคัญกับครูมากเป็นพิเศษ แต่จะเรียกแบบไหนขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา

เมื่อวันที่ 13 มีนาคม ศ.นพ.จรัส สุวรรณเวลา ประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) กล่าวภายหลังการประชุม กอปศ.ว่า ที่ประชุมได้พิจารณาข้อคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… โดยได้กำหนดนิยามคำว่า “ครูใหญ่” แทนคำว่า “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” ว่าที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการกำหนดนิยามดังกล่าวนั้น เป็นความตั้งใจทำให้ครูดีขึ้น โดยเน้นเรื่องความเป็นครู และให้ผู้บริหารสถานศึกษามีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เป็นเพียงผู้บริหารสถานศึกษาเท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ดูแลในเรื่องวิชาการและเรื่องอื่นๆ ร่วมด้วย เพราะขณะนี้ผู้บริหารสถานศึกษาเหมือนกับผู้บริหารอื่นๆ ที่เป็นแบบธุรกิจ และไม่ได้ดูรายละเอียดในเรื่องเนื้อหาวิชาการ ทั้งที่จริงๆ แล้ว ผู้บริหารสถานศึกษาต้องดูแลในเรื่องนี้ เพื่อให้คุณภาพการศึกษาดีขึ้น เป็นการขยายอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา

กอปศ.แจงใช้"ครูใหญ่"ก.ม.ไม่บังคับเจตนาทำให้ครู-ผู้บริหารดีขึ

ดังนั้น การกำหนดนิยามดังกล่าวไม่ได้ทำให้ครู ผู้อำนวยการ หรือผู้บริหารสถานศึกษามีฐานะลดลง แต่จะทำให้ครู และผู้บริหารดีขึ้น รายละเอียดต่างๆ จะมีการกำหนดในกฎหมายลำดับรองต่อไป ส่วนร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… จะประกาศใช้ในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับรัฐบาล

   “ครูใหญ่”ก.ม.ไม่ได้บังคับ
รศ.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์ ประธานคณะอนุกรรมการเฉพาะกิจศึกษาแนวทางการจัดทำพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ กล่าวว่า ร่าง พ.รบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา การใช้คำว่าครูใหญ่ เมื่อวิเคราะห์เจตนารมณ์ เชื่อว่าการใช้คำดังกล่าว เป็นคำศัพท์ทั่วไป และตามร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… มาตรา 39 วรรคสาม ได้ระบุไว้ว่า คำว่าครูใหญ่ หรือผู้ช่วยครูใหญ่ ถ้าจะใช้คำอื่นสามารถกระทำได้ตามกฎหมายที่เกี่ยวกับผู้บริหารสถานศึกษาจะกำหนด กฎหมายไม่ได้บังคับว่าผู้บริหารสถานศึกษา ต้องใช้ชื่อว่า ครูใหญ่ คือไม่ใช่ชื่อตำแหน่ง กฎหมายเป็นเพียงให้แนวทางว่า ผู้ที่เป็นผู้นำ หรือเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ควรที่จะต้องเป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการกระทำเรื่องอะไรบ้าง การใช้คำศัพท์ว่าครูใหญ่ อยากให้สบายใจ

กอปศ.แจงใช้"ครูใหญ่"ก.ม.ไม่บังคับเจตนาทำให้ครู-ผู้บริหารดีขึ

อีกทั้ง ในบทเฉพาะกาลของกฎหมาย ได้มีการกำหนดความคุ้มครองสิทธิของบุคลากรที่เป็นผู้บริหารของสถานศึกษาที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนต่างๆ อยู่แล้ว รวมทั้งไม่ได้มีการบังคับว่าต้องเปลี่ยนชื่อจากผู้บริหารสถานศึกษามาเป็นครูใหญ่ จึงไม่ได้แปลว่าเมื่อร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… นี้ผ่านแล้ว คนที่ใช้ป้ายชื่อผู้บริหารสถานศึกษาต้องมาเปลี่ยนเป็นครูใหญ่ ไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น เพราะชื่อตำแหน่งดังกล่าว เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยกาลนั้นเฉพาะ ไม่ใช่ตามร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ…

รศ.นพ.จิรุตม์ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้เรื่องดังกล่าวอยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น มีทั้งหมด 3 ขั้นตอน หรือ 3 วาระ คือ วาระที่ 1 คณะกรรมการกฤษฎีกา ต้องนำร่างกฎหมายที่ผ่านการพิจารณาจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้วนำมาพิจารณาก่อนปรับเปลี่ยนเข้าสู่วาระที่ 2 ซึ่งในวาระที่ 2 นี้ จะมีการเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่าง กอปศ. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) มารับฟังและให้ความคิดเห็น ก่อนจะเข้าสู่วาระที่ 3 พิจารณาและเปิดรับฟังความคิดเห็น หากมีความเห็นต่าง ทางคณะกรรมการกฤษฎีกาก็จะรวบรวมและนำเสนอ ครม. เพื่อประกอบการพิจารณาต่อไป

กอปศ.แจงใช้"ครูใหญ่"ก.ม.ไม่บังคับเจตนาทำให้ครู-ผู้บริหารดีขึ

รศ.นพ.จิรุตม์ ศรีรัตนบัลล์

อย่างไรก็ตาม ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ถือเป็นรัฐธรรมนูญทางการศึกษา เป็นหลักการและแนวทางในการจัดการศึกษา ไม่ได้เป็นเรื่องชื่อตำแหน่ง ส่วนชื่อเรียกหรือกลไกจริงๆ ที่จะเกิดขึ้น ถ้าในเรื่องที่กฎหมายระบุไว้ว่าเป็นไปตามกฎหมายลำดับรอง ก็ต้องไปปรับปรุงสาระต่อไป หรือต้องดำรงไว้ชื่อแบบเดิมก็สามารถไปหารือกันในขณะนั้นได้ โดยหลังจากนี้คงต้องเป็นไปตามคณะกรรมการกฤษฎีกาว่าจะพิจารณาเช่นใด ดังนั้น อยากให้ครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าใจเรื่องนี้ เจตนารมณ์ทั้งหมดเป็นไปเพื่อการพัฒนาครู

    ให้ความสำคัญใบรับรองความเป็นครู
รศ.นพ.จิรุตม์ กล่าวต่อว่า ส่วนอีกประเด็นที่มีข้อวิตกกังวล คือ เรื่องใบรับรองความเป็นครู โดยบางท่านอาจมีความเข้าใจกับคำพูดที่นำไปใช้ในวิธีการทำงานว่าการให้ใบรับรองความเป็นครู คือ เป็นใครก็ได้ที่ถูกเชิญมาเป็นผู้สอนแล้วจะได้ใบรับรองความเป็นครู ทั้งที่ใบรับรองความเป็นครูดังกล่าวตามข้อบัญญัติที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… และทางคณะกรรมการกฤษฎีกาได้ปรับเปลี่ยนคำพูดนั้น ไม่ได้หมายถึงในรูปแบบดังกล่าว แต่ใบรับรองความเป็นครู จะเป็นการให้ความสำคัญกับความเป็นครูตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญเรื่องนี้ไว้ และให้ความสำคัญกับครูมากเป็นพิเศษ เป็นบุคคลที่มีคุณลักษณะเฉพาะ ตามที่กฎหมายกำหนดรายละเอียดเพิ่มเติม เป็นการยกระดับเกียรติและศักดิ์ศรีความเป็นครูมากขึ้น ไม่ใช่เป็นการประกอบอาชีพหรือวิชาชีพทั่วไป

      ก.ม.ลำดับรองกำหนดรายละเอียด
“ในทางปฏิบัติ ถ้าจะมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพครูโดยเฉพาะ หรือกฎหมายที่ว่าด้วยเรื่องของครุสภา การจะนำใบรับรองความเป็นครู ตามเจตนารมณ์ร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… ไปปรับใช้ หรือจะใช้ชื่อเรียกอย่างไร สุดท้ายจะอยู่ในขณะนั้นเป็นสำคัญ ใบรับรองความเป็นครูในกฎหมายเฉพาะนี้ ไม่ได้ทำให้ความเป็นครูด้อยลงไป ส่วนความแตกต่างระหว่างการใช้คำว่าครูใหญ่ แทนผู้บริหารสถานศึกษา และการใช้ใบรับรองความเป็นครู แทนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จะแตกต่างกันอย่างไรนั้น ต้องไปดูในรายละเอียดของกฎหมายลำดับรอง ซึ่งใน 2 ประเด็นดังกล่าว ต้องมีกฎหมาย 2 ฉบับที่ต้องดำเนินการในรายละเอียด คือ กฎหมายว่าด้วยวิชาชีพ คือ สภาครู หรือครุสภา กับกฎหมายระเบียบข้าราชครู และบุคลากรทางการศึกษา ว่าจะกำหนดรายละเอียดเช่นใด” รศ.นพ.จิรุตม์ กล่าว

รศ.นพ.จิรุตม์ กล่าวอีกว่า นอกจากนั้น การใช้ใบรับรองความเป็นครู แทนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูนั้น โดยหลักแล้วเรื่องที่มีเกี่ยวข้องกับบุคลากรมากๆ จะทำให้เกิดความกังวล ซึ่งอยากให้เข้าใจธรรมชาติของกฎหมาย รวมถึงสิ่งที่คณะกรรมการกฤษฎีกาได้บรรจุไว้เป็นสาระ มีบทบัญญัติในการคุ้มครองสิทธิของบุคลากรที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูอยู่แล้ว ไม่ได้ทำให้สถานะด้อยลง เช่นเดียวกับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ทั้งเรื่องของเงินเดือน เงินวิทยฐานะต่างๆ ทางกฎหมายได้มีบทบัญญัติคุ้มครองไว้อยู่แล้ว อยากให้ครูสบายใจ ไม่ต้องกังวล

      สมาพันธ์ครูจังหวัดชัยภูมิค้าน3ประเด็น
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา นายณรงค์ฤทธิ์ ดอนศรี ประธานสมาพันธ์ครูจังหวัดชัยภูมิ พร้อมด้วย นายสานิตย์ พลศรี นายกสมาคมครูชนบทจังหวัดชัยภูมิ และตัวแทนเครือข่ายครู จ.ชัยภูมิ ร่วมกันอ่านคำแถลงการณ์ สมาพันธ์สมาคมครูชัยภูมิ ฉบับที่ 1/2562 เรื่องไม่เห็นด้วยกับร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ฉบับใหม่ ว่าสมาพันธ์สมาคมครูชัยภูมิ องค์กรที่จัดตั้งขึ้นเพื่อพิทักษ์สิทธิ์ และส่งเสริมขวัญกำลังใจของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาในสังกัดจังหวัดชัยภูมิ ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… เกี่ยวกับการที่คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) และคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้เตรียมเสนอร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติฉบับใหม่ โดยได้กำหนดนิยามคำว่า “ครูใหญ่” แทนคำว่า “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” และกำหนดให้มี “ใบรับรองความเป็นครู” แทนคำว่า “ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู” ซึ่งมีมติในคราวประชุมสมาคม ครั้งที่ 1/2562 (28 ก.พ.2562) มีความเห็นร่วมกันดังนี้

1.การเปลี่ยนชื่อเรียกตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา เป็น ครูใหญ่ เป็นคำที่ไม่สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ ซึ่งที่ผ่านมา ผู้อำนวยการสถานศึกษาได้ทำหน้าที่พัฒนาคุณภาพวิชาการ บริหารกิจการของสถานศึกษา ประสานงานและระดมทรัพยากรต่างๆ จึงไม่มีความจำเป็นและไม่เห็นประโยชน์ที่จะเปลี่ยนไปใช้คำว่า “ครูใหญ่” ซึ่งตัดทอนขวัญและกำลังใจในการทำงาน เกิดความไม่ภาคภูมิใจในวิชาชีพ

2.การเปลี่ยนจากการใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ไปเป็น ใบรับรองความเป็นครู เป็นการบั่นทอนความรู้สึกภาคภูมิใจในวิชาชีพ เนื่องจากคำว่า วิชาชีพครู เป็นวิชาชีพชั้นสูง มีมาตรฐานวิชาชีพไม่ต่างจากการประกอบวิชาชีพชั้นสูงอื่นๆ ซึ่งสมาพันธ์สมาคมครูชัยภูมิเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีและน่าเชื่อถืออยู่แล้ว

