ศูนย์เรียนรู้ฮูปแต้ม-ภูมิปัญญาดงบังอีกหนึ่งการรวมพลังชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/347054

ศูนย์เรียนรู้ฮูปแต้ม-ภูมิปัญญาดงบังอีกหนึ่งการรวมพลังชุมชน

ศูนย์การเรียนรู้,ชุมชน,ชุมชนดงบัง,ศูนย์เรียนรู้ฮูปแต้ม,ภูมิปัญญา

ศูนย์เรียนรู้ฮูปแต้มและภูมิปัญญาดงบังอีกหนึ่งการรวมพลังของชุมชน : รายงาน  โดย…  สุมาลี สุวรรณกร  ภาพโดย…   ทวีศักดิ์ กุสุมาลย์

ความสำเร็จในวันนี้เพราะพลัง บ-ว-ร และอีก 2 อ. คือ อบต.และ อนามัย ที่ได้ร่วมกันทำ ทำให้ตำบลดงบังก้าวสู่เมืองท่องเที่ยวคือ คนสุขภาพดี เมืองอบอุ่น ปลอดภัย เมืองธรรมาภิบาลและเมืองคุณธรรม

การรวมตัวกันของชุมชนเพื่อร่วมไม้ร่วมมือในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จ ถือเป็นสุดยอดของการทำงานพัฒนาชุมชน ที่ผลสัมฤทธิ์เกิดจากคนในชุมชน เพื่อชุมชนและโดยชุมชนเอง

เช่นเดียวกับการรวมพลังของชาวบ้านดงบัง ต.ดงบัง อ.นาดูน จ.มหาสารคาม ที่ได้ร่วมกันสืบค้น เสาะหา ที่มาที่ไปของตนเอง ผ่านเรื่องราวของ “ฮูปแต้ม” หรือจิตรกรรมฝาผนังที่อยู่ในวัดโพธาราม บ้านดงบัง และวัดป่าเรไร บ้านหนองพอก ต.ดงบัง ผ่านกิจกรรมในโครงการ “ฮูปแต้มอีสานสื่อศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาเยาวชนและชุมชนดงบัง” ที่ดำเนินการโดย เครือข่ายสื่อศิลปวัฒนธรรมชุมชนอีสาน แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ที่ได้ไปปลุกพลังคนในชุมชนให้ลุกขึ้นมาเห็นความสำคัญของมรดกทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ในชุมชนของตนเอง ทั้งฮูปแต้ม ศาลาการเปรียญ ประวัติศาสตร์ เรื่องเล่าต่างๆ จนกระทั่งรวบรวมเอาไว้ใน “ศูนย์เรียนรู้ฮูปแต้มและภูมิปัญญาดงบัง” ที่เปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ โดยมีนายอำเภอนาดูน มาเป็นประธาน

ศูนย์เรียนรู้ฮูปแต้ม-ภูมิปัญญาดงบังอีกหนึ่งการรวมพลังชุมชน

กว่าจะเป็นศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ ชาวชุมชนดงบังทั้ง บ้าน วัด โรงเรียน และอีก 2 อ. คือ อบต. และอนามัย ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล รวมทั้ง ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน เด็กเยาวชนจากสองโรงเรียนในพื้นที่คือ โรงเรียนชุมชนบ้านดงบังและโรงเรียนดงบังพิสัยนวการนุสรณ์ ที่มาเข้าร่วมกิจกรรมตั้งแต่การไปศึกษาดูงานการพัฒนาชุมชน โดยใช้มรดกทางภูมิปัญญาในพื้นที่อื่น ทั้งที่วัดสนวนวารี อ.บ้านไผ่ และที่วัดไชยศรี ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น เพื่อไปดูเขา ก่อนจะเอามาพัฒนาตนเอง จนเกิดความอยากทำ อยากเข้มแข็ง

ศูนย์เรียนรู้ฮูปแต้ม-ภูมิปัญญาดงบังอีกหนึ่งการรวมพลังชุมชน

เรื่องนี้ ผศ.ดร.ทรงวิทย์ พิมพะกรรณ์ ผู้รับผิดชอบโครงการ บอกว่า ภาคอีสานมีฮูปแต้มที่เป็นมรดกภูมิปัญญาของบรรพบุรุษที่ทิ้งเอาไว้ให้ลูกหลานอยู่หลายแห่ง แต่ที่ผ่านมา ชุมชนไม่ได้สนใจ และไม่ได้หยิบยกมามีส่วนร่วมในการพัฒนามากนัก บางแห่งถูกปล่อยทิ้ง บางแห่งภาพเลือนหายไป แต่ที่วัดโพธาราม บ้านดงบัง และวัดป่าเรไร บ้านหนองพอก มีการดูแลรักษาอย่างดี ทั้งจากกรมศิลปากร และชาวบ้านในพื้นที่ แต่ที่ผ่านมาการซึมซับ รับรู้ ของคนในชุมชนยังน้อย ทั้งเรื่องความสำคัญ และเรื่องประวัติความเป็นมา ความภาคภูมิใจ จึงได้คิดทำโครงการ “ฮูปแต้มอีสานสื่อศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนาเยาวชน และชุมชนดงบัง” ขึ้น โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก สสส.

“วัตถุประสงค์หลักๆ คือ ต้องการปลุกพลังคนในชุมชนให้สนใจ รู้เรื่องของชุมตนเอง ค้นหาประวัติชุมชน ของดีชุมชน เพื่อนำไปสู่การบอกเล่าผ่านนักสื่อสารสร้างสรรค์และเกิดการทำสื่อเผยแพร่ออกไปในวงกว้าง เพื่อให้เกิดความภูมิใจของคนในชุมชน จากนั้นได้มีการผลิตสินค้าเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนเพื่อจำหน่าย ต่อยอดและสร้างรายได้ให้แก่ชุมชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนมากยิ่งขึ้น” ผศ.ดร.ทรงวิทย์ กล่าว

ศูนย์เรียนรู้ฮูปแต้ม-ภูมิปัญญาดงบังอีกหนึ่งการรวมพลังชุมชน

ในขณะที่ สมหวัง ปฏิเวชวัฒนางกูร ประธานศูนย์เรียนรู้ฮูปแต้มและภูมิปัญญาดงบัง บอกว่า กว่าจะมาเป็นศูนย์เรียนรู้ที่เก็บรวบรวมเรื่องราวประวัติชุมชน เรื่องราวภาพในฝาผนังสิมหรือโบสถ์ ซึ่งเรียกกันว่าฮูปแต้ม ก็ต้องอาศัยพลังของชาวชุมชนร่วมมือกัน ทุกคนทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายจัดอาคารสถานที่ ฝ่ายข้อมูล และพอมีศูนย์แล้วมีการตั้งคณะกรรมการมาดูแล ทำให้มีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน จนนำไปสู่การจัดเป็นสถานที่จำหน่ายสินค้าของชุมชน ใครมาชมฮูปแต้มหรือใครมาเที่ยวที่วัด ก็จะสามารถเลือกซื้อสินค้าของชุมชนได้ จะทำให้เศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น และชาวบ้านจะมีรายได้เพิ่มและที่มากไปกว่านั้นจะทำให้คนเข้าวัดมากยิ่งขึ้น

ศูนย์เรียนรู้ฮูปแต้ม-ภูมิปัญญาดงบังอีกหนึ่งการรวมพลังชุมชน

ด้าน ปรีชา ยะถา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (ผอ.รพ.สต.) ดงบัง ที่เข้ามาเป็นพลังเข้มแข็งในการปลุกพลังชุมชนและร่วมสืบค้นหาข้อมูลสำคัญของชุมชนตั้งแต่เริ่มต้น กล่าวว่า ความสำเร็จในวันนี้เพราะพลัง บ-ว-ร และอีก 2 อ. คือ อบต.และ อนามัย ที่ได้ร่วมกันทำให้ ต.ดงบัง ก้าวสู่เมืองท่องเที่ยวคือ คนสุขภาพดี เมืองอบอุ่น ปลอดภัย เมืองธรรมาภิบาลและเมืองคุณธรรม การดำเนินงานทุกเรื่องต้องทำงานด้วยกัน ต.ดงบัง ต้องก้าวไปข้างหน้าด้วยความร่วมมือของชาวชุมชน ชุมชนดงบังคือหนึ่งเดียว เราต้องการทำให้พี่น้องทุกคนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตอนนี้มีผู้สูงอายุ 448 คน ทางรพ.สต.ได้ทำวิทยาลัยผู้สูงอายุเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุให้ดีขึ้น และทุกคนในชุมชนต้องช่วยกัน

ส่วน ประสิทธิ์ ชาญศิริ ผู้อำนวยการโรงเรียนดงบังพิสัยนวการนุสรณ์ ซึ่งได้นำเยาวชนมาร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทั้งการเรียนรู้ชุมชน การผลิตสื่อจากชุมชนเพื่อเผยแพร่ในวงกว้าง กล่าวว่า ดีใจแทนชาวดงบังที่ได้มีโอกาสเรียนรู้เรื่องราวบ้านตนเอง ที่ผ่านมาเคยเห็นแต่ผนังสิม แต่ไม่มีใครรู้ว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร แต่พอได้มารู้มาดูผ่านปากของลูกหลานที่บอกเล่าในนามมัคคุเทศก์น้อยแล้วทำให้ภาคภูมิใจ และยิ่งมีศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ยิ่งเป็นประโยชน์มากมาย เด็กได้เรียนรู้ ถอดรหัสฮูปแต้ม มีประวัติความเป็นมา มีการแปรความหมาย มีผู้รู้จริงมาช่วยหนุนเสริม และมีการเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวในจุดนี้มากขึ้น จะทำให้บ้านดงบังแห่งนี้ก้าวสู่การเป็นเมืองท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมในอนาคต

ศูนย์เรียนรู้ฮูปแต้ม-ภูมิปัญญาดงบังอีกหนึ่งการรวมพลังชุมชน

ในขณะที่ภาคส่วนสำคัญ ที่ขาดไม่ได้ นั่นคือวัด เรื่องนี้ พระครูญาณโพธารักษ์ เจ้าอาวาสวัดโพธาราม และเจ้าคณะตำบลดงบัง กล่าวว่า เป็นโชคดีที่โครงการนี้เข้ามา และเป็นโชคดีที่ทางวัดได้รับรางวัลวัดดีเด่น ทำให้มีงบประมาณเข้ามาจัดการดูแลในศูนย์ และศูนย์แห่งนี้ก่อนหน้านี้คือศูนย์เด็กเล็กที่อยู่ในวัด แต่พออบต.ได้งบประมาณมาก่อสร้างจึงได้ย้ายศูนย์ออกไปอยู่ข้างรพ.สต. ทำให้ศูนย์ว่างลงจึงได้นำมาจัดทำเป็นศูนย์เรียนรู้เพื่อทุกคนจะได้ใช้ประโยชน์ร่วมกัน จากนี้ไป หากใครมาเที่ยว มาชมวัด ก็แวะเข้ามาที่ศูนย์เพื่อเรียนรู้เรื่องราวของชุมชนได้เลย และศูนย์แห่งนี้เปิดตลอด 24 ชั่วโมง

นอกจากการเปิดศูนย์เรียนรู้ฯ ในวันนั้น ยังมีการนำของดี ของฝากและสินค้าพื้นบ้านของชาวบ้านดงบัง และชาวบ้านใกล้เคียงมาจำหน่าย เพื่อเปิดตลาดของดีตำบลดงบังอีกด้วย ซึ่งมีทั้งผ้าไหม ผ้าฝ้าย ผ้าทอลายฮูปแต้ม รวมไปถึงอาหารพื้นถิ่นทั้งปลาร้าบอง ข้าวปุ้นจี่ ข้าวจี่ กบยัดไส้ กล้วยฉาบ ข้าวหอมมะลิดำ ข้าวต้มดั่ง ซึ่งหารับประทานได้ยากและเป็นที่ชื่นชอบและสนใจของคนที่ไปร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง
ที่ศูนย์เรียนรู้แห่งนี้ยังเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยมีการรองรับนักท่องเที่ยวแบบหมู่คณะ มีบริการจัดอาหารพาแลง การจัดที่พักแบบโฮมสเตย์ และการเตรียมมัคคุเทศก์ไว้คอยต้อนรับอีกด้วย

หากมาเที่ยวที่ตำบลดงบังแห่งนี้ มีของดีที่พร้อมโชว์ไม่ว่าจะเป็น สิมโบราณอายุกว่า 150 ปี ที่วัดโพธาราม และวัดป่าเรไร แถมสิมนี้ยังมีฮูปแต้มหรือจิตรกรรมฝาผนังที่มีเรื่องราวหลากหลายทั้งเรื่อง พระเวสสันดร ประวัติพระพุทธเจ้า สินไซ พระมาลัย และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้านที่นี่ นอกจากนั้นยังมีหอไตรกลางน้ำที่มีอายุกว่า 150 ปี รวมไปถึงหอแจกหรือศาลาการเปรียญที่ก่อสร้างโดยฝีมือช่างญวณ และในหอแจกวัดโพธารามยังมีธรรมาสน์ไม้ ที่มีการแกะสลักและวาดลวดลายเป็นเรื่องราวพระเวสสันดรอีกด้วย

ใครสนใจมาเที่ยวชม หรือมาเยือนที่นี่เป็นหมู่คณะ ติดต่อประสานงานได้โดยตรงที่ นางสมหวัง ปฏิเวชวัฒนางกูร ประธานศูนย์เรียนรู้ฮูปแต้มและภูมิปัญญาดงบัง โทรศัพท์ 08-5758-5251 รับรองว่าจะต้องติดใจแน่นอน

เบื้องลึก…เบื้องหลังสธ.ขอเงินบุหรี่โปะงบบัตรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/347050

เบื้องลึก…เบื้องหลังสธ.ขอเงินบุหรี่โปะงบบัตรทอง

ภาษีบุหรี่,บัตรทอง,กระทรวงสาธารณสุข

เบื้องลึก…เบื้องหลังสธ.ขอเงินบุหรี่โปะงบบัตรทอง : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ -qualitylife4444@gmail.com

เมื่อเดือนสิงหาคม 2561 ได้มีการทำประชาพิจารณ์ร่าง พ.ร.บ.จัดเก็บเงินสมทบเพื่อสนับสนุนการจัดบริการสาธารณสุขของหน่วยบริการภาครัฐในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ… ซึ่งจะเป็นการขึ้นภาษีบุหรี่ในอัตรา 2 บาทต่อซอง เพื่อนำเงินมาใช้ในงบประมาณหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บัตรทอง) โดยหลักๆ จะเป็นการช่วยทำให้โรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น หลังจากต้องเผชิญปัญหาขาดสภาพคล่องมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2558 ที่มีการเปิดเผยตัวเลข

