เข้าใจ-นำไปใช้ได้จริงหัวใจการศึกษาโลกอนาคต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/354186

เข้าใจ-นำไปใช้ได้จริงหัวใจการศึกษาโลกอนาคต

เทคโนโลยีแห่งอนาคต

เข้าใจ-นำไปใช้ได้จริงหัวใจการศึกษาโลกอนาคต  : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

นักคิดด้านการศึกษาระดับประเทศและระดับโลก ร่วมเสนอแนวทางพัฒนาการศึกษาไทย ตอบรับเทคโนโลยีแห่งอนาคต ชี้ควรพัฒนาเด็กให้เข้าใจและนำไปใช้เป็น รวมถึงสร้างสิ่งแวดล้อมเอื้อต่อการสอนของครู ด้านจุฬาฯ พัฒนาหลักสูตรบูรณาการศาสตร์ เน้นดึงศักยภาพสู่การทำงานจริง

สุรศักดิ์ อินศรีไกร ผู้อำนวยการสำนักอำนวยการ รักษาการในตำแหน่ง ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวในเวทีสัมมนาวิชาการใหญ่ “Akson Teaching Forum 2018” ช่วงสัมมนาผู้นำทางการศึกษาแห่งประเทศไทย 2561 ว่า การจัดการศึกษาของไทยยังมีปัญหาในการพัฒนาคน และคุณภาพการศึกษา และความเสมอภาค

ดังนั้น ถ้าอยากจะสร้างคุณภาพให้เกิดขึ้น ต้องจัดสรรในด้านทรัพยากรไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำ ปัจจุบัน สพฐ.มีโรงเรียนในสังกัด 3 หมื่นกว่าแห่งทั่วประเทศ ใน 225 เขตพื้นที่ โดยมีโรงเรียนขนาดเล็กกว่า 15,000 แห่ง มีนักเรียนกว่า 7 ล้านคน สิ่งที่ต้องคิดคือ จะสร้างคุณภาพให้แก่พวกเขาได้อย่างไร ลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาได้อย่างไร ดังนั้น ถ้าจะทำให้มีคุณภาพทั่วถึง ตอนนี้จึงมีแผนในการรวมโรงเรียนขนาดเล็กเพื่อให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงจัดการเรื่องอินเทอร์เน็ตให้ทั่วถึงทุกโรงเรียน

ถัดมาคือ การเพิ่มศักยภาพของเด็กเพื่อมุ่งสู่อาชีพมากขึ้น ไม่ใช่แค่มุ่งสู่สามัญเพียงอย่างเดียว เพื่อตอบโจทย์เด็กที่หลากหลาย ทั้งเด็กปกติ ด้อยโอกาส เด็กพิการ และเด็กที่มีความสามารถพิเศษ โดยกระทรวงศึกษาธิการ ต้องเชื่อมโยงตั้งแต่การศึกษาปฐมวัย ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา รวมถึงการศึกษานอกระบบ เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงตาย เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

รวมถึงผู้นำการศึกษาที่เป็นเหมือนแม่ทัพ ต้องมีความพร้อมเพื่อบริหารการศึกษาให้เติบโต และสำคัญที่สุดคือ “ครู” เพราะวันนี้ถ้าอยากจะพาเด็กไป 4.0 แต่ครูยังอยู่ 3.0 ก็ขับเคลื่อนไม่ได้ โรงเรียนเป็นหน่วยงานที่เล็กที่สุด แต่สำคัญที่สุด ต้องทำให้มีคุณภาพด้วยความร่วมมือกับทุกฝ่ายในการเข้ามาช่วยกันจัดการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำ

จุฬาฯปรับหลักสูตรเรียนรู้ตลอดชีวิต 
รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริเดช สุชีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในฐานะเป็นคนผลิตทรัพยากรบุคคลตอบโจทย์ประเทศ ภารกิจหนึ่งของครุศาสตร์ จุฬาฯ คือ การผลิตครู เพื่อให้ครูสร้างคน และคนสร้างนวัตกรรม ดังนั้น เป้าหมายหลักในการสร้างคนมี 3 ประการ คือ Lifelong Learning สร้างผู้เรียน ให้เรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต ตั้งแต่การเรียนในมหาวิทยาลัย ทำงาน และช่วงสุดท้ายของชีวิต Innovator สร้างนวัตกร เพื่อคิดค้นนวัตกรรมที่ดีที่สุด โดยคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนของประเทศ ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ และ Global Citizen การเป็นพลเมืองโลก เห็นภาพของโลกดิจิทัล ไม่ใช่แค่ในประเทศตัวเอง สามารถมองเห็น สังคม เศรษฐกิจ การเมือง ทั่วมุมโลกที่เชื่อมโยงซึ่งกันและกัน

สำหรับ การปรับเปลี่ยนในมหาวิทยาลัย มีการปรับทั้ง ด้านผู้เรียน ซึ่งปัจจุบันไม่ได้แค่นิสิตนักศึกษาอีกต่อไป แต่มองไปถึงพลเมืองทุกช่วงวัยที่ต้องการพัฒนาตัวเอง โดยเน้นการเรียนเพื่อนำไปใช้ ไม่ใช่แค่คุณวุฒิ รวมถึงสามารถสร้างงานได้ ด้านหลักสูตรและการเรียนรู้ มีการปรับเปลี่ยนจากแค่หลักสูตรปริญญาบัตร สู่การตอบรับคนรุ่นใหม่ โดยมีตัวเลือกในการเรียนเป็นกลุ่มวิชา Module รายวิชา Course และ หัวข้อ Topic รวมถึงการสอนแบบบูรณาการศาสตร์ และเน้นสร้างสมรรถนะ เน้นการปฏิบัติได้จริง และสร้างผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านชุมชนการเรียนรู้

    สิงคโปร์ชู 3 ข้อผู้นำการศึกษา
ศาสตราจารย์ ดร.ตัน อุ่น เส็ง ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาเด็ก, สถาบันการศึกษาแห่งชาติ สาธารณรัฐสิงคโปร์ กล่าวว่า ครูถือเป็นบุคลากรสำคัญในการพัฒนาการศึกษา ดังนั้น การพัฒนาศักยภาพของครูจึงเป็นสิ่งจำเป็น ในสิงคโปร์ ครูต้องมีชั่วโมงการเรียนรู้ 100 ชั่วโมงนอกห้องเรียน ทั้งการเรียนรู้จากเพื่อนครูด้วยกัน โดยไม่ได้แค่มีความรู้เฉพาะวิชาที่ตัวเองสอน แต่ต้องเรียนรู้ในวิชาอื่นๆ รวมถึงการเรียนรู้จากชุมชนรอบข้าง นอกจากนี้ ครูต้องเข้าใจว่ามีภาระรับผิดชอบในการประเมินผล ส่งผลให้ครูต้องคิดว่าจะก้าวต่อไปอย่างไร ขาดตรงไหนบ้าง และต้องพัฒนาเด็กอย่างไร

หลักสำคัญในจัดการเรียนรู้ 3 ข้อ หรือที่เรียกว่า “BIG” ถือเป็นการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ (Big Learning) ในการออกแบบการเรียนการสอน ได้แก่ (B) Big Picture มองภาพใหญ่ ดูในเรื่องของการบูรณาการ ต้องคิดถึงการเชื่อมต่อกับสิ่งอื่นๆ มองเห็นภาพรวมเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ถูกจุด ถัดมา คือ (I) Inquiry เสริมสร้างให้เด็กมีจินตนาการเชื่อมต่อสู่การรับรู้ ต้องรู้จักตั้งคำถาม และสุดท้าย (G) Grit คือ ทำให้เด็กมีอารมณ์ร่วม สร้างความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง รวมถึงการทำให้เด็กมีภาวะที่เหมาะสม สามารถจัดการอารมณ์ได้ สร้างเด็กให้มีมุมมองหลายแบบไม่ใช่มีแค่คำตอบเดียว

เด็กยุครุ่นใหม่“ต้องเข้าใจและนำไปใช้ได้”
ด้าน อันเดรียส์ ชไลเชอร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการศึกษาและทักษะ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) สาธารณรัฐฝรั่งเศส กล่าวถึงการเตรียมความพร้อมคนรุ่นใหม่เพื่อทักษะที่สำคัญในอนาคตว่า แม้ปัจจุบันเทคโนโลยีกลายเป็นโลกแห่งการศึกษาของเด็กรุ่นใหม่ แต่มีคนเพียงบางส่วนที่สามารถนำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาได้

ในขณะที่สิงคโปร์ก้าวหน้าไปมากเพราะ 1 ใน 3 สามารถนำเทคโนโลยีไปแก้ปัญหาได้ ในปัจจุบัน ความรู้หลากหลายไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับความเข้าใจและสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการทำงาน คนรุ่นใหม่ต้องรู้ว่านำความรู้มาพัฒนาในยุคใหม่นี้อย่างไร ต้องเปลี่ยนจากความรู้ สู่ความเข้าใจ และนำไปใช้ได้

สำหรับโรงเรียนซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพเด็ก ต้องมีการพัฒนาด้านทักษะให้ทั่วถึง ทำให้เด็กรู้จักตัวเอง และเดินไปข้างหน้าได้อย่างถูกต้อง สร้างขีดความสามารถเพื่อเข้าสู่สังคม มีความรู้ที่จะสร้างสรรค์นวัตกรรม เด็กรุ่นใหม่ต้องสามารถตั้งคำถามได้ รวมถึงการสร้างสิ่งแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนการสอนเพื่อให้ครูมีส่วนร่วม และใช้เวลาการเรียนให้เหมาะสม

ประเทศฟินแลนด์ ใช้เวลาเรียนไม่ถึง 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่ผลการเรียนดีมาก ในขณะที่บางแห่งใช้เวลามาก แต่เรียนรู้น้อย และประเทศไทยต้องลงทุนในเรื่องการศึกษามากกว่านี้ ลงทุนเงินอย่างเดียวไม่ได้ จะต้องคิดต่อไปว่าจะนำไปพัฒนาอย่างไรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะการศึกษาเป็นเรื่องใหญ่ และซับซ้อน

มศก.ยันระบบแยกแยะโกงได้ อย่าจ้างวาดรูปใช้ยื่นผลงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/354062

มศก.ยันระบบแยกแยะโกงได้ อย่าจ้างวาดรูปใช้ยื่นผลงาน

ทีแคส,ธนาทร เจียรกุล,จ้างวาดรูป,มหาวิทยาลัยศิลปากร,คณบดีคณะมัณฑนศิลป์

มศก.ยันระบบแยกแยะโกงได้ อย่าจ้างวาดรูปใช้ยื่นผลงาน ขอยืนยันว่ามหาวิทยาลัย คณะมีระบบการตรวจสอบแฟ้มสะสมผลงานของเด็ก

นายธนาทร เจียรกุล คณบดีคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) เปิดเผยถึงกรณีที่เจ้าของเฟซบุ๊กชื่อว่า Thaitew Baanthaitew ได้โพสต์ข้อความผ่านการสนทนาของเด็กมาจ้างให้วาดภาพเพื่อนำไปเป็นผลงานสอบเข้าคณะมัณฑนศิลป์ มศก. ในรอบที่ 1 ยื่นแฟ้มสะสมงานว่าทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ขอยืนยันว่ามหาวิทยาลัย คณะมีระบบการตรวจสอบแฟ้มสะสมผลงานของเด็ก โดยมีอาจารย์ กรรมการที่มีประสบการณ์ในการพิจารณา ทุกปีจะมีเด็กจำนวนหนึ่งที่ไปจ้างวาดรูป หรือไปทำผลงานผู้อื่นมาส่ง ซึ่งอาจารย์ของเราสามารถตรวจสอบได้ทุกครั้ง

การรับเด็กในรอบที่ 1 ยื่นแฟ้มสะสมผลงาน ไม่ใช่วัดคุณสมบัติเด็กจากการยื่นผลงานเท่านั้น แต่ต้องมีการพิจารณาในด้านอื่นๆ โดยเด็กที่มีผลงานมีความคิดสร้างสรรค์และมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด จะได้เรียกมาสอบสัมภาษณ์ ด้วยการให้เด็กทดสอบ สาธิตการวาดรูป หรือมีกระบวนการต่างๆ เพื่อพิจารณาว่าเด็กมีทักษะการวาดรูป มีความคิดสร้างสรรค์หรือไม่ ทุกคณะมีกระบวนการในการพิจารณาเด็กให้ตรงกับความต้องการ

