ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/352752

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

กพ,ทุนเรียนต่อต่างประเทศ

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชการ  : รายงาน  โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร

การสรรหาและเลือกสรรบุคคลเข้ารับราชการสำนักงาน ก.พ. ได้พัฒนารูปแบบใหม่ เน้นเชิงรุกด้วยการชักชวนนิสิต นักศึกษา หรือบัณฑิตจบใหม่ที่มีคุณสมบัติตรงตามความต้องการของหน่วยงานราชการเข้ามาทดสอบความสามารถ ความมุ่งมั่นพัฒนาประเทศร่วมกัน เมื่อผ่านการทดสอบต่างๆ แล้วจะได้รับทุนการศึกษา แล้วกลับมารับราชการหรือทำงานในหน่วยงานของรัฐตามระยะเวลาที่กำหนด

เมธินี เทพมณี เลขาธิการ ก.พ. กล่าวว่า ทุกปีสำนักงาน ก.พ. ได้จัดให้ทุนการศึกษาในสาขาวิชาชีพต่างๆ ให้แก่ผู้ที่สนใจเข้าทำงานราชการ โดยขณะนี้สำนักงาน ก.พ. ได้เตรียมความพร้อมในการพัฒนากำลังคนภาครัฐตามแผนกำลังคนของส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค โดยร่วมกับสมาคมนักเรียนทุนรัฐบาลจัดสัมมนานักเรียนทุนดีเด่นเพื่อรวบรวมสาขาวิชาสำคัญที่ควรจัดสรรทุนของรัฐบาลโดยวางรากฐานให้ข้าราชการพลเรือนที่มีอยู่กว่า 3 แสนคน ปรับตัวเพื่อก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล รวมถึงการสรรหาข้าราชการรุ่นใหม่เข้ามาทดแทนข้าราชการพลเรือนที่เกษียณอายุเป็นจำนวนมาก

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

ปัจจุบันการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการเป็นเรื่องที่ท้าทายส่วนราชการ เนื่องจากตลาดแรงงานที่มีการแข่งขันสูง ทักษะและรูปแบบการทำงานที่ท้าทายของหน่วยงานอื่นๆ และค่านิยมรูปแบบการทำงานของคนรุ่นใหม่ ดังนั้นการสรรหาบุคคลเข้ารับราชการไม่เพียงพิจารณาจากความเก่ง ฉลาด แต่ต้องเป็นคนที่มีคุณธรรมและมีใจรักพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้า

การจัดงานมหกรรมการศึกษาต่อต่างประเทศครั้งที่ 15 ที่ผ่านมาเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิตนักศึกษาและผู้สนใจไปศึกษาต่อต่างประเทศ ได้เข้าถึงข้อมูลสถาบัน หลักสูตร และเตรียมพร้อมในการไปศึกษาต่อต่างประเทศ รวมถึงเข้ารับทุน 700 ทุน แบ่งเป็นทุนรัฐบาล 500 ทุน และทุนจากเอกชน 200 ทุนเลยทีเดียว

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

    เตรียมพร้อมเรียนต่อต่างประเทศ
เลขาธิการ ก.พ. กล่าวว่า นอกจากนี้ยังได้ร่วมกับหน่วยงานแหล่งทุนในการจัดสรรทุนในสาขาวิชาที่ประเทศไทยยังขาดแคลนทรัพยากรบุคคล อาทิ ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของประเทศด้วย  ขณะนี้มีนักเรียนไทย 2,237 คน ที่ไปเรียนต่อต่างประเทศโดยผ่านสำนักงานก.พ. ซึ่งผู้ที่สนใจศึกษาต่อต่างประเทศ สามารถขอรับทุนรัฐบาลตามที่ก.พ.ประกาศรับ หรือมาฟังคำแนะนำจากรุ่นพี่ที่ได้รับทุนรัฐบาลจากสำนักงาน ก.พ. รวมถึงรับคำปรึกษาด้านการเงินในการไปเรียนต่อต่างประเทศ และจะได้ทดลองทำแนวข้อสอบทุนรัฐบาลและทดลองสอบเข้ารับราชการ เป็นต้น

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

        วางไทม์ไลน์-ค่าใช้จ่ายก่อนบิน
สำหรับผู้ที่สนใจจะต้องหาข้อมูล โดยศึกษาคุณสมบัติ ข้อกำหนดในการสมัครทุนของปีที่ผ่านมาจากเว็บไซต์ของก.พ. และรุ่นพี่ที่เคยผ่านการคัดเลือกเพื่อวางไทม์ไลน์ระยะเวลาในการดำเนินการ เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้อง หรือเตรียมสอบภาษาเพื่อนำไปยื่นสมัครทุน นอกจากนี้ศึกษาสาขาวิชาที่กรมเคยให้ทุน เพื่อดูหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่เราสนใจและเตรียมตัวยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัยไปพร้อมๆ กัน
ที่สำคัญควรเตรียมตัวด้านภาษา ซึ่งหลังจากรู้ไทม์ไลน์ของก.พ.ที่เปิดรับสมัครทุนเหล่านี้ช่วงปลายปี-ต้นปีถัดไป ให้วางแผนเรื่องภาษา ได้แก่ การเตรียมตัวสอบ IELTS เพื่อให้ได้คะแนนถึงเกณฑ์การสมัครทุนและสมัครมหาลัยที่สนใจ โดยพยายามฝึกทั้ง 4 ทักษะ ฟัง พูด อ่าน เขียน และพยายามฝึกทำข้อสอบเก่าเพื่อให้รู้ตัวว่าไม่ถนัดทักษะไหนและเน้นทักษะนั้นๆ เป็นพิเศษ รวมถึงต้องเตรียมค่าใช้จ่ายต่างๆ  ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน ค่าครองชีพ ทั้งก่อนไปเรียน ขณะไปเรียนที่นั่นร่วมด้วย

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

น.ส.สุชานาถ ปาทาน นักเรียนโรงเรียนนานาชาติเอกมัย กล่าวว่า ตั้งใจจะไปศึกษาต่อต่างประเทศเพราะคณะวิทยาศาสตร์ทางทะเลในประเทศไทยยังไม่ได้เป็นสาขายอดนิยม และเมื่อเรียนแล้วไม่แน่ใจตำแหน่งงานที่รองรับ แต่หากได้ไปเรียนคณะดังกล่าวที่ต่างประเทศเชื่อว่าจะทำให้มีโอกาสในการทำงานมากขึ้น อีกทั้งได้เรียนรู้การใช้ชีวิตและทักษะภาษาที่จะช่วยในการทำงาน โลกอนาคตการสื่อสารด้วยภาษาอังกฤษมีความสำคัญอย่างมาก การไปเรียนต่างประเทศอาจจะต้องใช้เงินจำนวนมาก แต่ศักยภาพ ความรู้ ทักษะภาษาที่ได้รับ และตำแหน่งในการทำงานน่าจะสูงมากกว่าเดิม

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

“ตอนนี้ได้ศึกษาข้อมูลของแต่ละมหาวิทยาลัย แต่ละประเทศว่าสาขา คณะที่สนใจนั้นควรจะไปเรียนที่ไหนและต้องใช้ค่าใช้จ่ายเท่าใด รวมถึงศึกษาวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนแต่ละประเทศ ที่สำคัญต้องเรียนภาษาให้มากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมก่อนจะไปเรียนที่ประเทศนั้นๆ เพราะการเรียนต่อต่างประเทศต้องใช้ภาษาอังกฤษ หรือภาษาที่ 3 ในการสื่อสาร จำเป็นต้องใช้ทักษะทั้งฟังพูดอ่านเขียนได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกันเราต้องเตรียมตัวเตรียมใจรู้จักการเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เข้ากับสังคมใหม่ๆ ที่เราไปอยู่ ซึ่งตอนนี้มีการสอบถามไปยังรุ่นพี่ที่ไปศึกษาต่อต่างประเทศ หรือหาข้อมูลจากที่ต่างๆ” น.ส.สุชานาถ กล่าว

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

อย่างไรก็ตามข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2561 พบว่านักเรียนส่วนใหญ่สนใจไปเรียนต่อต่างประเทศมากที่สุด 10 อันดับ ได้แก่ 1.สหราชอาณาจักร 2. สหรัฐอเมริกา 3.เยอรมนี 4.ญี่ปุ่น 5.ออสเตรเลีย 6.เนเธอร์แลนด์ 7.จีน 8.ฝรั่งเศส 9.นิวซีแลนด์ และ 10.แคนาดา 22 คน 0.72%
ซึ่งการไปศึกษาต่อต่างประเทศสามารถศึกษารายละเอียดหลักเกณฑ์ต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเกณฑ์ค่าใช่จ่ายของนักเรียนทุน และรายละเอียดอื่นๆ เพื่อเตรียมพร้อมก่อนจะไปศึกษาต่อยังต่างประเทศ ได้ที่ https://www.ocsc.go.th/education/budget

ก.พ.จัดหาทุนเรียนต่อต่างประเทศ หวังจูงใจดึงคนรุ่นใหม่รับราชก

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/352430

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

ยติรุนแรง,ผู้หญิงเจ็บได้

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้ ยุติรุนแรง : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  qualitylife4444@gmail.com

เนื่องในเดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรีและบุคคลในครอบครัว นอกจากกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว “รณรงค์สร้างกระแสสังคมไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย ไม่กระทำความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ” ภายใต้แนวคิด “He For She ปรับพฤติกรรม เปลี่ยนความคิด ยุติความรุนแรง” มอบชุดความรู้ด้านครอบครัวและเข็มกลัดริบบิ้นสีขาว ซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลที่มีความหมายถึงการไม่ยอมรับ ไม่นิ่งเฉย และไม่กระทำรุนแรงต่อเด็กและสตรีในทุกรูปแบบ มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) รณรงค์แคมเปญ #เจ็บแต่ไม่ยอม เนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล เพื่อลดความรุนแรงต่อผู้หญิงด้วยเช่นกัน

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

   พ.ย.เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรง 
นายเลิศปัญญา บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2542 ให้เดือนพฤศจิกายนของทุกปีเป็น “เดือนรณรงค์ยุติความรุนแรงต่อเด็กและสตรี” ปีนี้การรณรงค์เน้นให้สื่อมวลชนและคนในสังคมตระหนักถึงปัญหาความรุนแรง โดยเฉพาะเรื่องการปรับเจตคติของคนในสังคม ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและเป็นประเด็นหลักในการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในสังคม

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

โดยใช้แนวคิด “He For She ปรับพฤติกรรม เปลี่ยนความคิด ยุติความรุนแรง” ซึ่งอยากให้สังคมได้เห็นว่าผู้ชายก็สามารถเป็นแบบอย่างที่ดีได้ในการไม่กระทำความรุนแรงต่อเด็ก สตรีหรือคนในครอบครัวทุกรูปแบบ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคทั่วประเทศ โดยวันที่ 23 พฤศจิกายน 2561 “ประกาศเจตนารมณ์ในการยุติความรุนแรงต่อเด็ก สตรี บุคคลในครอบครัว และความรุนแรงในสังคมทุกรูปแบบ” ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล และในวันที่ 25 พฤศจิกายน 2561 ขบวนเดินรณรงค์เชิงสัญลักษณ์

