เรื่องเล่าผู้ต้องขังวัยรุ่นหญิงงานพิเศษทำให้เป็น”ผู้ต้องหา”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/362307

เรื่องเล่าผู้ต้องขังวัยรุ่นหญิงงานพิเศษทำให้เป็น”ผู้ต้องหา”

ผู้ต้องขัง

โดย…  คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

อยากบอกวัยรุ่น วัยเรียนทุกคนได้ทบทวนตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราต้องการ อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้มากน้อยเกินไปไหม บางสิ่งบางอย่างมันแทบไม่จำเป็นเลยกับชีวิต

ประสบการณ์ของมนุษย์ทำให้เกิดการเรียนรู้ ถือเป็นความรู้อีกชุดหนึ่งที่ทำให้เราเข้าใจชีวิตมากขึ้น เรื่องเล่าต่อไปนี้จะเตือนสตินักเรียนนักศึกษาทุกคนในการคบหาสมาคมกับเพื่อน มีสติในการใช้ชีวิตประจำวัน การจับจ่ายใช้สอย ไม่เห่อตามแฟชั่น หรือเรียนรู้ที่จะมีชีวิตที่พอดีสมกับฐานะของตัวเอง ไม่เป็นเหยื่อของการโฆษณาจนทำให้ตัวเองต้องใช้จ่ายเงินไปกับสิ่งเหล่านั้นอย่างไม่จำเป็น

เรื่องเล่าผู้ต้องขังวัยรุ่นหญิงงานพิเศษทำให้เป็น"ผู้ต้องหา"

 

ใครจะนึกว่าเด็กสาววัย 21 ปี ที่เตรียมตัวจะฝึกงานในบริษัทหรือหน่วยงานที่เหมาะสมกับสาขาวิชาที่ตัวเองได้เรียนมา นั่นคือ การจัดการโลจิสติกส์ จะถูกจับในข้อหา พ.ร.บ.ยาเสพติด แม้กระทั่งตัวเธอเองก็ไม่เคยรู้มาก่อนว่า สิ่งที่คิดว่าดีโดยเลือกใช้เวลาเหลือจากการเรียนมาทำงานพิเศษ เพื่อจะได้มีเงินเพิ่มเติมจากที่ขอจากแม่ จะทำให้ชีวิตพลิกผัน

ผึ้ง คือนามสมมติ ผู้ต้องขังอยู่ที่เรือนจำกลางอุบลราชธานี จากครอบครัวฐานะปานกลาง เมื่อหัวหน้าครอบครัวเสียชีวิต แม่ซึ่งมีอาชีพเป็นข้าราชการครู ต้องรับภาระดูแลความเป็นอยู่ภายในบ้าน ไม่ว่าจะค่าผ่อนบ้าน ผ่อนรถ และค่าใช้จ่าย  ซึ่งถ้าผึ้งรู้และเข้าใจความเป็นอยู่ของครอบครัวที่เปลี่ยนไป ก็คงไม่ต้องมาใช้ชีวิตอยู่ในเรือนจำอย่างนี้

เรื่องเล่าผู้ต้องขังวัยรุ่นหญิงงานพิเศษทำให้เป็น"ผู้ต้องหา"

 

“ความเป็นผู้หญิงที่ชอบแต่งตัวรักสวยรักงาม และเป็นคนอ้วนน้ำหนักมาก น้ำหนัก 98 กิโลกรัม ตอนนั้นก็อยากลดน้ำหนักมาก กินอาหารคลีนอะไรที่มีคนบอกว่าดีก็จะซื้อมากินเพื่อสนองความต้องการที่จะลดน้ำหนัก ไปซื้อคอร์สออกกำลังกายที่ฟิตเนส เมื่อขอเงินแม่เพิ่มแม่ก็ให้เราได้ไม่มาก ทุกอย่างมันจำกัดแบบพอดิบพอดี ด้วยความไม่เข้าใจ ทำให้เราหงุดหงิดและตั้งใจว่าจะไม่ขอเงินแม่อีก หาเงินเองก็ได้” ผึ้งย้อนเรื่องราวอดีตให้ฟัง

จากนั้น ผึ้งก็เริ่มสังเกตเพื่อนที่เรียนในคณะเดียวกัน มีเวลามาเรียนและมีเวลาไปทำงาน แถมมีเงินใช้โดยไม่ต้องขอทางบ้าน เลยถามเพื่อนว่าทำงานอะไร ทำไมมีเงินใช้แบบไม่ขาดมือ เพื่อนเลยบอกว่าถ้าอยากทำงานให้เอาพัสดุไปส่งไปรษณีย์จะให้ค่าจ้างวันละ 1,000-2,000 บาท

ผึ้งทำงานส่งพัสดุไปที่ไปรษณีย์อยู่ได้ 4 ครั้ง ยังไม่ถึงเดือนก็ถูกจับ

เรื่องเล่าผู้ต้องขังวัยรุ่นหญิงงานพิเศษทำให้เป็น"ผู้ต้องหา"

 

“คือไม่เคยคิดว่าของที่อยู่ในพัสดุจะสร้างปัญหาหรือเป็นของที่ไม่ถูกกฎหมาย เพราะเป็นกล่องที่เขาก็ห่อบรรจุอย่างดีภายนอกถูกต้องเรียบร้อยทุกอย่าง อีกทั้งตัวเราเองก็อยากได้เงิน ต้องการทำงานพิเศษ เลยไม่คิดอะไรมาก ตอนนั้นน้ำหนักเริ่มลดลงด้วย เลยอยากแต่งตัว อยากมีเงินซื้อเสื้อผ้าใหม่ มาซื้ออาหารคลีน และใช้จ่ายในการออกกำลังกาย ตกใจมากค่ะ ตอนหิ้วกล่องไปส่งที่ไปรษณีย์ ตำรวจมาจับและบอกว่าในกล่องมีกัญชาอัดแท่ง 8 กิโลกรัม” ผึ้งเล่า

ต้องโทษทั้งสิ้น 9 ปี แต่สารภาพ โทษเลยลดลงเหลือ 4 ปี 6 เดือน และได้ยื่นอุทธรณ์ ลดลงไปอีก 6 เดือน รวมเวลาทั้งสิ้นที่ต้องรับโทษเป็นเวลา 4 ปี ตอนนี้ผ่านไป 7 เดือนแล้ว เธอหวังว่าสักวันจะได้พักโทษหรือได้รับการอภัยโทษ เวลาที่ต้องอยู่ในเรือนจำก็จะสั้นลง ทุกค่ำคืนก่อนนอน ผึ้งล้มตัวลงนอน จะทบทวนทุกครั้งว่า ทำไมชีวิตต้องผันแปรมานอนในเรือนนอน ที่ทั้งแคบและร้อน

เรื่องเล่าผู้ต้องขังวัยรุ่นหญิงงานพิเศษทำให้เป็น"ผู้ต้องหา"

 

“ถ้าเราพอใจในสิ่งที่เรามีตั้งแต่แรก เชื่อฟังแม่ เราคงไม่ต้องมาลำบากอย่างนี้ อาจจะเป็นเพราะบาปกรรมที่สร้างมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ทำให้ต้องมารับกรรมหรือความโชคร้ายของเรา อยากบอกวัยรุ่น วัยเรียนทุกคนได้ทบทวนตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ เราต้องการ อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้มากน้อยเกินไปไหม บางสิ่งบางอย่างมันแทบไม่จำเป็นเลยกับชีวิต หลายคนที่มีโอกาสเรียนมีหน้าที่เรียนก็ขอให้ตั้งใจเรียน และการหางานทำพิเศษก็ควรจะดูให้ดี คิดและไตร่ตรองให้มาก อย่าเห็นแก่ค่าจ้าง นอกจากนี้อยากให้ทุกคนเข้าใจคำเตือน คำสอน คำบ่นของพ่อแม่ เพราะนั่นคือความรักความปรารถนาดีที่ท่านมีต่อลูกทุกคน ถ้าวันนั้นเราอดทนฟังคำสอน คำบ่นของแม่ เราคงไม่ต้องเข้ามาอยู่ในที่แห่งนี้ และคงจะฝึกงานและใกล้จะจบการศึกษาแล้ว”

เรื่องเล่าผู้ต้องขังวัยรุ่นหญิงงานพิเศษทำให้เป็น"ผู้ต้องหา"

 

ถ้าได้ออกไปจากเรือนจำ ผึ้งอยากขอโอกาสจากสังคม เปิดสอนโยคะสำหรับเด็กๆ ยืดเส้นยืดสายเพื่อให้เด็กๆ มีสุขภาพกายใจแข็งแรง หลังจากที่ได้มีโอกาสได้ฝึกโยคะในเรือนจำทุกวัน และเชื่อมั่นว่ากว่าเมื่อพ้นโทษ ความรู้ ความชำนาญด้านโยคะ จะมากขึ้นและสามารถนำออกไปประกอบอาชีพเพื่อตัวเองและทำประโยชน์ต่อสังคมได้ ซึ่งในเรือนจำยังมีกิจกรรมหลายอย่างให้เลือกทำตามความสนใจ ออกแบบและทำงานหัตถกรรม (บาติก โครเชต์ ออริกามิ ดอกไม้จากดินน้ำมัน ศิลปะบำบัด (การใช้ดินสอสี สีน้ำ สีอะคริลิค) การทำเทียนหอม การทำยาหม่องและน้ำมันสมุนไพร การทำสวนถาด การปลูกต้นไม้ในขวด)

        วิถีเรือนจำสุขภาวะ
วิถีเรือนจำสุขภาวะ (Healthy Prison Route) ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) โดยมี ผศ.ดร.ธีวัลย์ วรรธโนทัย เป็นหัวหน้าโครงการเรือนจำสุขภาวะ : พัฒนาคุณภาพชีวิตหลังกำแพง และ รศ.ดร.นภาภรณ์ หะวานนท์ ที่ปรึกษาโครงการ เป็นแนวคิดที่มาจากการหลอมรวมความรู้ที่ได้จากการปฏิบัติจริง เป็นผลจากการดำเนินงานผ่านกิจกรรมต่างๆ ในเรือนจำกลางราชบุรี เรือนจำกลางอุดรธานี และเรือนจำกลางอุบลราชธานี เป็นความพยายามในอันที่จะพัฒนาเรือนจำให้เป็นพื้นที่ที่เอื้ออำนวยให้ผู้ที่อยู่ในเรือนจำมีสุขภาวะที่ดีในการดำรงชีวิต ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ได้รับโอกาสที่จะธำรงรักษาสายสัมพันธ์กับครอบครัวและชุมชน ทั้งนี้เวลาที่ผู้ต้องขังใช้ในเรือนจำควรมุ่งไปที่การตระเตรียมให้ผู้ต้องขังสามารถคืนกลับสู่สังคมในฐานะ “พลเมืองที่มีคุณภาพ”

แนวคิดการพัฒนาเรือนจำสุขภาวะจึงเริ่มต้นด้วยการสร้างชุมชนแห่งความห่วงใย (caring community) ขึ้นมาใช้เพื่อเปิดพื้นที่เรือนจำให้เป็นพื้นที่ของการฟื้นฟูร่างกาย จิตใจและจิตวิญญาณ เป็นการนำ “ความเป็นชุมชน” เข้ามาสู่เรือนจำ ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นพื้นที่การลงโทษ

เรือนจำสุขภาวะมีองค์ประกอบ 7 ด้าน ได้แก่ 1.เพิ่มความสามารถในการดูแลตนเองของผู้ต้องขัง 2.ลดความเสี่ยงของการเป็นโรคที่พบบ่อยในเรือนจำ 3.เพิ่มโอกาสการเข้าถึงการบริการสุขภาพ 4.ผู้ต้องขังมีพลังชีวิต คิดบวกและมีกำลังใจ 5.ดำรงชีวิตอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นมิตรและเอื้ออาทร 6.สามารถธำรงบทบาทของการเป็นแม่ ลูกและ/หรือสมาชิกในครอบครัว และ 7.มีโอกาสสร้างที่ยืนในสังคม

แชมป์”คัดลายมือภาษาอาหรับ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/362179

แชมป์”คัดลายมือภาษาอาหรับ”

มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร,นักศึกษาไทยมุสลิม,คว้าแชมปฺคัดลายมือ,คัดลายมือภาษา,กระทรวงวัฒนธรรมอียิปต์จั,ภาษาอาหรับ

 2 นักศึกษาไทยมุสลิม มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร คว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันระดับประเทศอียิปต์ “การคัดลายมือภาษา” ที่กระทรวงวัฒนธรรมอียิปต์จัดขึ้น

เมื่อเร็วๆ นี้  2 นักศึกษาไทยมุสลิม มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ขึ้นไปรับรางวัลบนเวที ในการคว้ารางวัลชนะเลิศการแข่งขันระดับประเทศอียิปต์ “การคัดลายมือภาษา” ที่กระทรวงวัฒนธรรมอียิปต์จัดขึ้น มีผู้เข้าแข่งขัน 110 คน 27 ประเทศ  โดยมี ศาสตราจารย์ ศิลปินด้านการคัดลายมือภาษาอาหรับระดับชาติของอียิปต์ เอกอัครราชทูต ตัวแทนประเทศต่างๆ ร่วมแสดงความยินดี

แชมป์"คัดลายมือภาษาอาหรับ"

 

หนึ่งนักศึกษาไทยคว้าชัยที่ประเทศสิงคโปร์ได้รับการยกย่องย่องให้เป็นนักคัดภาษาอาหรับระดับโลก งานนี้ นายชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร เข้าร่วมเป็นเกียรติในงานประกาศผลการแข่งขันคัดลายมือครั้งนี้ ซึ่งภาษาอาหรับไม่ใช่อ่านและเขียนกันได้ง่ายๆ เป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจมาก

“มารีแย กาปิง” คือผู้ชนะเลิศเขียนคัดอาหรับประเภท “ฟารีซีย์” นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ประเทศอียิปต์ คณะศาสนศาสตร์ พร้อมการเรียนพิเศษคัดลายมือภาษาอาหรับที่ “มูลนิธิฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรมและการพัฒนาสังคม” เป็นของเอกชน ที่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายใดๆ เรียนสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 1 ชั่วโมง เรียนมาแล้วเป็นเวลา 4 ปี จบคัดอาหรับ 5 ประเภท จากคัดภาษาอาหรับทั้งหมด 9 ประเภทด้วยกัน แต่ละประเภทของการคัดภาษาอาหรับนั้นมีความยากง่ายที่ต่างกัน เนื่องจากลวดลายไม่เหมือนกัน คัดอาหรับทุกประเภทนั้น ต่างก็มีกฎการเขียนที่ต่างกัน

แชมป์"คัดลายมือภาษาอาหรับ"

 

นัสตารอ บาซอ บินฮัจญีฮาวัน นักศึกษา มหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร คณะศาสนศาสตร์ ผู้คว้าแชมป์เขียนคัดอาหรับประเภทอัลญาลีย์ ดีวานี แบบรูปภาพ จบการศึกษาศาสนาระดับชั้นมัธยมปลายศาสนา และสามัญระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่โรงเรียนวัฒนธรรมอิสลาม พ่อมิ่ง ต.พ่อมิ่ง อ.ปะนาเระ จ.ปัตตานี

นัสตารอ    เล่าว่า เริ่มเรียนคัดลายมือภาษาอาหรับที่ “มูลนิธิฟื้นฟูมรดกทางวัฒนธรรม การพัฒนาสังคมและภาษาอาหรับ” เป็นศูนย์การศึกษาของเอกชน ไม่มีการออกค่าใช้จ่ายใดๆ เป็นศูนย์เรียนฟรี มีนักเรียนไทยประมาณ 20 คน เป็นนักศึกษาชาวอียิปต์และชาวต่างชาติ เช่น ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ กัมพูชา จีน ญี่ปุ่น ไนจีเรีย จอร์แดน โมร็อกโก ซีเรีย รัสเซีย ปากีสถาน ปาเลสไตน์ อเมริกา ฯลฯ และได้รับประกาศนียบัตรการเป็นครูสอนคัดภาษาอาหรับจากสถาบัน ในขณะที่มีผลงานออกไปแข่งขันหลายประเทศ เช่น อีรัก คูเวต ตุรกี สิงคโปร์ อนาคตอยากมีแกลเลอรี่เป็นของตัวเอง Gallery Arabic Art Thailand เปิดโรงเรียนสอนคัดภาษาอาหรับควบคู่กับการสอนศาสนา

