ห้องเรียนแห่งอนาคต เทคโนโลยีกับครูต้องคู่กัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/357517

ห้องเรียนแห่งอนาคต เทคโนโลยีกับครูต้องคู่กัน

ห้องเรียนแห่งอนาคต,เทคโนโลยี,ครู,นักเรียน

รายงาน..  โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com-

ว่ากันว่าปัจจุบันโรงเรียนหลายแห่งปรับรูปแบบการเรียนการสอนอยู่หลายรูปแบบด้วยกัน ด้วยจุดประสงค์เพื่อพัฒนาผู้เรียนช่วยสร้างทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ผ่านกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนมีส่วนร่วม และนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียนการสอนแบบสหสาขาวิชา ในสภาพแวดล้อมของห้องเรียนที่เอื้อให้เด็กได้คิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา ทำงานร่วมกับผู้อื่น เพื่อสื่อสารแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองค้นพบ และสร้างแรงบันดาลใจและประโยชน์ให้คนรอบข้างได้ ดังนั้นห้องเรียนยุคใหม่ต้องสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กอยากเรียนรู้ให้ได้ โดยการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนคิด ตั้งคำถาม และออกไปค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการเรียนรู้แบบยั่งยืน

ห้องเรียนแห่งอนาคต เทคโนโลยีกับครูต้องคู่กัน

 

ห้องเรียน “ยุคใหม่” ต้องออกแบบให้เด็กๆ ได้พัฒนาทักษะแห่งศตวรรษที่ 21 ที่จะเตรียมความพร้อมเด็กสู่ชีวิตและการทำงานจริง ซึ่งทักษะเหล่านี้คือ ทักษะการสื่อสาร เพื่อสามารถนำเสนอความคิดเห็นของตนเองและสื่อสารกับผู้อื่น ทักษะการคิดวิเคราะห์ ผ่านกระบวนการเรียนรู้แบบ STEM ที่ประยุกต์ใช้ความรู้จากหมวดต่างๆ ด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี ฝึกให้เด็กรู้จักตั้งคำถาม และฝึกให้มีกระบวนการคิดเพื่อหาคำตอบ ทักษะการทำงานร่วมกัน และทักษะการคิดสร้างสรรค์ เด็กรุ่นใหม่ต้องใช้ทักษะเหล่านี้ ผนวกกับความสามารถในการใช้เทคโนโลยีให้เป็นเพื่อช่วยให้เข้าถึงความรู้ต่างๆ ด้วยตนเองอย่างไม่มีขีดจำกัด

ดังนั้น “ครู” ต้องจัดการเรียนการสอนต้องตอบโจทย์เทรนด์ต่างๆ ของเทคโนโลยี สอนให้เด็กสร้างปัญหาก่อน จากนั้นนำเครื่องมือไปแก้ปัญหาตรงนั้นให้ได้ ทำให้เด็กนำไปใช้ได้ตลอดชีวิตการพัฒนาทักษะแห่งอนาคตเข้าด้วยกัน แล้วจะสามารถช่วยยกระดับองค์ความรู้และลดความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม

ห้องเรียนแห่งอนาคต เทคโนโลยีกับครูต้องคู่กัน

 

  สารพัดแอพผู้ช่วยครู
ปัจจุบันมีแอพพลิเคชั่นส่งเสริมการเรียนการสอน ที่สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตก็สามารถจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพและเหมาะสมแก่การเรียนรู้ของนักเรียนได้ ให้ครูสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสมกับห้องเรียน 1.Plickers เป็นเครื่องมือที่ไว้ใช้สำหรับเช็กชื่อ เช็กคำตอบของนักเรียน เพียงใช้สมาร์ทโฟน สแกน AR Code นักเรียนจะมีกระดาษของตนเองที่ใช้เก็บรหัสและคำตอบประเภทตัวเลือก เมื่อครูต้องการจะเช็กชื่อ หรื่อตรวจคำตอบเพื่อเก็บ แค่เพียงให้นักเรียนชูกระดาษขึ้นมา ครูก็ใช้แอพพลิเคชั่นที่มีในสมาร์ทโฟนสแกนกระดาษของนักเรียน จะเห็นคำตอบแบบเรียลไทม์บนหน้าจอได้

2. Kahoot! โปรแกรมที่ใช้ตอบคำถาม คำตอบทางออนไลน์ พร้อมสรุปผลคะแนน คนที่ได้คะแนนมากที่สุด เรียงลำดับ และรายบุคคลด้วยการเล่นผ่านระบบออนไลน์ที่นักเรียนจะต้องเล่นผ่านคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต เชื่อมต่อเข้าสู่ระบบ ซึ่งครูสามารถตั้งคำถามและเฉลยคำตอบเพื่อให้นักเรียนเล่นเกมแข่งขันกันได้

ห้องเรียนแห่งอนาคต เทคโนโลยีกับครูต้องคู่กัน

 

3. Socrative แอพพลิเคชั่น ที่ช่วยสร้างแบบทดสอบเพื่อประเมินผลนักเรียนแบบออนไลน์สามารถแสดงผลการสอบได้ทันที รองรับทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ใส่ภาพประกอบคำอธิบายต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนพิมพ์คำตอบได้ สามารถทำข้อสอบผ่านคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟนที่เชื่อมต่อระบบอินเทอร์เน็ตได้

4. ZipGrade ใช้สำหรับตรวจคำตอบประเภทปรนัยที่สามารถแสดงผลได้ทันที โดยใช้ร่วมกับกระดาษที่ทางแอพพลิเคชั่นนี้ได้ทำขึ้น สำหรับใช้ในการประเมินผลต่างๆ โดยการใช้สมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ตสแกนเพื่อตรวจคำตอบ รองรับคำตอบที่ใช้ปากกาสีแดง สีน้ำเงินและดินสอสีดำได้ มีความรวดเร็วแม่นยำในการประมวลผล ไม่เกิน 5 นาทีต่อ 1 แผ่น สามารถบอกค่าเฉลี่ย ค่าสูงสุดต่ำสุดของคะแนนสอบ และค่าสถิติของตัวข้อสอบได้

ห้องเรียนแห่งอนาคต เทคโนโลยีกับครูต้องคู่กัน

 

5. ClassDojo แอพพลิเคชั่นที่ใช้ในการบริหารจัดการชั้นเรียนที่มีประสิทธิภาพ มีวิธีการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ที่มีการผสมผสานวิธีการสอนและวิธีการประเมินที่หลากหลาย สามารถเพิ่มผู้เรียน ผู้สอน และผู้ปกครองได้ สามารถใช้งานบนอุปกรณ์ต่างๆ ได้ทุกชนิด

6. Seesaw แอพพลิเคชั่นที่ช่วยในเรื่องการจัดการ ครูสามารถจะสั่งการบ้านให้นักเรียน จะช่วยเตือนความจำ การสั่งงานรวมทั้งระยะเวลาที่ต้องส่ง มีระบบเช็กการส่งงาน  ซึ่งนักเรียนสามารถทำงานผ่านแอพพลิเคชั่นนี้ได้ เลือกใช้ได้หลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะวาดรูป ถ่ายภาพ อัดเสียง หรือถ่ายคลิป ที่ครูสามารถเข้ามาตรวจผลงานได้ทันที รวมถึงแชร์ให้ผู้ปกครองรับรู้ได้ด้วย

ห้องเรียนแห่งอนาคต เทคโนโลยีกับครูต้องคู่กัน

 

7. Quiver แอพพลิเคชั่นสำหรับเด็ก ที่ช่วยเสริมสร้างจินตนาการ จะให้ภาพเคลื่อนไหวเป็นสามมิติ โดยการดาวน์โหลดรูปภาพจากแอพพลิเคชั่นและนำมาให้เด็กๆ ระบายสี เมื่อนำกล้องไปส่องที่รูปภาพที่ระบายสี ตัวการ์ตูนจะปรากฏเป็นภาพสามมิติตามสีและภาพที่ระบายสีได้

8. Google Classroom เป็นเครื่องมือที่ช่วยอำนวยความสะดวกด้านการศึกษา ถูกออกแบบมาเพื่อให้ครูมีเวลาติดต่อสื่อสารกับนักเรียนมากขึ้น ในขณะเดียวกันนักเรียนก็มีเวลาค้นหาข้อมูลเพื่อการเรียนรู้มากขึ้นด้วยเช่นกัน การใช้งานของ Google Classroom ช่วยสร้างและเก็บข้อมูลการเรียนโดยใช้ Google Docs, Drive และ Gmail โดยครูสามารถตรวจข้อมูลการเรียนได้ตลอดเวลาพร้อมให้คำแนะนำแก่นักเรียนได้ตลอดเวลา

9. Engrade แอพพลิเคชั่นที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อช่วยให้ครูวางแผนการสอน ปรับปรุง และประเมินนักเรียนไปในตัว ที่ผู้เรียนสามารถส่งงาน และสนทนากับครูได้ด้วย

ห้องเรียนแห่งอนาคต เทคโนโลยีกับครูต้องคู่กัน

 

10. Trueplookpanya แอพพลิเคชั่นเพื่อการศึกษา คลังความรู้และคลังข้อสอบออนไลน์ พร้อมเฉลย ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษา และปฐมวัย ครบทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ผู้สนใจเข้าถึงข้อมูล ภาพ เสียง และวิดีโอ ได้ทุกที่ ทุกเวลา มีคลังความรู้ (รวบรวมความรู้วิชาการจากทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้และกิจกรรมนอกห้องเรียน) คลังข้อสอบ (รวมข้อสอบทุกระดับชั้นจากสถาบันการศึกษาและสถาบันกวดวิชาที่ได้มาตรฐาน) และความรู้คู่คุณธรรม (สร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรม จริยธรรม) มีเมนู Search เพื่อง่ายต่อการค้นหาหัวข้อ และเมนู Favorite เก็บเนื้อหาที่สนใจหรือใช้เป็นประจำได้

ห้องเรียนแห่งอนาคต เทคโนโลยีกับครูต้องคู่กัน

 

        แอพผู้ช่วยให้เรียนดีขึ้น 
1. TCASter แอพพลิเคชั่นนี้จะช่วยรวมข้อมูลในการสอบเข้ามหาวิทยาลัยผ่านระบบ TCAS ไว้ในที่เดียว มีข้อมูลคะแนนสูงสุด ต่ำสุดของแต่ละคณะ เพื่อให้ประเมินว่าคะแนนที่มีจะสอบเข้าคณะในฝันได้หรือไม่

2. My Study Life ช่วยจัดตารางเรียน และยังจดบันทึกสิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับการเรียนได้อีก เช่น การบ้านพร้อมกำหนดระยะเวลาส่งงาน พร้อมระบบแจ้งเตือน

3. PhotoMath ช่วยคิดหาคำตอบโจทย์คณิตศาสตร์ เพียงแค่ถ่ายรูปโจทย์คณิตที่อยากรู้คำตอบ แอพจะหาคำตอบมาให้ พร้อมกับวิธีทำอย่างละเอียด แต่ต้องไม่มีความซับซ้อนมาก

4. Wolfram Alpha แอพคำนวณเลข หรือวิทยาศาสตร์ ด้วยการพิมพ์โจทย์เลขที่ยากกว่า PhotoMath ลงไปในช่องค้นหา แอพจะคำนวณคำตอบมาให้ พร้อมวิธีทำอย่างละเอียด

5. TED ฝึกสกิลภาษาอังกฤษให้ดีขึ้น เปิดซับไตเติลอ่านตามด้วยได้ ได้ฟังสำเนียงภาษาอังกฤษจริงๆ พร้อมกับเรียนรู้ศัพท์ใหม่ๆ

ห้องเรียนแห่งอนาคต เทคโนโลยีกับครูต้องคู่กัน

 

6. Learn English Grammar แอพพลิเคชั่นด้านแกรมม่าภาษาอังกฤษ ออกมาโดยเฉพาะ มีแบบทดสอบ
7. Tinycards แอพพลิเคชันจาก Duolingo ช่วยให้จำบทเรียนได้ผ่านการจำภาพ  จะมี flashcards ที่สามารถทบทวนบทเรียนได้

8. Evernote ช่วยให้จำและทบทวนบทเรียนได้ด้วยการจด มีฟังก์ชันในการเพิ่มรูปภาพ ข้อความเสียง ไฮไลต์ประโยคสำคัญ สามารถใส่แฮชแท็กได้ เปิดได้ในสมาร์ทโฟน ไอแพด และคอมพิวเตอร์

9. Easy Study ช่วยคำนวณระยะเวลา และจัดเรียงวิชา แบ่งเวลาในการอ่านได้อย่างง่าย
10. Remember The Milk คล้ายๆ กับ Reminders ที่มีมาให้ในไอโฟน ลิสต์วิชาที่ต้องอ่าน พร้อมกับลิสต์หัวข้อคร่าวๆ ได้ เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการจะอ่านทบทวนบทเรียนอย่างละเอียด

11. GoConqr เป็นแอพพลิเคชั่นทบทวนบทเรียนแบบออนไลน์ สร้าง Mindmap จากบทเรียนได้แบบออนไลน์ ใส่ flash cards แบ่งปันบทเรียนที่ทำขึ้นมาให้แก่คนอื่นได้

12. Acceleread Speed Reading Trainer ช่วยฝึกการอ่านข้อสอบ โดยจะมีตัวเร่งเวลาและโจทย์มาให้

ห้องเรียนแห่งอนาคต เทคโนโลยีกับครูต้องคู่กัน

 

13. Mendeley เป็นโปรแกรมใช้ในการจัดการ Reference และเอกสารบรรรณานุกรม (paper) สามารถโหลดเก็บไว้อ่านได้ภายหลัง โหลดเป็นไฟล์ pdf ได้

14. Drops ช่วยในการเรียนรู้คำศัพท์ ซึ่งรองรับมากกว่า 20 ภาษา เช่น เกาหลี, ญี่ปุ่น, จีน/กวางตุ้ง, สเปน/ละติน, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, ดัตช์ จำกัดการเรียนรู้เป็นเวลา 5 นาทีต่อวัน ช่วยให้ผู้เรียนโฟกัสและมีความจำที่ดีขึ้น มีคำศัพท์ที่มากมายหลายหมวดหมู่ พร้อมเสียงและภาพประกอบ

15. Elsa Speak แอพพลิเคชั่นที่ช่วยฝึกสำเนียงการพูดภาษาอังกฤษให้เหมือนกับเจ้าของภาษา โดยพิมพ์คำหรือประโยคที่ต้องการจะฝึกลงไป แล้วพูดตาม สามารถตรวจสอบความถูกต้องตามสำเนียงเจ้าของภาษา

16. Bright ช่วยฝึกภาษาอังกฤษ เลือกหมวดหมู่ที่ต้องการเรียนได้ สอนออกเสียง คำศัพท์ เขียนศัพท์ มีระบบการฝึกฝนซ้ำและเทคนิคจดจำคำใหม่ๆ

ห้องเรียนแห่งอนาคต เทคโนโลยีกับครูต้องคู่กัน

 

ทั้งนี้ครูในอนาคตจะเป็นอาชีพที่ถูกท้าทายมากที่สุด เพราะการจัดการเรียนการสอนในโลกเทคโนโลยีที่อินเทอร์เน็ตคือทุกสิ่งในโลกนี้ ครูต้องใช้ให้เกิดประโยชน์กับการเรียนการสอนให้มากที่สุด ครูต้องเป็น “โค้ช” ที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้อย่างมีความสุข และตรงตามทักษะที่ภาคอุตสาหกรรมต้องการ หรือเป็นผู้ประกอบการที่สามารถแข่งขันได้ในโลกดิจิทัล เพราะยุค Disruption ใบปริญญาอาจจะไม่มีความสำคัญอีกแล้ว

โลกหน้า”5เมกะเทรนด์”ใครไม่พร้อมจอด??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/357440

โลกหน้า”5เมกะเทรนด์”ใครไม่พร้อมจอด??

