เรียนรู้ที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/360738

เรียนรู้ที่จะเรียนรู้ตลอดชีวิต

อุทยานการเรียนรู้ ทีเค  พาร์ค

อุทยานการเรียนรู้ ทีเค  พาร์ค ลดความเหลื่อมล้ำเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้สาธารณะ มุ่งเพิ่มทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเอง

อุทยานการเรียนรู้ ทีเค  พาร์ค เปิดให้บริการครั้งแรกในวันที่ 24 มกราคม 2548 เป็นเวลา 14 ปีมาแล้ว มีผู้เข้าใช้บริการแล้วกว่า 6 ล้านคน มีการยืม-คืนหนังสือและสื่อการเรียนรู้ ประมาณ 4 แสนครั้งต่อปี ล่าสุดได้ขยายเครือข่ายการเรียนรู้ 25 แห่งในพื้นที่ 19 จังหวัด สร้างสรรค์เครือข่ายศูนย์เรียนรู้ใกล้บ้าน 202 แห่ง ลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ สนับสนุนกระบวนการเรียนรู้สาธารณะ มุ่งเพิ่มทักษะในการเรียนรู้ด้วยตนเองนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพชุมชนอย่างยั่งยืน

กิตติรัตน์ ปิติพานิช ผู้อำนวยการสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ “ทีเค พาร์ค” หน่วยงานในสังกัดสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) สำนักนายกรัฐมนตรี  กล่าวว่า 1 ปีที่ผ่านมา ใช้  Learning to Learn เรียนรู้ที่จะเรียน และวางเป้าหมายการบริหารและพัฒนาอุทยานการเรียนรู้นี้ไว้ 3 แนวทาง

ประการแรก เน้นสร้างสรรค์พื้นที่เรียนรู้ต้นแบบแห่งศตวรรษที่ 21 มุ่งเน้นการสร้างต้นแบบและกิจกรรมการเรียนรู้ด้านนวัตกรรม ก่อนจะนำไปใช้ในการพัฒนาเครือข่ายทั่วประเทศ โดยใช้ศาสตร์ของ Design Thinking & Service Design ให้เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกดิจิทัลที่เข้ามามีบทบาทสำคัญกับไลฟ์สไตล์ประจำวันเป็นอย่างมาก แม้ว่าสื่อ หรือนวัตกรรมจะเปลี่ยนแปลงไป แต่การเรียนรู้ไม่มีวันตาย เพียงต้องปรับตัวให้ได้โดยใช้มนุษย์เป็นศูนย์กลางผ่านโครงการ Solution Lab ที่จะช่วยประสานความร่วมมือและสร้างแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาในสังคม

ประการที่สอง เน้นสร้างความตื่นตัวในการเรียนรู้ คิดเป็น และทำเป็น ให้ขยายไปทั่วประเทศ ปี 2562 นี้จะเปิดบริการอุทยานการเรียนรู้เครือข่ายใหม่อีก 2 แห่ง ได้แก่อุทยานการเรียนรู้ศรีสะเกษ และอุทยานการเรียนรู้นราธิวาส และมีความร่วมมือกับท้องถิ่นในการสนับสนุนการก่อตั้ง อุทยานการเรียนรู้สุราษฎร์ธานี อุทยานการเรียนรู้บุรีรัมย์และอุทยานการเรียนรู้เบตง ซึ่งการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ในภูมิภาค จะมีการพัฒนาการเชื่อมต่อ การดูแลคุณภาพ ประสิทธิภาพ

โดยใช้ Digital Technology และการสร้าง Innovation Capacity ให้เครือข่ายสามารถสร้างนวัตกรรมทางการให้บริการพร้อมเน้นพัฒนาฟังก์ชั่นและฐานข้อมูล TK Public Online Library เพื่อขยายขอบเขตการให้บริการการเรียนรู้ให้กว้างขวางยิ่งขึ้นในกลุ่มคนรุ่นใหม่ ทั้งในส่วนของ TK Application ที่ได้รวบรวมหนังสือเสียง นิทานภาพ และหนังสือที่อ่านสนุกเป็นภาพเคลื่อนไหวพร้อมเสียงพากย์ และเกมต่างๆ

ประการสุดท้าย สร้างแนวร่วมและเครือข่ายการอ่านการเรียนรู้ทุกภาคส่วนให้เข้มแข็ง ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย และกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ โดยในปีนี้ กิจกรรมเด่น ได้แก่ TK Forum งานเสวนาวิชาการนานาชาติ ที่จะจัดขึ้นในช่วงเดือนเมษายนนี้ ในหัวข้อเกี่ยวกับการออกแบบพื้นที่เรียนรู้แห่งอนาคต แนะให้แนว จัดในช่วงเดือนมิถุนายน เป็นกิจกรรมที่จะช่วยให้เยาวชนค้นหาตนเองก่อนการเลือกเส้นทางการเรียนในอนาคต และ ทีเคแจ้งเกิด กิจกรรมบ่มเพาะเยาวชนที่สนใจในสายดนตรีและนักเขียนเพื่อเรียนรู้และสร้างสมประสบการณ์และทักษะในวิชาชีพนั้นๆ

“ปัจจุบันมีแพลตฟอร์มและช่องทางการสื่อสารใหม่ๆ ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ของคนเรา แน่นอนว่าในยุคสมัยนี้ เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พฤติกรรมการเรียนรู้ผ่านการอ่านหนังสือ หรือสื่อสิ่งพิมพ์เริ่มลดลง คนหันมาเสพสื่อผ่านสมาร์ทโฟน หรือช่องทางการอ่านออนไลน์กันมากขึ้น แต่การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพมันจะต้องสามารถประสานรวมองค์ความรู้จากสื่อที่หลากหลายทั้งดิจิทัลและอะนาล็อก เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ฉะนั้นหัวใจของการเรียนรู้ในยุคนี้ก็คือ การรู้จักวิธีการเรียนรู้และวิธีการคิด และ นำกลับมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์กับตัวเราได้ดีที่สุดมากกว่า” ผอ.อุทยานการเรียนรู้ ทีเค พาร์ค กล่าว

ทั้งนี้ ตั้งเป้าว่าในอีก 3 ปี จะสามารถผลักดันให้ทีเค พาร์ค เป็นผู้นำในการแก้ปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์ผ่าน Solution Lab และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับประเทศในอาเซียน ทั้งการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ วิทยากร นวัตกรรม ผ่านกิจกรรมสัมมนา เสวนานานาชาติ ประชุมวิชาการ หรือแลกเปลี่ยนคณะทำงาน เพื่อจะได้แบ่งปันความรู้สำหรับการเตรียมพร้อมประชากรสู่ศตวรรษหน้าต่อไป

คนไทยติดเค็ม22.05ล้านตายปีละ2หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/360708

คนไทยติดเค็ม22.05ล้านตายปีละ2หมื่น

องค์การอนามัยโลก,คนไทยติดเค็ม

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com –

โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง หรือ NCDs เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคไต เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย มีแนวโน้มผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ส่วนหนึ่งเกิดจากพฤติกรรมการบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกินเค็มที่เกินไปนำไปสู่ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดโรคอื่นๆตามมา

การสำรวจพบว่า คนไทยมีการบริโภคโซเดียมเกินค่าที่องค์การอนามัยโลกแนะนำไม่ควรเกินวันละ 2,000 มิลลิกรัม(มก.) หรือ 1 ช้อนชาถึง 2 เท่า ปัจจุบันจึงมีคนไทยป่วยเป็นโรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมติดเค็มถึง 22.05 ล้านคน สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากพฤติกรรมติดเค็ม 98,976 ล้านบาท จากโรคหัวใจและหลอดเลือดและไตวายระยะสุดท้าย

คนไทยติดเค็ม22.05ล้านตายปีละ2หมื่น

 

เมื่อวันที่ 29 มกราคม ในการประชุมความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนมาตรการลดโซเดียมในประเทศไทย ภายในการประชุมรางวัลสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดล จัดโดยองค์การอนามัยโลกประจำประเทศไทย เครือข่ายลดการบริโภคเค็ม สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า ปัจจุบันคนไทยป่วยเป็นโรคที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมติดเค็ม 22.05 ล้านคน แยกเป็น โรคความดันโลหิตสูง 13.2 ล้านคน คิดเป็น 23.5 % โรคหลอดเลือดสมอง 0.5 ล้านคน หรือ 1.1% โรคหัวใจขาดเลือด 0.75 ล้านคนหรือ 1.4% และโรคไต 7.6 ล้านคน หรือ 17.5% โดยแต่ละปีคนไทยล้างไตเพิ่มขึ้นถึง 2 หมื่นคน หรือเพิ่ม 15% ต่อปี นอกจากนี้ การบริโภคโซเดียมที่เกินความต้องการทำให้คนไทยเสียชีวิตถึงปีละกว่า 2 หมื่นคน เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากพฤติกรรมติดเค็มถึง 98,976 ล้านบาทต่อปี

คนไทยติดเค็ม22.05ล้านตายปีละ2หมื่น

 

“คนไทย 1 ใน 3 รับประทานอาหารปรุงในบ้าน อีก 1 ใน 3 กินอาหารสตรีทฟู้ด ร้านอาหาร และ 1 ใน 3 กินอาหารสำเร็จรูปที่มีขายในร้านสะดวกซื้อ และมากกว่า 90% ของครัวเรือนบริโภคบะหมี่สำเร็จรูป โดยมีการบริโภคถึงวันละ 8 ล้านซอง ซึ่งมาตรการลดบริโภคเค็มนอกจากการให้ความรู้เพื่อสร้างการตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนแล้ว การกระตุ้นให้ภาคอุตสาหกรรมอาหารปรับสูตรลดปริมาณโซเดียมลงก็จำเป็น หนึ่งในมาตรการที่จะใช้กระตุ้นที่สำคัญคือ การใช้มาตรการทางภาษีและราคา ซึ่งจุดประสงค์ไม่ได้หวังรายได้เข้ารัฐ แต่ต้องการให้คนไทยกินเค็มน้อยลงและราคาถูก โดยอาหารที่มีความเค็มน้อยก็ไม่ต้องเสียภาษี เมื่อปรับสูตรแล้วต้นทุนก็จะลด ราคาขายก็จะลดลงด้วย

ส่วนอาหารที่มีความเค็มสูงก็เก็บภาษีมาก เป็นการปกป้องประชาชนให้ลดการบริโภคอาหารที่มีโซเดียมสูง จะช่วยลดการสูญเสียทางเศรษฐกิจที่ต้องจ่ายไปในการรักษาพยาบาล อย่างไรก็ตาม มีความจำเป็นต้องกำหนดปริมาณโซเดียมในอาหารที่นำเข้าด้วย เนื่องจากมีข้อมูลพบว่าอาหารนำเข้าบางชนิดมีปริมาณโซเดียมสูง อย่างเช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่ของไทยมีโซเดียมเฉลี่ยราว 1,500-2,000 มิลลิกรัม(มก.)ต่อซอง ซึ่งนับว่าสูงแล้ว แต่ของเกาหลีมีถึง 7,000 มก.ต่อซอง เป็นต้น” นพ.สุรศักดิ์กล่าว

คนไทยติดเค็ม22.05ล้านตายปีละ2หมื่น

 

ดร.แดเนียล เคอร์เทส ผู้แทนองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำประเทศไทย กล่าวว่า ฮูแนะนำปริมาณโซเดียที่ร่างกายควรได้รับต้องไม่เกิน 2,000 มก.หรือไม่เกิน 1 ช้อนชาต่อวัน เนื่องจากการบริโภคโซเดียมที่มากเกินไปนำไปสู่ความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และยังทำให้เกิดโรคไต กระดูกเปราะ และมะเร็งกระเพาะอาหาร ซึ่งการลดบริโภคเกลือหรือโซเดียมไม่เพียงแต่เป็นกลยุทธ์ที่ดีในการพัฒนาสุขภาพประชาชน แต่ยังให้ผลตอบแทนในการลงทุนถึง 12 เท่า เพราะทุก 1 ดอลลาร์ที่ลงทุนในการลดโซเดียมจะได้ผลตอบแทนคืนกลับคิดเป็น 12 ดอลลาร์

ด้าน น.ส.พเยาว์ ผ่อนสุข นักวิจัยสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ (IHPP) กล่าวว่า จากการศึกษาวิจัยประสิทธิภาพและความคุ้มทุนทางเศรษฐศาสตร์ของมาตรการลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย โดยใช้กรอบมาตรการ SHAKE ที่มีการใช้เป็นมาตรการลดการบริโภคโซเดียมในประเทศไทย ประกอบด้วย 5 มาตรการ คือ 1.การเฝ้าระวัง 2.สร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อปรับสูตรลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร 3.การติดฉลากแสดงปริมาณโซเดียม 4.การรณรงค์ให้ประชาชนตระหนักรู้ และ 5.การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมให้ประชาชนได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ

คนไทยติดเค็ม22.05ล้านตายปีละ2หมื่น

 

ผลการศึกษา พบว่า มาตรการที่คุ้มทุนที่สุดคือ มาตรการสร้างความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมเพื่อปรับสูตรลดปริมาณโซเดียมในผลิตภัณฑ์อาหาร โดยใช้งบประมาณ 5.3 ล้านบาท ผลต่อสุขภาพช่วยชีวิตคนถึง 32,670 คน และมีจำนวนปีสุขภาพดีถึง 1.45 แสนปี รองลงมาคือ มาตรการติดฉลากแสดงปริมาณโซเดียมใช้งบประมาณลงทุน 34.5 ล้านบาท ผลต่อสุขภาพช่วยชีวิตคน 31,190 คน จำนวนปีสุขภาพดี 1.3 แสนปี ตามด้วยมาตรการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมให้ประชาชนได้กินอาหารที่ต่อสุขภาพ ใช้งบ 10.5 ล้านบาท ผลต่อสุขภาพช่วยชีวิตคน 26,399 คน จำนวนปีสุขภาพดี 8.4 หมื่นปี และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการส่งเสริมให้ประชาชนได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ และการเฝ้าระวัง ตามลำดับ

นพ.พูลลาภ ฉันทวิจิตรวงศ์ รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) กล่าวว่า สำหรับมาตรการทางกฎหมายที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)ได้มีการดำเนินการในเรื่องลดบริโภคโซเดียม อาทิ ในปี 2561 มีการออกประกาศ อย.เรื่องการกำหนดประเภทอาหารที่จะต้องแสดงฉลาก GDA ที่ต้องมีค่าพลังงาน น้ำตาล ไขมัน และโซเดียม ให้ประชาชนสามารถมองเห็นปริมาณได้ชัดเจนจาก 5 กลุ่มอาหาร เป็น 13 กลุ่มอาหาร

ได้แก่ อาหารขบเคี้ยว ช็อกโกแลต ผลิตภัณฑ์ขนมอบ อาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารมื้อหลักที่เป็นอาหารจานเดียวและต้องแช่แข็ง เครื่องดื่มในภาชนะบรรจุที่ปิดสนิท ชาปรุงสำเร็จ กาแฟปรุงสำเร็จ นมปรุงแต่ง นมเปรี้ยว ผลิตภัณฑ์ของนม น้ำนมถั่วเหลือง และไอศกรีมพร้อมบริโภค

คนไทยติดเค็ม22.05ล้านตายปีละ2หมื่น

 

นอกจากนี้ มีการแก้ไขประกาศในเรื่องค่าสูงสุดของปริมาณโซเดียมที่ต้องแสดงบนฉลากผลิตภัณฑ์อาหารต้องไม่เกิน 2,000 มก. ลดลงจากเดิมที่กำหนดไว้ที่ 2,400 มก.

