อภ.ปลูกกัญชาถูกก.ม.ต้นแรกอาเซียน คนไทยแจ้งครอบครองวันแรก4ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/364052

อภ.ปลูกกัญชาถูกก.ม.ต้นแรกอาเซียน คนไทยแจ้งครอบครองวันแรก4ราย

กัญชา,ศคลินิกเกียรติคุณ นพปิยะสกล สกลสัตยาทร

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

องค์การเภสัชกรรมปลูกกัญชาถูกกฎหมายต้นแรกของอาเซียน ในโรงเรือนระบบปิดรากลอย คาดกรกฎาคมได้สารสกัดกัญชาลอตแรก 2,500 ขวด ใช้นำร่องคนไข้ร่วมโครงการเตรียมพัฒนาสู้ต่างชาติให้ได้ใน 2-3 ปี การปลูกเป็นยาต้องได้ “มาตรฐานทางการแพทย์” เท่านั้น สารสำคัญแต่ละต้นต้องคงที่ ปลอดการปนเปื้อน เกษตรกรจะปลูกต้องทำให้ได้มาตรฐาน ไม่สามารถปลูกพื้นที่ทั่วไป เหตุกัญชาเป็นพืชพิเศษแต่ละต้นสารสำคัญไม่เท่ากัน ดูดโลหะหนักสูง ขณะที่คนไทยแจ้งครอบครองกัญชาไม่รับโทษวันแรก 4 ราย

เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่โรงงานผลิตยารังสิต คลอง 10 จ.ปทุมธานี ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดโครงการผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ขององค์การเภสัชกรรม(อภ.) ระยะที่ 1 ว่า หลังจากที่ประชุมคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษ เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2562 ได้อนุญาตให้องค์การเภสัชกรรม(อภ.)ปลูกกัญชาทางการแพทย์ พร้อมทั้งได้ลงนามในหนังสืออนุญาตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้ อภ.ได้ดำเนินการปลูกกัญชาสำหรับเป็นวัตถุดิบนำมาสกัดเป็นสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ เพื่อผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชาชนิดน้ำมันหยดใต้ลิ้น (Sublingual Drop) สำหรับนำไปใช้ในการทดลองทางคลินิกในผู้ป่วยที่ร่วมโครงการวิจัย

อภ.ปลูกกัญชาถูกก.ม.ต้นแรกอาเซียน คนไทยแจ้งครอบครองวันแรก4ราย

 

ทั้งนี้ เป็นการปลูกกัญชาทางการแพทย์ที่ถูกต้องตามกฎหมายต้นแรกในอาเซียน ซึ่งเมล็ดพันธุ์กัญชาที่ใช้ปลูกครั้งนี้เป็นเมล็ดจากสายพันธุ์ลูกผสม ที่มีคุณภาพเมล็ดพันธุ์สูง ปลูกในอาคาร (Indoor) ด้วยเทคโนโลยีระบบรากลอย (Aeroponics) ซึ่งเป็นระบบหนึ่งในระบบการปลูกกัญชาเกรดมาตรฐานทางการแพทย์ หรือ Medical Grade บนพื้นที่ 100 ตารางเมตร ขององค์การเภสัชกรรม อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ซึ่งจะทำให้ได้สารสกัดต้นแบบกัญชาที่มีคุณภาพสูง มีปริมาณและสัดส่วนของสารสำคัญที่ใช้ในการออกฤทธิ์ คือทีเอชซี(THC) และซีบีดี(CBD) เป็นไปตามความต้องการใช้ของแพทย์ในแต่ละโรคที่จะทำการศึกษาวิจัย

รมว.สาธารณสุข กล่าวอีกว่า การที่ อภ.ต้องใช้งบประมาณ 10 ล้านบาทในการปลูกกัญชาพื้นที่ 100 ตารางเมตร คนอาจสงสัยว่าทำไมชาวบ้านอาจจะใช้แค่ต้นละ 5 บาท ขอเรียนว่าในการปลูกกัญชาเพื่อนำมาทำเป็นยานั้น จะปลูกตามพื้นที่ทั่วๆ ไปไม่ได้ จะต้องปลูกให้ได้มาตรฐานทางการแพทย์(medical grade) ที่จะต้องมีสารสำคัญในการเป็นยาคงตัว ปลอดสิ่งปนเปื้อนทั้งยาฆ่าแมลง เชื้อรา และโลหะหนัก และต้องมีการตรวจสอบทุกขั้นตอนของการผลิตตั้งแต่การปลูก เมื่อได้ดอกแห้งมาทำเป็นสารสกัด และทำเป็นผลิตภัณฑ์ และมีสารสำคัญที่จะเป็นยา

อภ.ปลูกกัญชาถูกก.ม.ต้นแรกอาเซียน คนไทยแจ้งครอบครองวันแรก4ราย

 

“ไทยต้องเร่งที่จะทำให้กัญชาเกิดประโยชน์ทางการแพทย์ให้เร็วที่สุด ต้องทำงานแข่งกับเวลา เพราะหลายชาตินำไปแล้วหลายสิบปี เช่น แคนาดา อิสราเอล การที่ พ.ร.บ.ออกมาเพื่อกันต่างชาติ ให้คนไทยพัฒนาและใช้ประโยชน์ใน 5 ปี โดยเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ก็เพื่อประโยชน์ของคนไทยไม่ได้เป็นการกันคนไทยส่งออกไป แต่เป็นการป้องกันต่างชาติแห่เข้ามา ซึ่งตั้งเป้าอยากให้ไทยพัฒนาสารสกัดกัญชาเพื่อสู้กับต่างชาติให้ได้ภายใน 2-3 ปี เพราะหลังจาก 5 ปีแล้วต่างชาติจะเฮเข้ามา เราต้องเตรียมพร้อม” ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าว

นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม (บอร์ด อภ.) กล่าวว่า ที่ผ่านมาต่างชาติใช้กัญชาทางการแพทย์มาก่อนเรา จึงต้องเร่งพัฒนาสารสกัดให้ได้คุณภาพระดับเมดิคัลเกรด เนื่องจากก่อนหน้านี้ทาง อภ.ได้รับกัญชาของกลางมาพัฒนาเป็นยา แต่พบว่ามีการปนเปื้อนสารโลหะหนักและยาฆ่าแมลงเยอะมาก จึงต้องพัฒนาให้ได้คุณภาพที่สุดด้วยการทุ่มงบประมาณ 10 ล้านบาท เพื่อปลูกกัญชาในรูปแบบระบบปิดในพื้นที่ 100 ตารางเมตร ซึ่งจะมุ่งเน้นให้เป็นพืชยามาตรฐานสากล

อภ.ปลูกกัญชาถูกก.ม.ต้นแรกอาเซียน คนไทยแจ้งครอบครองวันแรก4ราย

 

โดยต้องมีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ 1.ประสิทธิผล ใช้เป็นยาที่มีคุณภาพอย่างไร เพราะแต่ละสายพันธุ์มีสารสำคัญต่างกัน ใช้รักษาโรคต่างกัน จะปลูกพันธุ์ไหนรักษาโรคอะไร 2.เรื่องความปลอดภัย ไม่มียาฆ่าแมลง ปนเปื้อนโลหะหนัก และ 3.คุณภาพของแต่ละลอต สารสำคัญต้องคงที่ โดยเฉพาะสารทีเอชซีและซีบีดี ทั้งหมดจึงเรียกว่าเป็นเมดิคัลเกรดหรือเกรดใช้ทำยาได้ เพราะอยากให้คนไทยใช้ของมีคุณภาพและได้ผลจริง

ด้าน ผศ.ดร.วิเชียร กีรตินิจกาล ผู้เชี่ยวชาญด้านการเพาะปลูกและปรับปรุงพันธุ์พืช กล่าวว่า การปลูกกัญชาในโรงเรือนแบบปิดของ อภ. เป็นการปลูกระบบรากลอยกลางอากาศ พ่นอาหารและรากเข้าไปแล้วให้รากดูด กัญชาจะได้ออกซิเจนสูง ทำให้ได้สารสำคัญในกัญชาคือทีเอชซี และซีบีดี มีความสม่ำเสมอ โดยนำเข้าสายพันธุ์จากต่างประเทศ คือพันธุ์อินดิกา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีการพัฒนาปรับปรุงแล้วว่าสามารถใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ โดยนำเข้าใน 3 รูปแบบ คือ

แบบที่ 1 ให้สารซีบีดีสูงเหมาะจะพัฒนาในการรักษาโรคลมชัก แบบที่ 2 ให้สารทีเอชซีสูง เหมาะพัฒนาแก้อาการข้างเคียงจากการให้คีโมในผู้ป่วยมะเร็ง และแบบที่ 3 ให้สารทีเอชซีและซีบีดีในสัดส่วน 1 ต่อ 1 เหมาะในการพัฒนาสู่รักษาโรคปลอกประสาทอักเสบโดย 1 ปีสามารถปลูกได้ 4 รอบ ในระยะเวลา 4 เดือนจะได้ดอกกัญชาแห้ง นำมาทำเป็นสารสกัด ส่วนสายพันธุ์ไทยนั้นยังไม่ได้มีการพัฒนาปรับปรุงพันธุ์ ทำให้สารสำคัญแต่ละต้นไม่เท่ากันจึงยังไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการทำเป็นยาได้ อีกทั้ง หากมีการปลูกในพื้นที่ทั่วไปแบบเปิดกว้างอาจจะมีสิ่งปนเปื้อนเจือปนได้ เพราะกัญชาจะมีคุณสมบัติในการดูดโลหะหนักสูง ไม่เหมาะที่จะนำกัญชาที่ปลูกทั่วๆ ไปมาใช้เป็นยา

อภ.ปลูกกัญชาถูกก.ม.ต้นแรกอาเซียน คนไทยแจ้งครอบครองวันแรก4ราย

 

“ถามว่า อภ.ลงทุน 10 ล้านบาทแพงไปหรือไม่ ขอบอกว่า แค่เพียง 1 ปีก็คุ้มทุนแล้ว เพราะหากต้องนำเข้ากัญชาจากต่างประเทศ 100 กิโลกรัม เป็นเงิน 15 ล้านบาทแล้ว การลงทุนของ อภ. จึงมั่นใจว่าจะทำให้ได้ยาจากกัญชาที่มีคุณภาพยาดี สามารถใช้รักษาโรคได้ เพราะเป็นการปลูกที่เหมือนกับโคลนนิ่งแต่ละต้นออกมา แต่ละต้นจึงให้สารสำคัญที่จะทำยาใกล้เคียงกัน” ผศ.ดร.วิเชียร กล่าว

นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า เหตุที่ต้องใช้งบลงทุน 10 ล้านบาท เพราะเราเซตมาตรฐานไว้ การได้กัญชามาทำยา ต้องเป็นระดับความคงตัวสารตั้งต้น ดอกและสายพันธุ์ต้องคงตัว ทำให้เป็นต้นแบบ ลงทุนเรื่องโรงเรือน ระบบปลูกที่ใช้เทคโนโลยี อินดอร์ เร่งการผลิตได้คงตัว สม่ำเสมอ ระบบรักษาความปลอดภัย ให้เป็นต้นแบบในการศึกษาวิจัยพันธุ์ใหม่ๆ ในอนาคต

จากแผนกำหนดการผลิตสารสกัดกัญชาทางการแพทย์ หลังจากปลูกในวันนี้ จะใช้เวลาในการปลูก 4 เดือน และคาดว่าจะสกัดสารออกมาเป็นน้ำมันชนิดหยดใต้ลิ้นได้ในช่วงเดือนกรกฎาคมนี้ จำนวน 2,500 ขวด ขวดละ 5 มิลลิตร หรือประมาณ 10,000 ขวดต่อปี โดยจะนำมาใช้รักษาผู้ป่วยที่ร่วมโครงการในกลุ่มที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนแล้ว 4 โรค คือ ผลข้างเคียงจากการรับคีโมรักษามะเร็ง ลมชัก ปลอกประสาทอักเสบ และปวดเรื้อรัง นอกจากนี้ ยังมีในกลุ่มที่น่าจะมีประโยชน์ เช่น พาร์กินสัน อัลไซเมอร์ โดยการใช้น้ำมันกัญชาจะเป็นโครงการความร่วมมือกับโครงการวิจัยต่างๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

อภ.ปลูกกัญชาถูกก.ม.ต้นแรกอาเซียน คนไทยแจ้งครอบครองวันแรก4ราย

 