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

โดยปีนี้สื่อให้เห็นถึงปัญหาของความรุนแรงต่อเด็ก สตรี และบุคคลในครอบครัว สามารถขยายไปถึงความรุนแรงในรูปแบบอื่นๆ ในสังคม เช่น ความรุนแรงผ่านทางสื่อโซเชียล ความรุนแรงในที่ทำงาน ความรุนแรงทางเพศ ความรุนแรงจากวาจาและท่าทางที่นำไปสู่การทะเลาะเบาะแว้งที่รุนแรงในสังคม ส่งผลให้เกิดความรุนแรงในชุมชนและสังคมในที่สุด
ขณะที่มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้รณรงค์แคมเปญ #เจ็บแต่ไม่ยอม เช่นกัน ที่บริเวณอนุสารีย์ชัยสมรภูมิเมื่อวานนี้ (15 พ.ย.) โดยมีการเสวนา “ยุติความรุนแรง เจ็บแต่ไม่ยอม” เนื่องในวันยุติความรุนแรงต่อสตรีสากล 2561 ซึ่ง จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่ายมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ได้เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นของกลุ่มผู้หญิงอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 1,655 ชุด ในพื้นที่กรุงเทพฯ ตั้งแต่วันที่ 1-8 พฤศจิกายน 2561 พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุ 31-40 ปี 38.4% เคยเห็นเพื่อน/คนใกล้ชิดประสบปัญหา ถัดมา 10.4% เคยเห็นคนใกล้ชิดโดนทำร้ายและเคยเจอมากับตัวเองด้วย และ 7.8% เคยประสบปัญหาด้วยตัวเอง

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

นอกจากนี้ยังเห็นการสะท้อนความรุนแรงทางเพศผ่านสื่อละคร เช่น มองว่า “ฉากละครตบ-จูบ เป็นเรื่องปกติ” มีผู้เห็นด้วยถึง 44.7% ถัดมา คือ “นางร้ายในละครถูกลงโทษด้วยความรุนแรงเป็นสิ่งที่สมควรแล้ว” 39.0% “สื่อส่วนใหญ่มักนำเสนอภาพผู้หญิงเป็นวัตถุทางเพศ” 32.1% และ “ฉากพระเอกข่มขืนนางเอกเป็นเรื่องปกติ ยอมรับได้” 25.3% ตามลำดับ

ประโยคที่กลุ่มตัวอย่างคุ้นหู/เคยชินมากที่สุด ได้แก่ “สามี-ภรรยา เปรียบเหมือนลิ้นกับฟัน กระทบกระทั่งกันบ้างเป็นเรื่องธรรมดา” หรือ “ความในอย่านำออก ความนอกอย่านำเข้า” และ “ผู้ชายเป็นหัวหน้าครอบครัว” “เป็นผู้หญิงต้องอดทนเพื่อลูกและครอบครัว” ประโยคดังกล่าวนี้ หากมองเพียงชั้นเดียวเหมือนไม่มีอะไร แต่ในความเป็นจริง นี่คือสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นและปลูกฝังตีกรอบผู้หญิงจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้ความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องปกติไม่ใช่ปัญหา

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

  “ความอดทน” ไม่ใช่ทางออก
“ซินดี้” สิรินยา บิซอฟ ดารานางแบบชื่อดัง กล่าวว่า เหตุผลต่างๆ ที่สังคมมักทำให้ผู้ชายคิดว่ามีสิทธิ์ทำกับผู้หญิง เช่น “เป็นเรื่องครอบครัว” หรือ “อดทนเพื่อลูก” หรือบอก “ทำไปเพราะรัก” ขอฝากตรงนี้ว่า ผู้หญิงมีสิทธิ์และมีทางเลือก เครือข่ายทั้งหมดพร้อมหาทางออก อยากให้ผู้หญิงไทยทุกคนสู้เพื่อตัวเอง ครอบครัว และลูก

 เปลี่ยนความเจ็บเป็นพลัง
ด้าน ดาว (นามสมมุติ) ผู้เผชิญเหตุการณ์ความรุนแรงทางเพศจากคนในครอบครัว ร่วมเผยประสบการณ์ถูกสามีบังคับให้ขายบริการทางเพศร่วมเดือน โดยขู่ว่าถ้าไม่ทำจะไม่ให้พบหน้าลูกอีก จึงตัดสินใจหนีมาต่างจังหวัด และเขียนจดหมายถึงมูลนิธิหญิงชายก้าวไกลและได้รับความช่วยเหลือในที่สุด ขณะนี้อดีตสามีถูกตัดสินจำคุกแล้ว

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

ด้าน เค (นามสมมุติ) ถือเป็นอีกหนึ่งคนที่เผชิญเหตุการณ์ความรุนแรงในครอบครัว โดยลูกสาวถูกสามีซึ่งเป็นพ่อแท้ๆ ล่วงละเมิดทางเพศถึง 2 ครั้ง พร้อมข่มขู่ไม่ให้แจ้งความ แม้จะมีความคิดว่าอยากฆ่าสามีให้ตาย แต่สิ่งหนึ่งที่เตือนสติคือ “ใครจะดูแลลูก” จึงตัดสินใจแจ้งความ และหันหน้าพึ่งมูลนิธิหญิงชายก้าวไกล ฝากบอกทุกคนว่า ต้องไม่ยอมในเมื่อเจ็บอยู่แล้ว แต่ต้องไม่ยอม

เปลี่ยน “ทัศนคติ-ก.ม.-การศึกษา”
ดร.วราภรณ์ แช่มสนิท ผู้จัดการแผนงานสุขภาวะผู้หญิงและความเป็นธรรมทางเพศ กล่าวว่า สิ่งที่เป็นอุปสรรคในการที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะกล้าก้าวออกจากปัญหาอยู่ที่ทัศนคติ ความคิด ความเชื่อ ที่ปลูกฝังมานาน บทเรียนในระบบการศึกษาบางทีก็ไม่ช่วยแก้ทัศนคติในเรื่องนี้ ในละครยังตอกย้ำทัศนคติดดังกล่าว สิ่งเหล่านี้อยู่รอบตัวเราทำให้ความรุนแรงกลายเป็นเรื่องธรรมดา ต้องเปลี่ยนความเจ็บเป็นอำนาจ ลุกขึ้นต่อสู้และก้าวออกมา สังคมคนรอบข้าง กฎหมายไกล่เกลี่ยรักษาความเป็นครอบครัวไว้ ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างของทัศนติที่แทรกอยู่ในกฎหมาย หน่วยงานต่างๆ ทางภาครัฐเอง ต้องเสริมพลังให้มีการแก้ไขในเรื่องนี้

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

นัยนา ยลจอหอ ตัวแทนผู้ผ่านพ้นปัญหาและอาสาสมัครช่วยเหลือผู้ประสบปัญหา กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วที่ควรกลับมาทบทวนและช่วยกันปรับเปลี่ยนวิธีคิด ที่มีผลต่อการสืบทอดความคิดความเชื่อแบบชายเป็นใหญ่  กระทรวงศึกษาธิการควรปรับหลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นความเท่าเทียมทางเพศ ความเสมอภาคทางเพศ และการเคารพสิทธิร่างกายของคนทุกเพศอย่างจริงจัง เพื่อปัญหาจะไม่วนกลับมาเหมือนเดิม

ผู้หญิงเจ็บได้..แต่ห้ามยอมเปลี่ยนเป็นพลังลุกขึ้นสู้

“หมอธี”สั่งสพฐ.กวาดล้างรายชื่อนร.ผี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/352332

“หมอธี”สั่งสพฐ.กวาดล้างรายชื่อนร.ผี

นพธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์,นักเรียนผี,โรงเรียน,ผอ

“หมอธี”สั่ง สพฐ.กวาดล้างปัญหา นร.ผี ชี้ผอ.โรงเรียนแจ้งข้อมูลเท็จ ถือผิดวินัยร้ายแรง

“หมอธี” สั่ง สพฐ.กวาดล้างปัญหา นร.ผี  ชี้ ผอ.โรงเรียนแจ้งข้อมูลเท็จ ถือผิดวินัยร้ายแรง-มอบ ผอ.เขตพื้นที่ทุกแห่งสำรวจข้อมูลนักเรียนแต่ละโรงเรียนให้ชัดเจน ห้ามโรงเรียนมีปัญหาเด็กผีเกิดขึ้น เตรียมส่งทีมงานสุ่มตรวจ ย้ำต้องสะท้อนความเป็นจริงของข้อมูล สพฐ. เตรียมประชุมสร้างบัญชีรายชื่อนักเรียนให้สมบูรณ์ พร้อมวางกลไกที่ดูแลและติดตามให้บัญชีรายชื่อนักเรียนตามจริง

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ นายอัมพร พินะสา ผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) ได้รายงานให้ทราบว่าพบข้อมูลตัวเลขนักเรียนซ้ำซ้อน หรือเด็กผี ที่โรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.อุบลราชธานี และโรงเรียนอีกแห่งหนึ่งใน จ.ร้อยเอ็ด โดยมีรายละเอียดว่ามีการย้ายรายชื่อเด็กจากโรงเรียนแห่งหนึ่งที่ห่างออกไป 60 กม.มาใส่ข้อมูลที่โรงเรียน จำนวน 40 คน และผู้อำนวยการโรงเรียนดังกล่าว ที่ทำเรื่องนี้เป็นคนเก่าที่ย้ายไปอยู่โรงเรียนอื่นแล้ว แต่จะเรียกมาสอบสวนอย่างแน่นอน จึงได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) สะสางเรื่องปัญหาเด็กผีครั้งใหญ่เหมือนโครงการอาหารกลางวัน เพราะนโยบายที่กำหนดไว้ ใครก็ตามที่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน และยังแจ้งข้อมูลเท็จในลักษณะนี้ให้ถือว่าผิดวินัยร้ายแรง ความจริงคือมีปัญหาเรื่องเด็กผีแน่นอน แต่คิดว่ามีจำนวนไม่มาก ดังนั้น จะต้องมีการสอบสวนเรื่องที่เกิดขึ้น

“ผมจะให้มีการกวาดล้างเรื่องนี้ครั้งใหญ่ โดยผู้อำนวยการเขตพื้นที่ทุกแห่งจะต้องไปสำรวจข้อมูลนักเรียนแต่ละโรงเรียนให้ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้ผู้อำนวยการเขตพื้นที่จะเป็นผู้รับผิดชอบ ห้ามโรงเรียนมีปัญหาเด็กผีเกิดขึ้น และผมจะมีทีมงานลงไปสุ่มดูด้วย ส่วนที่มีการพบปัญหาเด็กผีของโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) ด้วยนั้น ปัญหาเด็กผีของโรงเรียนสังกัด สช.มีมานานแล้ว และผมก็จัดการไปแล้ว แต่หากพบอีกก็ต้องถูกตรวจสอบ สำหรับการนำข้อมูลบิ๊กดาต้าของกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ที่ดำเนินการอยู่ผมคิดว่าจะต้องนำมาเชื่อมโยงกันทั้งระบบ ทั้งโรงเรียน สช. และโรงเรียน สพฐ.” รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

สำหรับคำชี้แจงของ สพฐ.ว่าเรื่องนี้เป็นเพราะเด็กนักเรียนไม่มาแจ้งลาออกและไปเรียนอยู่นอกระบบ ทำให้ไม่สามารถคัดชื่อเด็กออกได้ คิดว่าเป็นการให้เหตุผลไม่ยืดหยุ่น เพราะสพฐ.ตีความเด็กทุกคนต้องมีชื่ออยู่ในระบบการศึกษาถึงแม้ไปเรียนที่อื่นก็จะต้องรู้ว่าเด็กไปเรียนอยู่ที่ไหน สพฐ.จะต้องสะท้อนความเป็นจริงของข้อมูล ต้องทำโปรแกรมที่ระบุข้อมูลได้อย่างชัดจัดเจนว่าเด็กไปเรียนอยู่ที่ไหนและเงินต้องไปอยู่ตรงนั้น ซึ่ง เลขาธิการกพฐ.รับปากว่า หากไม่มีข้อมูลเด็กเป็นตัวตนจริง และ สพฐ.ยังออกแบบโปรแกรมแก้ปัญหานักเรียนซ้ำซ้อนไม่เสร็จก็จะไม่มีการโอนเงินลงไปให้ สำหรับกรณีการซื้อขายเลื่อนตำแหน่งที่ระบุว่าหากใครอยากย้ายไปโรงเรียนขนาดใหญ่ขึ้นให้แฉข้อมูลเด็กผีออกมา ซึ่งในประเด็นนี้เท่าที่ทราบในการตรวจสอบทางลับยังไม่มีเรื่องนี้รายงานมา