5เมกะเทรนด์

โดย… ทีมคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com

ปัจจุบันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและองค์ความรู้ในยุคดิจิทัล ได้เข้ามามีบทบาทและอิทธิพลต่อการดำเนินชีวิตของคนเราในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการดำเนินธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมทั่วโลก ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่เรียกว่า “เทคโนโลยี ดิสรัปชั่น” ส่งผลให้ผู้ประกอบการต้องพลิกโฉมระบบการดำเนินงานตลอดจนรูปแบบการให้บริการขององค์กรธุรกิจเพื่อให้เท่าทันการแข่งขันและตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภคยุคใหม่ ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอันรวดเร็วและรุนแรงนี้

เมื่อโลกมีการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในทุกช่วงเวลาชีวิตของผู้คน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ชีวิตส่วนตัว หรือการทำงาน การติดต่อสื่อสาร ทุกอย่างล้วนพึ่งพาเทคโนโลยีทั้งสิ้น ซึ่งความเจริญที่เข้ามานั้น ล้วนก่อให้เกิดอาชีพมาแรง อย่าง วิศวกรหุ่นยนต์ นักวิทยาศาสตร์ข้อมูล นักพัฒนาแอพพลิเคชั่น นักพัฒนาไมโครซิฟ นักชีวเคมี เป็นต้น ขณะเดียวกัน ก็มีอีกหลายอาชีพที่ต้องหมดบทบาทลงเพราะมีเจ้าหุ่นยนต์ หรือปัญญาประดิษฐ์ อย่างเอไอ เข้ามาแทนที่บทบาทของคนดังนั้นสถาบันการศึกษาจึงต้องปรับตัว

โลกหน้า"5เมกะเทรนด์"ใครไม่พร้อมจอด??

 

ล่าสุด นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) มอบหมายให้ สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เป็นประธานคณะทำงานผลึกกำลังเครือข่ายมหาวิทยาลัยทั่วประเทศรวมถึงกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏและกลุ่มมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) เพื่อวางแผนการใช้งานระบบอินเทอร์เน็ตในอนาคต 5.0 ให้เสร็จภายใน 1-2 เดือนนี้

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า เนื่องจากสถานการณ์ในปัจุบันที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อองค์กรธุรกิจและภาคอุตสาหกรรม จนมีคำพูดว่าในอนาคตจะเข้ามาทดแทนตำแหน่งของงานคนเรา เนื่องจากสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง สามารถวางแผนคิดวิเคราะห์ด้วยเหตุและผล ที่สำคัญยังตอบโต้การสนทนาได้อย่างดีเยี่ยม

โลกหน้า"5เมกะเทรนด์"ใครไม่พร้อมจอด??

 

ทั้งยังมีความคิดสร้างสรรค์สามารถปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับข้อมูลใหม่ๆ ขณะเดียวกันยังช่วยให้ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ หรือบิ๊กดาต้า ถูกนำมาใช้เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและนำมาซึ่งโอกาสทางธุรกิจ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนในปัจจุบันจะพบว่าสถาบันทางการเงินต่างเร่งพัฒนาเทคโนโลยีจัดการฐานข้อมูลให้การทำธุรกรรมสะดวกรวดเร็วและแม่นยำในเสี้ยววินาที โดยเฉพาะการพิจารณาสินเชื่อหากใครทำได้เร็วยิ่งได้เปรียบ ไม่ต่างจากอุตสาหกรรมท่องเที่ยวก็มีความตื่นตัวในการพัฒนาระบบตอบรับและรับจองให้รวดเร็วง่ายขึ้น

โลกหน้า"5เมกะเทรนด์"ใครไม่พร้อมจอด??

 

ดังนั้นบัณฑิตยุคใหม่ต้องมีความพร้อมทั้งในด้านองค์ความรู้วิชาการและความเชี่ยวชาญการปฏิบัติ รวมไปถึงการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อแก้ปัญหาและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการมีบุคลากรอย่างเพียงพอในสายงานที่ประเทศชาติและทั่วโลกต้องการ ถือเป็นสร้างโอกาสการแข่งขันและการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศให้ทัดเทียมนานาชาติได้ในอนาคต

จำเป็นต้องมีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ควบคู่ไปกับการเปิด/ปรับหลักสูตรใหม่ให้สอดรับสถานการณ์และความต้องการของตลาดแรงงาน อาทิ หลักสูตรวิศวกรรมหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ (สหวิทยาการ) หลักสูตรวิศวกรรมระบบการผลิตขั้นสูง (นานาชาติ) หลักสูตรการจัดการนวัตกรรมและอุตสาหกรรม หลักสูตรวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมและพลังงานเพื่อความยั่งยืน รวมทั้งสร้างความร่วมมือกับสถาบันการศึกษาและองค์กรธุรกิจชั้นนำระดับโลก เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และบุคลากรระหว่างกัน

โลกหน้า"5เมกะเทรนด์"ใครไม่พร้อมจอด??

 

ทั้งนี้ครูในอนาคตจะเป็นอาชีพที่ถูกท้าทายมากที่สุด ครูยุคดิสรัปชั่น ควรต้องสอนเด็กให้ทำงานได้ ทำงานเป็น มีความเชี่ยวชาญจริง ไม่ใช่สอนเพื่อไปสอบ เพื่อได้ปริญญา เพราะใบปริญญากำลังจะหมดความนิยม ในยุคที่เอไอเข้ามามีบทบาทในชีวิต สิ่งที่มนุษย์มีทักษะเหนือกว่า คือ ‘ความคิดสร้างสรรค์’ จึงควรสร้างเด็กให้คิดนอกกรอบและรู้จักสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพราะยุคดิสรัปชั่น ใบปริญญาจะมีความสำคัญเท่าเดิมอีกแล้ว

ศ.คาร์ ยัน ทัม คณบดี School of Business and Management, Hong Kong University of Science and Technology (HKUST) กล่าวว่าจากการคาดการณ์ พบว่า กว่า 85% ของงานที่จะเกิดขึ้นภายในปี 2030 ยังไม่สามารถระบุได้ว่า อาชีพ หรือตำแหน่งงานใหม่ๆ ใดบ้าง หากแต่ทักษะของงานใหม่ในอนาคตจะต้องทำงานร่วมกับหุ่นยนต์ ระบบอัตโนมัติต่างๆ และมีความชำนาญในด้านดิจิทัล รวมทั้งเทคโนโลยีขั้นสูง ตรงนี้ทำให้ค่าตอบแทนแรงงานเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้นช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่งานอนาคต โดยเฉพาะอาชีพที่จะถูกทดแทนได้ง่ายสถาบันการศึกษาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนหลักสูตร มุ่งคิดเชิงวิพากษ์ ความเอาใจใส่ดูแล และความคิดสร้างสรรค์ โดยต้องลงทุนกับครูผู้สอนเพื่ออัพเดตข้อมูลข่าวสารต่างๆ อยู่ตลอดเวลา

โลกหน้า"5เมกะเทรนด์"ใครไม่พร้อมจอด??

 

ดร.ชัชชัย หวังวิวัฒนา อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.) กล่าวว่า ระบบ IOT (internet of things) หรือที่เรียกว่า อินเทอร์เน็ตในทุกสิ่ง ปี 2019-2021 สัญญาณคลื่นเครือข่ายไร้สาย 5G จะเข้ามาในระบบสามารถส่งข้อมูลได้ด้วยความเร็วสูงมากกว่าเดิม การศึกษาตอนนี้แทบไม่ตอบโจทย์แล้ว เพราะเวลาเรียนในหลักสูตรต้องเรียนมาก และเอาไปใช้งานได้ลำบาก มีหลักสูตรใหม่เข้ามาความรวดเร็วตรงนี้ มหาวิทยาลัยต้องมีการปรับตัว จัดการเรียนการสอนที่ตอบโจทย์เทรนด์ต่างๆ ของเทคโนโลยี สอนให้เด็กสร้างปัญหาก่อนจากนั้นนำเครื่องมือไปแก้ปัญหาตรงนั้นให้ได้
อย่างไรก็ตามความคิดสร้างสรรค์เอไอ ไม่ได้มีความคิดสร้างสรรค์แบบที่คน และอาชีพที่มีการใช้ประสาทสัมผัส รูป รส กลิ่น เสียง เช่น นักออกแบบกลิ่นหอม นักออกแบบเสียง เอไอ ไม่สามารถออกแบบกลิ่นหอมได้ถูกใจคนจริงๆ รวมทั้งอาชีพที่ต้องใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น แพทย์ให้กำลังใจผู้ป่วย นักขายประกัน ขายของต้องเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้า เพราะเอไอเน้นระบบ ใช้เหตุผลและความฉลาดทางสังคม หรือเสน่ห์ของคน หุ่นยนต์เอไอ จะไม่สามารถทำแทนได้

โลกหน้า"5เมกะเทรนด์"ใครไม่พร้อมจอด??

    5 เทรนด์สำคัญด้านการศึกษา
(Key Trends in Education) ซึ่งเป็นข้อมูลที่รวบรวมจากหน่วยงานด้านการศึกษาสำคัญของโลก นักคิด นักการศึกษา และรายงานขององค์กรเพื่อพัฒนาการศึกษาชั้นนำ

1.Coding as a literacy : ความเข้าใจเรื่องระบบและการเขียนโค้ด
ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจในการบรรจุวิชาการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ หรือ Coding เข้าไปในหลักสูตรการศึกษาแก่เยาวชนตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา เพราะารพัฒนาโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ต่างๆ มีความสำคัญต่อการเติบโตของระบบเศรษฐกิจทั้งโลก จะเป็นทักษะสำหรับทุกคนที่ไม่อยู่แค่ในภาควิชาคอมพิวเตอร์

2.Supporting students as creators : สนับสนุนให้ผู้เรียนเป็นนักคิดสร้างสรรค์
โลกยุคใหม่ผู้เรียนจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้รับ (passive) มาเป็นผู้สร้าง (active) ด้วยพลังของเทคโนโลยีที่เปิดกว้างและให้โอกาสทุกคนสามารถแสดงออกถึงความคิดสร้างสรรค์ และสร้างผลงานของตัวเองได้ง่ายๆ ด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์และทรัพยากรต่างๆ ที่มีอยู่ในมือ โดยปราศจากข้อจำกัด และการปิดกั้นทางความคิดจากกรอบการเรียนแบบเดิม

3.Collaborative Learning : ทุกอย่างสำเร็จได้ด้วยการเรียนรู้ร่วมกัน
โลกของความสำเร็จ การทำงาน และการแก้ปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นได้จากการร่วมมือกันตามบทบาทหน้าที่ของแต่ละคน ในแต่ละส่วนงานคุณสมบัติสำคัญที่บริษัทแทบทุกแห่งได้กำหนดไว้ในทักษะสำคัญในการรับเข้าทำงาน คือ สามารถทำงานเป็นทีมและร่วมมือกับผู้อื่นได้ดี

4.Individualized Learning: เด็กแต่ละคนต้องการรูปแบบการเรียนรู้ที่เฉพาะเจาะจง
นักการศึกษาสมัยใหม่ต่างให้ความเห็นว่าความแตกต่างของเด็กๆ ต้องการรูปแบบการเรียนรู้ที่เฉพาะเจาะจงเพื่อพัฒนาจุดแข็งหรือลักษณะเฉพาะของแต่ละคน จะเน้นพัฒนาทักษะทางสังคม (Soft skill) หรือทักษะที่จะทำให้มนุษย์แตกต่างจากเครื่องจักร เช่น การใช้ภาษา การติดต่อสื่อสาร การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คน ความเป็นมิตร การมองโลกในแง่ดี บุคลิกและการแสดงออกทางสังคม ความเข้าใจ ความคิดสร้างสรรค์ เป็นทักษะสำคัญที่โลกแห่งการทำงานกำลังต้องการ
5.Family and Community Involvement: การมีส่วนร่วมของครอบครัวและชุมชน
ครอบครัวและสภาพแวดล้อมรอบข้างล้วนมีผลกับการเรียนรู้ของเด็กๆ โดยตรงการอบรมและให้การศึกษาไม่ได้เป็นภาระของโรงเรียนหรือครูอาจารย์แต่ทั้งครอบครัวและชุมชนรอบข้างของเด็กๆ จำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กๆ ให้รอบด้าน

ชี้ปี62เผาจริงมหาวิทยาลัยไทยเด็กน้อยเรียนรู้เองเมินปริญญา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/357387

ชี้ปี62เผาจริงมหาวิทยาลัยไทยเด็กน้อยเรียนรู้เองเมินปริญญา

ทีแคส,สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

รายงาน…  โดย… หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ – qualitylife4444@gmail.com

เมื่อมีระบบทีแคส 2561 ขึ้นมาทำให้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ทราบว่ามีนักเรียนลงทะเบียนทีแคส 2562 ในระบบไม่ถึง 300,000 คน เพราะเด็กมีจำนวนน้อยลง เด็กไม่สนใจที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพราะเทคโนโลยีกว้างไกล เด็กมีความรักอิสระมากขึ้นและในปีหน้าจะน้อยลงไปอีก ดังนั้นถึงเวลาที่มหาวิทยาลัยจะต้องปรับตัวรองรับสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคต

สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ตามที่ประชุม ทปอ. ได้หารือถึงประเด็นสถานการณ์ของอุดมศึกษาไทยในปี 2562 ซึ่งสรุปว่า มหาวิทยาลัยแต่ละแห่งควรจะมีการปรับตัว  โดยดูจากผลการเปิดรับสมัครลงทะเบียนของทีแคส 2562 พบว่ามีผู้มาลงทะเบียนในระบบไม่ถึง 300,000 คน ซึ่งจำนวนนี้ถือเป็นจำนวนที่น้อยกว่าปีที่ผ่านมามาก และทปอ.ได้รวบรวมข้อมูลมหาวิทยาลัย คณะ สาขาวิชา องค์ประกอบ เกณฑ์ และจำนวนรับนิสิตนักศึกษา จากมหาวิทยาลัยทั้ง 92 แห่ง พบว่าปีการศึกษา 2562 มีจำนวนรับรวมกัน 390,120 คน ดังนั้น ทปอ.การันตรีได้เลยว่าจำนวนที่นั่งที่มหาวิทยาลัยเปิดรับมีมากกว่าจำนวนนักเรียน 2 เท่าแน่นอน

“ปี 2562 จะเป็นปีที่น่ากลัวมากสำหรับมหาวิทยาลัยในประเทศไทยเมื่อมีระบบทีแคส 2561 ขึ้นมา ทำให้ ทปอ.ทราบปัญหานี้ทันที และในปีหน้าคิดว่ามหาวิทยาลัยมาถึงจุดเผาแล้ว คือเด็กมีจำนวนน้อยลง เด็กไม่สนใจที่จะเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเพราะเทคโนโลยีกว้างไกล เด็กมีความรักอิสระมากขึ้น ดังนั้น ทปอ.จึงมีมติตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเรียนรู้ระดับอุดมศึกษา (University Learning Reform Committee) โดยมีนายศักรินทร์ ภูมิรัตน รองประธาน ทปอ. เป็นประธาน ซึ่งทปอ. จะเข้าไปลงทุนทั้งกำลังคน กำลังเงินในการปฏิรูปเรื่องการเรียนการสอนของมหาวิทยาลัย เพราะการปฏิรูปครั้งนี้หากมหาวิทยาลัยไปทำกันเองจะต้องใช้งบประมาณในการลงทุนมาก ทปอ.จึงเข้ามาช่วยเป็นศูนย์กลางในการปฏิรูปให้” สุชัชวีร์ กล่าว

อย่างไรก็ตามตอนนี้ถึงเวลาที่มหาวิทยาลัยต้องปรับตัว เช่น วิชาเลือกต้องมีมากขึ้นและมีวิชาบังคับน้อยลง หรือการปรับหลักสูตรบางหลักสูตรที่ล้าหลัง ไม่ทันสมัย ไม่มีความยืดหยุ่น หรืออาจจะเปิดให้นักศึกษาที่เรียนจบมาแล้วมีความรู้ทั้งศาสตร์และศิลป์ จบมามีปริญญา 2-3 ใบ อาจจะจูงใจให้เด็กเข้ามาเรียนได้มากขึ้น เป็นต้น ขณะเดียวกันมหาวิทยาลัยที่มีศักยภาพในการสอนแม้จะมีนักศึกษาเข้ามาเรียนน้อยแต่สามารถนำนักศึกษาที่เรียนจบไปแล้ว หรือคนอายุ 60-70 ปี ที่ยังมีกำลังและสติปัญญากลับเข้ามาเรียนใหม่ได้หรือไม่

ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การเรียนรู้ในยุค 4.0 คือการเรียนข้ามศาสตร์ เพราะศาสตร์เดียวมันไปไม่ได้เพราะในอนาคตจะเกิดการแข่งขันอย่างสูง ส่งผลให้เกิดการ disruption กันอย่างรวดเร็ว โลกจะกลายเป็นสังคมผู้สูงอายุ แต่เด็กจะลดลงอย่างมหาศาล ยกตัวอย่างเมื่อ 20 ปีก่อนอัตราการเกิดของเด็กไทยอยู่ที่ประมาณ 1.1 ล้านคนต่อปี

แต่ล่าสุดลดลงเหลือ 6.7 แสนคนต่อปี เข้ามหาวิทยาลัยแค่ 3 แสนคน ฉะนั้นลูกค้าหลักของมหาวิทยาลัยจะไม่ใช่เด็กมัธยมอีกแล้ว ขณะที่ความต้องการตลาดแรงงานเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จากแรงงานคนกลายเป็นเทคโนโลยีสถาบันการศึกษากลับไปทบทวนและเตรียมการ เพราะผมเชื่อว่าอีก 4-5 ปีมันจะ disrupt มากกว่านี้ มหาวิทยาลัยอาจจะปิดจำนวนหนึ่ง เพราะไม่มีเด็กเข้าเรียน
มหาวิทยาลัยยังต้องปรับตัวเป็นเน้นการพัฒนาอาชีพ ยึดตัวผู้เรียนเป็นสำคัญ เติมเต็มความรู้และทักษะที่จำเป็นหรือสิ่งที่ขาด สร้างการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงจากนอกโรงเรียน กระตุ้นให้เกิดการคิดวิเคราะห์ได้ต้องเน้นให้เรียนรู้ได้ทุกช่วงอายุรวมถึงเน้นหลักสูตรที่ไม่มีประกาศนียบัตรหรือปริญญา เป็นการสอนที่ทำให้บัณฑิตประสบความสำเร็จในการทำงาน และการเป็นพลเมืองของโลกในศตวรรษที่ 21 และทั้งหมดเป็นสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นถ้ามหาวิทยาลัยไม่ปรับตัวจะไปไม่รอดและจะต้องล้มหายตายจากไป

ผศ.ดร.วันชัย สุทธะนันท์   อธิการบดีมหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) กล่าวว่า โลกอนาคตตัวป้อนสถาบันการศึกษาไม่ใช่วัย 18-24 ปีแล้วหลักสูตรต่างๆ จึงต้องปรับตามเน้นระยะสั้นตอบสนองความต้องการคนวัยทำงานและผู้สูงอายุ เพราะว่าผู้เรียนต้องการเรียนเพิ่มเติมในองค์ความรู้ที่ขาดอยู่และนำไปใช้วิชาชีพได้ในระยะเวลาสั้น ไม่ต้องการเรียนตามหลักสูตร สถาบันการศึกษาจึงมีความจำเป็นที่ต้องปิดหลักสูตรที่ไม่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาด และเปิดหลักสูตรระยะรองรับผู้ที่ทำงานและผู้สูงอายุที่มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น

สถาบันการศึกษาจึงต้องพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเรียนการสอนที่ทันสมัยควบคู่ไปกับการให้บริการที่ตอบสนองความต้องการของนักศึกษารวมถึงการพัฒนา Co-learning space และ Co-working space สำหรับการเรียนรู้และการทำงานร่วมกันของนักศึกษา การจัด Maker space ให้นักศึกษาได้ทดลองสร้างผลงานตามแนวคิดของตัวเองผ่านอุปกรณ์ทันสมัย
ผศ.ดร.อันธิกา สวัสดิ์ศรี คณบดีคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า ภาพรวมของอุดมศึกษาในปี 2562 นี้ มหาวิทยาลัยไม่ใช่ทำหน้าที่เพียงผลิตบัณฑิตเท่านั้น แต่ต้องทำวิจัย บริการวิชาการทำงานร่วมกับภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมต้องนำโจทย์จากภาคอุตสาหกรรมมาใช้ในด้านการวิจัย สร้างนวัตกรรมเพราะขณะที่กระบวนการเรียนการสอนต้องรู้จักการนำเทคโนโลยีที่มีอยู่มาใช้ในการเรียนการสอนให้มากที่สุด

เนื่องจากเด็กรุ่นใหม่สามารถค้นหาความรู้ได้เร็วกว่าที่อาจารย์ยืนสอนอยู่หน้าชั้นเรียน ดังนั้นมหาวิทยาลัยต้องปรับรายวิชาที่เหมาะกับเด็ก นำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อการเรียนการสอน การเพิ่มมูลค่าสินค้า ผลิตภัณฑ์ของประเทศ และคุณภาพชีวิตของคนไทย

“ครูอาจารย์ไม่ใช่ผู้ทำหน้าที่ถ่ายทอดความรู้ตามตำราหรือข้อมูลต่างๆ เท่านั้น แต่ต้องเป็นผู้ช่วยกลั่นกรองต้องเป็นโค้ช ทำอย่างไรให้ความรู้ที่มีอยู่เกิดประโยชน์ต่อเด็กมากที่สุด ครูต้องรู้ให้รอบ และรู้มากกว่านักศึกษาซึ่งอาจารย์และมหาวิทยาลัยต้องปรับตัว เป็นโค้ชให้นิสิตนักศึกษาแล้วต้องเป็นนักสร้างนวัตกรรม นักวิจัยและทำให้บัณฑิตรุ่นใหม่สร้างสิ่งใหม่ๆ แก่ประเทศไทย”

จากนี้ไปในอนาคตของมหาวิทยาลัยต้องไม่ใช่รั้วที่ปิดกั้น ต้องเป็นศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดตัวเองเปิดความรู้ ขยายรั้วคุณภาพ ทำให้มหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ของทุกคน เพราะองค์ความรู้ไม่ได้อยู่เฉพาะเด็ก ม.6 มาเรียน แต่องค์ความรู้ได้จากโจทย์ชีวิตจริง ต้องผลิตบัณฑิตที่ปรับตัว มีทักษะยืดหยุ่น มีทัศนคติที่ดี เท่าทันการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา สร้างคนรุ่นใหม่ที่ทำงานได้หลากหลาย เป็นนักนวัตกรรม นักออกแบบสร้างสรรค์

  7 ทักษะสร้างคนแห่งอนาคต
“ศ.ดร.อันเนเล นีเอมี” ผู้อำนวยการวิจัย คณะวิทยาการทางการศึกษา มหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ บอกเล่าถึงหลักสูตรใหม่จะปลูกฝังให้นักเรียนมีความสามารถใน 7 ด้าน

ได้แก่ 1.Thinking and learningto learn มีทักษะในการคิดและการเรียนรู้ สร้างให้เด็กรู้จักการตั้งคำถาม ใช้วิธีการทดลองมากขึ้น และเน้นการมีส่วนร่วม ซึ่งทักษะนี้จะส่งเสริมให้เด็กได้เรียนรู้ไปพร้อมกับครู

2.Cultural competence, Interaction, and self-expression ครูต้องคำนึงว่าเด็กจะเรียนร่วมกันอย่างไรในความหลากหลาย เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตที่พวกเขาสามารถเรียนรู้ และอยู่ด้วยกันเป็นกลุ่มได้

3.Taking care of oneself and others ; managing daily life ความต้องการรู้ของเด็กในเรื่องต่างๆ เป็นสิ่งที่พวกเขาต้องนำมาใช้ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว หากพวกเขามีข้อมูลที่ถูกต้องจะสามารถดูแลตัวเองและคนอื่นได้ สอดแทรกวิชาต่างๆ ที่เป็นทักษะเข้าไปในการเรียน อย่างศิลปะ กีฬา หัตถกรรม เทคโนโลยี และคหกรรม”

4.Multiliteracy เน้นความสามารถในการอ่านและเขียนได้หลายภาษา ซึ่งทักษะนี้จะทำให้เด็กเข้าใจแหล่งข้อมูล และตีความข้อมูลเหล่านั้นได้ โดยครูจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจว่าพวกเขามีข้อมูลสารสนเทศหลากหลายอยู่รอบตัว ดังนั้นจะต้องทำความเข้าใจต่อข้อมูลต่างๆ ว่าเป็นอย่างไร แล้วอะไรเป็นเรื่องสำคัญ

5.Competence in Information and Communication Technology (ICT) โรงเรียนจะบูรณาการไอซีทีเข้าไปในสาขาวิชาต่างๆ ยกตัวอย่างเรื่องจริยธรรมในการใช้ไอซีที การโต้ตอบ และการสร้างปฏิสัมพันธ์ โดยไอซีทียังเป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ของเด็กทั้งการเรียนเดี่ยวและการเรียนเป็นกลุ่ม

6.Working life competence and entrepreneurship นักเรียนได้เรียนรู้ว่าวิชาต่างๆ มีบทบาทอย่างไรในการทำงาน ทั้งยังมีการกำหนดให้นักเรียนบางระดับชั้นไปร่วมทำงานกับผู้ใหญ่ด้วย ซึ่งการให้ข้อมูลและการเปิดโอกาสให้เด็กสัมผัสประสบการณ์จริงจะทำให้เขารู้ว่าเส้นทางการทำงาน และทางเลือกของชีวิตจะเป็นอย่างไร

7.Participation, Involvement and building a sustainable future ครูจะส่งเสริมให้เด็กเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้างความยั่งยืน ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับตนเองและผู้อื่น รวมถึงการให้ความสำคัญในการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม

โดยทักษะและความสามารถทั้งหมดนี้จะช่วยหล่อหลอมให้เด็กประเทศฟินแลนด์เติบโตเป็นผู้ที่เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลกในอนาคต

“พวกเรารักได้ และมีหัวใจ”เสียง…ที่ไม่เคยถูกได้ยิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/356959

“พวกเรารักได้ และมีหัวใจ”เสียง…ที่ไม่เคยถูกได้ยิน

TRIP,เด็กพิการ

รายงาน…  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

4 ภาคีเครือข่ายกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ (UNFPA) ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (TRIP) สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทยและวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้าพิทักษ์สิทธิสุขภาวะทางเพศสะท้อนเสียงจากเยาวชนที่มีความพิการในการเข้าถึงความรู้เรื่องเพศและอยู่ในสังคมได้อย่างเท่าเทียม

จากรายงานสถานการณ์คนพิการประเทศไทย กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (31 ตุลาคม 2561) พบว่าประเทศไทยมีประชากรที่มีความพิการราวๆ 2 ล้านคน และกว่า 50% เป็นผู้หญิง ทั้งนี้กว่า 70% มีความพิการทางกาย การมองเห็น การได้ยิน และที่เหลืออีก 30% คือ พิการทางจิตสังคม สติปัญญา การเรียนรู้ และออทิสติก นอกจากนี้ผู้พิการมีโอกาสทางการศึกษาในระดับประถมศึกษา 55% และลดลงในช่วงมัธยมศึกษาเหลือเพียง 7% ระดับอาชีวศึกษา 1.42% และระดับอุดมศึกษา 1.5%

"พวกเรารักได้ และมีหัวใจ"เสียง...ที่ไม่เคยถูกได้ยิน

 

