มื้อเที่ยง20บาทอิ่มท้อง-สารอาหารครบ”ไทยสคูลลันช์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/337986

มื้อเที่ยง20บาทอิ่มท้อง-สารอาหารครบ”ไทยสคูลลันช์”

ไทยสคูลลันช์,มื้อเที่ยง,เมนู,อาหารกลางวัน

มื้อเที่ยง20บาทอิ่มท้อง-สารอาหารครบ”ไทยสคูลลันช์” ครู-เด็กก็จัดสำรับได้ : รายงาน  โดย…  เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ qualitylife4444@gmail.com

“โรงเรียนจ้างแม่ครัว 2 คนมาทำอาหารกลางวันเมนูอาหารถูกกำหนดโดยนักเรียนจัดใช้ไทยสคูลลันช์ล่วงหน้า 1 ภาคเรียน” สุพจนีย์ พัดจาด

อดีตเคยถูกร้องเรียนอาหารกลางวันไม่มีคุณภาพ ปัจจุบันอาหารในถาดหลุมของเด็กๆ โรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัย อ.เมือง จ.ตาก เต็มไปด้วยอาหารที่มีประโยชน์ทั้งข้าว กับข้าว ผลไม้ เมนูคุณภาพ 5 ดาว ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดที่กลุ่มสภานักเรียนที่เลือกจากโปรแกรมสำรับอาหารกลางวันสำหรับโรงเรียนแบบอัตโนมัติ หรือ ไทยสคูลลันช์ (Thai School Lunch) ทำให้มื้อเที่ยงของทุกวันเด็กๆ ได้สารอาหารครบถ้วนเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาสติปัญญาของเด็ก

มื้อเที่ยง20บาทอิ่มท้อง-สารอาหารครบ"ไทยสคูลลันช์"

 

กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ต้องใช้เวลา 5 ปี (2557-ปัจจุบัน) สุพจนีย์พัดจาด ผู้อำนวยการโรงเรียนเทศบาล 2 วัดดอนมูลชัย เล่าว่า ช่วงปี 2556 ที่มารับตำแหน่งพบว่าโรงเรียนแห่งนี้มีปัญหาค่อนข้างมาก โดยเฉพาะเรื่องอาหารกลางวัน เคยมีการร้องเรียนว่าไม่มีคุณภาพ ปี 2557 จึงได้ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการเด็กไทยแก้มใส ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้วางแนวทางดำเนินงานภายใต้ยุทธศาสตร์โรงเรียน คือ “ดอนมูลชัยโมเดล” ได้รับความร่วมมือจากครู นักเรียน ตลอดจนผู้ปกครองและชุมชนจนทำให้การทำงานประสบผลสำเร็จ เป็น “ศูนย์การเรียนรู้ต้นแบบเด็กไทยแก้มใส” ปัจจุบันโรงเรียนสอนระดับอนุบาล-ประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียน 184 คน มีครู 10 คน มีเทศบาลเมืองตากดูแลงบประมาณและมีเทศบาลตำบลไม้งามดูแลด้านสถานที่

 

มื้อเที่ยง20บาทอิ่มท้อง-สารอาหารครบ"ไทยสคูลลันช์"

 

“เราใช้ตรงนี้เป็นจุดตั้งต้นและเรียนรู้ไปพร้อมกัน ปรับเปลี่ยนวิธีการเรียนการสอน ชวนครูที่จบโภชนาการชุมชนมาร่วมกันวางระบบการเฝ้าระวังภาวะโภชนาการ คัดแยกเด็กที่มีปัญหาแต่ละกลุ่ม เช่น อ้วนเกินไป ผอมเกินไป เตี้ย เพื่อวางแผนดูแลโภชนาการให้ตรงจุด และก็เริ่มต้นเรียนรู้การใช้ไทยสคูลลันช์จัดเมนูอาหารที่เหมาะสมโจทย์สำคัญคือ อยากให้ทุกเมนูดีที่สุดได้คะแนน 5 ดาว หรือ 4 ดาว แต่ก็มีบ้างที่ได้ 3 ดาว เข้าร่วมโครงการเป็นเวลา 5 ปี เห็นความเปลี่ยนแปลงเด็กมีคุณภาพมีการเติบโตสมส่วน ก่อนเข้าโครงการมีเด็กอ้วนกว่า 13% ปัจจุบันเหลือเพียง 5% ซึ่งต่ำกว่ามาตรฐานที่ สสส.กำหนดไว้ที่ 7% ผลการเรียนดีขึ้นเห็นได้ชัด มีโอกาสเป็นตัวแทนจังหวัดไปแข่งขันวิชาการในระดับภาค ทำให้พ่อแม่ ผู้ปกครองและชุมชนได้เห็นว่าลูกหลานเขามีพัฒนาการดี ก็หันมาให้ความใส่ใจเรื่องอาหารและร่วมมือกับกิจกรรมต่างๆ ของโรงเรียน” สุพจนีย์ กล่าว

 

มื้อเที่ยง20บาทอิ่มท้อง-สารอาหารครบ"ไทยสคูลลันช์"

 

นอกจากนี้ ยังเปลี่ยนวิธีคิดจากที่มีเงิน 20 บาทต่อคน ก็มองว่าพึ่งพาตัวเองโดยการปลูกข้าว ฟาร์มไก่ไข่ เพาะเห็ด ปลูกผัก เลี้ยงปลา พัฒนาเป็นชุมนุมหรือฐานการเรียนรู้ที่เรียกสั้นๆ ว่า “ไก่ นา ปลา เห็ด ผัก” ซึ่งจะเชื่อมเข้ากับ “สหกรณ์” ที่มีทั้งสหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ร้านค้าโรงเรียน สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์ออมบุญ เป็นการปลูกฝังและสอนให้เด็กรู้ว่าอาหารปลอดภัยนั้น ขั้นตอนการผลิตตั้งแต่การผลิต การเลือก การจำหน่าย ผักบางชนิดที่ไม่สามารถปลูกได้เองหรือไม่เพียงพอก็จะพาเด็กลงไปเลือกยังแหล่งผลิตในชุมชนด้วยตนเอง ให้เด็กไปเรียนรู้เองว่าที่ไหนผลิตแบบปลอดสารพิษ ที่ไหนใช้สารพิษ สุดท้ายเด็กจะตัดสินใจเลือก ซึ่งทุกวันนี้ก็เลือกแหล่งปลูกผักของชุมชนที่อยู่ใกล้กับโรงเรียน

 

มื้อเที่ยง20บาทอิ่มท้อง-สารอาหารครบ"ไทยสคูลลันช์"

 

โรงเรียนจ้างแม่ครัว 2 คนมาทำอาหารกลางวัน เมนูอาหารถูกกำหนดโดยนักเรียนผ่านกลุ่มสภานักเรียน จัดสำรับจากไทยสคูลลันช์ล่วงหน้า 1 ภาคเรียนซึ่งเด็กๆ มีความคิดสร้างสรรค์ คัดเลือกเมนู 5 ดาว บางมื้ออยู่ที่ 17 บาท แต่ไม่เกิน 20 บาท กระบวนการจัดซื้อเป็นหน้าที่ของโรงเรียนโดยสหกรณ์การเกษตรรับซื้อวัตถุดิบของชุมนุมต่างๆ มาขายต่อสหกรณ์ร้านค้า เพื่อนำวัตถุดิบไปมอบให้แม่ครัวทำอาหาร

 

มื้อเที่ยง20บาทอิ่มท้อง-สารอาหารครบ"ไทยสคูลลันช์"

 

โดยรูปแบบการบริหารสหกรณ์จะเน้นให้เด็กทุกคนทำเองทั้งหมด ครูมีบทบาทเป็นที่ปรึกษา และให้ใช้ระบบพี่สอนน้องถ่ายทอดกันรุ่นสู่รุ่น สหกรณ์ที่นี่ส่วนใหญ่ยากจนเขาจึงต้องลงแรงอย่างเดียว โดย 1 หุ้น = 1 แรง จากกิจกรรมชุมนุม 1 ชั่วโมง หรืองานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมาย ปันผลปลายปีสามารถเลือกรับเป็นเงิน หรือสติกเกอร์ใบโพธิ์สะสมในสหกรณ์ออมบุญ ส่วนใหญ่เด็กจะเลือกอย่างหลังสะสมไว้เป็นพาสปอร์ตเข้าเรียนต่อ ม.1 หรือแลกทุนการศึกษา ซึ่งถ้าใครใช้แล้วก็ถือว่าหมดไปและต้องเริ่มสะสมใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่เด็กคนอื่นๆ

 

มื้อเที่ยง20บาทอิ่มท้อง-สารอาหารครบ"ไทยสคูลลันช์"

 

นอกจากนี้ยังเพิ่มเรื่องการเรียนรู้แบบแอ็กทีฟเลิร์นนิ่ง (Active Learning) ในช่วงลดเวลาเรียน เพิ่มเวลารู้ เน้นการสร้างทักษะกระบวนการคิด 6 ขั้นตอน คือ กระตุ้นให้เกิดความสงสัย ขยายความคิด/เชื่อมโยงความรู้ อภิปรายในชั้นเรียน สรุปความคิดหลักการ พัฒนาชิ้นงาน และนำเสนอผลงาน ใน 2 หลักสูตร คือ กินตามวัยแก้มใสสุขภาพดี ที่มุ่งให้เด็กได้เรียนรู้สุขภาพและวิเคราะห์สุขภาพตนเองได้ ผ่านการจดบันทึกในสมุดโภชนาการ และหนูน้อยแก้มใสไทยสคูลลันช์ การฝึกจัดสำรับอาหารกลางวันผ่านระบบไทยสคูลลันช์ การคำนวณปริมาณผลผลิตที่ต้องใช้ในเมนูอาหารนั้นตลอดภาคเรียน ตรงนี้ได้บูรณาการวิชาคณิตศาสตร์ ในเรื่อง “ค.ร.น.” มาใช้ในการคำนวณระยะเวลาการปลูกผักเพื่อให้ได้ผลผลิตทันใช้

 

มื้อเที่ยง20บาทอิ่มท้อง-สารอาหารครบ"ไทยสคูลลันช์"

 

“การนำแอ็กทีฟเลิร์นนิ่งมาช่วยทำเด็กเกิดการเรียนรู้ ที่ไม่ใช่แค่นั่งในห้องเรียนเฉยๆ เพราะเด็กได้ลงมือคิด ตั้งข้อสังเกต ลงมือทำเป็นชิ้นงานและนำเสนอผลงานดีกว่าการสาธิตแบบธรรมดา เด็กสนุกตื่นตัวกับการเรียนรู้ ซึ่งก็กระตุ้นให้ครูต้องพัฒนาตนเองเสมอ ซึ่งหลักสูตรแก้มใสสุขภาพดีก็ได้นำขึ้นเว็บไซต์โครงการเด็กไทยแก้มใสให้โรงเรียนอื่นๆ นำไปใช้” สุพจนีย์ กล่าว

ในการจัดเมนูอาหารกลางวันโดยใช้ไทยสคูลลันช์นั้น “โฟกัส” ศกลรัตน์ ลำเต็ม นักเรียนชั้นป.6 ประธานสภานักเรียน บอกว่า อยากช่วยแบ่งเบาภาระครูได้อาสามาเริ่มทำตั้งแต่ปี 2560 ก่อนเปิดเทอมสภานักเรียนจะมาร่วมกันทำเมนูอาหารกลางวันจากไทยสคูลลันช์ ล่วงหน้าไว้ 1 ภาคเรียน เพื่อคำนวณความต้องการใช้วัตถุดิบ เป็นข้อมูลแต่ละชุมนุมนำไปเตรียม โดยครูจะคอยเป็นที่ปรึกษา อาหารจะเน้นที่รสไม่จัด มีสารอาหารครบและถ้าเป็นเมนูที่มีกับข้าวเป็นพวกแกงกะทิจะมีผลไม้ 1-2 ชนิด หรือขนมหวานที่มีกะทิเป็นส่วนประกอบ เช่น ฟักทองแกงบวด

 