มศก.ยันระบบแยกแยะโกงได้ อย่าจ้างวาดรูปใช้ยื่นผลงาน
“ทุกปีจะมีเด็กมายื่นแฟ้มสะสมผลงานเพื่อสมัครสอบเข้าคณะ ประมาณ 1,000 กว่าคน หรือผลงาน 1000 กว่าชิ้น และคณะจะคัดเลือกพิจารณาว่าเป็นผลงานเด็กหรือไม่ เพราะหากเป็นการไปจ้างวาดรูปมา หรือไปเอาผลงานผู้อื่นมาส่ง ส่วนใหญ่จะมีลักษณะคล้ายๆ กัน และมีความแตกต่างจากผลงานที่เด็กทำเอง อยากให้ทุกคนมั่นใจว่าคณะมีกระบวนการรับเด็กที่ทำให้เกิดความเสมอภาค และมีระบบการตรวจสอบแฟ้มสะสม มหาวิทยาลัยมีความยุติธรรมให้แก่เด็ก” คณบดีคณะมัณฑนศิลป์ มศก. กล่าว

สำหรับกรณีการกล่าวอ้างว่าคณะเปิดรับเด็กในรอบที่ 1 มากกว่ารอบอื่นๆ นั้น คณะต้องประกาศจำนวนการรับนักศึกษาในแต่ละรอบ โดยแต่ละปีคณะจะรับนักศึกษาประมาณ 300 คน ซึ่งจะแบ่งออกเป็นรับ 3 รอบ คือ รอบที่ 1 แฟ้มสะสมงาน รอบที่ 2 โควตา มีการทดสอบปฏิบัติ และรอบที่ 5 รับตรงอิสระ โดยรอบไหนรับนักศึกษาได้ไม่ตามเป้าก็จะรับในรอบต่อๆ ไป ส่วนในการกำหนดรูปให้วาดส่งนั้น เพื่อต้องการให้เกิดความเสมอภาคบรรทัดฐานเดียวกัน เพราะหากไม่กำหนด เด็กวาดรูปหลากหลายมาส่งก็ไม่สามารถวัดคุณสมบัติของเด็กได้อย่างเท่าเทียม

นายธนาทร กล่าวต่อไปว่า อยากฝากไปถึงเด็กๆ ทุกคน อย่าจ้างวาดรูปเพื่อนำมาใช้เป็นผลงานของตนเอง เพราะคณะไม่ได้ดูเฉพาะรูปที่วาด แต่ดูแนวคิด โดยเฉพาะแนวความคิดสร้างสรรค์ ไอเดียของการออกแบบ เพราะสุดท้ายต้องเป็นไปตามความสามารถเด็กอยู่ดี

มศก.ยันระบบแยกแยะโกงได้ อย่าจ้างวาดรูปใช้ยื่นผลงาน

ด้านนายวินิต อรุณสกุลช เจ้าของสถาบันบ้านไทดิว และเจ้าของเฟซบุ๊ก Thaitew Baanthaitew หนึ่งในบุคคลที่ถูกเด็กนักเรียนจ้างให้วาดรูปเพื่อนำมาใช้เป็นผลงานในการยื่นเข้าคณะมัณฑนศิลป์ มศก. รอบที่ 1 ยื่นแฟ้มสะสมผลงาน ว่าปีนี้มีเด็กที่โทรศัพท์และส่งข้อความผ่านไลน์ โซเชียลอื่นๆ มาจ้างวาดรูปจำนวนหนึ่ง ซึ่งทุกคนต่างอยากได้ผลงานของตนเองเพื่อนำไปใช้ในการสมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัย สะท้อนให้เห็นว่าระบบดังกล่าวเปิดช่องให้เด็กโกงหรือทุจริต
ทั้งนี้โดยหลักการการยื่นแฟ้มสะสมผลงานเป็นสิ่งที่ดีแต่ไม่เหมาะกับทุกคณะ เพราะการเรียนแต่ละสาขาวิชา และคณะมีรูปแบบไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะการเรียนด้านศิลปะ ต้องใช้ฝีมือและการปฏิบัติจริงๆ การออกแบบ ความคิดสร้างสรรค์ ดังนั้นหากจะให้เด็กยื่นแฟ้มสะสมผลงานจริงๆ ควรมีการสอบปฏิบัติ ทดสอบร่วมด้วย เพื่อจะได้เห็นฝีมือเด็กว่าเหมาะสมหรือไม่

มศก.ยันระบบแยกแยะโกงได้ อย่าจ้างวาดรูปใช้ยื่นผลงาน

ขณะเดียวกันรอบที่ 1 การยื่นแฟ้มสะสมผลงาน ไม่ควรจะรับเด็กมาก เนื่องจากผลงานเด็กไปเอามาจากไหนก็ได้ อาจจะไม่ใช้ของตัวเอง เพราะต้องยอมรับว่าเด็กทุกคนอยากสอบเข้าคณะที่ตนเองต้องการ เขาจะหาทุกวิถีทางเพื่อให้ตนเองสอบเข้าให้ได้ อยากให้ทางคณะ หรือมหาวิทยาลัยกำหนดชัดเจนว่าการยื่นแฟ้มสะสมผลงานมีเกณฑ์อะไรบ้าง และอยากฝากน้องๆ โดยเฉพาะปีนี้ให้อยู่ในเกม ในระเบียบของการสอบที่ควรจะเป็น อย่าโกง ทุจริต ต่อให้การสอบมีช่องโหว่ให้โกงได้ง่าย แต่ถ้าโกงก็จะไม่สามารถภาคภูมิใจได้

มศก.ยันระบบแยกแยะโกงได้ อย่าจ้างวาดรูปใช้ยื่นผลงาน

 

สำหรับทีแคสปี 2562 นั้น ขณะนี้ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) จะดำเนินการเปิดรับสมัคร รอบที่ 1 แฟ้มสะสมงาน ในวันที่ 1 ธันวาคม 2561 นี้ โดยมี 68 สถาบันเปิดรับ มีจำนวน 733 คณะ 7,651 สาขาวิชา รวม 122,883 ที่นั่ง ซึ่งผู้สมัครสามารถอัพเดทข้อมูลได้ที่ http://www.MyTCAS.com หรือสอบถาม โทร.0-2354-5150-2 หรือเข้าไปที่ https://www.facebook.com/cuptthailand

ไม่ผิดก.ม.แต่ควรมีจริยธรรมร.ร.เอกชนเข้าตลาดหลักทรัพย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/354016

ไม่ผิดก.ม.แต่ควรมีจริยธรรมร.ร.เอกชนเข้าตลาดหลักทรัพย์

นพธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์,โรงเรียน,ตลาดหลักทรัพย์

ไม่ผิดก.ม.แต่ควรมีจริยธรรมร.ร.เอกชนเข้าตลาดหลักทรัพย์ : รายงาน  โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร – qualitylife4444@gmail.com

ถ้าเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องเสียภาษี และไประดมทุนเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้นและไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่
“หมอธี” ถามหาจริยธรรมบริษัทเจ้าของโรงเรียนเอกชน เข้าตลาดหลักทรัพย์ ชี้กำไรมากขึ้นแต่ไม่ต้องเสียภาษี เข้าข่ายธุรกิจการศึกษา ย้ำต่อให้ถูกกฎหมายแต่ผิดจริยธรรม ฝากสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทยหาแนวทางแก้ไข เตรียมถกกรรมการการคลัง หากบริษัทจัดตั้งโรงเรียนเอกชนเข้าตลาดหลักทรัพย์ต้องเก็บภาษีหรือไม่ ด้านสช.เผยไม่มีอำนาจเบรกบริษัทจัดตั้งโรงเรียนเอกชนเข้าตลาดหลักทรัพย์ ระบุบริษัทมีการประกาศขายและมีผู้ติดต่อซื้อแล้ว หารือร่วมกัน 3 ฝ่ายหาทางออกที่เหมาะสมร่วมกันสัปดาห์หน้า

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่บริษัท เอสไอเอสบี จำกัด (มหาชน) บริษัทเอกชนที่เป็นผู้รับใบอนุญาตในการจัดตั้งโรงเรียนนานาชาติสิงคโปร์ กำลังจดทะเบียนและเข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 ว่าตามกฎหมายในพระราชบัญญัติโรงเรียนเอกชน พ.ศ.2550 นั้น ถือว่าไม่ผิดกฎหมาย แต่เรื่องดังกล่าวจะพิจารณาเฉพาะกฎหมายไม่ได้ต้องดูเรื่องจริยธรรมว่าถูกต้องหรือไม่ ซึ่งขณะนี้ได้มอบหมายฝ่ายกฎหมายให้ตรวจสอบเรื่องนี้อีกครั้ง เพราะมองว่าถ้าเป็นธุรกิจที่ไม่ต้องเสียภาษีและไประดมทุนเพื่อให้ได้กำไรมากขึ้นและไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องหรือไม่ ยิ่งในธุรกิจมีความเกี่ยวข้องกับการศึกษา การจะเข้าตลาดหลักทรัพย์จะทำไปเพื่ออะไรหากไม่ต้องการกำไร

“ขณะนี้มีการหารือกับสมาคมโรงเรียนนานาชาติเรียบร้อยแล้ว ซึ่งขอให้สมาคมดำเนินการพูดคุยและหาแนวทางในเรื่องดังกล่าว เพราะถ้ามองในส่วนรัฐบาล ถ้าเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นถือเป็นการแสดงเจตจำนงว่าต้องการผลกำไร และหากต้องการผลกำไรมากๆ ถ้าทำแบบนี้กระทรวงการคลังต้องเก็บภาษีหรือไม่ และจะเกิดผลกระทบในวงกว้าง อีกทั้งต้องทบทวนว่ากฎหมายดังกล่าวตีความถูกต้องหรือไม่ เพราะต่อให้กฎหมายอาจจะถูก แต่อาจจะไม่ถูกจริยธรรม ตรงตามเจตนารมณ์ในการจัดการศึกษาของประเทศ ดังนั้นจะประสานไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่าต้องดำเนินการอย่างไร ใครมีหน้าที่อย่างไร อยากให้มีความชัดเจนก่อนที่จะให้บริษัทดังกล่าวเข้าตลาดหลักทรัพย์ และถ้าดำเนินการดังกล่าวกลายเป็นธุรกิจการศึกษาต้องเก็บภาษีซึ่งจะไปปรึกษากระทรวงการคลังในเรื่องนี้ต่อไป” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

อย่างไรก็ตามตอนนี้ยังไม่สามารถเบรกบริษัทดังกล่าวให้ไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ทันที แต่จะพยายามเบรกให้ได้ตามอำนาจที่สามารถทำได้ เนื่องจากถ้าบริษัทนี้ทำสำเร็จบริษัทอื่นอาจจะทำตามหรือไม่ ต้องมาศึกษาข้อกฎหมายให้ดี ต้องดูว่าเป็นช่องว่างทางกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งในอดีตมีบริษัทเอกชนที่จะทำแบบนี้หรือไม่ และถ้าทำไม่สำเร็จเป็นเพราะอะไร เพราะเรื่องนี้ถ้าเป็นบริษัททั่วไปอยู่หรือไม่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ก็ต้องเสียภาษี แต่บริษัทที่เป็นเจ้าของโรงเรียนเอกชนจะไม่เสียภาษีตามนโยบายของรัฐที่ไม่ต้องเสียภาษี เพราะถือเป็นการจัดการศึกษา ดังนั้นหากบริษัทและโรงเรียนเอกชนได้กำไรมากขึ้น เป็นแบบนี้อาจจะเข้าข่ายธุรกิจการศึกษา

นายชลำ อรรถธรรม เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) กล่าวว่า ขณะนี้ สช.ได้ประสานไปยังก.ล.ต.แล้วทราบว่าก่อนหน้านี้บริษัทมีการประกาศขายและมีผู้ติดต่อซื้อแล้ว แต่ในวันพรุ่งนี้ (29 พ.ย.) จะประกาศขึ้นกระดานเพื่อซื้อขายหุ้นอย่างเป็นทางการ ทั้งนี้ ตามพ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน พ.ศ.2560 มาตรา 22 กำหนดว่า บริษัทมหาชน บริษัทในห้างหุ้นส่วนจำกัด สามารถขอจัดตั้งโรงเรียนได้ แต่มีเงื่อนไข 2 ข้อ คือว่า จำนวนหุ้นและจำนวนผู้ถือหุ้นมากกว่ากึ่งหนึ่ง

