ดันความรู้อนามัยเจริญพันธุ์ให้เยาวชนผู้พิการเข้าถึงเท่าเทียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/351264

ดันความรู้อนามัยเจริญพันธุ์ให้เยาวชนผู้พิการเข้าถึงเท่าเทียม

เจริญพันธุ์,ดันความรู้อนามัยเจริญพันธุ์ให้เยาวชนผู้พิการเข้าถึงเท่าเทียม,ผู้พิการ

ดันความรู้อนามัยเจริญพันธุ์ให้เยาวชนผู้พิการเข้าถึงเท่าเทียม : รายงาน โดย… ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

“เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแต่ไม่ใช่ถูลู่ถูกัง หรือพยายามหิ้วกันไป มันไม่พอ ต้องพร้อมเดินไปด้วยกัน ด้วยการเสริมพลังและโอกาสให้ทุกคนเท่าเทียม”

เยาวชนที่มีความพิการทั่วประเทศมีการรับรู้และเข้าถึงทางด้านเพศศึกษาหรืออนามัยการเจริญพันธุ์เพียงบางจุด กล่าวคือ “เข้าถึง แต่ไม่เข้าใจ” ความรู้เรื่องอนามัยการเจริญพันธุ์ส่วนใหญ่เรียนรู้จากพ่อแม่ ซึ่งสอนการป้องกันการตั้งครรภ์มากกว่าป้องกันการถูกละเมิดสิทธิทางเพศ มีสถานสงเคราะห์และโรงเรียนสำหรับผู้พิการเพียงไม่กี่แห่งที่สอนเรื่องอนามัยการเจริญพันธุ์ รวมไปถึงข้อมูลในปัจจุบันเป็นข้อมูลที่จัดทำขึ้นให้เยาวชนทั่วไป ไม่ใช่เยาวชนที่มีความพิการ ดังนั้นการแปลงสารผ่านทางครูจึงมีเพียงบางส่วนไม่ครบถ้วน

ดันความรู้อนามัยเจริญพันธุ์ให้เยาวชนผู้พิการเข้าถึงเท่าเทียม

ล่าสุดกองทุนสหประชาชาติเพื่อประชากร-ยูเอ็น เอฟพีเอ ร่วมลงนาม เอ็มโอยู กับ 3 องค์กรภาคี ได้แก่ มูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ สมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย และมหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้าสร้างความเท่าเทียมแก่เยาวชนที่มีความพิการ ให้เข้าถึงอนามัยการเจริญพันธุ์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและรักษาสิทธิมนุษยชนซึ่งเยาวชนทุกคนพึงได้รับ

จาก พระราชบัญญัติการป้องกันและแก้ไขปัญหาการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น พ.ศ.2559 ซึ่งเป็นกฎหมายที่มุ่งป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการบนพื้นฐานสิทธิวัยรุ่น ซึ่งมี 5 กระทรวงหลักทำหน้าที่ออกกฎหมายและระเบียบให้หน่วยงานนำไปปฏิบัติ ได้แก่ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงแรงงาน และกระทรวงมหาดไทย โดยในมาตรา 5 กล่าวไว้ว่า วัยรุ่นมีสิทธิสำคัญอยู่ 6 ด้าน ได้แก่ 1.สิทธิในการตัดสินใจโดยตนเอง 2.สิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสารความรู้ 3.สิทธิในการได้รับบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์ 4.สิทธิในการรักษาความลับ ความเป็นส่วนตัว 5.สิทธิในสวัสดิการสังคม 6. สิทธิในการได้รับการปฏิบัติที่เท่าเทียมและไม่ถูกเลือกปฏิบัติ

ดันความรู้อนามัยเจริญพันธุ์ให้เยาวชนผู้พิการเข้าถึงเท่าเทียม

ซึ่งคำว่า “วัยรุ่น” หมายรวมไปถึง กลุ่มวัยรุ่นที่อยู่ในภาวะเปราะบาง (vulnerable adolescent) ที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงในด้านต่างๆ เนื่องจากเป็นกลุ่มที่ด้อยโอกาส (disadvantaged) โดยในแผนยุทธศาสตร์ของ UNFPA ปี 2561–2564 ระบุว่า กลุ่มคนด้อยโอกาสรวมถึง บุคคลที่มีความความพิการด้วย กลุ่มคนเหล่านี้มักถูกแปลกแยกออกจากสังคม การเข้าถึงข้อมูลและการบริการด้านอนามัยการเจริญพันธุ์และโอกาสในด้านอื่นๆ ดังนั้นคนหนุ่มสาวที่มีความพิการจัดว่ามีความเสี่ยงในด้านต่างๆ รวมทั้งเสี่ยงต่อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ความรุนแรงจากเพศสภาพ การถูกล่วงละเมิดทางเพศ และการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น

     ตัดปัญหาโดยการทำหมัน
พญ.วัชรา ริ้วไพบูลย์ ตัวแทนจากมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวในงานลงนามความร่วมมือ “ภาคีสนับสนุนศักยภาพและส่งเสริมสิทธิสุขภาวะทางเพศและอนามัยการเจริญพันธุ์ของเยาวชนที่มีความพิการ” ว่าสิทธิด้านสุขภาพอาจเป็นที่ตระหนักรับรู้ในสังคมโลก แต่ในเรื่องอนามัยการเจริญพันธุ์กลับถูกมองข้าม โดยเฉพาะในสังคมไทย ซึ่งอาจทำให้การดำเนินชีวิตของคนพิการไม่สามารถไปถึงเป้าหมายชีวิตที่ดีได้           ทั้งนี้การอนามัยเจริญพันธุ์ไม่ใช่แค่ให้ความรู้แต่ป้องกันการละเมิดสิทธิ เมื่อเรามีกฎหมายป้องกันการตั้งครรภ์ในวัยรุ่น แต่สำหรับเด็กพิการกลับถูกมองข้าม เพราะเขาอาจจะเป็นส่วนใต้สุดของภูเขาน้ำแข็งที่คนอาจไม่รู้ไม่เข้าใจ นอกจากนี้ในบางรายตัดปัญหาโดยการพาไปทำหมัน ซึ่งนี่ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
“แม้เราจะมีข้อมูลอนามัยการเจริญพันธุ์ แต่ปัญหาใหญ่ คือการเข้าถึงข้อมูล โดยเฉพาะเยาวชนที่มีความพิการทางการมองเห็นและได้ยิน การร่วมมือครั้งนี้ทำให้พ.ร.บ.การตั้งครรภ์ในวัยรุ่นมีประโยชน์มากขึ้น แม้จะมีแค่ 4 องค์กรแต่ในวันข้างหน้าหวังว่าผู้พิการ ครู และผู้ปกครองจะมาเป็นพาร์ทเนอร์ในการแก้ปัญหามากขึ้น” พญ.วัชรา  กล่าว

ดันความรู้อนามัยเจริญพันธุ์ให้เยาวชนผู้พิการเข้าถึงเท่าเทียม

ด้าน มาเซล่า ซูอาโซ ผู้อำนวยการกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติประจำประเทศไทย และผู้แทนกองทุนประชากรแห่งสหประชาชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า คนพิการในประเทศไทยและในโลกเพิ่มขึ้นมาก ไม่ใช่แค่ความพิการที่เยาวชนได้รับ แต่ยังรวมไปถึงในด้านกฎหมาย นโยบาย ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียม เป้าหมายของเราคือการทำให้คนพิการมีสิทธิเท่าเทียมกัน และมีสิทธิเข้าถึงบริการต่างๆ โดยไม่มีการแบ่งแยกไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม ต้องสร้างพลังให้แก่คนพิการให้เขามีตัวตนในสังคมเพื่อเดินหน้าเป็นประชากรที่มีคุณภาพต่อไป “No One Left Behind” เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ไม่ว่าจะมีอุปสรรคใดๆ ก็ตาม

    สื่ออนามัยการเจริญพันธุ์เพื่อผู้พิการ
ศ.นพ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล นายกสมาคมวางแผนครอบครัวแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันทางสมาคมได้ทำงานโดยเน้นกลุ่มวัยรุ่นและเยาวชนเป็นหลัก โดยเฉพาะผู้พิการและผู้มีความบกพร่องจากปัญหาการไม่เข้าถึงอนามัยการเจริญพันธุ์ของผู้พิการ ที่ผ่านมาสมาคมจึงได้จัดอบรมการวางแผนครอบครัวและสุขภาพทางเพศแก่ผู้พิการทางการได้ยิน จ.ชลบุรี การจัดทำคลิปวิดีโอภาษามือ จัดทำหนังสืออักษรเบรลล์ให้ผู้พิการทางสายตา จ.เชียงใหม่ และจ.เชียงราย เพราะคือสิทธิขั้นพื้นฐานที่เยาวชนผู้พิการต้องได้รับ

      เสริมพลังให้ทุกคนเท่าเทียม
มณเฑียร บุญตัน ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กล่าวว่า คนพิการมีสิทธิในการตัดสินใจเอง การที่สังคมไม่เชื่อในความเท่าเทียมแล้วสร้างกฎหมายหรือกรอบด้านจารีตประเพณีมาผูกมัด หรือระบบการตัดสินใจแทน ในทางสิทธิมนุษยชนถือเป็นการ “ละเมิด” คนพิการเองก็อยากจะพัฒนาสุขภาพทางเพศ อยากจะมีครอบครัว เลี้ยงดูบุตรหลานเหมือนคนอื่น แต่จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนอยู่ที่ตัวเขา เรามีหน้าที่คิดว่าทำอย่างไรให้เขาดูแลตัวเองได้

ดันความรู้อนามัยเจริญพันธุ์ให้เยาวชนผู้พิการเข้าถึงเท่าเทียม

“เราต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่ไม่ใช่ถูลู่ถูกัง หรือพยายามหิ้วกันไป มันไม่พอ ต้องพร้อมเดินไปด้วยกัน ด้วยการเสริมพลังและโอกาสให้ทุกคนเท่าเทียม” มณเฑียรกล่าว
ด้าน “น้องเพลง” อธิษฐาน สืบประพันธ์ ตัวแทนเยาวชนคนพิการ เปิดเผยว่า การให้ความรู้ในเรื่องอนามัยการเจริญพันธุ์ที่ครอบคลุมผู้พิการให้มากขึ้นเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะได้รู้วิธีเท่าทัน รู้วิธีรับมือ และป้องกันตัว นอกจากความรู้ในเรื่องอนามัยการเจริญพันธ์แล้ว ยังอยากให้สังคมมองเห็นความสำคัญในเรื่องสิ่งอำนวยความสะดวกแก่ผู้พิการ เช่น การเดินทาง เพราะหากมีความสะดวกมากขึ้นจะสามารถทำให้ผู้พิการแสดงศักยภาพ และความสามารถมากขึ้น เพื่อให้สังคมเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อผู้พิการให้ดีขึ้นได้

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/351093

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

บิ๊กดาต้า

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล : รายงาน โดย… -พวงชมพู ประเสริฐ – qualitylife4444@gmail.com –

การพัฒนาประเทศต้องการกำลังคนด้านอาชีวศึกษาเป็นสำคัญในการขับเคลื่อน ซึ่งถ้าจะทำให้ประสบผลสำเร็จจะต้องเชื่อมโยงกับ ข้อมูลบิ๊กดาต้าที่มีจะได้วางแผนพัฒนาและผลิตกำลังคนให้สามารถรองรับอุตสาหกรรมเป้าหมายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก สนับสนุนการพัฒนาประเทศให้เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน ได้ในอนาคตอย่างตรงตามเป้าหมาย

ล่าสุดเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน พร้อมด้วย พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการเชื่อมโยงและแลกเปลี่ยนข้อมูลบิ๊กดาต้า เพื่อวางแผนการผลิตและพัฒนากำลังคน ระหว่าง สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงแรงงาน โดยมี นายจรินทร์ จักกะพาก ปลัดกระทรวงแรงงาน นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ร่วมลงนาม

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

จากนี้ไป 5 ปี กระทรวงแรงงานจะสนับสนุนข้อมูลทะเบียนความต้องการแรงงานของสถานประกอบการ ข้อมูลทะเบียนการมีงานทำและการเป็นผู้ประกันตนของนักเรียน นักศึกษา ระดับอาชีวศึกษา ข้อมูลทะเบียนการพัฒนาฝีมือแรงงานของนักเรียน นักศึกษาระดับอาชีวศึกษา ข้อมูลสถิติด้านแรงงาน ข้อมูลแผนการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานระดับพื้นที่ให้สอดคล้องกับสาขาวิชาที่สถานศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษาเปิดสอน

ตลอดจนให้ความร่วมมือในการใช้พื้นที่ และทรัพยากรร่วมกันในการฝึกอบรมฝีมือแรงงานและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ รวมทั้งการพัฒนากำลังคนตามความเหมาะสม และให้บริการจัดหางานแก่นักเรียน นักศึกษาระดับอาชีวศึกษาที่ประสงค์จะทำงาน เป็นต้น

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะอนุญาตให้กระทรวงแรงงานใช้ประโยชน์ข้อมูลทะเบียนนักเรียน นักศึกษา ด้านการศึกษา ข้อมูลสถิติด้านการศึกษาและให้กระทำผ่านระบบและเครือข่ายเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ ข้อมูลทะเบียนนักเรียน นักศึกษาที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา ที่สำเร็จการศึกษาและความต้องการประกอบอาชีพ การศึกษาต่อ และการทำงานของนักเรียน นักศึกษา ข้อมูลความต้องการแรงงานของสถานประกอบกิจการจากการสำรวจ ข้อมูลสถิตินักเรียน นักศึกษาที่กำลังศึกษา และที่สำเร็จการศึกษา ข้อมูลสถิติจำนวนครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาระดับวุฒิการศึกษาในสังกัดอาชีวศึกษา

รวมทั้งการให้ความร่วมมือในการใช้พื้นที่และทรัพยากรร่วมกันในการฝึกอบรมฝีมือแรงงานและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ ตลอดจนการพัฒนากำลังคนตามความเหมาะสม ในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคนรองรับการพัฒนาประเทศ ที่จะช่วยสร้างการรับรู้ไปยังหน่วยงานและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ทำให้การบูรณาการการทำงานเกิดความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเอง
พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ เป็นไปตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่ให้ 2 หน่วยงานทำงานร่วมกัน ในการบูรณาการข้อมูลเพื่อการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การผลิตและพัฒนากำลังคน รองรับการพัฒนาประเทศ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะช่วยสร้างการรับรู้ไปยังหน่วยงานและบุคลกรที่เกี่ยวข้อง ทำให้การบูรณาการการทำงานเกิดความชัดเจนและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

          อาชีวะตั้งศูนย์รองรับขับเคลื่อน
ทั้งนี้ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีการจัดตั้งศูนย์ประสานงานการผลิตและพัฒนากำลังคนอาชีวศึกษา ภายใต้โครงสร้าง 1 ศูนย์กลาง 6 ศูนย์ภูมิภาค 18 ศูนย์กลุ่มจังหวัด ใน 6 ภารกิจ คือ ฝ่ายข้อมูลกลาง ฝ่ายส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียนเข้าสู่มาตรฐานอาชีพ ฝ่ายส่งเสริมการระดมทรัพยากรและความร่วมมือ ฝ่ายจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับการมีงานทำ ฝ่ายวิจัยและพัฒนา และฝ่ายประสานงานและสร้างการรับรู้ รวมไปถึงโครงการลงทะเบียนครูพิเศษ อาชีวศึกษา และสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมเพื่ออุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลมาสู่บิ๊กดาต้า ซึ่งเป็นการขับเคลื่อนงานไปพร้อมกันในหลายส่วน เพื่อรองรับการขับเคลื่อนประเทศ

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

    หนุนเขตเศรษฐกิจพิเศษอีอีซี
ปัจจุบันอุตสาหกรรม หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic corridor: EEC) มีความสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศ ดังนั้น การที่ 2 หน่วยงาน ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักเข้ามาสนับสนุนในพื้นที่เหล่านั้น ให้มีความเข้มแข็ง ด้วยการพัฒนาคนให้ตรงกับความต้องการของแต่ละพื้นที่ และการที่จะพัฒนาคนให้ตรงกับความต้องการ ต้องอาศัยข้อมูลจากกระทรวงแรงงาน มาวางแผนการผลิตและพัฒนาบุคลากร ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว ดังนั้น การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลแต่ละฝ่าย เพื่อนำมาบริหารจัดการทั้งด้านอุปสงค์ (Demand Side) ความต้องการกำลังคน และอุปทาน (Supply Side) ความสามารถในการผลิตเพื่อวางแผนการผลิต และพัฒนากำลังคนในทุกภาคทั่วประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

   3 เดือนยกระดับอาชีวสู่สากล
นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวตอนหนึ่งในการประชุมมอบนโยบายและแนวทางขับเคลื่อนการพัฒนาอาชีวศึกษาแห่งชาติสู่สากล ว่า การประชุมครั้งนี้เป็นประวัติศาสตร์สำคัญ เพื่อจะสรุปทิศทางการยกระดับอาชีวศึกษาภายใน 3 เดือนจะต้องให้อาชีวศึกษาก้าวสู่มาตรฐานสากลให้ได้ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) ต้องปลดล็อกใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสำหรับครูพิเศษที่อยู่ในโรงงานหรือสถานประกอบการ พร้อมทั้งจัดหลักสูตรการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับโลกอนาคตและมีมาตรฐานมากขึ้น ซึ่งจะต้องทำให้การผลิตผู้เรียนสายอาชีพตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมมากที่สุด

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

ขณะเดียวกันจะนำหลักสูตร Business and Technology Education Council (BTEC) เน้นสมรรถนะด้านอาชีพ มาเปิดสอนในสถาบันอาชีวศึกษาของไทยที่มีความพร้อมด้านสถานที่ หลักสูตร และบุคลากร เน้นสมรรถนะด้านอาชีพและเป็นการฝึกอบรมที่เข้มข้นส่งผลให้ผู้เรียนสามารถทำงานได้ทันทีหลังจบหลักสูตร และผู้ประกอบการก็สามารถจ่ายค่าจ้างตามความสามารถของเด็กได้

นายสุพันธุ์ มงคลสุธี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การพัฒนาอาชีวศึกษาร่วมกัน โดยหลักสูตร BTEC มีความน่าสนใจและสำคัญมาก เพราะทุกวันนี้เทคโนโลยีเปลี่ยนไปภาคอุตสาหกรรมก็ต้องปรับตัวตาม ขณะเดียวกันหลักสูตรอาชีวะของไทยข้อมีจำกัดมาก ดังนั้นการที่รัฐและเอกชนร่วมมือกันจะทำให้เราผลิตคนได้ตรงกับความต้องการของประเทศ

ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนาคนป้อนอีอีซีตั้งเป้า3เดือนยกอาชีวะสู่สากล

       แรงงานตัวกลาง “ผู้ผลิต-ผู้ใช้แรงงาน”
พล.ต.อ.อำนาจ อันอาตม์งาม ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงแรงงาน กล่าวว่า ที่ผ่านมาปัญหาที่เกิดขึ้นคือ มีความไม่เชื่อมโยงของผู้ผลิตและผู้ใช้ ดังนั้น เราจึงเป็นตัวกลางเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการที่เป็นผู้ใช้แรงงาน กับผู้ผลิตแรงงาน ในเรื่องการจัดการข้อมูล ซึ่งปัจจุบัน ศักยภาพแรงงานจำเป็นต้องมีการพัฒนาไปในระดับสากล หลักดีมานด์+ซัพพลายเป็นหลักที่สำคัญ ถ้าเราสามารถกำหนดดีมานด์ได้ตรง และสามารถใช้ได้อย่างมีคุณภาพ ก็จะทำให้การพัฒนาคนและการใช้ทรัพยากรของประเทศ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นได้

บริการดี-ราคาสมเหตุสมผลหนุนไทยสู่เมดิคัลฮับแพทย์ครบวงจร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/350931

บริการดี-ราคาสมเหตุสมผลหนุนไทยสู่เมดิคัลฮับแพทย์ครบวงจร

เมดิคัลฮับ,การแพทย์

บริการดี-ราคาสมเหตุสมผลหนุนไทยสู่เมดิคัลฮับแพทย์ครบวงจร : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ  qualitylife4444@gmail.com

ประเทศไทยประกาศนโยบาย “ศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ” หรือ เมดิคัลฮับ ตั้งแต่ปี 2547 โดยมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยจำนวนชาวต่างชาติที่เข้ามารับบริการรักษาพยาบาลในประเทศไทยจากปี 2547 จำนวน 1,103,095 ครั้ง เป็นจำนวน 3,300,000 ครั้ง ในปี 2560 และกลุ่มธุรกิจบริการสุขภาพมีมูลค่าไม่ต่ำกว่า 1.4 แสนล้านบาท

นพ.ธงชัย กีรติหัตถยากร รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) อธิบายว่า ภายใต้นโยบายเมดิคัลฮับของไทยมี 4 ผลผลิตหลัก ประกอบด้วย 1.ศูนย์กลางบริการสุขภาพ (Medical Service Hub) 2.ศูนย์กลางบริการเพื่อส่งเสริมสุขภาพ (Wellness Hub) จะเป็นบริการที่เน้นการฟื้นฟูตัวเอง และเข้ามาพักเป็นระยะยาว เช่น สปา นวดไทย 3. ศูนย์กลางยาและผลิตภัณฑ์สุขภาพ (Product Hub) มุ่งหวังผลิตภัณฑ์จากสปาและนวดไทยที่มีลักษณะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของประเทศไทย
รวมถึงผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรแชมเปี้ยนของไทย 4 ชนิดคือ ขมิ้นชัน บัวบก ไพลและกระชายดำ เมื่อนักท่องเที่ยวเดินทางมาประเทศไทยแล้ว จะต้องซื้อผลิตภัณฑ์สมุนไพรกลับไป เช่น เมื่อไปจีนจะนึกถึงบัวหิมะ หรือไปเกาหลีใต้จะนึกถึงโสม และ 4.ศูนย์กลางบริการวิชาการและงานวิจัย (Academic Hub) จะเป็นการสนับสนุน 3 ข้อแรก ซึ่งจะมีการหารือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการให้ทุนนักศึกษาจากประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้แก่ กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม เข้ามาศึกษาด้านสาธารณสุขในประเทศไทย
ทั้งนี้ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี “อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร” จัดเป็น 1 ใน 10 อุตสาหกรรมเป้าหมาย โดยจัดอยู่ในกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยภาพรวมของเมดิคัลฮับไทย พบว่า ปี 2561 โรงพยาบาลของไทยผ่านมาตรฐานสถานพยาบาลระดับสากล (JCI) ถึง 63 แห่ง และผ่านมาตรฐานสถานพยาบาลไทย (HA) ถึง 1,382 แห่ง ขณะที่ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ปี 2561 ระบุว่าสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศจาก 2.5% ในปี 2559 เป็น 4.8% ในปี 2560

จุดเด่นสำคัญของเมดิคัลฮับไทยในปัจจุบัน คือ “การบริการที่ดี” ซึ่งคนไทยมีลักษณะนิสัยในการดูแลผู้อื่นที่ดี และ “ราคา” ที่สมเหตุสมผล แต่การที่ประเทศไทยจะแข่งขันกับประเทศอื่นๆ ด้วยราคาเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้อีกต่อไป ต้องเน้นเรื่องคุณภาพสำคัญที่สุดและจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพัฒนานวัตกรรมทั้งในด้านการบริการทางการแพทย์และด้านการดูแลสุขภาพใหม่ๆ ขึ้นเพื่อแข่งขันกับนานาชาติ เพราะปัจจุบันมีหลายประเทศไทยที่ประกาศตัวขับเคลื่อนเรื่องนี้เช่นกัน อาทิ สิงคโปร์ มาเลเซีย อินเดีย เป็นต้น

การสนับสนุนเมดิคัลฮับของภาครัฐ นพ.ธงชัย บอกว่า จะดำเนินการทั้งในส่วนการลดเงื่อนไขที่มีกฎระเบียบเป็นปัญหาอุปสรรคในการขับเคลื่อน และส่งเสริมในเรื่องต่างๆ ซึ่งการที่จะทำให้ชาวต่างชาติเดินทางเข้ามารับบริการในประเทศไทย 1.จะต้องทำให้สถานบริการมีมาตรฐาน สร้างความน่าเชื่อถือ เชื่อมั่นมากขึ้น อย่างเช่น การออกพ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ.2559 จะทำให้ร้านสปา ร้านนวดไทยมีมาตรฐานสามารถคุ้มครองผู้รับบริการได้ เป็นต้น และ 2.คุณภาพ ทั้งคุณภาพของสถานบริการและบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ

นอกจากนี้การลดอุปสรรคอย่างหนึ่ง คือ ในกลุ่มเป้าหมายที่เดินทางเข้ามารับการรักษาพยาบาลในประเทศไทยนั้น คนไข้และญาติติดตามรวม 3 คน สามารถขอวีซ่าอยู่ในประเทศไทยได้นาน 90 วัน โดยปัจจุบันให้สิทธิ์นี้กับ 11 ประเทศ ได้แก่ จีน กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม คูเวต บาห์เรน โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกลุ่มนักท่องเที่ยวที่พำนักระยะยาว ขยายระยะเวลาอนุญาตพำนักจาก 1 ปี เป็น 10 ปี สำหรับชาวต่างชาติที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปและเป็นกลุ่มที่มีศักยภาพจะต้องมีเงินในบัญชีอย่างต่ำ 3 ล้านบาทและมีประกันสุขภาพ โดยต่อวีซ่าทุก 5 ปี นำร่องใน 14 ประเทศ ได้แก่ เดนมาร์ก นอร์เวย์ เนเธอร์แลนด์ สวีเดน ฝรั่งเศส ฟินแลนด์ อิตาลี เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ ออสเตรเลีย อเมริกา อังกฤษ ญี่ปุ่น และแคนาดา

“โอกาสของเมดิคัลฮับไทยมีโอกาสเติบโตสูงมาก เนื่องจากศักยภาพทางการแพทย์ของประเทศไทยไม่ด้อยกว่าประเทศไหนในอาเซียน รวมถึง การบริการที่ดีและราคาที่สมเหตุผล ที่สำคัญโครงการสร้างประชากรโลกจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากขึ้นและแนวโน้มของทั่วโลกจะมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพตัวเองทั้งสิ้น จึงต้องทำให้ชาวต่างชาติคิดถึงเมืองไทยเป็นประเทศแรกๆ เมื่อนึกถึงการดูแลสุขภาพ ซึ่งปัจจุบันบริการด้านนี้ประเทศไทยอยู่ในอันดับต้นๆ ของโลก” นพ.ธงชัยเชื่อมั่น

อย่างไรก็ตาม นพ.ธงชัย ยอมรับว่าเมื่อเมดิคัลฮับของประเทศไทยมีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับและเชื่อมั่นจากนานาประเทศ ส่งผลให้มีเอเจนซีชักชวนคนจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทยจำนวนมาก เข้าตรวจสุขภาพฟรีกับสถานพยาบาลเอกชนของไทยแล้วเอเจนซีนำผลการตรวจไปปลอมแปลงเพื่อแฝงการขายอาหารเสริมให้นักท่องเที่ยว โดยสบส.ได้ประสานไปยังสมาคมโรงพยาบาลเอกชนให้รับทราบถึงปัญหานี้และระมัดระวังเรื่องการเปิดเผยผลการตรวจสุขภาพให้บุคคลอื่นแทนคนไข้ เพราะสถานพยาบาลอาจมีความผิดจากการเปิดเผยข้อมูลสุขภาพของคนไข้
“การที่ไทยประกาศนโยบายเมดิคัลฮับไม่กระทบกับระบบบริการสุขภาพคนไทย หลายคนเมื่อพูดถึงเมดิคัลฮับแล้วจะตกใจว่าคนไทยยังไม่ดูแลเลยจะไปทำอะไร อย่างไร แต่จริงๆ เมดิคัลฮับมี 4 ผลิตผล อย่ามองเพียงบริการทางการแพทย์อย่างเดียว และการแพทย์ที่เราส่งเสริมสิ่งที่จะได้รับกลับมาด้วย คือการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ ในการใช้ดูแลทางการแพทย์คนไทยก็จะได้ประโยชน์ไปด้วย” นพ.ธงชัย เน้นย้ำปิดท้าย

เปรียบเทียบ “เมดิคัลฮับ” ไทยกับ 4 ประเทศ 
สิงคโปร์  เน้นการให้บริการการแพทย์ขั้นสูง ส่งเสริมการสร้างมาตรฐานของโรงพยาบาลให้ได้รับการับรองในระดับสากล และมีโรงพยาบาลที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน JCI

มาเลเซีย  ชูภาพลักษณ์ประเทศมุสลิม เพื่อดึงดูดผู้ป่วยที่นับถือศาสนาอิสลาม เน้นกลุ่มผู้ป่วยที่มีฐานะจากกลุ่มประเทศที่ยังขาดแคลนสิ่งอำนวยความสะดวกทางการแพทย์

อินเดีย ราคาถูก เน้นกลุ่มผู้ทำประกันสุขภาพในประเทศตะวันตก ซึ่งอินเดียทำความร่วมมกับบริษัทประกันต่างชาติให้ส่งตัวลูกค้าที่ต้องการรับบริการมาที่อินเดีย

เกาหลีใต้ สร้างจุดเด่นด้านการหยุดพักผ่อนระยะยาวและการผ่าตัดความงาม

ไทย มีความพร้อมทั้งสถานพยาบาลที่มีคุณภาพ เทคโนโลยี บุคลากร การบริการเพื่อรองรับความต้องการใช้บริการ ที่มา:ข้อมูลจากการวิจัยของธนาคารออมสิน

ที่มา:ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางสุขภาพนานาชาติ (Medical Hub) พ.ศ.2560-2569

ร่างกฎหมายกัญชา-กระท่อมอนุญาตครอบครองเพื่อรักษาโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/350569

ร่างกฎหมายกัญชา-กระท่อมอนุญาตครอบครองเพื่อรักษาโรค

ร่างกฎหมาย,กัญชา,กระท่อม,รักษาโรค,การแพทย์

ร่างกฎหมายกัญชา-กระท่อมอนุญาตครอบครองเพื่อรักษาโรค  : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ

วันที่ 9 พฤศจิกายน 2561 จะมีการประชุมคณะกรรมการควบคุมยาเสพติดให้โทษ เพื่อพิจารณาประกาศกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ที่จะยกระดับสารสกัดกัญชาเป็นยาเสพติดประเภท 2 (ยส.2) จากปัจจุบันอยู่ที่ประเภท 5 (ยส.5) จะทำให้สามารถนำเฉพาะส่วนที่เป็นสารสกัดกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้เท่านั้น การจะปลดล็อกกัญชาทั้งหมดและกระท่อม จะต้องรอร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่…) พ.ศ…. ที่เป็นการแก้ไข พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 ซึ่งเสนอโดย 44 สมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) คาดว่าจะสามารถพิจารณาได้ทันและออกเป็นกฎหมายได้ภายในสมัยวาระของสนช.หรือก่อนเลือกตั้ง

ร่าง พ.ร.บ.ยาเสพติดฯ ฉบับ 44 สนช. มีการรับฟังความคิดเห็นผ่านเว็บไซต์แล้ว ผู้เข้าอ่าน 2.9 แสนครั้ง ผู้แสดงความคิดเห็น 16,431 คน เห็นด้วย 16,288 คน คิดเป็น 99.13%  ไม่เห็นด้วย 138 คน คิดเป็น 0.84% ไม่แสดงความคิดเห็น 5 คน คิดเป็น 0.03% โดยมีทั้งสิ้น 17 มาตรา ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไข 15 มาตรา สาระสำคัญ คือ 1.มาตรา 16 อนุญาตให้มีการผลิต นำเข้า หรือส่งออกยาเสพติดประเภท 2 หรือประเภท 5 กรณีได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตเฉพาะในกรณีจำเป็นเพื่อประโยชน์ทางราชการ โดยการขอรับและการออกใบอนุญาตให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

ร่างกฎหมายกัญชา-กระท่อมอนุญาตครอบครองเพื่อรักษาโรค 

2.มาตรา 17 ห้ามมิให้ผู้ใดจำหน่าย หรือมีไว้ครอบครองซึ่งเยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 หรือประเภท 5 เว้นแต่ได้รับใบอนุญาต 3.มาตรา 18 อนุญาตให้มียาเสพติดในประเภท 2 หรือประเภท 5 ไว้ในครอบครองได้ ไม่เกินจำนวนที่จำเป็นสำหรับใช้รักษาโรคเฉพาะตัว โดยมีหนังสือรับรองของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือผู้ประกอบโรคศิลปะแผนปัจจุบันชั้นหนึ่งในสาขาทันตกรรม ซึ่งเป็นผู้ให้การรักษาและกรณีไม่เกินจำนวนที่จำเป็นสำหรับใช้ประจำในการปฐมพยาบาล หรือกรณีเกิดเหตุฉุกเฉินในเรือ เครื่องบิน หรือยานพาหนะอื่นใดที่ใช้ในการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียนในไทย

ร่างกฎหมายกัญชา-กระท่อมอนุญาตครอบครองเพื่อรักษาโรค 

4.มาตรา 19 ผู้ขออนุญาตจะได้รับใบอนุญาตให้จำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง เมื่อเป็นกระทรวง ทบวง กรม องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น กรุงเทพมหานคร สภากาชาดไทย หรือองค์การเภสัชกรรม ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะระหว่างประเทศ หรือแพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์ สัตวแพทย์ แพทย์แผนไทยสาขาเวชกรรมไทย หรือแพทย์แผนไทยประยุกต์

5.มาตรา 19/1 กรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด(ป.ป.ส.) เห็นสมควรเพื่อประโยชน์ในการศึกษาวิจัยทางการแพทย์ จะกำหนดเขตพื้นที่เพื่อทดลองเพาะปลูก ผลิตและทดสอบ เสพหรือครอบครองยาเสพติดประเภท 5 ในปริมาณที่กำหนด โดยจะต้องออกเป็นพระราชกฤษฎีกามีมาตรการควบคุมและตรวจสอบการเสพและการครอบครอง และการกระทำดังกล่าวในเขตพื้นที่ไม่เป็นความผิด
6.มาตรา 26 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต จำหน่าย นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 4 เว้นแต่รัฐมนตรีจะอนุญาตโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการเป็นรายๆ ไป โดยการครอบครองตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไปให้สันนิษฐานว่ามีไว้เพื่อจำหน่าย 7.มาตรา 27 ห้ามมิให้ผู้ได้รับอนุญาต จำหน่ายยาเสพติดให้โทษในประเภท 2 และ 5 นอกสถานที่ที่ระบุไว้ในใบอนุญาต 8.มาตรา 28  ผู้ได้รับอนุญาต ต้องจัดเก็บรักษายาเสพติดให้โทษในประเภท  2 หรือ 5 ไว้เป็นสัดส่วนในที่เก็บ ซึ่งมั่นคงแข็งแรงและมีกุญแจใส่ไว้ หรือเครื่องป้องกันอย่างอื่นที่มีสภาพเท่าเทียมกัน ในกรณีที่ถูกโจรกรรมหรือสูญหายหรือถูกทำลายต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้อนุญาตทราบโดยพลัน

ร่างกฎหมายกัญชา-กระท่อมอนุญาตครอบครองเพื่อรักษาโรค 

9.มาตรา 48 ห้ามไม่ให้โฆษณายาเสพติดให้โทษ ยกเว้น การโฆษณายาเสพติดให้โทษประเภท 2, 3 หรือ 5 ที่ทำโดยตรงต่อแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร สัตวแพทย์ หรือเป็นฉลากหรือเอกสารกำกับยาเสพติดให้โทษประเภท 2, 3, 4 หรือ 5 โดยต้องได้รับอนุญาตก่อน 10.มาตรา 57 ห้ามมิให้ผู้ใดเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 1

11.มาตรา 58 ห้ามมิให้เสพยาเสพติดให้โทษประเภท 2 เว้นแต่เป็นการเสพเพื่อการรักษาโรคโดยตามคำสั่งของแพทย์ ทันตแพทย์ที่ได้รับอนุญาต และห้ามเสพยาเสพติดให้โทษประเภท 5 เว้นแต่เพื่อการรักษาโรคตามคำสั่งของแพทย์ ทันตแพทย์ แพทย์แผนไทยสาขาเวชกรรมไทย หรือแพทย์แผนไทยประยุกต์ หรือเสพเพื่อการศึกษาวิจัย และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการป.ป.ส. อาจประกาศให้ท้องที่ใดเป็นท้องที่ที่ทำการเสพพืชกระท่อมได้โดยไม่เป็นความผิดตาม พ.ร.บ.นี้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง

12.มาตรา 60 ในกรณีที่ผู้รับอนุญาตประสงค์จะจำหน่ายหรือมีไว้ในครอบครอง ซึ่งยาเสพติดให้โทษประเภท 2 หรือ 5 เกินปริมาณที่กำหนดไว้ให้ยื่นคำขอรับใบอนุญาต 13.มาตรา 61 กรณีผู้ได้รับอนุญาตให้จำหน่ายหรือครอบครองยาเสพติดให้โทษประเภท 2 หรือ 5 ตายก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ ให้ทายาท ผู้ครอบครองหรือผู้จัดการมรดกแจ้งเจ้าหน้าที่ภายใน 90 วัน และให้เจ้าหน้าที่มีอำนาจยึดยาเสพติดให้โทษที่เหลือเก็บรักษาที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)

