“รพ.จุฬาลงกรณ์” ติดตั้งโทรศัพท์ฉุกเฉินยกระดับความปลอดภัย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/343162

“รพ.จุฬาลงกรณ์” ติดตั้งโทรศัพท์ฉุกเฉินยกระดับความปลอดภัย

“รพ.จุฬาลงกรณ์” ติดตั้งโทรศัพท์ฉุกเฉิน (EMERGENCY CALL) ยกระดับความปลอดภัยให้ทันสมัย และรวดเร็ว

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ได้มุ่งมั่นยกระดับการรักษาโรคสำหรับประชาชนชาวไทยมาอย่างต่อเนื่อง โดยได้วางยุทธศาสตร์ในการบริการทางการแพทย์ที่เหนือระดับสู่มาตรฐานสากล รวมถึงการอำนวยความสะดวกในทุกๆ ด้าน เพื่อให้ผู้มารับบริการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เกิดความคล่องตัวสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเปิดเผยว่า นอกจากการให้บริการด้านการรักษาโรค โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ยังตระหนักถึงความปลอดภัยของผู้มารับบริการ เนื่องจากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ เป็นโรงพยาบาลขนาดใหญ่มีเนื้อที่ถึง 136 ไร่ การดูแลอำนวยความสะดวกอาจไม่เพียงพอและทั่วถึง จึงได้พัฒนาเทคโนโลยีระบบการสื่อสารและอุปกรณ์โทรศัพท์ฉุกเฉิน  Emergency Call ภายในโรงพยาบาลให้มีความทันสมัย และสะดวกต่อการใช้งาน
Emergency Call เปิดให้บริการอย่างเป็นทางการแล้วจำนวน 35 จุด จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้มาใช้บริการ และบุคลากรภายในเขตพื้นที่ของโรงพยาบาล โดยผู้ที่หลงทาง ต้องการความช่วยเหลือ หรือผู้ที่ประสบเหตุภายในโรงพยาบาลสามารถแจ้งเหตุการณ์ผ่าน Emergency Call  ได้ เพียงกดปุ่ม จะมีสัญญาณไฟแจ้งเตือน ทำให้ผู้คนบริเวณรอบๆ สังเกตเห็นได้ชัด ระบบของ Emergency Call ยังเชื่อมโยงแม่ข่ายไปยังหน่วยรักษาความปลอดภัย ศูนย์ Command Center ของโรงพยาบาล

พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับระบบเครื่อง AED ของทีม CPR โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย สามารถมองเห็นภาพที่เกิดเหตุและให้คำแนะนำเบื้องต้นได้ทันที ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่จะประสานงานแจ้งทีมแพทย์และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยในบริเวณใกล้เคียง เพื่อไปยังจุดเกิดเหตุได้อย่างรวดเร็วทันเวลา
การพัฒนาระบบการสื่อสารและอุปกรณ์โทรศัพท์ฉุกเฉินภายในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ นับว่ามีความทันสมัย และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการดูแลสอดส่องเรื่องของความปลอดภัยให้กับผู้ป่วยและผู้มาใช้บริการโรงพยาบาล สามารถแจ้งเหตุและขอความช่วยเหลือได้ทันที เป็นการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยควบคู่ไปกับการยกระดับการบริการด้านสุขภาพสู่มาตรฐานสากลระดับโลก

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/343073

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่

ครูชาติพันธุ์,นักเรียน,เด็กชายแดนใต้,ภาษา

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่ : รายงาน

“เด็กที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ถือเป็นกลุ่มต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ ต้องมีแนวทางเฉพาะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้” นายโธมัส ดาวิน

ปี 2549 มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมมือกับองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย และชุมชนที่ใช้ภาษามลายูถิ่น วิจัยนำร่องการจัดการศึกษาแบบทวิ-พหุภาษา (ภาษาไทย-ภาษามลายูถิ่น) ให้แก่นักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาล-ประถมศึกษา โดยมีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ผ่านการใช้ภาษาและวัฒนธรรมท้องถิ่นควบคู่กับภาษาไทย ตลอดจนอบรมครูผู้สอนและประเมินผลการเรียนรู้ของนักเรียนอย่างเป็นระบบ ซึ่งพบว่าเด็กเริ่มเรียนด้วยภาษาแม่ช่วยพัฒนาการเรียนรู้อื่นๆ

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่

นายโธมัส ดาวิน ผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวในงานเสวนา “สะพานเชื่อมโยงไปสู่อนาคตอันสดใส การจัดการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่สำหรับเด็กชาติพันธุ์ในประเทศไทย” จัดโดยองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือยูนิเซฟ ร่วมกับสถาบันวิจัยภาษา และวัฒนธรรมเอเชีย มหาวิทยาลัยมหิดล ว่ายูนิเซฟได้ร่วมกับม.มหิดล และหน่วยงานในพื้นที่ จัดการศึกษาแบบทวิ-พหุภาษา (ภาษาไทย-ภาษามลายูถิ่น)

เด็กต้องเริ่มเรียนรู้จากภาษาแม่
ซึ่งเป็นโครงการวิจัยปฏิบัติการได้รวบรวมหลักฐานโครงการนำร่องในจังหวัดชายแดนภาคใต้ พบว่าการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐานสามารถพัฒนาการรู้หนังสือและการเรียนของเด็กที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ได้ดียิ่งขึ้น ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน  เพราะจากรายงานระบุว่าเด็กที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่มักพบอุปสรรคในการเรียนรู้ เด็กกลุ่มนี้มักมีโอกาสอยู่ในระบบโรงเรียนน้อยกว่าเด็กทั่วไป มีผลคะแนนสอบในระดับต่ำ และมีแนวโน้มออกจากโรงเรียนกลางคัน

“เด็กที่ไม่ได้พูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่ถือเป็นกลุ่มที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เด็กกลุ่มนี้ต้องการแนวทางเฉพาะที่จะช่วยให้พวกเขาเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ และหลักฐานจากทั่วโลกรวมถึงประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่าเด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อเรียนด้วยภาษาแม่ในช่วงปีแรกๆ ของการเข้าเรียน ช่วยให้พวกเขามีพื้นฐานที่ดีในการเรียนรู้ภาษาไทยและวิชาอื่นๆ” นายโธมัส กล่าว

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่

      70% เด็กชายแดนใต้ไม่เข้าใจภาษาไทย
ทั้งนี้ผลวิจัยเกี่ยวกับการสำรวจสถานการณ์การใช้ภาษาในชีวิตประจำวันของคนในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ปี2549-2550) จัดทำโดยมหาวิทยาลัยมหิดล โดยใช้แบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูลจากผู้พูดภาษามลายูถิ่น 1,255 คนเกี่ยวกับการใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน ทักษะความสามารถ ความมั่นใจในการใช้ภาษาต่างๆ และทัศนคติความต้องการระบบเขียนภาษามลายูถิ่นอักษรไทย

เพื่อใช้เป็นการสื่อการศึกษาในโรงเรียนและในงานวิจัยได้สำรวจการใช้ภาษาในสื่อท้องถิ่นจากกลุ่มตัวอย่าง 387 คน เข้ารับการทดสอบอย่างง่ายเพื่อวัดความสามารถในการอ่านอักษรภาษาไทย อักษรยาวี และอักษรรูมี พบว่า 75.20% ใช้ภาษามลายูถิ่นมากที่สุดในชีวิตประจำวัน 13.20% ใช้ภาษามลายูถิ่นปนกับภาษาไทย 8% ที่ใช้ภาษาไทยกลาง 0.50% ใช้ภาษาอื่นๆ โดย 95% มีทักษะความสามารถและรู้สึกมั่นใจในการใช้ภาษามลายูถิ่น และ 45% รู้สึกมั่นใจในการใช้ภาษาไทย สำหรับกลุ่มที่ทดสอบความสามารถด้านการอ่าน พบว่าสามารถอ่านออกเสียงภาษาไทยได้คล่องกว่าอักษรยาวีและอักษรรูมี แต่ 70% ไม่เข้าใจในข้อความภาษาไทยที่อ่าน

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่

สำหรับความคิดเห็นต่อการเรียนและเขียนภาษามลายูถิ่นโดยใช้อักษรไทยในโรงเรียน พบว่า 66.20% เห็นด้วย 32% ไม่เห็นด้วย และ 1.80% ไม่ตอบ ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มองว่าภาษาไทยสำคัญและต้องการให้บุตรหลานเรียนภาษาไทยให้เกิดในโรงเรียนประถมศึกษาของรัฐกว่า 700 โรง นักเรียนทั้งหมด หรือ 100% พูดภาษามลายูถิ่น เป็นภาษาแม่มีเพียงไม่ถึง 150 โรงเท่านั้นที่มีนักเรียนพูดภาษาไทยเป็นภาษาแม่เรียนร่วมด้วย

ซึ่งส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนที่อยู่ในตัวเมือง นักเรียนที่พูดภาษามลายูถิ่นเป็นภาษาแม่ในโรงเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำมาตลอดหลายสิบปี และแนวทางการจัดการศึกษาโดยใช้ภาษาไทยภาษาเดียวที่ใช้กันมานานกว่า 70 ปี ไม่ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพการศึกษาภาคใต้ให้ได้มาตรฐานชาติ

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่

    สะพานเชื่อมมลายูถิ่นสู่ภาษาไทย
นพ.บรรจง มไหสวริยะ  อธิการบดี ม.มหิดล กล่าวว่า โครงการดังกล่าวได้ติดตามสมรรถนะของผู้เรียน พบว่าเด็กมีพัฒนาทักษะการใช้ภาษาไทยอย่างรวดเร็วและมีผลการเรียนในวิชาอื่นๆ ที่ดีขึ้น โครงการได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ปกครองและชุมชนท้องถิ่น อยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องดำเนินการเพื่อขยายผลนวัตกรรมนี้ไปยังโรงเรียนประถมศึกษาอื่นๆ ในเขตจังหวัดชายแดนใต้ และนำแนวทางการศึกษาที่ใช้ภาษาแม่เป็นฐานไปใช้กับภูมิภาคอื่นๆ ของประเทศไทย ซึ่งเป็นสร้างสะพานเชื่อมโยงไปสู่อนาคตแก่เด็กทั่วประเทศ

