ดิจิทัลคอนเทนต์โต8-10%ต่อปีปี61กว่า4พันล้านปั้นบุคลากรรองรับ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/344528

ดิจิทัลคอนเทนต์โต8-10%ต่อปีปี61กว่า4พันล้านปั้นบุคลากรรองรับ

ดิจิทัลคอนเทนต์

ดิจิทัลคอนเทนต์โต8-10%ต่อปีปี61กว่า4พันล้าน-ปั้นบุคลากรรองรับ  : รายงาน  โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

“คนที่อุตสาหกรรมต้องการมากที่สุดตอนนี้ คือบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเกม เนื่องจากอุตสาหกรรมเกมได้รับความนิยมอย่างสูงและมีอัตราเติบโตเร็ว” ณัฐพร กาญจนภูมิ

โครงการ Digital Content Cluster Day ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สสว. และ ม.ศิลปากร และผู้ประกอบการเอสเอ็มอีดิจิทัลคอนเทนต์ได้จัดขึ้น เพื่อเป็นการประกาศศักยภาพความพร้อมของอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ไทย และยังเป็นเวทีในการเจรจาธุรกิจ ระหว่างผู้ประกอบการในกลุ่มดิจิทัลคอนเทนต์ เพื่อนำไปสู่ขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาคลัสเตอร์ ในการกำหนดกรอบแนวทางการส่งเสริมเอสเอ็มอีให้เข้มแข็งและยั่งยืน

ดิจิทัลคอนเทนต์โต8-10%ต่อปีปี61กว่า4พันล้านปั้นบุคลากรรองรับ

สุวรรณชัย โลหะวัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและย่อม(สสว.) กล่าวว่า การพัฒนาผู้ประกอบการโดยการสร้างให้เกิดการรวมกลุ่มเครือข่ายให้มีความเข้มแข็ง ถือเป็นแนวคิดในการพัฒนาคลัสเตอร์เป็นเครื่องมือ ที่ สสว.นำนโยบายดังกล่าวมากำหนดแนวทางการส่งเสริมเอสเอ็มอี โดยมุ่งเน้นกระตุ้นเชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เชื่อว่า ศักยภาพเอสเอ็มอีมีหลายมิติที่ต้องต่อยอด และในขณะนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีตลอดเวลา ดังนั้น การเปลี่ยนประเทศให้กลายเป็นประเทศที่สามารถส่งออกได้ ต้องมีการสร้างคาแร็กเตอร์ของสินค้า และบริการประเทศไทย

“อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ เป็นอีกหนึ่งคลัสเตอร์ที่มีศักยภาพ โครงการดังกล่าว นอกเหนือจากการพัฒนาผู้ประกอบการ ยังสร้างเครือข่ายต่อยอดทางเศรษฐกิจ และพัฒนาโอกาสทางการตลาดให้เชื่อมโยงกับการค้า ทั้งในด้านแอนิเมชั่น ซีจีกราฟฟิก ฯลฯ โดยได้รับความร่วมมือจากอาจารย์ ผู้ประกอบการมาสร้างองค์ความรู้ร่วมกัน” นายสุวรรณชัยกล่าว

ดิจิทัลคอนเทนต์โต8-10%ต่อปีปี61กว่า4พันล้านปั้นบุคลากรรองรับ

    สร้างเครือข่าย Ecosystem เชื่อมโยง
สมศักดิ์ ชาติน้ำเพ็ชร คณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่า เป็นเวลาหลายปีที่มหาวิทยาลัยได้พัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ ความสามารถ ออกแบบสร้างสรรค์สื่อต่างๆ ตอบโจทย์อุตสาหกรรมด้านนี้ โครงการดังกล่าวเป็นโอกาสสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถ อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ก้าวไปสู่ระดับโลก และสร้างบุคลากรรองรับอุตสาหกรรมด้านนี้มากขึ้น

ณัฐพร กาญจนภูมิ ผู้แทนคณะดำเนินงาน ม.ศิลปากร กล่าวว่า โครงการได้เริ่มโดยดูมูลค่าของตลาดในแต่ละด้าน ซึ่งพบว่า ที่ผ่านมาประเทศไทยนำเข้าอุตสาหกรรมด้านนี้ค่อนข้างมาก ซึ่งจากการดำเนินการทำให้รู้ว่าขาดอีโคซิสเต็ม หรือกลยุทธ์ในการสร้างระบบนิเวศ สร้างเครือข่าย สร้างเวทีในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

โครงการดังกล่าว ได้พัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์คลัสเตอร์ ประกอบด้วยเครือข่ายอุตสาหกรรมลิขสิทธิ์ตัวละคร การสร้างแอนิเมชั่น และด้านการให้บริการคอมพิวเตอร์กราฟฟิก ในรูปแบบ AnimaCon Project Pitching พัฒนาองค์ความรู้ด้านการสร้างสรรค์งานแอนิเมชั่น การเขียนบท โดยให้ผู้สร้างแอนิเมชั่นนำเสนอผลงานต่อนักลงทุน สื่อ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และกิจกรรม Business Matching เพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ Character licensing และ CG Service กับกลุ่มผู้ซื้อและกลุ่มอุตสาหกรรมข้างเคียงหรือต่อเนื่อง รวมถึงจัดสัมมนาและจัดทำการ Web Portal และเฟซบุ๊ก เพื่อเป็นสื่อกลางในการประชาสัมพันธ์สร้างการเข้าถึงผู้ประกอบการ

ดิจิทัลคอนเทนต์โต8-10%ต่อปีปี61กว่า4พันล้านปั้นบุคลากรรองรับ

        อุตสาหกรรมดิจิทัลโต8-10%ต่อปี
ณัฐพร กล่าวว่า อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์มีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น ประมาณ 8-10% ต่อปี โดยในประเทศไทยมีบริษัทที่ประกอบกิจการด้านนี้ รวม 70 กว่าแห่ง ภาครัฐให้การสนับสนุน แต่ต่างฝ่ายต่างสนับสนุน ไม่มีหน่วยงานศูนย์กลางที่จะทำหน้าที่ส่งเสริม หรือสนับสนุนอย่างชัดเจน โครงการนี้จึงเป็นเสมือนการพยายามสร้างอีโคซิสเต็ม เป็นการรวมหน่วยงานที่สนับสนุนมาดำเนินการรวมกัน เพื่อให้งบประมาณที่ลงไปเกิดการพัฒนาบุคลากร อุตสาหกรรมด้านนี้

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) สำรวจมูลค่าอุตสาหกรรมแอนิเมชั่นปี 2560 มีมูลค่า 4,037 ล้านบาท และคาดว่าปี 2561 มีมูลค่ารวมที่ 4,441 ล้านบาท และอุตสาหกรรมคาแร็กเตอร์ปี 2560 มีมูลค่า 1,848 ล้านบาท และคาดว่าปี 2561 มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 1,998 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยเติบโตมาจากการขยายตัวของสื่อดิจิทัลและด้านการผลิตของภาคอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์

ดิจิทัลคอนเทนต์โต8-10%ต่อปีปี61กว่า4พันล้านปั้นบุคลากรรองรับ

“มหาวิทยาลัยเกือบทุกแห่งมีการสอนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ อย่าง แอนิเมชั่น กราฟฟิกต่างๆ ทำให้ขณะนี้มีบัณฑิตที่จบด้านนี้จำนวนมาก โครงการดังกล่าวเป็นการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ระบบนิเวศทางธุรกิจ (Business Ecosystems) ร่วมกันแลกเปลี่ยน และอบรมพัฒนาบุคลากร ซึ่งที่ผ่านมามีการจัดอบรมเด็กที่สนใจด้านนี้ตลอด เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กได้พัฒนาตนเองเข้าสู่อุตสาหกรรมได้” ณัฐพร กล่าว

สำหรับกำลังคนที่อุตสาหกรรมด้านนี้ต้องการมากที่สุดตอนนี้คือ บุคลากรที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเกม ผลิตเกม สร้างเกม เป็นนักธุรกิจเกม เนื่องจากอุตสาหกรรมเกมได้รับความนิยมอย่างสูงและมีอัตราเติบโตเร็ว แต่ขณะนี้สถาบันอุดมศึกษามีคณะที่สอนเกี่ยวกับเกมค่อนข้างน้อย ทำให้การผลิตบุคลากรด้านนี้มีจำนวนจำกัด

นักเรียนนักศึกษาที่สนใจอยากทำงานด้านดิจิทัลคอนเทนต์ ต้องศึกษาดูตลาดว่าตัวเองมีความชอบ ถนัด อยากเข้าสู่อาชีพนักแอนิเมชั่น นักสร้างเกม นักออกแบบอินเทอร์แอ็กทีฟ ฯลฯ นั้น ให้ดูรายละเอียดของแต่ละคณะ แต่ละมหาวิทยาลัย ซึ่งการเรียนในสายนี้ไม่ตกงานอย่างแน่นอน แต่ต้องมีองค์ความรู้ มีความสามารถตรงกับที่สถานประกอบการต้องการ โครงการดังกล่าว มีการนำเสนอผลงานและจับคู่เจรจาธุรกิจในกิจกรรมนี้จะกระตุ้นและต่อยอดให้เกิดเม็ดเงินในอุตสาหกรรมไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท

ดิจิทัลคอนเทนต์โต8-10%ต่อปีปี61กว่า4พันล้านปั้นบุคลากรรองรับ

ผ่าปม”อธิการบดีเกษียณ”วัดใจสกอ.หรือต้องรอสปิริต?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/344369

ผ่าปม”อธิการบดีเกษียณ”วัดใจสกอ.หรือต้องรอสปิริต?

สกอ,อธิการบดีเกษียณ

ผ่าปม”อธิการบดีเกษียณ”วัดใจสกอ.หรือต้องรอสปิริต? : รายงาน  โดย… ปกรณ์  พึ่งเนตร

การประชุมร่วมกันระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) กับนายกและอุปนายกสภามหาวิทยาลัยของรัฐ 58 แห่งทั่วประเทศ เพื่อหาทางออกเรื่อง “อธิการบดีเกษียณ” ซึ่งหมายถึงการแต่งตั้งบุคคลที่อายุเกิน 60 ปี หรือเกษียณอายุราชการแล้วมาดำรงตำแหน่งอธิการบดี เมื่อวันที่ 15 กันยายน ที่ผ่านมา เป็นภาพสะท้อนที่ทำให้เห็นว่าปัญหานี้สร้างแรงกระเพื่อมในแวดวงอุดมศึกษาอย่างหนักหน่วงรุนแรงจริงๆ

ผ่าปม"อธิการบดีเกษียณ"วัดใจสกอ.หรือต้องรอสปิริต?

