คลินิกลอยน้ำศรีสวัสดิ์โมเดลรองรับอุบัติเหตุเขื่อนศรีนครินทร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/356161

คลินิกลอยน้ำศรีสวัสดิ์โมเดลรองรับอุบัติเหตุเขื่อนศรีนครินทร์

ศคลินิกเกียรติคุณ นพปิยะสกล สกลสัตยาทร,กระทรวงสาธารณสุข,คลินิกลอยน้ำ,ศรีสวัสดิ์โมเดล

สธ.เปิดคลินิกลอยน้ำ”ศรีสวัสดิ์โมเดล”แห่งแรกของไทยรองรับอุบัติเหตุฉุกเฉินทางน้ำในเขื่อนศรีนครินทร์หนุนกระแสท่องเที่ยวปลอดภัยรองรับนักท่องเที่ยวปีละเกือล1ล้านคน

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง 11 หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กรมการแพทย์ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมการท่องเที่ยว กรมเจ้าท่า กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ เลขาธิการแพทยสภา จังหวัดกาญจนบุรี และโรงพยาบาลกรุงเทพ สนามจันทร์ ในการขับเคลื่อนคลินิกลอยน้ำ    “ศรีสวัสดิ์โมเดล” เพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพ รองรับอุบัติเหตุทางน้ำ และส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย พร้อมตรวจเยี่ยมหน่วยบริการโครงการคลินิกลอยน้ำ “ศรีสวัสดิ์โมเดล” ที่ อ.ศรีสวัสดิ์ จ.กาญจนบุรี

คลินิกลอยน้ำศรีสวัสดิ์โมเดลรองรับอุบัติเหตุเขื่อนศรีนครินทร์

 

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การจัดตั้งคลินิกลอยน้ำ “ศรีสวัสดิ์โมเดล” รองรับอุบัติเหตุทางน้ำและส่งเสริมการท่องเที่ยวที่ปลอดภัย จึงได้ทำข้อตกลงร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ในการช่วยเหลือประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ประสบอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยฉุกเฉิน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักท่องเที่ยว สร้างเสริมแนวคิดจิตอาสาให้แก่เจ้าหน้าที่ และสร้างจิตสำนึกความรับผิดชอบแก่ผู้ประกอบการ

คลินิกลอยน้ำศรีสวัสดิ์โมเดลรองรับอุบัติเหตุเขื่อนศรีนครินทร์

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวต่อว่า เขตสุขภาพที่ 5 ได้จัดบริการคลินิกลอยน้ำ “ศรีสวัสดิ์โมเดล” แห่งแรกของประเทศไทย อยู่บนแพลอยน้ำในทะเลสาบเหนือเขื่อนศรีนครินทร์ รองรับอุบัติเหตุทางน้ำ ป่วยฉุกเฉิน และเจ็บป่วยอื่นๆ ให้แก่นักท่องเที่ยว สร้างความเชื่อมั่นและดึงนักท่องเที่ยวให้มาเที่ยวเมืองรอง เป็นการหนุนกระแสท่องเที่ยวปลอดภัยของจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติจำนวนมาก    ส่วนใหญ่เป็นการท่องเที่ยวทางน้ำจึงเกิดธุรกิจแพที่พัก แพล่อง เครื่องเล่นทางน้ำ รีสอร์ทขนาดกลางและขนาดใหญ่ โดยมีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกว่า 140 ราย นักท่องเที่ยวปีละประมาณ 8 แสนคน และมีนักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุทางน้ำและเครื่องเล่นทางน้ำอยู่บ่อยครั้ง   ล่าสุดในปี 2561 มีผู้บาดเจ็บ 143 ราย เสียชีวิต 8 ราย

คลินิกลอยน้ำศรีสวัสดิ์โมเดลรองรับอุบัติเหตุเขื่อนศรีนครินทร์

 

สำหรับคลินิกลอยน้ำ “ศรีสวัสดิ์โมเดล” นอกจากรองรับบริการอุบัติเหตุ เจ็บป่วยฉุกเฉิน เจ็บป่วยทั่วไปยังมีบริการนวดเพื่อสุขภาพ ด้วยทีมแพทย์ พยาบาล สหวิชาชีพ จากโรงพยาบาลท่ากระดาน และทีมอาสาสมัครจากทั่วประเทศ มีอุปกรณ์ช่วยชีวิตบนแพ ได้แก่ เครื่องช่วยหายใจ เครื่องกระตุกหัวใจ ชุดยาและอุปกรณ์ช่วยชีวิตฉุกเฉิน รถเข็น เบาะนอนคนไข้ ยา เวชภัณฑ์ และครุภัณฑ์ทางการแพทย์มีเรือเร็ว รถพยาบาลฉุกเฉินขั้นสูงรองรับการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลแม่ข่าย ดำเนินงานภายใต้กลไกคณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิต (พชอ.) เปิดให้บริการในวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวเดินทางมาเป็นจำนวนมาก

คลินิกลอยน้ำศรีสวัสดิ์โมเดลรองรับอุบัติเหตุเขื่อนศรีนครินทร์

 

ด้าน นพ.ปานเนตร ปางพุฒิพงศ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุขเขตสุขภาพที่ 5 กล่าวว่า เขตสุขภาพที่ 5 มีแผนการพัฒนาศักยภาพของคลินิกลอยน้ำ “ศรีสวัสดิ์โมเดล” เพื่อให้เกิดความยั่งยืน 4 ด้าน ดังนี้ 1.บุคลากร (Staff) โดยเตรียมทีมแพทย์ พยาบาล จิตอาสามูลนิธิ กู้ภัย ผู้ประกอบการและผู้เกี่ยวข้อง ประสานความร่วมมือเครือข่ายที่มีส่วนร่วมในการดำเนินงาน และสนับสนุนการพัฒนาด้านต่างๆ ของคลินิกลอยน้ำให้ได้มาตรฐาน รวมทั้งเตรียมอุปกรณ์การแพทย์รองรับผู้ป่วยฉุกเฉิน 2.ระบบบริการ (Service) ส่งเสริมป้องกันการเกิดอุบัติเหตุทางน้ำ รักษาพยาบาลผู้ป่วยทั่วไปและผู้ป่วยฉุกเฉิน รวมถึงการรับ-ส่งต่อผู้ป่วยทางน้ำ 3.ศักยภาพของบุคลากร (Skill) พัฒนาหลักสูตรสำหรับกู้ชีพทางน้ำโดยจัดอบรมแพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร จิตอาสา และผู้ประกอบการ 4.ระบบ (System) พัฒนาระบบเทคโนโลยีและการสื่อสารระบบข้อมูลที่เชื่อมโยงกับ Data Health Center และระบบประกันสุขภาพ

คลินิกลอยน้ำศรีสวัสดิ์โมเดลรองรับอุบัติเหตุเขื่อนศรีนครินทร์

4วัคซีนป้องกันโรค”ไทยทำ ไทยใช้”ผลิต-ส่งออก-ใช้เองในประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/355901

4วัคซีนป้องกันโรค”ไทยทำ ไทยใช้”ผลิต-ส่งออก-ใช้เองในประเทศ

วัคซีน

4 วัคซีนป้องกันโรค “ไทยทำ ไทยใช้”ผลิต – ส่งออก – ใช้เองในประเทศ : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

ไทยผลิต 4 วัคซีนป้องกันโรคมาตรฐานสากล ผ่านการรับรองจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ครอบคลุมการใช้ 90% ของประชากร คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 1,000 ล้านบาท ส่งออก 15 ประเทศทั่วโลก พร้อมเป็นศูนย์กลาง (HUB) การส่งออกวัคซีนในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

รศ.(พิเศษ) นพ.ทวี โชติพิทยสุนนท์ นายกสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยและที่ปรึกษากรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวในงานแถลงข่าว ก้าวสู่ทศวรรษ ของโรงงานผลิตวัคซีนมาตรฐานระดับโลกในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ บริษัท องค์การเภสัชกรรม – เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด (GPO-MBP) ว่าการเกิดโรคระบาดนับว่าส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงทั้งด้านคุณภาพชีวิตของประชาชนและด้านเศรษฐกิจ ในประเทศไทยเอง เคยเกิดวิกฤติไข้หวัดนก H5N1 ในช่วงปลายปี 2546-ต้นปี 2547 เกิดความเสียหายกว่า 5 หมื่นล้านบาททันที เนื่องจากไก่สดแช่แข็งที่ส่งไปยังยุโรปถูกตีกลับ ซึ่งเราเพิ่งสามารถปลดล็อกเรื่องไก่สดแช่แข็งได้เมื่อไม่นานมานี้

4วัคซีนป้องกันโรค"ไทยทำ ไทยใช้"ผลิต-ส่งออก-ใช้เองในประเทศ

 

โรคระบาดกระทบเศรษฐกิจโลก
นพ.ทวี กล่าวเพิ่มเติมว่า “ในปี 2550 สหรัฐอเมริกาได้คำนวณความเสียหายที่เกิดจากไข้หวัดใหญ่ระบาด โดยคาดว่าจะส่งผลต่อเศรษฐกิจเป็นอันดับ 2 รองจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประชาชาติ (GDP) ของโลก ลดลงมากกว่า 5.5% สูญเสียเศรษฐกิจ 683 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 24 ล้านล้านบาท การท่องเที่ยว บันเทิง อาหาร ลดลง 80% การขนส่ง คลังสินค้าลดลง 67% เกษตรกรรม ก่อสร้าง การเงิน ลดลง 10% ทั้งนี้ ในช่วงเกิดไข้หวัดใหญ่ระบาด ยังเกิดวิกฤติวัคซีนไข้หวัดใหญ่ขาดแคลน เนื่องจากทั่วโลกสามารถผลิตได้เพียง 300 ล้านโดส ครอบคลุมเพียง 12% ของประชากรทั่วโลก และมีเพียง 12 ประเทศที่ผลิตได้ ดังนั้น เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่าวิกฤติเหล่านี้จะเกิดขึ้นเมื่อไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเตรียมตัวให้พร้อม”

4วัคซีนป้องกันโรค"ไทยทำ ไทยใช้"ผลิต-ส่งออก-ใช้เองในประเทศ

 

    โรงงานผลิตวัคซีนสัญชาติไทย
ในทุกๆ ปีวัคซีนสามารถช่วยชีวิตคนได้ถึง 2.5 ล้านคนทั่วโลก ช่วยให้ 750,000 คนทั่วโลก รอดพ้นจากความพิการต่างๆ และสามารถป้องกันหรือลดโรคจากการฉีดวัคซีนซึ่งมีมากกว่า 30 โรค นอกจากนี้ ยังมีโรคใหม่ๆ ที่ต้องการวัคซีนในการต่อสู้ ดังนั้น วัคซีนจึงถือว่ามีความสำคัญในการช่วยป้องกันทั้งชีวิต ความพิการ และเศรษฐกิจ

เภสัชกร บุญรักษ์ ถาวรรุ่งโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท องค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องนำเข้าวัคซีนจากต่างประเทศซึ่งไม่เพียงพอต่อความต้องการ ในปี 2540 คณะรัฐมนตรีมีมติให้ก่อตั้ง “บริษัท องค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด” (GPO-MBP) ซึ่งเป็นโรงงานผลิตวัคซีนร่วมทุนขององค์การเภสัชกรรม กระทรวงสาธารณสุข, บริษัท ทุนลดาวัลย์ จำกัด และบริษัท ซาโนฟี่ ปาสเตอร์ จำกัด เพื่อพัฒนาการผลิตวัคซีนที่ได้คุณภาพในระดับสากล และสนับสนุนวัคซีนคุณภาพกับแผนการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ ภายใต้คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านวัคซีน บริษัท ซาโนฟี่ ปาสเตอร์ ประเทศฝรั่งเศส เริ่มการผลิตวัคซีนครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2544 จนถึงปัจจุบัน สามารถผลิตได้ทั้งวัคซีนชนิดผงแห้งจำนวน 4 ล้านขวดต่อปี และชนิดเหลว 20 ล้านขวดต่อปี รวมมูลค่า 15 ปีที่ผ่านมา กว่า 3,800 ล้านบาท

4วัคซีนป้องกันโรค"ไทยทำ ไทยใช้"ผลิต-ส่งออก-ใช้เองในประเทศ

 

  ส่งออก “วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี”
เภสัชกร บุญรักษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบัน ประเทศไทยสามารถผลิตวัคซีนจากโรคที่ป้องกันได้ 4 ชนิด คือ วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ วัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า วัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ และวัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานการผลิตยาที่ดีจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และมาตรฐานระดับโลกอย่างองค์การอนามัยโลก (WHO) มีการส่งออก “วัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบเจอี” ชนิดผงแห้ง ไปยัง 15 ประเทศทั่วโลก หรือกว่า 2 ล้านโดสต่อปี รวมมูลค่าการส่งออกกว่า 400 ล้านบาท นอกจากนี้ โรงงานผลิตวัคซีน GPO-MBP ยังเป็นศูนย์กลาง (HUB) การส่งออกวัคซีนในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกด้วย

