ศิลปะแห่งการงดเหล้าเข้าพรรษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/336240

ศิลปะแห่งการงดเหล้าเข้าพรรษา

งดเหล้า,เข้าพรรษา

ยินดีต้อนรับเข้าสู่ช่วงเวลางดเหล้าเข้าพรรษา อันเป็นช่วงวัดใจประจำปีของใครหลายคน

ใครที่เคยผ่านเรื่องนี้ก็คงพูดเป็นเสียงเดียวกัน ว่ามันช่างเป็นช่วงเวลาที่ท้าท้าย กดดัน และก็ยาวนาน
สสส. ก็เลยชวนสองขาประจำ ที่ผ่านการงดดื่มเหล้าในช่วงเข้าพรรษามาแล้วหลายปี มาพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์ และกลยุทธ์ต่างๆสำหรับพรรษานี้ให้ฟังกัน

ศิลปะแห่งการงดเหล้าเข้าพรรษา

ศิลปะแห่งการงดเหล้าเข้าพรรษา

ว่าแล้วก็ตั้งวงกันเลย

ไม่มีเวลาไหนจะเหมาะไปมากกว่านี้อีกแล้ว

ใครๆก็รู้ว่าการดื่มเหล้ามันไม่ดีต่อร่างกาย แต่การงดดื่มเหล้าบางทีมันก็ยาก เราเข้าใจ ไม่ใช่แค่ต่อสู้กับตัวเองเท่านั้นนะ บางทีมันยังต้องต่อสู้กับคนรอบข้างด้วย

“ป้อม” ศิวัตร เชาวรียวงษ์ อาชีพนักโฆษณาผู้มีการสังสรรค์เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิต  บอกว่า “ช่วงเข้าพรรษาเป็นช่วงเวลาที่เหมาะในการที่จะงดดื่มเหล้ามาก เพราะว่ามันเป็นวาระที่รับรู้กันโดยทั่วไป มันเลยเป็นช่วงที่เราจะทำตัวแปลกๆ อย่างการบอกคนรอบข้างว่า “ช่วงนี้ไม่ดื่ม” ได้อย่างไม่มีคำถามมากนัก”

“มุก” มุกดา สมศิวัฒนา แคสติ้งสาวสายปาร์ตี้ก็ให้เหตุผลคล้ายๆ กันแถมยังเสริมข้อดีให้เราอีกข้อหนึ่งว่า  “ถ้าโดนตื้อมากๆ มันก็เป็นช่วงที่เราจะสามารถบอกไปได้เลยว่า “มาชวนให้ดื่มช่วงนี้ บาปนะ” ร้อยทั้งร้อยเพื่อนจะหยุดตื้อทันที” มุกเล่าอย่างผู้มีประสบการณ์

ถ้าเริ่มต้นดีก็มีชัยไปกว่าครึ่ง

“เราจะเริ่มจากการบอกให้โลกรู้ พอโลกรู้ปั๊ปมันก็จะเป็นแรงกดดันเล็กๆ ให้เราทำให้สำเร็จ มันอาจจะเวิร์คสำหรับคนที่ชอบความกดดันแบบเรา” ป้อมนำเสนอกลยุทธ์การออกตัวอย่างมีประสิทธิภาพตามสไตล์นักการสื่อสารมืออาชีพ ซึ่งวิธีที่ว่านี้เขาก็ใช้มาแล้วหลายพรรษา

และในปีล่าสุดป้อมก็ได้เพิ่มกลยุทธ์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ด้วยการรวบรวมพลพรรคผู้ต้องการพักตับมาไว้ด้วยกันในไลน์กรุ๊ปเพื่อแลกเปลี่ยนเคล็ดลับ ให้กำลังใจ รวมทั้งตรวจสอบกันเองเป็นแรงกดดันอีกทาง ป้อมเล่าให้เราฟังว่า “ในกรุ๊ปก็ส่งข่าวกันว่าวันนี้ไปไหน เป็นยังไงบ้างแล้ว ส่งรูปมาอวดกัน ให้กำลังใจ ให้ไอเดียกันไป อยากให้งดได้จนจบพรรษากันทุกคน”

ใช้ชีวิตให้เป็นปกติ

การงดดื่มเหล้าในช่วงเข้าพรรษาคงไม่ได้ยากมากเท่าการงดดื่มเหล้าได้จนครบพรรษา การจะทำให้ได้มันก็เลยต้องมีการวางแผนกันเล็กน้อย

มุกเล่าว่า “ปีแรกๆ เราใช้วิธีไม่ออกไปเจอเพื่อนเลย สุดท้ายก็ทนไม่ไหว ตบะแตก ก็เลยเปลี่ยนเป็นออกไปเหมือนเดิม ใช้ชีวิตปกติทุกอย่าง แค่ไม่ดื่ม” แล้วมุกก็พบว่าถึงแม้ไม่ดื่มเธอก็ยังสังสรรค์กับเพื่อนได้สนุกเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือขับรถกลับบ้านได้แบบไม่ต้องกลัวด่าน แถมยังดูแลเพื่อนได้อีกด้วย

เราถามมุกว่า แล้วบอกเพื่อนยังไงเวลาที่ไม่อยากดื่มมุกบอกเราสั้นๆ ง่ายว่า “ก็บอกว่าไม่” เท่านั้นเอง เราก็ออกไปเจอเพื่อนฝูงได้ไม่ต้องเก็บตัวแล้ว

พูดถึงเรื่องการสังสรรค์แบบไร้แอลฯ ป้อมก็เสริมว่า “ดื่มน้ำอัดลมไม่เวิร์ค น้ำเปล่าก็ไม่เวิร์ค เครื่องดื่มชูกำลังกับโซดาเราว่าลงตัวที่สุด ไม่ง่วงด้วย”

มีอีกวิธีของป้อมก็ที่เราว่าก็น่าสนใจไม่แพ้กันคือ ในเมื่อเขาเป็นนักวิ่ง เขาจึงเลือกใช้ช่วงนี้ไปกับการซ้อมวิ่งมาราธอน “การจะวิ่งมาราธอน 42.195 กิโลเมตรนั้นต้องซ้อมไม่ต่ำกว่าสองเดือน ช่วงเข้าพรรษามันจะเป็นประมาณปลายเดือนกรกฎาคม เราก็สมัครวิ่งมาราธอนไปเลยช่วงเดือนกันยายน ช่วงเข้าพรรษาจะได้โฟกัสกับการซ้อมไปเลย” ใครสนใจทางนี้ก็หาสนามวิ่งมาราธอนเตรียมเอาไว้ได้เลยนะ

ถ้าวันไหนพลาดพลั้งขอให้กลับมาอ่านย่อหน้านี้

คุณรู้หรือเปล่าว่าในช่วงที่งดดื่มเหล้าระหว่างเข้าพรรษา มุกบอกว่ามันเป็นสามเดือนที่เธอมีรูปร่างดีที่สุดในรอบปี! “ช่วงที่งดเหล้านี่จะเป็นช่วงที่ผอม สวยเลย ปกติเราออกกำลังกายสัปดาห์ละไม่ต่ำกว่า 3 วันอยู่แล้ว ช่วงที่งดเหล้านี่ลงแรงไปเท่าไหร่มันก็ได้ผลอย่างที่อยากได้ ช่วงเข้าพรรษาจะเป็นช่วงที่เราฟิตมาก”

ส่วนป้อมก็ให้ทางสว่างว่า “ถ้ามันพลาดไปเราก็ยังเลือกได้นะ ว่าจะออกพรรษาไปเลย หรือจะเงียบๆไปแล้วก็พยายามงดต่อก็ไม่มีใครว่า” มุกก็เสริมตรงจุดนี้ด้วยว่า “เพื่อนบางคนก็เริ่มจากช่วงสั้นๆไม่ต้องเต็มพรรษา อาจจะเริ่มจากหนึ่งเดือน เดือนครึ่งก่อน ถ้าทำแล้วติดใจค่อยยาว ไม่ต้องกดดันตัวเองมากไป”

รู้อย่างงี้แล้ว ก็อย่ายอมแพ้ง่ายๆล่ะ เพราะถึงแม้จะไม่ได้งดดื่มเป็นการถาวร ทั้งป้อมและมุกก็ยังบอกเหมือนกันด้วยว่าดื่มน้อยลง เพราะชอบความรู้สึกตอนช่วงที่งดเหล้า และความรู้สึกที่ทั้งสองคนชอบเหมือนๆกันคือการมีสติอยู่กับตัว

“กระเป๋าตังค์ และโทรศัพท์ก็อยู่กับตัวด้วย” ป้อมผู้บริจาคมือถือและกระเป๋าสตางค์ให้กับรถแท็กซี่ไปร่วมสิบกล่าวไว้ทิ้งท้าย

“ประจิน”จ่อถกคดี”ครูวิภา-พ่อดิ่งตึก ศึกษากระบวนการยุติธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/336427

“ประจิน”จ่อถกคดี”ครูวิภา-พ่อดิ่งตึก ศึกษากระบวนการยุติธรรม

กยศ,ค้ำประกัน,หนี้กยศ,พลออประจิน จั่นตอง,ครูวิภา บานเย็น,ลูกศิษย์เบี้ยวหนี้

“พล.อ.อ.ประจิน” รมว.ยธ. จ่อถกปมคดี “พ่อดิ่งตึก-ครูวิภา” สัปดาห์หน้า พร้อมนำ 2 เหตุการณ์ เป็นกรณีศึกษา เพื่อพัฒนากระบวนการยุติธรรม

          เมื่อวันที่ 26 ก.ค.2561- ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ยุติธรรม กล่าวถึงกรณีกรณีศาลชั้นต้น ยกฟ้องในคดีวัยรุ่นถูกแทงเสียชีวิตในช่วง เทศกาลสงกรานต์ ปี 2559

        เป็นเหตุให้บิดาของผู้เสียชีวิต กระโดดตึกฆ่าตัวตายที่อาคารศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ (กพยช.) ซึ่งคาดว่าน่าจะประชุมได้ในวันที่ 31 ก.ค.2561 หรือวันที่ 1 ส.ค. 2561 เพื่อจะติดตามประเด็นทั้งเรื่องของพ่อผู้ตายที่โดดตึก และกรณีของครูวิภา บานเย็น ผู้อำนวยการโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร ที่ถูกลูกศิษย์ เบี้ยวหนี้ กองทุนเงินให้กู้ยืนเพื่อการศึกษา (กยศ.) ทำให้ต้องชดใช้แทนในฐานะเป็นผู้คำประกัน

