ครูรุ่นใหม่คือครูที่พร้อมเปลี่ยนพร้อมเปิดใจผิดได้ แก้ไขเป็น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/359099

ครูรุ่นใหม่คือครูที่พร้อมเปลี่ยนพร้อมเปิดใจผิดได้ แก้ไขเป็น

ครู,ครูรุ่นใหม่

โดย…  -ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

ครูไม่ใช่ผู้วิเศษที่ไหน เป็นแค่คนคนหนึ่งที่ต้องยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้และรู้จักแก้ไข

ในความเป็นจริง ครูยังคงเป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ทำผิดได้ แต่ต้องรู้จักแก้ไข และเปิดใจเรียนรู้ สิ่งสำคัญที่สุด คือการรับรู้และยอมรับข้อบกพร่องของตัวเอง รู้จักเด็กๆ รู้จักระบบการศึกษา และทำหน้าที่เชื่อมโยงเด็กและนโยบาย ผ่านการสร้างการเรียนรู้ใหม่ๆ และสร้างพลังให้ตัวเองอยู่เสมอ

เมื่อประสบการณ์การเป็นครูในระบบมากว่า 14 ปี ที่ต้องพบเจอกับการสอนในรูปแบบเดิมๆ ลัดดา เลิศศรี อาจารย์ประจำวิชาคณิตศาสตร์ โรงเรียนกันทรอมวิทยาคม จังหวัดศรีสะเกษ วัย 42 ปี จึงตัดสินใจเดินหน้าปลุกไฟและหาความหมายให้ตัวเองอีกครั้ง ด้วยการเข้าอบรมในโครงการต่างๆ เพื่อเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบเจอประสบการณ์ใหม่ๆ เพื่อนครูที่เดินทางจากที่ต่างถิ่นรวมถึงเข้าร่วมโครงการ “ก่อการครู” ซึ่งจัดโดยคณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งถือเป็นส่วนสำคัญในการจุดประกายไฟในตัวของเอง

ลัดดา เล่าว่า หลังเรียนจบสายวิทย์-คณิต ชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนขุนหาญวิทยาสรรค์ อ.ขุนหาญ จ.ศรีสะเกษ ก็ไปเรียนคณะศึกษาศาสตร์ ม.ขอนแก่น และปริญญาโทสาขาเดียวกันและไปเป็นครูอาสาที่ร.ร.หมู่บ้านเด็ก จ.กาญจนบุรี ทำให้ได้ซึมซับการเรียนการสอนกับเด็กๆ ที่นั่น จากนั้นไปเปิดร้านเครื่องปั้นดินเผา ที่ อ.ด่านเกวียน จ.นครราชสีมา ก่อนตัดสินใจมาทำหน้าที่แม่พิมพ์ของชาติที่บ้านเกิดเมื่อปี 2547

ปี 2561 เรียกว่าเป็นปีทองก็ว่าได้ เพราะได้ออกไปเรียนรู้นอกโรงเรียนค่อนข้างมาก เชื่อว่าสิ่งสำคัญในชีวิตคือ การหาความหมายให้ตัวเอง การเข้าร่วมโครงการทำให้เรารู้ว่าเราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เรายังมีเพื่อนๆ ครูคนอื่นๆ อยู่ นี่คือสิ่งที่ตามหา พอได้เข้าอบรมเราได้ทั้งเพื่อนและเครือข่าย แต่สิ่งที่ได้มาและคุ้มค่าที่สุดคือ “พลัง” พลังที่เราต้องใช้ในการทำงานกับเด็กๆ เวลาเจอปัญหาทำให้เราใจเย็นและรู้ว่าจะแก้ปัญหานั้นอย่างไร
ทั้งนี้การอบรมแบ่งออกเป็น 3 โมดูล คือ 1.กิจกรรมที่ทำให้ครูได้กลับมาทบทวนตัวเอง รู้จักตัวเอง รู้จักเด็ก และรู้จักระบบของโรงเรียนตัวเองว่าเป็นอย่างไร และเราจะดำรงอยู่อย่างไรในฐานะที่เราเป็นตัวเชื่อมระหว่างนโยบายกับเด็ก 2.การเลือกเรียนรู้ 2 หลักสูตร โดยเราเลือกที่จะอบรมในด้านทักษะการพูดและการสร้างเกม ซึ่งเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบการเรียนการสอนให้เด็กสนุก มีความรู้ และ 3.การกลับมาพบกันอีกครั้งเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สิ่งเหล่านี้ทำให้เรายิ่งเหนียวแน่นกับเพื่อนๆ เครือข่ายมากยิ่งขึ้น

  เพราะครูไม่ใช่ผู้วิเศษ
ลัดดา กล่าวต่อไปว่า การเข้าร่วมโครงการ “ก่อการครู” สิ่งที่เรารู้คือครูไม่ใช่ผู้วิเศษที่ไหน เป็นแค่คนคนหนึ่งที่ต้องยอมรับความผิดพลาดของตัวเองได้และรู้จักแก้ไข ดูแลตัวเอง ดูแลเด็กๆ ในห้องเรียนให้ดี กลับมาตระหนักรู้ว่าเราไม่ชอบอะไรก็อย่าทำอย่างนั้นกับเด็ก และพยายามทำการเรียนการสอนให้มีความหมาย ตัวครูเองก็รู้ความหมายในการถ่ายทอดความรู้ และตัวเด็กเองก็รู้ความหมายในการเรียน
จากแต่ก่อนที่เรายังมองไม่เห็นภาพตรงนี้ พาเด็กทำกิจกรรมต่างๆ เด็กก็ได้แค่กระบวนการ แต่พอเรานำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการสอนคณิตศาสตร์ ชวนเด็กตั้งคำถาม หรือสอนเรื่องความน่าจะเป็น โดยหยิบสิ่งใกล้ตัวเขา เช่น ตู้เสื้อผ้า ทำให้บางคนรู้ว่าตัวเองมีเสื้อผ้าเยอะมาก และสิ่งสำคัญคือ เราสามารถจัดการกับอารมณ์ตัวเองได้ดีขึ้น ในทุกครั้งที่สอนแล้วเด็กไม่ฟังหรือไม่เข้าใจ ทำให้เราเห็นตัวเองได้เร็วขึ้น และให้โอกาสเด็กได้มากขึ้น

  ครูคือคนที่พร้อมเปลี่ยน
นิยามของครูรุ่นใหม่ไม่ได้หมายถึงครูเด็กๆ แต่เป็นครูที่สนใจอยากจะเปลี่ยนตัวเอง เราจะสังเกตว่าทุกการอบรมไม่ใช่ว่าได้แค่เทคนิค แต่เป็นการจุดประกายคุณค่าข้างในว่า การที่เขามาเป็นครู เขามาทำอาชีพนี้เพราะอะไร และที่เหลือจะชัดเจนเองในเรื่องของเครื่องมือ ว่าครูคนนั้นเขาจะตามหาเครื่องมืออะไรมาใช้ในการเรียนการสอนของเขา ครูทุกคนไม่เหมือนกัน ครูก็ไม่ต่างจากเด็ก เด็กมีความหลากหลาย ครูก็มีความหลากหลาย
ดังนั้นครูที่เป็นครูรุ่นใหม่ที่ตามหาเรื่องเหล่านี้ก็คงจะตามหาเหล่านี้ได้ไม่ยาก ถ้าเขารู้สึกว่าอยากตามหาและอยากเปลี่ยนแปลงจริงๆ เราเชื่อว่าถ้าเขาเปลี่ยน นักเรียนก็เปลี่ยน ถ้านักเรียนเปลี่ยน สังคมก็จะเปลี่ยน ต้องเริ่มต้นจากห้องเรียนเล็กๆ ของเรา

“เวลาที่เราปลูกดอกไม้ ถ้าได้น้ำ ได้ดิน ได้แสงแดดเต็มที่ วันหนึ่งก็จะบาน การศึกษาก็เช่นกัน ถ้าเราดูแลเด็กอย่างสม่ำเสมอ อย่างเต็มที่ วันหนึ่งเมื่อถึงเวลาของเขา เด็กก็จะเติบโต เหมือนดอกไม้ อยู่ที่ไหนก็บาน ไม่ว่าจะมีคนรับรู้หรือไม่ และเราต้องเชื่อในเรื่องนี้”

“ครู” ทำให้รู้ความหมายชีวิต
ลัดดา กล่าวถึงความรู้สึกในฐานะครูคนหนึ่งว่า “อาชีพนี้ทำให้เราใช้ชีวิตอย่างมีความหมายในแต่ละวัน เราไม่ได้เป็นผู้สร้างใคร แต่เราสร้างตัวเราเอง ถ้าเรามั่นคงพอ เราจะสามารถแบ่งปันสิ่งต่างๆ ให้แก่เด็กและคนอื่นได้ เราไม่ใช่ทั้งหมด แต่เราเป็นส่วนหนึ่ง อาจจะแค่คำพูดของเราบางคำ หรือกระบวนการของเราบางอย่าง ไปจุดประกายอะไรให้เด็ก เรื่องยิ่งใหญ่ที่เราต้องทำ คือทำเพื่อให้ตัวเองเติบโตบนวิถีของตัวเองและมองว่าเราใช้ชีวิตในแต่ละวันได้อย่างมีคุณค่าแค่ไหน”

ส่งต่อพลังบวกสู่เพื่อนครู
“ความจริงใน จ.ศรีสะเกษ มีครูหลายคนที่สนใจจะลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง และเข้าโครงการก่อการครูทั้งหมด 14 คน ซึ่งหลังจากเข้าโครงการกลับมาเรายังได้รวมกลุ่มกันก่อตั้ง “ก่อการครูอีสาน” จัดอบรมให้ครูใน จ.ศรีสะเกษ มาแล้ว 2 ครั้ง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์และส่งต่อความรู้ต่างๆ ที่เราได้เรียนรู้มา รวมถึงเชิญวิทยากรนอกเหนือจากระบบการศึกษา

เช่น นักเขียน มาอบรมในเรื่องการสร้างแรงบันดาลใจในการอ่านให้เด็กๆ หรือรุ่นพี่ที่ทำงานในเรื่องเด็กพิเศษ มาให้ความรู้ในเรื่องศิลปะบำบัด รวมถึงครูที่โรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มาช่วยในเรื่องการประเมินต่างๆ ซึ่งมีครูที่สนใจเข้าร่วมกว่า 100 คน ทั้งนี้ในการเปิดอบรมครั้งต่อๆ ไป คาดว่าจะเปิดให้ครูที่อยู่จังหวัดใกล้เคียงได้มีส่วนร่วมด้วย ครั้งนี้ถือเป็นจุดพีคของการเป็นครูเลยก็ว่าได้ เพราะตั้งแต่ทำอาชีพนี้มานี่เป็นครั้งแรกที่เราได้แบ่งปัน” ลัดดา กล่าวทิ้งท้าย

ศธ.จัดงานวันครูปี 62 
สำหรับการจัดงานวันครูปี 2562 นี้ รัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับครูอย่างมาก โดยมีการจัดกิจกรรมที่น่าสนใจอื่นๆ ดังนี้
กิจกรรมที่หนึ่ง พิธีคารวะครูอาวุโส โดยวันที่ 16 มกราคม มีพิธีคารวะครูอาวุโสของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี โดยนายกรัฐมนตรีคารวะครูสมัยเรียนโรงเรียนนายร้อย จปร. ได้แก่ พล.อ.เกษม นภาสวัสดิ์ และมีพิธีคารวะครูอาวุโสของรมว.ศธ. โดยครูสมัยเป็นนักศึกษาแพทย์ ได้แก่ ศ.กิตติคุณ นพ.จรัส สุวรรณเวลา
กิจกรรมที่ 2 การปาฐกถา และการเสวนาทางวิชาการ อาทิ ปาฐกถา หม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ครั้งที่ 2 เรื่อง “คุณธรรมนำครูไทย สร้างเด็กไทยหัวใจซื่อตรง” โดย ศ.นพ.เกษม วัฒนชัย องคมนตรี
และกิจกรรมที่ 3 การสรรหาผู้มีคุณูปการต่อการศึกษาของชาติ ประจำปี 2562 กิจกรรมที่ 4 การจัดทำอนุสรณ์งานวันครูไว้ให้แก่อนุชนรุ่นหลัง โดยทำมาตั้งแต่ต้น ก็คือการจัดพิมพ์หนังสือประวัติครูและการจัดพิมพ์หนังสือที่ระลึกวันครู เพื่อพิมพ์เผยแพร่ในงานวันครู กิจกรรมที่ 6 พิธีมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาของหน่วยงานต่างๆ จำนวน 18 รางวัล จำนวน 1,349 คน
โดยปีนี้เป็นปีแรกที่จะมีการแถลงข่าวผลงานของกระทรวงศึกษาธิการในรอบ 4 ปี โดยผู้บริหารองค์กรหลักของกระทรวงศึกษาธิการและจัดนิทรรศการนำเสนอผลการดำเนินงานของกระทรวงศึกษาธิการรอบ 4 ปี หัวข้อ “คุณธรรมนำครูไทย สานพลังเครือข่าย สร้างเด็กไทย ๔.๐” ซึ่งเป็นการรวมพลังจัดโดยองค์กรหลัก องค์กรในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการและองค์กรเครือข่าย เป็นนิทรรศการแบบมีชีวิต
นำเสนอกิจกรรมแบ่งออกเป็น 3 ธีม ประกอบด้วย ธีมที่ 1 คุณธรรมนำครูไทย ธีมที่ 2 สานพลังเครือข่าย และธีมที่ 3 สร้างเด็กไทย 4.0
อย่างไรก็ตามการจัดงานวันครูอย่างยิ่งใหญ่ดังกล่าว คาดว่ามีผู้เข้าร่วมงาน ประกอบด้วย ครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนผู้สนใจเข้าร่วมงานดังกล่าววันละไม่น้อยกว่า 13,000 คน รวม 3 วัน มีผู้ร่วมงานประมาณ 39,000 คน
อนึ่ง ปัจจุบันมีครูที่เป็นหนี้โครงการสวัสดิการเงินกู้สมาชิกการฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ที่ทางธนาคารออมสิน ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561 จำนวน 425,751 คน เป็นเงิน 393,464.08 ล้านบาท จากเดิมมีครูเป็นหนี้ประมาณ 500,000 กว่าคน ส่วนเป็นหนี้ช.พ.ค.ธนาคารกรุงไทย จำนวน 11,093 คน เป็นเงิน 1,966.56 ล้านบาท และมีครูเป็นหนี้เสีย หรือเอ็มพีแอล มีหนี้ค้าง 3 งวด จำนวน 6,592 ราย เป็นเงิน 5,818.94 ล้านบาท