ร่างกฎหมายกัญชา-กระท่อมอนุญาตครอบครองเพื่อรักษาโรค 

14.มาตรา 76 ผู้ที่มียาเสพติดให้โทษประเภท 5 ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต มีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 1 แสนบาท  หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าเป็นพืชกระท่อมมีโทษจำคุก ไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

15.มาตรา 76/1 ผู้ที่จำหน่ายหรือครอบครองเพื่อจำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 5 โดยไม่ได้รับอนุญาต โดยมีจำนวนไม่ถึง 10 กิโลกรัม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 40,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ กรณีเป็นพืชกระท่อม มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หากมีจำนวนตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไป มีโทษจำคุกตั้งแต่ 2-15 ปี และปรับตั้งแต่ 200,000-1,500,000 บาท กรณีเป็นพืชกระท่อม มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับไม่เกิน 200,000 บาท

“กฎหมายฉบับนี้อาจไม่ใช่กฎหมายที่ดีที่สุดที่จะปลดล็อกการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ของกัญชาและกระท่อม แต่ถือเป็นการเริ่มนับ 1 ซึ่งเป็นก้าวที่ยากที่สุด หากเริ่มได้ ก้าวที่ 2 3 4 ก็จะตามมา โดยหากจะมีการออกเป็นประมวลกฎหมายยาเสพติด หรือออกเป็นกฎหมายเฉพาะที่เสนอโดยภาคประชาชน ก็จะดำเนินการไม่ยากในอนาคต” นายสมชาย แสวงการ สมาชิกสนช.กล่าว

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/350424

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

นักวิทย์,นายกฯ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,วิทยาศาสตร์

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก quality4444@gmail.com

“วิทยาศาสตร์” เป็นรากฐานของการวิจัยและพัฒนาประเทศหากจะพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าต้องอาศัยนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งล่าสุดนักวิทยาศาตร์รุ่นใหม่ จำนวน 500 คน ร่วมยื่นสมุดปกขาวการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในกิจกรรม “นักวิทย์รุ่นใหม่ นำไทยไปด้วยกัน” เพื่อแสดงความพร้อมนำศักยภาพนักวิทย์รุ่นใหม่ กำหนดอนาคตประเทศไทย ก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  กล่าวในงานนายกรัฐมนตรีพบนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาลว่า นักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ จำนวน 500 คน ได้ร่วมยื่นสมุดปกขาวการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) ต่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในกิจกรรม “นักวิทย์รุ่นใหม่ นำไทยไปด้วยกัน” เพื่อแสดงความพร้อมนำศักยภาพนักวิทย์รุ่นใหม่ กำหนดอนาคตประเทศไทย ก้าวสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว พร้อมวางกลยุทธ์กำหนดโจทย์วิจัยให้แก่ประเทศ 4 ด้าน ประกอบด้วย 1.อาหารเพื่ออนาคต 2.การแพทย์และสาธารณสุขขั้นแนวหน้า 3.พลังงานแห่งอนาคต 4.การป้องกันภัยคุกคาม รับมือความเสี่ยง และสร้างโอกาสในอนาคต ซึ่งถือเป็นโจทย์วิจัยที่มีความสำคัญต่อประเทศและสามารถต่อยอดไปสู่ระดับโลกได้ หากรัฐบาลให้การสนับสนุน

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

ตั้ง “ศูนย์วิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ”
นอกจากนี้ ผู้แทนวิสาหกิจเริ่มต้นหรือสตาร์ทอัพประมาณ 400 คน ได้ยื่นหนังสือให้รัฐบาล 7 ข้อ เพื่ออำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ได้แก่ 1.ควรจัดตั้งหน่วยงานกำกับดูแลวิสาหกิจเริ่มต้น รวมทั้งจัดให้มีระบบศูนย์กลางข้อมูลและการให้บริการต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง 2.ควรให้การสนับสนุนทางการตลาดรวมไปถึงการขยายกิจการวิสาหกิจเริ่มต้นไปยังต่างประเทศ

3.ควรให้การสนับสนุนเพื่อดึงดูดบุคลากรที่มีทักษะสูง ให้งบสนับสนุนจากภาครัฐเป็นค่าตอบแทนในการฝึกงานในวิสาหกิจเริ่มต้นหรือการให้สิทธิประโยชน์ทางด้านภาษี 4.สนับสนุนเทคโนโลยีขั้นสูงตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนา โดยให้ความช่วยเหลือแก่สถาบันการศึกษาที่คิดค้นนวัตกรรมหรืออาจจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงโดยเฉพาะ

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

5.ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งทุนและการระดมทุนของวิสาหกิจเริ่มต้น 6. ส่งเสริมให้มีการสร้างสังคมผู้ประกอบการโดยให้ความสำคัญต่อการพัฒนาทักษะและความรู้ด้านเทคโนโลยีและความเป็นผู้ประกอบการ และ 7.สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมและการจัดตั้งหน่วยงานที่เป็นศูนย์รวมข้อมูลที่เกี่ยวข้อง หรือศูนย์วิสาหกิจเริ่มต้นแห่งชาติ

ดร.วศะพร จันทร์พุฒ อาจารย์คณะอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตัวแทนนักวิทย์รุ่นใหม่ด้านวิจัยอาหารเพื่ออนาคต เผยถึงแนวทางในการวิจัยว่า อาหารเพื่ออนาคตเป็นการรวมกันของ 2 ศาสตร์ คือ เกษตร และอาหาร เราจะมีอาหารที่ดีและพอเพียงได้อย่างไรถ้าการเกษตรไม่เข้มแข็ง และหากเรามีวัตถุดิบที่ดีแล้ว เราจะแปรรูปอาหารอย่างไรให้เราได้อาหารที่ดีมีคุณค่าทางโภชนาการ สิ่งเหล่านี้ต้องอาศัยวิทยาศาสตร์ด้านอาหาร รวมถึงการแพทย์ พลังงาน และเทคโนโลยี เป็นการทำงานแบบองค์รวม

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

เนื่องจาก “การพัฒนาการเกษตร” ภายใต้ข้อจำกัดด้านสภาพภูมิอากาศ และไทยกำลังเข้าสู่ยุคเกษตรกรวัยแรงงานลดลง ปัจจุบันมีการทำสมาร์ทฟาร์มมิ่ง เกษตรอัจฉริยะ ที่ใช้ระบบดาวเทียม คอมพิวเตอร์ เซ็นเซอร์ เข้ามาช่วยในการทำงาน วางแผนปลูกพืช การวิเคราะห์ดีเอ็นเอพืชและสัตว์ เก็บข้อมูล และสร้างธนาคารดีเอ็นเอพืชและสัตว์ไทย รวมไปถึงการปลูกพืชในแนวตั้ง ใช้หุ่นยนต์ในการเก็บเกี่ยว ทุกอย่างไวมาก และแม่นยำ ดังนั้น ถ้าเกษตรมั่นคง อาหารก็มั่นคง

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

ดร.วศะพร กล่าวว่า การพัฒนาด้านอาหารปัจจุบันแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ อาหารที่เรารับประทานในชีวิตประจำวัน และอาหารเฉพาะกลุ่ม สิ่งสำคัญคือ หนึ่ง เราต้องมีอาหารที่พอเพียง ต่อมาคือ เราจะทำอย่างไรให้มีอาหารเฉพาะคนกลุ่มโรค เนื่องจากในร่างกายเรามียีนร้ายๆ แฝงตัวอยู่ ทำให้ไวต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง อาทิ เบาหวาน มะเร็ง และหลอดเลือดหัวใจ แต่โรคพวกนี้สามารถป้องกันได้ด้วยอาหาร อันดับแรกเราต้องรู้ก่อนว่าเรามียีนหรือไม่ ซึ่งต้องใช้วิทยาการทางการแพทย์ในการตรวจ และศึกษาว่าอาหารชนิดใดที่สามารถควบคุมการแสดงออกของยีนพวกนี้ได้เพื่อป้องกันโรคนั้นๆ

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

“ประเทศไทยมีความหลากหลายมากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เราจะใช้ความหลากหลายเหล่านี้อย่างไรให้เป็นประโยชน์ เป้าหมายในการดำเนินงาน เราแบ่งเป็นช่วงๆ โดยในระยะ 5 ปีแรก ถือเป็นปีที่สร้างฐานให้มั่นคงคล้ายๆ พีระมิด โดยมุ่งพัฒนาด้านเกษตรขั้นพื้นฐานทั้งหมด รวมไปถึงจัดตั้งธนาคารดีเอ็นเอทั้งคน และพืช เพื่อเก็บดาต้า นำมาประมวลผล ในห้าปีแรกอาจจะเห็นเป็นรูปธรรมยาก แต่สิ่งเหล่านี้ จะนำไปสู่ปีที่ 10 และหมุนไปสู่ปีที่ 20 ต่อไป” ดร.วศะพร กล่าวเพิ่มเติม

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วิทยาศาสตร์คือ การทำความฝันให้เป็นจริง ดังนั้น ต้องมาดูกันต่อไปว่าผลจากการวิจัยพัฒนาจะนำมาสร้างคุณค่าและมูลค่าได้อย่างไร เป้าหมายของเราคือ อยากให้คนไทยมีรายได้สูงขึ้น และสิ่งเดียวที่จะช่วยได้คือ “วิทยาศาสตร์” ซึ่งในการประชุมที่ต่างประเทศล่าสุด ประเทศที่มีรายได้สูงที่สุด ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทำให้สินค้ามีมูลค่าสูงขึ้น แต่ประเทศที่อ่อนด้อยในเรื่องนี้ รายได้ก็น้อยลง นี่คือความแตกต่าง และความเหลื่อมล้ำของโลกใบนี้

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

“ประเทศไทยมีอาชีพเกษตรกรมากที่สุด ซึ่งก็เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ รองลงมาคือ ปัญหาเรื่องสุขภาพ วันนี้แรงงานการเกษตรขาดแคลน จะใช้เครื่องจักรเครื่องมือ ก็ต้องจ้างเขา โจทย์ที่เราต้องคิดคือ เราจะช่วยชนชั้นแรงงานได้อย่างไร รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีในทุกๆ ด้าน นำไปสู่การวิจัย และการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐ พร้อมกับการทำงานร่วมกัน ระหว่างภาครัฐ เอกชน ประชาชน และนักวิชาการ” และตลอดเวลาในการเดินหน้างานวิจัย ต้องนำไปสู่รูปธรรมให้ได้ ในการวิจัยต้องมีคำตอบทั้งหมด ต้องเดินหน้าและทำให้ได้ตามเป้าไม่เช่นนั้นจะกลายเป็น “นักวิทย์รุ่นเก่า นำเราสู่อดีต” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวทิ้งท้าย

    งบวิจัยและพัฒนาของไทย
ตลอด 5 ปีที่ผ่านมา (2557-2561) ประเทศไทยมีการใช้งบวิจัยและพัฒนารวม เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่า อยู่ที่ 166,215 ล้านบาท คิดเป็น 1% ของจีดีพี โดยมีงบวิจัยเอกชน เพิ่มขึ้น 4 เท่า คิดเป็น 0.75% ของจีดีพี งบวิจัยเอกชนรวม เพิ่มขึ้น 3.4 เท่า หรือ 116,350 ล้านบาท จำนวนบุคลากรด้านวิจัย เพิ่มขึ้น 2 เท่า 138,000 คน

500 นักวิทย์รุ่นใหม่ชงนายกฯหนุนวิจัยอนาคตประเทศ4ด้าน

นอกจากนี้ ในภาคเอกชนมีการลงทุนเพิ่มขึ้นกว่า 1.5 เท่า หรือ 12,614 ล้านบาท ยกระดับขีดความสามารถของเอสเอ็มอีขึ้น 16 เท่า มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวน 7,206 ราย จาก 450 รายในปี 2557 มีบริการตรวจสอบมาตรฐานเพิ่มขึ้น 1.2 เท่า หรือ 0.70 ล้านรายการ มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดอนาคตของประเทศเพิ่มขึ้น 6 เท่า หรือกว่า 7.8 พันล้านบาท มีผลกระทบทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 2.2 เท่า หรือประมาณ 34,500 ล้านบาท สามารถพัฒนาบุคลากรในสาขาวิทยาศาสตร์ เพิ่มขึ้น 2.5 เท่า หรือ 5.6 ล้านคน

สามารถสร้างแรงบันดาลใจคนรุ่นใหม่ เพิ่มขึ้น 1.5 เท่า หรือกว่า 3.2 ล้านคน และต่อยอดความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้น 3.7 เท่า หรือประมาณ 0.74 ล้านคน ส่งผลให้อันดับความสามารถในปัจจัยด้านนวัตกรรมของประเทศไทย (World Economic Forum) ขยับขึ้นจากอันดับที่ 66 ในปี 2557 เป็น อันดับที่ 50 ของโลกในปี 2561