และ 3.ร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ มีหลายมาตราที่ขาดความชัดเจนคลุมเครือ ส่อว่าจะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติหากเป็นกฎหมายและมีผลบังคับใช้ เนื่องจากไม่เป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล ครูไม่มีส่วนร่วมในการจัดทำร่าง ไม่ผ่านกระบวนการประชาพิจารณ์ที่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ดังนั้น เพื่อให้เกิดความสมานฉันท์ ให้ทุกภาคส่วนได้ยอมรับ ขอได้โปรดให้ยุติการพิจารณาร่างพ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… จนกว่าจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้วเสร็จ อย่างไรก็ตาม สมาพันธ์สมาคมครูชัยภูมิ พร้อมกับเครือข่ายทุกจังหวัดทั่วทั้งประเทศ จะร่วมกันเรียกร้องคัดค้านให้ถึงที่สุดต่อไป

หมู่บ้านปลอดการเผา ต.บ้านสา จ.ลำปาง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/365293

หมู่บ้านปลอดการเผา ต.บ้านสา จ.ลำปาง

หมู่บ้านปลอดการเผา

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  qualitylife4444@gmail.com

ปี 2553 บ้านแป้นโป่งชัย ต.บ้านสา จ.ลำปาง หมู่ 1-10 ตั้งโครงการสร้างจิตสำนึกและความตระหนักในการประหยัดพลังงานและรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อแก้ปัญหาขยะในชุมชน ระดมความร่วมมือชาวบ้านคัดแยกขยะรีไซเคิล ขยะอันตราย ขยะเปียก ขยะมูลฝอย รวมถึงแปรรูปขยะให้มีมูลค่า ทำบัญชีรายรับ สร้างรายได้ให้ครัวเรือน

โดยจัดอบรมให้ความรู้การคัดแยกขยะในครัวเรือนแก่คนในชุมชนเพื่อจัดมุมใดมุมหนึ่งในบ้านรองรับการคัดแยก รวมถึงแจกถังพลาสติกเพื่อให้ชาวบ้านนำไปเจาะรูและฝังดินเพื่อจัดการขยะเปียกในชุมชน ภายใต้ชื่อ “หนึ่งครัวเรือน หนึ่งถังขยะอินทรีย์” สามารถนำไปทำปุ๋ยบำรุงดินต่อไป ในส่วนของขยะรีไซเคิล ชาวบ้านสามารถนำไปขายให้แก่ร้านรับซื้ออื่นๆ พร้อมแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจติดตามผล ได้แก่ ผู้นำชุมชน ตัวแทนจากชุมชน และเจ้าหน้าที่เทศบาล มอบรางวัลให้แก่ครัวเรือนที่มีการจัดการขยะดีเยี่ยม

รวมถึงการจัดการเศษใบไม้ กิ่งไม้ โดยนำมาใส่ “เสวียน” ที่ทำขึ้นรอบต้นไม้ หมักไว้เป็นปุ๋ยและให้ความชุ่มชื่นแก่ดิน ไอเดียของ ยันยงค์ สูงงาม ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านแป้น ที่สืบสานมาจากผู้เป็นพ่อและส่งต่อภูมิปัญญาดังกล่าวสู่คนในชุมชน และเป็นบ้านต้นแบบที่มีการจัดการขยะครบวงจรให้ผู้มาดูงานได้ศึกษาอีกด้วย

ในส่วนของขยะมูลฝอยที่ไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ อาทิ เศษผ้า ถุงพลาสติก และกล่องนม เทศบาลจะรับซื้อจากคนในชุมชนและนำเข้าสู่กระบวนการคัดแยก ย่อยสลาย และหมัก 15-20 วัน ไล่ความชื้น ณ ศูนย์จัดการวัสดุไม่ใช้แล้วแบบมีส่วนร่วม ต.บ้านสา ที่ได้รับทุนสนับสนุนการก่อสร้างและเครื่องย่อยขยะจากเอสซีจี ลำปาง ด้วยงบประมาณ 3.8 ล้านบาท และส่งขายให้แก่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด (เอสซีจี ลำปาง) เพื่อผลิตเป็นเชื้อเพลิงแข็งทดแทน (RDF: Refuse-Derived Fuel)

นภปนนท์ สุรินทร์โท ปลัดเทศบาลตำบลบ้านสา กล่าวว่า บ้านแป้นโป่งชัย หมู่ 9 ต.บ้านสา จ.ลำปาง ซึ่งมีจำนวนครัวเรือน 149 ครัวเรือน ส่วนใหญ่ทำเกษตรและรับจ้างที่โรงปูน ปัจจุบัน กลายเป็นหมู่บ้านต้นแบบที่ประสบความสำเร็จในการชักชวนคนในหมู่บ้านหันมาปรับพฤติกรรมคัดแยกขยะ และนำขยะมารีไซเคิลเป็นข้าวของเครื่องใช้ อาทิ พัด หมวก ตะกร้า ฯลฯ โดยผู้นำอย่าง นายวินัย สายแปง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 9 บ้านเเป้นโป่งชัย ต.บ้านสา พร้อมได้รับรางวัลจากเทศบาล 4 ปีซ้อน

โดยในครั้งแรกมีชาวบ้านเข้าร่วมราว 70-80 ครัวเรือน เคยได้รางวัลเป็นปูน 75 ถุงนำกลับมาสร้างสาธารณประโยชน์ ปัจจุบันมีลูกบ้านเข้าร่วมกว่า 120 ครัวเรือน

ชนะ ภูมี Vice President-Cement and Construction Solution Business ธุรกิจซีเมนต์ และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี กล่าวว่า จะรับซื้อขยะมูลฝอยมาขายจากชาวบ้านและบุคคลทั่วไปตันละ 1,000 บาท เพื่อนำไปทำเชื้อเพลิงแข็งทดแทน ใช้ในการผลิตปูนซีเมนต์ในหม้อเผาปูนที่มีอุณหภูมิสูงถึง 1,450 องศาเซลเซียส ไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของโรงงาน ลดปัญหาขยะ
สำหรับขยะอันตราย อาทิ หลอดไฟฟ้า ถ่านไฟฉาย แบตเตอรี่ กระป๋องยาฆ่าแมลง สารกำจัดศัตรูพืชต่างๆ ต้องกำจัดด้วยวิธีฝังกลบ ทิ้งตามพื้นที่เกษตร หรือเก็บสะสมไว้ตามบ้านเรือน แต่หากกำจัดไม่ถูกวิธีจะก่อให้เกิดสารพิษจากการสัมผัส สูดดม สะสมในร่างกาย และทำลายระบบนิเวศ เทศบาลตำบลบ้านสา จึงจัดอบรมให้ความรู้แก่ชุมชนเรื่องการคัดแยก และนำรถออกรับขยะอันตรายปีละ 3 ครั้ง ในเดือนตุลาคม กุมภาพันธ์ และมิถุนายน แลกไข่ไก่ เพื่อเป็นของรางวัลกระตุ้นให้คนในชุมชนคัดแยกขยะ

การจัดการขยะ ต.บ้านสา ลำปาง
– ขยะรีไซเคิล คัดแยกขาย ประดิษฐ์สินค้า
– ขยะมูลฝอย ส่งเอสซีจี ทำเชื้อเพลิงแข็งทดแทน
– ขยะอันตราย นำไปแลกไข่
– ขยะเปียก เศษอาหารใส่ถังทำปุ๋ยอินทรีย์
– เศษใบไม้ กิ่งไม้ ใส่ในเสวียนเป็นปุ๋ยบำรุงต้นไม้

นโยบายสังคมสูงวัย 4 พรรคเพิ่มทักษะ-เพิ่มโอกาสทำงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/365290

นโยบายสังคมสูงวัย 4 พรรคเพิ่มทักษะ-เพิ่มโอกาสทำงาน

สูงวัย,พรรคการเมือง,ประชาธิปัตย์,พลังประชารัฐ,เพื่อไทย,อนาคตใหม่,ผู้สูงอายุ

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

สังคมไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุและในการเลือกตั้งครั้งนี้ผู้มีสิทธิลงคะแนนเป็นกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ที่ใกล้สูงอายุรวมกันถึง 58% หรือ 29 ล้านคน จากผู้มีสิทธิทั้งสิ้นราว 50 ล้านคน เพราะฉะนั้นนโยบายพรรคการเมืองในเรื่องสังคมสูงวัยจึงสำคัญอย่างยิ่ง

ในเวทีนำเสนอนโยบายรัฐบาลใหม่กับการรับมือสังคมสูงวัย ภาระที่คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญ ที่สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) จัดโดยเครือข่ายสังคมสูงวัย มีผู้แทนจาก 4 พรรคการเมืองใหญ่มาร่วมเวทีเพื่อแสดงนโยบายของแต่ละพรรค ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรคเพื่อไทย (พท.) และพรรคอนาคตใหม่ (อนค.)

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ปชป. กล่าวว่า พรรคมีนโนบายที่สำคัญเกี่ยวกับสังคมสูงวัย อาทิ ขยายอายุเกษียณ จูงใจเอกชนในการงานจ้างงานผู้สูงอายุด้วยการลดหย่อนภาษี คูปองในการฝึกทักษะหากผู้สูงอายุต้องการเพิ่มพูนทักษะเข้ามาทำงาน ปีละ 1 ล้านใบ มูลค่าใบละ 3,500 บาท จะต้องให้ประชาชนมีการออมเพื่อรองรับการใช้ชีวิตสูงวัย ด้วยการยกระดับกองทุนการออมแห่งชาติ ส่งเสริมสัจจะออมทรัพย์ของชุมชน บังคับสมทบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพมากขึ้น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเดือนละ 1,000 บาท ผลักดันอารยสถาปัตย์ บังคับทุกหน่วยงานรัฐที่มีอาคารเก่าไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวกผู้เคลื่อนไหวลำบากต้องปรับปรุงอาคารเหล่านี้ก่อนเสนอของบประมาณ ภาคเอกชนลดหย่อนภาษีเพื่อเป็นแรงจูงใจให้มีการปรับปรุงอาคาร

การดูแลด้านสุขภาพต้องทำให้กลไกด้านสุขภาพต่างๆ เช่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) สมัชชาสุขภาพได้รับการใส่ใจในการขับเคลื่อนเรื่องต่างๆ มากขึ้น เช่น สารพิษ อาหารปลอดภัย เพราะโรคในผู้สูงอายุไม่น้อยเกิดจากพฤติกรรม ให้ท้องถิ่นรับอำนาจในการจัดสร้างบ้านพักคนชราให้เหมาะสม ส่งเสริมธนาคารเวลาที่ทุกคนมีแต้มสะสมในการดูแลผู้สูงอายุช่วงวัยหนุ่มสาวและใช้ได้เมื่อตนเองสูงวัย และเปลี่ยนกฎหมายท้องถิ่นใหม่ โดยเขียนว่าท้องถิ่นห้ามทำอะไรที่เป็นภารกิจโดยตรงของรัฐบาลกลาง เช่น ห้ามมีกองทัพ นอกจากนั้นทำได้หมดรวมทั้งกลไกการดูแลผู้สูงอายุต่างๆ ด้วย จะเป็นการพลิกโฉมท้องถิ่น

กอบศักดิ์ ภูตระกูล โฆษกพรรคพปชร.  นำเสนอว่า พปชร.ดำเนินการนโยบายผู้สูงวัยที่ตอบโจทย์ 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มทำงานได้ จะขยายอายุเกษียณจาก 60 เป็น 63 ปี ส่งเสริมอุตสาหกรรมใหม่ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุ ต้องมองตรงนี้เป็นโอกาสเมื่อประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยก่อนเพื่อนบ้าน จะทำให้สามารถพัฒนาอุตสาหกรรมด้านนี้ก่อนประเทศอื่น ส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมเพื่อผู้สูงอายุ สร้างงาน 1 ล้านตำแหน่ง เปิดโอกาสหารายได้ใหม่ๆ เช่น ธนาคารต้นไม้ ธนาคารชุมชน สวัสดิการชุมชนโดยขับเคลื่อนพ.ร.บ.สวัสดิการชุมชนเพื่อให้ทุกชุมชนมีสวัสดิการตนเอง กลุ่มผู้สูงอายุดูแลตนเองไม่ได้ ไม่มีงาน ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของผู้สูงอายุ รัฐจะต้องดูแล ให้เบี้ยยังชีพคนละ 1,000 บาทต่อเดือน กรมธรรม์ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ ตลาดทุนที่เอื้อให้ผู้สูงอายุนำบ้านมาเป็นสินทรัพย์ให้ผู้สูงอายุใช้จ่าย