ครูคือผู้สร้าง”คน”เอไอแทนที่ไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/358927

ครูคือผู้สร้าง”คน”เอไอแทนที่ไม่ได้

เอไอ,ครู

โดย…   ปาริชาติ บุญเอก -qualitylife4444@gmail.com –

การศึกษาคือ การสร้างคน และการสร้างสังคมทำอย่างไรให้คนเป็นคนดีและมีคุณภาพ สร้างสังคม คือ สังคมที่อยู่มีความปกติสุข อยู่ร่วมกันได้ และเอื้ออาทรกันโลกอนาคตมีเอไอเข้ามา แต่สิ่งจำเป็นที่ต้องมีอยู่ ก็คือ “คุณครู” ซึ่งเป็นคนสำคัญในการสร้างคาแร็กเตอร์ ปลูกฝังความคิดดีๆ ให้แก่นักเรียนและบุตรหลาน รวมไปถึงทักษะอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ หรือการทำงานร่วมกับผู้อื่น

ครูคือผู้สร้าง"คน"เอไอแทนที่ไม่ได้

 

เมื่อเทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกส่วนของการใช้ชีวิต ไม่เว้นแม้ในด้านการศึกษา หลายคนอาจมองว่าเอไอจะเข้ามาแย่งงานมนุษย์ แต่ในฐานะครู ซึ่งเป็นกำลังหลักในการพัฒนาการศึกษา ภายใต้โจทย์ใหญ่ของการสร้างคนและสร้างสังคม จึงเป็นไปไม่ได้เลยว่าหุ่นยนต์จะมาทำหน้าที่ตรงนี้แทนได้ แต่ขณะเดียวกัน หน้าที่สำคัญของครูคือ การสามารถนำเทคโนโลยีต่างๆ ที่มี มาประยุกต์ใช้ในการเรียนการสอนให้มีความหลากหลายและเชื่อมโยงสู่โลกอนาคต

ธานินทร์ ทิมทอง ผู้ร่วมก่อตั้งและกรรมการผู้จัดการ บริษัท เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น จำกัด กิจกรรมเพื่อสังคมด้านการศึกษา กล่าวว่า “คุณครู” เป็นคนสำคัญในการสร้างคาแร็กเตอร์ ปลูกฝังความคิดดีๆ ให้แก่นักเรียนและบุตรหลาน รวมไปถึงทักษะอื่นๆ ที่สำคัญ เช่น ความคิดสร้างสรรค์ หรือการทำงานร่วมกับผู้อื่น

ครูคือผู้สร้าง"คน"เอไอแทนที่ไม่ได้

 

ดังนั้นการสอนของครู ต้องมี 3 ส่วนสำคัญ ทั้งในเรื่องของความหลากหลาย การเรียนการสอนต้องมีความหลากหลาย มีกิจกรรม กระบวนการ เครื่องไม้เครื่องมือใหม่ๆ เข้ามาผสมในการเรียนรู้มากขึ้น ต้องมีแพทเทิร์นที่หลากหลายมากขึ้น สองคือ ความเชื่อมโยงการเรียนการสอนในยุคถัดไป ต้องเชื่อมโยงกับอนาคตเขา และสาม การสร้างความเป็นมนุษย์ต้องปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก ทำอย่างไรให้เขาเป็นคนกตัญญูรู้คุณ ซื่อสัตย์ สุจริตเทคโนโลยีเครื่องไม้เครื่องมืออย่างเหมาะสมจะช่วยได้ในเรื่องของการปรับกระบวนการเรียนการสอน และการปรับการใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในห้องเรียน ให้แก่เด็กๆ นี่เป็นตัวสำคัญ

ครูคือผู้สร้าง"คน"เอไอแทนที่ไม่ได้

  เทคโนโลยี แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ
ธานินทร์ กล่าวว่า เทคโนโลยีแก้ปัญหาด้านความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาได้ 100% ถ้าอินฟราสตรักเจอร์พร้อม และมีการเปิดใจ เปิดรับจากคุณครูอย่างเหมาะสม ปัจจุบัน คุณครูส่วนใหญ่จะกระจุกอยู่ที่ในเมือง ขณะที่ครูตามต่างจังหวัด ครูคนหนึ่งสอน 4-5 วิชาสอนทั้งไทย อังกฤษ สังคม พละ ถ้ามีเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเสริมการเรียนการสอนของครู ให้มีคุณภาพมากขึ้น เด็กสนุกมากขึ้น เด็กมีส่วนร่วม การศึกษาก็จะกระจายไปสู่พื้นที่นั้นได้ ความเหลื่อมล้ำก็ลดลงได้

“จริงๆ แล้ว โรงเรียนของเด็กกลุ่มนั้น ถ้าเขาได้รับโอกาส เขาจะตั้งใจไม่แพ้เด็กในเมืองเลย เราไปทำโรงเรียนหนึ่งที่บนดอยแม่แจ่ม บริจาคคอมพิวเตอร์ เอาโซลูชั่นไปลง เด็กที่นี่ตั้งใจมาก ทำคะแนนสอบได้ดีกว่าด้วยซ้ำ ทั้งๆ ที่เขาพูดไทยไม่ชัด มันสะท้อนว่า ถ้าทรัพยากรกระจายตัวอย่างเหมาะสม ความเหลื่อมล้ำจะลดลง เพราะความเหลื่อมล้ำเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดในประเทศเรา ซึ่งเรามองย้อนกลับไปที่โจทย์ของประเทศในเรื่องสังคม ก็คือ ความเหลื่อมล้ำ การที่จะแก้ความเหลื่อมล้ำได้ คือ การสร้างคน ผ่านการศึกษาที่ดี ทำอย่างไรให้คนรากหญ้าได้รับการศึกษาที่ดี โดยมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่ดีนั่นเอง” ธานินทร์ กล่าว

ครูคือผู้สร้าง"คน"เอไอแทนที่ไม่ได้

 

ทั้งนี้ เลิร์น เอ็ดดูเคชั่น ทำโมเดลการเรียนรู้แบบผสมผสานในห้องเรียน โดยเริ่มจากวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ก่อน เป็นโมเดลโซเชียลเอ็นเตอร์ไพรส์ช่วยโรงเรียนที่ขาดโอกาสกว่า 150 โรงเรียนทั่วประเทศ มีทั้งโรงเรียนรัฐบาลและโรงเรียนเอกชนทุกครั้งที่จัดอบรมสัมมนาครู มีครูให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมมาก

ปี 2560 ได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับคูปองครู ที่กระทรวงศึกษาธิการจัดทำขึ้นมาเพื่ออบรมครูให้มีความรู้เพิ่มขึ้น โดยเริ่มที่กลุ่มสาระวิชาวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ปี 2561 เพิ่มเติมหลักสูตรที่ตอบโจทย์และเป็นทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ทั้งเรื่อง สะเต็ม เอดูเคชั่น, ครูสอนคิด, วิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์, เทคนิคการเล่าเรื่อง, วิธีการสื่อสารต่างๆ หรือกิจกรรมการเล่น เล่นอย่างไรให้ได้เรียนรู้ สอนเรื่องเกมวิชาชนะใจ ทำอย่างไรให้ชนะใจเด็กๆ ได้

ขณะนี้ เข้าสู่ปีที่ 3 เน้นสื่อการเรียนการสอนที่ครูสามารถนำไปใช้ได้จริงเช่น สะเต็ม จะให้สะเต็มบ็อกซ์ ครูสามารถนำไปจัดกิจกรรมในห้องเรียนได้เลย หรือมีโปรแกรม Coding ใส่ทรัมป์ไดรฟ์ให้

ครูคือผู้สร้าง"คน"เอไอแทนที่ไม่ได้

 

  การเรียนรู้-ปรับตัว สำคัญ
ธานินทร์ อธิบายว่า จากประสบการณ์ในการทำงาน จาก 150 โรงเรียน เด็กประมาณ 5 หมื่นกว่าคน ครูหลักพันคน พบว่า ความแอ็กทีฟหรือไม่แอ็กทีฟ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ ถึงแม้ว่าในอนาคตภายใน 10 ปี ครูจะเกษียณออกไปประมาณ 2 แสนคน เป็นช่วงแห่งการเปลี่ยนเจเนอเรชั่นครูครั้งใหญ่

“จากเคสที่เราเคยทำ เอาเทคโนโลยีไปช่วยครู ช่วยนักเรียน มีครูท่านหนึ่งที่เชียงใหม่ ชื่อ ครูอัมรา รักชาติ เคยเป็นครูฝ่ายปกครองมา และต้องมาสอนวิทยาศาสตร์โดยใช้เครื่องมือใหม่ๆ อายุ 58 ปี อีก 2 ปีเกษียณแล้ว ครูบอกว่า “ช่วยสอนครูหน่อย ครูว่ามันดี” จนครูท่านนี้กลายเป็นไอดอลของครูท่านอื่นๆ เพราะสามารถบูรณาการการเรียนการสอน ตัวเทคโนโลยี และวิชาวิทยาศาสตร์ ได้อย่างลงตัวที่สุด จนท่านบอกว่า “ทำไมครูเกิดเร็วไป น่าจะมีเวลาใช้เทคโนโลยีพวกนี้นานๆ”

ครูคือผู้สร้าง"คน"เอไอแทนที่ไม่ได้

 

หรือในขณะเดียวกัน ครูรุ่นใหม่ๆ ที่พบ อย่างในก่อการครู เห็นครูที่จบมา 2-3 ปี กล้าเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ กล้าเปลี่ยนกิจกรรมการเรียนการสอนเต็มไปหมดเลย สิ่งที่มีผลมากกว่าเจเนอเรชั่นคือ การเรียนรู้ และการปรับตัว และการเปิดใจจะทำให้การเรียนรู้ของเด็กๆ ในอนาคตดีขึ้นได้ แต่ก็ต้องฝากความหวังไว้ที่ครู ที่มีใจ มีทัศนคติในการเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เหล่านี้ด้วยการพูดคุยแลกเปลี่ยนจะเป็นช่องทางหนึ่งในการปรับเปลี่ยนวิธีคิดให้เร็วขึ้นก็ได้

“อย่างที่บอกว่า ภายใน 10 ปี มีครูเกษียณเฉลี่ยปีละ 2 หมื่นคน 10 ปีก็ 2 แสนคน ในขณะที่ครูทั้งระบบ 4 แสนคน แสดงว่าครูในปัจจุบัน ส่วนใหญ่อายุเกิน 50 ปี พอผ่านไปเกือบ 10 ปีข้างหน้า จะเป็นการกระจายตัวของเจเนอเรชั่นที่หลากหลาย นี่คือโครงสร้างที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพราะฉะนั้น สิ่งที่ท้าทายและถือเป็นโอกาสคือ ถ้าเร่งนำเสนอแนวทางที่ดี ที่ถูกต้อง เครื่องไม้เครื่องมือที่หลากหลายเหล่านี้ให้ครูเริ่มใช้เริ่มปรับตัว ในอนาคตการศึกษาจะเปลี่ยนหมด ที่หลายๆ คนไม่คิดว่าจะเปลี่ยนได้ แต่มันเกิดขึ้นจริง เพราะการเปลี่ยนเจอเนอเรชั่นเหล่านี้”

ครูคือผู้สร้าง"คน"เอไอแทนที่ไม่ได้

ความพร้อมของเครื่องไม้เครื่องมือ 
แม้ว่าจะทำเรื่อง เอดูเคชั่น เทคโนโลยี แต่สิ่งที่น่าจะดีกว่าคือ มีหลายคนที่เก่งๆ มานำเสนอโซลูชั่นที่หลากหลาย และคุณครูเลือกโซลูชั่น เทคโนโลยีที่เหมาะสมไปใช้ในการเรียนรู้กับเด็ก กับพื้นที่ และช่วงอายุของเด็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญคือโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) โลกต้องไป 4.0 คอมพิวเตอร์, IoT หรือ AI แต่โรงเรียนประจำอำเภอบางที่ คอมพิวเตอร์ยังไม่ครบชั้นเลย เด็ก 5 คน รุมคีย์บอร์ดตัวหนึ่ง เรื่องของอินฟราสตรักเจอร์จึงสำคัญ เครื่องไม้เครื่องมือต้องพร้อม สองคือ ซอฟต์แวร์หรือโซลูชั่นถึงตามมา

ครูคือผู้สร้าง"คน"เอไอแทนที่ไม่ได้

 

ที่สำคัญมากกว่านี้พัฒนาการในวัยเด็กสำคัญในระยะยาวมาก ทั้งการเรียนรู้และอื่นๆ ถ้ามีเครื่องไม้เครื่องมือปฐมวัยมากขึ้น ในการเสริมสร้างมันน่าจะช่วยเติมเต็มให้เป็นฐานที่ดีสำหรับการสร้างคนของประเทศ โจทย์สำคัญถ้าต้องการให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาจริงๆ ต้องมองว่ามันเป็นโจทย์ร่วมของทุกคนในสังคม โดยมีรัฐบาลเป็นคนอำนวยความสะดวก และหาองค์กร หน่วยงาน หรือมูลนิธิเข้ามาสนับสนุน ทำให้แต่ละเรื่องมันเกิด และรวมพลังกัน ถ้าทำแบบนี้ จะเป็นโจทย์ที่ถูกต้อง และเป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่แท้จริง

“มหิดล” สร้างเงินออมจาก”ขยะ”เปลี่ยนของเหลือทิ้งให้เป็นมูลค่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/358778