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า คณะกรรมการยาเสพติดให้โทษได้ตั้งอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การจัดเตรียมสถานที่ เก็บรักษา ควบคุมการปลูก และข้อกำหนดต่างๆ ที่เป็นมาตรฐานของเมดิคัลเกรด ซึ่งในส่วนของ อภ.ที่จะทำการปลูก ได้ผ่านมาตรฐานทั้งหมด เช่น มาตรฐานโรงเรือน มีความมิดชิด มาตรฐานที่ตั้ง เป็นเอกเทศ โครงสร้างแข็งแรง เรื่องข้อกำหนดระบบความปลอดภัย การติดกล้องวงจรปิดรอบทิศทาง การเคลื่อนย้ายต้นกัญชา แผนรักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ควบคุมดูแล ผู้รับผิดชอบ ประตูเข้าออก ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสำรองข้อมูล และต้องพร้อมให้ตรวจกล้องวงจรปิด 24 ชั่วโมง ทำให้เกิดการลงทุนค่อนข้างสูง ซึ่งเราหวังให้เป็นต้นแบบมาตรฐาน

นพ.ธเรศ กล่าวอีกว่า สำหรับวันแรกของการเปิดให้คนใช้กัญชาแจ้งการครอบครองกัญชาได้โดยไม่ต้องรับโทษ พบว่ามีการแจ้ง 4 ราย โดยจะเปิดให้แจ้งจนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2562 ครบระยะเวลา 90 วันนับแต่ที่ พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้

“กัญชา”…ใครเกี่ยวปลูก-ผลิต-ครอบครอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/363896

“กัญชา”…ใครเกี่ยวปลูก-ผลิต-ครอบครอง

พรบยาเสพติดให้โทษ,กัญชา

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ  qualitylife4444@gmail.com

หลังพ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 7) พ.ศ.2562 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2562 โดยเป็นการคลายล็อกให้นำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ได้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในฐานะหน่วยงานหลักที่จะต้องควบคุม กำกับการอนุญาต ได้เร่งดำเนินการออกอนุบัญญัติหรือกฎหมายลูกรองรับรวม 8 ฉบับ

3 ฉบับแรกเป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุขมีผลบังคับใช้ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นกฎหมายลูกที่จะต้องเร่งดำเนินการในส่วนของการให้ผู้ที่ครอบครองกัญชาแจ้งการครอบครองได้ภายใน 90 วันนับแต่พ.ร.บ.มีผลบังคับใช้โดยไม่ต้องรับโทษ ประกอบด้วย 3 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้วิจัยและผู้ประกอบวิชาชีพต่างๆ กลุ่มผู้ป่วยจะต้องมีหนังสือรับรองแพทย์ว่าป่วยเป็นโรคใดๆ จริง จะเป็นจากแพทย์แผนไทยหรือแพทย์แผนปัจจุบันก็ได้ และกลุ่มบุคคลอื่นที่ไม่จัดอยู่ใน 2 กลุ่มแรก ทั้งนี้ภาคกลางสามารถแจ้งครอบครองได้ที่อย. และส่วนต่างจังหวัดแจ้งได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)

"กัญชา"...ใครเกี่ยวปลูก-ผลิต-ครอบครอง

นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์

อีก 3 ฉบับ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2562 จัดประชาพิจารณ์ ประกอบด้วย 1.ร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครองซึ่งเสพติดให้โทษในประเภท 5 เฉพาะกัญชา 2.ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนดผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทย ที่จะสามารถปรุงและสั่งจ่ายตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ได้ และ 3.ร่างประกาศสธ. เรื่อง กำหนดตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคหรือการศึกษาวิจัยได้ ส่วนอีก 2 ฉบับจะดำเนินการต่อไป
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้สัมภาษณ์ว่า หลังจาก อย. รับฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นในวันที่ 1 มีนาคม 2562 ผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว จะนำความคิดเห็นมารวบรวมและปรับปรุงแก้ไขบางส่วนและเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการยาเสพติดให้โทษราวต้นเดือนมีนาคม 2562 ในส่วนของร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ครอบครอง หากเห็นชอบจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในรัฐบาลชุดนี้ จากนั้นส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา ซึ่งตามขั้นตอนในการออกกฎกระทรวงจะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน สำหรับร่างประกาศ 2 ฉบับ หากคณะกรรมการยาเสพติดเห็นชอบแล้วสามารถส่งเรื่องให้ รมว.สาธารณสุข พิจารณาลงนามได้เลยมีผลบังคับใช้หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา

"กัญชา"...ใครเกี่ยวปลูก-ผลิต-ครอบครอง

 

“การรับฟังความคิดเห็นได้รับความคิดเห็นที่ดีหลากหลาย โดยส่วนใหญ่จะมีความเป็นห่วงในเรื่องการวิจัยที่จะทำอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด คนไข้เข้าถึงยากัญชาอย่างเหมาะสม ในแง่ของการวิจัยใช้กัญชาทางการแพทย์ของสัตวแพทย์จะมีแนวทางอย่างไร เป็นต้น ทั้งหมดจะนำมาประมวลเพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายต่อไป ส่วนเกษตรกรผู้ปลูกต้องขอย้ำว่ากฎหมายใหญ่คลายล็อกเพื่อใช้ประโยชน์ทางการแพทย์และวิจัยเท่านั้น ก่อนการปลูกต้องได้รับอนุญาต และการปลูกต้องยึดโยงวิจัยกับหน่วยงานรัฐว่าจะผลิตยาอะไรและปลูกแล้วส่งให้ใครผลิต เพราะฉะนั้น เกษตรกรต้องเข้าใจเงื่อนไขเหล่านี้ก่อนที่จะลงมือปลูก” นพ.ธเรศกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับร่างกฎกระทรวงการขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก จำหน่าย หรือมีไว้ครอบครอง มีสาระสำคัญ อาทิ การขออนุญาตผลิต นำเข้า หรือส่งออกภายใต้วัตถุประสงค์ 7 ประเภท ได้แก่ 1.เพื่อใช้ทางการแพทย์ในประเทศ 2.เพื่อการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ทางด้านการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์หรือเภสัชกรรม 3.เพื่อประโยชน์ทางราชการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดและความร่วมมือระหว่างประเทศ

4.เพื่อการผลิตเพื่อส่งออก 5.เพื่อการผลิตสำหรับคนไข้เฉพาะรายของผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไย การแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือหมอพื้นบ้าน 6.เพื่อการผลิตที่ไม่ได้ผ่านการรับรองตำรับเพื่อรักษาโรคกรณีจำเป็นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย และ 7.กรณีผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศนำติดตัวเข้ามาในหรือออกนอกประเทศสำหรับใช้รักษาเฉพาะตัวภายใน 90 วัน

"กัญชา"...ใครเกี่ยวปลูก-ผลิต-ครอบครอง

 

วัตถุประสงค์การขออนุญาตจำหน่ายมี 4 ประเภท ได้แก่ 1.เพื่อการรักษาผู้ป่วย 2.เพื่อการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ทางด้านการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์หรือเภสัชกรรม 3.เพื่อประโยชน์ทางราชการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดและความร่วมมือระหว่างประเทศ และ 4.เพื่อการเกษตรกรรม วิทยาศาสตร์ หรืออุตสาหกรรมเพื่อประโยชน์ทางการแพทย์ ส่วนวัตถุประสงค์การขออนุญาตมีไว้ครอบครองมี 4 ประเภท คือ 1.เพื่อการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ทางด้านการแพทย์หรือวิทยาศาสตร์หรือเภสัชกรรม 2.เพื่อเป็นตัวอย่างเพื่อการศึกษา 3.เพื่อประโยชน์ทางราชการในการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดและความร่วมมือระหว่างประเทศ และ 4.เพื่อใช้ประจำในการปฐมพยาบาลหรือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในเรือหรือเครื่องบิน

สำหรับผู้มีสิทธิ์ในการยื่นขออนุญาตเกี่ยวกับกัญชาจะต้องพิจารณาตามวัตถุประสงค์แต่โดยหลักจะประกอบด้วย 1.หน่วยงานของรัฐ 2.สถาบันอุดมศึกษาเอกชนที่ศึกษาวิจัยและจัดการเรียนการสอนทางการแพทย์ หรือเภสัชศาสตร์ หรือเภสัชกรรม 3.ผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมที่รวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชน หรือสหกรณ์ 4.ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เภสัชกรรม ทันตกรรม แพทย์แผนไทย แพทย์แผนไทยประยุกต์ หมอพื้นบ้าน สัตวแพทย์ 5.ผู้ขออนุญาตอื่น เช่น ผู้รับอนุญาตผลิตหรือนำหรือสั่งเข้ามาซึ่งยาแผนปัจจุบัน ซึ่งยาแผนโบราณ ซึ่งผลิตภัณฑ์สมุนไพร ผู้ประกอบกิจการเกี่ยวกับการผลิตด้านเกษตรกรรม 6.เป็นคู่สัญญากับอย. เพื่อการจ้างผลิตหรือการจัดซื้อกัญชา 7.หน่วยงานของรัฐที่มีหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด หรือสภากาชาดไทย และ 8.ผู้ป่วยเดินทางระหว่างประเทศที่มีความจำเป็นต้องใช้กัญชาทางการแพทย์

อนุญาต 16 ตำรับยาไทยเข้ากัญชา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/363898

อนุญาต 16 ตำรับยาไทยเข้ากัญชา

ยาเสพติด,กัญชา,แพทย์แผนไทย,ตำหรับยา

ตำรับยาแผนไทยที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกแนะนำเบื้องต้นมี  16 ตำรับ

มุมของการใช้ทางการแพทย์แผนไทย ในส่วนของร่างประกาศสธ. เรื่อง ร่างประกาศกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กำหนดผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้านตามกฎหมายว่าด้วยวิชาชีพการแพทย์แผนไทยที่จะสามารถปรุงและสั่งจ่ายตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ได้ กำหนดไว้ชัดเจนว่าผู้ประกอบวิชาชีพการแพทย์แผนไทยและหมอพื้นบ้านต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้ประกอบวิชาชีพตามกฎหมาย ต้องผ่านการอบรมหลักสูตรการใช้ตำรับยาที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ของสธ. หรือหลักสูตรที่ สธ. หรือสภาวิชาชีพการแพทย์แผนไทยรับรอง และในการปรุงหรือสั่งจ่ายยาต้องดำเนินการภายใต้สถานพยาบาลรัฐ ส่วนหมอพื้นบ้านต้องผ่านการอบรมหลักสูตรเช่นเดียวกัน และใช้ความรู้ความสามารถเฉพาะภายในเขตพื้นที่ชุมชนท้องที่ที่ได้รับการรับรองหรือมีภูมิลำเนาหรือมีถิ่นที่อยู่ที่ได้รับการรับรอง

นอกจากนี้ร่างประกาศ สธ. เรื่อง กำหนดตำรับยาเสพติดให้โทษในประเภท 5 ที่มีกัญชาปรุงผสมอยู่ ที่ให้เสพเพื่อรักษาโรคหรือการศึกษาวิจัยได้ กำหนดว่าตำรับที่ให้เสพเพื่อการรักษาโรคหรือการศึกษาวิจัย ในส่วนของแพทย์แผนไทย ประกอบด้วย ตำรับที่หมอพื้นบ้านปรุงขึ้นจากองค์ความรู้และภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยที่ชัดเจน และได้รับการรับรองจากรมการแพทย์แผนไทย ทั้งนี้วัตถุดิบจากกัญชาต้องไม่สามารถแยกเป็นช่อดอก ใบเพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิดได้ และตำรับยาแผนไทยที่กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือกแนะนำเบื้องต้นมี  16 ตำรับ
ได้แก่ 1.ยาอัคคีนีวคณะ 2.ยาศุขไสยาศน์ 3.ยาแก้ลมเนาวนารีวาโย 4.ยาน้ำมันสนั่นไตรภพ 5.ยาแก้ลมขึ้นเบื้องสูง 6.ยาไฟอาวุธ 7.ยาแก้นอนไม่หลับ/ยาแก้ไข้ผอมเหลือง  8.ยาแก้สัณฑฆาต กล่อนแห้ง 9.ยาอัมฤตโอสถ 10.ยาอภัยสาลี 11.ยาแก้ลมแก้เส้น 12.ยาแก้โรคจิต 13.ยาไพสาลี 14.ยาทาริดสีดวงทวารหนักและโรคผิวหนัง 15.ยาทำลายกระสุเมรุ และ 16.ยาทัพยาธิคุณ  โดยตำรับทั้งหมดมีที่มาจากคัมภีร์ธาตุพระนารายน์ ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แพทย์ศาสตร์ส่งเคราะห์ เล่ม 1-2 พระยาพิศณุประสาทเวช เวชศึกษาพระยาพิศณุประสาทเวช  เวชศาสตร์วัณ์ณณา อายุรเวทศึกษา (ขุนนิทเทสสุขกิจ) เล่ม 2 และคัมภีร์แพทย์ไทยแผนโบราณ เล่ม 2 ขุนโสภิตบรรณลักษณ์

มธ.ผุดนวัตกรรม”หนูขออ่าน”แก้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ใน30นาที