แชมป์"คัดลายมือภาษาอาหรับ"

 

ส่วน นูรฮายาตี วาโด อดีตนักศึกษามหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร นักศึกษาจากปัตตานี หนึ่งเดียวผู้พิชิต 2 รางวัล สาขา Ircica ตุรกี ด้วยการส่ง 2 ผลงานเข้าประกวดบนเวทีคัดภาษาอาหรับที่ประเทศสิงคโปร์ ผลปรากฏว่า นูรฮายาตี สามารถคว้ารางวัลใหญ่ได้ ด้วยการชนะเลิศคัดประเภทดีวานี และอีกหนึ่งรางวัลรองชนะเลิศประเภทฟารีซีย์ นับเป็นผลงานการันตีความสามารถของนูรฮายาตีได้เป็นอย่างดีและสร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยเป็นอย่างมาก

แชมป์"คัดลายมือภาษาอาหรับ"

 

ปัจจุบัน นูรฮายาตี เป็นอาจารย์สอนในโรงเรียนดารุลอูลูมวิทยา ต.ตะโละ อ.ยะหริ่ง จ.ปัตตานี สอนที่มัจลิสเก่าปัตตานี (persatuan seni khat anak fathoni) และยังเปิดสอนคัดภาษาอาหรับให้แก่น้องๆ ที่สนใจในหมู่บ้าน ตลอดจนได้รับการเชิญไปเป็นวิทยากรพิเศษสอนคัดอาหรับที่มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ที่มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี และที่ดอนรักปัตตานีสอนชาวต่างชาติอีกด้วย

แชมป์"คัดลายมือภาษาอาหรับ"

 

ในขณะที่เธอเองก็ยังไม่หยุดการพัฒนาตัวเองในเรื่องการคิดค้นรูปแบบต่างๆ เพื่อผลงานของเธอออกสู่สายตาชาวโลกอีกครั้ง และเป็นแรงผลักดันให้นูรฮายาตี ถ่ายทอดวิชาความรู้ทั้งในด้านศาสนาและคัดภาษาอาหรับให้แก่น้องๆ ที่สนใจอย่างเต็มที่ในที่สุดสถาบันสอนคัดอาหรับ Ircica ได้มอบประกาศนียบัตรยืนยันว่าน้องนูรฮายาตี คือนักคัดภาษาอาหรับระดับโลกของไทย

แชมป์"คัดลายมือภาษาอาหรับ"

“จุฬาลักษณ์ พงษ์สังข์”ใช้ศรัทธา สร้างคุณค่าความเป็นครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/362178

“จุฬาลักษณ์ พงษ์สังข์”ใช้ศรัทธา สร้างคุณค่าความเป็นครู

จุฬาลักษณ์ พงษ์สังข์,ครู,ศรัทธา

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก   qalitylife4444@gmail.com

เมื่อเด็กเขาศรัทธาเรา ยิ่งตอกย้ำว่าเรามีคุณค่า ผู้ปกครองก็มองว่าเรามีคุณค่า เพราะเราสร้างลูกเขาให้เป็นคนดี

มูลนิธิสมาน – คุณหญิงเบญจา แสงมลิ  ส่งเสริมครูผู้ทำคุณประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติ 6 สาขา ได้แก่ ด้านการศาสนา, การบริหารการศึกษา, การเรียนการสอนภาษาไทย, สังคมศึกษา, การศึกษาก่อนประถมศึกษา, และการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานเข็มเชิดชูเกียรติ ตลอดมา

"จุฬาลักษณ์ พงษ์สังข์"ใช้ศรัทธา สร้างคุณค่าความเป็นครู

 

ล่าสุด ทางมูลนิธิฯ ได้เดินทางไปยัง โรงเรียนวัดไม้ตราสมาชิการาม จ.พระนครศรีอยุธยา เปิดสอนในระดับอนุบาล 2–ประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียนจำนวน 158 คน และครูจำนวน 7 คน เพื่อเข้าเยี่ยม นางจุฬาลักษณ์ พงษ์สังข์ ครูชำนาญการพิเศษ วัย 59 ปี หนึ่งในครูที่ได้รับรางวัลครูดีเด่นสาขาการศึกษาก่อนประถมศึกษา จากมูลนิธิสมาน – คุณหญิงเบญจา แสงมลิ ปี 2558 ถือเป็นอีกหนึ่งครูต้นแบบที่ยังคงปฏิบัติงานด้านการศึกษาสร้างคุณประโยชน์ให้แก่สังคมอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีเวลาในราชการอีกเพียง 7 เดือนก็ตาม

"จุฬาลักษณ์ พงษ์สังข์"ใช้ศรัทธา สร้างคุณค่าความเป็นครู

 

          10 ปีแห่งการเรียนรู้ ร.ร.ชายแดน
ครูจุฬาลักษณ์ เล่าว่า หลังจากเรียนจบระดับปริญญาตรีจาก วิทยาลัยครูเพชรบุรีวิทยาลงกรณ์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้เข้าบรรจุรับราชการครูเมื่อปี 2526 ที่โรงเรียนประชาสามัคคี อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ติดชายแดนเขมร โดยได้รับมอบหมายให้สอนเด็กปฐมวัย เด็กส่วนใหญ่พูดภาษาถิ่นทำให้ยากลำบากในการสื่อสาร และในสมัยนั้นยังไม่มีหลักสูตรปฐมวัย จึงต้องใช้ความเพียรพยายามในการหาความรู้ด้วยตัวเองเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน ให้เด็กได้มีพัฒนาการตามหลักสูตรที่กำหนด ด้วยใจรัก และจิตวิญญานแห่งความเป็นครูตลอดระยะเวลา 10 ปี ก่อนจะย้ายกลับภูมิลำเนาและประจำการที่โรงเรียนวัดไม้ตราสมาชิการาม จ.พระนครศรีอยุธยา จนถึงปัจจุบัน

"จุฬาลักษณ์ พงษ์สังข์"ใช้ศรัทธา สร้างคุณค่าความเป็นครู

“รูปแบบของการสอนเด็กอนุบาลไม่เหมือนเด็กโต ไม่มีรูปแบบ มีเพียงหลักการให้เรายึด เราต้องออกแบบของเราให้เหมาะสมกับวัยเด็กเอง เวลาเราจัดกิจกรรมแล้วเด็กสนุก มีความสุข มันส่งผลให้เด็กกล้าแสดงออก มีความเชื่อมั่น และมันค่อยๆ เจริญงอกงาม จนตกผลึกไปเรื่อยๆ การอยู่กับเด็กมันคือโลกของเรา ครูอนุบาลกับเด็กอนุบาล มีโลกส่วนตัวของกันและกัน เราจึงต้องมาคิดว่าวันหนึ่งเราจะทำอย่างไรให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของเขา ไม่ว่าจะเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ และรูปแบบการจัดการสอนจากต่างประเทศโดยยึดพัฒนาการเด็กและได้ผล นำกิจกรรมน่ารักๆ มาประยุกต์ใช้ ทำให้เราแอ็กทีฟอยู่ตลอดเวลา”

"จุฬาลักษณ์ พงษ์สังข์"ใช้ศรัทธา สร้างคุณค่าความเป็นครู

 

  “ไฮสโคป”เสริมพัฒนาการ
จากการมุ่งมั่นตั้งใจในการเป็นครูอนุบาลที่ดี ที่สามารถจัดการเรียนรู้ให้แก่เด็กอนุบาลอย่างถูกหลักและสมวัย นำไปสู่การศึกษาต่อในระดับปริญญาโท วิชาเอกการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช พร้อมเลือกนวัตกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการเด็กมาปรับใช้โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลของเด็ก อาทิ การสอนแบบธรรมชาติ (Whole Language) พัฒนาด้านภาษาของเด็กทั้งการฟัง พูด อ่าน เขียน และมีทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้ตามธรรมชาติของเด็ก การสอนแบบโครงการ (Project Approach) ผ่านการจัดโครงการให้เด็กได้ร่วมกันคิด เรียนรู้ วางแผน กับเพื่อนๆ และครู พร้อมนำเสนอโครงการให้ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมในการฝึกซ้อม

"จุฬาลักษณ์ พงษ์สังข์"ใช้ศรัทธา สร้างคุณค่าความเป็นครู

 

รวมถึง การสอนตามแนวคิดไฮสโคป ซึ่งนำต้นแบบมาจากอเมริกา เน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย ผ่าน 3 ขั้นตอน คือ 1.การวางแผน (Plan) โดยให้เด็กเลือกกิจกรรมได้อย่างอิสระ 3 กิจกรรม เช่น ปั้นดินน้ำมัน วาดภาพระบายสี และเล่นตามมุมต่างๆ ส่งเสริมการให้เด็กกล้า วางแผน ตัดสินใจ 2.การปฏิบัติ (Do) ให้เด็กลงมือทำตามแผนที่ได้วางไว้ โดยครูคอยช่วยเหลือในจังหวะที่เหมาะสม และ 3.การทบทวน (Review) เปิดโอกาสให้เด็กนั่งล้อมวงนำเสนอผลงานของตัวเอง และเปิดโอกาสให้เพื่อนๆ ได้ซักถาม ทั้งนี้ การสอนตามแนวคิดไฮสโคป ถือเป็นการส่งเสริมให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์เชิงบวกกับผู้อื่น สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจระหว่างครูและเพื่อนๆ ฝึกความมีระเบียบ การฝึกคิด และลงมือทำ

"จุฬาลักษณ์ พงษ์สังข์"ใช้ศรัทธา สร้างคุณค่าความเป็นครู

 

      พัฒนาการ4ด้านเน้นความสุข
นอกจากการนำนวัตกรรมการสอนมาพัฒนาเด็กแล้ว การเรียนการสอนของครูจุฬาลักษณ์ยังเน้น 4 ด้านสำคัญ ได้แก่ ด้านร่างกาย จิตใจอารมณ์ สังคม และสติปัญญา ในการสร้างพื้นฐานให้แก่เด็กโดยผนวกความสุขเข้าไป ให้เด็กเรียนรู้อย่างอิสระ อยากรู้ อยากเรียน เพื่อทำให้ครูได้รู้ตัวตนและศักยภาพของเด็กมากกว่าไปเอากรอบมาครอบ หรือเอาหลักสูตรขั้นพื้นฐานมาครอบเด็ก

"จุฬาลักษณ์ พงษ์สังข์"ใช้ศรัทธา สร้างคุณค่าความเป็นครู

 

ครูจุฬาลักษณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “อาชีพครูไม่ใช่ทำแล้วก็จบไป แต่มันมีความลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น ทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับเด็ก เมื่อเด็กเขาศรัทธาเรา ยิ่งตอกย้ำว่าเรามีคุณค่า ผู้ปกครองก็มองว่าเรามีคุณค่า เพราะเราสร้างลูกเขาให้เป็นคนดี ยิ่งทำให้เราภาคภูมิใจในอาชีพและมองว่าอาชีพนี้เป็นอาชีพที่มีเกียรติ และอยากพัฒนาตัวเองเพื่อให้เหมาะสมในสิ่งที่เขาไว้วางใจ”

"จุฬาลักษณ์ พงษ์สังข์"ใช้ศรัทธา สร้างคุณค่าความเป็นครู

 

นางกันยา เจริญถ้อย ผู้อำนวยการชำนาญการพิเศษ โรงเรียนวัดไม้ตราสมาชิการาม กล่าวว่า “หลังจากได้เข้ามารับตำแหน่งที่นี่เป็นเวลา 10 เดือน และได้มาเห็นการจัดการเรียนการสอนของครูจุฬาลักษณ์ ทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพัฒนาเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ได้เห็นพัฒนาการของเด็กในการที่จะก้าวเป็นเด็กนักเรียนที่สมบูรณ์ ซึ่งการสอนของครูจุฬาลักษณ์ได้ถอดการพัฒนาเด็กปฐมวัยมาอย่างชัดเจน ทั้งนี้ ขอบคุณทางมูลนิธิฯ ที่เล็งเห็นความสำคัญของครูที่มุ่งมั่นทุ่มเท และทาง ผอ.เองก็การันตีความสามารถของครูว่าเป็นบุคคลที่ทำงานยอดเยี่ยม สมควรที่จะได้รับรางวัลนี้ แม้ว่าอีก 7 เดือนจะเกษียณ แต่ท่านได้ทิ้งผลงานให้แก่ครูเด็กๆ มากมายเพื่อให้เดินตามแนวหลักสูตรต่อไป”

"จุฬาลักษณ์ พงษ์สังข์"ใช้ศรัทธา สร้างคุณค่าความเป็นครู

รู้เท่าทันคบค้า-ฝึกภาษาทำธุรกิจพลิกกระแสจีนบุกไทยเป็นโอกาส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/362037

รู้เท่าทันคบค้า-ฝึกภาษาทำธุรกิจพลิกกระแสจีนบุกไทยเป็นโอกาส

ทุนจีน

โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

ปัจจุบัน “ทุนจีน” ในประเทศไทยไม่ใช่เพียงเฉพาะด้านธุรกิจ อย่างการค้าการลงทุน อสังหาริมทรัพย์ ร้านอาหาร โรงแรม เท่านั้น แม้แต่แวดวงสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งได้มีการความร่วมมือจัดการเรียนการสอนกับมหาวิทยาลัยในประเทศจีน หรือบางแห่งก็ร่วมทุนกับนักธุรกิจจีนเข้ามาช่วยบริหารจัดการ เรียกได้ว่า นักศึกษาจีน นักธุรกิจจีน เข้ามามีบทบาทในความอยู่รอดของอุดมศึกษาไทยมากขึ้น

รู้เท่าทันคบค้า-ฝึกภาษาทำธุรกิจพลิกกระแสจีนบุกไทยเป็นโอกาส

 

เช่นที่มหาวิทยาลัยเกริก ที่มีนายหวัง ฉางหมิง กับบริษัทหมิงจัง อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเคชั่น เข้ามาถือหุ้นบริษัท เกริก อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเคชั่น โฮลดิ้ง ที่บริหาร ม.เกริกอยู่ 70% ก็อยู่ในความสนใจว่าจะดำเนินการจัดการศึกษาอย่างไร มีการปรับเปลี่ยนหลักสูตรการเรียนการสอน อาจารย์และบุคลากรภายในหรือไม่ รวมทั้งเปิดหลักสูตรใหม่ขึ้นมารองรับนักศึกษาจีนที่หลั่งไหลเข้ามาเรียนต่อในประเทศอย่างไร

ว่ากันว่ามหาวิทยาลัยเกริก ดำเนินการในนามบริษัทเกริกสุวรรณีและบุตร มีกลุ่มผู้ถือหุ้นเดิม ได้แก่ ตระกูลมังคละพฤกษ์ 22.5% ตระกูลปิยสิรานนท์ 3.75% และตระกูลอัจฉริยะประทีป 3.75% ที่เหลือถือหุ้นในนามบริษัท เกริก อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเคชั่น โฮลดิ้ง 70% โดยล่าสุดบริษัทเกริก อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเคชั่น โฮลดิ้ง มีนายหวัง ฉางหมิง กับบริษัทหมิงจัง อินเตอร์เนชั่นแนล เอ็ดดูเคชั่น เป็นผู้ถือหุ้นหลัก รองลงมาเป็นศ.นพ.กระแส ชนะวงศ์ ซึ่งมารับตำแหน่งอธิการบดีเมื่อเดือนเมษายน 2561

รู้เท่าทันคบค้า-ฝึกภาษาทำธุรกิจพลิกกระแสจีนบุกไทยเป็นโอกาส

 

ก่อนหน้านี้บริษัท เกริก สุวรรณี และบุตร จำกัด ได้แจ้งงบการเงินปี 2559 บริษัท ขาดทุนสะสม 167,872.23 บาท ขณะที่ ปี 2560 บริษัทขาดทุนสะสม 172,872.23 บาท เป็นเหตุให้มีการเปิดให้กลุ่มทุนจากจีนเข้ามาถือหุ้น

ศ.นพ.กระแส ชนะวงศ์ อธิการบดี ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า “เราต้องขาย ไม่ขายเราก็ตาย ไปไม่รอด เพราะไม่มีสภาพคล่อง ที่ผ่านมาจำนวนนักศึกษาลดลงจากเดิมที่มี 3,000 คนเหลือ 2,000 คน ทำให้มหาวิทยาลัยประสบปัญหาด้านการดำเนินการ ซึ่งการร่วมทุนกับต่างชาติทำภายใต้กฎหมายกำหนดและยืนยันว่าไม่มีบุคลากร 178 คนนักศึกษา 1,630 คน ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างครั้งนี้”