“มหิดล” สร้างเงินออมจาก”ขยะ”เปลี่ยนของเหลือทิ้งให้เป็นมูลค่า

มหิดล,เงินออม,โครงการธนาคารขยะรีไซเคิล,ขยะ

โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gail.com

นับเป็น 9 ปีแห่งความสำเร็จ สำหรับ โครงการธนาคารขยะรีไซเคิล “Recycle Bank” มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้นโยบายส่งเสริมการสร้างความเป็นมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศ (Eco-University) จากการเล็งเห็นความสำคัญของปัญหาสิ่งแวดล้อม สู่การสร้างจิตสำนึกในการแยกขยะ สร้างเงินออมจากของเหลือทิ้ง พร้อมขยายโมเดลความสำเร็จสู่โรงเรียนในชุมชนใกล้เคียง

รศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในงานเยี่ยมชม “มหาวิทยาลัยมหิดล ตอกย้ำความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่มหาวิทยาลัยเชิงนิเวศ (Eco-University)” ณ มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา ว่า ทางมหาวิทยาลัยมหิดล ได้ริเริ่มโครงการนี้มาตั้งแต่ปี 2552 ด้วยความร่วมมือระหว่างกองกายภาพและสิ่งแวดล้อม และกองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานอธิการบดี มหาวิยาลัยมหิดล พัฒนา “โปรแกรมธนาคารขยะรีไซเคิล” เพื่อใช้ในการบริหารจัดการระบบธนาคารรีไซเคิลภายในมหาวิทยาลัย โดยตัวโปรแกรมสามารถทำธุรกรรมได้คล้ายระบบธนาคารทั่วไป เช่น การสมัครสมาชิก การรับฝาก การถอนเงิน และสามารถรายงานสรุปการทำธุรกรรมของทุกขั้นตอนได้ ทำให้จัดเก็บข้อมูลได้อย่างง่ายดาย รวดเร็ว และแม่นยำ

“ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวได้เปิดโอกาสให้นักศึกษา เจ้าหน้าที่ อาจารย์ รวมถึงประชาชนรอบๆ มหาวิทยาลัยสามารถเปิดบัญชีธนาคารเพื่อนำขยะมาขายให้แก่โครงการทุกวันพฤหัสบดี โดยให้ราคารับซื้อมากกว่าร้านอื่นภายนอกมหาวิทยาลัยถึง 10% โดยราคาจะปรับทุกๆ 3 เดือน พร้อมสามารถเปิดบัญชีธนาคารเพื่อนำขยะมาขายให้แก่โครงการ สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง โดยทางธนาคารจะออกสมุดฝากขยะรีไซเคิล และจำนวนเงินฝากในวันนั้น ผู้ที่นำมาฝากสามารถถอนทันทีหรือจะฝากไว้เป็นเงินออมก็ได้ สมาชิกผู้ถือบัญชีที่มี Email Account ของมหาวิทยาลัยสามารถเข้าตรวจสอบบัญชีของตนเองได้ผ่านระบบของมหาวิยาลัย ซึ่งต่อไปจะมีการพัฒนา “โปรแกรมธนาคารขยะรีไซเคิล” สู่ระบบออนไลน์และแอพพลิเคชั่นอย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น”

  9 ปี กับขยะ 1.9 ล้านกิโลกรัม
รศ.ดร.กิติกร กล่าวต่อไปว่า ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา มีปริมาณขยะรีไซเคิลที่สมาชิกนำมาฝากที่ธนาคารขยะ (ตัวเลขล่าสุดในเดือน ก.ย. 2561) กว่า 1,959,291.98 กิโลกรัม คิดเป็นยอดเงินรับฝากขยะรีไซเคิลจากสมาชิกเป็นจำนวนสูงถึง 10,382,550.43 บาท ยอดจำหน่าย 12,054,384.04 บาท และยอดรายรับ (กำไร) 1,671,533.66 บาท โดยประเภทขยะที่นิยมนำมาขายมากที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ กระดาษขาวดำ A4 ยอดรวมกว่า 523,233.82 กิโลกรัม ถัดมา คือ กระดาษสมุดหนังสือ กระดาษรวม กระดาษเล่ม 391,582.65 กิโลกรัม และ กระดาษกล่องสีน้ำตาล 331,412.70 กิโลกรัม ปัจจุบันมีจำนวนสมาชิกกว่า 1,000 คน และมีขาจรที่ไม่ได้เป็นสมาชิกแต่รับเงินสด 3,000–4,000 คน ซึ่งเราจะเปิดบัญชีต่างหากไว้สำหรับลูกค้าขาจร โดยสมาชิกที่มียอดฝากสูงที่สุดหลักแสนบาท คือ หน่วยงานศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก

นอกจากนี้ โครงการดังกล่าวยังถือเป็นการลดภาระปริมาณขยะแก่ชุมชนและสังคม เพื่อรณรงค์สร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ตลอดจนวินัยในการแยกและทิ้งขยะให้แก่นักศึกษาและบุคลากรของมหาวิทยาลัย สร้างการมีส่วนร่วมของนักศึกษาและบุคลากรในการดูแลรักษาสภาพแวดล้อม ลดภาระการจัดการขยะมูลฝอยและปัญหามลพิษ พร้อมพัฒนาระบบบริหารจัดการขยะภายในมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรายได้จะนำเข้ากองทุนกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัย ในการดูแลสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติในมหาวิทยาลัยต่อไป

ขยายโมเดลสู่โรงเรียนชุมชน
รศ.ดร.กิติกร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากการบริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัยแล้ว มหาวิทยาลัยมหิดล ยังขยายความสำเร็จไปสู่ 8 โรงเรียนในชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาขยะในระดับชาติ ทั้งนี้ หากชุมชนหรือโรงเรียนใดต้องการ “โปรแกรมธนาคารขยะรีไซเคิล” สามารถติดต่อมาที่มหาวิทยาลัยได้ จากการที่เราได้ลงพื้นที่โรงเรียน เด็กเขาจะเอาสมุดบัญชีมาโชว์กันว่าใครเก็บเงินได้มากกว่า เขาสนุกสนาน เพราะจิตสำนึกการแยกขยะต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็กๆ และสองคือ ทำให้เขารู้จักการออม ถ้าโมเดลนี้ขยายไปสู่โรงเรียนทั่วประเทศจะเป็นเรื่องที่ดี

“นี่คือ การใช้หลัก Circular Economy ถ้าเราแยกที่ต้นทางดี การจัดการขยะในขั้นต่อไปก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเราแยกที่ต้นทางไม่ดี ประสิทธิภาพในการจัดการขั้นต่อไปก็จะน้อยลง ดังนั้น ที่นี่จึงต้องมีถังขยะอันตรายแยกแบตเตอรี่ สเปรย์ ต่างหาก รวมถึงสารเคมีที่ใช้ในงานวิจัย ได้ถูกเก็บและตรวจสอบโดยศูนย์ความปลอดภัยของมหาวิทยาลัย เพื่อให้แน่ใจว่าสารเคมีที่ถูกใช้แล้วจะไปที่บริษัทฝังกลบที่ได้มาตรฐาน ถ้าไม่ได้มาตรฐานเราไม่ยอม”

นอกจากโครงการธนาคารขยะรีไซเคิล ซึ่งถือเป็น มหิดลโมเดล ภายใต้ความเป็นมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศ ที่ขยายความสำเร็จสู่ชุมชนโดยรอบแล้ว ทางมหาวิทยาลัยยังมีโครงการที่โดดเด่นอื่นๆ อาทิ โครงการมหิดล Reduce & Reuse ถุงพลาสติก เน้นการใช้ถุงพลาสติกให้เกิดประโยชน์สูงสุด เปิดตัวมาแล้วเป็นเวลา 2 ปี โดยทางมหิดลได้ขอความร่วมมือกับร้านสะดวกซื้อ 12 ร้านภายในมหาวิทยาลัย วิทยาเขตศาลายา และศูนย์การแพทย์กาญจนาภิเษก งดให้ถุงพลาสติกแก่ลูกค้า โดยให้ผู้ซื้อนำถุงผ้ามาเอง หรือเลือกบริจาคค่าถุงพลาสติกในราคา 2 บาท ส่งผลให้ยอดการใช้ถุงพลาสติกลดลงถึง 90% หรือลดการใช้ถุงพลาสติกได้เกือบ 2 ล้านใบต่อปี ซึ่งมีหลายหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนนำโมเดลนี้ไปใช้

“รวมไปถึง โครงการปุ๋ยหมักชีวภาพ โดยการนำเศษใบไม้ กิ่งไม้ เศษหญ้า มาทำปุ๋ยหมักเพื่อใช้ในการดูแลรักษาภูมิทัศน์ภายในมหาวิทยาลัย และจำหน่ายให้แก่เกษตรกรและบุคคลทั่วไป ทำรายได้เข้ากองทุนกิจกรรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของมหาวิทยาลัยปีละกว่า 2 แสนบาท และ โครงการบำบัดน้ำเสีย โดยการออกแบบระบบบำบัดน้ำเสียรวมของมหาวิทยาลัย ตั้งแต่ปี 2557–ปัจจุบัน พบว่าสามารถนำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดมารีไซเคิลลดการใช้น้ำประปาได้ถึง 1,000 ลบ.ม.ต่อวัน ประหยัดค่าใช้จ่ายของมหาวิทยาลัยได้กว่า 27,000 บาทต่อวัน ซึ่งต่อไปในอนาคตเราจะเดินหน้าสู่โครงการที่เน้นในเรื่องสุขภาพ ลดการบริโภคน้ำตาล และลดเค็ม ภายในมหาวิทยาลัยต่อไป” รศ.ดร.กิติกร กล่าวทิ้งท้าย

ก่อนจะถึงมือ”พาณิชย์”คุมค่ารักษารพ.เอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/358493

ก่อนจะถึงมือ”พาณิชย์”คุมค่ารักษารพ.เอกชน

กระทรวงพาณิชย์,ค่ารักษาพยาบาล,โรงพยาบาลเอกชน

โดย…  0 พวงชมพู ประเสริฐ 0 qualitylife4444@gmail.com

หากไม่กำหนดการไม่เปลี่ยนแปลงวันที่ 22 มกราคมนี้ กระทรวงพาณิชย์จะนำมติของคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ(กกร.) ที่ให้เพิ่มบัญชีรายการสินค้าและบริการควบคุม อีก 1 รายการ คือ เวชภัณฑ์ จากเดิมที่มีเพียงยารักษาโรค เป็นสินค้าควบคุม ส่วนบริการควบคุมเพิ่มอีก 1 รายการ ได้แก่ บริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นๆ ของสถานพยาบาล เข้ามาอยู่ในบัญชีควบคุม เสนอคณะรัฐมนตรี

ทั้งนี้ ได้ตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณากำหนดมาตรการในการดูแล มีตัวแทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กระทรวงพาณิชย์(พณ.) สมาคมประกันภัย มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภค และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้ได้ข้อมูลจากทุกฝ่ายที่มีส่วนได้เสีย นำมากำหนดเป็นมาตรการให้ครอบคลุมและเป็นธรรมทั้งผู้รับบริการและโรงพยาบาลเอกชน

เรื่องการควบคุมราคายารวมถึงการควบคุมค่ารักษาพยาบาลแพงในโรงพยาบาลเอกชน อาจนับได้ว่าเป็นหนึ่งในเรื่องยาวนานของวงการสาธารณสุข เพราะก่อนหน้าที่จะถึงมือ พณ. จนมีการขยับดังกล่าว ก็ผ่านกลไกของ สธ. มานานหลายปี จนไม่มีช่องกฎหมายใดที่จะดำเนินการ ทำให้ต้องเข้าไปสู่ช่องของกรมการค้าภายใน แต่ก็นานเช่นกัน เพราะมิอาจปฏิเสธว่าเรื่องนี้ต้องพิจารณาผลกระทบอย่างรอบด้าน กระทั่งขยับเข้าใกล้ “วันเลือกตั้ง” จึงมีท่าทีออกมาเด่นชัดขึ้น

ก่อนจะถึงมือ"พาณิชย์"คุมค่ารักษารพ.เอกชน

 

เมื่อราวปี 2558 เคยมีการขยับเรื่องนี้มาแล้วเช่นกัน โดยเกิดขึ้นจากข้อมูลของคณะอนุกรรมาธิการศึกษาค่ารักษาพยาบาลในสถานพยาบาล คณะกรรมาธิการสาธารณสุข สภานิติบัญญัติแห่งชาติ สำรวจค่าใช้จ่าย 5 กลุ่มโรคในโรงพยาบาลเอกชนและโรงพยาบาลรัฐรวม 9 แห่ง พบว่า ค่ารักษาโรงพยาบาลเอกชนสูงกว่ารัฐหลายเท่า โดยเฉพาะโรคไส้ติ่งอักเสบ, โรคหวัด, การผ่าต้อกระจก

จนมีการตั้ง “คณะอำนวยการแก้ไขปัญหาโรงพยาบาลเรียกเก็บค่ารักษาแพง” มติตอนนั้นให้ดำเนินการใน 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.ราคายาให้จำหน่ายได้ไม่เกินราคาที่ติดมาจากโรงงานผู้ผลิตหรือผู้จำหน่ายราคาเดียวกันทั่วประเทศเป็นไปตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 ของ พณ. ซึ่ง สธ.จะส่งเรื่องการกำหนดราคายา ให้คณะกรรมการว่าด้วยสินค้าและบริการของ พณ. เพื่อออกประกาศใช้โดยเร็ว

2.หากเห็นว่ายาในโรงพยาบาลมีราคาสูง สามารถนำใบสั่งยาไปซื้อที่ร้านขายยาได้ 3.ระบบการตรวจสอบอัตราค่ารักษาพยาบาลให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) จัดทำเว็บไซต์รวบรวมอัตราค่ารักษาพยาบาล เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบราคา ทราบข้อมูลล่วงหน้าก่อนไปรับบริการ และได้เปิดสายด่วนรับแจ้งปัญหาการรักษาพยาบาลทางโทรศัพท์ 0-2193-7999 และสายด่วน 1330 ตลอด 24 ชั่วโมง และสายด่วนคุ้มครองผู้บริโภค 1166 ในเวลาราชการ

ในช่วงเดียวกันมีการเรียกร้องให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 โดยต้องกำหนดให้การขึ้นทะเบียนยาต้องมีการรายงานโครงสร้างราคายาและข้อมูลสถานะสิทธิบัตร ซึ่งจะทำให้สามารถพิจารณาเรื่องการจัดทำราคายาที่เหมาะสม