“กัญชา” ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/350135

“กัญชา” ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

กัญชา,การแพทย์,ผู้ป่วย,นพสมนึก ศิริพานทอง,มะเร็ง

“กัญชา” ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก Qualitylife4444@gmail.com

ปัจจุบัน การใช้กัญชาในแพทย์ทางเลือกยังเป็นที่ถกเถียงกันว่าสามารถใช้รักษามะเร็งได้หรือไม่ ซึ่งกัญชา 1 กิโลกรัม สกัดได้สารสกัด 100 ซีซี สามารถนำไปรักษาคนไข้ได้เพียงหนึ่งคนเท่านั้น ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อผู้ป่วยทั้งประเทศ

นพ.สมนึก ศิริพานทอง กรรมการสมาคมเซลล์บำบัดไทย  กล่าวในงานสัมมนากัญชาทางการแพทย์ ภาคประชาชน ครั้งที่ 1 เกี่ยวกับการนำกัญชามาใช้ในการรักษามะเร็งว่า มะเร็งแต่ละชนิดมีอัตราการกระจายตัวแตกต่างกัน รวมถึงแต่ละพื้นที่อวัยวะที่เกิด และอัตราการตายก็แตกต่างกัน ดังนั้น การใช้กัญชาในมะเร็งแต่ละชนิดก็แตกต่างกันตามไปด้วย แม้ว่าเราจะใช้กัญชาในการรักษา แต่ก็ต้องหมั่นตรวจสอบทุกๆ เดือนว่าเซลล์มะเร็งลดลงหรือโตขึ้น รวมไปถึงหมั่นสังเกตสุขภาพของตัวเอง ว่าทรุดหรือแข็งแรงขึ้นด้วย ทั้งนี้ การใช้กัญชาจะต้องได้ผลภายใน 90 วัน และควรใช้ให้ถูกวิธี ในปริมาณที่เหมาะสม เนื่องจากกัญชาจะส่งผลให้ความดันตก ใจเต้นเร็ว สุดท้ายอาจต้องเข้าไอซียูแทน

"กัญชา" ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

“ศาสตร์การใช้กัญชา มีความละเอียดอ่อน ต้องรู้ว่าใช้กัญชาส่วนไหนดี และต้องเลือกกัญชาที่ปลูกในพื้นที่เหมาะสม กัญชาสำหรับทำยาที่ดี ได้แก่ พันธุ์หางกระรอก ที่รับแดดยามเช้า ปลูกบนพื้นที่เทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร และกัญชาสำหรับรักษาเบาหวาน ต้องปลูกบนพื้นที่แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ดังนั้น กัญชาแต่ละแห่ง การเก็บเกี่ยวแต่ละเวลา ก็มีความเป็นยาไม่เท่ากัน”

"กัญชา" ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

          ใช้กัญชาให้ถูกวิธี
นพ.สมนึก กล่าวเพิ่มเติมว่า การสกัดกัญชาออกมาเป็นยา อาศัยกระบวนการที่ซับซ้อน ตั้งแต่การนำมาตากแห้ง ใช้แอลกอฮอล์เป็นตัวกัด นำไปสู่ระบบความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสม สกัดให้ได้ตัวยาที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งปัจจุบันทางสมาคมมีทีมที่จัดอบรมและให้ความรู้ในเรื่องนี้ คนทั่วไปสามารถทำได้ แต่ต้องทำเป็นขั้นตอนต้องสะอาด ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นว่า มีสารปนเปื้อน อาจส่งผลให้ไต ตับพังได้ หากใช้กัญชาไม่มีคุณภาพ ก็ไม่ได้ผล

"กัญชา" ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

สำหรับการใช้กัญชาในการรักษามะเร็งในปัจจุบัน นิยมนำมาใช้ในการออกฤทธิ์กับ 3 ระบบ ได้แก่ CB1 การออกฤทธิ์ในระบบสมอง สามารถดูดซึมทางเส้นเลือด ผ่านเยื่อบุช่องปาก ในประเทศอังกฤษ ใช้ในรูปแบบสเปรย์ แต่ที่ไทยใช้วิธีหยดใต้ลิ้นในปริมาณที่พอเหมาะ โดยเริ่มใช้ทีละน้อย ถัดมาคือ CB2 ออกฤทธิ์ต่อต่อมน้ำเหลือง ผ่านทางม้าม โดยนำกัญชาสกัดผสมกับน้ำมันมะพร้าว ใช้สวนทวารในตำแหน่งที่เหมาะสม แล้วนอนตะแคงซ้าย 20-30 นาที และสุดท้ายคือ การรักษาเฉพาะจุด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งช่องปาก โดยนำมาผสมกับขี้ผึ้งและนำมาทาเฉพาะจุด

หลังจากใช้กัญชา ควรนอนภายใน 2 ชั่วโมง และควรนอนไม่ต่ำกว่า 4 ชั่วโมง เนื่องจากอาจเกิดอาการบ้านหมุน อาเจียน หายใจไม่ทัน และเห็นภาพหลอนหากใช้เกินขนาด ทั้งนี้ ในช่วงที่ตื่นนอนอาจต้องการรับประทานของหวาน ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ในแง่ของการรักษา หากกินได้ นอนหลับ ถือเป็นเรื่องที่ดี

"กัญชา" ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

 “กัญชา” รักษาอาการปวด
นพ.ชนินทร์ ลีวานันท์ เวชศาสตร์ฟื้นฟู เวชศาสตร์ครอบครัว แพทย์ฝังเข็ม ผู้ทรงคุณวุฒิสมาคมแพทย์แผนไทยแห่งประเทศไทย สมาคมอาชีวเวชศาสตร์ และสิ่งแวดล้อม เผยว่า นอกจากการนำกัญชามาใช้ในการรักษามะเร็งแล้ว ยังนิยมใช้บรรเทาอาการปวดต่างๆ อาทิ ไมเกรนเรื้อรัง, ปวดรูมาตอยด์, ปวดกล้ามเนื้อทั้งตัว, ปวดหลัง, ปวดเข่า และปวดระบบประสาท ด้วยตัวยาที่เรียกว่า “แคนนาบิส” หรือน้ำมันนาโน รักษาด้วยวิธีสูดดมและหยดใต้ลิ้นในปริมาณต่ำ สามารถลดอาการปวดได้ประมาณ 2-3 ระดับ ทั้งนี้ จากงานวิจัยของผู้ป่วยที่ใช้แคนนาบิส มีแนวโน้มที่ดีขึ้น มีความปลอดภัยด้วยประสิทธิภาพที่มากกว่า และผู้ป่วยอาจทนต่อการรักษาได้มากกว่า

"กัญชา" ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

แม้จะมีหลักฐานการทางแพทย์ที่ระบุว่า ผลความประทับใจองค์รวมของกัญชา อยู่ในระดับที่ต่ำ แต่ผลดังกล่าวมาจากอาการแทรกซ้อนของการใช้ คือ อาการมึนเมา แต่ในด้านประสิทธิภาพถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี โดยทางการแพทย์พบว่า อาจเพิ่มประสิทธิผลมากกว่ายาหลอกกว่า 30% นอกจากนี้ ผู้ป่วย 178 ราย จาก 405 ราย ตอบสนองการใช้แคนนาบิส และค่อนข้างชัดเจนว่า ผลลัพธ์เพิ่มขึ้น เมื่อเพิ่มปริมาณกัญชาในผู้ป่วยปวดเส้นประสาทเรื้อรัง

“อาการเมา เป็นหนึ่งในอาการที่คนไม่ชอบ เช่น อาการบ้านหมุน ประสาทหลอน ดังนั้น คนที่ลองใช้กัญชาแรกๆ แนะนำให้ใช้น้ำมันนาโน หรือ แคนนาบิส ก่อนนอน และหยดใต้ลิ้น ห้ามขับรถ ต้องตั้งสติ สำหรับวิธีการสูดดม มักใช้ในผู้ป่วยมะเร็งปอด เพื่อให้กัญชาเข้าสู่กระแสเลือด ปัจจุบัน 47 รัฐ ของประเทศสหรัฐอเมริกา มีการนำกัญชาไปใช้ และต่อไปหากมีการใช้กัญชาอย่างทั่วถึงทั้ง 52 รัฐ คาดว่าแพทย์ไทยจะหันมาสนับสนุนมากขึ้น”

"กัญชา" ทางเลือกผู้ป่วยมะเร็งใช้ได้ แต่ให้ถูกวิธี และเหมาะสม

   รักษาหาย ควรใช้ต่อหรือไม่
“หลายคนสงสัยว่าหากรักษาอาการปวด หรือมะเร็งหายแล้ว สามารถใช้กัญชาต่อได้หรือไม่ ตอบเลยว่าได้ เพราะจากงานวิจัยผลเสียระยะยาวไม่มี อัตราการติดกัญชา น้อยกว่าติดบุหรี่และเหล้ากว่า 5 หมื่นเท่า เหมือนการติดกาแฟ ติดเพราะสุขใจในการใช้ ติดใจไม่ใช่ติดลงแดงเหมือนบุหรี่และเหล้า” นพ.ชนินทร์ กล่าวทิ้งท้าย

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/349449

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน

พรบเด็กปฐมวัย

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน : รายงาน

ครม.ผ่านร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย ไม่มีสอบเข้า ป.1 ฝ่าฝืนถูกปรับไม่เกิน 5 แสนบาท พร้อม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… และร่าง พ.ร.บ.การจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม ยกระดับการวิจัยพัฒนาและการสร้างนวัตกรรมของประเทศให้เท่าเทียมกับต่างประเทศ

ดร.ดารณี อุทัยรัตนกิจ รองประธานคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ในฐานะกรรมการคณะอนุกรรมการเด็กเล็ก เปิดเผยว่า การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.การพัฒนาเด็กปฐมวัย เป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยเนื้อหาสาระกำหนดไว้ว่าคณะกรรมการพัฒนาเด็กปฐมวัยเป็นผู้กำหนดแนวทางการรับเด็กเข้าเรียนทั้งในระดับอนุบาลและประถมศึกษาปีที่ 1 จะไม่มีการสอบ หากสถานศึกษาใดฝ่าฝืนจะถูกปรับไม่เกิน 5 แสนบาท เข้ากองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน

อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายมีข้อห่วงใยในประเด็นค่าปรับในกรณีที่มีการละเมิดไม่ปฏิบัติตามกฏหมายนั้น คาดว่าอาจจะสามารถไปปรับแก้ในขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือการพิจารณาขั้นกรรมาธิการของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้ หากเห็นว่าอาจจะมีวิธีการอื่นที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้แทนการปรับในกรณีที่มีการละเมิดไม่ปฏิบัติตามกฏหมาย

นอกจากนี้คณะรัฐมนตรียังได้มีมติผ่านร่าง พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ… โดยมีสาระสำคัญที่จะช่วยในเรื่องการปฏิรูปการศึกษา 5 ประเด็น คือ 1.การวางระบบการศึกษาที่รองรับความหลากหลาย ความแตกต่าง และเริ่มพัฒนาระบบการศึกษาตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนถึงการศึกษาเพื่อการดำรงชีวิต 2.การยกระดับคุณภาพการศึกษาทั้งในส่วนของครู ที่จะมีการจัดตั้งกองทุนการผลิตและพัฒนาครู ซึ่งจะเข้ามาช่วยระบบการผลิตครู คัดกรองผู้ที่มีความเหมาะสม เข้าสู่กระบวนการพัฒนาและคัดเลือกสถาบันผลิตครูที่มีความเหมาะสมด้วย เพื่อที่จะได้ผู้ที่มีความเหมาะสมเข้ามาศึกษา

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน

รวมถึงจะมีการวางระบบสนับสนุนและพัฒนาครูอย่างต่อเนื่องด้วย หลักสูตรและการจัดการศึกษา จะให้ความสำคัญกับการเน้นสมรรถนะที่จะสร้างคนดีและเก่งให้แก่สังคม และเปิดโอกาสให้สถานศึกษามีความยืดหยุ่นมากขึ้นในการจัดหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อให้การศึกษามีคุณภาพ มีการดึงระบบสารสนเทศเข้ามาใช้เพื่อการศึกษา