สำหรับการจัดการศึกษาแบบทวิ-พหุภาษา (ภาษาไทย-มลายูถิ่น) เริ่มต้นด้วยภาษาแม่ เด็กจะได้พัฒนาทักษะการฟังและพูดภาษาแม่ก่อน แล้วจึงเรียนรู้การอ่าน การเขียนภาษาแม่ ส่วนภาษาไทยจะเริ่มตั้งแต่ภาคเรียนที่สอนในชั้นอนุบาล 1 ตามลำดับขั้นตอน คือการพัฒนาทักษะการฟังก่อนจึงจะฝึกพูด หลังจากนั้นเด็กจะถ่ายโอนทักษะการอ่านและเขียนภาษามลายูถิ่นไปสู่การอ่านและการเขียนภาษาไทย โดยใช้แบบเรียนเตรียมอ่านเขียนที่ผลิตขึ้นมาโดยเฉพาะ ซึ่งการสอนทำให้พัฒนาการภาษาไทยเด็กดีขึ้น คะแนนเหนือกว่าทุกกลุ่มสาระ

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่

  แนะศธ.บรรจุครูชาติพันธุ์คืนภูมิลำเนา

กระทรวงศึกษาธิการ ควรใช้องค์ความรู้ที่ได้รับจากการจัดการศึกษาดังกล่าวให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยบูรณาการแนวทางการจัดการศึกษาโดยใช้ภาษาแม่เป็นฐาน พัฒนา ต่อยอดขยายผลไปสู่กลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ และปรับใช้สื่อการสอนให้เหมาะสม จัดระบบสรรหา พัฒนาและบรรจุแต่งครูกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อคืนถิ่นภูมิลำเนา

นายฮิวต์ เดอลานีย์ หัวหน้าฝ่ายการศึกษา องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า ภาษาถือเป็นอุปสรรคพื้นฐานที่เกิดขึ้นกับเด็ก ทำให้บุคลากรไม่ได้เรียนรู้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งนโยบายการศึกษาควรช่วยให้ทุกคนเท่ากัน ซึ่งความเท่าเทียมไม่ได้บอกว่าทุกคนต้องได้เท่ากัน แต่หมายความว่าทำให้ทุกคนได้ผลลัพธ์ที่เท่ากัน  จึงไม่จำเป็นต้องใส่ทรัพยากรเท่ากันในคนทุกกลุ่ม  กลุ่มเด็กด้อยโอกาส เด็กที่มาจากครอบครัวยากจน เด็กชาติพันธุ์ ต้องได้รับทรัพยากรที่มากกว่าเด็กที่มาจากฐานะร่ำรวย นโยบายที่่ช่วยเหลือประชาชนให้เน้นทรัพยากรไปที่เด็กยากจน ด้อยโอกาส เน้นเจาะกลุ่มไปดูว่ากลุ่มไหนต้องการอะไรและเพิ่มเติมกลุ่มหนึ่ง หากประเทสไทยมองเห็นปัญหาเรื่องภาษาและจัดสรรการสนับสนุนอย่างถูกจุดจะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในสังคม

หนุนครูชาติพันธุ์กลับถิ่นช่วยเด็กเรียนรู้ภาษาแม่

สอบเข้าป.1จ่าย1แสนต่อปีส่งผลเชิงลบต่อเด็กทุกด้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/342592

สอบเข้าป.1จ่าย1แสนต่อปีส่งผลเชิงลบต่อเด็กทุกด้าน

สอบเข้าป1,โรงเรียน

สอบเข้าป.1จ่าย1แสนต่อปีส่งผลเชิงลบต่อเด็กทุกด้าน : รายงาน  โดย…   ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

“หากโรงเรียนมีศักยภาพจริงต้องปั้นดินให้เป็นดาวได้ ไม่จำเป็นต้องคัดเลือกดินหรือดาว” นพ.สุริยเดว ทรีปาตี

การสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับประถมศึกษาปีที่ 1 กำลังเป็นปัญหาในระบบการศึกษาไทย ล่าสุดมหาวิทยาลัยสวนดุสิต โดยสถาบันการวิจัยและพัฒนา สาขาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ และสวนดุสิตโพล ได้ดำเนินการศึกษาวิจัยเรื่อง “ผลจากระบบการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1” ซึ่งเป็นการศึกษาผลกระทบที่มีต่อตัวเด็ก ครอบครัว และโรงเรียน รวมถึงหาแนวทางในการคัดเลือกเด็ก

นายชนะศึก นิชานนท์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและพัฒนาการศึกษา มหาวิทยาลัยสวนดุสิต และหัวหน้าโครงการวิจัย แถลงผลการวิจัย พบว่า การเตรียมตัวเด็กเพื่อสอบเข้าศึกษาต่อในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ทำให้ผู้ปกครองต้องเสียเงินเป็นจำนวนมาก โดยต้องจ่ายค่าเรียนพิเศษ หรือกวดวิชาให้แก่ลูก บางครอบครัวมีค่าใช้จ่ายในการเรียนกวดวิชาเพื่อเตรียมสอบเข้าเกิน 1 แสนบาทต่อปีต่อคน

สอบเข้าป.1จ่าย1แสนต่อปีส่งผลเชิงลบต่อเด็กทุกด้าน

        ส่งผลเชิงลบต่อเด็กทุกด้าน
ทั้งนี้ ยังพบว่าส่งผลในเชิงลบต่อตัวเด็กในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา เช่น ยกเลิกการนอนกลางวัน ซึ่งการนอนกลางวันเป็นการพักผ่อนที่สำคัญต่อเด็ก เด็กเกิดความกดดัน เกิดภาวะเครียด ความสุขเด็กลดลง เด็กขาดโอกาสปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน เน้นให้เด็กเรียนรู้จากการท่องจำและฝึกทักษะทางวิชาการ สมองของเด็กไม่ได้รับการพัฒนาอย่างถูกต้อง และเหมาะสมกับวัยของเด็ก
นอกจากนั้น ยังส่งผลต่อครอบครัว  การใช้เวลาร่วมกันของครอบครัวหายไป ความสัมพันธ์ภายในครอบครัวลดลง ผู้ปกครองเกิดความเครียดและแสดงพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมกับลูก ส่วนผลต่อโรงเรียน ทำให้โรงเรียนต้องปรับรูปแบบการสอนโดยเพิ่มเนื้อหาวิชาการสำหรับเด็กอนุบาลมากเกินไป โรงเรียนไม่สามารถจัดประสบการณ์และพัฒนาเด็กตามแนวคิดหรือปรัชญาของการศึกษาปฐมวัยได้อย่างเต็มที่ ขณะที่ระดับโรงเรียนประถมศึกษา เด็กมีพฤติกรรมต่อต้านการเรียน เด็กขาดความพร้อมในการเรียนระยะยาว การเรียนรู้เกิดขึ้นในระยะสั้น เป็นการเรียนรู้เพื่อทำสอบ ไม่สามารถปรับประยุกต์ความรู้ที่เรียนเพื่อนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้

สอบเข้าป.1จ่าย1แสนต่อปีส่งผลเชิงลบต่อเด็กทุกด้าน

        51.77%ผู้ปกครองเห็นด้วยจัดสอบ
นายชนะศึก กล่าวต่อว่า สำหรับความคิดเห็นต่อการสอบ พบว่า ผู้ปกครอง 51.77% เห็นด้วย 48.23% ไม่เห็นด้วย, ครูอนุบาล 42% เห็นด้วย 58% ไม่เห็นด้วย, ผู้บริหาร 25% เห็นด้วย 75% ไม่เห็นด้วย และนักวิชาการ 100% ไม่เห็นด้วย โดยเหตุผลที่เห็นด้วยกับการสอบ ส่วนใหญ่ต้องการให้เด็กได้ฝึกทักษะทางวิชาการ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับเรียนในชั้น ป.1 การสอบทำให้โรงเรียนจัดเด็กที่มีความสามารถใกล้เคียงไว้ในห้องเดียวกัน เด็กมีโอกาสเท่าเทียมกัน

ส่วนเหตุผลที่ไม่เห็นด้วย เนื่องจากมองว่าการสอบไม่สามารถประเมินความสามารถของเด็กได้ครบทุกด้าน ไม่สอดคล้องกับหลักการศึกษาปฐมวัย และการพัฒนาเด็ก เด็กเกิดความกดดันและเครียด เด็กไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมตามวัย

ส่วนข้อเสนอแนะแนวทางการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในระดับ ป.1 พบว่า 22.70% ต้องการให้ประเมินพัฒนาการและสมรรถนะของเด็กตามวัย 22.27% รับเด็กในเขตพื้นที่บริการ/ใกล้บ้าน 17.50% จับสลาก 16.39% สัมภาษณ์เด็ก 10.90% ทดสอบ 5.97% สัมภาษณ์พ่อแม่ ผู้ปกครอง และ 4.27% ใช้หลายวิธีประกอบกัน

สอบเข้าป.1จ่าย1แสนต่อปีส่งผลเชิงลบต่อเด็กทุกด้าน

      สนใจส่งลูกเรียนร.ร.เอกชนมากสุด
นายชนะศึก กล่าวอีกว่าพ่อแม่ผู้ปกครองสนใจส่งลูกเข้าเรียน ป.1 ในโรงเรียนสังกัดต่างๆ ดังนี้ 56% โรงเรียนเอกชน 19% สังกัดมหาวิทยาลัย 13% สพฐ. และ 12% กทม. โดยเหตุผลของการตัดสินใจเลือกโรงเรียนให้แก่บุตรหลานในการสอบเข้า ป.1 ได้แก่ 37% ระบบการเรียนการสอน 24% ความสะดวกในการเดินทาง 18% ชื่อเสียงของโรงเรียน 7% สภาพแวดล้อมของโรงเรียน 7% ค่าเทอมมีความเหมาะสม 6% มีระดับการศึกษาสูงสุดถึงชั้นม.ปลาย และ 1% อื่นๆ เช่น มีบุตรศึกษาอยู่ก่อนแล้ว แสดงให้เห็นว่า เงินไม่ใช่ปัจจัยสำคัญของผู้ปกครอง ซึ่งผู้ปกครองย่อมทุ่มเงินให้ลูกเข้าเรียนในโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนที่ดี