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการ กพฐ. กล่าวว่า ในเร็วๆ นี้ สพฐ.จะจัดประชุมภายในเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว รวมถึงมีข้อกฎหมายใดบ้างที่เกี่ยวข้องจนทำให้ระบบเด็กมีปัญหาซ้ำซ้อน เพื่อที่จะสร้างบัญชีรายชื่อนักเรียนให้สมบูรณ์และเป็นข้อมูลปัจจุบัน อีกทั้งจะดูในเรื่องการจัดสรรงบประมาณด้วยว่า ในกรณีที่ไม่มีเด็กจะดำเนินการอย่างไร หรือจะโอนกลับมาที่ส่วนกลางอย่างไร ทั้งนี้ สพฐ.จะสร้างกลไกที่จะทำหน้าที่ดูแลและติดตามบัญชีรายชื่อนักเรียน โดยการตั้งคณะกรรมการตรวจนับรับรองจำนวนนักเรียนทุกโรงเรียน โดยกรรมการจะมาจากตัวแทนกรรมการสถานศึกษา ครู และประชาชนที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้ การที่สพฐ.เปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมจะสามารถยืนยันในกรณีเด็กหายไปไม่มาเรียน หรือเด็กที่ขาดเรียนสม่ำเสมอ นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ดำเนินการออกสุ่มตรวจนับหลังจากที่มีการรายงานจำนวนนักเรียนด้วย โดยอาจจะสังเกตจากโรงเรียนที่มีจำนวนนักเรียนมากขึ้นผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม สพฐ.จะมีคณะกรรมการตรวจติดตามลงพื้นที่ ตรวจสอบในทุกจังหวัด เพื่อเป็นการเตือนว่าการรายงานจำนวนนักเรียนต้องตรงไปตรงมา และการตรวจนับนักเรียนจะต้องถูกต้อง โดยจะมีการสุ่มในช่วงก่อนที่จะมีการสรุปจำนวนนักเรียน คือ วันที่ 10 มิถุนายน และวันที่ 10 พฤศจิกายน ของทุกปีการศึกษา เนื่องจากเป็นช่วงระยะเวลาที่โรงเรียนจะสรุปข้อมูลนักเรียนให้ สพฐ.

ชี้”มวยเด็ก”กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/352287

ชี้”มวยเด็ก”กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

กระทรวงแรงงาน,มวยเด็ก,พรบกีฬามวย,ศพญจิรพร เหล่าธรรมทัศน์,สหรัฐห้ามไม่ให้มีการชกมวยในเด็ก,ดรแกรี่ เอ สมิธ

ชี้”มวยเด็ก”กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

กระทรวงแรงงานของสหรัฐอเมริการะบุว่า มวยเด็กเป็นการทารุณกรรม หรือเป็นการใช้แรงงานเด็กในขั้นเลวร้ายที่สุด และเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ประเทศไทยถูกจัดอยู่ในระดับเทียร์ 3 ด้านการค้ามนุษย์ ล่าสุดแพทย์ และเครือข่ายคุ้มครองเด็ก ได้ออกมาเปิดเผยงานวิจัยการชกมวยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ส่งผลต่อสมองเด็ก ความจำลด และไอคิวต่ำ เสนอรัฐบาลแก้ไข พ.ร.บ. กีฬามวย 2542 เพื่อปกป้องสมองเด็ก

จากผลงานวิจัย โครงการวิจัยและติดตามกลุ่มนักมวยเด็ก ศูนย์รังสีวินิจฉัยก้าวหน้า (ไอแมค) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี โดยใช้เครื่องมือสร้างภาพด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า หรือเครื่อง MRI ขนาด 3 เทสล่า เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างสมองของ เด็กที่ชกมวย (335 คน) เปรียบเทียบกับเด็กทั่วไปจากสถานะการเงินทางบ้านและสภาพแวดล้อมใกล้เคียงกัน แต่ไม่ได้ชกมวย (252 คน) พบว่า การชกมวยในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี มีผลต่อสมองของเด็ก คือ หนึ่ง ทำให้เลือดออกในสมองจากการถูกชกหัว ทำให้มีธาตุเหล็กสะสมซึ่งเป็นพิษต่อเนื้อสมอง, สอง เซลล์สมองและใยประสาทฉีกขาด ถูกทำลาย ทำให้สมองไม่สามารถสั่งการได้ตามปกติ

ชี้"มวยเด็ก"กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

สาม ความจำลดลง นำไปสู่อาการบกพร่องทางปัญญา หรือภาวะสมองเสื่อม และ สุดท้าย ระดับสติปัญญา (IQ) ของเด็กที่ชกมวยต่ำที่สุดในบรรดาเด็กไทย และหากชกต่อเนื่อง 5 ปี จะน้อยกว่าเด็กทั่วไปเกือบ 10 คะแนน นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลให้มีโรคทางระบบประสาท เช่น อัลไซเมอร์ (โรคหลงลืม) หรือพาร์กินสัน (โรคสั่น) ในอนาคต

ศ.พญ.จิรพร เหล่าธรรมทัศน์ คณบดีคณะเทคโนโลยีวิทยาศาสตร์สุขภาพ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หนึ่งในผู้ร่วมวิจัย เปิดเผยในการประชุมการป้องกันการบาดเจ็บระดับโลก World Safety 2018 เวทีกลุ่มย่อย บูธ Child Safety ว่า ระดับไอคิวเด็กทั่วไปในไทยอยู่ระหว่าง 90-110 ซึ่งสามารถเรียนจบระดับอนุปริญญาตรีหรือปริญญาตรี ส่วนนักมวยเด็กที่ขึ้นชกมากกว่า 5 ปี มีไอคิว 84 คะแนน ซึ่งคะแนนระหว่าง 80-89 จะสามารถเรียนจบระดับมัธยมปลายเท่านั้น จากการประเมินคร่าวๆ เด็กในกลุ่มนี้มีอยู่ราวๆ 3 แสนคน หรือประมาณ 2.5-3% ของ จำนวนประชากรวัย 0-14 ปี ซึ่งอายุเฉลี่ยของคนไทยคือ 80 กว่าปี ถ้าเขาชกมวยตั้งแต่อายุ 15 แล้วเขาจะมีชีวิตเหลืออยู่อย่างไรในอีก 50-60 ปีข้างหน้า

ชี้"มวยเด็ก"กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

สหรัฐห้ามไม่ให้มีการชกมวยในเด็ก
ดร.แกรี่ เอ. สมิธ เครือข่ายป้องกันการบาดเจ็บในเด็ก ให้ความเห็นว่า ในสหรัฐอเมริกา สั่งห้ามไม่ให้มีการชกมวยในเด็ก เนื่องจากแรงกระทำต่างๆ มีผลต่อสมอง กีฬาหลายชนิดในสหรัฐ ที่มีการกระแทกกัน เช่น อเมริกันฟุตบอล ต้องใช้เครื่องป้องกันให้ดี จึงเป็นหน้าที่ของผู้ใหญ่ทุกคน และรัฐบาลที่จะปกป้องสิทธิเด็ก เพราะการกระทบกระแทกแบบนี้ ทำให้ตัวเด็กเองไม่สามารถพัฒนาไปถึงจุดสูงสุดของศักยภาพได้

เช่นเดียวกับ ดร.ลิวิว เวดราสโก้ ผู้แทนจากองค์การอนามัยโลก (WHO) กล่าวว่า จากผลการวิจัยเห็นได้ชัดว่าการชกมวยมีผลต่อสมองของเด็ก อย่างไรก็ตาม แม้จะไม่มีการกระทบกระเทือนทางสมองเลย การเอาเด็กไปชกบนเวทีก็เป็นการใช้แรงงานเด็ก การทารุณกรรมเด็ก ทางหน่วยงานภาครัฐ ควรเข้ามาควบคุม แม้จะเป็นการแสดงทางวัฒนธรรมก็ตาม ควรมีรูปแบบที่ปลอดภัยมากขึ้น

ชี้"มวยเด็ก"กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

ต่ำ 13 ปีฝึกเชิงวัฒนธรรมสุขภาพ
ศ.พญ.จิรพร แนะว่า เด็กอายุต่ำกว่า 13 ปี จึงควรฝึกมวยในเชิงวัฒนธรรมและสุขภาพ โดยเป็นกีฬาแบบไม่ปะทะ (Noncontact Sport) และช่วงอายุ 13-15 ปี เป็นกีฬาปะทะต้องปรับเปลี่ยนกฎกติกา หาอุปกรณ์และมาตรการต่างๆ จากความรู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬามาลดผลกระทบต่อสมอง มีการดูแลนักมวยหลังหยุดชกอย่างเหมาะสม ซึ่งเคยส่งคนไปนับข้างเวทีพบว่าเด็กถูกชกเฉลี่ยยกละ 20-30 ครั้ง ถ้าชกสามยก คือถูกตีหัววันนั้น 60-90 ครั้ง

เปิดใจนักชกเพราะชอบตั้งแต่ป.1
“น้องทีม” ด.ช.ภูมินทร์ ผู้มีสัตย์  นักมวยวัย 14 ปี นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนเมืองจันทร์วิทยาคม สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดศรีสะเกษ เล่าว่า ชอบการชกมวยมาตั้งแต่ ป.1 เพราะเห็นเขาเปรียบมวยกัน พ่อจึงพาไปเปรียบและได้เป็นนักมวยตั้งแต่ตอนนั้นเป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน ชกมาแล้วนับ 100 ครั้ง เฉลี่ยสัปดาห์ละ 5 ครั้ง บางวันชก 2 รอบเช้าเย็น ทุกวันจะตื่นตั้งแต่ตี 5 เพื่อมาวิ่งรอบหมู่บ้าน ก่อนอาบน้ำไปโรงเรียน และมาซ้อมอีกทีหลังเลิกเรียน

ชี้"มวยเด็ก"กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

นอกจากนี้ ยังเคยมาเก็บตัวฝึกซ้อมที่ค่ายมวยในกรุงเทพฯ ช่วงปิดเทอมอีกด้วย ในการชกมวย แรกๆ ก็เจ็บ แต่หลังๆ เริ่มชินเพราะโดนต่อยมานับครั้งไม่ถ้วน เก็บเงินจากการชกมวยและซื้อวัวให้พ่อได้ตัวหนึ่ง ปัจจุบัน เลิกชกมวยมาแล้ว 2 เดือน เนื่องจากเริ่มชกแพ้บ่อยทำให้ท้อและเริ่มรู้สึกว่าร่างกายไม่ไหว โดยพักหลังในระหว่างขึ้นชก เริ่มเกิดอาการเวียนหัว คล้ายจะอาเจียน ซึ่งแต่ก่อนไม่เคยเป็น ตอนนี้พ่อจึงให้กลับมาตั้งใจเรียน แต่ก็ไม่ได้รู้สึกเสียดายที่ต้องเลิกชกมวย เพราะมีความใฝ่ฝันว่าอยากเป็นทหาร