       “การประชุมครั้งนี้ ไม่ใช่การหาทางออก แต่เป็นการประชุมเพื่อช่วยกันดูว่ากระบวนการยุติธรรมจากกรณีทั้ง 2 กรณีที่เกิดขึ้นนี้มีประเด็นอะไรที่เป็นบทเรียนที่เราจะต้องนำมาสู่การพัฒนากระบวนการยุติธรรมและอะไรที่จะไปช่วยเขาได้ หรืออะไรที่จะต้องแก้ เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา กรณีของลุงที่โดดตึก อยากให้แยกว่ากระบวนการของศาลก็ทำไปตามพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่ตำรวจและอัยการได้รวบรวมเป็นคำฟ้องมา”พล.อ.อ.ประจิน กล่าว

"ประจิน"จ่อถกคดี"ครูวิภา-พ่อดิ่งตึก ศึกษากระบวนการยุติธรรมคุณครูวิภา  บานเย็น  ครูผู้เต็มเปี่ยมด้วยความเมตตา 

        พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า ซึ่งศาลไม่สามารถเข้าไปล้ำเส้นได้แต่ก็จะมีผู้แทนจากทุกหน่วยมาคุยกันว่าทั้ง 2 เคทนี้มีบทเรียนอะไรและเราจะช่วยในปัญหาเฉพาะด้านเขาอย่างไรได้บ้าง เช่นมีปัญหาในเรื่องของทนาย ก็จะจัดหาให้ หรือหากมีปัญหาเกี่ยวกับการติดต่อประสานงาน หรือปัญหาที่ไม่สามารถขอข้อมูลจากหน่วยงานอื่นได้ ก็จะมีเจ้าหน้าที่ไปช่วยจัดการให้ จะเป็นลักษณะของการเป็นพี่เลี้ยงให้

       พล.อ.อ.ประจิน กล่าวอีกว่า ในส่วนกรณีของครูวิภา ได้มีการส่งเจ้าหน้าที่จากกรมบังคับคดีไปคุยละเสนอแนะให้ชะลอการบังคับคดีโดยการยึดทรัพย์เอาไว้ก่อนและขอให้เร่งตามนักศึกษาที่ครูวิภา ค้ำประกันให้ ซึ่งเชื่อว่าส่วนใหญ่จะตามได้ และมาเคลียร์หนี้ของตัวเอง ซึ่งจพทำให้ครูวิภา หมดภาระ ส่วนนักศึกษาคนไหนที่ยังชำระหนี้ไม่ได้ ก็จะไปช่วยดู ติดขัดเรื่องอะไรค่อยมาว่ากัน ทั้งนี้เพื่อให้ความยุติธรรม แต่อยากให้เข้าใจว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของกติกา ที่รู้กันดีทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

กยศ.กระหน่ำทวงหนี้ 23 ศิษย์แสบ

ระงับบังคับคดี “ครู” ค้ำเงิน กยศ.ให้ นร.

ขุดประวัติศิษย์เบี้ยวหนี้กยศ.ทำ”ครูวิภา”ระทม!

"ประจิน"จ่อถกคดี"ครูวิภา-พ่อดิ่งตึก ศึกษากระบวนการยุติธรรม

กยศ. ชะลอยึดทรัพย์”ครูวิภา” ตาม17รายคิวต่อไปผู้ใหญ่บ้าน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/336352

กยศ. ชะลอยึดทรัพย์”ครูวิภา” ตาม17รายคิวต่อไปผู้ใหญ่บ้าน

กยศ,ครูวิภา,ชะลอยึดทรัพย์

กยศ. ชะลอยึดทรัพย์”ครูวิภา” ตาม17รายคิวต่อไปผู้ใหญ่บ้าน : รายงาน  โดย… เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ  qualitylife4444@gmail.com

เมื่อความรักและความหวังที่จะเห็นลูกศิษย์ได้มีโอกาสการศึกษา จนทำให้ “ครูวิภา บานเย็น” ผู้อำนวยการโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร ถูกกรมบังคับคดียึดทรัพย์ บ้านและที่ดิน หลังเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ กยศ.ให้นักเรียนในปี 2541 จำนวน 60 คน เพื่อให้เด็กเรียนต่อและเติบโตเป็น “คนดี” ของสังคม แต่ท้ายสุดผลตอบแทนของความปรารถนาดี คือ การแบกรับหนี้และถูกประกาศยึดทรัพย์…

ล่าสุด 25 กรกฎาคม 2561 ชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) ได้เปิดเแถลงข่าวชี้แจงกรณีดังกล่าว ว่า ครูวิภาได้เป็นผู้ค้ำประกันให้แก่นักเรียนที่เป็นผู้กู้ยืมตั้งแต่ปี 2541-2542 จำนวน 60 ราย ซึ่งเป็นการคำ้ประกันในส่วนค่าครองชีพให้แก่เด็ก เมื่อได้ตรวจสอบสถานะคดีของผู้กู้ยืมที่ครูวิภาได้เป็นผู้ค้ำประกันแล้ว พบว่าใน 60 รายมีผู้กู้ที่ชำระหนี้ปิดบัญชีเรียบร้อยแล้ว 29 ราย ชำระหนี้ตามปกติ 10 ราย ถูกฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งสิ้น 21 ราย ในจำนวนคดีที่ถูกฟ้องร้องมีการยึดทรัพย์แล้ว 4 ราย โดยทั้ง 4 รายนี้ ครูวิภาได้มาชำระหนี้ในส่วนที่ค้ำประกันเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกองทุน กยศ.เตรียมจะดำเนินการถอนการยึดทรัพย์ และหากครูวิภา ต้องการไล่เบี้ยคืน กยศ.ก็พร้อมในการจัดหาทนายเพื่อดำเนินการฟ้องร้องให้

กยศ. ชะลอยึดทรัพย์"ครูวิภา" ตาม17รายคิวต่อไปผู้ใหญ่บ้าน

  ชะลอยึดทรัพย์-ตามหนี้ 17 ราย
ในส่วนที่อยู่ระหว่างการดำเนินคดีจำนวน 17 คดี หรือ 17 รายนั้น กยศ.ได้หารือกับกรมบังคับคดี เพื่อช่วยเหลือครูวิภาเบื้องต้นโดยจะ

ชะลอการบังคับคดีออกไปก่อนแต่ภายในปีนี้จะไม่มีหมายศาลไปถึงครูวิภาแน่นอน ซึ่งสำหรับหนี้ของทั้ง 17 รายคิดเป็นเงินต้นที่ค้ำประกันประมาณ 190,000 บาทยังไม่รวมดอกเบี้ย แต่หากคิดรวมดอกเบี้ยอยู่ท่ี่ประมาณ 3 แสนบาท

ขณะเดียวกัน กยศ.จะเร่งติดตามสืบทรัพย์ของทั้ง 17 รายผ่านทางสำนักงานประกันสังคม กรมสรรพากร ซึ่ง กยศ.มีอำนาจดำเนินการได้ตามพ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ.2560 ในการเข้าถึงข้อมูลผู้กู้ได้ และหากพบตัวจะประสานหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อหักเงินเดือนมาชำระหนี้ กยศ. ได้

ปัจจุบัน กยศ.ได้เริ่มนำร่องหักเงินของข้าราชการกรมบัญชีกลางเป็นที่แรกและจะขยายผลเรียกเก็บเงินในข้าราชการสังกัดกระทรวงการคลัง และขยายไปยังหน่วยราชการที่อยู่ในระบบจ่ายตรงเงินเดือนของกรมบัญชีกลางภายในสิ้นปี 2561 และต้นปี 2562 กยศ.จะเริ่มดำเนินการเรียกเก็บเงินเดือน โดยมีบริษัทใหญ่ที่มีจำนวนพนักงานจำนวน 1 แสนคนขึ้นไป และภายใน 2 ปีจะดำเนินทั้งระบบ
เล็งกำหนดบุคคลคนค้ำและวงเงิน

“กยศ.ไม่ได้กำหนดว่าการค้ำประกันทำได้กี่คนและวงเงินเท่าไหร่ เพราะเราต้องการให้เด็กทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา จึงไม่ได้เอาเรื่องการค้ำประกันมาเป็นเงื่อนไข แต่คาดว่าจากกรณีของครูวิภา กยศ. จะต้องไปสำรวจจำนวนอีกครั้ง ยังมีผู้คำ้กลุ่มหนึ่งที่อาจมีปัญหาเหมือนผู้ค้ำประกันที่เป็นครู คือกลุ่มผู้ใหญ่บ้าน ซึ่งกยศ.มีคำแนะนำเบื้องต้นให้กับผู้คำ้ประกันที่ค้ำประกันนักเรียนจำนวนมากๆ ว่า ขอให้ผู้คทุกคนตรวจสอบว่านักเรียนที่ตนเป็นผู้คำ้นั้น จ่ายเงิน กยศ.เป็นปกติหรือไม่ และสามารถติดต่อสายด่วน กยศ. ได้ตลอดเวลา และอนาคต กยศ.ก็จะมาดูว่าอาจจะต้องปรับแก้ไขการกำหนดบุคคลและวงเงินการค้ำประกันต่อไป” ชัยณรงค์ กล่าว

กยศ. ชะลอยึดทรัพย์"ครูวิภา" ตาม17รายคิวต่อไปผู้ใหญ่บ้าน

ทั้งนี้ กระบวนการกู้ยืมเงินนั้น กยศ.จะมีการปฐมนิเทศนักเรียนและผู้ปกครองเพื่อให้ความรู้ว่าในการชำระหนี้ ต้องทำอะไร ถ้าไม่ชำระหนี้จะเกิดอะไร และเมื่อเรียนจบจะมีการปัจฉิมนิเทศอีกรอบหนึ่ง ทั้งนี้ หลังเรียนจบจะมีระยะเวลาปลอดหนี้ 2 ปี จึงจะเริ่มกระบวนการชำระหนี้ ซึ่งผู้กู้ 1 คนกู้เฉลี่ย 1 แสนบาท

โดยกระบวนการติดตามหากผู้กู้ไม่ชำระ กองทุนจะส่งจดหมายแจ้งภาระหนี้ให้ผู้กู้ จากนั้นกองทุนจะมีส่งจดหมายติดตามหนี้ค้างชำระให้แก่ผู้กู้ยืมและผู้ค้ำประกัน และมีเจ้าหน้าที่โทรศัพท์แจ้งเตือง มีการส่งข้อความ SMS และข้อความเสียง เพื่อให้ชำระหนี้ในระยะเวลาที่กำหนด

แต่หากผู้กู้ยืมไม่ได้รับจดหมายจากกองทุนก็สามารถตรวจสอบยอดหนี้และสถานะของตนเองได้ทางเว็บไซต์ กยศ. (www.studentloan.or.th) และหากผู้กู้ยืมค้างชำระหนี้ จะต้องเสียเบี้ยปรับในอัตรา 12% หรือ 18% ต่อปี ของเงินต้นงวดที่ค้างชำระแล้วแต่กรณี จนถึงขั้นถูกบอกเลิกสัญญาและดำเนินคดีตามกฎหมาย