4วัคซีนป้องกันโรค"ไทยทำ ไทยใช้"ผลิต-ส่งออก-ใช้เองในประเทศ

 

พล.ท.สุชาติ วงษ์มาก กรรมการ บริษัท องค์การเภสัชกรรม-เมอร์ริเออร์ชีววัตถุ จำกัด กล่าวว่า เราพยายามพัฒนาในหลายๆ เรื่องในอดีต และด้วยความสำเร็จของ GPO-MBP ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ได้ว่า ประเทศชาติจะมีความมั่นคงทางวัคซีน ทั้งจากการผลิตวัคซีนเพื่อเด็กไทยและเอื้อประโยชน์ในต่างชาติ นำรายได้เข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทมีเป้าหมายที่จะพัฒนาและผลิตวัคซีนเองภายในประเทศให้ครอบคลุมโรคต่างๆ อย่างมีประสิทธิภาพ และเดินหน้าพัฒนาวัคซีนตัวใหม่ๆ ขึ้นมาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของประเทศให้ได้

ปัจจุบัน ประเทศไทย นับว่าประสบความสำเร็จในการป้องกันโรคด้วยวัคซีน เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาคเดียวกัน โดยภาครัฐได้ให้บริการวัคซีนพื้นฐานครอบคลุม 90% ของประชากร รวมทั้งประชาชนที่รับวัคซีนจากสถานบริการเอกชน คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1,000 ล้านบาท

4วัคซีนป้องกันโรค"ไทยทำ ไทยใช้"ผลิต-ส่งออก-ใช้เองในประเทศ

 

ด้าน นพ.ดร.จรุง เมืองชนะ ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กล่าวเสริมถึงการประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงด้านวัคซีนแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2561 และมีผลบังคับใช้วันที่ 22 พฤศจิกายน ที่ผ่านมาว่า พ.ร.บ.ดังกล่าว เปรียบเสมือนตัวกำหนดให้มีกลไกที่เป็นระบบในการส่งเสริมและสนับสนุนเพื่อให้มีการวิจัย การพัฒนา การผลิต การประกัน การควบคุมคุณภาพ การจัดหา การกระจายวัคซีน และการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคที่เหมาะสมและต่อเนื่อง เป็นเครื่องมือสำคัญที่จะผลักดันประเทศสู่ความมั่นคง สามารถพึ่งตนเองและเป็นผู้นำด้านวัคซีนในระยะยาว

4วัคซีนป้องกันโรค"ไทยทำ ไทยใช้"ผลิต-ส่งออก-ใช้เองในประเทศ

 

“ประเทศไทยมีศักยภาพระดับโลก และอาเซียนก็มอบให้ไทยเป็นลีดเดอร์ในการสร้างความร่วมมือกับทั้ง 10 ประเทศ ทั้งนี้ หากหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องร่วมมือพัฒนาบุคลากร สนับสนุนงานวิจัย และเชื่อมโยงความรู้ความชำนาญในด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน จะสามารถผลักดันให้มีการพัฒนางานด้านวัคซีนไปในทิศทางเดียวกันและมีความเป็นรูปธรรมมากขึ้น และช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการป้องกันโรคด้วยวัคซีนที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึง ลดการนำเข้า และเพิ่มรายได้จากการส่งออกได้อีกทางหนึ่ง” ดร.จรุง กล่าวทิ้งท้าย

ปฏิรูปหลักประกันสุขภาพรัฐจัดชุดสิทธิประโยชน์-เพิ่มแหล่งเงิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/355676

ปฏิรูปหลักประกันสุขภาพรัฐจัดชุดสิทธิประโยชน์-เพิ่มแหล่งเงิน

หลักประกันสุขภาพ

ปฏิรูป…”หลักประกันสุขภาพรัฐ”จัดชุดสิทธิประโยชน์-เพิ่มแหล่งเงิน : รายงาน  โดย… 0 พวงชมพู ประเสริฐ 0   qualitylife4444@gmail.com

ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐหลัก 3 ระบบ หรือ 3 กองทุน คือ สวัสดิการข้าราชการผู้มีสิทธิ 4.4 ล้านคน ประกันสังคม 12.3 ล้านคน และหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง 48.8 ล้านคน โดยในปี 2561 มีการใช้งบประมาณด้านนี้รวมอยู่ที่ 330,885 ล้านบาท คาดการณ์ว่าในปี 2565 หรืออีก 4 ปีข้างหน้า จะเพิ่มเป็น 394,328 ล้านบาท จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐ ซึ่งเป็นเรื่องหนึ่งตามแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข

ศ.กิตติคุณ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล ประธานอนุกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูประบบสาธารณสุขด้านการคลังสุขภาพและระบบหลักประกันสุขภาพ กล่าวว่า ในการปฏิรูปมีการขับเคลื่อนเรื่องชุดสิทธิประโยชน์ แบ่งเป็น 3 ชุด ได้แก่ 1.ชุดสิทธิประโยชน์หลัก จะมี 2 ส่วนประกอบกัน คือ สิทธิประโยชน์พื้นฐานที่เป็นความจำเป็นที่คนไทยทุกคนพึงได้รับ และสิทธิประโยชน์เพื่อป้องกันครัวเรือนล้มละลาย เช่น มะเร็ง ไตวายเรื้อรัง คนไข้ติดเตียง เอชไอวี/เอดส์ เป็นต้น

โดยจะกำหนดครอบคลุมการดูแลทั้ง 5 กลุ่มอายุตามรัฐธรรมนูญ ทั้งในด้านการรักษา ระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ และตติยภูมิ การสร้างเสริมสุขภาพ ป้องกันโรค การฟื้นฟูหลังการรักษา การดูแลระยะยาวรองรับสังคมผู้สูงอายุ และการดูแลระยะสุดท้ายอย่างมีศักดิ์ศรี จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็วที่สุด ก่อนนำเสนอบอร์ดทั้ง 3 กองทุนพิจารณาและประกาศบังคับใช้ เบื้องต้นจะพยายามเร่งดำเนินการให้ทันภายในปี 2562

2.ชุดสิทธิประโยน์เสริม 1 จะเป็นส่วนที่แต่ละกองทุนพิจารณาจ่ายให้คนที่อยู่ในสิทธิของกองทุนนั้นๆ เป็นการให้สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้นจากสิทธิประโยชน์หลัก เช่น การคัดกรองมะเร็งบางอย่าง การรับบริการทางทันตกรรม การเจาะเลือดเพื่อคัดกรองโรคบางอย่างแก่ผู้ทำงานบางประเภทที่มีความเสี่ยง และ 3.ชุดสิทธิประโยชน์เสริม 2 ซึ่งเป็นส่วนที่ประชาชนจะต้องจ่ายเอง เช่น การรับบริการในคลินิกพรีเมียมของโรงพยาบาล หรือการใช้อุปกรณ์บางอย่างที่เพิ่มมากขึ้น การบริการห้องพิเศษ หรือใช้ยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ เป็นต้น จากนี้จะดึงสำนักงานคณะกรรมการการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) และบริษัทประกันเอกชนมาหารือเพื่อกำหนดแนวทาง

“การกำหนดชุดสิทธิประโยชน์หลักและเสริม ยืนยันว่า ประชาชนที่อยู่ตามสิทธิต่างๆ จะต้องได้รับสิทธิต่างๆ ไม่น้อยกว่าที่เคยได้รับ แต่บางสิทธิอาจได้รับมากกว่าเดิม เนื่องจากปรับการบริหารจัดการหรือรูปแบบทำให้ได้รับการดูแลที่ดีขึ้น” ศ.กิตติคุณ นพ.ภิรมย์ กล่าว

นอกจากดำเนินการเรื่องสิทธิประโยชน์ด้านสุขภาพของประชาชนแล้ว ในอีกมิติจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาถึงความมั่นคงทางการเงินการคลังของระบบหลักประกันสุขภาพภาครัฐด้วย  ดร.สมชัย จิตสุชน คณะกรรมการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข และประธานอนุกรรมการติดตามประเมินผล กล่าวในการประชุมวิชาการระดับชาติด้านหลักประกันสุขภาพของประเทศไทย “หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า : การดูแลสุขภาพแบบมุ่งเน้นคุณค่า” เมื่อเร็วๆ นี้ว่า การวิจัยเรื่องการหาแหล่งเงินเพิ่มเพื่อสนับสนุนการใช้จ่ายภาครัฐด้านสาธารณสุขนั้นอยู่บนโจทย์ที่จะต้องเพิ่มงบขึ้นปีละ 40,000 บาท จึงพบว่ามี 2 ทางเลือก คือ

ทางเลือกที่ 1 แหล่งเงินจากภาษี โดยแหล่งเงินจากภาษีที่มีความเป็นไปได้ในทางการเมืองและทางปฏิบัติ ประกอบด้วย 1.1 การเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มและ earmark(จัดสรรเงิน) บางส่วนให้เป็นงบประมาณด้านสาธารณสุข ไม่ใช่การ earmark ตามกฎหมาย แต่รัฐบาลประกาศต่อสาธารณะว่าจะขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่มเพื่อนำรายได้ส่วนเพิ่มมาใช้ดูแลสวัสดิการของผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งการดูแลด้านสุขภาพด้วย วิธีนี้จะช่วยลดแรงต่อต้านทางการเมืองของกลุ่มมีรายได้น้อยและรายได้ปานกลางลงได้

1.2 ภาษีบาปหรือภาษีสรรพสามิตอื่นที่ earmark ด้วยกฎหมายที่ยังเปิดช่องให้ แต่ต้องได้รับความเห็นชอบจากกระทรวงการคลัง เป็นวิธีที่มีการใช้มาอย่างต่อเนื่องและมีการต่อต้านทางการเมืองน้อย แต่โดยรวมแล้วยังสามารถทำได้ง่ายกว่า 1.3 การขยายฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยปรับลดหรือยกเลิกค่าลดหย่อนรายการที่ให้ประโยชน์แก่ผู้มีฐานะดีเป็นหลัก เช่น LTF 1.4 จัดเก็บภาษีจากฐานทรัพย์สินมากขึ้น เช่นภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ดำเนินการผ่านการจัดสรรงบขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  หรือภาษีกำไรจากการซื้อขายหลักทรัพย์ ภาษีลาภลอย เป็นต้น

และทางเลือกที่ 2 แหล่งเงินที่ไม่ใช่ภาษี แหล่งเงินที่ไม่ใช่ภาษีมีหลายความเป็นไปได้เช่นกัน เช่น 2.1 การร่วมจ่ายขณะหรือหลังใช้บริการ โดยอาจเป็นจ่ายจำนวนคงที่ เช่น 50 บาทสำหรับการรับบริการแต่ละครั้ง แต่อาจไม่สามารถแบ่งเบาภาระงบประมาณได้มากนัก หรือจ่ายเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่ารักษารวมแบบขั้นบันได โดยหากเป็นแพ็กเกจ ราคาสูงอัตราการร่วมจ่ายจะสูงตาม หรือการร่วมจ่ายด้วยความสมัครใจที่ไม่คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของค่ารักษารวม แต่คิดแยกตามรายการ เช่น ค่าห้องพิเศษ ค่าวัสดุอุปกรณ์

2.2 การร่วมจ่ายก่อนใช้บริการ เช่น การเก็บเบี้ยประกันภาคบังคับ (compulsory insurance) เช่น 100 บาท/คน/ปี กับคนไทยทุกคน หรือจัดเก็บภาษีสุขภาพ(health tax) จากผู้ยื่นเสียภาษีทุกคน เช่น คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของรายได้พึงประเมิน แต่มีข้อเสียคือเก็บได้เฉพาะผู้ยื่นเสียภาษีเท่านั้น ก่อให้เกิดปัญหาความเป็นธรรมในการรับภาระ และ 2.3 แหล่งเงินอื่น เช่น การบริจาค ซึ่งมีความเป็นไปได้ในทางการเมืองสูง และง่ายในทางปฏิบัติ แต่ข้อเสียคือ ไม่ผ่านกระบวนการงบประมาณ หรือการออกพันธบัตรผลกระทบเชิงสังคม (Social impact bond) ซึ่งเป็นช่องทางบริจาคของประชาชนเพื่อการให้บริการสาธารณสุขสำหรับผู้มีรายได้น้อยหรือประชาชนทั่วไป