ปัจจุบันมีโรงเรียนการศึกษาพิเศษสำหรับเด็กพิการ 46 โรงเรียน และศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด 77 แห่ง แม้กฎหมายการศึกษาไทยจะเปิดโอกาสให้เด็กพิการเรียนร่วมกับเด็กในโรงเรียนปกติ และมีกฎหมายคนพิการ 2560 ที่สอดรับกับปฏิญญาสากลแห่งสหประชาชาติ ว่าด้วยสิทธิคนพิการ แต่ที่ผ่านมากลับไม่มีข้อมูลรายงานการตั้งครรภ์ในเด็กและเยาวชนคนพิการเลย
มณเฑียร บุญตัน ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการประเทศไทย กล่าวในฐานะประธานงานการประชุมเยาวชนพิการ แต่เพศไม่พิการ : เสียงที่ไม่เคยถูกได้ยิน ว่า “จากข้อมูลองค์การอนามัยโลกปี 2554 พบว่ามีคนพิการ 15% ของประชากรไทย แต่จดทะเบียนไม่ถึง 3% ด้านสปป.ลาว มีคนพิการราวๆ 2% และเวียดนามราว 7% ขณะที่นิวซีแลนด์ประมาณการว่ามีคนพิการกว่า 25% เป็นข้อสันนิษฐานว่า ประเทศที่มีคนพิการมากเพราะเขายอมรับคนพิการว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม แต่ประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำสูง มีการไม่ยอมรับคนพิการสูง พ่อแม่ที่มีลูกพิการไม่ยอมรับว่าลูกพิการถึงแม้จะทำให้สูญเสียสิทธิต่างๆ ก็ยอม ตัวเลขจึงต่ำกว่าปกติ

"พวกเรารักได้ และมีหัวใจ"เสียง...ที่ไม่เคยถูกได้ยิน

 

“นอกจากไม่ยอมรับว่ามีคนพิการอยู่จริง ยังไม่ยอมรับว่าคนพิการมีความรู้สึก มีความชอบ ไม่ชอบ แสดงออกทางเพศสภาพได้ หลายคนโดนตัดโอกาสที่จะเป็นแม่โดยการทำหมัน แต่ก็ใช่ว่าจะหลุดพ้นจากการถูกล่วงละเมิดทางเพศ ทั้งหมดเกิดจากความไม่รู้ ความอคติ และการบริการที่ไม่เป็นธรรม ส่วนเรื่องคนพิการกับความหลากหลายทางเพศยิ่งแล้วใหญ่ ดังนั้นประเทศไทยควรให้ความสำคัญกับอนามัยเจริญพันธุ์และเพศสภาพ เพื่อให้คนที่อยู่ชายขอบได้เข้าถึงบริการและสิทธิอนามัยเจริญพันธุ์เพราะทุกอย่างคือสิทธิขั้นพื้นฐานและสิทธิมนุษยชน” มณเฑียร กล่าว

  ไม่เห็นปัญหาใช่ว่าไม่มี
พญ.วัชรา ริ้วไพบูลย์ คณบดีวิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล ตัวแทนภาคีเครือข่ายกล่าวว่า แม้ในประเทศไทยจะไม่มีข้อมูลรายงานการตั้งครรภ์ในเด็กและเยาวชนคนพิการ แต่ก็ใช่ว่าไม่มีปัญหา เยาวชนพิการส่วนใหญ่ยังไม่สามารถเข้าถึงความรู้ในเรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ แม้จะมีพ.ร.บ.การป้องกันและการแก้ปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 แต่กฎหมาย นโยบาย แผน ยุทธศาสตร์ และเครื่องมือหรือมาตรการต่างๆ ได้ถูกออกแบบไว้อย่างครอบคลุมปัญหาของเยาวชนที่มีความพิการในลักษณะต่างๆ หรือไม่ และอยู่ในรูปแบบที่เยาวชนจะเข้าถึงและใช้

"พวกเรารักได้ และมีหัวใจ"เสียง...ที่ไม่เคยถูกได้ยิน

 

ประโยชน์ได้จริงแค่ไหน
ปัญหาสำคัญในตอนนี้คือการปฏิเสธว่าคนพิการก็มีเพศ ละเลย คิดแทน ตัดสินใจแทน ทำให้แก้ปัญหาไม่ตรงประเด็น หากลองสังเกตจะเห็นว่าเยาวชนพิการที่เรียนชั้นมัธยมมีจำนวนน้อยลงมาก ทำให้ส่วนใหญ่ได้รับความรู้เรื่องอนามัยเจริญพันธุ์ไม่ดีเท่าที่ควร เกิดปัญหาการตั้งครรภ์ ส่งผลให้เด็กรู้สึกโดดเดี่ยวและแตกแยกจากสังคม อาจนำไปสู่อาการซึมเศร้าได้
ทั้งนี้กลไกที่สำคัญคือ เราไม่มีหน่วยงานที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ไม่เห็นถึงปัญหา ดังนั้นจึงจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ และควรมีการสื่อสารสังคมที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงศักยภาพของคนที่มาทำงานตรงนี้ ต้องเข้าใจและควรมีการแนะนำสำหรับครอบครัว ผู้ปกครอง เพื่อให้นโยบายทั้งหลายมีรูปธรรมที่ปฏิบัติได้จริง

"พวกเรารักได้ และมีหัวใจ"เสียง...ที่ไม่เคยถูกได้ยิน

กมลชนก บุญเกตุวัฒนากุล

 

  เสียงสะท้อนจากเยาวชน
กมลชนก บุญเกตุวัฒนากุล ประธานชมรมเยาวชนตาบอดไทย กล่าวในช่วงเสวนาเยาวชนพิการ แต่เพศไม่พิการ : เสียงที่ไม่เคยถูกได้ยินว่า แม้จะมีข้อมูลต่างทางด้านเพศสำหรับคนตาบอด แต่ไม่เต็ม 100% คนพิการส่วนใหญ่มีโอกาสได้เรียนแค่ชั้นประถมซึ่งสอนเรื่องเพศไม่ครอบคลุม คนที่ไม่ได้เรียนต่อก็ต้องไปเสาะหาข้อมูลกันเอง เกิดการตั้งครรภ์ไม่พร้อม เพราะขาดองค์ความรู้ ส่วนคนที่รู้แล้วไปซื้อยาคุม ก็โดนมองจากสังคมว่าตาบอดซื้อยาคุมไปทำอะไร ดังนั้นควรสอนสุขศึกษาให้เด็กชัดเจน คนตาบอดเรารับรู้ทุกอย่างขาดแค่การมองเห็น ในหลักสูตรการสอนคนพิการอยากให้ทำโมเดลในการอธิบาย สามารถจับและสัมผัสได้ เพื่อให้เรียนรู้ได้มากขึ้น รวมถึงในชั้นประถมควรสอนเรื่องการใช้ยาคุม ถุงยาง และสอนการใช้ผ้าอนามัย ไม่ควรสอนแค่การดูแลตัวเอง การรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพราะมันเป็นแค่เปลือก
ในส่วนของ อธิษฐาน สืบกระพันธ์ เยาวชนพิการทางการเคลื่อนไหว กล่าวว่า บางครอบครัวปิดกั้นไม่ยอมรับว่าลูกผิดปกติ ไม่ยอมรับว่าลูกต้องมีอารมณ์ความรู้สึก เขาต้องเข้าใจก่อนว่าในเมื่อท้องได้แสดงว่ามีเพศสัมพันธ์ได้ เด็กบางคนอยากมีลูก แต่แม่บางคนมองว่าการอุ้มท้องมันลำบาก อยากให้มีการอบรมครอบครัวและคุณครูในเรื่องการสอนคนพิการ ทั้งตาบอด หูหนวก มากขึ้น เพื่อให้เขาออกมาใช้ชีวิตภายนอกแบบไม่ต้องเขินอาย รวมถึงเว็บไซต์ที่เกี่ยวกับแพทย์ควรระบุความน่าเชื่อถือชัดเจน จะได้ทราบว่าเว็บนี้ปลอดภัยถ้าเราทำตาม ต้องซัพพอร์ตเขา อย่าลืมว่าคนที่มาทำร้ายเราคือคนปกติ

"พวกเรารักได้ และมีหัวใจ"เสียง...ที่ไม่เคยถูกได้ยิน

เสาวลักษณ์ ทองก๊วย

 

เสาวลักษณ์ ทองก๊วย กรรมการวินิจฉัยทางเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมระหว่างเพศ นายกสมาคมส่งเสริมศักยภาพสตรีพิการ กล่าวทิ้งท้ายว่า จากการทำงานด้านการคุ้มครองสตรีพิการมา 20 ปี พบว่าสังคมมักจะเน้นเรื่องการป้องกัน เช่น การทำหมัน แต่ไม่มีใครพูดในเรื่องการป้องกันการถูกล่วงละเมิดทางเพศ คนมักหาวิธีที่ง่ายในการแก้ปัญหาจนกลายเป็นแนวคิดที่ผู้ปกครองเลือก สิ่งที่ต้องมานั่งคุยกันคือ ระบบการคุ้มครองมากพอหรือไม่ การคุ้มครอง เป็นเรื่องสำคัญ เพราะจะนำไปสู่สิทธิ เราป้องกันอย่างเดียวไม่ได้ ต้องคุ้มครอง และเยียวยาด้วย

“กลิ่น”พาทุกคนไปหาศิลปะความงามในความไม่สมบูรณ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/356751

“กลิ่น”พาทุกคนไปหาศิลปะความงามในความไม่สมบูรณ์

สร้างศิลปะด้วยกลิ่น,ศิลปะ,กลิ่น

รายงาน  :  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก -qualitylife4444@gmail.com

The Nose Thailand โครงการที่เกิดจากการรวมตัวของผู้ที่คลุกคลีกับผู้พิการทางสายตา นักศิลปะบำบัด และนักออกแบบกลิ่น เปิดโอกาสให้ศิลปินผู้พิการทางสายตาและศิลปินตาดีร่วมเวิร์กช็อป แบ่งปันความรู้สึกผ่านผลงานศิลปะจาก “สีมีกลิ่น” ครั้งแรก เพื่อให้ผู้พิการทางสายตาเข้าถึงและพัฒนาศักยภาพทางศิลปะ

มาริสา ธเนศวงศ์ หัวหน้าคณะผู้จัดตั้งโครงการ The Nose Thailand ศิลปะสร้างและสัมผัสได้จากกลิ่น กล่าวในงานเปิดนิทรรศการ “Everyone can do art” ศิลปะสร้างและสัมผัสได้จากกลิ่น ณ บริเวณชั้น 2 Lifestyle Hall ศูนย์การค้าสยามพารากอน ว่า นิทรรศการนี้ จัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “Imperfect ความไม่สมบูรณ์” ด้วยการรวมตัวของสมาชิกผู้ก่อตั้งและจัดงาน ทั้งผู้ที่คลุกคลีกับผู้พิการทางสายตา นักศิลปะบำบัด และผู้เชี่ยวชาญด้านกลิ่น ซึ่งเราเล็งเห็นว่า “กลิ่น” คือเคล็ดลับตั้งต้นที่จะทำให้คนตาบอดสร้างงานศิลปะได้เหมือนทุกคน เป้าหมายหลักไม่ใช่สร้างคนตาบอดเป็นศิลปินเท่านั้น แต่คือการเปิดโอกาสให้คนตาบอดเลือกอาชีพที่หลากหลายขึ้น โดยโปรเจกท์นี้ เราให้ทั้งศิลปินตาดีและศิลปินผู้พิการทางสายตาร่วมเวิร์กช็อปกันถึง 6 ครั้ง ใช้เวลาในการทำโปรเจกท์กว่า 1 ปี

"กลิ่น"พาทุกคนไปหาศิลปะความงามในความไม่สมบูรณ์

 

สร้างศิลปะจาก “กลิ่น”
ชลิดา คุณาลัย Scent Designer ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกลิ่น กล่าวว่า สำหรับคนที่สามารถมองเห็น คงไม่มีใครสังเกตว่าประสาทสัมผัสที่ทรงพลังมากที่สุดคือ “กลิ่น” เพราะกลิ่นสามารถบอกอันตราย มอบความทุกข์ สร้างความสุข สุนทรีย์ เพิ่มรสชาติ และสร้างความสุข ดังนั้น กลิ่นจึงมีพลัง และทำให้คนตาบอดใช้ประสาทสัมผัสอื่นๆ ทำงานได้มากขึ้น ในโลกของศิลปะ คือ การใช้ตาเห็น ทุกอย่างใช้ทฤษฎีสีเหลือง แดง น้ำเงิน ขาว ดำ เราเลยคิดว่า เราสามารถใช้กลิ่นบ่งบอกสีได้หรือไม่ จึงทำงานร่วมกับนักศิลปะบำบัด เพื่อให้รู้ความหมายของแต่ละสี นอกจากนี้ยังทำงานกับ Givaudan บริษัทครีเอทน้ำหอมระดับโลก มั่นใจได้ว่ากลิ่นหอมที่นำมาใช้ได้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานของสมาคมน้ำหอมนานาชาติ (IFRA) ตอนนี้เราได้สร้างกลิ่นที่หลากหลายครบทั้งแม่สีและสีพิเศษเพิ่มขึ้น มากกว่า 30 สี

"กลิ่น"พาทุกคนไปหาศิลปะความงามในความไม่สมบูรณ์

“น้องๆ ผู้พิการทางสายตา สามารถสร้างงานศิลปะออกมาได้ดี ในโลกมืดและสว่าง กลิ่นพาทุกคนไปหาศิลปะ โครงการนี้ จึงทำให้ผู้พิการทางสายตา ได้ฝึกงานปั้น หรือทำงานศิลปะจากกระดาษได้สม่ำเสมอ โดยใช้กลิ่นเป็นตัวนำพาจินตนาการ” ชลิดา กล่าวเพิ่มเติม

ขรรค์ ประจวบเหมาะ ประธานมูลนิธิช่วยคนตาบอด กล่าวเพิ่มเติมว่า การใช้กลิ่นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะพอเขาพิการทางสายตา เขาต้องมีวิธีอื่นที่จะเรียนรู้ ดังนั้น เด็กๆ ส่วนใหญ่จะมีความสามารถในการใช้จมูก ในการดมกลิ่น ใช้หู ในการเล่นดนตรี ร้องเพลง และใช้ชีวิตประจำวัน ผู้พิการทางสายตาทำอะไรได้มากกว่าที่ทุกคนคิด เช่น ถักโครเชต์ ทำงานศิลปะ วาดรูป ทำอาหาร เพราะฉะนั้น อย่าไปคิดว่าพวกเขาทำอะไรไม่ได้ บางคนสามารถทำได้มากกว่าคนตาดีด้วยซ้ำ เราต้องให้โอกาสเขา เพื่อให้เขาสามาถช่วยเหลือตัวเอง และกลับมาช่วยเหลือสังคม

"กลิ่น"พาทุกคนไปหาศิลปะความงามในความไม่สมบูรณ์

 

