กรมพัฒนาสังคมเชิดชูอาสาสมัครวันอาสาสมัครไทยปี2561

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/348287

กรมพัฒนาสังคมเชิดชูอาสาสมัครวันอาสาสมัครไทยปี2561

กรมพัฒนาสังคม

กรมพัฒนาสังคมเชิดชูอาสาสมัครวันอาสาสมัครไทยปี2561

            กรมพัฒนาสังคมแถลงข่าวเชิดชูอาสาสมัครและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่นเนื่องในวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประจำปี ๒๕๖๑ สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐให้แก่กลุ่มเป้าหมายลดความเลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม

เมื่อวันที่ ๑๖ ตุลาคม ๒๕๖๑) เวลา ๑๓.๓๐ น. ณ ลานโถงกลาง ชั้น ๑ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ นางนภา เศรษฐกร อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ พร้อมด้วย พลตรีหญิง คุณหญิงอัสนีย์ เสาวภาพ ประธานที่ปรึกษาคณะกรรมการอำนวยการสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ จัดแถลงข่าววันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประจำปี ๒๕๖๑ ซึ่งการจัดงานในวันนี้เป็นการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ “พิธีประกาศเกียรติคุณอาสาสมัครดีเด่นและองค์การที่มีกิจกรรม ทางสังคมดีเด่น ประจำปี ๒๕๖๑” ซึ่งจะจัดขึ้นในวันจันทร์ที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๑ ณ ห้องปรินซ์ แกรนด์ บอลรูม โรงแรมปรินซ์พาเลซ กรุงเทพมหานคร
นางนภา กล่าวว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๘ กำหนดให้วันที่ ๒๑ ตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็น       วันคล้ายวันพระราชสมภพสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี เป็น “วันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติ”เป็น“วันอาสาสมัครไทย” ด้วยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ ร่วมกับสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย                  ในพระบรมราชูปถัมภ์ ดำเนินการคัดเลือกอาสาสมัครดีเด่นและองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น รวมทั้งจัดให้มีพิธีประกาศเกียรติคุณ       ในวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ จนถึงปัจจุบัน
นางนภา กล่าวต่อว่า การจัดงานวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประจำปี ๒๕๖๑ ในครั้งนี้ กำหนด    จัดขึ้นในวันจันทร์ที่ ๒๒ ตุลาคม ๒๕๖๑ กิจกรรมช่วงเช้า ประกอบด้วย ๒ กิจกรรม ได้แก่ ๑. การทำเวทีสมัชชาสวัสดิการสังคมแห่งชาติ        เวทีที่เปิดโอกาสให้ผู้ปฏิบัติงานด้านการจัดสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์ ตลอดจนอาสาสมัครได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานร่วมกัน หัวข้อในปีนี้ “การส่งเสริมการจัดสวัสดิการสังคมแบบ Productive Welfare”

๒. การจัดประชุมFocus Group ในหัวข้อ “อาสาสมัครเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน” วัตถุประสงค์เพื่อระดมความคิดเห็น ทิศทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านอาสาสมัคร และช่วงบ่ายพิธีประทานโล่ประกาศเกียรติคุณอาสาสมัครดีเด่น และองค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมในปี พ.ศ.๒๕๖๑
มีผู้ได้รับรางวัลทั้งสิ้น ๒๖๕ ราย ได้แก่ ๑. อาสาสมัครดีเด่น ๒๕๐ คน ยกตัวอย่างเช่น นายพัชรพล สุทธิธรรม กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไอเรียล พลัส (ประเทศไทย) จำกัด ที่อุทิศตนในการช่วยเหลืองานทางด้านสังคม และศาสนา

โดยการจัดโครงการเชิญชวนผู้คนในชุมชนมาช่วยงานในโครงการตักบาตรพระสงฆ์ ๕๐๐,๐๐๐ รูป ทุกวัดทั่วไทย เพื่อช่วยเหลือ ๔ จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประธานกรรมการดำเนินงานโครงการตักบาตรพระสงฆ์ ๑๐๐ รูป ในทุก ๆ วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา เช่น วันเข้าพรรษา วันอาสาฬหบูชา และวันพ่อแห่งชาติ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และโครงการตักบาตรข้าวสาร อาหารแห้ง ยา เวชภัณฑ์ โดยร่วมกับวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อช่วยเหลือเด็กกำพร้าติดเชื้อเอดส์และผู้ป่วยระยะสุดท้าย อีกทั้งได้ส่งเสริมการนั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรมและเมื่อมีโอกาสจะจัดสรรหาเวลาเพื่อศึกษาปฏิบัติธรรม

นอกจากนี้ยังเป็นผู้สนับสนุนโครงการต่าง ๆ ให้กับสภากาชาดไทย และสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์อยู่เสมอ ๒. องค์การที่มีกิจกรรมทางสังคมดีเด่น       ๑๕ องค์การ ยกตัวอย่างเช่น โรงพยาบาลบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา มูลนิธิเพื่อความเข้าใจเด็ก (Focus) จังหวัดเชียงใหม่ที่มีกิจกรรมช่วยเหลือสังคมอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนั้นยังมีกิจกรรมอื่น ๆ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการ แบ่งเป็น ๓ โซน คือ
โซนที่ ๑ นิทรรศการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี โซนที่ ๒ นิทรรศการวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย ประกอบด้วยประวัติความเป็นมาของงานวันสังคมสงเคราะห์แห่งชาติและวันอาสาสมัครไทย และการดำเนินงานของนักสังคมสงเคราะห์ในการช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาทางสังคม จนสามารถช่วยเหลือตนเองได้ โซนที่ ๓ การจัดบูธนิทรรศการขององค์การสวัสดิการสังคมที่เกี่ยวข้องกับงานอาสาสมัคร
กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม โดยเฉพาะผู้มีจิตอาสาเข้ามาร่วมพัฒนาสังคม รวมถึงพิทักษ์สิทธิ สร้างโอกาสการเข้าถึงบริการของรัฐให้แก่กลุ่มเป้าหมายลดความเลื่อมล้ำ และสร้างความเป็นธรรมในสังคม

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/348171

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน

รีไซเคิล,ธนาคารขยะ,โครงการธนาคารขยะรีไซเคิล

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน :  รายงาน   โดย…   คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

ในแต่ละวันเราทิ้งขยะพลาสติก กระดาษ ขวดแก้ว หรือกระป๋องน้ำอัดลม กันไปเท่าไรบ้าง ? จากข้อมูลของ กรมควบคุมมลพิษ เมื่อปี 2559 ระบุว่า ปริมาณขยะโดยเฉลี่ยที่คนไทยผลิตขึ้น มีปริมาณสูงถึง 1.14 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน เลยทีเดียว และแนวโน้มของปริมาณขยะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่อัตราการจัดการขยะที่ถูกต้องและกระบวนการรีไซเคิลเพื่อนำกลับมาใช้ประโยชน์ กลับมีเพียงเล็กน้อย ไม่เท่าทันกับปริมาณของขยะที่เพิ่มเป็นเท่าทวีคูณ

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน

หลังจากประสบความสำเร็จในการดำเนิน “โครงการธนาคารขยะรีไซเคิล” กับกลุ่มบุคลากรและนักศึกษาของมหาวิทยาลัยมหิดลมาแล้วตั้งแต่ปี 2552 จนถึงปัจจุบัน โดยตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ดำเนินโครงการมา มีปริมาณขยะรีไซเคิลที่สมาชิกนำมาฝากที่ธนาคารขยะ เป็นจำนวนถึง 1,920,891.98 กิโลกรัม คิดเป็นยอดเงินรับซื้อขยะรีไซเคิลจากสมาชิกเป็นจำนวนสูงถึง 10,173,818.03 บาท มหาวิทยาลัยมหิดลจึงขยายผลและความสำเร็จ “โครงการธนาคารขยะรีไซเคิล” ไปสู่โรงเรียนในชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไขปัญหาขยะที่นับเป็นปัญหาระดับชาติ

โปรแกรมธนาคารขยะรีไซเคิล พัฒนาขึ้นโดยกองเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เพื่อใช้ในการบริหารจัดการระบบธนาคารขยะรีไซเคิลภายในมหาวิทยาลัย สามารถทำธุรกรรมได้คล้ายระบบธนาคารทั่วไป เช่น การสมัครสมาชิก การรับฝาก การถอนเงิน และสามารถรายงานสรุปการทำธุรกรรมของทุกขั้นตอนได้ ซึ่งทำให้การจัดเก็บข้อมูลเป็นเรื่องง่าย รวดเร็ว และเชื่อถือได้

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน

ก่อนหน้านี้ มีโรงเรียนเครือข่ายที่นำโปรแกรมของมหาวิทยาลัยมหิดลไปใช้แล้ว จำนวน 4 โรงเรียน โดยโรงเรียนเครือข่ายแห่งแรก คือ โรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบ มหามงคล ในปีถัดมาจึงมีเพิ่มเติมคือ โรงเรียนวัดมะเกลือ(กาญจนลักษณ์วิทยา) โรงเรียนวัดทรงคนอง และโรงเรียนวัดสุวรรณาราม สำหรับปี 2561 นี้ ได้เพิ่มเติมโรงเรียนเครือข่ายระดับมัธยมต้นเป็นครั้งแรก คือ โรงเรียนมัธยมปุรณาวาส เขตทวีวัฒนา กรุงเทพฯ และโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม)

ศุภรัตน์ แดนโคกสูง หรือ ครูเฟิร์ส ที่ปรึกษาสภานักเรียนโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม) เล่าว่า 2 เดือนที่แล้ว มหาวิทยาลัยมหิดลได้เข้ามาช่วยดำเนินโครงการธนาคารขยะรีไซเคิล ทั้งช่วยติดตั้งโปรแกรมธนาคารขยะ วางระบบ รวมถึงติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครื่องเซิร์ฟเวอร์ สายแลนคอมพิวเตอร์ ตาชั่ง มีสมุดบัญชีคู่ฝากเพื่อให้สมาชิกถือติดตัว เพื่อที่จะได้เห็นยอดรายได้จากการขายขยะ อีกทั้งมีการฝึกอบรมวิธีการบริหารโครงการแก่ครูและนักเรียนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ดำเนินการโครงการธนาคารขยะรีไซเคิล รวมถึงติดต่อร้านรับซื้อของเก่าให้เข้ามารับขยะถึงโรงเรียนด้วย จึงทำให้โครงการขยะของโรงเรียนเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอย่างชัดเจน