อย่างไรก็ตาม นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวว่า ควรเริ่มจากการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินแบบใหม่ ซึ่งปัจจุบันพบว่างบกลาโหมอยู่ที่ 6-7 แสนล้านบาท มากกว่างบสุขภาพที่อยู่ที่ราว 2 แสนล้านบาท ถึง 3 เท่า จำเป็นต้องพิจารณางบใหม่ให้สุขภาพใหม่ เพราะเป็นหนึ่งในรัฐสวัสดิการ ส่วนเรื่องการให้ประชาชนร่วมจ่าย หากมีความจำเป็นต้องร่วมจ่ายก็ต้องร่วมจ่าย แต่ต้องเป็นการร่วมจ่ายแบบถ้วนหน้าทุกคน และต้องร่วมจ่ายก่อนป่วยหรือจ่ายล่วงหน้า และคุมค่าใช้จ่าย เช่น การแสดงราคาค่ารักษาพยาบาลสมเหตุสมผล ไม่ใช่แค่ขึ้นเว็บไซต์ หรือการจัดการเรื่องระบบยา สิทธิบัตรยา เพื่อให้ยาราคาถูกลง ส่งเสริมยาชื่อสามัญที่ผลิตในประเทศ และต้องมีระบบการบริหารจัดการต่อรองราคายาที่ดีของระบบประกันสุขภาพภาครัฐ

“เราคือ มานิ ไม่ใช่เงาะ”เสียงจากเทือกเขาบรรทัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/355517

“เราคือ มานิ ไม่ใช่เงาะ”เสียงจากเทือกเขาบรรทัด

มานิ,กลุ่มชาติพันธุ์,เทือกเขาบรรทัด

“เราคือ มานิ ไม่ใช่เงาะ”เสียงจากเทือกเขาบรรทัด  : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ  qualitylife4444@gmail.com

“เงาะกินอร่อย แต่เราคือ มานิ เพราะเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน ไม่ใช่ เงาะ” คำตอบของ กุ้ง รักษ์ป่าบอน ต่อคำถามว่า กลุ่มของพี่เรียกตัวเองว่าอย่างไร เมื่อ “คม ชัด ลึก” ได้มีโอกาสเดินทางไปเยี่ยมเยียน “ทับ” หรือบ้านที่อาศัยของมานิ บนเทือกเขาบรรทัด ต.ทุ่งนารี อ.ป่าบอน จ.พัทลุง เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่าคำเรียกขานของคนไทยพื้นราบที่มีต่อคนไทยบนเทือกเขาแห่งนี้ ว่า “เงาะ” หรือ “ซาไก” นั้น ไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้องและเป็นคำเรียกที่ค่อนข้างสร้างความรู้สึกไม่ดีให้เกิดขึ้นกับมานิ

กลุ่มชาติพันธุ์ “มานิ” อาศัยอยู่ในป่า 2 เทือกเขาหลักทางภาคใต้ของประเทศไทย ได้แก่ เทือกเขาบรรทัด เขต จ.ตรัง สตูล พัทลุง และสงขลา ประมาณ  500 คน มีบัตรประชาชนไทยแล้วราว 313 คน และเทือกเขาสันกาลาคีรี เขต จ.ยะลา และนราธิวาส มีชื่อเรียกว่า “โอรัง อัสลี” มีประมาณ 319 คนยังไม่ได้รับบัตรประชาชน  แต่ด้วยความเจริญที่รุกล้ำเข้าไปถึงบนเทือกเขาบรรทัดถิ่นที่อยู่ของมานิมากขึ้น เริ่มส่งผลต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของมานิ  ปัจจุบัน มานิจึงมีการดำเนินชีวิตใน 3 ลักษณะ คือ กลุ่มที่ยังใช้ชีวิตแบบดั้งเดิม กลุ่มกึ่งสังคมชุมชนที่มีการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตจากดั้งเดิมบ้าง และกลุ่มตั้งถิ่นฐานถาวร มีวิถีชีวิตไม่ต่างจากคนไทยพื้นราบ มีบ้านและทำสวนยางพารา เพาะปลูก เลี้ยงสัตว์

"เราคือ มานิ ไม่ใช่เงาะ"เสียงจากเทือกเขาบรรทัด  

 

“กุ้ง”  บอกว่า  มานิมีภาษาพูดของตัวเอง แต่ไม่มีภาษาเขียน วิถีชีวิตดั้งเดิมจะอยู่ในป่าลึก สร้าง “ทับ” เป็นที่อยู่อาศัยแบบง่ายๆ โดยการปักไม้แล้วนำใบไม้มาทับด้านบนเป็นหลังคา หากบริเวณไหนมีรอยรั่วกันแดดกันฝนไม่ได้ก็หาใบไม้มาทับเพิ่มเติมเข้าไปตรงจุดนั้น แต่อยู่ในทับที่เดิมไม่นาน จะเคลื่อนย้ายสร้างทับใหม่ไปเรื่อยๆ ทั่วป่าตามแหล่งอาหารหรือความปลอดภัยในการใช้ชีวิต อาหารจะเป็นของที่หาได้จากป่าทั้งหมด อาหารหลักเป็น “หัวมัน” ที่มีอยู่อย่างหลากหลายชนิด เช่น มันทราย มันช้าง มันโฉม มันแหยง รสชาติจะแตกต่างกัน และสัตว์ป่า ลิง ค่าง  โดยจะนำมันมาเผาและนำเนื้อสัตว์มาย่างหรือหมก

"เราคือ มานิ ไม่ใช่เงาะ"เสียงจากเทือกเขาบรรทัด  

 

ในการล่าสัตว์จะมีอาวุธเป็นการเป่าลูกดอกที่ส่วนปลายอาบไว้ด้วยยาพิษที่ได้จากพืช ซึ่งจะทำโดยผู้ชายในเผ่าเท่านั้น ผู้หญิงจะไม่สามารถทำอาวุธนี้ได้ กุ้ง บอกว่า จะเมาหรือได้รับอันตราย รวมถึงการออกล่าสัตว์ด้วยจะเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ซึ่งจะได้รับการฝึกฝนมาตั้งแต่เริ่มโตเป็นหนุ่ม  ส่วนเครื่องนุ่งห่มจะทำจากใบไม้ง่ายๆ ยามเจ็บป่วยก็จะใช้สมุนไพรที่ได้รับการสืบสานบอกต่อกันมา

"เราคือ มานิ ไม่ใช่เงาะ"เสียงจากเทือกเขาบรรทัด  

ยามคลอดลูกก็จะคลอดแบบธรรมชาติภายในทับ โดยมีสามีและผู้เฒ่าอยู่ภายในทับด้วย เมื่อตัดสายสะดือแล้วก็จะฝังไว้บริเวณใกล้กองไฟในทับนั้น นำทารกไปล้างตัวที่ลำธาร นอกจากนี้ มานิ จะมีเครื่องดนตรี เรียกว่า “ยะฮอง” ทำจาก “ใบไอ้เหนา” นำมาเฉือนให้บาง เจาะตรงกลางแล้วม้วนเป็นสาย วิธีการเล่นจะใช้ปากเป่าพร้อมกับใช้มือดึง

ส่วน “ทับ” ที่ กุ้ง อยู่นี้มีราว 30 คน จัดเป็นมานิกึ่งสังคม เนื่องจากมีการใส่เสื้อผ้า ปรุงอาหารการกิน และปรับเปลี่ยนความเป็นอยู่บางอย่างตามแบบคนพื้นราบแล้วบางส่วน กุ้ง บอกว่า เดิมก็จะอยู่ในป่าที่สูงขึ้นไป และเปลี่ยนที่อยู่ไปเรื่อยๆ ระหว่างเทือกเขาในเขตจ.พัทลุง และสตูล ซึ่งก็จะมีญาติพี่น้องอยู่ในเขต อ.มะนัง ทุ่งหว้า ของสตูลด้วย เมื่อต้องไปมาหาสู่กันก็จะเดินไปตามเส้นทางบนเทือกเขา สำหรับมานิแล้วการเดินในเส้นทางป่าไม่มีอะไรที่น่ากลัว และไม่เคยโดนสัตว์ป่าทำร้าย แต่ตอนนี้ลงมาอยู่ป่าที่ใกล้กับคนพื้นราบมากขึ้น เพื่อความสะดวกในหลายๆ เรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้ารับการรักษาพยาบาล

"เราคือ มานิ ไม่ใช่เงาะ"เสียงจากเทือกเขาบรรทัด  

 

“ตอนนี้สัตว์ป่าหายากมาก ตอนนี้ก็ไม่ค่อยมีมันกินเท่าไร หายาก มันมีน้อยลง ก็จะพึ่งพาอาหารการกินจากคนข้างนอกมากขึ้น มีหุงข้าว และไปซื้อเนื้อหมูมาต้มหรือแกง โดยใช้วิธีการปรุงแบบคนข้างล่าง แทนที่จะย่างหรือหมกแบบเดิม เด็กๆ จากที่มีมันกินเป็นของว่าง ก็จะมีขนมต่างๆ มากขึ้น ได้เรียนหนังสือภาษาไทยที่บริเวณทับซึ่งมีคนมาสอน รวมทั้ง สอนการปลูกกล้วย ปลูกพืชต่างๆ ไว้กินด้วย” กุ้งเล่า

"เราคือ มานิ ไม่ใช่เงาะ"เสียงจากเทือกเขาบรรทัด  

 

“ปอย รักษ์ป่าบอน” อายุ 35 ปี มานิหนุ่มที่มีโอกาสเรียนหนังสือในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์พัทลุง จนถึงระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เล่าว่า ตอนเด็กอยู่ที่ อ.มะนัง จ.สตูล ได้เรียนหนังสือจนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และเดินทางมาเรียนต่อระดับมัธยมที่พัทลุง  จึงสามารถอ่าน เขียนและพูดภาษาไทยได้ทั้งภาษาไทยใต้และภาษาไทยกลาง อย่างไรก็ตาม มานิที่ได้เรียนหนังสือยังมีสัดส่วนจำนวนน้อยมาก ที่ได้เรียนเพราะพ่อและครูในโรงเรียนประถมอยากจะให้เรียน

"เราคือ มานิ ไม่ใช่เงาะ"เสียงจากเทือกเขาบรรทัด  

 

“สิ่งที่เป็นห่วงตอนนี้คือเรื่องอาหารการกินของพวกเราที่เปลี่ยนไปจากเดิมที่เคยมัน กินเนื้อสัตว์ที่หาได้ในป่า ก็จะมีสารอาหารครบถ้วน ส่วนใหญ่ร่างกายจะแข็งแรง ไม่ค่อยเจ็บป่วยด้วยโรคที่รุนแรง เมื่อมีอาการเจ็บป่วยก็ยังสามารถใช้สมุนไพรที่เรารู้จัก และหาได้ในป่ามาใช้รักษาอาการเจ็บป่วยให้ดีขึ้น แต่ตอนนี้เมื่อมีการกินอาหารแปลกๆ มากขึ้น เช่น มาม่า ปลากระป๋อง  ร่างกายพวกเราที่ไม่คุ้นชินกับอาหารเหล่านี้ก็กลัวว่าอนาคตพวกเราจะป่วยด้วยโรคอื่นๆ ที่เราไม่รู้จักมากขึ้น” ปอย แสดงความเป็นห่วง

ขณะที่ ชัยยุทธ บุญนุ้ย ผู้ช่วยเจ้าพนักงานพัฒนาชุมชน องค์การบริหารส่วนตำบล(อบต.)ทุ่งนารี บอกว่า บ้านอยู่ริมเทือกเขาบรรทัด จึงคุ้นเคยกับมานิมาตั้งแต่เด็ก วิ่งเล่นด้วยกันมาเวลาที่เขาลงมาข้างล่าง รู้จักกันมาตั้งแต่ระดับพ่อสู่ลูก เมื่อเรียนจบจึงกลับมาดูแลพี่น้องมานิตั้งแต่ปี 2550 สิ่งที่สำคัญที่ช่วยเหลือคือการให้ได้รับบัตรประชาชน เพราะจะทำให้ได้รับสิทธิ์ต่างๆ เหมือนคนไทยทั่วไป จึงเริ่มจากการทำผังเครือญาติ ตั้งต้นจากคนที่มีอายุมากที่สุดในทับแล้วสืบไปเรื่อยๆ ซึ่งก็พบว่ามานิที่อยู่ในเขตพัทลุงและสตูลเป็นเครือญาติกันอยู่ จากนั้นก็มีการพิจารณาให้สัญชาติไทยแก่มานิ ตามหลักสืบสายโลหิต และพิจารณานามสกุลตามถิ่นที่อยู่ พื้นที่ จ.พัทลุง คือ รักษ์ป่าบอน และรักษ์กงหรา จ.สตูล ศรีมะนัง ศรีทุ่งหว้า ศรีสายทอง รักษ์ละงู เป็นต้น