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/363668

มธ.ผุดนวัตกรรม”หนูขออ่าน”แก้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ใน30นาที

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,หนูขออ่าน,อ่านไม่ออก,เขียนไม่ได้

รายงาน…

คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (Thammasart School of Engineering : TSE) โชว์นวัตกรรม “หนูขออ่าน” ชุดตรวจคัดกรองภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย ที่เกิดจากการทำงานของสมองบางตำแหน่งบกพร่อง เป็นความผิดปกติของโครโมโซมหรือกรรมพันธุ์ในเด็กเกิดใหม่กว่า 40,000 คนต่อปี ผ่านแท็บเลตหรือสมาร์ทโฟน รู้ผลไวภายใน 30 นาที ช่วยเด็กไทยมีโอกาสทางการศึกษา เติมเต็มทักษะ อ่าน เขียน คำนวณ อย่างเท่าเทียม

รศ.ดร.จาตุรงค์ ตันติบัณฑิต อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้าและคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(TSE) กล่าวว่า คณะวิศวกรรมศาสตร์ มธ. ได้พัฒนานวัตกรรม “หนูขออ่าน” ชุดตรวจคัดกรองผู้มีความบกพร่องในการเรียนรู้ ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ บนแท็บเลตหรือสมาร์ทโฟน ร่วมกับ ดร.จุฑามณี อ่อนสุวรรณ อาจารย์ภาควิชาภาษาอังกฤษและภาษาศาสตร์ คณะศิลปศาสตร์ มธ. จุดเด่นของนวัตกรรม “หนูขออ่าน” คือการตรวจคัดกรองได้ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ ต่างจากโปรแกรมคัดกรองแบบเดิมที่สามารถคัดกรองได้หลังอายุ 8 ขวบเท่านั้น โดยใช้เวลาตรวจคัดกรองเพียง 30 นาที ซึ่งได้ผลการคัดกรองที่แม่นยำถึงร้อยละ 95 ทั้งนี้ ลักษณะของความบกพร่องทางการเรียนรู้สามารถแบ่งเป็น 3 ประเภทได้แก่

มธ.ผุดนวัตกรรม"หนูขออ่าน"แก้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ใน30นาที

– ความบกพร่องด้านการอ่าน (dyslexia) ได้แก่ ปัญหาในด้านการอ่าน อ่านหนังสือไม่ออก หรืออ่านหนังสือได้ เช่น สะกดไม่ถูก อ่านตกหล่น สามารถอ่านได้ทีละตัวอักษร แต่ไม่สามารถผสมคําได้ หรือมีความบกพร่องในการจดจำพยัญชนะ สระ ขาดทักษะในการสะกดคำ เรียนรู้คำศัพท์ใหม่ๆ ได้อย่างจำกัด หรืออ่านได้แต่คำศัพท์ง่ายๆ อ่านผิดบ่อย เด็กกลุ่มนี้จึงใช้วิธีการเดาคำเวลาอ่าน อ่านได้แต่คำที่เห็นบ่อย เนื่องจากใช้วิธีการจำคำ แต่ไม่ได้อาศัยการสะกด และอ่านตะกุกตะกัก จับใจความสำคัญหรือเรียงลำดับเหตุการณ์ของเรื่องที่อ่านไม่ได้

– ความบกพร่องด้านการเขียน (dysgraphia) ได้แก่ ปัญหาในการเขียนพยัญชนะ สระ ตัวสะกด วรรณยุกต์ และการันต์ ไม่ถูกต้องตามหลักภาษาไทย จึงทำให้เขียนและสะกดคำผิด มีปัญหาการเลือกใช้คำศํพท์ การแต่งประโยค การสรุปเนื้อหาสำคัญ ทำให้ไม่สามารถถ่ายทอดความคิดผ่านการเขียนได้ตามลำดับชั้นเรียน แต่สามารถคัดลอกตัวหนังสือตามแบบได้ และในบางรายอาจเขียนตกหล่น สลับตําแหน่ง เขียนไม่เป็นประโยคที่สมบูรณ์ ใช้คําเชื่อมไม่ถูกต้อง เว้นวรรคหรือย่อหน้าไม่ถูกต้อง จึงไม่สามารถแต่งประโยคหรือเล่าเรื่องจากการเขียนได้ อีกทั้งเด็กบางคนอาจเขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน หรือมีปัญหาเขียนพยัญชนะกลับด้าน คล้ายมองจากกระจกเงา

มธ.ผุดนวัตกรรม"หนูขออ่าน"แก้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ใน30นาที

 

– ความบกพร่องด้านการคํานวณ (dyscalculia) ได้แก่ ความสับสนเกี่ยวกับตัวเลข ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข นับเลขไปข้างหน้าหรือย้อนหลังไม่ได้ เขียนเลขกลับกัน รวมถึงขาดทักษะและความเข้าใจเกี่ยวกับการนับจำนวน การจำสูตรคูณ การใช้สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ ไม่สามารถแปลโจทย์ปัญหาเป็นสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ จึงไม่สามารถหาคำตอบได้ หรือมีการคํานวณที่ผิดพลาด ตกหล่นเกี่ยวกับเรื่องตัวเลขเป็นประจํา

อย่างไรก็ตาม เด็กบางคนอาจมีภาวะความบกพร่องด้านใดด้านหนึ่ง ในขณะที่เด็กบางคนอาจมีความบกพร่องร่วมกันทั้ง 3 ด้านพร้อมกัน โดยความบกพร่องประเภทที่พบมากที่สุด คือ ความบกพร่องด้านการอ่าน ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญในการเรียนโดยโปรแกรมดังกล่าวต่อยอดไปสู่การรักษาเพื่อฟื้นฟูทักษะในรายที่มีความบกพร่อง และจะช่วยให้เด็กได้รับการช่วยเหลือและได้รับการดูแลที่เหมาะสม โดยเฉพาะด้านการเรียน และสามารถจัดการศึกษาในรูปแบบที่เหมาะสมกับเด็กในแต่ละราย เพื่อให้เด็กสามารถพัฒนากระบวนการเรียนรู้ได้เท่าเทียมกับเด็กทั่วไป เพราะยิ่งสามารถตรวจคัดกรองเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำมากเท่าไร จะยิ่งช่วยฟื้นฟูความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กได้เร็วยิ่งขึ้น และจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการเรียนและการดำเนินชีวิตต่อไป เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในทุกมิติ

มธ.ผุดนวัตกรรม"หนูขออ่าน"แก้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ใน30นาที

 

ปัจจุบันประเทศไทย ยังมีข้อจำกัดในการตรวจคัดกรองผู้ที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Learning Disabilities: LD) จากการขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องของผู้ปกครองและครูในโรงเรียน หรือแม้แต่การเข้าถึงการรักษา เนื่องจากผู้เชี่ยวชาญในการตรวจคัดกรองซึ่งมีอยู่จำกัด การออกแบบประเมินที่ยังไม่ครอบคลุมการทดสอบทักษะของเด็กที่เหมาะสม

ซึ่งส่วนใหญ่ถูกแปลมาจากชุดคัดกรองภาษาต่างประเทศ และการตรวจคัดกรองแต่ละครั้งใช้เวลานาน ส่งผลให้เด็กจำนวนหนึ่งเติบโตมาพร้อมความบกพร่อง และค่อยๆ ส่งผลกับการเรียนรู้ที่เด่นชัดเมื่อโตขึ้น สำหรับประเทศไทย มีอัตราการเกิดใหม่อยู่ที่ 8 แสนคนต่อปี ซึ่งคาดว่า จะมีอัตราการเกิดภาวะความบกพร่องทางการเรียนรู้เพิ่มเป็น 4 หมื่นคนต่อปี และพบในเด็กผู้ชายจะเป็นมากกว่าเด็กผู้หญิงถึง 4 เท่า โดยนวัตกรรม “หนูขออ่าน” จะช่วยให้ทราบถึงปัญหาด้านพัฒนาการของเด็ก ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องได้รับการแก้ไขเพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมและมีพัฒนาการที่สมวัย

มธ.ผุดนวัตกรรม"หนูขออ่าน"แก้อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ใน30นาที

“กล่องฝึกมือ”รพ.เกาะจันทร์ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/363403

“กล่องฝึกมือ”รพ.เกาะจันทร์ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง

กล่องฝึกมือ

“กล่องฝึกมือ” รพ.เกาะจันทร์ ให้ผู้ป่วยนำกลับไปฝึกเองที่บ้าน ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง

สิ่งประดิษฐ์กล่องฝึกมือจากกล่องกระดาษเหลือใช้ โรงพยาบาลเกาะจันทร์ จ.ชลบุรี ให้ผู้ป่วยนำกลับไปฝึกเองที่บ้าน ช่วยฟื้นฟูภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนและมือให้กลับมาทำกิจวัตรประจำวันได้ ลดภาระการดูแลของครอบครัวเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิต

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ถึงนวัตกรรมโรงพยาบาลเกาะจันทร์ จ.ชลบุรี เป็นสิ่งประดิษฐ์ทำจากกล่องกระดาษที่เหลือใช้ของทีมงานกายภาพบำบัดสำหรับผู้ป่วยกลุ่มโรคระบบประสาทและการเคลื่อนไหวช่วยฝึกการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อแขนและมือให้ผู้ป่วยนำกลับไปฝึกเองที่บ้านอย่างต่อเนื่องช่วยฟื้นฟูภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนและมือ ทำให้ผู้ป่วยสามารถทำกิจวัตรประจำวันด้วยตัวเองได้มากขึ้น

"กล่องฝึกมือ"รพ.เกาะจันทร์ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง

นพ.ไพศาล ดั่นคุ้ม

เช่น การรับประทานอาหาร ล้างหน้า แปรงฟัน หยิบสิ่งของที่ต้องการได้ ลดภาระการดูแลของบุคคลในครอบครัวทำให้ผลงานนี้ได้รับรางวัลชนะเลิศด้านสิ่งประดิษฐ์ทางการแพทย์และสาธารณสุข นำเสนอด้วยโปสเตอร์ในงานประชุมวิชาการกระทรวงสาธารณสุขปี 2561 “สร้างสรรค์เทคโนโลยีการสาธารณสุขเพื่อสุขภาพ” และได้รับการคัดเลือกให้นำเสนอผลงานแบบโปสเตอร์ในงานเอชเอ ฟอรั่ม ครั้งที่ 20 ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

"กล่องฝึกมือ"รพ.เกาะจันทร์ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง

นพ.สุกิจ พึ่งเกศสุนทร รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลเกาะจันทร์ กล่าวว่า ปัจจุบันผู้ป่วยกลุ่มโรคระบบประสาทและการเคลื่อนไหวมีจำนวนเพิ่มขึ้นการฟื้นฟูมีหลายรูปแบบ เช่น การกระตุ้นกล้ามเนื้อด้วยไฟฟ้า การประคบร้อน การฝึกออกกำลังกายกล้ามเนื้อการฝึกทรงตัว การฝึกการเคลื่อนย้ายตัวและเดินการฝึก การประสานงานของกล้ามเนื้อมัดต่างๆ

"กล่องฝึกมือ"รพ.เกาะจันทร์ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง

 

สำหรับการฝึกการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อแขนและมือ จากเดิมผู้ป่วยจะต้องเดินทางมาโรงพยาบาลทุกวัน เพื่อใช้อุปกรณ์ฝึกมือที่งานภายภาพบำบัด

ทีมงานกายภาพบำบัดได้ประดิษฐ์อุปกรณ์สำหรับฝึกกล้ามเนื้อแขนและมือจากกล่องกระดาษที่เหลือใช้ให้ผู้ป่วยนำกลับไปฝึกที่บ้านโดยไม่ต้องหาซื้ออุปกรณ์ เป็นการลดค่าใช้จ่ายในการดูแล เริ่มประดิษฐ์รุ่นแรกตั้งแต่ปี 2557 และพัฒนาต่อยอดเรื่อยมาเป็น “กล่องฝึกมือเวอร์ชั่น 2” ปรับรูปแบบการฝึกให้มีความยาก ซับซ้อนขึ้น และเหมาะสำหรับผู้ป่วยแต่ละรายเพื่อให้เกิดความท้าทายจากการทดสอบกับผู้ป่วยที่มีภาวะอ่อนแรงของกล้ามเนื้อแขนและมือระดับ 2 จำนวน 5 ราย นำอุปกรณ์ไปฝึกที่บ้านเป็นระยะเวลา 2 เดือน ปรากฏว่ากำลังกล้ามเนื้อแขนและมือเพิ่มขึ้นเป็นระดับ 3-5 มีความพึงพอใจต่อการใช้เพราะเห็นพัฒนาการการใช้มือที่ชัดเจนทำให้มีกำลังใจในการฝึก

"กล่องฝึกมือ"รพ.เกาะจันทร์ช่วยผู้ป่วยกล้ามเนื้อแขนอ่อนแรง

 