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน

จณิสตา นามพร (พั้นซ์) และ บุญยศักดิ์ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต (โฟล์ค) นักเรียนชั้น ม.1 ที่ร่วมเป็นจิตอาสาของโครงการ และทำหน้าที่เป็นแผนกบันทึกข้อมูลการรับซื้อขยะต่างๆ เล่าว่า ขยะรีไซเคิลที่มีคนนำมาขายมากที่สุดคือ กระดาษเอสี่ ขวดพลาสติก ลังกระดาษ ขวดแก้ว กระป๋องอะลูมิเนียม ท่อพีวีซี รวมถึงน้ำมันที่ทอดอาหารแล้ว นอกจากนี้ ขยะบางอย่างถ้ามีการคัดแยกประเภทแล้วก็ยิ่งขายได้ราคาดี เช่น กระดาษสมุด เมื่อแยกปกและกระดาษขาวออกจากกัน จะมีราคาสูงกว่าแบบที่ไม่แยกปกแยกกระดาษ เก็บขวดน้ำพลาสติก กระป๋องอะลูมิเนียม กระดาษเอสี่ กระดาษสมุด ที่มีในห้องเรียนและตามซุ้มต่างๆ รอบๆ โรงเรียนมาขาย ช่วยลดขยะในโรงเรียนและสังคม ได้รักษาความสะอาด และยังมีรายได้

เมื่อถามถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของเด็กๆ และบุคลากรในโรงเรียน ครูเฟิร์ส เล่าว่า แรกๆ อาจจะมองว่าขายขยะแต่ละครั้งได้เงินไม่มาก แต่เมื่อรวมกลุ่มกันมากขึ้น หรือสะสมมากขึ้น มูลค่าก็มากขึ้น เป็นแรงจูงใจที่ดี ให้นักเรียนเห็นคุณค่าของการคัดแยกขยะ ส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกด้านการรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างดี กลุ่มคุณครูที่ในกลุ่มสาระหมวดวิชาต่างๆ ซึ่งจะมีเอกสารกระดาษจำนวนมาก นำมาขายที่ธนาคารขยะแต่ละครั้งได้เงินเป็นหลักร้อยหลักพัน

ดร.นพดล เด่นดวง ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ ผู้อำนวยการโรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย นครปฐม (พระตำหนักสวนกุหลาบมัธยม) กล่าวว่า บุคลากรในโรงเรียนช่วยกันขับเคลื่อนเรื่องขยะและสิ่งแวดล้อม โดยทุกคนตระหนักถึงปัญหาขยะและมีส่วนร่วมในการจัดการขยะอย่างเป็นระบบ เมื่อโรงเรียนเป็นผู้สอนให้เด็กได้เรียนรู้และมีจิตสำนึกเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้ว เขาจะมีส่วนในการบอกต่อและเป็นเครือข่ายในระดับครอบครัวและสังคมต่อไป เหมือนอย่างที่มหาวิทยาลัยมหิดลได้มาเป็นพี่เลี้ยงให้แก่เรา เมื่อร่วมด้วยช่วยกันเป็นเครือข่ายสังคมที่มีคุณภาพมากขึ้น ก็จะช่วยแก้ปัญหาขยะในประเทศไทยให้ลดน้อยลงได้

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน

รศ.ดร. กิติกร จามรดุสิต    รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่ามหาวิทยาลัยมีนโยบายส่งเสริมการสร้างมหาวิทยาลัยเชิงนิเวศ (Eco University) ที่มีเป้าหมายชัดเจนของการสร้างให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development) ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน 17 ข้อของสหประชาชาติ (17 Sustainable Development Goods) ทั้งภายในมหาวิทยาลัยและชุมชนโดยรอบ โครงการธนาคารขยะรีไซเคิลที่ดำเนินการกับโรงเรียนเครือข่ายมีเป้าหมายในการสร้างเสริมความรู้ความเข้าใจให้เยาวชนตระหนักถึงปัญหาขยะในชุมชนและโรงเรียน มีส่วนร่วมในการลดปริมาณขยะ ทั้งการจัดเก็บ การแยกขยะ และการรีไซเคิลขยะ รวมถึงเกิดรายได้จากขยะ ซึ่งจากการติดตามและประเมินผล พบว่าทุกโรงเรียนล้วนเห็นผลสำเร็จเป็นรูปธรรมชัดเจน

ธนาคารขยะรีไซเคิลมหิดลเปลี่ยนพฤติกรรมบวกยั่งยืน

วิทยุม.ก.ผนึกกรมผู้สูงอายุจัดโครงการร.ร.ผู้สูงอายุทางอากาศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/348045

วิทยุม.ก.ผนึกกรมผู้สูงอายุจัดโครงการร.ร.ผู้สูงอายุทางอากาศ

วิทยุมก

สถานีวิทยุม.ก.ผนึกกรมกิจการผู้สูงอายุดำเนินกิจกรรมโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ

           เมื่อเร็ว ๆ นี้ ผศ.อนุพร สุวรรณวาจกกสิกิจ ผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุกระจายเสียงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (สถานีวิทยุ ม.ก.) เข้าพบ อนุสันต์ เทียนทอง รองประธานกรรมการมูลนิธิบ้านบางแค ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ อดีตอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ พร้อมด้วยนางสาวแรมรุ้ง วรวัธ รองอธิบดีกรมกิจการผู้สูงอายุ และนางสาวอนัญญา อัดชู ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

         ทั้งนี้การเข้าพบของผู้อำนวยการใหญ่สถานีวิทยุม.ก.และคณะเพื่อหารือและขอคำแนะนำการดำเนินโครงการโรงเรียนผู้สูงอายุทางอากาศ โดยความร่วมมือระหว่าง สถานีวิทยุ ม.ก. และเทศบาลเมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ ในประเด็นเนื้อหาหลักสูตรและวิธีการอบรมให้คำแนะนำแก่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ ทั้งนี้ ทางสถานีวิทยุ ม.ก. จะนำประเด็นดังกล่าวฯ ไปนำเสนอแก่เทศบาลเมืองแม่เหียะ จังหวัดเชียงใหม่ ในการประชุมครั้งต่อไป

นอกจากนี้ ยังได้หารือถึงการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการร่วมกัน ระหว่าง กรมกิจการผู้สูงอายุ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับสถานีวิทยุ ม.ก. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

วิทยุม.ก.ผนึกกรมผู้สูงอายุจัดโครงการร.ร.ผู้สูงอายุทางอากาศ

วิทยุม.ก.ผนึกกรมผู้สูงอายุจัดโครงการร.ร.ผู้สูงอายุทางอากาศ

วิทยุม.ก.ผนึกกรมผู้สูงอายุจัดโครงการร.ร.ผู้สูงอายุทางอากาศ

“เภสัชกร” อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/348035

“เภสัชกร” อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ

เภสัชกร,ภกอำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ,เอไอ

“เภสัชกร” อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ : รายงาน  โดย…  หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

แม้ในอนาคต ปัญญาประดิษฐ์ หรือ เอไอ กำลังมาเข้ามาแทนที่แรงงานในหลายอุตสาหกรรม แต่ผลสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ยังมี 10 อาชีพที่เอไอแทนที่ไม่ได้ โดยเฉพาะงานที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์ หรือต้องอาศัยความชำนาญและประสบการณ์เฉพาะด้าน ยังเป็นข้อจำกัดที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ ไม่สามารถทำแทนคนได้ เช่นเดียวกับ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) ที่ไม่เชื่อว่า เอไอ จะมาจ่ายยาแทนเภสัชกรได้ เพราะหากจ่ายยาผิดพลาด คนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุด คือ ผู้ป่วย ที่สำคัญการจ่ายยาประเภทเดียวกันให้ผู้ป่วยแต่ละคนมีข้อจำกัดเฉพาะตัวที่แตกต่างกัน

“เภสัชกรโรงพยาบาล จะมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับ “ยา” ตั้งแต่กระบวนการจัดหา จัดเก็บ เพื่อให้ได้ยาที่มีคุณภาพพร้อมใช้และเพียงพอต่อการให้บริการ ซึ่งรวมถึงการผลิตยาบางรายการที่ไม่มีจำหน่ายในท้องตลาด เตรียมยาและผสมยาสำหรับผู้ป่วยเฉพาะรายตามแพทย์สั่ง เช่น ยาหยอดตา ยาสำหรับผู้ป่วยเด็ก ยาเคมีบำบัด สารอาหารที่ให้ทางหลอดเลือดดำ ขึ้นอยู่กับความต้องการของแพทย์และความจำเป็นในการใช้ของผู้ป่วยในแต่ละโรงพยาบาล” ภก.อำนวย กล่าว

"เภสัชกร" อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ

ดังนั้น แม้ว่าในอนาคตจะมีการนำเอไอเข้ามาทำงานในโรงพยาบาลหรือในกระบวนการจ่ายยา จะอยู่ในรูปแบบของการทำงานร่วมกันกับเภสัชกรรม โดยเอไอจะทำหน้าที่แทนในส่วนที่ไม่ต้องใช้ทักษะความชำนาญทางวิชาชีพ เช่นการตรวจสอบความถูกต้องก่อนจ่ายยา การประเมินผู้ป่วยแต่ละราย พร้อมให้คำแนะนำการใช้ยาที่เหมาะสมแก่ผู้ป่วย

"เภสัชกร" อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ

“ปกติในห้องจ่ายยา จะมีเภสัชกร 1 คนและผู้ช่วย 3-4 คน รวมเป็น 1 ทีม ถ้ามีเอไอมาช่วยจะทำให้การทำงานเร็วขึ้น ในส่วนของฝ่ายสนับสนุนการทำงานของเภสัชกร สัดส่วนต่อผู้ช่วยก็อาจจะลดลง แต่เอไอจะยังทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ประเมินผลต่างๆ แทนเภสัชกรไม่ได้ คิดว่าไม่มีผลกระทบต่อเภสัชกรในอนาคต แต่จะมีผลต่อต้นทุนของสถานพยาบาล