"เราคือ มานิ ไม่ใช่เงาะ"เสียงจากเทือกเขาบรรทัด  

 

“มานิยังเผชิญเรื่องการถูกเหยียดผิวอยู่มาก จากลักษณะกายภาพที่เป็นเอกลักษณ์ของมานิ  เด็กมานิกับเด็กอื่นๆ ยังเข้ากันไม่ได้ ทำให้มีเด็กมานิเข้าเรียนในโรงเรียนน้อยมาก เดิมพื้นที่ อ.ป่าบอน จะมีเรียน 4-5 คน แต่ถูกเหยียดผิวจึงไม่อยากมาเรียนและไม่ได้เรียนอีก หรือแม้แต่ยามป่วยแล้วไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล ก็จะมีคนจำนวนมากมามุงดู เหมือนกับพวกเขาเป็นคนแปลกแยก ไม่อยากให้มีการเหยียดสีผิวหรือเหยียดชาติพันธุ์เกิดขึ้น อยากให้เข้าใจว่าพวกเขาก็คือมนุษย์ ที่มีรูปลักษณ์และวิถีชีวิตเป็นเอกลักษณ์ตามชาติพันธุ์ของเขา ซึ่งในโลกนี้มีชาติพันธุ์ต่างๆ อยู่หลากหลายมากมาย” ชัยยุทธกล่าว
"เราคือ มานิ ไม่ใช่เงาะ"เสียงจากเทือกเขาบรรทัด  

วชช.หนุนทุนนวัตกรรมอาชีพชั้นสูงสร้างผลตอบแทนคืน10,000ล้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/355395

วชช.หนุนทุนนวัตกรรมอาชีพชั้นสูงสร้างผลตอบแทนคืน10,000ล้าน

วชช,นวัตกรรม,การศึกษา

วชช.หนุนทุนนวัตกรรมอาชีพชั้นสูงสร้างผลตอบแทนคืน10,000ล้าน : รายงาน  โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com –

โจทย์สำคัญของกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) คือทำอย่างไรที่จะเพิ่มคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมุ่งไปที่เด็กและเยาวชนจากครอบครัวรายได้ต่ำสุด 20% แรกของประเทศ จำนวนประมาณ 160,000 คนต่อรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ก้นบึ้งของสังคมไทย ให้มีโอกาสศึกษาต่อเต็มศักยภาพ ผลตอบแทนของโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพขั้นสูง จากนักเรียนผู้รับทุน 2,500 ทุน ในปีแรก จากข้อสมมุติฐานว่าผู้รับทุนทุกคนทำงานหลังจบการศึกษาจนถึงเกษียณอายุ 60 ปี จะคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value : NPV) ประมาณ 10,000 ล้านบาท หรืออัตราผลตอบแทนการลงทุน (IRR หรือ Internal Rate of Return) อยู่ที่ร้อยละ10

เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม นายชุมพล พรประภา กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันวิทยาลัยชุมชน (วชช.) เปิดเผยในการประชุมของผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชน 20 แห่งว่า ที่ผ่านมาสถาบันวิทยาลัยชุมชนได้พัฒนาการจัดการเรียนการสอนให้สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนอย่างยั่งยืน

วชช.หนุนทุนนวัตกรรมอาชีพชั้นสูงสร้างผลตอบแทนคืน10,000ล้าน

 

โดยเน้นหลักสูตรซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการของท้องถิ่นและตลาดแรงงาน 4.0 ควบคู่กันไปด้วย จุดเด่นของวิทยาลัยชุมชนคือ เข้าถึงความต้องการชุมชน อีกทั้งกรรมการสภาของแต่ละสถาบันมีทั้งผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หอการค้าจังหวัด ภาคเอกชน ทำให้เราสามารถจับจุดได้ว่าโจทย์ที่ท้องถิ่นต้องการให้พัฒนาคือเรื่องใดบ้าง โดยในแต่ละพื้นที่จะมีความแตกต่างกันไป

ล่าสุดได้เชิญกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (กสศ.) มาร่วมประชุมและบรรยายให้แก่ผู้บริหารวิทยาลัยชุมชนทั้ง 20 แห่งทั่วประเทศเกี่ยวกับทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง ซึ่งเป็นทุนสนับสนุนที่มีลักษณะการทำงานแบบร่วมพัฒนา ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน เน้นให้สถาบันทำงานกับภาคเอกชนในการพัฒนาคุณภาพนักศึกษาให้มีทักษะ ความพร้อม ตามความต้องการของตลาดแรงงาน

วชช.หนุนทุนนวัตกรรมอาชีพชั้นสูงสร้างผลตอบแทนคืน10,000ล้าน

 

“กสศ.คิดค้นลงทุนได้ถูกจุด เน้นกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนด้อยโอกาสจากครอบครัวที่มีรายได้ต่ำที่สุด จะได้มีโอกาสศึกษาต่อระดับสูงขึ้น และยังพัฒนาคุณภาพสถาบันสายอาชีพควบคู่ไปด้วย เป็นมิติใหม่ของการให้ทุนสนับสนุนที่มีวัตถุประสงค์ชัดเจน ตอบโจทย์ชุมชนท้องถิ่นและโจทย์ประเทศ ทั้งยังดูแลผู้รับทุนต่อเนื่อง สอดคล้องภารกิจและการทำงานของวิทยาลัยชุมชน และช่วยแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำของประเทศในระยะยาว เท่าที่ดูคาดว่ามีวิทยาลัยชุมชนไม่ต่ำกว่า 4 แห่งที่มีคุณสมบัติตรงตามหลักเกณฑ์ และร่วมเสนอโครงการเพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาวิทยาลัยชุมชน ให้เป็นสถาบันนวัตกรรมชั้นสูงในปีแรก ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ฝีมือของผู้บริหารวิทยาลัยชุมชนที่สะท้อนการทำงานเพื่อปฏิรูปคุณภาพสถาบันอย่างแท้จริง” ดร.ชุมพล กล่าว

วชช.หนุนทุนนวัตกรรมอาชีพชั้นสูงสร้างผลตอบแทนคืน10,000ล้าน

ชุมพล พรประภา

 

ด้าน นพ.สุภกร บัวสาย ผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า โจทย์สำคัญของ กสศ.คือ ทำอย่างไรที่จะเพิ่มคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา โดยมุ่งไปที่เด็กและเยาวชนจากครอบครัวรายได้ต่ำสุด 20% แรกของประเทศ จำนวนประมาณ 160,000 คนต่อรุ่น ซึ่งเป็นกลุ่มที่อยู่ก้นบึ้งของสังคมไทย ให้มีโอกาสศึกษาต่อเต็มศักยภาพ

กสศ.คิดค้นโครงการที่เป็นนวัตกรรมรวมถึงการสร้างต้นแบบเพื่อแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วนของประเทศ แม้ว่าจะเป็นงบประมาณผูกพันที่ต้องสะสมเพิ่มขึ้นทุกปีจนถึงปีที่ห้าเมื่อรุ่นแรกจบการศึกษา จากนั้นงบประมาณก็จะไม่เพิ่มขึ้นในลักษณะสะสม กสศ.ได้คำนวณผลตอบแทนของโครงการทุนนวัตกรรมสายอาชีพขั้นสูง จากนักเรียนผู้รับทุน 2,500 ทุน ในปีแรก จากข้อสมมุติฐานว่าผู้รับทุนทุกคนทำงานหลังจบการศึกษาจนถึงเกษียณอายุ 60 ปี จะคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (Net Present Value : NPV) ประมาณ 10,000 ล้านบาท หรืออัตราผลตอบแทนการลงทุน (IRR หรือ Internal Rate of Return) อยู่ที่ร้อยละ 10

“โครงการนี้จะช่วยให้เกิดผลประโยชน์ใน 3 ประเด็นหลัก คือ 1.สร้างโอกาสให้นักเรียนยากจนราว 2,500 คน นักเรียนกลุ่มนี้แทบจะไม่เคยมีโอกาสได้เรียนสูงกว่ามัธยมปลาย ได้เรียนต่อสายวิชาชีพ 2.สถาบันวิชาชีพมีการปรับตัว ขณะนี้หลายแห่งกำลังพัฒนาแผนงานแนวใหม่เจาะจงสาขาที่จบแล้วมีอนาคต รวมถึงแผนงานที่จะดูแลนักศึกษาอย่างใกล้ชิด 3.ตอบโจทย์ประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเริ่มทำงานกันทันทีตั้งแต่ปีการศึกษา 2562 นี้ ซึ่งวิทยาลัยชุมชนเป็นหนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการ ที่สามารถพัฒนาสู่การเป็นสถาบันนวัตกรรมชั้นสูง ช่วยสร้างกำลังแรงงานสายอาชีพที่จะเป็นกำลังคนคุณภาพของประเทศได้” นพ.สุภกร กล่าว

วชช.หนุนทุนนวัตกรรมอาชีพชั้นสูงสร้างผลตอบแทนคืน10,000ล้าน

 

ด้าน นายวิชัย ชวนรักษาสัตย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนพิจิตร กล่าวว่า ปัจจุบัน วชช.พิจิตร จัดการสอนระดับ ปวช. ปวส. และอนุปริญญา ปีการศึกษา 2561 มีนักศึกษา 1,600 คน ตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อติดกับ 3 จังหวัด คือ พิจิตร พิษณุโลก กำแพงเพชร เด็กส่วนใหญ่จึงเป็นเด็กพื้นที่ชายขอบมีฐานะยากจน บางรายก็ต้องย้ายถิ่นฐานตามพ่อแม่ไปทำงานที่อื่น ซึ่งหากมีการสนับสนุนทุนนวัตกรรมการสายอาชีพชั้นสูงเข้ามาก็จะช่วยให้นักศึกษาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้เข้าถึงการศึกษามากขึ้น

ขณะเดียวกันก็เป็นโอกาสให้วิทยาลัยยกระดับหลักสูตรการเรียนการสอนด้วย โดยเฉพาะ วชช.พิจิตร สนใจที่จะร่วมนำเสนอโครงการ เพราะเราเน้นการจัดการศึกษาเรื่อง “นวัตกรรมพลังงานทดแทนเพื่อชุมชน” ของสาขาช่างไฟฟ้า ช่างยนต์ และยังมีการพัฒนาความร่วมมือกับภาคเอกชนในการจัดการศึกษาแบบทวิภาคี เช่น บริษัท มิตซูบิชิ สาขาช่างแอร์, บริษัทโซนี่ เกี่ยวกับเทคโนโลยีกล้องดิจิทัล โทรศัพท์มือถือ รวมถึงเรื่องระบบไฮโดรลิกและพลังงานทดแทน เป็นต้น

ทั้งนี้วิทยาลัยชุมชนที่ได้รับการคัดเลือก จะประกาศรับนักศึกษาโดยจัดให้มีการแนะแนวที่โรงเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ ปวช.3 ที่กำลังจะจบการศึกษาราวเดือน กุมภาพันธ์-มีนาคมนี้

วชช.หนุนทุนนวัตกรรมอาชีพชั้นสูงสร้างผลตอบแทนคืน10,000ล้าน

นพ.สุภกร บัวสาย

สำหรับ “ทุนนวัตกรรมสายอาชีพชั้นสูง” จะสนับสนุนงบประมาณผ่านสถาบันการศึกษาสายอาชีพประกอบด้วย ทุนสำหรับพัฒนาสถาบันการศึกษาที่ผ่านการพิจารณาคัดเลือกตามคุณภาพ ประมาณ 50 แห่ง ซึ่งต้องพัฒนาหลักสูตรที่รองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายหลักของประเทศ สายอาชีพที่กำลังขาดแคลนและเป็นที่ต้องการของตลาดแรงานในท้องถิ่นหรือจังหวัด รวมถึงสายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี และทุนการศึกษาแก่นักศึกษาจำนวน 2,500 ทุนต่อปีที่ผ่านการคัดเลือกโดยสถาบันการศึกษา โดยเปิดกว้างให้สถาบันการศึกษาที่จัดการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรืออนุปริญญาสายอาชีพจากทุกสังกัด ทั้งนี้กำหนดรับข้อเสนอโครงการตั้งแต่วันที่ 15-28 ธันวาคม 2561 สามารถติดตามข่าวสารที่ http://www.EEF.or.th หรือสายด่วนโทร.0-2079-5475 กด 2 ในวันและเวลาราชการ

เด็กช่างงานดีอนาคตไกลเก่งอังกฤษชีวิตรุ่งโรจน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/355204

เด็กช่างงานดีอนาคตไกลเก่งอังกฤษชีวิตรุ่งโรจน์

เด็กช่าง

เด็กช่างงานดีอนาคตไกลเก่งอังกฤษชีวิตรุ่งโรจน์ : รายงาน  โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com