ทั้งนี้กล่องฝึกมือเวอร์ชั่น 2 ยังสามารถประยุกต์ใช้กับผู้ป่วยได้หลายกลุ่ม เช่น กลุ่มโรคพาร์กินสัน กลุ่มเด็กพิการ กลุ่มบาดเจ็บไขสันหลัง ที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวแขนและมือ และให้กล่องฝึกมือแก่ผู้ป่วยรายอื่นๆ นำไปฝึกที่บ้านอย่างต่อเนื่อง หากสนใจสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่งานกายภาพบำบัดโรงพยาบาลเกาะจันทร์ จ.ชลบุรี โทร.0-3816-6300

วิถีเกษตรกร”แม่แจ่ม” ต้นแบบเมืองไร้หมอกควัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/363006

วิถีเกษตรกร”แม่แจ่ม” ต้นแบบเมืองไร้หมอกควัน

วิถีเกษตรกร,แม่แจ่ม

โดย…  -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylige4444@gmail.com

สถานการณ์ฝุ่นและหมอกควันที่เกิดขึ้นสะสมมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทยสร้างปัญหาทั้งด้านสุขภาพ การใช้ชีวิตของผู้คน ผลกระทบด้านป่าไม้ รวมไปถึงเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) สนับสนุน

“โครงการประเทศไทยไร้หมอกควัน (HAZE FREE THAILAND)” ให้นักวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นแกนหลักร่วมกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพื่อลงพื้นที่แก้ปัญหาหมอกควันในพื้นที่

วิถีเกษตรกร"แม่แจ่ม" ต้นแบบเมืองไร้หมอกควัน

 

อาทิ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ 5 โครงการ ได้แก่ โครงการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดิน และการออกแบบห่วงโซ่อุปทานทางการเกษตรเพื่อลดการเกิดหมอกควัน โครงการพัฒนาเครื่องมือช่วยตัดสินใจในการกำหนดนโยบายและกลไกลเชิงพื้นที่เพื่อลดสาเหตุหมอกควันในภาคเหนือ โครงการต้นแบบการปศุสัตว์เพื่อส่งเสริมอาชีพแก่เกษตรกรเพื่อแก้ไขปัญหาการเผาป่าและพื้นที่การเกษตร อันส่งผลให้เกิดปัญหาหมอกควันและผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โครงการการอนุรักษ์และการเพิ่มพื้นที่ป่าด้วยการบูรณาการเกษตรเชิงวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น และโครงการการติดตามและประเมินภาวะหมอกควันเพื่อการบริหารจัดการ

          รศ.ดร.เสริมเกียรติ จอมจันทร์ยอง หัวหน้าโครงการวิจัยประเทศไทยไร้หมอกควัน (HAZE FREE THAILAND) กล่าวว่าโครงการดังกล่าวเป็นการขยายผลการดำเนินงานวิจัยและกิจกรรมต่อจากปี 2559 โดยเน้นการสร้างความเข้มแข็งให้แก่เครือข่ายเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการเพื่อลดปัญหาหมอกควันอย่างเป็นรูปธรรมให้มากขึ้นในพื้นที่ อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ และจ.น่าน

วิถีเกษตรกร"แม่แจ่ม" ต้นแบบเมืองไร้หมอกควัน

 

ด้วยการจัดทำแผนการบริหารจัดการบริโภคในระดับครัวเรือน ลดปัญหาหนี้สินโดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการประกอบอาชีพให้เกษตรกรมีอาชีพทางเลือกมากขึ้นและการติดตามประเมินภาวะหมอกควันเพื่อการบริหารจัดการโดยอาศัยองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์เพื่อทำความเข้าใจกับการเกิดมลพิษทางอากาศ และพัฒนาเครื่องมือช่วยตัดสินใจในการกำหนดนโยบายและกลไกเชิงพื้นที่เพื่อลดสาเหตุหมอกควันในภาคเหนือ ด้วยการศึกษาบริบทของพื้นที่ที่มีผลกระทบทางเศรษฐศาสตร์จากปัญหาการเผาไหม้ที่จะนำข้อมูลไปเผยแพร่สู่สาธารณชนและกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่โครงการให้ปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินอันส่งผลต่อความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ที่เป็นการจัดการปัญหาหมอกควันทางต้นน้ำได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน
ผศ.ดร.ปุ่น เที่ยงบูรณธรรม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมโยธา คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และเป็นหัวหน้าโครงการหมอกควันย่อย 1 กล่าวว่า สาเหตุการเกิดหมอกควันในพื้นที่ภาคเหนือแบ่งออกเป็น 3 สาเหตุ ได้แก่ การเกิดไฟป่า การเผาเศษวัชพืชและวัสดุทางการเกษตรจากการปลูกไร่หมุนเวียน อย่าง ข้าวโพด

วิถีเกษตรกร"แม่แจ่ม" ต้นแบบเมืองไร้หมอกควัน

 

รวมทั้งเกิดพื้นที่ที่มีการเผาไหม้พื้นที่เดิมๆ หลายปี การแก้ปัญหาต้นทางจึงต้องปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินและการออกแบบห่วงโซ่อุปทานทางการเกษตรเพื่อลดการเกิดหมอกควัน โดยมีการวางแผนกิจกรรมการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดินจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวไปสู่การปลูกพืชแบบผสมผสานและระบบเกษตรอินทรีย์ เพื่อให้เกษตรกรมีทางเลือกผลิตพืชที่ตรงต่อความต้องการของตลาด เริ่มตั้งแต่กระบวนการปลูกด้วยการแจกกล้าไม้ยืนต้น เช่น การปลูกกาแฟ ปลูกไผ่ เป็นการส่งเสริมการปรับเปลี่ยนการใช้ที่ดิน
“จากการลงพื้นที่พบว่าพื้นที่เผาไหม้ซ้ำซาก 4 ปีอยู่ที่ ต.กองแขก 33,114 ไร่ รองลงมา ต.บ้านทับ 14,036 ไร่ และต.ท่าผา 9,330 ไร่ โดยช่วงเวลาในการเกิดจุดความร้อนจะเริ่มตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน-พฤษภาคม จะเกิดมาช่วงมกราคม-พฤษภาคมของทุกปี ซึ่งทำให้หน้าดินมีปัญหา สิ่งแรกที่ต้องทำคือการสร้างความเข้าใจให้แก่ชาวบ้าน เพราะจริงๆ แล้วชาวบ้านรู้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุของหมอกควัน การจะทำให้เขาเกิดความสนใจปลูกพืชชนิดอื่นๆ ต้องทำให้เขามั่นใจเรื่องรายได้จากพืชที่เขาปลูก ทางโครงการนอกจากแจกกล้าไม้ยืนต้นแล้วยังมองหาตลาดให้แก่ชาวบ้านด้วย ตอนนี้ชาวบ้านส่วนหนึ่งก็เกิดความมั่นใจในการปลูกพืชชนิดอื่นๆ และให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการลดการเผาป่า อันเป็นสาเหตุของหมอกควัน” ผศ.ดร.ปุ่น กล่าว

วิถีเกษตรกร"แม่แจ่ม" ต้นแบบเมืองไร้หมอกควัน

 

ภาครัฐมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการสนับสนุนทางด้านผลผลิตการเกษตรให้แก่ชาวบ้านแทนการปลูกพืชที่ต้องเผาป่า ทำลายหน้าดิน เพราะไม่ใช่ชาวบ้านไม่อยากช่วยลดหรือแก้ปัญหามลพิษแต่หากปากท้อง รายได้ไม่แน่นอนทุกคนก็คงต้องทำตามความเคยชินเพื่อครอบครัวเป็นหลัก

ทั้งนี้โครงการดังกล่าวสามารถลดสถิติเจ็บป่วยของ อ.แม่แจ่มได้ พบว่าผู้ป่วยปี 2559 มีจำนวน 52,000 กว่าคน ขณะที่ปี 2557 มีผู้ป่วยเกือบ 58,000 คน โดยสัดส่วนการเจ็บป่วยของ อ.แม่แจ่ม ตั้งแต่ปี 2557-2559 พบว่ากลุ่มโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน 34% กลุ่มโรคทางเดินหายใจทุกชนิด 32% กลุ่มโรคหัวใจและหลอดเลือดทุกชนิด 9% กลุ่มโรคหลอดลมอักเสบ 7% กลุ่มโรคตาอักเสบ 5% และกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบ 3%

วิถีเกษตรกร"แม่แจ่ม" ต้นแบบเมืองไร้หมอกควัน

นายบรรทัย แซ่เห่อ ประธานกลุ่มเกษตรกรที่ปลูกผักอินทรีย์ กล่าวว่า หลังเข้าร่วมโครงการมีการปรับวิธีการทำเกษตร หันมาปลูกผักอินทรีย์และทดลองปลูกสตรอเบอร์รี่โดยไม่ใช้สารเคมี ซึ่งทำให้ผลผลิตเติบโตช้าและผลอาจจะไม่สวยงามเท่าแต่รสชาติอร่อยมาก ลดต้นทุนการใช้สารเคมีได้อย่างมาก  ปลูกพืชชนิดอื่นแทนปลูกพืชไร่หมุนเวียน ลดการเผาป่าเผาไหม้เท่านั้น แต่เป็นการส่งเสริมให้ชาวบ้านได้รู้จักการทำเกษตรแบบที่ไม่ใช้สารเคมี เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และที่สำคัญทำให้ชาวบ้านสุขภาพดีขึ้น
ทุกโครงการภายใต้ “โครงการประเทศไทยไร้หมอกควัน” ล้วนเป็นการดำเนินการเพื่อลดปัญหาหมอกควันที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือ และบริหารจัดการการตรวจวัดปริมาณฝุ่น พีเอ็ม 2.5 และพีเอ็ม 10 ในพื้นที่ต่างๆ

วิถีเกษตรกร"แม่แจ่ม" ต้นแบบเมืองไร้หมอกควัน

วิถีเกษตรกร"แม่แจ่ม" ต้นแบบเมืองไร้หมอกควัน

มธ.ยันปรับปรุงตึกตู้ปลาไม่มีทุจริตยึดประโยชน์นศ.เป็นหลัก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/363003

มธ.ยันปรับปรุงตึกตู้ปลาไม่มีทุจริตยึดประโยชน์นศ.เป็นหลัก

ตึกตู้ปลา,ทุจริต,มธ,มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

ผู้บริหารคณะพาณิชยศาสตร์และบัญชี มธ. ยันปรับปรุงตึกตู้ปลา ไม่มีทุจริต เป็นไปตามกฎกติกา ระบุเอกชนเข้ามาช่วยจัดการพื้นที่ชั้นล่าง เพื่อประโยชน์ของนักศึกษาไม่ใช่พื้นที่ธุรกิจ ใช้งบของคณะเพียง 28 ล้านบาท เชื่อกรณีนี้ไม่มีผู้รับเงินรับทอง เตรียมประชุมชี้แจงทำความเข้าใจประชาคม มธ. อีกครั้ง 25 กุมภาพันธ์นี้

จากกรณีกลุ่มคณาจารย์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) จำนวนหนึ่งได้ออกมาคัดค้านการปรับปรุงตึกตู้ปลาของคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. ท่าพระจันทร์ เนื่องจากการรื้อถอนพื้นที่ส่วนสำนักงานในชั้น 1 ของ ‘ตึกตู้ปลา’ ของมหาวิทยาลัย โดยผู้บริหารให้ธนาคารไทยพาณิชย์และร้านกาแฟชื่อดังเข้ามาใช้พื้นที่ โดยไม่ได้ชี้แจงถึงรายละเอียด

มธ.ยันปรับปรุงตึกตู้ปลาไม่มีทุจริตยึดประโยชน์นศ.เป็นหลัก

เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ รศ.ดร.พิภพ อุดร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. ได้เปิดแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีตึกตู้ปลาว่า การปรับปรุงตึกตู้ปลาที่ท่าพระจันทร์เป็นไปตามนโยบายของคณะ ในการสร้าง TBSStartup Ecosystems โดยจะเป็นการปรับปรุงพื้นที่ส่วนล่างของตึกให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ เพราะขณะนี้นักศึกษาต้องไปอาศัยทำงานในสถานที่ต่างๆ เช่น ร้านกาแฟนอกมหาวิทยาลัย หรือต้องทำตามระเบียง ริมทางเดิน เพราะไม่มีพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำงานร่วมกัน ทั้งที่การเรียนรูปแบบใหม่ต้องให้นักศึกษาเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ และตามแนวทางการสร้างผู้ประกอบการ การที่คณะได้ปรับปรุงพื้นที่ชั้นล่างตึกตู้ปลาในครั้งนี้จะเป็นการคืนพื้นที่ให้นักศึกษา ด้วยการสร้าง iLab และ iSpac เป็นพื้นที่ต่อเนื่องกันประมาณ 1,120 ตารางเมตร ให้นักศึกษาได้ใช้พื้นที่เพื่อประโยชน์ในการเรียนรู้อย่างเต็มที่

