ปูพรม 5 จว.แก้ผู้สูงวัย”ฟัง-พูด”ภาษาไทยไม่ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/339270

ปูพรม 5 จว.แก้ผู้สูงวัย”ฟัง-พูด”ภาษาไทยไม่ได้

ไม่รู้หนังสือ,คนแก่,ผู้สูงวัย,อบรมครูแกนนำ,สพฐ,่ กศน,ตชด,ดรบุญรักษ์ ยอดเพชร,ศธปูพรม,แก้คนแก่ไม่รู้หนังสือ

ศธ. ติวเข้มครู”สพฐ.-กศน.-ตชด.”ให้เก่งภาษาหวังช่วยแก้ปัญหาผู้สูงวัย”ฟัง-พูด”ภาษาไทยไม่ได้ คาดใช้เวลา 1 ปีรู้ผล เน้น 5 จว.ภาคเหนือ

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตาก เขต 2 ได้รับมอบหมายจากกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำเนินการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ

พัฒนาครูแกนนำพัฒนาทักษะการฟังและพูดภาษาไทยเพื่อการสื่อสารสำหรับผู้ใหญ่บนพื้นที่สูงในพื้นที่โครงการพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ขึ้นในระหว่างวันที่ 13-19 สิงหาคม 2561 ซึ่งมีการดำเนินงาน 2 กิจกรรม คือการประชุมชี้แจงนโยบาย ขั้นตอนความเป็นมาโดยสรุปเพื่อสร้างความเข้าใจในหลักการ วิธีการดำเนินงานและการหารือร่วมกันทั้ง 3 หน่วยงานหลักในการขยายผลการดำเนินงานในพื้นที่ 5 จังหวัด

ปูพรม 5 จว.แก้ผู้สูงวัย"ฟัง-พูด"ภาษาไทยไม่ได้       

 

และกิจกรรมที่สองระหว่างวันที่ 14-19 สิงหาคม 2561 เป็นการอบรมเชิงปฏิบัติการฯ ณ ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา “แม่ฟ้าหลวง” บ้านแสม และศูนย์การเรียนรู้ชุมชนชาวไทยภูเขา“แม่ฟ้าหลวง”บ้านห้วยแห้ง อำเภอแม่ระมาด เพื่อเรียนรู้การดำเนินกิจกรรมและสามารถนำความรู้ไปฝึกปฏิบัติในพื้นที่เป้าหมายได้

ดร.บุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จไปทรงเยี่ยมประชาชนในชนบท ห่างไกลและทุรกันดาร ได้ทอดพระเนตรเห็นสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนทำให้ทรงทราบถึงปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นความยากจน ความขาดแคลนอาหารและปัจจัยต่างๆ การขาดโอกาสได้รับบริการทางด้านสาธารณสุขและด้านการศึกษา โดยพระองค์ทรงตั้งพระราชหฤทัยให้ประชาชนทุกระดับชั้นได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ปัญหาประชาชนบนพื้นที่สูงในถิ่นทุรกันดาร

ปูพรม 5 จว.แก้ผู้สูงวัย"ฟัง-พูด"ภาษาไทยไม่ได้       

โดยเฉพาะผู้สูงวัยบางส่วนยังไม่สามารถสื่อสารภาษาไทยด้วยการฟังและการพูดได้ นับเป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พระองค์ทรงห่วงใย โดยเฉพาะการใช้ภาษาไทยติดต่อสื่อสารกับบุคคลอื่นภายนอกชุมชนในเรื่องต่างๆ เช่น การทำมาหากินการรักษาพยาบาล เป็นต้น เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2559 พระองค์จึงมีพระราชดำรัส ให้สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ดำเนินการแก้ไขปัญหาร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) เพื่อสนองงานตามพระราชดำรัสดังกล่าว

และในปี พ.ศ. 2561 นี้ได้กำหนดให้มีการขยายกลุ่มเป้าหมายในจังหวัดทางภาคเหนือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพื้นที่สูงและมีกลุ่มประชาชนตามหย่อมบ้านหรือชุมชนที่มีการใช้ภาษาอื่นๆ แตกต่างจากภาษาไทย ใน 5 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดตาก จังหวัดแม่ฮ่องสอน และจังหวัดน่านสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงจัดอบรมดังกล่าวขึ้น

เพื่อให้เกิดความร่วมมือในการพัฒนางานร่วมกันระหว่าง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และกองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน (ตชด.) มีรูปแบบ วิธีการทำงานจาก สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นต้นแบบของการดำเนินงาน

ปูพรม 5 จว.แก้ผู้สูงวัย"ฟัง-พูด"ภาษาไทยไม่ได้       

                                        ดร.บุญรักษ์  ยอดเพชร เลขาธิการกพฐ.

 “ผมมีความเชื่อมั่นและมุ่งหวังว่า หากทุกภาคส่วนมีความตระหนักและให้ความสำคัญของการศึกษา เพื่อเป็นการสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีและเพื่อพัฒนาให้ประชาชนนำไปใช้ในการดำรงชีวิตให้เกิดประโยชน์ โดยเฉพาะภาษาไทยที่ทุกคนจำเป็นต้องใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน ดังนั้น การช่วยเหลือผู้ที่ด้อยและขาดโอกาสในการเรียนรู้ การพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในชาติให้มีคุณภาพที่ดีขึ้น จึงเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นที่ทุกท่านจะต้องร่วมกันหารือและร่วมกันพัฒนากลุ่มคนเหล่านี้ให้สามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความปกติสุข”เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

       ทั้งนี้  ค่าดว่าครูแกนนำ 3องค์กร”สพฐ.-กศน.-ตชด.” ที่ผ่านการอบรมเข้มในครั้งนี้ จะใช้เวลาในการเข้าไปแก้ไขปัญหาผู้สูงวัยฟัง-พูด สื่อสารภาษาไทยไม่ได้ ให้หมดสิ้นไปภายใน 1 ปี

        เรื่อง/ภาพโดย…ศตายุ วาดพิมาย นักประชาสัมพันธ์ สพป.ตาก เขต 2

“ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง” รักแม่ คนไทยในอียิปต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/339212

“ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง” รักแม่ คนไทยในอียิปต์

สังคม,คุณภาพชีวิต,ข่าวการศึกษา,เปิดโลกการศึกษามุสลิม,รักแม่,อียิปต์,วันแม่แห่งชาติ

เปิดโลกการศึกษามุสลิม ตอน: “ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง” รักแม่ คนไทยในอียิปต์

“เมื่อเรารวมกำลังกันทั้งชาติ ย่อมสามารถช่วยไทยไขปัญหา

ผนึกแรงหลอมรวมร่วมปัญญา จักนำพาชาติรอดพ้นภัย”

คำขวัญพระราชทาน วันแม่แห่งชาติ 2561

วันที่ 12 สิงหาคม 2561 เป็นอีกครั้งของการรวมตัวของพี่ๆ น้องๆ คนไทยในอียิปต์ เหมือนทุกปีที่ได้ทำกันมา พี่น้องชาวไทยและนักศึกษามุสลิมไทยที่อาศัยอยู่ในประเทศอียิปต์ ร่วมรำลึกถึงพระคุณของแม่ เนื่องในวันครบรอบ 86 พรรษาของของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 อย่างพร้อมเพรียงกัน

นายชัยณรงค์ กีรติยุตวงศ์ เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร เปิดทำเนียบต้อนรับพี่น้องชาวไทยร่วมรำลึกถึงพระคุณของแม่ สร้างความดีใจให้กับพี่น้องชาวไทยที่มีโอกาสร่วมงานอันมีเกียรติอีกครั้งในแผ่นดินผืนเล็กที่ได้ชื่อว่าแผ่นดินไทยในประเทศอียิปต์ เป็นการรวมตัวของข้าราชการและครอบครัว ตลอดจนพี่น้องชาวไทยร่วมแต่งชุดสีฟ้าเข้าร่วมงานด้วยความสดชื่นและเป็นกันเองตามรูปแบบที่ท่านเอกอัครราชทูตฯ ต้องการให้เกิดขึ้นบนแผ่นดินไทยผืนนี้ หลังเสร็จพิธี พี่น้องชาวไทยและข้าราชการร่วมกันรับประทานอาหารร่วมกันด้วยความสุข

ในส่วนของนักศึกษาไทย สมาคมนักเรียนไทยในกรุงไคโรในพระบรมราชูปถัมภ์ ภายใต้การดูแลของสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร ก็ได้จัดงานในอีกหนึ่งรูปแบบ ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยอัลอัซฮัร ซึ่งมีการจัดกิจกรรมก่อนวันงาน เช่น การแข่งขันประกวดเรียงความเรื่องแม่ การเขียนบทกลอนและการวาดภาพ เป็นการสนับสนุนเส้นทางนักเขียนและการใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง

ในวันงานมีการขับร้องบทเพลงอานาชีต การกล่าวสุนทรพจน์ เรื่องพระคุณของแม่ การร้องเพลงค่าน้ำนม การจัดแสดงคลิปวิดีโอบอกรักแม่ และความรู้สึกของแม่ที่มีต่อลูกแบบสดๆ กลางรายการ ทำเอาน้องๆ ที่ร่วมงานน้ำตาคลอไปพร้อมๆ กัน ปิดท้ายด้วยการมอบรางวัลให้กับนักศึกษาผู้ชนะในรายการแข่งขันต่างๆ พร้อมรับประทานอาหารร่วมกัน

"ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง" รักแม่ คนไทยในอียิปต์

 

"ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง" รักแม่ คนไทยในอียิปต์

 

"ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง" รักแม่ คนไทยในอียิปต์

 

"ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง" รักแม่ คนไทยในอียิปต์

 

"ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง" รักแม่ คนไทยในอียิปต์

 

"ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง" รักแม่ คนไทยในอียิปต์

 

"ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง" รักแม่ คนไทยในอียิปต์

 

"ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง" รักแม่ คนไทยในอียิปต์

 

"ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง" รักแม่ คนไทยในอียิปต์

 

"ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง" รักแม่ คนไทยในอียิปต์

 

"ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง" รักแม่ คนไทยในอียิปต์

 

"ร้อยรัก ร้อยถ้อยคำ ล้านความคิดถึง" รักแม่ คนไทยในอียิปต์

 

ไม่ว่าจะห่างไกลประเทศบ้านเกิดเมืองนอนมาไกลแค่ไหน แต่พวกเรารู้สึกอบอุ่นทุกปี ทุกครั้งที่ทางสถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงไคโร จัดงานเพื่อการรวมตัวของคนไทย เป็นบ้านกลางที่พักพิงอิงใจของคนไทยไกลบ้านอย่างพวกเราๆ และเป็นเรื่องที่ดีที่พวกเรามีท่านเอกอัครราชทูตฯ และข้าราชการที่มาประจำการที่นี้ให้ความรักและดูแลพร้อมให้เกียรติเข้าร่วมงานในทุกครั้ง ความรักมักเกิดขึ้นเสมอ เมื่อเราต่างเข้าใจและเข้าถึง ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้คงเป็นหนึ่งความหมายที่ดีของคำขวัญพระราชทานของแม่แห่งแผ่นดินในปีนี้ ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