จำนวนชั่วโมงเพื่อเตรียมบุตรหลานเพื่อสอบเข้า ป.1 ต่อสัปดาห์ พบว่า 25% 2 ชม.ต่อสัปดาห์ 22% มากกว่า 4 ชม.ต่อสัปดาห์ 20% 3 ชม.ต่อสัปดาห์ 19% 4 ชม.ต่อสัปดาห์ และ 14% 1 ชม.ต่อสัปดาห์ ส่วนผลกระทบของระบบการสอบเข้า ป.1 ในมุมของครู ระบุว่า 43% เด็กไม่ได้รับการพัฒนาอย่างสอดคล้องตามวัย 31% ทำให้ไม่สามารถสอนตามหลักการพัฒนาเด็กได้ 18% ส่งผลต่อการจัดการชั้นเรียนในห้องเรียน และ 8% อื่นๆ เช่น เนื้อหาวิชาการมากขึ้น กระทบกิจกรรมหลัก ลักษณะการเตรียมเด็กสำหรับสอบเข้า ป.1 พบว่า 44% ปรับกิจกรรมในห้องเรียน 25% สอนเสริมให้แก่เด็กช่วงหลังเลิกเรียน 16% สอนเสริมให้แก่เด็กช่วงวันหยุด หรือเสาร์-อาทิตย์ 10% สอนเสริมให้กับเด็กช่วงพักกลางวัน 2% อนุญาตให้ผู้ปกครองพาเด็กออกไปติวในช่วงเวลาเรียน และ 3% อื่นๆ เช่นเตรียมความพร้อมพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน

สอบเข้าป.1จ่าย1แสนต่อปีส่งผลเชิงลบต่อเด็กทุกด้าน

      พ่อแม่เล่น-พูดคุยกับลูกไม่เป็น
นพ.สุริยเดว ทรีปาตี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเด็กและวัยรุ่น และอดีตผู้อำนวยการสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่าการสอบเข้าส่งผลต่อความรู้สึกของเด็กอย่างมาก ยิ่งครอบครัวไหนมีลูก 2 คน แล้วคนหนึ่งสอบเข้าโรงเรียนที่ดีมีชื่อเสียงได้ กับอีกคนสอบเข้าไม่ได้ เมื่อมีคนชื่นชมหรือสอบถามเฉพาะเรื่องของลูกคนที่สอบเข้าโรงเรียนดีๆ ได้ ย่อมส่งผลต่อความรู้สึกติดลบเด็กที่สอบเข้าไม่ได้อย่างแน่นอน

อีกทั้ง ปัญหาขณะนี้คือ เด็กเล่นไม่เป็น เนื่องจากพ่อแม่ไม่ได้เล่นกับลูก แต่ใช้เวลาไปกับการพาลูกไปเรียนติว เมื่อเขาเล่นกับเพื่อน เด็กเล่นเต็มที่จนทำให้เกิดปัญหาการเล่นกันแรงๆ ในเด็ก รวมถึงพ่อแม่ส่วนใหญ่พูดคุยกับลูกไม่เป็น ไม่เคยสอบถามความรู้สึกของลูก แต่เป็นการพูดคุยในสิ่งที่พ่อแม่ต้องการ

“หากโรงเรียนมีศักยภาพจริงๆ จะต้องสามารถปั้นดินให้เป็นดาวได้ จึงไม่จำเป็นต้องมีการคัดเลือกว่าเด็กคนนั้นเป็นดิน หรือเป็นดาวมาแล้ว แต่ต้องสามารถปั้นดินให้เป็นดาวได้ทุกคน และการจะพัฒนาให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ อยากได้คนดี คนเก่ง ต้องวางรากฐานด้านคุณธรรมจริยธรรม ทักษะชีวิต ต้องสร้างเด็กดีมาก่อนเด็กเรียนเก่ง เพราะถ้ายังมีระบบการคัดเลือก การพัฒนาเพื่อให้เด็กเป็นคนเก่งก่อน ความเอื้ออาทรของบ้านเมืองหายไปอย่างแน่นอน” นพ.สุริยเดว กล่าว

สอบเข้าป.1จ่าย1แสนต่อปีส่งผลเชิงลบต่อเด็กทุกด้าน

 

“กุญแจไขปัญหาโลกมุสลิม”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/342568

“กุญแจไขปัญหาโลกมุสลิม”

ศาสนา,คุณภาพชีวิต,การศึกษา,เปิดโลกการศึกษามุสลิม,กุญแจ,ไขปัญหา,โลกมุสลิม,ฟัตวา,ดารุ้ลอิฟตะห์,กรุงไคโร

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน: ดารุ้ลอิฟตะห์ “ฟัตวา” กุญแจไขปัญหาโลกมุสลิม

               เมื่อเร็วๆ นี้ สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร จัดอบรมเรื่องการตัดสินความ การเป็นผู้รู้และคุณสมบัติที่ดีของวิชาการด้านศาสนา รวมถึงการมองสังคมโลกอย่างเข้าใจเพื่อการเข้าถึง โดยประสานงานกับสำนักงานชี้ขาดด้านศาสนาอียิปต์ หรือ ดารุ้ลอิฟตะห์เพื่อต้องการให้นักศึกษาไทยที่กำลังศึกษาในมหาลัยอัลอัซฮัร ได้ทำความเข้าใจในการเป็นผู้รู้ด้านศาสนาอิสลามที่แท้จริงก่อนสำเร็จการศึกษา

ดร.เชากี่ อัลลาม ผู้มีอำอาจชี้ขาดด้านศาสนาอิสลามประเทศอียิปต์ กล่าวว่า “ศาสนาอิสลาม มีพระมหาคัมภีร์จากพระเจ้า เป็นรัฐธรรมนูญแห่งชีวิต โดยมีท่านศาสดามูฮัมหมัด “ซ.ล” เป็นครูผู้ชี้นำมนุษย์โลกไปสู่ความสงบ พบความสุขที่แท้จริงทั้งโลกนี้และโลกหน้า คำสอนศาสนาอิสลาม คือการสร้างมิตรกับผู้คนทั่วโลก เป็นยารักษาโรคของมนุษย์โลกใบนี้ ดังนั้นการจะเป็นผู้รู้แบกรับคำสอนและชี้แนะผู้อื่นได้นั้นต้องผ่านการเรียนรู้ ทำความเข้าใจในเนื้อหา เข้าใจโลก เข้าใจสังคม และเข้าใจตัวเราเองก่อนเป็นอันดับแรก”

ซึ่งตัวอย่างที่ดีและการเข้าถึงโลกปัจจุบันด้วยหลักการและเหตุผลจากคำสอนในพระมหาคัมภีร์อัลกุรอ่าน คือรางวัลอันยิ่งใหญ่ที่ได้มอบให้กับนักศึกษา มหาวิทยาลัยอัลอัฮซัร ที่จะกลับไปพัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของพวกเขาที่ไทยแลนด์ด้วยความรู้ประสิทธิภาพในการเป็นผู้นำด้านศาสนาที่แท้จริง ซึ่งน้องๆ ที่เข้าโครงการในครั้งนี้มีทั้งหมด 120 คน

"กุญแจไขปัญหาโลกมุสลิม"

“มะนาเซร์ ปูตะ” นักศึกษาจากจังหวัดยะลา นศ.ปี 2 คณะอิสลามศึกษาและภาษาอาหรับ บอกว่า การเข้าอบรมในครั้งนี้ ทำให้เขาได้รับรู้ว่านอกจากการเป็นนักศึกษาที่ดีแล้ว เราควรมีความรู้ด้านการเป็นผู้รู้ในแบบฉบับที่ดี และความรู้ที่ได้จะต้องใช้ให้เป็นในการอยู่ร่วมกับสังคมโลก สิ่งที่ได้ในการเข้าอบรมในครั้งนี้ คือ การวิเคราะห์กลุ่มแนวคิดสุดโต่ง การเป็นมุสลิมรุ่นใหม่ที่จิตใจไม่คับแคบในเรื่องนิกายต่างๆ หมั่นศึกษาความรู้ที่หลากหลาย ไม่ทำตามอารมณ์ใฝ่ต่ำ การยอมรับคำชี้ขาดของผู้รู้ ไม่คิดร้ายกับผู้อื่น การเผยแพร่ศาสนาต้องทำด้วยใจบริสุทธิ์ไม่หวังแม้คำชมหรือเงินทองชื่อเสียง เราต้องเป็นคนสร้างคนไม่ใช่ทำลาย

"กุญแจไขปัญหาโลกมุสลิม"

เช่นเดียวกับ “ฮานาดียะห์ เจ๊ะหะ” นักศึกษาปี 4 ศึกษาคณะอักษรศาสตร์ บอกว่าโครงการนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสังคมปัจจุบัน นั่นก็คือ “เรื่องการวิเคราะห์และการเผชิญหน้ากับกลุ่มความคิดสุดโต่ง” เพราะปัจจุบันไม่ว่าจะไปอยู่ที่ไหนๆ ในสังคมมุสลิม ก็จะเจอกลุ่มที่คัดค้าน หรือกลุ่มหัวรุนแรง สุดโต่ง การเข้าอบรมในครั้งนี้ได้เรียนรู้ทักษะการตอบโต้ ที่มีจุดยืนและการยืนหยัดที่มั่นคง

และที่สำคัญได้เปิดโลกเรียนรู้แนวทางการคิดของกลุ่มหัวรุนแรงและมีความคิดสุดโต่ง กับผู้รู้ที่มีความชำนาญในเรื่องนี้อย่างแท้จริง เป็นผู้รู้ที่ถ่ายทอดความรู้จนมองโลกและสังคมปัจจุบันพร้อมการแก้ไขปัญหาได้ชัดเจน

"กุญแจไขปัญหาโลกมุสลิม"

ส่วน “อิมรอน มะมิง” นักศึกษาปี 4 ศึกษาคณะศาสนศาสตร์ บอกว่า เป็นการอบรมที่ทำให้เข้าถึงและรับรู้ถึงแก่นแท้และหลักการของกลุ่มสุดโต่งซึ่งขัดกับหลักของอิสลามที่ถูกต้อง รวมไปถึงการระมัดระวังและควรเลือกในการบริโภคและเรียนรู้วิชาการจากนักวิชาการต่างๆ ในยุคปัจจุบัน เพราะแนวคิดและผลงานของกลุ่มสุดโต่งเหล่านี้ทำให้ภาพพจน์ของอิสลามเสื่อมเสียและทำให้โลกขาดซึ่งสันติภาพ ผู้รู้ได้ชี้นำทางด้วยทางนำแห่งอิสลามที่ถูกต้อง พบเจอเส้นทางสว่าง สงบ และความสุขแห่งสันติภาพความรักได้อย่างแท้จริงนั่นเอง

"กุญแจไขปัญหาโลกมุสลิม"

"กุญแจไขปัญหาโลกมุสลิม"

"กุญแจไขปัญหาโลกมุสลิม"

 

สอศ.จัดทำบิ๊กดาต้าฐานข้อมูลอาชีวะตั้งเป้าปี62เพิ่มสัดส่วนผู้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/342438