นอกจากนี้สร้างการเข้าถึงของผู้สูงอายุ ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานให้ผู้สูงอายุใช้ชีวิตได้ การได้รับเทคโนโลยีที่เหมาะสม เช่น อุปกรณ์ช่วยฟัง เข้าถึงข้อมูลต่างๆ ในระบบดิจิทัล ผลักดันบ้านสุขใจและคอนโดที่เอื้อผู้สูงอายุ 1 ล้านหลัง และโรงเรียนสูงวัยทำให้สิ่งแวดล้อมมีความสุข สูงวัยอย่างสุขสรรค์ ตั้งโรงพยาบาลสูงวัยที่เป็นโรงพยาบาลเฉพาะทาง ส่งเสริมเทเลเมดิซีน ให้มีนักบริบาลชุมชนโดยให้อสม.ที่ประสงค์ดูแลผู้สูงอายุติดบ้านติดเตียงฝึกอบรมให้มีความรู้ที่ถูกต้องโดยได้รับค่าตอบแทน 6-9 พันบาท โดยให้ท้องถิ่นรับผิดชอบในส่วนนี้ มีคูปองอุปกรณ์ให้ผู้สูงอายุใช้เลือกซื้อตามความจำเป็นในการดูแลสุขภาพ และดำเนินโครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินเข้าไปทุกที่หรือยูเซ็ปต่อไป อีกทั้งส่งเสริมให้เกิดสังคมกตัญญูให้คนวัยทำงานได้ดูแลพ่อแม่ โดยเพิ่มวันลาเพื่อดูแลพ่อแม่อีก 10 วันต่อปี และเพิ่มการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจาก 30,000 บาทเป็น 60,000 บาทหากดูแลทั้งพ่อและแม่ก็ลดหย่อนได้ 1.2 แสนบาท

ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ รองโฆษกพรรค พท. กล่าวว่า พท.จะจัดสรรงบประมาณเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 1,000 บาทต่อเดือน ลดหย่อนภาษีเพื่อจูงใจให้เกิดเถ้าแก่ใหม่ในเอสเอ็มอี หรือสตาร์ทอัพ ตั้งกองทุนคนเปลี่ยนงาน เพิ่มอายุเกษียณ บริหารจัดการกองทุนการออมที่มีอยู่มากมายไม่ให้ซ้ำซ้อน ส่งเสริมอารยสถาปัตย์ให้ชุมชนมีส่วนร่วม สร้างสมาร์ทซิตี้ และสนับสนุนให้ภาคเอกชนจ้างผู้สูงอายุและให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษี สร้าง 30 บาทยุคใหม่ที่ให้ทุกคนมีสุขภาพดีก่อนแก่ ใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ปัญหาต่างๆ ในระบบสาธารณสุข มีชุมชนจิตอาสาให้คนในชุมชนเข้ามาช่วยดูแลผู้สูงอายุ นอกจากนี้ต้องกระจายอำนาจให้ชุมชนเข้ามาร่วมแก้ปัญหา ผลักดันพื้นที่สาธารณะให้คนทุกวัยมาทำกิจกรรมร่วม

นพ.เอกภพ เพียรพิเศษ ผู้ดูแลนโยบายรัฐสวัสดิการ พรรคอนค. บอกว่า กลุ่มที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจคือคนที่อยู่ในวัยเรียนอายุ 18 ปีในปัจจุบันจึงต้องเปิดโอกาสให้คนเหล่านี้เข้ามาดำเนินการเศรษฐกิจดิจิทัล โดยต้องเริ่มด้วยการแก้กฎหมายความมั่นคงไซเบอร์ก่อนเพื่อโอกาสให้เกิดธุรกิจใหม่ รวมถึงต้องส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจเอไอ ผู้สูงอายุทุกคนได้รับเบี้ยบำนาญไม่ใช่เบี้ยผู้สูงอายุเท่าเทียมทุกคน 1,800 บาทต่อเดือน พัฒนาระบบการศึกษาพัฒนาคนให้เป็นแรงงานที่มีคุณภาพ สามารถสร้างเศรษฐกิจใหม่ ปรับปรุงขนส่งสาธารณะและมีระบบขนส่งไปถึงทุกซอกถนน มีพื้นที่สาธารณะให้ร่วมทำกิจกรรม ด้านสุขภาพต้องใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยลดปัญหารอคิวนาน แออัด และส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่กลับไปอยู่บ้าน ส่งเสริมเกษตรแนวใหม่ให้เกษตรกรสามารถแปรรูปผลผลิตได้เอง เพิ่มมูลค่าและทำให้มีการจ้างงานในชุมชนมากขึ้น

“นโยบายสิ่งแวดล้อม” 3 พรรค ใช้ก.ม.-เทคโนโลยีทุกฝ่ายร่วมกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/365168

“นโยบายสิ่งแวดล้อม” 3 พรรค ใช้ก.ม.-เทคโนโลยีทุกฝ่ายร่วมกัน

สิ่งแวดล้อม,โทคโนโลยี

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตรqualitylife4444@gmail.com –

นับถอยหลังอีกไม่กี่วัน “ประเทศไทย” ก็ได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหลังจากห่างหายจากกระบวนการทางประชาธิปไตยไปยาวนาน หลายปีที่ผ่านมาประเทศประสบปัญหามากมาย “สิ่งแวดล้อม” เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ประสบ โดยเฉพาะเรื่องของมลพิษทางอากาศอย่างฝุ่งละออง พีเอ็ม 2.5 ที่ก่อให้เกิดความหวาดหวั่น ต้องเร่งแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาเรื่อง “นโยบายสิ่งแวดล้อมกับการเมืองไทย : เป้าหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน?” โดยได้เชิญเหล่านักการเมืองของพรรคการเมืองต่างๆ มาอภิปรายนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม

"นโยบายสิ่งแวดล้อม" 3 พรรค ใช้ก.ม.-เทคโนโลยีทุกฝ่ายร่วมกัน

       เร่งแก้ 3 โจทย์สิ่งแวดล้อม
บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า สิ่งแวดล้อมเป็นเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งสังคมและเศรษฐกิจอยู่ภายใต้ขีดจำกัดของสิ่งแวดล้อม โดยโจทย์หลักเรื่องสิ่งแวดล้อมไทย 3 ประเด็นปัญหา คือ 1.การเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม 2.การเข้าถึงและแบ่งปันทรัพยากรสิ่งแวดล้อมเป็นธรรม และ 3.ความขัดแย้งเรื่องสิ่งแวดล้อมและการพัฒนา ซึ่งทั้ง 3 โจทย์ล้วนเป็นเรื่องการเมืองกับสิ่งแวดล้อม เพราะปรากฏการณ์ของสภาพปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้น อาทิ เขาหัวโล้น จ.น่าน สะท้อนให้เห็นถึงความยากจน การบังคับใช้กฎหมาย หลักนิติธรรม กฎหมายป่าไม้ และสิทธิชุมชน หรือกรณีฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 สะท้อนให้เห็นปัญหาของผังเมือง ระบบคมนาคม ระบบ EIA รถยนต์ EV การบังคับใช้กฎหมาย เป็นต้น ขณะที่การเข้าถึงและการแบ่งปันทรัพยากร พบว่า 10% ของคนไทยมีที่ดินมากกว่า 100 ไร่ แต่ 90% มีที่ดินถือครองน้อยกว่า 100 ไร่ และมีประมาณ 7 แสนกว่าครัวเรือน ไม่มีที่ดินของตนเอง อีกทั้ง 1 ใน 3 ของเกษตรกรไทยไม่มีที่ดินของตนเองต้องเช่าที่ทำเกษตรกร ส่วนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นก็มีแนวโน้มที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างไรก็ตามสิ่งที่อยากฝากไปพรรคการเมือง คือ อยากให้มีกลไกระดับนโยบายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน มีกระบวนการนโยบายสาธารณะและประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม รวมถึงต้องมีเครื่องมือบริหารและตัดสินใจทางนโยบายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

     แก้สิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
ศิริภา อินทวิเชียร ตัวแทนจากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าการพัฒนาสิ่งแวดล้อมบรรลุเป้าหมายให้เกิดการพัฒนาที่ยังยืน ผู้มีอำนาจถือกฎหมายในการดูแลสิ่งแวดล้อม ต้องทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ ทำงานโปร่งใสไม่เลือกปฏิบัติ และต้องร่วมมือกับภาคเอกชน ประชาชน โดยพรรคมีนโยบาย 6 ด้าน สำคัญ คือ 1.นโยบายด้านพลังงาน ยุติการสร้างโรงงานไฟฟ้าถ่านหิน และส่งเสริมให้มีการใช้พลังงานสะอาด ส่งเสริมให้ภาคเอกชน ประชาชนมีส่วนร่วมผลิตไฟฟ้าใช้เอง และใช้ไบโอดีเซล 2.ป่าไม้และสัตว์ป่า เพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 50% หรือ 160 ล้านไร่ โดย 30 % เป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำ ใช้ได้เฉพาะงานวิจัยห้ามใช้ในเชิงพาณิชย์ และ 20% เป็นป่าชุมชนจะมีการจัดทำแนวเขตป่าให้ชัดเจน เน้นการปลูกป่าและมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด 3.การจัดการขยะ ลดการใช้พลาสติก 4.การลดมลพิษทางอากาศ มีมาตรการฉุกเฉินกรณีวิกฤติมลพิษ ปรับปรุงกฎหมายในการรับมือจัดการมลพิษทางอากาศและเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ประชาชน เพิ่มพื้นที่สีเขียว 5.มีการบริหารจัดการของเสีย เพิ่มมาตรการด้านภาษีในการบำบัดน้ำเสีย ของเสียอย่างถูกต้อง และ 6.มาตรการทางทะเล ควบคุมนักท่องเที่ยวในบางพื้นที่ และการควบคุมประมงเชิงพาณิชย์ตามชายฝั่ง เพื่อฟื้นฟูและส่งเสริมให้ชาวประมง ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม อย่างไรก็ตามการจะพัฒนาสิ่งแวดล้อมได้นั้นทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันโดยเฉพาะภาครัฐต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมโดยไม่มีข้อยกเว้น

"นโยบายสิ่งแวดล้อม" 3 พรรค ใช้ก.ม.-เทคโนโลยีทุกฝ่ายร่วมกัน

ศิริภา อินทวิเชียร

          ปรับกฎหมาย-ใช้บิ๊กดาต้า
ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์ ตัวแทนจากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมที่ดีต้องพัฒนาควบคู่กับสิ่งแวดล้อม ซึ่ง 70 ประเทศทั่วโลกให้ความสำคัญในเรื่องสิ่งแวดล้อมมานาน แต่ในไทยให้ความสำคัญเรื่องนี้ค่อนข้างน้อย จนกระทั่งเกิดกรณีฝุ่นละออง พีเอ็ม 2.5 มากขึ้น ทำให้เกิดความตระหนักมากขึ้น ซึ่งทางพรรคให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาตลอด เพราะต่อให้เศรษฐกิจดีแต่สุขภาพของประชาชนไม่ดีก็ย่อมส่งผลเสียดังนั้นในพื้นที่ต่างๆ จะนำเทคโนโลยีเข้ามาในการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การแก้ปัญหาฝุ่นละอองจะมีการติดตั้งเครื่องมอนิเตอร์ไปตามจุดเสี่ยงต่างๆ เพื่อแจ้งให้ประชาชนได้รับทราบถึงปัญหาและร่วมแก้ปัญหา เพราะการแก้ไขสิ่งแวดล้อม จะให้องค์กรใดองค์กรหนึ่งทำคงไม่สำเร็จ ทุกฝ่ายต้องเข้ามามีส่วนร่วมและตระหนักในเรื่องดังกล่าว โดยเฉพาะหน่วยงานของภาครัฐ ราชการที่ต้องประสานงาน ทำงานร่วมกัน ต้องมีการปรับปรุงกฎหมายและมีการใช้เทคโนโลยีบิ๊กดาต้า เข้ามาบริหารจัดการข้อมูลและเชื่อมต่อระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนเข้าด้วยกัน

