“พัทลุงยิ้ม”…พื้นที่สร้างสรรค์จากใต้ต้นยางขยายทั้งจังหวัด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/341491

“พัทลุงยิ้ม”…พื้นที่สร้างสรรค์จากใต้ต้นยางขยายทั้งจังหวัด

พัทลุงยิ้ม,เยาวชน,ชุมชน,ศาสนา

“พัทลุงยิ้ม”…พื้นที่สร้างสรรค์จากใต้ต้นยางขยายทั้งจังหวัด : รายงาน โดย… พวงชมพู ประเสริฐ

จากการจัดกิจกรรมเล็กๆ ให้แก่เด็กในชุมชน ภายใต้ต้นยางในสวนยางของตนเอง  ด้วยมุ่งหวังให้เด็กๆ ได้มีพื้นที่สร้างสรรค์ในการทำกิจกรรมทางเลือก โดยใช้ทุนที่มีอยู่ในชุมชนมาสรรค์สร้างกิจกรรมเรียนรู้ของเด็กและเยาวชน ก่อนขยับขยายวงกว้างสู่การแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนอื่นๆ  ภายใต้กิจกรรม “ยิ้มสัญจร” ในนามเครือข่าย “พัทลุงยิ้ม” และนำมาสู่การจัดงาน “พื้นที่นี้ ดีจัง เยาวชนพัทลุงยิ้ม“ ในปี 2561 จัดขึ้นเป็นปีที่ 5 ตอน ”ปล่อยผีเสื้อให้โบยบิน” ที่ให้เด็กและเยาวชนทั่วทั้งจังหวัดพัทลุงและพื้นที่ใกล้เคียงได้มารวมตัวทำกิจกรรมร่วมกันและนำเสนอผลงานกิจกรรมของแต่ละพื้นที่

นางเตือนใจ สิทธิบุรี หนึ่งในผู้ก่อตั้งงานพื้นที่สร้างสรรค์พัทลุงยิ้ม เล่าว่า ราวปี 2540 เริ่มต้นจัดกิจกรรม “สวนยางยิิ้ม” โดยนำกำไรปันผล 2 ปีของกลุ่มออมทรัพย์ในชุมชนที่สมาชิกทุกคนไม่ขอรับ แต่นำมาใช้ในการจัดกิจกรรมให้เด็กและเยาวชนในชุมชน เพราะต้องการให้เด็กได้มีกิจกรรมทางเลือก ด้วยการเริ่มจากทุนในชุมชนที่มีอยู่ จึงเชิญชวนเด็กและเยาวชนภายในชุมชนที่บ้านเกาะทัง ต.นาโหนด อ.เมือง จ.พัทลุง มาทำกิจกรรมร่วมกัน ปีแรกเริ่มจากการจัดกิจกรรมในสวนยางและสวนผลไม้ เนื่องจากเป็นอาชีพหลักของคนในชุมชน ปรากฏว่ามีเด็กเข้าร่วมกว่า 100 คน เป็นการสะท้อนว่าแท้จริงแล้วเด็กๆ ต้องการพื้นที่ในการทำกิจกรรม

"พัทลุงยิ้ม"...พื้นที่สร้างสรรค์จากใต้ต้นยางขยายทั้งจังหวัด

ปีที่ 2 จากใต้ต้นยางขยายเป็นการจัดค่ายเด็กและเยาวชน 1 คืน 2 วัน โดยให้เด็กได้ลงชุมชนเพื่อเรียนรู้วิถีชีวิตของชุมชนผ่านคำขวัญของต.นาโหนด ที่เป็นตัวบ่งชี้ว่าชุมชนเรามีอะไรดีที่เด็กควรจะได้ซึมซับ เช่น ข้าวเล็บนก และเขาหลักโค และจากกิจกรรมของเด็กขยายสู่การเชิญชวนคนทั้งชุมชนเข้ามาทำกิจกรรมร่วมกันด้วย เช่น ชวนคนมาขุดลอกคลองในชุมชนที่มีการปล่อยปละละเลยมานานกว่า 30-40 ปี ปรากฏว่ามีคนมาร่วมนับพัันคน

"พัทลุงยิ้ม"...พื้นที่สร้างสรรค์จากใต้ต้นยางขยายทั้งจังหวัด

ในปี 2548 จึงได้เสนอโครงการ “สำรับอาหารจากผักพื้นบ้าน” ไปยังสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และได้รับการสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานราว 3.8 แสนบาท แต่ค้นพบข้อบกพร่องว่ากิจกรรมเหล่านี้เป็นการทำในกลุ่มผู้ใหญ่ ซึ่งได้ละเลยเด็กและเยาวชนไป จึงชวนเด็กๆ ในชุมชนมาร่วม เกิดเป็น โครงการ “ปิดเทอม เปิดตา เปิดใจกับขนมพื้นบ้าน” โดยเด็กชวนผู้ใหญ่นำอาหารที่ไม่ใส่ผงชูรส ไม่หวาน มัน เค็ม ไปถวาย 4 วัด เมื่อพระฉันอาหารเสร็จ เปิดปิ่นโตวางเรียงแล้วให้เด็กเลือกว่าอยากจะรู้จักและทำอาหารชนิดไหน แล้วให้เด็กได้ไปเรียนการทำจากผู้ใหญ่ในชุมชน เมื่อถึงวันพระจึงนำอาหารที่เด็กทำมากินร่วมกัน

และขยายกิจกรรมในชุมชนอีกหลากหลาย เช่น ห้องสมุดใต้ถุนบ้าน ให้เด็กได้มีพื้นที่อ่านหนังสือ ทำการบ้านหรือทำกิจกรรมอื่นๆ ในตอนเย็นหรือช่วงปิดเทอมจนเด็กๆ เสนอความคิดว่าน่าขยายไปจัดกิจกรรมร่วมกับเด็กและเยาวชนพื้นที่อื่นๆ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน เกิดเป็นยิ้มสัญจรและเครือข่ายพัทลุงยิ้มทั้ง จ.พัทลุง

"พัทลุงยิ้ม"...พื้นที่สร้างสรรค์จากใต้ต้นยางขยายทั้งจังหวัด

“เดิมเด็กๆ จะไม่ค่อยมีพื้นที่ในการทำกิจกรรม แต่เมื่อมีการจัดพัทลุงยิ้ม เด็กๆ ได้ขยับมาอยู่ข้างหน้าในการดำเนินกิจกรรมต่างๆ ซึ่งคนที่เข้าร่วมมีตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงอาชีวะ เด็กได้รู้จักและสื่อสารกันเอง ผ่านกระบวนการร่วมกันกับคนทุกช่วงวัยใน จ.พัทลุง ทั้งเด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุจึงล้วนมีรอยยิ้่ม เพราะการทำกิจกรรมทุกอย่างมีความสุขร่วมกัน” นางเตือนใจกล่าว

นางเตือนใจ กล่าวด้วยว่า พัทลุงยิ้ม ตอบโจทย์ 3 ดีของสสส. คือ 1.พื้นที่ดี โดยทุกชุมชนล้วนมีเรื่องราวดีๆ ที่จะให้เด็กและเยาวชนได้เรียนรู้และสร้างความเข้าใจกันและกันในชุมชนมากขึ้น อาทิ บางพื้นที่มีการอยู่ร่วมกันของคนต่างศาสนา เมื่อได้ผ่านการทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกัน การใช้ชีวิตในชุมชนจึงเป็นไปอย่างเข้าใจกัน 2.ภูมิดี เมื่อเด็กได้ทำกิจกรรมลงชุมชน ได้เดินสำรวจภายในชุมชน จึงได้เรียนรู้ภูมิปัญญาดีๆจากผู้หลักผู้ใหญ่ในแต่ละชุมชนแล้วนำมาต่อยอด และ 3.สื่อดี เมื่อเด็กได้ผ่านกระบวนการทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยตนเอง นับเป็นการพัฒนาศักยภาพของตนเอง ย่อมจะทำให้เกิดการเรียนรู้และเข้าใจ ในการเลือกใช้สื่อและจัดการกับสื่อต่างๆ ที่เข้ามารายล้อมได้อย่างเหมาะสม

"พัทลุงยิ้ม"...พื้นที่สร้างสรรค์จากใต้ต้นยางขยายทั้งจังหวัด

น.ส.วรวลัญธ์ ไชยบัณฑิต อายุ 17 ปี ตัวแทนเครือข่ายเยาวชนพื้นที่นี้ดีจัง พัทลุงยิ้ม ตอนปล่อยผีเสื้อให้โบยบิน บอกว่า เด็กและเยาวชนต้องการพื้นที่สร้างสรรค์ที่จะได้ประสบการณ์จริงจากการเรียนรู้ทั้งในและนอกชุมชนของตนเอง ทำให้เด็กและเยาวชนได้มีการพัฒนาศักยภาพตนเอง จับกลุ่มสร้างสรรค์และแบ่งพื้นที่ชุมชน เพื่อนำเสนอเรื่องราวของตนเองและชุมชน อีกทั้ง เด็กได้สร้างแรงบันดาลใจให้ผู้ปกครองและผู้สูงอายุลุกขึ้นมาเปลี่ยนตัวเอง เปลี่ยนชุมชน ใช้ความรู้ภูมิปัญญาที่ตัวเองมีถ่ายทอดในการพัฒนาเด็ก

“จากนั้นขยายจากชุมชนตนเองไปหาเพื่อนเพื่อเรียนรู้ในชุมชนอื่นๆ ผ่านการจัด ยิ้มสัญจร กลายเป็นเครือข่ายทั้งจังหวัด ก่อนจัดเป็นงานพัทลุงยิ้ม เปิดพื้นที่ให้เด็กและเยาวชนเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการทำงานเป็นอาสาสมัคร ใช้กิจกรรมเป็นเครื่องมือพัฒนาให้เป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีความรู้และแสดงออกถึงความกระตือรือร้น มีจิตสำนึกสาธารณะ” น.ส.วรวลัญธ์กล่าว

"พัทลุงยิ้ม"...พื้นที่สร้างสรรค์จากใต้ต้นยางขยายทั้งจังหวัด

ขณะที่ นายกู้เกียรติ วงศ์กระพันธุ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง กล่าวในการเป็นประธานเปิดงาน “พัทลุงยิ้มปีที่ 5” ว่า การสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งงานพัทลุงยิ้มเป็นต้นแบบที่ทำให้เกิดกิจกรรมที่เด็กนำ ผู้ใหญ่หนุน และผู้สูงอายุเป็นต้นแบบ กลายเป็นพื้นที่ที่เด็กได้สร้างสรรค์นำมาสู่การสร้างสุขในพื้นที่ เปิดโอกาสให้มีการเรียนรู้และพัฒนาทักษะชีวิตเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเปลี่ยนแปลงให้พัทลุงน่าอยู่มากยิ่งขึ้น ในอนาคตจึงอยากเห็นกิจกรรม “ยิ้ม” เกิดขึ้นครบทั้ง 11 อำเภอของ จ.พัทลุง

“ชื่องานในปีนี้ตอนปล่อยผีเสื้อให้โบยบิน อาจเป็นเพราะผีเสื้อมีช่วงชีวิตที่สั้น สวยงาม น่ารัก อิสระ เปรียบเหมือนช่วงวัยเด็กและวัยรุ่นที่สั้นนิดเดียว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทะนุถนอมช่วงวัยเหล่านี้ให้มีการเรียนรู้ ในพื้นที่เหมาะสมและสร้างสรรค์ เพื่อเติบโตต่อไปอย่างมีศักยภาพ เพราะฉะนั้นเราจะยิ้มอย่างมีความสุขไปด้วยกันทั้งจังหวัด” นายกู้เกียรติกล่าว

"พัทลุงยิ้ม"...พื้นที่สร้างสรรค์จากใต้ต้นยางขยายทั้งจังหวัด

นางมัทนา ถนอมพันธ์ หอมลออ ประธานกรรมการกำกับทิศทางแผนระบบสื่อและวิถีสุขภาวะทางปัญญา สสส. กล่าวว่า สสส.สนับสนุนกระบวนการและปัจจัยแวดล้อมด้านระบบสื่อเพื่อสุขภาวะ ที่เชื่อมโยงและเสริมพลังเครือข่าย รวมทั้งสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือในท้องถิ่น เพื่อสร้างสรรค์ให้เกิดเป้าหมายร่วมในการสร้างระบบนิเวศสื่อเพื่อสุขภาวะ โดยใช้กระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและเสริมพลังผ่านยุทธศาสตร์ 3 ดี คือ สื่อดี พื้นที่ดี และภูมิดี จนเกิดผลสำเร็จเป็นรูปธรรม