3.การให้ความเป็นอิสระกับสถานศึกษา โดยกฎหมายจะกำหนดให้มีกระบวนการและกลไกต่างๆ เข้ามาช่วยให้สถานศึกษามีอิสระในการดำเนินการ 4 ด้านหลัก ได้แก่ วิชาการ การบริหารงานบุคคล การบริหารงบประมาณและการบริหารงานทั่วไป และในร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ยังให้ความสำคัญกับผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการสถานศึกษาและระบบสนับสนุนสถานศึกษา ที่จะทำให้เกิดความยืดหยุ่นและสามารถบริหารจัดการงานตามบริบทพื้นที่ได้ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจว่า ครูจะมีเวลาอย่างเต็มที่ในการดูแลนักเรียน และการที่จะทำให้เด็กได้พัฒนาศักยภาพตามความสามารถ และกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) จะต้องมีการกระจายอำนาจลงไปอย่างมีแผนและขั้นตอน

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน

4.การบริหารจัดการระบบคุณภาพในองค์รวม ที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาคุณภาพไม่ใช่การตรวจสอบ นำผลการประเมินมาใช้พัฒนาขับเคลื่อนการพัฒนาคุณภาพทั้งระบบ ซึ่งในร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวจะมีเครื่องมือที่จะทำหน้าที่ตรงนี้ เช่น การประกันคุณภาพที่มุ่งเน้นการพัฒนา เป็นต้น และ 5.การให้มีแผนการศึกษาแห่งชาติ ดำเนินการและประเมินผล ซึ่งประเด็นนี้ถือว่าเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งคณะกรรมการนโยบายการศึกษาแห่งชาติ จะเป็นผู้ที่ดำเนินการยกร่างแผนฯ นี้ และจะต้องเป็นแผนที่มีความรอบด้าน รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาและยกระดับระบบการศึกษาของประเทศด้วย

รวมทั้งผ่านร่าง พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม (ฉบับที่…) พ.ศ. … เพื่อจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม โดยสาระสำคัญคือ การจัดตั้งกระทรวงใหม่เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปใน 3 เรื่องสำคัญ คือ 1.การปฏิรูปการบริหารราชการ เพื่อให้มีการบูรณาการการทำงานในด้านวิจัยและการสร้างบุคลากรร่วมกัน 2.การปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อช่วยให้งานวิจัยเกิดประโยชน์ต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และชุมชน 3.ปฏิรูประบบงบประมาณให้มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์ที่สำคัญ และสามารถทำการวิจัยได้อย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ จะต้องมีการพัฒนาบุคคลเพื่อรองรับกับประเทศที่มีการขับเคลื่อนโดยนวัตกรรมให้มีเอกภาพ มุ่งความเป็นเลิศทางวิชาการ และยกระดับการวิจัยพัฒนาและการสร้างนวัตกรรมของประเทศให้เท่าเทียมกับต่างประเทศ

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน

ก่อนหน้านี้ นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อพัฒนาเด็กและครอบครัว หนึ่งในคณะอนุกรรมการเด็กเล็ก กรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา เคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า พ.ร.บ.การปฐมวัยแห่งชาติ พ.ศ…. จะทำให้เห็นปลายทางของระบบการคัดเลือกหรือรับคนเข้าทำงานเช่น ต่อไปอาจไม่ใช้ระบบแพ้คัดออกอย่างเดียว เด็กที่ทำกิจกรรม แม้กระทั่งการรับคนเข้าทำงาน อีกหน่อยต้องดูพอร์ตโฟลิโอ หรือการทำกิจกรรมมากกว่าที่จะมาดูเกรดการเรียน

พ.ร.บ.เด็กปฐมวัยไทยฉบับแรกไม่มีสอบเข้าป.1ฝ่าฝืนปรับ5แสน

ทั้งนี้ ตามหลักจิตวิทยาพัฒนาการ ช่วงเปลี่ยนผ่านอายุ 6-8 ปีเป็นวัยเปลี่ยนผ่านขึ้นไปเป็นวัยเรียน ก่อนเข้าสู่วัยรุ่น การแข่งขันที่เกิดในอายุน้อยกว่า 8 ปี ผิดหลักพัฒนาการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเกมหรือกีฬาก็ไม่ได้ เพราะเด็กไม่ได้ต้องการเป็นผู้แพ้และถูกตอกย้ำว่าเป็นผู้แพ้ แต่พอเด็กก้าวเข้าสู่วัยเรียนต้องเข้าสู่วัยปกติ และเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เขาค้นพบตัวเองได้ เป็นไปตามกระบวนการแข่งขันที่เรียกว่าการกระตุ้นให้เกิดการพัฒนา แต่ไม่ใช่ในปฐมวัยแต่อย่างใด

มะเร็งเต้านมพบมากแต่รักษาได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/349014

มะเร็งเต้านมพบมากแต่รักษาได้

มะเร็งเต้านม,ตรวจเจอเร็วรักษาทัน,นพไนยรัฐ ประสงค์สุข,โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า,เภสัชกรหญิง นฤมล ฉินกมลทอง

มะเร็งเต้านมพบมากแต่รักษาได้ : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

จากข้อมูลจำนวนผู้ป่วยมะเร็งชนิดต่างๆ ในประเทศไทย ปี 2559 พบผู้ป่วยหญิงเป็นมะเร็งเต้านมมากที่สุดอันดับ 1 โดยตัวเลขจากสถาบันมะเร็งแห่งชาติ ระบุว่า ที่ผ่านมาในปี 2555 มีอัตราผู้ป่วยหญิงที่เป็นมะเร็งเต้านมกว่า 37.5% ถัดมาได้แก่ มะเร็งปากมดลูก 14.4% และมะเร็งลำไส้ใหญ่ 9.6% ตามลำดับ

แม้มะเร็งเต้านมจะกลายเป็นโรคอันดับ 1 ที่พบมากในผู้หญิง แต่อัตราการเสียชีวิตกลับน้อย และมีชีวิตอยู่ได้นานเมื่อเทียบกับมะเร็งชนิดอื่นๆ เนื่องจากคนสมัยใหม่นิยมดูแลตัวเองมากขึ้น มีการตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านมด้วยตนเองและจากแพทย์ ร่วมกับการตรวจเพิ่มเติมด้วยแมมโมแกรม ทำให้ลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งเต้านมได้สูงถึง 33% นั้นหมายถึง หากตรวจพบมะเร็งเต้านมในระยะแรก และได้รับการรักษาตามมาตรฐานจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ก็มีโอกาสหายขาด และสำหรับผู้ชาย มีโอกาสเป็นมะเร็งเต้านมได้ แต่ก็มีส่วนน้อยเพียง 1% เท่านั้น

มะเร็งเต้านมพบมากแต่รักษาได้

      ตรวจเจอเร็วรักษาทัน
นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข ผู้เชี่ยวชาญด้านมะเร็งวิทยา โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และสมาชิกมะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย ให้ข้อมูลว่า การพบมะเร็งเต้านมในคนไทยและคนต่างชาติโดยส่วนใหญ่จะเจอในลักษณะที่คล้ายกัน แต่จะมีกลุ่มพิเศษคือ กลุ่มคนผิวสี หรือในเชื้อสายยิว มักเจอมะเร็งในกลุ่ม Triple Negative ซึ่งเป็นชนิดที่รุนแรงและมักเกิดในคนไข้อายุน้อย สำหรับผู้หญิงที่เสริมหน้าอกซิลิโคนไม่มีรายงานว่าทำให้เกิดมะเร็งเต้านม แต่ปัญหาจริงๆ คือ การตรวจคัดกรอง เพราะอุปกรณ์เสริมจะไปบดบังทำให้การแปรผลการตรวจของแมมโมแกรมผิดพลาดและยากต่อการวินิจฉัย หรือแม้กระทั่งการตรวจด้วยการคลำก็จะค่อนข้างยาก เรียกว่าเป็นอุปสรรคมากกว่า

นพ.ไนยรัฐ กล่าวต่อไปว่า ในเรื่องของอาหารที่มีความเสี่ยงให้เกิดโรคมะเร็งเต้านมแบบเฉพาะเจาะจงยังไม่มี แต่อาจจะเป็นทางอ้อมที่มาจากของมัน ของทอด ของปิ้งไหม้ ในส่วนของนมถั่วเหลืองที่มีการถกเถียงกันมาก่อนหน้านี้ ทางการแพทย์ระบุว่าไม่ได้เป็นปัจจัยเสี่ยงสามารถดื่มได้ปกติ และโปรตีนจากเนื้อสัตว์ก็ไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็งมากขึ้นเช่นเดียวกัน

มะเร็งเต้านมพบมากแต่รักษาได้

นพ.ไนยรัฐ ประสงค์สุข

ทั้งนี้ ปัจจุบันวิวัฒนาการและเทคโนโลยีการรักษาก้าวหน้าไปมาก ผู้ป่วยมีทางเลือกในการรักษาตั้งแต่ การผ่าตัด ได้แก่ การผ่าตัดเต้านมออกทั้งหมด และการผ่าตัดเต้านมออกบางส่วน หรืออนุรักษ์เต้านม ซึ่งเป็นข้อดีสำหรับผู้ป่วยที่ให้ความสำคัญกับความสวยงาม แต่ไม่สามารถทำได้กับผู้ป่วยที่มีการกระจายของรอยโรคมะเร็งจำนวนมาก หากผ่าตัดในระยะแรกๆ มีโอกาสหายขาดกว่า 10 ปีหรือ 90% ขึ้นไป

การฉายแสง คือ ให้แสงที่มีประจุทำลายเซลล์มะเร็งได้ในบริเวณที่ได้รับการฉายแสง เพื่อลดการกลับมาเป็นซ้ำ โดยปัจจุบันมีเครื่องมือที่ทันสมัยไม่ทำให้ผิวหนังโดยรอบเกิดการไหม้ และ เคมีบำบัด เป็นการให้ยาทางหลอดเลือดแล้วแต่ระยะของโรคทุกๆ 3 สัปดาห์ ผลข้างเคียง ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ผมร่วง เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวต่ำ ซึ่งปัจจุบันมีการพัฒนาสู่การให้ “ยามุ่งเป้า” (Targeted Therapy) ที่มีประสิทธิภาพสูงโดยมีการใช้แพร่หลายในต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา ผลข้างเคียงน้อย ออกฤทธิ์กับเซลล์มะเร็งโดยตรง แต่ค่าใช้จ่ายสูงตั้งแต่หลักแสนถึงหลักล้าน

สำหรับการตรวจคัดกรอง นพ.ไนยรัฐ ให้คำแนะนำว่า ควรตรวจตั้งแต่อายุ 40-45 ปีขึ้นไป ในกรณีที่ไม่มีปัจจัยเสี่ยงและประวัติครอบครัวไม่มีใครเป็นมะเร็ง เพราะประโยชน์จากการตรวจคัดกรองจะลดอัตราการเสียชีวิตจากการเกิดมะเร็งเต้านมสูงถึง 33% สามารถทำได้โดยการตรวจเต้านมด้วยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและทำแมมโมแกรม นอกจากนี้ ควรตรวจก้อนเต้านมด้วยตัวเองเดือนละ 1 ครั้ง หากเจอสิ่งผิดปกติจะได้รักษาทัน ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะสมในการตรวจ คือ ก่อนและหลังมีประจำเดือน 7 วัน หากไม่มั่นใจให้พบแพทย์

ด้าน เภสัชกรหญิง นฤมล ฉินกมลทอง ผู้ที่เคยป่วยเป็นมะเร็งเต้านมระยะเริ่มต้น ได้ร่วมแบ่งปันมุมมองและประสบการณ์ว่า หลังจากที่ตรวจพบว่าเป็นมะเร็งเต้านมเมื่อ 3 ปีก่อน ได้เข้ารับการรักษาด้วยวิธีผ่าตัดแบบอนุรักษ์เต้า ฉายแสง และเคมีบำบัด รวมถึงการให้ยามุ่งเป้าจำนวน 18 เข็มจนจบคอร์สเมื่อต้นปี แม้ปัจจุบันโรคสงบลงแต่ก็ยังต้องติดตามผลอยู่ตลอดและรับประทานยาต่อเนื่อง 5 ปีเป็นอย่างต่ำ

มะเร็งเต้านมพบมากแต่รักษาได้

เภสัชกรหญิง นฤมล ฉินกมลทอง

“ตอนนั้นคิดเลยว่าถ้าต้องผ่าตัดยกเต้าออกก็โอเค เพราะเรื่องความสวยงามเป็นเรื่องภายนอก แต่การรักษาชีวิตรอดเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า ในช่วงให้เคมีบำบัดโชคดีที่เจอผลข้างเคียงน้อยมาก ส่วนหนึ่งอาจจะเตรียมตัวมาดี กินอาหารให้ครบทั้งผัก ผลไม้ และโปรตีนต้องถึง พยายามทำจิตใจให้ดี พอร่างกายเราแข็งแรงไปรับยาเคมีบำบัด ทำให้ไม่ค่อยมีปัญหา นอกจากนี้ ต้องกินอาหารที่ปรุงสุกสดใหม่ ป้องกันการติดเชื้อ เลี่ยงอาหารรสจัด เพราะระหว่างการให้คีโมจะมีแผลในปาก ผลไม้บางอย่างต้องระวังสารเคมีที่ปนเปื้อนมากับเปลือก ปัจจุบัน ได้ปรับพฤติกรรมการกิน โดยงดของปิ้งย่างและเปลี่ยนไปรับโปรตีนจากเนื้อปลาแทน”