"นโยบายสิ่งแวดล้อม" 3 พรรค ใช้ก.ม.-เทคโนโลยีทุกฝ่ายร่วมกัน

ร.ต.อ.วัฒนรักษ์ สุรนาทยุทธ์

          มาตรการภาษี
นิติพล ผิวเหมาะ ตัวแทนจากพรรคอนาคตใหม่ กล่าวว่า พรรคอนาคตใหม่ ให้ความสำคัญเรื่องของคน สิ่งแวดล้อม และสัตว์ ดังนั้น ในส่วนของนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมนั้นไม่ได้คำนึงเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อม แต่เรายังคำนึงถึงสันติภาพของสัตว์อีกด้วย โดยสิ่งแวดล้อมที่ต้องเร่งแก้ปัญหาอย่างด่วน คือ ปัญหาพลาสติก ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่และไม่สามารถแก้ปัญหาได้ จะมีการใช้มาตรการด้านภาษีเข้ามาส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาใช้วัสดุทดแทน การผลิตพลาสติก โดยรัฐต้องเป็นผู้จ้างให้เอกชนไปหาวัสดุทดแทน เพื่อภาครัฐจะได้เป็นเจ้าของสิทธิบัตรและส่งเสริมให้เอกชนเข้ามาช่วยคิดค้น ผลิตวัสดุอื่นทดแทนการใช้พลาสติก นอกจากนั้นในการแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองจะมีการนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ ประชาชนได้รับทราบข้อมูล อย่างไรก็ตามการแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน และรัฐบาลต้องกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น เพราะการจะแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในท้องถิ่น รัฐไม่มีทางรู้ปัญหาดีไปกว่าคนในท้องถิ่น ดังนั้นภาครัฐต้องส่งเสริมให้ท้องถิ่น ประชาชนมาร่วมแก้ปัญหา อย่างไรก็ตามการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผ่านมาที่ไม่ยั่งยืน เพราะทุกคนมักมองว่าสิ่งแวดล้อมเป็นเรื่องไกลตัว ใครออกมาพูดเรื่องนี้เป็นพวกโลกสวยทั้งที่สิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาสำคัญที่ทุกฝ่ายในสังคมต้องร่วมกัน

"นโยบายสิ่งแวดล้อม" 3 พรรค ใช้ก.ม.-เทคโนโลยีทุกฝ่ายร่วมกัน

นิติพล ผิวเหมาะ

การมีส่วนร่วมด้านสิ่งแวดล้อม
-การควบคุมโดยประชาชน
-การร่วมปฏิบัติ
– การร่วมตัดสินใจ
-การวางแผนร่วม
– การปรึกษาหารือ
-การรับฟังความคิดเห็น
– การให้ข้อมูล
ที่มา สถาบันพระปกเกล้า 2545

ยกระดับเอสเอ็มอี ออนไลน์ เชื่อมนวัตกรรมด้วยปลายนิ้ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/364844

ยกระดับเอสเอ็มอี ออนไลน์ เชื่อมนวัตกรรมด้วยปลายนิ้ว

เอสเอ็มอี ออนไลน์

โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

5 สถาบันการศึกษาได้ ร่วมกับสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดโครงการเอสเอ็มอี ออนไลน์ ปีที่ 3 ภายใต้แนวคิด ดิจิทัล ทู โกลบอล ยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการไทยพร้อมแข่งขันในตลาดออนไลน์สากล ผ่านอี-มาร์เก็ตเพลส ชั้นนำระดับโลกและระดับภูมิภาค

โดยมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี (มทร.ธัญบุรี) รับผิดชอบพื้นที่ภาคกลาง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา (มร.สส.) รับผิดชอบพื้นที่ภาคอีสานและตะวันออก มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) รับผิดชอบพื้นที่ภาคเหนือตอนบน สถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (ISMED) รับผิดชอบพื้นที่ภาคใต้ โดยในปี 2562 จะเชื่อมโยง อี-คอมเมิร์ซ เพื่อชุมชน ซึ่งมีเป้าหมายส่งเสริมผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 50,000 ราย เตรียมพร้อมสินค้าและบริการเข้าสู่ตลาดอิเล็กทรอนิกส์ไม่น้อยกว่า 100,000 ผลิตภัณฑ์ และสร้างยอดขายให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 640 ล้านบาท

ยกระดับเอสเอ็มอี ออนไลน์ เชื่อมนวัตกรรมด้วยปลายนิ้ว

 

รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าวว่า ขณะนี้ได้จัดตั้งศูนย์นวัตกรรมและความรู้ RMUTT Innovation & Knowledge Center ที่จตุจักรศูนย์กลางเชื่อมโยงนวัตกรรม องค์ความรู้และงานวิจัยพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ออนไลน์ เรียนรู้การทำธุรกิจออนไลน์ เป็นเรื่องการค้าของประเทศ ขายของได้สร้างพลังและแนวทางยกระดับเอสเอ็มอีของไทย
โดยปีนี้ได้ส่งเสริมผู้ประกอบการ 3 กลุ่ม ประกอบด้วย 1.กลุ่มที่ยังไม่ได้ใช้ออนไลน์ในการทำธุรกิจ ยังไม่รู้จักการทำธุรกิจออนไลน์ มหาวิทยาลัยเข้าไปให้ความรู้นำนวัตกรรม งานวิจัยเข้าไปช่วยเหลือนำไปสู่การขายสินค้าบนโลกออนไลน์ 2.กลุ่มที่มีสินค้า มีความรู้แต่ยังไม่ได้มีตลาดออนไลน์ กระตุ้นให้พวกเขาเกิดการเรียนรู้การทำตลาดออนไลน์อย่างมีระบบ และ 3.กลุ่มที่มีสินค้ามีตลาดออนไลน์แต่ไม่สามารถขายสินค้าได้ ส่งเสริมการขายออนไลน์ให้มีคุณภาพ มีตลาดมากขึ้น

ยกระดับเอสเอ็มอี ออนไลน์ เชื่อมนวัตกรรมด้วยปลายนิ้ว

 

ดันเอสเอ็มอีสู่ออนไลน์ 15,080 ราย     

2 ที่ผ่านมามีเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการได้รับความรู้เกี่ยวกับการทำตลาดออนไลน์กว่า 37,000 ราย เตรียมความพร้อมในการถ่ายภาพสินค้าและจัดทำรายละเอียดสินค้ากว่า 67,000 ผลิตภัณฑ์ และสามารถเปิดร้านค้าออนไลน์ได้กว่า 5,000 ร้านค้า และสร้างยอดขายให้ผู้ประกอบการกว่า 240 ล้านบาท ปีนี้คาดว่าจะต่อยอดผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมโครงการก่อนหน้านี้ และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรุ่นใหม่ไม่น้อยกว่า 15,080 ราย ไม่น้อยกว่า 30,000 ผลิตภัณฑ์ สร้างยอดขายให้ผู้ประกอบการไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท โดยมุ่งพัฒนาสินค้าให้เป็นสินค้าพรีเมียมและมุ่งพัฒนาตลาดที่ใหญ่ขึ้นไม่ได้ขายเฉพาะในประเทศ
เตรียมเอสเอ็มอีแบบก้าวกระโดด
ยกระดับเอสเอ็มอี ออนไลน์ เชื่อมนวัตกรรมด้วยปลายนิ้ว

 

รศ.เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดี มธ. กล่าวว่า มธ.จะนำองค์ความรู้ที่มีในรั้วมหาวิทยาลัย ทั้งนวัตกรรม งานวิจัยมาให้คำแนะนำผู้ประกอบการ โดยได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบภาคเหนือตอนล่าง 9 จังหวัด จะทำให้ภาคธุรกิจเอสเอ็มอี หรือวิสาหกิจชุมชนสามารถจัดสินค้าสู่ในโลกออนไลน์ที่สามารถค้าขายได้และก้าวสู่ระดับประเทศ สากล ผ่านการเข้าไปช่วยเหลือพัฒนาสินค้า วิเคราะห์ความเสี่ยง ต้นทุน ช่วยหาตลาด ปูพื้นฐานที่สำคัญก็จะช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถทำธุรกิจบนโลกออนไลน์ได้อย่างก้าวกระโดดได้” อธิการบดี มธ.กล่าว

  ต่อยอดสู่ตลาดออนไลน์สากล
สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า เป้าหมายหลักของโครงการปีนี้ คือการต่อยอด ส่งเสริม และพัฒนาผู้ประกอบการภายใต้แนวคิด ดิจิทัล ทู โกลบอล  โดยมุ่งยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการพร้อมแข่งขันในตลาดออนไลน์ระดับสากล ผ่าน e-Marketplace เช่น Amazon และ Alibaba ขายสินค้าไปทั่วโลก Far-e ขายตลาดจีน Kha-leang.com ขายตลาดเวียดนาม กัมพูชา และพม่า เป็นต้น ดังนั้นความร่วมมือกับ 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำในการเปิดอบรมให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศเพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้ประกอบการให้มีความพร้อมในการแข่งขันโลกดิจิทัลทั้งระบบ

ยกระดับเอสเอ็มอี ออนไลน์ เชื่อมนวัตกรรมด้วยปลายนิ้ว

 

นอกจากนั้นยังได้บูรณาการความร่วมมือกับ 14 แห่ง เพื่อสนับสนุนและมอบสิทธิพิเศษให้แก่ผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการ อาทิ Lazada Shopee Thailandmall Inwmall Tarad.com Priceza และ Wongnai เป็นต้น

ติดตามและสมัครเข้าร่วมโครงการกับหน่วยงานร่วมในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ http://www.smeonline.info Facebook: SMEONLINE BY OSMEP และแอพพลิเคชั่น SME CONNEXT

ขายออนไลน์รายได้เพิ่ม3เท่า 
สมบัติ พรเจริญ หรืออ้วน อายุ 52 ปี จากกลุ่มแปรรูปปลาตราชู อ.พรหมบุรี จ.สิงห์บุรี ที่เข้ารับการอบรมการทำตลาดออนไลน์กับมทร.ธัญบุรี เมื่อวันที่ 6 มีนาคม เล่าว่า ปกติขายหน้าร้านและขายตามงานโอท็อปต่างๆ หลังจากได้รับคำแนะนำให้ลองเปิดขายทางไลน์กลุ่ม และในเพจเอสเอ็มอี ทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 3 เท่าจากปกติที่ขายได้หลักหมื่น เป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะชาวบ้านสามารถค้าขายได้ผ่าน อี-มาร์เก็ตเพลส  ได้อย่างสะดวกสบาย ผู้ซื้อโอนเงิน และจากนั้นรอบรับสินค้า ทำให้เพิ่มช่องทางการจำหน่ายและมีรายได้เพิ่มขึ้นถือเป็นเรื่องที่ดีต่อกลุ่ม เอสเอ็มอี เป็นอย่างมากก็ว่าได้
อ้วนเติบโตมาในครอบครัวที่รุ่นเตี่ย ทำปลาตอนแรกรับซื้อปลาสดไปขาย ต่อมาก็แปรรูปปลาขาย อ้วนเริ่มมาทำเป็นธุรกิจของตัวเองเมื่อปี 2546 มีกลุ่มที่รวมตัวกันประมาณ 15 คน ช่วยกันทำปลาแปรรูปขาย มีหลากหลายชนิดทั้งปลาช่อน ที่ขึ้นชื่อก็ปลาช่อนแม่ลา ปลาดุก ปลารากกล้วย ปลาหลด ทุกชนิดนำมาแปรรูปและส่งขายตามลูกค้าสั่ง ถ้าในช่วงที่มียอดขายเพิ่มมากก็จ้างคนในพื้นที่มาช่วยทำปลาเพิ่มวันละ 200 บาท เพื่อให้ส่งลูกค้าทันตามเวลา

ยกระดับเอสเอ็มอี ออนไลน์ เชื่อมนวัตกรรมด้วยปลายนิ้ว

“จากเดิมที่ไม่รู้จักการขายออนไลน์ ไม่มีเพจ พอเข้ารับการอบรมก็มีความรู้เกี่ยวกับการค้าออนไลน์เบื้องต้นทำให้สามารถเพิ่มช่องทางการขายทาง อี-มาร์เก็ตเพลส เฟซบุ๊ก ไลน์  ความรู้เกี่ยวกับเทรนด์ต่างๆ อาทิ เทคโนโลยี รู้จักการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย ความรู้เกี่ยวกับการโปรโมทสินค้า ในอนาคตก็สามารถต่อยอดสินค้าในตลาดสากล อาทิ Amazon Alibaba eBay เป็นต้น รวมทั้งส่งต่อตลาดต่างประเทศได้ ถือเป็นการยกระดับการค้าขายที่เป็นประโยชน์ต่อชาวบ้าน” อ้วนกล่าว
อย่างไรก็ตามหัวใจของการค้าขายออนไลน์ ผู้ขายจะต้องมีความซื่อสัตย์ต่อลูกค้า ด้วยการบอกข้อมูลและส่งสินค้าให้ผู้ซื้อได้รับสินค้าที่มีคุณภาพตรงตามที่สั่งซื้อทุกประการ