ก่อนจะถึงมือ"พาณิชย์"คุมค่ารักษารพ.เอกชน

 

แต่ก็ถูกหยุดไว้เพียงเท่านั้น เมื่อมีการตีกลับจากครม. เพราะยังมีปัญหาในเรื่องการกำหนดราคากลาง และการประกาศโครงสร้างราคายาระหว่างการขึ้นทะเบียนยา ซึ่งอาจไม่เป็นตามหลักสากล เพราะการขึ้นทะเบียนยาจะพิจารณาใน 2 เรื่อง คือ 1. ประสิทธิภาพของยาว่ามีผลในการรักษาโรคจริงหรือไม่ และ 2.เรื่องความปลอดภัย ซึ่งไม่มีการกำหนดให้ต้องเปิดเผยโครงสร้างราคายา

กระทั่งปี 2559 พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 (แก้ไขฉบับที่ 4) พ.ศ.2559 มีผลบังคับใช้จึงมีการกำหนดไว้ในมาตรา 32 พ.ร.บ.ฉบับนี้ กำหนดให้ต้องมีการแสดงรายละเอียด ณ สถานพยาบาล เกี่ยวกับอัตราค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ ค่าบริการอื่น และมาตรา 33 ออกประกาศกระทรวงสาธารณสุขตามมาในเรื่องกำหนดชนิดหรือประเภทค่าใช้จ่ายดังกล่าวที่จะต้องแสดง และจะเรียกเก็บหรือยินยอมให้มีการเรียกเก็ยค่ารักษาพยาบาล ค่ายาและเวชภัณฑ์ ค่าบริการทางการแพทย์ หรือค่าบริการอื่นเกินอัตราที่ได้แสดงไว้มิได้ ฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปีหรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ก่อนจะถึงมือ"พาณิชย์"คุมค่ารักษารพ.เอกชน

 

ก่อนที่ในต้นปี 2561 มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ออกมากระทุ้งเรื่องนี้อีกครั้ง โดยได้เข้ายื่นหนังสือต่อกรมการค้าภายใน ให้เสนอ กกร.พิจารณามาตรการกำกับดูแลการกำหนดราคาค่ารักษาพยาบาลเป็นธุรกิจบริการในบัญชีควบคุม ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 เพื่อให้เหมาะสมสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง สร้างความเป็นธรรมให้แก่ประชาชน หลังจากที่เคยยื่นมาแล้วหนึ่งครั้งเมื่อปี 2558

โดยให้ข้อมูลว่าราคาค่ารักษาโรงพยาบาลรัฐและเอกชนต่างกัน 10 เท่า และยกตัวอย่างมูลนิธิได้รับร้องเรียนจากคนไข้รายหนึ่งที่ไปผ่าตัดเส้นประสาทคอ ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ได้แจ้งอัตราค่ารักษาพยาบาล 5 แสนบาท ขณะที่โรงพยาบาลอีกแห่งรักษาโดยแพทย์คนเดียวกันแจ้งราคาเพียง 4.3 แสนบาท ทั้งที่ยังไม่ได้ต่อรองราคาเลย สะท้อนว่าธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนเป็นธุรกิจที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ มีการแข่งขันด้านราคา ผู้ป่วยตัดสินใจไปรักษาที่โรงพยาบาลแห่งที่ 2 แต่แพ้ยา ค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นจาก 4.3 เป็น 7 แสน

และเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2561 พณ.ออกมาระบุว่าเตรียมขึ้นบัญชียาและเวชภัณฑ์และค่าบริการโรงพยาบาลเป็นสินค้าและบริการควบคุมพร้อมเสนอตั้งคณะอนุกรรมการแก้ปัญหาค่ารักษาพยาบาลระยะยาว และเสนอกกร.จนมีมติและเตรียมเสนอครม.

การพิจารณาดำเนินการในเรื่องใด ต้องมั่นใจว่าจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง และไม่เกิดกระแสย้อนกลับทำให้ประชาชนต้องเสียค่าใช้จ่ายในส่วนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาลมากขึ้นกว่าเดิม

ครูยุคดิจิทัลต้องใช้เทคโนโลยีสอนสนุกเข้าให้ถึง”จิตใจ”เด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/358383

ครูยุคดิจิทัลต้องใช้เทคโนโลยีสอนสนุกเข้าให้ถึง”จิตใจ”เด็ก

ครูยุคดิจิทัล,เทคโนโลยี,นักเรียน

โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com

“ยูเอ็น” ระบุว่าประเทศไทยมีเด็กด้อยโอกาสจากความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาจังหวัดละ 7 หมื่นคน หรือคิดเป็นมูลค่าความเสียหายทางเศรษฐกิจถึง 1.2 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยความเหลื่อมล้ำทางการศึกษายังคงเป็นปัญหาสำคัญของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเหลื่อมล้ำที่เกิดระหว่างพื้นที่เมืองและชนบท เฉพาะอย่างยิ่งการขาดแคลนจำนวนบุคลากรครูของโรงเรียนขนาดเล็กในต่างจังหวัด โดยครูหนึ่งคนทำหน้าที่สอนหลายชั้นหลายวิชา ทำให้คุณภาพการสอนในพื้นที่ห่างไกลไม่ได้คุณภาพเท่าที่ควร

ครูยุคดิจิทัลต้องใช้เทคโนโลยีสอนสนุกเข้าให้ถึง"จิตใจ"เด็ก 

 

ปัจจุบันประเทศไทยมีคุณครูในระดับอนุบาลถึงมัธยมศึกษาตอนปลายกว่า 5.4 แสนคน แต่มีนักเรียนมากถึง 11 ล้านคนต่อปี ส่งผลให้คุณครู 1 คนต้องสอนเฉลี่ยถึง 10-15 คาบเรียนใน 1 สัปดาห์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคุณครูในต่างจังหวัดที่มีจำนวนครูน้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้วจำเป็นจะต้องสอนในจำนวนคาบเรียนที่มากขึ้นอีกด้วย

ครูยุคดิจิทัลต้องใช้เทคโนโลยีสอนสนุกเข้าให้ถึง"จิตใจ"เด็ก 

 

    Inskru แบ่งปันวิธีการสอน
ด้วยเหตุนี้ สรวิศ ไพบูลย์รัตนากร จึงร่วมกับ ชลิพา ดุลยากร ก่อตั้ง “Inskru” Online Platform เพื่อคุณครูโดยเฉพาะขึ้นมา โดยเป็น 1 ใน 10 ทีมสุดท้ายที่ผ่านการคัดเลือกจากกรรมการในโครงการ “ดีแทคพลิกไทย” ได้รับเงินทุนเบื้องต้น 1 แสนบาท ในการพัฒนาออนไลน์แพลตฟอร์ม “Inskru” มาช่วยเติมเต็มด้านไอเดียต่างๆ เพื่อให้คุณครูไปปรับใช้ในการสอนของตนเอง

ครูยุคดิจิทัลต้องใช้เทคโนโลยีสอนสนุกเข้าให้ถึง"จิตใจ"เด็ก 

 

โดยไอเดียมาจากผู้ร่วมวิชาชีพเดียวกัน ทั้งแบ่งปันแผนการสอน สื่อการสอน แบบฝึกหัด และเทคนิคการสอนต่างๆ เปิดมุมมองการสอนและขยายไอเดียดีๆ สู่ห้องเรียนทั่วประเทศ เพื่อให้เด็กไทยกว่า 10 ล้านคน ได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม มีฟังก์ชันกรองข้อมูลสามารถแยกตามรายวิชา ระดับชั้น ค้นหาไอเดียง่าย

ปัจจุบันมีคุณครูอยู่ในระบบกว่า 200 คนจากทั่วประเทศ มีคอนเทนต์ของทีมงานและครูมากกว่า 150 คอนเทนต์ พร้อมมียอดการติดตามบนเฟซบุ๊กแฟนเพจกว่า 16,000 คน ที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือ คณิตศาสตร์  เพราะวิชานี้มีผู้มาแชร์เทคนิคการสอนมาก

ครูยุคดิจิทัลต้องใช้เทคโนโลยีสอนสนุกเข้าให้ถึง"จิตใจ"เด็ก 

 

ขณะที่ พัชริยา ปานสิงห์ หรือครูอีฟ ครูในโครงการ Teach for Thailand รุ่นที่ 4 โรงเรียนพระบางวิทยา จ.นครสวรรค์ เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ที่ได้นำไอเดียใน Inskru คือการทำวงจรชีวิตมาเสริมในวิชาของตัวเอง ไปใช้ในการสอนนักเรียนชั้น ม.ต้น เพื่อให้นักเรียนทราบว่าเรียนไปทำไม นอกจากจะทำให้เด็กๆ สนุกไปด้วยแล้ว คุณครูก็ได้เข้าถึงเด็กๆ ได้มากขึ้นด้วย โดยนำเสนอไอเดียของเด็กๆ เช่น คนดังที่สร้างแรงบันดาลใจ เพื่อให้เด็กๆ ได้นำไปเป็นแบบอย่าง

สมพร วิชัยประเสริฐ ครูชำนาญการพิเศษ ด้านวิทยาศาสตร์ โรงเรียนบ้านสวนอุดมวิทยา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 กล่าวว่า การเรียนการสอนในยุคปัจจุบันครูต้องจัดกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กลงมือปฏิบัติ เรียนรู้จากของจริง ซึ่งครูต้องเป็นคนคิดกิจกรรม แบ่งกลุ่มให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมกันคิด ออกแบบทั้งด้านการคิดวิเคราะห์ และความคิดสร้างสรรค์

ครูยุคดิจิทัลต้องใช้เทคโนโลยีสอนสนุกเข้าให้ถึง"จิตใจ"เด็ก 

 

  ทีมงานInskru
รวมถึงบูรณาการการเรียนรู้เข้ากับเทคโนโลยี โซเชียลสมัยใหม่ เพราะขณะนี้มีองค์ความรู้ให้เด็กได้เรียนรู้เยอะมาก ครูต้องทำให้ห้องเรียนกลายเป็นพื้นที่แห่งการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน สร้างสถานการณ์ให้เด็กได้ทำงาน แก้ปัญหา เชื่อมโยงเข้ากับบทเรียนและการนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน

ดังนั้น การที่จะจัดกิจกรรมจำลองสถานการณ์ในชั้นเรียน จัดทำโครงการต่างๆ ให้เด็กเป็นคนคิด ลงมือปฏิบัติ และพร้อมที่จะแข่งขันในการสอบต่างๆ ได้ด้วย

อย่างไรก็ตาม การจะทำให้เด็กมีศักยภาพ มีองค์ความรู้ในการพัฒนาตนเองได้นั้น ครูต้องเรียนรู้และพัฒนาตนเองอยู่เสมอ จึงอยากให้ครูทุกคนเรียนรู้องค์ความรู้จากบทเรียน ควบคู่ไปกับความรู้ด้านไอซีที และมีความกล้าที่จะไปอบรม เรียนรู้ ครูต้องพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงรับสิ่งใหม่ๆ ไม่ยึดติด และรู้จักนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อทั้งตัวครูเอง การจัดการเรียนการสอน และนำองค์ความรู้ถ่ายทอดไปยังเด็ก
ครูกล้าสอนปลุกความเป็นครู

ครูยุคดิจิทัลต้องใช้เทคโนโลยีสอนสนุกเข้าให้ถึง"จิตใจ"เด็ก 

 

สำหรับครูรุ่นใหม่ยังสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆ ที่อยู่ในโซเชียลมีเดียจำนวนมาก เป็นต้นว่า เว็บไซต์ “ครูกล้าสอน” ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ให้งบสนับสนุน ทีม New Spirit สถาบันขวัญแผ่นดิน บริษัท สวนเงินมีมา เพื่อปลุกจิตวิญญาน ฟื้นพลัง ของความเป็นครูที่กำลังรู้สึกเหนื่อยหนักกับงานสอน หรือกำลังตั้งคำถามกับคุณค่า ความหมายของการเป็นครู เรียนรู้ และทบทวนชีวิตความเป็นครู ด้วยการยอมรับตัวเอง ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่อาจจะไม่สมบูรณ์พร้อม นำไปสู่การทำให้ครูยอมรับผู้เรียนมากขึ้น รับฟังด้วยหัวใจที่เปิดกว้าง ทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและนักเรียน นำไปสู่การสร้างสรรค์บทเรียนที่สามารถเข้าถึงผู้เรียนได้ดียิ่งขึ้น ที่ครูสามารถเข้าไปเรียนรู้และนำมาใช้ประโยชน์ในการสอนนักเรียนได้

  “ก่อการครู”รวมพลังสอน
รวมทั้งเพจ “ก่อการครู” โครงการพัฒนาสุขภาวะทางปัญญาด้วยชุมชนการเรียนรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง ของคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์) ที่สร้างขึ้นมาเพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และเติมฟืนไฟให้การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง โดยการสร้างพื้นที่การเรียนรู้ที่มีชีวิตชีวาให้แก่ครู ให้ครูอยู่ในพื้นที่นั้นอย่างมีความสุข

ครูยุคดิจิทัลต้องใช้เทคโนโลยีสอนสนุกเข้าให้ถึง"จิตใจ"เด็ก 

 

อธิษฐาน์ คงทรัพย์ อาจารย์คณะวิทยาการเรียนรู้และศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้ก่อตั้ง ขบวนการ “ก่อการครู” เล่าว่า ได้ร่วมกับเพื่อนพ้องที่มีฝีมือด้านการศึกษา ภายใต้ ‘โมดูล 1 ครูคือมนุษย์’ ครูที่อยู่ในห้องเรียน ที่อยู่กับเด็ก ช่วยกันก่อการครู ให้พวกเขาสำรวจความเป็นมนุษย์ของตัวเอง เปิดพื้นที่ว่า ในฐานะที่ครูเป็นมนุษย์คนหนึ่ง กลับมาเชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์อันนั้นในตัวเองได้ไหม โดยให้เขากลับมาสำรวจตัวเอง และสร้างแรงบันดาลใจในการเป็นครูเพิ่มขึ้นได้ โดยมีเพจขบวนการ “ก่อการครู” เป็นศูนย์กลางในการทำงานร่วมกัน และเปิดรับสมัครครูรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้าร่วมกิจกรรม