เพราะไม่เพียง “อธิการบดีเกษียณ” จำนวน 22 คน จาก 22 สถาบัน ที่นั่งเก้าอี้อยู่ในปัจจุบันเท่านั้น ที่กำลังเป็นปัญหาว่าจะต้องถูกถอดถอน ถูกสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ไปก่อน หรือจะให้ครองตำแหน่งต่อไป ทว่ายังมีมหาวิทยาลัยที่อยู่ในกระบวนการแต่งตั้งอธิการบดีคนใหม่ ซึ่งได้เสนอชื่อมายัง สกอ.แล้ว และรอนำชื่อขึ้นกราบบังคมทูล เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง อีกถึง 10 มหาวิทยาลัย ในจำนวนนี้มี “ว่าที่อธิการบดี” ที่อายุเกิน 60 ปี อีก 3 คน จาก 3 สถาบัน

ว่ากันว่าผลสะเทือนที่เกิดขึ้นแล้วจากคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด กรณีมหาวิทยาลัยราชภัฏกาญจนบุรี ได้ก่อผลกระทบเป็นลูกโซ่ในกลุ่มมหาวิทยาลัยราชภัฏและมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล ซึ่งมีทั้งสิ้น 47 แห่งทั่วประเทศ โดยมหาวิทยาลัยในกลุ่มราชภัฏ 38 แห่ง มี “อธิการบดีเกษียณ” นั่งดำรงตำแหน่งอยู่ถึง 18 แห่ง ไม่นับอีก 2 แห่งที่โดน ม.44 คือมหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ และมหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์
ส่วนมหาวิทยาลัยในกลุ่มเทคโนโลยีราชมงคล 9 แห่ง มี “อธิการบดีเกษียณ” ทำหน้าที่อยู่ถึง 4 แห่ง ส่วนอีก 5 แห่ง แม้อธิการบดีจะมีอายุไม่เกิน 60 ปี แต่ตำแหน่งบริหารอื่นๆ เช่น รองอธิการบดี หรือคณบดี ก็มีอายุเกิน 60 ปีอีกหลายคน ซึ่งตำแหน่งบริหารในสถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้ โดยนัยแห่งคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุด ผู้ที่อายุเกิน 60 ปี ก็ไม่สามารถดำรงตำแหน่งได้เช่นกัน

ผ่าปม"อธิการบดีเกษียณ"วัดใจสกอ.หรือต้องรอสปิริต?

ประเด็นนี้ทำให้เกิดความเห็นต่างเป็น 2 ฝ่ายในแวดวงอุดมศึกษา ซึ่งสาเหตุต้องยอมรับว่ากฎหมายเขียนเอาไว้ไม่ชัดเจนจริงๆ โดยเฉพาะพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พุทธศักราช 2547 ที่ไม่ได้กำหนดคุณสมบัติเรื่องอายุของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีเอาไว้ จึงกลายเป็นเหตุผลให้ฝ่ายสนับสนุน “อธิการบดีเกษียณ” นำมาอ้างได้ว่า เมื่อกฎหมายไม่ได้เขียนห้าม ก็ไม่ควรจำกัดสิทธิ์

ที่สำคัญ คนที่มีวัยวุฒิสูง โดยมากมักมี “บารมี” เหมาะกับการบริหารสถาบันอุดมศึกษาที่ต้องควบคุมดูแลบุคลากรที่มีความรู้สูง ไม่อาจสั่งซ้ายหันขวาหันได้ นอกจากนั้นคนเหล่านี้ส่วนใหญ่ยังเป็นคนเก่ง และมีคอนเนกชั่นดี จึงเหมาะกับงานการศึกษาที่ต้องทำงานร่วมกับประชาคมต่างๆ นอกมหาวิทยาลัย ต้องรู้จักพบปะกับผู้คนจำนวนมาก ทั้งในและต่างประเทศ  ฝ่ายสนับสนุน “อธิการบดีเกษียณ” มองว่า คุณสมบัติ “ดี-เด่น-ดัง” เช่นนี้ หาได้ยากในกลุ่มนักบริหารรุ่นใหม่ หรืออาจารย์ที่ยังอายุน้อยๆ

“ฝ่ายไม่ต้องการอธิการบดีเกษียณ” มองว่าการดำรงตำแหน่งอธิการบดีของผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาที่เกษียณอายุแล้ว โดยมากมักเป็นการ “สืบทอดอำนาจ” และเอื้อประโยชน์กันมากกว่าที่จะเลือกคน “ดี-เด่น-ดัง” มาทำหน้าที่จริงๆ

ผ่าปม"อธิการบดีเกษียณ"วัดใจสกอ.หรือต้องรอสปิริต?

อย่างเส้นทางการดำรงตำแหน่งของ “อธิการบดีเกษียณ” รายหนึ่ง เมื่อตรวจสอบย้อนหลังพบว่า เป็นอธิการบดีมาตั้งแต่ปี 2538 นับถึงปัจจุบันคือ 23 ปี ครบวาระมาแล้ว 5 ครั้ง ปัจจุบันคือวาระที่ 6 และย้ายมาแล้ว 4 มหาวิทยาลัย ซึ่งอาจมองได้ว่าเป็นการย้ายไปรับตำแหน่งที่สถาบันอื่นเพื่อเลี่ยงกฎหมายที่ห้ามไม่ให้ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยเดียวกันต่อเนื่องเกิน 2 วาระ

ขณะที่ “อธิการบดีเกษียณ” อีกคนหนึ่ง ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมาแล้ว 19 ปี ครบวาระไปแล้ว 4 ครั้ง ปัจจุบันอยู่ในวาระที่ 5 ย้ายสลับไปมาระหว่าง 2 มหาวิทยาลัย นัยว่าเพื่อหลีกเลี่ยงระเบียบห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระเช่นกัน

ในมุมมองของ “ฝ่ายไม่ต้องการอธิการบดีเกษียณ” ซึ่งนำโดยแกนนำที่ประชุมสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย หรือ ทปสท. เห็นว่า ผู้บริหารสถาบันอุดมศึกษาเหล่านี้สืบทอดอำนาจ และเล่นพรรคเล่นพวก เพราะแทบไม่มีมหาวิทยาลัยแห่งไหนเลยที่เชิญ “คนนอก” หรือ “นักบริหารมืออาชีพ” มาทำหน้าที่ตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/2560 เปิดช่องเอาไว้ มีแต่อดีตอธิการบดีเกษียณแล้วล้วนๆ

เหตุนี้เองทำให้เกิดการผูกขาด และแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันในรูปแบบของ “สภาเกาหลัง” ทำให้ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างผู้บริหารกับสภามหาวิทยาลัยล้มเหลว

ขณะที่ “ฝั่งกองหนุนอธิการบดีเกษียณ” เห็นว่า การไม่เปิดกว้างให้คนที่อายุเกิน 60 ปีดำรงตำแหน่งอธิการบดีต่างหาก ที่ทำให้เกิดการสืบทอดอำนาจ และ “ปิดช่อง” ทำให้ไม่มีตัวเลือกที่ดีพอมาทำหน้าที่บริหารมหาวิทยาลัย

ผ่าปม"อธิการบดีเกษียณ"วัดใจสกอ.หรือต้องรอสปิริต?

อย่างไรก็ตามเริ่มมีผู้บริหารมหาวิทยาลัยที่อายุเกิน 60 ปีบางคน ทยอยลาออกเพื่อแสดงสปิริต คือ ผศ.ปัญญา คามีศักดิ์ คณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จ.ราชบุรี ได้ประกาศลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้ง รศ.ดร.ชูศักดิ์ เอกเพชร ลาออกจากตำแหน่งรักษาการอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี โดยเป็นการประกาศลาออกกลางที่ประชุมสภามหาวิทยาลัย เพราะมีอายุเกิน 60 ปี ปรากฏว่าได้รับการขานรับและชื่นชมจากคณาจารย์ฝ่ายที่สนับสนุนให้จำกัดอายุอธิการบดีไม่ให้เกิน 60 ปีเป็นอย่างมาก และถือเป็นบุคคลในระดับอธิการบดีคนแรกที่ยอมลาออก

ล่าสุด ผศ.ดร.สุรศักดิ์ ศรีกระจ่าง ผู้ช่วยอธิการบดี มรภ.ศรีสะเกษ (อายุเกิน 60 ปี) ได้ยื่นใบลาออกแล้ว เพื่อแสดงสปิริตปฏิบัติตามคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดว่าผู้บริหารมหาวิทยาลัยรัฐอายุเกิน 60 ปีไม่ได้

ซึ่งในที่ประชุมได้มีข้อเสนอแนะถึงกรณีที่มีอธิการบดีแต่งตั้งก่อนอายุ 60 ปีนั้น อายุไม่ได้เป็นข้อจำกัดในการทำงาน และคำสั่งศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวไม่ได้ระบุไว้ชัดเจน และคำสั่งศาลดังกล่าวผูกพันกับองค์กรเดียว การให้สภามหาวิทยาลัยไปสั่งการให้อธิการบดีลาออก เพื่อเป็นไปตามคำสั่งศาลดังกล่าวก็ไม่สามารถกระทำได้ เพราะกฎหมายกำหนดการออกจากตำแหน่งอธิการบดีไว้อย่างชัดเจน สภามหาวิทยาลัยไม่มีอำนาจ

คงต้องรอดูว่า เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) “นายสุภัทร จำปาทอง” จะสรุปแนวทางในการแต่งตั้งอธิการบดี เสนอ

“นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) 4 แนวทางให้เลือกแนวทางที่เหมาะสมที่สุด ซึ่งเป็นไปตามอำนาจของรมว.ศึกษาธิการ

รพ.จุฬาฯ เตรียมจัดคอนเสิร์ตเพื่อผู้ป่วยโรคเลือดและมะเร็งเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/344314

รพ.จุฬาฯ เตรียมจัดคอนเสิร์ตเพื่อผู้ป่วยโรคเลือดและมะเร็งเด็ก

รพจุฬา

รพ.จุฬาลงกรณ์ร่วมกับ ศิลปินนักแสดง ผู้ประกาศข่าว จัดคอนเสิร์ต เพื่อผู้ป่วยโรคเลือดและมะเร็งเด็ก

 วันที่ 19 กันยายน 2561 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กองทุนโรคเลือดและมะเร็งเด็ก หน่วยโลหิตวิทยา ฝ่ายกุมารเวชศาสตร์ และศิลปินนักแสดง ผู้ประกาศข่าว ร่วมจัดงานแถลงข่าว การจัดแสดงคอนเสิร์ต “ส่งต่อความหวัง พลังชีวิต เพื่อน้องโรคเลือดและมะเร็งเด็ก” และจัดเสวนาให้ความรู้สถานการณ์โรคเลือดในเด็กปัจจุบัน ณ อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทยได้มุ่งมั่นที่จะผลิตผลงานวิชาการและให้บริการทางการแพทย์แก่เด็กอย่างรอบด้าน โดยมีภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ก่อตั้งมายาวนานกว่า 70 ปี ได้สะสมประสบการณ์และพัฒนาด้านการรักษามาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เป็นที่ยอมรับในวงการแพทย์ระดับนานาชาติ  และมีวิสัยทัศน์ในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน คือการผลิตกุมารแพทย์ที่มีศักยภาพ ด้วยองค์ความรู้เป็นสถาบันต้นแบบที่มีคุณธรรม และสร้างมาตรฐานเพื่อเป็นแหล่งอ้างอิงทางกุมารเวชศาสตร์ ทั้งในด้านงานบริการและงานวิจัยในระดับนานาชาติ และมีเป้าหมายคือการดูแลเด็ก ซึ่งเป็นอนาคตของชาติอย่างครบวงจร ทั้งด้านการป้องกันโรค การเสริมสร้างพัฒนาการและฟื้นฟู เพื่อให้ผู้ป่วยเด็กสามารถกลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว และสังคมได้อย่างมีความสุขต่อไป