ดังนั้นการที่บริษัทดังกล่าวจะเข้าตลาดหลักทรัพย์ถือว่าไม่ผิดกฎหมายของ สช. จึงไม่ใช่อำนาจของสช.ในการจะเข้าไปบอกให้บริษัทเข้าหรือไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ แต่จะเป็นอำนาจของก.ล.ต.ในการชะลอไม่ให้บริษัทดังกล่าวเข้าตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหากก.ล.ต.ต้องการให้สช.จัดทำหนังสือตั้งข้อสังเกต หรือขอข้อมูลเกี่ยวกับการจัดตั้งโรงเรียนของบริษัทดังกล่าว สช. ยินดีให้ความร่วมมือในทุกเรื่อง

นางอุษา  สมบูรณ์ นายกสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย  กล่าวว่า จากการหารือกับโรงเรียนนานาชาติซึ่งเป็นสมาชิกสมาคมเห็นพ้องต้องกันว่าไม่เห็นด้วยที่โรงเรียนนานาชาติจะเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะสมาคมมีปรัชญาร่วมกันที่เน้นเรื่องคุณภาพการศึกษาที่นักเรียนจะได้รับ ซึ่งธุรกิจการศึกษาไม่ใช่ธุรกิจที่จะไประดมทุนอย่างหนึ่งอย่างใด

“การศึกษาเป็นเรื่องด้านสังคมในการพัฒนาคุณภาพของเด็กนักเรียน ซึ่งสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย ยึดแนวทางนี้มาโดยตลอด การได้มาซึ่งงบประมาณในการบริหารจัดการโรงเรียนก็ได้มาจากหลายช่องทาง โดยเฉพาะค่าอัตราธรรมเนียมการเรียนก็มีอยู่แล้ว เราจึงไม่เห็นด้วยที่จะให้ Business มานำหน้าการศึกษาของประเทศ” นางอุษา กล่าว

ทั้งนี้การทำธุรกิจแน่นอนย่อมหวังผลกำไรในฐานะที่เป็นครูอาจารย์ เป็นนักการศึกษาที่จะทำอย่างไรให้นักเรียนมีคุณภาพมากกว่า จึงมีความห่วงใยว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนักเรียน ผู้ปกครองและผู้บริโภคจะเป็นในลักษณะที่ไม่ควรจะเป็น และเมื่อมีบรรทัดฐานโรงเรียนที่ 1 สามารถเข้าตลาดหลักทรัพย์ได้แล้วก็จะมีโรงเรียนอื่นๆ เห็นว่าเข้าไประดมทุนก็จะเข้าตามไปด้วย จะเป็นการเปลี่่ยนเป้าหมายของการจัดการศึกษาคือนักเรียน เป็นผลกำไรและผู้ถือหุ้นมากกว่า เพราะต้องทำให้ได้กำไรจากหุ้น

“ได้พูดคุยกับ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ท่านก็แสดงความห่วงใยและเห็นด้วยในเรื่องนี้ รวมทั้งเลขาธิการสช. ประสานแสดงความห่วงใยเรื่องนี้มาที่สมาคมด้วยเช่นกัน เพราะวันนี้ (29 พย.) จะมีการเปิดให้เริ่มระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์แล้ว แม้กฎหมายจะให้ทำได้แต่สมควรที่จะทำหรือไม่ และทราบว่าสช.จะทำหนังสือไปถึงก.ล.ต.ให้พิจารณาและทบทวนในเรื่องนี้แล้ว แต่ย้ำว่าการศึกษาไม่ใช่ธุรกิจทั่วไป สมควรจะทำหรือเปล่าต้องแยกแยะให้ถูก ซึ่งสมาคมก็ขอให้ก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ช่วยพิจารณาเรื่องนี้ด้วย โดยสัปดาห์หน้าจะมีการหารือร่วมกันว่าจะหาแนวทางออกในเรื่องนี้ที่เหมาะสม”

ร้อง”เพิ่มบัญชียามะเร็ง”ให้สิทธิข้าราชการเข้าถึงการรักษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/353881

ร้อง”เพิ่มบัญชียามะเร็ง”ให้สิทธิข้าราชการเข้าถึงการรักษา

บัญชียา,มะเร็ง,พลตรีหญิงพูลศรี เปาวรัตน์,พญเชิดชู อริยศรีวัฒนา,รัตนาภรณ์ โพธิประสาท,ผศพญเอื้อมแข สุขประเสริฐ,ข้าราชการ

ร้อง”เพิ่มบัญชียามะเร็ง”ให้สิทธิข้าราชการเข้าถึงการรักษา : รายงาน  โดย… ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

จากที่กระทรวงการคลัง ได้กำหนดโครงการจ่ายตรงสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งและโลหิตวิทยา (OCPA) ภายใต้การดำเนินงานของกรมบัญชีกลาง ซึ่งเป็นสวัสดิการข้าราชการทั่วประเทศ เมื่อปี 2549 โดยเมื่อต้นปี 2561 มีรายชื่อยาในบัญชีเพียง 9 รายการ ใน 17 กลุ่มโรค ซึ่งไม่ครอบคลุมการรักษา  สมาคมพิทักษ์สิทธิข้าราชการ แพทย์ และผู้ป่วย จึงได้เปิดเวทีเสวนาปลดล็อกโครงการจ่ายตรงข้าราชการที่ป่วยมะเร็ง (OCPA) คืนสิทธิสวัสดิการข้าราชการผู้ป่วยมะเร็ง ให้เข้าถึงนวัตกรรมการรักษาและยาใหม่ๆ เนื่องจากมีกว่า 41 รายการที่ต้องสำรองจ่ายก่อน

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา กรรมการแพทยสภา กล่าวถึงนวัตกรรมและยารักษาโรคมะเร็ง ตามสิทธิสวัสดิการข้าราชการ  ว่าประเทศไทยมีอัตราผู้ป่วยมะเร็งปีหนึ่งกว่าแสนคน เสียชีวิตชั่วโมงละ 8 คน หรือกว่า 7,000 คนต่อปี สูงสุดในภาคพื้นเอเชีย ทั้งหากสามารถเข้าถึงยารักษาโรคมะเร็งจะสามารถลดอัตราการตายให้น้อยลง
ร้อง"เพิ่มบัญชียามะเร็ง"ให้สิทธิข้าราชการเข้าถึงการรักษา

พญ.เชิดชู อริยศรีวัฒนา

ปัจจุบันระบบประกันสุขภาพข้าราชการมีปัญหาหลายอย่าง ในการละเมิดสิทธิข้าราชการ โดยการจำกัดยา และวิธีการรักษาจากกรมบัญชีกลาง ขณะที่ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ระบุว่าผู้ป่วยที่ได้รับสิทธิในการรักษาข้าราชการ มีชีวิตยืนยาวกว่าผู้ป่วยที่เป็นโรคเดียวกัน ปัจจุบันมียานวัตกรรมใหม่ในการรักษามะเร็งแต่มีราคาสูง และมีการจำกัดการใช้ยาในสิทธิข้าราชการอยู่
ปัญหาสุญญากาศของหมอมะเร็ง

ผศ.พญ.เอื้อมแข สุขประเสริฐ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลศรีนครินทร์  จ.ขอนแก่น กล่าวว่า ปัจจุบันนวัตกรรมของการรักษามะเร็งพัฒนาขึ้นมาก ล่าสุดคือ ยามุ่งเป้า (Targeted Therapies) ซึ่งข้อดี คือหากตรวจและให้ยาตามเป้าการรักษาจะดีมาก ผลข้างเคียงน้อย ไม่มีการกดไขกระดูก ใช้ได้แม้กระทั่งผู้ป่วยที่ใส่ท่อหายใจ และควบคุมโรคได้นาน 1 ปี สามารถรักษาได้กับมะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งลำไส้ เต้านม และรังไข่ รวมถึงยากระตุ้นภูมิต้านทาน ซึ่งช่วยให้ 1 ใน 4 ของคนไข้สามารถหายขาดได้ในระยะแพร่กระจาย

ร้อง"เพิ่มบัญชียามะเร็ง"ให้สิทธิข้าราชการเข้าถึงการรักษา

ผศ.พญ.เอื้อมแข สุขประเสริฐ   

แต่ปัจจุบัน ยาดีๆ บางตัวยายังไม่ถูกทำให้อยู่ในบัญชียา ซึ่งหากจะใช้ยานอกบัญชีต้องในกรณีที่คนไข้แพ้ยาในบัญชียาหลัก ใช้แล้วมีผลข้างเคียง หรือมีความประสงค์ที่จะจ่ายเงินเอง ที่ผ่านมาถ้าใช้ไปแล้วขอเบิกจากกรมบัญชีกลาง มีหลายโรงพยาบาลไม่ได้เงินค่ายาคืนรวมๆ แล้วหลายสิบล้าน พอมีเรื่องขึ้นมาหมอก็ต้องทำเรื่องไปถามกรมบัญชีกลาง แต่เขาตอบกลับมาว่า “ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของหมอ” กลายเป็นว่าไม่มีการจ่ายเงินคืน หมอก็ไม่กล้าใช้ เป็นช่องว่างของสุญญากาศ นี่เป็นปัญหาของหมอมะเร็งทั่วประเทศ

พญ.เอื้อมแข กล่าวเพิ่มเติมว่า จริงๆ ไม่ได้ต่อต้าน OCPA เพราะถ้าทำดีๆ จะทำให้การเข้าถึงยาได้ถูกต้อง มีการประเมิน แต่ที่ผ่านมา OCPA มีการอัพเดทน้อยมาก ตั้งแต่ปี 2549 มียาเพียง 6 รายการ ใน 7 กลุ่มโรค ผ่านมา 12 ปี มีการเพิ่มยาเข้ามา 9 รายการ ทั้งนี้ยาใหม่ที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตั้งแต่ 1 มกราคม 2561 เป็นต้นไป ผู้ป่วยจะไม่สามารถเบิกค่าใช้จ่ายได้

“สิ่งที่เป็นปัญหา คือการเลือกยาเข้าไปทำข้อมูล ขอให้เลือกเข้าไปให้ครบทุกโรค เช่น ยามุ่งเป้าสำหรับรักษามะเร็งปอด ยังสามารถใช้ได้กับมะเร็งหลายชนิดแต่ข้อมูลไม่อัพเดท ทำให้คนเป็นมะเร็งชนิดอื่นๆ ไม่ได้รับยา ถัดมาคือการเลือกยา ปัจจุบันมียาพุ่งเป้าที่ใช้รักษามะเร็งปอดกว่า 3 ชนิด ซึ่งในความเป็นจริงการออกฤทธิ์แต่ละตัวต่างกัน แต่กรมบัญชีกลางเลือกแค่ตัวเดียว เนื่องจากมีการเปิดให้ประกวดราคา หมอจึงถูกบีบให้ใช้ตัวเดียว ในขณะที่ราคาทั้งสามตัวไม่ได้ต่างกันอยู่ที่เม็ดละราวๆ 700 บาท ทั้งนี้ อยากเสนอให้มีการประกาศรายชื่อคณะทำงานในการเลือกยา และคนที่มีหน้าที่อนุมัติ ควรมีกรรมการกลางเพื่อตรวจสอบการทำงานเพื่อความโปร่งใสด้วย

  หยุดให้ยาผู้ป่วยมะเร็งกลางคัน
รัตนาภรณ์ โพธิประสาท ตัวแทนข้าราชการผู้ป่วยมะเร็ง ซึ่งได้รับสิทธิข้าราชการตามโครงการ OCPA เปิดเผยว่า ตรวจพบว่าตัวเองเป็นมะเร็งระยะที่ 4 ลุกลามจากเต้านมไปยังตับ เมื่อเดือนตุลาคม 2558 ซึ่งไม่สามารถผ่าตัดได้เนื่องจากอยู่ในระยะแพร่กระจาย ตอนนั้นขยับตัวไม่ได้ พูดไม่ได้ นอนติดเตียง และหมอคาดว่าจะอยู่ได้ไม่เกิน 6 เดือน คุณหมอจึงตัดสินใจให้ยามุ่งเป้า (Targeted Therapies) มาเรื่อยๆ ทำให้อาการดีขึ้น จนกระทั่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2561 คุณหมอบอกว่าเบิกไม่ได้แล้ว เพราะกรมบัญชีกลางตัดสิทธิ์ จึงตัดสินใจทำหนังสือมาที่สมาคมพิทักษ์สิทธิข้าราชการ ให้กรมบัญชีกลางทบทวนใหม่เพื่อความต่อเนื่องในการรักษาและเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยคนอื่นๆ