สาระสำคัญหลักของร่าง พ.ร.บ.จัดเก็บเงินสมทบฯ มาตรา 5 ระบุว่าให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) มีอำนาจจัดเก็บเงินสมทบจากยาสูบในอัตราวันละ 10 สตางค์ หรือ 2 บาทต่อซอง มาตรา 6 ให้นำเงินสมทบที่จัดเก็บได้เข้ากองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ตามมาตรา 39 (8) ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2545 โดยไม่ต้องนำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน และมาตรา 7 ให้สปสช.จัดสรรเงินที่ได้รับ ให้หน่วยบริการภาครัฐเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อบริการสาธารณสุข ส่งเสริมให้บุคลากรสามารถเข้าถึงบริการสาธารณสุข รวมทั้งเป็นค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องและจำเป็นต่อการสนับสนุนและส่งเสริมการจัดบริการสาธารณสุขและค่าใช้จ่ายอื่น ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนด

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ดสปสช.) บอกว่า เรื่องนี้กระทรวงการคลังและสธ.ได้มีการหารือกันมาระยะหนึ่ง การขึ้นภาษีบุหรี่หรือที่เรียกว่าภาษีบาปเป็นเพียงกลไกหนึ่งที่จะนำเงินตรงนี้ประมาณ 4,000 ล้านบาทจากการขึ้นราคาภาษีมาใช้จ่ายด้านสุขภาพ และทำให้โรงพยาบาลมีสภาพคล่องมากขึ้น

เบื้องลึก...เบื้องหลังสธ.ขอเงินบุหรี่โปะงบบัตรทอง

นั่นแปลว่าเป้าหมายของการออกกฎหมายฉบับเพื่อให้มีเงินสมทบอื่นเข้ามาสู่กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือกองทุนตามที่ พ.ร.บ.บัตรทองกำหนดไว้ในมาตรา 39(8) เพิ่มขึ้น ในการที่จะนำมาจัดสรรให้หน่วยบริการภาครัฐในระบบบัตรทอง โดยเฉพาะโรงพยาบาลในสังกัดกระทรวงสาธารณสุขที่ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงิน หรือขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง

นอกเหนือจากเงินสมทบอื่นๆ ที่นำเข้ากองทุนบัตรทองอีก 7 ประเภท ได้แก่ 1.เงินจากงบประมาณประจำปี 2.เงินจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 3.เงินจากการดำเนินการให้บริการสาธารณสุขตาม พ.ร.บ.นี้ 4.เงินค่าปรับทางปกครองตาม พ.ร.บ.นี้ 5.เงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคหรือมอบให้แก่กองทุน 6.ดอกผลหรือผลประโยชน์ที่เกิดจากเงินหรือทรัพย์สินกองทุน และ 7.เงินหรือทรัพย์สินใดๆ ที่กองทุนได้รับมาในกิจการกองทุน

ส่วนในจำนวนที่จะได้รับเพิ่มขึ้น 4,000 ล้านบาทนั้น จะเป็นอัตราที่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา สธ.ได้ทดลองใช้เงินในจำนวนใกล้เคียงดังกล่าวผ่านการของบประมาณกลางมาใช้แก้ปัญหาด้วยการจัดสรรเพิ่มเติมให้โรงพยาบาลในสังกัด สธ. ในส่วนของผู้ป่วยในและเป็นค่าตอบแทนบุคลากรด้านสาธารณสุขที่มีการค้างจ่ายจำนวนมาด บางโรงพยาบาลค้างจ่ายร่วมปี

โดยในปี 2560 สธ.ได้รับจัดสรรงบกลาง 5,000 ล้านบาท ใช้เป็นงบบริการผู้ป่วยใน 3,376.36 ล้านบาท ค่าตอบแทนบุคลากร 1,000 ล้านบาท และค่าบริการผู้ป่วยไตวายเรื้อรังและบริการกรณีเฉพาะที่มีผลงานเกินเป้าหมาย 603.04 ล้านบาท นอกเหนือจากงบประมาณประจำปีที่ สปสช.ซึ่งทำหน้าที่บริหารงบบัตรทองได้รับ 165,773 ล้านบาท และในปี 2561 ได้รับจัดสรรงบกลาง 5,186.13 ล้านบาท ใช้เป็นงบบริการผู้ป่วยใน 4,186.13 ล้านบาท ค่าตอบแทนบุคลากร 1,000 ล้านบาท เพิ่มจากงบบัตรทองที่สปสช.ได้รับ 171,373 ล้านบาท

ส่งผลให้สภาพคล่องทางการเงินของโรงพยาบาลฟื้นตัวขึ้นระดับหนึ่ง โดยเฉพาะโรงพยาบาลที่จัดอยู่ในการขาดสภาพคล่องทางการเงินระดับ 7 ที่เป็นระดับวิกฤติที่สุด โดยในปี 2558 ไตรมาส 3 โรงพยาบาลวิกฤติระดับ 7 จำนวน 103 แห่ง ไตรมาส 4 จำนวน 136 แห่ง, ปี 2559 ไตรมาส 3 จำนวน 86 แห่ง ไตรมาส 4 จำนวน 119 แห่ง ส่วนในปี 2560 ที่ได้รับจัดสรรงบกลาง ไตรมาส 3 จำนวน 28 แห่ง ไตรมาส 4 จำนวน 87 แห่ง เช่นเดียวกับปี 2561 ไตรมาส 3 จำนวนเพียง 13 แห่ง และไตรมาส 4 อยู่ระหว่างประเมิน

ทั้งนี้ สธ.ระบุถึงปัจจัยที่ทำให้สถานการณ์ด้านการเงินของโรงพยาบาลในสังกัดดีขึ้น เนื่องมาจากมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และมีเงินเข้ามาในระบบมากขึ้น แต่มีการตั้งข้อสังเกตว่า ในปีงบประมาณ 2562 จะไม่มีงบกลางมาเติมเช่นเดียวกับปี 2560 และ 2561 แม้กองทุนบัตรทองจะได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้นเป็น 181,584 ล้านบาท

นี่จึงอาจเป็นเหตุผลสำคัญที่จะต้องหาเงินสมทบเข้ากองทุนบัตรทองเพิ่มเติมอย่างน้อยในอัตราที่ใกล้เคียงกับงบกลางที่เคยได้รับ
ทว่า ที่ผ่านมามีความพยายามที่จะดำเนินการเพื่อหาช่องทางนำเงินเข้าระบบบัตรทองเพิ่มเติม รูปแบบหนึ่งคือการเสนอแนวคิด “ร่วมจ่าย” เพื่อให้ประชาชนที่มีกำลังพอที่จะจ่ายได้มีส่วนร่วมรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ส่วนคนที่ไม่มีกำลังจ่ายก็ไม่ต้องร่วมจ่าย เพื่อให้สภาพทางการเงินของโรงพยาบาลรัฐพอที่จะดำเนินการได้อย่างไม่ติดลบ ในขณะที่งบประมาณภาครัฐมีจำนวนจำกัด

แต่ก็มีเสียงคัดค้านอย่างหนักจากภาคประชาสังคม โดยมองว่าจะเป็นนำกลับไปสู่ระบบอนาถาและสร้างความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ในแผนปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุข ได้มีการกล่าวถึงส่วนหนึ่งของการพัฒนาปรับปรุงบัตรทอง คือการจัดทำชุดสิทธิประโยชน์ ที่จะแบ่งเป็น 3 ชุด ได้แก่ 1.ชุดสิทธิประโยชน์พื้นฐาน ที่คนไทยทุกคนทุกสิทธิประกันสุขภาพภาครัฐ ทั้งบัตรทอง ประกันสังคม และสวัสดิการข้าราชการ จะได้รับเหมือนกันหมด 2.ชุดสิทธิประโยชน์เสริม 1 ซึ่งเป็นสิทธิประโยชน์ที่แต่ละสิทธิจะพิจารณาเพิ่มเติมจ่ายให้ผู้อยู่ในสิทธิเพิ่มขึ้นเอง และ 3.ชุดสิทธิประโยชน์เสริม 3 เป็นส่วนที่ประชาชนสมัครใจจ่ายเพิ่มเติมค่ารักษาพยาบาลเพิ่มจากสิทธิที่ได้รับเอง

นอกจากนี้ ในส่วนของ สธ.ได้มีการดำเนินการรับบริจาคเงินเข้าโรงพยาบาล โดยให้แต่ละแห่งจัดตั้งเป็นมูลนิธิ ทั้งนี้ ผู้ที่บริจาคให้โรงพยาบาลสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า รวมถึงการทอดผ้าป่าหรือรับบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธาในจำนวนมาก เช่น กรณีการวิ่งรับบริจาคของ “ตูน บอดี้สแลม” เพื่อช่วยเหลือโรงพยาบาลรัฐ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ร่างพ.ร.บ.นี้เฉพาะเจาะจงใช้เงินสมทบจากภาษีบาป จากการขึ้นภาษีบุหรี่เท่านั้น ยังเป็นข้อกังขาของหลายภาคส่วน โดยเฉพาะผู้ประกอบการภาษีมวนว่า เหตุใดจึงไม่ขึ้นภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพื่อนำเงินมาใช้ตรงนี้ด้วย เช่นเดียวกับการใช้ภาษีบาปทั้ง 2 ส่วนที่ปัจจุบันสนับสนุนให้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กองทุนสนับสนุนกีฬา กองทุนผู้สูงอายุ และสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส

ที่สำคัญ ในการทำประชาพิจารณ์ มีเสียงคัดค้านต่อร่าง พ.ร.บ.นี้ อาทิ ขัดมาตรา 26 พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ 2561 ขัดหลักความเป็นธรรมตามรัฐธรรมนูญ ไม่มีเหตุผลที่เก็บจากบุหรี่อย่างเดียวไม่เก็บสินค้าแบบอื่น ปริมาณการบริโภคบุหรี่ลดลงทุกปีแล้วจะเอารายได้มาจากไหน และชาวไร่ยาสูบเดือดร้อนหนักแล้วทำไมซ้ำเติมเกษตรกรยาสูบแต่ไม่แตะนายทุนเหล้า โดย สธ.ยังคงร่าง พ.ร.บ.ไว้ดังเดิมและรอนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.)ต่อไป

แบรนด์INTเสาหลักนวัตกรรมมหิดลวิจัยสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/346523

แบรนด์INTเสาหลักนวัตกรรมมหิดลวิจัยสุขภาพ

แบรนด์iNT,สุขภาพ,นวัตกรรม

แบรนด์ iNTเสาหลักนวัตกรรมมหิดลวิจัยสุขภาพ-ขับเคลื่อนไทยแลนด์4.0 : รายงาน  โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร -qualilitylife4444@gmail.com

“งานวิจัยหลายชิ้นมีคุณค่าแต่ขาดการสนับสนุน ฝากรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพิ่มงบวิจัย” นพ.ภัทรชัย กีรติสิน

งานวิจัยที่ดีต้องสามารถใช้ได้จริง ต่อยอดเป็นสินค้าผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ต่อคุณภาพชีวิตของผู้คน ประเทศให้ได้ ที่ผ่านมางานวิจัยมีมากมายแต่ติดอยู่บนคอหอย ตีพิมพ์แล้วจบไป ไม่ได้รับการสานต่อ

นพ.ภัทรชัย กีรติสิน ผู้อำนวยการสถาบันบริหารจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม ม.มหิดล เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัยมีคณะและสถาบัน 33 แห่ง มีอาจารย์ที่เป็นนักวิจัยประมาณ 4,000 คน ที่ผ่านมาได้มีการส่งเสริมพัฒนาให้อาจารย์ บุคลากร รวมถึงนักศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วมในการคิดค้นนวัตกรรมเพิ่มมากขึ้น

โดยมีการสร้างความเข้าใจ ความคิดใหม่ในการสร้างนวัตกรรมที่สามารถใช้ได้จริง มีการสร้างเครือข่ายงานวิจัยทั้งภายใน ภายนอก มีการจดทรัพย์สินทางปัญหา ทำให้ขณะนี้ ม.มหิดล มีงานวิจัยสู่นวัตกรรมมากมาย โดยเฉพาะนวัตกรรมทางการแพทย์ และนวัตกรรมสำหรับผู้สูงอายุที่สัดส่วนเพิ่มขึ้นมากกว่า 10%

แบรนด์iNTเสาหลักนวัตกรรมมหิดลวิจัยสุขภาพ

ดังนั้น การปรับปรุงเปิดตัว แบรนด์ iNT ครั้งนี้ จะเป็นการพัฒนานวัตกรรมแบบครบวงจร เป็นเสาหลักนวัตกรรมของมหาวิทยาลัย และมีการเพิ่มพื้นที่สร้างสรรค์งานร่วมกัน(co-working space) เพื่อสนับสนุนบรรยากาศที่ส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม ภายใต้ชื่อ MaSHARES เป็นพื้นที่เปิดกว้างสำหรับทุกคนได้เข้ามาใช้บริหารสร้างความคิดใหม่ๆ ให้เกิดนวัตกรรมที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศและมุ่งสู่การเป็นมหาวิทยาลัยแห่งการสร้างผู้ประกอบการ

“สถาบันดังกล่าวเป็นหน่วยงานหลักทำหน้าที่สนับสนุนงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา งานบริการวิจัยและวิชาการ การสร้างระบบนิเวศผู้ประกอบการ เพื่อส่งเสริมและบ่มเพาะให้เกิดงานนวัตกรรมที่สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ขับเคลื่อนประเทศด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรมไปสู่ความมั่นคงและยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน งานวิจัยถึงต้องถูกถ่ายทอดอย่างเป็นรูปธรรมและสามารถใช้ประโยชน์ได้จริง รวมถึงเป้าหมายในการส่งเสริมการนำผลงานวิจัยและเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยไปสู่การเป็นศูนย์กลางด้านการสร้างนวัตกรรมในระดับนานาชาติสถาบันจึงสร้างแบรนด์ iNT ให้มีภาพลักษณ์โดดเด่นแตกต่างและเป็นสื่อที่สร้างความมั่นใจในคุณภาพสำหรับนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัย”
นพ.ภัทรชัย กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้อาจารย์ทุกคนมีหน้าที่ทำงานวิจัย ซึ่งงานวิจัยนวัตกรรมที่สามารถใช้ได้จริงต้องศึกษา ค้นคว้า ทดลองเพื่อให้ได้มาตรฐาน ทำให้หลายคนต้องใช้เวลานาน ขณะเดียวกันงบวิจัยค่อนข้างจำกัด ทั้งที่งานวิจัยหลายชิ้นมีคุณค่าแต่ขาดการสนับสนุน จึงอยากให้รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนงบวิจัยมากขึ้น
แนะจับมือเอกชนสร้างนวัตกรรม