“กระบวนการสื่อและพื้นที่สร้างสรรค์ เป็นส่วนสำคัญในการสร้างภูมิคุ้มกันและทักษะชีวิตของเด็กและเยาวชนให้มีทักษะเท่าทันสื่อ ความรอบรู้ทางสุขภาพ และความตื่นรู้ทางปัญญา เกิดกระบวนการพัฒนาเยาวชนแกนนำภาคีเครือข่ายให้เป็นนักสื่อสารสุขภาวะกว่า 5,000 คน ที่มีศักยภาพในการผลิตสื่อสร้างสรรค์ สร้างแรงบันดาลใจ และใช้สื่อเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในหลายระดับ โดยมีเป้าหมายให้เกิดการต่อยอดและขยายผลให้พื้นที่สร้างสรรค์มีความยั่งยืนเพื่อเป็นปัจจัยแวดล้อมในการสร้างเสริมสุขภาวะ ปัจจุบันได้ขยายเครือข่ายพื้นที่สร้างสรรค์เด็กและเยาวชน กว่า 45 จังหวัด” นางมัทนากล่าว

"พัทลุงยิ้ม"...พื้นที่สร้างสรรค์จากใต้ต้นยางขยายทั้งจังหวัด

พื้นที่ชุมชนเครือข่ายพัทลุงยิ้ม
อ.เมืองยิ้มนี้ที่คลองนาท่อมลำปำเลยิ้มสวนยางยิ้ม เขาเจียกเรียกยิ้ม
อ.เขาชัยสนหานโพธิ์โชว์ยิ้ม
อ.ปากพะยูนปากพะยูนคูณยิ้มแหลมกรวดอวดยิ้ม
อ.ควนขนุนทะเลน้อยทยอยยิ้มนาขยาดกวาดยิ้ม
อ.กงหราชะรัดมัดยิ้ม
จ.สงขลาบ้านขาวพราวยิ้ม ระโนดลูกโหนดยิ้่ม

หลักสูตรดูแลคนเมืองพัฒนาสุขภาพวิถีชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/340920

หลักสูตรดูแลคนเมืองพัฒนาสุขภาพวิถีชีวิต

หลักสูตรดูแลคนเมืองพัฒนาสุขภาพวิถีชีวิต

หลักสูตรดูแลคนเมืองพัฒนาสุขภาพวิถีชีวิต : รายงาน  โดย…  เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ qualitylife4444@gmail.com

“หลักสูตรใหม่เน้นตอบโจทย์ในด้านการดูแลสุขภาพ และพัฒนาบุคลากรรองรับสังคมในวิถีคนเมือง” นพ.อนันต์ มโนมัยพิบูลย์

การเตรียมพร้อมรองรับกับสังคมในวิถีคนเมือง ทั้งในแง่การพัฒนาองค์ความรู้ การดูแลสุขภาพเป็นสิ่งที่สถาบันการศึกษาต้องดำเนินการโดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเฉพาะทางอย่าง คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล  คณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ ที่มีองค์ความรู้ ผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในเขตเมือง จึงต้องเร่งพัฒนาหลักสูตรใหม่เน้นตอบโจทย์ในด้านการดูแลสุขภาพ และพัฒนาบุคลากรรองรับสังคมในวิถีคนเมือง

หลักสูตรดูแลคนเมืองพัฒนาสุขภาพวิถีชีวิต

นพ.อนันต์ มโนมัยพิบูลย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช เปิดเผยว่า มหาวิทยาลัย มีภารกิจในการจัดการศึกษา สร้างงานวิจัย ยังมีจุดเด่นเฉพาะด้านเรื่องการดูแลสุขภาพชีวิตคนเมือง คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาลตั้งมากว่า 100ปี และคณะพยาบาลศาสตร์เกื้อการุณย์ ไม่ต่ำกว่า 60 ปี มุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ การผลิตบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในเขตเมือง

ขณะนี้ประเทศไทยยังต้องการสายปฏิบัติการจำนวนมาก มหาวิทยาลัยจึงมีแนวคิดผลิต “บัณฑิตสายปฏิบัติการ” ที่ให้นักศึกษาได้ฝึกปฏิบัติงานจริง จึงได้พัฒนาหลักสูตรใหม่เน้นตอบโจทย์ในด้านการดูแลสุขภาพ และพัฒนาบุคลากรรองรับสังคมในวิถีคนเมือง ซึ่งสอดคล้องกับต้องการของประเทศ และสอดคล้องกับภารกิจของมหาวิทยาลัย

หลักสูตรดูแลคนเมืองพัฒนาสุขภาพวิถีชีวิต

      เน้นสุขภาพ-คนเมือง
นพ.อนันต์ กล่าวว่า การพัฒนาบุคลากรด้านสุขภาพและรองรับวิถีคนเมือง มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช จะดำเนินการผ่านหลักสูตรใหม่

4 สาขาวิชา ใน 2 คณะ ดังนี้คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล 1 หลักสูตร คือ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขารังสีเทคนิค และคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสุขภาพ 3 หลักสูตร คือ หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์และห้องผ่าตัด ,สาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานพยาบาล และหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาการบริการธุรกิจการบิน โดยร่วมกับบริษัทไทยไฟล์ท เทรนนิ่ง จำกัด ดำเนินการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน

ทั้งนี้ ปีการศึกษา 2561 ได้เริ่มรับนักศึกษารุ่นแรกเพียง 3 สาขา ผ่านระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าเรียนต่อในสถาบันอุดมศึกษา คือ สาขารังสีเทคนิค สาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์และห้องผ่าตัด และสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานพยาบาล รับนักศึกษาสาขาละ 40 คน ประมาณค่าใช้จ่ายภาคการศึกษาละ 27,500 บาท ส่วนสาขาการบริการธุรกิจการบิน คาดว่าจะเปิดรับนักศึกษาได้ในปีการศึกษา 2562 เนื่องจากยังอยู่ในกระบวนการจัดทำรายละเอียดหลักสูตร

หลักสูตรดูแลคนเมืองพัฒนาสุขภาพวิถีชีวิต

      เรียนจบทำงานได้ทันที     
อย่างไรก็ตาม กระบวนการพัฒนาหลักสูตรมีการวางแนวทางแตกต่างกัน จะเน้นความต้องการประเทศและความต้องของสังคมเมืองบนพื้นฐานมาจากความเชี่ยวชาญของบุคลากรที่สะสมมายาวนาน และมีการหารือกับผู้เกี่ยวข้อง ในด้านสุขภาพพบว่ามีความขาดแคลนมากโดยเฉพาะสาขารังสีเทคนิค

“ยืนยันได้ว่าทุกหลักสูตรมีความพร้อมผ่านการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัยในเดือนมี.ค. ขณะที่หลักสูตรที่ต้องมีสภาวิชาชีพรับรอง เช่น สาขารังสีเทคนิค ได้รับการรับรองเรียบร้อย ซึ่งการเรียนการสอนยึดแนวทางเหมือนการผลิตแพทย์ พยาบาลคือเรียนและฝึกปฏิบัติงานในโรงพยาบาล เพราะฉะนั้น นักศึกษาก็จะเรียนวิชาการและฝึกปฏิบัติงานจริงภายในโรงพยาบาลวชิรพยาบาล เรียนจบมีมั่นใจได้มีงานรองรับแน่นอนทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน เพราะเป็นสาขาอาชีพที่ต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน และกำลังอยู่ในสภาวะขาดแคลนที่สำคัญสามารถทำงานได้ทันที ซึ่งช่วยแก้ไขปัญหาบุคลากรที่เข้าปฏิบัติงานแล้วไม่มีความรู้โดยตรง เพราะที่ผ่านมาในบางสายงานที่ไม่มีผู้จบเฉพาะทางก็ใช้เวลาในการอบรมใหม่เป็นปีๆ”นพ.อนันต์ กล่าว

หลักสูตรดูแลคนเมืองพัฒนาสุขภาพวิถีชีวิต

        รังสีเทคนิคขาดตลาด
นพ.ประยุทธ ศิริวงษ์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล อธิบายว่า จากข้อมูลสมาคมนักรังสีวิทยาแห่งประเทศไทย พบว่า ปัจจุบันมีนักรังสีวิทยา ประมาณกว่า 4,000 คนที่มีใบประกอบโรคศิลป์ เทียบสัดส่วนนักรังสีวิทยาต่อประชากร อยู่ที่ 1:15,000 โดยมีการประมาณการว่ายังขาดแคลนอยู่ 3,000 อัตราทั้งในโรงพยาบาลรัฐและเอกชน ขณะที่การผลิตของสถาบันอุดมศึกษาอยู่ที่ประมาณ 200 คนต่อปี

ซึ่งไม่เพียงพอถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่ต้องเร่งแก้ไข คณะแพทย์ฯ จึงได้เปิดสอนสาขารังสีเทคนิค ซึ่งเป็นวิชาชีพที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือทางรังสี ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่มีเทคโนโลยีชั้นสูงในด้านรังสีวินิจฉัย รังสีรักษา และเวชศาสตร์นิวเคลียร์ เพราะมีความพร้อมทั้งบุคลากร อาจารย์แพทย์ เครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัย

เพราะฉะนั้น นักศึกษาที่มาเรียนจบใน 4 ปีมีคุณภาพและมีงานทำแน่นอน โดยสามารถทำงานเป็นนักรังสีเทคนิค หรือนักรังสีเทคนิคการแพทย์ อาจารย์/นักวิชาการที่ทำงานด้านวิจัยและวิชาการ อาชีพที่เกี่ยวกับเครื่องมือทางรังสี วิทยาศาสตร์การแพทย์ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง หรือทำงานเกี่ยวกับการใช้รังสีเพื่อการวินิจฉัย รักษาโรคกับผู้ป่วย และงานด้านความปลอดภัยทางรังสี ขณะเดียวกัน สามารถเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท และปริญญาเอก สาขาวิชารังสีเทคนิค สาขาวิทยาศาสตร์ และวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศด้วย

หลักสูตรดูแลคนเมืองพัฒนาสุขภาพวิถีชีวิต

        สร้างนักอาชีวะอนามัยรพ.   
ขณะที่ รท.นพ.นาวิน สุรภักดี รักษาการคณบดีคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสุขภาพ ชี้แจงถึงการสอนใน 3 สาขา ว่า การเปิดสอนสาขาอาชีวอนามัยและความปลอดภัยในสถานพยาบาล เป็นการต่อยอดจากเดิมโดยมุ่งผลิต บุคลากร นักวิชาการด้านบริหารจัดการความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในสถานพยาบาลซึ่งมีความซับซ้อนกว่าสถานประกอบการ โดยจบการศึกษานักศึกษาจะได้รับใบ จป.วิชาชีพ หรือ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยในการทำงาน สามารถทำงานด้านการบริหารจัดการความปลอดภัยอาชีวอนามัยที่โรงพยาบาลหรือสถานประกอบการ ภาคบริการ หรือจะเป็นนักวิชาการ นักวิจัย ผู้ช่วยนักวิจัยก็ได้

สำหรับสาขาวิชาเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์และห้องผ่าตัด ถือเป็นสถาบันแรกที่ได้เปิดสอนโดยตรงเพราะปัจจุบันบุคลากรที่ดูแลด้านเครื่องมือแพทย์ เป็นพยาบาลที่จบในสาขาใกล้เคียงมาปฏิบัติงาน จึงต้องการผลิตบุคลากรที่มีความรู้ ความชำนาญเฉพาะทางเข้ามาจัดเตรียมช่วยแพทย์อย่างเป็นระบบ คืนพยาบาลสู่ผู้ป่วย ผู้จบสาขานี้ประกอบอาชีพหลากหลาย เช่น นักปฏิบัติการเทคโนโลยีเครื่องมือแพทย์และห้องผ่าตัด นักอุปกรณ์ชีวการแพทย์ วิศวกรบริการหรือนักเทคนิคฝ่ายบริการ ฯลฯ ในส่วนสาขาบริการธุรกิจการบิน เน้นผลิตบุคลากรด้านการบินที่มีความเชี่ยวชาญให้บริการเกี่ยวกับการแพทย์และสุขภาพของผู้โดยสาร