ร้อง"เพิ่มบัญชียามะเร็ง"ให้สิทธิข้าราชการเข้าถึงการรักษา

รัตนาภรณ์ โพธิประสาท

พลตรีหญิงพูลศรี เปาวรัตน์ นายกสมาคมพิทักษ์สิทธิข้าราชการ กล่าวว่า สิทธิข้าราชการมีการควบคุมด้วยงบประมาณ งบสาธรณสุขที่น้อยเมื่อเทียบกับการเจ็บไข้ได้ป่วย อยากจะให้กระทรวงการคลัง คิดว่าทำอย่างไรที่จะช่วยดูแลคนเหล่านี้ ในเมื่อยามะเร็งแพง ดังนั้นหากรัฐบาลจะพิจารณาอยากให้มีการจัดตั้งกองทุนมีงบรักษาโรคมะเร็งเหมือนกองทุนโรคเอดส์ หรือมีการซื้อประกันคล้ายๆ เอกชน

ด้าน นัฐกานต์ สุพสร นักวิชาการคลัง กองสวัสดิการรักษาพยาบาล กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง กล่าวว่า กรมบัญชีกลางขอเพิ่มบัญชียาทุกปี แต่มีข้อจำกัด อยากให้สะท้อนไปถึงระดับนโยบายว่าทำอย่างไรจะทำให้ผู้ป่วยได้เข้าถึงสิทธินวัตกรรม ซึ่งไม่ใช่แค่มะเร็งแต่เป็นทุกโรค สำหรับผู้ป่วยมะเร็งที่เคยใช้ยามุ่งเป้าก็สามารถใช้ต่อไปได้

ร้อง"เพิ่มบัญชียามะเร็ง"ให้สิทธิข้าราชการเข้าถึงการรักษา

พลตรีหญิงพูลศรี เปาวรัตน์

 

ส่วนผู้ป่วยใหม่ขอให้ใช้ยาที่อยู่ในระบบก่อน ใช้ไม่ได้ค่อยใช้ยาใหม่ ตอนนี้ระบบ OCPA ก็ค่อนข้างดีขึ้น การพิจารณาปรับอัตรายาในบัญชีก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ไม่ช้าอย่างที่ผ่านมา และหลังจากนี้จะปรับระบบในทุกๆ ปี

ทั้งนี้จากการปรับเกณฑ์จำนวนยาในบัญชี 9 รายการ ใน 17 กลุ่มโรค โดยมียากว่า 41 รายการที่ผู้ป่วยต้องสำรองจ่ายก่อนเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ล่าสุดเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2561 กรมบัญชีกลางได้ประกาศเพิ่มยา 5 รายการ ส่งผลให้รายการยาใน OCPA ครอบคลุม 24 กลุ่มโรค และปรับลดรายการจากที่ต้องสำรองจ่ายก่อน 41 รายการ เหลือ 37 รายการ และให้สถานพยาบาลเป็นผู้ทำเรื่องเบิกจากกรมบัญชีกลางแทน

อภ.ดันสารสกัด “ขมิ้นชัน”ยกระดับมาตรฐานสู่ตลาดยุโรป

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/353730

อภ.ดันสารสกัด “ขมิ้นชัน”ยกระดับมาตรฐานสู่ตลาดยุโรป

องค์การเภสัชกรรม,ขมิ้นชัน,สมุรไพรไทย,แอนติออกซ์,จีพีโอ,นพโสภณ เมฆธน,นพวิฑูรย์ ด่านวิบูลย์,ศมิคาเอล โพ้ป

อภ.ดันสารสกัด “ขมิ้นชัน”ยกระดับมาตรฐานสู่ตลาดยุโรป : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

องค์การเภสัชกรรม (จีพีโอ) ยกระดับสารสกัดขมิ้นชันแคปซูล “แอนติออกซ์” สู่ตลาดยุโรป ซึ่งมีมูลค่าการใช้ยาสมุนไพรมากที่สุดในตลาดโลกกว่า 1.84 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 53% ของตลาดรวมทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ราวๆ 3.50 ล้านล้านบาท

ด้วยกฎระเบียบของสหภาพยุโรปและมาตรฐานขั้นสูง องค์การเภสัชกรรมจึงจำเป็นต้องพัฒนา ยกระดับในหลายๆ ด้าน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป ด้วยการร่วมมือกับบริษัท ไบโอนอริคา ประเทศเยอรมนี ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตยาสมุนไพรชั้นนำซึ่งมีการวิจัย พัฒนาด้วยเทคโนโลยี มาตรฐานคุณภาพสมุนไพรระดับโลก ยกระดับสารสกัดขมิ้นชันแคปซูล “แอนติออกซ์” สู่ตลาดยุโรป ซึ่งมีมูลค่าการใช้ยาสมุนไพรมากที่สุดในตลาดโลกกว่า 1.84 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 53% ของตลาดรวมทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ราวๆ 3.50 ล้านล้านบาท

อภ.ดันสารสกัด "ขมิ้นชัน"ยกระดับมาตรฐานสู่ตลาดยุโรป

 

นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า จากแนวโน้มผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศที่ใส่ใจสุขภาพและสินค้าจากสมุนไพรมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบยา อาหารเสริม และเครื่องสำอาง เนื่องจากเห็นว่าผลิตภัณฑ์ที่สังเคราะห์จากเคมีมีผลข้างเคียงค่อนข้างสูง นอกจากนี้ประเทศในสหภาพยุโรปมีความนิยมใช้ผลิตภัณฑ์ยาจากสมุนไพรมากขึ้น โดยมีมูลค่าการใช้ยาสมุนไพรมากที่สุดในตลาดโลกกว่า 1.84 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 53% ของตลาดรวมทั่วโลกซึ่งอยู่ที่ราวๆ 3.50 ล้านล้านบาทในปี 2560 ทั้งนี้ในประเทศเยอรมนีเอง มีการใช้ยาสมุนไพรสูงกว่า 28%

  ยกมาตรฐานขมิ้นชันสู่ตลาดยุโรป
นพ.โสภณ กล่าวเพิ่มเติมว่า จากการที่องค์การเภสัชได้นำร่องพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดขมิ้นชันแคปซูล “แอนติออกซ์” ซึ่งได้รับอนุมัติทะเบียนยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นยาพัฒนาจากสมุนไพรแผนปัจจุบันรายแรกของประเทศ ทั้งนี้สหภาพยุโรปถือเป็นกลุ่มเป้าหมายที่น่าสนใจในการเข้าไปทำการตลาดเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้และเศรษฐกิจให้ประเทศ แต่ด้วยกฎระเบียบของสหภาพยุโรปและมาตรฐานขั้นสูง องค์การจึงจำเป็นที่จะต้องพัฒนา ยกระดับในหลายๆ ด้าน เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานของสหภาพยุโรป ด้วยการร่วมมือกับบริษัท ไบโอนอริคา ประเทศเยอรมนี ซึ่งถือเป็นผู้ผลิตยาสมุนไพรชั้นนำซึ่งมีการวิจัย พัฒนาด้วยเทคโนโลยี มาตรฐานคุณภาพสมุนไพรระดับโลก

อภ.ดันสารสกัด "ขมิ้นชัน"ยกระดับมาตรฐานสู่ตลาดยุโรป

 

นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า การร่วมมือดังกล่าวถือเป็นการร่วมมือทางวิชาการเพื่อดูความเป็นไปได้ในการผลิตเป็นยาในตลาดยุโรป รวมถึงยกระดับการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสารสกัดสมุนไพรไทยขององค์การให้มีมาตรฐานยุโรป อาทิ การคัดเลือกสายพันธุ์ การควบคุมการปลูกสมุนไพร การสกัดด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง การผลิตยาสำเร็จรูป การศึกษาความปลอดภัย และประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์อย่างเข้มงวด พร้อมทั้งข้อแนะนำในการพัฒนาเอกสารข้อมูลทะเบียนผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรให้เป็นไปตามข้อกำหนดของตลาดยุโรป

“ทั้งนี้องค์การมีการจัดเตรียมปลูกสมุนไพรขมิ้นชันใน 3 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี ยะลา และตราด เพื่อเป็นวัตถุดิบ พร้อมเตรียมเพิ่มกำลังการผลิตให้สามารถรองรับการขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศในอนาคต คาดว่าต้นปี 2562 การศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้น่าจะได้ข้อสรุปถึงสิ่งที่องค์การต้องปรับปรุงพัฒนา แล้วจึงจะมีการกำหนดเป้าหมายในการทำตลาดต่อไป”

อภ.ดันสารสกัด "ขมิ้นชัน"ยกระดับมาตรฐานสู่ตลาดยุโรป

 

ศ.มิคาเอล โพ้ป ผู้บริหารสูงสุดของบริษัทไบโอนอริคา ประเทศเยอรมนี กล่าวว่า ในยุโรปนิยมใช้ธรรมชาติในการเยียวยาและใช้สมุนไพรในการรักษามากกว่าสารเคมีและยาปฏิชีวนะ รวมไปถึงการใช้สารสกัดจากกัญชาเพื่อช่วยคนไข้มะเร็งให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในช่วงท้ายของชีวิต
ทั้งนี้บริษัท ไบโอนอริคา ได้ทำฟาร์มออร์แกนิก ซึ่งปลูกพืชหลากชนิด เช่น โอลีฟ ส้ม ฯลฯ เพื่อให้คนเข้าถึงผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย 100% เพราะทุกวันนี้เราต้องหันมาพึ่งพาธรรมชาติมากขึ้น จากตลาดสมุนไพรในยุโรปที่มีมูลค่ากว่า 1.84 ล้านล้านบาท ทำอย่างไรจะสามารถพัฒนาสมุนไพรไทยไปสู่ยุโรปได้ นี่เป็นสิ่งสำคัญและเป็นสิ่งที่ไทยต้องพัฒนาสมุนไพรให้ได้มาตรฐานที่สุด

          ชู 5G ยกระดับสมุนไพรไทย
นพ.วิฑูรย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันองค์การเภสัชกรรม ได้ดำเนินการด้านสมุนไพรตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยเน้นคุณภาพมาตรฐานในทุกขั้นตอนทั้งกระบวนการวิจัยและการผลิต เช่นเดียวกับกระบวนการผลิตยาแผนปัจจุบันโดยใช้วัตถุดิบสมุนไพรคุณภาพจากเกษตรกรภายในประเทศ
โดยคำนึงถึงหลัก 5G ประกอบด้วย GAP: Good Agriculture Practice การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี, GHP: Good Harvesting Practice การปฏิบัติที่ดีในการเก็บเกี่ยว, GLP: Good Laboratory มาตรฐานที่ดีของห้องปฏิบัติการ, GMP: Good Manufacturing Practice มาตรฐานกรรมวิธีที่ดีที่สุดในการผลิต, GCP: Good Clinical Practice การปฏิบัติการวิจัยทางคลินิกที่ดี โดยการร่วมมือกับทีมวิจัยจากหลายหน่วยงานและการวิจัยในผู้ป่วยโรคต่างๆ

อภ.ดันสารสกัด "ขมิ้นชัน"ยกระดับมาตรฐานสู่ตลาดยุโรป

 

ผลวิจัยทางคลินิกสารสกัดขมิ้นชัน
ทั้งนี้สารสกัดขมิ้นชันแคปซูล “แอนติออกซ์” ได้ผ่านการศึกษาทางคลินิกในคนไข้ โดยมีการศึกษาวิจัยในหลายๆ ด้าน อาทิ การศึกษาผลในผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม เปรียบเทียบกับการใช้ยาต้านการอักเสบไอบูโปรเฟน พบว่า ผู้ป่วยมีอาการปวดข้อ ความฝืดของข้อลดลง เพิ่มความสามารถในการใช้งานของข้อ และมีอาการข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารน้อยกว่ายาไอบูโปรเฟน การวิจัยในผู้ป่วยเบต้าธาลัสซีเมีย พบว่าช่วยเพิ่มอายุของเม็ดเลือดแดงและช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การวิจัยในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าสามารถลดภาวะเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด ลดไขมันในร่างกายทั่วไปและไขมันใต้ผิวหนัง