เช่นเดียวกับ รณยุทธ อิงสา ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันดนตรีคนตาบอด ตัวแทนจากสมาคมคนตาบอด กล่าวว่า ผู้พิการทางสายตาไม่ต้องการให้คนในสังคมมองพวกเราแตกแยก เพราะทุกคนไม่ว่าจะพิการหรือไม่พิการ ล้วนแล้วแต่เป็นคนในสังคมเดียวกันทั้งนั้น การเดินทางของโปรเจกท์นี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะกว่าจะผลิตกลิ่น สร้างสรรค์ ลักษณะต่างๆ และทำให้ศิลปินตาบอด รวมถึงศิลปินตาดีเข้าใจ สิ่งเหล่านี้ทำให้เห็นว่า ถ้าเราไม่ปิดตัวเอง ไม่มีกรอบให้ตัวเอง พวกเราสามารถทำอะไรก็ได้ เห็นได้จากศิลปะในวันนี้ เป็นงานที่สวยงาม เพราะออกมาจากจิตวิญญาณของศิลปินทุกคน แสดงให้เห็นว่าทุกอยางสามารถเกิดขึ้นได้ถ้าทุกคนเปิดใจยอมรับ

"กลิ่น"พาทุกคนไปหาศิลปะความงามในความไม่สมบูรณ์

 

    จินตนาการในความมืด
อมีนา ทรงศิริ ตัวแทนศิลปินผู้พิการทางสายตา กล่าวว่า มีโอกาสเข้ามาร่วมโครงการนี้ เนื่องจากสนใจเรื่องราวของโครงการ ที่บอกว่าอยากให้คนตาบอดทำงานศิลปะได้โดยใช้จมูกดมกลิ่น และสร้างงานให้คนได้เห็น ก่อนหน้านี้เราคิดว่าเราไม่มีความสามารดด้านศิลปะเลย แต่พอเข้ามาทำ ถึงรู้ว่าศิลปะมันอยู่ในตัวเราทุกคน แต่เราอาจจะไม่เคยรู้มาก่อน พอได้รับคำแนะนำที่ถูกต้อง ทำให้เราสามารถเดินไปในทางที่ถูก เกิดความหลงใหลในงานศิลปะ อยากทำเรื่อยๆ และอยากให้คนมาดูเกิดความชื่นชมและเกิดแรงบันดาลใจ

"กลิ่น"พาทุกคนไปหาศิลปะความงามในความไม่สมบูรณ์

 

ทั้งนี้ ผลงานชิ้นแรกของอมีนา คือ รูปปั้นที่ได้รับแรงบันดาลใจจากแมวสุดที่รักของเธอ เธอเล่าว่า ความจริงแล้วมันถูกสร้างขึ้นผิดหลักจากงานปั้นทั่วไปซึ่งต้องมีรูกลวงตรงกลาง ขณะที่ผลงานของเธอชิ้นนี้ไม่มี ทำให้น้ำหนักมากกว่าชิ้นอื่นๆ แต่เธอภูมิใจในความไม่สมบูรณ์ของมัน เพราะต้องการสื่อให้ทุกคนรู้ว่า “โลกนี้ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ”

    หรือเรากันแน่ที่ไม่สมบูรณ์
สุภัทรชัย เชื่อธรรมสอน ปัจจุบันทำงานทางด้านออกแบบ ตัวแทนอาสาสมัคร ศิลปินมองเห็น เล่าว่า เข้าร่วมในโปรเจกท์นี้เนื่องจากสนใจว่า กลิ่นกับคนตาบอดหรือเรื่องราวของศิลปะจะเข้ามาเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร เราทำงานกับคนที่มองเห็นมาตลอด เราใช้ตามอง แต่โปรเจกท์นี้ทำให้เราได้ใช้ใจมากขึ้นเพราะต้องปิดตา ใช้ความรู้สึกและประสาทสัมผัสต่างๆ ที่บางครั้งเราอาจจะลืมไป ทำให้เราละเอียดอ่อนกับสิ่งรอบข้างมากขึ้น ผลงานที่ทำใช้สีขาว ดำ เพราะอยากให้คนตาดี ได้ลองหลับตาแล้วสัมผัส ใช้ใจให้มากกว่าการมองเห็น

"กลิ่น"พาทุกคนไปหาศิลปะความงามในความไม่สมบูรณ์

 

“ตอนแรกทำงานร่วมกับผู้พิการทางสายตาก็รู้สึกเกร็ง แต่พอได้เริ่มเวิร์กช็อปกลับรู้สึกว่า เราหรือเปล่าที่ไม่สมบูรณ์ เพราะพวกเขาสอนเราในเรื่องความรู้สึกและเราได้เปิดใจและรับฟัง เห็นมนุษย์ในมุมมองต่างๆ มากขึ้น มันยิ่งกว่าศิลปะ แต่เป็นศิลปะในการใช้ชีวิตมากขึ้น” สุภัทรชัย กล่าวทิ้งท้าย

#บทเรียนทีแคส 61 ปรับสู่ 62อนาคตเด็ก VS ระบบเข้ามหาวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/356675

#บทเรียนทีแคส 61 ปรับสู่ 62อนาคตเด็ก VS ระบบเข้ามหาวิทยาลัย

ทปอ,TCAS

“ทีแคส 62 เหลือ 6 เดือนครึ่ง รอบ 3 เลือกได้ 6 อันดับแบบเรียงลำดับ กสพท. ถือเป็น 1 ใน 6 ตัวเลือก ประกาศผลเพียง 1 อันดับ ลดค่าสมัครลง” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

ตลอดปี 2561 ที่ผ่านมา แวดวงการศึกษามีการปรับโฉม เปลี่ยนผ่านในหลายเรื่อง หนึ่งในนั้นคือ “การปรับระบบเข้ามหาวิทยาลัย” ที่เรียกว่าระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส (Thai university Central Admission System: TCAS) อีกหนึ่งเรื่องที่เรียกได้ว่ายกเครื่องจากของเดิมเกิดเป็นระบบใหม่ “ทีแคส” (ไม่ใช่เรื่องใหม่..ไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า 3 ปี) กำหนดการสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัย 5 รอบ ดังนี้ รอบที่ 1 การรับด้วยแฟ้มสะสมงาน รอบที่ 2 การรับแบบโควตา โครงการพิเศษต่างๆ รอบที่ 3 การรับตรงร่วมกัน (รอบนี้เปิดรับกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) และโครงการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่) รอบที่ 4 การรับแบบแอดมิชชั่น และรอบสุดท้ายรอบที่ 5 การรับตรงอิสระ

#บทเรียนทีแคส 61 ปรับสู่ 62อนาคตเด็ก VS ระบบเข้ามหาวิทยาลัย

 

สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) หน่วยงานกลางที่รับผิดชอบในการจัดระบบทีแคส กล่าวว่า การรับเด็กรูปแบบใหม่ชื่อใหม่ทีแคสนี้ เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการลดความเหลื่อมล้ำ เพื่อแก้ปัญหาวิ่งรอกสอบ กันสิทธิ์คนอื่น ลดปัญหาความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างคนรวยกับคนจน และต้องการให้เด็กอยู่ในห้องเรียนจนจบการศึกษา ยืนยันว่าระบบนี้ไม่ใช่ระบบเอ็นทรานซ์เพราะ ระบบเอ็นทรานซ์คัดเลือกคนจากข้อสอบเพียงอย่างเดียวโดยไม่มีองค์ประกอบอื่น แต่ทีแคส เป็นการรวมวิธีการรับนักศึกษาทั้ง 5 รอบมาไว้ด้วยกัน ซึ่งจากนี้ประเทศไทยจะใช้ระบบทีแคสในการคัดเลือกนิสิต นักศึกษาเข้าเรียน

ระบบทีแคสเริ่มทำงานครั้งแรกช่วงเดือนตุลาคม 2560  รอบที่ 1 แฟ้มสะสมผลงาน และรอบที่ 2 โควตาไม่ได้เกิดปัญหาทุกอย่างราบรื่น แต่พอเข้ารอบที่ 3 การรับตรงร่วมกัน ประมาณกลางเดืองพฤษภาคม 2561 เปิดรับสมัครผ่านเว็บไซต์ http://app.cupt.net/tcas61-3/ ปัญหาเริ่มผุดเป็นดอกเห็ด ไม่ว่าจะเกิดระบบเว็บล่ม นักเรียนจำนวนมากไม่สามารถเข้าเว็บเพื่อสมัครได้

#บทเรียนทีแคส 61 ปรับสู่ 62อนาคตเด็ก VS ระบบเข้ามหาวิทยาลัย

 

ยิ่งเมื่อประกาศผลโดนวิพากษ์วิจารณ์จนเรียกได้ว่า “ร้องไห้หนักมาก” เกิดแฮชแท็ก #dek61 ขึ้นเป็นอันดับ 1 ในโลกออนไลน์ ตามมาด้วย #รุ่นหนูทดลอง โดยชนวนปมเกิดจากการเด็กเก่งที่มีคะแนนสูงๆ สามารถเลือกคณะคะแนนลำดับสูงแล้วยังสามารถเลือกคณะอื่นๆ ได้อีก ตามเหตุผลที่ทปอ. ประกาศไว้ว่าสามารถเลือกสมัครได้ 4 แห่งโดยไม่มีลำดับ ก่อเกิดกลายเป็นประเด็น “กั๊กที่นั่ง” เพราะทำให้เด็กเก่ง 1 คนติดแพทย์ แล้วยังติดวิศวะ ติดสถาปัตย์ หลากคณะ ส่วนเด็กที่มีคะแนนต่ำลงมาหมดสิทธิ์ต่อให้มีคะแนนสูงกว่าเฉลี่ยคณะนั้นเมื่อปีที่ผ่านมาก็ตาม

ประเสริฐ คันธมานนท์ ที่ปรึกษาเลขาธิการ ทปอ. ออกมาชี้แจงข้อโต้แย้งของการกั๊กที่นั่งว่า ทีแคสรอบ 3 มีการเปิดเคลียริ่งรอบ 3/2 เพื่อแก้ปัญหากั๊กที่นั่ง แต่ไม่สามารถจัดลำดับได้ เพราะมหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดเกณฑ์ ไม่ได้มีเกณฑ์กลางเหมือนแอดมิชชั่น และการเลือก 4 อันดับ ช่วยลดค่าใช้จ่าย ทีแคสรอบ 3 ค่าสมัครสูงสุดเพียง 900 บาทเท่านั้น

#บทเรียนทีแคส 61 ปรับสู่ 62อนาคตเด็ก VS ระบบเข้ามหาวิทยาลัย

 

“ทีแคสรอบ 3 ผ่านการวิเคราะห์อย่างดีว่าจะช่วยสร้างสมดุล 3 วัตถุประสงค์ที่วางไว้ คือ สิทธิการเลือกของนักเรียน ลดการกั๊กที่จำนวนมากและยาวนานลง และมหาวิทยาลัยสามารถคัดเด็กได้ตามเกณฑ์ตัวเอง ซึ่งทีแคสเป็นการรวมวิธีการรับนิสิตนักศึกษาทั้งหมดมาไว้บนกระดานเดียว” ประเสริฐ กล่าว

ผ่านวันเป็นเดือน ผ่านเดือนจนเกือบจะปลายปี 2561 กว่า #dek61 จะได้มีที่เรียนผ่านระบบทีแคส 61 แบบลุ่มๆ ดอนๆ ก้าวสู่ทีแคส 62

สุชัชวีร์ กล่าวว่า ทปอ.ได้เรียนรู้จากบทเรียนในทีแคสปี 2561 และได้ตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบทีแคสปี 2562 ด้วยกัน 3 ชุด ประกอบด้วยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของระบบการคัดเลือกทีแคส ปีการศึกษา 2561 โดยมีนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็นประธาน คณะกรรมการพัฒนาระบบทีแคสปีการศึกษา 2562 โดยมี นายชูศักดิ์ ลิ่มสกุล เป็นประธาน และคณะกรรมการพัฒนาระบบสารสนเทศ ทีแคส ปีการศึกษา 2562 โดยมี นพ.ชัยเลิศ พิชิตพรชัย เป็นประธาน

#บทเรียนทีแคส 61 ปรับสู่ 62อนาคตเด็ก VS ระบบเข้ามหาวิทยาลัย

นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

 

“ข้อสรุปทีแคสปี 2562 ลดระยะเวลาเหลือ 6 เดือนครึ่ง ระหว่างธันวาคม-กลางมิถุนายน  โดยรอบที่ 3 รับตรงร่วมกัน เลือกได้ 6 อันดับ แบบเรียงลำดับ และแต่ละสาขาวิชาภายใน กสพท ถือว่าเป็น 1 ใน 6 ตัวเลือก ประกาศผลเพียง 1 อันดับ และลดค่าสมัครลง เหลือสาขาวิชาละ 100 บาท และค่าบริหารจัดการสิทธิ์ส่วนกลาง 50 บาท  รวมถึงกำหนดระยะเวลาการสละสิทธิ์ที่ชัดเจน ดังนั้นกระบวนการและยืนยันสิทธิ์ครั้งใหม่ จะกระทำได้เพียงครั้งเดียว และพัฒนาระบบสารสนเทศใหม่ทั้งหมด” สุชัชวีร์ กล่าว

ครั้งแรกของการเปิดตัวเว็บไซต์ http://www.MyTCAS.com ศูนย์รวมข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับทีแคส 62 ระบบไอทีตอบสนองความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง และทางโรงเรียน เป็นช่องทางให้นักเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้สะดวกมากขึ้น ขณะเดียวกันเป็นการวางรากฐานการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลที่ทันสมัย โดยทปอ.ได้ใช้ระบบเอไอ เป็นการรวบรวมข้อมูลต่างๆ เพื่อนำไปสู่การวิเคราะห์การค้นหาข้อมูลเชิงลึกที่จะมีประโยชน์ต่อระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย

#บทเรียนทีแคส 61 ปรับสู่ 62อนาคตเด็ก VS ระบบเข้ามหาวิทยาลัย

นายพีระพงศ์ ตริยเจริญ

 