ยุค 4.0 ภาษาอังกฤษจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเด็กช่าง ถ้าได้ภาษาอังกฤษ อนาคตจะรุ่งโรจน์มาก อยากจะให้นักเรียนไทยหันมาเรียนสายอาชีพ เพื่อสร้างงาน ให้เกิดขึ้นภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น

การส่งเสริมสนับสนุนนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา ให้พัฒนาทักษะความสามารถทางภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการประกอบอาชีพ ยกระดับการเรียนรู้ภาษาอังกฤษ โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยให้เกิดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ขยายโอกาสการพัฒนาทักษะด้านภาษาให้เข้าถึงนักเรียนในทุกระดับทุกสาขาอย่างเท่าเทียม และสอดรับกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ได้เป็นอย่างดี

เด็กช่างงานดีอนาคตไกลเก่งอังกฤษชีวิตรุ่งโรจน์

 

เมื่อเร็วๆ นี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จัดการแข่งขันทักษะภาษาอังกฤษเอคโค่วี คอนเทสต์รอบชิงชนะเลิศระดับประเทศ ตามโครงการฝึกอบรมพัฒนาทักษะภาษาอังกฤษเพื่อก้าวสู่อาชีพ เอคโค่วี เพื่อส่งเสริมสนับสนุนการพัฒนาทักษะความสามารถทางภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารและการประกอบอาชีพให้แก่ครู อาจารย์ นักเรียน นักศึกษา ในสถานศึกษาภาครัฐและเอกชน โดยใช้แอพพลิเคชันเอคโค่วี เป็นสื่อการเรียนการสอน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับสมาร์ทโฟน หรือแท็บเล็ต

เด็กช่างงานดีอนาคตไกลเก่งอังกฤษชีวิตรุ่งโรจน์

 

มีสถานศึกษาที่ตอบรับเข้าร่วมการแข่งขันมากถึง 126 แห่ง จาก 61 จังหวัดทั่วประเทศ  รอบแรกแต่ละทีมมีเวลา 5 นาที บนเวทีแสดงสถานการณ์จำลอง บทบาทสมมุติการใช้ภาษาอังกฤษในวิชาชีพหัวข้อต่างๆ (เช่น การโรงแรม, การตลาด, เลขานุการ, ช่างไฟฟ้า, ช่างยนต์, คอมพิวเตอร์) ประยุกต์เพิ่มเติมได้ ความยาวไม่เกิน 5 นาที และไม่น้อยกว่า 3 นาที

สถานศึกษาที่ทำคะแนนได้ดีที่สุด 6 ลำดับแรก จะได้ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปเพื่อวัดทักษะด้านการฟัง และไวยากรณ์ ผ่านคำถาม 5 ข้อ (เรียงประโยคจากภาพ 3 ข้อ และเรียงประโยคจากเสียงที่พิธีกรอ่าน 2 ข้อ) โดยผู้แข่งขันกดปุ่มให้ไฟติด เพื่อตอบคำถามในแต่ละข้อ ทีมที่ได้คะแนนมากกว่าจะผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศ

เด็กช่างงานดีอนาคตไกลเก่งอังกฤษชีวิตรุ่งโรจน์

 

รอบชิงชนะเลิศ 3 ทีมที่ผ่านเข้ารอบ จะแข่งขันกันโดยโชว์การแสดงในรอบนี้กับคณะกรรมการอีกครั้ง ตอบคำถาม 20 คำถามบนเวที แล้วนำคะแนนจากการแสดงและตอบคำถามมารวมกัน

ผลปรากฏว่าทีมวิทยาลัยสารพัดช่างอุดรธานี ได้รางวัลชนะเลิศ ได้รับทุนการศึกษาจำนวน 50,000 บาท โล่เกียรติยศ และประกาศนียบัตรจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับไปศึกษาดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ 5 วัน 4 คืน ทีมรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ ทีมวิทยาลัยเทคโนโลยีดรุณาโปลีเทคนิค ได้รับทุนการศึกษา 30,000 บาท โล่เกียรติยศ และประกาศนียบัตรจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับไปศึกษาดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ 3 วัน 2 คืน และทีมรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ ทีมวิทยาลัยเทคนิคตราด ได้รับทุนการศึกษา 15,000 บาท โล่เกียรติยศ และประกาศนียบัตรจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ

เด็กช่างงานดีอนาคตไกลเก่งอังกฤษชีวิตรุ่งโรจน์

“ธีรภัทร์ ไชยสัตย์” ผู้อำนวยการวิทยาลัยสารพัดช่างอุดรธานี กล่าวว่าโครงการดังกล่าวสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ช่วยผลักดันให้นักเรียนนักศึกษาได้พัฒนาศักยภาพโดยการฝึกฝนเพื่อให้เกิดการยกระดับคุณภาพการใช้ภาษาอังกฤษในชีวิตประจำวันและนำไปใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต เชื่อว่าจะสร้างแรงบันดาลใจเพื่อนำไปพัฒนาตัวเองและพัฒนาประเทศต่อไป

เด็กช่างงานดีอนาคตไกลเก่งอังกฤษชีวิตรุ่งโรจน์

ขณะที่ “ธีรเมธ ปุ้มสระเกศ, คณิศร ผาบจันดา, ฤทัยชนก สีทะราช, ชินวัฒน์ เลิศนา และ วจนะ แสนเสนา” สมาชิกของทีมวิทยาลัยสารพัดช่างอุดรธานี  เจ้าของรางวัลชนะเลิศ ภายใต้การดูแลของ “อภิญญา บัวคำโคตร” ครูสอนภาษาอังกฤษ ช่วยกันเล่าว่า การเรียนภาษาอังกฤษที่ดีควรสื่อสารได้เและมีการนำไปใช้ในชีวิตประจำวันเป็นประจำให้เกิดความเคยชิน เป็นเรื่องใกล้ตัวจะทำให้การเรียนรู้และนำไปใช้งานได้ดีขึ้น รวมทั้งการนำแอพพลิเคชั่นมาใช้ในการแข่งขันก็ช่วยให้การเรียนรู้ภาษาอังกฤษของสถานศึกษาทั่วประเทศมีความทันสมัย เอื้อต่อการเรียนรู้ในทุกที่ ทุกเวลา ซึ่งเป็นนวัตกรรมของการศึกษายุคใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ช่วยปรับการศึกษาไทยให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของศตวรรษที่ 21 ควบคู่ไปกับการขยายโอกาสการพัฒนาทักษะด้านภาษาให้ทั่วถึงแก่นักเรียนนักศึกษาทุกระดับทุกสาขาอย่างเท่าเทียม

เด็กช่างงานดีอนาคตไกลเก่งอังกฤษชีวิตรุ่งโรจน์

 

“ชินวัฒน์ เลิศนา” ปวช.2 ช่างยานยนต์ บอกว่า เด็กรุ่นใหม่อยู่กับเทคโนโลยีจึงเป็นการง่ายที่จะเรียนภาษาอังกฤษผ่านแอพพลิเคชั่นต่างๆ และการเปิดเวทีให้มีการแข่งขันจัดได้ว่าเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ที่ดีอีกวิธีหนึ่ง โดยเฉพาะการศึกษาสายอาชีพที่จะเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้นการส่งเสริมและสร้างทักษะทางภาษาให้ตรงตามความต้องการของภาคอุตสาหกรรมจึงเป็นการเสริมศักยภาพในการแข่งขันให้แก่ประเทศในอนาคตด้วยเช่นกัน

เด็กช่างงานดีอนาคตไกลเก่งอังกฤษชีวิตรุ่งโรจน์

“อภิญญา บัวคำโคตร” ครูสอนภาษาอังกฤษ วิทยาลัยสารพัดช่างอุดรธานี กล่าวว่า การเรียนสายอาชีพ คือการเรียนเพื่อออกมาเป็นกำลังคนด้านการผลิต การสร้างงานของประเทศ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องเรียนภาษาอังกฤษที่จำเป็นในการสื่อสาร เพราะโลกไร้พรมแดน การสื่อสารข้ามหากันได้ง่ายแล้ว ยุค 4.0 ภาษาอังกฤษจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเด็กช่าง ถ้าได้ภาษาอังกฤษ อนาคตจะรุ่งโรจน์มาก อยากจะให้นักเรียนไทยหันมาเรียนสายอาชีพ เพื่อสร้างงานให้เกิดขึ้นภายในประเทศให้มากยิ่งขึ้น และภาครัฐ สถาบันการศึกษา ก็ควรจะให้การส่งเสริมการเรียนรู้ให้ทันสมัยกับโลกที่เปลี่ยนไปอย่างไร้พรมแดนให้มากขึ้นด้วยเช่นกัน

“ครูผู้สอนก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้นักเรียนรักและอยากเรียนรู้ในภาษาอังกฤษมากขึ้นหรือเบื่อไปเลย รวมทั้งสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเรียนรู้ก็มีส่วนสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันด้วยเช่นกัน ทั้งหมดต้องมีพร้อมควบคู่กันไป เพื่อให้นักเรียนเรียนภาษาอังกฤษและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ให้เกิดความเคยชินและมีทักษะในการสื่อสารเพิ่มมากขึ้น พอถึงช่วงไปฝึกประสบการณ์ก็จะทำให้มีความรู้มากขึ้น ถ้าครูผู้สอนจัดสิ่งแวดล้อมให้มีการใช้ภาษาในการสื่อสารทุกๆ วันเป็นชีิวิตปกติ ก็จะช่วยให้ภาษาอังกฤษอยู่ในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้น เพราะหลักของการสื่อสารคือต้องใช้พูด จะช่วยให้เกิดทักษะที่ดีได้” ครูอภิญญา กล่าวทิ้งท้าย

บัตรทอง…”มานิ”คนไทยต้องเข้าถึงสิทธิ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/354925

บัตรทอง…”มานิ”คนไทยต้องเข้าถึงสิทธิ์

กลุ่มชาติพันธุ์,มานิ,บัตรทอง

บัตรทอง…”มานิ”คนไทยต้องเข้าถึงสิทธิ์ : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ – qualitylife4444@gmail.com –

ตาม พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 กำหนดให้คนไทยทุกคนมีสิทธิได้รับบริการสาธารณสุข ซึ่งปัจจุบันมีคนไทยได้รับสิทธิ์หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือบัตรทอง ราว 49 ล้านคน แต่ในความเป็นจริงคนไทย “กลุ่มเปราะบาง” อาทิ ผู้ต้องขัง ผู้สูงอายุ คนพิการ กลุ่มคนไร้บ้าน และคนไทยที่ไม่มีบัตรประชาชนจำนวนหนึ่งยังเข้าไม่ถึงสิทธิบริการสุขภาพที่จำเป็น สำนักงานหลักประกันสขภาพแห่งชาติ(สปสช.) จึงเร่งดำเนินการเพื่อให้เข้าถึงสิทธิ ดังเช่น “กลุ่มมานิ” แห่งเทือกเขาบรรทัด จ.พัทลุง

กลุ่มชาติพันธุ์  “มานิ” หรือที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดเรียกว่า “ซาไก” เป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมของประเทศ มีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณเทือกเขาบรรทัดทางภาคใต้ ในพื้นที่ของ จ.ตรัง สตูล พัทลุง สงขลา ด้วยวิถีชีวิตที่อยู่ในป่า บางส่วนจึงไม่มีบัตรประชาชน ไม่ได้รับการรับรองสถานะ กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย และสปสช.เขต 12 สงขลา จึงได้ร่วมกันดำเนินการรับรองสถานะกลุ่มชาวมานิในความเป็นคนสัญชาติไทย ตามหลักสืบสายโลหิต เช่น การตรวจพิิสูจน์พันธุกรรม(ดีเอ็นเอ) เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันพบว่า “มานิ” มีประมาณ 500 คน มีบัตรประชาชนแล้ว 313 คน และไม่มีบัตรประชาชน 187 คน ส่วนใหญ่เป็นเด็กเกิดใหม่และผู้ที่อาศัยอยู่ในป่าลึก

“วิถีชีวิตของพวกเรา เมื่อเจ็บป่วยจะใช้สมุนไพรป่าที่สืบทอดต่อๆ กันมาในการรักษา คลอดลูกก็จะคลอดในทับ หากเป็นการเจ็บป่วยที่รุนแรงเกินกว่าที่จะใช้ภูมิปัญญาของเรารักษาได้หรือคลอดลูกไม่ออกตามธรรมชาติก็มักจะเสียชีวิต แต่หลังจากที่มีบัตรคนไทย เมื่อเจ็บป่วยมากๆ ทำให้สามารถไปรักษาที่ข้างล่างหรือไปรักษาที่อื่น จนอาการดีขึ้นได้ ไม่ต้องตายจากอาการป่วยที่คนข้างล่างเขารักษาได้ แต่เรารักษาเองไม่ได้” คำบอกเล่าของ  กุ้ง  รักษ์ป่าบอน หนึ่งในหญิงมานิซึ่งมี “ทับ” (บ้านของมานิ) อยู่ที่ ต.ทุ่งนารี อ.ป่าบอน จ.พัทลุง