โดยการอนุมัติงบประมาณ และโครงการดังกล่าวที่ผ่านมาได้มีการทำประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็นจากประชาคมชาวธรรมศาสตร์ตลอดเวลา เพื่อทำความเข้าใจถึงการดำเนินการและชี้แจงการปรับเปลี่ยนพื้นที่ดังกล่าวเพื่อให้เข้ากับการเปลี่ยนการสอนสมัยใหม่ และเป็นไปตามมาตรฐาน เพื่อประโยชน์ของนักศึกษา ได้ชี้แจงถึงกระบวนการในแต่ละขั้นตอน ใช้เวลากว่า 2 ปีถึงจะได้ข้อสรุปและดำเนินการ จะขอยึดตามประโยชน์ของนักศึกษา ผู้เรียน ผู้ที่จะเข้ามาอบรมกับคณะ และการทำงานร่วมกับชุมชนเป็นหลัก

มธ.ยันปรับปรุงตึกตู้ปลาไม่มีทุจริตยึดประโยชน์นศ.เป็นหลัก

สำหรับการปรับปรุงพื้นที่ข้างล่างตึกตู้ปลานั้น จะปรับพื้นที่กว่า 800 ตร.ม. เป็นที่นั่ง 300 ที่นั่ง มีห้องประชุม 5 ห้องใหญ่ รองรับได้ห้องละ 12 คน และห้องประชุมย่อย 9 ห้องรองรับได้ห้องละ 6 คน มีพื้นที่กิจกรรมให้นักศึกษาได้ทำงานกลุ่ม หรือจะซ้อมพรีเซนต์ด้วยอุปกรณ์ที่ครบครัน และพื้นที่ติวหนังสือ อ่านหนังสือ โดยการใช้งานในพื้นที่ดังกล่าวจะไม่เสียค่าใช้จ่ายเปิดให้บริการถึงเที่ยงคืน หรือ 24 ชั่วโมง ภายใต้ระบบความปลอดภัยสแกนคนเข้าออก และมีกล้องวงจรปิดทุกตารางนิ้ว เพื่อความปลอดภัยของนักศึกษา ฉะนั้น พื้นที่ที่ปรับปรุงเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ ทำกิจกรรมของนักศึกษา พื้นที่ทำธุรกิจมีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

“ยืนยันว่าไม่มีการรับเงินรับทอง ไม่มีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ทุกการปรับปรุงเปลี่ยนพื้นที่ครั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของนักศึกษาเป็นหลัก มธ. เป็นมหาวิทยาลัยที่มีกฎกติกา มีการตรวจสอบทุกขั้นตอน ซึ่งเมื่อมีข้อสงสัยในเรื่องนี้ ก็มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมาเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ มีผู้ทรงคุณวุฒิคณะนิติศาสตร์เป็นกรรมการตรวจสอบ การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนทุกอย่าง ตั้งแต่การขออนุมัติการปรับปรุงจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องทุกชุด ทั้งในระดับคณะ และมหาวิทยาลัย

เมื่อได้รับอนุมัติก็มีการประชุมกับประชาคมมากกว่า 8 ครั้ง รับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่าย การปรับปรุงตึกตู้ปลาครั้งนี้ อยากให้คิดไปในอนาคตสิ่งที่นักศึกษาเรียนในห้องเรียนอาจไม่เพียงพอ ต้องมีเทคโนโลยีจากภายนอก และพันธมิตรที่มาช่วยปรับปรุงพื้นที่ชั้นล่างก็เพื่อเป็นพื้นที่ในการเอื้อต่อประโยชน์ของนักศึกษา อยากให้มองว่าเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ของนักศึกษา” คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ.กล่าว

มธ.ยันปรับปรุงตึกตู้ปลาไม่มีทุจริตยึดประโยชน์นศ.เป็นหลัก

 

สำหรับพันธมิตรโครงการนี้ คือ ธนาคารไทยพาณิชย์ และ Too fast to sleep โดยทั้งสององค์กรเข้ามาช่วยปรับปรุงพื้นที่ให้กว่า 1,000 ตร.ม. โดยคณะให้ธนาคารไทยพาณิชย์เช่าพื้นที่ประมาณ 30 ตร.ม. เพื่อให้บริการนักศึกษาและบุคลากร และอีก 20 ตร.ม. สำหรับ Too fast to sleep เพื่อให้บริการธุรกิจธรรมศาสตร์ ซึ่งมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็มีการดำเนินการในเรื่องเช่นนี้ เป็นความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของนักศึกษาและมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยมีอำนาจดำเนินการตามมาตรา 14(10) ของ พ.ร.บ. มีข้อบังคับกำหนดวิธีดำเนินการชัดเจน และมีคณะกรรมการที่ราชพัสดุรับผิดชอบเป็นการเฉพาะ เรื่องนี้ไม่มีประเด็นผิดกฎหมายใดๆ โดยเด็ดขาด

“อาจารย์ที่ออกมาร้องเรียนมองเรื่องตึก เรื่องทรัพย์สินเป็นสำคัญ แต่ผู้บริหารเน้นการสร้างแพลตฟอร์มเพื่อการเรียนรู้ในศตวรรษใหม่มากกว่า ซึ่งก็ทำให้เกิดความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่ทีมบริหารก็จะเดินหน้าทำเพื่อประโยชน์ของนักศึกษาต่อไป”  รศ.ดร.พิภพ กล่าว

รศ.วิทยา ด่านธำรงกูล รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า การจะดำเนินการใดๆ ของฝ่ายบริหาร เปิดให้ประชาคมเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเรื่องสำคัญ เดือนกรกฎาคม 2561 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ทำเวิร์กช็อประดมสมองร่วมกัน 4 ฝ่าย คือ ผู้บริหาร คณาจารย์ นักศึกษาและเจ้าหน้าที่พัฒนาแบบต่อเนื่อง จนลงตัวที่เวอร์ชั่น 8 ซึ่งมี 8 A หรือ 8 B เมื่อได้ข้อสรุป มีการนำแบบเข้าสู่ประชุมคณะกรรมการบริหารของคณะและคณะกรรมการประจำคณะที่เป็นบอร์ดใหญ่ของคณะเพื่อขออนุมัติ ก่อนส่งเรื่องให้มหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยก็ได้ตั้งคณะกรรมการกำกับปรับปรุงพื้นที่เข้ามาดูแล ดังนั้น ทุกกระบวนการยืนยันในเรื่องของความโปร่งใสและถูกต้อง

“ที่เลือกดำเนินการในเดือนพฤษภาคมนั้น เป็นการดำเนินการโดยคำนึงไม่ให้กระทบต่อการเรียนการสอนของนักศึกษา ทั้งเรื่องของเสียง ฝุ่น การเข้าออกของรถที่ต้องขนวัสดุอุปกรณ์ต่างๆ พื้นที่ของคณะไม่ใช่พื้นที่พาณิชย์ แต่เป็นพื้นที่การเรียนรู้ ต้องเลือกเทคโนโลยีที่เหมาะสม พร้อมถ่ายทอดให้นักศึกษา ซึ่งพันธมิตรทั้ง 2 แห่งก็มีเจตนาที่ดี ทำประโยชน์เพื่อนักศึกษา” รศ.วิทยา กล่าว

ด้าน ผศ.อานนท์ มาเม้า ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกฎหมาย มธ. กล่าวว่า ที่ดินใน มธ.ท่าพระจันทร์ ถือเป็นที่ราชพัสดุอยู่ในการดูแลของกรมธนารักษ์ แต่ก็มีข้อยกเว้นว่ากฎหมายอาจกำหนดให้หน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐอื่นๆ สามารถจัดการดูแลได้ ซึ่งใน พ.ร.บ.มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ.2558 มาตรา 14 (10) ระบุว่าให้มหาวิทยาลัยมีอำนาจปกครอง ดูแล บำรุงรักษา จัดการ ใช้และจัดหาประโยชน์จากทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยและที่ราชพัสดุตามกฎหมายว่าด้วยที่ราชพัสดุ เพราะฉะนั้น มธ.จึงสามารถใช้สอยพื้นที่ราชพัสุดได้ โดยไม่ต้องขออนุญาตกรมธนารักษ์ก่อนเป็นคราวๆ ไป ภายในกรอบการบริการต่อการศึกษาหรือเรื่องเกี่ยวเนื่อง เช่น เพื่อประโยชน์ต่อนักศึกษา บุคลากร เป็นต้น

ทั้งนี้กรณีของคณะพาณิชยศาสตร์ฯ ที่ตกลงกับภาคเอกชนมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่ของคณะนั้นก็เป็นอำนาจของมหาวิทยาลัย ผ่านการกลั่นกรองให้ความเห็นชอบโดยคณะกรรมการจัดหารายได้และผลประโยชน์ในพื้นที่ราชพัสดุของ มธ. แล้วตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2561

โดยธนาคารไทยพาณิชย์ได้นำหนังสือชี้แจงว่า ธนาคารและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ทำความตกลงร่วมกันทางวิชาการเพื่อการเรียนรู้ ซึ่งมีส่วนหนึ่งของโครงการเป็นการเปิดศูนย์ Business Center เพื่อให้ความรู้แก่เอสเอ็มอีในพื้นที่เกาะรัตนโกสินทร์ร่วมกับทางคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี เพื่อพัฒนาศักยภาพของเอสเอ็มอีไทยร่วมกัน และเป็นกิจกรรมเพื่อสังคม โดยมิได้มุ่งค้ากำไร โดยทางธนาคารไทยพาณิชย์ได้ปฏิบัติตามระเบียบของทางมหาวิทยาลัยอย่างเคร่งครัด และไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการรื้ออาคารดังกล่าวแต่อย่างใด

เนื่องจากได้มีความขัดแย้งเกิดขึ้นตามที่ปรากฏเป็นข่าว และทำให้เกิดความสับสนและเข้าใจเจตนารมณ์ของธนาคารคลาดเคลื่อนไป ธนาคารจึงได้ยื่นจดหมายขอชะลอโครงการนี้ไปก่อน จนกว่าทางมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ได้ข้อยุติในเรื่องการปรับปรุงพื้นที่ และจะขอพิจารณาในเรื่องความร่วมมือดังกล่าวใหม่อีกครั้งหนึ่งเมื่อมีข้อสรุปจากทางมหาวิทยาลัยแล้ว

ช่างเครื่องช่วยคนพิการช่วยคนจนเข้าถึง “ขาเทียม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/362890

ช่างเครื่องช่วยคนพิการช่วยคนจนเข้าถึง “ขาเทียม”

อวัยวะ,ขาเทียม

รายงาน…

การต้องสูญเสียชิ้นส่วน หรืออวัยวะของร่างกายไปอย่างถาวรนั้น บางส่วนสามารถใช้อวัยวะเทียมทดแทนได้ โดยเฉพาะ “ขา” หากมีอุปกรณ์หรือขาเทียมให้ผู้พิการได้ใช้ โดยเฉพาะคนที่อยู่ห่างไกลและยากจนจะช่วยให้เขาสามารถช่วยเหลือตัวเองในการเคลื่อนไหวและทำงานหาเลี้ยงตนเองได้ต่อไป

นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน กล่าวหลังเข้าเฝ้ารับเสด็จฯ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี นายกกิตติมศักดิ์มูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงเป็นประธานการประชุมสามัญประจำปี 2562 และพระราชทานโล่ประกาศเกียรติคุณแก่กระทรวงแรงงานที่ให้การสนับสนุนโครงการพัฒนาช่างเครื่องช่วยคนพิการที่มูลนิธิขาเทียม ในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้ ว่ากรมพัฒนาฝีมือแรงงานได้สนับสนุนมูลนิธิขาเทียมในการฝึกอบรม “ช่างเครื่องช่วยคนพิการ” รวมถึงการกำหนดและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาช่างเครื่องช่วยคนพิการ มาตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 จนถึงปัจจุบัน  โดยสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน จ.เชียงใหม่ เข้าไปสนับสนุนครูฝึกและงบประมาณ

ช่างเครื่องช่วยคนพิการช่วยคนจนเข้าถึง "ขาเทียม"