รู้เท่าทันคบค้า-ฝึกภาษาทำธุรกิจพลิกกระแสจีนบุกไทยเป็นโอกาส

เขาเชื่อว่าการที่กลุ่มทุนจีนเข้ามาร่วมทุนกับ ม.เกริก จะทำให้มหาวิทยาลัย “รอด” เพราะว่ากลุ่มทุนที่เข้ามาเป็นบริษัทที่ทำงานเกี่ยวกับการแนะแนว จัดหานักศึกษาจีนมาเรียนต่อในประเทศไทยมากว่า 10  ปี ซึ่งปัจจุบันก็หานักศึกษาจีนมาเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษาในประเทศไทยอยู่แล้ว แต่ต่อไปจะแนะนำนักศึกษาเหล่านั้นมาเรียนที่ ม.เกริกแทน

จีนตลาดใหญ่เชื่อเป็นโอกาส
ศ.นพ.กระแส อธิบายว่า จีนเป็นตลาดใหญ่ แต่ละปีมีนักเรียนจบระดับมัธยมศึกษาปีที่ 6 และระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ประมาณ 9 ล้านคน แต่มหาวิทยาลัยของจีนทั้งรัฐและเอกชนรองรับได้ประมาณ 6 ล้านคน เหลืออีก 3 ล้านคนจึงถือว่าเป็นโอกาสของไทย การที่ ม.เกริกเปิดให้กลุ่มทุนจีนเข้ามาร่วมทุนจะเป็นการดึงนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยไทยมากขึ้น

รู้เท่าทันคบค้า-ฝึกภาษาทำธุรกิจพลิกกระแสจีนบุกไทยเป็นโอกาส

 

“คิดง่ายๆ ถ้านักศึกษาจีน ที่เหลืออีก 3 ล้านมาเรียนที่ประเทศไทยแค่ 1 แสนคน ก็ถือว่ามากโขแล้วหลายคนแสดงความเป็นห่วงว่าจีนจะฮุบไทยมั้ย อยากให้มองในมุมกลับว่า เราจะใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์กับนักศึกษาไทย ประเทศไทยอย่างไร สถาบันการศึกษาควรจะปรับตัวให้ทันการปรับเปลี่ยนแปลงของจีนที่ไม่ได้มาแค่ประเทศไทย ที่ไหนๆ ทั่วโลกตอนนี้ก็มีแต่คนจีนเต็มไปหมด เราควรจะคิดกันว่าเราจะใช้โอกาสจากนักศึกษาจีนที่มาเรียนในสถาบันการศึกษาของไทยได้อย่างไร น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่าที่เป็นห่วงแต่ไม่ได้มีวิธีการรับมือ” อธิการบดีม.เกริกตั้งข้อสังเกต

ขณะนี้ มีนักศึกษาจากจีนมาเรียนหลักสูตรระยะสั้นด้านภาษาและวัฒนธรรมประมาณ 200 คน ซึ่ง ม.เกริกได้ปรับหลักสูตร คณะนานาชาติ สอนเป็นภาษาจีนและอังกฤษ ระดับปริญญาตรี-เอก จำนวน 11 หลักสูตรเพื่อรองรับนักศึกษาจีนที่จะมาเรียนพร้อมจัดหอพักไว้เรียบร้อยแล้ว คาดว่าในอนาคตจะนักศึกษาจีนมาเรียนไม่ต่ำกว่า 1,000 คน

รู้เท่าทันคบค้า-ฝึกภาษาทำธุรกิจพลิกกระแสจีนบุกไทยเป็นโอกาส

 

ขณะที่ ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาที่มีนักศึกษาจีนมาเรียน 3,000 คน ถือว่ามากที่สุดในขณะนี้ กล่าวว่าที่นักศึกษาจีนมาเรียนที่ มธบ.มากอาจจะเป็นเพราะเปิดมา 10 กว่าปีแล้ว ทำให้เป็นที่รู้จักและทำงานร่วมกับบริษัทแนะแนวจัดหานักศึกษามาเรียนที่ประเทศไทยที่สำคัญมีหอพักของมหาวิทยาลัย 7 แห่งที่รองรับเฉพาะนักศึกษา ทำให้พ่อแม่ผู้ปกครองสบายใจที่ให้ลูกมาเรียน ทำให้ยอดนักศึกษาจีนเพิ่มๆ ขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ที่เปิดรับนักศึกษาต่างประเทศมานาน

สำหรับวิทยาลัยนานาชาติจีน-อาเซียน (China-ASEAN International College (CAIC) ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2013 เปิดโอกาสให้นักศึกษาไทย นักศึกษาจีน รวมถึงนักศึกษาต่างชาติเข้ามาศึกษาในหลักสูตรการเรียนการสอนที่เป็นภาษาจีน อาจารย์ผู้สอนเป็นอาจารย์ชาวจีน พร้อมผลิตบัณฑิตให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคต ปัจจุบันเปิดสอน 9 หลักสูตร

รู้เท่าทันคบค้า-ฝึกภาษาทำธุรกิจพลิกกระแสจีนบุกไทยเป็นโอกาส

 

    เปิดตามองจีนให้เข้าใจ
ส่วนกระแสที่ว่ามีความเป็นห่วงที่นักศึกษาจีนมาเรียนที่ประเทศไทย จบแล้วยังทำงานที่เมืองไทย จะแย่งงานหรือไม่ คงไม่ใช่ เพราะว่า บริษัทที่รับคนจีนไปทำงานก็ต้องการทักษะภาษาคนจีน ซึ่งเป็นคนละตลาดกับนักศึกษาไทยอยู่แล้ว เราควรมองหาโอกาสที่จะแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม รู้เขารู้เรา จะได้เพิ่มโอกาสในการไปทำธุรกิจที่จีน หรือทำธุรกิจกับคนจีน

“ถึงวันนี้เราจะต้องเปิดตา และมองให้เข้าใจมากขึ้นคนไทยควรจะต้องรู้จักคนจีนคิดอย่างไร รวมถึงเรื่องราวการทำการค้า วัฒนธรรม และเทคโนโลยีต่างๆ ของจีน ซึ่งหากรู้สิ่งเหล่านี้แล้ว จะเข้าใจความเป็นจีนมากขึ้น ทำให้การค้าขายราบรื่น เหมือนรู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง” ดร.ดาริกา กล่าว

รู้เท่าทันคบค้า-ฝึกภาษาทำธุรกิจพลิกกระแสจีนบุกไทยเป็นโอกาส

ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์

          ฝึกภาษา-หาโอกาสเรียนรู้
รศ.ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) กล่าวว่าตอนนี้แนวโน้มชาวจีนมาเรียนไทยมากขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งเมื่อปี 2560 สถานทูตจีนได้รายงานข้อมูลจำนวนชาวจีนมาเรียนไทย พบว่ามีมาเรียนประมาณ 8,000-9,000 คน และปัจจุบันคาดว่าน่าจะประมาณหลายหมื่นคนการที่ชาวจีนมาเรียนไทย อยากให้มองเป็นโอกาส ทั้งเป็นโอกาสของนักศึกษาไทยได้คบหาเพื่อนคนจีน เพราะคงปฏิเสธไม่ได้ว่าจีนเป็นประเทศมหาอำนาจในยุคเทคโนโลยี การฝึกภาษาจีนจะเป็นโอกาส นักศึกษาจีนจะขยัน มุ่งมั่น สู้งานตั้งใจเรียน จะเป็นแรงผลักให้นักศึกษาไทยกระตือรือร้นมากยิ่งขึ้น

    เรียนจบ80%ทำงานต่อ
รศ.ดร.อักษรศรี กล่าวว่านักศึกษาจีนที่มาเรียนในไทยจบแล้ว ประมาณ 80% จะทำงานในประเทศไทย เพราะส่วนใหญ่เด็กจะมีธุรกิจหัวการค้า ขยัน และเขาจะทำธุรกิจของตนเอง ตั้งแต่ตอนเรียน นักศึกษาไทย มหาวิทยาลัยไทยต้องปรับตัว จำเป็นต้องเน้นการนำเทคโนโลยีมาผลิตนักศึกษาคุณภาพ โดยจะต้องมีการปรับหลักสูตรให้ทันสมัย ออกแบบการเรียนการสอนออนไลน์ ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี เน้นเพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียนต้องทำ ดิจิทัล ทรานสฟอร์เมชั่น ใช้นวัตกรรมให้นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ ฝ่ายธุรกิจไทยต้องตื่นตัว ถ้ามีทุนจีนเข้ามา ต้องปรับกลยุทธ์ทั้งเชิงรับและเชิงรุก ถ้าเป็นไปได้ลองหันมาคบค้ากับเขาอย่างรู้เท่าทัน เพื่อการเรียนรู้ธุรกิจไปด้วยกัน ขอย้ำว่า ทั้งทุนไทย นักธุรกิจไทย คนไทยต้องรู้เท่าทันจีนในยุคนี้

      เพิ่มภาษาจีนรู้ฐานข้อมูล
รศ.ดร.บุรินทร์ ศรีสมถวิล ผู้ช่วยอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าปัจจุบันแนวโน้มมีนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนในไทยเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ โดยสถานการณ์ดังกล่าว เริ่มเป็นมาตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งนักศึกษาจีนเข้ามาเรียนทั้งในหลักสูตรระยะสั้น และหลักสูตรระดับปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก เพิ่มเป็น 2 เท่า สิ่งที่มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวคือ การจัดสภาพแวดล้อมให้มีความเป็นนานาชาติ ปรับหลักสูตรการเรียนการสอนให้มีความเป็นสากล ทันสมัย ที่สำคัญมีการเรียนการสอนที่ทำให้นักศึกษาไทยรู้เท่าทัน โดยต้องให้นักศึกษารู้ภาษาจีน เพื่อเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร สร้างความเข้าใจ ทำธุรกิจร่วมกัน และรู้ฐานข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับจีน

รู้เท่าทันคบค้า-ฝึกภาษาทำธุรกิจพลิกกระแสจีนบุกไทยเป็นโอกาส

 

อย่างไรก็ตามกับกระแสที่เกิดขึ้นสถาบันการศึกษาหลายแห่งที่เปิดรับนักศึกษาจีนต่อในไทยก็มีหลากหลายมุมมอง ทั้งขานรับนโยบายการเปิดโอกาสให้ต่างประเทศมาเรียนต่อเพื่อแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคคลากร ภาษาและวัฒนธรรมการเรียนรู้ อย่างเต็มศักยภาพหรือบางแห่งก็วางกรอบจำนวนรับไว้อย่างชัดเจน อย่างเช่นที่ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.) ที่รับเพียงปีละ 35 คนเพื่อควบคุมคุณภาพการเรียนการสอน หรือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ที่รับเพียง 20-25 คนเท่านั้น หรือที่คณะศิลปศาสตร์ มทร.พระนคร ที่รับได้รุ่นละ 50 คน

“ดร.พรชณิตว์ แก้วเนตร” รองอธิการบดี ฝ่ายกิจการต่างประเทศและลูกค้าสัมพันธ์ มสด. กล่าวว่า การรับนักศึกษาจีนมาเรียนที่โรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ สาขาวิชาธุรกิจการบิน โดยเรียนเป็นภาษาอังกฤษ รับรุ่นละ 32 คน ที่รับน้อยเพราะว่าต้องการจัดการเรียนการสอนให้ได้คุณภาพให้มากที่สุด

หรือที่มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ที่มีแนวคิดว่าความร่วมมือกับจีน อย่างมีเป้าหมาย ต้องการเรียนรู้ทั้งวัฒนธรรม วิถีชีวิต และลู่ทางในการทำธุรกิจหรือโอกาสในการประกอบอาชีพ “ผศ.ดร.ร่มเย็น โกไศยกานนท์” รักษาการคณบดีสำนักวิชาจีนวิทยา มฟล. กล่าวว่า การรับนักศึกษาต่างชาติ รวมทั้งจีนนั้นไม่เฉพาะเพื่อจัดการศึกษาให้เท่านั้น แต่ต้องการให้เด็กไทยได้เข้าใจประเทศเหล่านี้ เป็นโอกาสให้มีปฏิสัมพันธ์อย่างเป็นธรรมชาติในมหาวิทยาลัย ซึ่งนักศึกษาต่างชาติมีอยู่กว่า 700 คน เป็นนักศึกษาแบบเรียนเต็มเวลา ให้ได้เรียนรู้ซึ่งกันและกัน

รู้เท่าทันคบค้า-ฝึกภาษาทำธุรกิจพลิกกระแสจีนบุกไทยเป็นโอกาส

“ดร.พรชณิตว์ แก้วเนตร”

“จริงๆ แล้ว มันถึงจุดที่เลิกกลัวได้แล้ว เราควรเปลี่ยนความกลัวของเราเป็นความพยายามทำความเข้าใจ ตั้งตัวเองดีๆ ว่าจุดยืน จุดแข็งของเราคืออะไร และจะร่วมมือกับเขาอย่างไรในอนาคต เราเรียนจีนโดยที่มีจุดยืนคือประโยชน์ของชาติต่างหาก” รักษาคณบดีสำนักวิชาจีนวิทยา มฟล.กล่าว

อยากให้ลูกโตมาเป็นคนแบบไหน พ่อแม่วางแผนได้ตั้งแต่0-8ขวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/361802

อยากให้ลูกโตมาเป็นคนแบบไหน พ่อแม่วางแผนได้ตั้งแต่0-8ขวบ

พ่อ,แม่,ลูก,โรงเรียน

โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

พ่อแม่อยากให้ลูกเกิดมาแล้วโตขึ้นมาเป็นคนแบบไหน เป็นคนดี ไม่เอาเปรียบคนอื่น ก็ต้องสอนตั้งแต่เด็กๆ ให้ลูกได้เรียนรู้ในสิ่งจะปลูกฝังให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ ดังนั้นการศึกษาในวัยเด็กหรือที่เรียกว่า “ปฐมวัย” จึงมีความจำเป็นเพราะเป็นช่วงที่สมองกำลังมีการเจริญเติบโต 0-8 ขวบเป็นช่วงที่เหมาะสมที่ บ้านและโรงเรียนต้องร่วมมือกันสอนเด็กคนหนึ่งให้เป็นผู้ใหญ่อย่างที่บอกว่า “เป็นคนดี” เพราะหลังจากนั้น เขาจะเป็นตัวของตัวเองและมีพัฒนาการการเรียนรู้ชีวิตด้วยตัวของเขาเองแล้ว

ดังนั้นการเลือกโรงเรียนอนุบาล จึงมีความสำคัญมากในการลงทุนของพ่อแม่ ซึ่งโรงเรียนอนุบาลในเมืองไทยก็มีหลากหลายแนวให้เลือกเช่นกันตามความต้องการของพ่อ แม่ และกำลังจ่าย ไม่ว่าจะเป็นแนวมอนเตสเซอรี่ ที่เน้นให้ความสำคัญกับผู้เรียนเด็กๆ ได้เรียนรู้การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่นด้วยความสุข สมวัย

อยากให้ลูกโตมาเป็นคนแบบไหน พ่อแม่วางแผนได้ตั้งแต่0-8ขวบ

แนววิถีพุทธ ที่ส่งเสริมพัฒนาการตามธรรมชาติในการเรียนรู้ของเด็กแต่ละช่วงวัย เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่งและเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว หรือแนวบูรณาการ ทั้ง 4 ด้าน คือร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญา ควบคู่กับสร้างความสมดุลกับเด็กๆ ไปพร้อมๆ กัน รวมทั้ง แนววิถีพุทธปัญญา บ่มเพาะชีวิตเด็กให้ เติบโตไปเป็นคนที่สามารถพึ่งตัวเองได้ เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างประโยชน์สุขต่อส่วนรวม พร้อมจะอยู่ร่วมกับสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลง หรือแนวการศึกษาแบบโครงการ ให้เด็กฝึกทักษะจากสื่อหลากหลาย และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ตามความพร้อมของเด็กแต่ละคน โดยคำนึงถึงความแตกต่างของเด็กแต่ละคนในทุกด้าน