รศ.พญ.ดารินทร์ ซอโสตถิกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคโลหิตวิทยาและมะเร็งเด็ก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์วิทยาลัย กล่าวว่า ในแต่ละปีมีเด็กในประเทศไทยจำนวนไม่น้อยกว่า 1,000 คน ได้รับการวินิจฉัยเป็นโรคเลือดและโรคมะเร็ง โดยโรคที่พบบ่อยได้แก่ โรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย โรคเลือดออกง่าย ฮีโมฟีเลีย มะเร็งเม็ดเลือดขาวและมะเร็งสมอง ผู้ป่วยเหล่านี้หากได้รับการวินิจฉัยอย่างรวดเร็ว และได้รับการรักษาที่เหมาะสม จะสามารถกลับไปมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตใกล้เคียงกับเด็กปกติได้

อย่างไรก็ตาม โรคส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่องยาวนาน  อีกทั้งจำเป็นต้องอาศัยทีมบุคคลากรทางการแพทย์ที่มีความชำนาญ รวมทั้งได้รับยา เครื่องมือทางการแพทย์ที่ทันสมัย และที่สำคัญ คือการดูแลเอาใจใส่จากผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลอย่างใกล้ชิด

ปัจจุบัน สาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งเด็ก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ให้การดูแลรักษาผู้ปวยเด็กโรคเลือดและมะเร็งจำนวนมาก โดยมีผู้ป่วยใหม่ได้รับการวินิจฉัยปีละ 80-100 ราย ผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียชนิดรุนแรงปานกลาง ถึงรุนแรงมาก จำเป็นต้องได้รับเลือดจากผู้บริจาคทุกๆ 3-4 สัปดาห์อย่างต่อเนื่อง ตลอดชีวิต  ผู้ป่วยโรคเลือดออกง่ายฮีโมฟีเลีย จำเป็นต้องได้รับสารช่วยการแข็งตัวของเลือดทางหลอดเลือด ทุกสัปดาห์ตลอดชีวิต ผู้ปวยโรคมะเร็งจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาเคมีบำบัด ผ่าตัด และฉายแสงเป็นระยะเวลา 1-3 ปีขึ้นกับชนิดของโรค ผู้ป่วยบางรายที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและการรักษามาตรฐาน จำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดซึ่งเป็นการรักษาที่ซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง

ด้วยตระหนักถึงปัญหาในการเข้ารับบริการด้านสุขภาพของผู้ป่วยเด็กโรคเลือดและมะเร็ง  สาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งเด็ก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดตั้งกองทุน “โรคเลือดและมะเร็งเด็ก  จุฬาฯ”  ขึ้น  เพื่อให้การดูแลและช่วยเหลือผู้ปวยเด็กโรคเลือดและมะเร็งที่ขาดแคลน สนับสนุนยาและการรักษาบางประเภทที่ไม่สามารถเบิกได้จากสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า รวมถึงสนับสนุนค่าเดินทางในการมารับการรักษาและช่วยเหลือครอบครัวที่มีความขัดสนเพื่อให้สามารถมารับการรักษาได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้ผู้ป่วยเด็กมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถไปโรงเรียนและทำกิจกรรมร่วมกับเพื่อนได้มากขึ้น และช่วยลดความกังวลของผู้ปกครองอีกด้วย

นายกฤษณะพงศ์ พงศ์แสนยากร รองประธานกรรมการโครงการคอนเสิร์ต “ส่งต่อความหวัง พลังชีวิต เพื่อน้องโรคเลือดและมะเร็งเด็ก” กล่าวว่า  เพื่อเป็นการสร้างความรู้ความเข้าใจของสังคมต่อโรคเลือดและมะเร็งเด็ก และการระดมทุนช่วยเหลือผู้ป่วยสาขาวิชาโลหิตวิทยาและมะเร็งเด็ก  คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้ร่วมกับกลุ่มศิลปินเพลง, และสื่อมวลชน ผู้ประกาศข่าว จัดโครงการคอนเสิร์ตการกุศล “ส่งต่อความหวัง พลังชีวิต เพื่อน้องโรคเลือดและมะเร็งเด็ก” จัดงานเสวนาให้ความรู้สถานการณ์โรคเลือด และมะเร็งในเด็ก  กิจกรรมแบ่งปันประสบการณ์ของผู้ปกครองและผู้ป่วยที่ผ่านการรักษาไปแล้ว กิจกรรมการแสดงจากดารา ศิลปินและผู้ประกาศข่าว และพิธีมอบเงินบริจาคเพื่อเข้าสมทบกองทุนฯ ซึ่งงานจะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่  29  กันยายน 2561 เวลา 13.00 น. ณ ห้อง 1210 ชั้น 12 อาคารภูมิสิริมังคลานุสรณ์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ขอเรียนเชิญผู้สนใจเข้าร่วมรับฟังคอนเสิร์ตและกิจกรรมดังกล่าวโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ

จับตาสอบวินัยร้ายแรงซี11″มวย(ไม่)ล้ม”อควาเรียมสงขลา ??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/344061

จับตาสอบวินัยร้ายแรงซี11″มวย(ไม่)ล้ม”อควาเรียมสงขลา ??

อควาเรียมสงขลา,นพธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์

จับตาสอบวินัยร้ายแรงซี11″มวย(ไม่)ล้ม”อควาเรียมสงขลา ?? : รายงาน  โดย…  คุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com

เรื่องนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วและไม่มีมวยล้มอย่างที่หลายฝ่ายกล่าวหา -นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์

วันนี้ (18  ก.ย.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) จะส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ หรืออควาเรียม ทะเลสาบสงขลา วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) พร้อมกับตั้งหน่วยงานคดีพิเศษในศธ. สังกัดสำนักนิติการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยเพิ่มนิติกร 8 คน เพื่อตรวจสอบความโปร่งใสในการดำเนินโครงการต่างๆ ในศธ.
และวันนี้เช่นเดียวกันที่สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จะมีการประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนินการบริหารจัดการและปรับปรุงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา (อควาเรียม) ณ ศาลากลางจังหวัดสงขลา

โดยมี สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และผู้ว่าฯ สงขลา เป็นผู้แถลงข่าวพร้อมเปิดให้เยี่ยมชมโครงการปรับปรุงการก่อสร้างศูนย์ดังกล่าวด้วย

โครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา หรืออควาเรียม รูปหอยสังข์พันปีนี้ วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ จ.สงขลาสำนักงานกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2550 มีกำหนดแล้วเสร็จในปี 2554 ในวงเงินประมาณ 839 ล้านบาท 11 ปีผ่านไปยังไม่แล้วเสร็จใช้งบประมาณก่อสร้างไปแล้วไม่น้อยกว่า 1,400 ล้านบาท

อควาเรียมแห่งนี้เริ่มต้นขึ้นในสมัยที่ วีระศักดิ์ วงษ์สมบัติ  เป็น ผอ.วิทยาลัยประมงติณสูลานนท์ เมื่อปี 2536-2537   ซึ่งต่อมาคือเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ช่วง 1 ตุลาคม 2546 ถึง 30 กันยายน 2551

อควาเรียม สงขลา มีคณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งมีอธิบดีกรมการประมงในสมัยนั้นเป็นประธานกำหนดสเปกงบประมาณก่อสร้างผูกพัน 4 ปี จำนวนเงิน 839 ล้านบาท ซึ่งจะแล้วเสร็จเต็มตามโครงการในปี 2554 ต้องจ่ายล่วงหน้าผู้รับเหมา 125 ล้านบาท เนื่องจากในปี 2551 มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เฉพาะกิจ ให้จ่ายเงินล่วงหน้าได้ 15% เพื่อให้คู่สัญญา หรือผู้รับจ้าง ทำงานได้คล่องตัวในการก่อสร้าง

นัยว่าสร้างขึ้นเพื่อเป็นสถานที่จัดแสดงพันธุ์พืชและสัตว์น้ำ ห้องแสดงนิทรรศการ ห้องประชุม ห้องปฏิบัติการต่างๆ ห้องเก็บและเตรียมอาหารสัตว์ ฟื้นฟูระบบนิเวศทางธรรมชาติ การทำวิจัยรวบรวมและลำเลียงตัวอย่างสัตว์น้ำ เป็นต้น

ผ่านไปกว่า 10 ปี อควาเรียมแห่งนี้ก็ยังไม่แล้วเสร็จ เพราะมีการแก้ไขสัญญาการก่อสร้างกันถึง 6 ครั้ง ผ่าน “เลขาธิการ กอศ.” ถึง 3 คนเริ่มจาก “พรหมสวัสดิ์ ทิพย์คงคา”  เป็นเลขาธิการ กอศ. ปี 2552-2553  ใน 7 เดือนมีการแก้ไขสัญญาก่อสร้าง 1 ครั้ง ในช่วงงวดงานที่ 2

ต่อมา “พรหมสวัสดิ์” ถูกย้ายให้ไปอยู่สำนักนายกรัฐมนตรี จากนั้น “ศศิธารา พิชัยชาญณรงค์” ก็เข้ามารับตำแหน่ง “เลขาธิการ กอศ.” จากนั้นก็ย้ายไปที่สภาการศึกษา และ “ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์“  มารับตำแหน่งแทน ปัจจุบัน “ชัยพฤกษ์”  เป็นเลขาธิการสภาการศึกษา และ “สุเทพ ชิตยวงษ์” เป็นเลขาธิการกอศ.คนปัจจุบัน

สำหรับ ชัยพฤกษ์ เป็นเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) ระหว่าง 2555-2559 พบว่ามีการแก้ไขแบบก่อสร้างสมัยชัยพฤกษ์สูงสุด 4 ครั้ง และ 2 อดีตเลขาฯ กอศ.ก่อนหน้านั้นคนละครั้ง

อย่างไรก็ตาม รมว.ศึกษาธิการ สั่งการให้คณะกรรมการไปตรวจสอบเพิ่มเติมเพื่อความชัดเจนและให้เกิดความยุติธรรม โดยในชั้นนี้ยังไม่ได้ระบุว่าใครผิดใครถูกแต่อย่างใด