ซึ่งเมื่อถูกดำเนินคดีแล้วสามารถไปขอไกล่เกลี่ยทำสัญญาประนีประนอมยอมความที่ศาลได้ และชำระหนี้เป็นรายเดือนได้อีก 9 ปี หรือแม้ว่าไม่ได้ไปศาลและศาลมีคำพิพากษาให้ชำระหนี้ทั้งหมด กองทุนยังได้ให้เวลาผ่อนชำระหนี้ตามคำพิพากษาอีกระยะหนึ่ง แต่หากผู้กู้ยืมหรือผู้ค้ำประกันไม่ปฏิบัติตามคำพิพากษาภายในระยะเวลา ที่กฎหมายกำหนด กองทุนมีความจำเป็นต้องสืบทรัพย์บังคับคดีตามกฎหมาย มิฉะนั้นกองทุนจะมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากเงินกู้ยืมเป็นเงินงบประมาณแผ่นดินที่มาจากภาษีของประชาชน

“ในการติดตามหนี้ กยศ.จะติดตามจากผู้กู้ก่อน แต่ที่เกิดปัญหาผู้ค้ำประกันต้องมารับผิดชอบมีหลายกรณี คือ ผู้กู้ยังไม่มีทรัพย์ ผู้กู้มีทรัพย์แต่ไม่จ่าย และไม่มีวินัยทางการเงิน นำเงินไปใช้อย่างอื่นมากกว่ามาใช้หนี้ จึงเกิดปัญหากับผู้ค้ำประกัน ขณะเดียวกันการติดตามหนี้ก็พบปัญหาว่าผู้กู้ปิดเบอร์มือถือ และบางรายไม่อยู่ในถิ่นฐานเดิมทำให้ติดตามไม่ได้” ชัยณรงค์ กล่าว
ลูกหนี้กยศ. 5.4 ล้านคน-เงิน 5.7 ล้านบ.

ปัจจุบัน กยศ.พบว่า มีผู้กู้ยืมกยศ.ทั่วประเทศ จำนวน 5.4 ล้านราย เป็นเงิน 5.7 แสนล้านบาท แบ่งเป็นผู้กู้ยืมที่กำลังศึกษาหรืออยู่ในช่วงปลอดหนี้ 1 ล้านราย ผู้กู้ยืมที่ชำระหนี้หมดแล้ว 8 แสนราย ผู้กู้ยืมที่เสียชีวิตหรือทุพพลภาพ 5 หมื่นราย ผู้กู้ยืมที่อยู่ระหว่างการชำระหนี้ 3.5 ล้านราย เป็นเงิน 4 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้มีกลุ่มผู้ผิดนัดชำระหนี้ แต่ยังไม่ถูกดำเนินการดคี 1.2 ล้านราย เป็นเงิน 2 หมื่นล้านบาท และกลุ่มผิดนัดที่ถูกดำเนินคดี 1 ล้านราย เป็นเงิน 4.8 หมื่นล้านบาท ขอฝากถึงผู้กู้ทุกคนและทั้ง 17 รายนี้ให้มีจิตสำนึกให้มาใช้หนี้ มาแบ่งเบาภาระหนี้ให้ครู และส่งโอกาสการศึกษาให้รุ่นน้องต่อ

  ลูกศิษย์ 2 รายติดต่อขอใช้หนี้คืน
ขณะที่ ครูวิภา บานเย็น กล่าวว่า ที่ผ่าน 4 รายที่ได้ชำระหนี้ไปแล้ว 92,000 บาทนั้น เพราะได้รับหนังสือแจ้งให้ชำระหนี้ แต่ 17 รายดังกล่าวไม่ได้รับหนังสือแจ้งจาก กยศ.มาก่อน มาทราบอีกทีก็ได้รับหมายศาลมีคำสั่งยึดทรัพย์แล้ว ทั้งที่ผ่านมาปฏิบัติตามมาตรการของ กยศ.มาตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีข่าวออกไปมีลูกศิษย์ติดต่อเข้ามา 2 ราย โทรศัพท์มาขอโทษที่ทำให้เดือดร้อนและบอกว่าจะไปปิดหนี้กยศ.ที่เหลืออยู่และจะผ่อนชำระหนี้ที่ครูจ่ายแทนไปให้เดือนละ 5 พันบาท แต่ก็ไม่มีหลักประกันอะไรว่าเขาจะดำเนินการอย่างที่พูด เพราะเป็นแค่การคุยโทรศัพท์ไม่มีหลักฐานยืนยัน

 

กยศ. ชะลอยึดทรัพย์"ครูวิภา" ตาม17รายคิวต่อไปผู้ใหญ่บ้าน

    ยันไม่ยอมให้ยึดทรัพย์
“ตอนนี้ถึงแม้ กยศ.จะชะลอการบังคับคดีแล้วแต่ไม่ได้หมายความว่าคดีจะสิ้นสุด เพราะถ้าสืบทรัพย์ของเด็กมาไม่ได้ก็จะวนมาที่ตัวเองอยู่ดี ยังคงกังวลใจเราเจอเรื่องนี้มาตั้งแต่ปี 2551 แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าปัญหานี้จะสิ้นสุด ไม่รู้เลยว่าจะมีหมายศาลมาถึงบ้านอีกเมื่อไร แต่บอกไว้ตรงนี้เลยว่าแม้จะมีคำสั่งยึดทรัพย์จริง ครูก็จะไปกู้เงินมานำทรัพย์ออกมาไม่ยอมให้ขายทอดตลาดอย่างเด็ดขาด เพราะทรัพย์นี้มีค่ามหาศาล และหากเป็นไปได้อยากให้การชำระหนี้ของเด็กจ่ายเป็นชื่อผู้ค้ำ เพราะเรารับภาระมาก่อนหน้านี้แล้ว ขอฝากถึงลูกศิษย์ที่ได้ดูอยู่ช่องทางไหนก็ตาม ทั้งคนที่ครูจ่ายหนี้แทนหรือยังไม่ได้จ่าย ด้วยความเป็นครูไม่เคยอยากทำร้ายลูกศิษย์ เราไม่อยากฟ้องเด็กเขาคือลูกศิษย์ แค่อยากให้มาคุยจะใช้หนี้คืนอย่างไร ซึ่งคงไม่พูดอะไรมากเพราะ คำว่า คนดี ครอบคลุมหมดทุกอย่างในเรื่องของความซื่อสัตย์ สุจริต ความมีคุณธรรมและความรับผิดชอบ” น.ส.วิภา กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

ราชบัณฑิตยสภาจัดเสวนา”วันภาษาไทยแห่งชาติ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/336322

ราชบัณฑิตยสภาจัดเสวนา”วันภาษาไทยแห่งชาติ”

ราชบัณฑิตยสภาจัดเสวนา”วันภาษาไทยแห่งชาติ”

         เมื่อเวลา 09.00 น.วันที่ 25 ก.ค. สำนักงานราชบัณฑิตยสภาได้จัดงานเสวนาเชิงวิชาการหัวข้อ“อ่าน เขียน พูดไทย อย่างถูกใจและถูกต้อง” ณ ห้องแคทลียา โรงแรมรามาการ์เด้น ถ.วิภาวดี โดยได้รับเกียรติจากนายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธานในพิธี พร้อมมอบเกียรติบัตรให้แก่นักเรียนที่ชนะเลิศการประกวดการอ่านด้วยภาษาไทยมาตรตฐานและการประกวดการเล่าตำนานหรือนิทานพื้นบ้านด้วยภาษาไทยถิ่น ภาคเหนือ ภาคอีสานและภาคใต้

 ราชบัณฑิตยสภาจัดเสวนา"วันภาษาไทยแห่งชาติ"

          นายสุวพันธ์ ตันยุวรรธนะ กล่าวในระหว่างเป็นประธานในพิธีเปิดงานตอนหนึ่งว่าภาษาไทยที่ใช้ในการประกอบอาชีพการติดต่อสื่อสาร ความงดงามเป็นเอกลักษณนี้ได้ถูกถ่ายทอดผ่านลูกหลานของเรา ไม่ว่าจะเป็นภาษาไทยมาตรฐานหรือภาษไทยถิ่น ไม่ว่าจะภาคเหนือ ภาคอีสานหรือภาคใต้ล้วนมีความงดงามในตัวของมันเองทั้งสิ้น

         “ผมคิดว่ามันสะท้อนจากลูกหลานไม่ว่าจะเล่านิทาน เล่าตำนาน ลูกหลานมีความสุขที่ได้แสดงออก ขณะเดียวได้รอยยิ้มจากผู้ฟังไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ เพื่อน ๆ และผู้เข้าร่วมงานทั้งหลายในวันนี้เต็มไปด้วยรอยยิ้มของความน่ารัก ถูกสะท้อนออกมาจากภาษาที่มีความงดงามมีความไพเราะแล้วก็สามารถสื่อสารให้เห็นถึงความรู้สึก ภาษาไทยจึงมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของผู้คน ที่สำคัญไปกว่านั้นยังเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ล้ำค่าดังนั้น จึงฝากทุกท่านได้ช่วยกันรักษามรดกอันล้ำค่านี้ไว้”นายสุวพันธ์กล่าว

       ดร.โสภา ชูพิกุล ชปิลมันน์ นายกราชบัณฑิตยสภากล่าวว่ารัฐบาลได้ประกาศให้วันที่ 29 ก.ค.เป็นวันภาษาไทยแห่งชาติเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2542 เนื่องด้วยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภุมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร ในหลวงรัชกาลที่9 ได้ทรงพระกรุณาเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานกระแสพระราชดำริเรื่องการใช้ภาษาไทยในราชการ ณ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2505 สำนักงานราชบัณฑิตยสภา จึงได้จัดงานภาษาไทยแห่งชาติต่อเนื่องเป็นประจำทุกปีนับตั้งแต่ 2554 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

      “ในปีนี้สำนักงานราชบัณฑิตยสภาได้จัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติในหัวข้อภาษาไทย ภาษาถิ่น อ่าน เขียนพูดไทยอย่างถูกใจและถูกต้องเพื่อให้ประชาชนและเยาวชนได้รับรู้และเข้าใจภาษาไทยที่ถุกต้องสร้างความภาคภูมิใจในประวัติศาสตร์ของชาตืไทย อีกทั้งยังส่งเสริมให้เยาวชนไทยมีวิสัยรักการอ่าน”นายกราชบัณฑิตยสภากล่าว

 ราชบัณฑิตยสภาจัดเสวนา"วันภาษาไทยแห่งชาติ"

        นางสาวกนกวลี ชูชัยยะ เลขาธิการราชบัณฑิตยสภากล่าวเสริมว่าตามพระราชบัญญัติราชบัณฑิตยสภาพ.ศ.2558 สำนักงานราชบัณฑิตยสภามีหน้าที่ข้อหนึ่งคือจัดการศึกษาอบรมและพัฒนาทางวิชาการเกี่ยวกับภาษาไทย ภาษาไทยถิ่น สำนักงานบัณฑิตยสภา จึงได้ดำเนินโครงการจัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติประจำปีพุทธศักราช 2561ขึ้น ภายใต้หัวข้อ”อ่าน เขียน พูดไทย อย่างถูกใจและถูกต้อง” ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการ“รู้ รักภาษาไทย”

       “สำนักงานบัณฑิตยสภามีหน้าที่หลักประการหนึ่งในการอนุรักษ์ภาษาไทยมิให้แปรเปลี่ยนไปในทางที่เสื่อม การส่งเสริมภาษาไทยซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของชาติให้ปรากฎเด่นชัดยิ่งขึ้นเพื่อเป็นการกระตุ้นและปลุกจิตสำนึกให้คนไทยทั้งชาติได้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของภาษาไทย ตลอดจนร่วมมือกันทำนุบำรุงส่งเสริมและรักษาภาษาไทยให้คงอยู่คู่ชาติไทยตลอดไป”เลขาธิการราชบัณฑิตยสภากล่าว

          อย่างไรก็ตาม ในปี 2561 นี้สำนักงานราชบัณฑิตยสภาได้จัดกิจกรรมเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติใน 3 กิจกรรม ประกอบด้วย 1.การประกวดเล่าตำนานหรือนิทานพื้นบ้านด้วยภาษาไทยถิ่นสำหรับเยาวชน ซึ่งเป็นนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย(ป.4-6)จากโรงเรียนต่าง ๆ ใในแต่ละภาค 2.การประกวดการอ่านด้วยภาษาไทยมาตรฐานในระดับมัธยมตอนต้นของสถานศึกษาในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลและ3.การเสวนาเชิงวิชาการหัวข้อ”อ่าน เขียน พูดไทย อย่างถูกใจและถูกต้อง” ตามลำดับ

ขุดประวัติศิษย์เบี้ยวหนี้กยศ.ทำ”ครูวิภา”ระทม!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/336254

ขุดประวัติศิษย์เบี้ยวหนี้กยศ.ทำ”ครูวิภา”ระทม!

โชชียลขุด,เบี้ยวหนี้กยศ,ค้ำประกัน60คน,ครูวิภา,ลูกศิษย์,อยู่ดีมีสุข,ยึดบ้าน

เพจดังขุดประวัติ ลูกศิษย์กินอิ่มมีความสุขดี! แต่เบี้ยวหนี้กยศ.ทำ”ครูวิภา”ชีวิตระทม! ระบุลูกศิษย์บอกให้”ครูก็ไปบอกศาลให้มายึดทรัพย์ผมสิ”

        วันนี้(25ก.ค.2561) กลายเป็นประเด็นร้อน หลังครูผู้เสียสละได้ค้ำประกันเงิน กยศ.ให้กับลูกศิษย์ถึง 60 คน แต่เมื่อครบชำระลูกศิษย์เบี้ยวหนี้ ครูต้องรับกรรมต้องมาชดใช้หนี้แทน

          ล่าสุดเพจ“อยากดังเดี๋ยวจัดให้”return โพสต์ ลูกศิษย์กินอิ่มมีความสุขดี! แต่”ครูวิภา”ระทม!  พร้อมติด #30 รายชื่อกำลังจะดังแล้วนะ ^^^^#ช่วยกันแชร์กระตุ้นอีก29 คนที่กำลังจะทยอยเข้ามา

        ชะตากรรมของคุณครูผู้ให้ศิษย์….

        ⚫️เมื่อยี่สิบกว่าปีที่แล้ว “ครูวิภา” (ขอสงวนนามสกุล) เป็นข้าราชการครูสอนในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งในจังหวัดกำแพงเพชร มีกองทุน กยศ. เปิดโอกาสให้นักเรียนได้กู้ยืมเพื่อใช้ในเรียนต่อ ด้วยระยะเวลาที่กระชั้นชิด และผู้ปกครองเดินทางมาโรงเรียนค่อนข้างลำบาก “ครูวิภา” ได้อาสาที่จะเป็นผู้ค้ำประกันเงินกู้ กยศ. ให้กับนักเรียนจำนวนกว่า 60 คน หวังให้เด็กได้เรียนต่อ เรียนจบในชั้นสูงๆ และมีอนาคตที่ดี

ขุดประวัติศิษย์เบี้ยวหนี้กยศ.ทำ"ครูวิภา"ระทม!

      ⚫️สิบปีผ่านไป ในปี 2551 “ครูวิภา” ก็ปฏิบัติหน้าที่ในราชการอย่างเสียสละทุ่มเท แต่วันหนึ่งมาหนังสือจากศาลให้ไปไกล่เกลี่ยในการชำระหนี้ ครูวิภา ในฐานะผู้ค้ำก็ต้องไปให้การกับศาล นักเรียนบางส่วน ก็ชำระหนี้ตามที่ศาลสั่ง ครูวิภาก็คิดว่าเรื่องน่าจะจบ

ขุดประวัติศิษย์เบี้ยวหนี้กยศ.ทำ"ครูวิภา"ระทม!

        ⚫️เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมมีเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดี นำป้ายคำสั่งบังคับคดีมายึดบ้าน และ ที่ดินของ “ครูวิภา” ใจความว่า “บ้านและที่ดินถูกยึด ห้ามบุคคลเข้ามาดำเนินการใดๆ” ซึ่งตัวครูก็ไม่ทราบมาก่อนว่าเหตุใดถึงต้องมายึดทรัพย์ ยึดที่ดิน ที่เป็นมรดกชิ้นสุดท้ายที่พ่อแม่มอบให้ก่อนตาย

           ⚫️เมื่อเข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่กรมบังคับคดีก็ทราบความว่า “ครูวิภา” ได้ค้ำประกันเงินกู้ กยศ. ให้กับ “นักเรียน” เมื่อหลายปีก่อน และมีนักเรียนกว่า 30 คน เมื่อจบมาแล้ว ไม่ชำระหนี้กองทุน กยศ. มูลหนี้รวมทั้ง 30 คน เกือบหนึ่งล้าน รวมดอกเบี้ย ค่าปรับ มหาศาลครับ ทำให้ กยศ. ต้องยื่นฟ้องศาล จำนวน 30 คดี เมื่อไม่สามารถติดตามหนี้ได้จากผู้กู้ ก็ต้องไล่บี้กับผู้ค้ำ ตอนนี้กรมบังคับคดีนำคำสั่งศาลตัดสินเพื่อยึดทรัพย์ผู้ค้ำประกันแล้ว 2 คดี คดีที่ 1 สั่งยึดบ้านและที่ดิน คดีที่ 2 สั่งยึดที่ดิน และคดีที่ 3 กำลังจะตัดสินเร็วๆนี้ ซึ่ง “ครูวิภา” มีอสังหาริมทรัพย์ เพียง 2 อย่าง และถูกยึดไปแล้ว หากคดีที่ 3 ตัดสิน ทรัพย์ชิ้นสุดท้ายนั่น “ตำแหน่งทางราชการ” และถ้าคดีที่ 4 5 6 และคดีต่อไปไม่มีทรัพย์ให้ยึด ครูก็จะถูกฟ้องล้มละลาย “ครูวิภา” ก็จะถือว่าขาดคุณสมบัติการเป็นข้าราชการ ผลก็คือ “ให้ออกจากราชการ” นี่คือสิ่งที่ “ลูกศิษย์” มอบให้ครูที่สอนเขามา… บ้าน ที่ดิน ตำแหน่งราชการ หายไปในพริบตา

ขุดประวัติศิษย์เบี้ยวหนี้กยศ.ทำ"ครูวิภา"ระทม!

         ⚫️วันนี้ (23 กรกฎาคม 2561) คุณครูวิภา ได้มาติดต่อ กยศ. เพื่อไกล่เกลี่ย และชำระหนี้แทนลูกศิษย์บางส่วน แต่มูลหนี้กว่าหนึ่งล้าน ครูจะหาเงินที่ไหนมาใช้หนี้แทนลูกศิษย์ได้หมดดดดดด

“กิ๊ก มยุริญ” ปลดล็อกชีวิตหลังชนะใจเลิกเหล้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/336233

“กิ๊ก มยุริญ” ปลดล็อกชีวิตหลังชนะใจเลิกเหล้า

กิ๊ก,มยุริญ,เลิกเหล้า,เข้าพรรษา

“กิ๊ก มยุริญ” ดารา-นักแสดงเจ้าบทบาท เผยครั้งหนึ่งเคยติดเหล้า ถึงขั้นทำให้ชีวิตแทบเสียศูนย์ จนต้องหันหน้าเข้าหาธรรมะ ก่อนจะเลิกเหล้าได้ขั้นเด็ดขาด

อีกหนึ่งนักแสดงมากความสามารถที่ผ่านมาแล้วหลายบทบาท “กิ๊ก” มยุริญ ผ่องผุดพันธ์ ที่มีผลงานการแสดงจนเป็นที่รู้จักกันไปทั้งบ้านทั้งเมือง แต่ใครจะรู้ว่าสาวสวยหน้าตาสดใสขนาดนี้ เคยมีมรสุมชีวิตในขวดเหล้า ถึงขนาดที่ครั้งหนึ่งแทบจะทำให้ชีวิตเธอทั้งเสียศูนย์และสูญเสีย จนต้องหันหน้าเข้าหาธรรมะ ก่อนจะเลิกเหล้าได้ขั้นเด็ดขาด

“กิ๊ก ก็คงเหมือนคนส่วนใหญ่ ที่ไปเริ่มต้นข้องแวะกับเหล้าในสมัยที่ยังเป็นวัยรุ่น ไม่รู้ว่าอะไรดลใจให้เราเห็นการดื่มเหล้า สูบบุหรี่เป็นเรื่องโก้เก๋ แต่ที่แน่ๆ คือ มันได้บอกคนอื่นว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องแสดงว่า เราเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มเพื่อนฝูง ได้ความสนุก แต่เป็นความสนุกแบบไม่มีสติ อะไรที่ไม่เคยทำก็ทำ อะไรที่ไม่กล้าพูดก็พูด แล้วคนเราพอกินเหล้า ศีลข้ออื่นก็จะไม่มีเหลือ บางคนพอเมาก็เริ่มคบแฟนหลายคน ไม่เคยโกหกก็จะโกหก หมดยางอาย

สมัยนั้น “กิ๊ก” กินพวกเหล้าค็อกเทล ตามงานเลี้ยงต่างๆ สนุกกันจนลืมตัว เมาจนคลานเหมือนหมา คลานไปกอดโถชักโครกแล้วอ้วก เลยเริ่มคิดขึ้นมานิดนึง ว่าทำไมเราต้องทำร้ายตัวเองขนาดนี้ แต่พอเช้าหายเมา อ้าว ที่คิดได้เมื่อคืนก็ลืมเสียแล้ว บางทีไปกองถ่ายเลิกงานจะมีงานเลี้ยงสังสรรค์ ผีโลภในตัวเราบอกว่ากินฟรี เต็มที่ไปเลย ช่วงนั้นคือแย่ทั้งร่างกายและจิตใจ เคยเกือบตายเพราะอุบัติเหตุรถยนต์ เคยคอนโทรลร่างกายไม่ได้ เคยเมาแล้วได้งีบนิดเดียวแล้วต้องตื่นไปถ่ายงาน พอเราเอารูปมาดู ตกใจ ทำไมเราทรุดโทรมหมองคล้ำ ตาเหลืองเห็นชัดทั้งๆ ที่ใส่คอนแทคเลนส์อยู่ หน้าซีด นอนน้อย เพราะคนเราจะแต่งหน้าแต่งตัวสวยยังไงมันก็ปิดบังความทรุดโทรมข้างในไว้ไม่มิด ออร่าความเปล่งปลั่ง…หายไปหมด”

ดาราสาวเล่าว่า เธอใช้ชีวิตช่วงวัยเรียนจนกระทั่งเข้าสู่วัยทำงาน ตั้งแต่อายุ 19 ถึง 23  วนเวียนอยู่กับก๊วนเพื่อนที่นิยมการดื่ม จนเกือบจะกลายเป็นกิจวัตรประจำวัน แต่ทุกครั้งที่กินเหล้าติดต่อกันหลายวัน ร่างกายจะประท้วง มีอาการน้ำมูกไหล ปวดหัว เป็นไข้ เหมือนจะคอยส่งสัญญานเตือนตลอด จนวันหนึ่งที่เธอเริ่มหันหน้าเข้าหาทางธรรม ถึงขนาดลั่นสัจจะวาจากับคนทั้งห้องประชุมว่าเธอจะเลิกเหล้า ไม่ข้องแวะกับมันอีก

“วิธีแก้ของเราคือ การไม่เอาตัวเข้าไปอยู่ในสถานที่นั้น ไม่ไปหาเพื่อนคนนั้น หันไปอยู่ที่อื่นแทน คบคนอื่นแทน กลายเป็นว่าเรามีแต่คนดีๆ เข้ามาอยู่ในชีวิต ทุกอย่างเปลี่ยน อะไรที่เราทำทุกวันก็เริ่มกลายเป็นความเคยชิน นานๆ เข้าความเคยชินก็จะกลายเป็นนิสัย หนึ่งเดือนผ่านไป สองเดือน สามเดือน สี่เดือน เอ๊ะ เราก็อยู่ได้นี่ถ้าไม่กินเหล้า แล้วที่ผ่านมาคืออะไรเหรอ

“กิ๊ก” กล่าวด้วยน้ำเสียงสดใส เธอบอกว่า ชีวิตหลังเลิกเหล้ามีแต่ความสุขความเจริญขึ้นมาก แล้วยังมีความสนุกได้ เฮฮากับเพื่อนฝูงได้ โดยไม่เห็นต้องมีเหล้าเลย

“ยิ่ง “กิ๊ก” ปฏิบัติธรรม ก็ยิ่งมองเห็นถึงความบอบบางของชีวิต เผลอแป๊บเดียว สาวๆ สวยๆ ก็กลายเป็นคนแก่ นั่งก็โอย เข่าก็เสื่อม จะกินข้าวยังมองไม่ถนัดเพราะสายตาเริ่มยาว แล้วถามว่า ทำไมเราจะทำร้ายร่างกายเราให้มันเสื่อมเร็วกว่าเดิมอีก คนที่ไม่ยอมเลิกเหล้า ต้องเตรียมใจไว้เลยว่าอีกไม่นานคุณจะป่วย ชีวิตคุณจะเต็มไปด้วยสารพัดปัญหา ครอบครัวคุณจะเป็นยังไง ค่าหมอใครจะจ่ายให้

ตอนนี้สุขภาพเราดี หน้าตาสดใสกว่าก่อนมาก หลังเลิกเหล้า ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ ชีวิตดีขึ้น หน้าที่การงานที่เข้ามา แต่ละงานก็น่าพอใจมาก สังคมรอบตัวเปลี่ยนไป เรามีความสุขทั้งทางกายและใจ ไม่ใช่สุขเทียมแบบตอนกินเหล้า ใครยังเชื่อผีที่อยู่ในใจก็ยกแก้วเหล้าเข้าปากต่อไป แต่ถ้าไม่ คุณวางมันลงเถอะเหมือนที่กิ๊กเคยทำ รับรองว่าชีวิตของคุณจะมีแต่ความสุขความเจริญ อยากให้ลองพิสูจน์ด้วยตัวคุณเองค่ะ”

ถ้าสนใจอยากมีชีวิตใหม่ แล้วไม่รู้จะเริ่มต้นยังไง ลองเริ่มที่เข้าพรรษานี้ก่อนไหม หรือลองมาคุยกันที่ ศูนย์ปรึกษาปัญหาสุรา 1413 สายด่วนเลิกเหล้า รับรองมีคนร่วมเชียร์แน่นอน

ระงับ! บังคับคดี”ครูวิภา”ค้ำเงินกยศ.ให้นร.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/336199

ระงับ! บังคับคดี”ครูวิภา”ค้ำเงินกยศ.ให้นร.

ครูวิภา,ค้ำประกัน,60คน,กยศ,ค้ำประกันลุกศิษย์,รับกรรม,ระงับบังคับคดี

บังคับคดีประสานกยศ.ระงับการบังคับคดีชั่วคราวให้ครูวิภา หลังถูกยึดบ้าน-ที่ดินจากการเซ็นค้ำประกันกยศ.ให้ลูกศิษย์กว่า 60 คน เร่งตามทรัพย์ศิษย์แสบใช้หนี้

          เมื่อวันที่ 24 ก.ค.2561. น.ส.รื่นวดี สุวรรณมงคล อธิบดีกรมบังคับคดีกล่าวถึงกรณีครูวิภา (ขอสงวนนามสกุล) ครูโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จ.กำแพงเพชร ถูกยึดบ้านและที่ดินขายทอดตลาด

        ซึ่งเป็นผลจากคดีที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เป็นโจทก์ยื่นฟ้องและบังคับคดีในฐานะผู้ค้ำประกันหนี้กยศ.ให้กับนักเรียนจำนวนกว่า 60 คน ว่าหลังรับทราบรายละเอียดตนได้ประสานไปยังนายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์. ผู้จัดการกยศ.เพื่อหารือถึงแนวทางการแก้ปัญหาเร่งด่วนให้กับครู ที่มีความตั้งใจดี

        ยอมค้ำประกันหนี้กู้ยืมให้กับลูกศิษย์เพื่อให้มีโอกาสเข้าถึงการศึกษาและมีอนาคตที่ดี แต่ต้องมารับสภาพหนี้เพราะลูกศิษย์ขาดสำนึกรับผิดชอบ ไม่ชำระคืนเงินกู้ยืมจนเป็นผลให้ครูต้องแบกรับหนี้. ล่าสุดกยศ.ตอบรับว่า ในวันนี้ (25 ก.ค.2561) จะมอบหมายให้ผู้แทนกยศ.เข้ายื่นหนังสือขอระงับการบังคับคดีและการขายทอดตลาดทรัพย์ของครูวิภาไว้เป็นการชั่วคราว เพื่อให้คดีเข้าสู่กระบวนการไกล่เกลี่ยหนี้ในชั้นบังคับคดี. นอกจากนี้กยศ.จะเร่งสืบทรัพย์และติดตามตัวอดีตนักเรียนผู้กู้ยืมเงินเพื่ออายัดเงินเดือน หรือนำทรัพย์สินไปขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้คืนให้กับกยศ.

       อธิบดีกรมบังคับคดี กล่าวอีกว่า สำหรับปัญหาการบังคับคดีหนี้กยศ. โดยเฉพาะกับกลุ่มครูที่ยอมเป็นผู้ค้ำประกันหนี้นั้น. กรมบังคับคดีจะเร่งหารือกับกยศ.เพื่อวางแนวทางการแก้ปัญหาในภาพรวม. ทั้งนี้เพื่อแยกหนี้จากการค้ำประกันเงินกู้ยืมของกยศ.จากหนี้ครัวเรือนและหนี้อื่นๆของข้าราชการครู. อย่างไรก็ตาม. การถูกบังคับคดีของผู้ค้ำประกันเป็นปัญหาที่พบมาก ดังนั้นในการลงพื้นที่แนะนำข้อกฎหมายให้กับชาวบ้านและผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ให้หลีกเลี่ยงการเซ็นค้ำประกันหนี้ให้กับบุคคลอื่น เพราะกฎหมายจะบังคับคดีกับผู้ค้ำประกันซึ่งมีทรัพย์สินและสามารถติดตามตัวได้ง่ายกว่าผู้กู้

ถอดบทเรียน..คำตัดสินดับเบิลยูทีโอ”ซองบุหรี่แบบเรียบ”ชอบธรรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/336176

ถอดบทเรียน..คำตัดสินดับเบิลยูทีโอ”ซองบุหรี่แบบเรียบ”ชอบธรรม

ซองบุหรี่,องค์การการค้าโลก

ถอดบทเรียน..คำตัดสินดับเบิลยูทีโอ”ซองบุหรี่แบบเรียบ”ชอบธรรม : รายงาน  โดย…  เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ qualitylife4444@gmail.com

“องค์การการค้าโลกยกฟ้องชัดเจน ถือเป็นคดีตัวอย่างให้หลายประเทศว่าสามารถทำได้” นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ

จากกรณีองค์การการค้าโลก (WTO) ได้มีคำตัดสินคดีพิพาทกรณีซองบุหรี่แบบเรียบ (Plain packaging) ที่บริษัทบุหรี่ข้ามชาติใน 4 ประเทศ คือ ฮอนดูรัส สาธารณรัฐโดมินิกัน คิวบา และอินโดนีเซีย ฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลก ซึ่งผลการตัดสินเป็นทางการเมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2561 ว่า มาตรการซองบุหรี่แบบเรียบของออสเตรเลียไม่ขัดต่อกฎระเบียบขององค์การการค้าโลก

ล่าสุด เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2561 มูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าวเจาะลึก “คำตัดสินดับเบิลยูทีโอ กรณีกฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบมีความชอบธรรม” โดย โจนาธาน ลิเบอร์แมน ผู้อำนวยการศูนย์กฎหมาย The McCabe Centre for Law and Cancer เมลเบิร์น ออสเตรเลีย ศูนย์วิชาการด้านกฎหมายอนุสัญญาควบคุมยาสูบ องค์การอนามัยโลก กล่าวว่า หลังรัฐบาลออสเตรเลียบังคับใช้กฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบ วันที่ 1 ธันวาคม 2555 ห้ามพิมพ์เครื่องหมายการค้า หรือ โลโก้ สัญลักษณ์ ลวดลายของบริษัทบุหรี่ บนซองบุหรี่ พิมพ์ได้เฉพาะชื่อยี่ห้อที่มีขนาดตัวอักษร วางบนตำแหน่งของซองบนพื้นที่ซองสีน้ำตาลเข้ม ที่มีขนาดและมาตรฐานตามที่กฎหมายกำหนด ทำให้บริษัทบุหรี่ยื่นฟ้องต่อศาลสูงในออสเตรเลีย และอนุญาโตตุลาการ ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรี (ฮ่องกง-ออสเตรเลีย) เพื่อล้มกฎหมายดังกล่าว ปรากฏว่าทั้ง 2 คดี บริษัทบุหรี่เป็นผู้แพ้คดี

ถอดบทเรียน..คำตัดสินดับเบิลยูทีโอ"ซองบุหรี่แบบเรียบ"ชอบธรรม

ต่อมาบริษัทบุหรี่ข้ามชาติใน 4 ประเทศ ได้แก่ คิวบา ฮอนดูรัส โดมินิกัน และอินโดนีเซีย จึงยื่นฟ้องร้องต่อองค์การการค้าโลกว่า มาตรการซองบุหรี่แบบเรียบของออสเตรเลียส่งผลกระทบต่อการใช้เครื่องหมายการค้า ซึ่งขัดกับข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPS) และก่อให้เกิดอุปสรรคทางการค้าเกินจำเป็น และเป็นการเลือกปฏิบัติ ขัดกับข้อตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า

      ชี้ชัดซองบุหรี่แบบเรียบชอบธรรม
โจนาธาน กล่าวต่อว่า เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2561 องค์การการค้าโลกได้ประกาศผลการตัดสินข้อพิพาทดังกล่าวว่า ซองบุหรี่แบบเรียบของออสเตรเลียมีความชอบธรรม และไม่ขัดต่อกฎระเบียบการค้าระหว่างประเทศภายใต้องค์การการค้าโลก โดยให้เหตุผลว่า ไม่กระทบต่อการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า เพราะเป็นการให้สิทธิในการกีดกันหรืออนุญาตผู้ประกอบการรายอื่น แต่ไม่ใช่กับภาครัฐ

ทั้งนี้ รัฐบาลออสเตรเลียได้กำหนดมาตรการเพื่อให้การสาธารณสุขดีขึ้น ลดการใช้ยาสูบและการพบเห็นสินค้ายาสูบ โดยเฉพาะต้องการคุ้มครองสุขภาพเยาวชน ลดนักสูบหน้าใหม่ จึงไม่ขัดกับข้อตกลงว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า (TRIPS) ที่ว่ารัฐไม่สามารถออกมาตรการจำกัดสิทธิทางการค้าโดยไม่สมเหตุผล และมาตรการดังกล่าวไม่ใช่การเลือกปฏิบัติแต่อย่างใด

ดังนั้น มาตรการซองบุหรี่แบบเรียบ จึงเป็นอีกมาตรการหนึ่งที่เหมาะสม และเป็นมาตรการที่ไม่สามารถหามาตรการอื่นมาทดแทนได้ อีกทั้ง ออสเตรเลียมองว่าการดำเนินการเพื่อคุ้มครองสุขภาพประชาชนเป็นการดำเนินการตามกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบขององค์การอนามัยโลก จึงไม่ใช่แค่หน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข แต่เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการออกกฎหมาย ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี และกระทรวงต่างๆ ของออสเตรเลียก็สนับสนุน

ถอดบทเรียน..คำตัดสินดับเบิลยูทีโอ"ซองบุหรี่แบบเรียบ"ชอบธรรม

          รูปแบบซองบุหรี่มีผลจูงใจนักสูบหน้าใหม่
“การออกแบบซองบุหรี่ของบริษัทส่งผลต่อการโฆษณาโดยตรง ซึ่งมีงานวิจัยออกมารองรับว่า การที่วัยรุ่นนำบุหรี่ออกมาสูบจะเห็นเครื่องหมายการค้าในจำนวนครั้งที่เยอะมาก ถือเป็นหลักฐานยืนยันชัดเจนว่า มีผลต่อการชักจูงให้นักสูบหน้าใหม่เข้ามาสูบโดยตรง และการเลิกบุหรี่ทำได้ยาก การออกกฎหมายดังกล่าวจึงเป็นการคุ้มครองสุขภาพเยาวชน เพราะเป็นการออกมาตรการพร้อมด้วยมาตรการอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นถึงการปกป้องสุขภาพคนเยาวชนออสเตรเลีย เช่น มาตรการทางภาษี มาตรการห้ามโฆษณา ซึ่งมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการที่ไม่สามารถทดแทนด้วยมาตรการอื่นได้ เพราะแต่ละมาตรการก็มีวัตถุประสงค์เฉพาะของตัวเอง” โจนาธาน กล่าว

          แนะไทยออกก.ม.ซองบุหรี่แบบเรียบ
นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ กล่าวว่า ขณะนี้ชัดเจนแล้วว่า การออกกฎหมายบังคับซองบุหรี่แบบเรียบมีความชอบธรรม เพราะองค์การการค้าโลกก็ยกฟ้องชัดเจน ถือเป็นคดีตัวอย่างให้หลายประเทศว่าสามารถทำได้ ฟ้องไปก็ไม่ชนะอยู่ดี หรือหากจะอุทธรณ์ก็ไม่สำเร็จ ซึ่งในคดีดังกล่าวประเทศไทยก็ยื่นเอกสารสนับสนุนในฐานะประเทศฝ่ายที่สาม(Third Party) ด้วย

ทั้งนี้ ประเทศไทยควรรีบออกกฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบ ซึ่งมีอัยการท่านหนึ่งเสนอว่า หากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ไม่ออกกฎหมายลูกเพื่อทำซองบุหรี่แบบเรียบ อาจจะถูกฟ้องฐานละเมิดมาตรา 157 คือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ที่สำคัญการออกกฎหมายก็ไม่ยาก เพราะไม่ต้องวิจัยทำข้อมูลพื้นฐานใหม่แล้ว สามารถใช้หลักฐานเชิงประจักษ์ของออสเตรเลียได้เลย ซึ่งหลายประเทศที่ออกกฎหมายเรียบร้อย เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส ก็ใช้วิธีการเช่นนี้

“ขณะนี้ซองบุหรี่ของไทยเป็นไปตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 38 พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 ที่กำหนดให้บริษัทบุหรี่จะต้องทำหีบห่อผลิตภัณฑ์ยาสูบ เช่น ขนาด สี สัญลักษณ์ รูปภาพ ฉลาก และการแสดงเครื่องหมายการค้า เป็นไปตามหลักเกณฑ์เงื่อนไขที่รัฐมนตรีกำหนดมีภาพคำเตือน 85% จากในอดีตกำหนดไว้ 55% ซึ่งเป็นการเปิดช่องให้สามารถออกกฎหมายลูกเพื่อกำหนดซองบุหรี่แบบเรียบเช่นออสเตรเลียได้” นพ.ประกิต กล่าว

ถอดบทเรียน..คำตัดสินดับเบิลยูทีโอ"ซองบุหรี่แบบเรียบ"ชอบธรรม

อย่างไรก็ตาม หลังจากประเทศออสเตรเลียออกกฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบ ก็มีประเทศอื่นๆ ออกกฎหมายลักษณะเดียวกัน ปัจจุบันมีประเทศออกกฎหมายและมีผลบังคับใช้แล้วรวม 8 ประเทศ ได้แก่ ออสเตรเลีย ฝรั่งเศส อังกฤษ นอร์เวย์ ไอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ ฮังการี และสโลวาเกีย ขณะที่แคนาดา และไทย ออกกฎหมายแล้วแต่ยังต้องออกอนุบัญญัติ ส่วนประเทศที่ร่างกฎหมายอยู่ระหว่างการพิจารณา 13 ประเทศ เช่น ชิลี อุรุกวัย จอร์เจีย สิงคโปร์ เนปาล ศรีลังกา เป็นต้น ยังมีประเทศที่มีการประกาศจะดำเนินการออกกฎหมายซองบุหรี่แบบเรียบ เช่น บอสวานา เวลส์ เคนยา สกอตแลนด์ เป็นต้น

7 กลุ่มเสี่ยงไวรัสตับอักเสบบี-ซีสธ.เปิดคัดกรองฟรีรพ.83 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/335991

7 กลุ่มเสี่ยงไวรัสตับอักเสบบี-ซีสธ.เปิดคัดกรองฟรีรพ.83 แห่ง

ไวรัสตับอักเสบบี,ไวรัส,ตับอักเสบ,7กลุ่มเสี่ยง

7 กลุ่มเสี่ยงไวรัสตับอักเสบบี-ซีสธ.เปิดคัดกรองฟรีรพ.83 แห่ง  : รายงาน โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ / qualitylife4444@gmail.com

คาดไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี-ซีราว 2.5-3.7 ล้านคน หลุดจากระบบรักษากว่า 1 ล้านคน เสี่ยงเกิดมะเร็งตับ หากพบเร็วการรักษาได้ผลมากกว่า 95% เปิดตรวจคัดกรองฟรีในรพ.รัฐ 83 แห่ง ระหว่าง 31 ก.ค.-3 ส.ค.นี้ โดยเฉพาะ 7 กลุ่มเสี่ยง

นพ.สมบัติ แทนประเสริฐสุข นายแพทย์ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค(คร.) กระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงข่าวสัปดาห์รณรงค์ตับอักเสบโลก “ตรวจเร็ว รักษาได้ ห่างไกลมะเร็งตับ” ว่า โรคไวรัสตับอักเสบ เป็นหนึ่งในสาเหตุของโรคตับแข็งและมะเร็งตับ ซึ่งเป็นมะเร็งที่พบบ่อยในคนไทย โดยทั่วไปไวรัสตับอักเสบมี 5 ชนิด ได้แก่ ชนิด เอ บี ซี ดี และอี แต่ที่เป็นปัญหาสาธารณสุขในไทย คือ ไวรัสตับอักเสบบีและซี ซึ่งคาดว่าในไทยจะมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ประมาณ 2.2-3 ล้านราย ผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรังประมาณ 3-7 แสนราย ที่ผ่านมา สธ.ได้ดำเนินนโยบายเพื่อป้องกันควบคุมโรคไวรัสตับอักเสบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดอัตราการติดเชื้อ ลดการป่วยตาย และลดจำนวนผู้ป่วยมะเร็งตับผ่านมาตรการต่างๆ อย่างบูรณาการ

“เชิญชวนประชาชนเข้ารับการตรวจคัดกรองโรคไวรัสตับอักเสบบีและซี ได้ฟรี ระหว่างวันที่ 31 กรกฎาคม ถึง 3 สิงหาคม 2561 ที่โรงพยาบาลในสังกัดของสธ.ที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 83 แห่ง ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422” นพ.สมบัติ กล่าว

7 กลุ่มเสี่ยงไวรัสตับอักเสบบี-ซีสธ.เปิดคัดกรองฟรีรพ.83 แห่ง 

รศ.พญ.วัฒนา สุขีไพศาลเจริญ นายกสมาคมโรคตับแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ในประเทศไทยมีอุบัติการณ์การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีประมาณร้อยละ 5-8 และไวรัสตับอักเสบซีประมาณร้อยละ 1-2 พบมากในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ(อีสาน)และภาคเหนือ จากการทำงานที่ผ่านมาพบว่า ประเทศไทยยังมีผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบที่อยู่นอกระบบอีกกว่า 1 ล้านคน สาเหตุเพราะกลุ่มเหล่านี้ไม่แสดงอาการ ก็จะไม่รู้ตัว ทั้งนี้ องค์การอนามัยโลก หรือฮู ได้กำหนดนโยบายให้ทุกประเทศในโลกร่วมมือกันกำจัดไวรัสให้หมดไปในปี 2573 จึงจำเป็นต้องจัดระบบค้นหาด้วยการตรวจคัดกรองเพิ่มขึ้น เนื่องจากไวรัสตับอักเสบเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็งตับได้ ซึ่งปัจจุบันอัตราตายสูงสุดของประเทศไทย คือ มะเร็ง ในเพศชายมะเร็งตับพบเป็นอันดับที่ 1 เพศหญิงพบเป็นอันดับที่ 3 แต่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือพบมะเร็งตับมากที่สุดเป็นอันดับที่ 1 ของทั้งหญิงและชาย

“ในอดีตผู้ที่ป่วยเป็นมะเร็งตับจะมีอัตราการเสียชีวิตในช่วง 6 เดือน-1 ปี เฉลี่ยที่ 3 เดือน โดยจะเจอในระยะ 3-4 ถึง 50% แต่ปัจจุบันเริ่มมีการตรวจคัดกรองมากขึ้น โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบมากกว่า 2% จะถือว่าการตรวจคัดกรองมีความคุ้มค่า ทำให้ตรวจเจอผู้ป่วยมะเร็งตับในระยะเริ่มต้น 40-50% ทำให้การรักษาได้ผลมากขึ้น ทั้งการผ่าตัดตับ เปลี่ยนตับ หรือจี้ตับ อัตราการรอดชีวิตใน 2 ปีมีมากกว่า 80% และผลการรักษาได้ผลมากกว่า 95% หมายความว่าหลังเสร็จสิ้นการรักษา 12 สัปดาห์หรือ 3 เดือนจะตรวจไม่พบไวรัสตับอักเสบมากกว่า 95% และเมื่อติดตามต่อไปจะพบไวรัสกลับคืนมาไม่เกิน 10% โดยมาจากการติดเชื้อใหม่ ทั้งนี้ การรักษาไวรัสตับอักเสบบีและซีได้สิทธิรักษาฟรีในทุกระบบประกันสุขภาพภาครัฐ” รศ.พญ.วัฒนา กล่าว

7 กลุ่มเสี่ยงไวรัสตับอักเสบบี-ซีสธ.เปิดคัดกรองฟรีรพ.83 แห่ง 

รศ.พญ.วัฒนา กล่าวอีกว่า หลายคนไม่เคยรู้ตัวเลยว่าตนเองมีปัจจัยเสี่ยงอยู่ในร่างกาย จึงจำเป็นที่ต้องคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีและซี โดยเฉพาะประชากรกลุ่มเสี่ยง ประกอบด้วย 1.คนที่ติดเชื้ออยู่แล้ว ที่มีญาติหรือคนในครอบครัวที่ใกล้ชิด สามารถบอกเขาให้มาตรวจเชื้อได้ 2.กลุ่มที่ได้รับเลือด ซึ่งมาจากการรับบริการก่อนปี 2535 เนื่องจากสภากาชาดไทยมีการจัดระบบการตรวจเลือดหาเชื้อไวรัสตับอักเสบตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นไป 3.กลุ่มที่มีการสัก เจาะที่อาจมีการปนเปื้อนเลือดก็ถือเป็นกลุ่มเสี่ยง 4.กลุ่มผู้ที่ใช้สารเสพติด 5.คนที่อยู่ในคุก 6.กลุ่มที่มีประวัติครอบครัวป่วยโรคมะเร็งตับ หรือตับอักเสบหรือมีภาวะตัวเหลือง และ 7.คนตั้งครรภ์ก็ต้องตรวจด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มที่ไปตรวจสุขภาพแล้วพบตับอักเสบ ต้องรีบรักษา

ด้าน ภก.คณิตศักดิ์ จันทราพิพัฒน์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนระบบบริการปฐมภูมิ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กล่าวว่า ในปีงบประมาณ 2561 สปสช.ได้กำหนดสิทธิประโยชน์และดำเนินการจัดหายาเพิ่มเติม สำหรับให้บริการผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซีเรื้อรัง ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพิ่มขึ้นอีก 2 สูตร คือ 1.ยาเม็ดรับประทานโซฟอสบูเวียร์(Sofosbuvir) 400 มิลลิกรัม(มก.) เพื่อใช้ร่วมกับยาฉีด เพกอินเตอร์เฟอรอน(Peginterferon) และยาเม็ดรับประทานไรบาวิริน (Ribavirin) สำหรับการรักษาการติดเชื้อตับอักเสบซีเรื้อรังสายพันธุ์ที่ 3 และ 2.ยาเม็ดสูตรผสมโซฟอสบูเวียร์ 400 มก. และเลดิพาสเวียร์(Ledipasvir) 90 มก. สำหรับการรักษาการติดเชื้อตับอักเสบซีเรื้อรังสายพันธุ์อื่นทั้งที่มีหรือไม่มีภาวะตับแข็งร่วมด้วย

“สูตรยาที่เพิ่มมานี้ จะสามารถลดระยะเวลาในการรักษาลง จาก 24 สัปดาห์ เป็น 12 สัปดาห์ และมีประสิทธิผลการรักษาที่ดีขึ้นกว่าการใช้ยาฉีดเพกอินเตอร์เฟอรอน และยาไรบาวิริน สูตรเดิมอย่างเดียว ทั้งนี้ สปสช.ได้ร่วมมือกับเครือข่ายหน่วยบริการโรงพยาบาลราชวิถีและองค์การเภสัชกรรม ดำเนินการจัดหาและกระจายให้แก่หน่วยบริการตั้งแต่เดือนเมษายน 2561 เป็นต้นมา คิดเป็นมูลค่ายาเม็ดทั้งสิ้น 66,360,000 บาท ซึ่งเป็นการจัดหายาระดับประเทศ ทำให้มีอำนาจในการต่อรองและได้ยาในราคาที่ถูกลงกว่ากระจายให้หน่วยบริการจัดหาเอง” ภก.คณิตศักดิ์ กล่าว

7 กลุ่มเสี่ยงไวรัสตับอักเสบบี-ซีสธ.เปิดคัดกรองฟรีรพ.83 แห่ง 

อนึ่ง ข้อมูลกรมควบคุมโรค ระบุว่าการติดต่อของไวรัสตับอักเสบบีและซี ผู้ป่วยอาจติดเชื้อผ่านการสัมผัสเลือด สารคัดหลั่ง และเพศสัมพันธ์ การใช้เข็มร่วมกัน นอกจากนี้ในอดีตโรคไวรัสตับอักเสบบี ยังสามารถแพร่จากแม่สู่ลูกได้มากอีกด้วย โดยผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีและซี จะมีอาการไวรัสตับอักเสบเฉียบพลัน มีไข้ เบื่ออาหาร ปวดจุกชายโครงขวา ตัวเหลือง ตาเหลือง อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ซึ่งพาหะไวรัสตับอักเสบ ถึงไม่มีอาการแต่สามารถแพร่เชื้อได้

  83 รพ.ตรวจคัดกรองฟรี 
    ภาคเหนือ 1.รพ.นครพิงค์ 2.รพ.แพร่ 3.รพ.ศรีสังวาลย์ 4.รพ.ลำพูน 5.รพ.เชียงคำ 6.รพ.น่าน 7.รพ.ลำปาง 8.รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์ 9.รพ.อุตรดิตถ์ 10.รพ.สุโขทัย 11.รพ.ศรีสังวรสุโขทัย 12.รพ.เพชรบูรณ์ 13.รพ.พุทธชินราช 14.รพ.แม่สอด

    ภาคกลาง 15.รพ.ชัยนาทนเรนทร 16.รพ.อุทัยธานี 17.รพ.พิจิตร 18.รพ.กำแพงเพชร 19.รพ.สวรรค์ประชารักษ์ 20.รพ.สิงห์บุรี 21.รพ.อ่างทอง 22.รพ.นครนายก 23.รพ.พระนารายณ์มหาราช 24.รพ.สระบุรี 25.รพ.พระนครศรีอยุธยา 26.รพ.พระนั่งเกล้า 27.สถาบันบำราศนราดูร 28.รพ.ปทุมธานี 29.รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า 30.รพ.พระจอมเกล้า 31.รพ.ประจวบคีรีขันธ์ 32.รพ.เจ้าพระยายมราช 33.รพ.นครปฐม 34.รพ.มะการักษ์ 35.รพ.ราชบุรี 36.รพ.สมุทรสาคร

7 กลุ่มเสี่ยงไวรัสตับอักเสบบี-ซีสธ.เปิดคัดกรองฟรีรพ.83 แห่ง 

  ภาคตะวันออก 37.รพ.ตราด 38.รพ.สมเด็จพระยุพราชสระแก้ว 39.รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร 40.รพ.พระปกเกล้า 41.รพ.พุทธโสธร 42.รพ.ระยอง 43.รพ.สมุทรปราการ 44.รพ.ชลบุรี