นพ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และมหาวิทยาลัย ร่วมทำงานวิจัย สร้างสรรค์นวัตกรรมนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและขับเคลื่อนประเทศมาโดยตลอด เมื่อประเทศขับเคลื่อนสู่ไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนางานวิจัย นวัตกรรม ต้องประกอบด้วย 3 ขา คือ หน่วยงานรัฐ ภาคเอกชน และมหาวิทยาลัย ทำให้ขณะนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ สนับสนุนงบวิจัย 90% และภาคเอกชนร่วมอีก 10% เพื่อให้มหาวิทยาลัยผลิตนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ภาคเอกชนจริงๆ โดยมีงานวิจัยที่ได้รับการอนุมัติไปแล้วกว่า 100 โครงการ

“มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเท่าการเปลี่ยนแปลงของโลก ต้องสอนหนังสือ และเปิดโอกาสให้อาจารย์ บุคลากร นักศึกษาทำงานวิจัยร่วมกับภายนอก ทำงานวิจัยที่ตอบโจทย์ของประเทศจริงๆ เดินไปพร้อมกับผู้ประกอบการ เพราะในอนาคตอาจมีหุ่นยนต์ประดิษฐ์ หรือ AI มาสอนแทน ต้องปรับเปลี่ยนไปตามสังคม และประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย ต้องมีการสร้างนวัตกรรม หลักสูตรผู้สูงอายุมากขึ้น และต้องสอนให้คนรู้จักการเรียนรู้อยู่ด้วยกันแบบมนุษย์ต่อมนุษย์ มีสุนทรียภาพ สงบ มีสติ และมีธรรมะอยู่ในหัวใจร่วมด้วย” นพ.สรนิต กล่าว

          “นวัตกรรมการแพทย์”เพิ่มคุณภาพชีวิต
ดร.ปฐมาวรรณ ฉิมมา อาจารย์คณะแพทยศาสตร์ศิรราชพยาบาล เจ้าของผลงานวิจัย “สูตรอาหารเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทอง” กล่าวว่า การวิจัยดังกล่าวเพื่อสร้างนวัตกรรม โดยการใช้เห็ดถั่งเช่าสีทองเพื่อเสริมสุขภาพ หรือเสริมการรักษาโรคในผู้สูงวัย ทั้งจากโรคติดเชื้อ และโรคเรื้อรัง ได้แก่ เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง ความดัน โรคอ้วน โรคหลอดเลือดแดงแข็ง

นอกจากนี้พบว่าในผู้วัยอายุมากกว่า 70 ปี เป็นต้อกระจกเกือบทุกราย โครงการวิจัยแรกที่ประสบผลสำเร็จคือ การพัฒนาสูตรอาหารเพาะเลี้ยงเห็ดถั่งเช่าสีทองโดยใช้โปรตีนจากธัญพืช ทดแทนโปรตีนจากสัตว์ โดยได้รับความคุ้มครอง และดำเนินการโอนกรรมสิทธิให้บริษัทเอกชนนำไปผลิตแล้ว นอกจากนั้น ทางโครงการได้พัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพจากเห็ดถั่งเช่าสีทอง รวมไปถึงผลิตภัณฑ์เพื่อเสริมการรักษา โรคเบาหวาน ไขมัน ความดัน ต้อกระจก รวมถึงรูมาตอยด์ และภูมิแพ้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้เป็นครั้งแรกของไทยที่มีการพัฒนาสูตรดังกล่าวประสบความสำเร็จ ซึ่งอยากให้ทางรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องส่งเสริมงานวิจัยเกี่ยวกับเห็ดถั่งเช่าสีทอง เนื่องจากถือเป็นพืชที่หากมีการส่งเสริมให้ปลูกอย่างถูกวิธี และได้รับมาตรฐานจะสามารถกลายเป็นพืชส่งออกของประเทศที่เพิ่มมูลค่าได้เป็นอย่างมาก

นายยุทธพงศ์ อุณวีทรัพย์ อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล เจ้าของงานวิจัย “Podogram Analyzer ระบบวิเคราะห์น้ำหนักแรงกดฝ่าเท้า” กล่าวว่าจากการได้เข้าร่วมกระบวนการตรวจรักษาเท้าผู้ป่วยเบาหวาน ทำให้เห็นผู้ป่วยเจ็บปวด มีแผลที่เท้า มีสีเท้าที่คล้ำดำจากการไหลเวียนของโลหิตไม่มี การไร้ความรู้สึกจากการชาปลายประสาทเสื่อม จึงได้คิดค้นนวัตกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อจัดทำรองเท้าและแผ่นรองรองเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่มีเท้าผิดรูป

ซึ่งการจะออกแบบแผ่นรองรองเท้าและรองเท้าได้นั้นจำเป็นต้องจัดซื้อเครื่องมือตรวจวัด ซึ่งมีราคาสูงเป็นหลักแสนหลักล้าน และต้องนำเข้าจากต่างประเทศ โดยเครื่องมือที่ใช้วัสดุอุปกรณ์จากภายในประเทศและต้นทุนต่ำ มีคุณสมบัติสามารถแสดงผลน้ำหนักแรงกดใต้ฝ่าเท้า วิเคราะห์แสดงผลโครงสร้างเท้า และจุดแสดงสมดุลร่างกาย สามารถประยุกต์ใช้ในทางการแพทย์ กายภาพบำบัด ตรวจสอบการล้มของผู้สูงอายุ อุตสาหกรรมรองเท้า ซึ่งขณะนี้ได้นำไปใช้ในโรงพยาบาลต่างๆ และร้านค้าที่ขายรองเท้า

หนังสือภาพสร้างพัฒนาการ กระตุ้นการเรียนรู้เด็กปฐมวัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/346373

หนังสือภาพสร้างพัฒนาการ กระตุ้นการเรียนรู้เด็กปฐมวัย

หนังสือภาพสร้างพัฒนาการ,เด็กปฐมวัย,การเรียนรู่้

หนังสือภาพสร้างพัฒนาการ กระตุ้นการเรียนรู้เด็กปฐมวัย : รายงาน  โดย… คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

การพัฒนาเด็ก คือ การลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ มูลนิธิเอสซีจี จึงรณรงค์ส่งเสริมให้พ่อคุณแม่หันมาใช้หนังสือเป็นเครื่องมือในการเลี้ยงลูก ด้วยเชื่อว่าหนังสือโดยเฉพาะหนังสือภาพเหมาะกับการเสริมสร้างพัฒนาการการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สติปัญญา และการเข้าสังคม ซึ่งจะส่งผลต่อการสร้างความพร้อม และการเติบโตให้เป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต

โดยร่วมกับนักประพันธ์หนังสือภาพชื่อดังระดับประเทศซึ่งมีความเชี่ยวชาญและเชื่อมั่นในการใช้หนังสือภาพ เช่น ครูชีวัน วิสาสะ นักประพันธ์และบรรณาธิการหนังสือภาพสำหรับเด็ก พรอนงค์ นิยมค้า เลขาธิการมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก นักเขียนและนักแปล อัจฉรา ประดิษฐ์ ประธานหลักสูตรศิลปบัณฑิต สาขาวิชาวรรณกรรมสำหรับเด็ก ศูนย์การศึกษาระดับปริญญาตรี คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ วิภาวี ฉกาจทรงศักดิ์ นักประพันธ์และบรรณาธิการหนังสือภาพสำหรับเด็ก มาร่วมคัดสรรหนังสือภาพชั้นนำระดับโลก (World Class Picture Books) สำหรับนำมาแปล และจัดจำหน่ายในราคาย่อมเยา เพื่อให้ทุกครอบครัวสามารถเข้าถึงและใช้หนังสือภาพพัฒนาศักยภาพของลูก

หนังสือภาพสร้างพัฒนาการ กระตุ้นการเรียนรู้เด็กปฐมวัย

สุวิมล จิวาลักษณ์ กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี เล่าถึงที่มาของโครงการว่า “เพราะต้นทางความรู้ที่ดีที่สุดคือการอ่าน มูลนิธิเอสซีจีจึงได้เริ่มจัดทำหนังสือภาพสำหรับเด็กผ่าน โครงการนำหนังสือดีสู่เด็กไทย มาตั้งแต่ปี 2551 โดยมุ่งหวังให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยซึ่งหมายถึงเด็กที่มีอายุแรกเกิด–6 ขวบ ได้นำหนังสือภาพไปใช้พัฒนาเด็กอย่างเป็นประจำและต่อเนื่อง การเล่านิทาน อ่านหนังสือ

โดยใช้หนังสือภาพนี้นอกจากจะเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีรอบด้านแล้ว ยังเป็นการเชื่อมสายใยรักและสร้างความอบอุ่นของครอบครัวให้แนบแน่นอีกด้วย แม้ทุกวันนี้โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัลรวมทั้งสถานการณ์สื่อสิ่งพิมพ์กำลังเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลง แต่มูลนิธิยังคงเชื่อมั่นในพลังมหัศจรรย์ของหนังสือภาพ จึงยังคงดำเนินโครงการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 11

หนังสือภาพสร้างพัฒนาการ กระตุ้นการเรียนรู้เด็กปฐมวัย

โดยในปีนี้ได้คัดเลือกหนังสือภาพชั้นดีจากต่างประเทศมาแปลเป็นภาษาไทย 3 เรื่อง ประกอบด้วยเรื่อง “บ้านบนต้นไม้“ ”พระจันทร์ฝันดี“ ”วันนี้วันดี“ และหนังสือภาพฝีมือคนไทย เรื่อง ”บา บา“ พร้อมทั้งแปลหนังสือภาพคุณภาพระดับโลกเรื่อง ”กอด“ และจัดทำเป็นพิเศษสำหรับเด็กๆ ผู้บกพร่องทางการมองเห็น เพื่อให้พ่อคุณแม่ ผู้ปกครอง ใช้เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการพัฒนาลูก”

หนังสือภาพสร้างพัฒนาการ กระตุ้นการเรียนรู้เด็กปฐมวัย

กระบวนการเล่านิทานและการอ่านหนังสือให้ลูกฟัง ได้รับการยอมรับและยืนยันจากนายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ หัวหน้ากลุ่มงานจิตเวช โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ว่าสามารถช่วยกระตุ้นและพัฒนาสมองของเด็กได้จริง โดยเคยให้สัมภาษณ์และกล่าวถึงพลังของการใช้หนังสือภาพเพื่อช่วยในการเรียนรู้ของเด็กวัย 0-3 ขวบ ไว้ว่า “ทารกเกิดมาพร้อมกับเซลล์สมองเป็นแสนล้านเซลล์ ซึ่งแต่ละเซลล์มีแขนงมากมายเพื่อติดต่อกับเซลล์สมองอื่นๆ เรียกว่า ซินแนปส์ (Synaps) โดยจะขยายตัวไปเรื่อยๆ เมื่อเกิดการเรียนรู้ ในทางกลับกัน เซลล์ที่ไม่ได้ถูกกระตุ้นจะค่อยๆ หดหายไป เรียกว่าเซลล์สมองฝ่อ (NeuronPruning) จากข้อมูลเกี่ยวกับการทำงานของซินแนปส์นั้น แสดงได้ว่าหากเด็กวัยทารกจนถึงก่อนเข้าเรียนได้รับการกระตุ้นผ่านการดู ‘หนังสือภาพ’ ที่เหมาะสมอยู่บ่อยๆ ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ทั้งด้านภาษา อารมณ์ และสังคมให้เติบโตเป็นคนที่มีคุณภาพต่อไป”

หนังสือภาพสร้างพัฒนาการ กระตุ้นการเรียนรู้เด็กปฐมวัย

ด้าน “โย” สุทินันท์ ปูคะภาค คุณพ่อรุ่นใหม่ที่ได้สัมผัสพลังจากหนังสือภาพ เล่าถึงประสบการณ์และพัฒนาการที่ดีของ น้องวายุ วัย 3 ขวบ 7 เดือน ว่าหลังจากได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณหมอประเสริฐ ที่พูดถึงการใช้หนังสือภาพเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการที่ดีของลูก จึงลองหาซื้อหนังสือภาพมาเล่าให้ลูกฟังก่อนนอนทุกคืน วันละ 2-3 เรื่อง ทำเป็นกิจวัตรต่อเนื่องเป็นเวลา 1 ปี น้องนอนได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่นอนยากเนื่องจากระหว่างการฟังนิทานจะมีการสร้างคลื่นสมองช่วยให้นอนหลับได้ดีขึ้น

หนังสือภาพสร้างพัฒนาการ กระตุ้นการเรียนรู้เด็กปฐมวัย

นอกจากนี้ยังช่วยให้น้องมีความจำดีขึ้น และที่สำคัญยังช่วยให้น้องเป็นเด็กร่าเริง เข้าสังคมได้ดี ทุกวันนี้เมื่อไปร้านหนังสือน้องสามารถเลือกหนังสือที่ตัวเองชอบได้ การเปลี่ยนแปลงทำให้เกิดผลลัพธ์ที่มหัศจรรย์ จึงอยากเชิญชวนคุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกให้ลองหันมาใช้กระบวนการเล่านิทาน อ่านหนังสือกับลูกอย่างน้อยวันละ 10-15 นาที ก็จะสามารถช่วยเปิดโลกการเรียนรู้ เสริมสร้างสติปัญญาที่ดีให้ลูกและสร้างช่วงเวลาที่มีคุณภาพของครอบครัวได้อย่างน่าอัศจรรย์”

หนังสือภาพสร้างพัฒนาการ กระตุ้นการเรียนรู้เด็กปฐมวัย

ผู้ที่ซื้อหนังสือภาพรายได้ทั้งหมดโดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะนำเข้า‘กองทุนนำหนังสือดีสู่เด็กไทย’ เพื่อจัดพิมพ์หนังสือภาพ และมอบให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาลในชนบทที่ขาดแคลนต่อไป เช่น โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ในจังหวัดต่างๆ โรงพยาบาลภูมิพล โรงพยาบาลเทพรัตน์นครราชสีมา โรงพยาบาลศรีนครินทร์ขอนแก่น และโรงพยาบาลบางไผ่ กรุงเทพฯ เป็นต้น ซึ่งหนังสือภาพเรื่อง “กอด” มูลนิธิได้จัดพิมพ์ทั้งหมดจำนวน 50 0เล่ม เพื่อมอบให้โรงเรียนสอนคนตาบอดทั่วประเทศและไม่มีวางจำหน่าย