มื้อเที่ยง20บาทอิ่มท้อง-สารอาหารครบ"ไทยสคูลลันช์"

 

โดยภายใน 1 สัปดาห์จะกำหนดไว้ว่า 4 วัน กินข้าวสวยและกับข้าว และ 1 วันเป็นอาหารจานเดียวเนื่องจากมีคุณค่าทางอาหารน้อย ก็ต้องเสริมอย่างอื่นเข้าไป ทุกเมนูจะเลือกที่ได้คะแนน 5 ดาวมีคุณค่าสูงสุด ราคาต่ำสุดอยู่ที่ 16-17 บาท แต่ไม่เกิน 20 บาท และทุกครั้งก่อนรับประทานอาหาร จะบอกเมนู มีสารอาหาร และคุณค่าทางโภชนาการ ต้องสอนน้องรุ่นต่อไปเรียนการจัดเมนูอาหารจากไทยสคูลลันช์ต่อไปด้วย ได้ความรู้ก็กลับไปบอกพ่อแม่ และชุมชนรอบข้างให้เห็นถึงความสำคัญของอาหารที่มีประโยชน์

 

มื้อเที่ยง20บาทอิ่มท้อง-สารอาหารครบ"ไทยสคูลลันช์"

 

ขณะที่ “เอิร์น” -กัลยาณี เพ็ชร์กำแหง, “ผึ้ง” ศิริจันทร์ จันทรชิต และ “เฟอร์รารี่” วรรณณิษา โพรา นักเรียนชั้น ป.4  เข้าโครงการเด็กแก้มใสสุขภาพดี จดบันทึกโภชนาการเพื่อเรียนรู้สุขภาพตัวเอง ครูสอนให้รู้จักอาหาร ขนมที่มีประโยชน์ สอนความรู้เรื่องพลังงาน แคลอรี่ และให้จดบันทึกโภชนาการ ต้องเขียนน้ำหนัก ส่วนสูงของตนเองในสมุดแล้วเอามาคำนวณตามเกณฑ์มาตรฐาน แต่ละวันกินอะไรบ้างแต่ละมื้อ ทำกิจกรรมอะไรใช้พลังงานไปเท่าไร พอได้ในแต่ละวันจะคำนวณออกมา เช่น ถ้าคำนวณแล้วติดก็เท่ากับว่าต้องเพิ่มที่ขาด ซึ่งทำแบบนี้ทำให้รู้ว่าผอม หรืออ้วนแล้ว รู้จักเลือกกินมากขึ้น จะเน้นแต่อาหารที่มีประโยชน์ ซึ่งทุกวันนี้ดื่มน้ำเปล่า เอาความรู้นี้ไปคุยกับพ่อแม่ด้วย ว่าทำไมพ่อถึงอ้วนและแม่ถึงผอม ช่วยกันดูแลสุขภาพ

อยากรู้ 20 บาททำอย่างไรได้อาหารที่มีคุณภาพโภชนาการครบสนใจสอบถามได้ที่ โทร.055 512 317

 

มื้อเที่ยง20บาทอิ่มท้อง-สารอาหารครบ"ไทยสคูลลันช์"

 

อาชีวะ-เอกชนร่วมผลิตคนระบบรางฝากรัฐเสริมสร้างเมืองบริวาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/337827

อาชีวะ-เอกชนร่วมผลิตคนระบบรางฝากรัฐเสริมสร้างเมืองบริวาร

อาชีวะ

อาชีวะ-เอกชน ร่วมผลิตคนระบบราง ฝากรัฐบาลเสริม สร้างเมืองบริวาร : รายงาน  โดย…   ชุลีพร อร่ามเนตร   qualitylife4444@gmail.com

“รัฐบาลควรพิจารณาการสร้างเมืองบริวาร  หยุดยั้งการอพยพของธุรกิจและแรงงานเข้ากรุง” นายเอนก ศิริพานิชกร

ระบบคมนาคมมีความจำเป็นอย่างมากในยุคแห่งการเดินทาง เพราะนั่นไม่ได้บ่งบอกเพียงความสะดวกเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อการขนส่ง โลจิสติกส์ การค้าขาย การสร้างรายได้ สร้างงาน เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศได้อีกด้วย อุตสาหกรรมระบบขนส่งทางราง 1 ใน 10 อุตสาหกรรมที่รัฐบาลได้ขับเคลื่อนทั้งในด้านการผลิตกำลังคน การลงทุนสร้างระบบขนส่งทางรางทั้งในกทม. และเชื่อมต่อไปยังจังหวัดต่างๆ เพื่อการขนส่ง การค้าและการบริการ ทว่าเมื่อมีการสร้างระบบรางต่างๆ ย่อมต้องมีกำลังคนในการดูแล ขับเคลื่อนเช่นเดียวกัน

อาชีวะ-เอกชนร่วมผลิตคนระบบรางฝากรัฐเสริมสร้างเมืองบริวาร

 

          7 อาชีวะ ร่วมปั้นคนระบบราง
นายสุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (กอศ.) กล่าวว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา มีแนวทางในการส่งเสริมให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาที่มีศักยภาพ มีความพร้อมในการจัดทำหลักสูตรเกี่ยวกับระบบขนส่งทางราง ซึ่งเป็นหนึ่งในสาขาพรีเมียมอาชีวะ ตามโครงการเพื่อยกระดับคุณภาพหลักสูตรอาชีวศึกษา รวมถึงสนับสนุนด้านงบประมาณ ความร่วมมือกับภาคเอกชน และการพัฒนาครู คณาจารย์ อุปกรณ์ต่างๆ เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนระบบรางเป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพ รองรับความต้องการกำลังคนด้านระบบราง ซึ่งปัจจุบันมีวิทยาลัยที่เปิดการเรียนการสอนด้านระบบขนส่งทางรางจำนวน 7 วิทยาลัย ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพบ้านไผ่ วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี วิทยาลัยเทคนิควาปีปทุม วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ และวิทยาลัยการอาชีพเกาะคา

อาชีวะ-เอกชนร่วมผลิตคนระบบรางฝากรัฐเสริมสร้างเมืองบริวาร

 

ทั้งนี้สำหรับวิทยาลัยที่เปิดสอนหลักสูตรอาชีวะพรีเมียม 6 สาขาวิชา ดังนี้ ได้แก่ สาขาระบบขนส่งทางราง เป็นหลักสูตรระดับ ปวส. เรียน 3 ปี เปิดสอนใน 4 วิทยาลัย ได้แก่ วิทยาลัยการอาชีพ (วก.) บ้านไผ่ วิทยาลัยเทคนิค (วท.) สุราษฎร์ธานี วท.วาปีปทุม และวท.ชลบุรี โดยมีกลุ่มวิทยาลัยคู่ความร่วมมือ ประกอบด้วย วิทยาลัยเทคโนโลยีและอาชีวศึกษาการรถไฟหวู่ฮั่น วิทยาลัยและอาชีวศึกษาการรถไฟเทียนจิน วิทยาลัยเทคนิคการรถไฟความเร็วสูงหูหนาน และวิทยาลัยการคมนาคมขนส่งสาธารณฉงชิ่ง สาธารณรัฐประชาชนจีน ได้เปิดการเรียนการสอนในปีการศึกษา 2561

 

 

อาชีวะ-เอกชนร่วมผลิตคนระบบรางฝากรัฐเสริมสร้างเมืองบริวาร

 

          รัฐต้องลงทุนไทยสร้างเอง
นายดิสพล ผดุงกุล นายกสมาคมวิศวกรรมระบบขนส่งทางรางไทย (วศรท.) กล่าวว่า 2-3 ปีที่ผ่านมา วศรท.พยายามผลักดันให้เกิดอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางราง แต่ผลการผลักดันไม่ค่อยเกิด เนื่องจากรัฐบาลมองไม่เห็นความสำคัญ เพราะต่อให้ประเทศไม่มีโรงงาน สถานประกอบการ อุตสาหกรรมที่ผลิตชิ้นส่วน อะไหล่ หรืออุปกรณ์ประกอบเกี่ยวกับระบบราง หากได้รับการสนับสนุน ลงทุนจากภาครัฐ มีความต้องการอย่างชัดเจน มีตลาด ภาคเอกชนไทย สถานประกอบการไทย โรงงานไทยทำได้อยู่แล้ว เพราะที่ผ่านมางานยากภาคเอกชนก็มีศักยภาพ อีกทั้งอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางกับอุตสาหกรรมยานยนตร์ไม่ได้แตกต่างกันมาก ประเทศไทยมีอุตสาหกรรมยานยนตร์ได้ ทำไมจะมีอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางไม่ได้

 

อาชีวะ-เอกชนร่วมผลิตคนระบบรางฝากรัฐเสริมสร้างเมืองบริวาร

“ขาดการส่งเสริมจากภาครัฐ เพราะภาครัฐมุ่งเป็นผู้ซื้อสินค้าระบบราง ทั้งที่หากรัฐลงทุน เห็นความสำคัญกับพัฒนาอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางจะทำให้รายได้ของประชาชนเพิ่มขึ้น แต่ถ้ารัฐไม่สร้างอุตสาหกรรมเอง ต้องซื้อต่างประเทศตลอดไป ทำให้ประเทศไม่มีความมั่นคงสะท้อนต้นทุน ค่าตั๋วจะสูงขึ้น และผู้ที่แบกภาระคือประชาชน ประเทศก็จะไม่ได้ประโยชน์” นายดิสพล กล่าว
ไทยพร้อมผลิตชิ้นส่วน

อาชีวะ-เอกชนร่วมผลิตคนระบบรางฝากรัฐเสริมสร้างเมืองบริวาร

จากแผนแม่บทการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งทางรางของประเทศ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ได้ประมาณการความต้องการกำลังคนรวม 31,307 คน โดยจำนวนนี้มีความต้องการกำลังคนระดับช่างเทคนิค 11,479 คน และระดับวิศวกร 5,740 คนเพื่อรองรับพัฒนาและขยายระบบขนส่งทางรางของไทย

นายเอนก ศิริพานิชกร ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและบริการวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และประธานสาขาวิศวกรรมโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางราง ต้องยอมรับว่าไทยไม่ได้มีความพร้อมดำเนินการอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางทั้งหมด แต่มีศักยภาพในด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น เช่น มีความพร้อมในการสร้างโบกี้ อะไหล่ การผลิตชิ้นส่วนที่เกี่ยวกับระบบราง มีความพร้อมทั้งกำลังคน และองค์ความรู้ นวัตกรรมต่างๆ

อาชีวะ-เอกชนร่วมผลิตคนระบบรางฝากรัฐเสริมสร้างเมืองบริวาร

“ถ้าภาครัฐกำหนดชัดเจนว่าอุตสาหกรรมระบบรางเริ่มจากเรื่องไหน ด้านใด เป็นสิ่งแรก เช่น มีบุคลากรด้านผลิตอะไหล่ ชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งหากกำหนดงานใดงานหนึ่งในอุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางได้ ทำให้หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สวทน. สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) มหาวิทยาลัย และหน่วยงานเกี่ยวกับระบบรางได้มีแนวทางในการพัฒนาด้านต่างๆ” นายเอนก กล่าว
บทบาทสถาบันวิจัยระบบราง

นายเอนก กล่าวว่า ภาครัฐเห็นชอบให้จัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง เป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงคมนาคมกับกระทรวงต่างๆ เบื่องต้นสถาบันดังกล่าวมี 5 ด้าน ดังนี้ 1.ด้านเทคโนโลยี วิจัยและพัฒนา 2.สร้างมาตรฐานในการรองรับ 3.สร้างอุตสาหกรรมหลักโดยกำหนดการให้อุตสาหกรรมนวัตกรรมจะได้สิทธิประโยชน์ จาก BOI ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้ 4.การทดสอบและแล็บต่างๆ และ 5.การสร้างบุคลากรขึ้นมารองรับระบบรางสิ่งที่สถาบัน ต้องดำเนินการเริ่มแรก คือ การสร้างอุตสาหกรรมนวัตกรรม เพราะถ้าไม่มีิทิศทางอุตสาหกรรมชัดก็ไม่สามารถดำเนินการด้านอื่นๆ ได้ สถาบันนี้เป็นทางออกแก่อุตสาหกรรมระบบขนส่งทางรางขอให้ได้จัดตั้งขึ้นจริงๆ