“เด็กทุกคนมีพลังในการเรียนรู้สูง อยากรู้อยากเห็น ดังนั้น พ่อแม่ ครูต้องเคารพสิทธิของเขาให้เด็กได้เรียนรู้ เพราะทุกคนมีพลังตั้งแต่เกิดมา อย่าไปปิดกั้น คอยเป็นโค้ชดูแลพวกเขาให้เติบโตไปตามวัยอย่างสวยงามและเหมาะสม” ครูก้า กรองทอง บุญประคอง ผู้อำนวยการโรงเรียนจิตตเมตต์ ที่เน้นสอนแบบบูรณาการ กล่าว

เธออธิบายว่า โรงเรียนจิตตเมตต์มีเป้าหมายชัดเจนในการทำการศึกษาเพื่อให้เกิดคุณค่าแก่ชีวิตของเด็กๆ ทั้งชีวิต มิใช่เพียงเพื่อให้สอบเข้า ป.1 ที่ไหนได้ ช่วงอายุ 0–8 ปี เป็นช่วงวัยที่สำคัญที่สุด โตขึ้นเขาจะเป็นคนอย่างไร มีวิธีมองโลกอย่างไรก็วัยนี้ เป็นหน้าที่ของโรงเรียนและบ้านต้องมีส่วนร่วมกันในการปลูกฝังให้แก่เด็กวัยดังกล่าว เพราะโรงเรียนไม่สามารถจัดการศึกษาได้ตามลำพัง ต้องอาศัยความร่วมมือจากทางบ้าน ดังนั้นก่อนจะรับนักเรียน จึงต้องได้พบปะสัมภาษณ์พ่อแม่และร่วมกันทำโรงเรียนพ่อแม่ก่อน จากนั้นจะประกาศรับนักเรียน ซึ่งคนที่ไม่ได้เข้าเรียนจะมีหลักในการดูแลลูกปฐมวัยได้ในระดับหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะไปเรียนที่ไหนถ้าเขามีหลักในการเลี้ยงดูส่งเสริมเด็กก็จะได้รับการเคารพเช่นกัน

โรงเรียนจิตตเมตต์ ได้รับแนวคิดและรูปแบบการศึกษาจากอาจารย์หม่อมดุษฎี บริพัตร ณ อยุธยา ที่ให้เคารพความเป็นเด็ก และเชื่อในศักยภาพของเด็ก และพัฒนาทักษะของเด็กให้ครบถ้วนทั้ง 4 ด้าน คือ ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญา ทำให้เขาเติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์มีคุณค่าต่อตนเอง ผู้อื่น ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ดังนั้นกระบวนการเรียนรู้ต้องมองทั้งธรรมชาติของวัยและธรรมชาติของเด็กแต่ละคนเป็นหลักด้วยแนวคิด และที่มาของหลักสูตรการเรียนแบบบูรณาการ

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนไม่สามารถพัฒนาเด็กได้ตามลำพัง ต้องทำงานร่วมกับพ่อแม่ ซึ่งมีคนสนใจส่งลูกมาเรียนค่อนข้างมาก แต่ไม่สามารถรับได้ทั้งหมด ดังนั้นเมื่อเขามีความตั้งใจและก้าวเข้ามาแล้ว จึงได้เชิญคุณครูอังคณา มาศรังสรรค์ มาเพื่อทำห้องเรียนพ่อแม่ ให้แง่คิดที่เป็นประโยชน์ต่อความเป็นพ่อแม่ เป็นแนวทาง หรือสติเพื่อใช้ในการเลี้ยงลูก

“เราขอให้ทุกคนผ่านกระบวนการห้องเรียนพ่อแม่ก่อน แล้วถึงจะประกาศผลการรับเด็กเข้าเรียน ส่วนเด็กที่จะเข้าเรียนที่นี่เราจะสัมภาษณ์พ่อแม่ถึงแนวคิดแนวปฏิบัติในการเลี้ยงดู สำหรับเด็กเราจะสำรวจพัฒนาการเพื่อดูต้นทุน ว่าเด็กอยู่ในกลุ่มที่เรียนด้วยกระบวนการที่เราจัดแบบปกติก็เพียงพอ หรือต้องจัดการเรียนรู้ในรูปแบบที่มีความเฉพาะเป็นรายบุคคล ที่เราต้องดูตรงนี้เพื่อต้องจัดสัดส่วนให้เหมาะกับศักยภาพของเราด้วย ที่จะทำให้เด็กทุกคนได้รับประโยชน์สูงสุด ในแต่ละปีเรารับนักเรียนใหม่ได้ประมาณปีละ 35 คนเท่านั้น”

หลังจากเข้ามาเรียนแล้ว แต่ละห้องมีนักเรียนประมาณ 25 คน คุณครู 2-3 คน โดยนำเด็กเป็นที่ตั้ง ครูจะทำงานกันเป็นทีมทั้งฝ่ายปฎิบัติการ (ครูประจำชั้น) หรือคุณครูที่สอนวิชาพิเศษ ฝ่ายวิชาการที่ทำหน้าที่เป็นผู้สนับสนุน ต้องมาคุยกัน ทั้งเรื่องเป้าหมาย กิจกรรม หรือสถานการณ์ของแต่ละห้อง หรือปัญหาต่างๆ ที่บางครั้งอาจต้องมีการทำงานร่วมกับผู้ปกครอง ครูต้องทำหน้าที่เสมือนเป็นพ่อแม่ เป็นเพื่อนเล่น

ครูก้า บอกว่า “เราเคารพในความเป็นเด็ก ที่เด็กจะเติบโตอย่างสมบูรณ์ในความเป็นตัวของตัวเอง และให้โอกาสแห่งการเติบโต ผ่านกิจกรรมที่เด็กชื่นชอบ เช่น การเล่น ศิลปะ ดนตรี เป็นต้น เชื่อว่าเด็กมีศักยภาพเปิดโอกาสให้เขาได้ใช้และพัฒนา เชื่อว่าเด็กเกิดมาพร้อมกับความฝัน จินตนาการ เมื่อให้โอกาสซึ่งเป็นพลังแห่งการเรียนรู้ได้เรียนได้ทดลอง ได้ทำในสิ่งที่เขาสนใจใคร่รู้ จะให้เกิดการพัฒนาที่ยิ่งใหญ่ได้ในที่สุด”

ดังนั้นการเรียนในระดับปฐมวัย จึงเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อเข้าสู่วัยประถม หรือ ป.1 ซึ่งต้องจัดสภาพแวดล้อมให้ใกล้เคียงกับปฐมวัยเพื่อเตรียมเด็กได้ก้าวขึ้นสู่บันไดทีละขั้นอย่างเหมาะสม ไม่ควรเน้นการสอบแข่งขัน แต่ให้เขาค่อยๆ เติบโตไปทั้งสมองและร่างกายจนกว่าจะถึง 8 ขวบ

ขณะนี้ร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย อยู่ในขั้นการพิจารณาของ คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญการกำหนดให้มีคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน และให้มีสำนักงานคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัย มีฐานะเป็นนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยงานเลขานุการของคณะกรรมการ รวมทั้งกำหนดให้มีระบบการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็น 4 ช่วง ครอบคลุมตั้งแต่ช่วงก่อนคลอด แรกเกิด ช่วงอายุ 3-6 ปี และช่วงอายุ 6-8 ปี หรือวัยรอยต่อกับประถมศึกษา พร้อมกำหนดหน้าที่ให้รัฐและองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น จัดให้มีบริการและสวัสดิการด้านสาธารณสุข ด้านการศึกษา ด้านสังคม อย่างมีคุณภาพ แก่เด็กปฐมวัย หญิงมีครรภ์ และบุคคลในครอบครัวของเด็กปฐมวัย อย่างทั่วถึงและเท่าเที่ยมกัน โดยไม่เรียกเก็บค่าใช้จ่าย

อยากให้ลูกโตมาเป็นคนแบบไหน พ่อแม่วางแผนได้ตั้งแต่0-8ขวบ

โดยกำหนดให้การรับเด็กปฐมวัยเพื่อเข้ารับการพัฒนาในสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและสถานศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ โดยวิธีการสอบคัดเลือกจะกระทำมิได้ เว้นแต่เป็นกรณีที่คณะกรรมการประกาศกำหนด และผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท

ปฐมวัยต้องไม่เน้นสอบแข่งขัน
ก่อนหน้านี้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ… ที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ลงมติรับหลักการเมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2561 ขณะนี้อยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยเห็นว่า เป็นกฎหมายที่มีความสำคัญต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัยซึ่งจะเจริญเติบโตเป็นทรัพยากรสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต และมีมติให้เสนอความเห็นต่อ สนช. เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เมื่อวันที่ 25 มกราคม ที่ผ่านมา

อยากให้ลูกโตมาเป็นคนแบบไหน พ่อแม่วางแผนได้ตั้งแต่0-8ขวบ

โดย กสม.เห็นว่าโดยทั่วไปร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้มีสาระสำคัญที่สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งได้รับรองสิทธิในการอยู่รอดและการได้รับการพัฒนาไว้หลายประการ รวมทั้งแนวคิดว่าด้วยการดูแลและให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) แนวคิดว่าด้วยการพัฒนาเด็กปฐมวัยขององค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (ยูนิเซฟ) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติด้านการศึกษา (ยูเอ็น เอสดีจี4) โดยให้มีคณะกรรมการนโยบายการพัฒนาเด็กปฐมวัยทำหน้าที่ขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายนี้ ซึ่งเน้นการทำงานแบบบูรณาการระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้ความสำคัญต่อการพัฒนาและเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กวัยนี้แบบองค์รวม ทั้งในด้านร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา

อยากให้ลูกโตมาเป็นคนแบบไหน พ่อแม่วางแผนได้ตั้งแต่0-8ขวบ

การดูแลและให้การศึกษาแก่เด็กปฐมวัยของยูเนสโก เด็กปฐมวัย (Early childhood) หมายถึง เด็กแรกเกิดจนถึงอายุ 8 ปี หรือนับแต่วัยทารก วัยเรียนระดับอนุบาล จนถึงระดับประถมศึกษาปีที่ 2

นายวัส ติงสมิตร ประธาน กสม. กล่าวว่า เพื่อมิให้มีผลกระทบต่อพัฒนาการของเด็กปฐมวัยตามลำดับนั้น กสม.มีความเห็นว่า มาตรฐาน แนวปฏิบัติ และหลักเกณฑ์ควรคำนึงถึงพัฒนาการของเด็กและการพัฒนาอย่างเป็นองค์รวมในด้านต่างๆ ของเด็ก การจัดการเรียนรู้ของสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นไปเพื่อเตรียมความพร้อมของเด็กปฐมวัย แต่ต้องไม่เป็นการจัดการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นการสอบแข่งขันระหว่างเด็กปฐมวัย ร่าง พ.ร.บ.นี้ควรมีมาตรการหรือแนวปฏิบัติอื่นที่เป็นหลักประกันว่า สถานพัฒนาเด็กปฐมวัยและโรงเรียนระดับประถมศึกษาจะไม่ใช้การสอบแข่งขันในระหว่างที่เด็กอยู่ในสถานพัฒนาดังกล่าวหรือในการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนในระดับประถมศึกษา

    โรงเรียนอนุบาลทางเลือก
*แนวแนวการศึกษาอย่างเป็นองค์รวม(holistic education) เน้นให้เด็กๆ กิน-อยู่-ดู-ฟัง ให้เป็น ด้วยการเรียนรู้ด้วยหัวใจ สมอง และสองมือ อย่างเป็นธรรมชาติและสอดคล้องกับพัฒนาการตามวัย

* แนวมอนเตสเซอรี่ เน้นให้ความสำคัญกับผู้เรียน เด็กๆ ได้เรียนรู้การปฏิสัมพันธ์ทางสังคมกับผู้อื่นด้วยความสุข สมวัย มีความยืดหยุ่น สงบ ฝึกแก้ปัญหาความขัดแย้ง และให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนรอบข้าง

อยากให้ลูกโตมาเป็นคนแบบไหน พ่อแม่วางแผนได้ตั้งแต่0-8ขวบ

* แนววิถีพุทธ ผสมผสานนวัตกรรมการสอนต่างๆ ส่งเสริมพัฒนาการตามธรรมชาติในการเรียนรู้ของเด็กแต่ละช่วงวัย ให้เกิดการพัฒนาศักยภาพสูงสุดเป็นรายบุคคล การเรียนรู้อาศัยการบ่มเพาะและซึมซับผ่านกิจวัตรประจำวัน ที่สร้างให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาความรู้ความสามารถจากการปฏิบัติจริงจนชำนาญ สามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างสรรพสิ่งและเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัว

** แนวบูรณาการ ให้ความสำคัญว่าเด็กต้องมีพัฒนาการครบทั้ง 4 ด้าน คือร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญา ควบคู่กับสร้างความสมดุลกับเด็กๆ ไปพร้อมๆ กัน จึงบูรณาการการสอนไปตามธรรมชาติ ให้ทุกคนที่เกี่ยวข้องมีความสุข เห็นคุณค่าของตัวเองและผู้อื่น เห็นคุณค่าธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผสมผสานนวัตกรรมการเรียนรู้ ด้วยความเข้าใจธรรมชาติของเด็กเป็นหลัก

อยากให้ลูกโตมาเป็นคนแบบไหน พ่อแม่วางแผนได้ตั้งแต่0-8ขวบ

** แนววิถีพุทธปัญญา ต้นแบบในการบ่มเพาะชีวิตเด็ก ครู และผู้ปกครอง เพื่อให้เด็กๆ เติบโตไปเป็นคนที่สามารถพึ่งตัวเองได้และมีเพื่อนที่ดี เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างประโยชน์สุขต่อส่วนรวม พร้อมจะอยู่ร่วมกับสังคมโลกที่เปลี่ยนแปลง

* แนวการศึกษาแบบโครงการ เน้นกิจกรรมในห้องเรียนมีการเรียนรู้หลากหลายอย่างเกิดขึ้นไปพร้อมๆ กัน เด็กสามารถเลือกตามความสนใจเป็นส่วนใหญ่ แต่ครูจะชักชวนให้เด็กฝึกทักษะจากสื่อหลากหลาย และเรียนรู้สิ่งต่างๆ ตามความพร้อมของเด็กแต่ละคน ทั้งเป็นกลุ่มใหญ่ กลุ่มเล็ก และรายบุคคลสลับกันไป โดยคำนึงถึงความแตกต่างของเด็กแต่ละคนในทุกด้าน เน้นให้เด็กๆ เรียนรู้อย่างมีความสุข กล้าพูดกล้าแสดงออก รักการเรียนรู้ ริเริ่มสร้างสรรค์ และมีคุณธรรมประจำใจ

** แนวการศึกษาแบบนีโอฮิวแมนิสต์ใช้หลักมนุษยนิยมในการสอน ซึ่งยกย่องให้มนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน ช่วยพัฒนาศักยภาพแฝงเร้น ที่มีอยู่ในตัวคนเราให้แสดงออกมาได้อย่างสูงสุด โดยเฉพาะทำให้เด็กๆ เกิดความภาคภูมิใจในตัวเอง เน้นการพัฒนา 4 ด้าน คือร่างกาย จิตใจ ความรักความมีน้ำใจ และวิชาการ อย่างสมดุล จะช่วยขัดเกลาให้เด็กเติบโตอย่างมีความมั่นใจ ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ และก้าวสู่ความสำเร็จ

เปิดข้อเสนอป.ป.ช.แก้แป๊ะเจี๊ยะสกัดเรียกเงินแลกที่นั่งเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/361628

เปิดข้อเสนอป.ป.ช.แก้แป๊ะเจี๊ยะสกัดเรียกเงินแลกที่นั่งเรียน

สพฐสพฐ,นักเรียน,แป๊ะเจี๊ยะ,ปปช,ดรบุญรักษ์  ยอดเพชร,เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน,กพฐ

โดย…  ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

หลังจาก ครม.รับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ตามที่ ป.ป.ช.เสนอ หนึ่งในนั้นคือการเสนอให้ยกเลิกการรับนักเรียนเงื่อนไขพิเศษ 7 ข้อ ซึ่ง สพฐ.จะนำเสนอให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) พิจารณาวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ เพื่อปรับปรุงประกาศรับนักเรียนใหม่

ดร.บุญรักษ์  ยอดเพชร  เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ที่ประชุม ครม.รับทราบมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เพื่อให้มีการปรับปรุงการปฏิบัติราชการหรือปราบปรามการทุจริตต่อหน้าที่ หรือการกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสนอ ไปแล้วนั้น จากนี้ สพฐ.ต้องไปดำเนินการในรายละเอียดต่อไป