ระบบไอทีดังกล่าว ประกอบด้วย 3 ระบบ คือ 1.ระบบลงทะเบียนสร้างบัญชีผู้ใช้งาน โดย ทปอ.กำหนดให้ตั้งยูสเซอร์เนม โดยใช้หมายเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และกรอกข้อมูลส่วนตัว ซึ่งสามารถสร้างแอคเคาท์ส่วนตัวได้ตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2561 เป็นต้นไป 2.ระบบเอไอช่วยประเมินความเหมาะสมสาขาเรียน โดยโปรแกรมดังกล่าวจะช่วยวิเคราะห์ความถนัดและวัดแวว แนวทางการศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา เพื่อบอกว่าคณะ สาขาที่นักเรียนเลือกเหมาะสมสอดคล้องมากน้อยขนาดไหน ซึ่งผลจะประมวลออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์ และสามารถเข้าด้วยการลงทะเบียนผ่านเฟซบุ๊ก หรือกูเกิลพลัส และ 3.ระบบข้อมูลข่าวสารถครบวงจร เว็บไซต์ http://www.MyTCAS.com ซึ่งเป็นช่องทาง วัน สต็อป ดิจิทัล เซอร์วิส  เปิดระบบศูนย์ข้อมูลข่าวสารการรับสมัคร หรือทีเรก (TREQ) ตั้งแต่เดือนตุลาคม ที่ผ่านมา

พีระพงศ์ ตริยเจริญ ผู้ช่วยเลขาธิการ ทปอ. คณะกรรมการพัฒนาระบบทีแคส กล่าวว่า ระบบสามารถรองรับการใช้งานได้มาก เพราะระบบมีขนาดใหญ่ขึ้นถึง 4 เท่า คือจากเดิม 30 ซีพียู เป็น 120 ซีพียู มีการแบ่งเซิร์ฟเวอร์ที่พร้อมใช้งานเป็น 3 เซิร์ฟเวอร์ ซึ่งจะทำงานสอดคล้องมีศักยภาพในการรองรับการเข้าถึงได้สูงถึง 30,000 ครั้งต่อวินาที ทปอ.มั่นใจว่าจะเพียงพอต่อการใช้งาน

#บทเรียนทีแคส 61 ปรับสู่ 62อนาคตเด็ก VS ระบบเข้ามหาวิทยาลัย

นายประเสริฐ คันธมานนท์

 

สำหรับทีแคสปี 2562 ได้ดำเนินการรับสมัครในรอบที่ 1 แฟ้มสะสมงานและรอบที่ 2 โควตาแล้วกว่า 90% โดยมีตัวเลขที่นั่งได้รับแจ้งล่าสุด รอบที่ 1 เปิดรับสมัคร 68 แห่ง 733 คณะ 7,651 สาขาวิชา รวม 122,883 ที่นั่ง รอบที่ 2 เปิดรับสมัคร 66 แห่ง 706 คณะ 6,497 สาขาวิชา รวม 94,054 ที่นั่ง ทั้งนี้ ทปอ.ได้กำหนดกรอบระยะเวลาให้สถาบันอุดมศึกษาที่จะเข้าร่วม แจ้งการรับสมัครทุกรอบให้ครบถ้วนภายในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2561 ซึ่งผู้สมัครสามารถอัพเดทข้อมูลได้ที่ http://www.MyTCAS.com หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร.0-2354-5150-2 หรือเข้าไปที่ https://www.facebook.com/cuptthailand

หลังจากนี้คงต้องจับตามองว่าระบบทีแคส 2562 จะรอดหรือร่วง… ไม่สร้างความปวดหัวให้แก่นักเรียนหรือผู้ปกครอง อย่างที่ผู้ใหญ่ใจดีพยายามพัฒนาระบบให้ดีที่สุดได้หรือไม่????

แนะพ่อแม่ลดมายาคติสร้างเด็กไทยคิดวิเคราะห์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/356674

แนะพ่อแม่ลดมายาคติสร้างเด็กไทยคิดวิเคราะห์

สุจารี ชู,มายาคติ,พ่อ,แม่,ลูก

รายงาน   โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com –

ปัจจุบันพ่อแม่ผู้ปกครองหลายคนพยายามทำทุกวิถีทางที่ให้ “ลูก” เรียนเก่ง สอบได้คะแนนดีๆ เกรดสูง เพื่อเข้าโรงเรียนที่ดีให้ได้ ด้วยการทุ่มกำลังทรัพย์จ่ายค่าเรียนพิเศษ ติวให้ลูก เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ เพราะระบบการศึกษาไทยมุ่งเน้นเรื่องเนื้อหาให้นักเรียนท่องจำ ทำคะแนนเวลาสอบให้ได้สูงๆ ทำข้อสอบให้ได้มากๆ เพื่อจะได้สอบเข้าเรียนมหาวิิทยาลัยที่มีชื่อเสียง สร้างสังคมที่ดีให้แก่ลูกในภายภาคหน้า ด้วยความเชื่อว่าสถาบันที่ดีย่อมมีคอนเนกชั่นที่ดีและนำไปสู่การมีชีิวิตที่ดีตามมา

ทว่าระบบการศึกษาไทยมุ่งเน้นเรื่องเนื้อหา มากกว่ากระบวนการคิด ไม่ได้สนับสนุนให้มีการคิดเชิงวิพากษ์หรือการเรียนรู้แบบสืบหาข้อเท็จจริง จึงทำให้นักเรียนไม่เกิดความเข้าใจที่แท้จริง เกิดปัญหาในการประยุกต์ใช้ความรู้แม้แต่ในระดับพื้นฐาน เนื่องจากบรรยากาศในห้องเรียนของไทยไม่ค่อยเปิดโอกาสให้เด็กซักถาม คิดสงสัย ที่นำไปสู่กระบวนการคิด

คำถามว่าทำไมถึงเป็นแบบนั้น “สุจารี ชู” กรรมการผู้จัดการ บริษัทสถาบันแนะแนวการศึกษาคริมสัน ประเทศไทย ในฐานะศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดและนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง อธิบายว่า เป็นเพราะการจัดการเรียนการสอนแบบไทยๆ อาทิ การเน้นการเรียนแบบท่องจำ ส่งผลให้ขาดทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ในห้องเรียน เมื่อมารวมกับค่านิยมของสังคม เช่น พ่อแม่คนไทยหลายคนต้องการให้ลูกเรียนจบปริญญาตรีภายในประเทศเพื่อการสร้างเครือข่าย “คอนเนกชั่น” ในอนาคต กลับกลายเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการวางแผนและเลือกมหาวิทยาลัยสำหรับนักเรียนไทย

เมื่อผนวกกับครูไทยสอนนักเรียนให้ท่องจำ  เนื่องจากระบบคัดเลือกก็ใช้ข้อสอบแบบท่องจำมาคัดเลือกศึกษาต่อในระดับต่างๆ ตั้งแต่ประถมศึกษาจนถึงอุดมศึกษา ทำให้เด็กต้องท่องจำมากกว่ากระบวนการคิดเชิงวิพากษ์หรือการเรียนรู้แบบสืบหาข้อเท็จจริง ทำให้นักเรียนไม่เกิดความเข้าใจที่แท้จริง ส่งผลให้เกิดปัญหาในการประยุกต์ใช้ความรู้แม้แต่ในระดับพื้นฐาน

ศิษย์เก่าฮาร์วาร์ดและนักเรียนทุนเล่าเรียนหลวง เสนอว่า ถ้าจะเปลี่ยนให้เด็กไทยรู้จักการคิดวิเคราะห์ เชื่อมโยงเหตุผล รู้จักทักษะพื้นฐานการคิด อภิปราย ครูต้องเปลี่ยนวิธีสอนให้เด็กมีความกล้าซักถาม รู้จักตั้งคำถาม และสืบค้น ซึ่งต้องแก้ตั้งแต่ระบบคัดเลือกเข้าเรียนต่อ และสถาบันการศึกษาที่ผลิตครูรุ่นใหม่ออกมาสอนนักเรียนก็ต้องปรับวิธีสอนบัณฑิตสายครูออกมาใหม่ด้วย เชื่อว่าทำได้ เพราะทุกวันนี้สื่อการเรียนการสอนต่างๆ ทันสมัยและเด็กรุ่นใหม่ก็เข้าถึงได้มากขึ้นกว่าในอดีต

“บ่อยครั้งที่นักเรียนไทยไม่พร้อมเมื่อต้องเข้าร่วมการอภิปราย หรือขาดการคิดอย่างเป็นระบบเมื่อต้องแข่งขันในเวทีระดับโลก ดังนั้น นักเรียนไทยจึงต้องเข้าใจว่า การเรียนรู้เป็นการรับทักษะ หรือรับความสามารถในการเรียนรู้ วิเคราะห์ และคิดอย่างมีวิจารณญาณ ไม่ใช่มองว่าเป็นเพียงการรับเพียงตัวข้อมูลหรือเนื้อหาเท่านั้น ถึงจะช่วยให้เกิดการเรียนรู้แบบคิดวิเคราะห์และเชื่อมโยงความเป็นเหตุเป็นผล”

หากครูไทยปรับเปลี่ยนการเรียนการสอนให้เด็กไทยรู้จักคิดวิเคราะห์ เชื่อมโยงเหตุและผลเข้าด้วยกันได้แล้ว เชื่อว่าจะทำให้ผลการประเมินในโปรแกรมประเมินผลการศึกษาของประเทศสมาชิก(PISA) ประเทศไทย ที่ได้รับการจัดอันดับอยู่ที่ 54 จาก 70 ประเทศ ดีขึ้นได้ การแก้ปัญหานี้ต้องจัดการกับต้นเหตุของปัญหา ซึ่งก็คือ บรรทัดฐานทางสังคมสำหรับวัฒนธรรมไทยให้ได้

“พ่อแม่หลายคนอยากให้ลูกเรียนเก่ง เข้าโรงเรียนดังๆ ดีๆ เพื่อเอาคอนเนกชั่นไว้ให้ลูกเพื่อใช้ในอนาคต หากทำงานจะมีเครือข่ายเพื่อนฝูง ซึ่งเป็นบรรทัดฐานทางสังคมสำหรับวัฒนธรรมไทย ที่บางครั้งก็เป็นการปิดกั้นการเรียนรู้ของเด็กๆ ได้ บางครั้งลูกเลือกเรียนตามพ่อแม่ ทำให้ถูกจำกัดความคิด ทำให้โอกาสทางอาชีพหลังจากนี้ไม่ได้เปิดกว้างเท่าที่ศักยภาพของเด็กมี อาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน”

เธอ กล่าวว่า ทางที่ดี พ่อแม่ควรจะเป็นโค้ชในการเลือกทางเดินให้แก่ลูก ด้วยการเปิดกว้างให้โอกาสลูกได้เรียนรู้อย่างหลากหลาย เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสเลือกทางเดินของเขาเองว่ารักและชอบด้านไหน จะได้เลือกเรียนและเรียนจบออกมาประกอบอาชีพอย่างมีความสุข ที่สำคัญเมื่อเด็กเลือกและทำในสิ่งที่รัก ส่วนมากพวกเขาจะทำได้ดี และมีความสุข สุดท้ายนำไปสู่การประสบผลสำเร็จในชีวิต

“หากจะปรับระบบการศึกษา ให้สอนเด็กคิดวิเคราะห์ซึ่งเป็นทักษะในศตวรรษที่ 21  แล้ว รัฐบาลก็ต้องปรับรูปแบบการคัดเลือก ครูปรับรูปแบบการสอน ที่สำคัญผู้ปกครอง ต้องลดมายาคติลง ไม่ใช่ว่าเด็กเก่งต้องเรียนเป็นหมอ เด็กเก่งต้องเป็นครู แต่ต้องเปิดโอกาสให้เด็กเป็นคนเลือกทางเดินเพื่ออนาคตของตัวเอง เพราะบางครั้งเด็กเลือกเรียนตามพ่อแม่ ตามเพื่อน ทำให้โอกาสทางอาชีพหลังจากนี้ไม่ได้เปิดกว้างเท่าที่ศักยภาพของเด็กมี”

“สุจารี” กล่าวว่า ผู้ปกครองควรได้รับคำแนะนำการศึกษาหากลูกของเขาเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 รวมถึงตัวเด็กนักเรียนต้องเตรียมตัวตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เพื่อเป็นโอกาสในการสอบหรือสอบทุนเพื่อเข้าศึกษาต่อ ต้องวางแผนควรเลือกเรียนวิชาและการสอบอย่างไร เพื่อให้ได้เข้าเรียนสถานศึกษาที่ดี ที่สำคัญในส่วนของนักเรียนเองต้องรู้ตัวเองว่ามีความสามารถด้านไหน และมีความชอบด้านไหน จะได้พัฒนาให้ตรงจุด มีเป้าหมายที่ชัดเจนและวางแผนการเดินไปสู่เป้าหมายอย่างเป็นขั้นเป็นตอนและมีระเบียบวินัย อดทนและทำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้

อย่างไรก็ตามการจะสอนให้เด็กไทยคิดวิเคราะห์เป็น ควรปลูกฝังตั้งแต่ปฐมวัย โดยครูผู้สอนในศูนย์เด็กเล็กต้องเปิดกว้างให้เด็กอายุ 2-4 ปี ได้เรียนรู้และเลือกเล่นในสิ่งที่พวกเขาต้องการ มีมุมหนังสือ ของเล่น ให้เลือก โดยในแต่ละวันควรมีช่วงเวลาให้เด็กได้มาเล่า ให้เพื่อนๆ ฟังว่า พวกเขาได้อะไรจากการเล่นบ้าง เพื่อเป็นการฝึกให้รู้จักคิด และการนำเสนอไปพร้อมกับการฝึกให้รู้จักฟัง ซึ่งเป็นพื้นฐานของการคิดวิเคราะห์ได้ในอนาคตนั่นเอง

“สุจารี” เล่าประสบการณ์ในการเรียนในต่างประเทศ ว่าการเรียนการสอนในต่างประเทศ ทำให้เปิดโลกทัศน์แห่งการเรียนรู้ของเธอมากกว่าการเรียนในประเทศไทยมาก เพราะครูผู้สอนจะให้ผู้เรียนอ่านหนังสือมาก่อน และใช้วิธีเลกเชอร์แต่น้อย แต่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าแลกเปลี่ยนและอภิปรายร่วมกัน ซึ่งนำไปสู่องค์ความรู้ใหม่เกิดขึ้น ทำให้เกิดการเรียนรู้แบบคิดวิเคราะห์มากขึ้น

“บรรยากาศการเรียนรู้ในห้องเรียนทำให้เกิดการติื่นตัวมากเมื่อเทียบกับเมืองไทย จากที่เรารู้สึกว่าเตรียมอุดมนี่เรียนหนักแล้วสุดยอดแล้ว แต่ที่ฮาร์วาร์ด นี่คนละเรื่องเลย เพื่อนร่วมชั้นแต่ละคนเขากระตือรือร้นอยากเรียนรู้กันมาก ทำให้เราต้องตื่นตัวและปรับตัวตาม”