บัตรทอง..."มานิ"คนไทยต้องเข้าถึงสิทธิ์

แม้เดิมทีก่อนที่ “มานิ” ราว 34 คนจะมีนามสกุล “รักษ์ป่าบอน” และได้รับบัตรประชาชน จะได้รับการดูแลด้านสุขภาพและรักษาอาการเจ็บป่วยจากโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล(รพ.สต.) บ้านโหล๊ะหาร และ รพ.ป่าบอน อยู่แล้วโดยไม่คิดค่าใช้จ่ายตามหลักมนุษยธรรม ขณะที่หน่วยบริการดังกล่าวไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวเพื่อรองรับการให้บริการรักษาพยาบาลกลุ่มมานิ จะต้องเกลี่ยจากงบที่ได้รับตามประชากรคนไทยมาใช้ในการดูแล ทว่า เมื่อกลุ่มมานิ ได้รับสิทธิ์ “บัตรทอง” ไม่เพียงแต่ทำให้หน่วยบริการในพื้นที่ได้รับการจัดสรรงบมาใช้ในการให้บริการ ที่สำคัญ “กลุ่มมานิ” สามารถเข้าถึงบริการรักษาพยาบาลได้มากขึ้นตามสิทธิ์ดังเช่นคนไทยคนหนึ่ง

ดังเช่น กรณีการรับบริการรักษาพยาบาลของ “เจี๊ยบ รักษ์ป่าบอน” ลูกสาวของกุ้ง ซึ่งกุ้ง เล่าว่า ลูกสาวคลอดลูกที่ทับแต่คลอดไม่ออก  จึงเดินออกห่างจากทับมาราว 1 กิโลเมตรเพื่อใช้โทรศัพท์มือถือที่มีอยู่ 1 เครื่อง โทรเรียกรถพยาบาลฉุกเฉิน 1669 ตามที่ได้รับการแนะนำจากเจ้าหน้าที่ก่อนหน้านี้ว่าหากมีการเจ็บป่วยฉุกเฉินให้โทรที่เบอร์นี้ ก่อนที่รถพยาบาลจะมารับเจี๊ยบนำส่ง รพ.ป่าบอน และส่งต่อไปคลอดที่ รพ.พัทลุง เมื่อหลานกลับมาอยู่ทับได้ราว 3 เดือน กุ้งสังเกตเห็นหลานตาเหลือง ตัวเหลือง และมีอาการที่น่าวิตก จึงแจ้งให้ผู้ประสานของ อบต.ทุ่งนารี ที่ดูแลกลุ่มมานิทราบ และพาลูกไปรักษาที่ รพ.ป่าบอน ส่งต่อรพ.พัทลุง และเข้ารับการผ่าตัด เพราะตับโตจากการที่ท่อน้ำดีอุดตันที่ รพ.ศูนย์หาดใหญ่ จ.สงขลา

บัตรทอง..."มานิ"คนไทยต้องเข้าถึงสิทธิ์

นราวุฒิ แก้วหนูนวล ผอ.รพ.สต.บ้านโหล๊ะหาร บอกว่า รพ.สต.และอบต.ได้ประสานความร่วมมือในการให้การดูแลสุขภาพของมานิมาอย่างต่อเนื่อง โดยให้บริการไม่แตกต่างจากสิทธิคนไทยทั่วไป ทั้งการส่งเสริมป้องกันโรค ตรวจรักษา และการเยี่ยมบ้าน แต่ในแง่การบริหารจัดการจำเป็นที่จะต้องมีส่วนที่เพิ่มเติม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดทำประวัติการรักษา ที่แม้มานิจะมีบัตรประชาชน แต่เนื่องจากส่วนใหญ่จะมีหน้าตาที่คล้ายคลึงกัน เจ้าหน้าที่จึงยากที่จะตรวจสอบทำให้มีการจัดทำทะเบียนประวัติเฉพาะด้วยการถ่ายรูปมานิแต่ละครัวเรือนแปะไว้หน้าปกด้วย เพื่อป้องกันความผิดพลาด เนื่องจากมีปัญหาเล็กน้อยในเรื่องการสื่อสาร ซึ่งมานิจะมีภาษาพูดของเขาเอง แต่จะมีบางคนที่สื่อสารภาษาไทยได้ค่อนข้างชัดเจน ก็จะเป็นกำลังหลักในการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการอธิบาย โดยเฉพาะกรณีที่จำเป็นต้องกินยาตามเวลาที่กำหนด

ในแง่ของความจำเป็นที่จะต้องมีการแก้ไข อาทิ ปรับปรุงเส้นทางคมนาคมที่การเดินทางยังค่อนข้างลำบาก จัดหารถมอเตอร์ไซค์สำหรับเดินทางมารับบริการ สนับสนุนค่าพาหนะในการเดินทางไป-กลับกรณีการเดินทางมารับบริการ  ใช้ล่ามในการสื่อสารกับผู้ป่วย  สนับสนุนค่าใช้จ่ายในการเดินทางของญาติ รวมถึงกรณีที่จะต้องเฝ้าไข้ที่โรงพยาบาล และสนับสนุนงบประมาณปรับปรุงสถานที่ให้บริการที่ยังมีความคับแคบ

ขณะที่ นพ.ศักดิ์ชัย กาญจนวัฒนา เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า มานิเป็นหนึ่งในคนไทยกลุ่มเปราะบางที่ สปสช.จะเร่งดำเนินการเพื่อให้เข้าถึงการรักษาพยาบาลตามสิทธิ์บัตรทอง  ซึ่งจะทำให้มีงบประมาณสนับสนุนไปยังหน่วยบริการในพื้นที่เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลได้ระดับหนึ่ง โดยชาวมานิที่อยู่ในกลุ่มกึ่งสังคมชุมชนและกลุ่มตั้งถิ่นถาวรจะได้รับการดูแลอนามัยแม่และเด็กเป็นระบบมากขึ้น  และได้รับความรู้ความเข้าใจเรื่องการดูแลสุขภาพจากงบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่น

บัตรทอง..."มานิ"คนไทยต้องเข้าถึงสิทธิ์

อย่างไรก็ตาม  ด้วยวิถีชีวิตของชาวมานิที่มักจะย้ายถิ่นที่อยู่บ่อยตามห่วงโซ่อาหาร  ทำให้ไม่สามารถจัดระบบให้บริการเหมือนเช่นคนไทยทั่วไปที่จะต้องมีการกำหนดหน่วยบริการประจำในการเข้ารับการรักษาพยาบาล หรือแม้แต่การส่งต่อตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ และการเปลี่ยนแปลงหน่วยบริการได้ 4 ครั้งต่อปี ไม่สอดคล้องกับสภาพสังคมความเป็นอยู่และวิถีชีวิตของมานิ จึงมีข้อเสนอรองรับการให้บริการรักษาพยาบาลมานิ โดยการให้มานิสามารถเข้ารับบริการรักษาพยาบาลได้ที่หน่วยบริการสุขภาพของรัฐได้ทุกแห่ง ไม่ต้องมีการส่งตัว เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตมานิ

“มานิมีวิถีชีวิตที่แตกต่างจากคนไทยส่วนใหญ่  จึงไม่สามารถกำหนดหน่วยบริการประจำได้ จึงมีการตกลงให้เข้ารับการรักษาพยาบาลในหน่วยบริการของรัฐได้ทุกแห่ง เป็นการอำนวยความสะดวกในการเข้ารับบริการให้แก่มานิที่มักจะย้ายที่อยู่บ่อย ต่างจากคนพื้นราบที่มีที่อยู่ที่แน่นอน สิ่งนี้เป็นการกำหนดการให้บริการตามวิถีชีวิตมากกว่าที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้จัดตามระบบราชการ” นพ.ศักดิ์ชัยกล่าว

ดิจิทัลคอนเทนต์โอกาสทางอาชีพของคนชอบเกม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/354769

ดิจิทัลคอนเทนต์โอกาสทางอาชีพของคนชอบเกม

ดิจิทัลคอนเทนต์,นักออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิก,นักพัฒนาเกม,แอพพลิเคชั่นมือถือ

ดิจิทัลคอนเทนต์โอกาสทางอาชีพของคนชอบเกม : รายงาน  โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

จุดแข็งคือการผสมผสาน ระหว่างศิลปะกับเทคโนโลยีนวัตกรรม เข้าไปในตัวของคนคนเดียว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมของดิจิทัลคอนเทนต์ประเภทเกม แอนิเมชั่น และ กีฬาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ eSports

ตลาดใหม่ของอาชีพใหม่ที่กำลังเติบโตและมีความต้องการที่สูงซึ่งมีโอกาสเกิด การคาดการณ์ในอนาคตนั่นคือ ตลาดของดิจิทัลคอนเทนต์ประเภทเกม แอนิเมชั่น และ กีฬาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ eSports ที่ได้กลายเป็นกีฬาประเภทหนึ่งไปแล้วของโลก การเตรียมความพร้อมสำหรับทักษะทางอาชีพของนักศึกษาจึงต้องฝึกทักษะการคิด วิเคราะห์ การคิดคำนวณเชิงระบบ การใส่ความเป็นนวัตกรที่สะท้อนถึงมุมมองผู้ประกอบการ และที่สำคัญฝีมือที่สามารถเริ่มต้นทำงานได้โดยไม่ต้องศึกษางานเมื่อถึงวันที่ต้องเข้าไปสู่สถานประกอบการหรือบริษัท

ดิจิทัลคอนเทนต์โอกาสทางอาชีพของคนชอบเกม

 

ผศ.ดร.วรสิทธิ์ ชูชัยวัฒนา คณบดีวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี (ANT) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่าอาชีพในศตวรรษที่ 21 นั้นความรู้ในหนังสือและแบบฝึกหัดเพียงอย่างเดียวตลอดเวลา 4 ปีในรั้วสถาบันของนักศึกษาอาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิต หรือประกอบอาชีพการงานได้เหมือนสมัยก่อน เพราะกว่าที่จะสำเร็จการศึกษาองค์ความรู้ที่เรียนมาก็ได้ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย โดยเฉพาะในยุคดิจิทัล และนวัตกรรม ที่ก้าวล้ำไปข้างหน้าไม่มีวันสิ้นสุด และหยุดนิ่ง

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมสำหรับทักษะทางอาชีพของนักศึกษาจึงต้องมีมากกว่าความรู้ในตำรา และแบบฝึกหัด แต่กลับต้องฝึกทักษะการคิด วิเคราะห์ การมองปัญหาอย่างมุมกว้าง ไปจนถึงหาความต่อเนื่อง การรู้เท่าทันสื่อ การคิดคำนวณเชิงระบบ การใส่ความเป็นนวัตกรที่สะท้อนถึงมุมมองผู้ประกอบการ และที่สำคัญฝีมือที่สามารถเริ่มต้นทำงานได้โดยไม่ต้องศึกษางานเมื่อถึงวันที่ต้องเข้าไปสู่สถานประกอบการหรือบริษัท

ดิจิทัลคอนเทนต์โอกาสทางอาชีพของคนชอบเกม

 

ANT  จึงได้เปิดหลักสูตรและผลิตนักศึกษาให้ออกไปเป็นนักออกแบบ และนักพัฒนาเกม นักออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิก 2 มิติ และ 3 มิติ นักกีฬา eSport นักพัฒนาโปรแกรม และแอพพลิเคชั่นมือถือ นักการตลาดดิจิทัลในวงการโฆษณา และอาร์ตไดเรกเตอร์ ครีเอทีฟ รายการดิจิทัล และวงการภาพยนตร์ ศิลปินด้านดิจิทัลอาร์ต แคสเตอร์ อาชีพนักพากย์ที่กำลังได้รับความนิยมในโลกดิจิทัล ศิลปิน และนักออกแบบ พิพิธภัณฑ์ดิจิทัล