  แนะทุกฝ่ายควรให้ความร่วมมือ
สำหรับความเห็นของผู้แทนหลายกระทรวงในการประชุมเรื่องมวยเด็กมีหลากหลาย อาทิ กระทรวงแรงงาน ให้ความเห็นต่อการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวว่า นักมวยเด็กไม่ใช่แรงงานเด็กเนื่องจากไม่ได้รับเงินเดือนจากเจ้าของค่าย จึงไม่ผิดกฎหมายแรงงานเด็ก กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ บอกว่าได้แก้ไขโดยการออก พ.ร.บ.ส่งเสริมความปลอดภัยในการกีฬาและนันทนาการของเด็ก ซึ่งอยู่ระหว่างการร่าง ซึ่ง พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก สามารถดำเนินการกับการชกมวยเด็ก ซึ่งเป็นการละเมิดต่อสิทธิความปลอดภัยการอยู่รอดของเด็กได้

ชี้"มวยเด็ก"กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

ในส่วนของ กระทรวงวัฒนธรรม เคยให้ความเห็นว่าเป็นสิ่งที่ต้องดำรงรักษาไว้ ความจริงแล้ว แม้เด็กไทยจะต้องเรียนต้องฝึกหัดมวยไทยกันตั้งแต่เล็ก แต่ไม่ใช่นำมาสู่การแข่งขันที่มีการปะทะกันอย่างรุนแรงจนก่อให้เกิดอันตรายต่อสมองเด็ก และในส่วนของ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความเห็นว่าเป็นการฝึกความรักต่อครอบครัว ความกตัญญูของเด็ก ส่วน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นเรื่องที่ควรจะออกกฎห้ามหรือลดความรุนแรง โดยใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬาเพื่อแก้ไขปัญหา กระทรวงสาธารณสุข ได้ส่งแพทย์ไปประจำสนามมวย

ขณะเดียวกันตัวแทนสมาคมกีฬามวยไทย และค่ายมวยต่างๆ คัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.กีฬามวยใหม่ 2561 ว่าด้วยการห้ามเด็กต่ำกว่า 12 ปี ทำการแข่งขันมวยไทย เพราะมองว่ากีฬามวยนั้นเป็นพื้นฐานของคนจนที่เข้าถึงได้ง่ายที่สุด อีกทั้งยังเป็นวิชาชีพเลี้ยงตัว นักมวยไทยที่เติบโตสร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ ก็ล้วนแต่ชกมวยมาตั้งแต่เด็กอายุต่ำกว่า 12 ปีแทบทั้งสิ้น

ชี้"มวยเด็ก"กระทบสมองหนุนรัฐแก้พ.ร.บ.กีฬามวย

ดร.ลิวิว เวดราสโก้

 ประเด็นแก้ไขร่างพ.ร.บ.มวย
สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้พิจารณาร่างแก้ไข พ.ร.บ.มวย 2542 ที่ พล.อ.อดุลยเดช อินทะพงษ์ และคณะ รวม 39 คนเป็นผู้เสนอ โดยมีนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นผู้ชี้แจงต่อที่ประชุม สนช. ว่า ครม.จะรับร่างนี้ไปศึกษาและเสนอกลับมาที่ สนช.อีกครั้งใน 30 วัน

โดยมีสาระสำคัญคือนักกีฬามวยที่ประสงค์จะเข้าแข่งขันกีฬามวยต้องขึ้นทะเบียนต่อนายทะเบียน ผู้เยาว์ที่ประสงค์ขึ้นทะเบียนเป็นนักกีฬามวย ต้องได้รับความยินยอมเป็นหนังสือจากผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน

ห้ามไม่ให้ผู้จัดรายการแข่งขันกีฬามวยและนายสนามมวยอนุญาตให้เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปีเข้าร่วมแข่งขัน เว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียน ส่วนเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 12 ปี ไม่สามารถเข้าร่วมแข่งขันได้ ฝ่าฝืนโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ”ฟรีทุกสิทธิ์…รักษาได้ทุกที่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/352162

“เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ”ฟรีทุกสิทธิ์…รักษาได้ทุกที่

เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ,ฟรีทุกสิทธิ์,โรงพยาบาล,บัตรทอง,ประกันสังคม,ข้าราชการ

“เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ”ฟรีทุกสิทธิ์…รักษาได้ทุกที่ : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com –

ในการเข้ารับบริการรักษาพยาบาลในกรณีฉุกเฉิน สถานพยาบาลไม่มีสิทธิที่จะปฏิเสธการให้การดูแลรักษาผู้ป่วย อย่างน้อย “ช่วยเหลือเยียวยาผู้ป่วย ซึ่งอยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ป่วยพ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพ” โดยค่าใช้จ่ายหากเป็นการเข้ารับการรักษาใน รพ.นอกสิทธิ์ประกันภาครัฐที่มีสิทธิ์อยู่ทั้งหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ ผู้ป่วยจะต้องจ่ายเอง เว้นแต่เป็นการ “เจ็บป่วยฉุกเฉิน ถึงแก่ชีวิต” ผู้ป่วยไม่ต้องจ่ายเป็นไปตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่” หรือ UCEP (Universal Coverage for Emergency Patients) ดำเนินการมาแล้วตั้งแต่ 1 เมษายน 2560

นพ.การุณย์ คุณติรานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) อธิบายว่า คนไทยทุกคนหากเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติสามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทั้งโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ไม่จำเป็นต้องเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ์ โดยค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นใน 72 ชั่วโมงแรก ผู้ป่วยไม่ต้องจ่าย แต่ละกองทุนประกันสุขภาพภาครัฐที่ผู้ป่วยมีสิทธิ์จะดำเนินการจ่ายให้โรงพยาบาลตามค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่เกินอัตราที่กำหนด

"เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ"ฟรีทุกสิทธิ์...รักษาได้ทุกที่

หากเป็นการเข้ารับการรักษาโรงพยาบาลนอกสิทธิ์ที่ตนสังกัดอยู่แล้ว ไม่ใช่ฉุกเฉินวิกฤติ แพทย์ต้องแจ้งให้ผู้ป่วยทราบ หากผู้ป่วยตัดสินใจที่จะรับบริการที่โรงพยาบาลนอกสิทธิ์ แต่ละกองทุนจะจ่ายให้เพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นไม่ครอบคลุมทั้งหมด หลักเกณฑ์ขึ้นอยู่กับแต่ละกองทุนกำหนด ส่วนที่เหลือผู้ป่วยจะต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเอง อย่างเช่น สวัสดิการข้าราชการจ่ายให้ครึ่งหนึ่งแต่ไม่เกิน 8,000 บาท เป็นต้น

นพ.การุณย์ กล่าวว่า ในการประเมินภาวะฉุกเฉินวิกฤตินั้นแพทย์สามารถดำเนินการวินิจฉัยได้ แต่หากมีความเห็นที่ไม่ตรงกันระหว่างแพทย์ คนไข้หรือญาติ สามารถปรึกษาสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) ว่าความเจ็บป่วยนั้นเข้าข่ายฉุกเฉินวิกฤติหรือไม่ เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างแพทย์กับผู้ป่วย ที่ผ่านมาดำเนินการมากว่า 1 ปี มีการจ่ายเงินชดเชยตามนโยบายนี้ไปแล้วราว 460 ล้านบาท

"เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ"ฟรีทุกสิทธิ์...รักษาได้ทุกที่

“การดำเนินนโยบายนี้ที่ผ่านมา ในภาพรวมไปได้ด้วยดี สามารถแก้ปัญหาในเรื่องความขัดแย้งระหว่างโรงพยาบาลกับผู้ป่วยในการโต้เถียงว่าฉุกเฉินวิกฤติหรือไม่ และแก้ปัญหาเดิมที่มีโรงพยาบาลเอกชนเรียกเก็บเงินจากผู้ป่วยในกรณีเข้ารับการรักษาฉุกเฉินวิกฤติใน 72 ชม.แรกได้เช่นกัน ยังมีปัญหาเพียงส่วนน้อย คือ มีสิทธิรักษาพยาบาลที่ยังไม่มีการแก้ระเบียบรองรับในการจ่ายเงินชดเชยให้แก่โรงพยาบาลเอกชน เช่น รัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีคนไทยอยู่ในสิทธิ์นี้ 8 แสนคน จากคนไทยกว่า 65 ล้านคน แต่ผู้ป่วยในสิทธิ์นี้ก็สามารถรับการรักษาตามนโยบายนี้ได้เช่นกัน” นพ.การุณย์ กล่าว

ในการรับบริการตามนโยบายนี้ กรณีที่เจ็บป่วยฉุกเฉินสีแดง คือ ระดับวิกฤติ ใน 72 ชม.แรกให้กองทุนเป็นผู้จ่าย หลังจาก 72 ชม.หากผู้ป่วยสามารถย้ายกลับสถานพยาบาลตามสิทธิ์ได้ให้ย้ายกลับ เว้นกรณีที่ไม่สามารถย้ายกลับได้ทั้งในกรณีที่สถานพยาบาลต้นสังกัดไม่มีเตียงรองรับหรือ/และอาการผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น กองทุนจะจ่าย แต่หากย้ายได้แต่ผู้ป่วยไม่ต้องการย้ายเองนั้น ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาลในส่วนหลัง 72 ชม.เอง กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินระดับสีเหลืองหรือฉุกเฉินเร่งด่วน และสีเขียวคือฉุกเฉินไม่เร่งด่วน หากผู้ป่วยตัดสินใจรักษาที่โรงพยาบาลนอกสิทธิ์ กองทุนจะจ่ายให้ตามข้อกำหนดแต่ละกองทุน ไม่ครอบคลุมทั้งหมด ส่วนที่เหลือผู้ป่วยจะต้องจ่ายเอง

ทั้งนี้ ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2561 ผลการจ่ายเงินชดเชย UCEP แยกตามสิทธิ์ พบว่า 1.บัตรทอง มีคำร้องผ่านการพิจารณาเงินชดเชย 13,651 ครั้งจาก 15,780 ครั้ง เงินชดเชย 72 ชม.แรก 307.2 ล้านบาท เงินชดเชยหลัง 72 ชม. 28.9 ล้านบาท 2.สวัสดิการข้าราชการ ผ่านการพิจารณา จำนวน 3,693 ครั้ง จาก 4,277 ครั้ง เงินชดเชย 72 ชม.แรก 93.2 ล้านบาท 3.ประกันสังคม ผ่านการพิจารณา 226 ครั้ง จาก 3,384 ครั้ง เงินชดเชย 72 ชม.แรก 8.4 ล้านบาท 4.สิทธิข้าราชการท้องถิ่น ผ่านการพิจารณา 246 ครั้ง จาก 297 ครั้ง เงินชดเชย 72 ชม.แรก 4.6 ล้านบาท 5.สิทธิอื่นๆ เช่น รัฐวิสาหกิจ ผ่านการพิจารณา 348 ครั้ง จาก 409 ครั้ง เงินชดเชย 7.7 ล้านบาท โดยลำดับ 2-5 ไม่มีเงินชดเชยหลัง 72 ชม.

"เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ"ฟรีทุกสิทธิ์...รักษาได้ทุกที่

หากเป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติคนไทยทุกคนไม่ต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายในการรักษา สามารถเข้ารับการรักษาพยาบาลได้ในโรงพยาบาลใกล้ที่สุดทั้งรัฐและเอกชน โดยรัฐจะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นใน 72 ชั่วโมงแรก !!!