อาชีวะ-เอกชนร่วมผลิตคนระบบรางฝากรัฐเสริมสร้างเมืองบริวาร

 

      ฝากสร้างเมืองบริวารหยุดอพยพ
นายเอนก กล่าวต่อว่า เรื่องรถไฟความเร็วสูงและโครงสร้างพื้นฐานระบบราง คือ รัฐบาลควรพิจารณาการสร้างเมืองบริวาร โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดเส้นทางที่ไกลมาก เพื่อให้เมืองบริวารที่สามารถเดินทางได้ภายใน 2 ชั่วโมงเป็นเมืองเศรษฐกิจใหม่เป็นแหล่งที่ตั้งของธุรกิจและแรงงาน ทั้งนี้การดำเนินการเช่นนี้จะหยุดยั้งการอพยพของธุรกิจและแรงงานเข้ากรุงเทพมหานครได้ รวมถึงพัฒนาเมืองและอสังหาริมทรัพย์ในเมืองบริวารที่ยังมีราคาไม่แพง เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงในราคาไม่สูงมาก

อาชีวะ-เอกชนร่วมผลิตคนระบบรางฝากรัฐเสริมสร้างเมืองบริวาร

“เมื่อประเทศสามารถกำหนดอุตสาหกรรมระบบรางได้ชัดเจน ทำให้หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น สถาบันอุดมศึกษา หน่วยงานวิจัย รู้ทิศทางพัฒนาบุคลากร งานวิจัย นวัตกรรมรองรับ ซึ่งตอนนี้การดำเนินการเกี่ยวกับระบบราง มีแผนแม่บทรถไฟรางคู่ ลดต้นทุนโลจิสติส์ลง รัฐบาลกำหนดสร้างในเมืองใหญ่ถือเป็นเรื่องที่ดี และมีความจำเป็นต่อประเทศ อย่างไรก็ตามหลายเรื่องที่รัฐบาลกำลังดำเนินการเป็นสิ่งที่ดี แต่รัฐบาลควรมองว่าประเทศไทยเป็นผู้ผลิต ไม่ใช่ผู้ใช้” นายเอนก กล่าว

กรมบังคับคดีร่วมก.พม.ลงนามช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/337774

กรมบังคับคดีร่วมก.พม.ลงนามช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์

กรมบังคับคดี

กรมบังคับคดีร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ลงนามบันทึกความร่วมมือการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์เพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา

    กรมบังคับคดีร่วมกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ลงนามบันทึกความร่วมมือการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์เพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา

วันนี้ (5 สิงหาคม 2561) เวลา 13.00 น. พลเอก อนันตพร กาญจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เกียรติเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกความร่วมมือว่าด้วยการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์เพื่อบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษา ระหว่าง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับกรมบังคับคดี กระทรวงยุติธรรม โดยมีนายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และนางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี ร่วมลงนาม ณ ห้องฟีนิกซ์ 2 อาคารอิมแพ็ค เอ็กซิบิชั่น เซ็นเตอร์ ฮอลล์ 5 – 8 เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรี
นางสาวรื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวว่า ความร่วมมือกันระหว่างกรมบังคับคดี และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นการให้ความช่วยเหลือผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในการบังคับคดีเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหาย เพื่อการลงโทษให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยกรมบังคับคดีสนับสนุนการมีส่วนร่วมในการบังคับคดีเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทนและค่าเสียหายเพื่อการลงโทษให้มีความรวดเร็วยิ่งขึ้น ได้แก่ การยึดทรัพย์สิน กรมบังคับคดีจะกำหนดผู้ประสานงานกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ในการตั้งเรื่องบังคับคดี โดยขอให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์แจ้งนัดหมายล่วงหน้าอย่างน้อย 3 วันทำการ เว้นแต่เป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนให้แจ้งล่วงหน้า 1 วันทำการ การอายัดทรัพย์สิน การอายัดเงินฝากในบัญชีธนาคารของจำเลย โดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ไม่ต้องเดินทางมาตั้งเรื่องอายัดทรัพย์สินที่กรมบังคับคดี การเก็บรักษาทรัพย์สินที่ยึด ณ สถานที่เก็บรักษาทรัพย์สินกรมบังคับคดี เว้นแต่ในกรณีที่จะต้องเก็บรักษาทรัพย์สินนอกสถานที่ กรมบังคับคดีและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จะร่วมกันจัดหาสถานที่เก็บรักษาทรัพย์สินที่ยึดประจำท้องที่พร้อมพนักงานรักษาความปลอดภัยภายใต้การดูแลของเจ้าพนักงานบังคับคดี การจำหน่ายทรัพย์สิน การตรวจสอบรับรองบัญชี และการจ่ายเงินส่วนได้จากการบังคับคดี โดยกรมบังคับคดีจะส่งบัญชีแสดงรายรับ – จ่าย ไปให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ตรวจรับรองบัญชี ทางไปรษณีย์ โดยไม่ต้องเดินทางไปตรวจรับรองบัญชีด้วยตนเอง

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะให้การสนับสนุนซึ่งกันและกัน ด้านวิชาการ บุคลากร หรือด้านอื่นๆ ตามความจำเป็นเพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ แลกเปลี่ยนความรู้ และประสบการณ์ในการบังคับคดีเกี่ยวกับค่าสินไหมทดแทน และค่าเสียหายเพื่อการลงโทษโดยการยึด อายัด และจำหน่ายทรัพย์สิน เพื่อให้ความช่วยเหลือแก่ผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ในการบังคับคดีให้เป็นไปตามคำพิพากษาอย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น อันจะเป็นผลดีต่อสิทธิของผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ที่พึ่งจะได้รับ และภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยในการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ต่อไป

วศ. จัดมหกรรมวิทย์สร้างอาชีพฯ ยกระดับ OTOP จ.แม่ฮ่องสอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/337613

วศ. จัดมหกรรมวิทย์สร้างอาชีพฯ ยกระดับ OTOP จ.แม่ฮ่องสอน

วศ

วศ. จัดมหกรรมวิทย์สร้างอาชีพฯ ยกระดับ OTOP จ.แม่ฮ่องสอน

                    นายอภิชัย สมบูรณ์ปกรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี     ให้เกียรติเป็นประธานเปิดงาน “มหกรรมวิทย์สร้างอาชีพ ยกระดับภูมิภาค” จัดโดยความร่วมมือของหน่วยงานเครือข่าย ได้แก่ กรมวิทยาศาสตร์บริการ(วศ.) สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย(วว.) เป้าหมายขับเคลื่อนวิทยาศาสตร์เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและสังคมฐานราก โดยมี นางอุมาพร สุขม่วง อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ คณะผู้บริหาร ทีมนักวิทยาศาสตร์ และนายสาคร รุ่งเรือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน ให้การต้อนรับ ณ ห้องประชุมต่างระดับ อาคารฝึกหัดครู มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ วิทยาลัยแม่ฮ่องสอน อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน

วศ. จัดมหกรรมวิทย์สร้างอาชีพฯ ยกระดับ OTOP จ.แม่ฮ่องสอน

นายอภิชัยฯ กล่าวว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ให้ความสำคัญกับการยกระดับผู้ประกอบการโอทอปในพื้นที่ 10 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ อำนาจเจริญ กาฬสินธุ์ บุรีรัมย์ นครพนม น่าน  แม่ฮ่องสอน ตากนราธิวาส ปัตตานี และชัยนาท   เพื่อต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยใช้หลักการของวิทยาศาสตร์ ก่อให้เกิดเป็นนวัตกรรมทางการเกษตรที่สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตที่สามารถลดต้นทุนการผลิต สร้างรายได้ สร้างความเข้มแข็งและยั่งยืนแก่อาชีพเกษตรกรรม

นางอุมาพรฯ กล่าวว่า กรมวิทยาศาสตร์บริการได้เป็นเจ้าภาพจัดงานมหกรรมวิทย์สร้างอาชีพ ยกระดับภูมิภาค จังหวัดแม่ฮ่องสอน ร่วมกับหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ มุ่งเป้านำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (วทน.) ไปช่วยยกระดับการผลิตสินค้าเกษตรและสินค้าโอทอปให้ได้คุณภาพ ลดต้นทุนการผลิต และนำไปสู่การจำหน่ายได้จริงในเชิงพาณิชย์ สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพื่อให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักการมีรายได้ปานกลางสู่การสร้างรายได้สูงขึ้น ควบคู่ไปกับการลดความเหลื่อมล้ำ กระจายรายได้และโอกาสอย่างทั่วถึงโดย ซึ่งในวันนี้มีผู้ร่วมงานประกอบด้วย ผู้ประกอบการOTOP และ เกษตรกรจากจังหวัดแม่ฮ่องสอน จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน จำนวนประมาณ 500 คน  รวมทั้งได้มีการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาการผลิตยกระดับคุณภาพของสินค้าOTOPและสร้างนวัตกรรมการเกษตรด้วย

นายสาคร รุ่งเรือง รองผู้ว่าราชการจังหวัดแม่ฮ่องสอน กล่าวว่า แม่ฮ่องสอนเป็นจังหวัดที่ประชากรมีความหลากหลาย  ขณะเดียวกันก็อยู่ร่วมกันโดยไม่เคยปรากฏความแตกต่างแต่อย่างใดและยังรักษาวัฒนธรรมของตนเอาไว้ได้อันเป็นเสน่ห์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน ในส่วนสินค้าOTOPของจังหวัดส่วนใหญ่พบว่ายังไม่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวเท่าที่ควร เนื่องจากสินค้าโอทอปที่ผลิตและจำหน่ายในจังหวัดแม่ฮ่องสอน ยังขาดเอกลักษณ์และไม่มีความแตกต่างจากที่อื่น การที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เลือกพื้นที่จังหวัดแม่ฮ่องสอนเป็นพื้นที่เป้าหมายพัฒนาทั้งด้านเกษตร และสินค้าโอทอป  เพื่อให้การสนับสนุนองค์ความรู้ทาง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาถ่ายทอดเพื่อพัฒนาศักยภาพของ ผู้ประกอบการโอทอปและเกษตรกรให้ได้รับความรู้ เพื่อช่วยยกระดับความเป็นอยู่ของ ผู้ประกอบการ OTOP และเกษตรกรให้ดีขึ้น เป็นการสร้างโอกาส สร้างอาชีพ ต่อไปได้

เจ๋ง!! นศ.’มทร.ธัญบุรี’ คว้าแชมป์โลก”ไมโครซอฟท์”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/337568

เจ๋ง!! นศ.’มทร.ธัญบุรี’ คว้าแชมป์โลก”ไมโครซอฟท์”

นสรัชดาภรณ์ อ่อนดีกุล,นายนัทธพงศ์ ถือมาลา,นายคีรีธาร ศิริเวช,นายอภินันท์ เข็มสัมฤทธิ์,แชมป์โลกไมโครซอฟท์,นศมทรธัญบุรี,รศดรประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ

นศ.มทร.ธัญบุรี เจ๋งคว้ารางวัลแชมป์โลกในรายการMicrosoft PowerPoint 2013 ด้าน”อธิการบดี”ปลื้ม เผยกระบวนพัฒนาทักษะด้านไอที-ดิจิทัลได้ผล ยันหนุนเด็กสู่เวทีโลก

วันนี้ (3 สิงหาคม 2561 ) รศ.ดร.ประเสริฐ ปิ่นปฐมรัฐ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี เปิดเผยว่า จากที่มหาวิทยาลัยได้ส่งนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขัน

“The Microsoft Office Specialist World Champions 2018” และ “Adobe Certified Associate World Championship 2018” ซึ่งจัดโดยCERTIPORTประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 28 ก.ค. ถึงวันที่ 1 ส.ค. 2561ที่ผ่านมา มีตัวแทนจากประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมการแข่งขันกว่า70 ประเทศทั่วโลก และถือเป็นที่ปี5ในการเข้าร่วมการแข่งขัน

เจ๋ง!! นศ.'มทร.ธัญบุรี' คว้าแชมป์โลก"ไมโครซอฟท์"

                                         นายนัทธพงศ์ ถือมาลา

      โดยปีนี้ มทร.ธัญบุรี ส่งนักศึกษาเข้าร่วมการแข่งขันจำนวน4คน ได้แก่ นายนัทธพงศ์ ถือมาลานักศึกษาชั้นปีที่2คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม เข้าร่วมการแข่งขันในโปรแกรมMicrosoft PowerPoint 2013 นายอภินันท์ เข็มสัมฤทธิ์ นักศึกษาชั้นปีที่3คณะบริหารธุรกิจ แข่งขันในโปรแกรมMicrosoft PowerPoint 2016

เจ๋ง!! นศ.'มทร.ธัญบุรี' คว้าแชมป์โลก"ไมโครซอฟท์"

                                   นายอภินันท์ เข็มสัมฤทธิ์(คนกลาง)

        ขณะที่ น.ส.รัชดาภรณ์ อ่อนดีกุล นักศึกษาชั้นปีที่3และนายคีรีธาร ศิริเวช ได้รางวัล นักศึกษาชั้นปีที่3จากคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน แข่งขันในรายการAdobe Certified Associate ซึ่งจากทั้งหมดนี้ได้รับรายงานว่า นายนัทธพงศ์ ถือมาลา ทำคะแนนการแข่งขันได้สูงสุด จนคว้าแชมป์โลก อันดับที่1 Microsoft PowerPoint 2013มาครองได้ในที่สุด เป็นเรื่องราวที่ดีอย่างยิ่ง ที่นักศึกษาไทยสร้างชื่อเสียงและความภาคภูมิใจให้กับคนไทยและมหาวิทยาลัย

       ไม่เพียงเท่านั้น นักศึกษาคนอื่นที่ไปแข่งขันยังคว้ารางวัลมาครองได้สำเร็จทุกคนด้วยเช่นกัน ซึ่งได้รับรายงานว่า น.ส.รัชดาภรณ์ อ่อนดีกุล ได้อันดับที่2ของโลก จากการแข่งขันในรายการAdobe Certified Associateถัดมาคือ นายอภินันท์ เข็มสัมฤทธิ์ ได้อันดับที่3ของโลก จากการแข่งขันโปรแกรมMicrosoft PowerPoint 2016และนายคีรีธาร ศิริเวช ได้อันดับที่4ของโลก จากการแข่งขันในรายการAdobe Certified Associateด้วยเช่นกัน ซึ่งในปีนี้ มทร.ธัญบุรี คว้ารางวัลใหญ่ระดับโลกทั้งหมด4รางวัล

     รศ.ดร.ประเสริฐ เปิดเผยอีกว่า จากที่ผ่านมานักศึกษา มทร.ธัญบุรี เคยได้แชมป์โลกMicrosoft PowerPoint 2013มาแล้ว ล่าสุดในปีนี้ก็คว้าแชมป์โลกสำเร็จอีกครั้งหนึ่งเช่นกัน นับเป็นครั้งที่2ของนักศึกษา มทร.ธัญบุรี ที่ไปสร้างชื่อเสียงในเวทีโลก ท่ามกลางความยินดีและความสนใจจากทั่วโลก ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทั้งหมด

       ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมหาวิทยาลัยมีการพัฒนาทักษะด้านไอทีและดิจิทัลให้กับนักศึกษาอย่างจริงจังและมีความต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่การบูรณาเข้ากับการเรียนการสอน จัดฝึกอบรมและส่งเสริมให้สอบหลักสูตรIC3 Digital Literacy Certificationซึ่งเป็นประกาศนียบัตรรับรองความรู้ความสามารถด้านคอมพิวเตอร์ ที่ถือว่าเป็นมาตรฐานสากลและนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดในสาขาวิชาชีพต่าง ๆ ต่อไปได้

      จากนั้นจะคัดเลือกนักศึกษาที่มีคะแนนสูงติดอันดับ เข้ามาบ่มเพาะเชิงลึกและเก็บตัวกว่า2เดือน โดยมีทีมจาก บริษัท เออาร์ไอที จำกัด เป็นโค้ชในการฝึกซ้อม เพื่อคัดเลือกเป็นตัวแทนมหาวิทยาลัยไปแข่งขันในระดับประเทศและระดับโลกดังเช่นที่เกิดขึ้น ซึ่งนับว่าภายในระยะเวลากว่า3ปี มหาวิทยาลัยสร้างคนเพื่อแข่งขันจนเป็นแชมป์โลกสำเร็จได้ถึง2คน ขณะที่นักศึกษาอีก3คนที่แข่งขันด้วยนั้นติดอันดับ1ใน5ของโลกด้วย

เจ๋ง!! นศ.'มทร.ธัญบุรี' คว้าแชมป์โลก"ไมโครซอฟท์"น.ส.รัชดาภรณ์ อ่อนดีกุล (คนขวาผมสั้น)

     “การเรียนการสอนของ มทร.ธัญบุรี ถูกปรับให้มีความทันสมัย เน้นการสร้างและพัฒนากำลังคนในด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและนวัตกรรม สอดรับกับโลกอาชีพในอนาคต ตอบโจทย์ด้านเศรษฐกิจและสังคมที่ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารหรือที่เรียกว่า ดิจิตอลอีโคโนมี ตามนโยบายรัฐบาล และความสำเร็จที่เกิดขึ้นดังกล่าว เป็นความภาคภูมิใจไม่เพียงแค่ระดับมหาวิทยาลัย แต่ถือเป็นความภูมิใจของคนไทยทั้งประเทศ และบ่งบอกถึงความสามารถของคนไทยด้านไอทีไม่แพ้ต่างชาติ”อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าว

เจ๋ง!! นศ.'มทร.ธัญบุรี' คว้าแชมป์โลก"ไมโครซอฟท์"

                                                   นายคีรีธาร ศิริเวช

      ด้านนายนัทธพงศ์ แชมป์โลกMicrosoft PowerPoint 2013คนล่าสุด กล่าวว่าในโจทย์การแข่งขันให้สร้างงานนำเสนอ 1 ชิ้นงานและจะต้องตั้งค่าข้อมูลตามที่กำหนด ทั้งหมด 6 สไลด์ โดยกำหนดเวลา 50 นาที ซึ่งตนใช้เวลาอย่างคุ้มค่าและทำเสร็จเกือบคนท้าย ๆ จากทั้งหมดที่แข่งขันกัน 26 ประเทศ โจทย์ในปีนี้ค่อนข้างยากและเน้นที่การสร้างแอนิเมชั่นที่ซับซ้อน การใส่เอฟเฟ็กต์ให้กับข้อความหรือรูปภาพในสไลด์ ตอนที่ประกาศผลว่าได้อันดับที่ 1 รู้สึกทั้งตื่นเต้นและภูมิใจเป็นอย่างมากที่เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างชื่อเสียงและความสำเร็จให้กับประเทศ

      “ขอแสดงความยินดีกับเพื่อนอีก 3 คน ที่คว้ารางวัลเช่นกัน ต้องขอบคุณมหาวิทยาลัยที่ให้พวกเราได้มีโอกาสไปแข่งขันในเวทีระดับโลก และบริษัท เออาร์ไอที จำกัด ที่ฝึกซ้อมและทำให้การเตรียมตัวมีความพร้อม รวมถึงผู้บริหาร อาจารย์ เพื่อน ๆ ที่ติดตามและส่งกำลังใจมาให้ตลอดทั้งก่อนและหลังแข่งการแข่งขัน”แชมป์โลกMicrosoft PowerPoint 2013คนล่าสุด กล่าว

“ยูเมะพลัส” สนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ จัดประกวดหนังสั้น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/337354

“ยูเมะพลัส” สนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ จัดประกวดหนังสั้น

ยูมะพลัส

“ยูเมะพลัส” สนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ จัดประกวดหนังสั้น

         “ยูเมะพลัส” สนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ จัดประกวดหนังสั้น “เปย์อย่างคิด ชีวิต 4.0” ปลูกฝังการเรียนรู้ บริหารเงินอย่างชาญฉลาด   ชิงทุนการศึกษา  มูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

"ยูเมะพลัส" สนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ จัดประกวดหนังสั้น

มร.ฮิโตชิ โยโกฮามา ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อีซี่ บาย จำกัด (มหาชน) พร้อมด้วย “มาร์ช-จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล”  นักแสดงวัยรุ่นชื่อดัง นายชนัตพล ส่งสิทธิเสถียร หรือดีเจ แจ๊ค ไรเดอร์  และนายวิกรม ปุษยายนันท์ หรือแบงค์ Creative Content Manager จาก True4U แถลงข่าวการจัดกิจกรรม Umay+ “SMART MONEY” ประกวดหนังสั้นหัวข้อ “เปย์อย่างคิด ชีวิต 4.0” ชิงทุนการศึกษากว่า 200,000 บาท ณ My Kitchen ชั้น 4 สยามดิสคัฟเวอร์รี่

มร.ฮิโตชิ โยโกฮามา กล่าวว่า ถือเป็นหนึ่งในกิจกรรมเพื่อสังคมภายใต้โครงการ “อีซี่บาย..เพื่อสังคมไทย” เพื่อต้องการปลูกฝังการวางแผนทางการเงินที่ดี การสร้างวินัยทางการเงินให้แก่เยาวชน คนรุ่นใหม่ ให้รู้จักสร้างภูมิคุ้มกันเพื่อชีวิตที่มีความสุขอย่างยั่งยืน ซึ่งได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2556 โดยปีนี้จัดขึ้นเป็นปีที่ 5 และได้รับความสนใจจากน้องๆเยาวชนมาโดยตลอด รูปแบบในปีนี้จะเป็นการประกวดหนังสั้นเพื่อชิงทุนการศึกษา  โดยเราคาดหวังว่าการประกวดหนังสั้นภายใต้แนวคิดเชิงสร้างสรรค์จะช่วยสนับสนุนให้เด็กไทยกล้าคิด กล้าออกแบบ และสร้างสรรค์ผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง เศรษฐกิจและสังคมไทย

“มาร์ช-จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล”   นักแสดงวัยรุ่นตัวแทนพลังคนรุ่นใหม่ หนึ่งในคณะกรรมการตัดสิน กล่าวว่า เป็นกิจกรรมที่ดี และน่าสนใจมาก เพราะสามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี ซึ่งตนเองนั้นเรียนจบด้านการเงินจึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก  เพราะเรื่องของการบริหารจัดการเงินเป็นเรื่องสำคัญที่ใกล้ตัวเรา น้องๆบางคนอาจมองข้ามไป   จริงๆแล้วหากเรารู้จักการบริหารจัดการเงินของเราได้ดี รู้จักอดออม มีสติในการจับจ่าย เราก็จะมีชีวิตที่สุขสบาย  จัดการรายรับ-รายจ่าย ได้อย่างลงตัว   มีอนาคตทางการเงินที่มั่นคง  อยากให้น้องๆ  ที่เรียนด้านการเงิน หรืออาจเป็นผู้มีความสนใจและอยากได้รับความรู้เกี่ยวกับการบริหารจัดการการเงิน ไม่ควรพลาดกิจกรรมนี้