“นพ.กิติศักดิ์” ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/364780

“นพ.กิติศักดิ์” ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

ศดรนพประสิทธิ์ วัฒนาภา,แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61,รพปัว

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

“คนกรุงเทพฯ อาจขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลมากกว่าคนในพื้นที่ชนบท เพราะการเดินทางของคนในต่างจังหวัด น่าจะเข้าถึงการรับบริการที่โรงพยาบาลในช่วงเวลาที่เร็วกว่าและค่าใช้จ่ายจำนวนน้อยกว่า” นพ.กิติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ

 "นพ.กิติศักดิ์" ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

 

“นพ.กิติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ” ผอ.รพร.ปัว จ.น่าน คว้ารางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทปี 2561 จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯ คนที่ 45 เผยจากลูกจีนโพ้นทะเลพ่อสอนให้สำนึกคุณแผ่นดิน ยึดหลักทรงงานในหลวง ร.9 มุ่งมั่นพัฒนาคนพื้นที่นานเกือบ 30 ปี ดูแลทั้งคนไทย-ลาว ระบุหัวใจหลักของการเป็นแพทย์ต้องเห็นแก่มนุษยธรรมมากกว่าเงิน เดินต่องานสร้างสำนึกชุมชน “รพ.ของเรา” ห่วงปัญหาระบบสาธารณสุข จำเป็นต้องลดช่องว่างความต้องการ-ความจำเป็น
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นประธานงานแถลงข่าว “ประกาศผลและมอบรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2561” ว่าสำหรับแพทย์ดีเด่นในชนบทประจำปี 2561 คณะกรรมการได้คัดเลือกให้ นพ.กิติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช(รพร.)ปัว อ.ปัว จ.น่าน เป็นผู้ได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ประจำปี 2561 โดยเป็นแพทย์ที่มีความสามารถไม่ว่าจะเป็นงานทางด้านบริหาร รักษาพยาบาล และการพัฒนา จากผลงานของท่านที่มีรางวัลเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าท่านเป็นผู้บริหารองค์กร เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่ห่างไกล มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาองค์กรและชุมชนอย่างต่อเนื่อง ปลูกฝังวัฒนธรรมการพัฒนาแก่บุคลากรและประชาชนในท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

 "นพ.กิติศักดิ์" ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

อ.นพ.สมุทร จงวิศาล ประธานคณะกรรมการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2561 กล่าวว่า คณะกรรมการมีการพิจารณาคุณสมบัติหลายประการ ประกอบด้วย การให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข การบริหาร มนุษยสัมพันธ์ ความเสียสละ ความใฝ่รู้ในวิชาการ ความเป็นผู้นำที่ดี และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม รวมทั้งระยะเวลาในการปฏิบัติงานทางการแพทย์ในชนบทติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี และไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช ในที่สุดได้คัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบทคนที่ 45 ที่ใช้ชีวิตรับราชการเป็นแพทย์อยู่ใน จ.น่าน ตั้งแต่จบการศึกษามาจนถึงปัจจุบันเกือบ 30 ปี มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เป็นผู้นำกระบวนการมาตรฐานการบริการสุขภาพระดับชาติมายังพื้นที่ห่างไกลภายใต้ข้อจำกัดหลายอย่างโดยเฉพาะเรื่องของงบประมาณที่ส่งผลต่อการให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนไม่เฉพาะแต่ผู้ป่วยชาวไทยเท่านั้น ยังมีเพื่อนบ้านชาวลาวในพื้นที่ที่ติด จ.น่าน อยู่ในโซนที่ยากจนที่สุดของลาวเข้ามารักษาพยาบาล ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นที่ต้องให้ความช่วยเหลือรักษาเหมือนประชาชนชาวไทยอย่างเท่าเทียมกันด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม

 "นพ.กิติศักดิ์" ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

 

  0 พ่อสอนให้สำนึกคุณแผ่นดิน 0
นพ.กิติศักดิ์ เกษตรสินสมบัติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช(รพร.)ปัว อ.ปัว จ.น่าน กล่าวว่า การได้รับรางวัลครั้งนี้ไม่ใช้สิ่งที่ประสบความสำเร็จในชีวิตแต่เป็นเกียรติของชีวิตและทีมงานซึ่งตนเป็นเพียงตัวแทนมารับรางวัลในฐานะนำทีมเท่านั้น รางวัลนี้เป็นกำลังใจและสร้างพลังใจให้พวกเราในการทุ่มเททำงานเพื่อคนปัวและคนน่านต่อไป เพราะในพื้นที่ยังมีปัญหาที่ต้องการการแก้ไขอีกมาก การทำงานในพื้นที่ชนบทมีงานอีกมากและตั้งใจจะทำงานที่น่านจนเกษียณอายุราชการในอีก 6 ปีข้างหน้า และแม้เกษียณก็จะทำงานต่อไปเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนน่านและเชื่อมั่นทีมงานทุกคนมีความมุ่งมั่นให้บริการประชาชนด้วยความปราถนาดีต่อผู้ป่วยเต็มกำลังความสามารถ

นพ.กิติศักดิ์ เล่าว่า พื้นเพเป็นคน อ.สามร้อยยอด จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังสำเร็จการศึกษาจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) เมื่อปี 2533 ตัดสินใจเลือกสมัครเข้าทำงานที่โรงพยาบาลใน จ.น่าน ซึ่งอดีตยังนับว่าเป็นพื้นที่ทุรกันดารมาก โดยก่อนที่จะเดินทางไปทำงานได้พูดคุยกับเตี่ยที่เป็นคนจีนโพ้นทะเลที่อพยพมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ท่านสอนว่าให้รักในหลวงมากๆ ทำงานที่ไหนก็ได้ในประเทศไทย ถือเป็นการสำนึกและตอบแทนคุณแผ่นดินทั้งสิ้น จึงน้อมนำหลักในการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา มาใช้ในการทำงานและดำเนินชีวิตเสมอมา

 "นพ.กิติศักดิ์" ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

 

ตลอดการทำงานในพื้นที่มาเป็นเวลาถึง 29 ปี นพ.กิติศักดิ์ กล่าวว่า ได้รับโอกาสในชีวิตหลายอย่าง โดยเฉพาะการเรียนรู้จากคนใน จ.น่าน มากมาย อาทิ เรียนรู้ว่า การทำงานกับชุมชนเวลาที่เหมาะสมคือ “เวลาของชาวบ้าน ไม่ใช่เวลาของเรา” ต้องไปในช่วงเวลาที่ชาวบ้านว่างจากงานต่างๆ โอกาสจากปูชนียบุคลหลายท่านใน จ.น่าน ที่คอยให้คำแนะนำชี้แนะ และโอกาสจากทีมงานในความร่วมไม่ร่วมมือในการดูแลและบริการประชาชน ซึ่ง อ.ปัวจะอยู่ใกล้แขวงไชยบุรีของสปป.ลาว จึงมีประชาชนชาวลาวข้ามฝั่งมารับบริการอยู่เสมอ รพร.ปัวจึงต้องให้บริการดูแลรักษาทั้งคนไทยและคนลาวด้วย แม้บางครั้งจะเก็บค่ารักษาจากชาวลาวได้เพียง 15% หรือไม่ได้เลย ก็จะต้องรักษาเพราะหัวใจของการเป็นแพทย์ที่สำคัญต้องเห็นแก่มนุษยธรรมมากกว่าเงิน แม้ว่ารพร.ปัวจะได้รับการจัดสรรงบประมาณจากโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือบัตรทองแบบที่เรียกว่า “ตั้งต้นก็ติดลบแล้ว”

    0 พลิกวิกฤติการเงินรพ.0
นพ.กิติศักดิ์ กล่าวอีกว่า รพร.ปัว เป็นโรงพยาบาลขนาด 125 เตียง เป็นแม่ข่ายรับการส่งต่อจากโรงพยาบาลอื่นเขตจ.น่าน ตอนเหนือ มีประชากรในความรับผิดชอบ 45,000 คน การได้รับจัดสรรงบประมาณที่อิงตามจำนวนประชากร สถานะการได้รับงบจึงอยู่ในแบบตั้งต้นก็ติดลบแล้ว ทำให้สถานะทางการเงินของโรงพยาบาลอยู่ในวิกฤติระดับ 7 ซึ่งเป็นระดับแย่ที่สุดหลายปี กระทั่งมีการหารือร่วมกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลว่าจะเพิ่มรายได้หรือลดรายจ่ายอย่างไรได้บ้าง โดยให้แต่ละส่วนงานไปคิดว่าอยากจะช่วยโรงพยาบาลอย่างไร

 "นพ.กิติศักดิ์" ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

 

แนวทางที่เกิดขึ้นจากเจ้าหน้าที่ร่วมคิดแทนการสั่งให้ทำนั้น จะเกิดการหวงแหนความคิดและยึดถือที่จะทำให้ได้จริง ส่งผลให้เกิดประสิทธิผลและสามารถคุมรายจ่ายได้จริง ปัจจุบันสถานะการเงินของโรงพยาบาลอยู่ในระดับ 2-4 ซึ่งจะให้เป็นระดับ 0 คงยากเพราะเงินไม่พอมาตั้งแต่ต้น แต่สามารถมีเงินดูแลรักษาประชาชนและจ่ายค่าตอบแทนบุคลากรทุกเดือน

สิ่งที่จะดำเนินการต่อไป นพ.กิติศักดิ์ บอกว่า ร่วมกับทีมงานกำหนดเป้าหมายอย่างหนึ่งในการทำงานที่สำคัญ คือจะต้องสร้างความรู้สึก “รพ.ของเรา” ให้เกิดขึ้นในใจของชาวบ้านในชุมชนให้ได้ เนื่องจากหากชาวบ้านรู้สึกเช่นนี้แล้วจะทำให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลโรงพยาบาลด้วย เพื่อให้บุคลากรดูแลพวกเขาด้วยเป็นการเกื้อกูลกัน โดยพยายามบอกชาวบ้านเสมอว่าเจ้าหน้าที่มาอยู่ที่โรงพยาบาลไม่นานก็ต้องย้าย แต่ชาวบ้านจะอยู่กับโรงพยาบาลตลอด

  0ระบบสาธารณสุขต้องลดช่องว่าง0
นพ.กิติศักดิ์ สะท้อนมุมมองต่อระบบสาธารณสุขในปัจจุบันว่าอยู่ที่ช่องว่างความต่างระหว่างความต้องการและความจำเป็น ซึ่งยังมีความห่างเกิดขึ้นอย่างมาก จึงต้องลดช่องว่างให้ได้มากที่สุด รวมถึงเรื่องการสื่อสารสาธารณะให้ประชาชนเข้าใจถึงความจำเป็นในการเข้ารับบริการสาธารณสุข เพราะปัจจุบันคนจะมีความต้องการเข้ารับบริการมากขึ้น ขณะที่ความจำเป็นในการที่จะต้องเข้ารับบริการขยับขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะฉะนั้นจะต้องสื่อสารทำความเข้าใจเกี่ยวกับความจำเป็นของประชาชนในการปฏิบัติตัวดูแลตนเองโดยเฉพาะการส่งเสริมป้องกันโรค

 "นพ.กิติศักดิ์" ผอ.รพร.ปัว แพทย์ดีเด่นในชนบทปี61

 

“ปัจจุบันผมคิดว่าคนในเมืองโดยเฉพาะกรุงเทพฯ อาจขาดโอกาสในการเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลมากกว่าคนในพื้นที่ชนบท เพราะกรณีเจ็บป่วยฉุกเฉิน การเดินทางของคนในต่างจังหวัดน่าจะเข้าถึงการรับบริการที่โรงพยาบาลในช่วงเวลาที่เร็วกว่าและค่าใช้จ่ายจำนวนน้อยกว่า จากการที่กทม.มีปัญหาสภาพจราจรที่แออัดและค่าใช้จ่ายในการรักษาที่แพงกว่า” นพ.กิติศักดิ์กล่าว