เปิดข้อเสนอป.ป.ช.แก้แป๊ะเจี๊ยะสกัดเรียกเงินแลกที่นั่งเรียน

 

ทั้งนี้ ได้มอบหมายให้สำนักนโยบายและแผน สพฐ. ไปดำเนินการจัดทำรายละเอียดที่สำคัญๆ เพื่อเสนอที่ประชุม กพฐ. พิจารณาเพื่อปรับปรุงประกาศ สพฐ. เรื่องนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัด สพฐ. ปีการศึกษา 2562 ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้ และข้อเสนอให้ยกเลิกหลักเกณฑ์การรับนักเรียนกรณีเงื่อนไขพิเศษทั้ง 7 ข้อ รวมถึงแนวปฏิบัติรับนักเรียนใหม่ที่สอดรับกับมติ ครม. ดังกล่าว

นอกจากนี้จะเสนอต่อที่ประชุม กพฐ.พิจารณา พร้อมเสนอขอปรับเวลาการรับสมัครนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 และ 4 ที่เดิมกำหนดวันที่ 23-27 มีนาคม แต่เนื่องจากวันที่ 24 มีนาคม ตรงกับวันเลือกตั้ง จะเสนอให้เลื่อนวันรับสมัครเป็นวันที่ 22-27 มีนาคม และงดรับสมัครวันที่ 24 มีนาคมด้วย

เปิดข้อเสนอป.ป.ช.แก้แป๊ะเจี๊ยะสกัดเรียกเงินแลกที่นั่งเรียน

 

ว่ากันว่าสาระสำคัญเกี่ยวกับมาตรการป้องกันการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทน เพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษาสังกัด สพฐ. ที่ ป.ป.ช.จัดทำข้อเสนอ มีอยู่ด้วยกัน 3 ส่วนคือ เสนอให้รัฐบาล สพฐ. และกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) โดยข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ได้แก่ 1.ควรพิจารณาดำเนินการปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยปรับปรุงระบบการจัดสรรเงินอุดหนุนรายหัวให้สอดคล้องกับสภาพข้อเท็จจริงในปัจจุบัน 2.ควรพิจารณากำหนดให้แต่ละสถานศึกษาดำเนินการจัดทำแผนงาน/โครงการ เพื่อเสนอขออนุมัติงบประมาณสนับสนุนการบริหารจัดการและการดำเนินการจัดการเรียนการสอนของแต่ละสถานศึกษาให้มีการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษามากยิ่งขึ้น

3.ควรพิจารณากำหนดมาตรการลดหย่อนหรือยกเว้นภาษี เพื่อสนับสนุนการระดมทรัพยากรเพื่อการศึกษาและเพื่อสร้างการจูงใจให้มีการระดมทรัพยากรในรูปของเงินบริจาค โดยมุ่งเน้นให้ผู้บริจาคเงินเพื่อการศึกษาให้แก่โรงเรียนที่มิใช่โรงเรียนที่มีการแข่งขันสูงหรือโรงเรียนที่มีความขาดแคลนหรือด้อยโอกาสห่างไกลความเจริญ หรือโรงเรียนในถิ่นทุรกันดาร หรือโรงเรียนที่ขาดแคลนทรัพยากรในด้านต่างๆ ได้รับสิทธิทางด้านภาษีมากกว่าปกติที่กำหนด ณ ปัจจุบัน รวมทั้งกรณีที่บริษัทเอกชนบริจาคสิ่งของและวัสดุอุปกรณ์แทนเงินสด เห็นควรให้ได้รับสิทธินำมาลดหย่อนการเสียภาษีได้ด้วย

เปิดข้อเสนอป.ป.ช.แก้แป๊ะเจี๊ยะสกัดเรียกเงินแลกที่นั่งเรียน

 

4.ควรพิจารณาเร่งรัดการดำเนินการและสนับสนุนด้านงบประมาณ ภายใต้พระราชบัญญัติกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา พ.ศ. 2561 เพื่อให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

ข้อเสนอแนะต่อ สพฐ. ได้แก่ 1.พิจารณายกเลิกหลักเกณฑ์การรับนักเรียนกรณีนักเรียนที่มีเงื่อนไขพิเศษทั้ง 7 ข้อ เนื่องจากเป็นช่องทางสำคัญที่ก่อให้เกิดปัญหาการทุจริตในการเรียกรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียนในสถานศึกษา โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบการสอบคัดเลือกการรับนักเรียนอย่างยุติธรรม โปร่งใส และตรวจสอบได้ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการลดปัญหาการฝากเด็กเข้าเรียนโดยเรียกรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ตอบแทน

2.เห็นควรให้กำหนดวิธีการเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การคำนวณสัดส่วนการรับนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ นักเรียนทั่วไป และนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษ ตามประกาศของ สพฐ. เรื่องนโยบายและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนสังกัด สพฐ. ให้มีความชัดเจน โดยมุ่งให้ความสำคัญกับการให้เด็กได้ศึกษาต่อยังสถานศึกษาใกล้บ้าน

เปิดข้อเสนอป.ป.ช.แก้แป๊ะเจี๊ยะสกัดเรียกเงินแลกที่นั่งเรียน

 

3.เห็นควรให้กำหนดคุณสมบัติและหลักเกณฑ์การเป็นนักเรียนในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียนให้มีความชัดเจนและมีความเข้มงวด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดนิยามและคุณสมบัติของการเป็นนักเรียนในเขตพื้นที่บริการ เช่น ระยะเวลาในการมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน และกรณีมีการย้ายเข้ามาพักอาศัยในทะเบียนบ้านซึ่งอยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงเรียน อีกทั้งเห็นควรให้กำหนดนิยามความหมายของนักเรียนในเขตพื้นที่บริการให้ครอบคลุมถึงนักเรียนที่เป็นบุตรข้าราชการครูและบุคลากรของโรงเรียนนั้นๆ ด้วย เพื่อให้เป็นหลักเกณฑ์การพิจารณาในลักษณะเดียวกันทั่วประเทศ และเป็นการป้องกันหรือลดการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ

4.เห็นควรให้กำหนดระเบียบหรือข้อบังคับที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน ในการกำหนดรูปแบบมาตรฐานกลางสำหรับการประกาศผลการคัดเลือกนักเรียน การประกาศผลการสอบ คะแนนการสอบ โดยเรียงรายชื่อตามลำดับคะแนนที่สอบแข่งขันได้ของนักเรียนที่เข้าสอบทุกคน เพื่อให้สถานศึกษาทุกแห่งภายใต้สังกัด สพฐ. ปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดและมีกระบวนการรับนักเรียนที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นธรรม และเสมอภาค และในกรณีที่สถานศึกษามีการรับนักเรียนเพิ่มเติมไม่ว่าในกรณีใด ให้ดำเนินการเรียกรับนักเรียนตามประกาศผลการสอบที่ได้เรียงรายชื่อตามลำดับคะแนนที่สอบแข่งขันได้

5.เห็นควรกำหนดให้ทุกสถานศึกษาต้องดำเนินการแจ้งค่าใช้จ่าย และรายละเอียดการเก็บเงินบำรุงการศึกษาไว้ในประกาศการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อของแต่ละสถานศึกษา เพื่อให้ผู้ปกครองนักเรียนได้รับทราบไว้โดยชัดเจน โดยจะเป็นมาตรการป้องกันมิให้มีการเรียกเก็บเงินบำรุงการศึกษาเกินอัตราที่กำหนด และเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้

6.ควรกำหนดนโยบายด้านการจัดการศึกษา รวมทั้งระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการรับนักเรียนให้มีความชัดเจน พร้อมทั้งซักซ้อมเพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวทางในการปฏิบัติให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ

7.เห็นควรให้มีการประกาศห้ามมิให้สถานศึกษาดำเนินการเอื้อประโยชน์ โดยให้สิทธิพิเศษหรือโควตาแก่สมาคมผู้ปกครองและครู สมาคมศิษย์เก่า หรือสมาคมที่เกี่ยวเนื่องกับด้านการศึกษาของแต่ละสถานศึกษา ในลักษณะที่มีการแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ในการฝากเด็กเข้าเรียนหรือในลักษณะการมีผลประโยชน์ต่างตอบแทน

ส่วนข้อเสนอแนะต่อ ศธ. ได้แก่ 1.ควรเร่งรัดการดำเนินการพัฒนามาตรฐานการศึกษาของแต่ละโรงเรียนให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน หรืออยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกันเพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้มีการดำเนินการจัดสรรงบประมาณทางด้านการศึกษาโดยพิจารณาและคำนึงถึงการสนับสนุนงบประมาณเพื่อส่งเสริมและพัฒนาโรงเรียนในระดับรองและโรงเรียนในส่วนภูมิภาคให้สามารถเพิ่มศักยภาพและคุณภาพการศึกษาให้สูงขึ้น และให้มีการสร้างแรงจูงใจหรือมาตรการสนับสนุนให้บุคลากรครู อาจารย์ที่มีศักยภาพสูงในสาขาวิชาการต่างๆ ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดการเรียนการสอนในโรงเรียนที่กำลังพัฒนา เพื่อให้มีการกระจายบุคลากรครูและอาจารย์ที่มีศักยภาพไปทำการสอนยังโรงเรียนในส่วนภูมิภาคให้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นด้วย

2.เห็นควรให้มีการดำเนินการประชาสัมพันธ์และสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้ผู้ปกครองนักเรียนและประชาชน รวมทั้งเจ้าพนักงานของรัฐที่เกี่ยวข้องรับทราบถึงความผิดและบทลงโทษกรณีการเรียก รับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของเงินบริจาค ทั้งนี้ การกระทำดังกล่าวนั้นไม่อาจถือได้ว่าเป็นเงินบริจาค แต่ถือว่าเป็นเรื่องของ “สินบน” ในฐานะผู้รับสินบนกับผู้ให้สินบน ซึ่งมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมาย ป.ป.ช.

3.เห็นควรให้มีการดำเนินการร่วมกันระหว่าง ศธ. กับ สพฐ. ในการพิจารณากำหนดแนวทางหรือมาตรการการตรวจสอบภายใน เพื่อให้กลไกการตรวจสอบการดำเนินการเกี่ยวกับการรับนักเรียนของโรงเรียนทั่วประเทศเป็นไปตามนโยบายและแนวปฏิบัติการรับนักเรียนโดยเคร่งครัด โดยให้มีการดำเนินการตรวจสอบขั้นตอนการรับนักเรียนทั้งก่อนการรับนักเรียน ช่วงที่มีการรับนักเรียน และภายหลังการรับนักเรียน และมอบหมายให้หน่วยงานด้านกำกับดูแลในระดับเขตพื้นที่การศึกษาและในระดับจังหวัด ได้แก่ คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด คณะกรรมการรับนักเรียนของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องมีการบูรณาการการทำงานร่วมกัน และสร้างการทำงานเชิงรุกในระดับพื้นที่รวมทั้งจัดทำแผนการดำเนินการร่วมกันในระดับจังหวัดเกี่ยวกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการรับนักเรียนโดยการกำหนดมาตรการป้องกัน ป้องปราม ที่จะไม่ให้เกิดปัญหาเด็กฝากและการรับเงินเพื่อแลกเปลี่ยนกับการรับนักเรียนเข้าเรียนอย่างเป็นรูปธรรม

4.เห็นควรให้มีการสุ่มตรวจสอบรายได้ของสถานศึกษา ทั้งก่อนและหลังช่วงเวลาการรับนักเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตรวจสอบเงินบริจาคของสถานศึกษาที่มีอัตราการแข่งขันสูงเป็นประจำทุกปี เพื่อสร้างกลไกการตรวจสอบและป้องปรามปัญหาการบริจาคเงินหรือทรัพย์สินเพื่อแลกเปลี่ยนกับผลประโยชน์ในการเข้าเรียน รวมทั้งกำหนดให้มีการเปิดเผยข้อมูลรายรับ-รายจ่ายของแต่ละสถานศึกษา ข้อมูลการรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้แก่สถานศึกษา และจัดทำฐานข้อมูลที่เกี่ยวข้อง

5.เห็นควรให้มีการดำเนินการลงโทษอย่างเคร่งครัด ในกรณีที่สถานศึกษา หรือผู้มีอำนาจของสถานศึกษา ไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันและแก้ไขปัญหาการเรียกรับทรัพย์สิน หรือประโยชน์ตอบแทนเพื่อโอกาสในการเข้าเรียน

    ปฏิทินรับนักเรียนปี 62
ปฏิทินการรับนักเรียนปีการศึกษา 2562 ของ สพฐ.ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง รับสมัครวันที่ 23-27 มี.ค. สอบวันที่ 30 มี.ค. จับสลากในเขตพื้นที่บริการ (ถ้ามี) ประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 4 เม.ย. มอบตัววันที่ 8 เม.ย.

โรงเรียนทั่วไป สอบคัดเลือกและใช้คะแนน สอบคัดเลือกและใช้คะแนนการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) รับสมัคร วันที่ 23-27 มี.ค. สอบคัดเลือก วันที่ 5 เม.ย. จับสลากเขตพื้นที่บริการ (ถ้ามี) วันที่ 6 เม.ย. ประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 7 เม.ย. มอบตัววันที่ 8 เม.ย. ผู้ที่ยังไม่มีที่เรียน ยื่นความจำนงขอจัดที่เรียนวันที่ 7-9 เม.ย. ประกาศผลวันที่ 11 เม.ย. มอบตัววันที่ 18 เม.ย.

สำหรับ โรงเรียนที่จัดห้องเรียนพิเศษ สมัครวันที่ 23-27 ก.พ. สอบคัดเลือก 9 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 13 มี.ค. มอบตัววันที่ 16 มี.ค. โรงเรียนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ รับสมัครวันที่ 23-27 ก.พ. สอบคัดเลือก 9 มี.ค. ประกาศผลวันที่ 14 มี.ค. และรายงานตัวภายใน วันที่ 17 มี.ค. มอบตัววันที่ 5 เม.ย.

ในระดับชั้นม.ปลาย (ม.4) โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษากรุงเทพฯ และโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาภูมิภาค และโรงเรียนที่จัดห้องเรียนพิเศษ รับสมัคร วันที่ 23-27 ก.พ. สอบคัดเลือกวันที่ 10 มี.ค. ประกาศผล วันที่ 14 มี.ค. รายงานตัว วันที่ 16 มี.ค. มอบตัว วันที่ 17 มี.ค.โรงเรียนที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ รับสมัครวันที่ 23-27 ก.พ. สอบวันที่ 10 มี.ค. ประกาศผลวันที่ 14 มี.ค. รายงานตัว วันที่ 17 มี.ค. มอบตัวภายในวันที่ 5 เม.ย.

โรงเรียนเฉพาะ ม.ปลาย รับสมัคร 23-27 มี.ค. สอบคัดเลือกวันที่ 31 มี.ค. ประกาศผลและรายตัววันที่ 6 เม.ย. มอบตัววันที่ 9 เม.ย. โรงเรียนที่เปิดสอนทั้งม.ต้นและม.ปลาย รับสมัคร 23-27 มี.ค. สอบคัดเลือก 31 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว 9 เม.ย.

การรับนักเรียนที่จบม.3 ของโรงเรียนเดิม รับสมัคร ประกาศผล และรายงานตัวให้เป็นไปตามที่โรงเรียนเดิมกำหนด มอบตัว วันที่ 9 เม.ย. นักเรียนความสามารถพิเศษ รับสมัคร วันที่ 23 -24 มี.ค. คัดเลือก 25 มี.ค. ประกาศผลและรายงานตัว วันที่ 27 มี.ค. มอบตัว วันที่ 9 เม.ย.