อาชีวะไทยปรับตัวสู่สากล ผลิต”เด็กช่างพรีเมียม”4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/339165

อาชีวะไทยปรับตัวสู่สากล ผลิต”เด็กช่างพรีเมียม”4.0

เด็กช่างพรีเมียม40,อาชีวะ,นักเรียน,นักศึกษา

อาชีวะไทยปรับตัวสู่สากล ผลิต”เด็กช่างพรีเมียม”4.0 : รายงาน  โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylife4444@gmail.com –

“อาชีวะกำหนดทิศทางพัฒนากำลังคนมีคุณภาพ มาตรฐานเทียบเท่าระดับสากล จัดการศึกษาตอบสนองนโยบาย 4.0” สุเทพ ชิตยวงษ์

ปฏิเสธไม่ได้ว่าปัจจุบันทรัพยากรบุคคล กำลังคนที่ภาคอุตสาหกรรม สถานประกอบการต้องการมากที่สุดเป็นกลุ่ม “เด็กช่าง” ที่ทำงานเป็น มีทักษะสมรรถนะอาชีพ มีคุณธรรม พร้อมสำหรับสังคมดิจิทัล ปรับตัวเรียนรู้ตลอดเวลา  ขณะนี้รัฐบาลได้ให้ความสำคัญอย่างมาก โดยเฉพาะยุคไทยแลนด์ 4.0 หรือยุคดิจิทัล เช่นเดียวกับสถานการณ์แรงงาน ผู้ประกอบการต้องการบัณฑิตสายปฏิบัติการ หรืออาชีวะจำนวนมาก สัดส่วนไม่น้อยกว่า 2 ล้านคน

สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(กอศ.) กล่าวว่าอาชีวะจัดการศึกษาตอบสนองนโยบาย 4.0 ผลิตนักศึกษาให้สอดคล้องกับ 10 อุตสาหกรรมหลัก โดยพัฒนาหลักสูตร เป็นหลักสูตรอาชีวะพรีเมียม หรือโครงการเพื่อยกระดับคุณภาพหลักสูตรอาชีวศึกษาตามนโยบายรัฐ ใน 7 สาขา ได้แก่ สาขาระบบขนส่งทางราง สาขาแม็คคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ สาขาช่างอากาศยาน สาขาหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม สาขาโลจิสติกส์ และสาขาเกษตรสมัยใหม่ (สมาร์ทฟาร์มมิ่ง) ใน 27 วิทยาลัย ในหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ร่วมกับวิทยาลัยต่างประเทศ จบการศึกษาได้รับทวิวุฒิ ซึ่งมี 2 สาขา คือสาขาระบบขนส่งทางราง และสาขาแม็คคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์อุตสาหกรรม เริ่มรับนักศึกษารุ่นแรก ปีการศึกษา 2561

 

อาชีวะไทยปรับตัวสู่สากล ผลิต"เด็กช่างพรีเมียม"4.0สุเทพ ชิตยวงษ์

 

    ใช้บิ๊กดาต้าพัฒนากำลังคน
นอกจากนี้ ยังมีความร่วมมือในประเทศต่างๆ เช่น ระบบขนส่งทางราง ร่วมมือกับประเทศจีน, ท่าอากาศยาน ร่วมมือกับบริษัทในต่างประเทศ อย่าง เยอรมนี และสายการบินทั้งไทย และต่างชาติ พัฒนากำลังคนตอบโจทย์ประเทศ และการเปลี่ยนแปลงของโลกแล้วนั้น สอศ.ปรับกระบวนการบริหารให้วิทยาลัยอาชีวะทุกแห่ง มีระบบฐานข้อมูลเชิงดิจิทัล และจัดทำฐานข้อมูล หรือบิ๊กดาต้า อาชีวะทั้งประเทศช่วยให้วิทยาลัยแต่ละแห่งเห็นทิศทางพัฒนากำลังคน

เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจของประเทศเปลี่ยนแปลงจากภาคการผลิตไปสู่การคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ การเรียนรู้ทางนวัตกรรม เพื่อนำพาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 และมิได้เกิดประโยชน์ต่อนักเรียน ครู หรือสถานศึกษาเท่านั้น แต่ยังเกิดประโยชน์ในระดับภูมิภาคด้วยกระบวนการจัดการเรียนการสอน เพื่อสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ต้องเน้นโครงงานแบบฐานวิทยาศาสตร์

 

อาชีวะไทยปรับตัวสู่สากล ผลิต"เด็กช่างพรีเมียม"4.0

 

โดยมีวิทยาลัยที่เป็นโครงการนำร่องทั้งสิ้น 5 แห่ง ได้แก่ จังหวัดพังงา จะเน้นด้านอุตสาหกรรมบริการ คือ ด้านการท่องเที่ยวและการโรงแรม และอีก 4 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา และวิทยาลัยอาชีวศึกษาเทคโนโลยีฐานวิทยาศาสตร์ (ชลบุรี) เน้นด้านช่างอุตสาหกรรม

สำหรับวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีลำพูน เน้นด้านเกษตรกรรม (เทคโนโลยีชีวภาพการเกษตร) และวิทยาลัยอาชีวศึกษาสิงห์บุรี เน้นด้านเทคโนโลยีการอาหาร โดยจะเป็นการสอนที่ให้ผู้เรียนเรียนด้วยระบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้โครงงานเป็นฐาน และยังมีแนวทางการจัดการศึกษาที่บูรณาการความรู้ใน 4 สหวิทยาการ ที่เรียกว่า สะเต็ม เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย โดยคำนึงถึงคุณภาพของผู้เรียนเป็นสิ่งสำคัญ ให้สอดคล้องกับนโยบายของสอศ. ที่กำหนดให้ปีนี้เป็นปีแห่งคุณภาพการจัดการอาชีวศึกษา

 

อาชีวะไทยปรับตัวสู่สากล ผลิต"เด็กช่างพรีเมียม"4.0

 

    ครูฝึกในสถานประกอบการ
สุเทพ กล่าวต่อไปว่า ครูเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนา ซึ่งปัจจุบันสอศ.มีหลักสูตรพัฒนาครู 84 หลักสูตร และมีครูอาชีวะตามเกณฑ์ 33,000 คน โดยเป็นครูประจำ 16,000 คน และครูอัตราจ้าง หรือผู้เชี่ยวชาญจากสถานประกอบการมาสอน 17,000 คน  จึงเปิดโอกาสให้นักศึกษา ครูคณาจารย์ ไปเรียนรู้ฝึกปฏิบัติในสถานประกอบการ ซึ่งมีเทคโนโลยีทันสมัย เรียนรู้สภาพความเป็นจริง นักศึกษาได้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี และพร้อมปรับตัวเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ

 

อาชีวะไทยปรับตัวสู่สากล ผลิต"เด็กช่างพรีเมียม"4.0

 

“อาชีวะเน้นทวิภาคีแบบเข้มข้น พัฒนาครูฝึกในสถานประกอบการ เพื่อให้เด็กอาชีวะคุณธรรม มีความรับผิดชอบ ซื่อสัตย์ อดทน สื่อสารได้ แก้ปัญหาเป็น คิดค้นนวัตกรรม เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก โดยครูต้องพัฒนาทักษะการสอนแบบ WIL เข้มข้นในสาขางาน/สาขาวิชา และร่วมเป็นครูพี่เลี้ยงร่วมสอนในสถานประกอบการ” สุเทพ กล่าว

        ดึงเอกชนทำทวิภาคี
ล่าสุดได้ทำทวิภาคีร่วมกับบริษัท ดัคกาลบี้ กรุ๊ป จำกัด  ดำเนินธุรกิจด้านร้านอาหารเกาหลี มีครูฝึกที่มีความชำนาญ โดยรับนักเรียน นักศึกษา ในระดับชั้น ปวช.และ ปวส. สาขาอาหารและโภชนาการ ด้านธุรกิจค้าปลีก และสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจของบริษัท เข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพ และทำงานพาร์ทไทม์

 

อาชีวะไทยปรับตัวสู่สากล ผลิต"เด็กช่างพรีเมียม"4.0

 

มีสถานศึกษาในสังกัด สอศ. จำนวน 8 แห่งเข้าร่วม ได้แก่ วิทยาลัยอาชีวศึกษาเอี่ยมละออ วิทยาลัยอาชีวศึกษามหาสารคาม วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี วิทยาลัยพณิชยการบางนา วิทยาลัยอาชีวศึกษานครปฐม วิทยาลัยอาชีวศึกษาเสาวภา วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน และวิทยาลัยพณิชยการธนบุรี

“ความร่วมมือครั้งนี้จะสามารถผลิตกำลังคนสายวิชาชีพ ให้ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงาน รวมถึงนำไปสู่การผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีคุณภาพ ตามนโยบายของรัฐบาล และกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศต่อไป”

 

อาชีวะไทยปรับตัวสู่สากล ผลิต"เด็กช่างพรีเมียม"4.0

 

  17ศูนย์ประสานงานฯกำลังคน 
ปัจจุบัน เด็กอาชีวะ มีงานทำ 100% แต่ละปีมีบัณฑิตอาชีวะจบการศึกษาประมาณ 2.3 แสนคน แต่ตลาดแรงงานต้องการ ไม่น้อยกว่า 5 แสนคน อีกทั้งอาชีวศึกษาได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยปี 60 สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษา เพิ่มขึ้นเป็น 39.70% สายสามัญมีคนเรียน 60.30%  อนาคตคาดว่าได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ด้วยเหตุพ่อแม่ ผู้ปกครองมองเห็นความสำคัญของการเรียนอาชีวะ สอศ.จึงเร่งสร้างความเข้าใจ และสร้างแรงจูงใจเพื่อให้มีผู้เรียนมากขึ้นให้ได้สัดส่วน 50%

เด็กไทยเจ๋ง!! คว้า3ทอง2เงิน แข่งหุ่นยนต์นานาชาติ//รอเพลท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/339096

  เด็กไทยเจ๋ง!! คว้า3ทอง2เงิน แข่งหุ่นยนต์นานาชาติ//รอเพลท

สพฐ,แข่งหุ่นยนต์นานาชาติ,ณ กรุงปักกิ่ง,รรสามัคคีวิทยาคม จเชียงราย,นางสาวกรนภา ผาอิ่น,เด็กหญิงลลิตา ดีเลิศ,โพธิสารพิทยากร,กรุงเทพมหานคร,นายวศิน มังคลาด,่ หุ่นยนต์,เวทีโลก