"ยูเมะพลัส" สนับสนุนเด็กรุ่นใหม่ จัดประกวดหนังสั้น

นายชนัตพล ส่งสิทธิเสถียร (ดีเจ แจ๊ค ไรเดอร์)  กล่าวว่า ได้มีโอกาสร่วมเป็นวิทยากรและที่ปรึกษาพิเศษเกี่ยวกับกิจกรรมดังกล่าวให้กับทาง Umay+ หลายปีติดต่อกัน ทำให้ได้ความรู้ ความเข้าใจในการบริหารจัดการการเงินที่เพิ่มขึ้นในทุกปี จากที่คิดว่าเรามีความรู้ตรงนี้เยอะอยู่แล้ว  พอได้เห็นไอเดียใหม่ๆ จากน้องๆ ที่ร่วมกันทำหนังสั้นเข้าร่วมประกวด ก็เห็นได้ชัดว่าน้องมีความสามารถมาก บางจุดที่เราอาจมองข้ามไป ซึ่งบางอย่างนั้นนำมาปรับใช้กับเราได้จริง ซึ่งน้องๆเยาวชนคนรุ่นใหม่นี้ ค่อนข้างมีความสามารถมากและมีไอเดียใหม่ๆ เขาสามารถมองเห็นในมุมที่แตกต่างและนำมาถ่ายทอดผ่านผลงานของเขา แล้วเราก็เพิ่มเติมในส่วนของไอเดียการสร้างสรรค์คลิป หนังสั้น คำแนะนำต่างๆในการนำเสนอกับน้องๆผ่าน workshop โดยน้องๆจะได้เจอทีมงานที่จะไป Roadshow ตามสถาบันต่างๆ ก็สามารถรวมกลุ่มกันเข้ามาสมัครได้เลย

นายวิกรม ปุษยายนันท์ หรือแบงค์ Creative Content Manager จาก True4U   ที่ปรึกษากิจกรรม กล่าวว่า ในฐานะที่เป็นคนทำงานด้าน Creative กิจกรรมนี้ช่วยส่งเสริมและเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่แสดงความสามารถในการคิดสร้างสรรค์และผลิตผลงาน ได้นำมุมมอง แนวคิด และทำให้เราได้เห็นอะไรใหม่ๆ จากความสามารถของน้องๆ นิสิต นักศึกษา ในด้านการบริหารจัดการการเงิน รายได้ และหนี้สิน และยังสามารถส่งต่อความรู้ความเข้าใจนี้ไปสู่คนทั่วไปให้เข้าใจได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

กิจกรรม  Umay+ “SMART MONEY” การประกวด Short Film Contest  หัวข้อ “เปย์อย่างคิด ชีวิต 4.0” มุ่งเน้นไปยังกลุ่มนิสิต นักศึกษามหาวิทยาลัยที่จะก้าวสู่วัยทำงาน จะมีรูปแบบการจัดเป็น Road Show ไปยังสถาบันต่างๆ  เพื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมสำหรับผู้ที่สนใจ โดยสามารถส่งผลงานเข้าประกวดได้  โดยจัดทีมละไม่เกิน 5 คน  มีอาจารย์ที่ปรึกษา 1 ท่าน สร้างสรรค์หนังสั้น ความยาวไม่เกิน  3  นาที ไม่จำกัดรูปแบบไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ แอนนิเมชั่น การ์ตูน สี ขาวดำ หรือ  เทคนิคผสม  ซึ่งต้องมีเนื้อหาเกี่ยวกับการบริหารจัดการการเงิน รายได้และหนี้สิน ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบันยุค 4.0  ตรงกับหัวข้อ “เปย์อย่างคิด ชีวิต 4.0” และต้องเป็นผลงานที่สร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ไม่เคยส่งเข้าประกวดที่ใดมาก่อน

โดยส่งผลงานเข้าร่วมประกวดภายในวันที่ 16 ตุลาคม 2561 ผลงานที่ผ่านการคัดเลือก 10 ทีม  จะได้รับเงินทุนสนับสนุนในการผลิตผลงานทีมละ 10,000 บาท และได้รับสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรม Workshop โดย วิทยากรพิเศษ ดีเจ “แจ็ค” ไรเดอร์ และนายวิกรม ปุษยายนันท์ ที่ปรึกษากิจกรรมและเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ  ชิงทุนการศึกษา  มูลค่ารวมกว่า 200,000 บาท  ในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2561 ณ มหาวิทยาลัยศรีปทุม

สำหรับผู้ที่สนใจจะเข้าร่วมประกวด   เตรียมไอเดียและรวมกลุ่มกันไว้ให้พร้อม สามารถติดตามทุกความเคลื่อนไหวของกิจกรรม การรับสมัคร การประกาศผล ได้ทางเพจ “I love EASYBUY” หรือ  สอบถามโทร.  096-171-7442

นวัตกรรมสุขภาพเปลี่ยนชีวิตคนไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/337309

นวัตกรรมสุขภาพเปลี่ยนชีวิตคนไทย

นวัตกรรมสุขภาพ

นวัตกรรมสุขภาพเปลี่ยนชีวิตคนไทย ; รายงาน โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com

“สุขภาวะ สุขภาพ” เป็นสิ่งสำคัญที่ต้องดูแล ใส่ใจ คงไว้ให้แข็งแรง มีคุณภาพชีวิตที่ดีตลอดไป ยิ่งยุคดิจิทัล ยุค 4.0 โครงสร้างประชากรของประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีทั้งด้านสุขภาพกาย ใจ และการสร้างเสริมสุขภาวะของคนไทยย่อมต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงต้องสร้างเครื่องมือ นวัตกรรมเข้ามาช่วยเสริมให้คนไทยทุกคนมีสุขภาพที่ดี

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) สนับสนุนคนรุ่นใหม่เข้ามามีส่วนร่วมในการคิดค้น แลกเปลี่ยน เสนอแนะผ่านกิจกรรมต่างๆ ล่าสุด ได้จัดมอบรางวัล “โครงการประกวดนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ” ให้แก่เยาวชนในระดับมัธยมศึกษาและระดับอาชีวศึกษา พร้อมจัดนิทรรศการนำเสนอผลงานภายใต้แนวคิด “นวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพฝีมือเยาวชน จะช่วยเปลี่ยนชีวิตคุณให้ดีขึ้นได้อย่างไร” เพื่อต่อยอดแนวคิดและนำนวัตกรรมที่คิดค้นขึ้นไปใช้ขยายผลแก้ปัญหาด้านสุขภาพ และสร้างเสริมสุขภาวะของคนไทยในพื้นที่ของตนเอง

นวัตกรรมสุขภาพเปลี่ยนชีวิตคนไทย

พล.อ.ปัฐมพงศ์ ประถมภัฏ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ศตวรรษที่ 21 มีการเปลี่ยนแปลงที่มีผลต่อสุขภาพทั่วโลก ทั้งโรคอุบัติใหม่ อุบัติซ้ำ โรคที่เกิดจากพฤติกรรมสุขภาพ และในอีก 20 ปี ประเทศไทยจะมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากที่สุดในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก รัฐบาลได้ให้ความสำคัญในการนำพาสังคมไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0

นวัตกรรมสุขภาพเปลี่ยนชีวิตคนไทย

โดยปรับจากเศรษฐกิจที่เคยพึ่งพาเทคโนโลยีจากภายนอกเป็นหลัก สู่การพึ่งพาตนเองโดยใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม โครงการดังกล่าวจึงเป็นเสมือนการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ เพื่อสร้างนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพให้แก่นักเรียนนักศึกษา คนรุ่นใหม่ที่สำคัญของประเทศ รวมถึงครูที่ปรึกษา ร่วมกระบวนการอบรม บ่มเพาะลูกศิษย์ในอีกหลายรุ่นให้มีแนวคิดเป็นนวัตกร เข้าใจแนวทางสร้างเสริมสุขภาพที่เริ่มต้นจากตนเอง ชุมชน และสังคมโดยรอบ เป็นเครือข่ายสนับสนุนงานนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ

นวัตกรรมสุขภาพเปลี่ยนชีวิตคนไทย

    ปั้นนักนวัตกรรมเสริมสุขภาพ
สุปรีดา อดุลยานนท์ ผู้จัดการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ กล่าวว่า สสส.ขับเคลื่อนงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพ โดยมุ่งแก้ไขต้นเหตุที่ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพของคนไทย สร้างนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านนโยบาย สิ่งแวดล้อม สร้างความเข้มแข็งของชุมชน ปรับเปลี่ยนระบบบริการสุขภาพและสร้างทักษะ พฤติกรรมส่วนบุคคลให้มีสุขภาพดีครบ 4 มิติ คือ สุขภาพกาย จิตใจ สังคม และทางปัญญา

“ด้วยความเชื่อมั่นคนรุ่นใหม่ ไม่ว่าจะเป็นสายสามัญ หรือสายอาชีพ ล้วนเป็นกำลังสำคัญสร้างนวัตกรรมสุขภาพ ภายใต้แนวคิดสร้าง นำ ซ่อม โครงการนี้ จึงไม่ได้มุ่งหวังเพียงการประกวดเพื่อให้ได้ชิ้นงานนวัตกรรมเท่านั้น แต่มุ่งหวังสร้างเมล็ดพันธุ์นักนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพที่เกิดขึ้นทั้งลูกศิษย์และครู โดยได้คัดเลือก 19 ทีม อบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อบ่มเพาะทักษะความรู้ ความสามารถด้านการวิจัย ประดิษฐ์คิดค้นสร้างนวัตกรรมให้สามารถใช้ได้จริง สร้างนวัตกรรุ่นใหม่และสนับสนุนทุนละ 10,000 บาทในการพัฒนานวัตกรรมของตนเอง โดยนำองค์ความรู้ ทักษะผ่านการวิเคราะห์วิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งสสส.จะจัดโครงการดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง เพื่อปลูกฝังให้คนรุ่นใหม่มีความคิดด้านการเสริมสุขภาพ เป็นกำลังสำคัญของชุมชนและประเทศต่อไป” สุปรีดา กล่าว

นวัตกรรมสุขภาพเปลี่ยนชีวิตคนไทย

    เสาหลักนำทางจากยางพารา
นักนวัตกรรมสร้างเสริมสุขภาพ ระดับอาชีวศึกษาร่วมพัฒนาคิดค้น เพื่อมูลค่าจากยางพารา ทีมสี่สหาย-สายช่าง เหล่าหนุ่มๆ จากอาชีวศึกษา วิทยาลัยเทคนิคสุราษฎร์ธานี ณรงค์ศักดิ์ ทิพย์มาก, ธรรมนูญ รุจิญาติ, อดิศร มยาเศรษฐ นักศึกษาชั้น ปวส.3 และชาญชัย แฮวอู อาจารย์ที่ปรึกษา ทีมชนะเลิศ ระดับอาชีวศึกษา เล่าว่า เสาหลักนำทาง ผลิตจากยางพารา มีคุณสมบัติช่วยลดแรงกระแทกจากการเกิดอุบัติเหตุจึงนำมาทดลองใช้ในชุมชนโดยเพิ่มการติดตั้งระบบจีพีเอส แจ้งตำแหน่งและแจ้งเตือนภัยทั้งไลน์และเสียงสัญญาณเตือนมายังศูนย์กู้ภัยใกล้เคียง เพื่อช่วยเหลือได้ทันท่วงที เป็นการช่วยลดอัตราการสูญเสียจากอุบัติเหตุบนท้องถนน และเสริมสร้างความปลอดภัย รวมถึงสร้างรายได้ให้แก่ชาวสวนยางในชุมชน

นวัตกรรมสุขภาพเปลี่ยนชีวิตคนไทย

“จุดเริ่มต้นของนวัตกรรมดังกล่าว เกิดจากการที่พวกเราได้เห็นอุบัติเหตุบนท้องถนน ส่วนหนึ่งเกิดจากการชนหลักกิโล หรือเสาต่างๆ แล้วมีแรงกระแทกทำให้เกิดอุบัติเหตุต่อเนื่อง หรือบาดเจ็บ เสียชีวิต อีกทั้งยางพารามีราคาต่ำลง จึงมองหาแนวทางแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยคิดค้นเสานำทางจากยางพารา ช่วยลดแรงกระแทก การสูญเสีย บาดเจ็บ และเพิ่มมูลค่าให้แก่ยางพารา ซึ่งเมื่อได้เข้าร่วมโครงการของสสส. ทำให้ได้รับทุนสนับสนุน สร้างนวัตกรรมเป็นไปได้อย่างดียิ่งขึ้น เพราะต้นทุนในการสร้างเสานำทางยางพาราต้องใช้งบค่อนข้างมาก” 3 หนุ่ม กล่าว
นวัตกรรมสุขภาพอัพคุณภาพชีวิต