“ในเรื่องการกำหนดค่าสูงสุดของปริมาณโซเดียมในอาหารนำเข้านั้น อย.ก็กำลังพิจารณาเรื่องนี้ แต่จะต้องดำเนินการอย่างรอบคอบและรอบด้าน โดยมีการหารือกับทุกภาคส่วน เพราะจะต้องดูว่าหากใช้มาตรการนี้แล้ว จะเป็นการกีดกันทางการค้าหรือไม่ด้วย ส่วนมาตรการทางภาษีนั้น หากจำเป็นต้องดำเนินการ อย.ก็พร้อมจะผลักดัน แต่มองว่าหากสามารถทำให้ประชาชนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมด้วยการลดการกินเค็มลง ก็จะทำให้อุตสาหกรรมอาหารปรับสูตรลดโซเดียมลงโดยอาจไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการทางภาษี” นพ.พูลลาภกล่าว

คนไทยติดเค็ม22.05ล้านตายปีละ2หมื่น

ฝ่าวิกฤติอุดมศึกษาไทยต้องพัฒนา”ยกระบบ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/360560

ฝ่าวิกฤติอุดมศึกษาไทยต้องพัฒนา”ยกระบบ”

ศคลินิก นพอุดม คชินทร,ฝ่าวิกฤติอุดมศึกษาไทย

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

โลกยุคปัจจุบันมีการเปลี่ยนไป มีหลายสิ่งที่ประเทศไทยต้องเตรียมพร้อมสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคต มหาวิทยาลัยจึงกลายเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญที่จะช่วยพัฒนาทรัพยากรมนุษย์เพื่อตอบรับการเปลี่ยนแปลงทางสังคม ประเทศชาติ ตลาดแรงงาน ความต้องการของนักศึกษาและตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติไทยแลนด์ 4.0 กลายเป็นโจทย์สำคัญที่อุดมศึกษาต้องหันมาคิดว่า ทำอย่างไรให้เด็กที่ก้าวเข้ามาเรียนได้ความรู้ และพัฒนาศักยภาพ มากกว่าใบปริญญาที่เขาอาจจะมองว่าไม่จำเป็นอีกต่อไป

วานนี้ (28 ม.ค.) ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงการฝ่าวิกฤติอุดมศึกษาไทยด้วยคุณภาพในการประชุมวิชาการนานาชาติด้านการประกันคุณภาพการศึกษา ครั้งที่ 1 จัดโดยมหาวิทยาลัยมหิดลว่า ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเอกชน มีจำนวนนักศึกษาลดลงกว่า 20- 30% และในมหาวิทยาลัยทั่วไปที่ไม่ใช่แนวหน้า ลดลงถึง 50-70% มีหลายสิ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโลกนี้ กลไกพัฒนาคุณภาพจึงเป็นเรื่องสำคัญ สถาบันการศึกษาต้องมาคิดว่าจะปรับตัวเองอย่างไรให้อยู่ได้แบบยั่งยืนและตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม
หัวใจสำคัญคือ “ต้องมีคุณภาพ” คำว่าคุณภาพ มีหลายคำจำกัดความ แต่คำที่ทั่วโลกนิยมใช้ส่วนใหญ่ ประกอบด้วย 3 ปัจจัยหลักๆ คือ
1.ทำตามมาตรฐานข้อกำหนดได้ 2.ตอบโจทย์ความพึงพอใจของลูกค้า ได้แก่ นักเรียนนักศึกษา ผู้ปกครอง และภาคอุตสาหกรรมที่เป็นคนใช้บัณฑิต 3.ต้องมีต้นทุนที่เหมาะสม ไม่ใช่มีคุณภาพแต่ใช้ต้นทุนเกินความจำเป็น ทั้งนี้คุณภาพต้องมีการประกันคุณภาพคู่กันไปเสมอ

“อุดมศึกษาถือเป็นหัวขบวนในการพัฒนาและยกระดับของประเทศ ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 จำเป็นต้องเป็นฝ่ายที่ทุ่มเทมากที่สุด 80% เป็นคนสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพให้เป็นคนไทย 4.0 ทันโลก ทันเทคโนโลยี มีความเป็นดิจิทัล ต้องเป็นคนที่ต่อยอดนวัตกรรมใหม่ๆ การที่อุดมศึกษาจะพัฒนาได้อย่างมีคุณภาพ ต้องอาศัย 3 แกนหลัก คือ 1.ต้องมีความรู้และนำไปสร้างนวัตกรรมให้ได้ ความรู้ซึ่งเกิดจากการศึกษา และนวัตกรรมที่เกิดจากความเข้าใจ 2.จะต้องมีทักษะ ซึ่งเกิดจากการฝึกอบรม เกิดจากการทำซ้ำๆ และ 3.ต้องเป็นคนที่มีสมรรถนะ ซึ่งเกิดจากการบ่มเพาะที่ทำให้มีคุณสมบัติบางอย่างนำไปสู่การพัฒนาวิชาชีพ”
นพ.อุดม กล่าวเพิ่มเติมว่า ตอนนี้แนวโน้มของโลกชัดเจนว่า เป้าหมายการศึกษาต้องสร้างคนแล้วให้เป็นนวัตกรรมตอบโจทย์อุตสาหกรรม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงองค์กร เปลี่ยนแปลงโลกให้ได้ การเรียนการสอน ต้องเน้นเรื่องฐานสมรรถนะ สิ่งหนึ่งที่สถาบันอุดมศึกษาและครูต้องเข้าใจคือธรรมชาติของเด็กใน GEN Z สามารถเรียนรู้ได้ตลอดเวลา

ครูต้องปรับเปลี่ยนตัวเองใหม่ ต้องเป็นโค้ชชิ่ง ต้องตั้งคำถาม กระตุ้นให้เกิดจินตนาการ คิดวิเคราะห์ ก่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่เพื่อไปสร้างการเปลี่ยนแปลงให้ได้ ครูจะทำหน้าที่กระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กดึงศักยภาพของตัวเองออกมาให้ได้มากที่สุด ว่าเขาชอบอะไร เขาอยากจะเป็นอะไร และช่วยเขาพัฒนาด้านนั้นให้สุดในสิ่งที่เขารักเขาชอบ ซึ่งสิ่งนี้จะนำไปสู่การสร้างนวัตกรรม และสุดท้ายครูต้องมีจิตวิญญาณของความเป็นครูที่แท้จริง มีความเข้าใจ ใกล้ชิดเด็ก เด็กเข้าถึงได้ และเด็กแลกเปลี่ยนเรียนรู้ได้ และจะต้องช่วยเด็กในการช่วยเด็กพัฒนาศักยภาพให้ได้อย่างที่เขาต้องการ

“สิ่งสำคัญคือต้องเปลี่ยนมายเซตทั้งผู้บริหารและครูทั้งประเทศ และทุกระดับ ไม่ใช่เปลี่ยนเฉพาะอุดมศึกษา แต่รวมไปถึงประถมศึกษาและมัธยมศึกษาต้องเปลี่ยนมายเซตของครูทั้งประเทศเพื่อให้สอดรับกันเป็นช่วงๆ ไป เพราะถ้าเขาไม่มองถึงการเปลี่ยนแปลงข้างหน้าและไม่ยอมปรับตัวเอง แต่ยังใช้การสอนแบบเดิมมันไม่มีทางที่คุณจะสร้างคนรุ่นใหม่และตอบโจทย์กับการเปลี่ยนแปลงได้ นี่คือปัจจัยที่สำคัญที่สุด” นพ.อุดม กล่าวทิ้งท้าย

สกัดแทนนินจาก “เปลือกกล้วย” เทคนิคปฏิบัติการทดลองเคมีย่อส่วน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/360412

สกัดแทนนินจาก “เปลือกกล้วย” เทคนิคปฏิบัติการทดลองเคมีย่อส่วน

แทนนิน,เปลือกกล้วย

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย ร่วมกับ สมาคมเคมีแห่งประเทศไทย ในพระอุปถัมภ์ของศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี และองค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ประกาศผลรางวัล “การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้วยเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน” ประจำปี 2561 ภายใต้ “โครงการห้องเรียนเคมีดาว”

สกัดแทนนินจาก "เปลือกกล้วย" เทคนิคปฏิบัติการทดลองเคมีย่อส่วน

 

ทั้งนี้ โครงการห้องเรียนเคมีดาว ถือเป็นโครงการที่กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย และพันธมิตร ร่วมกันดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ในการตอบสนองนโยบายภาครัฐ ส่งเสริมให้บุคลากรทางการศึกษาเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ คิดเริ่มและสร้างสรรค์นวัตกรรม ด้วยการเพิ่มประสบการณ์ทั้งครูและนักเรียน ผ่าน “เทคนิคปฏิบัติการทดลองเคมีแบบย่อส่วน” (Small-Scale Chemistry Laboratory)

สกัดแทนนินจาก "เปลือกกล้วย" เทคนิคปฏิบัติการทดลองเคมีย่อส่วน

ฉัตรชัย เลื่อนผลเจริญชัย ประธานบริหาร กลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย กล่าวในงาน ประกาศผลรางวัล “การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้วยเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน” ประจำปี 2561 ณ อาคารจามจุรีสแควร์ ว่า “เทคนิคปฏิบัติการทดลองเคมีแบบย่อส่วน” ถือเป็นวิธีการเรียนรู้การทดลองเคมีที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยสูง ได้รับการยอมรับจากยูเนสโก โดยทางบริษัทได้สนับสนุนเทคนิคดังกล่าว ผ่านโครงการ ห้องเรียนเคมีดาว หรือ Dow Chemistry และมีการอบรมเชิงปฏิบัติการ การทดลองเคมีแบบย่อส่วนให้แก่ครูวิทยาศาสตร์ เพื่อนำไปใช้บูรณาการการเรียนการสอนตามหลักสูตร รวมทั้งพัฒนาครูวิทยาศาสตร์ต้นแบบดีเด่น ให้เป็นเทรนเนอร์ เพื่อเผยแพร่เทคนิคอันเป็นประโยชน์ในวงกว้าง ตลอดระเวลาในการดำเนินโครงการ 6 ปีที่ผ่านมา ครูที่ได้พัฒนาองค์ความรู้แลกเปลี่ยนเทคนิค ไปแล้วกว่า 1,260 คน จาก 617 โรงเรียนทั่วประเทศ และเด็กนักเรียนที่ได้รับประโยชน์จากโครงการนี้กว่า 60,000 คน

สกัดแทนนินจาก "เปลือกกล้วย" เทคนิคปฏิบัติการทดลองเคมีย่อส่วน

 

    สกัดแทนนินจาก “เปลือกกล้วย”
กฤติน สาครินทร์ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ตัวแทนจาก โรงเรียนระยองวิทยาคม ซึ่งได้รับรางวัลชนะเลิศ “การประกวดโครงงานวิทยาศาสตร์ด้วยเทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน” ประจำปี 2561 ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จากโครงงาน การตกตะกอนโลหะหนักด้วยเปลือกกล้วยหอม อธิบายว่า จุดเริ่มต้นของโครงงาน คือการมองเห็นปัญหาของน้ำใน จ.ระยอง ซึ่งอย่างที่รู้กันว่า โรงงานอุตสาหกรรมและการเกษตรเติบโตขึ้นเยอะ ทำให้เกิดปัญหาสารปนเปื้อนในแหล่งน้ำตามมา โดยเฉพาะสารโลหะหนักปนเปื้อน จึงจำเป็นที่จะต้องบำบัดก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำ ดังนั้น ทางกลุ่มเราจึงได้มีการค้นคว้าโดยใช้ระยะเวลาราวๆ 3 เดือน โดยใช้พืชต่างๆ มาทดลองเพื่อสกัด “สารแทนนิน” ที่เป็นสารให้รสฝาดในผลไม้ และมีคุณสมบัติดูดซับโลหะหนักได้ ในช่วงแรกใช้มังคุด เนื่องจากมีสารแทนนินปริมาณมาก แต่เราก็มามองว่าที่ระยอง เปลือกกล้วย ซึ่งเราใช้กล้วยหอม สามารถหาได้ง่าย มีทั่วไป และตลอดทั้งปี อุดมไปด้วยสารอาหารมากมาย รวมถึงมีสารสำคัญที่เราใช้ในการทดลองนี้คือ “แทนนิน” ค่อนข้างเยอะเช่นเดียวกัน