นักเรียนไทยเจ๋ง คว้ารางวัล 3 เหรียญทอง 2 เหรียญเงิน จากการแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติในรายการ Robot challenge 2018 มี 30 ประเทศเข้าร่วม ณ สาธารณรัฐประชาชนจีน

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) นำนักเรียนไทยพร้อมด้วยครูที่ปรึกษาและผู้ควบคุมการแข่งขัน เดินทางไปแข่งขันหุ่นยนต์นานาชาติในรายการ ROBOTCHALLENGE 2018

ณ กรุงปักกิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ระหว่างวันที่ 9-13 สิงหาคม 2561 โดยคัดเลือกทีมที่ได้รับรางวัลชนะเลิศจากการแข่งขันใน 2 รายการได้แก่ การแข่งขันหุ่นยนต์ สพฐ. งานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับชาติ ครั้งที่ 67 ปีการศึกษา 2560 โดยจัดระหว่างวันที่ 10-11 กุมภาพันธ์ 2561 และการแข่งขันหุ่นยนต์ ส.ส.ท. – สพฐ. ยุวชนชิงแชมป์ประเทศไทย ระหว่างวันที่ 8-10 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา โดยมีนักเรียนและเยาวชนจาก 30 ประเทศ เป็นโค้ชผู้ควบคุมการแข่งขัน 445 คน ผู้เข้าแข่งขัน 2,288 คน และ 223 สถาบันเข้าร่วมแข่งขัน

 

  เด็กไทยเจ๋ง!! คว้า3ทอง2เงิน แข่งหุ่นยนต์นานาชาติ//รอเพลท

 

  เด็กไทยเจ๋ง!! คว้า3ทอง2เงิน แข่งหุ่นยนต์นานาชาติ//รอเพลท

        สำหรับทีมที่เป็นตัวแทนนักเรียนไทยที่เข้าร่วมแข่งขัน มีจำนวน 8 โรงเรียน 10 รายการแข่งขัน ได้รับรางวัลต่างๆดังนี้

      1.โรงเรียนปทุมราชวงศา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 ชนะเลิศ รายการแข่งขัน Puck Collect Senior ได้รับรางวัล Gold Medal

      2.โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 36 ชนะเลิศ รายการแข่งขัน Remote Air Race ได้รับรางวัล Gold Medal

  เด็กไทยเจ๋ง!! คว้า3ทอง2เงิน แข่งหุ่นยนต์นานาชาติ//รอเพลท

      3.โรงเรียนอำนาจเจริญ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 และ โรงเรียนปทุมราชวงศา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 29 ชนะเลิศ รายการแข่งขัน Line Follower Senior ได้รับรางวัล Gold Medal

     4.โรงเรียนร่องคำ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 และ โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กาฬสินธุ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 รองชนะเลิศ รายการแข่งขัน Line Follower Enhanced Adult ได้รับรางวัล Silver Medal

  เด็กไทยเจ๋ง!! คว้า3ทอง2เงิน แข่งหุ่นยนต์นานาชาติ//รอเพลท

     5.โรงเรียนโพธิสารพิทยากร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 รองชนะเลิศ รายการแข่งขัน Line Follower Junior ได้รับรางวัล Silver Medal

      6.โรงเรียนร่องคำ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 รองชนะเลิศ อันดับ 3 รายการแข่งขัน Puck Collect Adult ได้รับรางวัล First Prize

      7.โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย กาฬสินธุ์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 24 รองชนะเลิศ อันดับ 3 รายการแข่งขัน Line Follower Senior ได้รับรางวัล First Prize

      8.โรงเรียนจักรคำคณาทร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 35 รองชนะเลิศ อันดับ 3 รายการแข่งขัน Lego Line Follower Senior ได้รับรางวัล First Prize

      9.โรงเรียนวัดเขาวัง (แสง ช่วงสุวนิช) สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 1 รองชนะเลิศ อันดับ 3 รายการแข่งขัน FreeStyle Senior ได้รับรางวัล First Prize

      10.โรงเรียนศรัทธาสมุทร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 10 รองชนะเลิศ อันดับ 4 รายการแข่งขัน FreeStyle Senior ได้รับรางวัล Second Price

       นางสาวธัญนันท์ แก้วเกิด ผู้อำนวยการกลุ่มโครงการพิเศษ สำนักพัฒนานวัตกรรมการจัดการศึกษา สพฐ. กล่าวว่า สำหรับการแข่งขัน ROBOTCHALLENGE 2018 ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นครั้งแรกที่ทางสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ส่งนักเรียนเข้าแข่งขันในเวทีนี้ โดยในปี 2018 สาธารณรัฐประชาชนจีน เป็นเจ้าภาพ

        “สำหรับเวทีการแข่งขันในครั้งนี้ เป็นอีกเวทีหนึ่งซึ่งมาตรฐานและเกณฑ์การตัดสินได้มาตรฐานระดับสากล ที่นานาชาติสนใจเข้าร่วมแข่งขัน เป็นเวทีที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความสามารถในการสร้างสรรค์หุ่นยนต์ นำไปแก้ปัญหาตามโจทย์หรือสถานการณ์ซึ่งนักเรียนจะสามารถเชื่อมโยงความรู้ในสาระวิชาต่างๆ มาใช้ในการออกแบบวางแผนการทำงานของหุ่นยนต์ โดยใช้อุปกรณ์ เครื่องมือที่มีได้อย่างหลากหลาย ส่งเสริมการใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการสร้างสรรค์ผลงาน แก้ปัญหาและนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน และเป็นแสดงศักยภาพของนักเรียนตัวแทนประเทศไทย ว่าประเทศไทยก็ทัดเทียมกับนานาประเทศ”นางสาวธัญนันท์ กล่าว

  เด็กไทยเจ๋ง!! คว้า3ทอง2เงิน แข่งหุ่นยนต์นานาชาติ//รอเพลท

  เด็กไทยเจ๋ง!! คว้า3ทอง2เงิน แข่งหุ่นยนต์นานาชาติ//รอเพลท

         ด้านนายวศิน มังคลาด ครูโรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จ.เชียงราย เล่าว่า รู้สึกดีใจที่ได้เข้าร่วมแข่งขันในระดับนานาชาติ สิ่งที่ได้จากการแข่งขันคือเห็นความสามารถของทีมต่างๆ ในระดับนานาชาติ ว่าแต่ละประเทศ มีการพัฒนาอย่างไร จะนำความรู้ที่ได้ไปพัฒนาต่อยอดในโรงเรียนให้กับนักเรียนและกิจกรรมต่อไป

  เด็กไทยเจ๋ง!! คว้า3ทอง2เงิน แข่งหุ่นยนต์นานาชาติ//รอเพลท

                                          นางสาวกรนภา ผาอิ่น

        นางสาวกรนภา ผาอิ่น  นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ทีม(3คน)โรงเรียนสามัคคีวิทยาคม จ.เชียงราย ชนะเลิศเหรีญทอง เล่าว่า รู้สึกภูมิใจที่ได้เข้าร่วมแข่งขันรายการแข่งขัน Remote Air Race ได้รับรางวัล Gold Medal โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก เพราะว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ให้กับเด็กนักเรียน เป็นแรงบันดาลใจที่จะนำไปพัฒนาศักยภาพของตนและทีมให้ดียิ่งขึ้นไป สามารถนำความรู้ที่ได้นำไปต่อยอดและพัฒนาให้สามารถใช้ประโยชน์ อยากพัฒนาโดรนช่วยเหลือชีวิต อย่างกรณีทีมหมูป่าติดอยู่ที่ถ้ำหลวง จ.เชียงราย อยากนำสิ่งที่พัฒนาไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ช่วยเหลือคนอื่นได้จริง

  เด็กไทยเจ๋ง!! คว้า3ทอง2เงิน แข่งหุ่นยนต์นานาชาติ//รอเพลท

        เด็กหญิงลลิตา ดีเลิศ (คนเดียว) คว้าเหรียญเงิน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนโพธิสารพิทยากร กรุงเทพมหานคร เล่าว่า การมาแข่งขัน ROBOTCHALLENGE 2018 ที่ประเทศจีนในครั้งนี้ ได้ประสบการณ์ที่ดี 2 เรื่อง เรื่องที่ 1 ได้ใช้ภาษาจีนที่เรียนมาในการติดต่อสื่อสาร เพราะในประเทศจีน คนส่วนใหญ่ กรรมการ พูดแต่ภาษาจีน ทำให้สามารถสื่อสารได้เข้าใจ เรื่องที่ 2 คือการแข่งขัน Line Follower Junior ถึงแม้จะได้เหรียญเงิน แต่จะนำจุดบกพร่องของตนเอง และเรียนรู้สิ่งที่คู่แข่งชนะคืออะไร นำไปพัฒนาให้ดีกว่าและจะมาแข่งใหม่ในครั้งหน้า และในนามตัวแทนนักเรียนที่เข้าแข่งขัน ขอบคุณสำนักงานคณะกรรมการการศึกษา​ขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ที่จัดทำโครงการดีๆแบบนี้

  เด็กไทยเจ๋ง!! คว้า3ทอง2เงิน แข่งหุ่นยนต์นานาชาติ//รอเพลท

      นอกจากนี้ ยังมีอีก ​4 สถาบันการศึกษาในประเทศไทย เข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ซูโม่ SUMO ROBOT ตัวแทนจากรายการแข่งขันหุ่นยนต์ The 1 st FSI All Thailand & World Robot Sumo Tournament ได้แก่ทีมหุ่นยนต์ภาควิชา วิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง วิทยาเขตชุมพร เขตอุดมศักดิ์ จังหวัดชุมพร รร. Norwich​ International​ School​ ร.ร.อัสสัมชัญ รร.ทีปังกรวิทยาพัฒน์ (ทวีวัฒนา) ในพระราชูปถัมภ์ฯ อีกด้วย

   เรื่อง/ภาพโดย ฤทัยกัญญา ชูทอง สพม.38

“ระบบบริการสาธารณสุข”คนไทยเข้าถึงแต่ยังเหลื่อมล้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/338987

“ระบบบริการสาธารณสุข”คนไทยเข้าถึงแต่ยังเหลื่อมล้ำ

ระบบบริการสาธารณสุข,ประกันสุขภาพ,บัตรทอง

“ระบบบริการสาธารณสุข”คนไทยเข้าถึงแต่ยังเหลื่อมล้ำ : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ qualitylife4444@gmail.com

นับตั้งแต่ปี 2545 อาจกล่าวได้ว่าเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นที่ทำให้คนไทยลดภาวะที่เรียกว่า “ล้มละลาย” จากค่ารักษาพยาบาล เนื่องจากพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 มีผลบังคับใช้ ทำให้คนไทยที่ไม่ได้อยู่ในสิทธิรักษาพยาบาลระบบประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ มีสิทธิรักษาพยาบาลในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ หรือ “บัตรทอง” ที่เป็นประกันสุขภาพภาครัฐ ส่งผลให้อัตราการเข้าถึงบริการระบบสาธารณสุขเพิ่มมากขึ้น ในปี 2556 อัตราผู้ป่วยนอก 155 ล้านครั้ง ผู้ป่วยใน 12 ล้านวัน เป็นกว่า 300 ล้านครั้ง และ 29 ล้านวัน ในปี 2560 แต่ในมุมมองของภาคประชาสังคมเห็นว่า “แม้คนไทยเข้าถึงมากขึ้นแต่ยังเหลื่อมล้ำ” !!!!