รพ.จุฬาภรณ์เปิดตัวดิจิทัลเพท-ซีทีพลิกโฉมนวัตกรรมวินิจฉัยโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/361496

รพ.จุฬาภรณ์เปิดตัวดิจิทัลเพท-ซีทีพลิกโฉมนวัตกรรมวินิจฉัยโรค

ดิจิทัลเพท-ซีที,โรงพยาบาลจุฬาภรณ์,Digital PETCT,เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เปิดตัวเครื่อง “ดิจิทัลเพท-ซีที (Digital PET/CT) Biograph Vision” เทคโนโลยีการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง ระบบประสาท และหัวใจ ใหม่ล่าสุด มีความถูกต้อง แม่นยำ สแกนได้อย่างรวดเร็ว และภาพมีความคมชัดสูง เปิดให้บริการ ณ ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ เป็นแห่งแรกในเอเชีย

รพ.จุฬาภรณ์เปิดตัวดิจิทัลเพท-ซีทีพลิกโฉมนวัตกรรมวินิจฉัยโรค

 

ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ เป็นศูนย์ที่ก่อตั้งจากพระปณิธานและพระวิสัยทัศน์ใน ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เพื่อเป็นศูนย์กลางการให้บริการการตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง โรคระบบประสาท โรคหัวใจ ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยและมีราคาแพงให้เกิดประโยชน์และความคุ้มค่าอย่างสูงสุดและเป็นสถานวิจัยและถ่ายทอดความรู้ด้านการวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีทันสมัยแก่บุคลากรระดับต่างๆ ในประเทศไทย ทั้งนี้การเปิดตัว ดิจิทัลเพท-ซีที ดังกล่าว ถือเป็นการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบรับความต้องการของประเทศไทยอย่างครบวงจรและสอดรับตามแผนยุทธศาสตร์ชาติสู่ประเทศไทย 4.0
วินิจฉัยแม่นยำในเวลารวดเร็ว

รพ.จุฬาภรณ์เปิดตัวดิจิทัลเพท-ซีทีพลิกโฉมนวัตกรรมวินิจฉัยโรค

 

สำหรับ “เครื่องดิจิทัลเพท-ซีที” (Digital PET/CT) Biograph Vision” เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่สามารถตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็ง ระบบประสาท และหัวใจ ทางเวชศาสตร์นิวเคลียร์ สามารถเก็บข้อมูล Dynamic Whole Body แบบเรียลไทม์ได้ เพื่อนำมาสร้างภาพ สามารถบ่งชี้ถึงระดับเมตาบอลิซึมของสารเภสัชรังสีออกมาเป็นค่าเชิงตัวเลขได้อย่างถูกต้องแม่นยำ สแกนได้ด้วยความรวดเร็ว และได้ภาพคมชัดสูง ทำให้ประเมินผู้ป่วยเพื่อวางแผนการรักษาได้อย่างเฉพาะเจาะจงและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้บริเวณช่องรับตัวผู้ป่วยมีความกว้าง และขนาดอุโมงค์ที่สั้น ทำให้ลดความอึดอัด และเพิ่มความสบายให้กับผู้ป่วยระหว่างการตรวจวินิจฉัย
รศ.พญ.ชนิสา โชติพานิช รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ  อธิบายว่าครื่อง “ดิจิทัลเพท-ซีที” ว่าดิจิทัลเพท-ซีทีเหมาะกับคนไข้มะเร็งที่ต้องการดูระยะแพร่กระจายของโรคและติดตามหลังการรักษา เนื่องจากสามารถให้ข้อมูลทั้งด้านกายวิพากษ์และเมตาบอลิซึม แม้แต่รอยโรคเล็กๆ ดังนั้นคนไข้ที่รักษามะเร็งไปแล้วแต่ไม่แน่ใจว่ายังมีเชื้อหลงเหลืออยู่หรือไม่ เครื่องนี้จะสามารถบอกได้ และนำไปสู่การรักษาที่ถูกต้องมากขึ้น

รพ.จุฬาภรณ์เปิดตัวดิจิทัลเพท-ซีทีพลิกโฉมนวัตกรรมวินิจฉัยโรค

 

สำหรับระบบประสาท เหมาะสำหรับคนที่อยู่ในภาวะสมองเสื่อม พาร์กินสัน โรคลมชัก ด้วยราคาที่สามารถเข้าถึงได้ โดยการตรวจวินิจฉัยระบบประสาทด้วยเครื่องดิจิทัลเพท-ซีที ราคาเริ่มต้นที่ 10,000 บาท และตรวจวินิจฉัยโรคมะเร็งด้วยเครื่องเพท-ซีที อนุพันธ์น้ำตาล FDG ราคา 20,000 บาท ทั้งนี้การเตรียมตัวก่อนที่จะสแกนด้วยดิจิทัลเพท-ซีที จะขึ้นอยู่กับว่าใช้สารตัวไหนฉีดเข้าไป แต่ส่วนใหญ่โรคมะเร็งจะต้องงดน้ำ งดอาหาร อย่างน้อย 4 ชั่วโมง และในโรคเกี่ยวกับสมอง งดในบางกรณี ขึ้นอยู่กับสารที่เราจะฉีดเข้าไปเพื่อตรวจ

รพ.จุฬาภรณ์เปิดตัวดิจิทัลเพท-ซีทีพลิกโฉมนวัตกรรมวินิจฉัยโรค

 

    คนทั่วไปยังไม่แนะนำ
รศ.พญ.ชนิสา กล่าวเพิ่มเติมว่า ด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยของ ดิจิทัลเพท-ซีที ทำให้สารกัมมันตภาพรังสีที่ฉีดเข้าไปในตัวคนไข้ลดน้อยลง คนไข้ก็ไม่ต้องโดนรังสีเยอะ หากถามถึงผลข้างเคียง รังสีอะไรก็ตามไม่ว่าจะแสงแดดหรือทางการแพทย์ มีผลต่อร่างกายเราอยู่แล้ว แต่ร่างกายมีกระบวนการซ่อมแซมจึงไม่เป็นโรค ในความเป็นจริงยังไงคนไข้ก็ต้องตรวจ เราต้องชั่งน้ำหนักเกี่ยวกับประโยชน์ที่คนไข้จะได้รับ ถ้าทำแล้วมีประโยชน์คนไข้ก็ควรต้องทำ ดังนั้นหากคนทั่วไปอยากจะมาตรวจเครื่องนี้จึงยังไม่แนะนำ ควรตรวจแบบทั่วไปก่อน ยกเว้นว่าหาสาเหตุไม่เจอจริงๆ

รพ.จุฬาภรณ์เปิดตัวดิจิทัลเพท-ซีทีพลิกโฉมนวัตกรรมวินิจฉัยโรค

 

พระราชปณิธานเพื่อประชาชน
ศ.นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า แต่เดิมเครื่องมือที่ทันสมัย ประชาชนทั่วไปจะไม่สามารถเข้าถึงได้มากเท่าที่ควร เนื่องจากส่วนหนึ่งอยู่ในโรงเรียนแพทย์ และส่วนหนึ่งอยู่ในโรงพยาบาลเอกชนซึ่งมีราคาสูง ดังนั้นเมื่อเราได้เทคโนโลยีมาแล้วต้องใช้ให้คุ้มค่า ซึ่งคำว่าคุ้มค่าในที่นี่คือให้ประชาชนได้ประโยชน์มากที่สุดตามปณิธานของ ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี

“ด้วยเหตุนี้เราจึงเปิดให้ใช้บริการประชาชนทั้ง 7 วัน ด้วยราคาที่สามารถเข้าถึงได้ และหากมีปัญหาจริงๆ พระองค์ท่านก็มีหน่วยงานที่ช่วยเหลือดูแลตามความจำเป็น”

รพ.จุฬาภรณ์เปิดตัวดิจิทัลเพท-ซีทีพลิกโฉมนวัตกรรมวินิจฉัยโรค

 

    สิทธิการเข้าถึงการรักษา
สำหรับการเข้าถึงการตรวจวินิจฉัยด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ทาง ศูนย์ไซโคลตรอนและเพทสแกนแห่งชาติ ได้ให้บริการ 2 ส่วน ได้แก่ 1.การให้บริการตรวจผู้ป่วยด้วยเครื่องเพทซีที (PET/CT) ทุกสิทธิการรักษาทั้งที่เป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลจุฬาภรณ์ และผู้ป่วยที่ส่งมาจากโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ 2.การให้บริการสารเภสัชรังสี ผลิตภัณฑ์จากเครื่องไซโคลตรอน ให้แก่สถานพยาบาลที่มีเครื่องเพทซีที โดยทีมนักวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ร่วมกันคิดค้นพัฒนานวัตกรรมอย่างต่อเนื่องได้มาตรฐาน

ทั้งนี้การเบิกค่ารักษาพยาบาลของสิทธิข้าราชการจะครอบคลุมเฉพาะการตรวจเพท-ซีที ภายใต้ข้อบ่งชี้ทางคลินิกของกรมบัญชีกลาง ได้แก่ โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ และมะเร็งปอด ซึ่ง 2 โรคนี้มีข้อบ่งชี้ในรายละเอียดสำหรับโรคอื่นๆ ขึ้นอยู่กับต้นสังกัด ดังนั้นผู้ป่วยที่มีสิทธิ์เบิกค่ารักษาพยาบาลคืนต้องตรวจสอบสถานพยาบาลที่ส่งตรวจว่ารับรองสำหรับการเบิกค่าตรวจเพท-ซีทีคืนตามข้อบ่งชี้

รพ.จุฬาภรณ์เปิดตัวดิจิทัลเพท-ซีทีพลิกโฉมนวัตกรรมวินิจฉัยโรค

 

  ภาพวาดฝีพระหัตถ์
นอกจากนี้ภายในห้องตรวจดิจิทัลเพทซีที ยังตกแต่งด้วยภาพฝีพระหัตถ์ ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ในชุดภาพ “หลากลาย หลายชีวิต” ชื่อภาพ “ความรักที่ไม่สามารถจินตนาการได้สำหรับคนไทย” เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกสบายใจ ไม่เกิดภาวะเครียดขณะที่เครื่องเพทซีทีกำลังทำงาน ดั่งพระปณิธานใน ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ที่ทรงมีพระดำรัสไว้ว่า “งานศิลปะทำให้ข้าพเจ้ามีความสุข ข้าพเจ้าจึงอยากแบ่งปันความสุขให้พี่น้องประชาชนชาวไทย”

รพ.จุฬาภรณ์เปิดตัวดิจิทัลเพท-ซีทีพลิกโฉมนวัตกรรมวินิจฉัยโรค

ปันน้ำใจ”รุ่งเรืองอุปถัมภ์”ลดเหลื่อมล้ำคนจนเมืองใหญ่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/361347

ปันน้ำใจ”รุ่งเรืองอุปถัมภ์”ลดเหลื่อมล้ำคนจนเมืองใหญ่

ปันน้ำใจ,รุ่งเรืองอุปถัมภ์,ลดเหลื่อมล้ำ

โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com –

นักเรียนที่เข้าโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร ส่วนใหญ่จะเป็นลูกหลานคนที่มาขายแรงงานในเมืองหลวง บางคนไม่มีพ่อแม่  ปู่ย่าตายายและคนที่รับเลี้ยงเป็นคนพามาเข้าโรงเรียน บางคนครูที่รับนักเรียนต้องรับเข้าเรียนทั้งๆ ที่ไม่มีผู้ปกครองด้วยซ้ำ แถบไม่น่าเชื่อว่าโรงเรียนในเมืองใหญ่กลับมีสภาพของความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาให้เห็น

ความเหลื่อมล้ำที่เกิดขึ้นของโรงเรียนโรงเรียนรุ่งเรืองอุปถัมภ์ไม่ได้มาจากความขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน  ตำราเรียน อาหารกลางวัน  เพราะสิ่งเหล่านี้ได้รับการดูแลจากต้นสังกัดอย่างกรุงเทพมหานคร (กทม.) จัดสรรงบประมาณตามรายหัวให้นักเรียนอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ขาดแคลนคือหนังสืออ่านเบ็ดเตล็ด หนังสือส่งเสริมการอ่าน หนังสืออ่านประกอบเพิ่มเติมจากตำราเรียน โดยเฉพาะหนังสือเข้าห้องสมุด เพื่อส่งเสริมการอ่าน

ปันน้ำใจ"รุ่งเรืองอุปถัมภ์"ลดเหลื่อมล้ำคนจนเมืองใหญ่

 

เมื่อเร็วๆ นี้ หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ จึงได้ร่วมกับศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) จัดโครงการแบ่งปันหนังสือเพื่อน้องให้แก่โรงเรียนรุ่งเรืองอุปถัมภ์  โดยมีนางวนิดา ทองดี รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการโรงเรียนรุ่งเรืองอุปถัมภ์ ที่พานักเรียน 3 คนที่กำลังเรียนชั้นป.5 ด.ญ.ณัฐนันท์ แซ่ตั๊น ด.ญ.สุนิสา เพ็ชรุจิ และด.ช.เจษฎา คงปรีชา มารับมอบ พวกเขาทั้ง 3 คนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าดีใจมากที่ได้หนังสือมากมายไปเข้าห้องสมุด

          สำหรับโรงเรียนแห่งนี้ตั้งอยู่ในซอยสุขุมวิท 103/1 เปิดสอนตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาล-มัธยมศึกษาปีที่ 3 สังกัดกรุงเทพมหานคร มีนักเรียน 739  กว่าคนในจำนวนนี้มีนักเรียนห้องเรียนพิเศษ 3 ห้อง รวมทั้งหมด 28  คน มีครูรวมผู้บริหาร พี่เลี้ยงและพนักงานสถานที่รวม 35 คน เป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่ต้องการอุปกรณ์การเรียนการสอน กีฬา และของเล่นส่งเสริมพัฒนาการอีกมากเพราะโรงเรียนเปิดสอนระดับอนุบาล

ปันน้ำใจ"รุ่งเรืองอุปถัมภ์"ลดเหลื่อมล้ำคนจนเมืองใหญ่

 

รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการโรงเรียนรุ่งเรืองอุปถัมภ์ เล่าว่านักเรียนที่มาเรียนโรงเรียนแห่งนี้ส่วนใหญ่ฐานะยากจน พ่อแม่ทำงานรับจ้างก่อสร้างตามไซต์งานต่างๆ บางทีก็ย้ายไปตามโครงการที่เกิดขึ้นใหม่ ทำให้เด็กนักเรียนบางคนต้องย้ายตาม หรือบางคนก็อาศัยอยู่กับปู่ย่า ตายาย และมาเข้าเรียนสังกัด กทม.เนื่องจากมีสวัสดิการเรียนฟรี ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม

หลังเรียนจบม.3 นักเรียนเกินครึ่งจะเรียนต่อสายอาชีพที่อยู่ในละแวกเดียวกัน หรือบางคนออกไปทำงาน ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนจึงต้องเน้นให้นักเรียนมีทักษะด้านวิชาการควบคู่อาชีพ สื่อการเรียนการสอนสมัยใหม่ อย่างคอมพิวเตอร์ จึงมีความจำเป็นเพื่อใช้ในการสอนให้นักเรียนได้เรียนรู้อาชีพใหม่ในโลกอนาคต รวมทั้งการเรียนการสอนภาษาอังกฤษซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่ง

ปันน้ำใจ"รุ่งเรืองอุปถัมภ์"ลดเหลื่อมล้ำคนจนเมืองใหญ่

 

“ปัจจุบันโรงเรียนมีความร่วมมือกับมศว ทำโปรแกรมการเรียนการสอนภาษาอังกฤษด้วยตัวเองมาให้นักเรียน ป.4-6 เรียนภาษาอังกฤษ จากนั้นจะประเมินการเรียนรู้ว่าได้ผลหรือไม่อย่างไร โดยเวลาที่เข้าเรียนจะมีครูสอนภาษาอังกฤษช่วยดูแล แต่อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ที่มีไม่เพียงพอเมื่อเทียบกับนักเรียนที่ต้องการเข้าไปใช้ทำให้ไม่สามารถจัดการเรียนการสอนได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยมากนัก ถ้ามีอุปกรณ์เพิ่มมากขึ้นก็น่าจะมาสามารถช่วยให้นักเรียนได้เรียนภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้น” รองวนิดา กล่าว

หลังจากได้รับบริจาคหนังสือเข้าห้องสมุดไปแล้ว “ครูละอองดาว หาชื่น” ครูการศึกษาพิเศษ ที่ดูแลห้องสมุดและนักเรียนได้พากันจัดหนังสือเข้าตระกร้าหนังสือในโครงการส่งเสริมการอ่านกับพิซซ่า  ให้นักเรียนอ่านหนังสือแล้วสะสมสติกเกอร์แล้วนำไปแลกพิซซ่าเดือนละ 1 ครั้ง เป็นโครงการที่จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมการอ่าน ช่วยให้นักเรียนอยากเข้าห้องสมุดและอยากอ่านหนังสือ ซึ่งได้รับความสนใจจากนักเรียนเป็นอย่างดี