“สำหรับแพทย์ทางเลือก ในฐานะเภสัชกรถามว่าเลือกได้ไหม เลือกได้ แต่ยังไงก็ต้องเลือกแพทย์ทางหลักไว้ก่อน เพราะฉะนั้น ถ้าอยากจะใช้ยาสมุนไพร แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอเจ้าของไข้ก่อนว่าถ้าเราจะใช้จะมีผลกระทบต่อการรักษาหลักของเราหรือเปล่า ถ้าคุณหมออนุญาตก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ถ้าคุณหมอห้าม ก็ต้องคุยกันเพื่อหาข้อสรุปชัดเจนอีกทีหนึ่งว่าเราจะเลือกใช้ทางไหน” นอกจากนี้ กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ ถ้าจิตใจเราไม่เข้มแข็งมันก็จะยิ่งไปกันใหญ่ แต่ถ้าเราพร้อมกับตรงนี้ มันจะผ่านพ้นไปด้วยดี” นฤมล กล่าวทิ้งท้าย

มะเร็งเต้านมพบมากแต่รักษาได้

ต้องการเข้าถึงแหล่งข้อมูลโรคมะเร็งได้ที่เว็บไซต์ มะเร็งวิทยาสมาคมแห่งประเทศไทย : http://www.thethaicancer.com

และแอพพลิเคชั่น “Pink Alert” ซึ่งรองรับทั้งระบบ IOS และ Android

มรภ.ผลิตครูหลักสูตร4ปีเริ่มใช้ปี2562ตามความพร้อม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/348492

มรภ.ผลิตครูหลักสูตร4ปีเริ่มใช้ปี2562ตามความพร้อม

ศึกษาศาสตร์,หลักสูตรครุศาสตร์,มหาวิทยาลัยราชภัฏ,นพอุดม คชินทร,รมชศึกษาธิการ,กระทรวงศึกษาธิการ

มรภ.ผลิตครูหลักสูตร4ปีเริ่มใช้ปี2562ตามความพร้อม : รายงาน  โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

“หลักสูตรครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏจะใช้หลักสูตร 4 ปี” นพ.อุดม คชินทร

เดินหน้าประกาศใช้ “หลักสูตรครู 4 ปี ในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏ(มรภ.)ทั่วประเทศ” หลังจากเกิดข้อถกเถียงมาเป็นเวลานานว่าจะใช้หลักสูตรครู 4 ปี หรือหลักสูตรครู 5 ปี ตามพระราโชบายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เรื่องการปรับปรุงหลักสูตรครุศาสตร์เพื่อยกระดับการผลิตครูให้มีคุณภาพและเป็นอัตลักษณ์แท้ของการคืนสู่ท้องถิ่น ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบหมายให้ นพ.อุดม คชินทร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม นพ.อุดม คชินทร รมช.ศึกษาธิการ ได้ประชุมจัดทำและใช้หลักสูตรครูคุณภาพเป็นเลิศของมหาวิทยาลัยราชภัฏ ซึ่งนายสุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา นายเอกชัย กี่สุขพันธ์ ประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ (กมว.) และนางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองเลขาธิการสภาการศึกษาและปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการครุสภา รวมถึงอธิการบดีและคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศเข้าร่วม โดยสรุปว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏได้มีข้อสรุปเกี่ยวกับการปรับปรุงหลักสูตรครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ ซึ่งส่วนใหญ่เห็นด้วยที่จะใช้หลักสูตรครู 4 ปี แต่ก็มีบางส่วนใช้หลักสูตรครู 5 ปี ในฐานะเป็นผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ และจากการหารือร่วมกับ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี และ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ จึงสรุปว่าหลักสูตรครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏจะใช้หลักสูตร 4 ปี

มรภ.ผลิตครูหลักสูตร4ปีเริ่มใช้ปี2562ตามความพร้อม

“บริบทของโลก สังคมเปลี่ยนไป เทคโนโลยีเข้ามามีส่วนร่วมในการเรียนการสอน แพลตฟอร์มต่างๆ จึงต้องเปลี่ยนตามด้วย เพื่อทำให้มีคุณภาพมากขึ้น และหลักสูตรครู 4 ปี คุณภาพไม่ได้ด้อยกว่าการเรียนหลักสูตร 5 ปี โดยการปรับเปลี่ยนมาใช้หลักสูตรครู 4 ปี มหาวิทยาลัยไหนที่ยังไม่พร้อมจะใช้หลักสูตรครู 5 ปีก็ได้ เนื่องจากไม่ได้เป็นการบังคับและไม่สามารถบังคับได้ เพราะการกำหนดว่าจะใช้หลักสูตรครู 4 ปี หรือหลักสูตรครู 5 ปี ต้องเป็นไปตามอำนาจของสภามหาวิทยาลัย”

นพ.อุดม กล่าวต่อไปว่า ตอนนี้ผ่านมา 1 ปีแล้ว หลังจากได้รับพระราโชบายของพระองค์ท่าน ซึ่งพระองค์ท่านใส่พระราชหฤทัยติดตามเรื่องดังกล่าว รวมถึงมีรับสั่งถามถึงเรื่องดังกล่าวตลอด ดังนั้น ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จและเริ่มใช้ในปีการศึกษา 2562 นี้

“ตอนนี้ทุกคนเข้าใจนโยบาย ซึ่งอาจจะมีบางมหาวิทยาลัยที่ใช้หลักสูตรครู 5 ปีก็คงไม่ได้ว่ากัน แต่มหาวิทยาลัยไหนพร้อมใช้หลักสูตรครู 4 ปีก็เดินหน้าในเรื่องนี้ทันที โดยมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมสามารถแจ้งมายังสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) เพื่อจะได้เชิญมาอบรม ทำเวิร์กช็อป เตรียมความพร้อมทั้งการจัดการเรียนการสอน เพราะเรื่องดังกล่าวต้องใช้เวลา 2 เดือน ให้ทันเข้าระบบการคัดเลือกกลางบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส เพราะต้องการปรับความคิดของผู้ปกครอง ไม่ใช่ว่าเรียนอะไรไม่ได้ถึงจะมาเรียนครู ตอนนี้ครูจะต้องเป็นครูคุณภาพชั้นสูง เป็นเลิศ จึงต้องการคนที่เก่งและดี เข้ามาเป็นครู” นพ.อุดม กล่าว

มรภ.ผลิตครูหลักสูตร4ปีเริ่มใช้ปี2562ตามความพร้อม

นอกจากนั้น ที่ประชุมได้มีการกำหนดนโยบายเรื่องภาษาอังกฤษ ซึ่งตอนสมัครเข้าเรียนหลักสูตรครูจะไม่มีการกำหนดการสอบภาษาอังกฤษ หรือคะแนนภาษาอังกฤษ แต่ตอนจบการศึกษาจะต้องกำหนดว่าให้ได้มาตรฐานภาษาระดับกรอบมาตรฐานการประเมินความสามารถทางภาษา จากประเทศในกลุ่มสหภาพยุโรป หรือ Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) ระดับ B2 หรือได้ 400 คะแนนขึ้นไป แต่ถ้าเป็นครูภาษาอังกฤษ ต้องได้ CEFR ระดับ C1 หรือ 600 คะแนนขึ้นไป และต้องมีการเพิ่มเติมทักษะอารมณ์ หรือ Soft Skills ในหลักสูตรร่วมด้วย โดยนิสิตนักศึกษาครูทุกชั้นปีจะต้องได้รับการบ่มเพาะทักษะเหล่านี้

ขณะที่ นายรัฐกรณ์ คิดการ คณบดีคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา กล่าวว่า นโยบายที่ต้องการปรับหลักสูตรครูจาก 5 ปี ให้กลับมาใช้หลักสูตรครู 4 ปี เนื่องจากมองว่าในอนาคตตามบริบทโลก การเรียนในสถานศึกษาจะน้อยลง หลักสูตรจะสั้นลง ผู้คนไปเรียนกับโลกภายนอกมากขึ้น แนวโน้มหลักสูตรไม่ว่าสาขาไหนก็จะลดลง

ซึ่งหลักสูตรครูก็เช่นเดียวกันที่จะต้องมีการปรับตัว แต่สิ่งที่ทุกคนกังวลคือกรอบระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนครู 4 ปี โดยจะเริ่มในปีการศึกษา 2562 นั้น จะจัดทำหลักสูตรทันหรือไม่ เนื่องจากการเปิดรับนักศึกษาปี 2562 มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่จะเปิดรับในเดือนธันวาคมนี้ อีกทั้งยังมีประเด็นเกี่ยวกับเรื่องมาตรฐานหลักสูตร การปรับแก้มาตรฐานวิชาชีพที่ในขณะนี้ครุสภาก็มีการปรับใหม่และยังไม่ประกาศใช้

มรภ.ผลิตครูหลักสูตร4ปีเริ่มใช้ปี2562ตามความพร้อม

“สิ่งที่ทุกคนเป็นห่วงตอนนี้ คือการจัดทำหลักสูตร ซึ่งต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ไม่ว่าจะเป็นผ่านกรรมการประจำคณะ สภาวิชาการ สภามหาวิทยาลัย เสนอ สกอ. และครุสภา แต่ละขั้นตอนต้องใช้เวลาพอสมควร และขณะนี้หลักสูตรที่มรภ.ทั่วประเทศใช้เป็นหลักสูตร 5 ปี หากจะกลับมาใช้หลักสูตร 4 ปี ต้องมีการปรับลดหน่วยกิต ที่ให้เป็นไปมาตรฐานวิชาชีพและคุณภาพ แต่ขณะนี้มาตรฐานวิชาชีพใหม่ก็ยังไม่ออก” นายรัฐกรณ์กล่าว

สำหรับข้อถกเถียงว่าหลักสูตรครูควรจะ 4 ปี หรือ 5 ปี อย่างไหนดีกว่ากันนั้น นายรัฐกรณ์ กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะเป็นหลักสูตรครู 4 ปี หรือ 5 ปีดีกว่า เพราะฝ่ายที่ต้องการหลักสูตรครู 4 ปี ก็ยืนยันว่าเรียน 4 ปีก็มีคุณภาพได้ แต่ขณะฝ่ายที่ต้องการหลักสูตรครู 5 ปี กลับมองว่าเรียน 5 ปี คุณภาพยังไม่ได้เท่าที่ควร ถ้ากลับไปเรียน 4 ปี จะมีคุณภาพหรือไม่ ดังนั้น การจะปรับหลักสูตรครู 4 ปี หรือ 5 ปี ต้องมีความชัดเจนว่าหลักสูตรมีหน่วยกิตอย่างไร มีกระบวนการจัดการเรียนการสอนแบบไหน มาตรฐานวิชาชีพ เกณฑ์ต่างๆ มีการรับรองหรือไม่ อย่างไร

นายรัฐกรณ์ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาในส่วนของราชภัฏ ได้มีการจัดทำหลักสูตรครูพรีเมียม หรือครูที่มีคุณภาพเป็นเลิศ ซึ่งขณะนี้ใกล้จะเสร็จแล้ว แต่หลักสูตรดังกล่าวเป็นหลักสูตรครู 5 ปี เนื่องจากมองว่ากระบวนการพัฒนาคนให้มีจิตวิญญาณความเป็นครู มีความรู้เรื่องวิชาการ วิชาชีพ มีรูปแบบการจัดการเรียนการสอนต้องได้รับการฝึกฝนอย่างดีเยี่ยม และต้องยอมรับว่าเด็กที่มาเรียนครูในมหาวิทยาลัยราชภัฏมาจากหลากหลาย ส่วนใหญ่มาจากท้องถิ่น ภูมิภาค การจะจัดทำหลักสูตรเพื่อพัฒนาครูคุณภาพเป็นเลิศต้องใช้เวลาพอสมควร