ครูยุคดิจิทัลต้องใช้เทคโนโลยีสอนสนุกเข้าให้ถึง"จิตใจ"เด็ก 

 

  Teachdent Share
เว็บไซต์ เพจเฟซบุ๊ก Teachdent Share เกิดจากความตั้งใจของ “ความเป็นครู” ที่อยากจะทำประโยชน์เพื่อลูกศิษย์และเพื่อนครูด้วยกันเอง ก่อให้เกิดการรวมตัวของครูและนักเรียน โดยมีเป้าหมายเดียวกัน คือ แบ่งปันสิ่งดีๆ ออกไปทั่วโลก ผ่านแนวคิดที่ว่า “การแบ่งปันทำให้โลกน่าอยู่” (PASSION, IDEAS, INSPIRATION) เพื่อช่วยพัฒนาการศึกษาของประเทศไทยให้ดีและสนุกยิ่งขึ้น อาทิ สื่อการเรียนการสอน (ฟรี), ห้องสมุดและกองทุนหนังสือ, ห้องนักอยากเขียน, ห้องคลังความรู้ และห้องคำคม มีเทคนิคการสอนต่างๆ มาแบ่งปัน อาทิ สอนโปรแกรมพื้นฐาน สอนใช้เว็บไซต์ และสอนทำสื่อการเรียนการสอน พร้อมคลิปวิดีโอเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ

“กรุงเทพคริสเตียน”ทำวิจัยแต่งไปรเวทเชื่อ1วันนร.มีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/358276

“กรุงเทพคริสเตียน”ทำวิจัยแต่งไปรเวทเชื่อ1วันนร.มีความสุข

ชุดไปรเวท,กรุงเทพคริสเตียน,ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์

โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com –

หลังจากหารือกันมากว่า 10 ปี เพราะมีงานวิจัยจากต่างประเทศชี้ชัดว่า การใส่ชุดไปรเวทจะช่วยลดแรงกดดัน และทำให้เด็กกล้าแสดงออกมากขึ้น ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย จึงตัดสินใจทำวิจัยด้วยการปรับให้นักเรียนใส่ชุดไปรเวททุกวันอังคารเป็นเวลา 1  เทอม นักเรียนจะมีความสุขและส่งผลต่อพัฒนาการของเด็กหรือไม่ หากมีผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาจะยกเลิก

"กรุงเทพคริสเตียน"ทำวิจัยแต่งไปรเวทเชื่อ1วันนร.มีความสุข

เมื่อวันที่ 8 มกราคม 2562 บันทึกไว้ว่าเป็นวันแรกที่โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย เปิดโอกาสให้เด็กนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ใส่ชุดไปรเวทมาเรียนได้ ทำให้เห็นเด็กมัธยมหลายคนแต่งตัวตามสไตล์ของตัวเองมาเรียนหนังสือ ซึ่งผู้อำนวยการโรงเรียน

“ศุภกิจ จิตคล่องทรัพย์” เชื่อว่าแค่หนึ่งวันของนักเรียน จะเป็นการสร้างความสุขให้เด็ก มีความคิดสร้างสรรค์ และต้องการสะท้อนว่า ความแตกต่างของแต่ละคนสามารถอยู่ด้วยกันได้

โดยก่อนหน้านี้ได้ทำหนังสือชี้แจงไปยังผู้ปกครองของเด็กแล้วว่าได้อนุญาตให้นักเรียนสามารถใส่ชุดไปรเวทมาโรงเรียนได้ทุกวันอังคาร เป็นเวลา 1 เทอม ซึ่งจะเริ่มวันที่ 8 มกราคมนี้เป็นวันแรก แต่ก็มีศิษย์เก่าบางส่วนโพสต์เฟซบุ๊กไม่เห็นด้วยกับกิจกรรมดังกล่าว

"กรุงเทพคริสเตียน"ทำวิจัยแต่งไปรเวทเชื่อ1วันนร.มีความสุข

อย่างไรก็ตาม โรงเรียนได้มีการกำหนดว่าแม้จะอนุญาตให้แต่งชุดไปรเวทมาโรงเรียนแต่ต้องเป็นชุดที่เรียบร้อย ห้ามใส่เสื้อแขนกุดหรือเสื้อที่มีรอยขาดมาโรงเรียน

ทั้งนี้ ผู้อำนวยการโรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ได้ออกมาชี้แจงกฎกติกาการแต่งชุดไปรเวทให้แก่เด็กนักเรียนหน้าเสาธง รวมถึงอธิบายเหตุผลให้เด็กได้เข้าใจ เพื่อไปชี้แจงผู้ปกครองบางคนที่ยังไม่เข้าใจ และไม่เห็นด้วย พร้อมทั้งบอกเหตุผลเบื้องต้น โดยจะให้เด็กแต่งตัวตามสไตล์ของแต่ละคน แต่ต้องเป็นชุดที่เหมาะสม เรียบร้อย เฉพาะวันอังคารวันเดียว ซึ่งเหลือเวลาในการดำเนินการอีก 6 สัปดาห์ เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้การใช้ชีวิตในสังคมให้เป็นที่ยอมรับ และครูจะรู้ถึงพัฒนาการของเด็กในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ เด็กบางคนกล้าที่จะแสดงออก บางคนอาจจะไม่กล้า

"กรุงเทพคริสเตียน"ทำวิจัยแต่งไปรเวทเชื่อ1วันนร.มีความสุข

“เรื่องนี้หารือกันมานานแล้ว เริ่มต้นจากคณะครูในโรงเรียนที่ตัดสินใจร่วมกัน โดยมีผู้อำนวยการเป็นคนอนุมัติ ไม่ใช่สภานักเรียน

การใส่ชุดไปรเวท หรือ เครื่องแบบ ไม่ได้ทำให้เด็กนักเรียน ลดความภาคภูมิใจในสถาบันของตัวเอง เป็นการตอบโจทย์ความเปลี่ยนแปลงของโลก และสร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในประเทศไทย การใส่ชุดไปรเวทมาโรงเรียนได้ในทุกวันอังคาร โดยไม่มีการบังคับ จะใช้เวลาในการทดลอง 1 ภาคการศึกษา เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 มกราคม 2562 หากประเมินแล้วเห็นว่าไม่ดีก็จะยกเลิก และให้ใส่ชุดนักเรียนตามเดิม”

"กรุงเทพคริสเตียน"ทำวิจัยแต่งไปรเวทเชื่อ1วันนร.มีความสุข

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า โรงเรียนกรุงเทพคริสเตียนเป็นนิติบุคคล มีสิทธิดำเนินการทำวิจัยเรื่องการแต่งเครื่องแบบนักเรียน โดยหากแต่งแล้วไม่ดีก็ยกเลิกได้ เชื่อว่าการดำเนินการทุกอย่างโรงเรียนได้หารือกับผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาอยู่แล้ว การแต่งเครื่องแบบนักเรียนของทั่วโลก เช่นประเทศอังกฤษ โรงเรียนบางแห่งก็มีการแต่ง
เครื่องแบบนักเรียน และโรงเรียนบางแห่งก็ไม่มีชุดเครื่องแบบนักเรียน เท่าที่ดูโรงเรียนก็ไม่ได้ผิดกฎระเบียบแต่อย่างใด

"กรุงเทพคริสเตียน"ทำวิจัยแต่งไปรเวทเชื่อ1วันนร.มีความสุข

ขณะที่ นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า โรงเรียนได้ชี้แจงต่อสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (สช.) ว่า เป็นการทดลองทำวิจัยเรื่องการแต่งเครื่องแบบนักเรียน ได้มีการสอบถามทั้งผู้ปกครองและคณะกรรมการสถานศึกษาแล้ว ซึ่งโรงเรียนมีอิสระในการดำเนินการแต่ต้องอยู่ในความเหมาะสม ไม่ผิดกฎระเบียบของ สช. หากไม่ดีก็ยุติการแต่งไปรเวทได้

อย่างไรก็ตาม มีโรงเรียนที่ไม่ต้องใส่ชุดนักเรียนคือโรงเรียนสาธิตแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดการเรียนการสอนระดับชั้นมัธยมศึกษา เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2560 มีอาจารย์ 30 คน ให้นักเรียนใส่ชุดไปรเวทเพื่อสะดวกต่อการทำกิจกรรม และมียูนิฟอร์มเสื้อยืดคอโปโล มีตราธรรมจักรอยู่ที่กระเป๋าด้านซ้าย ใส่เฉพาะวันจันทร์กับวันพฤหัสบดี และวันที่โรงเรียนมีกิจกรรมพิเศษเท่านั้น มีการประเมินระดับความรู้ของเด็ก ไม่ได้วัดที่เกรด แต่เป็นคำอธิบายผลให้ผู้ปกครองได้รับทราบความก้าวหน้าของเด็ก และถ้านักเรียนต้องการนำผลประเมินไปสมัครเพื่อเข้าศึกษาที่อื่น โรงเรียนก็สามารถออกผลประเมินมาเป็นเกรดได้

"กรุงเทพคริสเตียน"ทำวิจัยแต่งไปรเวทเชื่อ1วันนร.มีความสุข

โดยมีการประเมินก่อนกิจกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ผลงานการประเมินหลังการเรียนรู้เน้นกระบวนการสะท้อนการเรียนรู้หรือสรุปบทเรียนร่วมกัน ด้วยกระบวนการ AAR (After Action Reflection) เพื่อให้ครูผู้สอนและผู้เรียนทบทวนผลการพัฒนาของตน เพื่อนำผลไปออกแบบกระบวนการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับผู้เรียนทั้งรายบุคคล รายกลุ่ม และรายชั้นเรียน และเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการเปรียบเทียบกับการประเมินก่อนการทำกิจกรรมการเรียนรู้  และมีชมรมอาร์ต ชมรมนวัตกร และชมรมทางด้านดนตรีหรือกีฬา ที่นักเรียนสามารถเลือกเรียนได้ตามความสนใจ วันละ 1 ชั่วโมง วันจันทร์ อังคาร และพุธ

"กรุงเทพคริสเตียน"ทำวิจัยแต่งไปรเวทเชื่อ1วันนร.มีความสุข

นอกจากนี้ ยังมีโรงเรียนดรุณสิกขาลัย (วมว.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่เน้นการสอนแนวคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และความคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking) เป็นโรงเรียนประจำระดับมัธยมปลายที่มีมาแล้ว 11 รุ่น โดยรุ่นต่อไป ปีการศึกษา 2562 เปิดรับ 90 คน ได้รับเงินสนับสนุนจากกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้ศึกษาฟรีตลอด 3 ปีการศึกษาโดยไม่ต้องใช้ทุนคืน เรียนวันละ 2 คาบ คาบละ 3 ชั่วโมง จะเปลี่ยนไปทุกวันและทุกอาทิตย์ ก็ไม่ได้ใส่เครื่องแบบนักเรียนไปโรงเรียนเช่นกัน รวมทั้งยังมีนักเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพิื้นฐาน (สพฐ.) อีกหลายแห่งที่ให้นักเรียนแต่งชุดไทยทุกวันศุกร์

"กรุงเทพคริสเตียน"ทำวิจัยแต่งไปรเวทเชื่อ1วันนร.มีความสุข

  ประเทศที่มีเครื่องแบบ
ประเทศไทย – เครื่องแบบนักเรียนจนถึงนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัย เหตุผล บ่งชี้ว่า เป็นนักเรียนระดับชั้นใด โรงเรียนใด สร้างความเป็นเอกภาพในนักเรียนโรงเรียนเดียวกัน ลดหลั่นความเหลื่อมล้ำทางสังคม ลดความฟุ่มเฟือยและสิ่งเร้าในทางแฟชั่น สั่งสมวินัยซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต และอาจจะเป็นส่วนหนึ่งของการถ่ายทอดทางวัฒนธรรมที่ทำสืบเนื่องกันมาในบางประเทศ
ญี่ปุ่น – เป็นการสั่งสมเยาวชนให้พร้อมต่อการเป็นส่วนหนึ่งของวินัยในสังคม

อินเดีย – เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อการลดความแตกต่างระหว่างชนชั้นในโรงเรียน บ่งบอกสถานภาพการเป็นนักเรียนเป็นสิ่งจำเป็นต่อความปลอดภัยในตัวนักเรียนเอง

อิตาลี และเยอรมนี – ยังคงมองเรื่องเครื่องแบบเป็นเรื่องที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ทางการทหารที่โหดร้ายของประเทศ

"กรุงเทพคริสเตียน"ทำวิจัยแต่งไปรเวทเชื่อ1วันนร.มีความสุข

ร.ร.สพฐ.ไม่รับอนุบาล1ชูนวัตกรรมไฮสโคป82แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/358088

ร.ร.สพฐ.ไม่รับอนุบาล1ชูนวัตกรรมไฮสโคป82แห่ง

สพฐ,โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด,รรสพฐไม่รับอนุบาล1ชูนวัตกรรมไฮสโคป82แห่ง

โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

“สพฐ.นำแนวคิดไฮสโคปไปใช้ในโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด 82 แห่ง” บุญรักษ์ ยอดเพชร

“โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด ไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายไม่รับเด็กอนุบาล 1 ของโรงเรียนอนุบาลสังกัดสพฐ.” สำเริง กุจิรพันธ์

“ปี 2561 คณะรัฐมนตรี(ครม.)มีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย พ.ศ… กำหนดไว้ว่า คณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นผู้กำหนดแนวทางการรับเด็กเข้าเรียนทั้งในระดับอนุบาลและประถมศึกษาปีที่ 1 จะไม่มีการสอบ หากสถานศึกษาใดฝ่าฝืนจะถูกปรับไม่เกิน 5 แสนบาท เข้ากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา สำหรับแผนการรับนักเรียนระดับอนุบาล ในปี 2562 จะเป็นปีแรกที่โรงเรียนอนุบาลในสังกัด สพฐ.ทั้งหมด งดรับนักเรียนอนุบาล 1 รับนักเรียนตั้งแต่อนุบาล 2 และอนุบาล 3 โดยให้โรงเรียนทุกแห่งถือเป็นนโยบายปฏิบัติให้เกิดขึ้นในทิศทางเดียวกัน