สกัดแทนนินจาก "เปลือกกล้วย" เทคนิคปฏิบัติการทดลองเคมีย่อส่วน

 

    เปลือกกล้วยเหลือไม่ทิ้ง
กฤติน กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากแทนนินในเปลือกกล้วยจะสามารถใช้ในการบำบัดน้ำเสียที่ปนเปื้อนโลหะหนักในโรงงานได้แล้ว เรายังสามารถเอาเปลือกกล้วยเหลือไปใส่ในเครื่องกรองน้ำ ซึ่งเป็นการทดสอบการกรองน้ำอย่างง่าย โดยการเอาน้ำผสมสารโลหะหนัก และนำเปลือกกล้วยที่เหลือไปกรอง พบว่าเปลือกกล้วยนั้นยังมีประสิทธิภาพในการกรองน้ำได้อยู่ หลังจากนั้นเรายังสามารถนำเปลือกกล้วยไปตากแห้ง มาทำเป็นถ่าน และนำมาใช้เป็นพลังงานชีวมวลได้อีกด้วย

สกัดแทนนินจาก "เปลือกกล้วย" เทคนิคปฏิบัติการทดลองเคมีย่อส่วน

 

สำหรับผลงานที่ออกมา ยังมองว่ามีข้อผิดพลาดอยู่ เช่น การวัดค่าต่างๆ อาจจะยังไม่แม่นยำ ซึ่งจะต้องใช้ความรู้ใน ม.ปลาย มาช่วยเสริมตรงนี้ นอกจากนี้ ยังศึกษามาว่า แทนนินหากเก็บในรูปแบบน้ำอาจจะไม่สะดวกต่อการใช้ในการบำบัดน้ำเสีย จึงคิดว่าหากเป็นไปได้ อยากให้อยู่ในรูปแบบที่เก็บรักษาง่ายกว่านี้ เช่น เป็นของแข็ง เป็นเม็ด เพื่อให้ง่ายต่อการใช้งานและเก็บรักษา นอกจากนี้ ยังอยากจะให้สารแทนนินที่พวกเราคิดค้นขึ้นมา สามารถแปรรูปไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆ ได้ เพราะไม่ได้ใช้ทุนสูงมาก ใช้แค่เปลือกกล้วย ซึ่งสามารถหาได้ง่าย ระยองมีแทบจะเต็มจังหวัดอยู่แล้ว

“ถ้าถามว่าวิทยาศาสตร์น่าเบื่อไหม ก็น่าเบื่อนะครับ แต่ที่เลือกมาสนใจทางด้านนี้เพราะมีหลายอย่างที่ทดแทน ทั้งการได้ทำโครงงาน ได้ค้นพบอะไรใหม่ๆ และได้ทดลอง มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนๆ และครู ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี” กฤติน กล่าว

          ทดลองย่อส่วน “เห็นผลเร็ว-ประหยัดเวลา”
ด้าน กัญจน์ญาณิศา นาคสวัสดิ์ อาจารย์ที่ปรึกษาโครงงาน กล่าวว่า “ในการทดลองโครงการนี้ เราใช้เทคนิคปฏิบัติการเคมีแบบย่อส่วน ซึ่งสามารถช่วยให้การทดลองง่ายขึ้นมาก จากปกติเราใช้สารเคมีเป็นกิโลในการนำมาทดลองกับน้ำ ก็เปลี่ยนเป็นการใช้แค่ในหลอดทดลองขนาดใหญ่ ในอัตราส่วนที่น้อยลง ระยะเวลาที่ใช้แต่ก่อนหลายวัน ครูเห็นครูก็เหนื่อยแทน แต่ตอนนี้ใช้เวลาเพียงแค่ 10 นาทีก็เห็นผลออกมาแล้ว โดยใช้เพียงสารแทนนิน 1 หยด ต่อน้ำตกตะกอน 1 หยด ก็เกิดการเปลี่ยนแปลง สามารถเห็นตะกอนได้ เด็กก็บอกว่าเห็นผลมากกว่าการทดลองแบบเดิมเยอะ ราคาก็ไม่สูงมากราวหลักพัน นอกจากนี้ ครูยังสามารถเอาเวลาที่เหลือจากการทำแล็บมาสอนทฤษฎีได้อีก”

สำหรับประโยชน์ที่โรงเรียนได้รับคือ หนึ่ง ลดค่าใช้จ่ายในโรงเรียนที่ต้องเสียค่าสารเคมีจำนวนมาก สอง เป็นการปลูกจิตสำนึกให้เด็กว่าชีวิตจริง เวลาเขาไปอยู่โรงงาน การกำจัดของเสีย เป็นสิ่งที่เป็นต้นทุนซึ่งโรงงานต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าการซื้อสารเคมีด้วยซ้ำ ซึ่งสารเคมีบางตัว บางที่ก็ไม่รับกำจัด ดังนั้น เป็นการสอนให้เขารู้ว่าทำไมเราต้องใช้สารน้อย แต่ผลยังคงเกิดขึ้นได้จริงและรวดเร็ว ประหยัดเวลา ถือเป็นการปลูกจิตสำนึกของเขาไปในตัวด้วยว่า เวลาโตขึ้น จะต้องช่วยกันประหยัดสารเคมี ตอนนี้เด็กมีหน้าที่ใช้อย่างเดียว เขาไม่เห็นเลยว่ามันไม่ใช่แค่เทลงซิงค์แต่ต้องกำจัดอย่างถูกวิธี โรงเรียนกับโรงงานต่างกัน เพราะเราไม่มีกระบวนการกำจัดให้เด็กเห็นว่ามันมีค่าใช้จ่ายสูง ดังนั้น เราจึงต่อยอดให้เขาคิดว่าเมื่อเราสกัดสารแทนนินจากเปลือกกล้วยแล้ว เราจะทำอย่างไรกับเปลือกกล้วยต่อไป ในเมื่อมันยังคงเป็นขยะอยู่ นำมาซึ่งการนำเปลือกกล้วยมาใช้ประโยชน์อื่นๆ คือ การนำมาทำถ่าน

กัญน์ญาณิศา กล่าวทิ้งท้ายว่า “รู้สึกภูมิใจกับเด็กมาก ที่วันนี้เขาสามารถชนะใจตัวเอง เราบอกเขาเสมอว่าเรามาขายของนะลูก ถ้าเราสามารถทำให้คนอื่นชอบงานของเราได้ แสดงว่าเราขายได้ เหมือนการมาขายไอเดียว่าสิ่งที่เขาทำมันเป็นไปได้ เขาสามารถเอาโครงงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นโครงงานนี้หรือโครงงานต่อๆ ไป ทำให้ทุกคนยอมรับ และสามารถนำไปใช้ต่อ ช่วยชุมชนรักษาสิ่งแวดล้อมได้ในอนาคต”

200บาทพัฒนาอาชีพสู่กองทุนอาหารกลางวัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/360189

200บาทพัฒนาอาชีพสู่กองทุนอาหารกลางวัน

กองทุนอาหารกลางวัน

โดย…  คุณภาพชิวิต qualitylife4444@gmail.com –

ปัญหาที่เด็กไทยไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้มากเพียงพอที่จะสนับสนุนการทำงานในอนาคต เพราะมีเด็กไทยจำนวนไม่น้อยที่ต้องออกจากการเรียนกลางคัน หรือครอบครัวไม่สามารถแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทางการศึกษา ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงการศึกษาได้

กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้จัดสรรเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษเพื่อช่วยให้เด็กกลุ่มนี้เข้าถึงการศึกษาให้ได้
โดยเมื่อเร็วๆ นี้ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) ได้ลงพื้นที่ “ติดตามเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษ จัดสรรช่วยเหลือแล้วแก้ปัญหาตรงจุดอย่างไร” ที่โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งที่โรงเรียนแห่งนี้มีนักเรียนยากจนพิเศษที่ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการสถานศึกษาจำนวน 64 คน คิดเป็นร้อยละ 5 ของนักเรียนทั้งหมด

200บาทพัฒนาอาชีพสู่กองทุนอาหารกลางวัน

 

สุภาณี ธรรมาธิคม  ผอ.โรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ บอกว่าเงินอุดหนุนที่ได้รับจากกสศ.นักเรียนยากจนพิเศษทั้ง 64 คนคนละ 800 บาทรวมเป็น 51,200 บาท โรงเรียนบริหารการใช้จ่ายเงินเป็น 2 ส่วน คือจัดให้นักเรียนในรูปแบบคูปองอาหารกลางวัน 300 บาท ค่าเดินทาง 300 บาท และกิจกรรมพัฒนานักเรียนยากจนพิเศษ 200 บาท

ทั้งนี้โรงเรียนให้ความสำคัญกับปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยเน้นย้ำทุกกระบวนการตั้งแต่การลงพื้นที่เยี่ยมบ้านนักเรียน การเก็บข้อมูลต้องครบถ้วนถูกต้องเพราะทุกรายละเอียดคือโอกาสทางการศึกษาของเด็กนักเรียนเหล่านี้ โรงเรียนเข้าใจในกระบวนการที่มีหลายขั้นตอน และต้องตรวจสอบ ก็เพื่อความรอบคอบ

“เงินอุดหนุนจากกสศ.ในส่วนของการจัดกิจกรรมพัฒนาทักษะอาชีพและทักษะชีวิต แม้ไม่มากแต่เป็นเงินลงทุนซึ่งถ้านำไปใช้อย่างถูกจุดจะสามารถสร้างดอกผลทั้งในรูปของการเพิ่มพูนศักยภาพของนักเรียน และเป็นเงินลงทุนที่สร้างรายได้ในอนาคตได้ สำคัญอยู่ที่ความคิดริเริ่มและวิธีการนำไปใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าให้แก่เงินจำนวนนี้ เพื่อสร้างโอกาสให้แก่นักเรียนมากที่สุด”

โดยในการจัดกิจกรรมได้ประเมินจากความสนใจของนักเรียนเป็นหลัก จึงจัดให้มีการสอนทักษะการทำเบเกอรี่และขนมอบโดยเปิดคอร์สให้นักเรียนมา 2 ครั้งแล้ว ซึ่งจะต้องทำทั้งหมด 4 ครั้งต่อภาคเรียน เด็กๆ ใส่ความคิดสร้างสรรค์ พัฒนาให้รสชาติดีขึ้นทุกครั้ง เมื่อเชี่ยวชาญกว่านี้เราวางแผนเปิดเป็นร้านเบเกอรี่จำหน่ายในชุมชน ตลาด เพื่อสร้างรายได้เป็นกองทุนเล็กๆ ที่เติบโตต่อไป หากในอนาคตได้รับความร่วมมือจากภาคธุรกิจเข้าส่งเสริมต่อยอดให้ทำเป็นธุรกิจจะสร้างรายได้ นำมาเป็นกองทุนอาหารกลางวันให้นักเรียนได้อีกทางหนึ่ง

200บาทพัฒนาอาชีพสู่กองทุนอาหารกลางวัน
ด.ญ.ลักษิกา มิตรพันธุ์ หรือ น้องเอิร์น นักเรียนชั้นม.2/2 หลักสูตรกิ๊ฟเต็ดภาษา ร.ร.สตรีวัดอัปสรสวรรค์ เล่าว่าได้รับเงินจากกองทุนกสศ.จากทางโรงเรียนเมื่อวันที่ 11  มกราคม จำนวน 600 บาท โดยเงินที่ได้รับมานั้นแบ่งไว้ใช้จ่ายซื้อของใช้ที่จำเป็น เช่น อุปกรณ์การเรียนการสอน และของใช้ส่วนตัว เป็นต้น และได้เข้าร่วมโครงการเบเกอรี่ในโรงเรียนต่อยอดความรู้ ฝึกทักษะการเรียนรู้ที่หลากหลายด้านการทำขนม เพื่อต่อยอดความรู้ให้แก่ตนเองในอนาคต
สุภกร บัวสาย ผู้จัดการ กสศ.กล่าวว่า กรณีของโรงเรียนสตรีวัดอัปสรสวรรค์ ถือเป็นต้นแบบการขยายผลเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษ ด้วยงบประมาณจำนวนไม่มาก แต่โรงเรียนวางแผนต่อยอด สร้างมูลค่าเพิ่ม เมื่อสำรวจว่านักเรียนมีความสนใจด้านเบเกอรี่ จึงเปิดคอร์สพิเศษเพื่อสอนนักเรียนกลุ่มนี้ ซึ่งการเรียนการสอนสามารถบูรณาการทั้งในส่วนทักษะการทำอาหารเพื่อสร้างอาชีพ การบูรณาการกับวิชาการเรียนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น คณิตศาสตร์ การคำนวณต้นกำไรขาดทุน การชั่งตวงวัด วิทยาศาสตร์อาหาร ความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบผลิตภัณฑ์ การวางแผนการขายและการทำการตลาด ซึ่งโรงเรียนสามารถเชิญวิทยากรจากภายนอกมาร่วมให้ความรู้ได้

200บาทพัฒนาอาชีพสู่กองทุนอาหารกลางวัน

 