นอกจากนี้ การศึกษาในผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวาน พบว่าช่วยป้องกันการเกิดเบาหวาน และช่วยการทำงานของเซลล์เบต้าซึ่งเป็นเซลล์ที่สร้างอินซูลีน และ การศึกษาในผู้ป่วยที่ต้องผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดหัวใจ พบว่าสามารถลดโอกาสเกิดหัวใจวายหลังการผ่าตัดและอาจช่วยให้หัวใจของคนไข้เสียหายน้อยลง

ร.ร.นานาชาติไทยรุ่งมูลค่า6หมื่นล้าน-โตสุดเซาท์อีสเอเชีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/353593

ร.ร.นานาชาติไทยรุ่งมูลค่า6หมื่นล้าน-โตสุดเซาท์อีสเอเชีย

โตสุดเซาท์อีสเอเชีย,โรงเรียนนานาชาติ

ร.ร.นานาชาติไทยรุ่งมูลค่า6หมื่นล้าน-โตสุดเซาท์อีสเอเชีย : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก -qualitylife4444@gmail.com –

ปัจจุบันมีจำนวนโรงเรียนนานาชาติทั้งหมด 205 แห่ง เป็นสมาชิกสมาคมโรงเรียนนานาชาติ 141 แห่ง มีอัตราการเติบโตปีละ 9% หากย้อนหลังไปสัก 4-5 ปีที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตดับเบิลดิจิต 4 ปีซ้อน เรียกได้ว่า โรงเรียนนานาชาติของไทยเติบโตมากที่สุดในเซาท์อีสเอเชีย

สำหรับจำนวนนักเรียนในสมาคมมีอยู่ราวๆ 55,000 คน ใน 141 โรงเรียน เติบโตต่อเนื่องปีละ 4-5% รวมจำนวนนักเรียนในโรงเรียนที่ไม่ได้เป็นสมาชิกสมาคมจะอยู่ที่ราวๆ 75,000-76,000 คน จำนวนครูในสมาคม 7,730 คน เติบโต 5% ต่อปี หากรวมนอกสมาคมอยู่ที่ประมาณ 10,000 คน ​มีมูลค่าตลาดโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย 63,700 ล้านบาท
ปรมิตร ศรีกุเรชา อุปนายกสมาคม โรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่าเนื่องจากประเทศไทยมีที่ตั้งที่ดีที่สุดในเซาท์อีสเอเชีย จำนวนนักเรียนที่โตไม่ได้โตแค่นักเรียนต่างชาติ (Expat) แต่โตในแง่ของนักเรียนไทยที่เข้ามาเรียนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากคนมีลูกน้อยลง อัตราการเกิดค่อนข้างต่ำ 1.7 คนต่อ 1,000 คน ปีหนึ่งคนเกิดไม่เกิด 7 แสนคน ตกจากล้านกว่าคนเมื่อ 4-5 ปีก่อน ทำให้ผู้ปกครองหันมามองว่าเมื่อมีลูกน้อยก็อยากส่งให้ดีๆ และภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่จำเป็นต่ออนาคต และตอนนี้โรงเรียนนานาชาติทุกโรงเรียนก็มีหลักสูตรภาษาจีนเข้าไปส่งเสริม นอกจากนี้เมื่อ 3-4 ปีที่ผานมา จำนวนคนจีนเข้ามาเรียนที่ไทยสูงขึ้น โดยในหมู่ Expat คนจีนเติบโตมากที่สุด คาดโรงเรียนนานาชาติในไทยจะทะลุ 250 แห่ง ภายใน 4-5 ปีข้างหน้าอย่างแน่นอน
ทั้งนี้แม้จะมีการเพิ่มขึ้นของโรงเรียนสองภาษา  เราไม่ได้มองเขาเป็นคู่แข่ง และเขาก็ไม่ได้มองเราเป็นคู่แข่ง เพราะตำแหน่งไม่เหมือนกัน และสุดท้ายคนที่เลือกก็คือผู้ปกครอง เขามองที่คุณภาพ มองที่ตั้ง กำลังซื้อของตัวเอง เป็นสิ่งที่แต่ละคนเลือก ไม่อย่างนั้นโรงเรียนจะไม่สามารถโตมาได้ถึงขนาดนี้

    อานิสงส์จีนปลดล็อกลูกคนที่สอง
อุปนายกสมาคมโรงเรียนนานาชาติแห่งประเทศไทย กล่าวต่อว่า นอกจากนี้นโยบายประเทศจีนที่ปลดล็อกลูกคนที่สอง ทำให้ใน 4-5 ปีข้างหน้า โรงเรียนในประเทศจีนจะไม่เพียงพอต่อจำนวนเด็กเกิดใหม่ ดังนั้นหากมองการเติบโตของโรงเรียนนานาชาติยังคงสูงต่อเนื่องอยู่ คนจีนที่อยากย้ายมาอยู่เมืองไทยก็มีมากขึ้น รวมไปถึงหากโครงการ  Eastern Economic Corridor หรือโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเกิดขึ้นจริง การลงทุนของทุกภาคส่วนก็จะดีขึ้นและโรงเรียนนานาชาติก็จะได้รับอานิสงส์
นอกจากนี้ถัดมาถ้าเส้นทาง “One Belt and One Road” เส้นทางการเชื่อมโยงทางการค้าใหม่ของจีนสำเร็จ ก็จะทำให้คนจีนขยับมาที่ประเทศไทยเพิ่มมากขึ้น ขณะเดียวกันสัดส่วนของประเทศอื่นๆ ที่มาลงทุนในประเทศไทยก็ไม่ได้น้อยลง นอกจากนี้สงครามการค้าก็มีผลดีต่อประเทศไทย เพราะจะมีการย้ายฐานการผลิตมาที่เมืองไทยเพิ่มขึ้น และต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยเรียกว่าโรงเรียน โรงพยาบาล ค่าครองชีพ ก็จะได้รับอานิสงส์ รวมไปถึงโรงเรียนนานาชาติในไทยก็จะได้รับประโยชน์เพิ่มตามมาด้วยเช่นกัน

    ร.ร.นานาชาติโตเด็กไทยได้อานิสงส์
“ตอนนี้เราให้ความสำคัญกับสัดส่วนนักเรียนไทยด้วย จริงอยู่หลายๆ โรงเรียนนักเรียนไทยค่อนข้างเยอะ แต่ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพการศึกษาจะด้อยลง เรากลับมองว่าเราได้เพิ่มโอกาสในการศึกษาให้คนในประเทศ ที่เข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ เพื่อให้คนเหล่านั้นไปพัฒนาประเทศ คนเหล่านั้นคือเจเนอเรชั่นถัดไปในการพัฒนาประเทศชาติของเรา ถ้าเราส่งเสริมเขา ให้โอกาสเขา ต่อไปคนที่มีคุณภาพในประเทศก็จะเยอะขึ้น และความเจริญก้าวหน้าในประเทศก็จะเยอะขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน”  ปรมิตร กล่าว
เขามองว่าการพัฒนาคนเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาประเทศ การที่นักเรียนไทยเพิ่มขึ้นในโรงเรียนนานาชาติ ก็เป็นการเปิดโอกาสให้คนไทยได้พัฒนา และเมื่อคนพัฒนา สังคมก็พัฒนา และประเทศชาติก็จะพัฒนาตามไปด้วยส่วนโรงเรียนนานาชาติก็ปรับตัวไปเรื่อยๆ เพื่อพัฒนาตามสังคมที่เปลี่ยนไป เราต้องการให้เตรียมเด็กไทยให้พร้อมสำหรับการพัฒนาสังคมไทยในอนาคต
แนะรัฐใช้โอกาสดึงรายได้เข้าประเทศ
ทั้งนี้จากมูลค่าตลาดโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทย 63,700 ล้านบาท รายได้ของโรงเรียนนานาชาติที่มาจากทั้งทางตรงและทางอ้อม เพราะมาจากดีมานด์ของทั้งไทยและต่างประเทศอ้อม รัฐบาลควรมีการต่อยอดและส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษานานาชาติของไทย เช่น การให้วีซ่าครูต่างชาติ  ใบอนุญาตทำงาน (เวิร์กเพอร์มิต) เพราะเขาได้ใบประกอบวิชาชีพจากบ้านของเขามาแล้ว คุณภาพของนักเรียนโรงเรียนนานาชาติมีการสอบ International School Assessment (ISA) ซึ่งผลการสอบสูงกว่าประเทศฟินแลนด์ อเมริกา ดังนั้นควรทำให้เป็นจุดขายของประเทศไทยได้
ซึ่งผลการสอบดังกล่าวเทียบได้กับการสอบ The Programme for International Student Assessment (PISA) คือการสำรวจระดับนานาชาติแบบทุก 3 ปี เพื่อประเมินระบบการศึกษาทั่วโลก ผ่านการทดสอบทักษะและความรู้ความสามารถของนักเรียนวัย 15 ปี การสอบปี 2015 ที่ผ่านมา มีนักเรียนกว่า 5 แสนคนจาก 72 ประเทศ ใช้เวลาสอบ 2 ชั่วโมงในการสอบ 3 วิชาคือวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และทักษะการอ่าน ตัวข้อสอบจะแปลเป็นภาษาของผู้เข้าสอบรวม 90 ภาษา เช่นนักเรียนไทยได้สอบข้อสอบภาษาไทย ส่วนนักเรียนฝรั่งเศสได้สอบข้อสอบภาษาฝรั่งเศส แต่ทั้งหมดคือข้อสอบชุดเดียวกัน โจทย์เดียวกันหมด

“รัฐบาลควรจะมีมาตรการสนับสนุนให้โรงเรียนนานาชาติมากยิ่งขึ้น เช่นส่งเสริมให้ต่างประเทศเข้ามาเรียนโรงเรียนนานาชาติในประเทศมากขึ้น ด้วยการให้กระทรวงพาณิชย์ หรือสถานทูตไทยแนะนำโรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยว่ามีการจัดการศึกษาได้มาตรฐานคุณภาพระดับสากลอย่างไรบ้าง เพื่อช่วยกันผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการศึกษาในภูมิิภาคนี้ (Education Hub) ขณะเดียวกันสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ควรปรับมีระบบนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการทำงานให้มีขั้นตอนในการทำงานที่รวดเร็วมากยิ่งขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริมโรงเรียนนานาชาติให้สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไทยมากยิ่งขึ้นนั่นเอง”

นวัตกรรมไข่ขาว(ชนิดผง)ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันผู้ป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/353280

นวัตกรรมไข่ขาว(ชนิดผง)ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันผู้ป่วย

อัลบูโปร,นวัตกรรม,ไข่ขาวผง,ดรกริชผกา บุญเฟื่อง,ดรภาวิช ทองโรจน์,ศภญดรพรอนงค์ อร่ามวิทย์

นวัตกรรมไข่ขาว(ชนิดผง)ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันผู้ป่วย : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอกqualitylife4444@gmail.com

อัลบูโปร (Albupro®) ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโปรตีนจากไข่ขาว (ชนิดผง)​ ผลงานการวิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ตอบโจทย์ผู้ป่วยที่ต้องรับประทานไข่ขาวในปริมาณมากต่อวันเทียบเท่ากับการรับประทานไข่ขาว 3-4 ฟอง ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย สำหรับผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ที่ขาดสารอาหารที่มีภาวะทุพโภชนาการกลุ่มคนรักสุขภาพ ผู้สูงอายุหรือการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ผู้ป่วยระยะพักฟื้น ผู้ที่ออกกำลังกายและต้องการโปรตีนเสริม

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง รองผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านระบบนวัตกรรม กล่าวว่าประเทศไทยมีวัตถุดิบจากธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และมีทีมนักวิจัยที่มีผลงานการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ มากมายเป็นการดีที่จะเพิ่มมูลค่าไข่ขาวซึ่งเป็นแหล่งโปรตีน 100% ให้สามารถบริโภคได้สะดวกมากขึ้น เนื่องจากเมืองไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม และไข่ขาวก็มีประโยชน์มากโดยเฉพาะกับผู้ป่วยที่ต้องการโปรตีน การสนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดธุรกิจนวัตกรรมสินค้าใหม่ มีประโยชน์ต่อทั้งผู้ป่วย บุคคลทั่วไป และเกษตรกร