ร.ร.สพฐ.ไม่รับอนุบาล1ชูนวัตกรรมไฮสโคป82แห่ง

ร.ร.สพฐ.ไม่รับอนุบาล1
บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่าสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เป็นหน่วยงานที่ต้องดูแลโรงเรียนสอนระดับอนุบาล จำนวน 26,464 โรงเรียน และมีนักเรียนอนุบาล จำนวน 960,387 คน ซึ่งถือเป็น 1 ใน 7 ของจำนวนนักเรียนในสังกัด

โดยในปี 2562 จะเป็นปีแรกที่โรงเรียนอนุบาลในสังกัด สพฐ.ทั้งหมดงดรับนักเรียนอนุบาล 1 รับนักเรียนตั้งแต่อนุบาล 2 และอนุบาล 3 โดยให้โรงเรียนทุกแห่งถือเป็นนโยบายปฏิบัติให้เกิดขึ้นในทิศทางเดียวกันด้วย ส่วนการรับเด็กอนุบาล 1 ปล่อยให้เป็นหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และสถานศึกษาเอกชนดูแลไป จะได้ไม่เกิดความซ้ำซ้อน เพราะทั้งสองหน่วยงานทำได้ดีอยู่แล้ว แต่ในส่วนพื้นที่ไหนไม่มี อปท.หรือสถานศึกษาเอกชนจัดการศึกษา สพฐ.ประสานสำนักงานปลัดศธ.ให้มอบอำนาจให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(ศธจ.) ทำหน้าที่พิจารณาอนุญาตให้โรงเรียน สพฐ.เปิดรับเด็กอนุบาล 1 ได้

ร.ร.สพฐ.ไม่รับอนุบาล1ชูนวัตกรรมไฮสโคป82แห่ง

ทั้งนี้ เป็นไปตามนโยบายที่ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ได้หารือร่วมกับ อปท. ไม่ได้ผิดกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดว่าให้รัฐมีหน้าที่จัดการศึกษา ดังนั้น อปท.และสถานศึกษาเอกชน เป็นหน่วยงานรัฐเช่นกัน ไม่เฉพาะเจาะจงแค่ สพฐ.เท่านั้น

“ขณะนี้ สพฐ.มีนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 1 ประมาณ 8 หมื่นกว่าคน ชั้นอนุบาลปีที่ 2 ประมาณ 410,000 คน และอนุบาลปีที่ 3 ประมาณ 460,000 คน ซึ่งนโยบายงดรับนักเรียนชั้นอนุบาล 1 ไม่กระทบจำนวนนักเรียนของสพฐ.” เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

อย่างไรก็ตาม การดำเนินการครั้งนี้หากมีโรงเรียนใดฝ่าฝืน เปิดรับเด็กอนุบาล 1 ทั้งที่มีโรงเรียนสังกัดอปท. และสช. เข้าเรียน โดยไม่มีเหตุผล และไม่ได้รับความเห็นชอบจาก ศธจ. ถือว่าขัดนโยบายของผู้บังคับบัญชาอาจต้องพิจารณาเชิงบริหารต่อไป

ร.ร.สพฐ.ไม่รับอนุบาล1ชูนวัตกรรมไฮสโคป82แห่ง

เน้นใช้แนวคิดไฮสโคปพัฒนาเด็ก 
เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า สพฐ.ได้ให้ความสำคัญกับการจัดการศึกษาปฐมวัยอย่างมาก โดยสนับสนุนงบประมาณปี 2562 นำร่องนำแนวคิด (High Scope) ไฮสโคป ไปใช้ในโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด โรงเรียนประจำอำเภอ และโรงเรียนที่มีความพร้อม จำนวน 82 แห่ง เป็นโรงเรียนต้นแบบก่อนจะขยายไปสู่โรงเรียนอื่นๆ ต่อไป

นวัตกรรมไฮสโคป เป็นการสอนที่เน้นการเรียนรู้แบบลงมือทำผ่านมุมเล่นที่หลากหลาย ด้วยสื่อและกิจกรรมที่เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก และการแก้ปัญหาอย่างกระตือรือร้น โดยการให้โอกาสเด็กเป็นผู้ริเริ่มการเล่นหรือกิจกรรมต่างๆ อย่างอิสระ ซึ่งตรงตามทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเปียเจต์ นักการศึกษาที่สำคัญคนหนึ่งของโลก ความสำคัญในด้านพื้นฐานโดยเฉพาะการสร้างองค์ความรู้ของผู้เรียน เน้นการเรียนรู้แบบลงมือกระทำ (Active Learning) เพราะเด็กจะได้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง ทำให้เกิดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ และรู้จักลงมือแก้ปัญหาด้วยตนเอง

ร.ร.สพฐ.ไม่รับอนุบาล1ชูนวัตกรรมไฮสโคป82แห่ง

มีโรงเรียนตัวอย่างที่ดำเนินการไปก่อนหน้านี้แล้ว 2 แห่ง คือ โรงเรียนอนุบาลร้อยเอ็ด จ.ร้อยเอ็ด และโรงเรียนชุมชนบ้านทุ่งน้อย “พิพัฒน์โสภณวิทยา” จ.พิจิตร ขณะเดียวกันในปีการศึกษา 2562 สพฐ.ขยายโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อยให้เต็มครอบคลุมทุกพื้นที่ ซึ่งจะมีการเพิ่มกิจกรรมทักษะวิทยาศาสตร์จากเดิม 8 หน่วยการเรียนรู้ เป็น 10 หน่วยการเรียนรู้ พร้อมกับพัฒนาครูผู้สอน และหาคลิปวิดีโอการทดลองวิทยาศาสตร์ในรูปแบบออนไลน์ที่ดีมีคุณภาพมาส่งเสริมการเรียนมากขึ้นด้วย

ร.ร.สพฐ.ไม่รับอนุบาล1ชูนวัตกรรมไฮสโคป82แห่ง

“การดำเนินการของ สพฐ.ครั้งนี้ ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยใช้แนวคิดไฮสโคป พัฒนาโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด โดยเน้นอย่างน้อย 1 ห้อง เพื่อพัฒนาอย่างเข้มข้น สนับสนุนทั้งสื่อ งบประมาณ และเป็นพื้นที่ฝึกสอน ฝึกปฏิบัติให้แก่ครู เนื่องจากที่ผ่านมา ทุกคนได้เรียนรู้ทฤษฎีจากมหาวิทยาลัยแตกต่างกัน และเวลานำมาใช้สอนเด็ก ครูไม่รู้ว่าต้องนำทฤษฎีไหนมาใช้ อีกทั้งเป็นการเรียนแต่ภาคความรู้ ภาคสนามครูไม่ได้ฝึกปฏิบัติมาก ห้องเรียนดังกล่าวจึงเป็นแหล่งให้ครูได้นำความรู้มาสู่การปฏิบัติ พัฒนาครูแบบฝังตัวเพื่อให้เกิดการเรียนรู้อย่างเพียงพอ เติมเต็มโรงเรียนอนุบาลเป็นฐานในการพัฒนาเด็ก” บุญรักษ์ กล่าว

ร.ร.สพฐ.ไม่รับอนุบาล1ชูนวัตกรรมไฮสโคป82แห่ง

    ยันร.ร.ไม่ได้รับผลกระทบ
สำเริง กุจิรพันธ์ นายกสมาคมผู้บริหาร และครูโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายไม่รับเด็กอนุบาล 1 ของโรงเรียนอนุบาลในสังกัด สพฐ. เพราะสุดท้ายนักเรียนก็ต้องมาศึกษาต่อที่ชั้นอนุบาล 2 และอนุบาล 3 ในโรงเรียนอนุบาลสังกัดสพฐ. และได้จัดกิจกรรมลงไปช่วยพัฒนาอบรมครูโรงเรียนอนุบาลในสังกัด อปท.และสถานศึกษาเอกชน อย่างไรก็ตาม ทาง สพฐ.ได้จัดสรรงบประมาณในการดำเนินการพัฒนาเด็กปฐมวัยอย่างเต็มที่

ร.ร.สพฐ.ไม่รับอนุบาล1ชูนวัตกรรมไฮสโคป82แห่ง

บุญรักษ์ ยอดเพชร

“ปี 2562 นี้ โรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดทั่วประเทศ ได้ยึดแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาเด็กปฐมวัยตามแนวคิด และนโยบายต่างๆ ที่ได้ดำเนินการ โดยเฉพาะการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การอบรมครูอันนำไปสู่การสร้างเด็กปฐมวัยให้เต็มศักยภาพ ส่วนการนำแนวคิดไฮสโคปมาใช้กับโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด ภาคเหนือ 17 จังหวัด 18 โรงเรียน, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด 20 โรงเรียน, ภาคกลาง 19 จังหวัด 22 โรงเรียน, ภาคใต้ 14 จังหวัด 14 โรงเรียน และภาคตะวันออก 8 จังหวัด 8 โรงเรียน โดยในแต่ละภาคจะมีประธานและคณะทำงานเพื่อดำเนินกิจกรรมดังกล่าวให้เกิดขึ้นจริงในทางปฏิบัติ และมีการประชุมทุกเดือน” สำเริง กล่าว

ร.ร.สพฐ.ไม่รับอนุบาล1ชูนวัตกรรมไฮสโคป82แห่ง

ที่ผ่านมาสมาคมได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาเด็กปฐมวัยในทุกเรื่องตามแนวคิดทฤษฎีต่างๆ ที่โรงเรียนสามารถเลือกได้ตามความเหมาะสมของแต่ละโรงเรียน รวมถึงสนับสนุนตามนโยบายรัฐบาล การอบรมครู การพาครูไปศึกษาดูงานทั้งในและต่างประเทศ ดังนั้น เร่งประสานไปยังโรงเรียนในสังกัดเขตพื้นที่ต่างๆ และโรงเรียนประจำจังหวัด โรงเรียนประจำอำเภอ เพื่อดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

ร.ร.สพฐ.ไม่รับอนุบาล1ชูนวัตกรรมไฮสโคป82แห่ง

ดันรพ.รับยุค5Gอินเทอร์เน็ตคือทุกสิ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/357972

ดันรพ.รับยุค5Gอินเทอร์เน็ตคือทุกสิ่ง

สมาร์ท ฮอสพิทัล,เทคโนโลยีด้านสุขภาพ,โรงพยาบาล

โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com

“สมาร์ท ฮอสพิทัล” คือ การนำเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มาเพิ่มความสะดวกในระบบบริการ การจัดเก็บข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย และการบริหารจัดการ-

เมกะเทรนด์ด้านเทคโนโลยีทั้งข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ปัญญาประดิษฐ์ (AI) บล็อกเชน (Blockchain) การส่งข้อมูลถึงกันด้วยอินเทอร์เน็ต (Internet of Things : IoT) และ 5จี เข้ามามีบทบาทในสังคมไทยและสังคมโลกมากขึ้น รวมถึงในวงการแพทย์และสาธารณสุข จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องหยิบยกเทคโนโลยีเหล่านี้มาใช้เสริมการทำงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน ตามแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข กำหนดให้การปฏิรูป “ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศด้านสุขภาพ” เป็นสิ่งที่จะต้องดำเนินการ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กำหนดเป็นยุทธศาสตร์ที่จะขับเคลื่อนโรงพยาบาล(รพ.)ในสังกัดทุกระดับสู่การเป็น “สมาร์ท ฮอสพิทัล(Smart Hospital)”

ดันรพ.รับยุค5Gอินเทอร์เน็ตคือทุกสิ่ง

 

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า นโยบาย สธ.ให้โรงพยาบาลและหน่วยงานในสังกัด ปรับเปลี่ยนระบบการทำงานให้เข้าสู่ระบบดิจิทัล นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยพัฒนาระบบบริการและระบบบริหารจัดการให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่มีคุณภาพ รวดเร็ว ปลอดภัย ทั่วถึง เท่าเทียม เจ้าหน้าที่มีระบบปฏิบัติงานที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ ไร้รอยต่อ ผู้บริหารมีระบบสารสนเทศสุขภาพที่มีคุณภาพ ทันสถานการณ์ ซึ่ง “สมาร์ท ฮอสพิทัล” คือ การนำเทคโนโลยีด้านสุขภาพ ระบบอิเล็กทรอนิกส์ ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มาเพิ่มความสะดวกในระบบบริการ การจัดเก็บข้อมูลสุขภาพของผู้ป่วย และการบริหารจัดการ

ดันรพ.รับยุค5Gอินเทอร์เน็ตคือทุกสิ่ง

 

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล อธิบายว่า การจัดการบิ๊กดาต้า เอไอ และไอโอที จะทำให้สามารถวิเคราะห์ข้อมูลสุขภาพได้ลึกซึ้ง หลายแง่มุม เป็นประโยชน์ต่อการเชื่อมโยงและจัดวางระบบบริการสุขภาพที่เหมาะสมกับพื้นที่ ปัจจุบัน สธ.มีข้อมูลเป็นฐานบิ๊กดาต้าลอยอยู่ในระบบคลาวด์มากกว่า 1.4 หมื่นล้านเรคคอร์ด ซึ่งเป็นข้อมูลดิบที่เกี่ยวกับการให้บริการด้านสาธารณสุขกับประชาชนจากหน่วยบริการสาธารณสุขในสังกัดที่ครอบคลุมหน่วยบริการถึง 70% ของประเทศฐานข้อมูลนี้ นำมาใช้ในการกำหนดนโยบายของประเทศทั้งในมิติของการป้องกันและรักษา ตอบโจทย์สุขภาวะของคนในประเทศ

อาทิ ข้อมูลการฉีดวัคซีนต่างๆ ทำให้ทราบว่าแต่ละพื้นที่ีมีการฉีดวัคซีนชนิดใดไปแล้วบ้าง ครอบคลุมการฉีดแล้วกี่เปอร์เซ็นต์ หากข้อมูลแสดงพื้นที่ไหนยังฉีดน้อยก็จะได้เข้าไปเร่งดำเนินการ หรือในบิ๊กดาต้าในระดับโรงพยาบาลแต่ละแห่ง ข้อมูลสุขภาพ ข้อมูลด้านสุขภาพ ระบบยา ห้องปฏิบัติการ การเงินการคลัง การพัสดุ และบุคลากร สามารถนำมาวิเคราะห์ ประมวลผล และสังเคราะห์เป็นแผนการบริหารจัดการของโรงพยาบาล