ปันน้ำใจ"รุ่งเรืองอุปถัมภ์"ลดเหลื่อมล้ำคนจนเมืองใหญ่

 

ครูละอองดาว บอกว่าหนังสือที่ได้รับแบ่งปันมาจากโครงการแบ่งปันหนังสือเพื่อน้องเป็นหนังสือที่ดีมาก นอกจากนี้ยังมี  ตุ๊กตา ของเล่นที่จะนำไปให้นักเรียนระดับอนุบาลได้ใช้ประโยชน์อีกด้วย

ทว่าสื่อการเรียนการสอนสมัยนี้มีมากมายหนังสืออย่างเดียวอาจจะไม่เพียงพอ “วิสิทธิ์ ใจเถิง” ผอ.ร.ร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กล่าวว่า การบริจาคหนังสืออย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ถ้าเป็นไปได้อยากจะเชิญหน่วยงานต่างๆ ภาคเอกชน  รวมทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่ บริจาคอุปกรณ์การเรียนอื่นๆ เช่น คอมพิวเตอร์ เพราะทุกวันนี้สื่อการเรียนการสอนทุกอย่างมีในโลกออนไลน์ นักเรียนสามารถค้นคว้าได้ด้วยตัวเอง รวมทั้งจัดติวทางวิชาการให้โรงเรียนที่ขาดแคลนในต่างจังหวัดเพื่อเป็นการเชื่อมโยงชนบทกับในเมืองให้เข้าด้วยกัน

ปันน้ำใจ"รุ่งเรืองอุปถัมภ์"ลดเหลื่อมล้ำคนจนเมืองใหญ่

 

“ทำอย่างไรให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญการจัดการศึกษาและแบ่งปันองค์ความรู้เหล่านี้ให้แก่น้องๆ ที่อยู่ในชนบทให้มากขึ้น โรงเรียนดังๆ ภาคเอกชนที่มีกำลังจ่ายควรจะมาร่วมมือกันเพื่อแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ร่วมกัน เช่นโรงเรียนดังในเมืองหลวงไปจัดติววิชาการให้น้องๆ ที่ จ.นราธิวาส อย่างนี้เป็นต้น เป็นการเชื่อมโยงกันให้คนในเมืองมองเห็นต่างจัังหวัด เป็นการลดความเหลื่อมล้ำและสอนเรื่องการแบ่งปันการให้ไปในตัวด้วยเป็นการช่วยให้การศึกษาเข้าถึงคนได้ทุกระดับชนชั้น” ผอ.ร.ร.บดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) กล่าว
ขณะที่ “อนุสรณ์ ฉิมบ้านไร่” ผอ.อาวุโสฝ่ายยุทธศาสตร์ดิจิทัล บริษัท เนชั่น มัลติมีเดีย กรุ๊ป จำกัด กล่าวว่า โรงเรียนรุ่งเรืองอุปถัมภ์เป็นโรงเรียนขนาดเล็กๆ อยู่ใกล้วิทยาลัยพณิชยการบางนา ที่เขาสำเร็จการศึกษา จึงได้เลือกโรงเรียนแห่งนี้เข้าร่วมโครงการ เพราะมีความเหมาะสม ซึ่งเป็นนโยบายบริษัท เนชั่นฯ จะดำเนินการโครงการเพื่อแบ่งปันน้ำใจให้โรงเรียนที่ขาดแคลนอย่างต่อเนื่องตลอดไป ซึ่งดำเนินการมาแล้วกว่า 10 ปี

ปันน้ำใจ"รุ่งเรืองอุปถัมภ์"ลดเหลื่อมล้ำคนจนเมืองใหญ่

 

“วิมลพรรณ คำประชา” รองกรรมการผู้จัดการศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีพันธมิตรที่ร่วมดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง อาทิ โรงเรียนบดินทรเดชา ( สิงห์ สิงหเสนี ) ศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์ และสำนักพิมพ์ พ.ศ.พัฒนา เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนไทยรู้จักแบ่งปัน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และรู้จักแสดงน้ำใจแก่เพื่อนๆ ในวัยเดียวกัน ตลอดจนเด็กและเยาวชนที่ขาดแคลนให้ได้รับหนังสือดีมีคุณค่า

ฝุ่นละอองพีเอ็ม2.5ลดได้ ทุกคนต้องช่วยกันแก้ที่ต้นตอ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/361226

ฝุ่นละอองพีเอ็ม2.5ลดได้ ทุกคนต้องช่วยกันแก้ที่ต้นตอ

พีเอ็ม25,ฝุ่นละออง

โดย…  หทัยรัตน์  ดีประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

ต้องลุ้นกันว่าผลการประชุมของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (สวล.)ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ จะกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหา พีเอ็ม 2.5 ระยะเร่งด่วน หรือไม่อย่างไร หนึ่งในนั้นก็คือมาตรการให้หน่วยงานภาครัฐ พิจารณาการทำงานที่บ้านและขอความร่วมมือจากบริษัทเอกชนให้ทำงานที่บ้านเช่นเดียวกัน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจวัดควันดำจากรถยนต์นั่นเอง เพราะหากทำได้ก็จะเป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยปริมาณรถยนต์ในท้องถนนลดลงนั่นเอง

ฝุ่นละอองพีเอ็ม2.5ลดได้ ทุกคนต้องช่วยกันแก้ที่ต้นตอ

 

ว่ากันว่าการประชุมวันนี้ยังจะมีการพิจารณามาตรการห้ามรถยนต์ที่มีมลพิษสูงวิ่งเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นกลางและชั้นนอก มาตรการเร่งรัดให้นำน้ำมันดีเซลกำมะถันต่ำกว่า 10 พีพีเอ็ม (เทียบเท่า ยูโร 5) มาจำหน่ายในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ให้หน่วยงานภาครัฐพิจารณาการทำงานที่บ้านและขอความร่วมมือจากบริษัทเอกชนให้ทำงานที่บ้านเช่นเดียวกัน เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจวัดควันดำจากรถยนต์และการบังคับใช้คำสั่งห้ามใช้

รวมทั้งส่วนมาตรการระยะกลางและระยะยาว ประกอบด้วย 1.ปรับปรุงมาตรฐานน้ำมันเชื้อเพลิงให้มีกำมะถันไม่เกิน 10 พีพีเอ็ม (เทียบเท่ามาตรฐาน ยูโร 5) 2.ปรับปรุงมาตรฐานการระบายมลพิษทางอากาศจากรถยนต์ใหม่ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ยูโร 6

ฝุ่นละอองพีเอ็ม2.5ลดได้ ทุกคนต้องช่วยกันแก้ที่ต้นตอ

 

3.ปรับปรุงค่ามาตรฐานพีเอ็ม 2.5 เฉลี่ยรายปีให้เป็นไปตามข้อเสนอแนะของ WHO Interim target-3 4.เร่งรัดแผนการเปลี่ยนรถโดยสาร ขสมก. ให้เป็นรถยนต์ที่มีมลพิษต่ำ 5.ปรับปรุงวิธีการและระยะเวลาการตรวจสภาพรถยนต์ประจำปี 6.ควบคุมการนำเครื่องยนต์ใช้แล้วมาเปลี่ยนแทนเครื่องยนต์เก่าในรถยนต์ และ 7.ดำเนินการศึกษาความเหมาะสมในการติดตั้ง Diesel Particulate Filter (DPF) ในรถยนต์ใช้งานอีกด้วย

ทั้งหมดที่ดำเนินการก็เพราะต้องการลดพีเอ็ม 2.5 (Particulate Matters) มาตรฐานของฝุ่นละอองขนาดเล็กที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เนื่องจากวิกฤติฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือพีเอ็ม 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลช่วงปลายปี 2561 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2562 ผู้ที่อยู่ในพื้นที่ที่ค่าพีเอ็ม 2.5 เป็นสีส้มหรือเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพและสีแดงหรือมีผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันย้อนหลังไป 8 ปีปริมาณฝุ่นจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน และอยู่ในระดับที่เกินค่ามาตรฐานเช่นกัน

ฝุ่นละอองพีเอ็ม2.5ลดได้ ทุกคนต้องช่วยกันแก้ที่ต้นตอ

 

จากรายงานโครงการศึกษาแหล่งกำเนิดและแนวทางจัดการฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ของกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อปี 2561 ระบุว่า การติดตามตรวจสอบคุณภาพอากาศ พบว่าสถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 เฉลี่ย 24 ชั่วโมง ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลย้อนหลัง 8 ปี ตั้งแต่ปี 2554-2561 เกินเกณฑ์มาตรฐาน ในช่วงปลายปีเดือนธันวาคม และต้นปีเดือนมกราคม-มีนาคมของทุกปี ซึ่งจากการตรวจวัดพีเอ็ม 2.5.ในพื้นที่กรุงเทพฯ พบค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงเกินค่ามาตรฐานที่ 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร(มคก./ลบ.ม.) 40-50 วันต่อปี

ประลอง ดำรงค์ไทย  อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ (คพ.) กล่าวว่า แหล่งเกิดฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จากรถยนต์ดีเซลที่การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ 60% ซึ่ง กทม.มีรถยนต์ดีเซลจำนวน 2.5 ล้านคัน และรถยนต์ทั่วไป 9.8 ล้านคัน การเผาในภาคเกษตร 35% และจากภาคอุตสาหกรรม 5% อีกทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ มีการก่อสร้างรถไฟฟ้าเกือบทั่วพื้นที่ มีตึกสูงใหญ่สภาพอากาศไม่ปลอดโปร่ง ส่งผลให้ค่าฝุ่นเกินมาตรฐาน

ทั้งนี้ข้อมูลกรมขนส่งทางบก จำนวนรถจดทะเบียนในกรุงเทพฯ ปี 2560 มีประมาณ 5.5 ล้านคัน (เฉพาะรถยนต์นั่งและรถบรรทุกส่วนบุคคล) แบ่งเป็น รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน 4,242,556 คัน ใช้เบนซิน 2,655,581 คัน ดีเซล 921,886 คัน อื่นๆ 665,089 คัน รถบรรทุกส่วนบุคคล 1,322,841 คัน ใช้เบนซิน 36,786 คัน ดีเซล 1,181,886 คัน อื่นๆ 104,169 คัน คิดเป็นสัดส่วนทั้งหมด รถเบนซิน 48% รถดีเซล 38% และรถอื่นๆ 14% ส่วนโรงงานอุตสาหกรรมในประเทศไทยมี 1.4 แสนโรง เป็นโรงงานจำนวนพวกที่ 2 และ 3 ตาม พ.ร.บ.โรงงาน ส่วนจำนวนนิคมอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรมมี 87 แห่ง

ฝุ่นละอองพีเอ็ม2.5ลดได้ ทุกคนต้องช่วยกันแก้ที่ต้นตอ

 

ซึ่งฝุ่นจิ๋วพวกนี้มีผลต่ออายุขัยของมนุษย์ด้วย ศ.นพ.ชายชาญ โพธิรัตน์ อายุรแพทย์เชี่ยวชาญด้านโรคปอด คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และกรรมการที่ปรึกษาชมรมลมวิเศษ กล่าวว่า พีเอ็ม 2.5 จะทำให้อายุขัยเฉลี่ยสั้นลงตามระดับความเข้มข้นของค่าเฉลี่ยรายปีของพีเอ็ม 2.5 ทุกๆ 10 มคก./ลบ.ม.ที่เพิ่มขึ้น จะทำให้ผู้ที่เกิดและอาศัยอยู่ในพื้นที่นั้น อายุขัยสั้นลง 0.98 ปี พื้นที่มีค่า 60 มคก./ลบ.ม.ขึ้นไป สั้นลงราว 5 ปี ค่า 50 มคก./ลบ.ม.ขึ้นไป สั้นลงราว 4 ปี ค่า 40 มคก./ลบ.ม.ขึ้นไป สั้นลง ราว 3 ปี

ทั้งนี้หากสามารถลดค่าลงมาได้ตามที่องค์การอนามัยโลก (WHO) แนะนำที่ค่าเฉลี่ยรายปี 10 มคก./ลบ.ม. จะทำให้อายุขัยเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 5.53 ปี แต่หากลดลงมาเหลือ 15 มคก./ลบ.ม. อายุยาวขึ้น 4.37 ปี และลดเหลือ 25 มคก./ลบ.ม. อายุขัยเพิ่มขึ้น 2.41 ปี โดยประเทศไทยสถิติโรคที่ตายสูงสุด 5 อันดับ ได้แก่ มะเร็ง หลอดเลือดสมอง ปอดอักเสบ หัวใจขาดเลือด และอุบัติเหตุ ซึ่ง 4 ใน 5 โรคเกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศ ยกเว้นอุบัติเหตุ

ผศ.นพ.ฉันชาย สิทธิพันธุ์ อายุรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคปอด คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ผลกระทบต่อสุขภาพจากพีเอ็ม 2.5 แบ่งเป็นกระทบเฉียบพลัน โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยง เช่น แน่นหน้าอก โอกาสหัวใจขาดเลือดมากขึ้น และกระทบระยะยาวต่อประชากรทุกคนที่อยู่ในพื้นที่นั้น เช่น มะเร็งปอด ถุงลมโป่งพอง สมองเสื่อม พัฒนาการเด็กช้า เป็นต้น

ฝุ่นละอองพีเอ็ม2.5ลดได้ ทุกคนต้องช่วยกันแก้ที่ต้นตอ

 

ทั้งนี้ ฮูกำหนดค่าพีเอ็ม 2.5 ที่ปลอดภัย ค่าเฉลี่ยรายวัน 25 มคก./ลบ.ม. ค่าเฉลี่ยรายปี 10 มคก./ลบ.ม. สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือปรับค่าเกณฑ์มาตรฐานพีเอ็ม 2.5 ลงตามที่ฮูกำหนด จะต้องเริ่มเตือนมีผลกระทบต่อสุขภาพ ระดับสีส้ม ตั้งแต่ค่าเฉลี่ยรายวัน 35.5 มคก./ลบ.ม. และสีแดงระดับอันตรายตั้งแต่ค่า 55.5 มคก./ลบ.ม. และฮูเคยแนะนำไทยให้ปรับค่าเฉลี่ยรายปีอยู่ที่ 25 มคก./ลบ.ม. หากสามารถลดลงเหลือ 15 มคก./ลบ.ม. จะเพิ่มการอยู่รอดขึ้น 3% และลดเหลือ 10 มคก./ลบ.ม. เพิ่มการอยู่รอดขึ้น 4% หากควบคุมค่าพีเอ็ม 2.5 ไม่ให้เกินฮูกำหนด คนไทย 80% อายุขัยจะยืนยาวขึ้นราว 1-6 ปี ซึ่งประเทศไทยมีการกำหนดค่าเฉลี่ยรายปีที่ 25 มคก./ลบ.ม. และค่าเฉลี่ยรายวันที่ 50 มคก./ลบ.ม. สูงกว่าค่าฮู 2 เท่ามาตั้งแต่ปี 2553

จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานรณรงค์ด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้กรณีกรีนพีซ ประเทศไทย ได้เสนอให้กรมควบคุมมลพิษยกร่างมาตรฐานพีเอ็ม 2.5 ในบรรยากาศสำหรับประเทศไทยในปี 2562 จาก 50 มค.ก/ลบ.ม ลงมาที่ 35 มค.ก/ลบ.ม (ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง) และ 12 มค.ก/ลบ.ม (ค่าเฉลี่ย 1 ปี) และปี 2573 ลงมาที่ 25 มค.ก/ลบ.ม (ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมง) และ 10 มค.ก/ลบ.ม (ค่าเฉลี่ย 1 ปี) แต่ปัจจุบันยังไม่มีความคืบหน้า ทั้งๆ ที่ประเทศไทยเผชิญกับฝุ่นละอองเข้าสู่ปีที่ 9 ขณะเดียวกัน ประเทศเพื่อนบ้านอย่างญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ มาเลเซีย มีการตื่นตัวและมีเป้าหมายปรับลดค่าเฉลี่ยลงให้ใกล้เคียงกับฮู

ฝุ่นละอองพีเอ็ม2.5ลดได้ ทุกคนต้องช่วยกันแก้ที่ต้นตอ

 