อนึ่ง รางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2516 เพื่อเชิดชูเกียรติแพทย์ผู้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ในชนบทและมีส่วนสำคัญในการพัฒนาบริการทางการแพทย์และงานส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ให้เจริญก้าวหน้า เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อนร่วมวิชาชีพและนักศึกษาแพทย์ รางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท ประกอบด้วย โล่เกียรติยศและเงินรางวัลจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จำนวน 200,000 บาท บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) จำนวน 100,000 บาท และบริษัท เทอรูโม (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 20,000 บาท

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ ‘รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน ‘

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/364575

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ ‘รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน ‘

กาแฟ,ห้องสมุด

โดย… หทัยรัตน์  ดีประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com –

ปัจจุบัน โลกเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย โดยเฉพาะเรื่องเทคโนโลยีต่างๆ เข้ามาเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การดำเนินชีวิตของเราเปลี่ยนไป จากห้องสมุดที่เคยมีไว้อ่านหนังสือ คณาจารย์ และนักศึกษา เข้ามาค้นคว้าหาความรู้ แต่ปัจจุบัน “เด็กยุคใหม่ ที่เราเรียกว่า GEN Y กลับสืบค้นข้อมูลผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือ ไอแพด” สามารถเข้าถึงข่าวสารได้อย่างง่ายจากทุกมุมโลก ทำให้ผู้บริหารสถาบันการศึกษาอย่าง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เกิดแนวคิดการสร้างพื้นที่ให้การสื่อสาร การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และเป็นสถานที่ค้นคว้าหาข้อมูล นั่นก็คือ  Café Library ให้บริการอาจารย์และบุคลากร ที่มีอยู่ 2,376 คน และนักศึกษา 12,000 คน ถึง 13 ร้าน ถือเป็นการปรับเปลี่ยนแนวคิดในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัย

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน อธิการบดีมหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) อธิบายว่า เดิม 10 ปีก่อน คาเฟ่ไลบรารี่ ของมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ตั้งขึ้นเป็นที่แรกในสำนักวิทยบริการ ที่ห้องสมุดบริเวณชั้น 2 ชื่อ cafeteria แต่ไม่ค่อยเป็นที่นิยมหรือยอมรับ เพราะคนส่วนใหญ่ยังยึดติดกับภาพห้องสมุดที่ต้องเงียบไว้อ่านหนังสือเท่านั้น จึงได้ให้นโยบายว่าควรจะเป็นสถานที่เรียนรู้ พูดคุย นัดพบเจอ เพื่อให้เกิดการสื่อสารกัน โดยสร้างบรรยากาศให้เป็นรูปแบบการจิบกาแฟ นั่งคุยกันไปจิบกาแฟและกินขนมอร่อยๆ กันไปแบบผ่อนคลายไม่เครียด

“การสื่อสารเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตมนุษย์ หากเราได้รู้จักพูดคุยกัน จะเกิดองค์ความรู้ใหม่ จึงตั้งใจสร้างคาเฟ่ไลบรารี่ ไว้เป็นพื้นที่ในการช่วยกันคิด ช่วยกันทำ และเมื่อแนวคิดถูกแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกัน ก็จะได้รับมุมมองในอีกมิติหนึ่ง จะทำให้งานมีประสิทธิภาพมากขึ้น” อธิการบดี มสด.อธิบาย

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

ดังนั้นจึงมอบนโยบายให้ทุกศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง ตรัง สุพรรณบุรี นครนายก หัวหิน ให้สร้างคาเฟ่ไลบรารี่ เพื่อรองรับในอนาคตด้วย โดยศูนย์การศึกษานอกที่ตั้ง ลำปาง ได้สร้างเสร็จสมบูรณ์ ออกแบบสวยงาม จะเห็นได้ว่า ถึงแม้จะมีคาเฟ่มากมายในมหาวิทยาลัย แต่ละคาเฟ่ก็มีจุดขายและจุดแข็งในแบบของตัวเอง เพราะผู้รับผิดชอบในการดูแลคนละหน่วยงาน ก่อให้เกิดความแตกต่างและมีรูปแบบไม่เหมือนกัน ผู้บริโภคสามารถเลือกได้ตามรสนิยมและความพึงพอใจ

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

“แต่ละแบรนด์พยายามทำของตัวเองออกมาให้ดีที่สุด ส่วนในอนาคตจะเกิดคาเฟ่อีกหรือไม่ ให้เป็นเรื่องของอนาคต แต่การพัฒนาต่อยอดจะได้เห็นอย่างแน่นอน ดังนั้น ทุกๆคาเฟ่ที่สร้างขึ้นจะมีแนวคิดพื้นฐานมาจาก Café By Home ที่ได้ปรับปรุงสำนักงานอธิการบดีเก่าให้เป็นคาเฟ่ไลบรารี่ในรูปใหม่ มีความทันสมัย ตกแต่งสไตส์โมเดิร์น มีโต๊ะเก้าอี้ ปลั๊กไฟ และอินเทอร์เน็ต Wi-Fi ไว้บริการ พร้อมจำหน่ายขนมเบเกอรี่ เครื่องดื่ม อาหาร ไอศกรีม ให้แก่บุคลากร นักศึกษา และบุคคลภายนอกที่ได้มีโอกาสมาเยือนมหาวิทยาลัยในราคามิตรภาพและย่อมเยา เพราะจุดประสงค์หลักไม่ได้แสวงหาผลกำไรในเชิงธุรกิจ เพียงแต่สร้างไว้เป็นสถานที่แลกเปลี่ยนความรู้ และสื่อสารกัน” อธิการบดี มสด.กล่าว

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

  Café By Home
กาแฟพรีเมียม จ.น่าน

ดร.จันทร์จนา ศิริพันธ์วัฒนา ผู้อำนวยการ Café By Home กล่าวว่า เป็นคาเฟ่ที่โชว์อัตลักษณ์ด้านอาหารของมหาวิทยาลัย จัดจำหน่ายขนมเบเกอรี่ อาหาร และเครื่องดื่ม โดยเฉพาะกาแฟได้คัดสรรเมล็ดกาแฟระดับพรีเมียมจาก จ.น่าน มีความเข้มข้น และหอมกลมกล่อม

อีกทั้ง เครื่องปั่นน้ำผลไม้ (แยกน้ำ แยกกาก) ก็สั่งตรงมาจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อใช้ผลิตน้ำผักผลไม้แบบสดๆ ไว้คอยบริการสำหรับท่านที่ไม่ดื่มกาแฟ และบริการอาหารแนวสุขภาพ อาทิ สลัดอกไก่ ซีซ่าสลัด แฮมเบอร์เกอร์หมู-ไก่ ข้าวต้มกุ้ง-ปลา ชุดอาหารเช้า เป็นต้น ส่วนน้องๆ เด็กๆ ก็บริการไอศกรีม เรียกได้ว่านั่งทั้งวันก็ไม่เบื่อ

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

          Poll Café คาเฟ่ดอยผาฮี้
​“นลินรัตน์ ชูธรรม”  ผู้จัดการร้าน Poll Café คาเฟ่น้องใหม่ 1 ใน 13 ความรับผิดชอบและบริหารงานโดยสวนดุสิตโพล อยู่บริเวณชั้น 1 สำนักงานมหาวิทยาลัย ใช้เมล็ดกาแฟจากดอยผาฮี้ อ.แม่สาย จ.เชียงราย ให้รู้สึกเข้ม หอมกลิ่นกาแฟ แต่ละมุนลิ้น

ไฮไลท์คือ บาริสต้า ซึ่งได้ศิษย์เก่า “คอปเตอร์” อานุภาพ ยิ่งแสงชัย และ “บิ๊ก” เด่นศักดิ์ ภาคอารมณ์ บาริสต้าฝีมือดีมาช่วยคิดค้นสูตรกาแฟที่เป็นแบบเฉพาะ พร้อมสั่งเครื่องชงกาแฟที่ได้มาตรฐานระดับสากลจากอิตาลี เป็นเครื่องชงกาแฟแบบไฮบริดที่มีเทคโนโลยีสูง ซึ่งการลงทุนระดับพรีเมียมจะช่วยรักษาระดับอุณหภูมิของเครื่องดื่ม และ ยังมองถึงอนาคตสำหรับฝึกฝนสำหรับใครก็ตามที่ต้องการแข่งขันเป็นบาริสต้ามืออาชีพ สามารถมาใช้เป็นสถานที่ฝึกซ้อมได้อีกด้วย

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

คอปเตอร์ เล่าว่า เมนูที่คิดค้นขึ้นมาเป็นเอกลักษณ์ของร้านคือ Black Orange สำหรับคอกาแฟที่ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น ส่วน Passion tea ไว้รองรับคนที่ดื่มชา มีส่วนผสมของเสาวรสและน้ำผึ้ง หอมอร่อย สดชื่น ได้รับการตอบรับจากน้องๆ นักศึกษาเป็นอย่างดี

“ที่นี่เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ดี ได้คิดเมนูเอง คิดสูตร และทำทุกอย่างเองเหมือนเป็นเจ้าของ ถือเป็นการเรียนรู้ขั้นแอดวานซ์มากกว่าการเป็นบาริสต้าชงกาแฟอย่างเดียว ต้องบริหารต้นทุนกำไรให้ร้านอยู่ได้ ถือว่ามหาวิิทยาลัยให้โอกาสมากในการทำตามความฝันของการเป็นเจ้าของร้านกาแฟ ที่สำคัญยังมีโอกาสได้สอนน้องนักศึกษาที่สนใจในอาชีพนี้อีกด้วย ถือเป็นอีกสนามหนึ่งที่ได้ฝึกฝนฝีมือการเป็นผู้บริหารที่ดีที่สุดแห่งหนึ่ง” คอปเตอร์ กล่าว

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

Café Library 13 แห่ง
สำหรับคาเฟ่ไลบรารี่ 13 แห่ง ซึ่งผู้ที่เข้ามาในสถาบันการศึกษาแห่งนี้สามารถเลือกใช้บริการได้ตามความพอใจ 1) 189 café บริเวณตึกศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ 2) All Café ของเซเว่นอีเลฟเว่น บริเวณประตู 5

3) HOME Bakery ข้างสำนักงานอธิการบดีเก่า 4) Café By HOME สำนักงานอธิการบดีเก่า 5) B Connect ฝั่งตรงข้ามคาเฟ่อะเมซอน (ปัจจุบันกำลังปรับปรุงพื้นที่) 6) Café Amazon and Pearly Tea ข้างธนาคารกรุงเทพ

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

7) Poll Café ชั้น 1 บริเวณสำนักงานมหาวิทยาลัย 8) Dusit Bistro อาคาร 2 ชั้น 3 9) ภายในโรงอาหาร (ครัว 12) อาคาร 12 10) 295 Meeting Point ลานสวนดุสิตโพล 11) ภายในโรงอาหาร (ครัว 11) อาคาร 11 12) ศาลาไทย บริเวณข้างอาคารเยาวภา และ 13.) La-or Snack บริเวณโรงเรียนสาธิตละอออุทิศ

  ผู้บริโภคกาแฟไทยเพิ่มขึ้น
ข้อมูลจากสมาพันธ์กาแฟอาเซียน ระบุว่า การบริโภคกาแฟต่อคนต่อปีของคนไทย พบว่าอยู่ที่ 0.5-1 กก. การบริโภคยังเพิ่มขึ้นได้อีกมากจากมูลค่าตลาดร้านกาแฟ กว่า 1.7 หมื่นล้านบาทต่อปี บริโภคกาแฟ “มากกว่า” กำลังการผลิต จนทำให้ต้องนำเข้ากาแฟปีละไม่ต่ำกว่า 9 หมื่นตัน ขณะที่แนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยคาดการณ์ว่า 5 ปีจากนี้ คนไทยจะบริโภคกาแฟมากขึ้น 3 เท่าตัว หรือกว่า 3 แสนตันต่อปี
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่สามารถเพาะปลูกกาแฟได้ ซึ่งประเทศผู้ปลูกกาแฟส่วนใหญ่อยู่บริเวณแถบเส้นศูนย์สูตร หรือ Bean Belt ซึ่งปัจจุบันจำนวนผู้บริโภคกาแฟในไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจกาแฟจากปี 2559-2560 ที่ผ่านมาเติบโตขึ้น 5.4% และคาดการณ์ว่าในปี 2561 จะเติบโตขึ้นอีกประมาณ 15-20%

ห้องสมุดคู่กันร้านกาแฟ 'รศ.ดร.ศิโรจน์ ผลพันธิน '

 

ทั้งนี้จากการประมูลเมล็ดกาแฟพิเศษไทยในงาน Thailand Coffee Fest 2018 โดยสมาคมกาแฟพิเศษไทย (SCATH) พบว่าราคาประมูลสูงที่สุดอันดับ 1 ราคา 2,800 บาท/กก. มาจากแหล่งปลูกใน ต.แม่ตอนหลวง อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ โดยได้รับคะแนนสูงสุดถึง 90.31 คะแนน หรือเรียกว่าไนท์ตี้พลัส โดยที่ราคาประมูลสูงกว่าปี 2560 ซึ่งสูงสุดอยู่ที่ 630 บาท/กก. ซึ่งเมล็ดกาแฟจะประมูลในปริมาณ 100 กก. ต่อเมล็ดกาแฟ 1 ตัวอย่าง เท่ากับว่าเมล็ดกาแฟลอตที่ได้แชมป์ปีนี้มีราคารวม 280,000 บาท

รองลงมาอันดับ 2 ราคา 1,666 บาท/กก. มาจาก ต.ทุ่งช้าง อ.ทุ่งช้าง จ.น่าน ได้ 89.31 คะแนน และอันดับ 3 ราคา 960 บาท/กก. มาจาก ต.แม่อุสุ อ.ท่าสองยาง จ.ตาก ได้ 89.31 คะแนน กาแฟที่ได้อันดับ 1 มีมูลค่าสูงกว่า 4 เท่า และสูงกว่าราคาเมล็ดกาแฟไทยเกรดทั่วไป ซึ่งราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 160-180 บาทต่อ กก.