หลักสูตรดูแลคนเมืองพัฒนาสุขภาพวิถีชีวิต

รวมถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ที่มีอาการเจ็บป่วยก่อนและระหว่างเดินทาง ซึ่งยังอยู่ระหว่างการจัดทำหลักสูตรโดยเป้าหมายนักศึกษาต้องมีความรู้ด้านการแพทย์เทียบเท่าผู้ช่วยพยาบาลและต้องไปฝึกประสบการณ์กับทาบริษัทไทยไฟล์ท เทรนนิ่ง จำกัด เมื่อจบการศึกษาจะได้รับใบรับรองจากทางการบินไทยด้วย

“หมอแล็บ” บอกย้ำชัด! ‘ใบอังกาบหนู’ ช่วยรักษามะเร็งไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/340432

“หมอแล็บ” บอกย้ำชัด! ‘ใบอังกาบหนู’ ช่วยรักษามะเร็งไม่ได้

ใบอังกาบ,ต้นอังกาบ,รักษาโรคมะเร็ง,โรคเบาหวาน,หมอ,หมอแล็บแพนด้า

“หมอแล็บแพนด้า” ย้ำชัด! “ใบอังกาบหนู” ไม่มีหลักฐานว่ารักษามะเร็งได้ หลังคนแห่เก็บเชื่อว่าจะช่วยรักษามะเร็งหาย

จากรณีที่ประชาชนหลายพันคนแห่เก็บ ‘ต้นอังกาบหนู’ เพราะมีความเชื่อว่าต้นอังกาบหนูมีสรรพคุณในการรักษาโรคมะเร็ง และโรคเบาหวานนั้น ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 ส.ค.2561

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เพจ “หมอแล็บแพนด้า” ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กความว่า “อังกาบหนู” ใช้รักษามะเร็งไม่ได้

"หมอแล็บ" บอกย้ำชัด! 'ใบอังกาบหนู' ช่วยรักษามะเร็งไม่ได้

ไม่มีงานวิจัยรองรับ ไม่มีหลักฐานอะไรเลยว่ากินใบอังกาบหนูอย่างเดียวจะรักษามะเร็งได้นอกจากนี้ ถ้าเอาใบอังกาบหนูมาต้มน้ำดื่มแล้วกินต่อเนื่องหลายวัน จะทำให้เกิดพิษ มีฤทธิ์เมาเบื่อครับ สำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ จะทำมีอาการมึนหัว วิงเวียน เบื่ออาหารเหมือนโดนยาพิษมีงานวิจัยนึง เขาเคยใช้อังกาบหนู ทดลองในหนูตัวผู้ติดต่อกันนาน 2 เดือน ปรากฏว่าไปมีฤทธิ์รบกวนการสร้างอสุจิ ลดจำนวนสเปิร์ม และทำให้สเปิร์มเคลื่อนไหวช้าซะงั้นส่วนคนในภาพคือคนที่ทดลองกินติดต่อกันนาน 1 เดือน ปัจจุบันตับและไตใกล้พังแล้ว แถมเป็นหมันด้วย 555555555

“อังกาบหนู” ใช้รักษามะเร็งไม่ได้
ไม่มีงานวิจัยรองรับ ไม่มีหลักฐานอะไรเลยว่ากินใบอังกาบหนูอย่างเดียวจะรักษามะเร็งได้
นอกจากนี้ ถ้าเอาใบอังกาบหนูมาต้มน้ำดื่มแล้วกินต่อเนื่องหลายวัน จะทำให้เกิดพิษ มีฤทธิ์เมาเบื่อครับ สำหรับผู้ป่วยที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ จะทำมีอาการมึนหัว วิงเวียน เบื่ออาหารเหมือนโดนยาพิษ…

ขอบคุณภาพและข้อมูลจากเพจ หมอแล็บแพนด้า

เจาะลึก….”ทีแคส 62″ปรับรอบ 3 เรียงลำดับลดค่าสมัคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/340362

เจาะลึก….”ทีแคส 62″ปรับรอบ 3 เรียงลำดับลดค่าสมัคร

ทีแคส 62

เจาะลึก….”ทีแคส 62″ปรับรอบ 3 เรียงลำดับลดค่าสมัคร : รายงาน  โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร  quality4444@gmail.com

“รูปแบบทีแคส 62 ช่วยแก้ปัญหานักเรียนที่มีคะแนนสูงกันที่เรียนคนอื่นๆ และให้นักเรียนที่มีคะแนนลดลงมาได้มีโอกาสเลือก 1 ใน 6 คณะและสถาบันที่ต้องการมากขึ้น” สุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์

สิ้นสุดการรอคอย สำหรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อในระดับสถาบันอุดมศึกษา หรือทีแคส ปี 62 หลังจากทีแคส ปี 61 เกิดปัญหาวุ่นวาย ตั้งแต่ขั้นตอนการสมัครรอบที่ 3 รับตรงร่วมกัน ที่เซิร์ฟเวอร์ล่ม ส่งผลให้เว็บไซต์สะดุด แต่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานในการจัดการเรื่องนี้ ก็สามารถแก้ไขปัญหาและก้าวผ่านเรื่องนี้ไปได้ จากนั้นดั่งเคราะห์ซ้ำกรรมซัด เมื่อประกาศผล เหล่าผู้สมัคร รวมถึงผู้ปกครอง ต่างออกมาวิพากษ์เกิดเป็น #DEK61 #หนูทดลอง และร้องเป็นเสียงเดียวกันว่า ทีแคส 61 รอบที่ 3 มีการกั๊กที่นั่ง ทำให้เด็กหลายคนหลุดฝันเข้าเรียนในคณะที่ตนเองต้องการ

        ทีแคส 5รอบ 6เดือนครึ่ง
เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม ทปอ.ได้แถลงรายละเอียดทีแคส 62 โดยมีนายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กล่าวว่า ทปอ.และมหาวิทยาลัย มีความเป็นครู ระบบการรับสมัครเข้ามหาวิทยาลัยที่ดำเนินการขึ้น เพื่อทุกคนได้มีโอกาสเลือกเรียนอย่างเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ แต่ระบบการคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยที่ดูแลเด็กทั้งหมด จะให้ถูกใจ 100% ทุกคนคงไม่ได้ ทีแคสปี 62 ขณะนี้ ทปอ.มีมติรับรองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และต้องการให้นักเรียนทราบกรอบระยะเวลา กำหนดการต่างๆ ล่วงหน้า ในการเตรียมความพร้อมสู่การลงสนามแข่งขันจริง

เจาะลึก...."ทีแคส 62"ปรับรอบ 3 เรียงลำดับลดค่าสมัคร

“ทีแคส 62 ยังคงเปิดให้มีการคัดเลือกทั้งหมด 5 รอบ และมีการปรับระยะเวลาการคัดเลือกให้กระชับขึ้นจากเดิม 10 เดือน เหลือ 6 เดือนครึ่ง คือตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 ไปถึงกลางเดือนมิถุนายน 2562 คือรอบ 1 แฟ้มสะสมงาน วันที่ 1 ธันวาคม 2561-31 มกราคม 2562, รอบ 2 โควตาต่างๆ วันที่ 4 กุมภาพันธ์-25 เมษายน 2562, รอบ 3 รับตรงร่วมกัน วันที่ 17 เมษายน-15 พฤษภาคม 2562, รอบ 4 แอดมิชชั่น วันที่ 9 พฤษภาคม-3 มิถุนายน 2562 และรอบ 5 รับตรงอิสระ วันที่ 28 พฤษภาคม-16 มิถุนายน 2562 โดยปฏิทินดังกล่าวมีการประกาศลงเว็บไซต์ให้นักเรียนได้รับทราบ เพื่อให้นักเรียนมีเวลาในการเตรียมความพร้อมสู่ขั้นตอนต่อไปมากขึ้น และรองรับกรอบเวลาที่แต่ละสถาบันเปิดเรียนแตกต่างกัน” นายสุชัชวีร์ กล่าว

ทั้งนี้ ในส่วนของการสอบความถนัดทั่วไป หรือแกต ความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือแพต สอบ 23-26 กุมภาพันธ์ 2562, การทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน(โอเน็ต) สอบ 2-3 มีนาคม 2562 ประกาศผล 31 มีนาคม 2562  และวิชาสามัญ 9 วิชา สอบ 16-17 มีนาคม 2562 และประกาศผล 5 เมษายน 2562

 

เจาะลึก...."ทีแคส 62"ปรับรอบ 3 เรียงลำดับลดค่าสมัคร

 

          เด็กทุกคนเลือกได้ 6 อันดับ
นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า ทปอ.ไม่เคยมองข้ามปัญหาที่เคยเกิดขึ้นกับทีแคส 61 และเข้าใจในความคาดหวังของนักเรียนที่เตรียมสมัครเข้าคัดเลือกทีแคส 62 รวมถึงข้อห่วงใยจากทุกปกครอง และได้มีการทำประชาพิจารณ์ทั่วประเทศ ซึ่งทปอ.ได้นำมาถอดบทเรียน จึงได้ข้อสรุปที่ชัดเจนโดยเฉพาะการคัดเลือกรอบ 3 รับตรงร่วมกัน ได้มีการปรับรูปแบบการยื่นคะแนนสามัญ 9 วิชา แกต แพต และโอเน็ต ให้ดึงคะแนนจากหน่วยงานเจ้าของข้อมูลโดยตรง อีกทั้งรอบนี้ให้ผู้สมัครจะต้องเรียงลำดับคณะและสถาบัน ทั้งภายในกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย(กสพท.) และนอกกลุ่ม กสพท. ที่ต้องการได้ 6 อันดับ และทปอ.จะประกาศผลการคัดเลือกเพียง 1 อันดับเท่านั้น

“รูปแบบของทีแคส 62 จะช่วยแก้ปัญหานักเรียนที่มีคะแนนสูงกันที่เรียนคนอื่นๆ และให้นักเรียนที่มีคะแนนลดลงมาได้มีโอกาสเลือก 1 ใน 6 คณะและสถาบันที่ต้องการมากขึ้น นอกจากนี้ ทปอ.ยังมีมติร่วมกันว่าต้องหาแนวทางช่วยเหลือผู้สมัครในเรื่องค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการสมัครในรอบ 3 ทั้งการเพิ่มสาขาวิชาที่สมัครและลดค่าสมัคร โดยสาขาวิชาจะลดค่าสมัครเหลือวิชาละ 100 บาท จากเดิมสาขาวิชาละ 200 บาท และค่าบริหารจัดการสิทธิ์ส่วนกลาง 50 บาท จากเดิม 100 บาท ผู้สมัครที่เลือกทั้ง 6 อันดับ จะมีค่าใช้จ่ายเพียง 650 บาทเท่านั้น เลือกจำนวนสาขามากขึ้น ค่าใช้จ่ายลดลง ถือเป็นการช่วยลดความเหลื่อมล้ำในระบบการศึกษา และกระจายโอกาสให้นักเรียนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน” นายสุชัชวีร์ กล่าว

เจาะลึก...."ทีแคส 62"ปรับรอบ 3 เรียงลำดับลดค่าสมัคร

  ปฏิทินทีแคสไม่ชนเลือกตั้ง
ปฏิทินของทีแคส 62 อาจจะตรงกับช่วงที่จะมีการเลือกตั้งตามโรดแม็พคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2562 นายสุชัชวีร์ กล่าวว่า เรื่องนี้ ทปอ.จะส่งปฏิทินการรับสมัครทีแคส 62 ให้กกต.เพื่อให้พิจารณาช่วงเวลาการเลือกตั้ง และปฏิทินทีแคส ไม่ตรงกัน
นายประเสริฐ คันธมานนท์ ที่ปรึกษาทปอ. กล่าวว่า สำหรับกรณีผู้ปกครอง และนักวิชาการ เสนอให้มีการปรับลดจำนวนทีแคส 5 รอบให้น้อยลง เนื่องจากเด็กเกิดความเครียด คำว่าทีแคส 5 รอบนั้น ไม่ใช่หมายความว่าเด็กต้องสอบทีแคส 5 ครั้ง จริงๆ แล้วเด็กสอบเพียงครั้งเดียวและนำคะแนนมายื่น ที่สำคัญ ทีแคส 5 รอบดังกล่าว หมายถึงการให้โอกาสเด็กในการคัดเลือก และเลือกสมัครได้ 5 ครั้ง