ก่อนหน้านี้ในราวปี 2556 สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข(สวรส.) ได้มีการระบุถึงเรื่อง “สถานการณ์ความเหลื่อมล้ำในระบบประกันสุขภาพและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง” ว่า หลังจากที่มีบัตรทองส่งผลให้ความเหลื่อมล้ำในระบบสุขภาพลดลงอย่างเป็นรูปธรรม เห็นได้จาก 1.การเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการเฉพาะทาง เช่น ต้อกระจก หัวใจ มะเร็ง 2.ประสิทธิภาพในการรักษาโรคเรื้อรังอย่างความดัน เบาหวาน ไขมันในเลือดสูง มีแนวโน้มดีขึ้น และ 3.ความยากจนเนื่องจากภาระรายจ่ายด้านสุขภาพลดลง

 

"ระบบบริการสาธารณสุข"คนไทยเข้าถึงแต่ยังเหลื่อมล้ำ

 

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นความเหลื่อมล้ำระหว่างกองทุนประกันสุขภาพภาครัฐ 3 กองทุน คือ บัตรทอง สวัสดิการข้าราชการ และประกันสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการออกแบบระบบและการแยกส่วนกลไกการอภิบาลระบบประกันสุขภาพ ได้แก่ การเลือกปฏิบัติระหว่างสิทธิที่แตกต่างกัน เช่น ข้าราชการมีแนวโน้มได้รับยาราคาแพงมากกว่าผูู้ป่วยบัตรทอง และความเหลื่อมล้ำระหว่างพื้นที่ เช่นการกระจายของทรัพยากรและคุณภาพของบริการ

ทั้งนี้ มีการให้ข้อเสนอในการปฏิรูปเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ 7 ข้อ ประกอบด้วย 1.กลไกอภิบาลระบบสุขภาพระดับชาติ 2.บูรณาการการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพ 3.การกระจายอำนาจการพัฒนาและจัดบริการสุขภาพสู่ระดับเขตและพื้นที่ในลักษณะพวงบริการ 4.การกำหนดเป้าหมายในการยกระดับและลดความเหลื่อมล้ำระหว่างกองทุนและพื้นที่ 5.การแก้ไขปัญหาข้อมูลข่าวสารที่ไม่สมมาตร 6.การวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพ และ 7.การกำหนดกลุุ่มเป้าหมายผู้ด้อยโอกาสที่ต้องการการดูแลพิเศษ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการเพื่อลดภาระของระบบในระยะยาว

 

"ระบบบริการสาธารณสุข"คนไทยเข้าถึงแต่ยังเหลื่อมล้ำ

 

ช่วงเวลาที่ผ่านมาแทบจะทุกรัฐบาลมีการรับรู้ประเด็นของความเหลื่อมล้ำในระบบบริการสาธารณสุข และมีความพยายามที่จะขยับผลักดันให้เกิด “ระบบสุขภาพหนึ่งเดียว” หลายครั้ง โดยเฉพาะในเรื่องของ “การรวมกองทุน” หมายถึงการรวมระบบประกันสุขภาพภาครัฐทั้ง 3 กองทุนเป็นกองทุนเดียว แต่ได้รับเสียงคัดค้านจากผู้ใช้สิทธิ์สวัสดิการข้าราชการและประกันสังคมว่าเป็นการ “ลิดรอนสิทธิ์” แต่มีการดำเนินการ “โครงการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤติ มีสิทธิ์ทุกที่” หรือ UCEP(Universal Coverage for Emergency Patients) ซึ่งคนไทยทุกคนเมื่อมีอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินระดับวิกฤติสามารถเข้ารับบริการการรักษาที่โรงพยาบาลใกล้ที่สุดได้ โดยไม่ต้องเป็นโรงพยาบาลตามสิทธิ์ ไม่ว่าจะมีสิทธิอยู่ในระบบประกันสุขภาพภาครัฐใด โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายในช่วงเวลา 72 ชั่วโมงแรก ถือเป็นหนึ่งในนโยบายลดความเหลื่อมล้ำในการรับบริการระบบสาธารณสุขอย่างหนึ่ง

 

"ระบบบริการสาธารณสุข"คนไทยเข้าถึงแต่ยังเหลื่อมล้ำ

 

จนถึงปัจจุบัน นางสุภาพร ถิ่นวัฒนากูล ตัวแทนกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพภาคเหนือ กล่าวว่า ปัจจุบันยังมีความเหลื่อมล้ำในระบบประกันสุขภาพภาครัฐ 3 กองทุนแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งใน 2 ประเด็นสำคัญ  คือ 1.การให้บริการด้านสาธารณสุข ที่ยังพบว่ามีความแตกต่างกันเมื่อผู้เจ็บป่วยเดินเข้าไปรับบริการการรักษา แม้แพทย์จะให้การรักษาเหมือนกัน แต่การให้ยาหรือสิทธิประโยชน์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการรักษาดูแลสุขภาพยังมีความแตกต่างกันทั้งที่เป็นคนไทยเหมือนกัน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่จะต้องดำเนินการแก้ไขให้ระบบบริการสาธารณสุข เพื่อให้คนไทยทุกคนได้รับบริการคุณภาพและมาตรฐานที่เหมือนกันเมื่อเข้ารับการรักษาพยาบาล โดยไม่ต้องคำนึงถึงเศรษฐสถานะของบุคคลนั้น

และ 2.งบประมาณที่สนับสนุน 3 กองทุน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่นำมาสู่ปัญหาความเหลื่อมล้ำในระบบบริการสาธารณสุข  โดยข้าราชการสามารถเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาลได้โดยมีเพดานที่สูงมาก เฉลี่ยต่อคนต่อปีราว 12,000 บาท ขณะที่ระบบบัตรทองมีเพดานงบเหมาจ่ายรายหัวต่อคนต่อปีอยู่เพียงราว 3,000 บาทต่อคนต่อปี เพราะฉะนั้นหากสามารถดำเนินการให้มีการจัดสรรงบประมาณได้เท่าเทียมในทุกระบบประกันสุขภาพภาครัฐไปสู่โรงพยาบาล เชื่อว่าความเหลื่อมล้ำจะไม่เกิดขึ้น หรือแม้แต่ในระบบประกันสังคมก็มีความเหลื่อมล้ำ เนื่องจากเป็นระบบเดียวที่ผู้ประกันตนต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน ส่วนอีก 2 ระบบรัฐบาลสนับสนุนงบประมาณโดยผ่านระบบภาษี แต่คนในระบบประกันสังคมต้องจ่าย 2 เท่าจากภาษีและเงินสมทบรายเดือน

 

"ระบบบริการสาธารณสุข"คนไทยเข้าถึงแต่ยังเหลื่อมล้ำ

 

ข้อเสนอของกลุ่มคนรักหลักประกันฯ ในการลดความเหลื่อมล้ำ นางสุภาพร บอกว่า เรื่องสำคัญที่รัฐบาลควรเริ่มต้นดำเนินการคือ เรื่องเงินสนับสนุนหน่วยบริการ รัฐควรใช้อัตราเดียวกันในการสนับสนุนงบค่าหัวในการรักษาพยาบาลให้แก่ประชาชนทุกคนไปยังหน่วยบริการ ขณะเดียวกันเมื่อดำเนินการในการแนวทางนี้ต้องไม่ให้ประชาชนได้รับผลกระทบ  โดยจะต้องยกระดับอัตราค่าหัวของบัตรทองขึ้นไปเท่ากับข้าราชการ จะทำให้การปฏิบัติในการให้บริการไม่มีความแตกต่าง เพราะการจะลดอัตราของข้าราชการลงมาเท่ากับบัตรทองจะเป็นการกระทบสิทธิ์ข้าราชการ

นางสุภาพร ยืนยันว่า ประเทศนี้ยังสามารถจัดสรรทรัพยากรมาดูแลสุขภาพของคนในประเทศได้ เพราะเมื่อดูจากการจัดสรรงบประมาณแผ่นดินจะพบว่าสัดส่วนการลงทุนด้านสุขภาพหรือด้านสาธารณสุขต่ำมาก ไม่ถึง 20% ของจีดีพีของประเทศ และยังพบว่าไม่สามารถจัดเก็บภาษีหลายอย่างได้ ปัจจุบันภาษีที่ใช้ในประเทศเป็นภาษีมูลค่าเพิ่มที่เอามาจากคนจน แต่ภาษีที่เป็นภาษีรายได้ที่ควรจะเข้ารัฐมากกว่านี้ ประเทศนี้ยังเก็บไม่ได้ ทั้งนี้ ควรเข้าใจว่าหากลงทุนด้วยทรัพยากรด้านสุขภาพกับประชาชนแล้วประชาชนมีสุขภาพที่ดีขึ้นคุ้มค่ามาก คุ้มค่ากว่าการนำไปซื้ออะไรอย่างอื่นอีกมาก

 

 

"ระบบบริการสาธารณสุข"คนไทยเข้าถึงแต่ยังเหลื่อมล้ำ

 

“การเข้าถึงระบบบริการสาธารณสุขของคนไทยดีขึ้นแน่นอนเห็นได้อย่างชัดเจน คนไม่ต้องล้มละลายจากค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในการเข้ารับการรักษาพยาบาล แต่ความแตกต่างในการให้บริการยังมีอยู่ และมีความเหลื่อมล้ำเกิดขึ้นในระหว่างคนไทยด้วยกัน” นางสุภาพรกล่าว

การลดความเหลื่อมล้ำในระบบบริการสาธารณสุขเป็นสิ่งที่ควรจะดำเนินการเพื่อลดช่องว่าง ขณะเดียวกันจะต้องไม่กระทบต่อสิทธิ์ของบุคคลอื่นทั้งในมุมของผู้รับบริการและผู้ให้บริการ

นมแม่คือรากฐานแห่งชีวิตสธ.ชูปี68ร้อยละ50กิน6เดือน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/338496