ปัจจุบัน “สุจารี” เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัทสถาบันแนะแนวการศึกษาคริมสัน ประเทศไทย ที่นักเรียนมัธยมศึกษาและอุดมศึกษาสามารถเข้าถึงการให้คำปรึกษาด้วยทางการเชื่อมต่อทางออนไลน์ และแพลตฟอร์มการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์ “คริมสัน ฮับ” (Crimson Hub) รวบรวมวิดีโอกว่า 5,000 รายการ ที่มีทั้งคำปรึกษาและคำแนะแนวจากนักศึกษาที่ประสบความสำเร็จ จากการสอบเข้ามหาวิทยาลัยระดับโลก ผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ กว่า 2,000 คนทั่วโลก มี Crimson Youth Fund ให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนที่ขาดทุนทรัพย์ ดูข้อมูลได้ที่
Website:https://pages.crimsoneducation.org/crimsonyouthfund.htmlRobertson Scholarship

จุฬาฯใช้ซีโร่-เวสต์คัพ3 เดือนลดถ้วยพลาสติก5.7ตัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/356424

จุฬาฯใช้ซีโร่-เวสต์คัพ3 เดือนลดถ้วยพลาสติก5.7ตัน

Chula Zero Waste,ถุง OXO

จุฬาฯใช้ซีโร่-เวสต์คัพ3 เดือนลดถ้วยพลาสติก5.7ตัน : รายงาน

Chula Zero Waste ประสบความสำเร็จ 3 เดือนลดปริมาณการใช้ถ้วยพลาสติก เกือบ 4 แสนใบ 5.7 ตัน มีการใช้ถ้วยกระดาษ Zero-Waste Cup ย่อยสลายได้ ใน 11 โรงอาหาร เพิ่มขึ้น 95% เตรียมเดินหน้าเฟส 3 ขยายผลสู่ทุกพื้นที่จุฬาฯ ประกาศใช้ถ้วยกระดาษแทนถ้วยพลาสติก วันสถาปนาจุฬาฯ 26 มีนาคม 2562 ฝากประชาชนงดใช้ถุง OXO ชี้ย่อยสลายไม่ได้จริง ไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั่วโลกแบนไม่ให้ใช้ เหตุแตกเป็นไมโครพลาสติก อันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์

เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม ศ.ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ (PETROMAT) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมด้วยนายวรุณ วารัญญานนท์ ที่ปรึกษาเพื่อภาคีอุตสาหกรรม ศูนย์ความเป็นเลิศด้านเทคโนโลยีปิโตรเคมีและวัสดุ จุฬาฯ แถลงข่าวความคืบหน้าการดำเนินการโครงการ “Chula Zero Waste” ปีที่ 3 เพื่อการลดปริมาณการเกิดขยะ การคัดแยกขยะ และการสร้างจิตสำนึกและวินัยให้แก่นิสิตและบุคลากร โดยจะเป็นโครงการต้นแบบของสถาบันการศึกษาแห่งแรกของไทยในการบริหารจัดขยะแบบครบวงจร

จุฬาฯใช้ซีโร่-เวสต์คัพ3 เดือนลดถ้วยพลาสติก5.7ตัน

 

ศ.ดร.ปราโมช กล่าวว่า จุฬาฯ มีนโยบายมหาวิทยาลัยยั่งยืนแห่งประเทศไทย จึงได้ดำเนินโครงการดังกล่าว ร่วมกับ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC ในการนำพลาสติกชีวภาพ นวัตกรรมใหม่ หรือ BioPBS คือการนำถ้วย Zero-Waste Cup ที่มีคุณสมบัติในการย่อยสลายได้ 100% มาใช้ในโรงอาหารจุฬาฯ จำนวน 11 แห่ง ตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งพบว่า โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างมาก ทั้งในแง่ของการลดขยะ ถุงพลาสติก 2 ล้านกว่าใบ และขณะนี้สามารถลดถ้วยพลาสติก ได้เดือนละ 1.6 แสนใบ

โดยใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์ อาทิ งดแจกถุงพลาสติกใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์ อย่างการเก็บเงินค่าถุงพลาสติก คือให้ร้านสะดวกซื้อในจุฬาฯ งดแจกถุงฟรี เปลี่ยนเป็นเก็บเงิน 2 บาทถ้าใครต้องการถุงใหม่ ก็จะเกิดการเปลี่ยนพฤติกรรมในทันใดเพราะไม่มีใครอยากจ่ายเงินค่าถุงพลาสติก เป็นต้น

นอกจากนั้น ใช้กลไกทางเทคโนโลยี มีการผลิตถ้วยกระดาษ Zero-Waste Cup ที่สามารถย่อยได้ 100% ทำให้ปริมาณการใช้ถ้วยพลาสติกลดลงไป 95% รวมถึงมีการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้ถึงการคัด แยก กระบวนการจัดเก็บขยะ และการใช้ถุงพลาสติก ถ้วยพลาสติก ทั้งนิสิต คณาจารย์บุคลากรของจุฬาฯ และประชาชนภายนอก ชุมชนต่างๆ อีกทั้งมีมูลนิธิต่างๆ และดารานักแสดงได้เข้ามาช่วยสนับสนุน ส่งเสริมโครงการดังกล่าว ทำให้ขณะนี้การลดใช้พลาสติกได้รับความสนใจและเกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน

จุฬาฯใช้ซีโร่-เวสต์คัพ3 เดือนลดถ้วยพลาสติก5.7ตัน

 

นายวรุณ กล่าวว่า จุฬาฯ ได้ให้ความสำคัญในการลดปริมาณขยะ และการใช้พลาสติกอย่างจริงจังโดยในวันที่ 26 มีนาคมนี้ วันสถาปนามหาวิทยาลัย จุฬาฯ จะประกาศเป็นมหาวิทยาลัยที่ทุกพื้นที่ของมหาวิทยาลัยจะมีการลดใช้ถ้วยพลาสติกผ่าน 2 กิจกรรมหลัก คือ การใช้ถ้วยล้างได้ กับใช้ถ้วยกระดาษ Zero-Waste Cup ย่อยสลายได้ 100% ซึ่งจะขยายผลไปยังพื้นที่การศึกษาของจุฬาฯ อาทิ ศูนย์หนังสือจุฬาฯ สหกรณ์จุฬาฯ ร้านสะดวกซื้อ 7-11 ในจุฬาฯ ทุกโรงอาหารของจุฬาฯ เป็นต้น

เพราะจากการสำรวจปริมาณการใช้ถ้วยพลาสติกตามโครงการ Chula Zero Waste ที่มีการเริ่มรณรงค์ให้ใช้ถ้วยกระดาษย่อยสลายได้ แทนถ้วยพลาสติกตั้งแต่เดือนสิงหาคม-ตุลาคมนั้น พบว่า ทำให้ลดปริมาณขยะถ้วยพลาสติกได้ 382,500 ใบ หรือ 5.7 ตัน ซึ่งถ้ามีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่าจะช่วยลดปริมาณขยะพลาสติกได้มากกว่านี้ และจะช่วยเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมได้อย่างแน่นอน

จุฬาฯใช้ซีโร่-เวสต์คัพ3 เดือนลดถ้วยพลาสติก5.7ตัน

ดร.ดาว สุวรรณแสง จั่นเจริญ

“จากการรณรงค์ให้นิสิต บุคลากรและประชาชนทั้งภายในและภายนอก จุฬาฯ ลดปริมาณการใช้พลาสติก ไม่ว่าจะเป็นถุงพลาสติก หรือถ้วยพลาสติก รวมถึงในการจัดกิจกรรมต่างๆ ก็มีการนำถ้วยกระดาษไปใช้ อย่างงานรับปริญญา งานรับน้อง หรืองานฟุตบอลประเพณีจุฬาฯ–ธรรมศาสตร์ ที่จะเกิดขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 ก็จะมีการออกแบบลายใหม่ให้เข้ากับธีมของกิจกรรม รณรงค์แยกขยะ การรับขยะเพื่อมาทำปุ๋ยหมัก และการไปให้ความรู้แก่หน่วยงานทั้งภายในและภายนอกจุฬาฯ ขณะนี้ได้รับการตอบรับที่ดีจากนิสิต บุคลากรของจุฬาฯ และบุคลากรในหน่วยงานอื่นๆ มหาวิทยาลัยพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยราชภัฏนครพนม และมูลนิธิต่างๆ เห็นความสำคัญของการลดปริมาณขยะ การใช้พลาสติกและสนใจการใช้ถ้วยกระดาษ Zero-Waste Cup มากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้น โครงการดังกล่าว ถือเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะช่วยลดปริมาณขยะที่มีระบบอย่างครบวงจร และสามารถทำได้จริง” นายวรุณ กล่าว

จุฬาฯใช้ซีโร่-เวสต์คัพ3 เดือนลดถ้วยพลาสติก5.7ตัน

ศ.ดร.ปราโมช รังสรรค์วิจิตร – นายวรุณ วารัญญานนท์

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้โครงการดังกล่าว จะมีกิจกรรมรณรงค์ขยายไปยังมหาวิทยาลัย องค์กร หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมากขึ้น รวมถึงมีแผนการดำเนินการในการผลิตหลอดที่สามารถย่อยสลายได้แทนหลอดพลาสติกต่อไป อยากให้ทุกคนหันมาให้ความสำคัญลดการใช้ถุงพลาสติก ถ้วยพลาสติก มากขึ้น เพราะขยะเหล่านี้ใช้เวลานานในการย่อยสลายและมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก

อีกทั้ง อยากฝากไปยังผู้บริโภคให้งดใช้ถุงพลาสติกที่บอกว่าย่อยสลายได้ อย่างถุงพลาสติกชนิด OXO นั้น ที่ใช้อยู่ในประเทศไทยขณะนี้ ไม่ใช่ถุงที่สามารถย่อยสลายได้อย่างแท้จริง เพราะถุงดังกล่าวในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ เป็นต้น ได้มีประกาศไม่ให้ใช้ถุงพลาสติกดังกล่าว

ทั้งนี้จากรายงานของสหภาพยุโรปเรื่องถุงพลาสติก ชนิด OXO ระบุว่า ถุงพลาสติกดังกล่าวที่ผู้ผลิตในประเทศอ้างว่าสามารถย่อยสลายได้ในระยะเวลา 2-5 ปี ภายใต้สภาวะธรรมชาตินั้น ข้อเท็จจริงไม่ย่อยสลาย แต่เป็นการแตกตัวเป็นชิ้นเล็กๆ จนกลายเป็นไมโครพลาสติก ซึ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์อย่างมาก ดังนั้น ถุง OXO จึงไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เนื่องจากสร้างปัญหาไมโครพลาสติกที่ไม่สามารถรีไซเคิลได้และไม่เหมาะกับการใช้ซ้ำ

จุฬาฯใช้ซีโร่-เวสต์คัพ3 เดือนลดถ้วยพลาสติก5.7ตัน

 

ด้าน ดร.ดาว สุวรรณแสง จั่นเจริญ อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จุฬาฯ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้มีการติดตั้งตู้น้ำดื่มให้ประมาณ 30 จุด และมีการตรวจสอบคุณภาพของน้ำทุกๆ 6 เดือน เพื่อให้นักศึกษาและบุคลากรได้ใช้บริการ ทำให้สามารถลดจำนวนขวดพลาสติกลงได้ และมีการรณรงค์ให้นำแก้วส่วนตัวมาใช้ ทุกเดือนจะมีการจับรางวัลเพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจบุคลากรในการลดขยะพลาสติก ซึ่งได้รณรงค์ทำควบคู่ไปกับการแยกขยะเปียก ขยะแห้ง รวมทั้งขยะเศษอาหารจากโรงอาหารด้วย

“การแยกขยะและการลดขยะพลาสติกทุกคนในสังคม จะต้องมีส่วนร่วมด้วยกัน เพื่อช่วยให้ปัญหาขยะลดลง เป็นการลดโรคร้อนได้อีกทางหนึ่ง หากทุกคนช่วยกันแล้วปัญหาสิ่งแวดล้อมทุกๆ ด้านจะสามารถแก้ไขรับมือได้” ดร.ดาว กล่าวทิ้งท้าย

ผ้ามัดย้อมฝึกสมองผู้สูงอายุ สร้างความสุข5มิติวัยเกษียณ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/356278

ผ้ามัดย้อมฝึกสมองผู้สูงอายุ สร้างความสุข5มิติวัยเกษียณ

ผ้ามัดย้อม,ฝึกสมองผู้สูงอายุ

ผ้ามัดย้อมฝึกสมองผู้สูงอายุ สร้างความสุข5มิติวัยเกษียณ : รายงาน

ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ปี 2548 ปัจจุบันมีประชากรสูงอายุอยู่ประมาณ 11 ล้านคน หรือ 16.5% ของประชากรทั้งประเทศ โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.กลุ่มติดสังคม 8,572,780 คน หรือ 79.5% 2.กลุ่มติดบ้าน 2,048,840 คน หรือ 19% และ 3.กลุ่มติดเตียง 161,760 คน หรือ 1.5% และคนวัยชรามักจะมีปัญหาสุขภาพ บางคนอาจถึงขั้นนอนติดเตียงจำเป็นต้องมีผู้ดูแล ขณะที่ลูกหลานจะต้องทำมาหาเลี้ยงชีพ

ผ้ามัดย้อมฝึกสมองผู้สูงอายุ สร้างความสุข5มิติวัยเกษียณ

 

ล่าสุด คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี สอนมัดย้อมผู้สูงอายุ เทศบาลเมืองบึงยี่โถ จ.ปทุมธานี ฝึกจินตนาการทางสมองส่งเสริมอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุ โครงการสร้างความสุข 5 มิติ ในวัยเตรียมและหลังเกษียณ ณ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ บ้านฟ้ารังสิต เป็นการเตรียมความพร้อมให้ผู้สูงอายุนั่นเอง

ผ้ามัดย้อมฝึกสมองผู้สูงอายุ สร้างความสุข5มิติวัยเกษียณ

 

น.ส.อังคณา อมรลักษณ์ หัวหน้าฝ่ายบริหารงานทั่วไป เทศบาลบึงยี่โถ เล่าว่า สำหรับโครงการสร้างความสุข 5 มิติ ในวัยเตรียมและหลังเกษียณ ณ ศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ บ้านฟ้ารังสิต (รุ่นที่ 7) เป็นการจัดกิจกรรมต่อเนื่องที่ได้รับการสนับสนุน เวียนไปตามศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ ได้แก่ หมู่บ้านฟ้ารังสิต หมู่บ้านสถาพร และหมู่บ้านปิยวรารมย์

ผ้ามัดย้อมฝึกสมองผู้สูงอายุ สร้างความสุข5มิติวัยเกษียณ

 