สุทธิ สุโกศล

ซึ่งในช่วงแรกๆ การทำขาเทียมเริ่มต้นจากการทำให้กลุ่มทหารพิการจากการเหยียบกับระเบิดแล้วขยายมาช่วยในกลุ่มคนพิการทั่วไปที่ต้องการความช่วยเหลือ ซึ่งช่างเครื่องช่วยคนพิการหลังจากจบฝึกอบรมแล้วมูลนิธิขาเทียมจะส่งไปทำงานที่โรงงานขาเทียมประจำโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศกว่า 90 แห่ง ทำให้ผู้จบหลักสูตรมีงานทำมั่นคง โดยในปีที่ผ่านมาผลิตช่างทำขาเทียมไปแล้ว 63 คน ผ่านการทดสอบมาตรฐานแล้ว 50 คน
อย่างไรก็ตามมูลนิธิขาเทียมไม่สามารถผลิตและพัฒนาช่างเครื่องช่วยคนพิการได้เพียงพอต่อความต้องการ สถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 19 เชียงใหม่ จึงร่วมจัดทำโครงการฝึกอบรมช่างเครื่องช่วยคนพิการเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานช่างทำขาเทียมให้เพียงพอและสามารถบริการคนพิการได้อย่างทั่วถึง อีกทั้งเพื่อพัฒนาทักษะฝีมือให้แรงงานในสาขาดังกล่าวให้สามารถนำไปประกอบอาชีพและส่งแรงงานที่มีทักษะเหล่านี้เข้าทำงานในโรงงานขาเทียมประจำโรงพยาบาลชุมชน จึงทำให้ผู้จบหลักสูตรดังกล่าวมีงานทำที่มั่นคงทุกคน

ช่างเครื่องช่วยคนพิการช่วยคนจนเข้าถึง "ขาเทียม"

 

โดยกพร.จะทดสอบมาตรฐานฝีมือก่อนส่งตัวเข้าทำงานในสถานที่ต่างๆ เพื่อให้มั่นใจว่าผู้จบการฝึกมีทักษะได้มาตรฐานและพร้อมที่จะให้บริการอย่างมีประสิทธิภาพ  ทั้งนี้ กพร.ได้ยกระดับฝีมือช่างเครื่องช่วยคนพิการจำนวน 305 คน สามารถทำขาเทียมให้คนพิการขาขาด 633 คน เป็นการลดความเหลื่อมล้ำในสังคมและบูรณาการความร่วมมือแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงานช่างทำขาเทียมให้บริการคนพิการได้ทั่วถึง
ด้าน รศ.นพ.วัชระ รุจิเวชพงศธร เลขาธิการมูลนิธิขาเทียม กล่าวว่า ไทยมีคนพิการเพิ่มขึ้นจากโรคเรื้อรัง อุบัติเหตุ และการเข้าสู่สังคมสูงอายุทำให้เจ็บป่วยมากขึ้น สถิติจากกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่ามีผู้ป่วยที่ต้องตัดขาเป็นผู้พิการรายใหม่ปีละกว่า 3.5 พันคน เช่นผู้ป่วยโรคเบาหวาน เส้นเลือดตีบ เนื้องอก มะเร็ง ราวๆ ร้อยละ 50 ส่วนอีกร้อยละ 50 ขาขาดจากอุบัติเหตุ

ช่างเครื่องช่วยคนพิการช่วยคนจนเข้าถึง "ขาเทียม"

 

อย่างไรก็ตามคาดว่ายังมีคนพิการต้องใช้ขาเทียมอีกปีละ 3-5 พันคน ซึ่งเป็นกลุ่มผู้พิการเดิมที่ไม่สามารถเข้าถึงการบริการได้ โดยส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน โดยเฉพาะบริเวณชายแดน ทุกครั้งที่มูลนิธิลงพื้นที่จะมีผู้พิการขาขาดออกมาขอความช่วยเหลือ บางคนใช้กระบอกไม้ บางคนใช้เหล็กพยุงตัว
ล่าสุดมีเด็กในภาคใต้อายุ 6 ขวบ พิการตั้งแต่กำเนิด ไม่มีแขนทั้ง 2 ข้าง มีขาเพียงข้างเดียว ใช้ชีวิตยากลำบากมาก มูลนิธิได้ทำขาเทียมให้เดินได้ วันนี้ไปโรงเรียนได้แล้ว และอยู่ระหว่างหาทางช่วยในการทำแขนเทียมเพื่อให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้บ้าง เนื่องจากเป็นเด็กผู้หญิง การช่วยเหลือให้บริการฟรีทั้งหมดตามพระราชปณิธานสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ที่ทรงให้ความช่วยเหลือทุกคนโดยไม่แบ่งแยก ขาเทียมมีหลายระดับ ทั้งต่ำกว่าเข่า เหนือเข่า ถึงสะโพก การทำขาเทียมเพื่อช่วยเหลือจึงใช้เวลาต่างกัน หากต่ำกว่าเข่าใช้เวลาทำเพียง 3-4 ชั่วโมงก็เสร็จแล้ว แต่หากต้องมีข้อต่อ ข้อเข้า หรือสะโพกที่มีความซับซ้อนก็ต้องใช้เวลามากขึ้นและต้องใช้ช่างที่มีความรู้ความสามารถในการผลิตให้เพียงพอต่อความต้องการ

ช่างเครื่องช่วยคนพิการช่วยคนจนเข้าถึง "ขาเทียม"

 

“ซึ่งในอดีตมีช่างเพียง 110 คน เทียบกับจำนวนประชาชากรทั้งประเทศ 67 ล้านคน แล้วน้อยมาก ขณะนี้ผลิตได้ปีละ 3-3.5 พันขา ช่วยคนพิการไปแล้วกว่า 3 หมื่นขา ใช้งบในการทำขาละ 1.5 หมื่นบาท ซึ่งมาจากเงินบริจาค 100% และร่วมกับ กพร.ในการฝึกอบรมช่างเพื่อส่งไปอยู่ในโรงงานขาเทียม คลินิกขาเทียม และโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศที่มี 90 แห่ง ซึ่งขณะนี้บางแห่งมีเพียง 1 คนเท่านั้น” รศ.นพ.วัชระ กล่าว
อนึ่งจากข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติปี 2558 ประเทศไทย มีผู้พิการร้อยละ 2.52 ของประชากรทั้งหมด หรือกว่า 2 ล้านคน ขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการกว่า 1.9 ล้านคน พิการขาขาดกว่า 5 หมื่นคน โดยข้อมูลกระทรวงสาธารณสุขพบว่ามีคนที่ต้องถูกตัดขาเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 3.5 พันคน และมีคนพิการจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้าถึงบริการจากข้อจำกัด เช่น ราคาอุปกรณ์ค่อนข้างสูงหรือการเดินทางลำบากรวมถึงอุปกรณ์ขาเทียมถูกผลิตแต่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ช่างเครื่องช่วยคนพิการช่วยคนจนเข้าถึง "ขาเทียม"

คนหาย(ไม่ห่วง)แอพTHAIMISSINGช่วยพากลับบ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/362616

คนหาย(ไม่ห่วง)แอพTHAIMISSINGช่วยพากลับบ้าน

คนหาย,แอพThaiMissingช่วยพากลับบ้าน

โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

ด้วยศักยภาพของเทคโนโลยี ใครๆ ก็สามารถเป็นฮีโร่ พาคนหาย ผู้พลัดหลงกลับสู่บ้าน สู่ครอบครัวได้ เมื่อมูลนิธิกระจกเงา ร่วมกับกลุ่มทรู พัฒนาแอพพลิเคชั่น ThaiMissing นำเทคโนโลยีเชื่อมโยงข้อมูลลง QR Code บนสายรัดข้อมือ เพียงสแกนผ่านโทรทัศน์มือถือ แจ้งเบาะแส ก็สามารถพาคนหายกลับสู่บ้านได้ทันที โดยครอบครัวที่ต้องการสายรัดข้อมือนี้ สามารถลงทะเบียนใช้ได้ทันทีไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ

คนหาย(ไม่ห่วง)แอพThaiMissingช่วยพากลับบ้าน

“60% คนหาย เป็นผู้ป่วยความจำเสื่อม โรคทางจิตเวช และกลุ่มพัฒนาการทางสมอง”

“เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข”

  906 รายยอดคนหายปี 61
เอกลักษณ์ หลุ่มชมแข หัวหน้าศูนย์ข้อมูลคนหาย มูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า สถิติรับแจ้งคนหาย ปี 2561 มีทั้งสิ้น 906 ราย แบ่งเป็นกลุ่มผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมีอาการหลงลืม โรคทางจิตเวช และกลุ่มพัฒนาการทางสมอง 531 ราย เด็กสมัครใจหนีออกจากบ้าน 242 ราย ขาดการติดต่อ 50 ราย แย่งความปกครองบุตร 10 ราย ลักพาตัว 6 ราย พลัดหลง 1 ราย อุบัติเหตุ 1 ราย และอื่นๆ 65 ราย โดยในจำนวนคนหายพบว่า เป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี จำนวน 309 ราย

ทั้งนี้ 60% ของสาเหตุการหายตัวออกจากบ้าน คืออาการหลงลืม เป็นโรคสมองเสื่อม ออกจากบ้านแล้วพลัดหลงกลับบ้านไม่ถูก และแนวโน้มสถิติของคนหายในกลุ่มนี้ก็เพิ่มสูงขึ้นทุกปี โดยปี 2559 มีกลุ่มผู้ป่วยโรคสมองเสื่อมมีอาการหลงลืม โรคทางจิตเวช และกลุ่มพัฒนาการทางสมอง หาย 359 ราย ปี 2560 มีหาย 530 ราย ซึ่งกลุ่มอายุที่มีอาการหลงลืม คนหายพลัดหลงที่เป็นผู้ป่วยในกลุ่มโรคสมองเสื่อมมีอาการหลงลืม โรคทางจิตเวช จะเป็นผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ส่วนกลุ่มพัฒนาการทางสมองช้าจะเป็นเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี

คนหาย(ไม่ห่วง)แอพThaiMissingช่วยพากลับบ้าน

 

ปัญหาที่ผ่านมาพบว่า หลังจากผู้ป่วยพลัดหลงหายออกจากบ้าน จะพยายามหาทางกลับบ้านหรือไปในสถานที่ที่ตัวเองจดจำได้ในอดีต ทำให้คนหายจะอยู่ในที่สาธารณะหรือใช้การโดยสารรถสาธารณะ คนหายบางรายมีบุคลิกภาพชัดเจนแสดงอาการป่วยหรือเป็นผู้สูงอายุ ก็มักจะมีพลเมืองดีเข้าไปสอบถามให้การช่วยเหลือนำส่งสถานีตำรวจ นอกจากนั้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะไม่มีเอกสารติดตัว ให้ข้อมูลส่วนตัวไม่ได้ จึงไม่รู้ว่าคนหายเป็นใคร และผู้ป่วยบางรายที่พลัดหลงไม่แสดงอาการชัดเจน หรือในกลุ่มจิตเวชซึ่งมีพฤติกรรมที่แสดงออกเช่น ตาขวาง พูดคนเดียว ซึ่งผู้พบเห็นอาจจะไม่กล้าเข้าไปให้การช่วยเหลือ

การดำเนินการพัฒนาแอพและสายรัดข้อมูลครั้งนี้ เบื้องต้นมีการผลิตจำนวน 1,000 เส้น ทดลองใน 80 ครอบครัวแล้ว และระบบพร้อมให้ประชาชนดาวน์โหลดลงทะเบียนได้ทันที โดยทุกกระบวนการจะไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น

          แจ้งเบาะแสแอพThaiMissing
ดร.กันทิมา กุญชร ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงาน ประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า เครือเจริญโภคภัณฑ์ โดย ทรู คอร์ปอเรชั่น มีความมุ่งมั่นในการสร้างสรรค์สังคมไทย โดยนำศักยภาพเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ มาร่วมสนับสนุนพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยด้านต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านสังคม ซึ่งปัจจุบันได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสภาวะเศรษฐกิจ ปัญหาความยากจน ปัญหามลพิษ สุขภาวะ รวมถึงปัญหาคนหาย

คนหาย(ไม่ห่วง)แอพThaiMissingช่วยพากลับบ้าน

 

แอพพลิเคชั่น Thai Missing ที่ทางกลุ่มทรูได้ร่วมกับ มูลนิธิกระจกเงานั้น พัฒนามาตั้งแต่ปี 2559 เพื่อเป็นศูนย์ข้อมูลคนหายที่มีการอัพเดทตลอดเวลา และยังเปิดให้คนในสังคมยุคใหม่ มีส่วนร่วมในการสอดส่องดูแลและช่วยเหลือสังคม โดยแจ้งเบาะแสและส่งต่อข้อมูลผ่านแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือได้ทันที แต่แนวโน้มคนหายมีเพิ่มมากขึ้น และติดตามยากขึ้น จึงได้ขยายเพิ่มช่องทางและเครื่องมือในการติดตามคนหาย โดยได้รับการสนับสนุนจากบริษัท Energetic และ Start Up ของทรู คือบริษัท ME ID ร่วมกันพัฒนาและนำศักยภาพของเทคโนโลยี RFID และ QR Code มาช่วยในการติดตามบุคคลที่มีโอกาสพลัดหลง