       6 อาการที่เข้าข่ายภาวะฉุกเฉินวิกฤติ
1.หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ
2.หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง
3.ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น
4.เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง
5.แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด
6.อาการอื่นที่มีผลต่อการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบสมองที่เป็นอันตรายต่อชีวิต

  นิยามผู้ป่วยฉุกเฉิน
ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต(สีแดง)ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยกะทันหันซึ่งมีภาวะคุกคามต่อชีวิต ซึ่งหากไม่ได้รับปฏิบัติการแพทย์ทันทีเพื่อแก้ไขระบบการหายใจ ระบบไหลเวียนเลือด หรือระบบประสาทแล้ว ผู้ป่วยจะมีโอกาสเสียชีวิตได้สูง หรือทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้อย่างฉับไว

ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน(สีเหลือง)ได้แก่ บุคคลที่ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยซึ่งมีภาวะเฉียบพลันมาก หรือเจ็บปวดรุนแรง อันอาจจำเป็นต้องได้รับปฏิบัติการแพทย์อย่างรีบด่วน มิฉะนั้นจะทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วย ของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้นรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้น ซึ่งส่งผลให้เสียชีวิต หรือพิการในระยะต่อมาได้

ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง(สีเขียว)ได้แก่ บุคคลซึ่งได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยซึ่งมีภาวะเฉียบพลันไม่รุนแรง อาจรอรับปฏิบัติการแพทย์ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือเดินทางไปรับบริการสาธารณสุขด้วยตนเองได้ แต่จำ เป็น ต้องใช้ทรัพยากรและหากปล่อยไว้เกินเวลาอันสมควรแล้วจะทำ ให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยของผู้ป่วยฉุกเฉินนั้น รุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้

รพ.(ไม่)รับรักษา คนไข้ต้องไม่ฉุกเฉิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/351999

รพ.(ไม่)รับรักษา คนไข้ต้องไม่ฉุกเฉิน

โรงพยาบาล,คนไข้,ฉุกเฉิน,พรบสถานพยาบาล,สถานพยาบาล

รพ.(ไม่)รับรักษา คนไข้ต้องไม่ฉุกเฉิน : รายงาน  โดย…. พวงชมพู ประเสริฐ  qualitylife4444 @gmail.com

เป็นสิ่งที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น กรณีผู้เจ็บป่วยไปเข้ารับการรักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลเอกชนแล้วถูกบอกให้ไปเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลอีกแห่งหนึ่งตามสิทธิประกันสังคมของผู้ป่วย จนท้ายที่สุด “ผู้ป่วยเสียชีวิต” !!!!

ตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 มาตรา 36 มีสาระสำคัญ คือ “สถานพยาบาลต้องให้มีการช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วย ซึ่งอยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลโดยฉุกเฉิน เพื่อให้ผู้ป่วยพ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพและตามประเภทของสถานพยาบาลนั้นๆ เมื่อให้การช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยแล้ว ถ้ามีความจำเป็นต้องส่งต่อหรือผู้ป่วยมีความประสงค์จะไปรับการรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลอื่น ต้องจัดการให้มีการจัดส่งต่อไปยังสถานพยาบาลอื่นตามความเหมาะสม”

นั่นย่อมหมายความว่า “หากเป็นกรณีฉุกเฉิน โรงพยาบาลไม่มีสิทธิปฏิเสธคนไข้ ต้องให้การช่วยเหลือเยียวยา” จุดสำคัญจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบอย่างเร่งด่วนว่า สถานพยาบาลทำผิดกฎหมายในส่วนนี้หรือไม่ !!!

รพ.(ไม่)รับรักษา คนไข้ต้องไม่ฉุกเฉิน

เรื่องนี้ นพ.ณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กล่าวว่า สบส.ได้ส่งพนักงานเจ้าหน้าที่เร่งเข้าไปตรวจสอบเรื่องนี้แล้ว จะมุ่งตรวจสอบในประเด็นสำคัญคือ ในระยะเวลาที่เกิดเหตุโรงพยาบาลเอกชนดังกล่าวมีการประเมินและช่วยเหลือเยียวยาแก่ผู้ป่วยฉุกเฉิน ซึ่งอยู่ในสภาพอันตรายและจำเป็นต้องได้รับการรักษาพยาบาลเพื่อให้พ้นจากอันตรายตามมาตรฐานวิชาชีพ หรือถ้ามีความจำเป็นต้องส่งต่อ หรือผู้ป่วยมีความประสงค์จะไปรับการรักษาพยาบาลที่สถานพยาบาลอื่น ได้จัดให้มีการส่งต่อผู้ป่วยไปยังโรงพยาบาลอื่นอย่างเหมาะสมหรือไม่ หากพบว่าทางโรงพยาบาลมิได้ดำเนินการตามมาตรฐาน สบส.จะลงโทษตาม พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 โดยทันที ซึ่งมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ประเด็นเรื่องการเจ็บป่วยฉุกเฉิน นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) อธิบายว่า เกณฑ์การฉุกเฉิน แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ วิกฤติเร่งด่วน วิกฤติไม่เร่งด่วน และวิกฤติถึงแก่ชีวิต แต่ไม่ว่าจะเข้าโรงพยาบาลด้วยเหตุฉุกเฉินแบบใด โรงพยาบาลต้องให้การรักษา อย่างน้อยต้องปฐมพยาบาลเบื้องต้น

สำหรับกรณีการสาดน้ำกรดนั้น ทราบว่าทางผู้ป่วยแจ้งว่ามีอาการปวดแสบปวดร้อน ซึ่งไม่ระบุแน่ชัดว่า โดนสารเคมี หรือน้ำร้อน เบื้องต้นก็ต้องล้างแผล ด้วยน้ำสะอาด ซึ่งเป็นเรื่องยากที่จะระบุสาเหตุ เพราะอาจจะมีร่องรอยไม่มาก กรณีหากถูกน้ำกรดสาดก็ขึ้นอยู่กับบริเวณที่ถูกสาด แต่เมื่อไม่ทราบสาเหตุอาจจะต้องให้ผู้ป่วยอยู่โรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการ

ในการรักษาผู้ป่วยนั้นจะอ้างเรื่องสิทธิการรักษาเพื่อให้กลับไปยังต้นสังกัดไม่ได้ เพราะในมาตรา 28 พ.ร.บ.การแพทย์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 กำหนดไว้ เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ป่วยฉุกเฉิน ให้หน่วยปฏิบัติการสถานพยาบาล และผู้ปฏิบัติการดำเนินการปฏิบัติการฉุกเฉิน ตามหลักเกณฑ์ ตามความจำเป็นและข้อบ่งชี้ ทางการแพทย์ฉุกเฉิน โดยมิให้นำสิทธิประกัน การขึ้นทะเบียนสถานพยาบาล หรือความสามารถในการรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยฉุกเฉินหรือเงื่อนไขใดๆ มาเป็นเหตุปฏิเสธผู้ป่วยฉุกเฉินให้ไม่ได้รับการปฏิบัติการฉุกเฉินอย่างทันท่วงที

รพ.(ไม่)รับรักษา คนไข้ต้องไม่ฉุกเฉิน

อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยอยู่ในภาวะฉุกเฉินโดยเฉพาะฉุกเฉินวิกฤติ สถานพยาบาลต้องให้การรักษาผู้ป่วยตามสิทธิ “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิทุกที่” หรือยูเซ็บ (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) โดยประชาชนทุกคนไม่ว่ามีสิทธิประกันสุขภาพภาครัฐใดก็ตาม เมื่อเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติถึงแก่ชีวิตภายใน 72 ชั่วโมง ต้องได้รับการรักษาพยาบาลอย่างเต็มที่ โดยโรงพยาบาลที่ใกล้บ้าน หรือจุดเกิดเหตุที่สุด โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย และเมื่อพ้นวิกฤติ 72 ชั่วโมงแล้วก็ต้องทำการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลในสิทธิต่อไป ดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2560

สำหรับกรณีที่เจ็บป่วยฉุกเฉินสีแดง คือ ระดับวิกฤติ ทั้งผู้ป่วยนอกและผู้ป่วยใน ใน 72 ชั่วโมงแรกให้กองทุนสิทธิประกันสุขภาพภาครัฐที่ผู้ป่วยมีสิทธิ์อยู่เป็นผู้จ่ายค่ารักษา หลังจาก 72 ชั่วโมงหากผู้ป่วยสามารถย้ายกลับสถานพยาบาลตามสิทธิ์ได้ให้ย้ายกลับ เว้นกรณีที่ไม่สามารถย้ายกลับได้ทั้งในกรณีที่สถานพยาบาลต้นสังกัดไม่มีเตียงรองรับหรือและอาการผู้ป่วยยังไม่ดีขึ้น กองทุนจะจ่าย แต่หากย้ายได้แต่ผู้ป่วยไม่ต้องการย้ายเองนั้น ผู้ป่วยจะต้องเป็นผู้จ่ายค่ารักษาพยาบาลในส่วนหลัง 72 ชั่วโมงเอง

กรณีผู้ป่วยฉุกเฉินระดับสีเหลืองหรือฉุกเฉินเร่งด่วน และสีเขียวคือฉุกเฉินไม่เร่งด่วน ในช่วง 24 ชั่วโมงแรกให้กองทุนจ่าย โดยผู้ป่วยนอกจ่าย 700 บาทต่อครั้ง ผู้ป่วยในจ่ายค่ารักษาพยาบาล ค่าห้องและค่าอาหาร ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินรายละ 4,500 บาทต่อครั้ง กรณีผ่าตัดใหญ่ใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง จ่ายตามจริงแต่ไม่เกินรายละ 8,000 บาทต่อครั้ง กรณีผ่าตัดใหญ่และใช้เวลาเกินกว่า 2 ชั่วโมงหรือรักษาในไอซียู จ่ายตามจริงแต่ไม่เกินรายละ 14,000 บาทต่อครั้งและค่ารถพยาบาล หรือเรือพยาบาลนำส่งจ่ายตามจริง แต่ไม่เกิน 500 บาทต่อครั้งหลังจาก 24 ชั่วโมง กรณีไม่สามารถย้ายกลับเข้าระบบได้ ทั้งไม่มีเตียงรองรับและอาการผู้ป่วยไม่ดีขึ้น ให้กองทุนจ่ายตามราคาเรียกเก็บ แต่หากไม่ย้ายกลับเพราะผู้ป่วยไม่ย้าย ผู้ป่วยจะต้องจ่ายค่ารักษาเอง

รพ.(ไม่)รับรักษา คนไข้ต้องไม่ฉุกเฉิน

นิยามการเจ็บป่วยฉุกเฉิน 
1.ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ (สีแดง) ต้องได้รับการวินิจฉัยและให้การตรวจรักษาทันที อาทิ ภาวะหัวใจหยุดเต้น ภาวะหยุดหายใจ ภาวะช็อกจากการเสียเลือดรุนแรง ชักตลอดเวลาหรือชักจนตัวเขียว อาการซึม หมดสติ ไม่รู้สึกตัว อาการเจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัดแบบปัจจุบันทันด่วน และอาการอื่นร่วม ที่มีผลต่อการหายใจ ระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบสมอง ที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต เป็นต้น

2.ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน (สีเหลือง) ต้องการช่วยเหลือโดยเร็ว รอได้บ้างแต่ไม่นาน อาทิ หายใจลำบาก หรือหายใจเหนื่อยหอบ เจ็บปวดมากหรือทุรนทุราย ชีพจรช้ากว่า 40 หรือเร็วกว่า 150 ครั้งต่อนาที อุณหภูมิร่างกายต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส หรือสูงกกว่า 40 องศาเซลเซียส ถูกพิษ หรือภาวะจิตเวชฉุกเฉิน เป็นต้น