ทั้งนี้ กิจกรรมจะสลับเปลี่ยนไป แต่จะเน้นกิจกรรมส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ต่อสุขภาพกายแข็งแรง และสุขภาพจิตที่ดี สำหรับกิจกรรมผ้ามัดย้อมเป็นอีก 1 กิจกรรม ที่ช่วยฝึกจินตนาการทางสมองเพื่อป้องกันภาวะสมองเสื่อม และส่งเสริมอาชีพให้แก่ผู้สูงอายุ โดยการทำกิจกรรมครั้งนี้มีผู้สูงอายุเข้าร่วม จำนวน 40 คน

ผ้ามัดย้อมฝึกสมองผู้สูงอายุ สร้างความสุข5มิติวัยเกษียณ

 

นายสุระจิตต์ แก่นพิมพ์ เล่าว่า ในการลงพื้นที่สอนมัดย้อมผ้า ในวันนี้ได้นำวิธีการมัดย้อมภาพแบบเย็นมาวอย เนื่องจากกระบวนการที่ไม่ยุ่งยากซับซ้อน ผู้สูงอายุจะได้ลงมือทำ และได้เรียนรู้กระบวนการ นอกจากนี้ยังสอนเทคนิคในการมัดลวดลายต่างๆ เทคนิคในการเลือกผ้า สำหรับสีที่นำมาย้อมเป็นสีที่ปลอดภัย โดยผู้สูงอายุให้ความร่วมมือและตั้งใจเรียนมาก สำหรับผู้สูงอายุท่านใดที่จะนำไปต่อยอด สามารถทำได้ ด้วยตลาดของผ้ามัดย้อม เป็นที่นิยมในปัจจุบัน นอกจากเสื้อผ้าในการสวมใส่แล้ว ยังสามารถนำมาดัดแปลงในการมัดย้อมกระเป๋า สร้างรายได้เสริมอีกทางหนึ่ง

ผ้ามัดย้อมฝึกสมองผู้สูงอายุ สร้างความสุข5มิติวัยเกษียณ

 

นายขุนไกร สุขสุมิตร อดีตนายอำเภอโพนสวรรค์ จ.นครพนม ข้าราชการบำนาญ เล่าว่า กิจกรรมในโครงการเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมชุมชนเข้มแข็ง เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ประทับใจมาก เช่นเดียวกับกิจกรรมมัดย้อมผ้าในวันนี้ ได้รู้กรรมวิธีในการทำ เคยแต่สวมใส่ ได้มาเรียนรู้กระบวนการทำ สำหรับสมาชิกที่เข้าร่วมกิจกรรมในวันนี้ ทุกคนตั้งใจเรียน ซึ่งสมาชิกในกลุ่มบางคนยังจะนำไปต่อยอดสร้างรายได้ในอนาคต

ผ้ามัดย้อมฝึกสมองผู้สูงอายุ สร้างความสุข5มิติวัยเกษียณ

 

เช่นเดียวกับข้าราชการบำนาญอดีตคุณครูโรงเรียนวัดหลักสี่ นางจารุวรรณ เข็มปรุ เล่าว่า ความรู้ที่ได้เรียนในวันนี้ เป็นกิจกรรมสร้างจินตนาการทางศิลปะ การมัดย้อมผ้า เกิดจากกระบวนการมัดผ้า ซึ่งมีเทคนิคและลวดลายในการมัดที่แตกต่างกัน และเทคนิคตามใจฉันเป็นลวดลายเดียวในโลก ขึ้นอยู่กับแนวคิดของแต่ละบุคคล มองว่าการมัดย้อมผ้าสามารถสร้างอาชีพได้สำหรับผู้สูงอายุที่ต้องการมีรายได้เสริม ส่วนตนเองอายุปัจจุบัน 71 ปี คงไม่ทำขาย จะนำความรู้ที่ได้ในวันนี้ไปถ่ายทอด บอกต่อให้หลานๆ ที่บ้าน สวมใส่ภายในครอบครัว

ผลงานเสื้อมัดย้อมแต่ละตัว เกิดจากการจินตนาการของแต่ละคน ที่ตั้งใจลงมือทำ มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่ส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุทั้งทางด้านสุขภาพกายที่แข็งแรง และสุขภาพใจที่ดี

บทพิสูจน์…”ทายาทเด็กหลอดแก้ว”คลอดจากเทคโนโลยีปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/356162

บทพิสูจน์…”ทายาทเด็กหลอดแก้ว”คลอดจากเทคโนโลยีปลอดภัย

เด็กหลอดแก้ว

บทพิสูจน์…”ทายาทเด็กหลอดแก้ว”คลอดจากเทคโนโลยีปลอดภัย : รายงาน

การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ บางประเทศมีคนที่เกิดจากวิธีการนี้ถึง 6% ถือเป็นอัตราที่มาก ปัจจุบันทั่วโลกคาดว่ามีคนมี่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีช่วยราว 7 ล้านคน ในประเทศไทยมีกว่า 20,000 คน

ในปี 2530 “เด็กหลอดแก้ว” คนแรกของประเทศถือกำเนิดขึ้นที่ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตลอด 31 ปี เขาใช้ชีวิตปกติเหมือนคนทั่วไป มีสุขภาพแข็งแรงทั้งกายใจ สำเร็จการศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯและปริญญาโทจากต่างประเทศ ด้านชีวิตครอบครัวมีทายาทเพศชายที่เกิดขึ้นจากวิธีการตามธรรมชาติ นี่จึงเป็นบทพิสูจน์หนึ่งที่แสดงให้เห็นว่า ผู้ที่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์มีความมั่นคงและปลอดภัย ลบข้อกังวลเดิมที่มีคนกล่าวว่า “จะทำให้ได้มนุษย์พันธุ์ใหม่หรือไม่”

บทพิสูจน์..."ทายาทเด็กหลอดแก้ว"คลอดจากเทคโนโลยีปลอดภัย

 

ภายหลังจากทายาทเด็กหลอดแก้วถือกำเนิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2561 หลังจากนั้น 2 วัน รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แถลงข่าว “ทายาทเด็กหลอดแก้วคนแรกของไทย” นายปวรวิชญ์ ศรีสหบุรี หรือมุ้งมิ้ง เด็กหลอดแก้วคนแรกของประเทศไทย ที่ถือกำเนิดเมื่อปี 2530 ปัจจุบัน อายุ 31 ปี กล่าวว่า บุตรชายของเขาคลอดได้ 2 วัน มีสุขภาพร่างกายแข็งแรงดีทั้งแม่และลูก น้ำหนักตัวแรกคลอด 3,223 กิโลกรัม ซึ่งในช่วงวางแผนที่จะมีบุตรมีความกังวลเล็กน้อยว่าจะสามารถมีบุตรได้หรือไม่ เนื่องจากเขาเกิดจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ แต่เมื่อตัดสินใจจะมีบุตรจึงใช้วิธีธรรมชาติ ตั้งใจว่าหากไม่สามารถมีได้จึงจะปรึกษาแพทย์ แต่ใช้เวลาไม่นานภรรยาก็ตั้งครรภ์สำเร็จด้วยวิธีธรรมชาติ

นายปวรวิชญ์ บอกด้วยว่า ตลอดช่วงอายุ 30 ปีที่ผ่านมา สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป หากไม่บอกก็จะไม่มีใครทราบว่าเป็นเด็กหลอดแก้ว เพื่อนบางคนก็ไม่ทราบ แม้แต่ภรรยาก็ไม่ทราบจนคบหาดูใจได้ 3 ปีจึงจะทราบ ด้านสุขภาพไม่มีปัญหาอะไร แข็งแรงดี สามารถเรียนจนสำเร็จปริญญาตรีจากคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาฯ และปริญญาโทจากต่างประเทศ ปัจจุบันทำงานเป็นวิศวกร ซึ่งจากการที่ใช้ชีวิตมา 30 กว่าปีจนถึงปัจจุบันที่มีลูกด้วยวิธีธรรมชาติ เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นว่า เด็กที่กำเนิดมาจากเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์สามารถดำรงชีวิตได้ปกติ

บทพิสูจน์..."ทายาทเด็กหลอดแก้ว"คลอดจากเทคโนโลยีปลอดภัย

 

รศ.นพ.กำธร พฤกษานานนท์ อาจารย์ฝ่ายสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า การที่เด็กหลอดแก้วคนแรกของประเทศไทยสามารถให้กำเนิดทายาทด้วยวิธีการธรรมชาติและเด็กมีความแข็งแรงสมบูรณ์ดี เป็นสิ่งที่พิสูจน์ว่าการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการเจริญพันธุ์ใช้ได้ผล มีความปลอดภัย และผู้ที่ถือกำเนิดขึ้นมีความแข็งแรงทั้งกายและใจ ลบข้อกังวลในอดีตที่เด็กเกิดมาภายใต้เครื่องหมายคำถามว่าจะเป็นอย่างไร จะทำให้ได้มนุษย์พันธุ์ใหม่หรือไม่ แต่ปัจจุบันพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ทุกคนมั่นใจว่าการใช้เทคโนโลยีมีการพัฒนาและสามารถไว้วางใจได้ว่ากระบวนการมีความมั่นคงและปลอดภัย

“การใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ บางประเทศมีคนที่เกิดจากวิธีการนี้ถึง 6% ถือเป็นอัตราที่มาก ปัจจุบันทั่วโลกคาดว่ามีคนมี่เกิดจากการใช้เทคโนโลยีช่วยราว 7 ล้านคน ในประเทศไทยมีกว่า 20,000 คน จึงจะต้องให้ทุกกลุ่มที่มีความจำเป็นเข้าถึงบริการการรักษาในเรื่องนี้ โดยแต่ละกลุ่มประชากรอาจมีข้อบ่งชี้ที่แตกต่างกัน อาทิ กลุ่มผู้มีบุตรยาก กลุ่มคนโสดที่มีการแต่งงานช้า อายุใกล้ 40 ปีที่โอกาสในการมีบุตรน้อยลง หรือกลุ่มผู้ป่วยมะเร็งที่มีอายุน้อย เมื่อได้รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือการฉายรักษาอาจะทำให้ไข่ถูกทำลายไม่สามารถมีบุตรได้ ก็อาจจะมีการแช่แข็งไข่หรือเนื้อเยื่อรังไข่ไว้ก่อนทำการรักษา เมื่อหายจากมะเร็งแล้วอยากจะมีบุตรก็สามารถทำได้ เป็นต้น” รศ.นพ.กำธร กล่าว

บทพิสูจน์..."ทายาทเด็กหลอดแก้ว"คลอดจากเทคโนโลยีปลอดภัย

 

รศ.นพ.กำธร กล่าวอีกว่า ขณะนี้หลายประเทศบรรจุเรื่องการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ไว้ในสิทธิประโยชน์หลักประกันสุขภาพแล้ว เพราะเผชิญปัญหาการขาดแคลนบุคลากรที่มีคุณภาพ การนำเทคโนโลยีด้านนี้เข้ามาช่วยเหลือจึงมีความจำเป็น ในกรณีผู้มีความพร้อมที่จะมีบุตรแต่ไม่สามารถมีบุตรได้ด้วยวิธีการตามธรรมชาติ ซึ่งเริ่มมีการหารือในองค์การอนามัยโลก หรือฮู ที่จะนำเรื่องนี้มาเป็นสิทธิประโยชน์พื้นฐานเช่นเดียวกับการรักษาอื่นๆ ในส่วนของประเทศก็ควรบรรจุสิทธิประโยชน์นี้ด้วย เนื่องจากกำลังเผชิญกับอัตราการเกิดทดแทนประชากรที่ต่ำอยู่ที่ 1.5 เท่านั้น

ขณะที่ฮูแนะนำจะต้องอยู่ที่ 2.1 ส่วนประเทศอื่นที่เผชิญปัญหานี้ เช่น ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ และประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ ก็บรรจุไว้ในสิทธิประโยชน์ระบบประกันสุขภาพแล้ว ซึ่งหากจะดำเนินการก็จะต้องมีเกณฑ์การพิจารณาอย่างรอบคอบ ให้สิทธิ์เฉพาะผู้ที่แพทย์วินิจฉัยแล้วว่ามีความจำเป็นเท่านั้น ซึ่งการวางแผนครอบครัวต้องมีการปรับแนวคิดไม่ใช่แค่เรื่องการคุมกำเนิดอย่างเดียว แต่จะต้องพิจารณาในคนที่พร้อมต้องช่วยให้เขามีบุตรด้วย

รศ.นพ.วิสันต์ เสรีภาพงศ์ หัวหน้าหน่วยชีววิทยาการเจริญพันธุ์ ฝ่ายสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันหน่วยชีววิทยาการเจริญเป็นพันธุ์ให้บริการรักษาคู่สมรสที่มีบุตรยาก ได้พัฒนาการบริการแช่แข็งเซลล์ไข่ของสตรีแช่แข็งตัวอ่อนและอสุจิในกรณีที่ผู้เข้ารับบริการทางการแพทย์ยังไม่พร้อมจะมีบุตรในช่วงอายุดังกล่าว (social freezing)

บทพิสูจน์..."ทายาทเด็กหลอดแก้ว"คลอดจากเทคโนโลยีปลอดภัย

 

นอกจากนี้ ได้ริเริ่มพัฒนาการบริการแช่แข็งเนื้อเยื่อรังไข่ (ovarian tissue cryopreservation) ในผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งและต้องการมีบุตร ซึ่งในปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรปจัดเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานและประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการทางการแพทย์ได้

ซึ่งฝ่ายสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สภากาชาดไทยได้ให้บริการเป็นแห่งแรกในประเทศไทย รวมถึง บูรณาการองค์ความรู้จากสหสาขาวิชาได้แก่ความรู้ทางชีววิทยาการเจริญพันธุ์และวิศวกรรมชีวเวช เพื่อการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อรังไข่ภายนอกร่างกาย เพื่อนำไปสู่การคัดแยกเซลล์ไข่ นำมาเลี้ยงภายนอกร่างกาย หรือเพื่อการนำมาสร้างเป็นรังไข่เทียมในอนาคต สร้างทางเลือกและแก้ไขปัญหาภาวะการเจริญพันธุ์สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งและต้องการมีบุตร

ท้ายที่สุด ศ.กิตติคุณ นพ.ประมวล วีรุตมเสน ที่ปรึกษาหน่วย ชีววิทยาการเจริญพันธุ์ ฝ่ายสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา รพ.จุฬาฯ หัวหน้าทีมให้กำเนิดเด็กหลอดแก้วคนแรก ย้ำว่า ในแง่ทางการแพทย์อยากให้กระบวนการใช้เทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ใกล้เคียงธรรมชาติ และการนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยคนที่มีความจำเป็น ไม่ใช่ใช้โดยสิ้นเปลือง ทำโดยความระมัดระวังและมีจิตสำนึกต่อสังคม ไม่ให้เกิดผลกระทบใดต่อสังคมตามมา