3 สาวจากโรงเรียนวชิรวิทย์ จ.เชียงใหม่ทีม WS Stable Inno ได้แก่ จุติมาพร วสะวานนท์, ณัฐริกา ไลย์ และ ดวงกมล เลี้ยงเชื้อ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ทีมชนะเลิศ ระดับมัธยมศึกษา โดยมี วิลาวัลย์ หล้าหลอด เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา เล่าว่า โรงเรียนอยู่ในชุมชน ทำกิจกรรมร่วมกับชุมชนมาตลอด ได้เห็นปัญหาว่าในชุมชนมีควันเยอะมาก

นวัตกรรมสุขภาพเปลี่ยนชีวิตคนไทย

อีกทั้งจากการลงพื้นที่สำรวจพบว่าชาวบ้านมีปัญหาด้านโภชนาการ บริโภคอาหารที่มีสารเคมี และมีปัญหาด้านสุขภาพ ระบบทางเดินหายใจ ได้นำศาสตร์พระราชา หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง มาบูรณาการเข้ากับความรู้ที่มี ทำให้เกิด 5 กิจกรรม ได้แก่ สะดิ้งไฮโซ คือ การเลี้ยงจิ้งหรีด, ถังขยะออมเงิน ทำปุ๋ยหมักจากเศษกิ่งไม้และใบไม้แบบเติมอากาศ, ไฮโดรออแกนิคบ็อกซ์ การปลูกผักไร้ดิน, บ้าน AF การเลี้ยงไส้เดือนพันธุ์แบบคอนโด และเบบี้เฮลตี้ ไลฟ์ การเพาะต้นอ่อนทานตะวันและผักบุ้ง แก้ปัญหาชุมชน ทำให้ชาวบ้านมีรายได้เสริม” จุติมาพร กล่าว

นวัตกรรมสุขภาพเปลี่ยนชีวิตคนไทย

จุติมาพร กล่าวต่อไปว่า จากการทำกิจกรรมทำให้ได้เรียนรู้การทำงานเป็นทีม เข้าใจชุมชน และเห็นปัญหาชุมชนได้อย่างแท้จริง ซึ่งโครงการที่ สสส.จัดขึ้น ถือเป็นโครงการที่ดีที่จะช่วยปลูกฝังให้เด็กแต่ละโรงเรียนได้คำนึงถึงการรักษาสุขภาพทั้งของตนเอง ครอบครัว และคนในชุมชน ยิ่งขณะนี้ประเทศไทยกำลังก้าวสู่สังคมสูงวัย คนรุ่นใหม่กลายเป็นกำลังสำคัญที่จะต้องช่วยดูแลทำให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ ภาวะสุขภาพที่เกิดขึ้น และได้ร่วมกันคิดค้น นวัตกรรมต่างๆ เพื่อนำมาช่วยสร้างเสริมสุขภาวะ ให้แก่สังคม

นวัตกรรมสุขภาพเปลี่ยนชีวิตคนไทย

 

ทักษะการตั้งคำถามช่วยเด็กรักวิทยาศาสตร์​

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/337134

ทักษะการตั้งคำถามช่วยเด็กรักวิทยาศาสตร์​

ทักษระ,การตั้งคำถาม,นักวิทยาศาสตร์

ทักษะการตั้งคำถามช่วยเด็กรักวิทยาศาสตร์​ : รายงาน  โดย… ชุลีพร อร่ามเนตร -qualitylife4444@gmail.com

การอบรมพัฒนาจะเกิดผลสำเร็จได้นั้น ต้องเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ “โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย” กิจกรรมที่ช่วยให้ครูเกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างครูที่เข้าร่วมโครงการ ผู้บริหารโรงเรียน ผู้นำเครือข่ายท้องถิ่น และวิทยากรเครือข่ายท้องถิ่น ได้นำข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มาพัฒนาต่อยอดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ระดับปฐมวัย ปลูกฝังนิสัยรักวิทยาศาสตร์ให้เด็กอนุบาล และนำไปปรับใช้ตามบริบทของโรงเรียนอย่างเหมาะสม

ครูกว้าง ผลสุข ครูสอนนักเรียนอนุบาลชั้นปีที่ 2 โรงเรียนบ้านค้อโนนเพ็ก จ.ศรีสะเกษ หนึ่งในครูที่เข้าร่วมโครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อย มาอย่างต่อเนื่อง เข้าสู่ปีที่ 8 กล่าวว่า ได้เรียนรู้และอบรมกระบวนการจัดกิจกรรมมากมายที่เหมาะสมกับเด็ก และบริบทแต่ละชุมชน เป็นการแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับกระบวนการจัดกิจกรรม  ตรวจสอบ

ทักษะการตั้งคำถามช่วยเด็กรักวิทยาศาสตร์​

โดยกิจกรรมสอนให้ครูรู้จักการตั้งคำถาม เพื่อกระตุ้นให้เกิดความสงสัย เมื่อเด็กเกิดคำถามอยากถามครูกลับ ครูต้องใช้เทคนิคถามกลับ เพื่อให้เด็กเกิดกระบวนการค้นหาวิธีการในการหาคำตอบ กระบวนการเหล่านี้ช่วยทำให้เด็กเกิดการคิด ระดมความคิด หาคำตอบในสิ่งที่เด็กสงสัยตามโจทย์ที่ตนเองอยากรู้ ขณะที่ครูทำหน้าที่มองหาแนวทางให้เด็กเกิดคำถาม และครูเตรียมอุปกรณ์ วิเคราะห์คำถาม และร่วมกันวางแผน ครูเป็นคนอำนวยความสะดวกให้แก่เด็ก ไม่ใช่เป็นผู้สั่งเด็ก หรือคิดแทนเด็ก

    ครู-เด็ก เรียนรู้ร่วมกัน
ครูกว้าง กล่าวต่อว่า ทักษะแรกที่โครงการบ้านวิทยาศาสตร์น้อยอบรม และครูนำไปใช้ได้แก่เด็ก คือ การสังเกต โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 พอเกิดการเรียนรู้นำไปสู่ทักษะการคิดวิเคราะห์ เปรียบเทียบ จำแนก และเข้าสู่การทดลอง  กำหนดตัวแปร นิยามศัพท์ สำหรับเด็กปฐมวัย ต่อจากนั้น โรงเรียน ครูต้องทำกิจกรรมต่อเนื่องกับเด็ก เพื่อให้เด็กได้ทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ นิสัยความใฝ่รู้ใฝ่เรียน รวมถึงทักษะภาษาในการสื่อสาร ใช้คำถาม ตอบคำถาม นำเสนอ อภิปรายข้อมูล เพื่อให้ได้มาซึ่งคำตอบ

ทักษะการตั้งคำถามช่วยเด็กรักวิทยาศาสตร์​

“ทักษะการใช้คำถามของครู เป็นทักษะที่จำเป็นทั้งสำหรับครูและเด็ก เพราะต้องยอมรับว่าครูไม่รู้ว่าจะใช้คำถามกับเด็กอย่างไร หลังจากอบรมพัฒนาอย่างต่อเนื่องได้เห็นแนวทางในการใช้คำถาม กระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ แสวงหาคำตอบ โครงการนี้มีส่วนพัฒนากระบวนการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง เหมาะสมและดีสำหรับครูมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ครูที่เข้าร่วมโครงการได้พัฒนาตนเอง พร้อมกับมีแนวทาง กิจกรรมพัฒนาตนเองและเด็ก รวมถึงเห็นความร่วมมือของผู้ปกครอง ชุมชน ตอบสนองการเรียนรู้ของเด็ก ใช้พื้นฐานของชุมชนในการเรียนรู้ เห็นความกระตือรือร้นของเด็ก และได้เห็นชุมชนการเรียนรู้ ครูได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเอาไปใช้กับเด็กได้จริง” ครูกว้าง กล่าว

ทักษะการตั้งคำถามช่วยเด็กรักวิทยาศาสตร์​

          ต่อยอดในชั้นเรียนตามบริบท
กรรณิการ์ เฉิน ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ กล่าวว่า โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยในปีนี้มีการกำหนดหัวข้อการนำเสนอโดยแบ่งออกเป็น 1.หัวข้อสำหรับเครือข่ายท้องถิ่น ได้แก่ การบริหารจัดการเครือข่ายท้องถิ่น การอบรมและพัฒนาครูของวิทยากรเครือข่ายท้องถิ่น ให้ครูสามารถนำไปต่อยอดในชั้นเรียนตามบริบทของโรงเรียนได้อย่างประสบความสำเร็จ

และ 2.หัวข้อสำหรับคุณครูและโรงเรียน ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยในชั้นเรียน โดยเชื่อมโยงกับบริบทท้องถิ่นหรือการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียน และการบริหารจัดการโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยในโรงเรียนให้บรรลุเป้าหมายของโครงการ โดยผลงานที่นำมาเสนอทุกชิ้นจะได้รับเกียรติบัตรประทับตราพระราชทานโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยประเทศไทย ประจำปีการศึกษา 2560 ในวันที่ 23-24 สิงหาคมนี้

ทักษะการตั้งคำถามช่วยเด็กรักวิทยาศาสตร์​

          เอกชนสร้างวิทยาการคอมพิวเตอร์
เชิดชาย ยิ่วเหล็ก กรรมการผู้จัดการ กลุ่มโรงไฟฟ้า อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ (ชลบุรี) กล่าวว่า กลุ่มโรงไฟฟ้าฯ เข้าร่วมโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยมาตั้งแต่ปี 2553 ปัจจุบันมีโรงเรียนในเครือข่าย 74 โรง และจะเพิ่มเป็น 82 โรงภายในปีนี้ เนื่องจากมองว่าวิทยาการคอมพิวเตอร์ (Computer Science) เป็นสิ่งจำเป็นต่อการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Thailand 4.0 ตามนโยบายรัฐบาล และในประเทศไทยยังมีผู้ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์ค่อนข้างน้อย การปลูกฝังให้เยาวชนรักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เด็กจึงเป็นเรื่องที่ดี

ทักษะการตั้งคำถามช่วยเด็กรักวิทยาศาสตร์​

นอกจากโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ ยังร่วมกับวิทยาลัยเทคนิคชลบุรี จังหวัดชลบุรี จัดโครงการพัฒนาศักยภาพวิชาชีพของนักศึกษา ด้วยการส่งเสริมให้ได้ฝึกงานในสถานที่จริง สัปดาห์ละ 3 วัน เป็นระยะเวลา 2 ปี ขณะนี้ดำเนินการมาแล้ว 6 รุ่น มีผู้สำเร็จหลักสูตรประมาณ 58-68 คน โดยในปี 2562 เตรียมลดเวลาของหลักสูตรเหลือเพียง 1 ปี แต่เพิ่มจำนวนวันต่อสัปดาห์เป็น 4 วัน รวมถึงเห็นฝีมือและความตั้งใจของนักศึกษาที่จบหลักสูตร ก็พร้อมจะรับเข้ามาทำงานกับบริษัทฯ

ทักษะการตั้งคำถามช่วยเด็กรักวิทยาศาสตร์​

          ขยายผลสู่โรงเรียนทั่วประเทศ
พงษ์ศักดิ์ เรืองปฏิกรณ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บี.กริม เรียลเอสเตท จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างเชิญชวนให้โรงเรียนอนุบาลบริเวณโดยรอบอาคารอัลม่า ลิงค์ ถนนชิดลม และอาคารเกฮาร์ด ลิงค์ ถนนกรุงเทฑกรีฑา เข้าร่วมโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย เบื้องต้นมีโรงเรียนสนใจเข้าร่วมโครงการแล้วจำนวนหนึ่ง คาดว่าจะเริ่มดำเนินโครงการได้ช่วงต้นปี 2562