      การบริหารกองทุนกสศ.
สถานะการเบิกจ่ายเงินอุดหนุนนักเรียนยากจนพิเศษอย่างมีเงื่อนไข ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 มกราคา ที่ผ่านมา กสศ.ได้โอนเงินอุดหนุนในรอบแรกให้แก่โรงเรียนและผู้ปกครองที่ส่งข้อมูลเข้ามาและผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง ครบถ้วน เสร็จเรียบร้อยแล้วเป็นเงินทั้งสิ้น 393,932,400 บาท ครอบคลุมโรงเรียนจำนวน 16,497 โรงเรียน และนักเรียนจำนวน 364,527 คน

โรงเรียนสามารถตรวจสอบสถานะการโอนเงินได้จากยูสเซอร์ของแอดมินโรงเรียน และเมื่อได้รับเงินอุดหนุนแล้วสามารถดำเนินการตามแผนการใช้เงินที่เสนอไว้แก่คณะกรรมการสถานศึกษาได้ทันที สำหรับเงินอุดหนุนนักเรียนที่ผู้ปกครองไม่มีบัญชีเงินฝากธนาคารและขอรับเงินสดจากโรงเรียน ควรเบิกจ่ายแก่นักเรียนภายใน 7-10 วัน นับจากวันที่ได้รับเงินโอนจาก กสศ.โดยหลังจากนี้สถานศึกษาและครูจะรายงานบันทึกการมาเรียน

รวมถึงน้ำหนัก ส่วนสูงของนักเรียนยากจนพิเศษรายบุคคลอย่างใกล้ชิดตลอดปีการศึกษาผ่าน cct.thaieduforall.org ตามข้อตกลงการจัดสรรเงินอุดหนุนอย่างมีเงื่อนไข ซึ่งจะเป็นข้อมูลและผลลัพธ์ที่สำคัญในการจัดสรรเงินอุดหนุนภาคเรียนถัดไป โดยนักเรียนยากจนพิเศษจะต้องมีอัตราการมาเรียนสูงกว่าร้อยละ 80 ของเวลาเรียน

200บาทพัฒนาอาชีพสู่กองทุนอาหารกลางวัน

 

หลังจากนี้ทางเขตพื้นที่การศึกษาจะช่วยลงพื้นที่สนับสนุน ติดตามผลการใช้เงินอุดหนุนและการดำเนินงานของทางโรงเรียนต่อไป ทั้งนี้สามารถตรวจสอบรายชื่อสถานศึกษาสังกัด สพฐ.ที่ยังไม่ได้จัดทำข้อมูลนักเรียนยากจนพิเศษได้ที่ https://www.eef.or.th/thaieduforall/ หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อ 0-2079-5475 กด 1

ธ.โลกแนะ”ควบรวมร.ร.ขนาดเล็ก”แก้การศึกษาไทยถดถอย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/360035

ธ.โลกแนะ”ควบรวมร.ร.ขนาดเล็ก”แก้การศึกษาไทยถดถอย

โรงเรียนขนาดเล็ก

โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com –

“ความเหลื่อมล้ำ คุณภาพการศึกษา” เป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพยายามที่จะแก้ปัญหาในเรื่องเหล่านี้ ทว่ายิ่งแก้เหมือนจะยิ่งเห็นความเหลื่อมล้ำขยายวงกว้างมากขึ้น แถมคุณภาพการศึกษาก็ดูจะลดลง เมื่อวันที่ 23 มกราคม ที่ผ่านมา สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา(สกศ.) ได้เปิดเวทีแรก จัดการประชุมทางวิชาการ (OEC Forum) เรื่อง ความเหลื่อมล้ำกับคุณภาพการศึกษา

  ไทยลงทุนการศึกษาสูง คุณภาพต่ำ
ดร.ดิลกะ ลัทธพิพัฒน์ นักเศรษฐศาสตร์ด้านทรัพยากรมนุษย์ กลุ่มงานการศึกษา ธนาคารโลก สำนักงานประเทศไทย (เวิลด์แบงก์) เล่าถึงผลการศึกษาแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพของการศึกษาขั้นพื้นฐานและลดการสิ้นเปลืองของงบประมาณ ซึ่งใช้ข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ว่า ขณะนี้ค่าใช้จ่ายทางการศึกษามีแนวโน้มสูงขึ้น แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาจากผลการประเมินผู้เรียนในระดับชาติและการทดสอบโครงการประเมินผลนักเรียนนานาชาติ หรือ พิซ่า (PISA) อยู่ในระดับต่ำอย่างต่อเนื่อง

นักเรียนไทยกว่าครึ่งขาดทักษะขั้นพื้นฐานด้านการอ่านและการคิดวิเคราะห์ แม้ว่าจะอยู่ในระบบการศึกษามาแล้วถึง 9 ปี และถึงค่าใช้จ่ายภาครัฐต่อหัวผู้เรียนจะเพิ่มขึ้นอย่างมากแต่ทักษะของผู้เรียนกลับมาแนวโน้มลดลง โดยคุณภาพของการศึกษาถดถอยลง ทั้งที่งบประมาณต่อนักเรียนเพิ่มขึ้นถึง 48% ระหว่างปี 2553-2556

นอกจากนี้ ยังพบว่าความไร้ประสิทธิภาพในการใช้จ่ายด้านการศึกษาของไทยจะเกิดในโรงเรียนขนาดเล็กระดับประถมศึกษา ที่มีห้องเรียนขนาดเล็กจำนวนมาก มีสัดส่วนนักเรียนต่อครู อยู่ที่ 17:1 ซึ่งใกล้เคียงประเทศญี่ปุ่น ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ฯลฯ แต่การบริหารจัดการด้านการศึกษาของประเทศทั้งครูและทรัพยากรต่างๆ ไม่เพียงพอต่อความต้องการของแต่ละห้องเรียน

ธ.โลกแนะ"ควบรวมร.ร.ขนาดเล็ก"แก้การศึกษาไทยถดถอย

  เหลื่อมล้ำสูงช่องว่างจนรวยสูงขึ้น
ดร.ดิลกะ กล่าวต่อว่า ขณะที่ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษามีแนวโน้มแย่ลงในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ช่องว่างของทักษะวิชาวิทยาศาสตร์ระหว่างคนรวยและคนจน ยิ่งห่างออกไปจาก 1.6 ปี ในปี 2555 เป็น 1.8 ปี ในปี 2558 และในช่วงเวลาเดียวกัน ช่องว่างของทักษะวิทยาศาสตร์ระหว่างคนเมืองและคนชนบทเพิ่มสูงขึ้นจาก 1.1 ปี เป็น 1.8 ปี ปัญหาการขาดประสิทธิภาพในการใช้จ่ายด้านการศึกษาของประเทศส่วนใหญ่ เกิดขึ้นจากระดับประถมศึกษา ในระดับประถมศึกษา ประเทศไทยมีค่าใช้จ่ายรายนักเรียนสูงกว่าค่าเฉลี่ย ระหว่างครอบครัวที่มีรายได้สูงสุด 20% ของประเทศ และครอบครัวที่มีรายได้น้อยที่สุด 20% ของประเทศ ก็มีแนวโน้มแย่ลงเกิดช่องว่าง ในเรื่องคุณภาพการศึกษาที่มีความแตกต่างกันมากขึ้นเรื่อยๆ

  ร.ร.ขนาดเล็กเหตุการศึกษาถดถอย
ในอนาคตอัตราการเกิดที่ลดลงส่งผลให้จำนวนเด็กลดลงเรื่อยๆ ซึ่งภายใน 6 ปี สัดส่วนโรงเรียนประถมที่มีนักเรียนน้อยกว่า 50 คน เพิ่มสูงขึ้นจาก 17.4% เป็น 23.7% ขณะที่โรงเรียนในระดับประถมศึกษาของไทยมีขนาดห้องเรียนที่เล็กที่สุด เมื่อเทียบกับ 39 ประเทศในโลกที่มีการรายงานสถิติ ซึ่งการมีห้องเรียนขนาดเล็กมากเป็นสาเหตุของความถดถอยของคุณภาพการศึกษาไทย เพราะโรงเรียนขนาดเล็กส่วนใหญ่มีต้นทุนสูงในการบริหารจัดการ และมักได้รับการจัดสรรทรัพยากรไม่เพียงพอ และนักเรียนด้อยโอกาสส่วนใหญ่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนขนาดเล็กเหล่านี้ ยิ่งส่งผลให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำยิ่งย่ำแย่ลงไปอีกงาน

วิจัยของธนาคารโลก แสดงหลักฐานเชิงประจักษ์ชัดเจนว่า การขาดแคลนครูเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณภาพการศึกษาตกต่ำ โดยเฉพาะเด็กด้อยโอกาสและเป็นปัจจัยสำคัญของความเหลื่อมล้ำที่มีสูงในระบบ ถ้าจัดสรรครูและทรัพยากรให้เพียงพอกับทุกห้องเรียนต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล และหากมีห้องเรียนจำนวนมากเช่นปัจจุบันก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายต่อหัวของนักเรียนในโรงเรียนขนาดเล็กเพิ่มสูงขึ้น

ธ.โลกแนะ"ควบรวมร.ร.ขนาดเล็ก"แก้การศึกษาไทยถดถอย

 

      แนะควบรวมเพิ่มประสิทธิภาพ
แนวทางที่จะช่วยแก้ปัญหาได้คือ สพฐ.ควรควบรวมโรงเรียนตามแผน จะสามารถลดจำนวนโรงเรียนจาก 30,506 โรง เหลือ 17,766 โรง ห้องเรียนจาก 344,009 ห้องเหลือ 259,561 ห้อง ขนาดห้องเรียนเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นจาก 14 คนเป็น 24 คน (ในระดับประถมศึกษา) เหมาะสมให้ใช้อุปกรณ์การเรียนการสอนที่รวบรวมมาและที่ได้จัดสรรเพิ่มขึ้นได้อย่างคุ้มค่า

จะเป็นการเพิ่มสมรรถนะการเรียนรู้ของนักเรียน และตรงนี้ยังจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการบุคลากรได้ด้วย เพราะครูจะลดลงจากเดิมที่มีครูประมาณ 475,717 คน เหลือเพียง 373,620 คน ซึ่งหากทำได้ตามโมเดลดังกล่าวจะเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการศึกษาได้อย่างมหาศาล โดยจะช่วยให้รัฐบาลประหยัด ในการใช้ทรัพยากรที่เพิ่มขึ้นนี้ ส่วนใหญ่เกิดจากการลดจำนวนโรงเรียนประถมศึกษาลงจาก 20,990 แห่ง เหลือ 8,382 แห่ง จะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาลได้มากถึง 49,000 ล้านบาทต่อปี เฉพาะจากเงินเดือนครู หรือคิดเป็น 7,150 บาท ต่อนักเรียนต่อปี

“ประเทศไทยสามารถลดจำนวนครูลงให้สอดคล้องกับจำนวนโรงเรียนที่น้อยลงได้ แต่ต้องมีการวางแผนบุคลากรที่ดี เชื่อมั่นว่ามาตรการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กจะช่วยส่งเสริมคุณภาพการศึกษาให้แก่ผู้เรียนเป็นอย่างมาก โดยจะแก้ไขปัญหาการขาดแคลนครูได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไป”

  แนะปฏิวัติเปลี่ยนคนทั้งระบบ
ศ.ดร.เจอรัลด์ ดับเบิลยู. ฟลาย อาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ทิศทางการปฏิรูปการศึกษาไทยจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่คือ การปฏิวัติการศึกษาที่ต้องปรับเปลี่ยนแนวคิดคนในระบบการศึกษาทั้งระบบ ทั้งนี้ เรื่องจากประสิทธิภาพประสิทธิผลการทุ่มงบประมาณลงทุนทางการศึกษาประเทศไทยต่ำมากเมื่อเทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว การปรับโครงสร้างการศึกษาเมื่อ 20 ปีที่แล้ว แม้ สกศ.จะโอนย้ายจากสำนักนายกรัฐมนตรีมาสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) แต่กลับไม่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณภาพการศึกษาได้

“ควรปรับโครงสร้างการศึกษาเชิงพื้นที่ โดยใช้จังหวัด/พื้นที่เป็นฐานการพัฒนาคุณภาพการศึกษา มุ่งแก้ไขคุณภาพการศึกษาเริ่มตั้งแต่ในห้องเรียน กระจายอำนาจจากส่วนกลางลงไปสู่สถานศึกษาท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถบริหารจัดการ ตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาการศึกษาที่เหมาะสมกับบริบทแต่ละพื้นที่” ศ.ดร.เจอรัลด์ กล่าว

      ชี้ควบรวมร.ร.เล็กไม่ใช่เรื่องใหม่
ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ข้อเสนอของธนาคารโลกให้มีการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก ไม่ใช่เรื่องใหม่และ ศธ.มีการดำเนินการมา แต่เป็นการศึกษาวิจัยที่ทำให้สามารถเห็นภาพและผลเชิงการบริหารจัดการที่ชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติการจะดำเนินการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กต้องได้รับการยอมรับในพื้นที่ ดูข้อกฎหมายต่างๆ คำนึงถึงคุณภาพผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยนำรายงานของธนาคารโลกเสนอ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ทราบต่อไป

          แก้เหลื่อมล้ำต้องทำหลายด้าน
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การควบรวมหรือการลดจำนวนโรงเรียนขนาดเล็กในสังกัด สพฐ. ถือเป็นเป้าหมายสำคัญที่สุดอันหนึ่งในการปฏิรูปการศึกษาด้านประสิทธิภาพให้คุ้มค่ากับการลงทุน เพราะจากข้อมูลของธนาคารโลกชัดเจนว่า จำนวนครูต่อนักเรียนของประเทศไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ดีที่สุดในโลก คือ 1:17 แต่เมื่อลงลึกในรายละเอียดกลับพบว่าครูขาดแคลน ต้องดำเนินการในหลายด้านพร้อมกัน ซึ่งได้มีการจัดหน้าที่รับผิดชอบแต่ละด้านให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว อีกทั้งศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) ต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการศึกษา

ตั้งอนุกก.คุมยา-เวชภัณฑ์ หลัง ครม.ไฟเขียวให้เป็นสินค้าควบคุม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/359892

ตั้งอนุกก.คุมยา-เวชภัณฑ์ หลัง ครม.ไฟเขียวให้เป็นสินค้าควบคุม

ตั้งอนุกรรมการคุมยา-เวชภัณฑ์,พรบสถานพยาบาล,สินค้าควบคุม

โดย…   ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

“ไม่อยากให้ตระหนกตกใจว่ารัฐจะเข้าไปควบคุมค่าบริการทางการแพทย์ขั้นสูงสุด

จากนี้ไปต้องรอดูว่า คณะอนุกรรมการพิจารณาราคายาและเวชภัณฑ์ค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์ และค่าบริการอื่นของสถานพยาบาล ที่ครม.มีมติให้กระทรวงพาณิชย์ไปตั้งขึ้น ที่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากทุกฝ่าย ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข ตัวแทนภาคธุรกิจ คือโรงพยาบาลเอกชน และตัวแทนภาคประชาชน จะกำหนดมาตรการที่จะสร้างให้เกิดความเป็นธรรมทั้งแก่เอกชนและประชาชน รวมทั้งมีความโปร่งใสเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ประกาศเป็นมาตรการที่ชัดเจนออกมาอย่างไร

ปัจจุบันประเทศไทยมี พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 ซึ่งควบคุมดูแลสถานบริการทางการแพทย์และกำหนดให้สถานพยาบาลทุกแห่งต้องมีป้ายแจ้งจุดที่ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบสิทธิของผู้ป่วยหรืออัตราค่าบริการทางการแพทย์ก่อนเข้ารับบริการ ขณะที่ผู้ให้บริการต้องแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ให้ผู้ป่วยได้รับทราบเพื่อใช้ในการตัดสินใจก่อนเข้ารับการรักษา

          ทว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) วานนี้ (22 ม.ค.) ได้เห็นชอบให้เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรคและบริการรักษาพยาบาล เป็นรายการสินค้าและบริการควบคุมใหม่ปี 2562 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ที่กำหนดให้ต้องปรับปรุงรายการสินค้าและบริการควบคุมทุก 2 ปี ซึ่งกำหนดสินค้าและบริการควบคุมในปี 2562 จำนวน 52 รายการ ตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 แยกเป็น 46 สินค้า และ 6 บริการ ตามมติกกร.

ตั้งอนุกก.คุมยา-เวชภัณฑ์ หลัง ครม.ไฟเขียวให้เป็นสินค้าควบคุม

 

โดยได้เพิ่มรายการสินค้าและบริการควบคุมจำนวน 2 รายการ จากประกาศครั้งที่ผ่านมา ได้แก่ 1.เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรค หมวดยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ เพื่อให้มีการกำกับดูแลให้ครอบคลุมถึงเวชภัณฑ์ ซึ่งเป็นวัสดุหรืออุปกรณ์ที่จำเป็น และใช้ในการรักษาพยาบาลเป็นจำนวนมาก เช่น ผ้าพันแผล สายน้ำเกลือ เข็มฉีดยา และ 2.บริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์และบริการอื่นของสถานพยาบาลเกี่ยวกับการรักษาโรค เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์ ได้รับเรื่องร้องเรียนจากภาคประชาชนเกี่ยวกับปัญหาค่ายาและค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลสูงเกินความเป็นจริง

นอกจากนี้ที่ประชุม ครม.ได้มีคำสั่งให้กระทรวงพาณิชย์ไปดำเนินการจัดตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาราคายาและเวชภัณฑ์ค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์ และค่าบริการอื่นของสถานพยาบาลที่ประกอบไปด้วยตัวแทนจากทุกฝ่าย ทั้งกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข ตัวแทนภาคธุรกิจ คือโรงพยาบาลเอกชน และตัวแทนภาคประชาชน มาร่วมกันกำหนดมาตรการที่จะสร้างให้เกิดความเป็นธรรมทั้งแก่เอกชนและประชาชน รวมทั้งมีความโปร่งใสในเรื่องนี้มากที่สุด โดยหารือกันและได้ข้อยุติที่เหมาะสมแล้วจะเสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ประกาศเป็นมาตรการที่ชัดเจนออกมา
สนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การกำหนดให้เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรคและบริการรักษาพยาบาล เป็นรายการสินค้าและบริการควบคุม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะควบคุมราคาขั้นสูงสุดในการรักษาพยาบาลแต่อย่างใดเนื่องจากค่ารักษาพยาบาลเป็นบริการที่มีความเฉพาะเจาะจงและมีราคาที่แตกต่างกัน

ตั้งอนุกก.คุมยา-เวชภัณฑ์ หลัง ครม.ไฟเขียวให้เป็นสินค้าควบคุม

 

    ไม่คุมราคาขั้นสูงสุด
ไม่อยากให้ตระหนกตกใจว่ารัฐจะเข้าไปควบคุมค่าบริการทางการแพทย์ขั้นสูงสุด ซึ่งในอดีตสินค้าและบริการควบคุมราคาขั้นสูงสุดมีตัวเดียวจากในบัญชี 50 รายการที่มีการคุมราคาสูงสุดคือน้ำตาลทราย สินค้าอื่นจะใช้มาตรการที่เหมาะสม เช่น การแจ้งต้นทุน ราคาแนะนำ เรื่องนี้รัฐไม่ได้เข้าไปแทรกแซง เพราะหลังจากคณะอนุกรรมการพิจารณาราคายาและเวชภัณฑ์ค่ารักษาพยาบาล ค่าบริการทางการแพทย์และค่าบริการอื่นของสถานพยาบาลมาหารือเพื่อให้ได้มาตรการและแนวทางที่เหมาะสมที่สุด”  รมว.พาณิชย์ กล่าว

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมากระทรวงสาธารณสุขได้กำกับดูแลการดำเนินการของโรงพยาบาลเอกชนในระดับหนึ่งแล้ว ตามหน้าที่ที่ต้องกำกับดูแลทั้งผู้ให้และผู้รับบริการทางการแพทย์ โดยกรณีของโรงพยาบาลเอกชนนั้นมีบางแห่งที่เข้าตลาดหลักทรัพย์แล้ว จึงต้องพิจารณาถึงความแตกต่างตรงนี้ด้วย

ดังนั้นสิ่งที่รัฐบาลทำตอนนี้คือการมอบหมายให้ไปกำหนดมาตรการที่เหมาะสมออกมา ต้องดูกฎหมายหลายฉบับและไม่ใช่จะไปควบคุมราคาได้ทั้งหมด แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องทำให้เกิดความโปร่งใสและเป็นธรรม จึงขอทุกฝ่ายอย่าเพิ่งวิตกหรือตื่นเต้นในเรื่องนี้และอย่าไปเคลื่อนไหวหรือทำอะไรที่ไม่ถูกต้อง ขอว่าอย่าเอาทุกอย่างไปขยายความอีกเพื่อให้เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างโรงพยาบาลเอกชนกับผู้รับบริการ รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทยในการเป็นผู้นำด้านสถานพยาบาล ซึ่งไม่เพียงแค่เรื่องมาตรฐานของการรักษาพยาบาลเท่านั้น แต่ยังต้องมีมาตรฐานและความโปร่งใสในด้านราคาค่าบริการด้วย

ตั้งอนุกก.คุมยา-เวชภัณฑ์ หลัง ครม.ไฟเขียวให้เป็นสินค้าควบคุม

 

  เอกชนเตรียมแยกค่าใช้จ่าย 
ขณะเดียวกันโรงพยาบาลเอกชนเตรียมแยกค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนส่วนอื่นๆ ที่เดิมคิดไว้ในค่ายาออกมาจากค่ายา คาดว่าจะมีมากกว่า 10 หมวด เกิน 50% ของค่ายาเดิม เพราะในการให้บริการล้วนเป็นต้นทุนของโรงพยาบาลเอกชนทั้งสิ้น ตั้งแต่ค่าที่จอดรถ ค่าเวรเปล ค่าเวชระเบียน ค่าพนักงานต้อนรับ ค่าฝ่ายการพยาบาล ค่าใช้เครื่องมือแพทย์ ค่าบริหารยา ค่าสต็อกยาที่จะยาเคมีตัวเดียวแต่ต้องมีสต็อก 5 ตัวเพื่อให้พร้อมสำหรับการสั่งจ่ายยาของแพทย์ ค่าเภสัชกรเพื่อให้เห็นชัดเจนว่าค่ายาจริงๆ นั้นเท่าไหร่ จะได้ไม่เกินจากที่มีการควบคุม

  ห่วงกระทบผู้ซื้อประกัน
นพ.เอื้อชาติ กาญจนพิทักษ์ อดีตนายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน กล่าวว่า การที่แยกหมวดค่าใช้จ่ายอื่นออกมาจากค่ายา อาจจะกระทบผู้ที่ซื้อประกันสุขภาพที่จะต้องจ่ายเงินเอง 2 เด้ง คือจ่ายเงินซื้อประกันแต่บริษัทประกันจะจ่ายให้เฉพาะค่ายา ค่าแพทย์ และค่าห้องตามที่มีการระบุในใบเสร็จ เพราะฉะนั้นเมื่อโรงพยาบาลเอกชนแยกค่าอื่นๆ ออกมาจากค่ายา ในส่วนที่แยกออกมาผู้ซื้อประกันก็จะต้องจ่ายค่าส่วนเกินนอกเหนือจากที่ประกันจ่ายเอง สำนักงานคณะกรรมการการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) จะต้องวางแนวทางแก้ปัญหาเรื่องนี้

ตั้งอนุกก.คุมยา-เวชภัณฑ์ หลัง ครม.ไฟเขียวให้เป็นสินค้าควบคุม

 

  เสี่ยงย้ายฐานไปประเทศอื่น
นอกจากนี้หากประเทศไทยมีการควบคุมกำกับมาก จนโรงพยาบาลเอกชนไม่มีกำลังหรือทุนเหลือเพียงพอที่จะพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลให้ดีขึ้น ก็น่าจะย้ายโรงพยาบาลไปตั้งบริเวณชายแดน หรือตั้งโรงพยาบาลในประเทศเพื่อนบ้านแทน แล้วจะกลายเป็นการนำคนไทยออกไปรักษาในประเทศเพื่อนบ้าน เพราะต้องการคุณภาพที่ดีขึ้นมากกว่าที่มีในไทยจากการที่โรงพยาบาลไม่มีการพัฒนา สวนทางปัจจุบันที่โรงพยาบาลเอกชนไทยอาจจะมีการไปตั้งโรงพยาบาลในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมาร์ กัมพูชา เพื่อดึงคนเข้ามารักษาในประเทศไทย รวมถึงสูญเสียคนจากกลุ่มประเทศอื่นที่เข้ามารับการรักษาในไทยผ่านนโยบายการเป็นศูนย์กลางการแพทย์เอเชีย หรือเมดิคัลฮับด้วย

“ปี 2560 เฉพาะโรงพยาบาลเอกชนในตลาดหลักทรัพย์ 18 แห่งจ่ายเงินให้รัฐ 2,800 ล้านบาท ขณะที่โรงพยาบาลเอกชนทั่วประเทศมีกว่า 300 แห่ง จ่ายเงินให้รัฐรวมมากกว่า 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งแต่ละปีประเทศไทยมีรายได้จากเมดิคัลฮับราว 2.2 แสนล้านบาท ขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียที่อยู่ 6-8 หมื่นล้านบาทเพราะมีความหลากหลายของการพัฒนาโรงพยาบาลเอกช” นพ.เอื้อชาติ กล่าว

แต่ในนอาคตจะเสียโอกาสให้คู่แข่งหน้าใหม่ในเรื่องสุขภาพ คือเวียดนาม โดยจะมีการย้ายฐานธุรกิจนี้ไปยังเวียดนามที่สามารถผลิตแพทย์และพยาบาลได้มาก ฝีมือก็ไม่ต่างจากบุคลากรของไทย เพียงแต่ที่ผ่านมาไทยมีการส่งคนไปอบรม พัฒนาฝีมือในต่างประเทศเพื่อนำองค์ความรู้มาใช้ในประเทศมากกว่า
มั่นใจค่ารักษาไม่ถูกลง

อย่างไรก็ตามแม้จะมีการคุมค่ายา ค่าเวชภัณฑ์และค่าบริการทางการแพทย์ จะไม่ทำให้ค่ารักษาพยาบาลในโรงพยาบาลเอกชนถูกลงอย่างแน่นอน เพราะโรงพยบาบาล ก. ให้บริการแบบX โรงพยาบาล ข. บริการแบบ X-1 ซึ่งโรงพยาบาลเอกชนมีคุณภาพการให้บริการตั้งแต่ X จนถึง X-8 คนไข้พอใจบริการแบบไหนโรงพยาบาลก็จัดให้แบบนั้น กลไกมีการควบคุมค่ารักษาในโรงพยาบาลเอกชนโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

“ผมไม่ได้ต่อต้านเพียงแต่ชี้แจงให้เห็นผลกระทบที่คาดการณ์ว่าจะเกิดขึ้นจากการที่มีการดำเนินการเพื่อคนเพียง 2% ที่ไม่พอใจค่ารักษาพยาบาลของโรงพยาบาลเอกชน ส่วนคนที่มาใช้บริการ 90-95% พอใจ เห็นได้จากอัตราที่มาใช้บริการซ้ำๆ เป็นการแก้ปัญหาที่ทำให้กระทบทั้งระบบ เกิดความยุ่งยากโดยไม่จำเป็น เมื่อผลกระทบเกิดขึ้นแบบที่คาดการณ์ในอนาคตแล้วจะมานึกถึงมติครม.ที่ออกมาในวันนี้ เพราะเราตอนตนเอง ต้องดูว่าอนุกรรมการที่จะตั้งขึ้นมีความยืดหยุ่นมากผลกระทบก็จะไม่เกิด” นพ.เอื้อชาติกล่าว