“จุดแข็งคือการผสมผสาน ระหว่างศิลปะกับเทคโนโลยีนวัตกรรม เข้าไปในตัวของคนคนเดียว โดยเฉพาะอุตสาหกรรมของดิจิทัลคอนเทนต์ประเภทเกม แอนิเมชั่น และกีฬาอิเล็กทรอนิกส์ หรือ eSports สาขาวิชานี้ได้รับความร่วมมือกับบริษัทผู้ให้บริการเกมชั้นนำอย่าง Sea Group ผู้ให้บริการเกมออนไลน์ที่ได้รับความนิยมในเอเชียในเรื่องของการจัดหลักสูตร และบ่มเพาะความสามารถของการเป็นนักกีฬา eSport และเข้ามาร่างเนื้อหารายวิชาร่วมกับทางสาขา ซึ่งเป็นการผลักดันอุตสาหกรรมของ eSport ที่ได้กลายเป็นกีฬาประเภทหนึ่งไปแล้วของโลก” ผศ.ดร.วรสิทธิ์ กล่าว

ดิจิทัลคอนเทนต์โอกาสทางอาชีพของคนชอบเกม

 

ในอีกทางหนึ่งสาขาการออกแบบเชิงโต้ตอบและการพัฒนาเกม ก็ได้มีหลักสูตรการออกแบบเกม (Game Design) และการพัฒนาเกม (Game Development) โดยนักศึกษาสามารถสร้างเกมขึ้นมา โดยใช้ทักษะความรู้ตั้งแต่การออกแบบกราฟฟิก 2 มิติ การออกแบบจำลองกราฟฟิก 3 มิติ การออกแบบตัวละคร (Character Design) การออกแบบสภาพแวดล้อมภายในเกม (Level Design) ไปจนถึงการเขียนโปรแกรมเกม (Game Programming) บนแพลตฟอร์มที่ได้รับความนิยม เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์พีซี, สมาร์ทโฟน และอุปกรณ์ VR โดยมีเกมมากกว่า 4 เกมปรากฏขึ้นบนสโตร์ให้คนทั่วโลกได้เล่นทั้งเกมบนอุปกรณ์พกพา และ VR  จากทักษะความรู้จากการสร้างเกม ไปเป็นนักพัฒนาแอพพลิเคชั่นบนมือถือ หรือนักออกแบบ (Interior Design) ตกแต่งภายใน หรือนักออกแบบเว็บไซต์ได้

ส่วนงานสร้างสรรค์หรือการเป็นศิลปินดิจิทัล ครีเอทีฟ อาร์ตไดเร็คเตอร์ ที่กระจายตัวตามเอเยนซี่โฆษณา หรือการสร้างวิชวลเอฟเฟกต์ในบริษัทภาพยนตร์ จึงมีแนวคิดจากประโยคของการออกแบบหลักสูตรที่ว่า “หนึ่งรายวิชาหนึ่งอาชีพ” หรือ “1 module 1 อาชีพ” เช่น สนใจการออกแบบวิชวลเอฟเฟกต์ก็จะได้เรียนกับผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมวิชวลเอฟเฟกท์ภาพยนตร์ หากสนใจการออกแบบตัวละคร illustration ในรูปแบบ มังงะ (Manga) หรือการ์ตูนสไตล์ญี่ปุ่นก็จะได้พบตัวจริงที่มีเทคนิคหลากหลาย หากคนใจการทำโปรดักชั่น และครีเอทีฟอาร์ต ไปจนถึงการออกแบบเสียงดนตรี (Sound Design) ก็จะมีอุปกรณ์ และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะในด้านเหล่านี้มาสอน

ดิจิทัลคอนเทนต์โอกาสทางอาชีพของคนชอบเกม

 

ในแต่ละชั้นปีจะสามารถประกอบอาชีพอะไรได้บ้าง ซึ่งสาขานี้จะเจาะจงไปที่กลุ่มของบริษัทเอเยนซี่ ที่ต้องการ Multi Skills Person ที่ครบ นั่นคือ เด็กที่สำเร็จการศึกษา 1 คนสามารถคิดเนื้อหา คิด Key Message ถ่ายภาพ ทำโปรดักชั่น และวาง Marketing Plan ได้สำหรับแคมเปญโฆษณา หรืองานสร้างสรรค์หนึ่งชิ้นงานได้ทันทีโดยไม่ต้องสอนงาน

ใช้วิธีการเรียนการสอนแบบ Outcome Based Education คือเน้นที่การสร้างชิ้นงานเพื่อวัดผลการแก้ปัญหา ความสร้างสรรค์ การเป็นผู้ประกอบการ หรือการรับโจทย์จากอุตสาหกรรมจริงมาแก้ไข ในหลายๆ วิชาเน้นการนำเสนอการเรียนรู้ผ่านสื่อการเรียนการสอนรูปแบบ Blended Learning การเรียนรู้ที่ผสมผสานสื่อ และกิจกรรมที่หลากหลายให้เกิดความตระหนักรู้ถึงปัญหา และแก้ปัญหาเหล่านั้นด้วยการค้นหาความรู้ด้วยตนเองโดยมีอาจารย์คอยดูแลสนับสนุนมากกว่าจับมือสอน

ดิจิทัลคอนเทนต์โอกาสทางอาชีพของคนชอบเกม

 

คณบดีวิทยาลัยครีเอทีฟดีไซน์ แอนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนต์เทคโนโลยี (ANT)  กล่าวว่าอาชีพที่ผลิตออกไปสู่ตลาดในปัจจุบัน และอนาคตคือนักออกแบบ และนักพัฒนาเกม นักออกแบบคอมพิวเตอร์กราฟฟิก 2 มิติ และ 3 มิติ นักกีฬา eSport นักพัฒนาโปรแกรม และแอพพลิเคชั่นมือถือ นักการตลาดดิจิทัลในวงการโฆษณา และอาร์ตไดเรกเตอร์  ครีเอทีฟ รายการดิจิทัล และวงการภาพยนตร์ ศิลปินด้านดิจิทัลอาร์ต แคสเตอร์ อาชีพนักพากย์ที่กำลังได้รับความนิยมในโลกดิจิทัล ศิลปิน และนักออกแบบพิพิธภัณฑ์ดิจิทัล

“ต้องยอมรับว่าคนที่เล่นเกมจะสามารถเรียนรู้ในสาขาที่มีความเกี่ยวเนืิ่องกับสิ่งที่เขาสนใจได้ดีกว่าคนที่ไม่เคยเล่นมาก่อน และอะไรก็ตามถ้าได้เรียนในสิ่งที่ชอบมักจะทำได้ดีและเมื่อชอบและทำได้ดีจะสามารถพัฒนาไปเป็นอาชีพที่ดีได้ และยุคนี้คนชอบเล่นเกม จะสามารถพัฒนาไปเป็นอีกอาชีพหนึ่งที่ม่ีค่าตอบแทนที่ดีได้” ผศ.ดร.วรสิทธิ์ กล่าวทิ้งท้าย

บุหรี่ “เลิกยาก แต่เลิกได้”ภาครัฐ-เอกชน ช่วยคนไทยเลิกบุหรี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/354651

บุหรี่ “เลิกยาก แต่เลิกได้”ภาครัฐ-เอกชน ช่วยคนไทยเลิกบุหรี่

บุหรี่

บุหรี่ “เลิกยาก แต่เลิกได้”ภาครัฐ-เอกชน ช่วยคนไทยเลิกบุหรี่ : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  Qualitylife4444@gmail.com

จากสถานการณ์ด้านพฤติกรรมการบริโภคยาสูบในประเทศไทย ปี 2560 พบว่า จำนวนประชากรที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป กว่า 55.9 ล้านคน เป็นผู้สูบบุหรี่กว่า 10.7 ล้านคน หรือ 19.1% ทั้งนี้ แม้ปัจจุบันจำนวนผู้สูบบุหรี่ประจำจะลดน้อยลง แต่จำนวนผู้สูบเป็นครั้งคราวกลับมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

ดร.พิธาน พื้นทอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวในงานเปิดตัวโครงการ “เลิกเพื่อพ่อ Quit for King” และพิธีลงนามข้อตกลงระหว่าง บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด และสมาคมเภสัชกรรมชุมชน (ประเทศไทย) ในการพัฒนาแอพพลิเคชั่นช่วยเลิกบุหรี่ “Smoke Free TH” ว่า บุหรี่เป็นการเริ่มต้นไปสู่สารเสพติดชนิดอื่น จากการสำรวจโรงเรียนกว่า 37,000 แห่ง มีเด็กที่เกี่ยวข้องกับเหล้าบุหรี่ 1.3% แบ่งเป็น ติดเหล้า 31% ติดบุหรี่ 43% และติดทั้งเหล้าและบุหรี่ 22% โดยเด็กอายุต่ำสุดคือช่วงชั้นป.5-6 ดังนั้น ทางโรงเรียนต้องดูแลกันอย่างเข้มข้น นอกจากนี้สังคมต้องช่วยกันสอดส่องดูแล

บุหรี่ "เลิกยาก แต่เลิกได้"ภาครัฐ-เอกชน ช่วยคนไทยเลิกบุหรี่

 

ปัจจุบัน กระทรวงศึกษาธิการให้ทุกโรงเรียนดำเนินการป้องกัน ค้นหา เฝ้าระวัง และบริการจัดการ ผ่าน 7 มาตรการ ได้แก่ ให้ทุกโรงเรียนดำเนินการตาม พ.ร.บ.ยาสูบและเหล้าอย่างเข้มงวด, ติดป้ายห้ามสูบบุหรี่, ครูและผู้บริหารต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง, ห้ามนักเรียนสูบบุหรี่, สอดแทรกความรู้ในการเรียนการสอน, รณรงค์ผ่านกิจกรรมภายในโรงเรียน และสุดท้าย ต้นสังกัดต้องสนับสนุนงบประมาณในการทำสื่อรณรงค์ นอกจากนี้ ต้องปลูกฝังความเชื่อให้เด็กใหม่ ว่าทำอย่างอื่นก็เท่ได้ ไม่จำเป็นต้องพึ่งบุหรี่

ทั้งนี้ ในบุหรี่ซึ่งเต็มไปด้วยสารมากถึง 7,000 ชนิด และมีถึง 70 ชนิดที่เป็นสารก่อให้เกิดโรคมะเร็ง และโรคหัวใจ ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันดิน คาร์บอนมอนอกไซด์ และนิโคติน ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อตัวผู้สูบ แต่ควันบุหรี่ยังมีประสิทธิภาพในการทำร้ายคนรอบข้าง ปัจจุบัน จึงมีหลายหน่วยงานหันมารณรงค์ให้คนไทยลด ละ เลิกบุหรี่ เนื่องจากยอดคนไทยที่สูบบุหรี่ยังคงมีจำนวนมากถึง 20.7% ถึงแม้สถิติการสูบบุหรี่จะลดลงแล้วก็ตาม แต่มีการประเมินว่า 1 ใน 4 ของผู้สูบ จะเสียชีวิตด้วยโรคที่เกิดจากการสูบบุหรี่ในอีก 10-20 ปีถัดไป

บุหรี่ "เลิกยาก แต่เลิกได้"ภาครัฐ-เอกชน ช่วยคนไทยเลิกบุหรี่

 

      สมัครใจเลิกบุหรี่ ผ่าน อสม.
กษิดิศ ขันธรัตน์ รองประธานมูลนิธิเครือข่ายหมออนามัย ผู้ริเริ่มโครงการ 3 ล้าน 3 ปี เลิกบุหรี่ทั่วไทย เทิดไท้องค์ราชัน กล่าวว่า โครงการนี้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2559 ด้วยความร่วมมือกับหลายภาคส่วน อาทิ กระทรวงสาธารณสุข และ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ปัจจุบัน มีทั้งองค์กรภาครัฐ เอกชน และห้างร้านต่างๆ เข้าร่วมกว่า 400 องค์กร เราทำงานร่วมกับ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กว่า 1,040,000 คนทั่วประเทศ ชวนคนในหมู่บ้านและชุมชนเลิกบุหรี่ ในอัตราส่วน อสม. 1 คน ต่อคนเลิกบุหรี่ 3 คน ด้วยวิธีการหักดิบ และชักชวนต่อๆ กัน จากการดำเนินงานมา 2 ปี มีคนสมัครเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 1.4 ล้านคน มีคนที่เลิกได้ 6 เดือนขึ้นไปและเลิกขาดราวๆ 2.4 แสนคน

“ก่อนทำโครงการมีจำนวนคนเลิกบุหรี่ได้เพียงหลักพันต่อปีเท่านั้น แม้ปัจจุบันคนที่เลิกได้จะอยู่ที่หลักแสน แต่ก็ถือว่าไม่เคยมีประเทศไหนทำได้ จากแนวโน้มการสูบบุหรี่ที่เพิ่มขึ้นด้วยสิ่งเร้าอย่างบุหรี่ไฟฟ้า และโซเชียลมีเดีย ทำให้มีนักสูบหน้าใหม่ตลอดวเลา เราต้องเดินหน้าโครงการต่อไปเพื่อให้คนที่ยังไม่เลิกสามารถเลิกได้ และป้องกันนักสูบหน้าใหม่ หลังจากจบโครงการในเดือนตุลาคม 2562 คาดจะมีคนเลิกบุหรี่ได้ขาดราวๆ 3 แสนคน นอกจากนี้ ผู้ที่สนใจเลิกบุหรี่สามารถโทรรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์บริการเลิกบุหรี่ทางโทรศัพท์แห่งชาติ Quit Line 1600 อีกด้วย”