นมแม่คือรากฐานแห่งชีวิตสธ.ชูปี68ร้อยละ50กิน6เดือน

นมแม่คือรากฐานแห่งชีวิตสธ.ชูปี68ร้อยละ50กิน6เดือน

นมแม่คือรากฐานแห่งชีวิตสธ.ชูปี68ร้อยละ50กิน6เดือน : รายงาน

ปี 2559 พบว่า มีทารกไทยเพียงร้อยละ 40 ได้กินนมแม่ภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และเพียงร้อยละ 23 ที่ได้กินนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต – นพ.วชิระ เพ็งจันทร์

กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับเครือข่ายตั้งเป้าปี 2568 เด็กไทยอย่างน้อยร้อยละ 50 กินนมแม่อย่างเดียวถึง 6 เดือน รณรงค์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในเดือนวันแม่แห่งชาติและสัปดาห์นมแม่โลก ภายใต้คำขวัญ “นมแม่คือรากฐานแห่งชีวิต” ตั้งเป้าในปี 2568 เด็กไทยกว่าร้อยละ 50 กินนมแม่อย่างเดียวนานถึง 6 เดือน

นมแม่คือรากฐานแห่งชีวิตสธ.ชูปี68ร้อยละ50กิน6เดือน

นพ.วชิระ เพ็งจันทร์ อธิบดีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ปีนี้กระทรวงสาธารณสุข และเครือข่ายได้ร่วมกันรณรงค์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และสัปดาห์นมแม่โลก หรือ World Breastfeeding Week ที่นานาประเทศได้ร่วมกันกำหนดไว้ในวันที่ 1-7 สิงหาคม ของทุกปี ภายใต้แนวคิด “นมแม่คือรากฐานแห่งชีวิต” Breastfeeding : Foundation of Life

โดยมีนโยบายที่จะส่งเสริม สนับสนุน และปกป้องให้เด็ก ทุกคนได้กินนมแม่อย่างเต็มที่ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก คือ กินนมแม่ตั้งแต่ 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด กินนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต และกินนมแม่ต่อเนื่องควบคู่อาหารตามวัยจนถึงอายุ 2 ปีหรือนานกว่านั้นหรือตามสูตร 1-6-2

นมแม่คือรากฐานแห่งชีวิตสธ.ชูปี68ร้อยละ50กิน6เดือน

“ประเทศไทยมีแนวโน้มการเกิดลดลง เราไม่สามารถตรึงการเกิดไม่ให้ลดลงได้ แต่เราสามารถทำให้ทุกการเกิดมีคุณภาพได้ โดยการเตรียมความพร้อมจากแม่ ปัจจุบันเรามีนโยบายส่งเสริมการเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ ดังนั้นเราจึงจำเป็นที่ต้องเน้นตั้งแต่เริ่มก่อนตั้งครรภ์ คือการส่งเสริมให้แม่เข้าถึงบริการ ต้องได้รับสารอาหารเพียงพอจากแม่สู่ลูก หลังคลอด 6 เดือนต้องให้เด็กได้รับนมแม่อย่างเดียว”

จากการสำรวจสถานการณ์เด็กและสตรีในประเทศไทย จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมกับองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ ในปี 2559 พบว่า มีทารกไทยเพียงร้อยละ 40 ได้กินนมแม่ภายใน 1 ชั่วโมงแรกหลังคลอด และเพียงร้อยละ 23 ที่ได้กินนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต

ยิ่งไปกว่านั้น มีทารกเพียงร้อยละ 13 ที่ได้กินนมแม่ต่อเนื่องถึง 2 ปี สธ.ตั้งเป้าต้องเพิ่มอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนให้ได้ 50 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2568 โดยการทำเรื่อง “ปกป้อง สนับสนุน ส่งเสริม” ขณะนี้กฎหมายลูก 10 ฉบับออกมาเรียบร้อยแล้ว ภายในวันที่ 20 สิงหาคมนี้ จะทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการอีกครั้ง และในเดือนกันยายนนี้ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย เรื่องการจัดสภาพแวดล้อม เอื้ออำนวยให้แม่ได้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เช่น การจัดมุมนมแม่ในสถานประกอบการ

นมแม่คือรากฐานแห่งชีวิตสธ.ชูปี68ร้อยละ50กิน6เดือน

ทั้งนี้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ จะขับเคลื่อนทั้งงานปกป้อง สนับสนุน ส่งเสริม ได้แก่  การปกป้อง ส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การปกป้อง คือการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 หรือ พ.ร.บ.นมผง เพื่อปกป้องสิทธิและสุขภาพของเด็กทุกคนไม่ให้เสียโอกาสในการกินนมแม่ ผ่านการควบคุมวิธีการโฆษณาและส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก

การส่งเสริม คือ การจัดระบบบริการสุขภาพ ที่สร้างความรอบรู้เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่แก่หญิงตั้งครรภ์และครอบครัว ตั้งแต่ฝากครรภ์ ต่อเนื่องถึงการจัดบริการห้องคลอดคุณภาพและการดูแลหลังคลอดที่ช่วยแม่ให้เริ่มให้นมลูกได้เร็วและ ตามต้องการ เชื่อมโยงถึงชุมชนที่มีอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านเกือบ 1 ล้านคน คอยให้คำปรึกษา อย่างใกล้ชิดที่บ้าน

นมแม่คือรากฐานแห่งชีวิตสธ.ชูปี68ร้อยละ50กิน6เดือน

ส่วนการสนับสนุน คือการจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้ออำนวยช่วยเหลือให้เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ โดยในระบบบริการสุขภาพมีการจัดตั้งคลินิกนมแม่เพื่อช่วยแก้ปัญหาและให้คำปรึกษาอย่างครบวงจรในสถานประกอบกิจการสำหรับแม่ทำงาน มีการผลักดันการจัดตั้งมุมนมแม่

ทั้งนี้กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน กล่าวว่า ได้มีการสนับสนุนการนโยบาย สธ. ส่งเสริมให้เด็กได้กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือนแรก เพื่อส่งเสริมให้ลูกจ้างและนายจ้างเห็นความสำคัญ ซึ่งจะส่งผลให้เด็กมีภูมิต้านทานโรค สุขภาพแข็งแรง พัฒนาการสมวัย ประหยัดค่าใช้จ่ายของลูกจ้างในการซื้อนมผง ที่มีคุณค่าทางอาหารน้อย และมีการลงนามร่วมกับ 7 องค์กรที่ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

ซึ่งผลการดำเนินงานที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2559-กรกฎาคม 2561 มีสถานประกอบกิจการจัดตั้งมุมนมแม่ จำนวน 1,745 แห่ง ลูกจ้างใช้บริการมุมนมแม่ จำนวน 11,159 คน ลูกจ้างเกี่ยวข้อง 999,882 คน ทำให้สามารถประหยัดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 334,770,000 บาท ขณะนี้กระทรวงการคลังได้ออกมาตรการลดหย่อนภาษีมาช่วยสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพื่อดึงดูดนายจ้างเข้าร่วมโครงการมากขึ้น โดยรูปแบบนายจ้างต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนทดแทน กำหนดไว้ว่าจะได้รับลดหย่อนเมื่อลูกจ้างปลอดภัย มีสุขภาพดี มีความสุขในการทำงาน ส่วนการขยายเวลาลาคลอดเป็น 6 เดือนนั้นเป็นเรื่องยาก ขณะนี้ขยายจาก 90 วัน 98 วัน ซึ่งจะนับวันที่ต้องไปตรวจครรภ์ด้วย”

นมแม่คือรากฐานแห่งชีวิตสธ.ชูปี68ร้อยละ50กิน6เดือน

ซึ่งการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นหนึ่งในการลงทุนที่ดีที่สุด สำหรับ 6 เดือนแรก เด็กกินนมแม่ เป็นวิธีที่ทั้งฉลาดและประหยัดเพื่อให้เด็กมีสุขภาพแข็งแรง กินนมแม่มีผลอย่างมากกับการอยู่รอดปลอดภัย สุขภาพ ภาวะทางโภชนาการ และพัฒนาการของเด็ก เด็กทารกที่ได้กินนมแม่มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วยน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ เด็กที่ไม่ได้รับนมแม่เมื่อโตขึ้นจะมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วน ภาวะไขมันในเส้นเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน หอบหืดในเด็ก และโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และที่สำคัญกว่านั้น เด็กที่ได้กินนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกมีพัฒนาการด้านสติปัญญาและมีความสามารถในการเรียนรู้ได้ดีกว่า

ยกตัวอย่างที่ คลินิกนมแม่ โรงพยาบาลนครปฐม มี ปุณปวีร์ กิตติกุล พยาบาลผู้เชี่ยวชาญประจำคลินิกนมแม่ หรือที่ใครๆ ก็เรียกเธอว่า “แม่นก นมแม่” เป็นพยาบาลคุณแม่ลูก 2 ช่วยให้ความรู้ช่วยเหลือแม่และลูกที่มีปัญหาในการให้นมแม่ ตั้งแต่เริ่มต้นจนกว่าแม่จะสามารถให้นมลูกได้อย่างถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่มือเก่า มือใหม่ มีปัญหาน้ำนมไม่พอ หัวนมแตก ท่อน้ำนมอุดตัน นวดประคบเต้านม อัลตร้าซาวนด์ เต้านมคัด เต้านมอักเสบ เต้านมเป็นฝี จุดขาวที่หัวนม หรือการช่วยแม่เริ่มต้นให้นมแม่ที่ถูกวิธี ท่าอุ้ม วิธีดูดนมของลูก แม้การแก้ไขปัญหาต่างๆ ของลูก เช่น ลูกปฏิเสธนมแม่รุนแรง ลูกติดขวดนม ลูกปากแหว่ง เพดานโหว่ ปรึกษาเรื่องนมแม่ได้ที่ https://www.facebook.com/kunnoknommae

สร้างอาชีพให้คน”ร่วมสมัย”ทางรอดมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/338338

สร้างอาชีพให้คน”ร่วมสมัย”ทางรอดมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล

หาวิทยาลัยยุคดิจิทัล,สร้างอาชีพ

สร้างอาชีพให้คน”ร่วมสมัย”ทางรอดมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล : รายงาน  โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylife4444@gmail.com

“มหาวิทยาลัยจะอยู่รอดได้ ต้องร่วมมือกับภาคเอกชน อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยด้วยกันเอง เพื่อเป็นแหล่งสร้างอาชีพแก่คนทุกกลุ่ม”

 

สร้างอาชีพให้คน"ร่วมสมัย"ทางรอดมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล

 