หนังสือภาพสร้างพัฒนาการ กระตุ้นการเรียนรู้เด็กปฐมวัย

นอกจากนี้มูลนิธิยังจัดงาน “เทศกาลนิทานในสวน” กิจกรรมที่พาลูกหลานมาอ่านหนังสือใต้ต้นไม้ใหญ่ยามเย็นกระตุ้นจินตนาการของน้องๆ หนูๆ พร้อมฟังคำแนะนำ เทคนิคการเล่านิทานจากผู้เชี่ยวชาญ และพูดคุยไขข้อข้องใจเรื่องการเลี้ยงลูกกับนักจิตวิทยาเด็ก เริ่มวันเสาร์ที่ 15 และ 22 ธันวาคม 2561 ณ สวนลุมพินีและวันเสาร์ที่ 5 และ 12 มกราคม 2562 ณ สวนวชิรเบญจทัศ (สวนรถไฟ) เริ่มตั้งแต่เวลา 16.00 น. ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.scgfoundation.org หรือเฟซบุ๊ก มหัศจรรย์หนังสือภาพ

สหพัฒน์-เนชั่นติวฟรี6วัน1.5แสนแนะแนวอาชีพค้นหาตัวตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/346197

สหพัฒน์-เนชั่นติวฟรี6วัน1.5แสนแนะแนวอาชีพค้นหาตัวตน

สหพัฒน์,เนชั่น,สหพัฒน์แอดมิชชั่น

สหพัฒน์-เนชั่นติวฟรี6วัน1.5แสนแนะแนวอาชีพค้นหาตัวตนลดเหลื่อมล้ำ : รายงาน  โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylfe4444@gmail.com –

สหพัฒน์ จับมือเนชั่น เปิดสนามติวฟรี “สหพัฒน์แอดมิชชั่น” ครั้งที่ 21 ระดมติวเตอร์ระดับประเทศติวฟรี 1-6 ต.ค.นี้ สามารถติวเข้มเด็ก 1.5 แสนคน สร้างโอกาสเด็กไทยทุกคนต้องเท่ากัน แนะแนวอาชีพ ค้นหาตัวตน รมว.ศธ. หนุนสานต่อกิจกรรม ลดความเหลื่อมล้ำสังคมไทย

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ได้เป็นประธานเปิดโครงการ สหพัฒน์แอดมิชชั่น ครั้งที่ 21 จัดโดยบริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) ร่วมกับบริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) บริษัท ดาต้าโปร คอมพิวเตอร์ ซิสเต็มส์ จำกัด ผู้ร่วมก่อตั้งและสนับสนุนการถ่ายทอดสดสัญญาณบรอดแบนด์และมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ซึ่งเป็นพันธมิตร จัดโครงการ “สหพัฒน์แอดมิชชั่น ครั้งที่ 21″ พร้อมร่วมกันแถลงข่าว เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่นักเรียนที่กำลังเตรียมตัวเข้าสู่มหาวิทยาลัย

สหพัฒน์-เนชั่นติวฟรี6วัน1.5แสนแนะแนวอาชีพค้นหาตัวตน

        เปิดโอกาสเด็กเข้าถึงติวเตอร์ดี
นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่าโครงการดังกล่าวมีความสำคัญกับนักเรียนอย่างมาก เพราะการติวใกล้สอบ ติวเข้มข้นแก่เด็ก นอกจากเป็นการทบทวนความรู้แล้ว ยังมีการศึกษาวิจัยมากมายว่าเด็กที่มาทบทวนความรู้มีผลคะแนนดีกว่าเด็กที่ไม่มาเรียน ซึ่งรัฐบาลดีใจที่เอกชนอย่าง สหพัฒน์ และเนชั่น ได้ดำเนินการโครงการนี้มา 21 ปี มีการพัฒนารูปแบบการเตรียมความพร้อมเข้ามหาวิทยาลัยให้เด็กอย่างต่อเนื่อง จนขณะนี้สามารถติวให้เด็กแสนกว่าคน และหลังจากจบกิจกรรม 6 วันจะมีการเปิดออฟไลน์ให้เด็กได้กลับมาทบทวนความรู้อีกด้วย

สหพัฒน์-เนชั่นติวฟรี6วัน1.5แสนแนะแนวอาชีพค้นหาตัวตน

“รัฐบาลจัดติวฟรี อย่าง โครงการติวฟรีดอทคอม ที่มีติวเตอร์ชั้นนำ เช่นเดียวกับในโครงการสหพัฒน์แอดมิชชั่น และสามารถดูได้ตลอดเวลา ซึ่งถ้ามีหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนช่วยกันเตรียมพร้อมทบทวนความรู้ให้เด็กทุกคนเข้าสู่การศึกษาขั้นสูง จะเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ให้เด็กที่ไม่ได้มาจากครอบครัวร่ำรวยให้สามารถเข้าถึงติวเตอร์ดีๆ ได้ ขอให้ทุกคนมุ่งมั่น ตั้งใจ และขอให้จริงจัง เมื่อฟังติวเตอร์แล้วให้ไปถ่ายทอด คนที่เก่งกว่าให้ไปสอนเพื่อน และควรทบทวนความรู้สม่ำเสมอ” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

      6วันติวฟรีถึงเด็ก1.5แสน
นายเวทิต โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในนามของสหพัฒนพิบูล ผลิตภัณฑ์มาม่า บิสชิน มองต์เฟลอ และริชเชส ดำเนินการปีนี้เป็นครั้งที่ 21 ระหว่างวันที่ 1-6 ตุลาคมนี้ ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย โดยมีการถ่ายทอดสดการสอนตลอดทั้ง 6 วัน ผ่านสัญญาณบรอดแบรนด์ไปยังโรงเรียนและมหาวิทยาลัยที่เข้าร่วมโครงการกว่า 1,000 แห่งทั่วประเทศ เพื่อให้นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดรวมกว่า 150,000 คน ได้ทบทวนความรู้กับติวเตอร์ชื่อดัง เป็นการเตรียมความพร้อมในการสอบเข้าศึกษาต่อในระดับมหาวิทยาลัย และเปิดโอกาสความเท่าเทียมทางการศึกษา โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

สหพัฒน์-เนชั่นติวฟรี6วัน1.5แสนแนะแนวอาชีพค้นหาตัวตน

“ปีนี้มีการเปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้ค้นหาศักยภาพ ความถนัด อาชีพของตนเอง โดยจะมีพี่ๆ ที่จบการศึกษาในอาชีพต่างๆ มาแนะแนวบอกเล่าแต่ละอาชีพเป็นอย่างไร เพราะการสนใจเรียนรู้เป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องรู้ว่าตัวเองชอบอะไร เป็นการวางแผนการเรียนในอนาคต ตลอด 21 ปี สหพัฒน์ภูมิใจที่ได้ดูแลเด็กไทย ” นายเวทิต กล่าว

    เสริมแนะแนวอาชีพ ค้นหาตัวตน
นายฉัตรชัย ภู่โคกหวาย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เนชั่น บรอดแคสติ้ง คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เนชั่นพยายามปรับปรุงเนื้อหาให้ทันสมัย สอดคล้องกับแนวทางการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา พยายามหาสิ่งดีๆ มาเติมเต็มศักยภาพของเด็ก และปีนี้ มีการเพิ่มเติมกิจกรรมในการค้นหาตัวตน และสร้างแรงบันดาลใจ อะไรที่ใช่สำหรับเด็กๆ

สหพัฒน์-เนชั่นติวฟรี6วัน1.5แสนแนะแนวอาชีพค้นหาตัวตน

ที่ผ่านมา ผู้เรียนที่มาติวเข้มได้สัมผัสกับติวเตอร์อย่างใกล้ชิด ขณะที่ผู้เรียนผ่านบรอดแบรนด์ได้ความสนุกสนาน ความรู้ไม่แตกต่างกัน รวมถึงจะมีการถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กไลน์ของเนชั่น และสหพัฒน์ อยากให้ทุกคนได้เข้าถึงความรู้อย่างเต็มที่

“โครงการดังกล่าว เป็นการเตรียมพร้อมความรู้ ทบทวนวิชาต่างๆ เนื้อหาเตรียมการสอบ ขอขอบคุณติวเตอร์ทุกท่านที่ได้มาร่วมสอนเด็กๆ เพราะไม่ใช่เป็นการให้ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างความเสมอภาค เท่าเทียมทางการศึกษาให้แก่เด็กๆ ด้วย” นายฉัตรชัย กล่าว
ยกทัพติวเตอร์ระดับประเทศมาสอน

สหพัฒน์-เนชั่นติวฟรี6วัน1.5แสนแนะแนวอาชีพค้นหาตัวตน

ปีนี้มีครูพี่แนน Enconcept nan, ครูพี่บิ๊ก-ครูพี่เอ๋ We by The Brain, ครูพี่วิเวียน OnDemand, ครูพี่กิ๊ฟ Interpass, ครูพี่แบร์รี่ The BTS, ครูพี่ทาม์ย Topic Academy, ครูพี่ทอม จักรกฤต โยมพะยอม, ครูพี่แจ็กกี้ นิทัศน์ ยศธสาร, ครูพี่หนู กฤติกา ปาลกะวงศ์, ครูพี่ยุง ดร.พยุงศักดิ์ แก่นจันทร์ และ อ.ชัย ลาภเพิ่มทวี

โดยเนื้อหาจะเน้นการติวเข้มแบบเจาะลึกเพื่อตอบโจทย์ทุกสนามสอบ ทั้งโอเน็ต แกต/แพต และสอบตรงวิชาสามัญ  รวมถึงเทคนิคพิชิตทีแคส 62 เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับระบบการสอบคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาระบบใหม่ โดยมีการจัดตารางการเรียนการสอนแบ่งเป็นกลุ่มวิชาละ 1 วัน เพื่อให้นักเรียนได้เก็บเกี่ยวความรู้ในแต่ละวิชากับติวเตอร์ได้อย่างเต็มที่และหลังจากติวจบในแต่ละวันนักเรียนสามารถเข้าไปทบทวนย้อนหลังได้ รวมทั้งนักเรียนที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการก็สามารถเข้าไปชมคลิปการติวได้

สหพัฒน์-เนชั่นติวฟรี6วัน1.5แสนแนะแนวอาชีพค้นหาตัวตน

นอกจากนี้ ยังเปิดบูธให้คำปรึกษาค้นหาตัวตนโดยมีรุ่นพี่จากหลากหลายวิชาสาขาวิชาชีพมาพูดคุยแนะนำและให้คำปรึกษาแก่นักเรียนที่เข้าร่วมโครงการเพื่อเป็นแรงบันดาลใจให้ค้นหาตัวตนได้อย่างชัดเจนขึ้น อาทิ นายณัฏฐ์ ทิวไผ่งาม รุ่นพี่คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ศิลปินจากเวทีนักล่าฝัน ครูโซ่ ยอดหทัย รีศรีคำ หนึ่งในครูขวัญใจวัยเกรียน ที่ได้รับรางวัลหนึ่งแสนครูดี ประจำปี 2557 อาจารย์ปทุมมาศ ฟูทรัพย์นิรันดร์  อาจารย์แนะแนวชื่อดังจากโรงเรียนสามเสนวิทยาลัย เป็นต้น

          หนุนจัดติวฟรีลดความเหลื่อมล้ำทุกปี
น.ส.อริสรา ธนาปกิจ หรือครูพี่แนนจากสถาบัน Enconcept กล่าวว่า อยากให้มีการจัดอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นโครงการที่ดีและมีเป้าหมายชัดเจนในการพัฒนาศักยภาพทางการศึกษาให้แก่เยาวชนไทย ซึ่งครูได้มีการเตรียมพร้อมเนื้อหาวิชาสำหรับการติวเข้มในปีนี้ ได้มีการนำหาโจทย์ที่น้องทุกคนจะได้ทำมาจากการศึกษาวิเคราะห์ข้อสอบจริงของทุกปี มีการเก็งข้อสอบสำหรับการสอบในปีหน้าโดยเฉพาะอีกด้วย จึงอยากให้น้องๆ ที่มาติวเข้มเก็บเกี่ยวความรู้ให้เต็มที่

สหพัฒน์-เนชั่นติวฟรี6วัน1.5แสนแนะแนวอาชีพค้นหาตัวตน

น.ส.สุบุญญา วัติรางกูล นักเรียนชั้น ม.5 โรงเรียนสายปัญญา ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวว่า ติวเตอร์ที่มาสอนล้วนเป็นติวเตอร์ชื่อดัง รายวิชาที่สอนล้วนเป็นวิชาที่ต้องนำมาใช้ในการสอบเข้ามหาวิทยาลัย เป็นโครงการที่ดีมากๆ ที่เปิดโอกาสแก่นักเรียนทุกคนได้เข้ามาติว เป็นการลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเท่าเทียมให้เด็กทุกคน

นางอริสา ขวัญเมือง คุณแม่ น.ส.อารียา ขวัญเมือง  โรงเรียนพรหมานุสรณ์จ.เพชรบุรี กล่าวว่า หากเด็กต้องไปเรียนกับติวเตอร์ทุกคนอาจต้องใช้เงินจำนวนมาก แม้ว่าต้องเช่าหอพักอยู่กับลูกในกรุงเทพฯ ตลอดระยะเวลา 6 วัน แต่ถือว่าคุ้มได้ทบทวนความรู้ ได้เรียนในวิชาที่จะทำให้สอบเข้าคณะบัญชี ม.เกษตรศาสตร์ ตามที่ต้องการ  อยากให้จัดกิจกรรมแบบนี้ตลอดไป

เด็กหรือสูงวัย”ไม่ต่างใจ”เพราะทุกคนอยากมีความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/345641

เด็กหรือสูงวัย”ไม่ต่างใจ”เพราะทุกคนอยากมีความสุข

วันผู้สูงอายุสากล

เด็กหรือสูงวัย”ไม่ต่างใจ”เพราะทุกคนอยากมีความสุข : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