นอกจากนี้ เภสัชกรยังทำหน้าที่กระจายยาไปยังหอผู้ป่วยเพื่อให้บริการแก่ผู้ป่วยใน ซึ่งมีรูปแบบต่างๆ ขึ้นกับบริบทของโรงพยาบาล เช่น การจัดยาแบบรายวัน หรือการจัดยาแบบหนึ่งหน่วยการใช้ (unit dose) เป็นต้น

นายกสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) กล่าวว่า ปัจจุบันเภสัชกรโรงพยาบาล ทำงานร่วมกับสหวิชาชีพ เพื่อให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยและได้รับประสิทธิภาพสูงสุดจากการใช้ยา  เช่น การประสานรายการยา สำหรับผู้ป่วยที่ผ่านการตรวจรักษาจากแพทย์หลายท่าน ไม่ว่าจะในโรงพยาบาลเดียวกันหรือต่างโรงพยาบาล เพื่อป้องกันการได้รับยาซ้ำซ้อน ไม่ได้รับยาที่ควรได้รับ หรือได้รับยาที่ตีกันกับยาเดิม

"เภสัชกร" อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ

รวมทั้งประเมินและติดตามอาการไม่พึงประสงค์จากการใช้ยา วางระบบในการป้องกันอุบัติการณ์แพ้ยาซ้ำ มีการประเมินการใช้ยา การตรวจติดตามและวัดระดับยาในเลือด การบริบาลผู้ป่วยนอกในคลินิกโรคเรื้อรังต่างๆ รวมถึงการบริบาลทางเภสัชกรรมบนหอผู้ป่วย รวมทั้งทำหน้าที่ให้ข้อมูลเกี่ยวกับยาในทุกมิติให้กับทีมสหวิชาชีพ เพื่อนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการดูแลรักษาด้วยยาแก่ผู้ป่วย

ปัจจุบันสมาคมเภสัชกรรมโรงพยาบาล (ประเทศไทย) มีสมาชิกกว่า 10,000 รายอยู่ในโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย โรงพยาบาลศูนย์ (รพศ.) โรงพยาบาลทั่วไป (รพท.) หรือแม้แต่โรงพยาบาลชุมชนขนาดใหญ่ จะมีเภสัชกรปฏิบัติหน้าที่ให้บริการผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง แต่กระทรวงสาธารณสุขยังไม่มีการบรรจุ หรือกำหนดกรอบอัตรากำลังเภสัชกรให้ปฏิบัติงานประจำที่ รพ.สต.

"เภสัชกร" อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ

อย่างไรก็ตามในอนาคต จะมีการผลิตผลิตบุคลากรด้านเภสัชที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางมากขึ้น ได้แก่ เภสัชกรห้องฉุกเฉิน เภสัชกรโรคติดเชื้อ เภสัชกรเวชสำอาง เภสัชสมุนไพร ซึ่งสาขาเหล่านี้เป็นสาขาที่มีความจำเป็นสอดคล้องกับแนวโน้มและความต้องการของตลาด รวมทั้งเภสัชกรสมุนไพร ถือเป็นอีกหนึ่งสาขาที่มีการขับเคลื่อนกันมาต่อเนื่อง ซึ่งปัจจุบันทางรัฐบาลก็ให้ความสำคัญในเรื่องของสมุนไพร และเภสัชกรจะมีบทบาทสำคัญเพราะเป็นวิชาชีพที่มีความรู้ทั้งในเรื่องระบบยา ผลิตภัณฑ์ ที่เชื่อมโยงภูมิปัญญาดั้งเดิมกับภูมิปัญญาใหม่เข้าด้วยกัน

“ถึงเวลาแล้วที่ต้องสร้างการรับรู้ใหม่ให้แก่สังคมและประชาชนให้เป็นระบบสากลเหมือนในต่างประเทศ ที่ประชาชนสามารถนำไปสั่งยาจากแพทย์ในสถานพยาบาลไปหาซื้อกับเภสัชกรในร้านขายยาได้ แต่ที่ผ่านมาร้านขายยาจะถูกจัดกลุ่มเป็นเชิงพาณิชย์ ซึ่งทำให้เภสัชกรถูกมองในภาพลักษณ์อื่นที่ไม่เหมาะสม ทั้งๆ ที่เภสัชกรไม่ได้มีเฉพาะการ “จ่ายยา” ให้แก่ผู้ป่วยเท่านั้น แต่คือผู้ที่สร้างให้เกิดความมั่นใจว่าผู้ป่วยได้รับประโยชน์สูงสุดและเกิดความปลอดภัยจากการใช้ยาอีกทางหนึ่ง” ภก.อำนวย กล่าวทิ้งท้าย

"เภสัชกร" อาชีพที่เอไอทำไม่ได้ ภก.อำนวย พฤกษ์ภาคภูมิ

สจล. ปลื้มงานวิศวะ ’61 มาถูกทางเกาะติดเทรนด์ DISRUPTIVE

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/347940

สจล. ปลื้มงานวิศวะ ’61 มาถูกทางเกาะติดเทรนด์ DISRUPTIVE

สจล,Engineering Expo 2018,วิศวะ61

สจล.ปลื้มยอดคนสนใจหลักหมื่นทั้งไทยและต่างชาติเข้าชมงาน “วิศวะ’61 – Engineering Expo 2018”  จัดเต็มโชว์ผลงานนวัตกรรมที่มุ่งตอบโจทย์  Disruptive Technology

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวว่า การจัดงานวิศวะ ’61 หรือ Engineering Expo 2018  ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 ยังคงประสบความสำเร็จในการดึงดูดผู้สนใจนวัตกรรมเทคโนโลยีใหม่ๆ ภาคธุรกิจ ภาคการศึกษา และคนทั่วไปเข้ามาร่วมงาน โดยปีนี้มียอดผู้เข้ามาชมกว่า 1 หมื่นคน เพิ่มขึ้นจากครั้งที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากคณะผู้ชมงานจากต่างประเทศ โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งปีนี้เดินทางมาร่วมเป็นคณะใหญ่

“เป็นการรวมตัวของเครือข่ายสถาบันการศึกษาระดับประเทศของอินโดนีเซีย ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะแต่ในสาขาด้านวิศวกรรมศาสตร์เท่านั้น แต่รวมถึงสาขาอื่นๆ ด้วย เนื่องจากธีมการจัดงานปีนี้ของเรา เน้นการแสดงนวัตกรรมที่มุ่งตอบโจทย์การปรับตัวและปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจและการทำงาน เพื่อรับมือกับแนวโน้มของ “ดิสรัปทีฟ เทคโนโลยี (Disruptive Technology)” ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทุกภาคส่วน คำนี้ถือเป็นภาษาสากล เมื่อเราเน้นข้อนี้ จึงเหมือนเราคุยภาษาเดียวกัน ทางอินโดนีเซียจึงสนใจอยากมาร่วมชมงาน”

สจล. ปลื้มงานวิศวะ '61 มาถูกทางเกาะติดเทรนด์ Disruptive

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาสถาบันการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยของไทยและอินโดนีเซีย ก็มีความร่วมมือกันในระดับหนึ่งมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว แต่จากเทรนด์ด้านเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับสากลอย่าง Disruptive Technology ทำให้มีความตั้งใจตรงกันที่จะเพิ่มระดับความร่วมมือไปถึงการแลกเปลี่ยนนักวิจัย และนักศึกษา โดยเฉพาะในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ อีกทั้งในส่วนนักศึกษาของ สจล. ก็มีความพร้อม เพราะมีวิทยาลัยนานาชาติของ สจล.ด้วย

สจล. ปลื้มงานวิศวะ '61 มาถูกทางเกาะติดเทรนด์ Disruptive

สำหรับการจัดงานปีนี้ ระหว่างวันที่ 11-13 ตุลาคม ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา มีไฮไลท์ผลงานนวัตกรรมที่น่าสนใจ ได้แก่  Hover Board Wheelchairเป็นการประยุกต์ใช้สเก็ตบอร์ดพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า (Hover Board)  ร่วมกับวีลแชร์ธรรมดาให้กลายเป็นวีลแชร์ไฟฟ้า ในราคาไม่เกิน 1 หมื่นบาท จากราคาวีลแชร์ไฟฟ้าทั่วไปจะอยู่ในหลัก 4 หมื่น-1 แสนบาท อีกทั้งสามารถถอดออกได้เมื่อไม่ต้องการใช้ไฟฟ้า

สจล. ปลื้มงานวิศวะ '61 มาถูกทางเกาะติดเทรนด์ Disruptive

เครื่องขึ้นรูปจานใบไม้ ใบต้นสักเป็นวัสดุที่นำมาอัดขึ้นรูปเป็นภาชนะ โดยใช้พลาสติกย่อยสลายได้เป็นตัวยึดไม่ให้ใบไม้แตก นำมาใช้แทนพลาสติกที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว, จักรยานอัจฉริยะ จักรยานเช่าที่ผู้ใช้สามารถชำระค่าใช้บริการ และเจ้าของสามารถติดตามการใช้งานผ่านแอพพลิเคชั่นได้, หุ่นยนต์ผสมเครื่องดื่ม (เครื่องทำน้ำอัตโนมัติ) และน้องยูมิ หุ่นยนต์ทำสายไหม เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีกิจกรรมแข่งขันที่จะตัดสินรอบตัดเชือกกันในวันที่ 13 ตุลาคมนี้  ได้แก่ การแข่งขัน E-Sports  และการแข่งขัน Bangkok Drone Championship 2018 ที่มีน้องมิลค์ – ด.ญ. วรรณรญา วรรณพงษ์ วัย 11 ปี นักแข่งโดรนอายุน้อยที่สุดในโลกเข้าร่วมด้วย หลังจากเพิ่งไปคว้าแชมป์จากสนาม  “ไชน่า โดรน เรซซิ่ง โอเพ่น (2018 China Drone Racing Open)” ที่ประเทศจีน เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา  ซึ่งถือเป็นสนามทดสอบของการแข่งขันเอฟเอไอ เวิล์ด โดรน เรซซิ่ง แชมเปียนชิพส์ (FAI World Drone Racing Championships) ที่จะจัดขึ้นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายนนี้ และแน่นอนว่าน้องมิลค์ เตรียมพร้อมไปร่วมชิงแชมป์เต็มที่