3.ผู้ป่วยฉุกเฉินไม่รุนแรง (สีเขียว) ได้รับบาดเจ็บหรือมีอาการป่วยซึ่งมีภาวะเฉียบพลันไม่รุนแรง อาจรอรับปฏิบัติการแพทย์ได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งหรือเดินทางไปรับบริการสาธารณสุขด้วยตนเองได้ แต่หากปล่อยไว้เกินเวลาอันสมควรแล้วจะทำให้การบาดเจ็บหรืออาการป่วยรุนแรงขึ้นหรือเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้

สกัดสารจาก “กระทุ-ยูคาลิปตัส”ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/351880

สกัดสารจาก “กระทุ-ยูคาลิปตัส”ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

ถุงมือยาง,ซิลเวอร์นาโน,ท่อหายใจ,ลดการติดเชื้อ,ภาควิชาจุลชีววิทยา,คณะวิทยาศาสตร์

สกัดสารจาก “กระทุ-ยูคาลิปตัส”ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  qualitylife4444@gmail.com

ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ และสถานวิจัยความเป็นเลิศด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ค้นพบ “สารโรโดไมรโทน” (Rhodomyrtone) จาก ใบกระทุ และ ใบยูคาลิปตัส ใช้ในกระบวนการผลิต อนุภาคซิลเวอร์นาโน ขยายผลสู่การทดลองเคลือบบนท่อหายใจ และถุงมือยาง เพื่อลดการติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะและเชื้อแบคทีเรียในคนไข้

ศ.ดร.ศุภยางค์ วรวุฒิคุณชัย เมธีวิจัยอาวุโส สกว. สาขาจุลชีววิทยาการแพทย์ เผยว่าปัจจุบันระดับความรุนแรงของปัญหาเชื้อดื้อยาเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่ยังไม่พัฒนา และยังคงมีรายงานแบคทีเรียดื้อยาชนิดอุบัติใหม่ซึ่งเป็นปัญหาทางการแพทย์มาโดยตลอด สำหรับในประเทศไทยประสบปัญหาเชื้อดื้อยาอันดับต้นๆ ของเอเชีย และไม่มีการผลิตยาต้านแบคทีเรียกลุ่มใหม่มากกว่า 30 ปีแล้ว ในขณะที่เชื้อแบคทีเรียกลับพัฒนาตัวมันเองอย่างต่อเนื่อง

สกัดสารจาก "กระทุ-ยูคาลิปตัส"ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

นำไปสู่การจัดตั้ง โครงการวิจัยแผนงานวิจัยแบบมุ่งเป้าเพื่อแก้ปัญหาการติดเชื้อดื้อยาปฏิชีวนะ ของภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ และสถานวิจัยความเป็นเลิศด้านผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งจากการวิจัยพบสารโรโดไมรโทน จากใบกระทุ และใบยูคาลิปตัส ซึ่งถือเป็นยาปฏิชีวนะกลุ่มใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงสามารถนำมาใช้ในกระบวนการผลิตอนุภาคซิลเวอร์นาโน

สกัดสารจาก "กระทุ-ยูคาลิปตัส"ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

          ต่อยอดเชิงพาณิชย์-ช่วยชุมชน
ทั้งนี้งานวิจัยดังกล่าวได้ยื่นขอจดอนุสิทธิบัตรพร้อมเดินหน้าขยายผลเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ โดยใช้ซิลเวอร์นาโนเคลือบวัสดุต่างๆ ทางการแพทย์ ปัจจุบันมีการเริ่มโครงการเพาะปลูกต้นกระทุ และพัฒนาวิธีการสกัดสารให้ได้ปริมาณสูงขึ้น โดยจับมือรัฐวิสาหกิจชุมชนศูนย์เพื่อเพาะปลูกต้นพันธุ์กระทุ ช่วยผู้สูงอายุให้มีงานทำ ถือเป็นการพัฒนาพืชท้องถิ่นที่ไม่เคยมีคุณค่าทางเศรษฐกิจมาก่อน นอกจากนี้ยังค้นพบแหล่งต้นกระทุทางฝั่งภาคตะวันออก ได้แก่ ตราด และจันทบุรี จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยรามคำแหงในการพัฒนาแหล่งที่พบต่อไป รวมไปถึงการรับซื้อใบยูคาลิปตัสจากโรงงานทำกระดาษ ซึ่งเป็นส่วนที่โรงงานไม่ได้ใช้ประโยชน์ ถือเป็นการใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่าอีกด้วย

สกัดสารจาก "กระทุ-ยูคาลิปตัส"ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

          “ท่อหายใจ” ลดการติดเชื้อ
ผศ.นพ.วีระพงศ์ วัฒนาวนิช หัวหน้าสาขาเวชบำบัดวิกฤติ โรงพยาบาลสงขลานครินทร์ ให้ข้อมูลว่าปัญหาหนึ่งที่แพทย์พบคือการติดเชื้อปอดอักเสบของผู้ป่วยที่ต้องใช้เครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานานกว่า 48 ชั่วโมง และเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก แนวทางหนึ่งในการป้องกันคือใช้ท่อหายใจที่เคลือบด้วยอนุภาคซิลเวอร์นาโน ซึ่งไม่มีจำหน่ายในประเทศไทย ต้องนำเข้าจากอเมริกาในราคาที่สูงกว่า 16,000 บาท ในขณะที่ท่อหายใจธรรมดาราคาเพียง 120 บาท ซึ่งใช้ได้ 4 วันต่อ 1 อันเท่านั้น นำไปสู่การต่อยอดโครงการประดิษฐ์ท่อหายใจที่มีประสิทธิภาพในการยับยั้งแบคทีเรียและไบโอฟิล์ม เคลือบอนุภาคซิลเวอร์นาโนซึ่งใช้สารสกัดจากใบยูคาลิปตัสเป็นสารรีดิวซ์

สกัดสารจาก "กระทุ-ยูคาลิปตัส"ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

ศักรินทร์ เหล่ทองคำ นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หนึ่งในทีมวิจัยและผู้ได้รับทุนจากโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) เปิดเผยว่า จากผลการทดสอบประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อแบคทีเรียระหว่างท่อหายใจเคลือบซิลเวอร์นาโนของอเมริกาและไทย พบว่าประสิทธิภาพใกล้เคียงกัน แต่ของไทยสามารถยับยั้งเชื้อได้ดีกว่าและสามารถใช้ได้นานกว่า 1 เดือน ตอนนี้ได้มีการทดสอบประสิทธิภาพในสัตว์ทดลอง หลังจากนี้จะใช้ทดลองกับสัตว์ในโรงพยาบาลสัตว์ที่เจ้าของสมัครใจและนำไปสู่การใช้กับมนุษย์ในอนาคต คาดว่าหากงานวิจัยสามารถใช้ได้จริง จะช่วยลดจำนวนผู้ป่วยที่เสียชีวิตจากภาวะปอดอักเสบจากการใช้เครื่องช่วยหายใจได้

สกัดสารจาก "กระทุ-ยูคาลิปตัส"ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

ด้าน ศ.ดร.ไพศาล กิตติศุภกร ผู้อำนวยการโครงการปริญญาเอกกาญจนาภิเษก (คปก.) รักษาการผู้อำนวยการโครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม (พวอ.) กล่าวว่า งานวิจัยชิ้นนี้มีแนวทางชัดเจนว่าจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยพวอ.ได้ให้ทุนวิจัยแก่นักศึกษามาทำการศึกษาระดับปริญญาเอกต่อ เพื่อนำงานวิจัยระดับพื้นฐานมาพัฒนาร่วมกับภาคอุตสาหกรรม นำไปสู่การใช้ประโยชน์ได้จริง เราอยากให้มีการลดการพึ่งพาเทคโนโลยี ลดการนำเข้าวัสดุจากต่างประเทศ ประเทศเราน่าจะมีจุดเริ่มต้นในการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศเอง งานวิจัยชิ้นนี้น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่จะทำให้บริษัทที่ร่วมทุนเห็นความสำคัญ นำไปต่อยอดพัฒนาในเชิงพาณิชย์ต่อไป ในส่วนนิสิตนักศึกษาเองก็อยากให้เป็นนักวิจัยอาชีพ ช่วยทำให้การพัฒนางานวิจัยให้ไปใช้ประโยชน์ได้ต่อเนื่องต่อไป

สกัดสารจาก "กระทุ-ยูคาลิปตัส"ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

“ถุงมือยาง” เคลือบซิลเวอร์นาโน
อีกหนึ่งสาเหตุการติดเชื้อในโรงพยาบาล คือการสัมผัสฝุ่นละอองทางอากาศ ทางสื่อนำและสัตว์นำโรค รวมไปถึงระหว่างการผ่าตัด โดยพบการแพร่กระจายทางการสัมผัสผ่านมือของบุคลากรทางการแพทย์มากที่สุดกว่า 50% แม้จะมีการใส่ถุงมือยางก็ตาม นำไปสู่การต่อยอดโครงการถุงมือยางเคลือบอนุภาคซิลเวอร์นาโนเพื่อลดการติดเชื้อในโรงพยาบาล รวมทั้งเป็นการยกระดับคุณภาพของถุงมือยางในประเทศไทย

สุภากิจ เภาเสน นักศึกษาปริญญาเอก ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ หนึ่งในผู้วิจัยกล่าวว่า อนุภาคซิลเวอร์นาโนเป็นที่นิยมในการยับยั้งเชื้อโรค เนื่องจากออกฤทธิ์ในวงกว้าง กรรมวิธีการสังเคราะห์ชั้นเคลือบมีความพิเศษคือไม่ใช่สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายและสิ่งแวดล้อม สามารถใช้สังเคราะห์ชั้นเคลือบบนพื้นผิวได้ทั้งด้านนอกและด้านในถุงมือ ด้วยต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่า ประมาณ 30 บาทต่อคู่ (ถุงมือไม่เคลือบราคา 10 บาทต่อคู่) หากนำเข้าจากประเทศมาเลเซีย จะมีราคาสูงถึงกล่องละ 1,000 บาท (มี 25 คู่) ปัจจุบันการผลิตถุงมือยางเคลือบซิลเวอร์นาโนอยู่ในขั้นตอนการพิสูจน์การแพ้ในคนซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาในการขอจริยธรรมประมาณ 1 ปี

สกัดสารจาก "กระทุ-ยูคาลิปตัส"ผลิตซิลเวอร์นาโน ต้านแบคทีเรีย

“ด้วยราคาที่ไม่แพง จะทำให้ผู้ใช้และหน่วยงานทุกระดับสามารถเข้าถึงได้ รวมถึงเป็นการลดการติดเชื้อในโรงพยาบาลให้น้อยลง นอกจากนี้ยังช่วยยกระดับคุณภาพถุงมือยางซึ่งเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยได้อีกด้วย” สุภากิจ กล่าวทิ้งท้าย

เช็กกระแส”หนุน-ค้าน”โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/351562

เช็กกระแส”หนุน-ค้าน”โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย

กรรมการสภามหาวิทยาลัย

เช็กกระแส”หนุน-ค้าน”โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย : รายงาน โดย… ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com

หลังประกาศฉบับใหม่ของ ป.ป.ช. ที่ให้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย ทั้งของมหาวิทยาลัยรัฐและมหาวิทยาลัยนอกระบบ หรือ “มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ” ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อ ป.ป.ช. ออกมาเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน ทำให้มีกระแสข่าวว่า “กรรมการสภามหาวิทยาลัย” โดยเฉพาะในสายผู้ทรงคุณวุฒิจากภายนอก ซึ่งมาจากภาคเอกชน เตรียมไขก๊อกลาออกเป็นจำนวนมาก เพราะไม่อยากแสดงบัญชีทรัพย์สิน