วันที่ 1 ตุลาคม ของทุกปี องค์การสหประชาชาติกำหนดให้เป็น “วันผู้สูงอายุสากล” ในปี 2561 รณรงค์ภายใต้แนวคิด “Celebrating Older Human Rights Champions” แต่สำหรับในประเทศไทยข้อมูลจากรายงานการติดตามและประเมินผลแผนผู้สูงอายุชาติ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2545-2564) ระยะที่ 3 (พ.ศ. 2555–2559) พบว่า มีประชาชน 38.7% ที่ยังไม่ตระหนักถึงคุณค่าของผู้สูงอายุ หรือยังมีทัศนคติเชิงลบต่อผู้สูงอายุ
ภายในงาน “ต่าง GEN ไม่ต่างใจ” ดูหนัง-ฟัง-คุย เพื่อคนทุกวัย ในโครงการฉายภาพยนตร์สั้นและเวทีเสวนาสาธารณะ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้แก่สังคม โดยใช้ภาพยนตร์เป็นสื่อเพื่อลดช่องว่างระหว่างวัย ซึ่งมีการเปิดตัวภาพยนตร์สั้น 4 เรื่อง จัดโดยมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) นพ.บรรลุ ศิริพานิช ประธานมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย กล่าวว่า ต่าง GEN หมายถึงคนที่ต่างช่วงอายุกัน ส่วนไม่ต่างใจ คงเพราะทุกคนไม่ว่าอยู่ในช่วงวัยใดล้วนอยากมีความสุขทั้งสิ้น ซึ่งความสุขของคนธรรมดาก็เหมือนการรับประทานอาหารที่อร่อยจะต้องประกอบด้วยหลายอย่าง

เด็กหรือสูงวัย"ไม่ต่างใจ"เพราะทุกคนอยากมีความสุข

ดังนั้น ความสุขจะประกอบด้วยหลายอย่าง ได้แก่ 1.สุขภาพต้องดี 2.ต้องทำงานโดยไม่เบียดเบียนตนเองเกินไป ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและสิ่งแวดล้อม มีรายได้มากกว่ารายจ่าย 3.ต้องมีความมั่นคงในชีวิต โดยเฉพาะมั่นคงใน 4 อย่าง ทั้งทางเศรษฐกิจ ทางครอบครัว มั่นคงในชีวิตทรัพย์สินและมั่นคงในสิ่งแวดล้อม เช่น บ้านจะต้องปรับปรุงให้เพิ่มความปลอดภัยสำหรับผู้สูงอายุ “แต่สำหรับสูตรการเป็นผู้สูงอายุที่มีความสุขของตนเอง จะต้องกินน้อยเพื่อไม่ให้ร่างกายอ้วนเกินไปจนส่งผลต่อข้อเข่าหรือโรคอื่นๆ ต่อยมากคือต้องทำงาน พวกมากเพื่อจะได้คอยช่วยเหลือกันและกัน และเตรียมตัวดี เตรียมทุกอย่างให้พร้อม” นพ.บรรลุกล่าว

เด็กหรือสูงวัย"ไม่ต่างใจ"เพราะทุกคนอยากมีความสุข

ประมวล เพ็งจันทร์ นักปรัชญา กล่าวว่า สังคมไทยไม่ควรให้ความหมายว่าสังคมผู้สูงอายุเป็นการสร้างภาระ แต่ควรให้ความหมายว่าเป็นความงดงามทางสังคมอย่างหนึ่ง ซึ่งการที่ตีความหมายเป็นภาระอาจพิจารณาจากมูลค่าและรายได้เท่านั้น แต่หากคนรุ่นใหม่เห็นความหมายของผู้สูงอายุ ก็จะเป็นการเชื่อมร้อยกับผู้สูงอายุ ทำให้เกิดความรู้สึกต่อกันในเชิงลึก

เด็กหรือสูงวัย"ไม่ต่างใจ"เพราะทุกคนอยากมีความสุข

สิ่งสำคัญคือจะต้องมีพื้นที่ให้คนอื่นในใจเรา ก็คือ การใจกว้าง โดยไม่ไปตัดสินว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ถูกหรือผิด แต่เป็นการใส่ใจในรายละเอียดกันมากขึ้น ซึ่งจะทำให้เกิดความสัมพันธ์ในเชิงลึกที่เป็นการเห็นคุณค่าอยู่ภายใน ปัจจุบันที่สังคมไทยมีปัญหามากเพราะเราเต็มไปด้วยผู้พิพากษาที่คอยตัดสิน ยกตัวอย่างเช่น  เห็นผู้หญิงทาเล็บเท้านิ้วละสี ถ้าเปิดพื้นที่ในใจให้คนอื่น ก็จะเห็นว่านี่คือการใส่ใจในรายละเอียดของผู้หญิงที่ผู้ชายหรือคนอื่นอาจจะไม่เคยใส่ใจมาก่อน โดยไม่ไปตัดสินว่าการทาเล็บเช่นนั้นถูกหรือผิด เป็นต้น

เด็กหรือสูงวัย"ไม่ต่างใจ"เพราะทุกคนอยากมีความสุข

“การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความต่าง ขอพูดในฐานะคนแก่ก่อน อย่าไปตัดสินว่าสิ่งที่คนหนุ่มสาวทำอยู่นั้น เพราะเขาไม่มีอะไรบางอย่าง อย่าไปโหยหาเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากเยาวชน ถ้าเป็นเชิงกายภาพคือต้องพยายามเข้าไปหาเขา พยายามทำความเข้าใจ แต่หากสวมวิญญาณของการเป็นคนหนุ่มสาว อยากบอกถึงความหมายอันหนึ่งที่เป็นความมหัศจรรย์ คือการได้กลับไปสู่ความสัมพันธ์กับผู้สูงอายุ โดยใช้โอกาสทองในช่วงที่เรามีกำลัง ได้ทำบางสิ่งให้ท่านเหมือนกับท่านเคยทำให้เรา แล้วจะพบความหมายในการมีชีวิตอยู่ที่ไม่สามารถบรรยายออกมาเป็นคำใดได้ แต่รู้สึกได้ด้วยความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด ซึ่งจะเป็นความรู้สึกที่มหัศจรรย์มาก” ประมวลกล่าว

เด็กหรือสูงวัย"ไม่ต่างใจ"เพราะทุกคนอยากมีความสุข

ส่วนในมุมมองของ พัฒนะ จิรวงศ์ ผู้กำกับภาพยนตร์ “สุดไกลตา” เห็นว่า การจะอยู่ร่วมกันได้โดยลดช่องว่างระหว่างวัย จะต้องเกิดจากการที่เห็นคุณค่าของคนอื่น เพราะเมื่อใดก็ตามที่เราเห็นคุณค่าของคนอื่น เราจะอยากรักษาเขาไว้อย่างดีที่สุด เพราะฉะนั้น การใส่ใจในรายละเอียดเป็นเรื่องสำคัญในชีวิต จะต้องมีการสังเกต เช่น พ่อแม่เริ่มมีผมหงอก เหล่านี้เป็นการให้คุณค่าและแสดงถึงความใส่ใจคนอื่น จะทำให้รู้ว่าคนอื่นๆ มีจุดอะไรพิเศษและต่างจากเราอย่างไร และจะขึ้นรถไฟขบวนเดียวกันหรืออยู่ร่วมกันด้วยความเข้าใจได้อย่างไร

เด็กหรือสูงวัย"ไม่ต่างใจ"เพราะทุกคนอยากมีความสุข

ขณะที่ อนุชิต คำน้อย เจ้าของเพจ “คิ้วต่ำ” บอกว่า เดิมสมาชิก
เฟซบุ๊กแฟนเพจส่วนใหญ่เป็นคนในช่วงวัยมัธยมและมหาวิทยาลัย แต่ช่วงหลังเมื่อวิเคราะห์ช่วงอายุของคนที่กดติดตามกลับพบว่ามีกลุ่มคนอายุ 50-60 ปีเพิ่มมากขึ้น และบางครั้งคนในช่วงวัยนี้จะอินบ็อกซ์ข้อความเข้ามา โดยบอกว่าวันนี้ทำอะไรบ้าง เช่น วันนี้ไปหาหมอ ผลตรวจเป็นอย่างไร ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องทั่วๆ ไปที่เหมือนบอกเล่าให้ลูกหลานฟัง เป็นการสะท้อนว่าผู้สูงอายุเพียงแค่ต้องการให้มีคนรับรู้เรื่องราวของท่าน ส่วนคนที่แสดงความคิดเห็นส่วนใหญ่จะเน้นแสดงความคิดเห็นของตนเอง ทำให้เมื่อมีคนเห็นต่างก็จะพยายามบอกให้คนอื่นฟังตัวเองและทำตามที่ฉันบอกเท่านั้น โดยลืมรับฟังความคิดเห็นของคนอื่น เพราะฉะนั้น ในการอยู่ร่วมกันอย่ารอที่จะให้คนอื่นเข้ามาหาตนเอง แต่ให้เราเดินเข้าไปหาคนอื่นหรือคนต่างวัย

เด็กหรือสูงวัย"ไม่ต่างใจ"เพราะทุกคนอยากมีความสุข

ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะประชากรกลุ่มเฉพาะ สสส. กล่าวว่า ปัญหาช่องว่างระหว่างวัยแม้แต่ในครอบครัวก็พบกับปัญหานี้ ซึ่งจะนำมาสู่ความห่างเหินในครอบครัว ต่างคนต่างมีโลกของตัวเอง หรือในสังคมก็ยังพบความไม่เข้าใจ ไม่ให้เกียรติคนต่างวัย ถือเป็นการเหยียดวัย ซึ่ง สสส.และภาคีให้ความสำคัญในเรื่องการลดช่องว่างระหว่างวัย โดยเห็นว่าการสื่อสารระหว่างวัยผ่านเครื่องมือที่เป็นดนตรีหรือภาพยนตร์จะเป็นการลดช่องว่างระหว่างวัยได้ เนื่องจากมีการสะท้อนแง่มุมที่กระทบใจ ทำให้เกิดการเห็นคุณค่าระหว่างวัย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการที่จะรองรับสังคมผู้สูงอายุ

เด็กหรือสูงวัย"ไม่ต่างใจ"เพราะทุกคนอยากมีความสุข

อนึ่ง ภาพยนตร์สั้นทั้ง 4 เรื่อง ได้แก่ 1 “Relations Chick” กำกับการแสดงโดย ศิวัชญา ศิวโมกษ์ จากมหาวิทยาลัยศิลปากร 2. “Tester” กำกับการแสดงโดย กฤติน ทองใหม่ จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ 3. “ภาพหน้าร้อนที่หายไป” กำกับการแสดงโดย มนธิการ์ คำออน จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ 4. “สุดไกลตา” กำกับการแสดงโดย พัฒนะ จิรวงศ์ ผู้กำกับภาพยนตร์สั้นมือรางวัล  โดยจะมีการเผยแพร่ผ่านสื่อต่อไป

“กัญชา”ของกลาง 100 กก. อภ.วิจัยสารสกัดรักษาโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/345273

“กัญชา”ของกลาง 100 กก. อภ.วิจัยสารสกัดรักษาโรค

กัญชา

“กัญชา”ของกลาง 100 กก. อภ.วิจัยสารสกัดรักษาโรค : รายงาน   โดย… พวงชมพู ประเสริฐ  qualitylife4444@gmail.com

องค์การเภสัชกรรม(อภ.)รับมอบกัญชาของกลางลอตแรก 100 กิโลกรัมจากกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด(บช.ปส.) เพื่อวิจัยเป็นสารสกัดใช้ทางการแพทย์ ภายในเดือนธันวาคม 2561 ได้สารสกัดเข้มข้น 10-15 ลิตร ผลิตเป็นน้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้นได้ 18,000 ขวด รอกฎหมายปลดล็อกต่อยอดวิจัยในคนราวเดือนพฤษภาคม 2562 หวังใช้รักษาโรคลมชัก แก้อาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ป่วยรับเคมีบำบัด อาการปวดที่รุนแรงต่างๆ

นพ.โสภณ เมฆธน ประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม(บอร์ดอภ.) และประธานคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ กล่าวในการเป็นประธานรับมอบกัญชาของกลางจาก บช.ปส.ว่า อภ.ได้รับมอบกัญชาของกลาง จำนวน 100 กิโลกรัม เพื่อนำไปศึกษาวิจัยทางการแพทย์ การส่งมอบครั้งนี้นับเป็นครั้งแรก โดยกัญชาของกลางที่รับมอบนี้ อภ.ได้ประสานงานขออนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.) และ บช.ปส.เรียบร้อยแล้ว  ซึ่งทีมวิจัยได้คัดเลือกคุณภาพของกลาง เป็นกัญชาที่ลักลอบนำเข้าจากต่างประเทศที่ค่อนข้างจะมีคุณภาพ และเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่จับกุมมาได้ไม่นาน คาดว่ายังมีคุณภาพดี

"กัญชา"ของกลาง 100 กก. อภ.วิจัยสารสกัดรักษาโรค

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า กัญชาของกลางที่รับมอบทั้งหมดจะมีการตรวจพิสูจน์สิ่งปนเปื้อนก่อนนำไปศึกษาวิจัย โดย อภ.จะทำการศึกษาวิจัยด้วยมาตรฐานเทคโนโลยีสารสกัดและพัฒนาสูตรตำรับ เพื่อให้ได้สารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ (Medical Cannabis Extraction Prototype) ในรูปแบบน้ำมันกัญชาชนิดหยดใต้ลิ้น (Sublingual drop) ที่พร้อมจะนำไปศึกษาในผู้ป่วย เมื่อ พ.ร.บ.ยาเสพติด ได้แก้ไขให้สามารถใช้รักษาผู้ป่วยได้ต่อไป

"กัญชา"ของกลาง 100 กก. อภ.วิจัยสารสกัดรักษาโรค

ทั้งนี้ คาดว่าประมาณเดือนธันวาคมนี้ จะได้สารสกัดกัญชาจากของกลาง และจะทำให้ทราบผลขั้นต้นว่า อภ.จะมีแนวทางอย่างไรในการวิจัยพัฒนา รวมถึงวางระบบบริหารจัดการในการนำกัญชาของกลางมาสกัด เพื่อนำมาใช้ผลิตยาในปริมาณมากยิ่งขึ้น เพื่อใช้ในการรักษาผู้ป่วยที่อยู่ภายใต้โครงการศึกษาวิจัยทางด้านคลินิกหรือการทดสอบในคนต่อไปได้หรือไม่ โดยกัญชาของกลาง 100 กิโลกรัมนี้ คาดว่าจะได้สารสกัดกัญชาเข้มข้นประมาณ 10-15 ลิตร ทำเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบน้ำมันกัญชาหยดใต้ลิ้นได้ประมาณ 18,000 ขวด และหากกฎหมายใหม่ปลดล็อกให้กัญชาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ได้ ก็คาดว่าจะสามารถนำมาศึกษาวิจัยในคนได้ในราวเดือนพฤษภาคม 2562