ทั้งนี้ การช่วยเหลือผู้ป่วยหลงลืมพลัดหลงหายพากลับบ้าน สามารถทำได้ดังนี้ 1.สังเกตสายรัดข้อมือสีส้ม มีสัญลักษณ์รูปหัวใจ 2.มีคิวอาร์โค้ดและ PIN อยู่ที่สายรัด 3.หากพบเห็นบุคคลที่มีลักษณะเดินหลงลืมอยู่ ควรให้การช่วยเหลือทันที 4.ดาวน์โหลดแอพ ThaiMissing 5.สแกนคิวอาร์โค้ดสายรัดข้อมูลที่ผู้ป่วยสวมใส่ 6.ส่งแจ้งข้อมูลและโลเกชั่น 7.เจ้าหน้าที่มูลนิธิจะประสานงานกับญาติผู้ป่วย และ 8.รอญาติผู้ป่วย นำส่งสถานีตำรวจที่ใกล้ที่สุด

คนหาย(ไม่ห่วง)แอพThaiMissingช่วยพากลับบ้าน

 

  ตำรวจ-พม.ส่งคนหายกลับบ้าน
พล.ต.ต.ไตรรงค์ ผิวพรรณ ผู้บังคับการกองทะเบียนประวัติอาชญากร และกรรมการและเลขานุการคณะกรรมการบริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม กล่าวว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยคณะกรรมการบริหารจัดการคนหายและศพนิรนาม มีการรับแจ้งเหตุทั้งจากทางแอพพลิเคชั่น Line และการประสานข้อมูลจากมูลนิธิกระจกเงาอย่างต่อเนื่อง โดยจากการทำงานมักประสบปัญหาความขาดแคลน ทั้งทางด้านบุคลากร เครื่องมือและงบประมาณเนื่องจากบุคคลพลัดหลงส่วนใหญ่เป็นผู้ป่วยโรคทางสมองหรือโรคทางจิตเวช ซึ่งจะมีอาการหลงลืมจำญาติและที่อยู่ของตนเองไม่ได้ ทำให้การติดตามตัวเพื่อส่งคืนครอบครัวมีความยากลำบาก

ดังนั้นหากมีการร่วมมือระหว่างภาคประชาชนด้วยก็จะสามารถช่วยเหลือให้ผู้พลัดหลงกลับคืนสู่ครอบครัวได้โดยเร็ว สำหรับโครงการ หาย(ไม่)ห่วงนี้ จะมีการแจ้งโครงการให้ทุกสถานีตำรวจทั่วประเทศประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบถึงข้อมูล เพื่อให้บุคคลกลุ่มเสี่ยงเข้าร่วมโครงการนี้ประโยชน์ในการติดตามตัวกรณีเกิดเหตุต่อไป

คนหาย(ไม่ห่วง)แอพThaiMissingช่วยพากลับบ้าน

 

นางเกษรา ชัยเหลืองอุไร ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมสวัสดิการสังคม กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ทางมูลนิธิกระจกเงาจะทำการส่งข้อมูลที่ประกอบด้วยรูปภาพคนหาย ข้อมูลคนหาย มายังกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เพื่อประสานไปยังสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง 11 แห่งทั่วประเทศ ปัจจุบัน มีผู้ใช้บริการในหน่วยงาน จำนวน 4,558 ราย ในกรณีที่พบคนหายในสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่ง ทางมูลนิธิกระจกเงาจะทำการประสานงานกับทางครอบครัวคนหายเพื่อให้ครอบครัวคนหายทำการติดต่อไปยังสถานคุ้มครองคนไร้ที่พึ่งนั้นๆ โดยตรง

สำหรับ โครงการ หาย (ไม่) ห่วง ได้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่ออำนวยความสะดวกให้กลุ่มเป้าหมาย สามารถกลับคืนสู่ครอบครัวได้เร็วขึ้น กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ได้ดำเนินการประชาสัมพันธ์ให้บุคลากรของกรมรับทราบแล้ว หากมีบุคคลที่สวมสายรัดข้อมือดังกล่าวเข้ามาใช้บริการในหน่วยงาน เจ้าหน้าที่จะสามารถอำนวยความสะดวกให้แก่มูลนิธิกระจกเงา ประสานข้อมูลเพื่อติดตามญาติในทันที

คนหาย(ไม่ห่วง)แอพThaiMissingช่วยพากลับบ้าน

วธ.เผยโพลล์วาเลนไทน์บอกรักแฟนผ่านไลน์59%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/362448

วธ.เผยโพลล์วาเลนไทน์บอกรักแฟนผ่านไลน์59%

กระทรวงวัฒนธรรม,วธ,บอกรัก,วาเลนไทน์

โดย… คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com

วัยเรียนที่มีรักต้องใจแข็ง อย่าใจอ่อนให้ใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ รักนวลสงวนตัว -วีระ โรจน์พจนรัตน์ หารูปประกอบให้ด้วยจ้า

กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชนและประชาชนหัวข้อ “วันแห่งความรัก (14 กุมภา วันวาเลนไทน์) จากกลุ่มตัวอย่าง 7,436 คนทั่วประเทศ   ผลสำรวจพบว่า ร้อยละ 51.17 ให้ความสำคัญพอๆ กับทุกปีที่ผ่านมา ร้อยละ 22.53 ไม่ได้ให้ความสำคัญ ร้อยละ 10.65 ให้ความสำคัญมากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ร้อยละ 10.01 ให้ความสำคัญมากที่สุด และร้อยละ 5.56 ให้ความสำคัญน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา

วธ.เผยโพลล์วาเลนไทน์บอกรักแฟนผ่านไลน์59%

 

สำหรับบุคคลที่อยากมอบความรักหรือส่งความรู้สึกที่ดีในวันวาเลนไทน์มากที่สุด ร้อยละ 71.01 ระบุพ่อแม่/ผู้ปกครอง ร้อยละ 31.33 แฟน/คนรัก ร้อยละ 26.59 เพื่อน ร้อยละ 19.28 ครูอาจารย์/ผู้มีพระคุณ/ผู้บังคับบัญชา และร้อยละ 9.72 สามี/ภรรยา และ คู่รักศิลปิน ดารา นักร้องที่ชื่นชอบ และคิดว่าเป็นแบบอย่างให้คนรุ่นใหม่ ได้แก่ ณเดชน์-ญาญ่า, ตูน-ก้อย, เวียร์-เบลล่า, บอย-เจี๊ยบ, แดน-แพตตี้

วีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) กล่าวว่า จาการสอบถามว่า หากแฟนหรือคนรัก ขอมีเพศสัมพันธ์ในวันวาเลนไทน์ จะใช้คำพูดปฏิเสธอย่างไร คำตอบอันดับ 1 ปฏิเสธไปตรงๆ ว่ายังไม่พร้อม/ยังไม่ถึงเวลา อันดับ 2 ขอให้ถึงเวลาที่เหมาะสมก่อน อันดับ 3 ควรรอให้เราแต่งงานกันก่อน อันดับ 4 ค่อยดูกันไปก่อนนะ อันดับ 5 ถ้าเธอรักเราเธอต้องรอได้ และอันดับ 6 ถ้ารักกันจริงอย่าทำแบบนี้

วธ.เผยโพลล์วาเลนไทน์บอกรักแฟนผ่านไลน์59%

 

นอกจากนี้ได้สอบถามว่านอกจากบอกรักแฟนด้วยตนเองแล้วจะบอกรักแฟนผ่านช่องทางใดอีกบ้าง ร้อยละ 59.55 บอกว่าจะบอกรักผ่านไลน์ ร้อยละ 51 โทรศัพท์ ร้อยละ 40.59 ช่องทางแชทของเฟซบุ๊ก ร้อยละ 25.22 อินสตาแกรม ร้อยละ 13.14 ข้อความ (SMS) ร้อยละ 12.52 เขียนการ์ด และอันดับ 7 ร้อยละ 2.95 วอทส์แอพ

สิ่งที่อยากมอบให้แฟน/คนรัก/พ่อแม่/ครอบครัว มากที่สุดในวันวาเลนไทน์ ร้อยละ 53.99 บอกรักด้วยคำพูด ร้อยละ 37.24 มีเวลาอยู่ด้วยกัน ร้อยละ 36.31 บอกรักด้วยกายภาพ เช่น กอด หอมแก้ม ร้อยละ 22.43 ดอกกุหลาบ ร้อยละ 21.19 ไปเที่ยวด้วยกัน ร้อยละ 15.01 บอกรักผ่านโซเชียล ร้อยละ 14.87 มอบสิ่งของแทนใจ เช่น สร้อย แหวน เงิน ทอง และร้อยละ 10.56 ให้ช็อกโกแลต

วธ.เผยโพลล์วาเลนไทน์บอกรักแฟนผ่านไลน์59%

 

ทั้งนี้ ประโยคหรือคำพูดในวันวาเลนไทน์ที่ตั้งใจบอกรักพ่อแม่และคนรัก ได้แก่ 1.ผม/หนู รักพ่อกับแม่ จะเป็นคนดี ตั้งใจเรียน ครับ/ค่ะ 2.รักพ่อ/แม่มากนะ ครับ/ค่ะ 3.รักนะ ครับ/ค่ะ 4.สุขสันต์วันวาเลนไทน์ /Happy Valentine’s Day และ 5.รักที่สุด

“จากการสอบถามความเห็นว่าการแสดงออกของวัยรุ่นยุคใหม่ในเรื่องความรัก/การบอกรักที่สร้างสรรค์ ปลอดภัยตามขนบธรรมเนียมประเพณีที่ดีงาม ร้อยละ 59.33 บอกว่า วัยเรียนที่มีรักต้องใจแข็ง อย่าใจอ่อนให้ใช้เหตุผลเหนืออารมณ์ รักนวลสงวนตัว ร้อยละ 52.23 คนในครอบครัวต้องรับรู้เสมออยู่ในสายตาของผู้ใหญ่ ร้อยละ 42.33 ซื่อสัตย์ รักเดียวใจเดียว ร้อยละ 37.99 ไม่ชิงสุกก่อนห่าม ร้อยละ 30.97 เข้าตามตรอกออกตามประตู และร้อยละ 29.85 ห้ามใกล้ชิดจนเกินงามทั้งในที่ลับและที่แจ้ง ให้เกียรติซึ่งกันและกัน” นายวีระ กล่าว

มีรักในวัยเรียนต้องมีสติ
14 กุมภาพันธ์ คือ  วันวาเลนไทน์  วันแห่งความรัก หรือวันพิเศษสำหรับคนมีคู่ ซึ่งส่วนใหญ่หลายคนคงนึกถึงความรักแบบหนุ่มสาว…แต่ถ้าถามว่า วัยรุ่นไทย ณ วันนี้มีมุมมองเกี่ยวกับความรักเช่นไร

สุชญา มานิตยกุล (น้องหญิง) สาวพิการสายตา นักศึกษาปี 4 หลักสูตรภาษาไทย มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ความรักแบบหนุ่ม-สาวทั่วไป คงยากที่จะเกิดขึ้นกับเธอ แต่ความรักที่รับรู้ได้นั้นคือ ความรักของแม่ ซึ่งมีภาษามือที่รู้กันแค่สองคนด้วยการนำมือตนเองไปแตะเบาๆ ที่บริเวณท้องคุณแม่ แม่ก็รับรู้แล้วว่า “กำลังบอกรัก”

วธ.เผยโพลล์วาเลนไทน์บอกรักแฟนผ่านไลน์59%

 

วันวาเลนไทน์ไม่ใช่แค่วันแสดงความรักแบบหนุ่มสาวเท่านั้น แต่สามารถใช้เทศกาล แห่งความรักนี้ บอกรักคุณพ่อ คุณแม่ และคนในครอบครัวได้ด้วย

ด้าน ณัฐวัฒน์ วิบูลย์นรชาติ (น้องเนส) นักศึกษาชั้นปีที่ 4 หลักสูตรธุรกิจการบิน บอกว่า เรื่องความรักเป็นสิ่งสวยงามและมหัศจรรย์ เพราะสามารถทำหลายสิ่งหลายอย่างเพื่อคนรักได้ เขามีแฟนตั้งแต่มัธยมปลาย คบกันเรื่อยมาจน 6 ปี แต่บทสุดท้าย ก็ยังไม่ใช่เนื้อคู่กัน แต่ถ้าเพื่อนๆ คนไหนเจอคนที่ใช่แล้ว ก็รักษาไว้ให้ดี เพราะหากความรักมาถูกจังหวะในเวลาที่เหมาะสมคำว่า Power of love ยังใช้ได้อยู่เสมอ จากความรักที่จบลง ทำให้หันมาโฟกัสแค่เรื่องงาน และทำงานส่งเสียให้ที่บ้าน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือเป็นสจ๊วต

วธ.เผยโพลล์วาเลนไทน์บอกรักแฟนผ่านไลน์59%

 

สุดท้าย ชนม์พิศา บุญสำราญ (น้องปอ) นักศึกษาปี 3 หลักสูตรภาษาไทย มี “แฟน” แล้ว เป็นรุ่นพี่หลักสูตรเดียวกัน อายุห่างกัน 2 ปี ความรักคือ การดูแลกัน อยู่เป็นเพื่อนให้คำปรึกษาทั้งเรื่องเรียนและเรื่องส่วนตัว เป็นความรักที่อยู่ในกรอบ ไม่มีคำว่าล้ำเส้น และไม่เสียการเรียน เพราะรู้หน้าที่คนหนึ่งเรียน อีกคนทำงาน เวลาเราว่างค่อยมาเจอกัน ความรักแสดงออกได้ทุกวัน ไม่จำกัดเฉพาะเทศกาลปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ และคบแบบไม่คาดหวังเป็นเรื่องดีที่สุด

วธ.เผยโพลล์วาเลนไทน์บอกรักแฟนผ่านไลน์59%

 

  มีรัก-อยากรักต้องอ่าน
1. “ความรักใดจะไม่ปวดร้าว”

ผู้แต่ง ชวนหนี (พระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี)
นวนิยายสะท้อนปัญหาสังคมสมัยใหม่ของหนุ่มสาวชาวจีน อันส่งผลต่อนิยามของความรักในมิติต่างๆ โดยเฉพาะจากมุมมองของผู้หญิง ผู้เป็นทั้งแม่และภรรยา เริ่มต้นด้วยการตั้งคำถามกับค่านิยมเก่าที่บูชาเทิดทูนความรัก ทั้งความรักของพ่อแม่ ความรักของหนุ่มสาว ความรักของเพื่อน และจบลงอย่างชาญฉลาด “ไม่มีความรักใดจะไม่ปวดร้าว แต่ผู้จะเปลี่ยนความปวดร้าวนี้เป็นปีติสุขได้นั้นก็คือ ผู้มีความรักนั้นเอง”

      2.“เอ่ยชื่อคือคำรัก” (Call me by your name)
ผู้แต่ง Andre Aciman

เรื่องราวความรักที่ถ่ายทอดออกมาอย่างละมุน แม้เต็มไปด้วยความขัดแย้งในอารมณ์ของตัวละครก็ตาม เพราะความรักมักมาเทียบประตูหัวใจในยามไม่ตั้งตัว ความรู้สึกของคนสองคนเร้นอยู่ในใจโดยไม่อาจเอ่ย แต่จะปล่อยให้มันผ่านเลยโดยไม่เผยออกมานั้นหรือ แม้จะร้าวราน แต่ในเมื่อรักนี้เปี่ยมด้วยความปรารถนาไม่แปรผัน ได้โปรดสื่อออกมา “รัก” นะหรือ เอ่ยสิ เพียงเอ่ยชื่อ เพราะนั่นคือความรัก!

      3. “อันนา คาเรนินา”(Anna Karenina)
ผู้แต่ง Leo Tolstoy

ผลงานชิ้นเอกแห่งโลกวรรณกรรม นวนิยายวิจารณ์สังคมของรัสเซียในศตวรรษที่ 19 ว่าถึงเรื่องราวอันซาบซึ้ง ดื่มด่ำ ฉาวโฉ่ แกมเศร้าสลด เกี่ยวกับโศกนาฏกรรมรักของหญิงสาวสังคมชื่อ อันนา คาเรนินา ที่ถูกจำกัดอยู่ในกรอบหรือพันธนาการของระบบสังคมรัสเซีย เกิดไปรักกับชายที่ไม่ใช่สามีของตน จนตกเป็นข่าวอื้อฉาว

วธ.เผยโพลล์วาเลนไทน์บอกรักแฟนผ่านไลน์59%

 

    4. “500 ล้านปีของความรัก”
ผู้แต่ง ชัชพล เกียรติขจรธาดา

หาคำตอบว่า ความรัก ความผูกพัน และความเชื่อใจ มีวิวัฒนาการมาเป็นอารมณ์ที่เรารู้จักกันในโลกทุกวันนี้ได้อย่างไร และมีผลต่อการสร้างอารยธรรมมนุษยชาติได้อย่างไรย้อนอดีตกลับไปศึกษาผู้คนและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ซึ่งจะทำให้มองเห็นภาพอย่างต่อเนื่องมาเป็นเวลากว่า 500 ล้านปี ที่ดึงเราออกจากวิถีชีวิตแบบสัตว์ป่ามาเป็นมนุษย์ที่ใช้ชีวิตเช่นในโลกปัจจุบัน

  5. “ปานหยาดน้ำผึ้ง”
ผู้แต่ง Rupi Kaur

รวมบทกวีและความเรียงเล่มสำคัญแห่งยุคสมัย ตัวแทนของความรู้สึกนึกคิดและความเข้มแข็งของผู้หญิงในยุคนี้ ซึ่งผู้แต่งได้เปรียบเปรยไว้ว่า “นุ่มนวลดั่งน้ำนมและหนักแน่นราวน้ำผึ้ง” สะท้อนถึงตัวตนอันซับซ้อนของผู้หญิง ที่ถูกกดทับด้วยวัฒนธรรม และความต้องการของผู้ชาย ถ่ายทอดออกมาได้อย่างรวดร้าว คมคาย รวมถึงเรื่องราวของความรักหลากหลายแง่มุมที่จับใจคนอ่านได้อย่างลึกซึ้ง

6. “อย่าชวนเธอไปดูหนังรัก”
ผู้แต่ง นำชัย ชีววิวรรธน์

วิทยาศาสตร์ จะพาคุณไปหาคำตอบเบื้องหลังความเป็นมนุษย์ ทั้งอารมณ์รัก โลภ โกรธ กลัว วิทยาศาสตร์สุดชิค เผยพฤติกรรมแปลกๆ และเบื้องหลังอารมณ์รัก โลภ โกรธ กลัว ชายหนุ่มที่พาสาวไปเดทต้องชวนเธอไปดูหนังรักเสมอไปหรือ หลายๆ คู่รักคงต้องเจอปัญหาการสับขาหลอก การลวง การมีกิ๊กของคนรัก หญิงหรือชาย ทำไมต้องมีกิ๊ก หรือเรื่องลับที่ไม่ลับอีกต่อไปเมื่อหญิงสาวในช่วงไข่ตก จะมีเสน่ห์ต่อเพศตรงข้ามเป็นที่สุด

7. “เอเลนอร์ กับ ปาร์ค” (Eleanor & Park)
ผู้แต่ง Eainbow Rowell

เรื่องราวของสองคนที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไรเข้ากันเลย กับรักที่มหัศจรรย์ “เอเลนอร์” เด็กใหม่ ด้วยชีวิตครอบครัวที่ยุ่งเหยิง เสื้อผ้าไม่เข้าชุดกัน และผมสีแดงกระเซอะกระเซิง ทำให้เธอโดดเด่นเกินจะบรรยาย “ปาร์ค” เด็กท้ายรถโรงเรียน เขาคิดว่าเสื้อยืดสีดำ หูฟัง และการก้มหน้างุดอ่านหนังสือ ทำให้เขาไม่มีตัวตน แต่ทั้งสองค่อยๆ ตกหลุมรักกันอย่างช้าๆ และมั่นคง ผ่านการพูดคุยในยามดึกและเทปอัดเสียงที่เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทั้งสองรักกันเหมือนที่เรารักใครสักคนเป็นครั้งแรกในวัยหนุ่มสาว และรู้สึกราวกับไม่มีอะไรและใดๆ จะสูญเสีย

8. “แล้วความรักก็บอกกับเราว่า”
ผู้แต่ง สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์ (นิ้วกลม)

ความเรียงชวนทบทวนรสชาติหวานขมสุขเศร้า เพราะเราอาจไม่มีทางเข้าใจความรัก ทำได้เพียงทบทวน คิดถึง สัมผัส และรับฟัง รักคือบทเรียนไม่รู้จบ รักสอนบางสิ่งกับเราเสมอ หนังสือเล่มนี้คือสมุดบันทึกบทเรียนที่ความรักสอน เพื่อเข้าใจความรัก

9. “1991 ระหว่างเราสูญหาย”
ผู้แต่ง พิมประภา

เมื่อความเศร้าคือเรื่องเดียวกันกับความรัก เราจึงมองเห็นตัวเองอย่างชัดเจนในบางครั้งและเลือนรางในบางที ความเศร้าของบางคนอาจเป็นใบหน้า สัมผัส คำพูด การกระทำ สถานที่ หรือบทเพลงระหว่างใครสักคนหนึ่ง และเราต่างตั้งคำถามสำหรับการข้ามผ่านความเจ็บปวดอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อบอวลไปด้วยมวลความเหงาและร้าวรานอันเนื่องมาจาก “ความรัก”

10. “กฎข้อนึงของความสัมพันธ์”
ผู้แต่ง Kidmakk

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงเสมอ ไม่ว่าเราจะอยากให้มันเหมือนเดิมสักเท่าไร ความสัมพันธ์เป็นเรื่องซับซ้อน เพราะเกิดจากคนสองคนมาสานสัมพันธ์กัน ปกติแค่เราสัมพันธ์กับตัวเองคนเดียวยังเหนื่อยเลย แล้วนี่คือคนแปลกหน้า ไม่รู้จักกันมาก่อน แต่เราก็เปิดโอกาสที่จะทำความรู้จักและเรียนรู้ซึ่งกันและกันได้ ในมุมมองที่จะทำให้คุณพบกับความสุขและแรงบันดาลใจดีๆ     ที่มา *อุทยานการเรียนรู้ ทีเค พาร์ค

    โมเดลลดจำนวนแม่วัยใส 
เด็กส่วนใหญ่เรียนรู้เพศศึกษาจากเพื่อน โซเชียลมีเดีย ละคร เด็กได้รับการกระตุ้น ขาดการยั้งคิด ทักษะชีวิตอ่อนแอ ปฏิเสธไม่เป็น ท้ายสุดนำมาสู่ปัญหาใหญ่คือท้องก่อนวัยเรียน นอกจากนี้ในปี 2560 พบว่ามีจำนวนแม่วัยใส 84,578 คน คิดเป็นร้อยละ 12.9 ของจำนวนหญิงคลอดทั้งหมด (กรมอนามัย สำนักอนามัยการเจริญพันธุ์, 2560)

ศ.ดร.สมพงษ์ จิตระดับ ผู้อำนวยการศูนย์วิชาการและเครือข่ายวิชาการด้านเด็ก เยาวชน และครอบครัว คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ ได้เสนอการแก้ปัญหานี้ อัตราแม่วัยใสเกือบเป็นศูนย์ได้ในหลายพื้นที่ ดังเช่น

1) ละทายโมเดล จังหวัดศรีสะเกษ เป็นวงจรการทำงานบูรณาการคุ้มครองเด็กขนาดเล็ก “6 ห่วง 3 ปราการ” 6 ห่วง ประกอบด้วย เครือข่ายชุมชน โรงเรียน องค์การบริหารส่วนตำบล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล โรงพยาบาลประจำอำเภอ และเครือข่ายเด็กและเยาวชนที่เข้มเข็ง และปราการ 3 ด่าน ได้แก่ ระยะสร้างภูมิคุ้มกัน ผู้ปกครองสามารถสื่อสารให้คำปรึกษาอย่างสร้างสรรค์ตามหลักจิตวิทยา ลดช่องว่างระหว่างวัย ระยะแก้ไข เป็นระยะที่ต้องประสานทุกกลุ่มของเครือข่ายเพื่อแก้ไขปัญหา ให้ความรู้ด้านการดูแลตัวเองเมื่อตั้งครรภ์ ด้านการหารายได้ แนวทางการใช้ชีวิตในอนาคต ระยะฟื้นฟู เป็นระยะการเยียวยาเด็กหลังจากคลอดแล้ว นำเด็กและเยาวชนกลับเข้าสู่ระบบ ให้ความรู้ สร้างอาชีพ ป้องกันการท้องซ้ำ

2) กลุ่ม Small Smile เครือข่ายเคียงริมโขง จังหวัดเชียงราย มีวิทยากรที่สอนเพศศึกษาแนวใหม่ สามารถแบ่งปันและเรียนรู้เรื่องของการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัยและสะดวกใจ และวิธีการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน สร้างความเข้าใจผ่านกิจกรรมการอบรมในโรงเรียน กิจกรรมเดินสายพบปะพูดคุย โดยรุ่นพี่เยาวชนหนึ่งคนจะแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับน้องเยาวชนในประเด็นทางเพศ

3) โรงเรียนเทศบาลวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว กลุ่มวิชาชีพพยาบาล ครูในโรงเรียน สภาเด็กและเยาวชน สร้างแกนนำฝึกอบรมประกบเด็กกลุ่มเสี่ยง พูดคุยปรึกษาหารือ และติดตั้งตู้ถุงยางอนามัยในโรงเรียน