ทักษะการตั้งคำถามช่วยเด็กรักวิทยาศาสตร์​

คิม จงสถิตย์วัฒนา กรรมการผู้จัดการ บริษัท นานมีบุ๊คส์ จำกัด กล่าวว่า โครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อยดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 ร่วมกับเครือข่ายท้องถิ่นจำนวน 232 แห่ง และโรงเรียน 21,352 โรงทั่วประเทศ เพื่อหาแนวทางการพัฒนาครูในเครือข่ายให้มีมาตรฐานสูง ได้รับความร่วมมือจากโรงเรียนและชุมชน รวมถึงสื่อสารให้โรงเรียนเข้าใจถึงปรัชญาของโครงการและสามารถต่อยอดเข้ากับบริบทของชุมชนได้

เตรียมตัวเป็นเลขาฯ-สนทนาอังกฤษคล่องได้ที่ร.ร.หญิง”โฮลี่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/336938

เตรียมตัวเป็นเลขาฯ-สนทนาอังกฤษคล่องได้ที่ร.ร.หญิง”โฮลี่”

โฮลี่,พระกุมารเยซูวิทยา,โรงเรียนนานาชาติ,เลขา,ภาษาอังกฤษ

เตรียมตัวเป็นเลขาฯ-สนทนาอังกฤษคล่องได้ที่ร.ร.หญิง”โฮลี่”-พระกุมารเยซูวิทยา : รายงาน โดย…  เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ qualitylife4444@gmail.com

“โฮลี่ไม่ใช่โรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนสอน 2 ภาษา แต่เป็นโรงเรียนหญิงล้วนไทยแท้ที่สอนวิชาชีพและจัดการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษ” รัชนิดา อะโรรา

ถ้าจะเปรียบว่าการเลือกเส้นทางการเรียนต่อหลังจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ของแต่ละคน คือจุดเริ่มต้นของอนาคตคงไม่ผิดนัก เป็นช่วงเวลาที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และตัวเด็กเอง ต้องหาลู่ทางและตัดสินใจจะก้าวต่อไป หลายคนที่มีเป้าหมายไขว่คว้าปริญญา มีความถนัดในด้านวิชาการก็จะมุ่งสู่การเรียนในสายสามัญ ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 4 ต่อเนื่องไปจนจบอุดมศึกษา บางคนที่ไม่ถนัดวิชาการ หรือมองหาสิ่งที่ตอบโจทย์ความถนัด ความชอบก็จะมุ่งเน้นไปสู่เส้นทางสายวิชาชีพ

เตรียมตัวเป็นเลขาฯ-สนทนาอังกฤษคล่องได้ที่ร.ร.หญิง"โฮลี่"

โดยเฉพาะเด็กสาวที่มีความตั้งใจอยากทำงานเลขานุการและได้โอกาสฝึกฝนทักษะภาษาอังกฤษจนสามารถพูดสื่อสารใช้งานได้ไม่ต่างกับเจ้าของภาษา หลายคนเลือกเดินเข้าสู่ประตู โรงเรียนพระกุมารเยซูวิทยา หรือที่รู้จักกันในชื่อ “โฮลี่” ตามชื่อภาษาอังกฤษ Convent of the Holy Infant Jesus School อยู่ในการดูแลของมูลนิธิพระกุมารเยซู ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1963 จนถึงปัจจุบันเป็นเวลา 55 ปี ตั้งอยู่ใจกลางเมืองบนถนนสุขุมวิท ซอย 101 บนเนื้อที่ประมาณ 16 ไร่ มีต้นไม้ใหญ่รอบพื้นที่สีเขียวและบรรยากาศที่สงบเอื้อต่อการเรียนรู้และผ่อนคลาย

โรงเรียนเอกชนหญิงล้วนสัญชาติไทยที่สอนด้วยภาษาอังกฤษ รัชนิดา อะโรรา ครูใหญ่โรงเรียนพระกุมารเยซูวิทยา กล่าวว่า โรงเรียนพระกุมารเยซูวิทยา หรือโฮลี่ คือโรงเรียนสตรีล้วน เป็นสถานศึกษานอกระบบประเภทวิชาชีพ จัดการศึกษาในหลักสูตรวิชาการเลขานุการและบริหารธุรกิจ ระยะเวลา 3 ปี (ประกาศนียบัตรวิชาชีพ)

เตรียมตัวเป็นเลขาฯ-สนทนาอังกฤษคล่องได้ที่ร.ร.หญิง"โฮลี่"

โดยใช้ภาษาอังกฤษในการจัดการเรียนการสอนตลอดหลักสูตร ตลอดจนการวัดและประเมินผลเป็นภาษาอังกฤษตามมาตรฐานสากล ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (สช.) กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ให้การรับรองอย่างถูกต้อง ซึ่งตลอดเวลา 55 ปีมีนักเรียนที่จบไปแล้ว 7,353 คน ประสบความสำเร็จในสังคมการงาน สร้างชื่อเสียงมาสู่โรงเรียน ปัจจุบันมีนักเรียนชั้นปีที่ 1-3 ประมาณ 200 คน ซึ่งจำนวนรับยืดหยุ่นตามความเหมาะสมแต่ไม่น้อยกว่า 30 คน

เตรียมตัวเป็นเลขาฯ-สนทนาอังกฤษคล่องได้ที่ร.ร.หญิง"โฮลี่"

“โฮลี่ไม่ใช่โรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนสอน 2 ภาษา แต่เป็นโรงเรียนหญิงล้วนไทยแท้ที่สอนวิชาชีพและจัดการเรียนการสอนด้วยภาษาอังกฤษ และกำหนดกฎระเบียบว่านักเรียนของโฮลี่ทุกคนจะต้องใช้ภาษาอังกฤษในการสื่อสารตลอดเวลาที่อยู่ในโรงเรียน ไม่ว่าจะพูดกับครูหรือเพื่อนก็ตาม เพราะฉะนั้นครูของเราทุกคนแม้จะเป็นครูไทยก็ต้องสื่อสารภาษาอังกฤษได้ เพื่อสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ให้เกิดความถนัดเชี่ยวชาญ” รัชนิดา กล่าว

ครูใหญ่โรงเรียนพระกุมารเยซูวิทยา อธิบายด้วยว่า หลักสูตรการเรียนการสอนของโฮลี่มีความเข้มข้น การจัดการเรียนการสอนผู้เรียนควรจะเริ่มต้นตั้งแต่ปี 1-3 ไม่เหมาะกับการที่จะเข้ากลางเทอมหรือระหว่างปีเพราะการเรียนรู้และหนังสือเรียนที่ใช้มีความต่อเนื่อง เมื่อขึ้นชั้นปี 2 นักเรียนจะต้องเลือกเรียนภาษาที่ 3 ได้แก่ ภาษาจีน และญี่ปุ่น เพื่อให้นักเรียนมีความสามารถรอบด้านภาษาด้วย และในปีที่ 3 ช่วงเดือนตุลาคม นักเรียนจะต้องไปฝึกประสบการณ์ทำงานในบริษัทต่างๆ ซึ่งตลอดมามีบริษัทชั้นนำ สถานทูต และโรงแรมรับไปฝึกงาน โดยจะเน้นพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อให้สะดวกต่อการติดตามประเมินผล และหลายคนจบการศึกษาได้รับติดต่อให้ทำงานทันที

เตรียมตัวเป็นเลขาฯ-สนทนาอังกฤษคล่องได้ที่ร.ร.หญิง"โฮลี่"

หลายปีที่ผ่านมาโฮลี่ได้ร่วมกับสำนักงานกรุงเทพมหานคร เขตพระโขนงจัดหลักสูตรการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) ให้แก่นักเรียนของโฮลี่ทุกวันอาทิตย์ ใช้เวลาเรียน 4 ภาคเรียน นักเรียนที่จบจากโฮลี่จะได้วุฒิการศึกษา ม.6 และทุกปีโรงเรียนจะมีการทุนการศึกษาสนับสนุนให้นักเรียนดีเด่นด้วย มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ หรือเอแบค รับนักเรียนที่จบเข้าเรียนต่อโดยไม่ต้องผ่านการสอบคัดเลือก ซึ่งเอแบคให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนปี 3 ของโรงเรียนด้วย อนาคตอยู่ระหว่างประสานกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ ด้วย

เตรียมตัวเป็นเลขาฯ-สนทนาอังกฤษคล่องได้ที่ร.ร.หญิง"โฮลี่"

“กลุ่มเป้าหมายของโฮลี่ต้องเป็นนักเรียนหญิงที่จบการศึกษาชั้นม.3 หรือเทียบเท่าเกรด 9 จากสถาบันต่างประเทศ มีความสนใจในวิชาชีพเลขานุการและการบริหารธุรกิจ และต้องเป็นคนที่สนใจเรื่องการพัฒนาภาษาอังกฤษ เพราะโรงเรียนไม่เน้นในด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ ส่วนการคัดเลือกก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเกรดเฉลี่ย แต่จะมีการทดสอบภาษาอังกฤษการฟัง การอ่าน คำศัพท์และสัมภาษณ์ ซึ่งเป้าหมายของโรงเรียนต้องการให้นักเรียนหญิงของเราจากผู้หญิงธรรมดา มีความมั่นใจ มีความสามารถโดดเด่น” รัชนิดา กล่าว

เตรียมตัวเป็นเลขาฯ-สนทนาอังกฤษคล่องได้ที่ร.ร.หญิง"โฮลี่"

ขณะที่ บารมี กุยโกมุท นักศึกษาชั้นปีที่ 3 กล่าวว่า การเรียนที่นี่ สอนเรื่องอาชีพและยังเน้นเรื่องภาษาอังกฤษ ครูทุกคนให้คำปรึกษาได้ทุกเรื่อง การเรียนการสอนก็ไม่ได้เน้นแค่ตำรา แต่สอนทักษะการทำงาน การพัฒนาตนเองในวิชาชีพเลขานุการที่พร้อมจะออกไปสู่การทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถือเป็นความคุ้มค่าและตั้งใจว่าเมื่อจบการศึกษาก็จะทำงานเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์และเรียนมหาวิทยาลัยไปด้วย

ส่วน จัสมิน เลมโบ้ นักศึกษาชั้นปีเดียวกัน ผ่านการเรียนชั้นม.4 มาก่อน การเริ่มต้นใหม่ ได้พัฒนาตนเองและรู้ลึกในวิชาชีพที่เรียน ขณะที่เรื่องภาษาอังกฤษที่แม้จะมีพื้นฐานอยู่แล้วก็ได้พัฒนาเพิ่มขึ้น รู้คำศัพท์ในเชิงวิชาชีพมีประโยชน์ต่อการทำงานและการศึกษาต่อในอนาคต

เตรียมตัวเป็นเลขาฯ-สนทนาอังกฤษคล่องได้ที่ร.ร.หญิง"โฮลี่"

ด้านศิษย์เก่า ปวลี วิเศษโวหาร หลังเรียนจบม.3 ที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ จ.ระยอง มาเรียนต่อสถานศึกษาแห่งนี้เพราะสนใจเรื่องภาษาอังกฤษ พอได้มาเรียนที่นี่เหมือนเจอโลกใบใหม่ ต้องพูดแต่ภาษาอังกฤษตลอดเวลา กระทั่งในการเรียนก็ใช้แต่ภาษาอังกฤษต้องปรับตัวเองอย่างมาก อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้แต่ภาษาอังกฤษ ทำให้กลายเป็นคนที่คิดและพูดได้โดยไม่ต้องแปลจากภาษาไทยไปก่อน ซึ่งเกิดประโยชน์อย่างมาก เพราะทำให้เป็นตัวเลือกแรกๆ ในการทำงาน ที่สำคัญยังเป็นโอกาสที่ได้เรียนรู้ได้กว้างขวางขึ้น

เตรียมตัวเป็นเลขาฯ-สนทนาอังกฤษคล่องได้ที่ร.ร.หญิง"โฮลี่"