“กรีนพีซพยายามผลักดันให้ปรับลดค่าเฉลี่ยมาตลอด 3 ปีที่ผ่านมา เรื่องนี้ควรจะเป็นวาระแห่งชาติตั้งนานแล้ว และควรจะชาตินี้ด้วย การให้ข้อมูลแก่ประชาชนควรจะให้ครอบคลุมทั้งตัวเลขและความจริง ซึ่งตอนนี้ก็มีเครือข่ายหลายหน่วยงานที่ร่วมผลักดันในเรื่องนี้”

สุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา ที่ปรึกษาสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย กล่าวว่า มีความเป็นไปได้สูงมากในเวลาอันใกล้นี้ที่รัฐบาลจะพิจารณาปรับค่ารายปีอยู่ที่ 15 มคก./ลบ.ม. ที่เป็นค่าเป้าหมายระยะที่ 3 ของฮู ใช้เป็นเป้าหมายในระยะ 5-6 ปีข้างหน้า จะส่งผลให้ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันทำงานขับเคลื่อนเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมาย จากนั้นเมื่อสำเร็จตามเป้าระยะนี้แล้ว จึงค่อยขยับสู่เป้าระยะ 4 ของฮู ซึ่งเป็นค่าแนะนำที่ปลอดภัยที่สุด คือ 10 มคก./ลบ.ม. เนื่องจากในการตั้งเป้าแต่ละครั้งจะต้องเป็นการตั้งเป้าหมายที่สามารถทำได้
ส่วนค่าเฉลี่ยใน 24 ชั่วโมง ค่าที่ฮูแนะนำคือ 25 มคก./ลบ.ม.และค่าเกณฑ์มาตรฐานของกรมควบคุมมลพิษคือ 50 มคก./ลบ.ม.นั้น ในช่วงเวลาปลายปีจนถึงต้นปีส่วนของพื้นที่กทม.ยังทำไม่ได้ บางวันยังมีค่าสูงถึง 100 มคก./ลบ.ม. จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการระยะเร่งด่วนเข้าไป เพื่อให้ค่าเฉลี่ย 24 ชั่วโมงอยู่ในระดับตามเกณฑ์ของกรมควบคุมมลพิษให้ได้

ก่อนหน้านี้ มูลนิธิบูรณะนิเวศ ร่วมกับมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม เคยร่างกฎหมายฉบับประชาชนชื่อ “กฎหมายว่าด้วยการรายงานข้อมูลการปล่อยมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม” เสนอให้รัฐบาลพิจารณา เพราะเป็นกฎหมายที่กว่า 50 ประเทศทั่วโลกใช้ และเห็นผลจริง แต่จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นรัฐบาลใช้กฎหมายควบคุมมลพิษอย่างจริงจังกับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งหากมีการนำกฏหมายมาใช้ ในระยะแรกภาคเอกชนอาจจะต้องลงทุนเพิ่มในช่วง 2-3 ปีแรก แต่ระยะยาวจะคุ้มทุน ภาพลักษณ์โรงงานจะดีขึ้น โรงงานอุตสาหกรรมกับชุมชนอยู่ร่วมกันได้มากขึ้น

การลดค่าพีเอ็ม 2.5 ตามที่ฮูแนะนำทำได้จริง ภาครัฐจะต้องเอาจริงกับมาตรการที่จะออกมา เข้มงวดกับการใช้รถที่ก่อมลพิษอย่างเด็ดขาด จะทำให้รถบนท้องถนนหายไปจำนวนมาก แต่ภาคเอกชนต้องลงทุนผลิตรถยนต์ไฟฟ้าออกมาจำหน่าย ประชาชนจะควักกระเป๋าจ่ายเงินเปลี่ยนรถใหม่ให้เครื่องยนต์สะอาดขึ้น รวมทั้งที่อยู่อาศัย คอนโดต้องมีที่กรองอากาศ การสร้างตึก อาคารต้องมีช่องว่างให้มีลมพัดผ่าน ประชาชนต้องร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อดูดซับฝุ่น เหล่านี้จะทำให้ค่าพีเอ็ม 2.5 ลดลง แต่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน

ละครเวทีสะท้อนการศึกษาไทยเตรียมเด็กไทยรับ”แอดมิชชั่น”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/361006

ละครเวทีสะท้อนการศึกษาไทยเตรียมเด็กไทยรับ”แอดมิชชั่น”

โรงเรียนสาธิตพัฒนา,รศลัดดา ภู่เกียรติ,ละครเวทีสะท้อนการศึกษาไทย,แอดมิชชั่น

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก -qualitylife4444@gmail.com

โรงเรียนสาธิตพัฒนาเตรียมจัดละครเวทีครั้งแรก Youthful Dreams ความฝันแห่งวัย เนื้อหาสะท้อนระบบการศึกษาไทย หวังชี้ทางป้องกันเด็กเครียดจากระบบแอดมิชชั่น ด้วยหลักสูตรการเรียนการสอนทำให้เด็กค้นพบตนเอง ตอกย้ำสังคมเด็กเล็กต้องเรียนรู้ผ่านการเล่น รวมพลังนักเรียนเตรียมอนุบาลถึง ม.6 นับพันคนทำละครฝึกทักษะชีวิต

รศ.ลัดดา ภู่เกียรติ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตพัฒนา กล่าวว่า โรงเรียนสาธิตพัฒนาร่วมกับสมาคมผู้ปกครองและครู โรงเรียนสาธิตพัฒนา จัดละครเวทีที่จะชวนผู้ปกครองมาสำรวจระบบการศึกษาไทยในปัจจุบันที่ใช้เกณฑ์เดียวเพื่อตัดสินเด็กทุกคนนั้นว่า เหมาะสมหรือไม่ และส่งผลอย่างไรต่อทิศทางของชาติ เมื่อที่จริงเราต้องการบุคลากรที่พร้อมไปด้วยทักษะที่แตกต่างตามความถนัดของตนเองและความหลากหลายทางวิชาชีพ ละครเวทีเรื่องนี้จะให้คำตอบว่าความเครียดจากสอบเข้ามหาวิทยาลัยมีทางออกได้จากหลักสูตรและรูปแบบการเรียนรู้แบบใดที่จะทำให้เด็กๆ สามารถค้นพบความถนัดของตนเอง

ละครเวทีสะท้อนการศึกษาไทยเตรียมเด็กไทยรับ"แอดมิชชั่น"

รศ.ลัดดา ภู่เกียรติ

“ละครดำเนินเรื่องโดยใช้แนวคิดการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนสาธิตพัฒนา เริ่มตั้งแต่ในเด็กเล็ก การเรียนรู้ผ่านการเล่น เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับวัยของเขา ที่ต้องสนุกสนาน จัดกิจกรรมบูรณาการความรู้และทักษะต่างๆ พอเริ่มโตขึ้นรูปแบบการเรียนรู้จะต้องมีหลากหลายให้เด็กๆ ได้เลือก ลองผิด ลองถูก เพื่อค้นหาความชอบของตนเอง พอทราบแล้วเด็กจะเริ่มโฟกัสในสิ่งตนเองสนใจมากขึ้น เมื่อเด็กมีความชัดเจนแล้วก็จะสามารถเดินไปถึงเป้าหมายได้เร็วกว่าเด็กที่ยังไม่รู้จักตนเอง ทั้งหมดเป็นสิ่งที่ถ่ายทอดผ่านละครเรื่องนี้” รศ.ลัดดา กล่าว

ละครเวทีสะท้อนการศึกษาไทยเตรียมเด็กไทยรับ"แอดมิชชั่น"

 

ว่ากันเป็นครั้งแรกของโรงเรียนที่เด็กสาธิตพัฒนาทุกคนมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะอยู่ในส่วนเบื้องหน้าหรือเบื้องหลัง เด็กจะได้เรียนรู้หมดทุกคน ละครเวทีเรื่องนี้จึงเป็นโอกาสดีที่เด็กทุกคนจะได้ฝึกทักษะด้านต่างๆ ในงานใหญ่ระดับนี้ ซึ่งหาโอกาสได้ไม่ง่ายนัก ไม่ว่าจะเป็นการทำงานร่วมกับผู้อื่น การทำงานเป็นทีมที่ประกอบไปด้วยทักษะความรู้ในอาชีพหลายด้าน ทั้งการทำพร็อพ การทำเครื่องแต่งกายนักแสดง ทำฉาก ถ่ายภาพ การจัดการร้านค้า ไปจนถึงนักแสดงที่เราได้ทีมผู้กำกับและครูฝีมือดีระดับประเทศมาออดิชั่นและฝึกซ้อม ทั้งหมดเป็นเหมือนเหตุการณ์จำลองให้เด็กๆ ได้สัมผัสและทดลองทำอาชีพที่สนใจ ซึ่งสามารถพัฒนาไปสู่อาชีพที่ต้องการในอนาคตได้

ละครเวทีสะท้อนการศึกษาไทยเตรียมเด็กไทยรับ"แอดมิชชั่น"

 

จันทิมา กำปั่นทอง นายกสมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนสาธิตพัฒนา เสริมว่าปีนี้โรงเรียนมีการจดทะเบียนสมาคมผู้ปกครองฯ ขึ้นเป็นครั้งแรก จึงมีการคุยกันในสมาคม และปรึกษาผู้อำนวยการโรงเรียนถึงความต้องการจัดกิจกรรมให้แก่เด็กๆ จึงได้รับโจทย์มาเป็นละครเวที ซึ่งทางสมาคมเห็นว่าเป็นกิจกรรมที่ทุกส่วนจะได้ทำงานร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็น ผู้ปกครอง ครู และเด็กๆ เองก็ได้เรียนรู้ ได้ประสบการณ์ จึงกลับมาคิดกันเรื่องธีมละคร และออกมาเป็นละครเวทีสะท้อนสังคมเรื่องนี้

ละครเวทีสะท้อนการศึกษาไทยเตรียมเด็กไทยรับ"แอดมิชชั่น"

จันทิมา กำปั่นทอง

 

“การทำละครเวที เป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างบ้านและโรงเรียน ยังมีประเด็นที่เป็นการให้ข้อมูลผู้ปกครองหรือคนในสังคมเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาได้ ซึ่งตอนนี้มีการพูดกันเยอะว่าระบบการศึกษาไทยทำร้ายเด็ก และ เราเห็นว่าแนวทางการสอนของโรงเรียนเด็กเล็กได้เรียนอย่างมีความสุข และรูปแบบการสอนหลากหลายทำให้เด็กค้นพบตัวตนคือคำตอบ เพราะเมื่อเด็กเรียนไปถึงระดับชั้นที่สูงขึ้นจะเริ่มรู้แล้วว่าอยากเป็นอะไร จะเรียนทางไหน พอถึงเวลาสอบแอดมิชชั่นก็จะมุ่งมั่นไปในทิศทางของตนเอง

ไม่ใช่พยายามสอบหลายๆ คณะเพื่อให้สอบติดจนกลายเป็นความเครียดและโทษระบบ” จันทิมา กล่าว

ขณะที่ วิทยา อภินันท์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารการตลาดศูนย์การค้า แฟชั่น

ละครเวทีสะท้อนการศึกษาไทยเตรียมเด็กไทยรับ"แอดมิชชั่น"

วิทยา อภินันท์

ไอส์แลนด์ กล่าวว่า ในฐานะผู้ปกครองเห็นว่าการจัดการแสดงละครเวที ที่โรงเรียนจัดขึ้นครั้งนี้เป็นกิจกรรมที่ดี โดยเฉพาะเด็กๆ ได้เล่นละครเกือบทั้งโรงเรียนบน

เวทีใหญ่ เด็กบางคนได้ทำงานเบื้องหลัง ทำโปรดักชั่น เชื่อว่าเป็นครั้งหนึ่งในชีวิตที่ทุกคนจะได้รับประสบการณ์ที่ดี และไอส์แลนด์ ฮอลล์ ศูนย์การค้าแฟชั่น ไอส์แลนด์ เป็นสถานที่ที่เหมาะสม สามารถรองรับการจัดการแสดงได้เป็นอย่างดี และอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน

ละครเวทีสะท้อนการศึกษาไทยเตรียมเด็กไทยรับ"แอดมิชชั่น"

 

ด้านทีมกำกับและผู้ฝึกซ้อม น้ำมนต์ จ้อยรักษา ผู้กำกับการแสดง กล่าวว่า เป็นความท้าทายของทีมที่ได้รับโจทย์จากโรงเรียนในการทำละครเวทีที่ต้องฝึกซ้อมเด็กๆ เป็นจำนวนมาก และยังมีช่วงวัยที่หลากหลายตั้งแต่อายุประมาณ 3–18 ปี การทำงานของทีมจะเป็นการพบกับครึ่งทางระหว่างครูกับเด็กๆ ที่เป็นนักแสดง คือครูจะเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้สร้างสรรค์มุก และออกแบบท่าเต้น ซึ่งค้นพบว่าเด็กๆ มีความน่าสนใจ มีศักยภาพที่สามารถพัฒนาได้ ละครเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องแค่ให้เด็กๆ ได้มาทำกิจกรรมสนุกสนานแต่ยังได้แสดงออกและค้นพบตัวตนด้วย

ละครเวทีสะท้อนการศึกษาไทยเตรียมเด็กไทยรับ"แอดมิชชั่น"

 

“จากที่ได้สัมผัสเด็กๆ ตั้งแต่ออดิชั่นจนมาถึงช่วงฝึกซ้อม พบว่าเด็กแต่ละคนมีความสามารถที่แตกต่างกัน โดดเด่นทั้งเรื่อง การ ร้อง การเต้น และการแสดง และมีศักยภาพที่สามารถพัฒนาได้ ซึ่งประโยชน์ที่เด็กๆ ทุกคนได้เลยคือการได้ฝึกสมาธิ ฝึกการแสดง การเต้น การใช้เสียง การพูด และความกล้าแสดงออก อยากให้ทุกคนได้มาดูความตั้งใจของเด็กๆ ทุกคน และอาจพบความสามารถที่ซ่อนอยู่ก็เป็นได้” น้ำมนต์ กล่าว

ละครเวทีสะท้อนการศึกษาไทยเตรียมเด็กไทยรับ"แอดมิชชั่น"

 

ด.ญ.วาดตะวัน รัตนเชษฐากุล หรือ เมจิ นักเรียนชั้น ม.4 รับบทเป็นสุดสาคร เล่าว่า การซ้อมละครทำให้ได้เจอกับรุ่นพี่รุ่นน้อง ทีมผู้กำกับและคุณครูที่มาฝึกซ้อมให้มีความเป็นมืออาชีพมากๆ ช่วยสอนเทคนิคการแสดงต่างๆ เช่น การพูด การสื่อความรู้สึกจากภายใน การสะท้อนอารมณ์ ภาพลักษณ์ การถ่ายทอดอารมณ์ไปถึงคู่แสดง ฯลฯ ทำให้สามารถกลับไปพัฒนาทักษะการแสดงต่อได้ และยังฝึกให้เป็นคนมีวินัยมากขึ้น เพราะต้องมาซ้อมละครให้ตรงเวลาทุกครั้ง

ละครเวทีสะท้อนการศึกษาไทยเตรียมเด็กไทยรับ"แอดมิชชั่น"

ด.ญ.วาดตะวัน รัตนเชษฐากุล

 

“สนใจอาชีพในวงการบันเทิงอยู่แล้ว การที่ได้มาร่วมแสดง มาซ้อมละคร ได้เรียนรู้ทักษะต่างๆ กับครูมืออาชีพ ทำให้รู้สึกว่าเราก็สามารถทำได้นะ ครูได้ให้คำปรึกษาด้วยว่าถ้าอยากเข้าวงการบันเทิง มีแคสติ้งงานที่ไหนบ้าง ต้องทำอย่างไร ทำให้มีแรงบันดาลใจและรู้สึกมั่นใจมากขึ้นว่าเราสามารถทำได้”

ร่วมให้กำลังใจเด็กๆ และเรียนรู้ไปพร้อมกัน ใน “Youthful Dreams ความฝันแห่งวัย” ละครเวทีสะท้อนสังคม วันที่ 9 กุมภาพันธ์ ณ ไอส์แลนด์ฮอลล์ ชั้น 3 ศูนย์การค้าแฟชั่น ไอส์แลนด์ รอบ 12.00 น. และ 14.30 น. สอบถามได้ที่ห้องสมาคมผู้ปกครองฯ ชั้น 2 ฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงเรียนสาธิตพัฒนา โทร.09-8904-9808 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.00 น.