ดร.ภาวิช ทองโรจน์ ประธานกรรมการ บริษัท ไบโอบอร์น จำกัด กล่าวว่า จากแนวโน้มในการดูแลสุขภาพของคนยุคใหม่ ที่หันมาสนใจตัวเองมากขึ้น รวมถึงระบบสาธารณสุขที่ดีขึ้น คนอายุยืนมากขึ้น ไม่เฉพาะที่ไทยแต่เป็นเทรนด์ทั่วโลก ทั้งนี้ ประเทศไทยมีวัตถุดิบจากธรรมชาติที่สามารถนำมาใช้เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และมีทีมนักวิจัยที่มีผลงานการพัฒนานวัตกรรมต่างๆ มากมาย จึงมองว่าจะเพิ่มมูลค่าไข่ขาวที่มีมากมายในบ้านเราได้อย่างไร ที่ผ่านมาผลิตภัณฑ์จากไข่ขาว ซึ่งเป็นแหล่งโปรตีน 100% ในตลาดมีอยู่บ้างพอสมควร แต่หลายคนอาจจะยากลำบากในการบริโภคเนื่องจากไม่ชอบในรสชาติ

ทั้งนี้ อัลบูโปร (Albupro®) ถือเป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์อาหารเสริมพร้อมบริโภคจากโปรตีนไข่ขาว โดยนำไข่ขาวผ่านกระบวนการสกัดด้วยน้ำบริสุทธิ์ ร่วมกับกระบวนการปั่นแยกในสภาวะที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้ได้โปรตีนอัลบูมิน (Albumin) สกัดที่มีความปลอดภัยและได้ผลผลิตสูง ก่อนนำไปพัฒนาสูตรเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สะดวกต่อการรับประทาน และปริมาณโปรตีนสูงเทียบเท่ากับการรับประทานไข่ขาว 3-4 ฟอง ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกาย สำหรับผู้ป่วยที่รักษาตัวในโรงพยาบาล ผู้ที่ขาดสารอาหารที่มีภาวะทุพโภชนาการ กลุ่มคนรักสุขภาพ ผู้สูงอายุ หรือการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ ผู้ป่วยระยะพักฟื้น ผู้ที่ออกกำลังกายและต้องการโปรตีนเสริม

ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ อร่ามวิทย์ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาเคมีเภสัช อาจารย์ประจำคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ในขั้นตอนการสกัด ได้มีการสกัดเอาสาร Avidin และ Lyszyme ซึ่งมีฤทธิ์ฆ่าเชื้อออก โดยสารทั้งสองตัวจะไปจับกับวิตามินบี ทำให้ร่างกายไม่ดูดซึม และเกิดภาวะขาดวิตามินบีในที่สุด ซึ่งภาวะดังกล่าว จะพบเห็นได้บ่อยในผู้ที่ชอบรับประทานไข่ดิบหรือไข่ลวก โดยเราได้จดสิทธิบัตรในด้านการสกัดสารทั้งสองตัวออกไปเรียบร้อยแล้ว แต่กระบวนการผลิตไม่ได้จดเพราะไม่ได้แปลกใหม่

จากการทดสอบทางคลินิก โดยให้อาสาสมัครที่มีภาวะเสี่ยงไขมันในเลือดสูง อายุระหว่าง 26-58 ปี จำนวน 30 ราย รับประทานแต่อาหารเสริมอย่างเดียวทุกมื้อ ติดต่อกัน 14 วัน จากการทดสอบพบว่า ไม่มีอาสาสมัครคนไหนถอนตัวระหว่างการทดสอบ และจากการตรวจร่างกายหลังจาก 14 วัน ค่าทางสรีรวิทยาพบ น้ำหนักตัว มวลกล้ามเนื้อ และค่าบีเอ็มไอ ไม่มีการเปลี่ยนแปลง และไม่ส่งผลต่อการทำงานของตับ ไต ระดับน้ำตาลในเลือด และระบบอื่นๆ ในร่างกาย นอกจากนี้ อาสาสมัครมีค่าไขมันในเลือดลดลงอยู่ในระดับปกติ 12 ราย คิดเป็น 40% ของอาสาสมัครทั้งหมด

ศ.ภญ.ดร.พรอนงค์ แนะว่าหากผู้ป่วยที่แพทย์แนะนำให้กินไข่ขาว 4 ฟองต่อวัน สามารถกินอัลบูโปร หนึ่งซองทดแทนได้ แต่หากไม่ป่วยสามารถกินได้สัปดาห์ละ 3 ครั้ง หรือหากต้องควบคุมอาหารในผู้สูงอายุ สามารถกินในมื้อเย็น หรือตามแพทย์แนะนำ นอกจากนี้ ยังสามารถกินทดแทนเวย์ได้ในกลุ่มผู้ออกกำลังกายอีกด้วย ยกเว้น ผู้ที่มีประวัติแพ้ไข่ และอีกกลุ่มคือ ผู้ป่วยโรคไต เนื่องจากก่อนฟอกไตต้องจำกัดปริมาณโปรตีนทุกตัว ในอนาคต อาจแจกจ่ายให้แก่แพทย์ฝึกหัด อาจารย์แพทย์ และผู้ป่วย เพื่อสร้างความคุ้นชินให้แก่ผู้บริโภค

ทั้งนี้ งานวิจัยดังกล่าว ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ 2 รางวัล ได้แก่ รางวัลชนะเลิศระดับแพลทินัม (Platinum Medal) ในการประกวดนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์และเศรษฐกิจ และรางวัลเกียรติยศ (Honor of Invention Award) ผลงานที่ได้รับความนิยมสูงสุดจากการลงมติของกรรมการจากหลายประเทศ ในเวทีประกวด International Invention and Innovation Show หรือ INTARG 2016 ณ ประเทศโปแลนด์

คนไร้บ้านมีปัญหาสุขภาพจิต6หน่วยงานวางระบบดูแลสิทธิผู้ป่วย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/353128

คนไร้บ้านมีปัญหาสุขภาพจิต6หน่วยงานวางระบบดูแลสิทธิผู้ป่วย

ผู้ป้วยสุขภาพจิต,จิตเวช

คนไร้บ้านมีปัญหาสุขภาพจิต6หน่วยงานวางระบบดูแลสิทธิผู้ป่วยจิตเวช : รายงาน   โดย…  ​ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

ปัจจุบันประเทศไทยมีคนไร้บ้านกว่า 30,000 คนทั่วประเทศ เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ กว่า 1,300 คน 30% มีปัญหาด้านสุขภาพจิตรุนแรง 50% เข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุขเนื่องจากไม่มีบัตรประชาชน ทำให้คนไร้บ้านมีปัญหาสุขภาพจิตขาดโอกาสในการเข้าถึงการรักษาอย่างเหมาะสม ล่าสุด สสส. และ 6 หน่วยงานภาครัฐ-ภาคประชาสังคม ลงนามเอ็มโอยูร่วมกันเพื่อบูรณาการระบบดูแลคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน  6 หน่วยงานภาครัฐ-ภาคประชาสังคม ประกอบด้วย กองบัญชาการตำรวจนครบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์, กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข, มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย และมูลนิธิกระจกเงา ได้ลงนามร่วมกันเพื่อบูรณาการระบบดูแลคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยจิตเวชไร้บ้านในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพ

คนไร้บ้านมีปัญหาสุขภาพจิต6หน่วยงานวางระบบดูแลสิทธิผู้ป่วย

ศ.นพ.รณชัย คงสกนธ์ รองประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 2 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีคนไร้บ้านกว่า 30,000 คนทั่วประเทศ เฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ กว่า 1,300 คน 30% มีปัญหาด้านสุขภาพจิตรุนแรง วิธีสังเกตคือ “รุงรัง-ติดเหล้า-ตาขวาง-หวาดระแวง” 50% เข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุขเนื่องจากไม่มีบัตรประชาชน ทำให้ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม การร่วมมือในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้ทุกคนในสังคมหันกลับมามองถึงปัญหาคนไร้บ้าน และเชื่อมต่อหน่วยงานอย่างไร้รอยต่อทั้ง 3 ระบบ ได้แก่ “นำเข้า-รักษา-ส่งต่อ”

ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ (สำนัก 9) สสส. กล่าวว่า สสส.ทำ “โครงการวิจัยการพัฒนาระบบการดูแลให้บริการด้านสุขภาพจิตแก่ผู้ป่วยไร้บ้านในพื้นที่กรุงเทพมหานคร” ร่วมกับ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล จนพบว่า คนไร้บ้านที่มีอาการสุขภาพจิต มีเพียง 30% เท่านั้น หมายความว่า ยังมีคนกลุ่มใหญ่ที่เราเชื่อว่าเขาสามารถดูแลตัวเองได้ และเขาไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

  แนวทางช่วย“คนไร้บ้าน”
จากรายงานวิจัยโครงการระบบการดูแลให้บริการด้านสุขภาพจิตแก่ผู้ป่วยไร้บ้านในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งศึกษาระบบการดูแลด้านสุขภาพจิตแก่ผู้ไร้บ้านในต่างประเทศ พบว่า สหรัฐอเมริกา ประกาศใช้ พ.ร.บ.สุขภาพจิตแห่งชาติ ปี 1946 มีการจัดสรรงบประมาณเพื่อใช้ในการศึกษาวิจัยด้านจิตเวช นำไปสู่การก่อตั้งสถาบันสุขภาพจิตแห่งชาติ จัดสรรที่อยู่อาศัย โดยผู้ไร้บ้านเสียค่าเช่าให้รัฐ 30% จากรายได้ซึ่งมาจากประกันสังคม ส่วนผู้ป่วยทางจิตไร้บ้าน จะได้รับการรักษา บำบัด และฝึกทักษะทางสังคม เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ป่วยสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้

คนไร้บ้านมีปัญหาสุขภาพจิต6หน่วยงานวางระบบดูแลสิทธิผู้ป่วย

 

ประเทศอังกฤษ ได้ประกาศ พ.ร.บ.สุขภาพจิต ปี 2007 กำหนดให้ตำรวจสามารถนำบุคคลที่อาจมีความผิดปกติทางจิตออกจากที่สาธารณะ กักตัว และรอแพทย์มาประเมินเพื่อรักษาต่อไป ผู้ป่วยทางจิตที่ออกจากโรงพยาบาลจะได้รับการดูแลจากคลินิกจิตเวชชุมชน ฟื้นฟูทางด้านอาชีพ รวมถึงจัดที่อยู่อาศัยให้แก่คนไร้บ้าน ตาม พ.ร.บ.ที่พักอาศัย (เพื่อคนไร้บ้าน) ผู้ป่วยทางจิตจะมีที่พักอาศัยโดยไม่มีค่าใช้จ่าย หรือเช่าในราคาถูก

ฮ่องกง รัฐบาลได้จัดทำเอกสาร “Future Development of Rehabilitation Service in Hong Kong” เพื่อให้การดูแลผู้ป่วยจิตเวชเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ระหว่างการดูแลทางสุขภาพและสังคม พร้อมจัดตั้งองค์กร “New Life Psychiatric Rehabilitation Association” (NLPRA) เพื่อฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวช โดยได้รับงบประมาณจากรัฐบาล 82% ผ่านกระทรวงสวัสดิการสังคม พร้อมจัดหาที่พักอาศัย สร้างอาชีพ และช่วยเหลือญาติผู้ป่วย

สมพร หารพรม  ตัวแทนมูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัย เล่าว่า สาเหตุสำคัญของคนไร้บ้านมาจากปัญหาครอบครัว เศรษฐกิจ บางคนมีความบกพร่องทางร่างกาย มีมากกว่าหนึ่งสาเหตุที่ทำให้เขาหลุดออกมาในพื้นที่สาธารณะ คนที่มาพักที่ศูนย์มูลนิธิพัฒนาที่อยู่อาศัยเสียค่าเช่าเดือนละ 350 บาท ซึ่งศูนย์ได้จัดตั้งบริษัทเพื่อเป็นตัวกลางในการหางานให้ตรงกับศักยภาพของแต่ละคน หรือบางคนก็อาจจะชอบหางานเอง
การเซ็นเอ็มโอยูจะทำให้แนวทางช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวช ชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากมีปัญหาในการประสานกับโรงพยาบาล

คนไร้บ้านมีปัญหาสุขภาพจิต6หน่วยงานวางระบบดูแลสิทธิผู้ป่วย

 