    ภาคอีสาน 45.รพ.ขอนแก่น 46.รพ.มหาสารคาม 47.รพ.กาฬสินธุ์ 48.รพ.ร้อยเอ็ด 49.รพ.บึงกาฬ 50.หนองบัวลำภู 51.รพ.หนองคาย 52.รพ.สมเด็จพระยุพราชธาตุพนม 53.รพ.เลย 54.รพ.สมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดิน 55.รพ.กุมภวาปี 56.รพ.ชัยภูมิ 57.รพ.สุรินทร์ 58.รพ.พุทไธสง 59.รพ.ปากช่องนานา 60.รพ.อำนาจเจริญ 61.รพ.มุกดาหาร 62.รพ.ยโสธร 63.รพ.ศรีสะเกษ 64.รพ.สรรพสิทธิประสงค์ 65.คลินิกรักปลอดภัย (สำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 10 อุบลราชธานี)

      ภาคใต้  66.รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช 67.รพ.ระนอง 68.รพ.พังงา 69.รพ.ชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ 70.รพ.กระบี่ 71.รพ.วชิระภูเก็ต 72.รพ.สุราษฎร์ธานี 73.รพ.สตูล 74.รพ.พัทลุง 75.รพ.ตรัง 76.รพ.ยะลา 77.รพ.ปัตตานี 78.รพ.แว้ง 79.รพ.สุไหงโก-ลก 80.รพ.นราธิวาสราชนครินทร์ 81.รพ.สงขลา 82.รพ.จะนะ กรุงเทพฯ 83.รพ.เวชการุณย์รัศมิ์

รอบรู้หลักสูตร-ธุรกิจจีนมีงานทำ รับประเทศมหาอำนาจ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/335831

รอบรู้หลักสูตร-ธุรกิจจีนมีงานทำ รับประเทศมหาอำนาจ

ภาษาจีนธุรกิจ,หลักสูตร,สพฐ

รอบรู้หลักสูตร-ธุรกิจจีนมีงานทำ รับประเทศมหาอำนาจ : รายงาน โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร

“หลักสูตรเกี่ยวกับจีนต้องเน้นศึกษาจีนปัจจุบันอย่างรอบด้าน ทั้งการเมืองการปกครองเศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศต่างๆ จนถึงการประกอบธุรกิจกับจีน” วันชัย ศิริชนะ

“จีน” มีอัตราการเติบโตหลายด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจประชากรจีนกระจายอาศัยอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก  สถาบันการศึกษาหลายแห่งได้ปรับตัวจัดการเรียนการสอน เปิดหลักสูตรภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยในจีน รวมถึงองค์กร หน่วยงานต่างๆ เพื่อพัฒนาทักษะภาษา การเข้าใจ เรียนรู้วัฒนธรรม แลกเปลี่ยนทั้งด้านวิชาการ วิจัยและบุคลากรร่วมกัน

รอบรู้หลักสูตร-ธุรกิจจีนมีงานทำ รับประเทศมหาอำนาจ

วันชัย ศิริชนะ อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) กล่าวว่า มหาวิทยาลัยตระหนักถึงการพัฒนากำลังคนให้สอดคล้องกับสถานการณ์โลก จึงเปิดสำนักวิชาจีนวิทยา โดยรวบรวมสาขาวิชาที่เปิดสอนเกี่ยวกับจีน ซึ่งบางสาขาเปิดสอนมาแล้วกว่าทศวรรษ ได้แก่ ภาษาจีนธุรกิจ การสอนภาษาจีน การแปลและการล่ามภาษาจีน-ไทย การสอนภาษาจีนในฐานะภาษาต่างประเทศ ภาษาและวัฒนธรรมจีน และจีนศึกษา เน้นการศึกษาเกี่ยวกับจีนปัจจุบันอย่างรอบด้าน ทั้งการเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ สังคม ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศต่างๆ จนถึงการประกอบธุรกิจกับจีน  การผลิตบัณฑิตเน้นให้ทำงานได้จริง วิชาการเข้มข้นแล้วการฝึกปฏิบัติยิ่งเข้มข้นพร้อมทั้งสนับสนุนให้นักศึกษามีประสบการณ์การฝึกวิชาชีพ

    มฟล.จับมือจีนผลิตบัณฑิต
มฟล.เปิดทั้งหมด 6 หลักสูตร ได้แก่ 1.หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรมจีน (พ.ศ.2556) 2.หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรม โดยร่วมมือกับมหาวิทยาลัย Beijing Language and Culture University โดยนักศึกษาเลือกไปศึกษา ณ มหาวิทยาลัยจีนในชั้นปีที่ 3 เป็นเวลา 1 ปีการศึกษา 3.หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาจีนศึกษา (พ.ศ. 2558) หลักสูตร Xiamen University 4.หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนภาษาจีน (พ.ศ.2551) ร่วมกับมหาวิทยาลัย Jinan University

5.หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีนธุรกิจ (พ.ศ. 2556) ร่วมกับมหาวิทยาลัย Xiamen University และ Fudan University และ 6.หลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการแปลและการล่ามภาษาจีน-ไทย (พ.ศ.2551) เป็นหลักสูตร 2 ปี โดยจะได้รับปริญญาจาก 2 สถาบัน คือ มฟล. และ Beijing Foreign Studies University โดยทุกหลักสูตรที่มีความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจีนสามารถไปศึกษาที่มหาวิทยาลัยนั้นๆ ในประเทศจีนได้

        มกค.ปั้นเด็กหัวการค้าจีน
บุรินทร์ ศรีสมถวิล ผู้ช่วยอธิการบดี และผู้อำนวยการหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีน คณะมนุษยศาสตร์และประยุกต์ศิลป์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (มกค.) กล่าวว่า ปีการศึกษานี้มีการปรับหลักสูตรให้ล้ำสมัยกว่าที่สถาบันอุดมศึกษาอื่นๆ บนพื้นฐานของคำว่า WIL: Work Integrated Learning และ IDE ผลิตบัณฑิตให้เป็น “เด็กหัวการค้าจีน” พร้อมก้าวสู่ตลาดแรงงานได้อย่างสมบูรณ์แบบ และเปิดสอนวิชาเพื่อธุรกิจ อาทิ การล่ามภาษาจีนขั้นสูง ภาษาจีนเพื่อธุรกิจออนไลน์ ภาษาจีนสำหรับธุรกิจเกมและอีสปอร์ต ภาษาจีนสำหรับ food and agriculture ภาษาจีนสำหรับธุรกิจโลจิสติกส์ เป็นต้น

รอบรู้หลักสูตร-ธุรกิจจีนมีงานทำ รับประเทศมหาอำนาจรอบรู้หลักสูตร-ธุรกิจจีนมีงานทำ รับประเทศมหาอำนาจ

นอกจากนั้นได้เปิดหลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาภาษาจีนเพื่ออาชีพ (2+2) เรียนที่มกค.2 ปี และมหาวิทยาลัยคู่สัญญาในสาธารณรัฐประชาชนจีน 2 ปี (Nanjing Normal University) 2 ปี ได้ปริญญาตรี 2 ใบ (Double degrees) หลักสูตรเพิ่มมูลค่าของนักศึกษาทำงานในอนาคตทั้ง 2 หลักสูตร เป็นหลักสูตรที่ผลิตและพัฒนาบัณฑิตบนพื้นฐานของคำว่าการจัดการศึกษาเชิงบูรณาการกับการทำงาน โดยทำให้เด็กมีความเป็นผู้ประกอบการตั้งแต่ปี 1 เป็นต้นไป

        มธ.ชูแพทย์แผนจีนอินเตอร์
วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มธ.ร่วมกับมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนปักกิ่ง (Beijing University of Chinese Medicine) เปิดหลักสูตรการแพทย์แผนจีนบัณฑิต (หลักสูตรนานาชาติ) เมื่อปี 2560 โดยมุ่งผลิตบัณฑิตที่มีความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์แผนจีน พัฒนาระบบสาธารณสุขของประเทศไทย และผลักดันอุตสาหกรรมด้านการแพทย์ให้ก้าวสู่ระดับสากล หลักสูตรดังกล่าวผู้เรียนได้ศึกษาเชิงระบบ (System-Based) นำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการปรับสมดุลระบบต่างๆ ของร่างกายมนุษย์

รอบรู้หลักสูตร-ธุรกิจจีนมีงานทำ รับประเทศมหาอำนาจ

อีกทั้งรักษาด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีน สามารถประยุกต์ใช้ในการรักษาร่วมกับศาสตร์การแพทย์แขนงอื่น เช่น การแพทย์แผนปัจจุบัน การแพทย์แผนไทย เป็นต้น หลักสูตรดังกล่าวเรียนที่มธ. และมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนปักกิ่ง กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน โดยจัดการเรียนการสอนเป็นภาษาจีนและภาษาอังกฤษ

สำหรับผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรดังกล่าวจะได้รับปริญญา 2 ใบ (Dual Degree) คือปริญญาการแพทย์แผนจีนบัณฑิต (พจ.บ.) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจากมหาวิทยาลัยการแพทย์แผนจีนปักกิ่ง โดยบัณฑิตการสอบใบประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนจีนของทั้งประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีนทำงานได้หลากหลาย

      อาชีวะพรีเมียม-ร.ร.พื้นฐานสอนภาษาจีน
สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มีวิทยาลัยในสังกัดมีความร่วมมือด้านการศึกษากับวิทยาลัยของประเทศจีนหลายด้าน

อาทิ วิทยาลัยเทคนิคพระนครศรีอยุธยา ดำเนินการโครงการแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมไทย–จีน กับวิทยาลัยเทคนิคและอาชีวศึกษาเทียนจินโป๋ไห่ สาธารณรัฐประชาชนจีน
ล่าสุดโครงการเพื่อยกระดับคุณภาพหลักสูตรอาชีวศึกษาตามนโยบายรัฐ หรือ “อาชีวะพรีเมียม” ก็มีหลายสาขานำร่อง เช่น สาขาระบบขนส่งทางราง สาขาเมคคาทรอนิกส์และหุ่นยนต์ที่จับมือกับวิทยาลัยของจีน สอนในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) เรียนจบได้ทวิวุฒิของไทยและจีน ซึ่งเริ่มดำเนินการในปีการศึกษา 2561
รอบรู้หลักสูตร-ธุรกิจจีนมีงานทำ รับประเทศมหาอำนาจ

ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้จัดตั้งสถานบันภาษาจีนขึ้นในเดือนมกราคม 2561 ตามนโยบาย

นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ มีนโยบายส่งเสริมและพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาด้านภาษาจีนให้ครอบคลุมทุกด้าน พัฒนาสาระการเรียนรู้ภาษาจีน แบบเรียน และสื่อการสอน เป็นต้น ซึ่งที่ผ่านมามีการจัดค่ายอบรมครูภาษาจีนที่มีอยู่กว่า 2,000 คน จำนวน 2 รุ่น เพื่อพัฒนาแบบเข้มข้นทั้งการออกเสียง โครงสร้างประโยคแบบจีน ไวยากรณ์ การเขียน การแปลความ ตลอดจนวัฒนธรรมจีน