รศ.ดร.คมสัน กล่าวด้วยว่า มีแนวคิดจะยกระดับการจัดงาน Engineering Expo ในอนาคตให้เป็นเวทีความร่วมมือในการจัดแสดงงานของนักศึกษาและสาขาวิชาชีพวิศวกรรม ทั้งระหว่างสถาบันการศึกษา หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เพื่อให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระดับภูมิภาคอาเซียนต่อไป

รพ.จุฬาลงกรณ์” เปิดตัวคู่มือ “ตำราเวชศาสตร์ผู้สูงวัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/347820

รพ.จุฬาลงกรณ์” เปิดตัวคู่มือ “ตำราเวชศาสตร์ผู้สูงวัย”

รพ.จุฬาลงกรณ์” เปิดตัวคู่มือ “ตำราเวชศาสตร์ผู้สูงวัย”เผยเทคนิคการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม 

                  วันที่ 12 ตุลาคม 2561  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ร่วมกับศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการดูแลผู้สูงวัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จัดงานเสวนาเปิด “ตำราเวชศาสตร์ผู้สูงวัย” คัมภีร์การดูแลสุขภาพผู้สูงวัยแบบครบวงจร และมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลรักษาสุขภาพของผู้สูงวัย  รวมถึงกิจกรรมการแสดงของกลุ่มผู้สูงวัยภายในงาน ณ อาคาร ส.ธ.

                 ศ.นพ. สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  กล่าวว่า สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุมากขึ้น ทำให้การบริการทางการแพทย์ต้องมีการปรับตัวเช่นเดียวกัน ผู้สูงอายุต้องการบริการและการดูแลมากขึ้น ขณะที่ต้องเตรียมผู้สูงอายุให้มีบทบาทสำคัญในทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง วัฒนธรรม การศึกษามากขึ้น โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ร่วมกับคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาและประเมินด้านสุขภาวะของผู้สูงวัยที่ต้องมุ่งเน้นการให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และเตรียมความพร้อมผู้สูงวัยทุกด้าน เพื่อให้ผู้สูงวัยทุกคนได้ใช้ชีวิตในวัยชราอย่างมีคุณภาพ

โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์สนับสนุนการดำเนินงานด้านสุขภาพของผู้สูงวัย ได้ มีการจัดตั้ง “กองทุน ส.ธ. เพื่อผู้สูงวัย” และจัดสร้าง “อาคาร ส.ธ.” เพื่อเป็นศูนย์บริการทางการแพทย์และสาธารณสุขด้านผู้สูงวัยแบบบูรณาการครบวงจร และเป็นต้นแบบของสังคมไทยในการดูแลผู้สูงวัย จนนำมาสู่การก่อตั้งศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และเตรียมความพร้อมการก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) อย่างสมศักดิ์ศรี เพื่อลดการพึ่งพิงผู้อื่น

กิจกรรมโดยศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการดูแลผู้สูงอายุ เน้นการเสริมสร้างสุขภาพผู้สูงวัยในทุกๆ ด้าน และการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นในผู้สูงวัย เพื่อเป็นแหล่งฝึกอบรมบุคลากร ในการนี้ได้รวบรวมองค์ความรู้ต่างๆ เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงวัยจัดทำเป็น “ตำราเวชศาสตร์ผู้สูงวัย” คู่มือการดูแลผู้สูงวัยอย่างครบวงจร ให้บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขสามารถนำมาใช้อ้างอิงในการดูแลผู้ป่วยตลอดจนการทำวิจัยด้านผู้สูงวัย นอกจากเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อตัวผู้สูงวัยในการดูแลรักษาสุขภาพของตนเอง รวมถึงผู้ดูแลและผู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัย นับว่าเป็นคู่มือในการเตรียมความพร้อมในการป้องกัน การดูแลรักษา และฟื้นฟูภาวะต่างๆ ของผู้สูงวัย  เพื่อให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตในวัยชราอย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีต่อไป

                ศ.นพ.เกื้อเกียรติ ประดิษฐ์พรศิลป์ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการดูแลผู้สูงอายุ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ประชากรผู้สูงวัยในประเทศไทยจะมีสัดส่วนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดประเด็นคำถามในเกือบทุกวงการในประเทศไทย สังคมไทยในอนาคตควรจะมีแนวทาง มาตรการหรือนโยบายอย่างไรในการปรับเปลี่ยนรองรับจำนวนผู้สูงวัยที่จะเพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ผู้สูงวัยในประเทศไทย นอกจากไม่เป็นภาระต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศแล้ว ยังสามารถเป็นกำลังสำคัญในการเป็นพลังขับเคลื่อนให้เกิดความก้าวหน้าในประเทศไทย

ประเด็นสำคัญที่สุดซึ่งเป็นรากฐานสำหรับสังคมผ้สูงวัยในอนาคตของประเทศไทยคือ ประเด็นด้านสุขภาพ การแพทย์และการสาธารณสุข บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขควรร่วมกันสร้างแนวทางการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขที่เหมาะสมกับผู้สูงวัย และร่วมกันสร้างองค์ความรู้ใหม่ผ่านงานวิจัยทางการแพทย์เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัยไทย แนวความคิดดังกล่าวเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการจัดทำ ตำราเวชศาสตร์ผู้สูงวัย โดยคาดว่า ตำราเวชศาสตร์สูงวัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย จะช่วยสนับสนุนและเป็นเครื่องมือให้บุคลากรทางการแพทย์ใช้เป็นแหล่งอ้างอิง เรียนรู้เพื่อช่วยเหลือผู้สูงวัยไทย และสามารถต่อยอดความรู้โดยการสร้างงานวิจัยด้านผู้สูงวัยต่อไป

ตำราเวชศาตร์ผู้สูงวัย ประกอบด้วยองค์ความรู้ผู้สูงวัย 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 เป็นองค์ความรู้ความเปลี่ยนแปลงด้านสรีรวิทยาของผู้สูงวัย ส่วนที่ 2 เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับปัญหาผู้สูงวัย และแนวทางการดูแลแก้ไข ส่วนที่ 3 เป็นองค์ความรู้เกี่ยวกับโรคหรือภาวะเฉพาะของระบบต่างๆ ที่เป็นปัญหาของผู้สูงวัย และส่วนที่ 4 เป็นส่วนที่เกี่ยวกับการดูแลผู้สูงวัยด้านจิตวิญญาณและการมีส่วนร่วมของชุมชนที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงวัย เป็นต้น

นอกจากการจัดทำตาราเวชศาสตร์เพื่อผู้สูงวัยแล้ว ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์ด้านการดูแลผู้สูงอายุยังคงมุ่งเน้นตามพันธกิจที่จะสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมผู้สูงวัยสุขภาพดี ชะลอความเสื่อม และลดภาวะพึ่งพิงของผู้สูงวัยต่อผู้อื่น มีการจัดตั้ง คลินิกผู้สูงวัยสุขภาพดี เพื่อสร้างเสริมการดูแลสุขภาพและประเมินปัญหาด้านสุขภาพของผู้สูงวัยตั้งแต่เริ่มต้น ให้ผู้สูงวัยสามารถดูแลตนเองให้ได้นานที่สุด สามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น       

            อ.นพ.ไอศวรรย์  เพชรล่อเหลียน หัวหน้าสาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้สูงวัย โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงวัย กล่าวถึง  อายุที่มากขึ้นมักมาพร้อมกับโรคประจำตัวต่างๆ โดยเฉพาะโรคกลุ่ม NCDเช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันสูง ซี่งโรคเหล่านี้เป็นสาเหตุสำคัญของโรคไต โรคหลอดเลือดหัวใจ รวมถึงภาวะสมองเสื่อม กุญแจสำคัญของการป้องกันและรักษาโรคกลุ่มนี้ คือการปรับวิถีชีวิตให้มีความสมดุลของร่างกายและจิตใจ ด้วยการออกกำลังกาย การเลือกรับประทานอาหาร การดูแลอารมณ์ การพักผ่อน และการพบปะสังสรรค์เข้าสังคม ความท้าทายคือทำอย่างไร จึงจะผสานองค์ความรู้ทางวิชาการ เข้ากับศิลปะในการใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละบุคคลได้

                     อ.นพ.ภรเอก มนัสวานิช อาจารย์ประจำฝ่ายเวชศาสตร์ครอบครัว ผู้เชี่ยวชาญด้านผู้สูงวัย กล่าวถึง  การสร้างเสริมสุขภาพสำหรับวัยสูงอายุ ควรเริ่มตั้งแต่ในช่วงวัยผู้ใหญ่ ประกอบด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การออกกำลังกาย ควบคุมโรคประจำตัว ฉีดวัคซีนป้องกันโรค การฝึกสมอง และการเข้าสังคม

​เปิดรายจ่ายการศึกษาไทย9แสนล้านคนจนแบกรับสูงกว่าคนรวย4เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/347701

​เปิดรายจ่ายการศึกษาไทย9แสนล้านคนจนแบกรับสูงกว่าคนรวย4เท่า

​เปิดรายจ่ายการศึกษาไทย

​เปิดรายจ่ายการศึกษาไทย9แสนล้านคนจนแบกรับสูงกว่าคนรวย4เท่า : รายงาน  โดย…   ปาริชาติ บุญเอก qualitylife4444@gmail.com

เปิดผลวิจัยรายจ่ายการศึกษาไทย สูงเกือบ 9 แสนล้าน  แต่ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณต่ำ มีปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและคุณภาพ เช่น เด็กจากครอบครัวยากจนออกกลางคัน ลูกคนรวยเรียนต่อในระดับสูงได้มากกว่าคนจน ทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอุดมศึกษา คุณภาพการจัดการศึกษาที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างเมืองกับชนบท ขณะที่รูปแบบการอุดหนุนส่วนใหญ่ยังเป็นลักษณะการอุดหนุนแนวราบ คือ เด็กนักเรียนได้รับเงินอุดหนุนเท่ากันทุกคน แม้ว่าจะมีความขัดสนต่างกันมาก

เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม โครงการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาสุขภาพและการศึกษาของนักเรียน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา(กสศ.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และธนาคารโลก จัดเสวนา “เจาะลึกรายจ่ายด้านการศึกษาของประเทศไทย” ซึ่ง ​รศ.ดร.ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์ หัวหน้าโครงการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรเพื่อพัฒนาสุขภาพและการศึกษาของนักเรียน อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ได้ร่วมกับ กสศ. และ สสส. จัดทำข้อมูลรายจ่ายด้านการศึกษาปี 2551-2559 พบว่า ประเทศไทยใช้งบประมาณลงทุนด้านการศึกษาปี 2559 มากถึง 878,878 ล้านบาท คิดเป็น 6.1% ของจีดีพี สูงกว่าประเทศกลุ่มโออีซีดี ที่ลงทุนเพียง 5.2% ของจีดีพี

ขณะที่งบประมาณด้านการศึกษาต่องบประมาณแผ่นดิน คิดเป็น 1 ใน 4 ของงบประมาณแผ่นดิน (รวมส่วนกลางและท้องถิ่น) ถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก และกลุ่มโออีซีดี ในภาพรวมประเทศไทยมีการลงทุนด้านการศึกษาสูง 9 แสนล้าน แสดงว่าไม่ได้ขาดแคลนทรัพยากร แผนงานด้านการศึกษาได้รับงบประมาณแผ่นดินสูงสุดกว่าร้อยละ 20 เฉพาะรายจ่ายในส่วนของภาครัฐกว่า 6 แสนล้านบาทถูกนำไปใช้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 70% อุดมศึกษา 19% เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ไทยใช้จ่ายสูงในระดับประถมศึกษา แต่ต่ำเกินไปในระดับอาชีวะที่มีอยู่ราว 4%

คนจนแบกรายจ่ายสูง4เท่า
​รศ.ดร.ชัยยุทธ์ กล่าวว่า หากมองไปที่ครัวเรือนไทยร่วมจ่ายเกือบ 2 แสนล้านบาท เฉลี่ยปีละ 11,330 บาทต่อคน โดยครัวเรือนยากจนจะแบกรับอยู่ที่ 22% ของรายได้ สูงกว่าครัวเรือนที่มีฐานะร่ำรวยที่รับภาระเพียง 6% ของรายได้เท่านั้น หรือสูงกว่า 4 เท่า ทั้งนี้ งบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในปีงบประมาณ 2559 มีมูลค่ารวม 28,000 ล้านบาท พบว่าส่วนใหญ่ ร้อยละ 70 เป็นงบบุคลากร งบลงทุน งบดำเนินงาน และงบรายจ่ายอื่น

โดยมีงบเงินอุดหนุนอยู่เพียงร้อยละ 30 เท่านั้น ซึ่งในจำนวนนี้คิดเป็นงบประมาณเพื่อช่วยเหลือเด็กยากจน ลดปัญหาการออกกลางคัน เงินอุดหนุนเด็กยากจนและพักนอนในระบบโรงเรียนอยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8 ของเงินอุดหนุนทั้งหมด โดยสามารถจัดสรรให้เด็กยากจนที่จำนวน 1.6 ล้านคน

“ปัญหาคือภาครัฐใช้จ่ายสูง แต่ประสิทธิภาพการใช้งบประมาณต่ำ ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสและด้านคุณภาพ เช่น เด็กจากครอบครัวยากจนออกกลางคัน ลูกคนรวยเรียนต่อในระดับสูงได้มากกว่าคนจนทั้งระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและอุดมศึกษา คุณภาพการจัดการศึกษาที่แตกต่างกันอย่างมากระหว่างเมืองและชนบท ขณะที่รูปแบบการอุดหนุนส่วนใหญ่ยังเป็นลักษณะการอุดหนุนแนวราบ คือ เด็กนักเรียนได้รับเงินอุดหนุนเท่ากันทุกคน แม้ว่าจะมีความขัดสนต่างกันมาก ดังนั้นเด็กที่มีฐานะยากจนกว่าเด็กคนอื่นๆ จึงมีปัจจัยเสี่ยงที่จะหลุดออกนอกระบบการศึกษามากกว่า หรือไม่เรียนต่อ รูปแบบการอุดหนุนเพื่อสร้างความเท่าเทียมกันจึงควรมีลักษณะการอุดหนุนในแนวดิ่งมากกว่าคือ มีการจัดสรรตามความจำเป็นของผู้เรียนที่มีสภาพแตกต่างกัน” รศ.ดร.ชัยยุทธ์ กล่าว

  ​กสศ.แนะจัดงบเสมอภาคแก้เหลื่อมล้ำ
ดร.ไกรยส ภัทราวาท ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา กล่าวว่า ปัจจุบันการจัดสรรทรัพยากรด้านการศึกษาของประเทศไทยยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำอยู่ แม้ว่าการจัดสรรจะใช้หลักการจัดสรรเงินรายหัวเท่ากันและมีการจัดสรรเงินอุดหนุนเพิ่มเติมแก่นักเรียนยากจนด้อยโอกาส แต่ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าในสภาพความเป็นจริงการกระจายงบประมาณในแต่ละพื้นที่ยังคงมีความแตกต่างกันค่อนข้างมาก โดยงบประมาณเฉลี่ยต่อนักเรียนในแต่ละจังหวัดมีความแตกต่างกันมากถึง 3 เท่าตัว โดยหากนักเรียนเรียนอยู่ในบางจังหวัดจะได้รับงบประมาณรายจ่ายด้านการศึกษาอยู่ที่ 27,145 บาท ในขณะที่นักเรียนที่อยู่ในอีกจังหวัดอาจได้รับงบประมาณสูงถึง 74,757 บาทต่อคนต่อปี โดยความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรนี้กลับมิได้สอดคล้องกับสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมในแต่ละพื้นที่

“จังหวัดที่มีฐานะทางเศรษฐกิจครัวเรือนยากจนที่สุดกลับได้งบอุดหนุนต่อหัวน้อยกว่าจังหวัดฐานะปานกลาง และเมื่อศึกษาเชิงลึกลงด้วยเครื่องมือทางภูมิสารสนเทศแล้วจะพบว่าปัญหาการขาดแคลนครูของโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกลทุรกันดารและการกระจุกตัวของครูในพื้นที่ราบเขตเมืองเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการจัดสรรทรัพยากรด้านค่าใช้จ่ายครูและบุคลากรทางการศึกษาระหว่างพื้นที่ยากจนและพื้นที่ในเมือง” ดร.ไกรยส ระบุ

ดร.ไกรยส ชี้ว่า ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าหากจะลดปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เราจำเป็นต้องมีเครื่องมือสนับสนุนการปฏิรูประบบการจัดสรรงบประมาณด้านการศึกษาให้มุ่งเน้นความเสมอภาคมากขึ้น (Equity-based Budgeting) ซึ่งไม่ใช่การจัดสรรด้วยสูตรเดียวกันทั้งประเทศ แต่ใช้หลักการนำข้อมูลความจำเป็นของผู้เรียน และสถานศึกษา

รวมทั้งบริบทเฉพาะในแต่ละพื้นที่ มาคิดคำนวณอยู่ในสูตรการจัดสรรงบประมาณด้วย สิ่งนี้จะช่วยให้ระบบการศึกษาไทยสามารถบรรลุเป้าหมายทั้งด้านประสิทธิภาพ และความเสมอภาคไปพร้อมกันได้ (Equity & Efficiency Gain) เพราะนอกจากผู้เรียน โรงเรียนจะได้รับการจัดสรรทรัพยากรที่สอดคล้องกับความจำเป็นเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาแล้ว รัฐบาลจะสามารถประหยัดเงินงบประมาณได้จำนวนมากจากรายจ่ายที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการได้ด้วย

​ด้านนายสนิท แย้มเกษร ผู้ช่วยเลขาธิการ สพฐ. กล่าวว่า สพฐ.ร่วมกับ กสศ.ใช้ข้อมูลจากงานวิจัยนี้ พัฒนารูปแบบการอุดหนุนเงินปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน ตามสภาพความยากจนของแต่ละพื้นที่ พัฒนาวิธีการคัดกรองด้วยวิธีการให้คะแนนความยากจนโดยการวัดรายได้ครัวเรือนนักเรียน ควบคู่กับสถานะของครัวเรือน วิธีการดังกล่าวนี้จะสามารถจำแนกระดับความยากจนว่าเด็กนักเรียนคนใดสมควรได้รับความช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน คาดว่าจะช่วยลดอัตราการออกกลางคันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นก้าวแรกของการปรับเปลี่ยนการจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างความเสมอภาคอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นนโยบายที่ทางกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญ

องค์การค้าฯ-สสวท.บนความสัมพันธ์40ปี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/347542

องค์การค้าฯ-สสวท.บนความสัมพันธ์40ปี

สสวท,องค์การค้า,หนังสือเรียน

องค์การค้าฯ-สสวท.บนความสัมพันธ์40ปี : รายงาน โดย… หทัยรัตน์ ดีประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com –

เป็นเวลา 40 ปีมาแล้วที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ปัจจุบันมีคนทำงาน 350 คนเป็นผู้จัดทำต้นฉบับตำราเรียนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ส่วนองค์การค้า ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) มีพนักงาน 1,200 คนมีหน้าที่พิมพ์พร้อมจัดส่งไปยังสถานศึกษาให้ทันก่อนเปิดภาคเรียน โดยล่าสุดสสวท.ให้สิทธิ์องค์การค้าฯ 70% พิมพ์ในส่วนของหลักสูตรเดิมทั้งหมดและหลักสูตรใหม่ระดับประถมศึกษา

สสวท.มี “วัตถุประสงค์” ในการทำงานคือจัดทำต้นฉบับตำราเรียนด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ให้ครูทั่วประเทศนำไปใช้สอนนักเรียนให้มีความรู้ความสามารถทางด้านวิชาการทั้ง 2 วิชา หากเปิดเทอมแล้วไม่มีหนังสือเรียนให้ครูและนักเรียนใช้เรียนแล้วนั่นหมายความว่า การทำงานของสถาบันนี่ไม่บรรลุเป้าหมายนั่นเอง