กรรณิการ์ ปู่จินะ ตัวแทนคนไร้บ้าน ที่ออกจากบ้านตั้งแต่อายุ 25 ปี พร้อมลูก 1 ขวบ เนื่องจากมีปัญหาภายในครอบครัว ใช้ชีวิตที่สนามหลวงเกือบ 3 ปี ตอนเช้าอาศัยกินข้าววัด และตอนเย็นจะมีร้านก๋วยเตี๋ยวที่ท่าพระจันทร์ นำอาหารใส่ถุงมาบริจาค หลังจากได้สามีซึ่งมีอาชีพรับจ้าง และมีลูกอีกหนึ่งคนจึงตัดสินใจเช่าบ้านอยู่ แต่ต้องออกมาไร้บ้านอีกครั้งเนื่องจากสามีตกงานโดยอาศัยที่หมอชิต จนมีคนแนะนำให้มาอยู่ที่มูลนิธิ เมื่อปลายปี 2549 ปัจจุบันทำงานร่วมกับเครือข่ายมูลนิธิช่วยคนไร้บ้านในเรื่องสุขภาพ พาไปทำบัตร พบแพทย์ คุยกับเจ้าหน้าที่ เป็นทีมทำงานของกลุ่มคนไทยไร้สิทธิ และส่งลูกทั้งสองคนเรียนหนังสือ

“ตอนนี้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับคนไร้บ้านมากขึ้น เป็นเรื่องที่ดี จากที่ได้ไปสัมผัส ทุกคนไม่ได้อยากเป็นคนไร้บ้าน ไม่ได้อยากอยู่แบบนั้น แต่ในเมื่อบ้านเช่าก็ราคาแพง งานก็ไม่มีทำ เขาจึงเลือกมานอนที่สาธารณะ” กรรณิการ์ กล่าวทิ้งท้าย

สช.รับ26%ครูเอกชนถูกเบี้ยวเงินตั้งกก.เร่งแก้ปัญหา2สัปดาห์รู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/353045

สช.รับ26%ครูเอกชนถูกเบี้ยวเงินตั้งกก.เร่งแก้ปัญหา2สัปดาห์รู้

สช,ตั้งกรรมการสอบ,ครูเอกชนไม่ได้เงินสมทบ,ชลำ อรรถธรรม

สช.รับ26%ครูเอกชนถูกเบี้ยวเงินตั้งกก.เร่งแก้ปัญหา2สัปดาห์รู้ผล : รายงาน  โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com

เรียกได้ว่ายิ่งสำรวจ ยิ่งพบปัญหาสำหรับกรณี “การจัดสรรเงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนสมทบเป็นเงินเดือนครูไม่เพียงพอกับค่าตอบแทนครู” ที่ไม่ได้เกิดเฉพาะในพื้นที่โรงเรียนเอกชนภาคใต้ เมื่อผลสำรวจข้อเท็จจริงของสำนักงานส่งเสริมการศึกษาเอกชน(สช.) หน่วยงานต้นสังกัด ยอมรับว่าปัญหาดังกล่าวเกิดขึ้นในทุกพื้นที่

ตามที่ฝ่ายความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้เข้าตรวจสอบโรงเรียนเอกชนในจังหวัดปัตตานี แล้วพบว่า โรงเรียนยึดบัตรเอทีเอ็มที่ใช้คู่กับบัญชีเงินเดือนของครูในโรงเรียนจำนวน 23 ใบ ซึ่งโรงเรียนยึดเอาไว้แล้วไม่ได้เบิกจ่ายเงินเดือนให้ครูต่ำกว่าอัตราที่กำหนดคือ 15,000 บาทต่อเดือน โดยอ้างว่านำไปใช้ในกิจการอื่นของโรงเรียนหรือนำไปจ้างครูเพิ่มนั้น

การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) นัดแรกเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ซึ่งมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานได้มอบหมายให้ สช.เร่งแก้ปัญหาดังกล่าว โดยได้ให้ตั้งคณะทำงานแก้ปัญหาในเรื่องนี้ และเสนอแนวทางการแก้ไขให้ รมว.ศึกษาธิการ รับทราบภายใน 2 สัปดาห์ ซึ่งคณะทำงานต้องหาทางช่วยเหลือครูในโรงเรียนดีที่ได้รับการสนับสนุนไม่เพียงพอ ให้ได้รับเงินสมทบตามอัตราที่กำหนดไว้ รวมถึงได้ให้ไปสำรวจและหามาตรฐานในการดูแลครูทั้งในส่วนของโรงเรียนที่มีงบประมาณเพียงพอ แต่ไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไข หรือไม่จ่ายเงินสมทบตามอัตราที่กำหนด

26%ครูเอกชนไม่ได้เงินสมทบ
ชลำ อรรถธรรม เลขาธิการ กช. กล่าวว่า หลังจากทราบเรื่องดังกล่าว เบื้องต้น สช.ได้ลงพื้นที่สำรวจว่าปัญหาคืออะไร เหตุใดโรงเรียนได้รับเงินสมทบน้อยเกินไป รวมถึงได้จัดประชุมบุคคลที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย ศึกษาธิการจังหวัด ตัวแทนประธานคณะกรรมการประสานงานและส่งเสริมการศึกษาเอกชนจังหวัด (ปส.กช.) ผอ.กลุ่มส่งเสริมการศึกษาเอกชน ผอ.กลุ่มนิเทศฯ เพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหาและหาทางแก้ไข ซึ่งได้สรุปสาเหตุของปัญหาที่ก่อให้เกิดจากการที่เงินอุดหนุนรายบุคคลในส่วนที่สมทบเป็นเงินเดือนครูไม่เพียงพอกับค่าตอบแทนครูโดยจากการสำรวจข้อเท็จจริงในที่ประชุมยอมรับเป็นปัญหาในทุกพื้นที่ ไม่ใช่เฉพาะภาคใต้

จากการสำรวจภาพรวมโรงเรียนในสังกัด สช. พบว่า โรงเรียนที่เกิดปัญหาเป็นกลุ่มโรงเรียนที่มีนักเรียนต่ำกว่า 320 คน เนื่องจากการสมทบเงินอุดหนุนรายบุคคลตามจำนวนนักเรียน ทำให้พบว่า มีโรงเรียนประมาณ 26% ของโรงเรียนทั้งหมด ที่อยู่ในกลุ่มโรงเรียนในระบบของ สช. ที่ต้องไม่ได้เงินเบิกจ่ายเงินเดือนให้ครูต่ำกว่าอัตราที่กำหนดคือ 15,000 บาทต่อเดือน

  ตั้งคณะทำงานหามาตรการดูแลครู
“ขณะนี้ สช.ได้ตั้งคณะทำงาน และมอบหมายให้ทางสมาคมประสานงานการศึกษาเอกชนจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรผู้ขอรับใบอนุญาตจัดตั้งโรงเรียนสำรวจและหามาตรการที่จะดูแลครูให้เกิดความเป็นธรรม โดยเฉพาะโรงเรียนที่มีปัญหาจริงๆ ต้องหาเงินมาจ่ายให้แก่ครูตามจำนวนนักเรียนที่เหมาะสม เพราะงบประมาณที่ได้รับรายหัวไม่สามารถจ่ายเงินเดือนครูก็จะหาแนวทางในการหางบประมาณส่วนนี้มาเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือครู พร้อมสั่งการให้โรงเรียนดูแลครู และให้ความสำคัญกับครู โดยเฉพาะในเรื่องค่าตอบแทนที่เหมาะสม สช.จะวิเคราะห์ข้อมูล และเสนอแนวทางในการแก้ปัญหาแก่ รมว.ศึกษาธิการ ใน 2 สัปดาห์นี้” นายชลำ กล่าว

ปัจจุบันกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้จ่ายเงินเดือนครูโดยตรง แต่จะสมทบกับเงินอุดหนุนรายบุคคลของนักเรียนระดับก่อนประถมและประถมศึกษาอัตรา 7,224.50 บาทต่อคน/ปี และระดับมัธยมศึกษา 9,032.50 บาท ต่อคน/ปี ซึ่งจะเป็นสมทบรวมกับค่าใช้จ่ายพื้นฐาน เป็นค่าใช้จ่ายรายบุคคลที่รัฐอุดหนุนให้ โดยโรงเรียนจะต้องนำเงินจำนวนนี้จ่ายเป็นเงินเดือนครูเป็นอันดับแรก และที่เหลือจ่ายเป็นการจัดการเรียนการสอน พัฒนาสื่อ วัสดุ อุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ปรับปรุงอาคารสถานที่ ฯลฯ

กำชับร.ร.กำหนดสัดส่วนบรรจุครู
ทั้งนี้ ตาม พ.ร.บ.โรงเรียนเอกชน กำหนดให้โรงเรียนเป็นผู้จ้าง บรรจุ และจ่ายเงินเดือนครูเอง หากโรงเรียนบรรจุครูมากเกินไป ทำให้เป็นปัญหาค่าตอบแทนเงินเดือนครูไม่เพียงพอและไม่มีเงินเหลือเพื่อการพัฒนาการเรียนการสอนในส่วนอื่นๆ

“ได้กำชับให้โรงเรียนบรรจุครูและบุคลากรในสัดส่วนที่เหมาะสม ต่อไป สช.ต้องกำหนดมาตรฐานการบรรจุครูที่เหมาะสม ส่วนบางเนื้อหา ที่จำเป็นต้องหาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาสอน อาจต้องพิจารณาจ่ายเงินตอบแทนเป็นวิทยากรรายชั่วโมง ซึ่งเป็นการลดภาระค่าตอบแทนรายเดือน แต่ต้องพิจารณาเฉพาะบางเนื้อหา และอาจเสนอให้มีการปรับเงินอุดหนุนสมทบเป็นเงินเดือนครูเพิ่มเติม ต่อไป” ชลำกล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2561 นายอำนาจ วิชยานุวัติ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่ราชการแทนปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้ทำหนังสือถึงศึกษาธิการจังหวัด ปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา สอบถามถึง ปัญหาและอุปสรรคในการเบิกจ่ายงบประมาณ เงินอุดหนุนรายบุคคล อุดหนุนเรียนฟรี 15 ปี เงินอุดหนุนด้านกายภาพ และการจ่ายเงินเดือนครูของโรงเรียนเอกชนในพื้นที่ รวมทั้งปัญหาการจัดการศึกษาอื่นๆ ด้วย โดยให้รายงานภายในวันที่ 8 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา

รวมทั้งวันที่ 14 พฤศจิกายน เลขาธิการ สช. ชลำ อรรถธรรม ได้ทำหนังสือถึงศึกษาธิการจังหวัดดังกล่าว โดยระบุในหนังสือว่า การที่โรงเรียนยึดถือบัตรกดเงินสดของครูผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินเดือนจากเงินอุดหนุนรายบุคคล เพื่อดำเนินการลักษณะดังกล่าวไม่สามารถกระทำได้
ขอใบอนุญาตฯสอนแก่ครูเอกชน

อย่างไรก็ตามในการประชุม กช.นัดแรก ได้นำเสนอข้อมูลพื้นฐานที่เป็นจุดเน้นทิศทางการดำเนินการเรื่องการศึกษาเอกชนต่างๆ ให้ที่ประชุมรับทราบ พร้อมทั้งหารือถึงการตั้งคณะอนุกรรมการ กช.ชุดใหม่ ซึ่ง “รมว.ศึกษาธิการ” มอบให้บอร์ด กช.ชุดใหม่ดำเนินการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการทั้ง 8 คณะใหม่ทันที โดยหลังจากนี้จะฟอร์มทีมและสรรหาประธานแต่ละคณะต่อไป

ทั้งนี้ สช.ได้เสนอขอใช้งบประมาณกลางช่วยโรงเรียนเอกชนที่ประสบภัยพิบัติน้ำท่วม ประมาณ 7 ล้านบาท ซึ่งได้ใช้งบประมาณส่วนหนึ่งช่วยเหลือแต่ยังไม่เพียงพอ โดยที่ประชุมแนะนำให้ สช.กลับไปทบทวนว่าสามารถปรับแผนใช้งบประมาณเป็นการภายในก่อนได้หรือไม่ ขณะเดียวกันที่ประชุมยังได้หารือถึงใบอนุญาตประกอบปฏิบัติการสอน 2 ปี หรือใบอนุญาตปฏิบัติการสอนชั่วคราวของครูโรงเรียนเอกชน ซึ่งคุรุสภาให้ผ่อนผันได้คราวละ 2 ปีจำนวน 3 ครั้ง ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ มีความเห็นว่า ผู้ที่เป็นครูมาแล้ว 6 ปี และมีผลงานประเมินยอดเยี่ยม อยากให้คุรุสภาเปิดโอกาสให้แก่ครูเหล่านี้ให้ได้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