“กลุ่มที่โดนตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงนั้นคงจะเป็นผู้บริหารระดับสูงของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวะศึกษา (สอศ.) ระดับ 11 ที่เป็นอดีตเลขาธิการกอศ.รวมถึงตำแหน่งผู้บริหารในสอศ.ที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบันด้วย คิดว่าผู้ที่ดำรงตำแหน่งอยู่และมีอำนาจเข้าไปเกี่ยวข้องทรงอิทธิพลในเรื่องนี้ผมก็ต้องย้ายออกไปก่อน ซึ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามกระบวนการ ผมไม่กลั่นแกล้งใคร และให้ความยุติธรรมต่อทุกฝ่าย เรื่องนี้ได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้วและไม่มีมวยล้มอย่างที่หลายฝ่ายกล่าวหา” รมว.ศธ.กล่าว

จับตาดูว่าวันนี้ที่นายสุเทพ  เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และผู้ว่าฯ สงขลา  จะประชุมติดตามความก้าวหน้าการดำเนิน
ก่อสร้างควาเรียม สงขลา จะเป็นอย่างไร มหากาพย์ควาเรียมสงขลาผ่านมา 10 ปีแล้ว จะจบลงอย่างไร ต้องติดตาม

คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงนั้น ได้ดำเนินการ 7 ข้อดังนี้
1.ตรวจสอบว่าการก่อสร้างศูนย์การศึกษาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลาได้แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา และการก่อสร้างได้ถูกต้องตามรูปแบบและรายละเอียดที่กำหนดในสัญญาหรือไม่ หากตรวจสอบพบว่าการก่อสร้างยังไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดในสัญญา หรือไม่เป็นไปตามรูปแบบของสัญญาให้ตรวจสอบว่าเป็นเพราะเหตุใด

2.ตรวจสอบว่าการแก้ไขเพิ่มเติมสัญญา การขยายระยะเวลาก่อสร้างในสัญญา และการทำสัญญาการก่อสร้างเพิ่มเติมอีกหลายฉบับ เป็นไปโดยถูกต้องตามกฎหมาย และกฎระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องหรือไม่

3.ตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ทั้งพยานเอกสาร พยานวัตถุและพยานบุคคลรวมทั้งมีอำนาจในการเชิญหรือเรียกบุคคลทั้งที่เป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือบุคคลทั่วไป ที่คณะกรรมการเห็นว่ามีส่วนเกี่ยวข้องในการก่อสร้าง หรือพิจารณาว่าเป็นบุคคลที่อาจให้ข้อมูลอันเป็นประโยชน์แก่การดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงของคณะกรรมการ มาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการเพื่อประโยชน์แก่การดำเนินการ

4.หากตรวจสอบพบว่าการก่อสร้างไม่แล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญารวมทั้งการก่อสร้างไม่เป็นไปตามรูปแบบและรายละเอียดที่กำหนดไว้ในสัญญา ให้ตรวจสอบว่าได้มีการทุจริตหรือการกระทำความผิดทั้งทางอาญาและทางวินัยในการดำเนินการก่อสร้างจนเป็นเหตุให้การก่อสร้างไม่แล้วเสร็จ และไม่เป็นไปตามรูปแบบ และรายละเอียดที่กำหนดในสัญญาหรือไม่

5.หากตรวจสอบพบว่ามีการทุจริต หรือมีการกระทำความผิดไม่ว่าจะเป็นความผิดทางอาญา หรือความผิดทางวินัย ให้พิจารณามีความเห็นว่ามีบุคคลใดบ้างที่เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด ทั้งที่เป็นข้าราชการ เจ้าหน้าที่ของรัฐ รวมถึงบุคคลที่เคยเป็นข้าราขการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกษียณอายุราชการ หรือพ้นจากตำแหน่งหน้าที่ราชการไปแล้ว และรวมทั้งบุคคลทั่วไปที่มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดดังกล่าวด้วย

6.ดำเนินการอื่นที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบข้อเท็จจริงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำทะเลสงขลาตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการมอบหมาย

7.จัดทำรายงานการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อ 1-6 โดยมีเหตุผลการพิจารณาของคณะกรรมการและรายละเอียดการตรวจสอบข้อเท็จจริง เสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป

พลิกมิติ สมิติเวช คว้ารางวัลโรงพยาบาลพัฒนาก้าวไกลที่สุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/344000

พลิกมิติ สมิติเวช คว้ารางวัลโรงพยาบาลพัฒนาก้าวไกลที่สุด

สมิติเวช

พลิกมิติ สมิติเวช คว้ารางวัลโรงพยาบาลการพัฒนาก้าวไกลที่สุดในประเทศ

สมิติเวช ชูความเป็นเลิศในทุกมิติ คว้ารางวัลโรงพยาบาลที่มีการพัฒนาก้าวไกลที่สุดในประเทศ จากเวที รางวัลระดับนานาชาติ Asian Hospital Management Awards (AHMA) เดินหน้าเป็นองค์กรแห่งคุณค่าด้วยแนวคิด “เราไม่อยากให้ใครป่วย” ใช้นวัตกรรมให้ผู้รับบริการ รู้เท่าทัน-สกัดกั้น-วางแผน เพื่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีแบบองค์รวม

นายแพทย์ชัยรัตน์ ปัณฑุรอัมพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวช และโรงพยาบาล     บีเอ็นเอช กล่าวว่า การได้รับรางวัล เป็นโรงพยาบาลที่มีการพัฒนาก้าวไกลที่สุดในประเทศ (The Most Improved Hospital in Thailand) จาก Asian Hospital Management Awards (AHMA) ก็ด้วยผลงานการบรรลุวิสัยทัศน์องค์กรในการเป็น “Hospital of Choice” โรงพยาบาลที่สามารถครองใจผู้ที่มีส่วนร่วมทำให้องค์กรเจริญเติบโตในทุกด้าน (Stakeholder) รวมทั้งแนวคิดการสร้างคุณค่าต่อผู้รับบริการ สังคมและประเทศด้วยคอนเซปต์ #เราไม่อยากให้ใครป่วย
การบรรลุวิสัยทัศน์ เป็นองค์กรที่ครองใจและเป็นที่ไว้วางใจของทุก Stakeholder อันประกอบด้วย        1.ผู้รับบริการ 2.แพทย์ 3.เจ้าหน้าที่ 4.สังคม และ 5.ผู้ถือหุ้น เป็นผลมาจากการบรรลุดัชนีชี้วัดต่างๆ อันได้แก่
ด้านผู้รับบริการ
คะแนนการแนะนำคนรู้จักและผู้อื่นให้มาใช้บริการสมิติเวช (Net Promoter Score) สูงถึง 96% จากเดิม 80% เท่านั้น
คะแนนความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้รับบริการ Empathic score สูงถึง 4.85 จากเดิม 4.16
ด้านเจ้าหน้าที่องค์กร
คะแนนความสุขที่ได้มาอยู่ร่วมกับองค์กรสมิติเวชสูงถึง 81% จากเดิม 65% โดยมาตรฐานการชี้วัดคะแนนความสุขสากลอยู่ที่ 65%
รวมถึงการสนองต่อความต้องการของชุมชนด้วยการทำ CSR อย่างต่อเนื่อง และการตอบโจทย์ผู้ถือหุ้น ซึ่งให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้นทุกปี
ในด้านการสร้างคุณค่าต่อผู้รับบริการ สังคม และประเทศชาติ นายแพทย์ชัยรัตน์ กล่าวเพิ่มเติมถึงจุดประสงค์ของแนวคิดนี้ อันสืบเนื่องมาจากปัญหาของผู้ป่วยที่ทุกข์ทรมานทั้งกายและใจ รวมถึงค่าใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เพิ่มขึ้นทุกปี อีกทั้งเมื่อผู้ป่วยมีจำนวนมากขึ้น ย่อมส่งผลต่อ GDP (Gross Domestic Product) ของประเทศซึ่งกระทบต่อการพยุงเศรษฐกิจชาติ
ทำให้กลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชและโรงพยาบาลบีเอ็นเอช ปรับ Business Model ใหม่ด้วยแคมเปญ #เราไม่อยากให้ใครป่วย  โดยนอกจากการรักษาของสมิติเวชที่ได้รับคัดเลือกให้เป็น World’s Best Hospital แล้ว   เราปรับจุดเปลี่ยนสู่การสกัดกั้นไม่ให้เกิดโรคทั้งในปัจจุบันและในอนาคต รวมถึงการทำ Health Promotion เพื่อเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นแบบองค์รวม
นอกจากนี้ การใช้นวัตกรรมดูแลสุขภาพ Precision Medicine เทคโนโลยีตรวจวิเคราะห์ระดับยีนเฉพาะบุคคล สามารถเจาะลึกได้ทุกโรค เพื่อบ่งบอกความเสี่ยงการเกิดโรคได้ล่วงหน้าได้ตั้งแต่ในครรภ์ สามารถสกัดกั้นโรคต่างๆ ตั้งแต่ก่อนคลอด หรือแรกเกิด ทำให้ทุกชีวิตเกิดมาอย่างมีคุณภาพและปลอดโรคตั้งแต่เริ่มแรก
เพราะ #เราไม่อยากให้ใครป่วย นวัตกรรมและเทคโนโลยีการดูแลสุขภาพต่างๆ ข้างต้นจึงมุ่งเน้นให้ผู้คนไม่เจ็บป่วย อันจะช่วยลดความทุกข์ทรมานจากโรคที่เกิด ลดการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการรักษา หรือ Healthcare cost โดยรวมลดลง ช่วยให้  GDP ของประเทศดีขึ้นเมื่อสุขภาพดีขึ้น และนี่คือการสร้าง “องค์กรแห่งคุณค่า” (Organization of Value) มากกว่าการเป็นแค่ องค์กรแห่งความสำเร็จ (Organization of Success)

นอกจากนี้ สมิติเวช ยังได้นำระบบดิจิทัลผนวกรวมกับการให้บริการทางการแพทย์ พัฒนาแอปพลิเคชัน “สมิติเวช พลัส” (Samitivej Plus) เพื่อสนองต่อปัญหาของผู้รับบริการในด้านการรอคอย โดยแอปพลิเคชันนี้สามารถลดการรอคอยในทุกขั้นตอนได้มากกว่าครึ่ง
ทั้งหมดนี้ คือ การพลิกมิติใหม่ของกลุ่มโรงพยาบาลสมิติเวชและโรงพยาบาลบีเอ็นเอช เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเก่าของประชาชน สร้างคุณค่าต่อชุมชน สังคม ประเทศชาติดังได้กล่าวข้างต้น

“หรีดหนังสือ”สร้างกุศล สร้างปัญญา ลดปริมาณขยะ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/343651