นัยเดียวกัน องค์การค้าฯ ของสกสค. ก่อตั้งขึ้นเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องหนังสือ สื่อการเรียนการสอน วัสดุอุปกรณ์การศึกษา และเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา ถ้าไม่สามารถพิมพ์และจัดส่งตำราเรียนได้ทันกำหนดก็ถือไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์เช่นเดียวกัน

องค์การค้าฯ-สสวท.บนความสัมพันธ์40ปี

ขณะที่รัฐบาลลงทุนด้านการศึกษาไม่ต่ำกว่า 3 แสนล้าน ถ้าเปิดเทอมแล้วไม่มีหนังสือให้เรียนแล้วก็ไม่มีประโยชน์ พอๆ กับการประชุมที่ไร้เอกสารวาระการพิจารณาในขณะที่กรรมการมานั่งเต็มห้อง แต่จัดส่งเอกสารตามหลังอีก 1 วันก็ไม่ทันการพิจารณาเฉกเช่นเดียวกัน ดังนั้นหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดทำต้นฉบับหนังสือเรียนอย่างสสวท.และองค์การค้าฯ ที่รับพิมพ์หนังสือเรียน จึงต้องมาจัดทำแผนการทำงานร่วมกันทุกขั้นตอนเพื่อให้เดือนเมษายน 2562 หนังสือเรียนจะส่งถึงโรงเรียน
ชูกิจ  ลิมปิจำนงค์  อดีตนักเรียนทุน พสวท.ที่ลาออกจาก ม.สุรนารี มารับตำแหน่งได้ ผอ.สสวท.ได้เพีียง 5 เดือน ยืนยันว่า สสวท. ยึดผลประโยชน์ของนักเรียนและครูไทยเป็นหลักมาโดยตลอด  มีพันธกิจในการทำให้การเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยมีประสิทธิภาพสูงสุดและเป็นไปอย่างราบรื่น สอดคล้องกับนโยบายประเทศที่มุ่งใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศไทยในยุค 4.0 ซึ่ง สสวท. ได้ผลิตต้นฉบับหนังสือเรียนที่มีคุณภาพแล้ว แต่หากหนังสือเรียนไม่ถึงมือนักเรียนทันใช้ก่อนเปิดภาคเรียน จะกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศ

องค์การค้าฯ-สสวท.บนความสัมพันธ์40ปี

“ฉะนั้นเป็นหน้าที่ของสสวท.ที่จะทำยังไงทำให้หนังสือที่ทำต้นฉบับได้พิมพ์และจัดส่งไปโรงเรียนให้ทันใช้ในช่วงเวลาที่เปิดเทอม การตั้งคณะทำงานร่วมกันก็เป็นอีกหนทางหนึ่งที่องค์กรที่เป็นพันธมิตรร่วมกันมา 40 ปีจะเดินหน้าไปด้วยกันอย่างราบรื่น ถ้ามีปัญหาติดขัดตรงไหนจะได้ช่วยกันแก้ไขอย่างทันท่วงที เชื่อว่าปีหน้าการจัดส่งหนังสือเรียนทั้ง 2 วิชาในระดับประถมศึกษาจะทันตามกำหนด” ผอ.สสวท. กล่าว
ขณะที่เรือลำใหญ่บรรทุกพนักงานกว่า 1,200 คนอย่าง องค์การค้าฯ มีกัปตันอย่าง “วีระกุล อรัณยะนาค” ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้รับหนังสือแต่งตั้งให้มาปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าของสกสค.เมื่อวันที่ 6 กันยายน ที่ผ่านมา ออกตัวว่าองค์การค้าฯ จัดตั้งมา 70 กว่าปี มีผู้บริหารทั้งหมด 14 คน และมีพนักงานจำนวน 1,200 กว่าคน มีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องหนังสือ สื่อการเรียนการสอน วัสดุอุปกรณ์การศึกษาในราคาที่เป็นธรรม ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็จะยังคงรักษาไว้ซึ่ง “วัตถุประสงค์” หลักนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างแน่นอน

องค์การค้าฯ-สสวท.บนความสัมพันธ์40ปี

ทว่าเป็นธรรมดาของเรือลำใหญ่ที่ต้องมีรอยรั่ว เป็นหน้าที่ของ “กัปตันเรือ” ที่ต้องอุดให้วิ่งต่อไปได้ หาไม่แล้วก็ต้องต่อเรือใหม่ให้แล่นไปทะเลกว้างได้พร้อมกับขุนพลที่แข็งแรงและพร้อมเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางร่วมกันได้

ผอ.องค์การค้าฯ สดๆ ร้อนๆ ยอมรับว่าที่ผ่านมาก็ได้ยินเสียงลือเสียงเล่าอ้างมาอยู่บ้าง แต่เชื่อว่าจากวันนี้ไปคนที่แข็งแรงน่าจะพร้อมที่จะเดินหน้าไปกับภารกิจ 70% ที่ได้มอบหมาย จะมีการจัดซื้อแท่นพิมพ์ใหม่ ให้เกิดความทันสมัย เป็นการปฏิรูปองค์การค้าครั้งใหม่ให้เป็นองค์การค้า 4.0 อย่างแท้จริง
ปัจจุบันโรงพิมพ์องค์การค้าของ สกสค. ตั้งอยู่ถนนลาดพร้าว ผลิตหนังสือเรียนสื่อการเรียนการสอน และรับจ้างพิมพ์งานทั่วไปและข้อสอบ รวมทั้งมีโรงงานผลิตอุปกรณ์การศึกษา ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรม 1 มีหน้าที่ผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สื่อการเรียนการสอนและสารเคมี และโรงงานอุตสาหกรรม 2 มีหน้าที่ผลิตเครื่องแบบเครื่องใช้นักเรียน ครุภัณฑ์ทางการศึกษา เครื่องจักรและวัสดุทางการพิมพ์
มีผู้จัดการองค์การค้ามาแล้ว 14 คน ไล่าเรียงมาตั้งแต่ 1.นายยืนยง จิรัฏฐิติกาล (รักษาการ) 2.นายประเวศ พุ่มพวง 3.นายเกษม กลั่นยิ่ง (รักษาการ) 4.นายลาดหญ้า อูริยา 5.นายบำเรอ ภานุวงศ์ 6.นายชินภัทร ภูมิรัตน (รักษาการ) 7.นายสันติภาพ อินทรพัฒน์
8.นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร (รักษาการ) 9.น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ (รักษาการ) 10.นายสมมาตร์ มีศิลป์ 11.นายสุเทพ ชิตยวงษ์ (ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง) 12.นายพิษณุ ตุลสุข (ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง) 13.นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ (ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง) และ 14.นายวีระกุล อรัณยะนาค (ปฏิบัติหน้าที่)

อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้ถือว่าองค์การค้าฯ ได้มากกว่าที่เสีย เพราะไม่เอาคนออก และได้เครื่องพิมพ์ชุดใหม่ รองรับเตรียมการผลิตตำราเรียน ที่เชื่อว่าจะทันตามกำหนดพร้อมจัดส่งถึงโรงเรียนได้ งานนี้ต้องดูว่าทั้งสองหน่วยงานจะเดินทางไปจุดหมายปลายทางพร้อมกันได้หรือไม่ จากไปนี้ไปก่อนถึงเมษายน 2562 จะทยอยเฉลยทีละคำตอบ

“นมแม่”บริจาคได้ต้องพาสเจอร์ไรซ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/347364

“นมแม่”บริจาคได้ต้องพาสเจอร์ไรซ์

พาสเจอร์ไรซ์,นมแม่,บริจาค

“นมแม่”บริจาคได้ต้องพาสเจอร์ไรซ์ : รายงาน  โดย…  ปาริชาติ บุญเอก  qualitylife4444@gmail.com

“นมแม่” มากประโยชน์เพียบพร้อมสารอาหารที่ดีต่อสุขภาพของเด็กแรกเกิด ช่วยลดอัตราการติดเชื้อทางเดินหายใจ รวมถึงช่วยในด้านของระบบทางเดินอาหารและโรคร้ายแรง อาทิ ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ซึ่งทางองค์การอนามัยโลกมีการรณรงค์ให้มีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพียงอย่างเดียวนานถึง 6 เดือน พร้อมๆ กับการให้อาหารที่มีสารอาหารครบถ้วนตามวัยควบคู่ไปกับการให้นมแม่จนถึงอายุ 2 ขวบ

ปัญหาหนึ่งที่พบในเด็กแรกเกิดคือ แม่มีน้ำนมให้ลูกไม่เพียงพอ และที่มากไปกว่านั้นในเด็กแรกเกิดที่คลอดก่อนกำหนดเองทารกไม่สามารถดูดนมแม่ได้ ในส่วนของแม่เอง ก็มีความกังวลในเรื่องลูก จึงส่งผลต่อปริมาณการผลิตน้ำนมให้ลดน้อยลง สาขาวิชาทารกแรกเกิด ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มีการส่งเสริมการให้นมแม่แก่ทารกเกิดก่อนกำหนดและทารกที่เจ็บป่วยอย่างสม่ำเสมอมา ซึ่งจากข้อมูลในปี 2552-2553 พบว่าร้อยละ 100 ของคุณแม่ที่คลอดบุตรก่อนกำหนดอายุครรภ์น้อยกว่า 34 สัปดาห์ในโรงพยาบาลศิริราช ต้องการได้รับนมแม่อย่างเพียงพอ และมีทารกที่เกิดในโรงพยาบาลเพียงแค่ร้อยละ 15 จากทั้งหมดเท่านั้น ที่ได้ทานนมแม่สำเร็จตลอดการอยู่โรงพยาบาล

"นมแม่"บริจาคได้ต้องพาสเจอร์ไรซ์

นมแม่ที่เหลือเพื่อเด็กป่วย 
สำหรับทารกที่เกิดก่อนกำหนดและทารกแรกเกิดที่เจ็บป่วยจากการศึกษาของสถานพยาบาลหลายแห่ง พบว่า นมแม่มีประโยชน์อย่างมหาศาลในการป้องกันการติดเชื้อ ที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตของทารกเกิดก่อนกำหนด ได้แก่ ภาวะลำไส้เน่าเปื่อย (Necrotizing enterocolitis) ภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันหรือลดความรุนแรงของภาวะแทรกซ้อนที่สำคัญเช่น ภาวะจอประสาทตาเจริญผิดปกติ (Retinopathy of prematurity) และช่วยส่งเสริมให้ทารกเกิดก่อนกำหนดกลุ่มนี้มีพัฒนาการที่ดีขึ้น

“ธนาคารนมแม่” เริ่มต้นขึ้นปี 2555 นักศึกษาปริญญาโท คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับรูปแบบการจัดตั้งธนาคารนมแม่และได้มานำเสนอต่อศูนย์ฝึกอบรมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ประกอบกับภาควิชากุมารเวชศาสตร์ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทารกเกิดก่อนกำหนดและทารกที่เจ็บป่วย

"นมแม่"บริจาคได้ต้องพาสเจอร์ไรซ์

นำไปสู่การเปิดรับบริจาคน้ำนมแม่ จากคุณแม่ที่มีสุขภาพร่างกายแข็งแรง มีน้ำนมมากเกิดความจำเป็น และยินดีบริจาค นำมาผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์ พร้อมส่งต่อให้แก่ทารกเกิดก่อนกำหนดและทารกเจ็บป่วย ซึ่งมารดายังมีน้ำนมไม่เพียงพอ โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของทารกเป็นหลัก รวมถึงให้บุคคลภายนอกได้เข้ามาศึกษาดูงาน และนำไปสู่การทำการวิจัยและพัฒนาต่อยอดในเรื่องกระบวนการผลิต การนำไปใช้ และผลของการใช้น้ำนมแม่ที่ผ่านการพาสเจอร์ไรซ์ เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อทารกป่วย

    คัดกรองนมแม่ตามมาตรฐาน
ปริสา สนธิ นักวิชาการโภชนาการ ธนาคารนมแม่ อธิบายว่า ขั้นตอนการรับบริจาคเริ่มจากคัดกรองด้านสุขภาพคุณแม่ที่มาบริจาคน้ำนมเบื้องต้น โดยการตรวจเลือด และกรอกประวัติ โดยโรคที่เสี่ยงและไม่สามารถบริจาคได้ คือ HIV ซิฟิลิช ไวรัสตับอักเสบ B ไวรัสตับอักเสบ C และไซโตเมกกาโลไวรัส (CMV) หลังจากนั้นจึงนำน้ำนมมาตรวจหาเชื้อเพื่อนำไปสู่ขั้นตอนการพลาสเจอร์ไรซ์และนำไปตรวจเชื้ออีกครั้งเพื่อแจกจ่ายนมให้แก่เด็กในโรงพยาบาลต่อไป

"นมแม่"บริจาคได้ต้องพาสเจอร์ไรซ์

ปัจจุบันมีการบริจาคนมให้แก่เด็กที่อยู่ภายในโรงพยาบาลเท่านั้น ยังไม่มีการบริจาคแก่บุคคลภายนอก ทั้งนี้นมที่รับบริจาคสามารถเก็บไว้ได้ไม่เกิน 6 เดือน นับจากวันที่คุณแม่ปั๊ม โดยธนาคารจะเก็บในตู้เย็นติดลบ 20 องศา ปัจจุบันมีคุณแม่ติดต่อเข้ามาขอบริจาคทุกวัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคุณแม่ที่มีน้ำนมมากเกินไป ลูกรับประทานไม่ทัน โดยปริมาณการบริจาคจะอยู่ที่ 300 ออนซ์ขึ้นไป หรือราวๆ 400-600 ออนซ์ต่อถุง มากสุดอยู่ที่ 800-900 ออนซ์ ซึ่งคุณแม่ควรเขียนระบุวันเวลาที่ปั๊มนมให้ชัดเจน

การบริจาคนมแม่ในต่างประเทศ
พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด โรงพยาบาลบีเอ็นเอช และอนุกรรมการศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย เจ้าของเพจนมแม่ป้าหมอสุธีรา  กล่าวว่า ในต่างประเทศมีการบริจาคน้ำนมระหว่างแม่มาแล้วก่อนหน้านี้ และมีการขายน้ำนมเกิดขึ้น ซึ่งบางคนใช้นมวัวหรือน้ำเปล่าเจือจาง ทำให้มีเชื้อโรคอันตรายเจือปน เนื่องจากขาดการคัดกรองและตรวจสอบที่ได้มาตรฐาน ปัจจุบันมีเพียง 2 โรงพยาบาลเท่านั้นคือ รามาธิบดี และศิริราช

"นมแม่"บริจาคได้ต้องพาสเจอร์ไรซ์

  2 อาทิตย์แรก เวลาดี หลังคลอด  
ในขณะคลอดคุณแม่ควรเลือกโรงพยาบาลที่สนับสนุนการนมแม่ เพราะในช่วงเวลา 2 อาทิตย์แรกสำคัญมาก ต้องส่งให้ลูกดูดนมทันที ไม่แยกแม่และลูก และต้องให้ดูดทุกๆ 2 ชั่วโมง ประมาณวันละ 8-12 ครั้งต่อวัน เพื่อกระตุ้นให้แม่ผลิตน้ำนมได้เพียงพอ นอกจากนี้ต้องขยันปั๊มนมเพื่อหลอกร่างกายว่าเรามีลูกมากกว่าหนึ่ง หลักการสำคัญที่สุด คือการให้ลูกดูดนมบ่อยๆ

  “รับบริจาคนม” ลูกเสี่ยงหรือไม่
พญ.สุธีรา แนะนำว่าคุณแม่ซึ่งคลอดลูกใหม่ ควรพยายามให้นมลูกด้วยตนเอง หากรับบริจาคมาแล้ว ควรผ่านกระบวนการเหมือนในโรงพยาบาลคือพาสเจอร์ไรซ์ และเนื่องจากนมเป็นสารคัดหลั่ง ไม่ควรรับบริจาคกันเอง สำหรับคุณแม่ที่ม่ีความจำเป็นต้องการรับน้ำนม ควรรับน้ำนมจากธนาคารนมที่มีการดูแลจัดการเช่นเดียวกับธนาคารเลือด
คือมีการคัดกรองเหมือนกับการบริจาคเลือด มีการซักประวัติถึงความเสี่ยงต่างๆทำการพาสเจอร์ไรซ์นม จนมั่นใจได้ในความปลอดภัยหากมีน้ำนมเยอะ สามารถเก็บไว้ให้ลูกรับประทานได้ เพราะนมแม่สามารถเก็บไว้ได้นานมากสุด 4 ปี หากบริจาคไม่ผ่านกระบวนการพาสเจอร์ไรซ์ ไม่แนะนำให้ทำ ถ้าคุณเป็นคุณแม่ที่อยู่ในกลุ่มพิเศษคือมีน้ำนมเยอะ ปั๊มเก็บไว้ให้ลูกรับประทานได้

"นมแม่"บริจาคได้ต้องพาสเจอร์ไรซ์

พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ

    เคล็ดลับปั๊มนมสำหรับคุณแม่
ปัจจุบันมีคุณแม่หลายคนที่ประสบปัญหาน้ำนมน้อย ปริสา กล่าวเพิ่มเติมถึงเคล็ดลับที่ช่วยให้คุณแม่มีปริมาณน้ำนมมากขึ้นว่า “การให้นมลูกในแต่ละครั้งคุณแม่ควรให้ลูกดูดนมให้หมดเต้า และดูดอย่างถูกวิธี รวมถึงการปั๊มน้ำนมให้ถูกวิธี จะทำให้น้ำนมผลิตได้เยอะขึ้น นอกจากนี้การรับประทานอาหารก็สำคัญ คุณแม่ควรทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานผัก ผลไม้ ให้ครบ 5 หมู่ ซึ่งจะทำให้น้ำนมมีคุณค่าทางสารอาหารครบถ้วน ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามอาหารที่ทาน และควรพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เครียด เพราะความเครียดจะส่งผลต่อการผลิตน้ำนม”

พนง.องค์การค้าฯ1.2พันไม่ตกงาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/347208

พนง.องค์การค้าฯ1.2พันไม่ตกงาน

สสวท,สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี,สกสค,พีระ รัตนวิจิตร,วีระกุล อรัณยะนาค,องค์การค้าฯ,รมวศึกษาธิการ,ชูกิจ ลิมปิจำนงค์

พนง.องค์การค้าฯ1.2พันไม่ตกงาน สสวท.ให้พิมพ์หนังสือ70%-ส่งทันเปิดเทอม : รายงาน  โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร – qualitylife4444@gmail.com

หลังจากที่สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ได้เตรียมแผนสำรองเจรจาหาผู้รับสิทธิ์พิมพ์ตำราเรียนวิทย์ – คณิต แทนองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เสนอบอร์ด

สสวท.พิจารณาวันที่ 12 ตุลาคมนี้ เพราะกลัวองค์การค้าฯ ผลิตหนังสือไม่ทันเปิดเทอมเนื่องจากบอร์ด สสวท. มีมติในการประชุมวันที่ 13 กรกฎาคม 2561 ให้สิทธิ์ในการพิมพ์ขององค์การค้าฯ 70% เฉพาะในส่วนของหลักสูตรเดิมทั้งหมดและหลักสูตรใหม่ระดับประถมศึกษา ซึ่งองค์การค้าฯ ไม่ได้ยืนยันการรับสิทธิ์ภายในวันที่ 5 ตุลาคม ที่ผ่านมา ล่าสุดมีการประชุมคณะกรรมการองค์การค้าฯ ที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) โดยมี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธาน และได้เปิดแถลงข่าวหลังจากประชุมว่าขณะนี้ สสวท.และองค์การค้าฯ มีความเข้าใจตรงกันและพร้อมทำงานร่วมกันแล้ว

    สสวท.-องค์การค้าฯจูบปากไปต่อ
จากการหารือทั้ง 2 หน่วยงาน พบว่ามีเป้าหมายเดียวกันคือการจัดส่งหนังสือให้แก่โรงเรียนได้ทันตามเวลาที่กำหนด และต้องการทำหนังสือให้ทันสมัย ซึ่งจริงๆ แล้วทั้ง 2 หน่วยงานถือว่ามีการทำงานร่วมกัน มีประวัติศาสตร์อันยาวนานมาหลายปี ถ้าจะมาขัดกันวันนี้ คงไม่ใช่เรื่องที่เหมาะสม ดังนั้นได้พยายามให้เข้าใจกัน มองถึงปัญหาว่ามีอะไร ซึ่ง สสวท.มีภารกิจชัดเจน ต้องการหนังสือให้ทันและทันสมัย องค์การค้าฯ ก็อยากทำให้การพิมพ์ทันตามเวลา และมีความทันสมัยเช่นเดียวกัน