“ตลอด 3 ปีของการเรียนที่นี่ เหมือนชุบชีวิตช่วยให้เราเก่งขึ้น ความรู้ที่ได้จากการเรียน ทักษะภาษาเป็นอาวุธที่ติดตัวสามารถต่อยอดอาชีพปัจจุบันก็คือธุรกิจส่วนตัวด้านการพัฒนาเว็บไซต์ขายเสื้อผ้าออนไลน์ ขณะเดียวกันยังทำงานเป็นล่ามให้การประชุม งานนิทรรศการต่างๆ และติวเตอร์ภาษาอังกฤษ” ปวลี กล่าว

เตรียมตัวเป็นเลขาฯ-สนทนาอังกฤษคล่องได้ที่ร.ร.หญิง"โฮลี่"

อนาคตอายุ80ปียังต้องทำงานเตรียมพร้อมสูงวัยอย่างสมดุล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/336795

อนาคตอายุ80ปียังต้องทำงานเตรียมพร้อมสูงวัยอย่างสมดุล

วัยเกษียณ,วัยเกณียณ,ผู้สูงอายุ,ทำงาน

อนาคตอายุ80ปียังต้องทำงานเตรียมพร้อมสูงวัยอย่างสมดุล : รายงาน โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร qualitylife4444@gmail.com

“ คนในอนาคตอายุยืนมากขึ้น คนอายุ 60 ปี จะไม่ใช่วัยเกษียณอีกแล้ว หลายคนอาจต้องทำงานถึงอายุ 80 ปี” พญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล

ปัจจุบันมีจำนวนผู้สูงอายุ 11.2 ล้านคน หรือประมาณ 17.1% และคาดการณ์ว่าในอีก 5 ปีคือ 2565 จะมีผู้สูงอายุเพิ่มเป็น 13.6 ล้านคนหรือประมาณ 20.6% ซึ่งถือว่าประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ความต้องการด้านโครงการที่พักอาศัยคุณภาพที่สนับสนุนการใช้ชีวิตของผู้สูงอายุ เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

อนาคตอายุ80ปียังต้องทำงานเตรียมพร้อมสูงวัยอย่างสมดุล

กลุ่มโรงพยาบาลธนบุรี จึงได้ทำโครงการจิณณ์ เวลบีอิ้ง เคาน์ตี้ เมืองแนวคิดใหม่เพื่อวัยเกษียณริมถนนพหลโยธิน (รังสิต) ปทุมธานี

ซึ่ง “ธนาธิป ศุภประดิษฐ์” บอกว่าเป็นการบูรณาการการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร (อินทิเกรด เฮลท์แคร์) ทั้งอาคารที่พักอาศัย สิ่งอำนวยความสะดวก ให้แก่ผู้สูงอายุยุคใหม่ ที่ซื้อเพื่ออยู่อาศัยเอง หรือลูกหลานที่ซื้อให้พ่อแม่ รวมถึงกลุ่มคนวัยทำงานที่มองสถานที่สำหรับตัวเองในอนาคต เป็นเมืองแนวคิดใหม่เพื่อวัยเกษียณ สร้างขึ้นเพื่อผู้สูงอายุและครอบครัว

อนาคตอายุ80ปียังต้องทำงานเตรียมพร้อมสูงวัยอย่างสมดุล

ทั้งนี้ ผู้สูงอายุที่อยู่ที่นี่จะมีริสต์แบนด์ให้ใส่ เป็นการดูข้อมูลของแต่ละคน เพื่อป้องกันสิ่งที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้น เพราะคนสูงวัยบางทีมีเดินหลงทาง อยู่ในห้องน้ำนานเกินครึ่งชั่วโมง บางครั้งเดินๆ อยู่หกล้ม จะได้ส่งคนไปช่วยเหลือได้ทัน หรือแม้แต่เวลามารับประทานอาหารที่ร้านอาหารจะรู้ว่าเขามีน้ำตาลในร่างกายมากเกินไป หรือมีไขมันมากเกินไป จะจัดอาหารที่เหมาะสมได้

  ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์
พญ.กอบกาญจน์ ชุณหสวัสดิกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มการแพทย์ เล่าว่า การดูแลสุขภาพต้องเป็นไปทั้งทางกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยเฉพาะด้านจิตใจซึ่งมีความสำคัญมาก เพราะถ้าจิตใจเข้มแข็ง มีความพร้อม สมดุลทั้งกาย จิตใจ และอารมณ์ ทำให้สุขภาพการใช้ชีวิตด้านอื่นๆ ดีตามไปด้วย

ซึ่งโครงการที่จะช่วยดูแลสุขภาพแบบบูรณาการไม่ใช่เน้นการรักษาพยาบาลอย่างเดียว แต่จะช่วยสร้างสมดุลชีวิตทุกมิติของผู้สูงอายุและครอบครัวผ่านบริการดูแลสุขภาพ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่อยู่อาศัย การใช้ธรรมชาติบำบัด การดูแลเยียวยาจิตใจที่ถูกออกแบบให้เข้าถึงความต้องการเฉพาะบุคคล ภายใต้แนวคิด Trinity Management การจัดการและสร้างความสมดุลของกาย จิตใจและอารมณ์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในการดำเนินชีวิตของทุกคน

อนาคตอายุ80ปียังต้องทำงานเตรียมพร้อมสูงวัยอย่างสมดุล

          “วัยทอง”ความมั่นคงชีวิต
วัยเกษียณ ไม่ใช่วัยแห่งความแก่ชรา เช่นเดียวกัน วัยทองก็ไม่ใช่วัยแห่งการร่วงโรย แต่หมายถึงวัยแห่งความมั่นคงของรากฐานชีวิตในทุกด้าน ทั้งด้านการเงิน ความคิด จิตใจ ครอบครัว และสุขภาพที่ต้องดูแลอย่างดีให้พร้อมใช้ชีวิตอย่างอิสระ สนุกสนาน และมีความสุขอีกครั้ง

ผู้สูงอายุ มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งหลายคนอาจจะยังไม่ได้เตรียมพร้อมในการรับมือกับภาวะต่างๆ ที่เกิดขึ้น แนวคิดของการดูแลสุขภาพแบบบูรณาการ เป็นการผสมผสานศาสตร์ทุกศาสตร์ในการดูแลชีวิตเข้าด้วยกัน และคนในอนาคตอายุยืนมากขึ้น คนอายุ 60 ปี จะไม่ใช่วัยเกษียณอีกแล้ว หลายคนอาจต้องทำงานถึงอายุ 80 ปี

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมเพื่อให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตอย่างมีความสมดุลตามต้นทุน ตัวตนของแต่ละคน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก และไม่ใช่การดูแลแบบแยกส่วน แต่ต้องดูแลทั้งกาย ใจ และอารมณ์ อาทิ รูปแบบการแก้ไขปัญหาสุขภาพตามธาตุ อันประกอบด้วย ธาตุดิน คนที่เกิดเดือนตุลาคม พฤศจิกายน และธันวาคม คือ กาย เนื้อ อวัยวะที่จับต้องได้ ต้องงดอาหารหวาน มัน เค็ม

อนาคตอายุ80ปียังต้องทำงานเตรียมพร้อมสูงวัยอย่างสมดุล

ธาตุน้ำ คนเกิดเดือนกรกฎาคม สิงหาคม และกันยายน คือของเหลวในร่างกาย 12 ชนิด ซึ่งน้ำถือเป็นเคล็ดลับความอ่อนวัยของมนุษย์ ต้องใช้รสเปรี้ยว จิบน้ำมะนาวอุ่น เป็นต้น, ธาตุลม คนเกิดเดือนมีนาคม เมษายน และพฤษภาคม คือลมและแรงดันในร่างกาย รวมไปถึงสภาวะอารมณ์ของมนุษย์ ต้องรับประทานอาหารไทย เครื่องเทศต่างๆ ช่วยลดลมในร่างกาย และธาตุไฟ คนเกิดเดือนธันวาคม มกราคม และกุมภาพันธ์ คือ จิตสำนึกรู้ จะนอนไม่หลับ ต้องรับประทานรสขม เย็น งดหวาน เช่น มะระ ฟักแฟง เป็นต้น  สร้างสมดุลอาหารปรับชีวิต

          คลินิกสุขภาพครบวงจร
หลักการดูแลของ Jin Wellness Center ประกอบด้วยคลินิกสุขภาพที่ผสานหลักการแพทย์เข้ากับไลฟ์สไตล์ โดยจะมีบริการ Lab Check-Up เพื่อตรวจสุขภาพของผู้สูงวัยก่อนเข้าพักอาศัย รวมถึงการถอดรหัสพันธุกรรม เพื่อนำเป็นข้อมูลพื้นฐานสุขภาวะอย่างละเอียด ก่อนจะนำไปวินิจฉัยและวางแผนการดูแลรักษาให้เหมาะสมกับพันธุกรรมและการใช้ชีวิตของคนนั้นๆ และยังมีบริการทางการแพทย์อีกมากมาย อาทิ บริการให้สารอาหารทางหลอดเลือด, บริการล้างสารพิษ ขจัดโลหะหนัก, บริการให้คำปรึกษาโดยนักกำหนดอาหารวิชาชีพ, บริการจัดอาหารตามสภาวะของร่างกายเพื่อความสมดุล, บริการออกแบบการใช้ชีวิต, บริการฝังเข็ม, โฮมีโอพาธีย์ เป็นต้น

อนาคตอายุ80ปียังต้องทำงานเตรียมพร้อมสูงวัยอย่างสมดุล

      ดูแลกาย จิตใจ อารมณ์
นอกจากนั้น การดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ ต้องมีสถานที่ออกกำลังกายสำหรับผู้สูงวัย ด้วยแพทย์ นักกายภาพบำบัด และนักวิทยาศาสตร์การกีฬา เพื่อดูแลการออกกำลังกายที่เหมาะสมกับแต่ละข้อจำกัดของผู้สูงวัย มีร้านอาหารเพื่อสุขภาพให้ความสำคัญด้านการวางแผนโภชนาการเหมาะสมกับสุขภาพของแต่ละบุคคล พร้อมถ่ายทอดองค์ความรู้เพื่อให้ผู้ป่วย ผู้ดูแลและผู้รักสุขภาพสามารถปรุงอาหารที่เหมาะสมกับความต้องการได้ด้วยตัวเอง

รวมถึง มีกิจกรรมตอบสนองสร้างความผ่อนคลาย ความสมดุลทางจิตใจและอารมณ์ อย่าง สปาเพื่อสุขภาพ ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญแค่เฉพาะด้านความงาม แต่ยังมุ่งปรนนิบัติเพื่อบำรุงและฟื้นฟูสุขภาพ ด้วยบริการการนวดที่หลากหลาย อาทิ นวดเพรสเซล, นวดระบายน้ำเหลือง หรือพื้นที่เปรียบเสมือนศูนย์รวมแห่งการสร้างสมดุลทางจิตใจและอารมณ์ พร้อมด้วยคลาสกิจกรรมมากมายที่มุ่งใช้ทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบำบัดผู้สูงวัย อาทิ การฝึกสมาธิ, อัตตชีวประวัติบำบัด, ศิลปะบำบัด, ดนตรีบำบัด และจินตลีลาบำบัด ฯลฯ

อนาคตอายุ80ปียังต้องทำงานเตรียมพร้อมสูงวัยอย่างสมดุล

“ความสมบูรณ์ของชีวิตต้องดูแลทั้ง กาย ใจ และอารมณ์ ซึ่งต้องไม่แยกส่วนออกจากกัน แต่ขณะนี้การดูแลสุขภาพไม่ว่าจะช่วงวัยใด ยิ่งผู้สูงอายุจะดูแลในส่วนของร่างกายเป็นหลัก ทั้งที่จิตใจมีส่วนสำคัญอย่างมากในการสร้างความเข้มแข็ง ให้พร้อมในการรับมือ เรียนรู้สิ่งใหม่ ซึ่งผู้สูงอายุและทุกคนสามารถเริ่มทำดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเอง คือ การฝึกกาย จิตใจ คิดบวก มีอารมณ์ที่แจ่มใส ทุกคนต้องมีความรับผิดชอบพื้นฐานในชีวิตของตนเองให้ได้” พญ.กอบกาญจน์ กล่าวทิ้งท้าย