ดันรพ.รับยุค5Gอินเทอร์เน็ตคือทุกสิ่ง

 

ทั้งนี้ในการเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริการสาธารณสุข นำบิ๊กดาต้าเชื่อมโยงระบบสารสนเทศของทุกหน่วยงานเข้าด้วยกัน ใช้เทคโนโลยี IoT เชื่อมโยงทุกอุปกรณ์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต เช่น ระบบคิว (Queue) แอำพลิเคชัน(mHealth) ระบบเวชระเบียนอิเล็กทรอนิกส์ (EMR) เพื่อแลกเปลี่ยนเชื่อมโยงข้อมูลการรักษาพยาบาล ผลการตรวจสุขภาพของผู้ป่วยระหว่างสถานพยาบาล

ขณะนี้อยู่ระหว่างประเมินผลทดลองดำเนินการเพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยด้านข้อมูลสากล ระบบอิเล็กทรอนิกส์ (Ehealth) เพิ่มคุณภาพการรักษา อาทิ การนัดหมาย การจัดคิว การเข้าถึงข้อมูลสุขภาพของตนเอง การจัดยา การส่งต่อผู้ป่วยไปต่างโรงพยาบาล เป็นต้น เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจวินิจฉัย การรักษา และการเข้าถึงข้อมูลผู้รับการรักษา เพื่อลดความแออัด ลดการรอคอย เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว มีข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ

รมว.สาธารณสุขยกตัวอย่าง รพ.ตรัง ยกเลิกการใช้บัตรผู้ป่วยแบบกระดาษ(OPD Card) เป็นการบันทึกข้อมูลผู้ป่วยด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และจัดเก็บข้อมูลเก่าของผู้ป่วยด้วยการสแกนเอกสาร จัดเก็บข้อมูลผู้ป่วยในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์

ดันรพ.รับยุค5Gอินเทอร์เน็ตคือทุกสิ่ง

 

รวมถึง พัฒนาระบบลงทะเบียนผู้ป่วยด้วย “ตู้อัจฉริยะ” (Kiosks) เครื่องมือที่ถูกออกแบบให้ช่วยอำนวยความสะดวก เพื่อลดเวลาของการรอคอยการลงทะเบียน มีความแม่นยำและเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลของโรงพยาบาล โดยลักษณะการทำงานของตู้อัจฉริยะ สามารถลงทะเบียนผู้ป่วยใหม่ รับบัตรคิวอัตโนมัติ ตรวจสอบนัด  ตรวจสอบสิทธิการรักษา และมีระบบการแจ้งเตือนหากถึงคิวการรับบริการและการรับยาผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์โดยผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องนั่งรอ รวมถึงจะมีการเตือนล่วงหน้า 1 วันก่อนถึงวันนัด ทำให้ลดขั้นตอนการดำเนินงาน ลดระยะเวลาการรอคอย เพิ่มความสะดวก รวดเร็ว และสามารถประมวลผลให้เจ้าหน้าที่นำข้อมูลมาบริหารจัดการได้ทันเวลา

และกรณีการใช้เอไอ สธ.กำลังร่วมวิจัยพัฒนาการนำโปรแกรมเอไอ มาช่วยแพทย์ในการวินิจฉัยโรค ดังเช่นที่ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านจอประสาทตา รพ.ราชวิถี ได้ร่วมงานกับ Google Research Team วิจัยความแม่นยำของ software AI ที่ใช้การถ่ายภาพจอประสาทตาระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยตรวจตาผู้ป่วยเบาหวานและช่วยอ่านภาพจอประสาทตาของผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งมีความไวสูงกว่าบุคลากรที่ทำหน้าที่อ่านภาพจอประสาทตาเพื่อคัดกรองเบาหวานเข้าตา และมีความจำเพาะใกล้เคียงกัน โดยจะมีการวิจัยต่อเนื่อง  นำเอไอ มาอ่านภาพแบบเรียลไทม์ จะช่วยลดภาระงานบุคลากร เพิ่มความแม่นยำในการค้นพบผู้ป่วย อาจทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงบริการมากขึ้น  แก้ปัญหาตาบอดจากเบาหวาน

ดันรพ.รับยุค5Gอินเทอร์เน็ตคือทุกสิ่ง

 

นอกจากนี้ ในอนาคต รพ.ราชวิถี ได้วางแผนพัฒนานวัตกรรมการรักษา เช่น การผ่าตัดโดยใช้การฉายภาพ 3 มิติ (3 D Visualization) การทำเฝือกด้วย 3 D printing การลดความเจ็บปวดโดยใช้ความจริงเสมือน (Virtual reality) มาดำเนินการในโรงพยาบาลด้วย

ขณะที่โรงพยาบาลศิริราช ใช้หุ่นยนต์จ่ายยาอัตโนมัติเต็มรูปแบบ รองรับผู้ป่วยที่เข้ามาใช้บริการจากห้องยาประมาณ 1 หมื่นคนต่อวัน ที่ผ่านมาใช้เวลารอนานร่วม 1 ชั่วโมงก็จะเหลือไม่เกิน 15 นาที ที่สำคัญเป็นหุ่นยนต์สัญชาติไทยและในอนาคตมีแนวคิดที่จะนำหุ่นยนต์ดินสอมาช่วยเจ้าหน้าที่พยาบาลมอนิเตอร์สัญญาณชีพ โดยเป็นการศึกษาทดลองใช้เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการบริการในอนาคตต่อไป

ซึ่งเทคโนโลยีหุ่นยนต์ทางการแพทย์ เป็นความจำเป็นที่ผู้ประกอบการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญ เนื่องจากระบบสุขภาพไทยในอนาคต 5-10 ปีกำลังได้รับความท้าทายจากการเข้าสู่สังคมสูงอายุ ภาคแรงงานลดลง โรคมีความซับซ้อนมากขึ้น ค่าใช้จ่ายทางการแพทย์สูงขึ้น หุ่นยนต์จึงมีความสำคัญเพราะเข้ามาเป็นผู้ช่วยในการให้บริการ อีกทั้งไทยจึงจำเป็นต้องผลิตใช้เองแทนเทคโนโลยีนำเข้าที่มีราคาแพง

ดันรพ.รับยุค5Gอินเทอร์เน็ตคือทุกสิ่ง

 

ส่วนเครือโรงพยาบาลกรุงเทพ นำเทคโนโลยี ROBODOCTOR:Remote Presence System จากสหรัฐอเมริกา มารักษาเช่น ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง(Stroke) ที่ต้องได้รับการรักษาหลังจากเกิดอาการภายใน 3 ชั่วโมง ซึ่งการสื่อสารผ่านระบบ Remote Presence System ใช้ในพื้นที่หรือโรงพยาบาลที่ไม่มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางอยู่ในโรงพยาบาลนั้น โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญใช้หุ่นยนต์นี้เข้าไปพบคนไข้แทนแพทย์เอง ซึ่งสามารถเห็นสีหน้า อาการของผู้ป่วยได้โดยตรงผ่านกล้องบริเวณด้านหน้าหุ่นยนต์ ซึ่งการส่งต่อภาพและข้อมูลนี้อย่างทันที ช่วยทำให้คนไข้ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที โดยเฉพาะโรคหลอดเลือดสมอง ยิ่งได้รับการรักษาที่รวดเร็วมากเท่าใด ยิ่งช่วยให้คนไข้ได้มีโอกาสฟื้นตัวและมีคุณภาพชีวิตหลังการรักษาได้เร็วขึ้น

ส่วนที่ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้นำเทคโนโลยีหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดเข้ามาให้บริการรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากและมะเร็งไต มาเป็นเวลา 5 ปีแล้ว รวมทั้งใช้ในการผ่าตัดรักษาผู้ป่วยเฉพาะทางอีกหลากหลายสาขา เช่น สาขาสูติศาสตร์–นรีเวชวิทยา ศัลยศาสตร์ทั่วไป ศัลยศาสตร์ลำไส้ใหญ่และทวารหนัก โดยอยู่ภายใต้ดุลพินิจของศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เช่นเดียวกับที่ รพ.รามาฯ ใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดสมอง มีความปลอดภัยสูง ลดอัตราเสี่ยง ลดภาวะแทรกซ้อนของการผ่าตัดลงได้มาก ทั้งยังมีความแม่นยำในการผ่าตัดสูงด้วย ทำให้ศัลยแพทย์สามารถวางแผนการผ่าตัดได้เป็นอย่างดีอย่างมีขั้นตอน โดยค่าความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ไม่เกิน 1 มม. นอกจากนี้ การผ่าตัดยังเป็นแบบแผลเล็ก โดยเปิดแผลที่ผิวหนังเพียง 1 เซนติเมตร (ซม.) และแผลที่กะโหลกที่ 3 มม. จะทำในผู้ป่วยเนื้องอกในสมอง เส้นเลือดโป่งพอง ภาวะลมชักในสมอง ภาวะพาร์กินสันที่ไม่สามารถรักษาด้วยยาได้แล้ว หุ่นยนต์มีมูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท ในอาเซียนประเทศไทยซื้อเข้ามาเป็นประเทศที่สอง รองจากเวียดนาม

ศธ.ชู 4 โซนกิจกรรมสร้างเด็กไทยรู้คิด มีจิตอาสา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/357750

ศธ.ชู 4 โซนกิจกรรมสร้างเด็กไทยรู้คิด มีจิตอาสา

นพธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์,เด็กไทยรู้คิด มีจิตอาสา

โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

“ปีนี้เป็นปีที่ 64 ของการจัดงานวันเด็ก กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งจะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด เด็กไทยรู้คิด มีจิตอาสา Volunteer KIDs” นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์

“เด็ก เยาวชน จิตอาสา ร่วมพัฒนาชาติ” คำขวัญวันเด็กแห่งชาติ ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เนื่องในวันเด็กแห่งชาติ ประจำปี 2562 ซึ่งปีนี้ตรงกับวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2562 โดยสารวันเด็กของนายกรัฐมนตรีที่มอบให้แก่เด็กๆ มีใจความว่า เด็กและเยาวชนเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่าของประเทศ การพัฒนาศักยภาพ

ศธ.ชู 4 โซนกิจกรรมสร้างเด็กไทยรู้คิด มีจิตอาสา

 

จึงต้องเริ่มตั้งแต่ปฐมวัย ทั้งในด้านการพัฒนาด้านสติปัญญา ด้านวิชาการ และด้านทักษะทางอารมณ์อย่างสมดุล  พร้อมทั้งกระตุ้นให้เกิดความกล้าที่จะคิด และทำสิ่งใหม่ ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม และประเทศชาติ เพื่อให้เติบโตเป็นคนเก่ง คนดีของสังคม และมีความพร้อมสำหรับการดำรงชีวิตในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

ศธ.ชู 4 โซนกิจกรรมสร้างเด็กไทยรู้คิด มีจิตอาสา

 

คำขวัญวันเด็กที่มอบให้ มุ่งหวังให้เด็กและเยาวชนทุกคนน้อมนำแนวทางจิตอาสาพระราชทานของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มาสืบสานต่อยอดพระราชปณิธานในการเป็นผู้ให้ มีจิตใจโอบอ้อมอารีและอุทิศตนเพื่อส่วนรวม รวมทั้งตระหนักในบทบาทหน้าที่ของตนเองด้วยใจที่รัก และยึดมั่นในสถาบัน ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หมั่นพัฒนาตนเองให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถอยู่เสมอ เมื่อเด็กและเยาวชนมีจิตอันเป็นสาธารณะประกอบกับความรู้ความสามารถแล้ว ก็จะสามารถปฏิบัติตนให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง และประเทศชาติต่อไป

ศธ.ชู 4 โซนกิจกรรมสร้างเด็กไทยรู้คิด มีจิตอาสา

 

    ศธ.จัด4โซนกิจกรรมวันเด็ก
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ปีนี้เป็นปีที่ 64 ของการจัดงานวันเด็ก ซึ่งจะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด เด็กไทยรู้คิด มีจิตอาสา Volunteer KIDs เพื่อทำให้เด็กเป็นคนเก่ง คนดี มีสุขและมีทักษะอาชีพ ประกอบด้วย 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่ 1.กิจกรรมการนำเด็กและเยาวชนดีเด่นและนำชื่อเสียงมาสู่ประเทศชาติ ประจำปี 2562 ปีนี้มีจำนวน 890 คน ที่จะเข้าเยี่ยมคารวะ รับโล่รางวัลและรับโอวาท จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี วันที่ 9 มกราคม ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล และ 2.กิจกรรมการฉลองวันเด็กแห่งชาติ วันที่ 12 มกราคม เวลา 07.00–17.00 น. บริเวณกระทรวงศึกษาธิการ ถ.ราชดำเนินนอก โดย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานเปิดงานเวลา 08.30 น.