พนง.องค์การค้าฯ1.2พันไม่ตกงาน

“ยืนยันว่าพนักงานทั้งหมดขององค์การค้าฯ จะไม่มีการตกงาน แต่องค์การค้าฯ จะมีการปรับปรุงการพิมพ์แบบเรียนใหม่ โดยจะจัดซื้อแท่นพิมพ์ใหม่ให้เกิดความทันสมัย ซึ่งถือว่าเป็นการปฏิรูปครั้งใหม่ ให้เป็นองค์การค้าฯ 4.0 อย่างแท้จริง โดยได้มอบหมายให้ พล.อ.โกศล ปทุมชาติ ที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ ดำเนินการจัดทำแผนปฏิรูปในวันที่ 9 ตุลาคมนี้ ส่วนงบประมาณที่จะใช้ดำเนินการไม่ต้องกังวล เพราะ สกสค.มีงบประมาณรองรับไว้อยู่แล้ว” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

นอกจากนี้ นายพีระ รัตนวิจิตร รองปลัดศธ. ในฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสกสค. ได้แจ้งให้ที่ประชุมรับทราบว่าจะขอลาออกจากตำแหน่งปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการสกสค. เนื่องจากมีภาระงานมาก ส่วนจะให้ใครมาดำรงตำแหน่งแทนนั้น ขอหารือกับ พล.อ.โกศล ก่อน คาดว่าจะได้เร็วๆ นี้

    มีปัญหารับผิดชอบร่วมกัน
นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อไปว่า สำหรับปัญหาความล่าช้าของการจัดส่งหนังสือไม่ถึงมือเด็กนั้น ที่ผ่านมาต่างฝ่ายต่างบอกว่าอีกฝ่ายผิด องค์การค้าฯ บอกว่าสสวท.ส่งต้นฉบับช้า สสวท.บอกว่าองค์การค้าฯ พิมพ์ช้า ซึ่งคนที่กล่าวกันในอดีต ตอนนี้ไม่อยู่แล้ว ดังนั้น การเจรจาครั้งนี้ทั้ง 2 ฝ่าย ต้องเป็นไปตามระยะเวลาที่ต้องไปทำแผนร่วมกัน ซึ่งหากปัญหาติดขัดตรงไหน เกิดจากหน่วยงานใดหน่วยงานนั้นต้องรับผิดชอบ โดยความรับผิดชอบนั้นจะดูจากผลลัพธ์ของงาน

พนง.องค์การค้าฯ1.2พันไม่ตกงาน

นายวีระกุล อรัณยะนาค ผู้ตรวจราชการ ศธ. ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าฯ กล่าวว่า จากการหารือครั้งนี้ ถือเป็นไปในทิศทางที่ดี เป็นการจูบปากกันเหมือนเดิม เพราะสองฝ่ายมีเจตนารมณ์ต้องการให้สื่อคุณภาพดีไปถึงนักเรียน ดังนั้น ความกังวลที่เกิดขึ้นต่อองค์การค้าฯ จึงหมดไป เนื่องจากได้มากกว่าที่เสียไป 30% ทั้งการไม่ต้องเอาคนออก และได้เครื่องพิมพ์ชุดใหม่ เตรียมการผลิตแบบใหม่ ก้าวสู่ยุคใหม่ เชื่อว่าทำให้พนักงานองค์การค้าฯ ดีใจ เพราะเหมือนได้เกิดใหม่

ด้านนายชูกิจ ลิมปิจำนงค์ ผู้อำนวยการ สสวท. กล่าวว่า สสวท.ขอบคุณ รมว.ศึกษาธิการ ที่รับฟังปัญหาทั้งสองฝ่าย ทำให้เกิดการเจรจาอย่างราบรื่น ซึ่งสสวท.ไม่ได้มีส่วนใดส่วนเสียในการจัดจำหน่ายหนังสือ แต่เป็นหน่วยงานที่ให้ลิขสิทธิ์ในการจัดพิมพ์หนังสือ และอยากให้นักเรียนได้ใช้ทันตามเวลา เพื่อจัดการเรียนการสอนได้ทันเวลา

ทำแผนร่วมกันส่งทันเวลา
ทั้งนี้ ตั้งแต่รับตำแหน่งมาไม่เคยคาดคิดว่าทั้ง 2 หน่วยงานจะต้องมีปัญหาขัดแย้งกัน และที่ผ่านมาพยายามหาหนทางทำงานร่วมกับองค์การค้าฯ มาโดยตลอด ถึงแม้องค์การค้าฯ จะทำหนังสือล่าช้า อย่างไรก็ตาม การร่วมมือครั้งนี้จะมีการจัดทำแผนงานด้วยกัน มีการกำหนดกรอบระยะเวลาอย่างชัด คาดว่าจะดำเนินการอย่างราบรื่นได้หนังสือทันตามเวลาอย่างแน่นอน

พนง.องค์การค้าฯ1.2พันไม่ตกงาน

วีระกุล อรัณยะนาค

ขณะที่ นายพีระกล่าวว่าการลาออกจากตำแหน่งดังกล่าว เพราะว่ามีภาระงานจำนวนมาก ทั้งดูแลศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษาของกระทรวง และงานอื่นๆ ในส่วนของรองปลัดศธ. อีกทั้งจากการทำงานเป็นเลขาธิการสกสค.มา 1 เดือน ทำให้พบว่างานในส่วนนี้ต้องดูแลหลายเรื่อง จึงไม่สามารถทำงานควบ 2 หน้าที่และอาจทำให้ไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร จึงลาออกจากตำแหน่ง

ทั้งนี้ องค์การค้าฯ จัดตั้งมา 70 กว่าปี มีผู้บริหารทั้งหมด 14 คน และมีพนักงานจำนวน 1,200 กว่าคน โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาของ ศธ. ในเรื่องหนังสือ สื่อการเรียนการสอน วัสดุอุปกรณ์การศึกษา และเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาต่อไป

      กว่าจะมาเป็นองค์การค้าฯ
องค์การค้าของ สกสค. เดิมชื่อ องค์การค้าของคุรุสภา ถือกำเนิดจากพระราชบัญญัติครู พ.ศ. 2488 มาตรา 4 และมาตรา 5 โดยมาตรา 4 บัญญัติว่า “ให้มีสภาในกระทรวงศึกษาธิการ เรียกว่า “คุรุสภา” และให้สภานี้เป็นนิติบุคคล” มาตรา 5 บัญญัติว่า “คุรุสภาอาจมีรายได้ดังต่อไปนี้ (3) เงินผลประโยชน์ต่างๆ จากการลงทุน และการจัดตั้งองค์การจัดหาผลประโยชน์ของคุรุสภา” จากมาตรา 4 และมาตรา 5 (3)
ต่อมา พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2546 ในบทเฉพาะกาลมาตรา 83 กำหนดให้โอนองค์การค้าของคุรุสภา ไปเป็นของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และกำหนดให้มีการปรับปรุงการบริหารจัดการองค์การค้าของคุรุสภาให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลง และมีประสิทธิภาพสามารถแข่งขันอย่างเสรีได้

พนง.องค์การค้าฯ1.2พันไม่ตกงาน

ชูกิจ ลิมปิจำนงค์

จึงได้ใช้ชื่อใหม่ว่า องค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ องค์การค้าของ สกสค. และยังคงดำรงวัตถุประสงค์หลักในการส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในเรื่องหนังสือ สื่อการเรียนการสอน วัสดุอุปกรณ์การศึกษา และเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาต่อไป

ปัจจุบันมีร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ 9 สาขา ได้แก่ ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ราชดำเนิน ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์คุรุสภา ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ลาดพร้าว ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ราชบพิธ ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ท้องฟ้าจำลอง ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์สนามกีฬาแห่งชาติ ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์อิมพีเรียลเวิลด์ สำโรง และร้านศึกษาภัณฑ์พาณิชย์อ้อมน้อย

มีร้านค้าตัวแทนกระจายอยู่ทั่วประเทศ เพื่อให้บริการจำหน่ายสินค้าทางการศึกษาและสินค้าอื่น มีโรงพิมพ์องค์การค้าของ สกสค. ตั้งอยู่ถนนลาดพร้าว ผลิตหนังสือเรียนสื่อการเรียนการสอน และรับจ้างพิมพ์งานทั่วไปและข้อสอบ รวมทั้งมีโรงงานผลิตอุปกรณ์การศึกษา ได้แก่ โรงงานอุตสาหกรรม 1 มีหน้าที่ผลิตอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ สื่อการเรียนการสอนและสารเคมี และโรงงานอุตสาหกรรม 2 มีหน้าที่ผลิตเครื่องแบบเครื่องใช้นักเรียน ครุภัณฑ์ทางการศึกษา เครื่องจักรและวัสดุทางการพิมพ์

พนง.องค์การค้าฯ1.2พันไม่ตกงาน

มีผู้จัดการองค์การค้าฯ มาแล้ว 14 คน ได้แก่ 1.นายยืนยง จิรัฏฐิติกาล (รักษาการ) 2.นายประเวศ พุ่มพวง 3.นายเกษม กลั่นยิ่ง (รักษาการ) 4.นายลาดหญ้า อูริยา 5.นายบำเรอ ภานุวงศ์ 6.นายชินภัทร ภูมิรัตน (รักษาการ) 7.นายสันติภาพ อินทรพัฒน์ 8.นายบำเหน็จ ทิพย์อักษร (รักษาการ) 9.น.ส.ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์ (รักษาการ) 10.นายสมมาตร์ มีศิลป์ 11.นายสุเทพ ชิตยวงษ์ (ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง) 12.นายพิษณุ ตุลสุข (ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง) 13.นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ (ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่ง) และ 14. นายวีระกุล อรัณยะนาค (ปฏิบัติหน้าที่)