“หรีดหนังสือ”สร้างกุศล สร้างปัญญา ลดปริมาณขยะ

วีระ โรจน์พจนรัตน์,กระทรวงวัฒนธรรม,หรีดหนังสือ,สร้างกุศล,สร้างปัญญา,ลดขยะ

กระทรวงวัฒนธรรมจับมือสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ เปิดโครงการ “หรีดหนังสือ” ทางเลือกใหม่ส่งความอาลัย ให้ปัญญา จุดกระแส 2 สร้าง 1 ลด สร้างกุศล สร้างปัญญา ลดปริมาณขยะ

นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่ากระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานในการแถลงข่าวเปิด “โครงการหรีดหนังสือ หรีดอาลัย…ให้ปัญญา” ซึ่งริเริ่มโดย สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย เพื่อเป็นทางเลือกให้กับสังคมไทย
จากข้อมูลของ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ที่ได้ทำการศึกษาและเก็บข้อมูลเรื่องพวงหรีดที่เป็นสัญญลักษณ์ในการส่งความอาลัยและความเคารพไปยังผู้วายชนม์และครอบครัว ซึ่งถือเป็นธรรมเนียมนิยม ถึงแม้ว่าในปัจจุบันจะมีหรีดทางเลือกประเภทต่าง ๆ เช่น พวงหรีดต้นไม้ พวงหรีดผ้าห่ม หรีดพัดลม หรีดจักรยาน เป็นต้น แต่พวงหรีดดอกไม้ก็ยังได้รับความนิยมเป็นอันดับแรกมาโดยตลอด ในขณะเดียวกันก็สร้างปริมาณขยะเป็นจำนวนมหาศาลให้ต้องจัดการ ซึ่งมีทั้งขยะที่ย่อยสลายตามธรรมชาติ เช่นดอกไม้สด และขยะที่ย่อยสลายยาก เช่น พลาสติก โฟม เป็นต้น

"หรีดหนังสือ"สร้างกุศล สร้างปัญญา ลดปริมาณขยะ

ดังนั้น กระทรวงวัฒนธรรม โดย กรมส่งเสริมวัฒนธรรม และสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย จึงเห็นว่าการพัฒนาพวงหรีดหนังสือให้เป็นที่นิยมเป็นไปได้ ซึ่งเกิดจากการวิเคราะห์ทบทวนปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพวงหรีดทางเลือกที่เคยทำกันมาอย่างจริงจัง และใช้ความคิดสร้างสรรค์ตอบโจทย์ให้ตรงเป้ามาขึ้น หากทำได้สำเร็จก็จะเป็นผลดีทั้งกับวงการหนังสือ ช่วยลดภาระในการจัดการขยะให้กับวัด และที่สำคัญคือเป็นผลดีต่อการสร้างค่านิยมใหม่ในประเพณีวัฒนธรรม   งานศพที่สามารถเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการรักษาสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นปัญหาระดับโลก และเชื่อมโยงไปถึงเรื่องการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้
"หรีดหนังสือ"สร้างกุศล สร้างปัญญา ลดปริมาณขยะ

โดย นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ ได้กล่าวในงานแถลงข่าวว่า “โครงการหรีดหนังสือ หรีดอาลัย…ให้ปัญญา เกิดขึ้นจากการตระหนักในปัญหาสิ่งแวดล้อม จากขยะดอกไม้สดของพวงหรีดในงานศพซึ่งมีเป็นจำนวนมากในแต่ละปี โครงการหรีดหนังสือ จึงเป็นการพลิกวิกฤติของปัญหาสิ่งแวดล้อมมาเป็นโอกาสในการสนับสนุนการอ่านให้แก่ประชาชน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทางปัญญาต่อไปในระยะยาว ซึ่งปัจจุบันจะพบว่ามีการรณรงค์ให้ใช้พวงหรีดทางเลือกมากขึ้น”

“ดังนั้นการพัฒนาต้นแบบ “หรีดหนังสือ” เพื่อต่อยอดการใช้หนังสืออย่างสร้างสรรค์ ซึ่งจะเป็นผลดีกับวงการหนังสือ ก่อให้เกิดการรักการอ่าน แสวงหาความรู้อย่างต่อเนื่อง และเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ รวมทั้งเป็นการสร้างค่านิยมในประเพณีงานศพ โดยสามารถเชื่องโยงการสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อมุ่งสู่ประเทศไทย 4.0 ในที่สุด”

"หรีดหนังสือ"สร้างกุศล สร้างปัญญา ลดปริมาณขยะ

นอกจากนี้ในงานยังได้จัดการเสวนาพิเศษ “หรีดหนังสือ ให้ปัญญา ทางเลือกใหม่ส่งความอาลัย” โดยได้รับเกียรติจาก พระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก ศาสตราจารย์ กิตติคุณ ดร.ธงชัย พรรณสวัสดิ์ ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันการเดินและการจักรยานไทย นายจรัญ มาลัยกุล หัวหน้าโครงการอ่านสร้างชาติ มูลนิธิกระจกเงา และนางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย ร่วมกันพูดคุย โดยนำเสนอประเด็น “หรีดหนังสือ 2 สร้าง 1 ลด สร้างกุศล สร้างปัญญา ลดปริมาณขยะ”

"หรีดหนังสือ"สร้างกุศล สร้างปัญญา ลดปริมาณขยะ

จากการเปิดเผยของ นางสุชาดา สหัสกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ว่า “สมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ ออกแบบพวงหรีดหนังสือที่รูปลักษณ์หลากหลาย สวยงาม และก่อให้เกิดขยะน้อยที่สุด โดยเชิญชวน สำนักพิมพ์ และร้านดอกไม้ ให้นำรูปแบบหรีดนี้ไปใช้หรือดัดแปลง โดยไม่ต้องเสียค่าลิขสิทธิ์ใดๆ เพื่อเป็นโครงการนำร่องและเป็นทางเลือกใหม่ในการส่งความอาลัยให้กับผู้วายชนม์ พร้อมกันนั้นเรายังคำนึงถึงกระบวนการนำส่งหนังสือไปยังองค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่จะส่งมอบหนังสือให้กับพื้นที่ขาดแคลนเป็นลำดับแรกนั่นเอง ซึ่งเราก็ได้ภาคีเครือข่ายไม่ว่าจะเป็น ทีเค ปาร์ค มูลนิธิกระจกเงา และหน่วยงานกว่า 200 แห่ง ที่จะดำเนินการนำหนังสือจากโครงการ ไปให้บริการกับนักอ่านในพื้นที่ขาดแคลนต่อไป”

"หรีดหนังสือ"สร้างกุศล สร้างปัญญา ลดปริมาณขยะ

ผู้สนใจโครงการ หรีดหนังสือ หรีดอาลัย ให้ปัญญา หรือสั่งซื้อหรีดหนังสือ หาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Facebook fanpage: พวงหรีดหนังสือ (@BookWreath) ซึ่งจะมีรายละเอียดต่างๆ รวมทั้งรายชื่อสำนักพิมพ์และร้านดอกไม้ที่เข้าร่วมโครงการ และรายชื่อหน่วยงานเครือข่ายที่รับบริจาคหนังสือ หรือติดต่อ สมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย โทรศัพท์ 029549560

"หรีดหนังสือ"สร้างกุศล สร้างปัญญา ลดปริมาณขยะ


“ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง”ตอบโจทย์ลดแออัด-รอคิวนาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/343558

“ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง”ตอบโจทย์ลดแออัด-รอคิวนาน

ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง,สุขภาพ,ศคลินิกเกียรติคุณ นพปิยะสกล สกลสัตยาทร

“ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง”ตอบโจทย์ลดแออัด-รอคิวนาน : รายงาน  โดย… พวงชมพู ประเสริฐ  qualitylife4444@gmail.com

“ไปจองคิวตั้งแต่ตีห้า ได้ตรวจบ่ายสอง” คำพูดของผู้ป่วยที่ไปรับบริการตรวจรักษาในแผนกผู้ป่วยนอก โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในเขตเมือง พูดกันจนชินปาก ด้วยจำนวนผู้ป่วยที่มีปริมาณมากขึ้น ส่งผลให้โรงพยาบาลรัฐเกิดสภาพความแออัดอย่างมาก จนนำมาสู่คำบ่นอย่างหลากหลายในเรื่องการรอคิวตรวจนาน กระทรวงสาธารณสุขจึงดำเนินการ “ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง” นำร่อง 8 แห่งทั่วประเทศ ภายใต้นโยบายคลินิกหมอครอบครัว (Primary Care Cluster : PCC) ที่ถือเป็นระบบบริการปฐมภูมิ ซึ่งรัฐธรรรมนูญกำหนดไว้ให้มีระบบการแพทย์ปฐมภูมิที่มีแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวดูแลประชาชนในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยมีการประเมินว่าหากดำเนินการได้สำเร็จจะประหยัดงบประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี

ศ.คลินิกเกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) อธิบายว่า คลินิกหมอครอบครัว 1 ทีม ดูแลประชาชน 10,000 คน หรือประมาณ 3,000 ครัวเรือน ซึ่งทีมหมอครอบครัวจะประกอบด้วยอย่างน้อยต้องมีแพทย์ 1 คน พยาบาล 2 คน และนักวิชาการสาธารณสุขอีก 2 คน แต่หากทีมใหญ่ก็จะมีหลากหลายสาขามากขึ้นอย่างน้อย 10 คน ที่ผ่านมามีการดำเนินการกระจายในพื้นที่ต่างๆ โดยเฉพาะในพื้นที่ตัวเมืองที่มีผู้ป่วยจำนวนมากเข้ารับบริการในโรงพยาบาลจังหวัด อย่างโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.) โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.) หากมีคลินิกหมอครอบครัวหรือศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองก็จะช่วยลดความแออัด ลดการรอคอยในโรงพยาบาล

"ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง"ตอบโจทย์ลดแออัด-รอคิวนาน

ขณะที่ นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้ข้อมูลว่า การพิจารณาความเหมาะสมให้พื้นที่ใดนำร่องจะเลือกจากจังหวัดที่มีความพร้อมที่จะผลักดันเรื่องนี้ คือเป็นเมืองใหญ่ๆ ชาวบ้านสามารถมารับบริการที่ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองได้ ซึ่งจะมีการให้บริการเหมือนแผนกผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลใหญ่ และหากไม่สามารถมารับริการได้ก็จะมีหมอลงไปให้บริการถึงบ้าน โดยมีแพทย์เฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวโดยตรงมาเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน จะสามารถลดความแออัดในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ได้ ทั้งนี้จากข้อมูลในต่างประเทศ พบว่าหากประเทศใดมีคลินิกหมอครอบครัว ค่าใช้จ่ายก็จะลดลง มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จึงอยากเห็นคลินิกเวชศาสตร์หมอครอบครัวเกิดขึ้นทั่วประเทศ

"ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง"ตอบโจทย์ลดแออัด-รอคิวนาน

“สิ่งสำคัญที่จะทำให้ประชาชนศรัทธาต่อการให้บริการของทีมหมอครอบครัว จะต้องแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของการให้บริการ จากความพร้อมในเรื่องบุคลากรที่แพทย์จะต้องจบเฉพาะทางด้านเวชศาสตร์ครอบครัวแล้ว ความพร้อมเรื่องสถานที่ปฏิบัติงานของหมอครอบครัว จึงมีการนำร่องตั้งเป็นศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง ที่จะทำให้ประชาชนเชื่อถือและมั่นใจที่จะเข้ามาใช้บริการที่ศูนย์ ว่าไม่แตกต่างจากแผนกผู้ป่วยนอกในโรงพยาบาล เพราะจะมีทีมหมอครอบครัวทั้งแพทย์และสหวิชาชีพร่วมกันให้บริการ มีเครื่องเอกซเรย์ อัลตราซาวด์ เช่นเดียวกัน” นพ.เจษฎากล่าว

สำหรับเป้าหมายการจัดตั้งคลินิกหมอครอบครัวนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ได้แก่ 1.ระยะสั้น ลดความแออัด ลดการใช้บริการที่โรงพยาบาล 60% ลดการรอคอยในโรงพยาบาลใหญ่ มีการศึกษาว่าลดจาก 172 นาที เหลือ 44 นาที ลดการนอนโรงพยาบาล 15-20% 2.ระยะกลาง ลดป่วยช่วยป้องกันและควบคุมโรค ลดการตายของทารกแรกเกิด 10-40% เพิ่มคุณภาพการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังและผู้สูงอายุ และ 3.ระยะยาว ลดค่าเดินทางของประชาชนไปโรงพยาบาล 1,655 บาทต่อคน ลดค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ 25-30% และช่วยรัฐประหยัดงบประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อปี

"ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง"ตอบโจทย์ลดแออัด-รอคิวนาน

ทั้งนี้ ในวันที่ 18 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะไปเปิดศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง บ้านคลองศาลา รพ.เพชรบูรณ์ ซึ่งเป็น 1 ใน 8 ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โดยอยู่ห่างจากโรงพยาบาลเพชรบูรณ์แม่ข่ายเป็นระยะทาง 4 กิโลเมตร ระยะเวลาเดินทางโดยประมาณ 8 นาที มีประชากรในทะเบียน 26,022 คน มีการดำเนินงานตามเกณฑ์ 3s ดังนี้ 1.บุคลากร(Staff) เป็นทีมสหวิชาชีพ มีแพทย์ 3 คนเป็นหัวหน้าทีม และพยาบาลวิชาชีพ ทันตแพทย์ นักวิชาการ เภสัชกร แพทย์แผนไทย และอื่นๆ 2.ระบบ(System) จัดระบบบริการแบบ one stop service และ 3.โครงสร้างพื้นฐาน(Structure) สถานที่ที่เหมาะสม มีครุภัณฑ์ที่จำเป็นตามเกณฑ์ที่กำหนด

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น ลดระยะเวลารอคอย เมื่อเทียบกับการรอคอยในรพ.เพชรบูรณ์ ลดลงถึง 3-5 เท่า ส่งผลให้บริการแบบผู้ป่วยนอกมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากปี 2560 ถึง 1.5 เท่า เฉลี่ย 2,996 ครั้งต่อเดือน จำนวนผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลที่บ้านเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า การควบคุมโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง โดยใช้วิธีการเป็นที่ปรึกษาสุขภาพร่วมวางแผน ทำให้สามารถควบคุมโรคได้ดีขึ้น กลุ่มวัยเรียน วัยรุ่น สามารถค้นหาเด็กที่หลงทางสู่การใช้สารเสพติดกลับคืนสู่ชีวิตปกติมากกว่าร้อยคน ช่วยคืนลูกให้ครอบครัว และประชาชนมีความพึงพอใจในการให้บริการ 91.25%

"ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง"ตอบโจทย์ลดแออัด-รอคิวนาน

ทั้งนี้ ตามเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขจะดำเนินการให้มีหมอครอบครัวครอบคลุมเพียงพอภายใน 10 ปี และมีศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองทั่วประเทศ 110 แห่ง ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดหางบประมาณ

          8 ศูนย์สุขภาพชุมชนเมืองนำร่อง
1.ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์
2.ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาลกำแพงเพชร
3.ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาลขอนแก่น
4.ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง บ้านคลองศาลา โรงพยาบาลเพชรบูรณ์
5.ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาลศูนย์ตรัง
6.ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาลนครพิงค์สาขาแม่ริม
7.ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก
8.ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง โรงพยาบาลน่าน

ขยาย ร.ร.ประชารัฐทุกจังหวัดนายกฯแนะสร้างคนมีหลักคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/343409

ขยาย ร.ร.ประชารัฐทุกจังหวัดนายกฯแนะสร้างคนมีหลักคิด

พลังประชารัฐ,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,รรประชารัฐ

ขยายร.ร.ประชารัฐทุกจังหวัดนายกฯแนะสร้างคนมีหลักคิด : รายงาน  โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร – qualitylife4444@gmail.com

สานพลังประชารัฐ เดินหน้าผนึกกำลัง 3 ภาคส่วนหลักด้านการศึกษาภาครัฐ ภาคประชาสังคม และองค์กรเอกชนผู้ร่วมก่อตั้ง คอนเน็กซ์-อีดีประกาศสานต่อการร่วมพัฒนาการศึกษาไทยใน “โรงเรียนประชารัฐ” สู่ระยะที่ 2 มุ่งเน้น “สร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมด้านการศึกษาที่ยั่งยืน” ผนึกกำลังเครือข่ายพันธมิตรใหม่อีก 21 องค์กร ร่วมขับเคลื่อนการศึกษาไทย เตรียมจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ประจำปี 2561 ผู้นำรุ่นใหม่เฟส 2 กว่า 1,000 ชีวิตลงพื้นที่ปฏิบัติงานในโรงเรียนประชารัฐกว่า 4,600 แห่งทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 12 กันยายน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เป็นประธานเปิดงานประกาศความร่วมมือ “การสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมด้านการศึกษา” ในโครงการผู้นำเพื่อการพัฒนาการศึกษาที่ยั่งยืน–คอนเน็กซ์-อีดี (CONNEXT ED) ภายใต้โครงการสานพลังประชารัฐด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ (E5) ที่ภาครัฐ ภาคประชาสังคม และภาคเอกชนจาก 12 องค์กรใหญ่ผู้ร่วมก่อตั้งคอนเน็กซ์-อีดี เพื่อสานต่อพลังความร่วมมือหลังประสบความสำเร็จในโครงการ ระยะที่ 1 ประกาศเดินหน้าสู่ระยะที่ 2 ด้วยการขยายเครือข่ายพันธมิตรใหม่กับ 21 องค์กรชั้นนำ ร่วมขับเคลื่อนภารกิจ พร้อมส่งผู้นำรุ่นใหม่ (School Partners) 1,000 คน ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ ร่วมยกระดับการศึกษาไทยสู่มาตรฐานสากล โดยมีการจัดเวิร์กช็อป 3 วัน เตรียมความพร้อมรอบด้านแก่เหล่าผู้นำรุ่นใหม่ ก่อนลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงร่วมกับผู้บริหารและครูในโรงเรียนประชารัฐกว่า 4,600 แห่งทั่วประเทศ มั่นใจตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาการศึกษาไทยให้เกิดความยั่งยืนได้อย่างแท้จริง

ขยาย ร.ร.ประชารัฐทุกจังหวัดนายกฯแนะสร้างคนมีหลักคิด

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปาฐถาพิเศษ “การศึกษากับการเตรียมคนในอนาคต” ว่า รัฐบาลมุ่งจะขับเคลื่อนพัฒนาประเทศไปด้วยกัน โดยไม่ทิ้งใครไว้ด้านหลัง และการศึกษา ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาประเทศ ทั้งนี้ หลักชัยของการแก้ปัญหาคือการต่อสู้กับความไม่รู้ การศึกษาจึงต้องปรับตัว ปรับการเรียนการสอนให้สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป รัฐบาลพยายามปฏิรูปอุตสาหกรรมจึงเกิดเป็นไทยแลนด์ 4.0 ซึ่งหลายคนถามว่าตอนนี้ประเทศไทยอยู่ตรงไหนของไทยแลนด์ 4.0 และมีหลายคนที่ไม่รู้และแสดงความคิดเห็นในโลกโซเชียลมีเดีย

“วิกฤติที่เกิดขึ้นในโลกตอนนี้ คือการใช้โซเชียลมีเดียที่ควบคุมไม่ได้ ต้องสร้างความเข้มแข็งให้แก่คนและการอยู่ในโลกยุคใหม่ ได้เห็นประเทศมหาอำนาจต่างๆ เราต้องถามตัวเองว่าเราจะอยู่ตรงไหน มีศักยภาพอย่างไร ขณะนี้ทุกคนรู้ว่าการสร้างคนในศตวรรษที่ 21 สร้างได้อย่างไร ซึ่งเป็นการสร้างอนาคตสร้างคนในอีก 20 ปีข้างหน้า มองว่าจะมีงานทำ มีอาชีพที่มั่นคง ครองเรือนครองตนได้อย่างไร ไม่ใช่อนาคตข้างหน้าแล้วยังขึ้นทะเบียนสวัสดิการรัฐอยู่ สิ่งที่รัฐบาลทำวันนี้เป็นการบรรเทาความเดือดร้อน ลดความเหลื่อมล้ำ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดมา 80 ปี เราติดกับดักในความไม่รู้ ความขัดแย้ง ซึ่งจะแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ต้องสร้างคน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ขยาย ร.ร.ประชารัฐทุกจังหวัดนายกฯแนะสร้างคนมีหลักคิด

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อไปว่า โครงการสานพลังประชารัฐเหล่านี้คือสิ่งสำคัญที่สุดต้องทำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อจะทำวันนี้ให้เป็นประวัติศาสตร์ในวันหน้า โครงการประชารัฐด้านการศึกษาจะต้องทำให้ครอบคลุมทุกกลุ่มจังหวัดตามแผนยุทธศาสตร์ชาติของรัฐบาล เพราะการค้าและการลงทุนต้องผูกติดกับการศึกษาแทบทั้งสิ้น ต้องสอนคนให้รักแผ่นดินในทางที่ถูกต้อง พร้อมกับลดความเหลื่อมล้ำให้ได้
ซึ่งสถานศึกษาต้องไปคิดการผลิตผู้เรียนให้เพียงพอต่อการพัฒนาประเทศ สอนเด็กให้เรียนรู้ว่าเรียนในตำราแล้วจะไปทำงานอะไร ชีวิตในโลกการทำงานจะเป็นอย่างไร หรือสิ่งที่เรียนมาเพื่ออะไร ขอฝากโรงเรียนประชารัฐไปดูการสร้างความเป็นผู้นำด้วยจะทำอย่างไร ทั้งนี้ ไทยมีโรงเรียน มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาหลากหลายจำนวนมาก เชื่อว่าอีก 5 ปีข้างหน้านับจากวันประกาศเลือกตั้งประเทศไทยจะเข้มแข็งมากอย่างแน่นอน