“เครือข่ายพาร์กินสัน”สังเกต รู้ไว รักษาทัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/364422

“เครือข่ายพาร์กินสัน”สังเกต รู้ไว รักษาทัน

ยพาร์กินสัน,นพสิทธิพันธ์ จันทร์พงษ์

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

ปัจจุบัน “โรคพาร์กินสัน” (Parkinson’s Disease) ถือเป็นโรคทางระบบประสาทและสมอง ที่พบมากในผู้สูงอายุทั่วโลก อันดับที่ 2 รองจากโรคอัลไซเมอร์ มักเกิดขึ้นราว 1% ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย เนื่องจากเพศชายมีความเสี่ยงเป็นโรคพาร์กินสันมากกว่าผู้หญิงถึง 1.5 เท่า

สาเหตุของโรคพาร์กินสัน เกิดจากการเสื่อมของเซลล์ในระบบประสาทส่วนกลางซึ่งมีหน้าที่ในการสร้างสารสื่อประสาท ที่เรียกว่า “โดปามีน” (dopamine) มีหน้าที่ในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย เมื่อปริมาณของสารโดปามีนลดลงจนไม่เพียงพอต่อความต้องการจะทำให้เกิดอาการเคลื่อนไหวที่ไม่เป็นปกติ เช่น อาการสั่น เคลื่อนไหวช้าลง นอกจากนี้ ยังอาจมีอาการอื่นๆ เช่น ท้องผูก วิตกกังวล ซึมเศร้า ภาวะวิกลจริตและอาการประสาทหลอน นอนไม่หลับ อ่อนเพลียง่าย ฯลฯ

 "เครือข่ายพาร์กินสัน"สังเกต รู้ไว รักษาทัน

 

          “หมอ”ที่เป็นมากกว่าหมอ
นพ.สิทธิพันธ์ จันทร์พงษ์ อายุรแพทย์โรคสมองและระบบประสาท โรงพยาบาลศรีสะเกษ วัย 35 ปี ถือเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคสมองและระบบประสาทคนเดียวใน จ.ศรีสะเกษ หลังจากศึกษาต่อเฉพาะทางด้านโรคสมองและระบบประสาท ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกลับมาทำงานต่อยังโรงพยาบาลศรีสะเกษ ในปี 2559 ซึ่งเป็นโรงพยาบาลเดิมจากที่เคยทำงานใช้ทุน ปัญหาที่ นพ.สิทธิพันธ์ พบคือ ประชาชนทั่วไปยังขาดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ด้านโรคสมองและระบบประสาท ทำให้การรักษา ให้ความรู้ และคัดกรองโรคนั้นไม่ทั่วถึง

 "เครือข่ายพาร์กินสัน"สังเกต รู้ไว รักษาทัน

 

ดังนั้น จึงเกิดโครงการ “เครือข่ายคัดกรองผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน” ที่ถูกออกแบบโดยทีมบุคลากรทางการแพทย์โรงพยาบาลศรีสะเกษ คิดวิธีการให้ความรู้ ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับโรค เผยแพร่ความรู้ให้แก่บุคลากรทางแพทย์ในชุมชน เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ ทั้งตัวผู้ป่วย ญาติ และบุคคลทั่วไป ให้สังเกตอาการคนใกล้ชิด รวมถึงเผยแพร่ความรู้ให้แก่บุคลากรทางแพทย์ในชุมชน ในการคัดกรองผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ตั้งแต่ต้นนำ คือ โรงพยาบาลส่งเสริมประจำตำบล ทั้ง 300 แห่ง มาสู่โรงพยาบาลชุมชนทั้ง 21 แห่ง เพื่อส่งต่อมายังโรงพยาบาลศรีสะเกษที่มีแพทย์เฉพาะทางได้อย่างทันท่วงที ผ่านกิจกรรมต่างๆ

 "เครือข่ายพาร์กินสัน"สังเกต รู้ไว รักษาทัน

 

อาทิ Pre-Hospital Awareness Program กิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ เช่น บอร์ดความรู้ แผ่นพับ พร้อมคำขวัญที่ นพ.สิทธิพันธ์ เป็นผู้แต่งเองให้ง่ายต่อการจดจำ ได้แก่ “แข็งเกร็งแขนขา เคลื่อนไหวช้าๆ มือขาสั่นๆ ซอยเท้าสั้นๆ เดินหลังค่อมๆ ไม่รู้เหม็นหอม พร้อม…หน้าเฉยๆ” รวมถึงติดป้ายคำขวัญไว้หลังรถสามล้อกว่า 20 คันหน้าโรงพยาบาล คันละ 100 บาทต่อเดือน ด้วยงบของคุณหมอเอง

PD Disease Awareness Day กิจกรรมเชิงบรรยายและสันทนาการเพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับโรคพาร์กินสัน ให้แก่ บุคคลทั่วไป ได้เข้าใจโรคพาร์กินสันมากยิ่งขึ้น โดยคุณหมอเป็นผู้ดำเนินการจัดกิจกรรมด้วยตัวเอง ด้วยธีมชุดที่หลากหลาย PD Caravan (คาราวาน…สั่นสู้) กิจกรรมเดินสายไปยังโรงพยาบาลใกล้เคียงเพื่ออบรมให้ความรู้เรื่องโรคพาร์กินสัน และแนวทางการส่งต่อผู้ป่วยสู่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ทั้งนี้ คุณหมอยังได้ติดสติกเกอร์คาราวานไว้ที่รถตู้ของตนเองอีกด้วย

 "เครือข่ายพาร์กินสัน"สังเกต รู้ไว รักษาทัน

 

และสุดท้าย PD Clinic Setting จัดระบบการตรวจใหม่ แยกตรวจโรคเกี่ยวกับสมองยอดนิยมโรคละวัน เพื่อให้ง่ายต่อการติดตามอาการ ทำแบบประเมิน รวมถึงการทำงานของบุคลากร เช่น ห้องจ่ายยาที่ไม่ต้องจัดยาหลายโรคต่อวัน นอกจากนี้ ผู้ป่วยยังมีโอกาสได้พูดคุยกับคนที่เป็นโรคเดียวกัน พร้อมจัดทำสมุดประจำตัวผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน และแจกถุงผ้าใส่ยาให้ผู้ป่วย พร้อมกำชับให้นำถุงผ้าและยาเก่ากลับมาด้วยทุกครั้ง เพื่อติดตามอาการอย่างต่อเนื่อง

  ไตรมาสแรกปี62พบผู้ป่วย40คน
หลังจากการดำเนินงาน “เครือข่ายคัดกรองผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน” พบว่า อัตราการเพิ่มขึ้นและส่งต่อผู้ป่วยจากโรงพยาบาลชุมชนมายังโรงพยาบาลศรีสะเกษ เพิ่มขึ้นจากเดิมปี 2558 จำนวน 70 คน ถัดมา ปี 2559 จำนวน 82 คน ปี 2560 จำนวน 95 คน ปี 2561 จำนวน 128 คน และ ปี 2562 พบผู้ป่วยแล้วกว่า 40 คน ภายในไตรมาสแรก

 "เครือข่ายพาร์กินสัน"สังเกต รู้ไว รักษาทัน

 

นพ.สิทธิพันธ์ กล่าวว่า อย่างน้อยตัวเลขนี้แสดงว่าการส่งต่อดีกว่าแต่ก่อน คุณภาพชีวิตคนไข้ก็น่าจะดีขึ้น ก่อนหน้านี้แย่มาก เพราะบางทีก็ไม่เจอหมอเฉพาะทาง แค่มารับยา หรือไม่ก็ต้องส่งข้ามเขตไปที่อุบลราชธานี ตั้งแต่ทำโครงการ ช่วงหลังเราจะพบคนไข้ที่มีอาการในระยะแรกและระยะกลางมากขึ้น ปัจจุบัน ในผู้ป่วยขั้นแอดวานซ์ ที่นอนติดเตียง เราจะเน้นในเรื่องของการป้องกันภาวะแทรกซ้อน เช่น แผลกดทับ ข้อติด ที่จะเกิดขึ้นมากกว่าการรักษาให้ดีขึ้น เพราะให้ยามากแค่ไหนก็ไม่ดีขึ้นแล้ว ดังนั้น ก็ย้อนกลับมาที่จุดเดิมคือ ต้องสร้างความตระหนัก รับรู้ เพื่อจะได้วินิจฉัยให้เร็ว

“หลายคนถามว่าทำไมต้องทำขนาดนี้ ส่วนตัวมองว่าเราไม่ใช่คนแรกที่ไปสร้างความเข้าใจ หรือกระตุ้นการรับรู้ แต่ความผิดพลาดในอดีตคือ การบรรยายไม่ชวนฟัง คนไข้ฟังแล้วก็เอาอะไรกลับไปไม่ได้ การฟังเนื้อหาเชิงวิชาการไม่ใช่เรื่องง่ายที่เราสะกดเขาอยู่ นี่จึงเป็นศิลปะอย่างหนึ่งในการนำเสนองาน เขาก็จะอยู่กับเราตลอด 1 ชั่วโมง เกิดความสนุก และได้อะไรกลับไป สิ่งสำคัญคือ ต้องสั้น กระชับ เข้าใจง่าย นำกลับไปใช้ได้จริง ด้วยความที่เรายังเด็ก อายุยังน้อย แรงเราก็ยังมีอยู่ เราก็ทำทุกอย่างไปก่อน ถึงเวลาที่แก่ทำไม่ไหวค่อยพักก็ได้” นพ.สิทธิพันธ์ กล่าว

 "เครือข่ายพาร์กินสัน"สังเกต รู้ไว รักษาทัน

 

          ตื่นรู้-ดูแล-ช่วยเหลือ
นพ.สิทธิพันธ์ กล่าวเพิ่มเติมถึง ความเสี่ยงการเกิดโรคพาร์กินสัน คือ 1.เรื่องอายุ ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ทุกคนต้องแก่ 2.พันธุกรรม มีส่วนซึ่งก็แก้ไม่ได้อีก ดังนั้น เราต้องมาดูที่ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ได้เหมือนโรคอื่นๆ ทั่วไป คือ เหล้า บุหรี่ พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ออกกำลังกาย และกินอาหารไม่มีประโยชน์ แต่อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีปัจจัยเสี่ยงที่เจาะจงว่าทำแล้วจะเป็นพาร์กินสันเหมือนกับโรคอื่น ดังนั้น ถ้าอายุมากขึ้นหรือมีคนในครอบครัวเป็น เราต้องตื่นตัว สังเกตอาการ ต้องวินิจฉัยให้ไว เพื่อไปรักษา มันเป็นโรคที่รักษาไม่หาย ต้องรักษาให้ไว ถูกวิธี และมีมาตรฐาน