ขณะเดียวกันได้หารือถึงสวัสดิการครูโรงเรียนเอกชนด้วย เนื่องจากขณะนี้เงินกองทุนสงเคราะห์ครูโรงเรียนเอกชนมีไม่เพียงพอต่อการจัดสวัสดิการให้แก่ครูเอกชน เพราะมีทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าเล่าเรียนบุตร เนื่องจากปัจจุบันสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลของครูเอกชนได้สิทธิคนละ 1 แสนบาทต่อคนต่อปี ดังนั้น จะประสานเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานประกันสังคม และสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อหาทางออกต่อไป

ปรับมายาคติ”แก้บทเรียนล้าหลัง”ลดความรุนแรงในสังคม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/352901

ปรับมายาคติ”แก้บทเรียนล้าหลัง”ลดความรุนแรงในสังคม

แก้บทเรียนล้าหลัง

ปรับมายาคติ”แก้บทเรียนล้าหลัง”ลดความรุนแรงในสังคม : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

ผลสำรวจของพม.โพลล์ ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2561 กลุ่มตัวอย่างอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 4,800 คน พบว่า ความรุนแรงในสังคมที่นึกถึงมากที่สุด 55.04% คือการทำร้ายร่างกาย 23.85% การล่วงละเมิดทางเพศ 15.38% การทำร้ายจิตใจ และ 4.81% การทำร้ายทางเพศ โดย 5 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความรุนแรง ได้แก่ 29.55% สุราและยาเสพติด, 17.88% การอบรมเลี้ยงดู, 11.25% การคบเพื่อน, 8.40% ความเครียด และ 6.84% นิสัยส่วนตัว ตามลำดับ

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พม.โพลล์ โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็นทางสังคม สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ (สสว.) 1-12 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับนิด้าโพล เปิดเผยผลสำรวจความรุนแรงในสังคมไทย สร้างความตระหนักปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ภาครัฐและภาคสังคมแนะควรปรับทัศนคติตั้งแต่เด็ก ปลูกฝังกฎหมาย และแก้ไขบทเรียนที่ล้าหลัง

ปรับมายาคติ"แก้บทเรียนล้าหลัง"ลดความรุนแรงในสังคม

โดย ปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวในงานแถลงผล “พม.โพลล์” จัดโดยศูนย์สำรวจความคิดเห็นทางสังคม สำนักงานส่งเสริมและสนับสนุนวิชาการ (สสว.) 1-12 กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกับนิด้าโพล เนื่องในเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรีถึงปัญหาความรุนแรงทางสังคมในปัจจุบันที่นับวันจะมากขึ้น

          โดยจากสถิติการให้บริการศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 พบสถิติความรุนแรงปี 2561 จำนวน 2,710 ราย เฉลี่ย 6-7 รายต่อวัน แบ่งเป็นความรุนแรงนอกครอบครัว 936 ราย และความรุนแรงในครอบครัว 1,774 ราย ผู้ถูกกระทำเป็นผู้หญิง 2,043 ราย ผู้ชาย 667 ราย โดยกลุ่มเป้าหมายส่วนใหญ่เป็นเด็กกว่า 1,222 ราย และเยาวชน 1,046 ราย พื้นที่แจ้งเบาะแสสูงสุดคือกรุงเทพฯ 665 ราย

ปรับมายาคติ"แก้บทเรียนล้าหลัง"ลดความรุนแรงในสังคม

ทั้งนี้จากผลสำรวจของพม.โพลล์  ซึ่งดำเนินการสำรวจระหว่างเดือนตุลาคม-พฤศจิกายน 2561 กลุ่มตัวอย่างอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 4,800 คน พบว่าความรุนแรงในสังคมที่นึกถึงมากที่สุด 55.04% คือ การทำร้ายร่างกาย 23.85% การล่วงละเมิดทางเพศ 15.38% การทำร้ายจิตใจ และ 4.81% การทำร้ายทางเพศ โดย 5 ปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความรุนแรง ได้แก่ 29.55% สุราและยาเสพติด, 17.88% การอบรมเลี้ยงดู, 11.25% การคบเพื่อน, 8.40% ความเครียด และ 6.84% นิสัยส่วนตัว ตามลำดับ

  มายาคติผิดๆ จากสื่อละคร
จเด็จ เชาวน์วิไล ผู้อำนวยการมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ตัวแทนภาคประชาสังคม กล่าวในช่วงเสวนาประเด็น “ความรุนแรงในสังคมไทย ลดลงได้ด้วย (ใคร) คุณ” ว่าจากที่ได้ลงไปเก็บข้อมูลของทางมูลนิธิเองและเคสที่ติดต่อเข้ามาค่อนข้างชัดว่าปัญหาหลักๆ มาจากวิธีคิดโดยเฉพาะเรื่องความรุนแรงทางเพศและการเลี้ยงดู เช่น ความคิดชายเป็นใหญ่ นี่คือสาเหตุหลัก ผลโพลล์ก็ตอบโจทย์ แต่จุดหนึ่งคือ เหล้ายา
ต้นเหตุที่แท้จริงมาจาก “ความคิด”

ปรับมายาคติ"แก้บทเรียนล้าหลัง"ลดความรุนแรงในสังคม

นอกจากนี้ 5 อันดับ สื่อที่กลุ่มตัวอย่างคิดว่านำเสนอความรุนแรงทางสังคม มีผลต่อพฤติกรรมเลียนแบบในการกระทำความรุนแรงในสังคมมากที่สุด ได้แก่ สื่ออินเทอร์เน็ต/เว็บไซต์/ยูทูบ, สื่อสังคมออนไลน์/คลิปวิดีโอ/ไลฟ์สด, ละคร, เกมที่ใช้ความรุนแรง และข่าว

จเด็จ กล่าวเพิ่มเติมว่า สื่อมวลชนทำให้ผู้ชายไม่รู้สึกว่าเรื่องการคุกคามทางเพศเป็นเรื่องผิด เพราะฉากข่มขืนในละครไปสร้างความชอบธรรมให้ผู้ชาย นี่คือมายาคติที่ละครสร้างแบบผิดๆ เรื่องนี้เป็นเรื่องอันตรายมาก พยายามเรียกร้องต่อคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ว่าไม่ควรมีฉากแบบนี้ เพราะเขาโดนสอนมาจากครอบครัวอยู่แล้วยังมีการตอกย้ำจากละครอีก

นอกจากนี้หลักสูตรการศึกษาซึ่งล้าหลังมาก มีหลักสูตรหนึ่งที่ออกมาพูดชัดเจนว่าถ้าผู้หญิงแต่งงานแล้วห้ามพูดเรื่องความสัมพันธ์ทางเพศและเป็นได้แค่แม่บ้าน เพศทางเลือกก็ถูกกดลงไปอีกในหลักสูตรจึงควรปรับทัศนคติของเด็กในเรื่องนี้และให้ความรู้ด้านความรุนแรงตั้งแต่เด็ก แต่ในหลักสูตรไม่ตอบโจทย์ตรงนี้ เราไม่ได้วิจารณ์การศึกษา แต่อยากจะแนะนำว่าอันไหนที่ล้าหลังก็ควรจะเปลี่ยน และถ้าอยากจะเปลี่ยนความคิดคนก็ต้องเปลี่ยนการเลี้ยงดูด้วย ต้องแก้ปัญหาเชิงป้องกันให้ได้”

    ปลูกฝัง “กฎหมาย วินัย” ตั้งแต่เด็ก
เลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว ให้ความเห็นในฐานะภาครัฐว่า ทุกๆ ปี จะเห็นว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้นมากมาย ทุกๆ คนพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้แต่มันคือปลายเหตุ ที่ผ่านมาภาครัฐเองเรามองในหลายมิติ ในเชิงนโยบาย มีคณะกรรมการระดับชาติถึง 3 คณะ ทั้งด้านสตรี ครอบครัว และระหว่างเพศ ทุกคณะเชื่อมโยงกันหมด ในการประชุมเห็นด้วยว่าควรจะมีการปรับในเรื่องของการศึกษา เคยมีผู้พิพากษาแนะนำว่าต้องปลูกฝังกฎหมายตั้งแต่เด็กจะได้รู้ว่าต้องปฏิบัติตัวอย่างไร สิ่งไหนถูกผิด รู้ในความเท่าเทียมระหว่างเพศ การสร้างครอบครัว อารมณ์ จิตใจ เพศสภาพ ถ้าอบรมตั้งแต่เด็ก เคารพกัน ปัญหาจะไม่เกิด ถ้าไม่เริ่มทำวันนี้อีกสิบปีก็ไม่เกิด ตรงนี้เป็นเรื่องใหญ่ต้องอาศัยทุกภาคส่วน คุยกัน และวางระบบให้ดี ต้องเริ่มจากศูนย์ ถ้าอยากให้ความรุนแรงเป็น “ซีโร่” ต้องเริ่มจาก “ซีโร่” แต่จะมานั่งเปลี่ยนความคิดคนอื่นอย่างเดียวไม่ได้ ต้องเปลี่ยนความคิคของคนทำงานและของประชาชนด้วย นี้คือสิ่งที่สำคัญ

ปรับมายาคติ"แก้บทเรียนล้าหลัง"ลดความรุนแรงในสังคม

 คนไทยตระหนักการมีส่วนร่วม
ทั้งนี้จากการสำรวจความคิดเห็นที่ว่า “การลดปัญหาความรุนแรงในสังคมควรเป็นหน้าที่ของใครมากที่สุด” โดยกว่า 42.79% ตอบว่าเป็นหน้าที่ของ “ตนเอง” ถัดมาคือครอบครัว 34.06% ตำรวจและพนักงานเจ้าหน้าที่ของรัฐ 10.15% ชุมชน 6.46% คนไทยทุกคนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 3.85% โรงเรียน 1.40% ภาคเอกชน 0.73% องค์กรไม่แสวงหากำไร 0.54% และสำนักพระพุทธศาสนา 0.02% ตามลำดับ
จากทัศนคตินำไปสู่ในส่วนของพฤติกรรมในด้านการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคม โดยกว่า 26.27% คิดว่าจะไม่เป็นผู้กระทำความรุนแรง 25.29% ไม่ใช้อารมณ์ กำลัง ในการตัดสินปัญหา 22.23% เคารพสิทธิ์และให้เกียรติผู้อื่น 20.27% แจ้งเหตุเมื่อพบเห็นเหตุการณ์ความรุนแรง 5.33% เข้าช่วยเหลือ และ 0.60% อื่นๆ เช่น ให้ความร่วมมือทุกภาคส่วนในการรณรงค์ ตามลำดับ

ปรับมายาคติ"แก้บทเรียนล้าหลัง"ลดความรุนแรงในสังคม

ศรัญญา จิตต์ต่างวงศ์ ที่ปรึกษาโครงการ UN Women ในฐานะตัวแทนทำงานภาคสังคมทั้งในและต่างประเทศ ให้ความเห็นว่า มากกว่า 40% มองว่าเป็นปัญหาหนึ่งของสังคมที่ตนเองมีส่วนร่วม ไม่ได้โยนให้หน่วยงานต่างๆ แสดงว่าผลงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องสร้างความตระหนักเริ่มเห็นผล สิ่งที่อยากให้ผลสำรวจเพิ่มเติม คือ ช่องทางข้อมูลเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือเบื้องต้น เพราะบางทีเห็นเหตุการณ์อยากช่วยเหลือแต่ไม่รู้ว่าจะไปหาข้อมูลที่ไหน การช่วยในแบบผิดๆ อาจทำให้เกิดเหตุการณ์ไม่ดีได้เนื่องจากประเภทของความรุนแรงมีหลายรูปแบบ ประชาชนจะได้รู้ว่าบทบาทของเขาในตอนนี้สามารถช่วยอะไรได้บ้าง และในเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี ทาง UN Women จะเปิดเว็บไซต์เพื่อให้ประชาชนคนทำงานเข้าไปหาข้อมูลและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป

ปรับมายาคติ"แก้บทเรียนล้าหลัง"ลดความรุนแรงในสังคม