    สละสิทธิ์ เพียงครั้งเดียว
ส่วนการคัดเลือกในรอบ 4 แอดมิชชั่น และรอบ 5 รับตรงอิสระ ทปอ.มีข้อสรุปว่ายังมีความจำเป็นที่คงไว้ เพื่อให้ผู้สมัครมีสิทธิในการเข้าศึกษาต่อในคณะและสถาบันที่ต้องการด้วยองค์ประกอบและเกณฑ์แตกต่างกัน จะช่วยลดความตึงเครียดจากอัตราการแข่งขันของผู้เข้าสมัครที่กระจุกอยู่เพียงบางคณะบางสถาบันในรอบแรกๆ ลงได้ ทั้งนี้ ทีแคสปี 62 ได้มีการกำหนดระยะเวลาการสละสิทธิ์ในแต่ละรอบอย่างชัดเจน และการสละสิทธิ์หลังจากที่ผู้สมัครยืนยันสิทธิ์ไปแล้ว เพื่อเข้าสู่กระบวนการคัดเลือกรอบใหม่ จะทำได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ผู้สมัครจึงจำเป็นต้องวางแผนในการเลือกคณะ และสถาบันในการคัดเลือกแต่ละรอบอย่างรอบคอบ

 

เจาะลึก...."ทีแคส 62"ปรับรอบ 3 เรียงลำดับลดค่าสมัคร

การปรับเปลี่ยนที่อยู่นอกประเด็นประชาพิจารณ์เพิ่มเติม ได้แก่ การกำหนดจำนวนหน้าของแฟ้มสะสมงาน ไม่ให้เกิน 10 หน้ากระดาษ แต่ใครที่ทำเกิน 10 หน้าแล้วก็ไม่ต้องกังวล สามารถมาส่งรายละเอียดอื่นๆ ในวันสัมภาษณ์ได้ และ ทปอ.จะประสานสถาบันอุดมศึกษาให้จัดส่งองค์ประกอบ เกณฑ์ และเป้าหมายการรับ เพื่อเผยแพร่ให้ผู้สมัครได้ทราบประมาณเดือนตุลาคม และ ทปอ.จะจัดทำรายละเอียดทั้งหมด และจัดทำเป็นคู่มือ เพื่อเผยแพร่ทางเว็บไซต์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ทปอ.ยังคงเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อการออกแบบระบบการบริหารจัดการที่ดีผ่านออนไลน์ tcas61survey.cupt.net

เสพสื่อใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง ปลุกคนไทยรู้ทันสื่อดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/340211

เสพสื่อใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง ปลุกคนไทยรู้ทันสื่อดิจิทัล

นพนิธิ มหานนท์,เสพสื่อใช้สติ,ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์

เสพสื่อใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง ปลุกคนไทยรู้ทันสื่อดิจิทัล : รายงาน  โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

“ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ สร้างภูมิคุ้มกันเยาวชนรู้เท่าทัน เข้าใจใช้สื่อ” นพ.นิธิ มหานนท์

ก้มหน้าเล่นมือถือ กลายเป็นพฤติกรรมที่สามารถพบเห็นได้ทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มเด็กเยาวชนที่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้าใช้โซเชียลมีเดีย ท่องโลกออนไลน์เป็นกิจวัตรประจำวันที่ทุกคนกระทำ

        ครอบครัวดูแลรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล
“Healthy Digital Family เสพสื่อ ใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง” โครงการที่ทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-26 สิงหาคม เวลา 11.00-20.00 น. ที่เซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต ลานโปรโมชั่น ดี ชั้น 1 เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชนและประชาชนเกิดความสนใจ สร้างความตระหนักในการใช้สื่อดิจิทัล และเตรียมพร้อมในการก้าวสู่ยุคดิจิทัลไทยแลนด์อย่างมีคุณภาพ นพ.นิธิ มหานนท์ เลขาธิการราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างเต็มตัว อินเทอร์เน็ตไปถึงทุกบ้าน การสื่อสารและการเสพข้อมูลข่าวสารสามารถทำได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งการที่ประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนไม่มีความรู้ ความเข้าใจ รู้ไม่เท่าทัน และไม่มีความเข้มแข็งในการใช้สื่ออย่างถูกต้อง ก็อาจจะเกิดผลเสียต่อตัวเด็กเองด้วย อีกทั้งตอนนี้มีการให้ข้อมูลสื่อเกี่ยวกับการรักษาดูแลผู้ป่วยมากมาย ทั้งถูกต้องเและไม่ถูกต้อง ทำให้เกิดปัญหาในการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบและถูกวิธี ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี องค์ประธานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ ทรงมีความห่วงใยสังคม และประเทศชาติเกี่ยวกับปัญหาดังกล่าว ทรงเล็งเห็นความสำคัญของสถาบันครอบครัว ที่จะเป็นปราการสำคัญในการคัดกรอง สอดส่องดูแล ตลอดจนปลูกฝังภูมิคุ้มกันให้แก่เยาวชนเกี่ยวกับการรู้เท่าทันสื่อและสารสนเทศในยุคดิจิทัล รวมถึงสร้างแรงบันดาลใจในการใช้สื่ออย่างสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคม

เสพสื่อใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง ปลุกคนไทยรู้ทันสื่อดิจิทัล

“ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงเล็งเห็นว่าจะทำอย่างไรที่จะช่วยประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ให้รู้เท่าทัน และเข้าใจการใช้สื่อดิจิทัลอย่างถูกต้อง จึงทรงมอบหมายให้ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ช่วยรณรงค์ให้สังคม เด็กไทย เข้าใจการใช้สื่อให้ถูกต้อง ครอบคลุมการใช้ความรู้แก่ผู้ปกครอง ครูอาจารย์ เพื่อสื่อไปถึงเด็ก ช่วยให้ประเทศชาติมีความแข็งแรงในการใช้สื่อดิจิทัลอย่างถูกต้อง เหมาะสม” นพ.นิธิ กล่าว

          อุทาหรณ์!! ตรวจสอบก่อนแชร์
“ไมค์” ภัทรเดช สงวนความดี และ “พีค” ภัทรศยา เครือสุวรรณศิริ ดารานักแสดง ร่วมเสวนา “จริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่ ก่อนแชร์ต้องคิด” ว่า ส่วนตัวเวลาก่อนจะแชร์หรือส่งต่อข้อมูลจะตรวจสอบก่อน โดยอาจจะสอบถามจากผู้รู้ หรือตรวจสอบว่าจริงหรือปลอม แล้วถึงจะแชร์ข้อมูลเหล่านั้น นอกจากนั้น ด้วยความเป็นดารานักแสดง อาจจะมีการนำเสนอข่าวที่บิดเบือนความจริง หรือมีการตัดต่อภาพ ข้อมูล เรื่องราวที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งหลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องตลก แต่คนที่ถูกกล่าวถึงไม่ได้เป็นเรื่องตลก และสร้างความเสียหายต่อบุคคลเหล่านั้น

เสพสื่อใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง ปลุกคนไทยรู้ทันสื่อดิจิทัล

ดังนั้น อยากให้ทุกคนคิดและตรวจสอบให้ถูกต้องก่อนจะมีการแชร์ หรือเชื่อข้อมูลเหล่านั้น เพราะยังมีอีกหลายคนที่เชื่อและแชร์ข้อมูลทันทีโดยไม่ตรวจสอบ รวมถึงการใช้สื่อโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเด็กเยาวชนที่ใช้สื่อโซเชียลในการแสดงออกที่ไม่เหมาะสม อยากให้ทุกคนเลือกแชร์ นำเสนอข้อมูลที่มีประโยชน์ อย่าใช้อารมณ์ ขอให้มีสติ และผู้ปกครองควรเข้ามามีบทบาทในการให้ความรู้ ช่วยสอดส่องดูแลลูกหลานของตนเองในการใช้สื่อออนไลน์ด้วย

เสพสื่อใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง ปลุกคนไทยรู้ทันสื่อดิจิทัล

สงกานต์ อัจฉริยะทรัพย์ ทนายความชื่อดัง เจ้าของฉายาเปาบุ้นจิ้น กล่าวว่า การแชร์ข้อมูลข่าวสารควรจะดูว่ามีที่มาที่ไปหรือไม่ เพราะหากเป็นเรื่องที่ไม่จริงและมีการแชร์ข้อมูลไป อาจจะถูกดำเนินคดีทางกฎหมาย ซึ่งการจะตรวจสอบข้อมูล ข่าวสารได้ ต้องไปเช็กที่ต้นสังกัดของแต่ละที่ เพราะต่อให้รู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ก็อาจถูกเรียกให้ไปเป็นพยานได้ ตอนนี้มีเรื่องราว เหตุการณ์ต่างๆ มากมายที่เกิดผลเสียจากการแชร์ข้อมูลในโลกออนไลน์ เป็นอุทาหรณ์ที่ทุกคนสามารถพบเห็นได้ และขณะนี้การแชร์ข้อมูลเท็จ หรือแชร์ไปกรณีการใส่ความ หมิ่นประมาท อาจถูกข้อหาหมิ่นประมาทร่วมด้วย ไม่ใช่ผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2560 เท่านั้น ที่สำคัญควรใช้สื่อให้เกิดประโยชน์ สร้างสรรค์ต่อตนเองและคนอื่นด้วย

เสพสื่อใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง ปลุกคนไทยรู้ทันสื่อดิจิทัล

  สร้างต้นแบบ ใช้สื่ออย่างเหมาะสม
“ครูอ๊อบ” เกียรติศักดิ์ ภิรมย์คล้อย ครูประจำนักเรียนชั้น ป.6 โรงเรียนตลาดบางคูลัด กล่าวว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าการจะห้ามเด็กเล่นโซเชียลเป็นไปได้ยาก เพราะเด็กทุกคนต่างมีมือถือ มีเวลาว่างเขาก็จะนำขึ้นมาเล่นทันที บางคนแอบเล่นในเวลาเรียน และส่วนใหญ่พวกเขาใช้มือถือเพื่อท่องโลกอินเทอร์เน็ต อัพรูป ข้อมูลส่วนตัว และเล่นเกม ซึ่งหลายคนเลียนแบบพฤติกรรมในการถ่ายรูปไม่เหมาะสม ถือเป็นปัญหาใหญ่ที่โรงเรียนพยายามกวดขันการใช้สื่อออนไลน์ของเด็ก โดยโรงเรียนจัดแบ่งเวลาให้เด็กเล่นมือถือ เล่นได้เฉพาะช่วงพัก หรือใช้ในการค้นหาข้อมูลต่างๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้เท่านั้น แต่เมื่อพวกเขากลับถึงบ้าน หรือเลิกเรียนก็กลับไปใช้สื่ออย่างไม่เหมาะสมเช่นเดิม

เสพสื่อใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง ปลุกคนไทยรู้ทันสื่อดิจิทัล

“ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จัดกิจกรรมเรียนรู้การใช้สื่อดิจิทัล โซเชียลมีเดีย และมีการอบรมในเรื่องต่างๆ ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีมาก ที่จะทำให้เด็กได้เรียนรู้การใช้สื่ออย่างถูกต้องเหมาะสม โดยเฉพาะเรื่องของจริยธรรม มารยาทในโซเชียล เพราะตอนนี้เด็กทุกคน หรือแม้แต่ผู้ใหญ่เอง ต่างใช้โซเชียล โลกออนไลน์อย่างขาดจริยธรรม มารยาท มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ไม่ถูกต้อง กิจกรรมเหล่านี้จะเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริม สร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่เด็กและผู้ปกครอง โดยเฉพาะผู้ปกครองมีบทบาทสำคัญมากในการช่วยสอดส่องและสอดแทรกการใช้สื่อออนไลน์ที่เป็นประโยชน์มากกว่าโทษ รวมถึงหน่วยงานภายนอก ดารานักแสดงที่ถือเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้สื่อดิจิทัลแก่เด็ก เนื่องจากเด็กมักไม่เชื่อฟังครู หรือพ่อแม่เท่ากับต้นแบบ ดารานักแสดง หรือบุคคลอื่นๆ ที่เขาชื่นชอบ” ครูอ๊อบ กล่าว

เสพสื่อใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง ปลุกคนไทยรู้ทันสื่อดิจิทัล

  ชวนประกวดสื่ออินโฟกราฟฟิก
โครงการดังกล่าว แบ่งออกเป็น 3 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กิจกรรมเดินสายให้ความรู้การใช้สื่อดิจิทัล ผ่านนิทรรศการและการจัดเสวนาในหัวข้อต่างๆ อาทิ จริยธรรมและมารยาทในการใช้สื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก การใช้ธุรกรรมออนไลน์ (Internet Banking) การเลี้ยงลูกอย่างสร้างสรรค์ในยุคดิจิทัล การทำธุรกิจบนสื่อออนไลน์ พฤติกรรมเสี่ยงผิดกฎหมาย การพนันออนไลน์ และการปกป้องความเป็นส่วนตัวบนโลกออนไลน์ จากวิทยากรที่มีชื่อเสียงด้านต่างๆ และเหล่าดารานักแสดงมาแบ่งปันประสบการณ์ที่เป็นประโยชน์ โดยกิจกรรมมีที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา เวสต์เกต (บางใหญ่ นนทบุรี) ระหว่างวันที่ 20-26 สิงหาคม, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา นครราชสีมา วันที่ 30 สิงหาคม-5 กันยายน, ศูนย์การค้าเซ็นทรัลพลาซา ชลบุรี วันที่ 1-7 ตุลาคม และศูนย์การค้าฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต ZPELL วันที่ 26-28 ตุลาคม ขณะเดียวกัน จะมีการจัดประกวดสื่ออินโฟกราฟฟิกและคลิปวิดีโอ ภายใต้หัวข้อ Healthy Digital Family เสพสื่อ ใช้สติ มีสไตล์ ให้สตรอง ชิงถ้วยพระราชทาน ศ.ดร.สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เปิดโอกาสให้นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไปมีส่วนร่วมในการนำเสนอมุมมองแนวคิดต่างๆ เกี่ยวกับสื่อดิจิทัล กระตุ้นให้เกิดความสนใจ ตื่นตัว และสร้างการรับรู้ในเรื่องการใช้และการป้องกันภัยจากสื่อดิจิทัลในกลุ่มเด็กเยาวชน ประชาชน เริ่มเปิดรับสมัครเดือนกันยายน เป็นต้นไป ติดตามรายละเอียดทางเว็บไซต์ http://www.cra.ac.th

“ตุ๊ดตู่คู่ใจ”คว้านเม็ดลำไยวท.ลำพูนตอบโจทย์ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/340060

“ตุ๊ดตู่คู่ใจ”คว้านเม็ดลำไยวท.ลำพูนตอบโจทย์ชุมชน

ตุ๊ดตู่,คว้านเม็ดลำไย,วทลำพูน

“ตุ๊ดตู่คู่ใจ”คว้านเม็ดลำไยวท.ลำพูนตอบโจทย์ชุมชน  : รายงาน  โดย…  เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ  qualitylife4444@gmail.com

โครงการขับเคลื่อนสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรมอาชีวศึกษา เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ของสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เป็นหนึ่งในโครงการขับเคลื่อนตามนโยบายประเทศไทย 4.0 ที่พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ รมช.ศึกษาธิการ มอบหมาย สอศ.ดำเนินการ คัดสรรผลงานสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมอาชีวศึกษาที่ส่งเข้าประกวดแข่งขันเป็นประจำทุกปีใน 11 ประเภท เพราะหลายชิ้นงานสามารถต่อยอดสู่การใช้งานได้จริงในภาคอุตสาหกรรม และเพิ่มมูลค่าเชิงพาณิชย์ได้ ให้ปรากฏสู่สายตาของประชาชน และผู้ประกอบการ

ที่ต่างไปจากเวทีอื่นๆ คือ เป็นการต่อยอดพัฒนาเชิงธุรกิจ ผ่านการเจรจาจับคู่ธุรกิจระหว่างวิทยาลัยสังกัด สอศ. และสถานประกอบการ ตลอดจนผู้ประกอบการต่างๆ ได้เข้ามาเยี่ยมชมและให้คำแนะนำในการพัฒนามาตรฐานผลงานต่างๆ ให้สูงขึ้นเท่านั้น ยังเป็นช่องทางการทำธุรกิจเชิงสร้างสรรค์

"ตุ๊ดตู่คู่ใจ"คว้านเม็ดลำไยวท.ลำพูนตอบโจทย์ชุมชน 

          221ผลงานสร้างรายได้ 4-5 ล้าน
สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการ กอศ. กล่าวว่า การขับเคลื่อนสิ่งประดิษฐ์นวัตกรรมอาชีวศึกษาเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม เริ่มต้นที่ภาคตะวันออกและพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และล่าสุดภาคเหนือ พบว่า มีสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมฝีมืออาชีวะที่ผ่านคัดเลือกเข้าร่วมนำเสนอผลงาน 751 ชิ้นงาน โดยมีผลงานเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมไปแล้ว 221 ผลงาน คิดเป็นมูลค่ารวมราว 4-5 ล้านบาท

"ตุ๊ดตู่คู่ใจ"คว้านเม็ดลำไยวท.ลำพูนตอบโจทย์ชุมชน 

โดยการจับคู่ธุรกิจตามโจทย์ที่กำหนดไว้ใน 4 ประเด็น ดังนี้ 1.เจรจาซื้อสิ่งประดิษฐ์ หรือต้นแบบสิ่งประดิษฐ์ 2.ให้แนะนำเพิ่มเติมจากสิ่งประดิษฐ์เดิมแล้วจะซื้อสิ่งประดิษฐ์หรือต้นแบบสิ่งประดิษฐ์ 3.ให้โจทย์นักศึกษาอาชีวศึกษาในการนำไปสร้างสิ่งประดิษฐ์เพื่อที่จะซื้อต่อไป และ 4.ให้คำแนะนำหรือช่วยเป็นที่ปรึกษาในการนำไปสร้างสิ่งประดิษฐ์ทั้งปัจจุบันและอนาคต เพื่อไปดำเนินการทางธุรกิจต่อไป อย่างไรก็ตาม ในปลายเดือนนี้จะมีการจัดกิจกรรมที่ภาคใต้เป็นครั้งสุดท้าย

“เวลานี้มี 221 ผลงานที่เข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ที่ผู้ประกอบการมาเจรจาซื้อขาย ถือเป็นการต่อยอดผลงานของนักศึกษาอาชีวะ ยังมีอีกหลายชิ้นงานที่ผู้ประกอบการเข้ามาช่วยให้ข้อเสนอแนะ ซึ่งข้อมูลต่างๆ ที่ได้ก็จะเป็นแนวทางให้นำไปสู่การพัฒนาผลงานให้มีมาตรฐานสูงขึ้น ผมเชื่อว่าในอนาคตอาชีวะสามารถพัฒนาสิ่งประดิษฐ์และนวัตกรรมที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน ผู้ประกอบการ และชุมชนมากขึ้น” สุเทพ กล่าว

"ตุ๊ดตู่คู่ใจ"คว้านเม็ดลำไยวท.ลำพูนตอบโจทย์ชุมชน 

    “ตุ๊ดตู่คู่ใจ”ถูกใจผู้ประกอบการ
วัชรพงศ์ ฝั้นติ๊บ ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิค(วท.)ลำพูน จ.ลำพูน กล่าวว่า เกษตรกรปลูกลำไย 70-80% ในช่วงที่มีปริมาณมากต้องแปรรูปโดยนำไปอบแห้ง ซึ่งจากการที่อาจารย์นักศึกษาลงพื้นที่พบว่าชุมชนต้องการอุปกรณ์คว้านเม็ดลำไยที่ช่วยให้สะดวก รวดเร็ว ได้ทั้งปริมาณและคุณภาพ เพราะที่ผ่านมามีปัญหาขาดแรงงานในการคว้านและอุปกรณ์เดิมที่ใช้ก็ต้องอาศัยคนที่ชำนาญ ไม่เช่นนั้นผลผลิตที่ได้จะไม่สวยงามต้องคัดออก ได้ผลผลิตไม่ตรงความต้องการ กลุ่มอาจารย์และนักศึกษาจึงได้มีการพัฒนาอุปกรณ์คว้านเมล็ดลำไย เรียกสั้นๆ ว่า “ตุ๊ดตู่คู่ใจ” ที่ช่วยลดระยะเวลาทำงาน เพิ่มประสิทธิภาพของเนื้อลำไยให้สวยงามช่วยเพิ่มมูลค่าได้ด้วย ซึ่งในขับเคลื่อนสิ่งประดิษฐ์ นวัตกรรม อาชีวศึกษาเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม ภาคเหนือเมื่อเร็วๆ นี้ วท.ลำพูน และบริษัท ไทย อกริ ฟู้ดส์ จำกัด(มหาชน) มาเจรจาเป็นคู่ธุรกิจและสั่งซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว

 

"ตุ๊ดตู่คู่ใจ"คว้านเม็ดลำไยวท.ลำพูนตอบโจทย์ชุมชน 

 

“การสร้างสิ่งประดิษฐ์ต้องเป็นประโยชน์ต่อชุมชนโดยรอบ เน้นการเข้าถึงเพื่อรับทราบปัญหาและนำมาพัฒนาช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ขณะเดียวกันก็พร้อมที่จะรับข้อเสนอแนะจากชุมชน ในการพัฒนาสิ่งประดิษฐ์เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ต่างๆ ให้ดียิ่งขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาวิทยาลัยก็ได้นำสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ไปสู่ชุมชน เช่น เครื่องกรอเส้นด้ายงานถัก เป็นต้น ทั้งนี้นโยบายที่เปิดโอกาสให้สถานศึกษาและผู้ประกอบการมาพบกัน เจรจาความร่วมมือพัฒนาชิ้นงานและซื้อสิ่งประดิษฐ์ เป็นสิ่งที่เกิดประโยชน์สองฝ่าย หลายชิ้นงานที่เด็กอาชีวะคิดริเริ่มแต่เราอาจขาดความพร้อม หากเอกชนเห็นประโยชน์ก็เกิดความร่วมมือต่อยอดได้มากขึ้น” วัชรพงศ์ กล่าว

"ตุ๊ดตู่คู่ใจ"คว้านเม็ดลำไยวท.ลำพูนตอบโจทย์ชุมชน 

ด้าน คมกริต น้อยสะปุ๋ง อาจารย์แผนกวิชาช่างไฟฟ้า ในฐานะครูที่ปรึกษาการทำอุปกรณ์คว้านเมล็ดลำไยฯ กล่าวว่า ได้ลงพื้นที่พูดคุยกับเกษตรกรชาวสวนลำไย เพื่อนำข้อมูลมาพัฒนาชิ้นงานโดยออกแบบให้มีรูปทรงคล้ายปากกามีขนาดกว้าง 12 มม. ยาว 170 มม. ปลายด้ามทำเป็นร่องปลายแหลมสำหรับเจาะขั้วเมล็ดลำไย ส่วนหัวด้ามใช้สปริงเป็นตัวดันเมล็ดลำไยออกมา โดยผลผลิตที่ได้ใน 1 ชั่วโมงอยู่ที่ประมาณ 12 กิโลกรัมต่อคน ต่างจากตุ๊ดตู่แบบเดิมที่ 1 ชั่วโมงจะได้ประมาณ 5 กิโลกรัมต่อคน ซึ่งเนื้อลำไยที่คว้านเมล็ดแล้วยังมีรูปทรงสวยงาม ไม่แตก ที่สำคัญทุกคนสามารถใช้อุปกรณ์นี้ โดยขณะนี้ก็เตรียมจัดทำอุปกรณ์ส่งให้กับบริษัทที่สั่งซื้อโดยจำหน่ายราคา 300 บาทต่อชิ้น ซึ่งอุปกรณ์คว้านเมล็ดลำไย “ตุ๊ดตู่คู่ใจ” ได้รับรางวัลชนะเลิศการประกวดสิ่งประดิษฐ์ของคนรุ่นใหม่และการแข่งขันหุ่นยนต์อาชีวศึกษาระดับชาติ ประจำปีการศึกษา 2560

"ตุ๊ดตู่คู่ใจ"คว้านเม็ดลำไยวท.ลำพูนตอบโจทย์ชุมชน 

        “เครื่องอบข้าว”เกษตรกรต้องการ
คำจันทร์ แก้วบุญเรือง กรรมการชุมนุมสหกรณ์ จ.ลำพูน กล่าวว่า  ​ชุมนุมสหกรณ์ฯ เรามีสมาชิก 30 คน ปลูกและจำหน่ายข้าวทั้งภายในและต่างประเทศ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เวลานี้สิ่งที่ต้องการมากๆ คือ เครื่องอบข้าว เพราะปัจจุบันเวลารับซื้อข้าวถ้ายังไม่ได้อบมาก็ต้องไปจ้างภายนอกอบแทน กลายเป็นว่าเพิ่มต้นทุนสูงขึ้น กำไรที่จะได้จากการขายก็ลดลงไปด้วย จะไม่อบก็ไม่ได้เพราะถ้าเกิดความชื้นก็จะเกิดความเสียหาย ถ้าจะซื้อเครื่องอบข้าวเองก็พบว่ามีราคาที่ค่อนข้างสูงยิ่งขนาดใหญ่ก็เป็นหลักล้านบาท ดังนั้น จึงได้มาพูดคุยกับทาง วท.ลำพูน โดยตั้งโจทย์ในการสร้างสิ่งประดิษฐ์เครื่องอบข้าว โดยหลังจากนี้ก็จะมาหารือกันรายละเอียดต่อไปว่าต้องอบได้กี่กิโล หรือกี่ตัน ขนาดรูปแบบที่เหมาะสมควรเป็นเช่นไร อย่างไรก็ตาม กิจกรรมนี้ถือว่ามีประโยชน์อย่างมาก เป็นช่องทางที่จะช่วยเหลือเกษตรกรได้เยอะ อย่างน้อยใครมีปัญหาอะไรมาคุยแลกเปลี่ยนกันได้วิธีไปแก้ไขได้ เพราะแต่ก่อนไม่มีแบบนี้

"ตุ๊ดตู่คู่ใจ"คว้านเม็ดลำไยวท.ลำพูนตอบโจทย์ชุมชน 

 

ทีแคส62จบใน6เดือน รอบ3สาขาวิชาละ100บ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/339899

ทีแคส62จบใน6เดือน รอบ3สาขาวิชาละ100บ.

ทีแคส,ทปอ

ทีแคส62จบใน6เดือน รอบ3สาขาวิชาละ100บ. : รายงาน  โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylife4444@gmail.com

ในที่สุด ทปอ.ก็ได้ข้อสรุปทีแคส 62 หลังจากตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบทีแคสปี 2562 ด้วยกัน 3 ชุด เตรียมแถลงรายละเอียดอย่างเป็นทางการวันที่ 22 ส.ค.นี้ โดยข้อสรุปเบื้องต้นจากที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ดังนี้จะมีการลดค่าสมัครรอบ 3 รับตรงร่วมกัน เหลือสาขาวิชาละ 100 บาท จากค่าสมัครสาขาวิชาละ 200 บาท และค่าบริหารจัดการสิทธิ์ส่วนกลาง 50 บาท จาก 100 บาท  พร้อมลดระยะเวลาเหลือ 6 เดือนครึ่ง ระหว่างเดือนธ.ค.-กลางเดือนมิ.ย. การคัดเลือกรอบที่ 3 รับตรงร่วมกัน จะเลือกได้ 6 อันดับ แบบเรียงลำดับ และแต่ละสาขาวิชาภายใน กสพท ถือว่าเป็น 1 ใน 6 ตัวเลือก โดยประกาศผลเพียง 1 อันดับ

วานนี้ (19 ส.ค.) นายสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) พร้อมด้วยนายพรศักดิ์ ศรีอมรศักดิ์ รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการและวิจัย มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) แถลงข่าวการประชุมสามัญ ทปอ. และสมาคม ทปอ. ครั้งที่ 4/2561 ที่มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตสนามจันทร์ ว่า ทปอ.ได้เรียนรู้จากบทเรียนในทีแคสปี 2561 โดยมีการตั้งคณะกรรมการพัฒนาระบบทีแคส ปี 2562 ด้วยกัน 3 ชุด

ประกอบด้วยคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของระบบการคัดเลือกทีแคส ปีการศึกษา 2561 โดยมีนายสมคิด เลิศไพฑูรย์ เป็นประธาน, คณะกรรมการพัฒนาระบบทีแคสปีการศึกษา 2562 โดยมี นายชูศักดิ์ ลิ่มสกุล เป็นประธาน และคณะกรรมการพัฒนาระบบสารสนเทศ ทีแคส ปีการศึกษา 2562 โดยมี นพ.ชัยเลิศ พิชิตพรชัย เป็นประธาน

ทีแคส62จบใน6เดือน รอบ3สาขาวิชาละ100บ.

ซึ่งการพัฒนาระบบทีแคส ปี 2562 จะยึดถือเรื่องการแก้ปัญหาการวิ่งรอกสอบ ลดความเหลื่อมล้ำ และให้นักเรียนอยู่ในชั้นเรียนจนจบชั้น ม.6 โดยการดำเนินพัฒนาระบบทีแคส ปี 2562 มีมติเบื้องต้น ดังนี้ จะมีการลดระยะเวลาเหลือ 6 เดือนครึ่ง ระหว่างเดือนธันวาคม-กลางเดือนมิถุนายน การคัดเลือกรอบที่ 3 รับตรงร่วมกัน จะเลือกได้ 6 อันดับ แบบเรียงลำดับ และแต่ละสาขาวิชาภายใน กสพท ถือว่าเป็น 1 ใน 6 ตัวเลือก โดยประกาศผลเพียง 1 อันดับ

ทั้งนี้ในรอบ 3 จะลดค่าสมัครลง เหลือสาขาวิชาละ 100 บาท จากสาขาวิชาละ 200 บาท และค่าบริหารจัดการสิทธิ์ส่วนกลาง 50 บาท จาก 100 บาท รวมถึง จะมีการกำหนดระยะเวลาการสละสิทธิ์ที่ชัดเจน การสละสิทธิ์หลังจากยืนยันสิทธิ์แล้วสามารถสละสิทธิ์เพื่อไปคัดเลือกรอบใหม่จนสิ้นสุดกระบวนการและยืนยันสิทธิ์ครั้งใหม่ จะกระทำได้เพียงครั้งเดียว พัฒนาระบบสารสนเทศใหม่ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ทปอ.จะแถลงข่าวทีแคส ปีการศึกษา 2562 โดยละเอียดอีกครั้งในวันที่ 22 สิงหาคมนี้

นอกจากนี้ในโซเซียลได้มีการนำเสนอรายละเอียดทีแคส ปีการศึกษา 2562 ดังนี้ ทีแคส รอบ 1 แฟ้มสะสมงาน 1 ธ.ค.61-31 ม.ค.62 ธ.ค., รอบ 2 โควตา 21 ม.ค.-23 เม.ย.62 รอบ 3 รับตรงร่วมกัน 17 เม.ย.-15 พ.ค.62 เลือกได้มากสุด 6 อันดับ ติดได้อันดับเดียว, กสพท อยู่ในรอบ 3 รับตรงร่วมกัน ลดค่าสมัครจากปีก่อน รอบ 4 แอดมิชชั่น 9 พ.ค.-3 มิ.ย.62 รอบ5 รับตรงอิสระ 28 พ.ค.- 16 มิ.ย.62 และทั้ง 5 รอบ สละสิทธิ์ได้ครั้งเดียว
ทีแคส62จบใน6เดือน รอบ3สาขาวิชาละ100บ.

สำหรับระบบทีแคสปี 2561 ที่ผ่านมา มีทั้งหมด 5 รอบ ผ่านทางเว็บไซต์ http://tcas.cupt.net/ ดังนี้ รอบที่ 1 การรับด้วยแฟ้มสะสมงาน แบ่งเป็น รอบที่ 1/1 เปิดรับ 107,765 คน รอบที่ 1/2 เปิดรับ 60,726 คน, รอบที่ 2 การรับแบบโควตา โครงการพิเศษต่างๆ เปิดรับสมัคร 144,873 คน รอบที่ 3 การรับตรงร่วมกัน (ที่มีปัญหาอยู่ในขณะนี้) เปิดรับจำนวน 89,392 คน มีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมจำนวน 55 แห่ง มีคณะ/สาขาวิชาให้เลือกจำนวน 3,267 คณะ/สาขาวิชา โดยในรอบนี้มีการเปิดรับ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท) 2,676 คน และโครงการสร้างบัณฑิตพันธุ์ใหม่ เพื่อตอบโจทย์ภาคการผลิตตามนโยบายปฏิรูปอุดมศึกษาไทยจำนวน 12 มหาวิทยาลัย 15 สาขาวิชาใหม่ และ 24 สาขาวิชาปรับปรุง

ส่วนรอบที่ 4 การรับแบบแอดมิชชั่น รับนักศึกษา 80,971 คน จะเปิดรับสมัครระหว่าง 6-10 มิ.ย. โดยมีสถาบันอุดมศึกษาเข้าร่วมจำนวน 61 แห่ง มีคณะ/สาขาวิชาให้เลือก จำนวน 3,276 คณะ/สาขาวิชา (ข้อมูล ณ วันที่ 3 พ.ค.) และรอบสุดท้าย รอบที่ 5 การรับตรงอิสระ จะเริ่มในเดือนกรกฎาคม เบื้องต้นคาดว่าจะมีที่นั่งว่าง 35,765 คน

ทีแคส62จบใน6เดือน รอบ3สาขาวิชาละ100บ.

ค่าใช้จ่ายในการทีแคส 61 ถ้าเริ่มจากการสมัครสอบแกต และแพต ซึ่งเสียค่าสมัครสอบวิชาละ 140 บาท โอเน็ต (ไม่เสียค่าใช้จ่าย) วิชาความถนัดทางวิชาชีพ กสพท (กลุ่มแพทย์) ค่าสมัคร 800 บาท 9 วิชาสามัญ วิชาละ 100 บาท โดยหากนักเรียนเลือกสมัครในรอบต่างๆ ของทีแคส แบ่งเป็น รอบที่ 1 ถ้าเลือกคณะไหน วิชาใดก็ไปสมัคร โดยใช้แฟ้มสะสมผลงาน และรอบที่ 2 โควตา/โครงการพิเศษต่างๆ มหาวิทยาลัยกำหนดได้อย่างอิสระ ทปอ.เก็บค่าดำเนินการและยืนยันสิทธิ์จากมหาวิทยาลัย รอบที่ 3 รับตรงร่วมกัน ค่าธรรมเนียม 100 บาท ค่าสมัครอันดับละ 200 บาท ถ้าสมัคร 4 อันดับ ต้องชำระเงิน 900 บาท รอบที่ 4 แอดมิชชั่น เลือก 4 อันดับ อันดับแรกเริ่มต้นที่ 100 อันดับเพิ่มเติม ชำระเพิ่มอีก 50 บาท และรอบที่ 5 รับตรงอิสระ รอบนี้จะเหมือนกับวิ่งรับตรงในสมัยอดีต ค่าสมัครและค่าธรรมเนียมต่างๆ มหาวิทยาลัยจะเป็นผู้กำหนดเอง
นอกจากนั้นที่ประชุมได้มีการหารือถึงการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิจัย และนวัตกรรม ซึ่งทปอ. เกรงจะไม่แล้วเสร็จในเดือนก.ค.2561 ทปอ. เสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการนำร่างพ.ร.บ.3 ฉบับของกระทรวงการอุดมศึกษาเข้าประชุม คณะรัฐมนตรีในเดือนส.ค.นี้ไปก่อน แล้วค่อยดำเนินการปรับปรุงเพิ่มเติมภายหลัง และขอยืนยันในหลักการที่ปรากฎในร่างพ.ร.บ.การอุดมศึกษา และร่างพ.ร.บ.การบริหารราชการกระทรวงการอุดมศึกษาที่ได้จัดทำแล้วเสร็จเมื่อเดือนเม.ย.2561 เพื่อประกอบการนำเสนอร่างพ.ร.บ.การจัดตั้งกระทรวงใหม่ รวมถึงกำหนดภารกิจด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมให้มีความชัดเจนมากขึ้น ส่วนผลการเลือกตั้งประธานทปอ.ประจำปี 2562-2563 มีมติให้ นายสุชัชวีร์ ดำรงตำแหน่งประธานทปอ.ต่อไป

เด็กไทยติดจอหนัก 46% เคยถูกแกล้งทางออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/339508

เด็กไทยติดจอหนัก 46% เคยถูกแกล้งทางออนไลน์

แท็บเล็ต,เด็กไทยติดจอ,สมาร์ทโฟน,ไทยแลนด์ ซูเปอร์ แคมป์

เด็กไทยติดจอหนัก 46% เคยถูกแกล้งทางออนไลน์ : รายงาน  โดย… เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ qualitylife4444@gmail.com

เด็ก Gen Z ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีและดิจิทัล อุปกรณ์สื่อสารแท็บเล็ต สมาร์ทโฟน เป็นเสมือนอวัยวะที่ 33 เพราะเป็นเครื่องมือในการเข้าสู่โลกโซเชียลที่ขาดไม่ได้ เด็กติดกับดักกับชีวิตของโลกเสมือน ที่มีแต่ด้านดีๆ จนบางคนไม่อาจยอมรับกับสภาพชีวิตในโลกแห่งความเป็นจริงได้ เช่นนี้ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่เด็ก ไม่ใช้ชีวิตติดจอ ติดโซเชียล

ศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิธรรมดี ร่วมกับองค์กรภาคีเครือข่ายภาครัฐและภาคประชาสังคม อาทิ มูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด และศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เปิดตัวโครงการ “ไทยแลนด์ ซูเปอร์ แคมป์” (Thailand Super Camp) กิจกรรมค่ายเยาวชนแห่งการพัฒนาตัวเอง ภายใต้โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมายด์เซตคุณธรรมเด็กไทย 5.0 ด้วยการปรับกระบวนทัศน์ทั้ง 5 ข้อ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา รับผิดชอบ

เด็กไทยติดจอหนัก 46% เคยถูกแกล้งทางออนไลน์

    เด็กไทยติดจอ35 ชม.ต่อสัปดาห์
นพ.ไพโรจน์ เสาน่วม ผู้อำนวยการสำนักส่งเสริมวิถีชีวิตสุขภาวะ สสส. กล่าวว่า ปัจจุบันเด็กไทยใช้เวลากับหน้าจอท่องอินเทอร์เน็ต 35 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกถึง 3 ชั่วโมง และเมื่อดูพฤติกรรมเด็กเยาวชนในรุ่น Gen Z จากสรุปข้อมูลการใช้งานโซเชียลมีเดียของคนไทยในรอบปี 2017 ของบริษัท โธธ โซเชียล จำกัด พบว่า วัยรุ่นหนีพ่อแม่มาเล่นทวิตเตอร์มากขึ้น สาเหตุมาจากต้องการหนีพ่อแม่ที่คอยส่องเฟซบุ๊กลูก ติดตามศิลปินดาราที่ชื่นชอบทั้งไทยและเกาหลี

เด็กไทยติดจอหนัก 46% เคยถูกแกล้งทางออนไลน์

นอกจากนี้ จากการสำรวจสถานการณ์เด็กไทยกับภัยออนไลน์ มูลนิธิอินเทอร์เน็ตร่วมพัฒนาไทย พบว่า 95% เด็กเยาวชนตระหนักดีว่าอินเทอร์เน็ตมีอันตราย 70% รู้ว่าเพื่อนออนไลน์ไม่พูดความจริง แต่ก็พบว่า เด็กเยาวชนเกือบครึ่ง หรือ 46% เคยถูกแกล้งทางออนไลน์

“เด็กไทยก็เหมือนเด็กทั่วโลกเมื่อเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีก็ทำให้เขาใช้ชีวิตกับสิ่งเหล่านี้มากขึ้น แม้เขาจะรู้ในอันตราย หรือเด็กเกือบครึ่งเคยถูกกลั่นแกล้งทางออนไลน์ หรือที่เราเรียกว่าดราม่า เป็นภัยใกล้ตัวมาจากข้อมูลที่ไม่ได้ถูกกลั่นกรอง แต่เขาก็อยู่กับสิ่งเหล่านี้ ซึ่งสาเหตุที่เด็กติดจอไม่ใช่มาจากตัวเด็กเองทั้งหมด ยังมีปัจจัยสภาพแวดล้อม พ่อแม่ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อเข้าสังคมในการติดต่อเพื่อน และแสดงตัวตน เพราะฉะนั้น ถ้าจะปรับพฤติกรรมเด็กนั้น ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกส่วนตั้งแต่พ่อแม่ โรงเรียน ชุมชน รัฐบาล ร่วมกันสร้างเกราะป้องกันฝึกทักษะการเท่าทันสื่อให้แก่เด็ก โดยดึงส่วนดีของเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ อุดช่องโหว่ให้เด็กไม่หลงลืมตัวตน” นพ.ไพโรจน์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม สังคมบนโลกออนไลน์ที่ส่วนใหญ่เลือกจะนำเสนอบางแง่มุมด้านดีของตัวเองหรือจัดฉากเพื่อนำเสนอชีวิตที่ดี เช่น การโพสต์ภาพมื้ออาหารสุดหรู ไปเที่ยว ใช้ของราคาแพง หรือการใช้แอพพลิเคชั่นแต่งรูปก่อนโพสต์ สิ่งเหล่านี้กำลังสะท้อนสังคมที่เน้นค่านิยมทางวัตถุ และจะส่งผลต่อภาวะซึมเศร้า เมื่อโลกแห่งความเป็นจริงไม่เป็นไปอย่างที่หวังไว้ หรือมีการเปรียบเทียบกับคนอื่นที่นำเสนอชีวิตในโลกออนไลน์ เพื่อให้เด็กห่างไกลจากการติดจอ เป็นที่มาที่ สสส.ร่วมกับเครือข่ายจัดกิจกรรมไทยแลนด์ ซูเปอร์ แคมป์ นำเด็กเข้าสู่กิจกรรมสร้างสรรค์เพื่อพัฒนาการใช้ชีวิตในสังคมนี้ได้

เด็กไทยติดจอหนัก 46% เคยถูกแกล้งทางออนไลน์

      โรคซึมเศร้าจากการติดโซเชียล
พญ.จิราภรณ์ อรุณากูร กุมารแพทย์เวชศาสตร์วัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ขณะนี้ปัญหาเด็กติดเกม เด็กติดโซเชียล ที่จิตแพทย์ต้องดูแลมีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งช่วงเวลาเรื่องนี้ส่งผลต่อเรื่องอื่นๆ ทั้งปัญหาการเรียน พฤติกรรมทางเพศ ทักษะการเข้าสังคมไม่ดี การขัดแย้งในสังคม

ผลกระทบจากปัญหาเด็กเกมหรือติดโซเชียลนั้นคล้ายกันคือ การใช้เวลาอยู่กับหน้าจอนานๆ แต่เด็กติดโซเชียลจะมีปัญหาเรื่องของอารมณ์ ขาดการยอมรับและนับถือตนเอง (Self-esteem) ทำให้เด็กรู้สึกว่าด้อยคุณค่าในตัวเอง เกิดความทุกข์จากการเปรียบเทียบ ระหว่างชีวิตตนเองและชีวิตเพื่อนในสังคมออนไลน์

ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคซึมเศร้าจากโลกเสมือนจริงขึ้นได้ บางคนก็มีภาวะหลงตัวเอง จากการได้รับการตอบสนองเชิงบวกที่ได้จากยอดไลก์ในสื่อโซเชียล ขณะที่เด็กติดเกมนั้น จะมีปัญหาเรื่องของอารมณ์ที่ฉุนเฉียว ก้าวร้าวรุนแรง แต่ปลายทางส่งผลให้เด็กไม่ประสบความสำเร็จทั้งในการศึกษา เจ็บป่วยโรคทางกาย ได้แก่ โรคอ้วน นอนไม่หลับ การเจริญเติบโต ปัญหาทางอารมณ์

    แนะพ่อแม่เป็นตัวอย่างให้แก่ลูก
พญ.จิราภรณ์ กล่าวว่า วัยรุ่นเป็นวัยที่ต้องเร่งพัฒนาสมองส่วนหน้า หรือเรียกว่าสมองซีอีโอ ที่ต้องคิดวิเคราะห์ มองเหตุและผล การควบคุมอารมณ์ ความจำ การมีสมาธิที่ดี แต่หากสมองส่วนนี้ไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสม ก็จะทำเด็กไม่รู้จักอดทน รอคอย ควบคุมตนเองไม่ได้ ขาดวินัย ส่งผลต่อการใช้ชีวิตในระยะยาว อย่างไรก็ตาม เด็กในวัยนี้จะเน้นทำอะไรตามความสนุกและความสุข ไม่ควรไปคิดว่าเขาจะต้องคิดได้เองว่าไม่ควรเล่นเกม เล่นโซเชียล

เด็กไทยติดจอหนัก 46% เคยถูกแกล้งทางออนไลน์

ดังนั้น หน้าที่ของพ่อแม่ก็คือต้องเป็นสมองส่วนหน้าให้แก่ลูก ต้องกำหนดกติกาและระยะเวลาในการใช้งาน การพูดคุยทำความเข้าใจแก่ลูกว่าไม่ควรมีอุปกรณ์เหล่านี้ในห้องนอน และหากิจกรรมอื่นๆ มาทดแทน เพื่อลดเวลาการติดหน้าจอ เช่น ให้เขารับผิดชอบงานบ้าน การออกกำลังกาย

ส่วนถ้าเด็กที่เข้าข่ายต่อต้านกับกติกาที่พ่อแม่กำหนดและมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวรุนแรง แนะนำว่าควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อประเมินรายละเอียดและหาทางช่วยเหลือที่เหมาะสม ซึ่งการพูดคุยกับเด็กที่มีการต่อต้านควรเข้าหาในลักษณะของการแสดงความเป็นห่วง และดึงมาพูดคุยเพื่อหาจุดกึ่งกลางที่พอใจร่วมกัน อย่าบังคับว่าต้องทำตามที่พ่อแม่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันพ่อแม่ก็มีภาวะติดโซเชียล หลายครอบครัวก็ผลักให้ลูกไปสู่สิ่งเหล่านี้เพื่อที่ตัวเองจะได้มีเวลาใช้โซเชียล เพราะฉะนั้น พ่อแม่เองก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่ลูกด้วย ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก

เด็กไทยติดจอหนัก 46% เคยถูกแกล้งทางออนไลน์

      “ไทยแลนด์ ซูเปอร์ แคมป์” ค่ายเยาวชนไทย 5.0
โครงการ “ไทยแลนด์ ซูเปอร์ แคมป์” (Thailand Super Camp) ค่ายเยาวชนภายใต้โครงการปิดเทอมสร้างสรรค์ เพื่อสร้างมายด์เซตคุณธรรมเด็กไทย 5.0 ด้วยการปรับกระบวนทัศน์ทั้ง 5 ข้อ พอเพียง วินัย สุจริต จิตอาสา รับผิดชอบ ผ่านรูปแบบค่ายกิจกรรมที่ผสานเทคนิคการเรียนรู้สมัยใหม่ที่เต็มไปด้วยความสนุกและสร้างสรรค์

พร้อมโจทย์ท้าทายให้เยาวชนได้ลงมือปฏิบัติภารกิจเปลี่ยนแปลงตัวเองและสังคม หวังดึงเยาวชนออกจากหน้าจอช่วงปิดเทอม เพื่อสร้างเยาวชนรุ่นใหม่ให้พร้อมก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 อย่างมีคุณภาพ จะจัดอบรมกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ให้เป็นผู้ดูแลเยาวชนในค่ายพร้อมเรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์กิจกรรมการจัดค่าย “ไทยแลนด์ ซูเปอร์ แคมป์” เพื่อนำไปขยายผลจัดโครงการ “ไทยแลนด์ ซูเปอร์ สคูล” ในระดับภูมิภาคอย่างยั่งยืน

เด็กไทยติดจอหนัก 46% เคยถูกแกล้งทางออนไลน์

โดยค่าย “ไทยแลนด์ ซูเปอร์ แคมป์” มีกำหนดจัดขึ้นรุ่น ป.4-ป.6 วันที่ 8-13 ตุลาคม และ ม.1-ม.3 วันที่ 15-20 ตุลาคม ณ ค่ายกรุงเทพวันวาน เปิดรับสมัครแล้ววันนี้-15 กันยายนนี้ ทุกกิจกรรมฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย รับจำนวนจำกัดเพียงรุ่นละ 50 คนเท่านั้น ติดตามรายละเอียดพร้อมดาวน์โหลดใบสมัครที่เฟซบุ๊ก thailandsupercamp2018

เด็กไทยติดจอหนัก 46% เคยถูกแกล้งทางออนไลน์

 

แก้กฎกระทรวงคุมประพฤติเด็กอุดช่องโหว่ “ชู้สาว-มั่วสุม”??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/339340

แก้กฎกระทรวงคุมประพฤติเด็กอุดช่องโหว่ “ชู้สาว-มั่วสุม”??

วัยรุ่น,ท้องวัยเรียน

แก้กฎกระทรวงคุมประพฤติเด็กอุดช่องโหว่ “ชู้สาว-มั่วสุม”?? : รายงาน…  เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ  qualitylife4444@gmail.com

รักในวัยรุ่น ท้องในวัยเรียน แม่วัยใส จับกลุ่มมั่วสุมในสถานที่ต่างๆ ทั้งสวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า ร้านเกม มีการก่อเหตุทะเลาะวิวาท เป็นปัญหาสังคมที่มีมายาวนาน ยิ่งในยุคปัจจุบันที่โลกเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เด็กและเยาวชนมีการแสดงพฤติกรรมที่อาจจะไม่เหมาะสม โดยเฉพาะในลักษณะชู้สาว และบางครั้งก็พาตัวเองเข้าไปในอยู่ในสถานการณ์ สถานที่ที่ไม่ควร ซึ่งสุ่มเสี่ยงให้เกิดความไม่ปลอดภัย…

แก้กฎกระทรวงคุมประพฤติเด็กอุดช่องโหว่ "ชู้สาว-มั่วสุม"??

 

13 ปีมาแล้วกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) มีกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา พ.ศ.2548 เพื่อใช้ในการควบคุมดูแลความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา ตามมาตรา 64 พ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก พ.ศ.2546 บัญญัติให้นักเรียนและนักศึกษาต้องประพฤติตนตามระเบียบของโรงเรียนหรือสถานศึกษาและตามที่กำหนดในกฎกระทรวงเพื่อเป็นการส่งเสริมความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาให้มีความเหมาะสม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และ คำนึงถึงความปลอดภัยแก่นักเรียนและนักศึกษา

ล่าสุดในการประชุมคณะรัฐมนตรี (14 ส.ค.2561) มีมติเห็นชอบตามที่ศธ.เสนอแก้ไขเพิ่มร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ… ที่ ศธ.มีการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมายตามพระราชกฤษฎีกาการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมาย พ.ศ.2548 เห็นสมควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษาให้มีความเหมาะสมยิ่งขึ้น เพื่อเป็นการส่งเสริมความประพฤติที่เหมาะสม มีความรับผิดชอบต่อสังคม และคำนึงถึงความปลอดภัยแก่นักเรียนและนักศึกษา โดยได้จัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้เสีย

        ปิดช่องโหว่ปรับให้ทันสมัย
ชลำ อรรถธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (กช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ กช. ในฐานะโฆษก ศธ. อธิบายว่า ร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ…มีการแก้ไขสาระสำคัญ 3 เรื่อง คือ 1. กำหนดเพิ่มเติมห้ามการรวมกลุ่ม มั่วสุม อันน่าจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน 2.แก้ไขลักษณะความประพฤติที่ห้ามกระทำเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวอันไม่เหมาะสม

แก้กฎกระทรวงคุมประพฤติเด็กอุดช่องโหว่ "ชู้สาว-มั่วสุม"??

“สถานการณ์ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงจึงจำเป็นต้องปรับแก้เพื่ออุดช่องโหว่ให้ครอบคลุม”

ลำ อรรถธรรม 

จากเดิมที่ห้ามเฉพาะการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวซึ่งไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ เป็นการห้ามไม่จำกัดสถานที่โดยตัดคำว่า “ในที่สาธารณะ” ออก และกำหนดเพิ่มเติมห้ามกระทำการลามกอนาจารด้วย และ 3.แก้ไขลักษณะความประพฤติที่ห้ามกระทำเกี่ยวกับการออกนอกสถานที่พัก เพื่อเที่ยวเตร่หรือรวมกลุ่มอันเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น จากเดิมห้ามเฉพาะเวลากลางคืน เป็นการห้ามไม่จำกัดเวลา โดยตัดคำว่า “เวลากลางคืน” ออก

“เหตุผลที่ต้องมีทบทวนและแก้ไขร่างกฎกระทรวง เนื่องจากกฎกระทรวงเดิมใช้มาเป็นเวลานานแล้ว ขณะที่สถานการณ์ในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงจึงจำเป็นต้องปรับแก้เพื่ออุดช่องโหว่ให้ครอบคลุม เช่น เรื่องของช่วงเวลาที่จากเดิมแค่ “กลางคืน” ก็ตัดออก ถือเป็นเครื่องมือให้สถานศึกษาในการกำหนดระเบียบเพื่อควบคุมดูแลความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา รวมถึงพนักงานเจ้าหน้าที่ส่งเสริมความประพฤตินักเรียนและนักศึกษา (พสน.) ปฏิบัติงานได้อย่างถูกต้องเหมาะสม” ชลำ กล่าว

ซึ่งการปรับแก้ไขดังกล่าวว่าไม่ได้หมายความว่าเด็กมีพฤติกรรมที่แย่ลง ตรงกันข้ามจากข้อมูลพบว่านักเรียนและนักศึกษามีพฤติกรรมที่ดีขึ้น เช่น ปัญหานักเรียน นักศึกษาทะเลาะวิวาทลดน้อย

อย่างไรก็ตามการกำหนดมาตรการต่างๆ ขึ้นมาเพื่อดูแลควบคุมความประพฤติเด็กนั้น ไม่ได้เป็นการจับผิด และเน้นการส่งเสริมให้เกิดผลในทางบวก โดยกฎกระทรวงฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษา

    แนะสร้างเครื่องมือป้องกันช่วยเหลือ
ขณะที่ “ครูยุ่น” มนตรี สินทวีชัย เลขาธิการมูลนิธิคุ้มครองเด็ก กล่าวว่า ปัญหาหนึ่งในการออกมาตรการต่างๆ พบว่ามาจากงาน “วิจัยถ้ำมองเด็ก” ที่นำข้อมูลหรือสถิติที่เกิดขึ้นจากช่วงเวลาหนึ่ง หรือเทศกาลนั้นๆ มาออกเป็นมาตรการขึ้นมา เช่น ในอดีตที่เคยจะมีการเคอร์ฟิวไม่ให้เด็กต่ำกว่า 18 ปีออกนอกบ้านหลัง 4 ทุ่ม (เวลา 22.00 น.) ก็มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันมาก
แก้กฎกระทรวงคุมประพฤติเด็กอุดช่องโหว่ "ชู้สาว-มั่วสุม"??

“ทำให้ทุกสถานที่เป็นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ไม่ใช่แค่สวนสาธารณะหรือที่ใดที่หนึ่ง และมีพสน.ที่เข้าใจงานคุ้มครองเด็กมาทำหน้าที่” ครูยุ่น – มนตรี สินทวีชัย

ซึ่งส่วนตัวเข้าใจว่าการปรับแก้ไขกฎกระทรวงที่ตัดคำว่า “ในที่สาธารณะ” และ “กลางคืน” ออกไป ไม่ได้มีเจตนาจะทำให้เป็นการลงโทษ แต่มีความเป็นห่วงและเฝ้าระวัง แต่แท้จริงสิ่งที่ต้องคำนึงถึงด้วยคือในพ.ร.บ.คุ้มครองเด็ก เน้นให้ดูแลเด็กทุกกลุ่มให้ได้รับการดูแลสวัสดิการ ความปลอดภัย เพราะฉะนั้นถ้าจะมองปัญหาที่จะเกิดขึ้นที่ตัวเด็กต้องมองให้ลึกลงไปในเรื่องนั้นด้วย เช่น กรณีทลายผับพบมีเด็กเข้าไปเที่ยว คำถามคือถ้าผู้ใหญ่ไม่ปล่อยปละละเลยเด็กจะเข้าไปในสถานที่เหล่านั้นได้อย่างไร

“เวลาเด็กมีปัญหาทางเพศ ยาเสพติด จะมองแค่ว่าเด็กมีปัญหาเพียวๆ ไม่ได้ เพราะหลายครั้งปัญหาก็เกิดจากผู้ใหญ่ สิ่งที่ต้องทำคือ ต้องทำให้ทุกสถานที่เป็นที่ปลอดภัยสำหรับเด็ก ไม่ใช่แค่สวนสาธารณะหรือที่ใดที่หนึ่ง และต้องสร้างเครื่องมือ ก็คือ พสน.ซึ่งเป็นบุคลากรที่สำคัญเข้าใจในงานคุ้มครองเด็กมาทำหน้าที่เหล่านี้โดยตรง สามารถประสานงานรวดเร็วกรณีพบเหตุ หรือเด็กกำลังจะกระทำผิด หรือไปอยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสม ไม่ใช่พึ่งแค่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือที่โรงเรียนส่วนใหญ่ทำก็คือใช้ครูผู้สอน ครูฝ่ายปกครองมาทำหน้าที่เหล่านี้” ครูยุ่น กล่าว

  ใช้ศูนย์เสมารักษ์ศธจ.ติดตามเด็ก
ด้าน วรัท พฤกษากุลนันท์ ผู้อำนวยการสำนักการลูกเสือ ยุวกาชาดและกิจการนักเรียน สำนักงานปลัด ศธ. กล่าวว่า จากการติดตามเฝ้าระวังพฤติกรรมนักเรียนและนักศึกษาพบว่าเด็กส่วนใหญ่จะไปรวมตัวกันในสวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า ร้านเกม การรวมตัวกันก็มีทั้งจับกลุ่มทั่วไป มีอยู่บ้างที่แสดงพฤติกรรมในเชิงชู้สาวที่ไม่เหมาะสม เช่น โอบไหล่ หอมแก้ม ซึ่งการแก้ไขกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการปรับแก้ไขบางคำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

ขณะเดียวกันเพื่อให้การทำงานดูแลคุ้มครองเด็กเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ได้มีการวางกลไกทำงานโดยจะมีการสุ่มตรวจในสถานที่ต่างๆ ทุกเดือน และจะเข้มข้นมากขึ้นในช่วงเทศกาล อย่างวาเลนไทน์ เป็นต้น นอกจากนี้มีการจัดตั้ง “ศูนย์เสมารักษ์ศึกษาธิการจังหวัด” ศูนย์แห่งนี้จะมีศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ทำหน้าที่เป็นผอ.ศูนย์ มีเจ้าหน้าที่สำนักลูกเสือ และมีเจ้าหน้าที่ พสน. เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในการทำงานจะเน้นบูรณาการความร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในจังหวัดนั้น เพื่อเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการจับกลุ่มรวมตัว หรือกระทำพฤติกรรมที่เหมาะสมเกิดขึ้น

“หมอธี”เตรียมใช้งบเหลือจ่าย สพฐ.ปี61 เคลียร์ภาระงานครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/339291

“หมอธี”เตรียมใช้งบเหลือจ่าย สพฐ.ปี61 เคลียร์ภาระงานครู

่ หมอธี,งานธุรการ,งบเหลือจ่ายปี61,ลดภาระงานครู,สพฐ,รมวศธ

“หมอธี”เตรียมใช้งบฯเหลือจ่ายของสพฐ.ปี61เคลียร์ภาระงานครู ที่ไม่ใช่งานสอน ให้หมดภายใน 1-2 เดือนนี้ เพราะต้องการไม่ให้ครูต้องกังวลเรื่องการจัดการเรียนการสอน

         วันนี้(15 ส.ค.2561) นพ.ธระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) เปิดเผยว่าตามที่ตนได้มอบนโยบายเรื่องการลดภารงานครูที่ไม่ใช่งานสอน

เช่น งานธุรการ งานการจัดซื้อจัดจ้าง โดยจะโอนให้งานเหล่านี้ไแให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(สพท.)ดูแลนั้น ขณะนี้่ตนได้เรียกสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)มาหารือแล้วและจะต้องทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม

 ซึ่งเบื้องต้นจะใช้งบประมาณเหลือจ่ายปี2561ของสพฐ.ในการดำเนินการเคลียร์ภาระงานครูที่ไม่จำเป้นให้หมดไปให้ได้ภายใน1-2 เดือนนี้  เช่น การจ้างคนมาทำงานแทน หรือมีค่าจ้างให้ครูทำงานนอกเวลาราชการ เป้นต้น ซึ่งกำลังหาแนวทางที่เคลียร์ให้เสร็จสิ้น เพื่อจะทำให้ครูไม่ต้องมีความกังวลเรื่องการจัดการเรียนการสอนอีกต่อไป

 “ผมไม่อยากให้กระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.)ตำเป็นจำเลยของสังคม ผมต้องการแก้ไขปัญหาการศึกษาเหล่านี้ให้ได้ โดยเฉพาะการพัฒนาครู ซึ่งครูจะต้องมีบทบาทของการสอนอย่างเต็มที่ ซึ่งเป้นงานหลักของครู และจะต้องทำให้ภาระงานของครูที่ไม่จำเป็ฯ ได้ลดลงจริงๆ  ซึ่งเท่าที่ผมทราบขระนี้ดร.บุญรักษ์  ยอดเพชร เลขาธิการกพฐ. ได้มีการกระจายอำนาจธุรการของโรงเรียนไปให้สพท.ดูแลบ้างแล้ว โดยผู้อำนวยการเขตพื้นที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลักในการดูแล”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

นพ.ธีระเกียรติ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ หากนโยบายดังกล่าวทำได้จริง และลดภาระงานครูได้จริง จะทำให้ครุอยู่ในห้องเรียน ทำหน้าที่จัดการเรียนการสอนได้อย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามในการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมการดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์  จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่จังหวัดชุมพรในอีกสัปดาห์นี้ตนจะไปดูเรื่องการลดภาระงานของครูด้วย