อย่างที่ประชุมอธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล หรือ ทปอ.มทร. 9 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้การนำของ “วิโรจน์ ลิ้มไขแสง” อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสาน ในฐานะประธานที่ประชุม 9 อธิการบดี มทร. มีมติคัดค้านการยื่นบัญชีทรัพย์สินของกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ โดยให้เหตุผลว่าจะสร้างแรงกระเพื่อมอย่างมากในวงการอุดมศึกษา กระทั่งมีการเรียกร้องไปยังกระทรวงศึกษาธิการให้ช่วยหารือกับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจรติแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อทบทวน

เช็กกระแส"หนุน-ค้าน"โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย

“นายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัย สายผู้ทรงคุณวุฒิ แต่ละแห่งมีจำนวน 15 คน ส่วนใหญ่มาจากภาคเอกชน ต่างแสดงความจำนงที่จะขอลาออกจากการเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัย เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องยุ่งยากที่จะต้องมายื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะการเข้ามานั่งเป็นนายกสภา หรือกรรมการสภามหาวิทยาลัย เข้ามาด้วยใจ ไม่ได้มีผลประโยชน์”

ขณะที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) แม้ว่าจะเห็นด้วยในหลักการป้องกันและตรวจสอบไม่ให้มีการทุจริตในภาครัฐ ดังนั้น ผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ อธิการบดี และรองอธิการบดี จึงควรยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.ตามที่กำหนดในประกาศ แต่การที่ให้นายก และกรรมการสภา ซึ่งทำหน้าที่เกี่ยวกับด้านวิชาการเป็นหลัก ไม่ได้มีอำนาจเกี่ยวข้องกับการจัดซื้อจัดจ้างในภาครัฐโดยตรง อันจะทำให้เกิดการทุจริตในตำแหน่งหน้าที่ กรรมการสภาไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหาร หรือเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร จึงไม่มีความจำเป็นที่จะกำหนดให้กรรมการสภา ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.

เช็กกระแส"หนุน-ค้าน"โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย

ศ.ดร.สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ในฐานะประธาน ทปอ. อธิบายว่า ผลกระทบจากประกาศฉบับนี้ ทำให้นายก และกรรมการสภาบางแห่ง ไม่ประสงค์จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไป เพราะการยื่นบัญชีทรัพย์สินแม้ว่าจะเป็นการแสดงความบริสุทธิ์ใจ เพื่อธรรมาภิบาล แต่ก็เป็นการสร้างภาระให้แก่ผู้ที่ต้องยื่นทรัพย์สินมากเกินควร รวมทั้งต้องยื่นทรัพย์สินของคู่สมรสและบุตรด้วย

เช็กกระแส"หนุน-ค้าน"โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย

ขณะเดียวกัน ระยะเวลาที่กำหนดไว้ในประกาศเพียง 60 วัน ไม่เพียงพอต่อการยื่นบัญชีทรัพย์สินให้ถูกต้องและครบถ้วนได้ ดังนั้น หากยื่นบัญชีผิดพลาด แม้ไม่ได้เจตนาก็อาจมีโทษทางอาญาและถูกศาลพิพากษาจำคุกได้ จึงได้มีนายก และกรรมการสภาบางแห่ง ยื่นใบลาออกจากตำแหน่งแล้ว ส่งผลกระทบให้สภา มีกรรมการสภาไม่ครบองค์ประชุม ไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ ส่งผลเสียต่อการบริหารงานในมหาวิทยาลัย และนิสิต นักศึกษา

“อธิการบดี ผู้แทนอธิการบดีมหาวิทยาลัยทุกกลุ่มมาหารือ และมีมติร่วมกันเสนอให้ ป.ป.ช.ทบทวน เพราะตอนนี้กรรมการสภาบางแห่งได้ยื่นลาออกแล้ว ตรงนี้ทำให้เกิดปัญหาและอาจส่งผลกระทบต่อนิสิต นักศึกษา จากนี้จะทำหนังสือถึง ป.ป.ช. และเตรียมจะเข้าไปหารือกับประธาน ป.ป.ช.อย่างเป็นทางการต่อไป” ประธาน ทปอ. กล่าว

เช็กกระแส"หนุน-ค้าน"โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย

นพ.กำจร ตติยกวี กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เสนอว่า ถ้า ป.ป.ช.ทบทวน หรือปรับวิธีการการยื่นบัญชีทรัพย์สินให้มีความสะดวกมากขึ้น เช่น ยื่นครั้งเดียวครอบคลุมทุกตำแหน่ง หรือมีระยะเวลาการยื่น เช่น 4 ปีครั้ง ก็จะทำให้สะดวกมากขึ้น เชื่อว่าขณะนี้ทุกคนกำลังรอดูท่าที ป.ป.ช. ยอมรับว่าสภาจุฬาฯ หารือเรื่องนี้กันจริง และมีบางคนมีความประสงค์ว่าหากการยื่นบัญชีทรัพย์สินของ ป.ป.ช.ทำให้เกิดความยุ่งยาก ก็อาจจะลาออกจากตำแหน่ง

นพ.จรัส สุวรรณเวลา นายกสภามหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.) กล่าวว่า ควรจะหาทางออกที่เป็นทางสายกลางคือ ให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินแต่เก็บข้อมูลใส่ซองไว้ในกรณีที่มีปัญหาค่อยมาเปิดดู ไม่ใช่เปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพราะหากเป็นภาคเอกชนที่เชิญเข้ามาเชื่อว่าไม่ต้องการที่จะยื่นบัญชีทรัพย์สินแน่นอน ซึ่งในส่วนของ ม.อ.ยังไม่ได้มีการพูดคุยกัน ต้องรอดูว่า รมว.ศึกษาธิการ จะมีความเห็นเป็นอย่างไร

วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ สมาชิกสนช. และอธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง กล่าวว่า บุคคลที่มหาวิทยาลัยเชิญมาเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ส่วนใหญ่เป็นนักธุรกิจ ทำให้เกิดความกังวล หากจะต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะหากยื่นผิดจะมีความผิดทางกฎหมาย จึงอยากให้ ป.ป.ช.ทบทวนเรื่องนี้ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นนักธุรกิจเหล่านี้ มีมุมมองประสบการณ์ ให้คำแนะนำด้านการบริหารงานที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนามหาวิทยาลัย คนเหล่านี้ไม่มีเงินเดือน มีแค่เบี้ยประชุมเท่านั้น อย่างสภามหาวิทยาลัยรามคำแหงขณะนี้ ก็มีกรรมการสภาหลายคนเปรยๆ จะลาออก หากต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน รวมถึงกรรมการสภามหาวิทยาลัย สายที่เป็นอาจารย์ก็อยากยื่นลาออกด้วย

เช็กกระแส"หนุน-ค้าน"โชว์ขุมทรัพย์นายก-กรรมการสภามหาวิทยาลัย

เดิมผู้บริหารมหาวิทยาลัยของรัฐ 58 แห่ง คือตำแหน่งในกลุ่มอธิการบดีที่มีสถานะเป็นข้าราชการ ซึ่งในจำนวนนี้รวมถึงมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลด้วย ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินกันอยู่แล้ว แต่ประกาศของ ป.ป.ช.ฉบับใหม่ได้ขยายตำแหน่งที่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไปถึงอธิการบดี นายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐอีก 26 แห่ง ตลอดจนนายกสภาและกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐ 58 แห่งด้วย (เดิมให้ยื่นเฉพาะอธิการบดี แต่ล่าสุดให้ขยายไปถึงนายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัย) โดยผู้ดำรงตำแหน่งเหล่านี้ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของตนเอง คู่สมรส และบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะต่อ ป.ป.ช. มีผลตั้งแต่วันที่ 2 ธันวาคม เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตามเรื่องนี้มีอีกฝั่งที่เห็นต่าง ก็คือ ศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ CHES นำโดย รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ ได้เดินทางไปที่สำนักงาน ป.ป.ช เพื่อยื่นหนังสือสนับสนุนประกาศฉบับใหม่ของ ป.ป.ช. ที่ให้นายกและกรรมการสภามหาวิทยาลัยของรัฐและในกำกับของรัฐทั่วประเทศ ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เพราะเป็นหนึ่งในมาตรการป้องกันการทุจริตในแวดวงอุดมศึกษา ท่ามกลางวิกฤติปัญหาธรรมาภิบาลในปัจจุบัน พร้อมทั้งได้ขอให้ ป.ป.ช.ขยายการบังคับให้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินไปจนถึงระดับ “คณบดี” ด้วยเพราะจะเป็นผลดีต่อการสร้างธรรมาภิบาลในระบบอุดมศึกษา รวมทั้งที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการมหาวิทยาลัยราชภัฏ หรือ ทป.มรภ. ก็มีมติเห็นชอบตามประกาศ ป.ป.ช. และสนับสนุนให้กรรมการสภามหาวิทยาลัยยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินทุกคนเช่นกัน

เรื่องนี้ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็รับลูก เตรียมนัดหารือกับประธาน ป.ป.ช. ล่าสุด พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. ได้ออกมายืนยันแล้วว่าจะหารือกับรองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย นายวิษณุ เครืองาม และจะยุติความสับสน ผลสุดท้ายกรรมการสภามหาวิทยาลัยต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ สัปดาห์หน้าก็จะได้รู้กัน

คนไทยกินเค็มเกิน2เท่าป่วยพุ่งหนุนเก็บภาษีเค็มลดโรคอายุยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/351413

คนไทยกินเค็มเกิน2เท่าป่วยพุ่งหนุนเก็บภาษีเค็มลดโรคอายุยืน

กรมสรรพสามิต,กินเค็ม,นพเสรี ตู้จินดา,รมวสาธารณสุข

คนไทยกินเค็มเกิน2เท่าป่วยพุ่งหนุนเก็บภาษีเค็มลดโรคอายุยืน : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

ขณะนี้คนไทยกินเค็มหรือบริโภคโซเดียมเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ 2 เท่า โดยเมื่อ 8 ปีก่อนคนไทยบริโภคเกลือมากถึง 4,000 มิลลิกรัม(มก.)ต่อวัน เกินกว่าที่ร่างกายต้องการ 2 เท่า โดยสัดส่วนของการบริโภคโซเดียมที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 600 มก.ต่อมื้อ หรือ 2,000 มก.ต่อวัน แต่จากการสำรวจล่าสุดมีข้อมูลว่าคนเริ่มบริโภคเกลือลดลงเหลือประมาณ 3,500 มก.ต่อวัน ขณะที่ในอาหารกึ่งสำเร็จรูปมีปริมาณโซเดียมมากถึง 1,800 มิลลิกรัม และบางคนกินมากกว่าวันละ 2 ซอง

หลังจากที่กรมสรรพสามิต เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี(ครม.) พิจารณาแพ็กเกจภาษีใหม่ โดยจะเก็บภาษีสินค้าที่มีความเค็ม แม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าจะมีสัดส่วนจะเป็นอย่างไร ปรากฏว่าได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายลดบริโภคเค็มอย่างชัดเจน ล่าสุด ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กันตชูเวสศิริ ประธานเครือข่ายลดบริโภคเค็ม กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเข้าใจว่ายังคงเป็นข้อเสนอ ยังไม่เห็นหน้าตาออกมาเป็นรูปธรรมว่า จะมีการเก็บในอัตราเท่าไรอย่างไร แต่คาดว่าคงจะได้ตัวอย่างจากภาษีน้ำตาล ซึ่งหากมีการออกกฎหมายเก็บภาษีความเค็มจริง ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะไปมุ่งเป้าสินค้าอาหารที่มีเกลือหรือโซเดียมสูง หากไม่อยากเสียภาษีมากก็ต้องปรับสูตรลดความเค็มลง ซึ่งการกินเค็มน้อยจะช่วยป้องกันโรค เช่น ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไต เป็นต้น