    เภสัชกร เพื่อนร่วมทางเลิกบุหรี่
ด้าน ภญ.ดร.ศิริรัตน์ ตันปิชาติ สมาคมเภสัชกรรมชุมชน กล่าวว่า สำหรับผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่ ในร้านยาจะมีเภสัชกรที่สามารถให้คำแนะนำได้ ในส่วนของสมาคมเอง มีสมาชิกประมาณ 6,000 คนทั่วประเทศ ไม่ว่าจะในชุมชนและสถานศึกษา เราอยากจะมีส่วนร่วมกับภาครัฐเพื่อให้ประชาชนถึงเป้าหมาย เปรียบเสมือนเพื่อนร่วมทางสำหรับคนอยากเลิกบุหรี่ ทั้งนี้ ผู้ที่สมัครใจสามารถเข้าไปลงทะเบียนที่ร้านยาใกล้บ้าน โดยทางเภสัชกรจะให้คำแนะนำ พูดคุย และติดตามผล นอกจากนี้ ตัวช่วยที่สำคัญที่สุด คือ “ครอบครัว” ที่จะเป็นแรงจูงใจ หรือบางคนบางคนอาจต้องใช้ยา เพราะการติดนิโคติน เหมือนคนไม่สบาย ก็อาจจะใช้ยาช่วยร่วมด้วย

บุหรี่ "เลิกยาก แต่เลิกได้"ภาครัฐ-เอกชน ช่วยคนไทยเลิกบุหรี่

 

        คลินิกอดบุหรี่ สำนักอนามัย
พญ.ศุภนิตย์ พุฒิโภคิน แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ปัจจุบันทางสำนักอนามัย มีศูนย์บริการสาธารณสุขทั้งหมด 68 แห่งทั่วกรุงเทพฯ ในปี 2561 เราเปิดให้มีศูนย์บริการในการเลิกบุหรี่หรือ “คลินิกอดบุหรี่” จำนวน 18 แห่ง ซึ่งมีทั้งทีมแพทย์ นักจิตวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ คอยให้คำปรึกษา โดยผู้ที่สนใจเลิกบุหรี่สามารถแจ้งความต้องการ และเข้าพบนักสังคมสงเคราะห์หรือนักจิตวิทยาเพื่อประเมินอาการ หากเลิกเองได้ อาจใช้น้ำยาบ้วนปากอดบุหรี่ สำหรับคนที่มีแนวโน้มเลิกยากอาจต้องรับประทานยาร่วมด้วย ทั้งนี้ ทางสำนักอนามัย มีแผนที่จะเปิดให้บริการคลินิกอดบุหรี่ให้ครบทั้ง 68 แห่ง ภายในปี 2562 สำหรับผู้ที่สะดวกเดินทางด้วยรถไฟฟ้า สามารถไปขอคำแนะนำได้ที่ ศูนย์บริการสาธารณสุข 16 ลุมพินี, ศูนย์บริการสาธารณสุข 21 วัดธาตุทอง และศูนย์บริการสาธารณสุข 51 วัดไผ่ตัน

ด้าน ภก.วีรวัฒน์ มีแก้ว ผู้อำนวยการฝ่ายรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์และการเข้าถึงยา บริษัท จอห์นสัน แอนด์ จอห์นสัน (ไทย) จำกัด กล่าวว่า การเลิกบุหรี่ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดกัน ถ้าเลิกแบบหักดิบจะได้บางคนที่จิตใจแข็งแรงจริงๆ เท่านั้น แม้จะมีผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเลิกบุหรี่แต่ก็ยังไม่ตอบโจทย์ เราจึงพัฒนาแอพพลิเคชั่นช่วยเลิกบุหรี่ “Smoke Free TH” ซึ่งเปรียบเสมือนบัดดี้ ที่เต็มไปด้วยข้อแนะนำ ติดตามผล และสามารถย้อนดูเส้นทางความสำเร็จที่ผ่านมาได้ พร้อมกันนี้ ยังสามารถโทรปรึกษาทีมผู้เชี่ยวชาญเพื่อขอคำแนะนำได้อีกด้วย

“รักพ่อ”๙ สู่ชีวิตพอเพียงลดละหวยแบ่งเงินไปออม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/354541

“รักพ่อ”๙ สู่ชีวิตพอเพียงลดละหวยแบ่งเงินไปออม

พอเพียง,รักพ่อ

“รักพ่อ”๙ สู่ชีวิตพอเพียงลดละหวยแบ่งเงินไปออม : รายงาน  โดย…  คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

ศูนย์ Customer Insight by TMB Analytics และสำนักงานสถิติแห่งชาติ:พฤศจิกายน 2561 ระบุว่าคนไทยใช้เงินซื้อหวยเฉลี่ยถึงคนละ 4,500บาทต่อปี บางคนถึง 100,000 บาทต่อปีเลย สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน จึงได้จัดทำโครงการ “๙ สู่ชีวิตพอเพียง” ขึ้นเพื่อถวายเป็นปฏิบัติบูชาต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร

ธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ผู้รับผิดชอบโครงการเล่าว่า อยากชวนให้คนไทยลดการซื้อหวยรวมทั้งการพนันอื่นๆ ให้น้อยลง “๙ สู่ชีวิตพอเพียง” เป็นโครงการรณรงค์ส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกัน 9 จังหวัดในภูมิภาค ประกอบด้วย ลำปาง น่าน พะเยา เลย กาฬสินธุ์ สุรินทร์ อุบลราชธานี สระบุรี และพัทลุง บวกกับอีก 1 คือ กรุงเทพมหานคร

"รักพ่อ"๙ สู่ชีวิตพอเพียงลดละหวยแบ่งเงินไปออม

โดยทำในพื้นที่ชุมชนทั้งสิ้น 50 ชุมชน กิจกรรมสำคัญ คือการชวนกันปฏิบัติใน 5 เรื่อง ได้แก่หลีกเลี่ยงอบายมุข-สุขกับบัญชีครัวเรือน-เตือนตนให้เป็นนักผลิต-หมั่นเก็บออมอยู่เป็นนิจ-ติดอาวุธความคิดเป็นประจำ กว่า 1 ปีของการดำเนินโครงการพบว่าเกิดผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์ ผู้เข้าร่วมโครงการประกาศเลิกเล่นการพนันด้วยความสมัครใจเพื่อถวายแด่ในหลวง

อำนวย น้อยตรีมูล ชาวชุมชน ต.ผาอินทร์แปลง อ.เอราวัณ จ.เลย หนึ่งในผู้ประกาศเลิกเล่นการพนัน เล่าว่าชอบเล่นพนันมาก

ตั้งแต่ที่มีโครงการ ๙ สู่ชีวิตพอเพียง เลยตัดสินใจว่าจะนำเงินไปใส่กระบอกไม้ไผ่แทนจะไม่เล่นแล้ว พอเต็มผ่าออกได้เงินไปฝาก 30,000 บาท วันนี้หยุดมาไ ด้2 ปีมีเงินเก็บเป็นแสน

"รักพ่อ"๙ สู่ชีวิตพอเพียงลดละหวยแบ่งเงินไปออม

 

พินิจ ฉุนแสนดี ชาวชุมชนบ้านจรูกแขวะ ต.โคกยาง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ มีชีวิตชาวนาที่เต็มไปด้วยหนี้สิน ใช้ชีวิตพอเพียง ตามรอยเท้าของพ่อ โดยการทำเกษตรผสมผสาน ใช้ชีวิตพอเพียง รู้จักประหยัดอดออม เริ่มจากการลดต้นทุนการทำนา ใช้ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักแทนปุ๋ยเคมี ใช้สมุนไพรแทนยาฆ่าแมลง ใช้วิธีถอนหญ้าแทนการใช้ยาฆ่าหญ้า และจดบันทึกค่าใช้จ่ายในการทำนา เมื่อคำนวณต้นทุนและกำไร เริ่มมีกำไร จึงทำมาอย่างต่อเนื่องและเริ่มศึกษาหาวิธีการที่จะประหยัดต้นทุนให้ได้มากที่สุด โดยการทำนาอินทรีย์สามารถลดค่าใช้จ่ายได้มาก และขายได้ราคามากกว่ากันเป็นเท่าตัว ด้วยการทำเกษตรผสมผสาน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นๆ จนสามารถใช้หนี้ได้

"รักพ่อ"๙ สู่ชีวิตพอเพียงลดละหวยแบ่งเงินไปออม

ทุกวันนี้พินิจเข้าร่วมเโครงการ ๙ สู่ชีวิตพอเพียงเรียนรู้ทุกกิจกรรมและเริ่มทำบัญชีครัวเรือน โดยทำตารางแบบง่ายๆ จดบันทึกและหยอดกระปุกทุกวัน ทุกครั้งที่มาร่วมกิจกรรมจะนำบัญชีครัวเรือนที่ทำพร้อมกับกระปุกออมสินมาด้วยทุกครั้ง กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เข้าร่วมโครงการของตำบลโคกยาง เกิดการออมแข่งกันและทำบัญชีครัวเรือนจนทำให้บ้านโคกยางเกิดข้อสรุปร่วมกันว่าจะตั้ง “สหกรณ์เพื่อการผลิต” จากเงินออมที่เหลือจากการใช้จ่ายในครัวเรือน

อีกเรื่องหนึ่งของปฏิบัติการชุมชนพลิกชีวิต คือเรื่องเล่าจากอบต.บัวใหญ่ ต.นาน้อย อ.นาน้อย จ.น่าน ที่คิดวิธีเสริมพลังใจโดยการชวนชาวชุมชนมาคิดมาคุย มาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้เกี่ยวกับความพอเพียงของครอบครัว นางวิจิตรา ระพีทัศนพงศ์ นักพัฒนาชุมชนแห่งอบต.บัวใหญ่ เล่าว่าไม่ได้ห้ามไม่ให้เล่นหวย แต่ต้องมีการออมในสัดส่วนที่เหมาะสมกันถามว่าออมทำไม ออมเพื่อใคร?… คำตอบก็คือ “ออมเพื่ออนาคต ทั้งอนาคตของตัวเอง และอนาคตของลูกหลาน”

เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน กล่าวว่า จากความสำเร็จของโครงการในปีที่ผ่านมา ปีนี้สสส.ร่วมกับมูลนิธิรณรงค์หยุดพนันจึงจะดำเนินโครงการนี้ต่อโดยให้ชื่อว่า “๙ ต่อไปสู่ชีวิพอเพียง” เพื่อสานต่อพระราชปณิธานในการส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวงรัชกาลที่ 9

"รักพ่อ"๙ สู่ชีวิตพอเพียงลดละหวยแบ่งเงินไปออม

 

โดยปีนี้เราจะเน้นการชวนกันเปลี่ยนเงินหวยเป็นเงินออม สนับสนุนปฏิบัติการชุมชนด้วย 3 เครื่องมือทรงงานที่อยู่ข้างพระวรกายของในหลวง คือ “แผนที่-กล้องถ่ายรูป-และวิทยุสื่อสาร” โดยทุกชุมชนจะลงสำรวจแผนที่เดินดินและเชิญชวนชาวชุมชนเข้าร่วมโครงการ แล้วทำการบันทึกปริมาณการเล่นหวยของครัวเรือนที่เข้าร่วม เปรียบเทียบก่อน-หลังการเข้าร่วมโครงการ และนำเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นมาสื่อสารต่อในชุมชนและสังคมวงกว้าง”

เพราะการพนันทุกรูปแบบล้วนขัดแย้งกับแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องไม่มีเหตุผล ทำให้ไม่รู้จักประมาณตนเอง และทำลายภูมิคุ้มกันของครัวเรือน หยุดพนันแล้วเปลี่ยนเงินเล่นพนันมาเป็นเงินออมกันดีกว่า

ซึ่งในวันพ่อแห่งชาติปีนี้ อุทยานการเรียนรู้ ทีเคพาร์ค ชวนมาใช้เวลาร่วมกันในครอบครัวเรียนรู้วิถีชีวิตแบบพอเพียงตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงซึ่งเป็นแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช นำมาเป็นแบบอย่างและประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต เพื่อน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อปวงชนชาวไทยกับกิจกรรม “เรียนรู้ กิน-อยู่ อย่างพอเพียง” วันที่ 5–วันที่ 9 ธันวาคม 2561 เวลา 11.00–17.00 น. ณ อุทยานการเรียนรู้ ทีเค พาร์ค ชั้น 8 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์