    คอบช.หนุนพาณิชย์เดินหน้า
วันเดียวกันเครือข่ายองค์กรบริหารงานวิจัยแห่งชาติ (คอบช.) ได้เฟซบุ๊กไลฟ์เสนอเร่งตั้งคณะอนุกรรมการที่มีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายในสัดส่วนที่เป็นธรรม พร้อมเตรียมรายชื่อตัวแทนจากฝั่งผู้บริโภคและนักวิชาการ โดยคาดหวังว่าคณะอนุกรรมการชุดนี้จะสามารถเดินหน้าได้ทันทีในการเสนอมาตรการในการกำกับค่ายา วัสดุทางการแพทย์ และค่ารักษาพยาบาล คาดหวังว่าการกำกับครั้งนี้จะต้องมีมาตรการมากกว่าการขายไม่เกินราคาที่แจ้งข้างกล่อง (Sticker Price)

ซึ่งในประเทศสิงคโปร์ประสบความสำเร็จจากการตั้งคณะทำงานช่วยทำเรื่องนี้เป็นการกำหนดแนวทางราคาสูงสุดในการให้บริการที่มีมาตรฐาน (Medical Fee Benchmark Guidelines) เช่นเดียวกับประเทศแคนาดาที่มีการทำบัญชีราคาค่ารักษาพยาบาลใช้ทุกโรงพยาบาล หรือประเทศญี่ปุ่นที่มีการจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้โรงพยาบาลรัฐและเอกชนในอัตราเดียวกัน
หรือแม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาในหลายรัฐมีการออกกฎหมายให้มีการคิดค่ารักษาพยาบาลที่เป็นธรม (Fair Pricing Law) กำหนดให้โรงพยาบาลเอกชนคิดค่ารักษาพยาบาลกับประชาชนที่ไม่มีประกันสุขภาพในอัตราไม่เกินเพดานราคาที่เรียกเก็บจากประกันเอกชนหรือรัฐบาล หรือรักษาพยาบาลฟรีสำหรับคนยากจนที่ไม่มีประกันสุขภาพ

ครูตาบอดสอน”อังกฤษ”บทพิสูจน์”ทำได้และเท่าเทียม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/359777

ครูตาบอดสอน”อังกฤษ”บทพิสูจน์”ทำได้และเท่าเทียม”

ครูตาบอดสอนอังกฤษ,ครูไอซ์,ดำเกิง มุ่งธัญญา,จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย

โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

เช้าๆ ถ้าใครเดินทางผ่านไปที่สถานีรถไฟฟ้าตากสิน จะเห็นชายหนุ่มหน้าตาดีวัยเริ่มต้นทำงานคนหนึ่ง เดินถือไม้เท้า แต่งตัวเรียบร้อย ค่อยๆ เดินลงจากสถานีพร้อมกับนักเรียนหญิงคนหนึ่ง พากันข้ามถนนและเดินเข้าซอยโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย เป็นประจำทุกวัน เขาก็คือ “ครูไอซ์” ดำเกิง มุ่งธัญญา ครูหนุ่มตาบอดที่สอนภาษาอังกฤษ ในไวรัลซึ่งเผยแพร่ในโลกโซเชียลช่วงวันครู 16 มกรา ที่เรียกน้ำตาจากผู้เข้าชมได้เกือบทุกคนที่กดเข้าไปดู

ครูตาบอดสอน"อังกฤษ"บทพิสูจน์"ทำได้และเท่าเทียม"

 

ปีนี้ครูไอซ์อายุ 26 ปี เรียนจบคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เหรียญทอง มีความมุ่งมั่นอยากเป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ทั้งๆ ที่มองไม่เห็นมาตั้งแต่เกิด ท่ามกลางความไม่มั่นใจของผู้ปกครอง นักเรียนและเพื่อนครู ว่าจะสอนได้หรือไม่ ในวันที่เขาสอบครูผู้ช่วยได้ที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย ทว่าถึงวันนี้ผ่านไป 2 ปีแล้วนักเรียนที่เรียนกับครูไอซ์ได้คะแนนดีและเร็วๆ นี้ เขาจะได้เลื่อนเป็นครู คศ.1

ครูตาบอดสอน"อังกฤษ"บทพิสูจน์"ทำได้และเท่าเทียม"

‘สำเนียงดีนะ’ คือคำที่ครูชม เมื่อครั้งที่เรียนชั้นประถมที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ทำให้ครูไอซ์ชอบภาษาอังกฤษ และอยากจะเรียนให้เก่งๆ ตอกย้ำมากขึ้นว่า “ภาษาอังกฤษ” คือทางของเขายิ่งขึ้นเมื่อได้ทุนเรียนหลักสูตร Intensive English ที่โรงเรียนเซนต์คาเบรียล จนเรียกว่าเป็นแรงบันดาลใจทำให้ “ครูไอซ์” ชอบภาษาอังกฤษเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเวลาที่อธิบายเรื่องราวต่างๆ ที่รุ่นน้องถามได้เข้าใจ จนอยากเป็นครูในเวลาต่อมา

ครูไอซ์ เกิดในครอบครัว “ทหาร” น้องชาย 1 คนของเขามองเห็นแสงอาทิตย์ตอนเช้าและพระจันทร์ยามค่ำ แต่เขาคลอดก่อนกำหนดต้องเข้าเตาอบ จึงต้องอยู่ในโลกมืดมาตั้งแต่เกิด  แต่หาได้เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตของเขาไม่ จากศาลายาบ้านเกิดมาเรียนที่ อนุบาลละอออุทิศ ต่อชั้นประถมที่โรงเรียนสอนคนตาบอดกรุงเทพ ด้วยผลการเรียนที่ดีมาโดยตลอด กระทั่งเป็น 1 ใน 2 โควตาคนบกพร่องทางสายตาของโรงเรียนเซนต์คาเบรียล ที่ให้เป็นประจำทุกปี และแอดมิชชั่นเรียนต่อ เอกภาษาอังกฤษ คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ จบหลักสูตร 5 ปี เมื่อปี 2559

ครูตาบอดสอน"อังกฤษ"บทพิสูจน์"ทำได้และเท่าเทียม"

 

คนเราทุกคนมีความฝันและการทำตามฝันได้คือสิ่งที่มีความสุขที่สุด และมักจะทำได้ดี ครูไอซ์ ก็เช่นกัน เขาชอบภาษาอังกฤษ อยากเป็นครู เคยฝึกสอนที่โรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัย แม้ว่าหลังเรียนจบเขาไปทำงานที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ทว่าเหมือนโชคเข้าข้าง เดือนกันยายนปีที่เรียนจบ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 2  เปิดสอบครูผู้ช่วยเอกภาษาอังกฤษ 56 ตำแหน่ง ช่วงนั้นมีครูโรงเรียนสตรีศรีสุริโยทัยเกษียณ 1 ตำแหน่งพอดี ครูไอซ์ สอบได้ที่ 4 จึงเลือกเป็นครูผู้ช่วยที่โรงเรียนที่เคยฝึกสอน และมีโอกาสทำตามความฝันของตัวเอง

ทว่าการสอนนักเรียนชั้น ม.1-ม.6 เกือบ 300 คนที่มีความแตกต่างกัน เป็นการบ้านที่ “หนัก” เอาการสำหรับคนที่บกพร่องทางการมองเห็น ท่ามกลางความไม่มั่นใจของผู้เรียนและเพื่อนร่วมอาชีพ ทำให้ “ครูไอซ์” ต้องคิดแผนการสอนตลอดเวลาว่า “จะสอนอย่างไรให้เด็กอยากเรียน” ทำให้นักเรียนสนุก เข้าใจ ไม่เบื่อ และสอบได้คะแนนดี

ครูตาบอดสอน"อังกฤษ"บทพิสูจน์"ทำได้และเท่าเทียม"

 

คนที่มองไม่เห็นสอนหนังสือได้อย่างไร หลายคนคงมีคำถาม ยิ่งเป็นภาษาอังกฤษด้วยแล้ว ยิ่งอยากรู้ว่าทำได้อย่างไร  ครูไอซ์ เล่าว่า เขาจะสอนวิธีฝึกพูดภาษาอังกฤษจากสิ่งที่ใกล้ตัว เริ่มจากการฟัง การอ่านอะไรง่ายๆ หรือสิ่งของใกล้ตัว หาศัพท์มาติดโพสอิทไว้ ทำให้เกิดความเคยชิน ฝึกทำทุกวันเรื่อยๆ เน้นให้พูดออกเสียงให้ถูกต้องชัดเจน

ที่สำคัญก่อนลงมือสอนทุกครั้ง จะต้องคิดแผนการสอนมาก่อน และหาสื่อใหม่ๆ มาประกอบการสอนภาษาอังกฤษ โดยให้นักเรียนส่งงานมาทางเฟซบุ๊ก หรืออีเมล จากนั้นจะใช้คอมพิวเตอร์ตรวจงานเพราะมีเสียงอ่าน สำหรับคนที่ไม่มีมือถือจะให้เขียนแล้วมาอ่านให้ฟัง วิธีนี้จะทำให้ “ครูไอซ์” รู้จักเด็กเป็นรายบุคคลมากขึ้น
ข้อไหนที่ทำผิด จะให้นักเรียนเอาไปแก้เพื่อให้ได้เรียนรู้ และเพิ่มคะแนนให้จริงๆ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เป็นคนขยัน และรับผิดชอบ ซึ่งพบว่านักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีความรับผิดชอบส่งงานตรงตามเวลา บางครั้งนักเรียนเจอโจทย์ข้างนอกจะเอามาถาม ส่วนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จะมีความกระตือรือร้น สนใจในการเรียนรู้
“คิดตลอดเลยว่าจะสอนอย่างไรให้เด็กเขาอยากเรียน เน้นการใช้เพาเวอร์พอยท์เพื่อไว้นำเสนอเนื้อหา คิดว่าทำอย่างไรที่จะกดคีย์บอร์ดแล้วมีภาพวิดีโอแทรกเข้าไป หรือทำอย่างไรให้นักเรียนช่วยกันตอบคำถาม หรือใช้บอร์ดเกมมาสอน แต่ต้องดูจำนวนเด็กในห้องด้วยให้เขามีส่วนร่วมได้อย่างไร และหาความรู้อื่ืนๆ เพิ่มเติมอยู่ตลอดเวลาเพื่อนำมาประกอบแผนการสอนให้น่าสนใจ”

ครูตาบอดสอน"อังกฤษ"บทพิสูจน์"ทำได้และเท่าเทียม"

 

การมองไม่เห็นทำให้มีอุปสรรคในการสอน นักเรียนบางคนไม่มีความมั่นใจที่จะเรียนกับครูที่ใช้อักษรเบรลล์ หรือเพิื่อนครู ผู้ปกครองบางคนไม่เชื่อว่าจะสอนให้นักเรียนเข้าใจได้ แต่ด้วยความที่หัวหน้าหมวดภาษาอังกฤษให้โอกาส หลังจากสอนไปแล้ว นักเรียนที่เคยไม่ชอบภาษาอังกฤษ ได้คะแนนไม่ดี มาเรียนกับครูไอซ์ กลับเปลี่ยนมาชอบภาษาอังกฤษมากขึ้น และพยายามเรียนจนทำคะแนนได้ดี

“แค่ทำหน้าที่ของเราให้เต็มที่ เด็กเขาเห็นก็เอาเป็นแบบอย่าง” การทุ่มเทในการทำหน้าที่ของครู ทั้งๆ ที่บกพร่องทางสายตา สร้างแรงบันดาลใจให้แก่นักเรียนโรงเรียนแห่งนี้ได้อย่างไม่น่าเชื่อ นักเรียนบางคนไปเรียนต่อทางสายครู ทั้งๆ ที่ตอนแรกเขาไม่เคยคิดอยากเป็นครู และไม่เคยเรียนกับครูไอซ์ ยิ่งทำให้เขามีความสุข

ครูตาบอดสอน"อังกฤษ"บทพิสูจน์"ทำได้และเท่าเทียม"

 

ทุกวันนี้ เขาอยู่คอนโดย่านบางหว้า ห่างจากโรงเรียน 6 สถานี ทุกๆ วัน ครูไอซ์จะใช้บริการรถไฟฟ้าบีทีเอส พอมาถึงสถานีหน้าโรงเรียน จะมีนักเรียนมารับ และเดินเข้าโรงเรียนพร้อมกันเป็นประจำ ในวันที่นักเรียนติดธุระ เขาจะใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้าง ตอนทำแฟ้มครูผู้ช่วยช่วงปิดเทอม จะมีนักเรียนมาช่วยอ่านเอกสารที่ต้องกรอก ยิ่งเป็นกำลังใจทำให้ครูไอซ์อยากสอนหนังสือต่อไป

หลังจากเรื่องราวของเขาเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดีย เป็นกำลังใจให้แก่ผู้พิการทางสายตาอีกด้วย ทั้งๆ ที่ “ครูไอซ์” บอกว่าเป็นสิ่งที่เขาทำเป็นธรรมดาทุกวัน แต่กลับทำให้คนมีกำลังใจได้ เหมือนเป็นเครื่องเตือนตัวเองว่าต้องทำสิ่งนี้ให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ที่เขาเป็นคนแบบนี้ เพราะได้แบบอย่างที่ดีจากรุ่นพี่สมัยเรียนคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ คอยแนะนำให้ความช่วยเหลือ รวมทั้งอาจารย์ที่เอาใจใส่ พยายามหาวิธีให้ได้เรียนรู้ จากประสบการณ์ทำให้เห็นว่าอาชีพครู ไม่ใช่แค่สอน แต่จะต้องมีความใส่ใจนักเรียน ต้องทุ่มเทให้นักเรียนได้เรียนรู้ในสิ่งที่ดีให้ได้มากที่สุด