สอศ.จัดทำบิ๊กดาต้าฐานข้อมูลอาชีวะตั้งเป้าปี62เพิ่มสัดส่วนผู้

สอศ,กระทรวงแรงงาน

สอศ.จัดทำบิ๊กดาต้าฐานข้อมูลอาชีวะตั้งเป้าปี62เพิ่มสัดส่วนผู้เรียน45% : รายงาน  โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com

อาชีวะ ตั้งเป้าปี 62 เพิ่มสัดส่วนผู้เรียนให้ได้ 45% เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเข้มแข็งในทุกวิทยาลัย ผนึกเอกชน-ภาครัฐ จัดทำบิ๊กดาต้า ฐานข้อมูลอาชีวศึกษา เน้นนำไปใช้ได้จริงไม่ใช่ข้อมูลคาดการณ์ ย้ำทุกวิทยาลัยจัดตั้งศูนย์ประสานงาน ทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษา พร้อมเผยวิทยาลัยอาชีวะรัฐอยู่ระดับดีเยี่ยม 20 แห่ง ขณะที่วิทยาลัยอาชีวะเอกชนดีเยี่ยม 8 แห่ง เร่งจัดสรรงบประมาณให้ไปปรับปรุงคุณภาพ

สอศ.จัดทำบิ๊กดาต้าฐานข้อมูลอาชีวะตั้งเป้าปี62เพิ่มสัดส่วนผู้

วานนี้ (5 ก.ย.61) นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวในงานมอบนโยบายการขับเคลื่อนภารกิจการจัดการอาชีวศึกษา ปีงบประมาณ พ.ศ.2562 ให้แก่ผู้บริหารอาชีวศึกษาทั่วประเทศ ที่วิทยาลัยการอาชีวศึกษาปทุมธานี เน้น 2 เรื่องสำคัญ คือ การติดตามนโยบายในปีการศึกษา 2561 ที่ผ่านมาว่า ประสบความสำเร็จในการบริหารจัดการอาชีวศึกษา

ซึ่งจากการดำเนินการตามนโยบายของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ปีแห่งการสร้างความเข้มแข็งเรื่องคุณภาพการศึกษา ทำให้พบว่าในปีการศึกษา 2561 สามารถเพิ่มผู้เรียนสายอาชีพได้เพิ่มขึ้น เป็น 40% จากเดิมปี 2560 เพียง 34% และในปีการศึกษา 2562 ตั้งเป้าจะเพิ่มผู้เรียนให้ได้ถึง 45% ขณะนี้ถือได้ว่าภาพรวมการเพิ่มผู้เรียนสายอาชีพของสอศ.เป็นที่น่าพอใจ ทั้งนี้ในปีงบประมาณ 2562 ซึ่งเป็นปีแห่งการลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความเข็มแข็งให้ทุกวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รวมถึงการบริหารจัดการอาชีวะให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี

สอศ.จัดทำบิ๊กดาต้าฐานข้อมูลอาชีวะตั้งเป้าปี62เพิ่มสัดส่วนผู้

“ปีนี้ สอศ.จะดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลในการจัดทำบิ๊กดาต้า โดยจะร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาหอการค้าไทยแห่งประเทศไทย กระทรวงแรงงาน เป็นต้น เพื่อจัดทำฐานข้อมูลบิ๊กดาต้าอาชีวศึกษาให้มีความชัดเจนมากขึ้น ทั้งในเรื่องอัตราความต้องการกำลังคนด้านอาชีวศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ซึ่งทุกวิทยาลัยต้องทำแผนการพัฒนาคุณภาพการศึกษา และต้องตั้งศูนย์ประสานงานข้อมูลบิ๊กดาต้าที่เชื่อมโยงกับศูนย์ประสานงานศูนย์ใหญ่ที่จะตั้งอยู่ส่วนกลาง โดยศูนย์ดังกล่าวจะเน้นฐานข้อมูลที่นำไปใช้ได้จริงไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นการคาดการณ์เหมือนที่ผ่านมา” นายสุเทพ กล่าว

สอศ.จัดทำบิ๊กดาต้าฐานข้อมูลอาชีวะตั้งเป้าปี62เพิ่มสัดส่วนผู้

ทั้งนี้ได้มอบหมายเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง โดยขอให้ทุกวิทยาลัยได้ดำเนินการเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างให้เป็นไปตามพ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ และจัดซื้อจัดจ้างให้แล้วเสร็จก่อนวันที่ 1 ตุลาคม 2561 เพื่อไม่ให้งบประมาณต้องถูกตกไปอีก เพราะในปีงบประมาณ 2561 ที่ผ่านมา สอศ.มีงบประมาณตกไปจำนวน 17 ล้านบาท

นายสุเทพ กล่าวต่อไปว่า สอศ.มีการจัดประเมินคุณภาพการจัดการศึกษาเพื่อจัดระดับคุณภาพสถานศึกษาอาชีวศึกษา ปีการศึกษา 2560 ทั้งวิทยาลัยรัฐและเอกชน ทั้งหมด 824 แห่ง แบ่งเป็น วิทยาลัยอาชีวศึกษารัฐ จำนวน 428 แห่งซึ่งเข้าร่วมการประเมินทั้งหมด ผลการประเมินอยู่ในระดับดีเยี่ยม 20 แห่ง ดีมาก 280 แห่ง ดี 124 แห่ง และพอใช้ 4 แห่ง

สอศ.จัดทำบิ๊กดาต้าฐานข้อมูลอาชีวะตั้งเป้าปี62เพิ่มสัดส่วนผู้

ส่วนวิทยาลัยอาชีวศึกษาเอกชน จำนวน 396 แห่ง จาก 434 แห่ง อยู่ในระดับดีเยี่ยม 8 แห่ง ดีมาก 142 แห่ง ดี 182 แห่ง พอใช้ 33 แห่ง และต้องปรับปรุง 31 แห่ง โดยได้มอบนโยบายชัดเจนยกระดับคุณภาพสถานศึกษาให้ดีขึ้นจากการประเมินดังกล่าว โดยจะจัดสรรงบประมาณให้ไปปรับปรุงผ่านตัวชี้วัด 4 ด้าน ได้แก่ คุณภาพโรงเรียน การบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอน และผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน

อย่างไรก็ตาม สอศ.ขาดแคลนครูอาชีวะจำนวนมาก โดยขณะนี้มีครูอาชีวะประมาณ 14,000 คน ต้องการครูอาชีวะ 33,000 คน ซึ่งมีการวางแนวทางแก้ปัญหาเรื่องดังกล่าว โดยการขึ้นทะเบียนครูพิเศษ ดึงผู้เชี่ยวชาญจากสถานประกอบการมาช่วยสอนในวิทยาลัยอาชีวศึกษาต่างๆ ดังนั้นหากวิทยาลัยไหนต้องการครูพิเศษสามารถแจ้งมาที่สอศ.ได้ เบื้องต้นได้นำร่องในพื้นเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรืออีอีซี

สอศ.จัดทำบิ๊กดาต้าฐานข้อมูลอาชีวะตั้งเป้าปี62เพิ่มสัดส่วนผู้

ทั้งนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีหน้าที่ผลิตกำลังคน จัดการเรียนการสอนในสายอาชีพ สายเชิงปฏิบัติการ สายเทคนิค สายเทคโนโลยี ซึ่งอาชีวะเป็นกำลังสำคัญ เป็นรากฐานการนำไปสู่การพัฒนาประเทศในมิติต่างๆ ขณะนี้รัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะยุคไทยแลนด์ 4.0 หรือยุคดิจิทัล เช่นเดียวกับสถานการณ์แรงงาน ผู้ประกอบการต้องการบัณฑิตสายปฏิบัติการ หรืออาชีวะจำนวนมาก สัดส่วนไม่น้อยกว่า 2 ล้านคน

“อาชีวะมีการปรับตัว กำหนดทิศทางการพัฒนากำลังคนให้มีคุณภาพ มีมาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล รวมถึงจัดการศึกษาตอบสนองนโยบาย 4.0 ผลิต นักศึกษาให้สอดคล้องกับ 10 อุตสาหกรรมหลัก โดยพัฒนาหลักสูตร เป็นหลักสูตรอาชีวะพรีเมียม หรือโครงการเพื่อยกระดับคุณภาพหลักสูตรอาชีวศึกษาตามนโยบายรัฐใน 7 สาขา ได้แก่ สาขาระบบขนส่งทางราง สาขาแม็คคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ สาขาช่างอากาศยาน สาขาหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม สาขาโลจิสติกส์ และสาขาเกษตรสมัยใหม่ (สมาร์ทฟาร์มมิ่ง) ใน 27 วิทยาลัย ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ร่วมกับวิทยาลัยต่างประเทศ จบการศึกษาได้รับทวิวุฒิ ซึ่งมี 2 สาขา คือสาขาระบบขนส่งทางราง และสาขาแม็คคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม เริ่มรับนักศึกษารุ่นแรก ปีการศึกษา 2561” นายสุเทพ กล่าวทิ้งท้าย

สอศ.จัดทำบิ๊กดาต้าฐานข้อมูลอาชีวะตั้งเป้าปี62เพิ่มสัดส่วนผู้

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งซี10ศธ.-“หมอธี”ตั้ง3บิ๊กสางคดีทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/342254

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งซี10ศธ.-“หมอธี”ตั้ง3บิ๊กสางคดีทุจริต

มติครม,แต่งตั้ง,ผู้บริหารศธ5ราย,องค์การค้า,สกสค,คุรุสภา,สางคดีทุจริต,ม44,คำสั่งคสชที่ 72558,หมอธี

ครม.ไฟเขียว แต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงศธ.5 รายเพื่อทดแทนคนเกษียณ มีผล 1 ต.ค.61 ขณะที่ “หมอธี”ตั้ง 3 บิ๊กคุม”คุรุสภา-สกสค.-องค์การค้า”สางคดีทุจริต มีผล 6 ก.ย.นี้

       วันนี้(4 กันยายน 2561 )ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาคือ มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)เสนอแต่งตั้งผู้บริหารระดับสูงของศธ.

จำนวน 5 ราย เพื่อทดแทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ และสับเปลี่ยนหมุนเวียนดังนี้

        1.นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาการศึกษา

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งซี10ศธ.-"หมอธี"ตั้ง3บิ๊กสางคดีทุจริต

  นางวัฒนาพร ระงับทุกข์

2.นายอำนาจ วิชยานุวัติ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่ง รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งซี10ศธ.-"หมอธี"ตั้ง3บิ๊กสางคดีทุจริต

                                             นายอำนาจ วิชยานุวัติ

3.นางสาวอุษณีย์ ธโนศวรรย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งซี10ศธ.-"หมอธี"ตั้ง3บิ๊กสางคดีทุจริต

นางสาวอุษณีย์ ธโนศวรรย์

4.นายศรีชัย พรประชาธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย(กศน.)

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งซี10ศธ.-"หมอธี"ตั้ง3บิ๊กสางคดีทุจริต

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งซี10ศธ.-"หมอธี"ตั้ง3บิ๊กสางคดีทุจริต                              นายศรีชัย พรประชาธรรม

5.นายณรงค์ แผ้วพลสง ศึกษาธิการภาค15(เชียงใหม่) ดำรงตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่1ตุลาคม 2561เป็นต้นไป เพื่อทดแทนผู้ที่จะเกษียณอายุราชการ และสับเปลี่ยนหมุนเวียน และพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี  ได้ให้ความเห็นชอบด้วยแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ยังมีคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายสลับเก้าอี้ผู้บริหารระดับสูงจำนวน 3 ราย   เพื่อมาช่วยคลี่คลายสางคดีทุจริตในศธ. มีดังนี้  1.นางวัฒนาพร ระงับทุกข์ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดำรงตำแหน่ง รองเลขาธิการสภาการศึกษา ให้ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคุรุสภา

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งซี10ศธ.-"หมอธี"ตั้ง3บิ๊กสางคดีทุจริต

นายพีระ  รัตนวิจิตร

2.นายพีระ  รัตนวิจิตร รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการื   ให้ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.)

ครม.ไฟเขียวแต่งตั้งซี10ศธ.-"หมอธี"ตั้ง3บิ๊กสางคดีทุจริต

                                            ดร.วีระกุล อรัณยะนาค

3.ดร.วีระกุล อรัณยะนาค  ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ให้ปฏิบัติหน้าที่ผู้อำนวยการองค์การค้าของสำนักงานสกสค.โดยให้มีผล ตั้งแต่วันที่ 6 กันยายน 2561เป็นต้นไป

ทั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.ได้ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ล้างบาง ก.ศึกษาฯ-คุรุสภา-สกสค.

คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ อีกฉบับหนึ่ง ที่เกี่ยวข้องกับการปรับปรุงโครงสร้างอำนาจการบริหารงานขององค์กรในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ 3 แห่ง ออกตามมาพร้อมๆ กัน

และดูเหมือนคำสั่งฉบับนี้ จะพุ่งเป้าไปที่เรื่องการตรวจสอบปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่น ของกระทรวงศึกษา โดยเฉพาะ 

คำสั่งฉบับนี้ คือ คำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 7/2558 เรื่อง การปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา

ระบุว่า เพื่อให้การปฏิรูปการศึกษาและการบริหารราชการในกระทรวงศึกษาธิการมีประสิทธิภาพและมีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น สอดคล้องกับแนวทางการปฏิรูปประเทศตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๔๔ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติโดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคำสั่ง ดังต่อไปนี้

“ข้อ ๑ ให้บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปนี้อยู่ในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับพ้นจากตำแหน่ง

(๑) กรรมการคุรุสภาตามมาตรา ๑๒ (๑) (๓) (๔) และ (๕) แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖

(๒) กรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาตามมาตรา ๖๔ (๓)และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๔๖

(๓) กรรมการในคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา

ทั้งนี้ มิให้มีการแต่งตั้งบุคคลขึ้นมาแทนที่ผู้ดำรงตำแหน่งข้างต้นจนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลง หรือคณะรักษาความสงบแห่งชาติสิ้นสุดลงตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ

ข้อ ๒ ให้คณะกรรมการคุรุสภาตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการสภาการศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนและหัวหน้าสำนักงานคณะกรรมการมาตรฐานการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น เป็นกรรมการ และให้เลขาธิการคุรุสภาเป็นเลขานุการ

ข้อ ๓ ให้คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษาประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานกรรมการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เลขาธิการสภาการศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษาเลขาธิการคุรุสภา และเลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา เป็นกรรมการ และให้เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาเป็นกรรมการและเลขานุการให้คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาปฏิบัติหน้าที่แทนคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษาด้วย

ข้อ ๔ ในกรณีที่เห็นสมควร หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติอาจมีคำสั่งให้เปลี่ยนแปลงองค์ประกอบของคณะกรรมการตามข้อ ๒ และข้อ ๓ ได้ตามความเหมาะสม

ข้อ ๕ ให้บุคคลซึ่งดำรงตำแหน่งต่อไปนี้อยู่ในวันก่อนวันที่คำสั่งนี้ใช้บังคับหยุดการปฏิบัติหน้าที่ไปก่อนจนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

(๑) เลขาธิการคุรุสภา
(๒) เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา
(๓) ผู้อำนวยการองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู
และบุคลากรทางการศึกษา

ข้อ ๖ ในระหว่างที่บุคคลตามข้อ ๕ หยุดการปฏิบัติหน้าที่ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการพิจารณามอบหมายให้รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือข้าราชการกระทรวงศึกษาธิการในระดับเดียวกันขึ้นไปปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งตามข้อ ๕ ไปพลางก่อน

ข้อ ๗ ให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ตามคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๔๕/๒๕๕๗ ลงวันที่ ๓ มิถุนายน พุทธศักราช ๒๕๕๗ และที่แก้ไขเพิ่มเติม ตรวจสอบความถูกต้องและโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ การบริหารการเงินทรัพย์สิน และผลประโยชน์อื่นใด ของคุรุสภา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งตรวจสอบการดำเนินโครงการที่สำคัญภายใต้การดำเนินงานของบุคคลตามข้อ ๑ และข้อ ๕ ในช่วงเวลาที่ผ่านมา แล้วรายงานผลการตรวจสอบให้หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติทราบโดยเร็ว

ข้อ ๘ เมื่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติสิ้นสุดลงตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแล้วให้ดำเนินการแต่งตั้งกรรมการตามข้อ ๑ ตามกฎหมายว่าด้วยสภาครูและบุคลากรทางการศึกษา และเมื่อได้ดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว ให้คำสั่งนี้เป็นอันยกเลิก

ข้อ ๙ คำสั่งนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

สั่ง ณ วันที่ ๑๖ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา

หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ

หากจะย้อนข้อมูลการทำงานของ คณะกรรมการคุรุสภา คณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ในช่วงที่ผ่านมา

จะพบว่าองค์กรทั้ง 3 แห่ง ประสบปัญหาถูกวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใสหลายเรื่อง อาทิ การเรียกรับเงินจากผู้เข้ารับการคัดเลือกเป็นผู้แทนคุรุสภา , กรณีการจัดซื้อจัดจ้างเช่าเครื่องพิมพ์หนังสือเรียน ที่ล่าช้าและมีราคาสูงกว่าราคากลางมาก รวมถึงกรณีการรับฝากขายหนังสือจากบริษัทเอกชนรายใหญ่แห่งหนึ่ง

และล่าสุด กับกรณีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซึ่งถูกร้องเรียนว่ามีการอนุมัติเงินกองทุนกว่า 2 พันล้านบาท ไปร่วมลงทุน ทำโครงการโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ กับ บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด ของนายสัมฤทธิ์ บัณฑิตกฤษดา หรือ เดอะบิ๊ก  นักธุรกิจชื่อดัง โดยไม่ถูกต้อง

และปัจจุบันกำลังอยู่ระหว่างขั้นตอนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ทั้งนี้ หากพิจารณารายละเอียดในคำสั่ง ซึ่งมีการระบุไว้ชัดเจนว่า ให้ เลขาธิการคุรุสภา , เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา ,  ผู้อำนวยการองค์การค้าของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครู
และบุคลากรทางการศึกษา หยุดการปฏิบัติหน้าที่ไปก่อนจนกว่าหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติจะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

พร้อมสั่งการให้ คตร. เข้ามาตรวจสอบถูกต้องและโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณ การบริหารการเงินทรัพย์สิน และผลประโยชน์อื่นใด ของ องค์กรทั้ง 3 แห่ง รวมถึงตรวจสอบการดำเนินโครงการที่สำคัญภายใต้การดำเนินงานของบุคคลเหล่านี้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา

ชี้ให้เห็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ น่าจะต้องมีข้อมูล ความไม่ชอบมาพากล ขององค์กร ทั้ง 3 แห่ง อยู่ในระดับหนึ่ง และข้อมูลอาจจะมีความเชื่อมโยงไปถึงตัวของผู้บริหารของบางองค์กรด้วย จึงทำให้ต้องมีการออกคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว เพื่อไม่ให้มีอำนาจเข้ามียุ่งเกี่ยวกับกระบวนการตรวจสอบของ คตร.

ขณะที่ การบริหารงานของ คุรุสภา ซึ่งเกี่ยวกับข้องกับการออกใบอนุญาตควบคุมกำกับดูแลครู และ  สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซึ่งเกี่ยวข้องกับงานด้านสิทธิประโยชน์ของครู ถูกมองว่าเป็นแดนสนธยา มาโดยตลอด เพราะมีอำนาจในการบริหารงานที่แยกเป็นเอกเทศ โดยเฉพาะการใช้จ่ายงบประมาณ การแก้ไขโครงสร้างการบริหารงานใหม่ โดยให้รัฐมนตรี เข้าไปกำกับดูแล

เพื่อให้กระบวนการตรวจเรื่องการใช้จ่ายเม็ดเงินของทั้ง 3 องค์กร ในช่วงที่ผ่านมา และช่วงต่อไป ทำงานได้ง่ายขึ้น     

ส่วนผลการปฏิบัติงานหลังการออกคำสั่ง คสช. ในส่วนของกระทรวงศึกษาฯ จะออกมาเป็นอย่างไร “ใคร” ที่จะต้องถูกเชือดไก่ ให้ลิงดู เป็นรายแรก กับปฏิบัติการใช้อำนาจมาตรา 44 ล้างขั้วอำนาจเก่า รวมถึงการสะสางปัญหาทุจริต ครั้งนี้ ยังไม่มีใครบอกได้ชัดเจน 

“ประกันสังคมถ้วนหน้า”ขยับรุกผู้ประกันตนม.40

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/342107

“ประกันสังคมถ้วนหน้า”ขยับรุกผู้ประกันตนม.40

ผู้ประกันตนม40,ประกันสังคม,พลตออดุลย์ แสงสิงแก้ว

“ประกันสังคมถ้วนหน้า”ขยับรุกผู้ประกันตนม.40  : รายงาน  โดย… พวงชมพู ประเสริฐ – qualitylife4444@gmail.com –

ในโอกาสสำนักงานประกันสังคมก้าวเข้าสู่ปีที่ 29 ประกาศเร่งเดินหน้า “ประกันสังคมถ้วนหน้า”  ด้วยการเร่งรัดขยายความคุ้มครองแรงงานนอกระบบทุกกลุ่มอาชีพ เข้าสู่การเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40  ในปี 2561 เข้าระบบเพิ่มกว่า 3 แสนคน โดยตั้งเป้าขยับเพิ่มอีกปีละ 1 ล้านคน จนถึง 3-5 ล้านคน ซึ่งตามมาตรา 40 ผู้ประกอบอาชีพอิสระทุกอาชีพมีสิทธิเข้าเป็นผู้ประกันตน สามารถเลือกรูปแบบการจ่ายเงินสมทบได้ 3 ทางเลือก

พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน กล่าวในโอกาสเป็นประธานเปิดงานวันคล้ายวันจัดตั้งสำนักงานประกันสังคม(สปส.) ครบรอบ 28 ปีว่า กระทรวงแรงงาน มุ่งหวังให้ความคุ้มครองผู้ประกันตนตามแนวคิดประกันสังคมถ้วนหน้า ปัจจุบันมีผู้ประกันตนในระบบจำนวนกว่า 15 ล้านคน โดยในปี 2562 การดำเนินงานจะต้องเน้นหนักและเร่งรัดการขยายความคุ้มครองประกันสังคมสู่แรงงานนอกระบบทุกกลุ่มอาชีพ ให้เป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 เพื่อการเข้าถึงหลักประกันทางสังคม สร้างความเสมอภาคและเท่าเทียมกันทางสังคม ที่กำหนดให้มีสวัสดิการทางสังคมที่เหมาะสมกับคนทุกเพศ ทุกวัย ของรัฐบาล

“ขณะนี้มีแรงงานนอกระบบเข้ามาในกองทุนประกันสังคมแล้วกว่า 2.5 ล้านคน เฉพาะปี 2561 มีแรงงานนอกระบบเข้าระบบตามมาตรา 40 แล้วกว่า 3 แสนคนในทุกกลุ่มอาชีพ อาทิ แท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้างประมาณ 113,777 คน จากเป้าหมาย 1 ล้านคน และในปีต่อๆ ไปตั้งเป้าให้กลุ่มแรงงานนอกระบบเข้าเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 40 อีกปีละ 1 ล้านคน จนถึง 3-5 ล้านคนในอนาคต” พล.ต.อ.อดุลย์กล่าว

"ประกันสังคมถ้วนหน้า"ขยับรุกผู้ประกันตนม.40

พล.ต.อ.อดุลย์ กล่าวอีกว่า นโยบายเร่งด่วน (Agenda Based) ของกระทรวงแรงงานประจำปีงบประมาณ 2562 ตามกลยุทธ์ก้าวกระโดด สำนักงานประกันสังคม ได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงสิทธิประโยชน์การประกันสังคม และปรับปรุงบริการทางการแพทย์ เช่น เพิ่มสิทธิประโยชน์กรณีเข้ารับการผ่าตัดวันเดียวกลับ (One day Surgery) ปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีรักษาโรคมะเร็ง ปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีผู้ทุพพลภาพ ปรับปรุงมาตรฐานสถานพยาบาลที่ให้บริการพัฒนารูปแบบการให้บริการทางการแพทย์กับสถานพยาบาลต่างๆ ในรูปแบบใหม่เพื่อให้บริการผู้ประกันตนระดับพรีเมียมส่งเสริมและป้องกันโรคแก่ผู้ประกันตนในสถานประกอบการ ปรับปรุงสิทธิประโยชน์กรณีสงเคราะห์บุตรให้ผู้ประกันตนที่สิ้นสภาพได้รับสิทธิประโยชน์ไปอีก 6 เดือน (จากเดิมขาดสิทธิทันที)

ปฏิรูประบบประกันสังคม เพื่อรองรับเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ปฏิรูประบบบำนาญ การปรับเพดานค่าจ้างปรับสูตรการคำนวณบำนาญ ประกันเงินบำนาญขั้นต่ำ (กรณีเสียชีวิตภายใน 5 ปี) ผู้รับบำนาญทำงานต่อได้สิทธิประโยชน์ 3 กรณี (เจ็บป่วย ทุพพลภาพ ตาย) ขยายอายุการรับบำนาญจาก 55 ปี เป็น 60 ปี ขยายอายุผู้สมัครเป็นผู้ประกันตนในระบบจากเดิม 15–60 ปี เป็น 15 ปีขึ้นไป ขยายโอกาสในการรับสมัครผู้ประกันตนมาตรา 40 ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป การจ้างงานผู้สูงอายุเข้าทำงานกับสำนักงานประกันสังคมสำหรับบุคคลที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป บูรณาการภาคีเครือข่ายในการส่งเสริม คุ้มครอง และพัฒนาแรงงานนอกระบบให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และในส่วนของการแก้ไขกฎหมายกองทุนเงินทดแทน ตามพระราชบัญญัติเงินทดแทนฉบับใหม่จะส่งผลให้มีการขยายความคุ้มครองให้แก่ลูกจ้างชั่วคราวส่วนราชการทุกประเภทและเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้แก่ลูกจ้างที่ประสบอันตรายอันเนื่องจากการทำงาน

"ประกันสังคมถ้วนหน้า"ขยับรุกผู้ประกันตนม.40

ในส่วนของการให้บริการสำนักงานประกันสังคมได้มีการยกระดับการให้บริการผู้ประกันตนในระบบ e-Service เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้ประกันตนในรูปแบบที่หลากหลายทั้ง e-Service, Mobile Application, Social Media และ Web application ได้แก่ พัฒนาระบบ e-Service เพิ่มช่องทางการสมัครเข้าเป็นผู้ประกันตนมาตรา 40 ผ่านช่องทางต่างๆ เพิ่มขึ้น อาทิ ศูนย์บริการข้อมูล 1506 ร้านสะดวกซื้อ (7-11) และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร เพิ่มช่องทางการชำระเงินสมทบผ่านธนาคารและหน่วยบริการพัฒนารูปแบบการรับ-จ่ายเงินให้สอดคล้องกับเทคโนโลยี และนวัตกรรมด้านการเงิน เพื่อก้าวสู่สังคมดิจิทัล โครงการ e-self Service สำหรับนายจ้างและผู้ประกันตน การบูรณาการระหว่างสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กับสำนักงานประกันสังคม การจัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการติดตามนายจ้างมาขึ้นทะเบียนประกันสังคมโดยใช้ E-mail / SMS แทนการออกหนังสือ การยกเลิกการขอสำเนาเอกสารทางราชการ (Zero copy)​

อนึ่ง สำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 คือ บุคคลทั่วไปที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์ และไม่เกิน 60 ปีบริบูรณ์ และไม่เป็นผู้ประกัันตนมาตรา 33, มาตรา 39  ประกอบอาชีพอิสระโดยมี 3 ทางเลือกในการจ่ายเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 40 ประกอบด้วย ทางเลือกที่ 1 จ่าย 70 บาทต่อเดือน ผู้ประกันตนได้รับความคุ้มครอง 3 กรณี

คือ 1.กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยรับค่าทดแทนขาดรายได้ หากเป็นผู้ป่วยใน ชดเชยวันละ 300 บาท ผู้ป่วยนอก (แพทย์ระบุให้หยุดงาน 3 วันขึ้นไป) ชดเชยวันละ 200 บาท โดยการรับสิทธิผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกหยุดรวมกันไม่เกิน 30 วันต่อปี ผู้ป่วยนอกหากหยุดไม่เกิน 2 วัน ได้ชดเชยวันละ 50 บาท (ไม่เกินปีละ 3 ครั้ง) 2.กรณีทุพพลภาพ ได้รับเงินทดแทนการขาดรายได้รายเดือน 500-1,000 บาท (ขึ้นอยู่กับระยะเวลาส่งเงินสมทบของผู้ประกันตน) ได้รับเป็นระยะเวลา 15 ปี เสียชีวิตระหว่างทุพพลภาพได้รับค่าทำศพ 20,000 บาท 3.กรณีเสียชีวิต ผู้จัดการศพ ได้รับเงินค่าทำศพ 20,000 บาท และกรณีจ่ายเงินสมทบครบ 60 เดือนก่อนเสียชีวิต ได้เงินเพิ่มอีก 3,000 บาท

"ประกันสังคมถ้วนหน้า"ขยับรุกผู้ประกันตนม.40

ทางเลือกที่ 2 จ่ายสมทบ 100 บาทต่อเดือน ทางเลือกนี้จะเพิ่มความคุ้มครองจากทางเลือกที่ 1 คือ ในกรณีชราภาพ ได้รับเงินก้อนพร้อมดอกเบี้ย โดยสะสมเงินออมเดือนละ 50 บาท(ได้รับเงินเมื่ออายุครบ 60 ปีและสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน) และผู้ประกันตนจ่ายเงินออมเพิ่มได้ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท

และทางเลือกที่ 3 จ่ายสมทบ 300 บาทต่อเดือน โดยคุ้มครอง 5 กรณี ได้แก่ 1.กรณีประสบอันตรายหรือเจ็บป่วย รับค่าทดแทนขาดรายได้ โดยหากเป็นผู้ป่วยใน รับ 300 บาทต่อวัน ผู้ป่วยนอกที่แพทย์ให้หยุดเกิน 3 วัน ชดเชยวันละ 200 บาท โดยการรับสิทธิผู้ป่วยในและผู้ป่วยนอกหยุดรวมกัน ไม่เกิน 90 วันต่อปี 2.กรณีทุพพลภาพรับเงินทดแทนการขาดรายได้ 500-1,000 บาทต่อเดือน โดยได้รับตลอดชีวิต (จำนวนเงินที่ได้รับจะขึ้นกับระยะเวลาที่จ่ายเงินสมทบ) หากเสียชีวิตระหว่างทุพพลภาพได้รับค่าทำศพ 40,000 บาท

3.กรณีเสียชีวิต ได้รับเงินค่าทำศพ 40,000 บาท 4.กรณีชราภาพได้รับเงินก้อนพร้อมดอกผล (ได้รับเงินเมื่ออายุครบ 60 ปีและสิ้นสุดการเป็นผู้ประกันตน) โดยสะสมเงินออกเดือนละ 150 บาท หากจ่ายเงินสมทบครบ 180 เดือนรับเงินเพิ่ม 10,000 บาท ซึ่งผู้ประกันตนจ่ายเงินออมเพิ่มได้ไม่เกินเดือนละ 1,000 บาท และ 5.กรณีสงเคราะห์บุตร ได้รับเงินสงเคราะห์บุตรแรกเกิด-6 ปีบริบูรณ์ 200 บาทต่อเดือนต่อบุตร 1 คน (ใช้สิทธิได้คราวละไม่เกิน 2 คน)

ส่องร่างพ.ร.บ.ยา(ฉบับใหม่) เอื้อนายทุนหรือประชาชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/341964

ส่องร่างพ.ร.บ.ยา(ฉบับใหม่) เอื้อนายทุนหรือประชาชน

เภสัชกร,พรบยา

ส่องร่างพ.ร.บ.ยา(ฉบับใหม่) เอื้อนายทุนหรือประชาชน : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ

เภสัชกรทั่วประเทศรวมใจแสดงพลังคัดค้านร่างพ.ร.บ.ยา พ.ศ….(ฉบับเดือนก.ค.2561) หรือที่เภสัชกรเรียกว่า “ฉบับลับ ลวง พราง” โดยมีการแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นปัญหาที่จะเกิดขึ้นหากปล่อยให้ร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ออกมายืนยันเช่นกันว่า หากพ.ร.บ.ยานี้บังคับใช้เป็นกฎหมายจะเกิดประโยชน์แก่ประชาชนโดยส่วนรวม ทว่าเรื่องนี้นับเป็นหนึ่งในมหากาพย์ เนื่องจากพ.ร.บ.ยา พ.ศ.2510 ที่เป็นฉบับล่าสุดมีการใช้บังคับมานานกว่า 50 ปี และเมื่อมีการขยับจะแก้ไขก็มีอันสะดุดทุกครั้งด้วยข้อกำหนดที่จะแก้ไขมีบางประเด็นที่ไม่ลงตัว ไม่ต่างจากในครั้งนี้

​ร่างพ.ร.บ.ยาฉบับนี้ มีทั้งสิ้น 229 มาตรา แยกเป็น 12 หมวดและบทเฉพาะกาล ประกอบด้วย หมวด 1 คณะกรรมการ  หมวด 2 ยาแผนปัจจุบัน ยาแผนไทย ยาแผนทางเลือก แบ่งเป็น ส่วนที่ 1 การขออนุญาตและการอนุญาต  ส่วนที่ 2 หน้าที่ผู้รับออนุญาตและผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ ส่วนที่ 3 การขึ้นทะเบียนตำรับยา  หมวด 3 ยาสำหรับสัตว์ แบ่งเป็น ส่วนที่ 1 การขออนุญาตและการอนุญาต  ส่วนที่ 2 หน้าที่ผู้รับออนุญาตและผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ ส่วนที่ 3 การขึ้นทะเบียนตำรับยา หมวด 4 เภสัชเคมีภัณฑ์ เภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป เภสัชชีววัตถุ และเภสัชสมุนไพร แบ่งเป็น  ส่วนที่ 1 การขออนุญาตและการอนุญาต ส่วนที่ 2 หน้าที่ผู้รับอนุญาตและผู้มีหน้าที่ปฏิบัติการ ส่วนที่ 3 การจดแจ้ง  หมวด 5 การควบคุมยา  หมวด 6 การเลิกกิจการและการโอนกิจการ  หมวด 7 กระบวนการพิจารณายา  หมวด 8 การโฆษณา  หมวด 9 การพักใช้ใบอนุญาตและการเพิกถอนใบอนุญาต  หมวด 10 พนักงานเจ้าหน้าที่  หมวด 11 อุทธรณ์  หมวด 12 บทกำหนดโทษ  และบทเฉพาะกาล

สำหรับมาตราที่เภสัชกรคัดค้านอย่างหนักและมองว่าจะเป็นปัญหาตามมามีประมาณ  81 มาตราตามที่องค์กรเครือข่ายและบุคลากรด้านเภสัชศาสตร์ให้ความคิดเห็น โดยประเด็นหลักและสำคัญอย่างมาก คือ มาตรา 4 ที่มีการแบ่งประเภทยาไม่เป็นไปตามหลักสากลและนิยามยาสามัญประจำบ้านไม่ชัดเจน  โดยแบ่งเป็นยาควบคุมพิเศษ ยาอันตราย ยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายและยาควบคุมพิเศษ และยาสามัญประจำบ้าน ส่วนหลักสากลจะแบ่งประเภทยาเป็นยาที่จ่ายตามใบสั่ง ยาที่จ่ายโดยเภสัชกร และยาที่ประชาชนเเลือกใช้ได้เอง

ส่องร่างพ.ร.บ.ยา(ฉบับใหม่) เอื้อนายทุนหรือประชาชน

มาตรา 22 โดยเฉพาะ (5) ที่ระบุถึงให้การจ่ายยาและแบ่งจ่ายยา ตามข้อกำหนดสามารถกระทำได้โดยผู้ประกอบวิชาชีพตามที่กำหนดในกฎกระทรวง เท่ากับเป็นการเปิดช่องให้วิชาชีพอืิ่นจ่ายและแบ่งจ่ายยาได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นเภสัชกรที่เป็นวิชาชีพที่ร่ำเรียนมาด้านยาโดยตรง ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะมีวิชาชีพใดที่จะถูกกำหนดออกมาบ้าง  โดยพยาบาลจะส่งเสียงว่าจะต้องรองรับการจ่ายยาของพยาบาลในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ไม่มีเภสัชกรด้วย ทว่าที่ผ่านมานั้น พยาบาลสามารถจ่ายยาได้อยู่แล้วตามข้อกำหนดที่ว่ารพ.สต.อยู่ภายใต้โรงพยาบาลประจำอำเภอให้ถือว่าการจ่ายยาอยู่ในการสั่งจ่ายยาของแพทย์โรงพยาบาลอำเภอ ที่สำคัญเรื่องนี้เภสัชกรให้ความเห็นว่า เภสัชฯ จะจ่ายยาได้จะเรียนเฉพาะทางด้านยา ต้องสอบผ่านมีใบประกอบวิชาชีพเภสัชกรรมและหากทำผิดจรรยาบรรณต้องรับโทษตามข้อบังคับสภาเภสัชกรรม ขณะที่วิชาชีพอื่นจะให้จ่ายยาได้โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต

มาตรา 115  เป็นการกำหนดให้เภสัชกรสามารถอยู่ปฏิบัติหน้าที่ในสถานประกอบการด้านยาได้มากกว่า 1 แห่ง หากเวลาปฏิบัติการไม่ทับซ้อนกันซึ่งมีความหวั่นเกรงว่าจะเกิดกรณี “เภสัชกรแขวนป้าย” มากขึ้น คือมีชื่ออยู่ประจำร้านแต่ตัวไม่ได้อยู่จริง และในส่วนของบทลงโทษที่มีการกำหนดอัตราโทษในหลายฐานไว้สูงมาก  โดยเฉพาะมาตรา 160-225 ที่มีการกำหนดโทษที่เป็นการจำคุกและปรับ เป็นต้น

“ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากร่างพ.ร.บ.ยาฉบับใหม่นี้ออกมาบังคับใช้คือ ไม่ส่งเสริมการใช้ยาอย่างสมเหตุผล ไม่ส่งเสริมสมุนไพรเพื่อการพัฒนายา ไม่คุ้มครองความปลอดภัยในการใช้ยาของประชาชน ระบบยาขาดความมั่นคงและเสียหาย และความเชื่อต่อคุณภาพยาและอาหาร ที่ส่งผลต่อการค้าและอุตสาหกรรมของไทยในการแข่งขันในภูมิภาคอาเซียนลดลง” ผศ.ภญ.วรรณา ศรีวิริยานุภาพ รองผู้จัดการแผนศูนย์วิชาการคุ้มครองผู้บริโภคด้านสุขภาพ (คคส.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุ

ขณะที่ นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ยืนยันว่า ร่างพ.ร.บ.ยา พ.ศ…มีความเห็นที่ลงตัวแล้ว 90% ของเนื้อหาสาระทั้งหมดมี 10% ที่ยังไม่ลงตัว และกฎหมายนี้มีเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนในหลายประเด็น ยกตัวอย่างเช่น   กำหนดให้การอนุญาตขึ้นทะเบียนยามีช่วงอายุจากเดิมที่ให้แล้วสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต ซึ่งการที่ทะเบียนยาไม่มีวันหมดอายุแบบที่ผ่านมา แปลว่าต้องรอให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาชนิดนั้นก่อน และตามกฎหมายเดิมเจ้าหน้าที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผลข้างเคียงที่เกิดขึ้นเกิดจากยานั้นจริงจึงจะถอนทะเบียนยาได้ ที่ผ่านมาใช้เวลาหลายปี แต่ร่างฉบับใหม่กำหนดให้ทะเบียนยามีอายุ 7 ปี ระหว่างนี้หากมีการระบุถึงผลข้างเคียงของยาเป็นหน้าที่ของเจ้าของที่ขอขึ้นทะเบียนยาต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ายาของตนเองมีความปลอดภัย อย.จึงจะต่อทะเบียนยาให้ ซึ่งจะทำให้ยาที่มีปัญหาค่อยๆ หมดไปจากตลาด เพราะหากเจ้าของพิสูจน์ไม่ได้ว่ายามีความปลอดภัยก็จะไม่มีการต่อการขึ้นทะเบียนยา

ส่องร่างพ.ร.บ.ยา(ฉบับใหม่) เอื้อนายทุนหรือประชาชน

การจำแนกยาเป็นกลุ่มเสี่ยงสูงที่ต้องให้แพทย์เป็นผู้สั่งจ่ายเท่านั้น จะเป็นการจำกัดการใช้ยา และการให้อย.สามารถเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ประกอบการที่มาขอใบอนุญาตได้ จากเดิมที่ทำไม่ได้ และมีการออกคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 77/2559 ให้สามารถดำเนินการได้ เมื่อมีการยกร่างพ.ร.บ.ยาใหม่ก็ได้บรรจุเรื่องนี้ไว้ในกฎหมายหลักด้วย เมื่ออย.มีรายได้จากส่วนนี้เพียงพอก็จะขอลดงบประมาณในส่วนนี้จากรัฐลง เป็นการประหยัดงบประมาณภาครัฐ เป็นต้น

ส่วนประเด็นที่เป็นดราม่าเผยแพร่ผ่านทางโซเชียลมีเดียที่ระบุว่า “ร่างพ.ร.บ.ยานี้ เอื้อนายทุน โดยเฉพาะร้านสะดวกซื้อแบรนด์หนึ่ง จะสามารถเปิดร้านขายยาได้” นั้น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ที่ดูแลกระทรวงสาธารณสุข ยืนยันว่า “ไม่เป็นความจริง  การดำเนินการของรัฐบาลนี้มุ่งสู่ประโยชน์ต่อประชาชนเป็นหลัก สิ่งที่พูดแบบนั้นว่าจะเอื้อให้นายทุนไม่ได้อยู่บนพื้นฐานความถูกต้องเลย” ส่วนนพ.วันชัย บอกว่า กฎหมายกำหนดให้ทุกร้านขายยาจะเปิดใหม่ได้ต้องมีเภสัชกรประจำร้านทั้งหมด

ดูเหมือนว่าทางออกของเรื่องนี้ก่อนที่จะลุกลามกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างวิชาชีพด้านสาธารณสุขจะมีอยู่เพียง 2 แนวทาง คือ 1.ถอนร่างพ.ร.บ.ยา พ.ศ…ที่อยู่ระหว่างการรอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ออกมา และหารือแก้ไขประเด็นปัญหาให้ลุล่วงก่อน หรือ 2.ผลักดันร่างพ.ร.บ.ยา พ.ศ…ต่อไป โดยประเด็นที่เห็นไม่ลงตัวกำหนดไว้ในร่างให้มีกระบวนการทำงานต่อในการหาข้อสรุป

อยู่ที่แนวทางไหนจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด!!!

เภสัชกรภาคตะวันออกรวมตัวค้าน พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/341903

เภสัชกรภาคตะวันออกรวมตัวค้าน พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่

ค้านพรบยา

เภสัชกรภาคตะวันออกรวมตัวค้าน พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่

                   เมื่อเวลา 13.30 น.วันที่ 2 กันยายน ที่ห้องประชุมคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา อ.เมือง จ.ชลบุรี ได้มีเภสัชกรในพื้นที่ จ.ชลบุรี และเภสัชกรในพื้นที่ภาคตะวันออกรวมตัวประมาณ 150 คน เพื่อแสดงพลังต่อต้านร่างพระราชบัญญัติยา พ.ศ. …. ตามที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อ.ย.) ได้เสนอพระราชบัญญัติยาฉบับใหม่ ซึ่งได้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และกำลังจะเสนอต่อไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขนั้น ปรากฏว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวยังเป็นที่คาใจของบรรดาผู้ประกอบวิชาชีพเภสัชกร พร้อมทั้งสรุปประเด็นที่น่าสนใจทั้งหมด 7 ประเด็น อาทิ การแบ่งประเภทยาไม่เป็นไปตามหลักสากล โดยเฉพาะนิยาม “ยาที่ไม่ใช่ยาอันตรายหรือยาควบคุมพิเศษ” สร้างความสับสนให้กับประชาชน และเภสัชกร โดยเฉพาะนิยามของยาสามัญประจำบ้าน ที่ไม่ชัดเจน อาจทำให้มียาที่ไม่เหมาะสมสามารถนำมาขายโดยไม่ต้องขออนุญาต นอกจากนี้ประเด็นสำคัญที่ถกกันมากคือ การกำหนดให้บุคคลอื่นสามารถสั่งจ่ายยาแบบเภสัชกรได้ และหลายคนวิตกกังวลว่าอาจจะมีการเปิดร้านขายยาในร้านสะดวกซื้อโดยไม่มีเภสัชกร

ภ.ญ.ศุภมนันย์ กวินศิริคุณ ประธานชมรมเภสัชกรจังหวัดชลบุรีกล่าวว่า เครือข่ายเภสัชกรทุกภาคส่วนในพื้นที่ภาคตะวันออกได้มารวมตัวในครั้งนี้เนื่องจาก ร่างพระราชบัญญัติยาฉบับใหม่ที่ผ่านความคิดเห็นของประชาชนและเภสัชกรนั้น จะต้องดูแลผู้บริโภคและประชาชนในประเทศให้ปลอดภัยนั้น แต่ร่างพระราชบัญญัติยาที่ออกมาใหม่มีหลายมาตราแสดงให้เห็นว่าการคุ้มครองให้ความปลอดภัยของผู้บริโภคนั้นยังไม่สมบูรณ์ยังมีข้อบกพร่องจำนวนมาก หากออกมาบังคับใช้ซึ่งพวกเราไม่เห็นด้วย ซึ่งกฎหมายจะออกมาใช้ได้ควรปลอดภัย 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะยาใช่ว่าจะมีประโยชน์อย่างเดียว มีโทษด้วยเป็นดาบสองคม จึงได้มารวมตัวเพื่อเรียกร้องให้ผู้ร่างกฎหมายได้เห็นความปลอดภัย และความจำเป็นของผู้บริโภคมากที่สุด และควรที่จะร่างให้ถูกต้องมากกว่านี้

หลายคนเกรงว่าหากร่างพระราชบัญญัติยาฉบับใหม่ผ่านอาจจะมีการขายยาในร้านสะดวกซื้อ ภ.ญ.ศุภมนันย์กล่าวว่า หากดูจากนิยามโดยเฉพาะในเรื่องของสากล จะมีผู้สั่งจ่ายยาโดยแพทย์ เภสัชกรจะเป็นผู้จ่ายยา แต่ประเทศไทยมีนิยามยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ ไม่รู้ว่าจะระบุไว้ทำไม นอกจากนี้ยังมียาสามัญประจำบ้านอีก โดยไม่เข้าข่ายยาอันตราย ยาควบคุมพิเศษ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขไม่ต้องประกาศ นอกจากนี้ยังเพิ่มผู้ประกอบวิชาชีพที่ไม่ใช่เภสัชกรสามารถจ่ายยาได้อีก ซึ่งเปิดกว้างมากโดยเฉพาะยาสามัญประจำบ้าน หากมีการประกาศยาหลายชนิดเป็นยาสามัญประจำบ้านจำนวนมาก อนาคตจะเป็นอย่างไร เพราะผู้ผลิตจะต้องเลี่ยงไปใช้ชื่อยาสามัญประจำบ้าน ก็จะเกิดสูตรยาแปลกๆ ไปอยู่ยาสามัญประจำบ้าน หากไม่ควบคุมให้ดีก็จะส่งผลกระทบกับผู้บริโภค โดยเฉพาะร่างพระราชบัญญัติยาฉบับนี้ หากมีคนหัวหมอคิดสูตรแปลกๆ แล้วร่างพระราชบัญญัติยาควบคุมไม่ดี ประชาชนผู้บริโภคก็จะเป็นผู้รับกรรม

“รัฐบาล” ขอบคุณ “สธ.-อย.” สนองตอบนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/341537

“รัฐบาล” ขอบคุณ “สธ.-อย.” สนองตอบนโยบาย “ไทยแลนด์ 4.0”

สังคม,คุณภาพชีวิต,อย,อาหารและยา,ไทยแลนด์ 40,สาธารณสุข

“บิ๊กฉัตร” ขอบคุณ “สธ. – อย.” ให้บริการ ปชช. อย่างมีประสิทธิภาพ สนองตอบนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ของรัฐบาลได้เป็นอย่างดี

               30 ส.ค. 61  ที่ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลการดำเนินงานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในโอกาสครบ 1 ปี อย. 4.0 จบงานค้าง สร้างนวัตกรรม มุ่งมั่นสู่ความสำเร็จ ตอนหนึ่งว่า

ชื่นชมการทำงานของ อย. ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา นับจากที่รัฐบาลได้เดินหน้าสู่ ไทยแลนด์ 4.0 โดยการผลักดันให้มีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันสนับสนุนให้ประชาชน ภาคเอกชน ผลิตสินค้าที่ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ทั้งภายในและนอกประเทศ ซึ่งจะนำมาสู่การเพิ่มมูลค่าในการส่งออกของประเทศ ทั้งนี้ จากการขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวส่งผลให้ปริมาณคำขออนุญาตในผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพเพิ่มถึง 5 เท่า จาก 77,000 คำขอ เป็น 380,000 คำขอ ทำให้การทำงานของ อย. ไม่ทันต่อการขยายตัวของภาคธุรกิจ รัฐบาลจึงได้ใช้มาตรการเร่งด่วนในการแก้ปัญหา เพื่อมุ่งหวังที่จะให้ประชาชนได้เข้าถึงการบริการของภาครัฐอย่างทั่วถึงและทันต่อสถานการณ์

พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ทั้งนี้ รัฐบาลจึงใช้มาตรา 44 โดยมีคำสั่ง คสช. ที่ 77/2559 เมื่อวันที่ 27 ธันวาคม 2559 ทำให้ อย. สามารถจัดกระบวนการพิจารณาอนุญาตตามระบบใหม่อย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม 2560 เป็นต้นมา อย่างไรก็ตาม ตนขอบคุณกระทรวงสาธารณสุข และ อย. ที่สามารถให้การบริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน และสนองตอบนโยบายของรัฐบาลเป็นอย่างดี

นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รมว.สาธารณสุข กล่าวว่า อาหารและยาถือเป็นสิ่งจำเป็นต่อชีวิต ดังนั้น อย. จึงเป็นองค์กรสำคัญในการขับเคลื่อนและพัฒนาคุณภาพชีวิต จากดำริของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่ต้องการปฏิรูป อย. ให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และด้วยการประกาศใช้มาตรา 44 ในการปรับการทำงานของ อย. ทำให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงระบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพ ด้วยการทำงานเชิงรุกมากกว่าเชิงรับเช่นที่ผ่านมา การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ โดย อย. ต้องปรับกระบวนการทำงานอย่างเต็มรูปแบบให้มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์ต่อผู้บริโภคสูงสุด

นพ.วันชัย สัตยาวุฒิพงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวว่า นับเป็นความสำเร็จของการดำเนินงานตลอด 1 ปี ที่ผ่านมา สามารถปรับลดระยะเวลาการพิจารณาอนุญาตลงเฉลี่ยร้อยละ 27.4 และเร่งรัดงานพิจารณาอนุญาตผลิตภัณฑ์สุขภาพคงค้าง จำนวน 9,112 คำขอ โดยเฉพาะการพัฒนาสมุนไพรหลายรายการให้ได้การรับรองคุณภาพ ตลอดจนกระบวนการตรวจสอบสินค้าในท้องตลาดให้เป็นไปตามมาตรฐานของ อย. การใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์เข้ามาทดแทนการใช้ระบบเอกสารกระดาษ โดยตั้งเป้า 3  ด้าน คือ ผู้บริโภคปลอดภัย ผู้ประกอบการก้าวไกล และระบบคุ้มครองสุขภาพยั่งยืน