"กัญชา"ของกลาง 100 กก. อภ.วิจัยสารสกัดรักษาโรค

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันมีรายงานในต่างประเทศถึงการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ใน 4 กลุ่มโรค ได้แก่ 1.รักษาอาการคลื่นไส้ อาเจียนในผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ให้เคมีบำบัด 2.โรคลมชักในเด็ก 3.ปลอกประสาทอักเสบ และ 4.อาการปวดรุนแรง ที่เดิมต้องใช้มอร์ฟีนในการบรรเทาอาการปวด ส่วนข้อเสนอเพื่อการรักษาโรคอื่นๆ เช่น อัลไซเมอร์ และพาร์กินสันนั้นก็จะศึกษาไปพร้อมกัน รวมถึงการใช้ในการแพทย์แผนไทยที่มีกว่า 100 ตำรับ ก็อาจจะมีการศึกษาต่อไป

"กัญชา"ของกลาง 100 กก. อภ.วิจัยสารสกัดรักษาโรค

“การที่ อภ.ได้รับกัญชาที่มีคุณภาพและคุณสมบัติที่แตกต่างกันจะทำให้ทราบถึงความแตกต่างของคุณสมบัติกัญชาแต่ละชนิด ว่าชนิดใดจะมีคุณภาพและลักษณะคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการนำมาวิจัยเพื่อใช้ทางการแพทย์ หรือต้องมีการพัฒนากระบวนการสกัดของกัญชาแต่ละชนิดอย่างไร ซึ่ง อภ.มีความตั้งใจที่จะนำกัญชาที่เป็นพืชที่เจริญเติบโตได้ดีในประเทศไทย มาเป็นวัตถุดิบสำหรับวิจัย พัฒนาเป็นสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ และผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาในรูปแบบต่างๆ ที่มีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อลดการนำเข้าโดยทดแทนยาแผนปัจจุบันบางชนิดที่มีราคาแพง ส่งผลให้ประชาชนได้เข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชาได้อย่างกว้างขวาง” นพ.โสภณกล่าว

"กัญชา"ของกลาง 100 กก. อภ.วิจัยสารสกัดรักษาโรค

ด้าน พล.ต.ต.ทนงศักดิ์ ทั่งทอง  รองผบช.ปส. กล่าวว่า กัญชาของกลางที่ส่งมอบให้แก่ อภ. ในครั้งแรกนี้มี 3 ประเภท คือ ดอกกัญชาซึ่งลักลอบนำเข้าจากประเทศแถบตะวันตก กัญชาแท่งห่อสีทองและสีเงิน ซึ่งเป็นของกลางที่ได้จากการจับกุมในปี 2561 ทั้งหมด ทั้งนี้ ในแต่ละปี บช.ปส.จับกุมกัญชาได้ราว 7 ตันต่อปี ยกเว้นบางปีที่มีการจับกุมรายใหญ่จะมีกัญชาของกลางถึง 20 ตัน ที่ผ่านมาเมื่อจับกุมได้จะนำไปทำลายทิ้งทั้งหมดปีต่อปี จึงยินดีที่จะให้ความร่วมมือกับ อภ. ในการนำกัญชาของกลางมาศึกษาเพื่อให้เกิดประโยชน์ทางการแพทย์ได้โดยเร็วที่สุด  ส่วนจะมีการส่งมอบกัญชาของกลางในครั้งต่อไปอีกหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับทีมนักวิจัยที่เมื่อนำลอตแรกไปศึกษาแล้วได้ผลเป็นอย่างไร

"กัญชา"ของกลาง 100 กก. อภ.วิจัยสารสกัดรักษาโรค

สำหรับแผนในการวิจัยและพัฒนาของ อภ. นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผอ.อภ. กล่าวว่า การยกระดับการวิจัยและพัฒนายาจากสารสกัดกัญชาไปสู่ระดับอุตสาหกรรม อภ.จะมีการดำเนินการอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ การปลูกตามมาตรฐานจีเอพี จนถึงผลิตเป็นสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์สำหรับใช้รักษาโรคต่างๆ และได้จัดเตรียมสถานที่เพื่อขออนุญาต อย. ในการครอบครองกัญชาของกลางในปริมาณจำนวนหลายๆ ตันต่อปี เพื่อทยอยทำเป็นสารสกัดเข้าสู่ระบบการวิจัยทางคลินิกให้เพียงพอ โดยการศึกษาวิจัยกัญชาจากของกลางนี้จะดำเนินการควบคู่ไปกับการศึกษาวิจัยและพัฒนากัญชาอย่างครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาปรับปรุงสายพันธุ์ การปลูก จนได้ผลิตสารสกัดต้นแบบกัญชาทางการแพทย์ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบในรายละเอียดของการปรับปรุงพื้นที่สำหรับปลูก และพื้นที่ห้องปฏิบัติการวิจัย

"กัญชา"ของกลาง 100 กก. อภ.วิจัยสารสกัดรักษาโรค

ทั้งนี้ จะร่วมมือและต่อยอดผลงานวิจัยกับเครือข่ายงานวิจัยสาขาต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ พร้อมทำการคัดเลือกสายพันธุ์และปรับปรุงพันธุ์ เพื่อให้ได้สายพันธุ์กัญชาที่มีความแข็งแรง ทนทานต่อโรคพืช และให้ได้สารสำคัญที่ออกฤทธิ์ในการรักษาโรคต่างๆ โดยต้องมีปริมาณและสัดส่วนของสารสำคัญเป็นมาตรฐานตามความต้องการทางการแพทย์โดยนำเทคโนโลยีการสกัดที่ทันสมัยต่างๆ มาประยุกต์ใช้กับการสกัดสารสำคัญจากกัญชา เพื่อให้ได้กระบวนการสกัดที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนการสกัด และยังคงคุณภาพสารสกัดที่มีคุณภาพและมาตรฐานเป็นที่ยอมรับจนเป็นสารสกัดกัญชาต้นแบบทางการแพทย์ต่อไป

"กัญชา"ของกลาง 100 กก. อภ.วิจัยสารสกัดรักษาโรค

อีกทั้ง วิจัยและพัฒนาต่อยอดสูตรตำรับยาเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ยาที่มีรูปแบบต่างๆ เหมาะสมกับการนำไปใช้รักษาโรคแต่ละชนิด ในรูปแบบต่างๆ เช่นน้ำมันหยดใต้ลิ้น, แผ่นแปะผิวหนัง, ยาเหน็บ, ครีมและแคปซูล เป็นต้น และจะขยายกำลังการผลิตจากระดับห้องปฏิบัติการ ไปสู่ระดับกึ่งอุตสาหกรรมศึกษาวิจัยสำหรับโรคต่างๆ ซึ่งเป็นการทดสอบในคน เพื่อพิสูจน์ถึงความปลอดภัย และประสิทธิผลของผลิตภัณฑ์ยาจากสารสกัดกัญชา และรวบรวมข้อมูลสำหรับขึ้นทะเบียนกับ อย. ก่อนที่จะนำไปผลิตออกจำหน่ายสู่ท้องตลาดอย่างกว้างขวางต่อไป ทั้งนี้ผู้ป่วยที่เป็นโรคเป้าหมายตามประกาศของคณะกรรมการพิจารณาการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์จากกัญชา จะสามารถเข้าถึงยาจากสารสกัดกัญชาของ อภ.เพื่อรักษาโรค เมื่อเข้าร่วมโครงการวิจัยทางด้านคลินิกเหล่านั้น

"กัญชา"ของกลาง 100 กก. อภ.วิจัยสารสกัดรักษาโรค

ส่วนการเตรียมการผลิตในระดับอุตสาหกรรมนั้น ในระยะแรกนั้นจะดำเนินการผลิตวัตถุดิบสารสกัดกัญชาที่องค์การเภสัชกรรม ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ ไปก่อน หลังจากนั้นจะขยายกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นโดยใช้พื้นที่ขององค์การเภสัชกรรมที่ อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี เป็นพื้นที่โรงเรือนเพาะปลูก และก่อสร้างโรงงานผลิตสารสกัดสำหรับผลิตวัตถุดิบสารสกัดกัญชาอย่างครบวงจร ส่วนการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์ยาจากกัญชานั้นจะผลิตที่องค์การเภสัชกรรม ถนนพระรามที่ 6 กรุงเทพฯ

"กัญชา"ของกลาง 100 กก. อภ.วิจัยสารสกัดรักษาโรค

ขณะที่ รศ.วิเชียร กีรตินิจกาล อาจารย์คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ หนึ่งในคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชามาใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ กล่าวว่า ในอนาคตจะเลี่ยงยาที่มาจากกัญชาไม่พ้น หากประเทศไทยไม่มีการเตรียมการในการผลิตภายใน จะต้องนำเข้าจากต่างประเทศซึ่งมีราคาสูงมาก โดยน้ำมันกัญชา 1 ซีซี หรือ 5 หยด จะมีราคาถึง 1,000 บาท สำหรับในประเทศไทยสามารถปลูกกัญชาได้สายพันธุ์ที่ดีมีสารสำคัญที่จะใช้ประโยชน์ทางการแพทย์สูง โดยไม่จำเป็นต้องปลูกในโรงเรือนติดแอร์แต่สามารถปลูกในพื้นที่เปิดได้ ทำให้ต้นทุนการผลิตของไทยจะถูกกว่าต่างประเทศ โดยขณะนี้ประเทศออสเตรเลียประกาศแล้วว่าจะเป็นผู้นำในการส่งออกยาที่ผลิตจากกัญชา และมูลค่าของผลิตภัณฑ์จากกัญชาทั่วโลกมีกว่า 4.6 ล้านล้านบาท

ทันตกรรมความงามมาแรง BEYOND SMILE DENTAL CLINIC

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/345250

ทันตกรรมความงามมาแรง BEYOND SMILE DENTAL CLINIC

ทันตกรรม

ทันตกรรมความงามมาแรง Beyond Smile Dental Clinic ติดท็อปเท็น คลินิคยอดนิยมระดับเอเชียใต้

ปัญหาของคนไทยเรื่อง “ฟัน” ถือเป็นเรื่องใหญ่ และเรื้อรังมานาน คนส่วนใหญ่มักมองข้ามการดูแลสุขภาพช่องปาก และเลือกหาหมอฟันเป็นที่สุดท้าย ทั้งที่ความเป็นจริง เรื่องของ “ฟัน” เป็นเรื่องที่สำคัญพอ ๆ กับ ดวงตา จมูก และปาก ในยุคของเทรนด์ความงามและศัลยกรรมมาแรง Beyond Smile Dental Clinic 1 ใน 10 คลินิคทันตกรรมยอดนิยมระดับเอเชียใต้ เลือกชูกลยุทธ์ “Smile Design ออกแบบรอยยิ้ม” คือการมีรอยยิ้มและฟันที่สวยงาม โดยใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยในการจัดฟันแบบ Invisalign วิเคราะห์และออกแบบรอยยิ้มให้กับคนไข้ เพื่อให้มีรอยยิ้มที่สมส่วนและเข้ากับใบหน้า และริมฝีปากของคนไข้ได้มากที่สุด

ทันตกรรมความงามมาแรง Beyond Smile Dental Clinic 

ทพญ.ณัฐวรรณ วงศ์สุขเกษม กรรมการผู้จัดการบริษัท บียอนต์ สไมล์ จำกัด เผยว่า  “ที่ผ่านมาปัญหาของคนไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสุขภาพช่องปาก มักมองข้ามจุดนี้ไป อาจเป็นเพราะว่าอาการของโรคและความรุนแรงไม่ได้เยอะเหมือนป่วยทางร่างกายอย่างบางคนเป็นโรคหัวใจ ความดันในเลือดสูง มักมีอาการแสดงออกเยอะ และส่งผลกับการใช้ชีวิตประจำวันเยอะเลยทำให้ไม่เห็นความสำคัญของการดูแลสุขภาพช่องปาก บวกกับการขาดความรู้ เหมือนเราไม่ค่อยได้รับความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับด้านนี้มากพอ  ว่าสุขภาพช่องปากไม่แข็งแรงจะส่งผลอะไรได้หลายอย่าง อาทิ ถ้าเราปวดฟันแล้วไม่ดูแลจะทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้เราเคี้ยวอาหารไม่ละเอียดส่งผลต่อระบบย่อยอาหารในร่างกายตามมา และฟันผุก็ส่งผลถึงโรคหัวใจได้อีกด้วย  แต่ปัจจุบัน  เทรนด์ความงามมาแรง คนไข้มาทำฟันเริ่มไม่ได้มาทำเพื่อการรักษาแล้ว เค้าจะเริ่มมาทำเพื่อความสวยงามมากขึ้น อย่างเมื่อก่อนจะแก้ปัญหาอย่างเดียว ฟันผุเราก็อุด ฟันบิ่นเราก็เติมขึ้นมา แต่ตอนนี้เทรนด์ความงามมาแรงมากไม่ใช่แค่การรักษาอย่างเดียว แต่ต้องใช้งานได้ดี ต้องสวยด้วย
Beyond Smile Dental Clinic ได้ออกแบบกลยุทธ์ให้เข้ากับเทรนด์ความงามในยุคนี้ชื่อ “Smile Design ออกแบบรอยยิ้ม” เป็นการวิเคราะห์และออกแบบรอยยิ้มให้กับคนไข้ เพื่อให้มีรอยยิ้มที่สมส่วนและเข้ากับใบหน้า และริมฝีปากของคนไข้ได้มากที่สุด โดยใช้ระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยในการจัดฟันแบบ Invisalign ซึ่งมีผลดีมากกว่าการจัดฟันแบบธรรมดา สมัยก่อนจะเน้นการเรียงฟันอย่างเดียวให้สวยงาม อาจจะไม่ได้คำนึงถึงโครงหน้าและรอยยิ้มของคนไข้ว่าควรมีลักษณะอย่างไร ตรงส่วนนี้จะทำให้ Smile Design เข้ามามีบทบาทในการจัดฟัน ปัจจุบันซึ่งเราจะออกแบบรอยยิ้ม ให้เหมาะสมกับโครงหน้าของคนไข้ก่อน ทำให้ทราบว่าลักษณะฟันควรเป็นอย่างไร ตำแหน่งของฟันที่ถูกต้องควรอยู่ตรงไหน แล้วจะนำข้อมูลเหล่านั้นเข้ามาร่วมออกแบบการจัดฟัน เรียงฟันโดยการจัดฟันใสแบบ Invisalign ซึ่งใช้เวลาในการจัดน้อยกว่าปกติประมาณ 1 ปี  สำหรับขั้นตอนของการจัดขั้นแรกตรวจสภาพฟันเบื้องต้น ขั้นต่อมาคุณหมอจะทำการถ่ายรูปรอยยิ้มของคนไข้ในมุมต่าง ๆ และทำการแสกนฟันด้วยเครื่องสแกนดิจิทัล iTero จากนั้นคุณหมอจะนำข้อมูลทั้งหมดเข้าโปรแกรม เพื่อทำ Smile Design และเมื่อได้รอยยิ้มที่เหมาะสมแล้ว คุณหมอจะนำข้อมูลมาออกแบบตำแหน่งฟันร่วมกับการจัดฟันใสเพื่อให้ฟันอยู่ในตำแหน่งที่เมหาะสมและสร้างรอยยิ้มที่สวยงามรับกับโครงหน้า การจัดฟันใสแบบนี้จะช่วยทำให้ฟันเรียงตัวสวย ปรับรูปหน้า และทำให้คนไข้ยิ้มได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น”

ทพญ.ณัฐวรรณ กล่าวต่อว่า “เมื่อก่อนเรามักจัดฟันเป็นแบบเหล็กเวลารับประทานอาหารมักมีเศษอาหารติด แต่เดี๋ยวนี้เทรนด์เปลี่ยนไปกลายเป็นจัดฟันใส ซึ่งการจัดฟันแบบนี้เน้นไปที่ความสวยงามเป็นหลัก ช่วยปรับการเรียงตัวของฟัน ไม่ต้องพึ่งเครื่องมือการจัดฟันแบบติดแน่นที่ผิวฟันอย่างที่นิยมใช้กันทั่วไป วิธีนี้กำลังมาแรงไม่ใช่แค่ในเมืองไทย แต่เป็นที่นิยมทั่วโลก ดารานักแสดงนิยมทำกันมาก เพราะไม่ต้องใช้เหล็กดัด สามารถเคี้ยวอาหารได้ตามปกติ ง่ายต่อการดูแลรักษา เพราะสามารถถอดออกและแปรงฟันได้ตามปกติ จึงทำให้ง่ายต่อไล์ฟสไตล์ไม่ต้องกังวลว่าเครื่องมือจะหลุดบาดปาก แต่ในการรักษาผู้ใช้ต้องมีระเบียบวินัยถ้าผู้ใช้สวมใส่เครื่องมือประมาณ 20-22 ชั่วโมงต่อวัน และถอดออกเฉพาะเวลารับประทานหรือทำความสะอาดฟัน จะทำให้ฟันเข้าที่ได้เร็วยิ่งขึ้นซึ่งระยะเวลาในการรักษาอย่างเร็วที่สุดคือ 3 เดือนครึ่ง ส่วนช้าสุดไม่มีจำกัด อยู่ที่สภาพของฟันและระเบียบวินัยของผู้ใช้ แต่ข้อเสียของการจัดฟันวิธีนี้คือราคาค่อนข้างสูง และถ้าเกิดปัญหา หรือทำหายต้องทำใหม่เลย ส่วนการจัดฟันผลข้างเคียงที่ผู้รักษาต้องพึงทราบคือการจัดฟันคือการจัดเรียงฟันใหม่เป็นการบังคับฟันให้ไปอยู่ตำแหน่งที่สวย ดังนั้นถ้ามีการขยับก็ต้องมีบ้างที่มีการอ่อนแอลง แต่เมื่อเราทำการรักษาถูกหลัก ให้เวลากับมันและไม่ไปเร่งรีบมากเกินไปก็จะไม่มีผลมากมายซึ่งทั้งนี้ก็ต้องอยู่กับการดูแลรักษาของคนไข้เองด้วย การดูแลแปรงฟันให้ถูกหลัก การรับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะไม่แข็งจนเกินไป มาพบหมอตามที่หมอนัด จะช่วยทำให้ไม่มีปัญหาใหญ่ในอนาคต”

“หลังจากที่เราเปิดตัวการจัดฟันแบบนี้ไปไม่นาน ปรากฎว่ามีกระแสตอบรับมาก 3 ปีที่ผ่านมาถือว่าธุรกิจเติบโตและดีมากขึ้น เราพยายามให้การดูแลบริการคนไข้อย่างดีที่สุดซึ่งธุรกิจนี้เราจะมองแต่ผลกำไรอย่างเดียวไม่ได้ เราต้องมองในแง่ของการรักษา เน้นการรักษาให้ดีเป็นหลัก เราคิดว่าถ้าเราตั้งใจทำอะไรอย่างหนึ่งเพื่อเขา เราคิดว่าเขาจะรู้สึกได้ว่าเราตั้งใจใส่ใจ ทำให้เขาอย่างสุดความสามารถ ธุรกิจทันตกรรมเราไม่สามารถมองถึงแค่ตัวเงินอย่างเดียวได้ เราต้องมีความมีจรรยาบรรณ มีความหวังดีที่ต้องการมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนไข้ รักษาให้ดีและถูกหลักที่สุด เพื่อให้เขามีการใช้ชีวิตสุขภาพที่ดี ปัจจุบันกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาทำการรักษาจะเป็นระดับ B+ ถึง A ธุรกิจเติบโตเกิน 50 % โดยเฉพาะในด้านการจัดฟันใส เราถือเป็น 1 ใน 10 ของคลินิคที่มีเคสด้านการจัดฟันใสเยอะที่สุดในเอเชียใต้ ที่ผ่านมานอกจากคนไทย เรามีลูกค้าต่างชาติมาใช้บริการ อาทิ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลี อเมริกา และทางยุโรป ซึ่งแพทย์ของเราสื่อสารภาษาอังกฤษได้ พูดได้ สื่อสารให้เข้าใจได้ ทำให้เขารู้สึกไว้ใจเราสื่อสารกับเขารู้เรื่องทำให้เขามาทำต่อเนื่อง และแนะนำต่อ ส่วนกลยุทธ์การสื่อสารการตลาดของเราเน้นโซเชียลเป็นหลัก เรามี Facebook , Website และ IG ตอนนี้กำลังจะทำ Youtube และเราเริ่มใช้นักแสดง นางแบบ ที่มาทำการรักษาจริงช่วยรีวิวให้ ตอนนี้เราก็มีแผนที่จะเตรียมขยายสาขา 2 และตั้งใจจะเพิ่มเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในการดูแลรักษาคนไข้ที่มาใช้บริการให้ครอบคลุมการดูแลรักษามากขึ้นอีกด้วย” ทพญ.ณัฐวรรณ กล่าวปิดท้าย
สำหรับผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  Beyond Smile Dental Clinic upper ชั้น U ศูนย์การค้า the phyll สุขุมวิท 54 Faceook : beyondsmilethailand หรือ โทร 092 421 8484

ตลาดเกมไทยโตต่อเนื่องเร่งปั้นคนป้อน”อีสปอร์ต”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/345070

ตลาดเกมไทยโตต่อเนื่องเร่งปั้นคนป้อน”อีสปอร์ต”

ตลาดเกมไทย,อีสปอร์ต

ตลาดเกมไทยโตต่อเนื่องเร่งปั้นคนป้อน”อีสปอร์ต” : รายงาน  โดย…   ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylife4444@gmail.com

มีการประเมินว่าภายในปี 2020 อุตสาหกรรมเกมในส่วนของอีสปอร์ต(eSport) เพียงอย่างเดียวจะมีมูลค่าสูงถึง 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 46.7 ล้านล้านบาท  ขณะที่มูลค่าการเติบโตของตลาดเกมในประเทศไทยปี 2559 อยู่ที่ 8.7 พันล้านบาท และเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2560 ที่ 10.3 พันล้านบาท ทำให้ประเทศไทยมีความต้องการบุคลากรที่เข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจเกม ธุรกิจอีสปอร์ต ผลิตเกม นักสร้างเกม หรืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับเกมจำนวนมาก
นายชัชชัย หวังวิวัฒนา หัวหน้าหลักสูตรธุรกิจเกมและอีสปอร์ต คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.) กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีความต้องการบุคลากรที่เข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจเกม ธุรกิจอีสปอร์ต ผลิตเกม นักสร้างเกม หรืออาชีพที่เกี่ยวข้องกับเกม อย่าง นักกราฟฟิก นักพัฒนาแอพพลิเคชั่นเกมในอุปกรณ์เทคโนโลยีต่างๆ มกค.จึงได้ร่วมมือกับบริษัท การีนา ออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท นีโอลูชั่น เทคโนโลยี คอร์ปอเรชั่น จำกัด พัฒนาหลักสูตรธุรกิจเกมและ eSports ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกในประเทศไทย เน้นการเรียนบริหารธุรกิจด้านเกมโดยเฉพาะ เป็นการสร้างบุคลากรพร้อมทั้งมาตรฐานและคุณภาพ

ตลาดเกมไทยโตต่อเนื่องเร่งปั้นคนป้อน"อีสปอร์ต"

“หลักสูตรธุรกิจเกมและ eSports ผลิตนักธุรกิจเกมและนักธุรกิจอีสปอร์ต ไม่ใช่ผลิตนักสร้างเกม การจัดการเรียนการสอน ทั้ง 129 หลักสูตร มุ่งผลิตนักศึกษามีศักยภาพเริ่มธุรกิจดิจิทัลยุคใหม่ที่มีความคล่องตัว ยืดหยุ่นสูง มีความคิดสร้างสรรค์ ความเป็นผู้นำ แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และสามารถปรับตัวให้เข้ากับโลกดิจิทัล รองรับอาชีพใหม่ เน้นปฏิบัติจริง เรียนรู้ในสถานประกอบการตั้งแต่ชั้นปีที่ 2 โดยต้องเริ่มธุรกิจตั้งแต่อยู่ในหลักสูตร แต่นักศึกษาคนใดไม่อยากทำธุรกิจ เข้าสู่บริษัท สถานประกอบการธุรกิจเกมสามารถดำเนินการได้ ซึ่งมหาวิทยาลัยมีเครือข่ายกับบริษัทเกม ธุรกิจเกมที่เอื้อต่อการทำงานของบัณฑิต” นายชัชชัย กล่าว

ตลาดเกมไทยโตต่อเนื่องเร่งปั้นคนป้อน"อีสปอร์ต"

          ม.รังสิตปั้นคนเกมครบวงจร
นายเชฏฐเนติ ศรีสอ้าน คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมดิจิทัลและเทคโนโลยีสารสนเทศ ม.รังสิต กล่าวว่า การเปิดหลักสูตรของ ม.รังสิต จะมองไปถึงการผลิตบุคลากรเพื่อรองรับอุตสาหกรรมต่างๆ ในระดับโลก ซึ่งอุตสาหกรรมเกมเป็นอุตสาหกรรมที่มีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง ทางวิทยาลัยจึงได้เปิดสาขาคอมพิวเตอร์เกมมัลติมีเดีย เพื่อผลิตบุคลากรรองรับตลาดด้านนี้ โดยเปิดรับประมาณ 100 คน เด็กที่เข้ามาเรียนส่วนใหญ่มีความชื่นชอบเกม อยากสร้างตัวละคร สร้างเกมของตนเอง กระบวนการเรียนการสอนเน้นให้เด็กมีความรู้ ความสามารถ พัฒนาเกมคอมพิวเตอร์ได้ สามารถไปประกอบอาชีพในอุตสาหกรรมได้จริง

ตลาดเกมไทยโตต่อเนื่องเร่งปั้นคนป้อน"อีสปอร์ต"

ทั้งนี้ เป็นการผลิตผู้สร้างเกม ไม่ใช่ผู้เสพเกม ดังนั้น รายวิชาต่างๆ ที่นักศึกษาจะได้เรียน เป็นการสร้างผู้ผลิตเกม นักพากย์เกม หรือเป็นเจ้าของบริษัท ผู้ประกอบการที่อยากทำเกม คิดเกม ผลิตเกมเอง โดยเน้นการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง การจัดการเรียนการสอนจึงไม่ได้จำกัดเฉพาะในห้องเรียน แต่นักศึกษาจะต้องร่วมมือกับสถานประกอบการ บริษัทเกมต่างๆ ในการทำผลงานหรือไปฝึกปฏิบัติจริง เพื่อจะได้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเกม

ตลาดเกมไทยโตต่อเนื่องเร่งปั้นคนป้อน"อีสปอร์ต"

เนื่องจากแต่ละเกมมีความแตกต่างกัน นักศึกษาต้องไปเรียนรู้การคิด การสร้างเกม และผลิตเกมให้ได้ อีกทั้ง ส่งเสริมให้นักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันเกี่ยวกับเกมต่างๆ เปิดโอกาสให้เขาได้พัฒนาทักษะและเห็นมุมมอง มีเครือข่ายของกลุ่มนักพัฒนาเกม นักสร้างเกมด้วยกัน ซึ่งนักศึกษาที่จบจากสาขาดังกล่าว สามารถไปประกอบอาชีพ นักพัฒนาเกม, นักวิเคราะห์ ออกแบบ และพัฒนาเกม, นักพัฒนาสื่อดิจิทัลมัลติมีเดีย, นักคอมพิวเตอร์กราฟฟิก, ผู้ประกอบการด้านคอมพิวเตอร์เกมมัลติมีเดีย มีอาชีพหลากหลายให้ได้เลือกทำ หรือเป็นผู้ประกอบการ

ตลาดเกมไทยโตต่อเนื่องเร่งปั้นคนป้อน"อีสปอร์ต"

“อยากทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง ให้มุมมองเกี่ยวกับเกมใหม่ อย่าไปยึดติดภาพลบของเกม เพราะขณะนี้โลกเปลี่ยนไป อุตสาหกรรมเกมมีขนาดใหญ่มากกว่าในประเทศไทย หากมีลูกหลานที่ชอบการเล่นเกม และเขาอยากเป็นผู้ผลิตเกม อยากให้ส่งเสริมเป็นผู้สร้างเกม เนื่องจากเด็กไทยมีความเก่ง ความสามารถ เขาจะทำได้ดีหากได้ทำในสิ่งที่ชอบและรัก และอุตสาหกรรมเกมกำลังต้องการบุคลากรด้านนี้ค่อนข้างมาก” นายเชฏฐเนติ กล่าว