ครูตาบอดสอน"อังกฤษ"บทพิสูจน์"ทำได้และเท่าเทียม"

 

ล่าสุด “ครูไอซ์” ได้รับรางวัล “คนดีศรีสพฐ.” เมื่อวันครู 16 มกราคม เขามีเป้าหมายต่อไปว่า “อยากจะลองหาทุนเรียนต่อในระดับปริญญาโท เพื่อพัฒนาความสามารถตัวเองให้ดีขึ้นกว่าเดิม จะได้มีเทคนิคใหม่ๆ มาพัฒนานักเรียน และอยากฝากถึงคนพิการทุกคน อย่าเอาจุดที่คนเขามองว่าทำไม่ได้มาทำร้ายตัวเอง แต่ต้องพยายามทำตามความฝันที่หวังไว้ ทำทุกวัน พัฒนาตัวเองไปทุกวัน แล้ววันหนึ่งความฝันนั้นจะเป็นจริง”

ครูตาบอดสอน"อังกฤษ"บทพิสูจน์"ทำได้และเท่าเทียม"

ปลูกต้นไม้ดักฝุ่น ทางรอดของคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/359645

ปลูกต้นไม้ดักฝุ่น ทางรอดของคนเมือง

ฝุ่น

โดย…  ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com

พืชทุกชนิดสามารถดักจับฝุ่นละอองได้ขึ้นอยู่กับพื้นที่ผิวใบและสิ่งปกคลุมบนผิวใบ จากงานวิจัยในหลายๆ ประเทศ พบว่า ต้นไม้ใหญ่ในเมืองโดยทั่วไป สามารถดักจับฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอนได้ประมาณ 100 กรัม ต้นไม้ใหญ่ในกรุงปักกิ่งสามารถดักจับฝุ่นละอองได้ประมาณ 300 กรัมต่อปี ต้นไม้ที่โตเต็มที่ในประเทศเนเธอร์แลนด์สามารถดักจับฝุ่นละอองได้ถึง 1.4 กิโลกรัม

มาตรการการดูแลสุขภาพและการจัดการที่ประชาชนสามารถดำเนินการได้เกี่ยวกับฝุ่นขนาดเล็ก พีเอ็ม 2.5 ที่ รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงเมื่อวันก่อน คือทุกคนที่อยู่ในชุมชนของเมืองใหญ่สามารถปลูกต้นไม้บรรเทามลพิษได้

เนื่องจากฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน จะถูกพัดพาหรือตกลงในใบพืชที่มีผิวใบที่มีความชื้น ผิวหยาบหรือมีขนหรือใบที่มีประจุไฟฟ้า ผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการตกกระทบ จากนั้นฝุ่นละอองบางส่วนสามารถย้อนกลับไปสู่สภาวะแขวนลอยในอากาศได้เมื่อถูกลมพัด บางส่วนจะถูกดักจับไว้ที่ผิวใบเมื่อฝนตกก็จะถูกชะล้างลงสู่พื้นดิน แต่หากผิวใบมีความเหนียวมากฝุ่นละอองจะหลุดออกจากผิวของใบได้ยากขึ้น ต้องรอให้ใบร่วงฝุ่นจึงจะกลับมาสู่พื้นดิน

ปลูกต้นไม้ดักฝุ่น ทางรอดของคนเมือง 

 

สำหรับปริมาณการดักจับฝุ่นละอองจะเพิ่มขึ้นตามความเข้มข้นของฝุ่นละอองด้วย โดยการคัดเลือกพืชเพื่อดักจับฝุ่นอย่างมีประสิทธิภาพ ต้องยึดเกณฑ์ ไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่มที่ใบมีผิวหยาบหรือมีขนจะมีประสิทธิภาพมากกว่าผิวเรียบมัน ต้นไม้ที่ไม่ผลัดใบจะมีประสิทธิภาพดีกว่าไม้ผลัดใบ และพืชที่มีผิวใบโดยรวมมากกว่าจะสามารถดักจับฝุ่นละอองได้มากกว่าพืชที่มีผิวใบน้อย ดังนั้น ต้นไม้ใหญ่และไม้พุ่มที่มีขนาดเล็กจำนวนมากจึงมีประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นละอองสูงกว่าต้นไม้ที่มีใบขนาดใหญ่

ชนิดของใบพืชที่เหมาะสมในการดักจับฝุ่นละอองที่มีขนาดไม่เกิน 10 ไมครอน จะมีที่มีลักษณะเรียวเล็ก ใบหยาบ มีขนและเหนียว นอกจากลักษณะของใบแล้วลักษณะของลำต้นและกิ่งก้านที่พันกันอย่างสลับซับซ้อนก็มีส่วนช่วยในการดักจับฝุ่นละอองได้เช่นกัน

ทั้งนี้จากการศึกษาพืช 35 ชนิดเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการดักจับฝุ่นโดยแบ่งเป็น ระดับ 1 ถึง ระดับ 5 จากประสิทธิภาพต่ำที่สุดถึงมากที่สุด พบว่า พืชที่อยู่ในระดับ 4 มี 5 ชนิด ได้แก่ ทองอุไร ตะขบฝรั่ง เสลา จามจุรี และแคแสด ระดับ 3 มี สร้อยอินทนิล เล็บมือนาง กะทกรก ไผ่รวก แก้ว หางนกยูงไทย กรรณิการ์ คริสตินา ข่อย โมกมัน สกุลชงโค ตะแบก อินทนิล ระดับ 2 ได้แก่ พวงชมพู อัญชัน พวงคราม วงศ์ส้มกุ้ง ฉัตรพระอินทร์ วาสนา โมกบ้าน สั่งทำ โพทะเล พฤกษ์ ขี้เหล็กเลือด ปอกระสา ตะลิงปลิง ขี้เหล็กบ้าน ชมพูพันธุ์ทิพย์ พังแหร และระดับ 1 มีโมกหลวง ส่วนระดับ 5 ในพืชที่ศึกษาไม่มี

ปลูกต้นไม้ดักฝุ่น ทางรอดของคนเมือง 

 

“ประโยชน์ของพืชกับการบรรเทามลพิษสำหรับชุมชนเมืองและเมืองใหญ่ จะช่วยลดปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นหนึ่งในก๊าซเรือนกระจกที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ช่วยดูดซับสารพิษในอากาศและดูดซับสารพิษที่ถูกปล่อยออกมาจากวัสดุที่ใช้ตกแต่งอาคารได้ 10-90% ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่เลือกใช้และช่วยกรองฝุ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการปลูกไม้พุ่มที่มีใบเล็กละเอียดช่วยเก็บฝุ่นได้มากถึง 60-80% ของพุ่มทั้งหมด ทั้งนี้ หากเป็นชีวิตคนเมืองที่อยู่คอนโดหรือมีพื้นที่น้อย แนะนำให้ปลูกคริสตินาซึ่งจะมีใบมากเป็นพุ่ม สามารถปลูกไว้ที่ระเบียงได้หรือทำสวนแนวดิ่งด้วยการปลูกต้นไม้แขวนที่มีใบห้อยลงมาและปลูกให้เป็นแพ”

ผศ.อันธิกา สวัสดิ์ศรี  คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า คำแนะนำสำหรับประชาชนทั่วไป คือ การช่วยเหลือตนเองด้วยการปลูกต้นไม้ภายในบ้านและชุมชนเพื่อทำหน้าที่ในการกรองฝุ่นละอองที่เกิดขึ้น ซึ่งจากข้อมูลการวิจัยในประเทศจีนพบว่า ต้นไม้ที่มีใบขนาดเล็ก แหลมจะสามารถดักจับฝุ่นได้ดี ในจีนเป็นต้นสน ในประเทศไทยสามารถใช้ต้นเข็ม หมาก ไทร และเยอบีร่า มาปลูกแทนได้ อนาคตหากสร้างรั้วบ้านต้องเตรียมทำพื้นที่สำหรับการทำสวนแนวตั้งเพื่อช่วยลดทั้งความร้อนและฝุ่นละออง เหมือนกับที่นิยมในยุโรป หรือการเลิกใช้พรม เพราะเป็นวัสดุที่เก็บฝุ่น หันมาใช้พื้นวัสดุที่ทำความสะอาดง่ายแทน

ปลูกต้นไม้ดักฝุ่น ทางรอดของคนเมือง 

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันที่กรุงเทพฯ มีพื้นที่สีเขียวเพียงแค่ 10% ซึ่งน้อยกว่าสิงคโปร์ที่มีพื้นที่สีเขียว 47% มากกว่าถึง 4 เท่า ทั้งๆ ที่พื้นที่สีเขียวถือเป็นปอดสำหรับคนกรุงเทพฯ ที่มีจำนวน 10 ล้านคน ซึ่งตามยุทธศาสตร์ทางกรุงเทพมหานคร มีนโยบายที่จะเพิ่มจำนวนพื้นที่สีเขียวมากขึ้นจากปัจจุบันที่มีจำนวน 6 ตารางเมตรต่อคน ขยับไปเป็น 9 ตารางเมตร

ช่อผกา วิริยานนท์ ผู้ร่วมก่อตั้งเครือข่ายต้นไม้ในเมือง กล่าวว่า การแก้ปัญหาฝุ่นพิษด้วยต้นไม้ในเมืองมีหลายแนวทาง อาทิ 1.หยุดตัดต้นไม้หัวกุด ให้ต้นไม้ที่มีได้แตกกิ่ง ก้าน ใบ 2.อบรมรุกขกร ทุกหน่วยงานและทุกบริษัทที่รับตัดต้นไม้ ให้ทำอย่างถูกต้อง และกำหนดมาตรฐานการตัดแต่งต้นไม้ หากทำผิดต้องไม่ให้สัมปทานต่อไป 3.ดูแลระบบรากต้นไม้ 4.วางแผนการปลูกเพิ่ม

ปลูกต้นไม้ดักฝุ่น ทางรอดของคนเมือง 

 

5.เพิ่มมาตรการทางกฎหมายกำหนดให้ต้นไม้เป็นสมบัติสาธารณะ จะเป็นการคุ้มครองต้นไม้ อนาคตหากพบเห็นใครตัดต้นไม้แบบผิดวิธีสามารถฟ้องได้ 6.บูรณาการจัดทำแผนบริหารจัดการต้นไม้ในเมือง และ 7.เสนอคณะรัฐมนตรีเป็นหนึ่งในแผนระยะยาวของชาติ โดยจัดสรรงบประมาณในการดำเนินการต้นไม้ใหญ่ในเมือง ซึ่งสหรัฐให้งบเป็นพันล้าน และสิงคโปร์หลายพันล้าน เพราะเมื่อเกิดปัญหาอย่างในปัจจุบันประเทศไทยจะมีการสูญเสียทางเศรษฐกิจหลายพันล้านบาท

“ต้นไม้ใหญ่ในเมืองใหญ่จะเป็นเครื่องฟอกอากาศที่ไม่ต้องจ่ายเงิน และไม่เพิ่มค่าไฟ โดยมีงานวิจัยในสหรัฐเมื่อปี 2013 นักชีววิทยาประเมิน 10 เมืองใหญ่ในสหรัฐระบุว่า ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ลดได้ด้วยการปลูกต้นไม้ใหญ่ในเมือง และปี 2014 พบว่าต้นไม้ในเมืองช่วยชีวิตคนไว้ถึง 850 คนต่อปี และป้องกันปัญหาสุขภาพให้คนถึง 6.7 แสนคนต่อปี”

ปลูกต้นไม้ดักฝุ่น ทางรอดของคนเมือง 

 

  อันตรายฝุ่นพีเอ็ม 2.5
รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ฝุ่นพีเอ็ม 2.5 กระทบสุขภาพ 2 ส่วน คือ 1.ผลเฉียบพลัน สามารถเกิดกับทุกคนได้ ขึ้นกับความเข้มข้นของมลพิษ จะมีอาการแสบตา แสบจมูก ระคายคอ มีเสมหะได้ ส่วนคนป่วยโรคเรื้อรัง ปอดเรื้อรัง ถุงลมโป่งพอง จมูกภูมิแพ้ ไซนัส ทำให้มีอาการมากขึ้น 2.ผลระยะยาว มีคนกลุ่มหนึ่งที่เรามักลืมนึกถึง คือ กลุ่มเด็ก ซึ่งหมายรวมไปถึงคนอายุ 20 ปี เนื่องจากคนเราเกิดมามีถุงลมจำนวน 25 ล้านใบ พออายุ 10 ขวบจะพัฒนาเพิ่มเป็น 8 เท่า หรือ 300 ล้านใบ และปอดจะขยายตัวเต็มที่ที่อายุ 20 ปี จนเต็มประสิทธิภาพและค่อยลดลงไปตามอายุ ซึ่งฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ทำให้เกิดการระคายเคืองของปอดไม่ต่างจากควันบุหรี่

“ผลที่พบ คือ สมรรถภาพปอดของเด็กที่อยู่ในย่านที่มีฝุ่นพีเอ็ม 2.5 จะถดถอยกว่าเด็กในวัยเดียวกันที่อยู่ในพื้นที่ที่ไม่มีฝุ่นหรือฝุ่นน้อย ถ้าประชากรต้องอยู่ภายใต้ฝุ่นเช่นนี้หลายๆ ปี สมรรถภาพปอดที่อายุ 20 ปีจะเป็นจุดสูงสุดก็จะไม่ได้ และสมรรถภาพปอดจะลดลงเร็วกว่าเด็กที่ไม่สัมผัสฝุ่น ซึ่งในอายุ 40-50 ปี สมรรถภาพปอดอาจถดถอยเหมือนคนเป็นโรคถุงลมโป่งพองในคนสูบบุหรี่ นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดการระคายเคืองของเซลล์ในปอดตลอดเวลา จึงเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งปอดได้เหมือนกับบุหรี่ในเวลา 10-20 ปีข้างหน้า” รศ.นพ.นิธิพัฒน์ กล่าว