ศธ.ชู 4 โซนกิจกรรมสร้างเด็กไทยรู้คิด มีจิตอาสา

 

กิจกรรมภายในกระทรวงศึกษาธิการแบ่งออกเป็น 4 โซนหลัก โซนที่ 1 :KIDS THINK (เด็กเก่ง) เพื่อให้เด็กๆ รู้จักคิดวิเคราะห์ มีความรู้ด้านเทคโนโลยี โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น เยาวชนสัมพันธ์, กองบัญชาการตำรวจนครบาล, โดมท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่ และกิจกรรมเทคโนโลยีอวกาศ

ศธ.ชู 4 โซนกิจกรรมสร้างเด็กไทยรู้คิด มีจิตอาสา

 

โซนที่ 2 : KIDS DO (เด็กดี) เพื่อให้เด็กๆ ปฏิบัติตนตามคุณธรรมอันดีงามและมีจิตอาสาช่วยเหลือสังคมส่วนรวม พร้อมทั้งมีทักษะในการทำงานอาชีพต่างๆ เช่น แยกขยะ, ทำการ์ดให้กำลังใจทหาร 3 จังหวัดชายแดนใต้, บริจาคให้เด็กด้อยโอกาส, ประกวดร้องเพลงในกลุ่มเด็ก อายุ 6-12 ปี

โซนที่ 3 : HAPPY KIDS (เด็กมีความสุข) เพื่อให้เด็กได้รับความสุขสนุกสนาน ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น เครื่องเล่นสวนสนุก เครื่องเล่นบ้านลมต่างๆ, ฐานบุกเบิกผจญภัย, แจกลูกฟุตบอลให้แก่เด็กๆ ที่มาร่วมงาน จำนวน 5,000 ลูก, บูธแจกเครื่องดื่มสำหรับเด็กและเยาวชน และโซนที่ 4 : KIDS STAGE (เด็กเป็นแบบอย่าง) เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกในทางที่ดี โดยผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การแสดงศิลปวัฒนธรรม, การเขียนปณิธาน “หนูอยากทำอะไรเพื่อสังคม” ผ่านกระดาน “เด็กคิด เด็กทำ เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน”, และนิทรรศการประวัติศาสตร์ชาติไทย

ศธ.ชู 4 โซนกิจกรรมสร้างเด็กไทยรู้คิด มีจิตอาสา

 

นอกจากนี้ยังจัดทำหนังสือวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2562 “นอกหน้าต่างบานเล็ก” เป็นที่ระลึก ในวันเด็กแห่งชาติประจำปี 2562 และเผยแพร่คำขวัญวันเด็ก ผลงานจากนักเรียนทั่วประเทศ พร้อมบทสัมภาษณ์ และบทความพิเศษจากนักเขียนรับเชิญ อาทิ “กระดาษวาดฝัน” บทกลอน แด่นักวาดฝัน จาก “กุดจี่” พรชัย แสนยะมูล นักเขียนรางวัลจากการประกวดหนังสือดีเด่น ประจำปี 2561, “น้องแพร” เจ้าของเพจ “น้องแพรพาเพลิน” สาวน้อยนักฝันมุ่งมั่นสู่การเป็นช่างแต่งหน้าระดับโลก จำนวน 3,000 เล่ม เพื่อมอบให้กับเด็กๆ ที่มาร่วมงานสนใจ สอบถามได้ที่โทร. 0-2628-6179 หรือ 0-2628-5651

ศธ.ชู 4 โซนกิจกรรมสร้างเด็กไทยรู้คิด มีจิตอาสา

เรียนพรี-ดีกรีจบป.ตรีเร็ว ตอบโจทย์การเรียนยุคดิจิทัล?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/357623

เรียนพรี-ดีกรีจบป.ตรีเร็ว ตอบโจทย์การเรียนยุคดิจิทัล?

Pre-degree,เรียนพรี-ดีกรีจบปตรีเร็ว

โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com-

การเรียนรามทุกหลักสูตร รวมทั้ง Pre-degree เป็นการเรียนที่ผู้เรียนต้องช่วยเหลือตัวเอง มีวินัยและรับผิดชอบ ผู้ที่ขยัน อ่านและรับผิดชอบ ก็จะใช้เวลาในการเรียนสั้น แต่ถ้าเรียนนานหลายปีก็อาจจะมาจากต้องทำงานไปด้วยหรือทำกิจกรรมนักศึกษาไปด้วย แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับผู้ที่เรียนสามารถออกแบบชีวิตตัวเองได้ว่าจะเรียนแบบไหน และจะประสบผลสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร

หลักสูตร Pre-degree ของมหาวิทยาลัยรามคำแห่งริเริ่มมาแล้วหลายปี ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนที่เรียนอยู่ชั้น ม.ปลาย หรือ ปวช. ปวส. และ กศน. สามารถลงทะเบียนเรียนปริญญาตรีล่วงหน้าได้ จากนั้นเมื่อจบการศึกษาชั้น ม.6 จึงจะสมัครเป็นนักศึกษาภาคปกติ โดยเทียบโอนหน่วยกิตที่สะสมไว้เพื่อเรียนต่อจนครบตามหลักสูตรและสำเร็จการศึกษาได้ในระยะเวลาที่เร็วขึ้น ถือเป็นการเรียนตามใจผู้เรียนในยุคดิจิทัล

เรียนพรี-ดีกรีจบป.ตรีเร็ว ตอบโจทย์การเรียนยุคดิจิทัล?

ผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดี ม.รามคำแหง กล่าวว่าหลักสูตร Pre-degree เชื่อว่าเด็กคนใดที่มีศักยภาพเรียนวิชาในระดับปริญญาตรี ก็สามารถที่จะมาลงทะเบียนเรียนได้ ข้อดีของระบบทำให้เด็กที่มีศักยภาพและอยากจะเรียนมีโอกาสได้เรียนอย่างเต็มที่ และหลักสูตรนี้ยังช่วยเสริมในการเรียนระดับชั้น ม.ปลาย ของเด็กด้วย เนื่องจากเนื้อหาจะกว้างกว่าในหลักสูตรชั้น ม.ปลาย ทำให้เด็กเปิดโลกวิชาการมีความรู้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังทำให้สำเร็จการศึกษาได้เร็วขึ้น โดยใช้เวลาหลังจากเรียนจบ ม.6 เพียงไม่นาน ไม่ถึง 4 ปีตามเกณฑ์การเรีียนอุดมศึกษาปกติ

เรียนพรี-ดีกรีจบป.ตรีเร็ว ตอบโจทย์การเรียนยุคดิจิทัล?

“มหาวิทยาลัยรามคำแหงเป็นตลาดวิชา เราเปิดกว้างให้ผู้เรียน สามารถเรียนรู้ได้ตามใจที่พวกเขาต้องการโดยไม่มีการปิดกั้น ถือเป็นการเรียนรู้ที่สอดคล้องในยุคดิจิทัลนี้อย่างลงตัวโดยอัตโนมัติ ซึ่งการเรียนรู้ในโลกหน้าผู้เรียนต้องการเรียนรู้ในสิ่งที่พวกเขาสนใจเฉพาะด้าน และบางคนยังต้องการทำงานด้วย โดยที่ไม่ได้สนใจปริญญา และหากต้องการที่จะเรียนก็สามารถเรียนเพิ่มได้ หรือทดลองเรียนก่อนในขณะที่ยังไม่สำเร็จการศึกษา ม.ปลายก็ยังได้ ต้องยอมรับว่าในอนาคตผู้เรียนจะลดน้อยลงซึ่งสถาบันการศึกษาต่างๆ ต้องปรับตัวให้ทันกับโลกของการเรียนรู้ที่เปลี่ยนไป”

การเริ่มเรียนปริญญาตรีในขณะที่ยังไม่จบชั้น ม.ปลาย กับหลักสูตร Pre-degree นั้นจะเป็นทางเลือกให้แก่ผู้ที่เรียนอยากรู้ว่าในมหาวิทยาลัยมีหลักสูตรอะไรบ้างที่เปิดสอน และการเรียนการสอนเป็นแบบไหน เนื้อหาหลักสูตรเป็นอย่างไร สามารถทดลองเรียนและซื่้อหนังสือมาอ่านก่อนได้ ถ้าชอบหลังจากเรียนจบชั้นม.ปลายก็สมัครเรียนต่อ หรือเรียนควบคู่ในหลักสูตรอื่นๆ ได้อีก

เรียนพรี-ดีกรีจบป.ตรีเร็ว ตอบโจทย์การเรียนยุคดิจิทัล?

มีหลักสูตรที่เปิดสอนในระบบ Pre-degree หลายคณะ เป็นต้นว่าคณะนิติศาสตร์ คณะบริหารธุรกิจ คณะมนุษยศาสตร์ คณะศึกษาศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะรัฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ คณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ คณะสื่อสารมวลชน สามารถเรียนจากห้องเรียนที่มหาวิทยาลัย หรือตำราอิเล็กทรอนิกส์ (e-Book) ห้องสมุดอิเล็กทรอนิกส์ (www.lib.ru.ac.th) ระบบบรรยายสดผ่านอินเทอร์เน็ต (Cyber Classroom) เรียนด้วยระบบ E-Learning เรียนด้วยระบบ Coures On Demand เรียนจาก DVD บันทึกคำบรรยายกระบวนวิชา

การให้คะแนนส่วนใหญ่จะใช้เป็นคะแนนสอบ 100% โดยแบ่งเป็นเกรดเหมือนกับมหาวิทยาลัยทั่วไป แต่ในบางรายวิชาก็อาจจะมีการมอบหมายงานจากอาจารย์ผู้สอนให้ไปทำงานมาส่ง เพื่อเก็บคะแนนจากงานอีกด้วย เนื่องจากคนที่สมัครเรียนสามารถเลือกได้ว่าจะเข้ามาเรียนหรือไม่เข้ามาเรียนก็ได้ แต่ต้องเข้ามาสอบให้ครบทุกวิชา

เรียนพรี-ดีกรีจบป.ตรีเร็ว ตอบโจทย์การเรียนยุคดิจิทัล?

 

อธิการบดี ม.รามคำแหง อธิบายว่าผู้เรียนที่สามารถเรียนจบปริญญาตรีเมื่ออายุยังน้อย จะทำให้มีทางเลือกอีกมากมายในการศึกษาต่อ หรือเลือกที่จะประกอบอาชีพก็ได้ ช่วยเสริมการเรียนในระดับ ม.ปลาย ให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยให้รู้จักใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ทำให้สามารถพัฒนาตัวเองได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งการเรียนแบบออนไลน์ ทำให้มีอิสระในการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น เพราะสามารถที่จะย้อนฟังวิชาที่อาจารย์สอนซ้ำได้

“ปรัชญาของเราคือตลาดวิชา ที่ทุกคนสามารถเลือกเรียนได้ไม่ได้บังคับให้เข้าเรียน ผู้เรียนจะอ่านหนังสือจากตำราที่มีแต่ละวิชาฟังวิดีโอคำบรรยายในเว็บไซต์ หรือทำอย่างไรก็ได้ แต่ต้องสอบผ่านทุกวิชาที่หลักสูตรกำหนดไว้แล้วก็จะสามารถเรียนจบหลักสูตรได้รับปริญญาตามที่เลือกไว้ได้ การเรียนรามทุกหลักสูตร รวมทั้ง Pre-degree เป็นการเรียนที่ผู้เรียนต้องช่วยเหลือตัวเอง มีวินัยและรับผิดชอบ ผู้ที่ขยัน อ่านและรับผิดชอบก็จะใช้เวลาในการเรียนสั้น แต่ถ้าเรียนนานหลายปีก็อาจจะมาจากต้องทำงานไปด้วยหรือทำกิจกรรมนักศึกษาไปด้วย แต่ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับผู้ที่เรียนสามารถออกแบบชีวิตตัวเองได้ว่าจะเรียนแบบไหน และจะประสบผลสำเร็จในชีวิตได้อย่างไร” อธิการบดี ม.รามคำแหง ระบุ

เรียนพรี-ดีกรีจบป.ตรีเร็ว ตอบโจทย์การเรียนยุคดิจิทัล?

 

ผศ.วุฒิศักดิ์ อธิบายว่า เชื่อว่าการเรียนจบปริญญาตรีเร็วขึ้นทำให้มีโอกาสในการพัฒนาตัวเองเร็วขึ้น เช่น ถ้าเรียนจบปริญญาตรีเร็วก็มีโอกาสจะไปต่อปริญญาโทได้เร็วขึ้น มีโอกาสไปเรียนอย่างอื่นได้มากขึ้น และทำให้มีประสบการณ์มากกว่าเด็กวัยเดียวกัน ยกตัวอย่างเช่น นักเรียนชั้น ม.ปลาย ร.ร.สาธิตรามคำแหง จบ ม.ปลายพร้อมๆ กับเหลืออีก 4 วิชาจะเรียนจบคณะนิติศาสตร์ แถมยังสอบติดคณะทันตแพทยศาสตร์ และได้วางแผนไว้ว่าหลังจากเรียนจบปริญญาตรี จะเรียนปริญญาโทกฎหมายและเรียนเนติบัณฑิตต่อไป เพื่อที่จะสอบผู้พิพากษาและสอบอัยการโดยไม่ได้เลือกเรียนคณะทันตแพทยศาสตร์ เพราะชอบกฎหมายมากกว่า

เรียนพรี-ดีกรีจบป.ตรีเร็ว ตอบโจทย์การเรียนยุคดิจิทัล?

 

ปัจจุบันสถาบันการศึกษาหลายแห่งได้จัดหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียนมากขึ้น แม้แต่ตลาดวิชาอย่างรามคำแหงก็ต้องปรับตัวเปิดหลักสูตรที่ตลาดต้องการ หรือเปิดหลักสูตรที่มีความจำเป็นในอนาคต อย่างเช่นคณะทัศนมาตรศาสตร์(Optometry) เป็นหนึ่งในวิชาชีพการประกอบโรคศิลปะที่เกี่ยวข้องกับตาและโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนสายตาระบบการเห็นและการประมวลผลของระบบการเห็นในมนุษย์

เรียนพรี-ดีกรีจบป.ตรีเร็ว ตอบโจทย์การเรียนยุคดิจิทัล?

 

ผู้ประกอบโรคศิลปะโดยอาศัยทัศนมาตรศาสตร์ (Optometrist) ได้รับการฝึกฝนเฉพาะทางเพื่อสั่งจ่ายและประกอบเลนส์ชนิดต่างๆ เพื่อปรับปรุงสภาพการเห็น ในบางประเทศ ผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาทัศนมาตรยังได้รับการฝึกเพื่อวินิจฉัยและรักษาโรคของตาหลายอย่าง อีกทั้งยังทำหน้าที่ของ “แพทย์ปฐมภูมิ” หรือ Primary care physician ซึ่งเป็นรูปแบบของการบูรณาการในการปฏิบัติทางการแพทย์ทั่วไประดับปฐมภูมิเข้ากับหน้าที่เฉพาะทางด้านทัศนมาตรศาสตร์ซึ่งมีเปิดสอนอยู่ 2 แห่งคือที่ ม.รังสิต และ ม.รามคำแหง นอกจากนี้ยังเปิดการแพทย์แผนไทย วิศวกรรมศาสตร์ เป็นต้น ซึ่งเป็นวิชาชีพเฉพาะที่ต้องสอบคัดเลือกผู้ที่ต้องการจะเรียนด้วย