          ม.ศรีปทุมสร้างมูลค่าเชิงพาณิชย์
ผศ.ดร.กมล​ จิรา​พงษ์ คณบดีคณะ​ดิจิทัล​มีเดีย​ ม.ศรีปทุม กล่าวว่า การนำเทคโนโลยีด้านดิจิทัลมาผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์และก่อให้เกิดมูลค่าในเชิงพาณิชย์ เห็นได้ชัดจากอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ด้านดิจิทัลคอนเทนต์ เช่น ภาพยนตร์ ภาพยนตร์โฆษณา ภาพยนตร์การ์ตูน เกมออนไลน์ วิดีโอเกม เกมมือถือ และสื่อผสม (Multimedia) ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันมีความต้องการผลงานดิจิทัลในรูปแบบเหล่านี้เป็นจำนวนมากจากการบริโภคสื่อด้านดิจิทัลทั้งในและต่างประเทศ

ตลาดเกมไทยโตต่อเนื่องเร่งปั้นคนป้อน"อีสปอร์ต"

“มหาวิทยาลัยศรีปทุม มีการเตรียมการรองรับสังคมยุคดิจิทัลมากว่า 10 ปีแล้ว โดยเริ่มแรกเปิดสอนหลักสูตรศิลปกรรมศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาดิจิทัลอาร์ตส์ เมื่อปีการศึกษา 2547 และต่อมาได้ตั้งเป็นคณะดิจิทัลมีเดีย เปิดสอนทั้งหมด 4 สาขา คือดิจิทัลอาร์ตส์, คอมพิวเตอร์แอนิเมชันและวิชวลเอฟเฟกต์, การออกแบบอินเทอร์แอ็กทีฟและเกม, การออกแบบกราฟฟิก และปี 2551 ได้เปิดสอนสาขาเกมและแอนิเมชั่นเพิ่มอีกหนึ่งสาขาเพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ด้านดิจิทัลคอนเทนต์ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง” คณบดี​คณะ​ดิจิทัล​มีเดีย​ ม.ศรีปทุม กล่าว

ตลาดเกมไทยโตต่อเนื่องเร่งปั้นคนป้อน"อีสปอร์ต"

ผศ.ดร.กมล กล่าวว่าปัจจุบันคณะ​ดิจิทัล​มีเดีย​ ม.ศรีปทุม มีนักศึกษาปี 1 ประมาณ 550 คน ถือได้ว่าจะเป็นกำลังสำคัญในอุตสาหกรรมเชิงสร้างสรรค์ด้านดิจิทัลคอนเทนต์ในโลกอนาคตได้เป็นอย่างดี เพราะหลังจากที่นักศึกษาเรียนจบแล้วคณะจะเป็นตัวกลางในการประสานกับภาคธุรกิจไม่ว่าจะเป็นบริษัท การีนาออนไลน์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือบริษัทอื่นๆ จากต่างประเทศในการจับคู่ให้นักศึกษาได้ทำงานร่วมกันในศาสตร์ที่ถนัด ที่ผ่านมามีทั้งที่ร่วมทุนทำธุรกิจ หรือรวมกลุ่มกันตั้งบริษัทขึ้นมาทำงานในอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม ทั่วโลกมีความต้องการบุคลากรเกี่ยวกับดิจิทัลคอนเทนต์มาก นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาไปแล้วมีอาชีพหลากหลายที่เกี่ยวเนื่องจากอุตสาหกรรมดังกล่าวให้ได้เลือกทำ ไม่ว่าจะเป็นนักพัฒนาเกม, นักวิเคราะห์ ออกแบบและพัฒนาเกม, นักพัฒนาสื่อดิจิทัลมัลติมีเดีย, นักคอมพิวเตอร์กราฟฟิก, ผู้ประกอบการด้านคอมพิวเตอร์เกมมัลติมีเดีย มีอาชีพหรือเป็นผู้ประกอบการ เนื่องจากอุตสาหกรรมเกมและสื่อมัลติมีเดียที่กำลังเติบโตนั่นเอง

ตลาดเกมไทยโตต่อเนื่องเร่งปั้นคนป้อน"อีสปอร์ต"

เพราะนักศึกษาที่มาเรียนที่นี่สามารถนำความรู้ที่ได้จาก สาขาดิจิทัลอาร์ตส์ เกี่ยวกับการออกแบบงานศิลปะ ในรูปแบบของจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพเคลื่อนไหวด้วยสื่อดิจิทัล โดยใช้คอมพิวเตอร์และเครื่องมือในโปรแกรม เช่น การวาดรูปแบบ Digital Paint การออกแบบโมเดล แบบ 3 มิติ (3D Sculpture) การวาดภาพประกอบ (Illustration) และงานศิลปะในเกม ไปประกอบอาชีพได้

รวมทั้งสาขา คอมพิวเตอร์แอนิเมชันและวิชวลเอฟเฟกต์ ที่สามารถสอนศิลปะให้คนที่ไม่มีพื้นฐานการวาดรูปสามารถเรียนขั้นตอนการผลิตแอนิเมชันและวิชวลเอฟเฟกต์ตั้งแต่ต้นจนจบเพื่อนำไปประกอบอาชีพต่อไปได้ในอนาคตเช่นกัน

ตลาดเกมไทยโตต่อเนื่องเร่งปั้นคนป้อน"อีสปอร์ต"

ส่วนคนที่ชอบสร้างสรรค์เกมใหม่ๆ การแคสติ้ง ออกแบบสร้างสรรค์คอสเพลย์ การจัดการธุรกิจเกม ก็สามารถเรียนสาขาการออกแบบอินเทอร์แอ็กคทีฟและเกมด้วยการเรียนรู้กับแอพพลิเคชั่น(Application) เว็บไซต์(Web Site) อินสตอลเลชัน(Installation) สื่อการเรียนการสอน(e-Learning) ดิจิทัลแม็กกาซีน(Digital Magazine)

รวมถึงการพัฒนาเกมซึ่งจะเรียนรู้การออกแบบเกม(Game Design) การออกแบบวิธีการเล่นเกมและการเขียนโปรแกรม(Game Programming) และการพัฒนาเกมหรือแอพพลิเคชันเพื่อธุรกิจดิจิทัล(Tech Startup) ไปต่อยอดด้าน E-Sports ได้

หรือหากจะทำงานด้าน การออกแบบงานกราฟฟิกสู่การเป็นดีไซเนอร์ในดิจิทัลเอเยนซี่ และกราฟฟิกเฮ้าส์ ก็เลือกสาขาการออกแบบกราฟฟิกที่เน้นสอนเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์ การออกแบบเว็บไซต์ ออกแบบแพ็กเกจจิ้ง สร้างสรรค์งานโฆษณา ออกแบบ e-Magazine ออกแบบ Info Graphic และ Motion Graphic เรียนรู้แนวทางการทำธุรกิจดิจิทัลแบบผสมผสานได้อย่างลงตัวเช่นกัน

“ที่นี่เหมือนเป็นตะกร้าที่มีทุกอย่างหากจะปรุงอาหารประเภทไหนก็สามารถหาวัตถุดิบที่มีอยู่มาผสมกันได้อย่างลงตัวออกมาเป็นเมนูอาหารที่สามารถรับประทานได้อย่างมีรสชาติ และเชื่อว่าไม่ว่าโลกอนาคตจะเปลี่ยนไปแค่ไหน​ดิจิทัล​มีเดียก็จะสามารถพัฒนาและอยู่ร่วมไปได้กับแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนไปอย่างแน่นอน” ผศ.ดร.กมล กล่าวทิ้งท้าย

มุสลีมะห์ยุคใหม่ 2018 “ชีวิตที่บินได้”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/344686

มุสลีมะห์ยุคใหม่ 2018 “ชีวิตที่บินได้”

ศาสนา,คุณภาพชีวิต,การศึกษา,มุสลีมะห์,ยุคใหม่,2018,อียิปต์

มุสลีมะห์ยุคใหม่ 2018 “ชีวิตที่บินได้”

               .. “อียิปต์” ทำให้ฮูดาร์ได้ก้าวออกมาจากความเคยชินตลอด 20 ปี ทุกอย่างที่ได้เผชิญมา ส่งผลให้สามารถเปลี่ยนแปลงทัศนคติที่มีต่อโลก ต่อผู้คน และการใช้ชีวิตไปจากเดิมกลายเป็นผู้หญิงเข้มแข็ง และอยู่เป็นในทุกสภาวะของชีวิต และที่สำคัญที่สุดได้นำประสบการณ์ที่ได้รับมาบอกต่อแก่น้องๆ เพื่อเป็นแนวทาง เป็นแบบอย่างให้ได้เรียนรู้และเลือกเอาสิ่งเหล่านั้นไปเป็นเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิต

พร้อมทั้งเป็นแบบอย่างเพื่อพัฒนาตนเองสร้างทั้งความสุข ทั้งแรงบันดาลใจให้ตั้งใจเรียน และเดินหน้าทำสิ่งดีๆ ต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ แม้ไม่สามารถคว้าปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัรได้ แต่ก็สามารถคว้าเกียรตินิยมอันดับหนึ่งสาขาธุรกิจการบิน สถาบันพัฒนาบุคลากรการบิน มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิตได้ ปัจจุบันทำงานใน ตำแหน่ง Remote Business Center (RBC) บริการผู้โดยสารภาคพื้น ด้านตั๋วโดยสารและบริการพิเศษต่างๆ สังกัด Lufthansa Services Thailand (LST)

รัตนพิมล ฮูดาร์ มะหะหมัด (ฮูดาร์) จบมัธยมศึกษาตอนปลาย กศน. บางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา และจบศาสนาจากโรงเรียนมุสลิมวิทยาคาร คลอง 19 โรงเรียนพัฒนาการหญิงศึกษาและศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัย อัลอัซฮัร กรุงไคโร ประเทศอียิปต์ แต่ไม่จบการศึกษา ปัจจุบันอายุ 26 ปี สำเร็จการศึกษาสาขาธุรกิจการบิน สถาบันพัฒนาบุคลากรการบิน มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต ด้วยเกียรตินิยมอันดับ 1 เป็นบุตรสาวของ แมนรัตน์ มะหะหมัด เจ้าของวธุรกิจส่วนตัว และวิมล มะหะหมัด หัวหน้าหมวดวิชาภาษาไทย โรงเรียนอิสลามสันติชน มีน้องชายหนึ่งคน ธีรพัทธดนย์ โอมาน มะหะหมัด นักศึกษา ชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

หลังจากที่ไปไปศึกษาในประเทศอียิปต์และเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติทางการเมืองในสมัยฮุสนีมูบาร๊อก ทำให้ฮูดาร์ ต้องบินกลับไทยในทันที ทั้งที่ยังเสียดายโอกาสที่จะคว้าปริญญาอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ โดยเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต สาขาธุรกิจการบิน สถาบันพัฒนาบุคลากรการบิน ด้วยเหตุผลชอบการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ การสื่อสาร ภาษา การแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม และเปิดโลกทัศน์ของตัวเอง

เพราะปัจจุบัน “อุตสาหกรรมการบิน”เป็นสายงานที่มีความต้องการด้านบุคลากรค่อนข้างสูงและบุคลากรในอุตสาหกรรมการบินที่เป็นมุสลิมค่อนข้างน้อยและที่สำคัญเป็นคนชอบแก้ปัญหา ชอบเผชิญหน้ากับสิ่งใหม่ๆ และท้าทายความสามารถของตัวเอง เป็นประธานนักศึกษารุ่น 2557 นายกสโมสรนักศึกษา สถาบันพัฒนาบุคลากรการบิน รองนายกสโมสรนักศึกษา มหาวิทยาลัยเกษมบัณฑิต

ความคิดของผู้หญิงมุสลีมะห์ยุคใหม่ แบบฉบับน้องฮูดาร์ ปี 2018 ที่เชื่อว่าการดึงความสามารถของตัวเองออกมาให้ทุกคนได้เห็นและยอมรับในสิ่งที่เป็นตัวเอง สร้างประโยชน์แก่ผู้คนรอบข้างเป็นการพัฒนาตัวเองที่ดี ทำให้คนอื่นๆ ก็ได้รับประโยชน์ การเรียนในมหาวิทยาลัยในสังคมต่างศาสนานั้น คือ ได้เปิดโลกทัศน์ใหม่ๆ ที่สังคมมุสลิมอาจไม่เคยได้สัมผัส ได้เรียนรู้และเข้าใจในความต่าง ต้องปรับตัว และหาความสมดุลของกันและกัน

ที่สำคัญต้อง ต้อง แบ่งเวลาให้เป็น เอาชนะตัวเองให้ได้ ”นำสิ่งที่เรียนเหล่านั้นมาปรับใช้จริง ด้วยการทำกิจกรรมควบคู่กับการเรียน การเข้าร่วมทุกกิจกรรมของคณะและมหาวิทยาลัยและการอบรมต่างๆ และทำกิจกรรม สิ่งเหล่านี้จะหล่อหลอมให้มีความเป็นผู้นำ มีความกล้าแสดงออกทางความคิด มีเครือข่ายทางสังคม และที่สำคัญแบ่งปันสิ่งที่ได้รับแก่ผู้อื่นต่อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

การแสวงหาความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด อิสลามเราสอนว่า “จงเรียนรู้ตั้งแต่อยู่ในเปลจนถึงหลุมฝังศพ” คนเราก็เหมือนกับ “ดิน” มันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อมันมีความอุดมสมบูรณ์ ดังนั้นเราต้องคอยรดน้ำและพรวนดินอยู่เสมอ ฮูดาร์มองว่าการศึกษาเปรียบเสมือน “น้ำ”ที่รดลงดินให้ชุ่มฉ่ำ

ส่วนประสบการณ์ในชีวิตก็เหมือนกับ “ไส้เดือน”ที่คอยพรวนดินให้อุดมสมบูรณ์อยู่ตลอดเวลา อยากแนะนำให้น้องๆ คอยรดน้ำพรวนดินของตนเองอยู่เสมอ เพราะถ้าขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไป ดินก็จะแห้งแล้ง ค่อยๆ สลายหายไปตามกาลเวลา และอาจไม่กลับมามีประโยชน์อีกเลยก็ได้

มุสลีมะห์ยุคใหม่ 2018 "ชีวิตที่บินได้"

มุสลีมะห์ยุคใหม่ 2018 "ชีวิตที่บินได้"

มุสลีมะห์ยุคใหม่ 2018 "ชีวิตที่บินได้"

มุสลีมะห์ยุคใหม่ 2018 "ชีวิตที่บินได้"