ปลูกต้นไม้ดักฝุ่น ทางรอดของคนเมือง 

 

ศ.นพ.วินัย วนานุกูล หัวหน้าภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า การศึกษาในประเทศที่มีปัญหาฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เช่น จีน สหรัฐอเมริกา ยุโรปบางประเทศ พบว่า ช่วงที่บรรยากาศมีฝุ่นพีเอ็ม 2.5 เยอะ มีผู้ป่วยเข้าห้องฉุกเฉินสูงขึ้น และมีการเสียชีวิตจากโรคทางปอดและหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น เป็นผลระยะสั้นพร้อมกับอัตราการเพิ่มของฝุ่นที่มากขึ้น ส่วนในระยะยาวประชาชนอาศัยในพื้นที่ที่มีฝุ่นเป็นเวลานาน การศึกษาพบว่า มีประชาชนในเมืองนั้นมีโรคเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดหัวใจและสมองสูงขึ้น

นอกจากนั้นยังพบว่า มีอาการเกิดโรคสมองเสื่อมเพิ่มขึ้น โดยฝุ่นพวกนี้ทำให้เกิดอนุมูลอิสระและทำให้เกิดโรคต่อ หรือฝุ่นไปเหนี่ยวนำทำให้เกิดอักเสบในตำแหน่งที่ฝุ่นเข้าไปอยู่จึงเกิดปัญหาตามมา ที่สำคัญคนเรามักคิดว่าฝุ่นคือผงจากคาร์บอนเล็กๆ ที่ละเอียด จริงๆ มีมากกว่านั้น เชื่อว่ามีสารบางอย่างอยู่ในฝุ่นนั้นด้วย เช่น สารโลหะหนักบางชนิด หรือสารก่อมะเร็ง โดยประชากรตรงนั้นก็มีอัตราการเกิดมะเร็งเพิ่มด้วยโดยเฉพาะมะเร็งปอด

“คุณธรรม”ในใจครูสอนเหมือนคนในครอบครัว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/359265

“คุณธรรม”ในใจครูสอนเหมือนคนในครอบครัว

ครู,คุณธรรม

โดย… -ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

“ครูสอนให้เด็กรู้จักกรอบก่อนที่จะคิดนอกกรอบ ไม่ใช่อะไรก็เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

“คุณธรรมนำครู ต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู สอนเด็กมีปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” ครูนภัสสร แก้วมงคล

“ครูต้องเป็นแบบอย่างแก่เด็ก โดยต้องใช้ชีวิตที่ดี มีคุณธรรม เป็นครูจิตอาสา” น.ส.ณัฐชนันท์ จันทคุปต์

“สอนตามหนังสืออย่างเดียวไม่ได้ ต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอน” ครูพัชรีพร เบญมาตย์

“หน้าที่ของครูไม่ใช่ผลิตลูกศิษย์เท่านั้น แต่ต้องสร้างความสงบให้สังคมด้วย ดังนั้นหน้าที่ของครูที่มีมากมาย สิ่งสำคัญคือครูต้องอบรมให้ศิษย์มีคุณธรรม สร้างคนที่เป็นประโยชน์แก่สังคม เหมือนที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับสั่ง เราทำดีด้วยหัวใจ ต้องเป็นจิตอาสา นี่คือสิ่งที่ขาดหายไปจากสังคม” คำกล่าวตอนหนึ่งของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ฝากถึงครูทั่วประเทศในงานวันครู 16 มกราคม ครั้งที่ 63 ประจำปี 2562 จัดโดยกระทรวงศึกษาธิการ ภายใต้หัวข้อ “คุณธรรมนำครูไทย สร้างเด็กไทยหัวใจซื่อตรง” ระหว่างวันที่ 16-18 มกราคม 2562

  ครูปฏิรูปตัวเองสร้างภูมิคุ้มกันเด็กให้สังคม
บทบาทหน้าที่ของ “ครู” ปัจจุบัน ได้เปลี่ยนแปลงจากอดีตอย่างมาก ด้วยเทคโนโลยีที่เข้ามามีบทบาทการใช้ชีวิตของเด็ก ผู้คนในสังคม ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายดาย ตำรา-บทเรียน ไม่ใช่สิ่งที่เด็กจะต้องมานั่งรอครูคอยเป็นผู้บอก ผู้ถ่ายทอดอีกแล้ว แต่เด็กสามารถค้นคว้าได้ด้วยตนเอง “ครู” จึงต้องเป็นผู้ที่ให้ทั้งความรู้ สั่งสอนอบรม และปลูกฝังคุณธรรม การใช้ชีวิตแก่เด็ก
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ครูต้องปฏิรูปตัวเองและต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้สังคม ให้เด็ก ครูต้องเป็นผู้ชี้แนะ ชี้นำในสิ่งที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องโซเชียลมีเดีย เพราะวันนี้โซเชียลมีเดียให้ร้ายกันทุกวัน และเด็กจะเข้าใจว่าในโซเชียลมีเดียเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เช่น เรื่องค่าฝุ่นละออง PM2.5 และ PM 10 รัฐบาลได้แก้ปัญหาลดใช้น้ำมันดีเซล ขสมก.ต้องเติมบี 20 ทำฝนเทียม ไม่ใช่ลดน้ำอย่างเดียวหรือไม่ทำอะไร เป็นต้น
รวมถึงครูต้องฝึกให้เด็กพูดหน้าชั้นให้มากขึ้น ต้องสอนให้เด็กมีความกล้า สอนให้เด็กรู้จักกรอบก่อนที่จะคิดนอกกรอบด้วย และการคิดนอกกรอบต้องมีบรรทัดฐานตัวเอง ไม่ใช่อะไรก็เรียกร้องสิทธิเสรีภาพ ทุกวันนี้คงมุ่งหวังการใช้กฎหมายอย่างเดียวไม่ได้ ประเทศปกครองกันด้วยประชาธิปไตย ต้องฟังเสียงประชาชน อำนาจรัฐจะลดลงและประเทศสงบเรียบร้อย

      ครูสอน “คุณธรรม” บูรณาการชีวิต
3 ครูกศน.อำเภอบางกรวย จ.นนทบุรี ครูนภัสสร แก้วมงคล ครูจันทร์จิรา สนิทชน และครูพัชรีพร เบญมาตย์ ช่วยกันกล่าวว่าครูตอนนี้แตกต่างจากครูในอดีต คือครูไม่ได้เป็นเพียงผู้นำหน้าที่สอนหนังสือ ให้ความรู้เด็กเท่านั้น แต่ต้องนำความรู้เหล่านี้ไปสู่การใช้ชีวิตของเด็กได้ด้วย เนื่องจากขณะนี้เด็กส่วนใหญ่ สามารถเข้าถึงข้อมูล องค์ความรู้ด้านวิชาการได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เขาขาดคือทักษะการใช้ชีวิต การเอาตัวรอดในสังคม ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ การมีจิตอาสา ดังนั้นครูจึงต้องเป็นผู้คอยชี้แนะ ให้คำแนะนำในการใช้ชีวิตของเขานอกเหนือไปจากการให้ความรู้ด้านวิชาการ

“เด็ก กศน.มาจากหลายที่ และหลายคนก็พบเจอปัญหาแตกต่างกัน ทุนของพวกเขาไม่เท่ากัน การจะสอนเด็กในยุคนี้จึงไม่ใช่ให้ความรู้เพื่อนำไปสู่การเรียนต่อ หรือให้ทักษะอาชีพเท่านั้น แต่ต้องสอนทักษะการใช้ชีวิตให้แก่พวกเขา คุณธรรมนำครู นอกจากต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครู สอนเด็กให้มีคุณธรรมในเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความซื่อสัตย์ มีจิตอาสาเพื่อผู้อื่นแล้ว ต้องสอนให้เด็กเป็นคนดี ซึ่งคนดีในที่นี้ไม่ใช่เพียงสอนหลักคิด หรือมีความคิดว่าเป็นคนดี แต่ต้องนำไปสู่การกระทำ การปฏิบัติ การใช้ชีวิตประจำวันของพวกเขา ทุกเรื่องที่ทำนอกจากนึกถึงตนเองแล้วต้องนึกถึงผู้อื่นด้วย ครูจึงเป็นทั้งผู้สอน ผู้ชี้แนะ และผู้สร้างชีวิต ปลูกฝังสิ่งดีงามแก่ชีวิตของเด็ก” ครูนภัสสร กล่าว

เป็นแบบอย่างคุณธรรม จิตอาสา
น.ส.ณัฐชนันท์ จันทคุปต์ นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ สถาบันพัฒนาครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา กล่าวว่า การสอนให้เด็กเป็นคนดี มีจิตอาสา สิ่งที่ดีที่สุด คือ ครูต้องเป็นแบบอย่างแก่เด็กโดยจะต้องใช้ชีวิตที่ดี มีคุณธรรม เป็นครูจิตอาสาให้เด็กได้เรียนรู้จากการปฏิบัติของครู เพราะเด็กรุ่นใหม่การที่ครูมานั่งบอกนั่งสอน เขาก็ไม่เชื่อฟัง แต่ถ้าครูและเด็กช่วยกันเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ ครูชวนเด็กทำจิตอาสา ปลูกฝังความรับผิดชอบ การซื่อสัตย์ มีคุณธรรมจริยธรรมในการใช้ชีวิต เขาก็จะซึมซับและเกิดผลในการปฏิบัติ การใช้ชีวิตของเด็กต่อไป รวมถึงการใช้โซเชียลมีเดีย ครูต้องสอนให้เด็กเท่าทันการใช้เทคโนโลยี การรู้เท่าทันสื่อ และการประพฤติตนในการใช้โซเชียลมีเดีย
“การเรียนการสอนทุกวิชาสามารถสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม การใช้ชีวิตตามหลักของการเป็นคนดีให้แก่เด็กได้ทุกวิชา อย่าง ครูสอนภาษาอังกฤษ สามารถนำนิทานภาษาอังกฤษมาใช้เป็นสื่อการเรียนการสอน เล่าแลกเปลี่ยนความคิด เนื้อหากับเด็กและนำไปสู่การสรุปว่านิทานสอนอะไรแก่เด็กบ้าง เป็นต้น เพราะเรื่องคุณธรรมจริยธรรม โดยเฉพาะจิตอาสา การทำประโยชน์เพื่อผู้อื่น การซื่อสัตย์ การไม่คดโกง ล้วนเป็นหน้าที่ของครูในการสั่งสอนให้เด็กมีสิ่งเหล่านี้ติดตัว เป็นพฤติกรรมที่เขากระทำจนเคยชิน หรือที่เรียกว่า ทำดีจนเป็นนิสัยของเด็ก” น.ส.ณัฐชนันท์ กล่าว

  “ครูในดวงใจ” เหมือนคนในครอบครัว
ด.ญ.ณัฎฐิดา แสงคำพร ด.ญ.อุบลวรรณ แซ่โค้ว และด.ญ.วรัญยา สิโนทก ตัวแทนจากนักเรียนชั้นม.2 โรงเรียนนวมินทราชินูทิศหอวัง จ.นนทบุรี ช่วยกันเล่าว่าชั้นเรียนในปัจจุบัน ครูทุกวิชามีการสอดแทรกเรื่องคุณธรรมจริยธรรมแก่เด็กอยู่แล้ว ทั้งเรื่องความรับผิดชอบ จิตอาสา ความซื่อสัตย์ การใช้ชีวิตตามแบบอย่างของความเป็นคนดี ไม่เอาเปรียบผู้อื่น รู้จักแบ่งปันช่วยเหลือผู้อื่น ซึ่งเด็กๆ ก็ได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้ตลอด
เพราะต้องยอมรับว่าสิ่งเร้าในขณะนี้มีมาก การสอนให้เด็กมีคุณธรรม มีความประพฤติที่ดีมีความจำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย การรู้เท่าทันสื่อ ข้อมูลต่างๆ ที่นำเสนอในโลกเทคโนโลยี ว่าอะไรเชื่อถือได้ เชื่อถือไม่ได้ และการใช้คำพูดต่างๆ ล้วนเป็นสิ่งดีๆ ที่ครูมอบให้แก่เด็ก
“ครูสอนตามหนังสืออย่างเดียวไม่ได้ เพราะจะทำให้เด็กเบื่อ ดังนั้นครูต้องนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาใช้เป็นสื่อในการเรียนการสอน ให้มีภาพเคลื่อนไหว มีเนื้อหาใหม่จากทั้งในและต่างประเทศมาบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน ที่สำคัญครูต้องใจดี เข้าใจเด็ก เป็นเสมือนพี่สาว พี่ชาย คนในครอบครัวเดียวกันกับเด็ก เด็กสามารถเข้าไปพูดคุย ปรึกษาได้ทุกเรื่อง ไม่ใช่ครูมองว่าตัวเองเป็นครูแล้วคอยสั่งให้เด็กทำสิ่งต่างๆ ที่ครูอยากให้ทำ แต่ครูต้องเป็นผู้ให้คำแนะนำ ชี้แนะในทุกเรื่อง ทั้งเรื่องเรียน เพื่อน การใช้ชีวิต ครูในตอนนี้ต้องสร้างทัศนคติที่ดีให้แก่เด็ก” นักเรียนร.ร.นวมินทราชินูทิศหอวัง จ.นนทบุรี กล่าวทิ้งท้าย