มหาวิทยาลัยจะรอดได้หรือไม่ในยุคดิจิทัล นอกจากต้องปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การทำงานในภาคอุตสาหกรรม เป็นแหล่งสร้างอาชีพ และเสริมทักษะในด้านอื่นๆ แก่คนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะเด็กรุ่นใหม่ แต่ต้องรวมถึงผู้สูงอายุ คนวัยเกษียณด้วย ที่สำคัญต้องร่วมมือกับภาคเอกชน อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยด้วยกันเอง เพื่อเป็นแหล่งสร้างอาชีพแก่คนรุ่นใหม่” ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ธัญบุรี กล่าว

 

สร้างอาชีพให้คน"ร่วมสมัย"ทางรอดมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล

 

เมื่อโครงสร้างของประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป มีเด็กน้อยลง ผู้สูงอายุมากขึ้น กลุ่มคนวัยทำงานต้องแบกรับดูแลผู้คนมากขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตผู้คน และเกี่ยวข้องกับอาชีพต่างๆ มากขึ้น สถาบันการศึกษาจึงต้องปรับตัว เป็นแหล่งสร้างอาชีพ ผลิตบัณฑิตที่ทำงานเป็น มีศักยภาพ มีความรู้ความสามารถ มีทักษะความรู้ ทักษะอารมณ์ และทักษะอาชีพ ตอบโจทย์ทั้งในส่วนของอุตสาหกรรม สถานประกอบการ และประเทศแล้ว ก็จะสามารถอยู่รอดได้

“เด็กรุ่นใหม่รู้จักตนเองตั้งแต่ ม.ปลาย หรือบางคนรู้จักตนเองก่อนหน้านั้นว่าอยากเป็นอะไร อยากทำอาชีพอะไร และเด็กมีการศึกษา ค้นหามหาวิทยาลัยที่สามารถตอบโจทย์การเรียน ความอยากรู้ และอาชีพของพวกเขาได้ สถาบันการศึกษาต่างๆ ต้องสอนให้นักศึกษาเป็นบัณฑิตนักปฏิบัติ มีทักษะ สมรรถนะอาชีพ ทำงานเป็น มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ความสามารถ รองรับกับอุตสาหกรรมใหม่ของประเทศ”

 

สร้างอาชีพให้คน"ร่วมสมัย"ทางรอดมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล

 

หากสถาบันการศึกษา ปรับตัวรับกับเทคโนโลยีนวัตกรรมของโลก แม้โครงสร้างประชากรเปลี่ยนแปลงไป แต่ไม่ได้รับผลกระทบเรื่องจำนวนนักศึกษาเข้าเรียน ขณะนี้มหาวิทยาลัยได้เปิดหลักสูตรใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็น สาขาวิชาวิศวกรรมระบบราง สาขาวิชาอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ สาขาวิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์อากาศยาน สาขาวิชาอุตสาหกรรมการบริการและการบิน สาขาวิชาแมคคาทรอนิกส์ ทุกหลักสูตรมีกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่ไม่ใช่เพียงในมหาวิทยาลัย แต่ทุกหลักสูตรมีความร่วมมือกับภาคเอกชน ในการส่งนักศึกษาไปฝึกงาน สหกิจศึกษา เป็นแหล่งฝึกอาชีพแก่เด็ก

 

สร้างอาชีพให้คน"ร่วมสมัย"ทางรอดมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล

 

      ปรับรับการเปลี่ยนแปลงของโลก
ดังนั้น สถาบันที่เปิดสอนระดับอุดมศึกษาต้องปรับเปลี่ยนทุกด้าน หลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนการสอน อุปกรณ์การเรียนการสอน สภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย ต้องร่วมมือสร้างเครือข่ายในการพัฒนานักศึกษา กับภาคเอกชน และสถานประกอบการเพิ่มศักยภาพ ทักษะตอบโจทย์ได้ตรงกับความต้องการของสถานประกอบการ อุตสาหกรรมมากขึ้น รวมถึงต้องมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรม และงานวิจัยใหม่ๆ ด้วย
มีการพัฒนาและปรับทุกหลักสูตร เพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงขององค์ความรู้ และข้อมูลมากมายที่อยู่ในอุตสาหกรรม และโลกดิจิทัล มีการพัฒนาอาจารย์มืออาชีพที่มีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติ โดยมีการส่งอาจารย์ไปอบรมทั้งในและต่างประเทศ อาทิ ส่งอาจารย์ไปเรียนรู้การจัดกระบวนการเรียนการสอนแบบฟินแลนด์ หรือการเรียนสมรรถนะอาชีพที่ประเทศเยอรมนี เป็นต้น

 

สร้างอาชีพให้คน"ร่วมสมัย"ทางรอดมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล

 

“อุปกรณ์การเรียนการสอน สื่อการสอน ห้องเรียน ห้องสมุดเป็นห้องสมุดออนไลน์ให้ทันสมัย เพิ่มพื้นที่ของมหาวิทยาลัยให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักศึกษา และมีเทคโนโลยีใหม่ๆ ให้ได้เรียนรู้ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่นักศึกษามากที่สุด เพราะเมื่อมหาวิทยาลัยเป็นแหล่งเรียนรู้ ทักษะอาชีพ ต่อให้โลกดิจิทัลที่มีข้อมูลมากมาย ค้นหาได้ แต่ก็ไม่สามารถสร้างเขาให้เป็นบัณฑิตนักปฏิบัติ มีทักษะอาชีพได้” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าว

 

สร้างอาชีพให้คน"ร่วมสมัย"ทางรอดมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล

 

      ผลิตนักนวัตกรรม สร้างสิ่งประดิษฐ์
อธิการบดีมทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่า เด็กสมัยนี้ ไม่ได้สนใจการเรียนการสอนในห้องเรียนเพียงอย่างเดียว ต้องได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ มหาวิทยาลัยต้องมีนวัตกรรมและงานวิจัย ให้เด็กได้เข้ามามีส่วนร่วม มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง รู้จักการบูรณาการองค์ความรู้ต่างๆ สร้างนวัตกรรมสิ่งประดิษฐ์ที่นำไปสู่การเป็นผู้ประกอบการ สร้างรายได้ให้แก่ตนเอง เป็นการเตรียมเด็กเชื่อมโยงเข้ากับภาคเอกชน สร้างนวัตกรรม สิ่งประดิษฐ์ ด้านหุ่นยนต์ประดิษฐ์ หรือ AI Bigdata อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมระบบราง อาหาร เกษตรกรรม สุขภาพ วัสดุศาสตร์ และโลจิสติกส์ การขนส่งทั้งทางบกและอากาศ

 

สร้างอาชีพให้คน"ร่วมสมัย"ทางรอดมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล

 

    รัฐหนุนเอกชน เปิดรับนศ.ฝึกงาน
อธิการบดีมทร.ธัญบุรี กล่าวอีกว่า มหาวิทยาลัยจะรอดในยุคดิจิทัล นอกจากมหาวิทยาลัยต้องปรับตัวให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี การทำงานในภาคอุตสาหกรรม เป็นแหล่งสร้างอาชีพ และเสริมทักษะในด้านอื่นๆ แก่คนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะเด็กรุ่นใหม่ แต่ต้องรวมถึงผู้สูงอายุ คนวัยเกษียณด้วย

 

สร้างอาชีพให้คน"ร่วมสมัย"ทางรอดมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล

 

ต้องมีการเรียนแบบออนไลน์ เพื่อตอบรับเทรนด์การเรียนรู้แบบใหม่ๆ แล้วนั้น ภาครัฐเองต้องเข้ามามีส่วนในการสนับสนุนให้ภาคเอกชนรับนักศึกษาเข้าไปฝึกงานในสถานประกอบการ และได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม เพราะสถานประกอบการมีอุปกรณ์ เทคโนโลยีต่างๆ ที่ทันสมัย อีกทั้งเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้การทำงาน และสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง

 

สร้างอาชีพให้คน"ร่วมสมัย"ทางรอดมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล

 

ขณะเดียวกัน ภาครัฐต้องสนับสนุนให้งบประมาณในสาขาที่เป็นความต้องการของประเทศ อย่าง สาขาท่าอากาศยาน ระบบราง โลจิสติกส์ เพราะการเรียนการสอนด้านเทคโนโลยี สาขาเหล่านี้ต้องมีการลงทุนด้านอุปกรณ์ค่อนข้างสูง รวมถึงรัฐต้องมีความร่วมมือกับต่างประเทศในการส่งเสริมการเรียนการสอน ด้านวิชาการ วิจัย นวัตกรรม แก่มหาวิทยาลัยไทยและประเทศต่างๆ มีการโปรโมท ให้มาลงทุน ให้มหาวิทยาลัย และวิทยาลัยอาชีวศึกษา มีโอกาสในอุตสาหกรรมมากขึ้น

สร้างอาชีพให้คน"ร่วมสมัย"ทางรอดมหาวิทยาลัยยุคดิจิทัล


“ศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนา”ที่1แอดมิชชั่น สู่ผกก.หญิงดาวรุ่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/338277

“ศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนา”ที่1แอดมิชชั่น สู่ผกก.หญิงดาวรุ่ง

ปราง,ที่1แอดมิชชั่น,จุฬาฯ,ที่1นิเทศจุฬาฯ,ผู้กำกับภาพยนตร์,ปรางนสศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนา

จากโดดเดี่ยว สู่โดดเด่น ฝันแค่เอื้อมของ “ปราง- ศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนา”ที่1แอดมิชชั่น  นิสิตเก่งคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ  สู่ผู้กำกับหญิงดาวรุ่งของไทย

เมื่อ 3 ปีที่แล้ว หลายคนรู้จักเธอในฐานะผู้ที่ทำคะแนนสอบแอดมิชชั่นได้เป็นอันดับ 1 ของประเทศในคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ มาในปีนี้ “ศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนา” หรือ“น้องปราง”

เป็นที่รู้จักอีกครั้งในระดับนานาชาติ ด้วยความสำเร็จจากภาพยนตร์ “Invisible Murder” ที่เธอกำกับ ถ่ายภาพและตัดต่อ ซึ่งได้รับรางวัล Silver Award สาขา Woman Film Maker จากการประกวดเทศกาลภาพยนตร์นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา  และยังคว้ารางวัลการตัดต่อภาพยนตร์สั้นยอดเยี่ยม จากเทศกาลภาพยนตร์ South Film and Arts Academy Festival ที่ประเทศชิลี อีกด้วย

"ศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนา"ที่1แอดมิชชั่น สู่ผกก.หญิงดาวรุ่ง

“ปราง”น.ส.ศิรดา ไตรตรึงษ์ทัศนา

       “ศิรดา” เผยถึงภาพยนตร์เรื่อง  “Invisible Murder” ว่า เป็นภาพยนตร์แนวดราม่าและ ทริลเลอร์ เรื่องราวของผู้หญิงคนหนึ่งที่รู้สึกว่าตัวเองไม่มีตัวตน จึงต้องการทำอะไรบางอย่างให้ตัวเองโดดเด่นและเป็นที่รู้จัก แรงบันดาลใจของเรื่องนี้มาจากเรื่องราวในชีวิตของตัวเองเมื่อเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิต จากเด็กนักเรียนมัธยมสู่การเรียนในมหาวิทยาลัย จึงอยากนำเสนอความรู้สึกโดดเดี่ยวที่เกิดขึ้น