“เมื่อนโยบายให้กลับไปใช้หลักสูตรครู 4 ปี อาจจะใช้หลักสูตรครูพรีเมียมได้ แต่ต้องปรับลดหน่วยกิตลง และปรับกระบวนการเรียนการสอน ให้ครบตามเกณฑ์มาตรฐานต่างๆ ที่วางไว้ ซึ่งหากปรับให้มีคุณภาพตามที่ตั้งเป้าไว้ ทั้งเรื่องการสอน วิชาการ จิตวิญญาณความเป็นครู ภาษาอังกฤษ การพัฒนาครูให้เป็นเลิศภายใน 4 ปี ก็อาจจะเป็นไปได้ ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องช่วยกันผลักดันให้หลักสูตรครู 4 ปีมีคุณภาพ เพื่อผลิตครูเป็นเลิศ สร้างคนดี คนเก่งของประเทศต่อไป” นายรัฐกรณ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้คงต้องให้เวลามหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศปรับตัว ปรับกระบวนการในการกลับไปใช้หลักสูตรครู 4 ปี เพื่อยกระดับครูสู่ความเป็นเลิศได้ทันในปีการศึกษา 2562 นี้

แอพพลิเคชั่นS-CHILDป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/348331

แอพพลิเคชั่นS-CHILDป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

แอพพลิเคชั่นS-Child

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ : รายงาน  โดย…. ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylife4444@gmail.com

เปิดตัว S-Child บัตรประจำตัวนักเรียนอัจฉริยะ แอพพลิเคชั่น ป้องกันการลืมทิ้งเด็กนักเรียนไว้ในรถรับ-ส่งของโรงเรียน ทำงานบนมือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ ส่งตำแหน่งของเด็ก ระบุสถิติในอเมริกาเด็กเสียชีวิตในรถเหตุถูกลืมทิ้งไว้เฉลี่ยปีละ 30-40 คน มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น เผยผลวิจัยป้องกันการลืมทิ้งเด็กไว้ในรถรับ-ส่งได้เป็นอย่างดี ครูตรวจสอบจำนวนเด็กได้ทันที

นายหิรัญปกรณ์ ทองเหม บริษัท อาร์ติฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ เทคโนโลยี จำกัด เปิดเผยถึงโครงการ S-Child บัตรประจำตัวนักเรียนอัจฉริยะ ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างบริษัทกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) เพื่อสนับสนุนโครงการ Innovation Hubs ภายใต้โครงการ Smart City Startup Development สร้างเศรษฐกิจฐานนวัตกรรมของประเทศตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ว่าการพัฒนาแอพพลิเคชั่นระบบรักษาความปลอดภัย S-child Smart Student Card เพื่อป้องกันการลืมทิ้งเด็กนักเรียนไว้ในรถรับ-ส่งของโรงเรียนที่อาจเกิดขึ้นเพราะความประมาท เลินเล่อของคนขับรถ ซึ่งสถิติในอเมริกาได้ชี้ให้เห็นว่า มีเด็กเสียชีวิตในรถเพราะถูกลืมทิ้งไว้เฉลี่ยปีละ 30-40 คน และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มมากขึ้น

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

          ทั้งนี้ แอพพลิเคชั่นนี้จะทำงานบนมือถือระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ และจะส่งตำแหน่งของเด็กในทุกๆ ครั้งที่มีการใช้บัตร เช่น ขณะขึ้น-ลง รถรับส่ง หรือเข้า-ออกประตูโรงเรียน ผ่านการทำงานของระบบจีพีเอสที่มีข้อมูลเป็นชื่อสถานที่และตัวเลขพิกัดบนแผนที่กูเกิล ส่งไปยังผู้ปกครอง คุณครู และผู้เกี่ยวข้องที่ได้กำหนดไว้ ให้ทราบว่าขณะนี้เด็กกำลังทำอะไรอยู่ที่ไหน เข้าโรงเรียนหรือยัง หรือยังไม่ลงจากรถ เป็นต้น
นายหิรัญปกรณ์ กล่าวต่อไปว่า การพัฒนา S-Child Smart Student Card มีการออกแบบแอพพลิเคชั่นเป็นสองส่วน โดยส่วนแรกคือ การออกแบบแอพพลิเคชั่นฝั่งผู้ใช้งานทั่วไป สำหรับติดตั้งบนมือถือ โดย S-Child จะคอยรับคำสั่งจากการแตะบัตร S-Child Smart NFC ที่มีการบันทึกข้อมูลของนักเรียนไว้แล้วกับมือถือ ซึ่งติดตั้ง S-Child เรียบร้อยแล้ว จากนั้น S-Child จะส่งตำแหน่งของการแตะบัตรนั้นเข้าเซิร์ฟเวอร์กลางเพื่อประมวลผลตำแหน่งของสถานที่และพิกัดบนแผนที่กูเกิล และแจ้งกลับไปยังผู้ปกครองและคุณครูให้ทราบผ่านระบบจัดการสื่อสารระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครองแบบพุชเมสเสจ, กล่องข้อความ และข้อมูลข่าวสาร

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

ส่วนการพัฒนาส่วนที่สองคือ การออกแบบเว็บแอพพลิเคชั่นที่ทำงานบนพีซี สำหรับผู้ดูแลระบบของโรงเรียน ใช้สำหรับจัดการฐานข้อมูลของนักเรียน คุณครู ผู้ปกครอง คนขับรถ ระบบส่งข่าวสารและข้อความถึงผู้ปกครอง รวมถึงการประมวลผลและรายงานผลการลงเวลาของนักเรียนและบุคลากรต่างๆ ของโรงเรียน เป็นต้น

“จากการทดลองใช้ระบบ S-Child Smart Student Card ได้ผลเป็นที่น่าพอใจ สามารถป้องกันการลืมทิ้งเด็กไว้ในรถรับ-ส่ง ได้เป็นอย่างดี คนขับรถรู้สึกทำงานได้อย่างสบายใจมากขึ้นเพราะสามารถทราบได้ทันทีว่ายังมีเด็กตกค้างอยู่หรือไม่ คุณครูสามารถตรวจสอบจำนวนของเด็กที่ขาด ลา มาสาย มาเรียนได้ทันที ส่วนผู้ปกครองก็สามารถทราบความเคลื่อนไหวของเด็กได้ในแต่ละวัน” นายหิรัญปกรณ์ กล่าว
นอกจากนี้ ในส่วนของผลการวิจัยนั้น แบ่งเป็น ด้านการป้องกัน ระบบทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถมอนิเตอร์จำนวนเด็กที่ขึ้นและลงรถได้แบบปัจจุบัน สามารถรู้ได้ทันทีว่ามีเด็กตกค้างอยู่บนรถหรือไม่ ทำให้คุณครูและผู้ปกครองคลายความกังวลลงได้มาก ขณะที่ด้านการแจ้งเตือน เมื่อทดสอบระบบด้วยการจำลองสถานการณ์ลืมเด็กไว้ในรถ ปรากฏว่า ระบบสามารถแจ้งเตือนได้อย่างรวดเร็ว ผู้ปกครอง คุณครู ผู้จัดการโรงเรียน และคนขับรถ สามารถรู้ได้ทันที

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

ด้านคุณภาพการจัดการเรียน ระบบสามารถกำหนดตารางเรียนและการลงเวลามาเรียนของเด็กได้อย่างเป็นปัจจุบัน ทำให้เห็นความคืบหน้าของการเรียนของเด็ก คุณครูสามารถประหยัดเวลาในการทำรายงานเวลาเรียนประจำวันของเด็กได้อย่างมาก ผู้ปกครองแลคุณครูสามารถสื่อสารกันได้อย่างใกล้ชิดมากขึ้นผ่านระบบจัดการข่าวสารและกล่องข้อความของ S-Child ได้ และด้านผลิตภัณฑ์ ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีจีพีเอส ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ใช้งานกันอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว ระบบจึงมีความเสถียรสูง ใช้ฮาร์ดแวร์น้อย ต้นทุนในการผลิตและดำเนินการต่ำ ต้นทุนการดูแลบำรุงรักษาต่ำ ทำให้ค่าบริการต่ำลงไปด้วย

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

งานวิจัยได้ชี้ให้เห็นว่าระบบมีความเหมาะสมที่จะใช้งานกับเด็กและผู้ปกครองได้ทั้งประเทศ เนื่องจากอุปกรณ์ติดตามตัวดังกล่าวอยู่ในรูปของบัตรประจำตัวนักเรียนที่นักเรียนคุ้นเคย ไม่เป็นที่สนใจของมิจฉาชีพแต่อย่างใด ทั้งการติดตามตัวด้วยวิธีนี้ยังไม่เป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้ด้วย เพราะจะติดตามตำแหน่งเฉพาะจุดที่ได้กำหนดเท่านั้น ไม่ได้ติดตามทุกที่ทุกเวลาแบบระบบติดตามอื่นๆ

          10ทักษะเด็กไทยต้องมี
รศ.นพ.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์  ผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว ม.มหิดล และศูนย์วิจัยเพื่อความปลอดภัยในเด็ก คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี เปิดเผยว่าในแต่ละปีเด็กไทยอายุ 1-14 ปี จะเสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุจำนวนกว่า 2,500 รายต่อปี หรือเฉลี่ย 200 รายต่อเดือน ในแต่ละปีพบว่าเดือนที่มีเด็กตายจากอุบัติเหตุสูงสุดคือเดือนเมษายน (เฉลี่ย 350 รายต่อเดือน) อันดับรองลงไปเป็นเดือนมีนาคม พฤษภาคม และตุลาคม

ทั้งนี้เด็กไทยควรมี 10 ทักษะความปลอดภัยได้แก่ทักษะการพูดคุยกับคนแปลกหน้า การปฏิเสธความใกล้ชิดและการสัมผัสไม่เหมาะสม อายุที่ต้องทำได้ 4-6 ปีทักษะความปลอดภัยในบ้าน ของมีคม ของร้อน ไฟฟ้า สารพิษ ที่สูง ที่ลื่น ช่องรู เส้นสาย และสัตว์เลี้ยง อายุที่ต้องทำได้ 4-6 ปี

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

ทักษะความปลอดภัยทางน้ำ และการวิเคราะห์ความเสี่ยงในชุมชน อายุที่ต้องทำได้ 6-7 ปี(ทักษะความปลอดภัยทางน้ำเพื่อป้องกันการจมน้ำ 5 ประการ ได้แก่ รู้จุดเสี่ยง ลอยตัวได้ 3 นาที เคลื่อนตัวในน้ำได้ 15 เมตร ช่วยผู้อื่นโดยการตะโกน โยน ยื่น และใช้ชูชีพเมื่อต้องเดินทางทางน้ำ ที่อายุ 7 ปี หรือ ป.1 เป็นต้นไป)

ทักษะการเดินถนนโดยลำพัง การขี่จักรยานอย่างปลอดภัย และการโดยสารรถยนต์ รถจักรยานยนต์อย่างปลอดภัย อายุที่ต้องทำได้ 6-7 ปี (พฤติกรรมการไม่ขับขี่ก่อนวัย โดยก่อนอายุ 15 ปี หรือไม่มีเด็กชั้นประถมศึกษาจนถึงมัธยม 3 ขับขี่รถจักรยานยนต์ พฤติกรรมการใส่หมวกนิรภัยเมื่อโดยสารรถจักรยานยนต์ เริ่มที่อายุ 3 ปี หรืออนุบาล 1 เป็นต้นไป)

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

ทักษะการเล่นของเล่น สนามเด็กเล่น กีฬา อย่างปลอดภัย อายุที่ต้องทำได้ 6-7 ปีทักษะการใช้ไอที อย่างปลอดภัย อายุที่ต้องทำได้ 6-7 ปี (การส่งเสริมการใช้ไอทีของเด็กอย่างปลอดภัย ให้เด็กรู้-ยอมรับ-และใช้ ระบบการควบคุมสื่อไอที และระบบการรายงานสื่ออันตรายและการถูกรังแก เพื่อให้เกิดการใช้อย่างปลอดภัยจากภัย 5 ด้าน ได้แก่ ภัยจากการใช้นานจนเสียสุขภาพ โอกาสพัฒนาการ และเกิดอาการเสพติด ภัยจากการถูกผู้อื่นรังแกและการมีพฤติกรรมรังแกผู้อื่น ภัยจากการติดการใช้เนื้อหารุนแรงและเนื้อหาทางเพศจนพฤติกรรมเบี่ยงเบน ภัยจากการถูกล่อลวงทางการค้า)

แอพพลิเคชั่นS-Childป้องกันลืมทิ้งเด็กไว้ในรถ

ทักษะการปฐมพยาบาล ทำแผล ตามหน่วยฉุกเฉิน รู้และร่วมฝึกซ้อมแผนภัยพิบัติ ชุมชนได้ อายุที่ต้องทำได้ 7-8 ปี

ทักษะการกู้ชีพเบื้องต้น และเรียนรู้ความรับผิดชอบต่อสังคมในการมีส่วนร่วมในการกำจัดความเสี่ยงในระดับชุมชน อายุที่ต้องทำได้ 9-10 ปี ทักษะการข้ามถนน อายุที่ต้องทำได้ 9-10 ปี ทักษะโฮมอโลน อายุที่ต้องทำได้ 10-12 ปี