ขยาย ร.ร.ประชารัฐทุกจังหวัดนายกฯแนะสร้างคนมีหลักคิด

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะหัวหน้าทีมภาครัฐโครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ กล่าวว่า ประเทศที่ประสบผลสำเร็จในการปฏิรูปการศึกษา ส่วนใหญ่มีทิศทางการดำเนินงานที่ชัดเจน และมีภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ซึ่งประเทศไทยมีโครงการประชารัฐ เป็นกลไกการมีส่วนร่วมด้านการศึกษาที่กระตุ้นให้เกิดการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นระบบในทุกมิติ ทั้งจากส่วนกลางและระดับพื้นที่

ทั้งนี้การสร้างผู้นำรุ่นใหม่ หรือ School Partners โครงการสานพลังประชารัฐ คอนเน็กซ์-อีดี ซึ่งเป็นตัวแทนบุคลากรจากองค์กรภาคเอกชนในภาคอุตสาหกรรมต่างๆ มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “ชวนคิด ชวนทำ” กับผู้อำนวยการโรงเรียนประชารัฐทั่วประเทศ เป็นการดำเนินงานที่เชื่อมโยงไปถึงตัวเด็กและครูจริงๆ โดยทุกคนเป็นเจ้าของโครงการ จึงขอให้การดำเนินงานในขั้นต่อไป ควรมีระบบผู้นำอย่างยั่งยืนที่แท้จริง ตลอดจนขอให้ช่วยกันพัฒนาการศึกษาให้เด็กไทยมีทัศนคติที่ถูกต้อง มีอุปนิสัยที่มั่นคง มีวินัย มีงานทำ และเป็นพลเมืองดี

ขยาย ร.ร.ประชารัฐทุกจังหวัดนายกฯแนะสร้างคนมีหลักคิด

“โครงการโรงเรียนประชารัฐเกิดขึ้นมากว่าสองปีแล้ว พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่ามีโรงเรียนประชารัฐตั้งแต่เริ่มโครงการจนถึงปัจจุบัน จำนวน 3,351 แห่ง จากเป้าที่ตั้งไว้ 7,000 แห่ง ในระยะที่ 2 นี้ จะดำเนินการ 4,600 แห่ง โดยภาคเอกชนได้เข้ามาช่วยรัฐในการบริหารจัดการอย่างมืออาชีพไม่ว่าจะเป็นการจัดทำเกณฑ์ประเมิน ซึ่งทำให้รู้ว่าต่อไปต้องพัฒนาคุณภาพโรงเรียนได้ และจะนำมาใช้ในการประเมินรอบ 4 ในโรงเรียน 40,000 แห่ง”

ขณะเดียวกันโครงการประชารัฐยังทำให้เกิดผลเชิงระบบในด้านต่างๆ ทั้งด้านเทคโนโลยี โรงเรียนไฮสปีดอินเทอร์เน็ต โรงเรียนคุณธรรม การปฏิรูปการศึกษาที่มีภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมจนทำให้การพัฒนาคุณภาพการศึกษามีทิศทางที่ถูกต้อง จนขณะนี้มีภาคเอกชนเข้าร่วมเพียง 12 บริษัทจนเพิ่มเป็น 33 บริษัทเข้ามาร่วมมากขึ้นแล้ว

นายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ และประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ในฐานะหัวหน้าทีมภาคเอกชน โครงการสานพลังประชารัฐ ด้านการศึกษาพื้นฐานและการพัฒนาผู้นำ กล่าวว่าจะสานต่อโครงการอย่างต่อเนื่อง โดยในระยะที่ 2 นี้ (2561-2562) จะมุ่งเน้น “การสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วมด้านการศึกษา” ซึ่งเป็นจะมีอีก 21 องค์กรชั้นนำ ที่จะมาร่วมขับเคลื่อนคอนเน็กซ์-อีดีในมิติต่างๆ ให้สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ทั้งด้านงบประมาณ องค์ความรู้เฉพาะทาง และบุคลากรที่องค์กรได้ส่งผู้นำรุ่นใหม่ (School Partners) รวม 1,000 คน เพื่อเข้าร่วมปฏิบัติภารกิจในระยะที่ 2 นี้ โดยจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ประจำปี 2561 ตลอด 3 วัน ทุกคนจะได้รับการอบรมอย่างเข้มข้นจากวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิระดับแนวหน้าของประเทศ

ขยาย ร.ร.ประชารัฐทุกจังหวัดนายกฯแนะสร้างคนมีหลักคิด

ทั้งนี้การดำเนินโครงการสานพลังประชารัฐภาคเอกชนได้กำหนดเป้าหมายของการทำงาน คือ ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างคุณภาพคน และเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของประเทศ โดยอยู่ภายใต้ของเกณฑ์การดำเนินการใน 5 ด้าน คือ 1.ความโปร่งใส 2.กลไกตลาดและวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม 3.การพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน 4.เด็กเป็นศูนย์กลางสร้างเสริมคุณธรรมและความมั่นใจ และ 5.การเข้าถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของสถานศึกษา

      21องค์กรเข้าร่วมคอนเน็กซ์-อีดี
1.บริษัท เอ.พี. ฮอนด้า จำกัด
2.บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)
3.บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน)
4.บริษัท บีอีซี เวิลด์ จำกัด (มหาชน)
5.บริษัท เบอร์แทรมเคมิคอล (1982) จำกัด
6.บริษัท สวนอุตสาหกรรมบางกะดี จำกัด
7.บริษัท ไทยโตชิบาอุตสาหกรรม จำกัด
8.บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน)
9.บริษัท เอดู พาร์ค จำกัด
10.โรงเรียนเอ็นคอนเส็ปท์ อี แอคเคเดมี่
11.บริษัท โกลบิชอคาเดเมีย (ไทยแลนด์) จำกัด
12.บริษัท เควี อีเลคทรอนิคส์ จำกัด
13.บริษัท แอล แอนด์ อี แมนูแฟคเจอร์ริ่ง จำกัด
14.บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่น จำกัด
15.บริษัท แม็คเอ็ดดูเคชั่น จำกัด
16.สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์
17.บริษัท โพซิทีฟ โซลูชั่น จำกัด
18.บริษัท เอส.เค.โพลีเมอร์ จำกัด
19.บริษัท สลิงชอท กรุ๊ป จำกัด
20.บริษัท เอก-ชัย ดีสทริบิวชั่น ซิสเทม จํากัด (เทสโก้ โลตัส)
21.บริษัท เวสเทิร์น ดิจิตอล คอร์เปอเรชั่น จำกัด

จัดการ”ขยะ”ถูกทาง ลดปริมาณถึง 7 เท่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/343251

จัดการ”ขยะ”ถูกทาง ลดปริมาณถึง 7 เท่า

ขยะทะเล,ขยะมูลฝอย

จัดการ”ขยะ”ถูกทาง ลดปริมาณถึง 7 เท่า : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

ประเทศไทยสร้างปริมาณขยะทางทะเล และขยะมูลฝอย 27.4 ล้านตัน ติดอันดับ 6 ของโลก 1 ใน 5 ของปริมาณขยะทั้งหมดอยู่ในเขตกรุงเทพฯ เกิดจากการใช้ชีวิตประจำวันที่ใช้สินค้า ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้คำนึงถึงผลกระทบต่อสุขภาพ สังคม และสิ่งแวดล้อม กลายเป็นปัญหาระดับโลก จำเป็นอย่างยิ่งจะต้องสร้างความตระหนักต่อสาธารณชนในการจัดการขยะและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อลดการสร้างขยะ ภายใต้แนวคิด “Go Zero Waste ชีวิตใหม่ ไร้ขยะ” โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดนิทรรศการหมุนเวียน เสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจ และสร้างจิตสำนึก ผ่านประสบการณ์การเรียนรู้

นางปราณี หวาดเปีย ครูโรงเรียนรุ่งอรุณ ถ่ายทอดประสบการณ์การจัดการขยะในโรงเรียนว่า ในโรงเรียนมีเด็กและบุคลากรรวมกว่า 1,000 คน ที่ผ่านมาแต่ละคนก็จะทิ้งขยะรวมๆ ในถุงดำแล้วนำไปวางไว้ท้ายโรงเรียนที่เป็นคอกขยะรอให้หน่วยงานมาเก็บไป แต่พื้นที่ดังกล่าวอยู่ใกล้กับหมู่บ้าน จนวันหนึ่งคุณยายในหมู่บ้านพูดขึ้นว่าโรงเรียนสวยแต่เหม็นมาก เพราะเศษอาหารต่างๆ จะถูกทิ้งรวมกับขยะอื่นๆ ด้วย จึงเน่าเหม็นเป็นแหล่งอาศัยของหนู แมลงสาบ แมลงวันที่ล้วนแต่ก่อโรค บวกกับมีปัญหาปริมาณขยะมากจนล้นที่เก็บ โรงเรียนจึงเริ่มต้นลุกขึ้นมาจัดการขยะตั้งแต่ปี 2547 จากเดิมโรงเรียนมีขยะวันละ 206 กิโลกรัม หลังจากจัดการปัจจุบันมีขยะราว 30 กิโลกรัมต่อวัน

จัดการ"ขยะ"ถูกทาง ลดปริมาณถึง 7 เท่า

การดำเนินงานของโรงเรียนเริ่มต้นจากการปลูกฝังให้เด็กทุกระดับชั้นตั้งแต่อนุบาล-ประถมศึกษารู้จักคัดแยกขยะแต่ละประเภท โดยแยกเป็น 4 ประเภท ได้แก่ 1.เศษอาหาร จะนำไปให้แก่คนที่เลี้ยงสัตว์ 2.ขยะที่ย่อยสลายได้ง่าย เช่น เปลือกผลไม้ จะนำไปทำปุ๋ยดิน หรือน้ำหมักชีวภาพที่ต่อยอดไปสู่สูตรน้ำยาล้างจาน หรืออื่นๆ 3.รีไซเคิล ซึ่งจะมีถังขยะรองรับ 4-5 ถัง และ 4.ขยะห้องน้ำ และขยะอันตรายต่างๆ ก็จะส่งให้ กทม.ไปจัดการต่อ ส่วนที่เป็นขยะอิเล็กทรอนิกส์จะประสานความร่วมมือกับโครงการจุฬาฯ รักษ์โลกเข้ามาดำเนินการ

“หลักการสำคัญของการคัดแยกขยะคือทุกคนต้องตระหนักว่าตนเองเป็นคนสร้างขยะเพราะฉะนั้นต้องเป็นคนจัดการเอง โดยการเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากร ก่อนจะทิ้งเป็นขยะควรคิดก่อนว่า 1 ชิ้นมีอะไรเป็นองค์ประกอบบ้าง ตัวอย่าง กินมันฝรั่งกระป๋องเสร็จแล้วไม่ควรทิ้งเลย แต่ควรแยกองค์ประกอบ เช่น ฝาพลาสติก ฟอยล์ ก้นเป็นเหล็ก กระป๋องมีทั้งกระดาษ ฟอยล์และพลาสติก เพราะบางส่วนนำมาใช้ประโยชน์ใหม่ได้ หากมองตามวิถีพุทธก็จะเห็นว่าการคัดแยกเพื่อจัดการขยะจะเป็นการส่งเขาไปเกิดในภพภูมิที่เหมาะสมหรือดีกว่าเดิม แต่ถ้าไม่จัดการก็จะกลายเป็นภูเขาขยะตามหลอกหลอนไปเรื่อยๆ” นางปราณีกล่าว

จัดการ"ขยะ"ถูกทาง ลดปริมาณถึง 7 เท่า

ขณะที่ ผศ.กุลธิดา จันทร์เจริญ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวว่า เริ่มจากการทำงานนำร่องในเขตภาษีเจริญ 54 ชุมชน ทำให้เจอปัญหาสำคัญในเรื่องขยะ จึงสำรวจชุมชนทั่วกรุงเทพฯ ราว 2,000 แห่ง พบว่าปัญหาแรกของทุกชุมชนคือเรื่องขยะ ซึ่งทุกคนในชุมชนรับรู้ปัญหา แต่เมื่อถามว่าจะจัดการอย่างไร ทุกคนจะชี้ไปที่คนอื่นหมด โดยลืมคิดว่าขยะเกิดจากตัวเราเอง เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันจัดการเอง เกิดเป็นโครงการนำร่องในเขตภาษีเจริญที่มีกำแพงขยะท่วมกว่า 2 เมตรในพื้นที่ 2 ไร่ ด้วยการท้าทายชุมชนว่าจะเปลี่ยนพื้นที่ภูเขาขยะให้เป็นที่สาธารณะใช้วิ่งหรือออกกำลังกายเอาหรือไม่ ช่วงแรกชุมชนบอกเป็นไม่ได้ ต้องเริ่มด้วยการสร้างศรัทธาในตัวเองให้เห็นว่าสามารถทำได้ โดยท้าทายว่าภายใน 15 วันจะต้องย้ายขยะออกไปทั้งหมด ทุกๆ คนในชุมชนจึงมาช่วยกันและสามารถทำสำเร็จ

เมื่อนำขยะออกไปชุมชนจึงมีพื้นที่ 2 ไร่ที่ปัจจุบันมีการปลูกต้นไม้และดูแลเป็นพื้นที่สำหรับออกกำลังกายของคนในชุมชน ส่วนกำแพงที่เคยใช้กั้นขยะจนท่วม กลายเป็นมีห้องสมุด มีหนังสือที่คนในชุมชนสามารถเข้ามาหยิบยืมหรืออ่านหนังสือได้ยามว่าง ต่อยอดด้วยการปลูกฝังเรื่องการคัดแยกขยะ นำมาแปรรูป และจัดตั้งเป็นการกองทุนสวัสดิการชุมชนที่เป็นกลุ่มออมทรัพย์ โดยประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการเกี่ยวกับขยะว่า หากชาวบ้านคัดแยกขยะให้จะต้องหัก 10%ของราคาที่ขายมาให้แก่กองทุน เมื่อชุมชนต่างๆในกรุงเทพฯ เห็นว่าที่นี่ประสบความสำเร็จจึงมีการเข้ามาเรียนรู้และนำไปใช้ในชุมชนต่างๆ ด้วย

จัดการ"ขยะ"ถูกทาง ลดปริมาณถึง 7 เท่า

นายณัฐพงศ์ นิธิอุทัย อาจารย์ภาควิชาเทคโนโลยียางและโพลิเมอร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ตัวแทนกลุ่ม Trash Hero ประเทศไทย เล่าว่า การทำงานของกลุ่มจะเป็นลักษณะกองโจร โดยจะรวมตัวกันแล้วไปเก็บขยะตามสถานที่ต่างๆ แล้วนำไปให้หน่วยงานท้องถิ่นดำเนินการต่อ ซึ่งปัจจุบันกลุ่มนี้มีอยู่ราว 61 กลุ่ม 6 ทวีป 13 ประเทศทั่วโลก แต่ส่วนตัวเป็นอาจารย์สาขายางและโพลิเมอร์ด้วย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของขยะที่รีไซเคิลไม่ได้ ก็จะแยกออกมาและเอาทำผลิตภัณฑ์ใหม่เป็นรองเท้า โดยใช้รองเท้า 10 ข้างสามารถทำเป็นรองเท้าใหม่ได้ 1 คู่ หากเป็นขยะทะเลที่เก็บได้ 10 กิโลกรัม เป็นรองเท้าที่นำมาทำใหม่ได้ราว 10%

นายสุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการสสส. กล่าวว่า สสส. จึงร่วมกับภาคีเครือข่ายสนับสนุนให้ประชาชนปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อสร้างปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการมีสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีด้วยหลายวิธี 1.การจัดตั้ง “กองทุนการจัดการขยะเพื่อสวัสดิการชุมชน” ที่บ้านแสงสาคร จ.บึงกาฬ 2.นวัตกรรมการจัดการขยะในชุมชน อาทิ “ไซดักขยะ” จากตาข่ายไนลอน ที่บ้านนาดี จ.ศรีสะเกษ “ถังกรีนโคนกำจัดขยะ” อุปกรณ์ช่วยทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารย่อยสลายขยะอินทรีย์ในครัวเรือน 3.ระดับนโยบายสนับสนุน “แผนงานด้านสิ่งแวดล้อมกับสุขภาพ” ภายใต้แผนควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสุขภาพผลักดันข้อเสนอและนโยบายในการป้องกันและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) และแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12

จัดการ"ขยะ"ถูกทาง ลดปริมาณถึง 7 เท่า

สำหรับนิทรรศการหมุนเวียน “Go Zero Waste ชีวิตใหม่ไร้ขยะ” จัดที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สสส. จะแบ่ง 4 โซน ได้แก่ 1.โซน Check&Shock สำรวจพฤติกรรมการบริโภคในชีวิตประจำวันของตัวเองในบ้าน ร้านค้า โรงเรียน และสำนักงาน 2.โซน Waste Land สถานการณ์ปัญหาขยะในปัจจุบันและวิธีการแยกขยะ 3.โซน Waste Wow นวัตกรรมการจัดการขยะใกล้ตัว อาทิ กล่องหมักปุ๋ย Eco brick ถนนเพื่อคนตาบอด และ 4.โซน Zero Waste World เรียนรู้ต้นแบบวิถีการจัดการขยะจากสถานการณ์ขยะล้นโลกในปัจจุบันที่ส่งผลต่อสุขภาวะ ตั้งแต่ระดับบุคคล ชุมชน องค์กร และประเทศ ผ่านองค์ความรู้ในการลดการสร้างขยะ (Reduce) การนำขยะหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ (Reuse) และการนำขยะมาแปรรูปแล้วนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) รวมทั้งการคัดแยกขยะ การนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปของผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ผลักดันนโยบายของประเทศในภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลกเพื่อลดผลกระทบทางสุขภาพจากปัญหาขยะ

สทน.จับมือกรมศิลป์ใช้เทคโนฯนิวเคลียร์ ตรวจวิเคราะห์โบราณสถาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/343168

สทน.จับมือกรมศิลป์ใช้เทคโนฯนิวเคลียร์ ตรวจวิเคราะห์โบราณสถาน

สทน

สทน.จับมือกรมศิลปากรใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์ ตรวจวิเคราะห์โบราณสถาน-โบราณวัตถุของชาติ

ดร.พรเทพ  นิศามณีพงษ์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ กล่าวว่า จากการที่ สทน. ได้จัดตั้งห้องปฏิบัติการไอโซโทปรังสี  และใช้เทคโนโลยีนิวเคลียร์เพื่อตรวจวิเคราะห์หาอายุโบราณวัตถุด้วยคาร์บอน-14 มาเป็นเวลากว่า 10 ปี  สทน. และกรมศิลปากร จึงได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการมาตั้งแต่ปี 2557 เพื่อร่วมกันศึกษา วิจัยและพัฒนากระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์มาใช้สนับสนุนการศึกษา ค้นคว้า ฟื้นฟูอนุรักษ์โบราณวัตถุและศิลปวัตถุของชาติ และได้มีโอกาสร่วมงานวิจัยกับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา  ในการวิเคราะห์ทองคำโบราณจากกรุวัดราชบูรณะ และวัดมหาธาตุ เพื่อจัดทำฐานข้อมูลทองคำโบราณสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งโครงการดังกล่าวยังคงดำเนินการอย่างต่อเนื่อง และข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์จะถูกนำเสนอไว้ในพิพิธภัณฑ์ทองหลังใหม่ของพิพิธภัณฑ์ฯ เจ้าสามพระยาต่อไป

จากความต้องการของนักโบราณคดีของกรมศิลปากร ที่ต้องการใช้วิทยาศาสตร์มาสืบค้นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี ในเดือนกุมภาพันธ์ 2562  สทน. และกรมศิลปากร จะเริ่มลงนามใน MOU ฉบับใหม่ ซึ่งจะมีการร่วมกันทำงานอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นตามโจทย์วิจัยของกรมศิลปากร คือ การกำหนดอายุด้วยเทคนิคคาร์บอน-14  นอกจากนั้น จะมีการพัฒนาการใช้เครื่องมือวัดรังสีแบบ OSL (Optically Stimulated Luminescence) ในการศึกษาคูเมืองโบราณในประเทศไทยที่มีมากกว่า 100 แห่ง การร่วมกันวิเคราะห์องค์ประกอบลูกปัดโบราณและจัดทำฐานข้อมูลลูกปัดของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การวิเคราะห์ทองคำในประเทศไทย ตลอดจนการใช้เทคนิค NDT (Non Destructive Test) หรือการตรวจสอบโดยไม่ทำลาย ในการอนุรักษ์โบราณสถานของไทยด้วย ความร่วมมือในครั้งนี้ คงจะเป็นการอีกก้าวที่สำคัญในการนำวิทยาศาสตร์มาสนับสนุนงานด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดี เพื่อเติมเต็มข้อมูลสำคัญในการเรียงร้อยประวัติศาสตร์ชาติไทยได้ชัดเจนถูกต้องมากยิ่งขึ้น
ดร.พรเทพ กล่าวสรุปในตอนท้ายว่า ปัจจุบันห้องปฏิบัติการไอโซโทป ของ สทน. นอกจากจะได้รับการรับรองจากทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ หรือ IAEA เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยังได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์จำนวนหนึ่งจาก IAEA อีกด้วย   สทน. ได้พัฒนาปรับปรุงห้องปฏิบัติการตลอดเวลา และเชื่อว่าห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์ด้านสิ่งแวดล้อมและโบราณคดีของ สทน. มีความทันสมัยมากที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