       “ปรางเป็นคนแรกในชั้นเรียนที่ถ่ายทำภาพยนตร์ ปรางสร้างภาพยนตร์เรื่องนี้ตอนเรียนจบปีสอง และไปเรียนซัมเมอร์ด้านภาพยนตร์ที่นิวยอร์ค การถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องนี้มีอุปสรรคอยู่บ้าง เนื่องจากทุกคนในทีมเป็นมือใหม่ทั้งหมด และระยะเวลาการทำงานก็สั้นมาก ใช้เวลาถ่ายทำ 2-3 วัน ตัดต่ออีกราว 1 สัปดาห์ อาจารย์ที่สอนภาพยนตร์ที่นิวยอร์คแนะนำให้ส่งผลงานเข้าประกวดในเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้รับการปฏิเสธมามากเพราะเป็นเรื่องยากที่ผลงานของผู้กำกับหน้าใหม่จะได้รับการยอมรับ จนวันหนึ่งปรางได้รับอีเมลว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับเลือกไปฉายในเทศกาลภาพยนตร์นิวยอร์ค ซึ่งเป็นความฝันที่ไกลที่สุดแล้ว ยิ่งได้รับการตัดสินให้ได้รับรางวัล ก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นและดีใจมาก” ศิรดา เล่าถึงภาพยนตร์เรื่องนี้ด้วยรอยยิ้มแห่งความภาคภูมิใจ

      “ศิรดา” เผยถึงเหตุผลที่เลือกเรียนคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาฯ ว่า เพราะชื่นชอบการชมภาพยนตร์เป็นชีวิตจิตใจ ภาพยนตร์เป็นสื่อที่สามารถถ่ายทอดความคิดให้ออกมาเป็นภาพ และยังซ่อนแนวคิดต่างๆ เอาไว้มากมาย นอกเหนือจากความบันเทิง คนที่เรียนภาพยนตร์ควรเป็นคนที่ไม่ปิดกั้นตัวเอง กล้าที่จะคิดนอกกรอบ ชอบนำเสนอความคิดของตนเอง และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์

        “ศิรดา” บอกอีกว่า ภาพยนตร์ไทยมีเสน่ห์ไม่แพ้ภาพยนตร์ชาติใดในโลก เธอรู้สึกภูมิใจ ที่อุตสาหกรรมภาพยนตร์ของไทยเป็นที่น่าจับตามอง อย่างเรื่อง “ฉลาดเกมโกง” ที่ได้ไปฉายมาแล้วทั่วโลกและได้รับรางวัลมากมาย ความใฝ่ฝันในอนาคตอยากเป็นผู้กำกับหญิงของเมืองไทย อยากทำภาพยนตร์เรื่องยาวสักเรื่อง และพาพ่อเม่ รวมทั้งเพื่อนๆ ไปชมผลงานของตัวเองใน โรงภาพยนตร์

       ผู้กำกับหญิงคนเก่งยังได้ฝากคำแนะนำสำหรับน้องๆที่อยากประสบความสำเร็จในงานกำกับภาพยนตร์เช่นเดียวกับเธอว่า..

      “ขอให้ซื่อสัตย์กับความรู้สึกและความคิดของเรา มีเป้าหมายที่ชัดเจน อย่าให้คนอื่นมาบอกเราว่าต้องทำอะไร เพราะนี่คือภาพยนตร์ของเรา ภาพยนตร์แต่ละเรื่องที่สร้างขึ้นมา ไม่ว่าจะถ่ายทำด้วยอะไร ใช้งบมากแค่ไหน

       ขอเพียงแค่บอกเล่าสิ่งที่เรารู้สึก สิ่งที่มีความหมายกับเราย่อมมีความหมายกับคนอื่นด้วย ภาพยนตร์ทุกเรื่อง มีกลุ่มผู้ชมของมันเอง ความสำเร็จของภาพยนตร์ไม่ได้อยู่ที่รายได้ แต่อยู่ที่ผลตอบรับจากผู้ชมมากกว่า” ศิรดา กล่าว

7 เดือนส่งออกแรงงานไทยเกือบ4หมื่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/338239

7 เดือนส่งออกแรงงานไทยเกือบ4หมื่น

่ แรงงานไทย,ส่งออกแรงงานไทย,กรมการจัดหางาน,อนุรักษ์์,7เดือน,เกือบ4หมื่น

กกจ.เผยตัวเลขส่งแรงงานไทย ไปทำงานในต่างประเทศ ช่วง 7 เดือนปี 2561 มีจำนวน39,926 คน ระบุ”ไต้หวัน” มากสุด 12,608 คน ส่วนใหญ่ทำงานประเภทอุตสากรรม ก่อสร้าง

นายอนุรักษ์ ทศรัตน์ อธิบดีกรมการจัดหางาน   กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า กรมการจัดหางาน (กกจ.) มีภารกิจในการจัดส่งแรงงานไทย ไปทำงานต่างประเทศ โดยส่งเสริมให้แรงงานไทย

ไปทำงานในต่างประเทศอย่างมีศักดิ์ศรีและมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยมุ่งส่งเสริมการจัดส่งแรงงานไทยไปทำงานในประเทศที่มีศักยภาพ มีโอกาสได้รับการพัฒนาทักษะฝีมือ เพื่อนำกลับมาใช้ในประเทศโดยเฉพาะในสาขาที่มีความจำเป็นต่อการพัฒนาเสริมสร้างศักยภาพของประเทศ เช่น ไต้หวัน ญี่ปุ่น สาธารณรัฐเกาหลี และอิสราเอล เป็นต้น

7 เดือนส่งออกแรงงานไทยเกือบ4หมื่น
นายอนุรักษ์ ทศรัตน์
ซึ่งการเดินทางไปทำงานต่างประเทศที่ถูกต้องมี 5 วิธี ได้แก่ 1.บริษัทจัดหางานจัดส่ง 2.กรมการจัดหางานจัดส่ง(รัฐจัดส่ง) 3.นายจ้างพาลูกจ้างไปทำงานต่างประเทศ 4.นายจ้างส่งลูกจ้างไปฝึกงานในต่างประเทศ 5.คนหางานเดินทางไปทำงานต่างประเทศด้วยตนเอง โดยในปี 2561 มีเป้าหมายจัดส่ง 40,000 คน

ในกว่า 10 ประเทศ ซึ่งภาพรวมช่วง 7 เดือนปี 2561 (มกราคม–กรกฎาคม 2561) จัดส่งแรงงานไทยไปทำงานต่างประเทศแล้ว จำนวน 39,926 คน คิดเป็น 99.81 % โดยจัดส่งไปทำงานไต้หวันมากที่สุด จำนวน 12,608 คน รองลงมาคือ สวีเดน ญี่ปุ่นเกาหลี อิสราเอล ตามลำดับ ทำงานอุตสาหกรรม ก่อสร้าง และคนงานทั่วไป

        อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวเพิ่มเติมว่า การไปทำงานในต่างประเทศต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขของกฎหมาย และต้องเดินทางไปทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รวมทั้งต้องศึกษาเงื่อนไขในสัญญาจ้างงานอย่างละเอียด โดยสัญญานั้นจะต้องผ่านการรับรองจากสำนักงานแรงงานไทยหรือสถานทูต/สถานกงสุลไทยประจำประเทศนั้นๆ

        ทั้งนี้ หากผู้ใดหลอกลวงผู้อื่นว่าสามารถหางานหรือส่งไปฝึกงานต่างประเทศได้ มีความผิดตามกฎหมาย มีโทษจำคุก 3-10 ปี หรือปรับ 60,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งหากคนหางานมีข้อสงสัยในการไปทำงานต่างประเทศ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่สำนักงานจัดหางานจังหวัด สำนักงานจัดหางานกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1-10 หรือสายด่วนกระทรวงแรงงาน โทร. 1506 กด 2 กรมการจัดหางาน

“นักระบาดวิทยา” ซีลคุมโรคผู้ปิดทองหลังพระถ้ำหลวง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/338175

“นักระบาดวิทยา” ซีลคุมโรคผู้ปิดทองหลังพระถ้ำหลวง

หมูป่า,ถ้าำหลวง,ป้องกันโรค,หน่วยซีล

“นักระบาดวิทยา” ซีลคุมโรคผู้ปิดทองหลังพระถ้ำหลวง : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ

เหตุการณ์ทีมหมูป่า 13 คนติดอยู่ภายในถ้ำหลวง จ.เชียงราย ภารกิจสำคัญไม่ได้มีเพียงช่วยชีวิตผู้ประสบภัยออกจากภายในถ้ำ และรักษาพยาบาลอาการเจ็บป่วยจนสามารถใช้ชีวิตตามปกติเท่านั้น แต่ในมุมหนึ่งภารกิจเฝ้าระวังโรคติดต่ออุบัติใหม่ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะพื้นที่ถ้ำดังกล่าวมีค้างคาวแหล่งรังโรคสำคัญอาศัยอยู่ด้วย มีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดโรคจากสัตว์สู่คน จนกลายเป็นการระบาดของโรคสู่บุคคลอื่นๆ ซึ่งผู้อยู่เบื้องหลังคือ “ทีมระบาดวิทยา” ที่เปรียบประหนึ่งหน่วยซีล (SEALs) ในการควบคุมโรค

ณ วินาทีที่ทราบข่าวการประสบภัยของทั้ง 13 คน การวางแผนเตรียมความพร้อมเฝ้าระวังโรคก็เกิดขึ้นแทบจะพร้อมๆกับการวางแผนกู้ภัยช่วยชีวิต เมื่อนายสัตวแพทย์ได้ลงพื้นที่ถ้ำหลวงแล้วพบว่าบริเวณถ้ำดังกล่าวมีค้างคาวอาศัยอยู่ด้วย จึงประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) เพื่อวางมาตรการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค เนื่องจากไม่เพียงแต่ทีมหมูป่า 13 คนเท่านั้นที่ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงติดโรค แต่ยังรวมถึงผู้ที่เข้าไปช่วยเหลือด้วย

 

"นักระบาดวิทยา" ซีลคุมโรคผู้ปิดทองหลังพระถ้ำหลวง

 