คนไทยกินเค็มเกิน2เท่าป่วยพุ่งหนุนเก็บภาษีเค็มลดโรคอายุยืน

การเก็บภาษีความเค็มอาจมีผลกระทบต่อประชาชนบ้างเล็กน้อย เพราะหากปรับสูตรรสชาติทันทีเลย คนที่ยังกินรสชาติเค็มอาจจะไม่ชิน ซึ่งการปรับสูตรลดความเค็มจะต้องปรับให้ลดลงไม่เกิน 10% ซึ่งลิ้นของผู้บริโภคจะจับไม่ได้ว่าความเค็มเปลี่ยน โดยต้องค่อยๆ ลดความเค็มลงไป แต่ข้อดีคือหากปรับก็เป็นการปรับทุกบริษัท เป็นการไปลดความเค็มหรือลดเกลือตั้งแต่ต้นทาง ผู้บริโภคก็ไม่มีทางเลือก แต่คนที่อยากกินเค็มก็มีสิทธิไปเติมเอง ดังนั้น นอกจากมาตรการทางภาษีแล้ว ที่ต้องทำควบคู่กันไป คือ การรณรงค์ลดบริโภคเค็ม เพราะทุกวันนี้คนก็ยังติดการกินเค็มอยู่

ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ขณะนี้คนไทยกินเค็มหรือบริโภคโซเดียมเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ 2 เท่า โดยเมื่อ 8 ปีก่อนคนไทยบริโภคเกลือมากถึง 4,000 มิลลิกรัม(มก.)ต่อวัน เกินกว่าที่ร่างกายต้องการ 2 เท่า โดยสัดส่วนของการบริโภคโซเดียมที่เหมาะสมไม่ควรเกิน 600 มก.ต่อมื้อ หรือ 2,000 มก.ต่อวัน แต่จากการสำรวจล่าสุดมีข้อมูลว่าคนเริ่มบริโภคเกลือลดลงเหลือประมาณ 3,500 มก.ต่อวัน ขณะที่ในอาหารกึ่งสำเร็จรูปใน บะหมี่ โจ๊กซอง โจ๊กถ้วย 1 ซองบริโภคมีปริมาณโซเดียมมากถึง 1,800 มิลลิกรัม และบางคนกินมากกว่าวันละ 2 ซอง

คนไทยกินเค็มเกิน2เท่าป่วยพุ่งหนุนเก็บภาษีเค็มลดโรคอายุยืน

“หากมีการควบคุมในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูปจะทำได้ง่ายกว่า เนื่องจากมีฉลากแสดงปริมาณสัดส่วนของโซเดียมและเกลือในอาหาร ง่ายแก่การควบคุม ส่วนการควบคุมในระดับเครื่องปรุง หรือซอสต่างๆ นั้น คงเป็นเรื่องยาก และต้องมีการศึกษาก่อนตัดสินใจ อย่างไรก็ตามต้องเดินหน้ารณรงค์ลดบริโภคเค็มลงอีก ซึ่งเชื่อว่าขณะนี้คนในสังคมตื่นตัวมากขึ้น เห็นได้จากสินค้าต่างๆ เริ่มมีการปรับตัวทำสูตรลดเค็มกันมากขึ้น เช่น น้ำปลาลดโซเดียม ซีอิ๊วลดโซเดียม เป็นต้น เพราะคนต้องการสินค้าทางเลือกสุขภาพมากขึ้น การมีภาษีความเค็มออกมาเครือข่ายก็ไม่ขัดข้อง ซึ่งหากทางสรรพสามิตเห็นว่ามีผลดีก็ควรเร่งขับเคลื่อน” ผศ.นพ.สุรศักดิ์ กล่าว

คนไทยกินเค็มเกิน2เท่าป่วยพุ่งหนุนเก็บภาษีเค็มลดโรคอายุยืน

วันเดียวกัน นพ.เสรี ตู้จินดา ประธานคณะที่ปรึกษา รมว.สาธารณสุข กล่าวในการลงพื้นที่ห้างโกลเด้นเพลซ สาขาถนนสุโขทัย จัดกิจกรรมรณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการมอบ “กระเช้าผลิตภัณฑ์สัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” ว่า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีความมุ่งหวังให้ประชาชนมีสุขภาพดี ผู้บริโภคได้เรียนรู้เรื่องการบริโภคที่เหมาะสม สามารถเข้าถึงข้อมูลโภชนาการได้ง่ายขึ้น จึงมีการแสดงฉลากโภชนาการบนผลิตภัณฑ์อาหาร เพื่อเป็นเครื่องมือสื่อสารให้ข้อมูลด้านโภชนาการกับผู้บริโภคได้รับทราบถึงข้อมูลคุณค่าทางโภชนาการที่ได้รับต่อหนึ่งหน่วยบริโภค เพื่อให้เกิดการเลือกซื้อเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมต่อสุขภาพ ช่วยป้องกันปัญหาภาวะโภชนาการเกินและลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค

“ที่ผ่านมาได้มีการออกสัญลักษณ์โภชนาการทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice) บนฉลากผลิตภัณฑ์ หากเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีสัญลักษณ์นี้ จะทำให้ผู้บริโภคได้เลือกบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการเหมาะสมต่อสุขภาพ ลดปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ภาวะไตวายเรื้อรัง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น” นพ.เสรีกล่าว
นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ เลขาธิการอย. กล่าวว่า เป็นเรื่องไม่ยากที่ผู้บริโภคสามารถดูฉลากที่มีสัญลักษณ์โภชนาการ “ทางเลือกสุขภาพ (Healthier Choice)” ด้วยตนเอง ขณะนี้มีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองสัญลักษณ์โภชนาการนี้จากสถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วจำนวน 7 กลุ่มอาหาร ได้แก่ กลุ่มอาหารมื้อหลัก 13 ผลิตภัณฑ์, กลุ่มเครื่องดื่ม 582 ผลิตภัณฑ์, เครื่องปรุงรส 14 ผลิตภัณฑ์, อาหารกึ่งสำเร็จรูป 37 ผลิตภัณฑ์ (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและโจ๊ก), ผลิตภัณฑ์นม 103 ผลิตภัณฑ์, ขนมขบเคี้ยว 35 ผลิตภัณฑ์ และไอศกรีม 28 ผลิตภัณฑ์ รวมทั้งหมด 812 ผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ผู้บริโภคสามารถหาซื้อผลิตภัณฑ์ที่แสดงสัญลักษณ์ดังกล่าวได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ต ห้างสรรพสินค้า ร้านค้าเพื่อสุขภาพ และร้านค้าทั่วไป

‘สกอ.’เดินหน้าครูคืนถิ่น-หวังสร้างเลือดใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/351310

‘สกอ.’เดินหน้าครูคืนถิ่น-หวังสร้างเลือดใหม่

ดรสุภัทร  จำปาทอง,สกอ,โครงการครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น

‘สกอ.’เดินหน้าครูคืนถิ่น-หวังสร้างเลือดใหม่ ยอมรับสเปคสูงแต่คุ้มค่า   แม้รอเวลา 10 ปี

7 พ.ย.2561 ดร.สุภัทร  จำปาทอง  เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) เปิดเผยถึงความคืบหน้า โครงการครูเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ประจำปีการศึกษา 2561 ว่า โครงการนี้อาจจะต้องใช้เวลาและความยากลำบาก ในการเลือกเฟ้นนักเรียนนักศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการจริง ๆ    อย่างน้อยประมาณ 10 ปี แต่คุ้มค่ากับการรอคอย เพราะเมื่อถึงวันนั้นเมื่อข้าราชการครูเก่าที่เกษียณไป  แต่เราจะได้ครูสายพันธุ์ใหม่ที่มีความพร้อม และเก่งเข้ามาแทนที่ ซึ่งมั่นใจว่า เมื่อวันนั้นมาถึง ทุกอย่างจะเห็นเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ผลการสอบคัดเลือกปรากฏว่า ปี 2561 สามารถคัดเลือกนิสิตนักศึกษาที่สอบผ่านเกณฑ์ได้ จำนวน 2,784 คน จากอัตราที่มีบรรจุ 4,156 คน ใน 35 สาขา ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่พอใจ

'สกอ.'เดินหน้าครูคืนถิ่น-หวังสร้างเลือดใหม่

ดร.สุภัทร กล่าวว่า ผลจากตัวเลขดังกล่าว แม้จะคัดเลือกเด็กได้ไม่ตรงตามเป้าหมายที่กำหนดไว้   แต่มีความจำเป็นที่จะต้องคงหลักเกณฑ์และคุณสมบัติผู้ที่จะตั้งใจเข้ามาอยู่ในสายวิชาชีพครู เพื่อเป็นครูที่มีคุณภาพ อย่างสมบูรณ์แบบ หรือครูสายพันธุ์ใหม่ในอนาคต การกำหนดเกณฑ์ผลการเรียน ระหว่างที่เรียนแต่ละชั้นปีจึงสูง ต้องมีผลการเรียน 3.0 ขึ้นไปแล้ว  ยังต้องผ่านการสอบวัดผลด้านภาษาอังกฤษ TOFLE  ระดับ 500 คะแนน   อีกทั้งนิสิตนักศึกษาที่สอบร่วมโครงการยังจะต้องเรียนหนักอีก 5 ปี ใน 164 หลักสูตร จากสถาบันผลิตครู จำนวน 44 แห่ง เมื่อสำเร็จการศึกษาตามเกณฑ์ที่กำหนด จะส่งชื่อให้หน่วยงานผู้ใช้บรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย จำนวน 4,195 คน

'สกอ.'เดินหน้าครูคืนถิ่น-หวังสร้างเลือดใหม่

ดร.สุภัทร กล่าวต่อว่า สำหรับการคัดเลือกจะใช้ระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา TCAS (ทีแคส) รอบที่ 2 การรับแบบโควตาที่มีการสอบข้อเขียนหรือข้อปฏิบัติ ใช้ผลจากการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (โอเน็ต) และการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติด้านอาชีวศึกษา (วีเน็ต) กรณีผู้สำเร็จการศึกษาระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) ผลการทดสอบความถนัดทั่วไป (แกต) และความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพวิชาการ (แพต) แต่ที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่เปิดรับ เช่น แพต 5 วิชา ความถนัดทางวิชาชีพครู หรือแพต 2 ความถนัดทางด้านวิทยาศาสตร์ เป็นต้น โดยแต่ละสาขาวิชาจะกำหนดค่าน้ำหนักผลการสอบไม่เท่ากัน

'สกอ.'เดินหน้าครูคืนถิ่น-หวังสร้างเลือดใหม่

“โครงการนี้ เมื่อนิสิตนักศึกษาทั้ง 4,156 คน สำเร็จการศึกษา รายชื่อจะถูกส่งให้หน่วยงานผู้ใช้บรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาตำแหน่งครูผู้ช่วย โดยแบ่งตามอัตราที่ใช้ในการบรรจุ ดังนี้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 3,935 คน สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) 161 คน กรุงเทพมหานคร 50 คน และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษานอกระบบและตามอัธยาศัย (กศน.) 10 คน แต่เมื่อยอดเปิดรับไม่ได้ตามเป้า ก็ต้องคืนอัตราที่เหลือกลับคืนต้นสังกัดต่อไป ” เลขาธิการ สกอ.กล่าว

'สกอ.'เดินหน้าครูคืนถิ่น-หวังสร้างเลือดใหม่