ส่วนผู้ป่วยพาร์กินสัน สิ่งสำคัญคือ วินัยเรื่องยา เราจึงแจกถุงผ้ากับโรคนี้ โรคจะดีขึ้นสอดคล้องกับวินัยในการกินยาตรงทุกมื้อ ทุกวัน ต่อเนื่อง ร่วมกับการออกกำลังกายเพื่อช่วยในเรื่องข้อต่อ และ ห้ามล้ม ล้มแล้วโรคทรุดและโอกาสจะกลับมาดีเหมือนเดิมยากมาก เพราะคนไข้จะกลัวการเคลื่อนไหว สุดท้ายคือ ห้ามท้องผูก เพราะจะมีผลต่อการดูดซึมยา เคล็ดลับสั้นๆ คือ ให้กินยาร่วมกับน้ำผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว จะช่วยเรื่องการดูดซึมยาได้ดี

 "เครือข่ายพาร์กินสัน"สังเกต รู้ไว รักษาทัน

 

สำหรับผู้ที่ต้องดูแลผู้ป่วยโรคพาร์กินสัน ต้องพาผู้ป่วยออกกำลังกาย เพราะคนแก่ที่เป็นโรคนี้ เขาต้องได้เจอแดด รู้วันเวลา ไม่ใช่อยู่แต่ในห้อง ปัญหาหนึ่งของผู้ป่วยโรคนี้คือ การนอน หลายคนมาจบที่ยานอนหลับ ซึ่งควรเลือกเป็นอย่างสุดท้าย ดังนั้น ผู้ดูแลต้องสร้างกิจกรรมตอนกลางวันให้เขาตื่นตัว และตอนกลางคืนเขาจะหลับได้เอง

วิชัย จันทร์ส่อง “ผอ.กล้าเปลี่ยน”รุ่นบุกเบิก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/364162

วิชัย จันทร์ส่อง “ผอ.กล้าเปลี่ยน”รุ่นบุกเบิก

วิชัย จันทร์ส่อง,ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดตาขัน

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

          “ถ้า ผอ.มีหน้าที่แค่มาโรงเรียน ดูความเรียบร้อย กินกาแฟ จบไปวันหนึ่งโดยไม่รู้เลยว่าครูเขาสอนอะไร เด็กเป็นอย่างไร ก็ไม่ต่างอะไรจากภารโรง”   

           จากเดิมที่เคยคิดว่าผู้บริหารต้องมองการณ์ไกล ในจุดที่สำเร็จเพียงอย่างเดียว แต่พอลองลงลึกถึงปัญหาในการพัฒนาโรงเรียนซึ่งส่วนใหญ่ล้มเหลว ทำให้ วิชัย จันทร์ส่อง ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดตาขัน ที่ได้เข้าร่วมโครงการ “ผอ.กล้าเปลี่ยน” ลุกขึ้นมาปรับความคิด บูรณาการแนวทางบริหาร สร้างการมีส่วนร่วม และส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จริง

วิชัย จันทร์ส่อง "ผอ.กล้าเปลี่ยน"รุ่นบุกเบิก

 

วิชัย จันทร์ส่อง วัย 44 ปี เคยเป็นครูสอนวิทยาศาสตร์ โรงเรียนขยายโอกาสใน จ.ระยอง กว่า 12 ปี หลังจากสำเร็จการศึกษาชีววิทยา ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ปริญญาโทบริหารการศึกษา ม.บูรพา สอบเลื่อนขั้นเป็นผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านเขาคลองซอง ในปี 2553 ก่อนที่จะย้ายมาประจำการที่โรงเรียนบ้านหนองฆ้อ โรงเรียนขยายโอกาสเดิมที่เคยสอน ในปี 2554

และล่าสุด ในปี 2559 เขาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงเรียนวัดตาขัน จ.ระยอง โรงเรียนขนาดกลาง เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล 1–ประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีนักเรียนจำนวน 205 คน และครู 13 คน

ผอ.วิชัย เล่าว่า “โรงเรียนแรกที่เป็น ผอ. เราทำเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง หลังจากนั้นโรงเรียนที่สอง ร่วมกับทรูปลูกปัญญาพาโรงเรียนสู่โรงเรียนต้นแบบ ตอนนั้นมองว่าตัวเองเก่งมาก แต่พอมาอยู่โรงเรียนวัดตาขัน กลับพบว่าเราไม่ได้เสี้ยวหนึ่งของเงินค่าจ้างที่เขาให้ ถ้า ผอ.มีหน้าที่แค่มาโรงเรียน ดูความเรียบร้อย กินกาแฟ จบไปวันหนึ่งโดยไม่รู้เลยว่าครูเขาสอนอะไร เด็กเป็นอย่างไร ก็ไม่ต่างอะไรจากภารโรง

วิชัย จันทร์ส่อง "ผอ.กล้าเปลี่ยน"รุ่นบุกเบิก

 

ดังนั้น หลังจากเกิดโครงการพื้นที่นวัตกรรมขึ้นในเดือนกันยายน 2561 โดย ธงชัย มั่นคง ผอ.สพป.ระยอง เขต 2 แจ้งว่าจะมีโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาโรงเรียนรัฐบาลในท้องถิ่น จึงสนใจเข้าร่วม โดยไปดูงานที่โรงเรียนรุ่งอรุณ ซึ่งจัดการเรียนการสอนแบบองค์รวม”

“เรือใบ”เปลี่ยนความคิด
หลังจากนั้น ผอ.วิชัยตัดสินใจเข้าร่วม 15 โรงเรียนแรกในโครงการ “ผอ.กล้าเปลี่ยน” เข้าหลักสูตรเปลี่ยนความคิด ผ่านกิจกรรมแล่นเรือใบ ที่สโมสรเรือใบ ฐานทัพเรือสัตหีบ เพื่อให้ลองปะทะกับปัญหาและกลับมาใคร่ครวญกับตัวเองในสิ่งที่ผ่านมา

ผอ.วิชัย เล่าว่า “ส่วนตัวเป็นคนคิดเร็ว คิดไว สนใจศึกษาก่อนทั้งจากคลิปและความรู้ทั่วไป ทำให้ในขั้นตอนลงมือปฏิบัติเราสามารถแล่นเรือใบโดยมีโค้ชทหารอยู่ด้วยเพียง 2 รอบ และข้ามไปหลักสูตรสุดท้ายคือล่มเรือและกู้เรือกลับ แต่เมื่อเข้าสู่วง AAR (After Action Review) ในการสะท้อนตัวตนกลับพบว่า เราเป็นคนที่เร็ว อยากได้เป้าหมายแต่ไม่รู้วิธีการ เราไม่รู้เลยว่าการแล่นเรือใบถ้ามันล่มด้วยอุบัติเหตุจริงๆ ใจเราจะเป็นอย่างไร

วิชัย จันทร์ส่อง "ผอ.กล้าเปลี่ยน"รุ่นบุกเบิก

 

สะท้อนกลับไปที่การบริหารโรงเรียน เช่น อยากให้มีการเลี้ยงไก่ในโรงเรียน สั่งไก่มาให้ภารโรงทำเล้า ให้เด็กและครูไปเลี้ยง แต่กลับล้มเหลวเพราะเขาไม่ได้อยากมีส่วนร่วมกับเรา จึงกลับมาคิดว่าการคิดไวในหลายเรื่องทำให้งานไม่สำเร็จ และเชื่อว่าผู้บริหารหลายๆ โรงเรียนเป็นเหมือนกัน จึงกลายเป็นสิ่งแรกที่เปิดใจเรา นอกจากนั้น ยังมีกระบวนการในการสอนให้เรามองเห็นคุณค่าของสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพราะคนทั่วไปมักจะมองเห็นสิ่งต่างๆ และตัดสินเอาเองว่า “ดี” หรือ “ไม่ดี”

      “ระยองมาโคร”พัฒนาเด็ก
หลังจากการเข้าร่วมกิจกรรมเปลี่ยนความคิด จึงเริ่มวางแผนโดยเริ่มพูดคุยกับครูที่โรงเรียน ซึ่งโชคดีที่ได้รับการร่วมมือเป็นอย่างดี ตั้งแต่จัดการเรียนการสอน ให้นักเรียนได้ปะทะกับสิ่งที่เป็นจริง ผ่านวิชาหลัก 4 วิชา ได้แก่ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาอังกฤษ เพราะมองว่าสิ่งเหล่านี้เป็นอาวุธพื้นฐานของเด็ก ที่เหลือคือจัดเป็นหน่วยบูรณาการ โดยในเทอมนี้ (2/2561) ใช้หลักสูตร “ระยองมาร์โค” (Rayong-MARCO) ตั้งแต่ ชั้นอนุบาล เรียนรู้ภายในโรงเรียนและหมู่บ้าน, ป.1-ป.2 เรียนรู้เกี่ยวกับ ต.ตาขัน, ป.3-ป.4 เรียนรู้เกี่ยวกับ อ.บ้านข่าย และ ป.5-ป.6 เรียนรู้ระยองน่าอยู่ทั้ง จ.ระยอง

วิชัย จันทร์ส่อง "ผอ.กล้าเปลี่ยน"รุ่นบุกเบิก

 

“สิ่งที่เราได้จากการเรียนคือทำให้เด็กได้ฝึกสมรรถนะ 5 เรื่อง คือ 1.ความคิดสร้างสรรค์ 2.ความคิดรวบยอด 3.การสื่อสารกับผู้อื่น 4.การทำงานร่วมกัน และ 5.คิดเชิงคุณธรรม โดยให้ครูและเด็กวางแผนหาข้อมูลร่วมกันทั้งในและนอกห้องเรียน เด็กได้วางแผนออกนอกสนามด้วยตัวเอง รวมถึงติดต่อกับหน่วยงานต่างๆ เช่น อบต. ที่ว่าการอำเภอ สถานีตำรวจ ฯลฯ

สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ ป.5 เขาอยากเรียนเรื่องเกาะเสม็ด เด็กต้องหาเส้นทางไปเอง ประสานงานท่าเรือ โดยใช้งบของโรงเรียนเอง เด็กๆ เขาสนุกสนานกันมาก นอกจากนี้ เรายังเพิ่มการเรียนรู้โค้ดดิ้ง (Coding) พร้อมจับมือวิทยาลัยเทคนิคระยอง ร่วมสร้างแรงบันดาลใจในด้านนวัตกรรมให้เด็ก ป.5-ป.6 และจับมือพาร์ทเนอร์รอบๆ โรงเรียนอย่าง วัดและสถานปฏิบัติธรรม ให้เด็กได้เข้าไปเรียนรู้ และให้เด็กลองพายเรือเพื่อฝึกสติอีกด้วย”

วิชัย จันทร์ส่อง "ผอ.กล้าเปลี่ยน"รุ่นบุกเบิก

 

“โรงเรียนรัฐบาล ถ้าเปลี่ยนจริงๆ มันทำได้ แต่ต้องเริ่มจาก Mindset ของผู้บริหารก่อนเป็นอันดับแรก ต้องเปิดใจ อย่าบล็อกตัวเอง หลายคนมองว่าโรงเรียนตัวเองทำไม่ได้เพราะไม่ใช่เอกชน แต่ถ้าลองรับฟังกระบวนการตรงนี้ และนำไปปรับใช้ในโรงเรียนของเรา โดย ผอ.เป็นผู้นำ ผมเชื่อว่าทำได้ ในบริบทและต้นทุนที่มี ถ้าเราลอยตัวเหนือปัญหา และมองว่าครูก็สอนไป ยังไงก็ไปไม่รอดในภาพรวมของประเทศ เราก็จะได้เด็กที่เป็นบล็อกไซโลแบบนี้เติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ ทิ้งภาระให้สังคมเรื่อยๆ”

“ไม่มีสมรภูมิไหนเปลี่ยนเด็กได้ดีเท่าในห้องเรียน และคนที่ใกล้ชิดตรงนั้นไม่ใช่ศึกษานิเทศก์ ไม่ใช่ ผอ.สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา แต่เป็น ผอ.โรงเรียน ถ้า ผอ.ไม่ลุกมาทำตรงนี้ ต่อให้เปลี่ยนรัฐมนตรี เปลี่ยน พ.ร.บ.ใหม่ เปลี่ยนหลักสูตรใหม่ ทุกอย่างก็เหมือนเดิม” ผอ.วิชัย กล่าวทิ้งท้าย ​

วิชัย จันทร์ส่อง "ผอ.กล้าเปลี่ยน"รุ่นบุกเบิก