นพ.โรม บัวทอง นายแพทย์เชี่ยวชาญ สำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค สธ. เล่าว่า ความสำคัญอย่างยิ่งของการที่จะต้องมีการเฝ้าระวังโรคจากภารกิจครั้งนี้ เนื่องจากในภาวะปกติหากมนุษย์จะเข้าไปในถ้ำต้องใส่ชุดป้องกันตนเอง เช่น ใส่หมวก แว่นและหน้ากากอนามัย แต่ในการเข้าไปช่วยชีวิตผู้ที่ติดในถ้ำอาจทำให้การป้องกันตัวเองไม่สมบูรณ์ การเฝ้าระวังอาการเจ็บป่วยในผู้ประสบภัยและกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปในถ้ำจะเป็นการช่วยวินิจฉัย รักษา และป้องกันโรคได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ก่อนเริ่มปฏิบัติภารกิจมีการหารือและวางแผนร่วมกันเป็นอย่างมาก เนื่องจากเชื้อโรคในถ้ำที่จะติดต่อมาสู่คนเป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่นั้นมีจำนวนมาก ทั้งโรคที่รู้จักอยู่แล้วและโรคที่ยังไม่รู้จัก รวมถึง ระยะเวลาในการเฝ้าระวังโรคที่มีตั้งแต่ 7, 14 และ 21 วัน หรือมากกว่า ตามระยะฟักตัวของโรค ที่สุดทีมทำงานได้พิจารณาว่า “เชื้อโคโรน่าไวรัส” ก่อให้เกิดโรคเมอร์ส น่าจะเป็นเชื้อโรคที่มีโอกาสก่อโรคอุบัติใหม่ในครั้งนี้มากที่สุด เนื่องจากค้างคาวที่อยู่ในถ้ำนี้เป็นค้างคาวกินแมลงที่นำเชื้อชนิดนี้ จึงกำหนดระยะเฝ้าระวังโรคที่ 14 วันตามระยะฟักตัวของเชื้อโคโรน่าไวรัส รวมถึงการเฝ้าระวังโรคทั่วไปที่รู้อยู่แล้ว เช่น ฉี่หนู, ไทฟัส, ลิชมาเนียซิส เป็นต้น

"นักระบาดวิทยา" ซีลคุมโรคผู้ปิดทองหลังพระถ้ำหลวง

 

ในการเฝ้าระวังครั้งนี้ แยกเป็น 2 กลุ่มเสี่ยง คือ 1.กลุ่มเสี่ยงสูง ได้แก่ ผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่ที่ดำน้ำเข้าไปภายในถ้ำ และทีมสำรวจปล่องโพรงถ้ำซึ่งจะเป็นบริเวณที่สัมผัสค้างคาว และ 2.กลุ่มเสี่ยงต่ำ เช่น เจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติภารกิจในพื้นที่แต่ไม่ได้เข้าไปภายในถ้ำ ผู้สื่อข่าว หรืออาสาสมัครต่างๆ กลุ่มนี้จะแจกบัตรเฝ้าระวังโรคที่ระบุอาการป่วยอาจจะเกิดขึ้นภายใน 14 วัน พร้อมคำแนะนำให้รีบไปพบแพทย์สำหรับทีมกลุ่มเสี่ยงสูง

ในส่วนของผู้ประสบภัยและหน่วยซีลที่เข้าไปอยู่กับเด็กภายในถ้ำ เมื่อเข้าพักรักษาตัวในโรงพยาบาล ทีมนักระบาดวิทยาได้เข้าไปเก็บตัวอย่างจาก 5 ส่วนของร่างกายเพื่อส่งตรวจหาเชื้อ ได้แก่ 1.น้ำลายจากบริเวณกระพุ้งแก้ม เพราะเก็บจากต่อมน้ำลายไม่ได้ จากการที่มีภาวะน้ำลายแห้งเมื่อไม่ได้อาหารเป็นเวลานาน 2.สารคัดหลั่งบริเวณระหว่างโพรงจมูกและลำคอ 3.เลือด 4.อุจจาระ และ 5.ปัสสาวะ ซึ่งจะต้องเข้าไปเก็บครั้งเดียวให้ได้ตัวอย่างเพียงพอในการตรวจ เพื่อไม่ให้เป็นการรบกวนผู้ป่วยมากเกินไป โดยบรรจุตัวอย่างที่เก็บได้ลงในกล่องชนิดพิเศษที่ป้องกันการแพร่เชื้อตามมาตรฐานสากลในการส่งตรวจโรคอันตราย และนำเชื้อจากเชียงรายมาส่งยังกรุงเทพฯ

 

"นักระบาดวิทยา" ซีลคุมโรคผู้ปิดทองหลังพระถ้ำหลวง

 

“เมื่อส่งเชื้่อให้ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ จุฬาฯ แล้ว เราก็ต้องบินกลับไปเชียงรายเพื่อเก็บตัวอย่างทีมหมูป่ากลุ่มใหม่ในวันที่ 2 วนเวียนทำงานแบบนี้ตลอด 3 วัน และผลการเฝ้าระวังจนถึงตอนนี้พูดได้ว่าโรคอุบัติใหม่จากเหตุการณ์ถ้ำหลวงเคลียร์ ไม่มีผู้ติดเชื้อ ทั้งนี้ บางคนตั้งคำถามว่าเราใช้งบประมาณในการเฝ้าระวังการระบาดของโรคอุบัติใหม่ในครั้งนี้มากไปหรือไม่ อยากจะบอกว่าการป้องกันโรค ไม่สามารถบอกได้ว่าป้องกันโรค หรือป้องกันการสูญเสียได้เท่าไหร่ แต่บอกได้ว่าเมื่อไหร่ที่พลาดจนเกิดการระบาดของโรคอุบัติใหม่ครั้งใหญ่ขึ้น ผลเสียหายที่เกิดขึ้นกลับไปกู้ยากมาก” นพ.โรมกล่าว

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา หัวหน้าศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ข้อมูลว่า ภายหลังจากได้รับตัวอย่างเชื้อจากทีมนักระบาดวิทยา ศูนย์ได้พิจารณาว่าจะส่งตัวอย่างไปตรวจที่หน่วยงานใดบ้าง เพราะในการตรวจมีทั้งตรวจหาเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ปรสิต และเชื้อรา จึงมีการจัดแบ่งตัวอย่างไปตรวจยังหน่วยงานต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นเป็นการเฉพาะ ก่อนแจ้งผลมายังศูนย์ ซึ่งแต่ละหน่วยงานต้องทำงานแข่งกับเวลาอย่างมาก เพราะจะต้องตอบผลเบื้องต้นให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมงว่าพบเชื้อใดหรือไม่ โดยเฉพาะเชื้อโรคอุบัติใหม่

โดยศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคอุบัติใหม่ฯ ตรวจโรคอุบัติใหม่(ติดต่อจากถ้ำ) โรคเขตร้อนและโรคระบบทางเดินหายใจ​ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตรวจโรคจากแมลง หน่วยปรสิต คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ตรวจโรคจากปรสิต หน่วยจุลชีววิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯ ตรวจโรคจากหนู และเชื้อรา สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารของไทย ตรวจโรคจากเห็บและหมัด และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารของสหรัฐอเมริกา ตรวจโรคจากแมลง

 

"นักระบาดวิทยา" ซีลคุมโรคผู้ปิดทองหลังพระถ้ำหลวง

 

ศ.นพ.ธีระวัฒน์ อธิบายเพิ่มเติมว่า ในระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมามีการติดตามไวรัสจากสัตว์ป่าโดยเฉพาะค้างคาวในประเทศไทยจากความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ทำให้ทราบถึงสถานะพิเศษที่สัตว์ป่าสามารถเป็นตัวเพาะบ่มเชื้อโรคโดยไม่แสดงอาการ แต่สามารถแพร่ออกมาในรูปของสิ่งคัดหลั่ง ฉี่ มูล น้ำลายโดยตรง หรือเกาะติดตามพื้นและผนังถ้ำ ซึ่งขั้นตอนของการติดเชืื้อจากสัตว์สู่คนจะต้องมีการสมยอมของคนในการรับเชื้อเข้าร่างกายก่อน จากนั้นกลไกจะนำไปสู่การเกิดอาการหรือไม่ อาการน้อยหรือรุนแรง และเกิดขึ้นจำเพาะที่ระบบเดียว เช่น สมอง ปอด ตับ และในระบบเลือดหรือเกิดในหลายระบบพร้อมกัน เชื้อดังกล่าวเช่น ไวรัสตระกูลเมอร์ส ซาร์ส อีโบลา นิปาห์ แบคทีเรีย และพาราสิต ที่มาจากเห็บ ยุง ไร ริ้น กระบวนการเกิดโรคอาจปรากฏในลักษณะของเฉียบพลัน หรือทอดเวลายาวออกไปจึงจะเกิดอาการเนื่องจากมีการซ่อนเร้นอยู่ในระบบใดระบบหนึ่งของร่างกาย

ขณะที่ ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ ผู้อำนวยการ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การเตรียมพร้อมในการรับมือโรคอุบัติใหม่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหากไม่มีการเตรียมการเฝ้าระวังจะทำให้ประชากรทั้งคนและสิ่งมีชีวิตต่างๆ ที่จะได้รับผลกระทบจากการระบาดมีจำนวนมาก แต่หากมีการเตรียมการจะส่งผลให้เกิดการวินิจฉัยได้เร็วและควบคุมโรคได้เร็ว ช่วยลดขนาดการระบาดและจำนวนประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

 

"นักระบาดวิทยา" ซีลคุมโรคผู้ปิดทองหลังพระถ้ำหลวง

 

          โรคที่พบบ่อยในสัตว์รังโรคในถ้ำ
1. ค้างคาว เขตตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ ไวรัสโคโรน่า และไวรัสนิปปาห์ ส่วนในแอฟริกา ได้แก่ ไวรัสมาร์เบอร์ก และไวรัสอีโบลา ขณะที่   มูลค้างคาวมีเชื้อราฮิสโตพลาสมา(Histoplasma) ก่อให้เกิดโรคในคน

2. สัตว์ฟันแทะ เช่น หนู ซึ่งเป็นแหล่งรังโรคของเชื้อเลปโตสไปรา(Leptospira) สาเหตุของโรคฉี่หนูหรือเลปโตสไปโรซิส ส่วนหมัดหนู เป็นแหล่งโรคไทฟัส

3. แมลงต่างๆ ที่เป็นแมลงนำโรค เช่น ยุงก้นปล่องนำเชื้อมาลาเรีย ริ้นฝอยทราย นำโรคลิชมาเนียซิส(Leishmaniasis เป็นต้น

4. สิ่งแวดล้อม เช่น ดิน หรือน้ำ ที่เป็นแหล่งโรคของแบคทีเรีย โปรโตซัว และเชื้อราต่างๆ เช่น เมลิออยโดสิส เป็นต้น
ที่มา : ศูนย์วิทยาศาสตร์สุขภาพโรคติดต่ออุบัติใหม่ รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย