อัจฉริยะเฝ้าระวังก่อนล้มลดผู้สูงวัยเสียชีวิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/335513

อัจฉริยะเฝ้าระวังก่อนล้มลดผู้สูงวัยเสียชีวิต

อัจฉริยะเฝ้าระวัง,ผู้สูงอายุ

อัจฉริยะเฝ้าระวังก่อนล้มลดผู้สูงวัยเสียชีวิต : รายงาน โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร – qualitylife4444@gmail.com

“ทุกปีมีประชากรมากถึง 1,600 คน เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุลื่นล้ม ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี” ทินกร กล่าว

ประเทศไทยกำลังเดินหน้าเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ และด้วยสภาพร่างกายของผู้สูงอายุที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม อาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตทั้งการเคลื่อนไหว การเดิน การทรงตัว และหู ตา ก็อาจมีความพร่ามัวไปตามกาลเวลา สถาบันอุดมศึกษาจึงได้ออกแบบคิดค้นนวัตกรรม เพื่อเป็นเครื่องมือในการช่วยดูแล เฝ้าระวัง ยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ

      ระบบอัจฉริยะเฝ้าระวังก่อนล้ม
“ระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ โปรแกรมเพื่อช่วยคนพิการและผู้สูงอายุ” ผลงานของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) หรือทีม เดอะ การ์เดียน ประกอบด้วย ทินกร ม้าลายทอง จุฑาภรณ์ วิภัชภาคไพบูลย์ และนภัสสร พิทักษ์กชกร นักศึกษาภาควิชาวิศวะคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ โดยมี ดร.พร พันธุ์จงหาญ เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ได้พัฒนาผลงานนวัตกรรมดังกล่าวขึ้น เพื่อตอบโจทย์ปัญหาสังคมผู้อายุ

อัจฉริยะเฝ้าระวังก่อนล้มลดผู้สูงวัยเสียชีวิต

 

ทินกร กล่าวว่าผลงานดังกล่าว เป็นโปรเจกท์ของกลุ่มทีม เดอะ การ์เดียน ซึ่งขณะนั้นอาจารย์ได้แนะนำให้คิดค้นนวัตกรรมที่จะช่วยกลุ่มต่างๆ จากการศึกษาค้นคว้าหาข้อมูลจากทั้งในและต่างประเทศ พบว่า นวัตกรรมที่จะช่วยผู้สูงอายุ โดยระบบผ่านแอพพลิเคชั่นนั้นมีจำนวนหนึ่ง ยิ่งในประเทศไทยมีน้อยมาก พวกเราเรียนด้านวิศวะคอมพิวเตอร์ จึงได้ร่วมกันคิดระบบเฝ้าระวังอัจฉริยะสำหรับผู้สูงอายุและคนพิการ โปรแกรมเพื่อช่วยคนพิการและผู้สูงอายุ

    ผู้สูงอายุ 20%ล้มแล้วเสียชีวิต
“จากการค้นคว้ามีข้อมูลชัดเจนว่า ทุกปีมีประชากรมากถึง 1,600 คน เสียชีวิตเนื่องจากอุบัติเหตุลื่นล้ม ส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุที่มีอายุมากกว่า 60 ปี มากถึง 20% และการเสียชีวิตจากการลื่นล้มมีอัตราเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ดังนั้น ระบบดังกล่าวจะช่วยลดการเสียชีวิตจากการลื่นล้มได้” ทินกร กล่าว

อัจฉริยะเฝ้าระวังก่อนล้มลดผู้สูงวัยเสียชีวิต

 

โปรแกรมประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ ส่วนของระบบที่ทำการรับค่าวิดีโอ ที่ได้จากการบันทึกวิดีโอทุก 5 วินาที เพื่อตรวจสอบว่ามีจำนวนคนเพียงคนเดียวในเฟรม ระบบจะตรวจสอบจำนวนบุคคล ถ้ามีบุคคลมากกว่าหนึ่งคนหรือไม่พบใครในระยะกล้อง ระบบไม่ทำการส่งข้อมูลไปตรวจจับการล้มเนื่องจากหากเกิดการล้มอีกคนสามารถเข้าไปช่วยเหลือได้ทันที

รวมถึงระบบสามารถคาดการณ์ว่ามีการล้มเกิดขึ้นหรือไม่ เพราะหลังจากผ่านการตรวจจับว่ามีเพียงหนึ่งคนในเวลานั้น ระบบจะนำวิดีโอที่ถูกบันทึกไว้ออกมานำเข้าโมเดล Finding key point เพื่อคำนวณหาจุดของโครงสร้างร่างกาย ระบบจะทำการคาดการณ์ และแสดงผลออกมาว่าบุคคลภายในวิดีโอในเวลานั้นล้มหรือไม่

อัจฉริยะเฝ้าระวังก่อนล้มลดผู้สูงวัยเสียชีวิต

 

นอกจากนั้น ระบบการเเจ้งเตือนแบ่งเป็นการโทรเเละการส่งข้อความไปยังผู้ใช้งาน หลังจากระบบตรวจจับการล้มได้ ระบบการแจ้งเตือนจะเริ่มทำงานโดยแบ่งออกเป็นการโทร และส่งข้อความ ซึ่งในส่วนของการโทรระบบจะทำการโทรไปที่เบอร์ของผู้ใช้ หรือในอีกกรณีหนึ่ง คือ ผู้ใช้สามารถระบุเบอร์เพื่อต่อสายไปยังคนใกล้ตัว หรือโรงพยาบาลใกล้บ้าน เพื่อให้เข้าไปช่วยได้เช่นกัน นอกเหนือจากการโทร ระบบจะทำการส่งข้อความไปยังผู้ใช้ เพื่อรองรับกรณีที่ผู้ใช้ไม่รับโทรศัพท์

อัจฉริยะเฝ้าระวังก่อนล้มลดผู้สูงวัยเสียชีวิต

 

    ใช้เวลา1นาที ลดการสูญเสีย
นภัสสร กล่าวต่อว่าพวกเราใช้เวลา 9 เดือนในการคิดค้นระบบดังกล่าวขึ้น ซึ่งระบบดังกล่าวจะเป็นการดูแลผู้สูงอายุและคนพิการภายในอาคาร โดยไม่ต้องสวมใส่อุปกรณ์ใดๆ เพื่อความสะดวกสบายในการเคลื่อนที่และสามารถใช้ชีวิตตามปกติ โดยใช้ความรู้ความสามารถของการเรียนรู้เชิงลึก เเละการเรียนรู้ของเครื่องมาพัฒนาเป็นระบบในรูปแบบของไฟล์วิดีโอ เมื่อเกิดการล้มระบบจะส่งการแจ้งเตือนไปยังสมาร์ทโฟนของผู้ดูแล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ภายใน 1 นาที เพื่อให้เกิดความรวดเร็วในการให้ช่วยเหลือและได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที ทำให้สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาหลังจากการเกิดอุบัติเหตุหรือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดที่อาจเป็นเหตุที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อร่างกายในระยะยาว

อัจฉริยะเฝ้าระวังก่อนล้มลดผู้สูงวัยเสียชีวิต

 

“ขณะนี้ แม้ระบบของเราจะมีการความแม่นยำเพียง 85% แต่ภายในปีนี้ จะพัฒนาระบบให้มีความแม่นยำมากขึ้น 99% และในอนาคตจะพัฒนาให้สามารถเตือนก่อนที่จะล้มได้ เพื่อเป็นการช่วยดูแลผู้สูงอายุมากขึ้น ผลงานชิ้นนี้ เป็นอีกหนึ่งผลงานที่พวกเราต้องการช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ช่วยลดการเสียชีวิตจากการล้มได้ ตอนนี้สังคมไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งการมีนวัตกรรม เครื่องมือหรือระบบที่จะช่วยพัฒนา ยกระดับช่วยเหลือผู้สูงอายุ และผู้พิการได้ เป็นเรื่องที่ดีมาก และเป็นหน้าที่ของคนรุ่นใหม่ที่สามารถกระทำได้” จุฑาภรณ์ กล่าว

อัจฉริยะเฝ้าระวังก่อนล้มลดผู้สูงวัยเสียชีวิต

 

หัวลากไฟฟ้าสำหรับวีลแชร์

จากการสำรวจคนพิการวีลแชร์ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) พบว่า คนพิการเข้ารับการทำกายภาพบำบัดและออกกำลังกายไม่เกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ บางคนไม่เข้ารับการกายภาพบำบัดเพราะเดินทางไปที่โรงพยาบาลไม่สะดวก หรือต้องการเดินทางไปในสถานที่ต่างๆ ด้วยตนเอง แต่พื้นที่บางแห่งมีความลาดชันมากเกินไป ทำให้ไม่สามารถขึ้นทางลาดชันได้

นอกจากนี้ คนพิการที่ใช้วีลแชร์ส่วนใหญ่มีกำลังแขนที่มากเพียงพอเข็นรถวีลแชร์บนพื้นราบได้ จึงนำมาสู่การสร้างต้นแบบนวัตกรรม “Bike Share” ซึ่งมีแนวคิดที่ช่วยให้คนพิการที่นั่งรถวีลแชร์สามารถเดินทางไปไหนมาไหนด้วยตนเองได้อย่างสะดวกมากขึ้น รวมทั้งได้ออกกำลังกายแขน และกายภาพบำบัดขาในเวลาเดียวกัน

อัจฉริยะเฝ้าระวังก่อนล้มลดผู้สูงวัยเสียชีวิต

 

ขวัญชนก ตั้งศรีวงศ์ และธนชัย เจริญวัฒนกิจ ภาควิชาวิศวกรรมเครื่องกล คณะวิศวกรรมศาสตร์ มจธ. ได้ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมไบค์แชร์ หัวลากไฟฟ้าขึ้นทางลาดชันต่อเข้ากับรถเข็นคนพิการ เล่าว่า ไบค์แชร์ใช้ระบบช่วยปั่น (Pedal Assist System, PAS) ในการส่งสัญญาณไปสั่งให้มอเตอร์ทำงานผ่านคอลโทรลเลอร์ โดยการใช้มือปั่นที่แฮนด์ ซึ่งไม่ต้องออกแรงมาก และเมื่อยกขาวางบริเวณบันไดที่ติดอยู่กับล้อเล็กด้านล่างจะทำให้ขาเกิดการขยับซึ่งถือเป็นการกายภาพบำบัดไปในตัว

อัจฉริยะเฝ้าระวังก่อนล้มลดผู้สูงวัยเสียชีวิต

 

อีกทั้งมีการออกแบบระบบเบรก 2 ชั้น เพื่อเพิ่มความปลอดภัย โดยเมื่อมือบีบเบรกตรงที่จับ สัญญาณเบรกจะส่งไปยังระบบเบรกคาลิปเปอร์ เหมือนห้ามล้อทั่วไป และตัดกระแสไฟฟ้าที่มอเตอร์ทันที ผลการทดสอบการนำไปใช้พบว่า คนพิการสามารถใช้ไบค์แชร์ขับเคลื่อนตามทางราบทั่วไป และขึ้นทางลาดชันได้สูงสุด 11 องศา รับน้ำหนักได้ 100 กิโลกรัม ด้วยงบประมาณที่ถูกกว่าวีลแชร์ไฟฟ้าในปัจจุบันเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถพับเก็บอุปกรณ์ได้สะดวกเมื่อไม่ต้องการใช้และมีราคาที่เหมาะสม สามารถปรับใช้ได้กับรถวีลแชร์ขนาดมาตรฐานทุกคัน

อัจฉริยะเฝ้าระวังก่อนล้มลดผู้สูงวัยเสียชีวิต


ปลัดฯกีฬาเดินหน้าส่งเสริมสุขภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/335474

ปลัดฯกีฬาเดินหน้าส่งเสริมสุขภาพ

ปลัดฯกีฬาเดินหน้าส่งเสริมสุขภาพ”ชวนออกกำลังกายต่อเนื่อง .. เผยครึ่งปีแรกผลเป็นที่น่าพอใจ”

          นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เปิดเผยว่าในปี        พ.ศ. 2560 ที่ผ่านมานั้น     ทางกระทรวงฯได้ขานรับนโยบายของรัฐบาลในการขับเคลื่อน  และ

ให้ความสำคัญกับการออกกำลังกาย โดยบูรณาการการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชนในทุกพื้นที่ ภายใต้กิจกรรม “Sports for All 4.0  for Good Health   and Good Life”

โดยให้สำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาที่มีอยู่ทุกจังหวัดทั่วประเทศ ได้มีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทุกวันพุธ ตั้งแต่เวลา 17.00 น. และปิดท้ายด้วยการร้องเพลงชาติร่วมกันในเวลา 18.00 น. ไม่เน้นเฉพาะลานกีฬา หรือสวนสาธารณะเท่านั้น จะเน้นในสถานที่ท่องเที่ยวของจังหวัด หรือ Landmark ทั่วประเทศ

ผลที่ได้รับคือประชาชนทั่วไป ทุกเพศ ทุกวัย มีความตื่นตัว และให้ความสำคัญกับการ ออกกำลังกายเพื่อให้สุขภาพร่างกายสมบูรณ์ แข็งแรง และเป็นการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์มากขึ้น รวมถึงร่วมกันสร้างให้ประเทศไทยเป็น Sports Tourism ในภาพรวมของการออก    กำลังกายทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ในปี  2561 กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา     ได้มีการสานต่อกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกาย กีฬา และนันทนาการ (Sports for All 4.0 ) อย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่เดือนธันวาคม 2560 – มิถุนายน 2561 มีประชาชนรวมกิจกรรมทั่วประทศทั้งสิ้นกว่า 800,000 คน

“เราภูมิใจที่กระทรวงฯได้ทำหน้าที่ในการเป็นผู้นำในการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง    และแม้หลังจบการแข่งขันฟุตบอลโลกแล้ว ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน เยาวชน  อย่าลืมออกกำลังกายเพื่อให้มีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง เพราะการออกกำลังกายเพื่อร่างกายแข็งแรง สามารถลดค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ลดปัญหาสังคม ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด และเป็นการสร้างโอกาสในการเข้าถึงการออกกำลังกายและการเล่นกีฬาได้  ทุกเพศ ทุกวัย” ปลัดฯพงษ์ภาณุ กล่าวทิ้งท้าย

แก้หนี้ครูต้องดูหลายมิติใช่ว่าจะมีแค่ไร้”วินัยกับยากจน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/335358

แก้หนี้ครูต้องดูหลายมิติใช่ว่าจะมีแค่ไร้”วินัยกับยากจน”

แก้หนี้ครู,กระทรวงศึกษาธิการ,พลอประยุทธ์

แก้หนี้ครูต้องดูหลายมิติใช่ว่าจะมีแค่ไร้”วินัยกับยากจน” : รายงาน  โดย…  ทีมข่าวคุณภาพชีวิต qualitylife4444@gmail.com –

ท่ามกลางกระแสตีกลับไปไม่เห็นด้วยกับการกระทำของกลุ่มวิชาชีพครู ที่ออกมาประกาศ “ปฏิญญามหาสารคาม” เรียกร้องให้รัฐบาลและธนาคารออมสินพักหนี้โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค. หรือ การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม เป็นต้นไป พร้อมชักชวนลูกหนี้ ช.พ.ค.ทั่วประเทศกว่า 450,000 คน ร่วมกันยุติการชำระหนี้กับธนาคารออมสิน ตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561

กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้สั่งให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปดูแล สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ชี้แจงการแก้ไขหนี้สินที่ครูที่ ล่าสุดในโครงการสวัสดิการเงินกู้ช.พ.ค.2-7 ผู้กู้ 483,587 ราย เป็นเงิน 410,923 ล้านบาท ที่ร่วมกับธนาคารออมสินลดดอกเบี้ย 0.5-1% ให้แก่ครูที่มีวินัยทางการเงินดีไปแล้วกว่า 370,000 รายตั้งแต่เดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา มีการสะท้อนข้อมูลด้วยว่า ครูส่วนใหญ่ 99% มีวินัยดี จะมีปัญหาและไม่อยากผ่อนชำระก็เพียงไม่ถึง 1% เท่านั้น และเชื่อมั่นด้วยว่าหลังวันที่ 1 สิงหาคม ลูกหนี้ครูส่วนใหญ่ยังจะผ่อนชำระหนี้เป็นปกติอยู่

“สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์” รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า ได้ติดตามข่าวของกลุ่มครูออกมาเรียกร้อง ซึ่งก็อาจจะเป็นความเดือดร้อนของครู แต่การที่จะเบี้ยวหนี้คงเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว หรือครูอาจจะมองว่าเกษตรกรก็ขอพักชำระหนี้ได้ จึงออกมาเรียกร้องบ้าง

แต่โดยความเป็นจริงแล้วการที่ครูเป็นหนี้มีการทำสัญญาข้อตกลงกันระหว่างผู้กู้กับทางธนาคารออมสิน ในการกู้แต่ละโครงการแต่ละครั้ง ก็มีข้อตกลง ผู้กู้จะทราบดีว่าตนเองกู้เงินเท่านี้แล้วจะต้องจ่ายดอกเบี้ยจำนวนเท่าใด การที่ครูจะเบี้ยวหนี้จึงทำไม่ได้ในทางกฎหมาย

 

แก้หนี้ครูต้องดูหลายมิติใช่ว่าจะมีแค่ไร้"วินัยกับยากจน"

 

โดยก่อนที่กลุ่มนี้จะออกมาประกาศปฏิณญามหาสารคาม มีครูบางส่วนเบี้ยวหนี้อยู่แล้ว จะเข้าข่ายผิดจรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพครู คือ 1.ถือว่าเป็นการไม่มีวินัยในตนเอง ใช้เงินเกินที่หา ไม่จ่ายหนี้ตามเวลา 2.ไม่รับผิดชอบต่อวิชาชีพ และไม่เป็นสมาชิกที่ดีต่อองค์กร ทำให้วิชาชีพและองค์กรเสื่อมเสีย 3.ไม่ประพฤติตนเป็นแบบอย่างที่ดีทั้งกาย วาจา และจิตใจ 4.ไม่ยึดมั่นในระบอบคุณธรรม สร้างความสามัคครีในหมู่คณะ และ 5.ไม่รักษาผลประโยชน์ส่วนรวม

ทั้งนี้ เมื่อสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับข้อกล่าวหาไปตรวจสอบข้อเท็จจริงจากนั้นส่งต่อให้คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ(กมว.)พิจารณาโทษทางจรรยาบรรณกับผู้ที่เบี้ยวหนี้ ซึ่งโทษหากมีมูลก็ตั้งแต่ขั้นตักเตือน พักใช้ใบประกอบวิชาชีพครู หรือเพิกถอนใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

แก้หนี้ครูต้องดูหลายมิติใช่ว่าจะมีแค่ไร้"วินัยกับยากจน"

 

“อยากให้สังคมเข้าไปมองที่เนื้อในการกู้เงินของครู เช่น การบังคับให้ครูซื้อประกันความสูญเสียของเงินกู้ในวงเงินสูงๆ ระยะเวลา 10 ปี แทนที่จะคุ้มครอง 30 ปี ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ชอบ ซึ่งสกสค.กำลังดำเนินการทางคดีอยู่ เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจครูที่กู้  เจรจาเพื่อไม่ให้ครูถูกเอาเปรียบ รวมถึงรัฐบาลพยายามช่วยครูที่เป็นลูกหนี้ เช่น ให้ สกสค.ไปเจรจากับธนาคารออมสิน ให้ช่วยลดดอกเบี้ยให้กับครูที่เป็นลูกหนี้ชั้นดีแล้วและยังนำเงิน 1% ที่ครูเคยถูกหักเข้ากองทุนนำกลับคืนให้ครูในรูปแบบการลดดอกเบี้ยเพิ่มให้อีกด้วย” รองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าว

“ทั้งนี้ทั้งนั้นครูควรจะมีวินัยในการใช้ชีวิต เพราะถ้าหากไม่มีวินัยในการใช้ชีวิตก็จะมีปัญหา แต่ก็มีจำนวนที่น้อยมากไม่ถึง 1% แต่บางส่วนก็น่าเห็นใจ เพราะคนที่มาเป็นครูส่วนใหญ่ก็มาจากครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะที่ดีนัก และต้องคอยจุนเจือครอบครัว และมีภาษีสังคมมาก ครูมีลูกศิษย์มาก และคนคาดหวังครูมาก ซึ่งอาจจะเป็นภาระที่คนอาจจะมองไม่เห็น ครูบางคนกู้เงินไปช่วยเหลือเด็กเจ็บป่วย ซึ่งคนที่ไม่ได้เป็นครูก็อาจจะไม่เข้าใจปัญหา”

หลายคนสงสัยว่าทำไมจึงมีแต่ข้าราชการครูที่มีปัญหาหนี้สินในระบบสูง หรืออย่างน้อยคือสูงที่สุดในหมู่ข้าราชการ อาจจะเป็นเพราะว่าข้าราชการครูบางคนเรียนจบมหาวิทยาลัยมาด้วยการกู้เงินจาก กยศ. หรือ กรอ. เมื่อเข้าสู่การบรรจุเป็นข้าราชการแล้วก็จะถูกหักเงินเดือนในรายเดือนไป ยังมีเรื่องค่าครองชีพสิ่งจำเป็นอย่างเช่น ยานพาหนะ หรือโทรศัพท์มือถือ หรือที่พักอาศัยภาระที่ต้องรับผิดชอบของครอบครัวและอื่นๆ หากดูจากเงินเดือนละ 15,000 บาท หากกู้กองทุนนั้นตามระเบียบถูกหักเหลือเงินเดือนร้อยละ 10 ของเงินเดือนสุทธิ หรือร้อยละ 30 ของเงินเดือนสุทธิ จะเหลือเพียง 4,500 บาทเท่านั้น

แก้หนี้ครูต้องดูหลายมิติใช่ว่าจะมีแค่ไร้"วินัยกับยากจน"

 

ซึ่งก่อนหน้านี้ ดร.พิษณุ ตุลสุข อดีตรองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สมัยที่เคยฐานะปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค. ได้ริเริ่มผลักดัน “โครงการสวัสดิการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สิน” ใช้งบประมาณก้อนแรกดำเนินการไป 1,000 ล้านบาท ช่วยเหลือครูที่มีหนี้วิกฤติ ที่กำลังจะล้มละลาย ถูกยึดทรัพย์ ประมาณ 700-1,000 คน ให้อัตราดอกเบี้ยต่ำที่ร้อยละ 3.5 โดยร่วมมือกับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูนำร่องใน 16 แห่ง ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน ที่ผ่านมา

ครูนก กนกพิชญ์ พันธุ์เขตกิต  ครูโรงเรียนผาเมืองวิทยาคม จ.เพชรบูรณ์  คือครูที่เข้าร่วมโครงการจัดสวัสดิการเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและพัฒนาคุณภาพชีวิต ของผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาและผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษา ซึ่งเป็นสมาชิก ช.พ.ค.และฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษากรณีคู่สมรส (ช.พ.ส.) ซึ่งเป็นโครงการแก้ไขปัญหาหนี้วิกฤติของสำนักงาน สกสค. จังหวัดเพชรบูรณ์ คัดเลือกให้เข้าร่วมเป็นรายแรก โดยเวลานี้ได้รวมหนี้ทั้งหมดมาไว้ที่สหกรณ์ออมทรัพย์สามัญศึกษาเพียงแห่งเดียว ผ่อนชำระ 16 ปี ตกเดือนละประมาณ 31,250 บาท ปัจจุบันอายุ 45 ปี พออายุ 61 ปี หนี้สินที่มีก็สามารถชำระได้ทั้งหมด

“ทุกวันนี้ วางแผนการเงินใหม่ไม่ก่อหนี้เพิ่ม ใช้ชีวิตแบบพอเพียง ไม่ฟุ้งเฟ้อ ประหยัดได้ก็ประหยัด ทุกวันจะห่อข้าวไปกินที่โรงเรียน ทำเกษตรแบบผสมผสานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ปลูกข้าว ปลูกผัก ผลไม้ เลี้ยงปลา ตรงนี้เป็นกงสีของครอบครัวทำร่วมกับน้องสาวก็มีรายได้เพิ่มอีกทางหนึ่ง และยังมีผลผลิตไว้กินเองไม่ต้องเสียเงินซื้อ ทุกวันนี้ชีวิตมีความสุข ไม่มีภาวะเครียด และก็เอาบทเรียนของชีวิตเราเองสอนแก่นักเรียนและลูกๆ” ครูนก กล่าว

ช่วงปี 2542-2556 ครูนก เป็นหนี้ 6.5 ล้านบาทซึ่งเป็นหนี้ในระบบทั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ครู สหกรณ์ออมทรัพย์สามัญศึกษาเพชรบูรณ์ หนี้ธนาคารออมสินจากโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครู ของสกสค. เพราะกู้ไปลงทุนทำการเกษตร หนี้ที่รับผิดชอบต่อจากพ่อแม่ การส่งเสียลูก 2 คนเรียนหนังสือ ต้องจ่ายเดือนละ 40,000 บาท เงินเดือนประมาณ 30,000 บาทติดลบกว่า 20,000 บาททุกเดือน

ครูนก บอกว่าความจริงไม่ว่าทำอาชีพไหนก็ไม่มีใครอยากเป็นหนี้ คนเป็นครูก็เช่นกัน ซึ่งไม่ปฏิเสธว่าบางคนอาจจะเป็นหนี้จากการฟุ้งเฟ้อ แต่บางคนก็มาจากความจำเป็นของชีวิต การต้องเลี้ยงดูคนในครอบครัว ส่งเสียลูกเรียน และต้องยอมรับด้วยว่าภาวะเศรษฐกิจก็มีผล ยังมีเรื่องของภาษีสังคมที่เราปฏิเสธไม่ได้ ที่สำคัญครูในต่างจังหวัดพื้นฐานมาจากครอบครัวทำการเกษตรไม่ได้มีฐานะมากเท่าใดนัก
“ที่มีกลุ่มวิชาชีพครูออกมาเคลื่อนไหวจะยุติการจ่ายหนี้ อยากให้มองในหลายๆ มุม อย่ามองจุดเดียว ส่วนตัวมองในมุมที่เรามีประสบการณ์เคยตกในภาวะลำบากจริงๆ ที่ผ่านมามาตรการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูต่างๆ หลายโครงการก็ดีแต่ไม่ทำให้ต่อเนื่อง บางเรื่องก็ไม่กำหนดให้ชัดเจน อยากขอให้รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลเรื่องนี้ลงมาดูแลแก้ไขปัญหาจริงจัง อย่าแค่มองมาจากข้างบน เพราะตอนนี้หลายอย่างเปลี่ยนไป สภาพเศรษฐกิจ สังคมเปลี่ยน โดยอาจจะต้องหาวิธีการช่วยลดดอกเบี้ย รวมหนี้ไว้ที่สถาบันการเงินแห่งใดแห่งหนึ่งเพียงจุด หรือคนที่เกือบจะล้มละลาย อยากขอให้ช่วยดึงกัน เปิดโอกาสได้จัดการหนี้ใหม่เพราะถ้าปล่อยไว้ก็ไม่พ้นสภาพงูกินหางไปเรื่อยๆ

“ปฏิญญามหาสารคาม”พักหนี้ครูแค่1%ของ4แสนล้านที่มีปัญหา??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/335233

“ปฏิญญามหาสารคาม”พักหนี้ครูแค่1%ของ4แสนล้านที่มีปัญหา??

พักหนี้ครู

“ปฏิญญามหาสารคาม”พักหนี้ครูแค่1%ของ4แสนล้านที่มีปัญหา?? : รายงาน  โดย… เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ -qualitylife4444@gmail.com –

วงการครูถูกวิจารณ์อย่างหนักอีกครั้งหนึ่งหลังมีการเผยแพร่คลิปวิดีโอการประกาศ “ปฏิญญามหาสารคาม” วันที่ 14 กรกฎาคม 2561 มีข้อเสนอ 2 ข้อระบุว่า ขอให้รัฐบาลและธนาคารออมสินพักหนี้โครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ทุกโครงการ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2561 เป็นต้นไป และข้อ 2 ลูกหนี้ ช.พ.ค. จำนวน 450,000 คน จะดำเนินการยุติการชำระหนี้กับธนาคารออมสินตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม 2561 เป็นต้นไป

มีการตั้งคำถามว่า การประกาศคว่ำบาตรไม่ใช้หนี้จนเป็นกระแสวิจารณ์อย่างหนักจากโซเชียล ความไม่เหมาะสม ทั้งที่เป็นครูควรเป็นตัวอย่างที่ดี และยังเป็นเรื่องน่าอาย เป็นหนี้แล้วไม่จ่ายสร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นวงกว้างถึงความไม่เหมาะสมที่แม่พิมพ์ของชาติสามารถทำแบบนี้ได้หรือไม่ ขณะที่กระแสเรียกร้องให้ดูแลปัญหาหนี้สินครูนั้นมีให้เห็นในทุกรัฐบาล!!

ว่ากันว่า มูลค่าหนี้สินครูสูงถึง 1 ล้านล้านบาท มาจากแหล่งเงินกู้ทั้งจากสถาบันการเงิน สหกรณ์ออมทรัพย์ครู การกู้หนี้นอกระบบ เป็นช่องทางให้กู้ที่บางรายมีหนี้ที่เกิดขึ้นจากทุกแหล่ง และที่สุดไม่สามารถชำระหนี้ได้กลายเป็นภาวะหนี้วิกฤติ ซึ่งหนี้ที่เห็นชัดเจนเป็นหนี้จากการกู้เงินโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.ของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซึ่งมีถึง 7 โครงการ ที่ให้สมาชิก ช.พ.ค. ทั้งที่ยังรับราชการอยู่กว่า 5 แสนคนรวมกับข้าราชการบำนาญกว่า 9 แสนคน ยื่นกู้ได้

"ปฏิญญามหาสารคาม"พักหนี้ครูแค่1%ของ4แสนล้านที่มีปัญหา??

 

จากข้อมูลผู้กู้เงินโครงการสวัสดิการเงินกู้ช.พ.ค.1-7 ล่าสุดวันที่ 30 เมษษยน 2561 ของธนาคารออมสินและสำนักงาน สกสค. พบว่าผู้กู้รวม 483,578 บัญชี เป็นเงิน 410,923 ล้านบาท จำแนกได้ดังนี้ โครงการ ช.พ.ค.1 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 10,519 บัญชี เป็นเงิน 2,030.89 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.2 -โครงการ ช.พ.ค.3 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 23,404 บัญชี เป็นเงิน 2,623.49 ล้านบาท โครงการ ช.พ.ค.4 วงเงิน 2 แสนบาท จำนวน 4,803 บัญชี เป็นเงิน 624.04 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.5 วงเงิน 6 แสนบาท จำนวน 45,573 บัญชี เป็นเงิน 20,113.65 ล้านบาท โครงการ ช.พ.ค.6 วงเงิน 1.2 ล้านบาท จำนวน 175,780 บัญชี เป็นเงิน 146,943.87 ล้านบาท, โครงการ ช.พ.ค.7 วงเงิน 3 ล้านบาท จำนวน 223,499 บัญชี เป็นเงิน 238,586.99 ล้านบาท

ที่ผ่านมามีความพยายามงัดสารพัดมาตรการ โครงการเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินครูมาเป็นระยะ ตั้งแต่โครงการลดภาระหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา, การปรับโครงสร้างหนี้, การแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษากับประธานกรรมการสหกรณ์ออมทรัพย์ครู (กลุ่มนำร่อง) ระหว่างสกสค.และสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ฯลฯ

ล่าสุดคือการลดดอกเบี้ยที่สกสค.และธนาคารออมสิน ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (เอ็มโอยู) โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.-ช.พ.ส.ครั้งที่ 1 ในส่วนของเงินกู้โครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.2-7 และโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาในกรณีคู่สมรสถึงแก่กรรม (ช.พ.ส.) ไปตั้งแต่วันที่ 7 พฤษภาคม ที่ผ่านมา

โดยได้ยกเลิกเงื่อนไขในเอ็มโอยูฉบับเดิมที่กำหนดให้ธนาคารออมสินจ่ายเงินให้สำนักงาน สกสค. ผ่านกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคงตามโครงการช.พ.ค.ช.พ.ส. ตามอัตราและระยะเวลาที่กำหนดตามแต่ละโครงการอยู่ที่ 0.5-1% ซึ่งเดิมธนาคารให้นำไปใช้ในการพัฒนาสมาชิกและกิจการช.พ.ค. และหักชำระหนี้แทนผู้กู้ที่ค้างชำระเงินงวด 3 เดือนขึ้นไป

 

"ปฏิญญามหาสารคาม"พักหนี้ครูแค่1%ของ4แสนล้านที่มีปัญหา??

แต่จากนี้ไปสำนักงาน สกสค.จะไม่รับเงินดังกล่าว แต่ธนาคารออมสินจะนำไปคืนให้แก่ครูเอง ผ่านการดำเนินการใน 2 แนวทาง คือ แนวทาง 1 ครูชำระหนี้รายเดือนเท่าเดิม แต่นำดอกเบี้ยที่ได้รับคืนไปปรับลดเงินต้น และแนวทางที่ 2 เฉพาะครูที่ต้องการลดงวดการชำระหนี้รายเดือนลง แต่คงระยะเวลาการชำระหนี้เดิม สามารถไปติดต่อธนาคารออมสินสาขาที่ใช้อยู่ ขอปรับปรุงเงื่อนไขการผ่อนชำระตามอัตราดอกเบี้ยที่ลดลง เช่น ครูมีหนี้ 1 ล้านบาท ใน 1 ปีได้ลดดอกเบี้ย 1% เท่ากับลดไป 1 หมื่นบาท เป็นต้น

ขณะที่ฝากฝั่ง ธนาคารออมสิน อธิบายว่า ที่ผ่านมาพยายามช่วยเหลือลูกหนี้ครูมาตลอด ไม่ได้ทำสัญญาเงินกู้แบบไม่เป็นธรรมอย่างที่ถูกกล่าวอ้าง โดยช่วงแรกมีการรับหนี้นอกระบบของครูเข้ามาอยู่กับออมสินทั้งหมดและคิดดอกเบี้ยต่ำเพียงปีละ 6-6.5% ซึ่งต่ำกว่าเพดานที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดสูงสุดปีละ 28% และน้อยกว่าหนี้นอกระบบคิดถึงเดือนละ 10%

นอกจากนี้ยังขยายเวลาการผ่อนชำระถึง 30 ปี เพื่อบรรเทาภาระการกู้ให้ด้วย รวมถึงเปิดโอกาสให้เลือกใช้บุคคลค้ำประกันหรือการทำประกันชีวิตกับธนาคารไว้เป็นหลักประกันได้

ปัจจุบันธนาคารยังช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ให้ครูเพิ่มเติม โดยดูความสามารถการชำระหนี้ หากผ่อนชำระแล้วเหลือเงิน 30% ของเงินเดือนจะช่วยเหลือให้ผ่อนแค่ดอกเบี้ยแต่ไม่ต้องส่งเงินต้น แต่หากผ่อนแล้วเหลือเงิน 15-30% ไม่ต้องผ่อนเงินต้น และผ่อนดอกเบี้ยเพียงแค่ครึ่งเดียว และถ้าผ่อนแล้วเหลือเงินน้อยกว่า 15% ไม่ต้องผ่อนเงินต้นแต่ผ่อนดอกเบี้ยเพียง 25% ยังมีการลดดอกเบี้ยให้ลูกหนี้ที่มีประวัติผ่อนชำระดี 0.5-1%

อย่างไรก็ตามธนาคารคงไม่ต้องไปหารือชี้แจงอะไร เพราะลูกหนี้ออมสินในโครงการช.พ.ค. ส่วนใหญ่ 99% เป็นลูกหนี้ที่ดี มีเพียงไม่ถึง 1% ที่มีปัญหาและไม่อยากผ่อนชำระคืนเชื่อว่าหลังวันที่ 1 สิงหาคม ลูกหนี้ครูส่วนใหญ่ยังจะผ่อนชำระหนี้เป็นปกติอยู่ และสกสค. ได้มีการทำความเข้าใจกับกลุ่มครูอยู่แล้ว เป็นไปตามหลักการปกติว่าเมื่อยืมเงินใครมาก็ต้องชำระคืนยิ่งเป็นแม่พิมพ์ของชาติด้วยก็ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีของเยาวชน

สอบครูผู้ช่วยปี61 ยันไม่เพิ่มสาขาขาดแคลน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/335150

สอบครูผู้ช่วยปี61 ยันไม่เพิ่มสาขาขาดแคลน

สอบครูผู้ช่วย,นพธีระเกียรตื,ไม่ขยายสาขาขาดแคลน,กคศ,่ หมอธี

“ธีระเกียรติ” เผยมติก.ค.ศ.ยืนยันไม่ประกาศเพิ่มสาขาขาดแคลนในการสอบแข่งขันครูผู้ช่วย ปี 2561 แจงเหตุตกลงร่วมกับคณะครุฯ/ศึกษาฯและก.ค.ศ.อนุมัติแล้ว

เมื่อวันที่ 16 ก.ค. 2561 – นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ว่า

ที่ประชุมหารือกรณีที่คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดทั่วประเทศ ประกาศสอบแข่งขัน เพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ประจำปี 2561 ซึ่งหลังจาก กศจ.ประกาศรับสมัครครูผู้ช่วยประกาศรับสมัครไปเมื่อวันที่ 11 ก.ค.พบว่า บางจังหวัดประกาศรับสาขาขาดแคลน นอกเหนือจากที่ก.ค.ศ.อนุมัติ จำนวน 42 สาขา

         ทั้งนี้ ที่ประชุมก.ค.ศ.ยืนยันจะไม่ประกาศเพิ่ม และให้แต่ละ กศจ.ประกาศรับสมัคร ตามที่ก.ค.ศ. อนุมัติ นอกจากนี้ยังเห็นชอบให้กำหนดวิชาดนตรีสากล ประเภทวิชาหรือสาขาวิชาขาดแคลน ในการสอบแข่งขันครูผู้ช่วย ในจังหวัดนครสวรรค์ เนื่องทางจังหวัดนครสวรรค์เสนอมาแต่มีการตกหล่นไม่ได้นำเข้าก.ค.ศ.

           “ก.ค.ศ.ไม่ได้มีการแก้มติประกาศสาขาขาดแคลน เพราะได้มีการหารือกับ คณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์ และก.ค.ศ.อนุมัติแล้ว ดังนั้นใครที่แจ้งไม่ทันและจะให้ก.ค.ศ. ทบทวนมติคงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นจะผิดหลักการ โดยได้ให้จังหวัดที่ประกาศรับในสาขาขาดแคลนที่ไม่ได้แจ้งประกาศใหม่ ให้เป็นไปตามที่อนุมัติ โดยจากนี้สพฐ.ก็จะไปทำหนังสือแจ้งไปยังกศจ.ต่อไป ”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

           นพ.ธีระเกียรติ กล่าวต่อว่า ที่ประชุมยังรับทราบผลการรับฟังความคิดเห็น ร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลการทางการศึกษา พ.ศ….ซึ่งรัฐบาล มีนโยบายให้หน่วยงานต่าง ๆ ปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องหลังจากประกาศใช้อำนาจหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แก้ไขคำสั่งหัวหน้า คสช.ตามมาตรา 265 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และประกอบมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แก้ปัญหาในหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับก.ค.ศ. คือ ร่างพ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูฯ ซึ่งใช้มานานกว่า 14 ปี โดยในอนาคต อำนาจการบริหารงานบุคคล อาทิ การสั่งบรรจุแต่งตั้ง การเลื่อนเงินเดือน การกำหนดตำแหน่งวิทยฐานะครู เป็นต้น จะให้อยู่ในการกำกับดูแลของต้นสังกัด ทำให้การรวมศูนย์เรื่องการบริหารจัดการบุคลากรน้อยลง ขณะที่ในส่วนของก.ค.ศ. จะปรับบทบาท มาเป็นผู้กำกับดูแลนโยบายและกระจายอำนาจไปให้หน่วยงานต้นสังกัด

          โดยได้มีการนำร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวสอบถามความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องแล้วเห็นส่วนใหญ่เห็นด้วย และมีการรับฟังความคิดเห็น อีก 2 ครั้ง ก่อนสรุปประเด็นต่าง ๆ เสนอ ก.ค.ศ.เห็นชอบ จากนั้นเสนอให้คณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) พิจารณา ก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี(ครม.) ภายในเดือนกันยายนนี้ โดย ผู้ที่สนใจ สามารถดูรายละเอียดและแสดงความคิดเห็นต่อร่างพ.ร.บ. ได้ทาง http://www.otepc.go.th และ http://www.lawmendment.go.th ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปจนถึงวันที่ 31 ก.ค.นี้

“หมูป่า”น้ำหนักเพิ่ม 2-3 ก.ก.-ทีมแพทย์ดูแล”ที่บ้าน-ร.ร.”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/335066

“หมูป่า”น้ำหนักเพิ่ม 2-3 ก.ก.-ทีมแพทย์ดูเล”ที่บ้าน-ร.ร.”

น้ำหนักเพิ่ม2-3กก,รพเชียงรายฯ,ทีมหมูป่า,กลับบ้าน18กค,สธจัดทีมแพทย์ดูแล

ผอ.รพ.เชียงรายฯ เผย ทีมหมูป่าทุกคนสุขภาพร่างกายดีขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 – 3 ก.ก.อยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจเล็งส่งทีมแพทย์ดูแลที่”บ้าน-ร.ร.”

นายแพทย์เจษฎา โชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์ว่า ในวันนี้ (16 กรกฎาคม 2561)ได้รับรายงานจากนายแพทย์ไชยเวชธนไพศาล ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์

ว่านักฟุตบอลเยาวชนทีมหมูป่าอะคาเดมีและโค้ช ได้รับการดูแลรักษาจากทีมแพทย์ จิตแพทย์ พยาบาล สหวิชาชีพของโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ ขณะนี้ ทุกคนสุขภาพร่างกายดีขึ้น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 – 3 กิโลกรัม อยู่ในช่วงการเตรียมความพร้อมด้านจิตใจ โดยทำกิจกรรมกลุ่มตามกระบวนการทางจิตวิทยา อาทิ การสำรวจความรู้สึกภายใน การจัดการกับความรู้สึก การสร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย พร้อมเผชิญหน้ากับปัญหา เพื่อให้ทุกคน มีสภาพจิตใจพร้อมที่จะกลับไปใช้ชีวิตตามปกติหลังออกจากโรงพยาบาล ซึ่งคาดว่าจะเป็นวันที่ 19 กรกฎาคม 2561

อาการล่าสุดเช้าวันนี้ กลุ่มที่ 1 จำนวน 4 คน เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 8 กรกฎาคม 2561 อาการทั่วไปปกติ ให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วันแล้ว กลุ่มที่ 2จำนวน 4 คน เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลตั้งแต่วันที่ 9 กรกฎาคม 2561 อาการทั่วไปปกติ รับประทานอาหารปกติ ผลเอกซเรย์ปอดปกติทุกคน ให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วันแล้ว และกลุ่มที่ 3 จำนวน 5 คน เข้ารับการรักษาตั้งแต่วันที่ 10 กรกฎาคม 2561 อาการทั่วไปปกติ รอให้ยาปฏิชีวนะครบ 7 วัน

นายแพทย์เจษฎา กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการดูแลต่อเนื่องหลังออกจากโรงพยาบาลได้ให้โรงพยาบาลแม่สาย และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในพื้นที่อำเภอแม่สาย ร่วมกันดูแลทั้งด้านสุขภาพกายและจิตใจ ร่วมกับทีมหมอครอบครัวและครูในโรงเรียนที่น้อง ๆ นักฟุตบอลเรียนอยู่ โดยมีสมุดคู่มือสุขภาพ ให้คำแนะนำด้านโภชนาการ การดูแลสุขภาพ และการติดตามน้ำหนักตัว ซึ่งได้ประสานงานกับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาในการติดตามผลในระบบโรงเรียนแล้ว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันพรุ่งนี้(18 ก.ค.2561)ทีมหมูป่า ทั้ง13 ชีวิต จะแถลงเปิดประสพการณ์ติดถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อตป.โป่งผา แ.แม่สาย จ.เชียงราย  โดยทุกคำถามจะถูกตรวจสอบความเหมาะสมก่อน คาดจะแถลงช่วงรายการเดินหน้าประเทศไทย เวลา 18.00 น. ก่อนจะส่งกลับบ้านเพื่อใช้ชีวิตตามปกติ

“สมุนไพรไทย”โต30%ส่งออกปีละ1,000 ล้านบาท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/335036

“สมุนไพรไทย”โต30%ส่งออกปีละ1,000 ล้านบาท

สมุนไพร,ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ,ยารักษาโรค,เครื่องดื่ม

“สมุนไพรไทย”โต30%ส่งออกปีละ1,000 ล้านบาท : รายงาน  โดย…  พวงชมพู ประเสริฐ

หนึ่งในนโยบายด้านสาธารณสุขที่สำคัญของรัฐบาล คือ การส่งเสริมสมุนไพรไทยทั้งระดับต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ซึ่งพบว่าอนาคตของสมุนไพรไทยยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก ในระดับต้นน้ำเป็นช่องทางเลือกหนึ่งสำหรับเกษตรกรที่จะหันมาปลูกสมุนไพรเพื่อชดเชยการนำเข้าวัตถุดิบที่มีกว่าปีละ 1.7 หมื่นล้านบาท !!!

นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ให้ข้อมูลว่า สมุนไพรเจ้าใหญ่ๆ ของโลกปัจจุบันคือจีนและอินเดีย อันดับ 3 อาจจะมีญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ส่วนของประเทศไทย ตลาดสมุนไพรโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการคาดการณ์ว่าจะโตขึ้นราว 10% ต่อปี แต่ปี 2560 โตขึ้นถึงกว่า 30% ข้อมูลจากศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ระบุว่า ประเทศไทยส่งออกสมุนไพรและสารสกัดปีละประมาณ 1,000 ล้านบาท ขณะที่ข้อมูลของ Euromonitor–Herbal/Traditional Products in Thailand ระบุว่า เมื่อปี 2559 ตลาดสมุนไพรทั้งเวชสำอาง อาหารเสริม เครื่องดื่มและสมุนไพรแห้ง สมุนไพรสด ในประเทศมีมูลค่าประมาณ 3.92 หมื่นล้านบาท และคาดว่าจะขยายตัวเป็น 5.69 หมื่นล้านบาท ในปี 2564 ซึ่งถือว่าการขยายตัวมีแนวโน้มที่ดีในเชิงเศรษฐกิจ

"สมุนไพรไทย"โต30%ส่งออกปีละ1,000 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยอยู่ในเขตร้อนมีความหลากหลายของสมุนไพร จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พบว่าพันธุ์พืชในประเทศไทยที่ทราบชื่อวิทยาศาสตร์แล้วกว่า 2 หมื่นชนิด ในจำนวนนี้ถูกนำมาใช้ประโยชน์เป็นสมุนไพรกว่า 1,800 ชนิด กระจายอยู่ในทุกภูมิภาคของประเทศ อีกทั้ง ไทยมีตำรับตำราที่เป็นยาประมาณ 2 หมื่นกว่าชนิด แต่มีการนำมาใช้และขึ้นทะเบียนหลักร้อยเท่านั้น เพราะฉะนั้น ประเทศไทยมีโอกาสมากที่จะนำมาพัฒนาเป็นยารักษาโรคหรือส่วนผสมในผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพ เช่น เวชสำอาง หรือผสมในเครื่องดื่มให้เป็นเครื่องดื่มดูแลสุขภาพ เป็นต้น

"สมุนไพรไทย"โต30%ส่งออกปีละ1,000 ล้านบาท

 

แผนการส่งเสริมสนับสนุนสมุนไพรของภาครัฐ นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า มีการส่งเสริมทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ โดยต้นน้ำ ในเรื่องการปลูกสมุนไพร จะมีโอกาสที่ดีกว่าปลูกอย่างอื่น อาทิ ปลูกข้าวให้รายได้ราว 1 หมื่นบาทต่อไร่  ขณะที่ปลูกสมุนไพรจะให้รายได้ 2-4 หมื่นบาทต่อไร แต่จะต้องเป็นเกษตรอินทรีย์ ว่างจากสารเคมีต่างๆ ประมาณ 4 ปี ซึ่งเกษตรกรที่สนใจต้องตัดสินใจและมีเวลาให้ที่ดินว่างจากสารพิษ และการปลูกต้องเป็นไปตามข้อกำหนดในการปลูกสมุนไพร

"สมุนไพรไทย"โต30%ส่งออกปีละ1,000 ล้านบาท

 

ส่วนกลางน้ำเรื่องการพัฒนาผลิตภัณฑ์นั้น นพ.เกียรติภูมิ บอกว่า ไม่น่าเป็นห่วง เพราะมีการดำเนินการอย่างมาก แต่การที่ไทยมีมูลค่าสมุนไพรเพิ่มขึ้น มีผลิตภัณฑ์มากขึ้น ขณะที่เกษตรกรยังมีรายได้น้อยอยู่ เพราะพบว่าไทยต้องซื้อนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศปีละ 1.7 หมื่นล้านบาท หากสามารถที่จะบอกตัวเลขเหล่านี้ว่าเป็นอะไรบ้างและส่งเสริมให้มีการปลูก โดยร่วมมือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปลูกเพื่อชดเชยการนำเข้าก็จะเป็นรายได้อยู่ในประเทศทั้งหมด

“โอกาสเกษตรกรในเรื่องสมุนไพรยังมีมาก โดยเฉพาะการส่งเสริมให้มีการปลูกสมุนไพรแชมเปี้ยน 4 ตัว ได้แก่ กระชายดำ ไพล บัวบก และขมิ้นชัน รวมถึงพืชสมุนไพรอื่นๆ อย่างเช่น พริกไทย เป็นสมุนไพรที่ประเทศไทยต้องนำเข้าจากประเทศจีนจำนวนมาก แม้จะไม่ได้เป็นสมุนไพรแชมเปี้ยน แต่เข้าอยู่ในตำรับยามากและมีการใช้ในชีวิตประจำวันมากเช่นเดียวกัน โดยในไทยมีการปลูกมากที่ อ.นครไทย จ.พิษณุโลก ทั่วประเทศมีปลูกกว่า 3 หมื่นไร่ แต่ยังไม่เพียงพอกับความต้องการในประเทศ” นพ.เกียรติภูมิ กล่าว

"สมุนไพรไทย"โต30%ส่งออกปีละ1,000 ล้านบาท

 

เรื่องของยาก็เป็นโอกาสของประเทศไทย แม้ยาสมุนไพรไทยจะมีราคาสูงแต่ไม่ได้สูงมาก เป็นมูลค่าที่เกิดขึ้นในประเทศไทยทั้งหมด แต่หากซื้อยาจากต่างประเทศทั้งหมด 70-80% ต้องไปอยู่ต่างประเทศ เพราะฉะนั้น อยากให้มีการรู้จัก ชอบและใช้สมุนไพรไทยและจะมีงานวิจัยต่างๆ มายืนยันผลของสมุนไพรชัดเจน

สำหรับปลายน้ำ นพ.เกียรติภูมิ กล่าวว่า ทิศทางของรัฐจะเน้นส่งเสริมสมุนไพรทั้งการใช้ภายในประเทศและการส่งออก โดยในแผนแม่บทแห่งชาติว่าด้วยการพัฒนาสมุนไพรไทย ฉบับที่ 1 (พ.ศ.2560 – 2564) ซึ่งเป็นช่วง 5 ปีแรก จะเน้นภายในประเทศ ให้คนไทยตื่นตัว เข้าใจเรื่องสมุนไพรอย่างดี จากนั้นถัดไปจะเป็นการส่งเสริมไปต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ก็ไม่ได้ทิ้งการส่งออก เริ่มมีการทำสะพานเชื่อม ในปีที่ 2-3 เมื่อเริ่มยืนได้ สมุนไพรไทยมีมาตรฐาน ทันสมัย และมีความพร้อมในการไปต่างประเทศแล้วก็ต่อเชื่อมได้ทันที

"สมุนไพรไทย"โต30%ส่งออกปีละ1,000 ล้านบาท

 

การที่สมุนไพรจะไปสู่สากล สิ่งที่ต้องทำคือ การทำให้คนทั่วไปรู้จักสมุนไพร มีความเชื่อมั่นในการแพทย์แผนไทยชอบและนำไปสู่การใช้ประโยชน์จากผลิตภัณฑ์สมุนไพรรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ง่ายต่อการรู้จัก ซึ่งกรมฯได้กำหนดผลิตภัณฑ์แชมเปี้ยนโปรดักท์ ซึ่งเป็นสมุนไพรที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง จำง่ายๆคือ ก.พบ.ข. ได้แก่ ก.คือ กระชายดำ พ.คือ ไพล บ.คือบัวบก และ ข.คือ ขมิ้นชัน จึงเป็นที่มาของ คำว่าก.พบ.ข.ให้เป็นสมุนไพรเป้าหมายกระตุ้นเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ในมุมของผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรมีความพร้อมอย่างมากที่จะนำสินเค้าออกสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ อย่างเช่น ยาสีฟันจากตำรับยาไทย ทันตมูลาของแบรนด์ “ช่อคูน” ที่เมื่อนำมาพัฒนาเป็นรูปแบบที่ทันสมัย ทำให้มีราคาสูงถึงหลอดละ 650 บาท แต่กำลังเติบโตอย่างมากโดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาท่องเที่ยวในประเทศไทย เนื่องจากมีสรรพคุณในการป้องกันแผลในปากและร้อนใน  หรือน้ำมันหอมระเหย ไทย เมมโมรีของแบรนด์ “ชมภิญญ์” ที่เป็นการสกัดจากมะกรูด มะนาว ช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลาย ที่ขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจาการค้ากับผู้แทนธุรกิจจากลาวเพื่อส่งต่อไปขายยังประเทศจีน เป็นต้น

อนึ่ง กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และภาคีเครือข่าย ร่วมจัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 15 ว่า ระหว่างวันที่ 18-21 กรกฎาคม 2561 ซึ่งปีนี้ ร่วมจัดในงาน 100 ปีการสาธารณสุขไทยด้วย ภายใต้หัวข้อหลัก “โลกมั่นใจ สมุนไพรไทย ภูมิปัญญาไทย” ที่อาคารชาเลนเจอร์ 1-2 และห้องประชุมจูปิเตอร์ 4-16 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี

“จิตแพทย์”แนะวิธีฟื้นฟูจิตใจ 13 หมูป่า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/334976

“จิตแพทย์”แนะวิธีฟื้นฟูจิตใจ 13 หมูป่า

จิตแพทย์,ผศพญศุภรา,13หมูป่า,ฟื้นฟูจิตใจ

จิตแพทย์แนะ วิธีฟื้นฟูจิตใจ “13หมูป่า” ชี้พ่อแม่คนใกล้ชิดเป็นปัจจัยสำคัญ พยายามช่วยให้กลับมาใช้ชีวิตปกติ หากยังตกใจ หวาดผวา ฝันร้าย ควรพบแพทย์

        จากกรณีข่าวใหญ่ที่คนไทยและคนทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างกับภารกิจช่วยเหลือ 13 ชีวิต ทีมฟุตบอลหมูป่าที่เข้าไปติดอยู่ภายในถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอน อ.แม่สาย จ.เชียงราย

         โดยทั้งหมดเข้าไปติดอยู่ในถ้ำลึกเป็นเวลาเกือบ10 วัน โดยมีกำลังจากเจ้าหน้าที่หลายฝ่าย ทั้งทหาร หน่วยกู้ภัย นักดำน้ำ ทีมขุดเจาะ ทีมไฟฟ้าและอีกหลาย ๆ ทีมของทั้งในประเทศและต่างประเทศ มาช่วยกันค้นหากันอย่างสุดความสามารถ จนกระทั่งพบทั้ง 13 ชีวิตในสภาพที่ปลอดภัย

       แต่ปฏิบัติการช่วยเด็กนักเรียนทีมฟุตบอลหมูป่าและผู้ช่วยโค้ช ทั้ง 13 ชีวิต ยังคงดำเนินการต่อไป เพื่อให้ทุกคนได้ออกมาอย่างปลอดภัย แต่ที่น่าเป็นห่วงนอกเหนือจากสภาพร่างกายแล้ว สภาพจิตใจก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน

        เมื่อออกจากถ้ำได้แล้ว ต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเชียงรายราชประชานุเคราะห์ จ.เชียงราย เมื่ออาการปกติแพทย์ให้กลับบ้าน เด็กและผู้ช่วยโค้ชทั้ง 13 ชีวิตจะรับมืออย่างไรเมื่อกลายเป็นคนดัง เป็นที่รู้จักในวงกว้างจากเหตุการณ์ติดถ้ำหลวงขุนน้ำนางนอนในครั้งนี้

          ผู้ช่วยศาสตราจารย์แพทย์หญิงศุภรา เชาว์ปรีชา อาจารย์ประจำภาควิชา จิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิจ จ.ปทุมธานี  ได้ให้คำแนะนำในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวว่า ประเด็นที่สำคัญในการปรับตัว คือ สำหรับตัวเด็กเองเมื่อออกจากถ้ำแล้ว เขาน่าจะตกใจกับภาพข่าวการที่คนรู้จักเขาไปทั่วโลก และการที่จะมีคนมารุมถามข้อมูลทั้งจากสื่อมวลชนหรือครอบครัว เครือญาติเอง จะเกิดการซักถาม อยากทราบข้อมูล อยากให้เล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในถ้ำ

       ผศ.พญ.ศุภรา  กล่าวอีกว่า ซึ่งการที่เด็กและผู้ช่วยโค้ชรวมทั้ง 13ชีวิต ที่เคยเป็นคนธรรมดา กลายเป็นที่จับตามองนั้น สามารถมองได้ 2 แง่ คือ แง่หนึ่งเขาอาจจะรู้สึกดี ขอบคุณที่ทุกคนเป็นห่วง แต่อีกแง่ที่น่าเป็นห่วงคือ คนที่รู้จักเขาแล้วอาจจะไปซักถามเขาเกี่ยวกับประสบการณ์ หรือปรากฏการณ์ที่เขาเจอในถ้ำ ซึ่งตรงนี้เราต้องระมัดระวังมากว่าเด็กจะต้องปรับตัว ซึ่งเรายังไม่รู้ว่าเด็กแต่ละคนมีประสบการณ์อย่างไร

      “เพราะฉะนั้นถ้าเกิดเขาออกมาแล้วเจอคนที่ตั้งคำถาม ซึ่งมันอาจจะไปกระตุ้นให้กลับไปคิดถึงประสบการณ์ความยากลำบากในถ้ำ แล้วเขารู้สึกไม่ดี ก็อาจจะทำให้เขารู้สึกเครียดได้ ซึ่งหากร้ายแรงก็อาจจะเกิดเป็นโรคเครียดภายหลังเกิดภยันอันตรายหรือ Post-traumatic stress disorder (PTSD) ได้ ”จิตแพทย์ศุภรา กล่าว

       ผศ.พญ.ศุภรา กล่าวเพิ่มเติมว่า โรคเครียดภายหลังเกิดภยันอันตราย เกิดจากการที่เราไปเจอเหตุการณ์ร้ายแรงที่จะคุกคามถึงชีวิต แม้เวลาจะผ่านไป แต่ผู้ประสบภัยก็ยังคงคิดถึงเหตุการณ์นั้นอยู่ ซึ่งจะมีอาการ เช่น ตกใจ เหงื่อแตก หวาดผวา ฝันร้าย หรือเห็นเป็นภาพ flashback (รำลึกถึงภาพเหตุการณ์ในขณะนั้น) แต่มันไม่ได้เกิดกับทุกคนที่เผชิญเหตุการณ์ ขึ้นอยู่กับสภาพจิตใจของแต่ละคน

        ผศ.พญ.ศุภรา กล่าวอีกว่า แต่สำหรับคนที่สภาพจิตใจเข้มแข็งดี การให้เขาได้เล่า ก็อาจจะช่วยทำให้เขาได้เรียบเรียงเรื่องราว ซึ่งจะทำให้เขาเข้าใจประสบการณ์ชีวิตของตัวเองมากขึ้น ในกรณีนี้ก็จะไม่เป็นอันตราย แต่ทางที่ดีคือ เราควรประเมินจากตัวเด็กเป็นหลักว่า เขามีความพร้อมแค่ไหน มากกว่าที่จะเอาคำถามไปถามเขา หรือพยายามให้เขาเล่า โดยที่ไม่ได้ประเมินสภาพจิตใจของเขาก่อน ควรพิจารณาเป็นรายบุคคลไป เพราะประสบการณ์แต่ละคนไม่เท่ากัน การรับรู้มันแตกต่างกันแม้ว่าจะเผชิญสถานการณ์เดียวกันก็ตาม

       “ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการฟื้นฟูสภาพจิตใจของเด็ก คือ พ่อแม่ ผู้ปกครองและคนใกล้ชิด โดยมีขั้นตอนคือ ปลอบขวัญเด็กๆ เมื่อออกจากถ้ำได้แล้ว หลังจากนั้นเริ่มต้นด้วย การใช้ชีวิตแบบ Here and Now (ใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน) พยายามทำให้เด็ก ๆ กลับมาใช้ชีวิตประจำวันแบบปกติ แต่ถ้าหากเขามีความพร้อม หรืออยากจะเล่าถึงเหตุการณ์ที่ประสบมา พ่อแม่จึงค่อย ๆ พยายามใส่เนื้อหาที่มันเป็นเชิงบวกเข้าไป แบบนี้จะเป็นการช่วยเขาได้ดีที่สุดในช่วงแรก แล้วจากนั้นจึงคอยสังเกตอาการ เช่น ซึมเศร้า นอนไม่หลับ หากมีอาการผิดปกติเช่นนี้ถึงค่อยมาประเมินรายละเอียดแล้วค่อยรับการรักษา” ผศ.พญ.ศุภรา กล่าวทิ้งท้าย

“บ้านนราศิลป์” แหล่งเรียนรู้คู่ชุมชนสานต่อหัตถศิลป์ เครื่องโขน-ละคร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/334889

“บ้านนราศิลป์” แหล่งเรียนรู้คู่ชุมชนสานต่อหัตถศิลป์ เครื่องโขน-ละคร

บ้านนราศิลป์,หัตถศิลป์,โขน,ละคร,ชุมชน

“บ้านนราศิลป์” แหล่งเรียนรู้คู่ชุมชนสานต่อหัตถศิลป์ เครื่องโขน-ละคร :  รายงาน  โดย…   เกศกาญจน์ บุญเพ็ญ-qualitylife4444@gmail.com

“อยากสืบทอดและสืบสานสิ่งเหล่านี้ไว้อยู่คู่กับลูกหลาน การเปิดสอนก็เป็นวิธีการที่ดีที่สุดวิธีการหนึ่ง” พินิจ สุทธิเนตร

ว่ากันว่า ถนนหลานหลวงเป็นเส้นทางสายนาฏศิลป์ที่รวมศิลปะการแสดงไทยแขนงต่างๆ ทั้งโขน ละคร มีประวัติศาสตร์ยาวนาน ครูดนตรีไทย นาฏศิลป์ ตลอดจนศิลปินนักแสดง โขน ละคร นาฏศิลป์ฟ้อนรำ อาศัยอยู่ในย่านนี้เรื่อยมาตั้งแต่ยุคต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่เชิงสะพานวัดสระเกตุ (ถนนจักรพรรดิพงษ์) เรื่อยไปจนถึงเชิงสะพานขาว (ถนนหลานหลวง) คณะนาฏศิลป์จากหลายแหล่งของประเทศไทยที่มีเชื้อสายไทย, มอญ, ทวาย และอื่นๆ ต่างมาตั้งรกรากเปิดคณะกันจนทั่วสองฝั่งฟากถนนรวมกันแล้วหลายสิบคณะในสมัยนั้น

"บ้านนราศิลป์" แหล่งเรียนรู้คู่ชุมชนสานต่อหัตถศิลป์ เครื่องโ

“บ้านนราศิลป์” ตัวอักษรสีเหลืองทองในกรอบไม้สีเขียว อยู่เหนือประตูรั้วไม้ของ ตั้งอยู่ในชุมชนวัดสุนทรธรรมทาน (วัดแค นางเลิ้ง) ริมถนนหลานหลวง เป็นบ้านไม้ที่มีต้นไม้ปกคลุมให้ความร่มรื่นล้อมรอบด้วยรั้วไม้สีเขียว ตัดด้วยประตูไม้สีขาวที่ด้านบนมีป้ายชื่อ “บ้านนราศิลป์” เด่นด้วยตัวอักษรสีเหลืองทองในกรอบไม้สีเขียว เป็นคณะนาฏศิลป์คณะใหญ่มีที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของไทย มีเรื่องราวความเป็นมายาวนานนับ 100 ปี ได้รับการคัดเลือกและประกาศให้เป็น “แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชนอย่างยั่งยืน” จากกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ตามโครงการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชน ปีงบประมาณ 2561

"บ้านนราศิลป์" แหล่งเรียนรู้คู่ชุมชนสานต่อหัตถศิลป์ เครื่องโ

ทายาทของบ้านนราศิลป์รุ่นที่ 3 “พินิจ สุทธิเนตร” ผู้จัดการบ้านนราศิลป์ เล่าว่า บ้านนราศิลป์ หรือคณะนราศิลป์ ก่อตั้งครั้งแรกในต้นสมัยรัชกาลที่ 6 โดยคุณแม่ละม่อม สุสังกรกาญจน์ สมัยนั้นรับงานแสดงโขนกลางแปลง โขนหน้าจอ, โขนชักรอก, ละครชาตรี, ละครพันทาง ประมาณ พ.ศ.2511 เป็นต้นมา คณะนราศิลป์ได้มีส่วนร่วมในเบื้องหลังการแสดงโขนธรรมศาสตร์ ของอาจารย์หม่อมราชวงศ์ คึกฤทธิ์ ปราโมช จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วประเทศและยังได้เริ่มผลิตละครร้อง ละครเวที เป็นบริษัทผู้สร้างภาพยนตร์ไทยในยุคแรกๆ ชื่อ นราศิลป์ภาพยนตร์ ต่อมาคุณแม่จินดา ปานสมุทร์ รับช่วงสืบสานงานนาฏศิลป์จนพัฒนาเป็นลำดับตามความนิยมคนไทยยุคนั้น จนเป็นคณะนาฏศิลป์คณะใหญ่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งของไทยมาเกือบ 100 ปี
"บ้านนราศิลป์" แหล่งเรียนรู้คู่ชุมชนสานต่อหัตถศิลป์ เครื่องโ

“บ้านนราศิลป์ เปรียบเสมือนพิพิธภัณฑ์มีชีวิตที่เปิดให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้ ค้นคว้าข้อมูลต่างๆ เราเก็บรักษาสิ่งที่มีในอดีตให้คงอยู่เหมือนที่ผ่านมาทั้งภาพยนตร์ เครื่องละคร เครื่องโขน หัวโขนฝีมือครูชิต แก้วดวงใหญ่ มีการสาธิตปักเครื่องโขน ซึ่งก็มีคนสนใจเข้ามาเยี่ยมชมเสมอ ส่วนการปักเครื่องโขน เครื่องก็เป็นสิ่งที่ลูกหลานทุกคนร่วมกันอนุรักษ์เหล่านี้คืองานหัตถศิลป์ทรงคุณค่า มีเรื่องราวประวัติศาสตร์ที่ซ่อนอยู่ ในการอนุรักษ์ทางบ้านนราศิลป์ก็ทำ 2 ส่วนคือ การอนุรักษ์ลวดลายโบราณ เช่น ลายกระจัง พุ่มข้าวบิณฑ์ กนก ก้านขด ประจำยาม และการต่อยอด ประยุกต์ทำลวดลายทำเป็นของที่ระลึกจำหน่าย เป็นต้น” พินิจ กล่าว

"บ้านนราศิลป์" แหล่งเรียนรู้คู่ชุมชนสานต่อหัตถศิลป์ เครื่องโ

พินิจ กล่าวด้วย เวลานี้บ้านนราศิลป์ได้รับเลือกจากวธ. โดย สวธ.ให้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชนอย่างยั่งยืนได้จัดโครงการการอบรมเชิงปฏิบัติการงานหัตถศิลป์ งานปักเครื่องโขน ละคร รุ่นที่ 1 รับสมัครผู้สนใจ 50 คนใช้ระยะเวลา 8 สัปดาห์ทุกวันเสาร์คนมาเรียนมีตั้งแต่อายุ 11 ปีจนถึง 50 ปีขึ้นไป โดยรุ่นแรกสอนปักสไบนาง จะสอนตั้งแต่พื้นฐานการขึ้นสดึง การเนา การวาดลวดลาย การปักดิ้นเย็บจนสำเร็จเป็นชุด ในรุ่นต่อไปก็จะเริ่มงานที่ยากขึ้น เช่น รุ่นที่ 2 สอนการปักเครื่องโขน ซึ่งผู้เรียนรุ่นที่ 1 ก็สามารถมาสมัครเรียนได้โดยเปิดสอนฟรีไม่เก็บค่าใช้จ่าย

"บ้านนราศิลป์" แหล่งเรียนรู้คู่ชุมชนสานต่อหัตถศิลป์ เครื่องโ

“อยากเชิญชวนให้เด็กนักเรียน ประชาชนทุกคนมาเรียนรู้ ศึกษาการปักเครื่องโขน เครื่องละครเพื่อร่วมกันอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ ผมอยากสืบทอดและสืบสานสิ่งเหล่านี้ไว้อยู่คู่กับลูกหลาน การเปิดสอนก็เป็นวิธีการที่ดีที่สุดวิธีการหนึ่ง ที่สำคัญทั้งหมดคืองานหัตถศิลป์ การเรียนนี้ไม่เพียงได้ความรู้ แต่ได้ทักษะอาชีพติดตัวยิ่งปัจจุบันคนทำงานด้านนี้มีน้อย ขณะที่ความต้องการสูง เช่น ในการทำชุดโขนเพื่อใช้ในการแสดงโขนพระราชทาน ทางบ้านนราศิลป์ก็ทำด้วย เพราะฉะนั้นไม่ตกงานแน่นอน” พินิจ กล่าว

"บ้านนราศิลป์" แหล่งเรียนรู้คู่ชุมชนสานต่อหัตถศิลป์ เครื่องโ

ขณะที่ “วาสนา สุจิมนัสกุล” ข้าราชการที่มาสมัครเรียนในรุ่นที่ 1 เผยว่า ส่วนตัวมีความชอบเรื่องงานปักอยู่แล้ว พอทราบจากเพื่อนในกลุ่มว่าบ้านนราศิลป์เปิดรับสมัครสอนปักเครื่องโขน ก็รีบมาลงเรียนโดยช่วง 2 สัปดาห์ก็จะเรียนพื้นฐานการขึ้นสดึง การเนา และเริ่มทำการปักจริงการปักเลื่อมโดยในการปักสไบนาง 1 ผืนจะร่วมกันทำประมาณ 4-5 คนรับผิดชอบการปักในแต่ละส่วน ซึ่งการได้มาเรียนส่วนตัวไม่รู้สึกยาก เรามีความชอบ ที่สำคัญได้เรียนรู้ปักผ้า ได้เป็นส่วนร่วมในการอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ของไทยด้วย

"บ้านนราศิลป์" แหล่งเรียนรู้คู่ชุมชนสานต่อหัตถศิลป์ เครื่องโ

พิมพ์รวี วัฒนวรางกูร อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม (สวธ.) กล่าวว่า บ้านนราศิลป์เป็นศูนย์รวมความรู้เกี่ยวกับงานหัตถศิลป์ งานปักเครื่องโขน ชุดละครไทย โดยบ้านนราศิลป์ได้เสนอโครงการที่น่าสนใจ คือ โครงการการอบรมเชิงปฏิบัติการงานหัตถศิลป์ งานปักเครื่องโขน ละครรุ่นที่ 1 จึงได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมโครงการแหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชนประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2561 และการเปิดบ้านนราศิลป์ เป็นแหล่งเรียนรู้วัฒนธรรมของชุมชน เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมย่านนางเลิ้ง ในปีนี้ยังสอดรับกับที่สวธ.ได้เสนอโขนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนพิจารณาขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ ซึ่งจะทราบผลเดือนธันวาคมนี้

"บ้านนราศิลป์" แหล่งเรียนรู้คู่ชุมชนสานต่อหัตถศิลป์ เครื่องโ

“ปัจจุบันหาครูปัญญาที่จะถ่ายทอดความรู้งานปักชุดโขนละครที่มีลวดลายโบราณที่สืบทอดกันมายากมากและการที่บ้านนราศิลป์จัดอบรมให้แก่ผู้สนใจ ที่เวลานี้ผ่านไป 1 รุ่นจำนวน 50 คนนับเป็นการสร้างครูแม่ไก่ที่จะช่วยสืบสานอนุรักษ์งานหัตถศิลป์ อนาคตเน้นเผยแพร่งานปักเครื่องโขน ละคร ให้แก่เยาวชนในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ฝึกหัดศิลปะแขนงนี้ สามารถต่อยอดเป็นวิชาชีพสร้างรายได้ เพราะปัจจุบันช่างปักเครื่องโขนขาดแคลน” นางพิมพ์รวี กล่าว

"บ้านนราศิลป์" แหล่งเรียนรู้คู่ชุมชนสานต่อหัตถศิลป์ เครื่องโ

แหล่งเรียนรู้ทางวัฒนธรรมของชุมชนภายใต้การส่งเสริมสนับสนุนจากกรมส่งเสริมวัฒนธรรมมีทั้งหมด 150 แห่งในทุกภูมิภาคที่พร้อมจะให้ทุกคนได้เข้าไปเรียนรู้อดีตที่รักษาสืบต่อมาจนถึงปัจจุบันและต่อเนื่องเพื่อรุ่นหลังในอนาคต

"บ้านนราศิลป์" แหล่งเรียนรู้คู่ชุมชนสานต่อหัตถศิลป์ เครื่องโ

 

โรงเรียนอนาคตความรู้ไม่สำคัญเท่าความคิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/334551

โรงเรียนอนาคตความรู้ไม่สำคัญเท่าความคิด

เทคโนโลยี,โรงเรียนอนาคต

โรงเรียนอนาคตความรู้ไม่สำคัญเท่าความคิด : รายงาน  โดย…  ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylife4444@gmail.com

“ผู้นำ-คนรุ่นใหม่ต้องยืนอยู่บนขาของตนเอง พร้อมปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ พัฒนาสังคม พลิ้วไหวเดินไปข้างหน้า” นายพิภพ

โลกดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแรงและเร็ว ทุกส่วนของโลกเชื่อมโยงกันผ่านเทคโนโลยี การพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองเปลี่ยนแปลงไปในรูปแบบที่คาดการณ์ได้ยาก “โรงเรียนอนาคต” ภายใต้ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กับภาคีเครือข่ายด้านการเรียนรู้ เพื่อเป็นโรงเรียนภาคฤดูร้อนสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก และเห็นการเปลี่ยนแปลงของโลก ร่วมปลูกอนาคตสังคมไทย
“เกศินี วิฑูรชาติ” อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า มธ.ได้ร่วมกับภาคีเครือข่าย ได้แก่  มูลนิธิ ฟรีดริค เอแบร์ท ประจำประเทศไทย, คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ., ศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มธ. และบริษัท ดิ วันโอวัน เปอร์เซนต์ จำกัด เพื่อดำเนินโครงการโรงเรียนอนาคต ซึ่งจะเป็นการจัดการเรียนการสอนสร้างผู้นำในโลกแห่งการเปลี่ยนแปลง และเปิดโอกาสให้นักเรียนชั้น ม.6 และนักศึกษาระดับปริญญาตรี จากทุกโรงเรียน ทุกมหาวิทยาลัย จำนวน 30 คน เข้าร่วมอบรม เข้าค่าย

โรงเรียนอนาคตความรู้ไม่สำคัญเท่าความคิด

ผู้เข้ารับการอบรมจะมีโอกาสพูดคุยกับนักคิด นักวิชาการ นักเปลี่ยนแปลงทั้งไทยและต่างประเทศ เป็นการบ่มเพาะความคิด และนักเรียน นักศึกษาสามารถไปต่อยอดความคิดสร้างองค์ความรู้ด้านตนเอง โดยผู้เข้าร่วมต้องมีการทำโปรเจกท์ที่จะได้เห็นแนวความคิดการเปลี่ยนแปลงสังคมจากมุมมองของผู้นำทุกคน ผ่านการเขียนวิเคราะห์ สังเคราะห์ เพื่อเด็กจะได้รู้ว่าต้องการอะไร เสนออย่างไร และจะสร้างอะไรแก่ประเทศไทย

“การสร้างบัณฑิต ต้องหากระบวนการที่หลากหลาย โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทำให้คาดเดาได้ยากว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร ซึ่งใครที่สามารถปรับตัวเองให้อยู่รอดในยุคนี้และอนาคตได้เป็นเรื่องที่ควรสร้างขึ้นแก่เด็ก มธ.มีวิสัยทัศน์สร้างผู้ให้สังคมไทยและนานาชาติ และตั้งเป้าหมายในการปลูกฝังบัณฑิตของมธ.ให้มีคุณลักษณะ 6 ข้อ ที่เหมาะกับการเป็นผู้นำแห่งศตวรรษที่ 21 หรือ GREATS ประกอบด้วย รู้เท่าทันโลกและสังคม มีความรับผิดชอบ สื่อสารอย่างสร้างสรรค์ และทรงพลัง มีสุนทรียะในจิตใจ เป็นผู้นำทีม และมีจิตวิญญาณเพื่อรับใช้ประชาชนและสังคม ซึ่งหากทุกคนมีสิ่งเหล่านี้เชื่อว่าจะช่วยให้สังคมเดินหน้าไปได้ และโรงเรียนอนาคต เป็นการเรียนรู้ผ่านรูปแบบใหม่ที่หลากหลาย เปิดโลกทัศน์ และปลูกฝังวิธีคิดแก่เด็ก เป็นโครงการที่ช่วยดึงศักยภาพของเด็ก เพื่อขับเคลื่อนสังคมไทย และอนาคต” เกศินี กล่าว

โรงเรียนอนาคตความรู้ไม่สำคัญเท่าความคิด

หนุนเยาวชนคิดวิพากษ์คิดสร้างสรรค์

สตีเน่อ  คลีพเพอร์ ผู้อำนวยการมูลนิธิฟรีดริค แอแบร์ท (FES) ประเทศไทย กล่าวว่า โรงเรียนอนาคต จะเป็นการสร้างเยาวชน ผู้นำในการพัฒนาสังคม และประเทศ ซึ่งทุกหน่วยงานต้องสร้างเยาวชนที่มีศักยภาพ เกิดการตระหนักรู้  สร้างคำถามที่สร้างสรรค์ในอนาคต ที่สำคัญต้องสร้างเยาวชนที่มีความคิดเชิงวิพากษ์ และความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ อยากให้เยาวชนสร้างสังคมที่เกิดความสมานฉันท์มากขึ้น หวังว่าโรงเรียนที่จะมีกิจกรรมเข้าค่าย ภายใน 2 สัปดาห์จะพัฒนาเยาวชนเหล่านี้ให้มีศักยภาพในการยกระดับสังคมต่อไป

    ไม่ใช่ค่ายผู้นำแพลตฟอร์มการเรียนรู้
พิภพ อุดร คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี มธ. กล่าวว่า โรงเรียนอนาคต เป็นการเปิดโอกาสให้เยาวชนเรียนรู้สาขาอื่นๆ นอกจากสาขาหรือความถนัดของตนเอง เพื่อได้เรียนรู้แบบข้ามศาสตร์ และเข้าใจทุกอย่างรอบด้านมากขึ้น เพราะสังคมอนาคตต้องการคนรุ่นใหม่ เข้าใจสถานการณ์โลกปัจจุบัน และอนาคต ต้องเตรียมคนที่ทำให้คนรุ่นใหม่ยืนอยู่บนขาของตนเอง พร้อมปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ พัฒนาสังคม และพลิ้วไหวเดินไปข้างหน้า

“อนาคต ความรู้ไม่สำคัญเท่าความคิด ไม่มากเท่ากับจินตนาการ  เพราะโลกอนาคตต้องหวังไว้กับคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดวิพากษ์ คิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ และเปลี่ยนตัวเองได้เมื่อเจอกับการเปลี่ยนแปลงในโลก  สิ่งที่มหาวิทยาลัย สถาบันการศึกษาจะทำได้ดี คือเตรียมคนให้พร้อมเผชิญกับปัญหาเหล่านั้น ด้วยทักษะคิดวิเคราะห์ ค้นคว้า บวกกับจินตนาการที่ดี สร้างคนที่มีฐานคิดหนักแน่น ไม่เลื่อนลอย โรงเรียนอนาคตจึงเป็นการสร้างผู้นำรุ่นใหม่ ทั้งก่อนเข้ามหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัย เพราะมหาวิทยาลัยอาจไม่ใช่คำตอบสำหรับคนในอนาคต หากมหาวิทยาลัยไม่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ โรงเรียนอนาคต ไม่ใช่เพียงค่าย แต่เป็นแพลตฟอร์มของการเรียนรู้ในสังคม เพื่อพัฒนาประเทศให้เดินหน้าไปข้างหน้า” พิภพ กล่าว

 

โรงเรียนอนาคตความรู้ไม่สำคัญเท่าความคิด

  3 เชื่อ รู้แนวใหม่ปลูกอนาคตสังคมไทย 
ประจักษ์ ก้องกีรติ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัย ดิเรก ชัยนาม คณะรัฐศาสตร์ มธ. กล่าวว่า โรงเรียนอนาคต มีความเชื่อ 3 ประการ คือ 1.เชื่อว่าสังคมมีความหวัง และความหวังอยู่ที่คนรุ่นใหม่ จึงตั้งใจทำโครงการกับคนรุ่นใหม่ 2.เชื่อในเรื่องความหลากหลาย เพราะความหลากหลายคือพลัง ในโครงการนี้เด็กจะได้เรียนรู้วิชาที่หลากหลายเพื่อก้าวออกจากศาสตร์ของตนเอง หรือความสนใจของตนเอง ซึ่งในโรงเรียนอนาคต มีนักศึกษา และนักเรียนมัธยมเข้าร่วม 30 คน จากทั่วประเทศ และจากสาขาวิชาที่หลากหลาย ทั้ง รัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ ปรัชญา วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศิลปะการแสดง ซึ่งการเรียนรู้ในยุคนี้ความสามารถความรู้เฉพาะด้านไม่เพียงพอ และ 3.เชื่อในเรื่องของการสร้างเครือข่าย ต้องการให้เด็กแต่ละสาขามาสร้างเครือข่ายร่วมกัน และทำงานร่วมกัน สร้างการเปลี่ยนแปลง ขยายองค์ความรู้ ไปสู่โรงเรียนในวงกว้าง
รูปแบบเรียนรู้หลากหลาย-ตลาดวิชา

ปกป้อง จันวิทย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดิ วันโอวัน เปอร์เซนต์ จำกัด กล่าวว่า โรงเรียนอนาคตเป็นประสบการณ์เรียนรู้แบบใหม่ ที่มีความหลากหลาย ซึ่งเสน่ห์ของโรงเรียนอนาคต เป็นตลาดวิชา เป็นการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงรุ่นใหม่ มุ่งเน้นฝึกฝนทั้งความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะของนักเรียน ให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงโลก เพื่อร่วมสร้างอนาคตสังคมไทยให้ดีขึ้น ผ่านรูปแบบการเรียนรู้ทั้งวงแลกเปลี่ยนถกเถียง อาทิ ระเบียบโลกใหม่ ความยั่งยืนและระบบนิเวศ เป็นต้น วงปฏิบัติการ อาทิ การคิดวิพากษ์ การเขียนอย่างสร้างสรรค์ ทักษะการสื่อสาร เป็นต้น วงเสวนา อาทิ การเมืองไทยในอนาคต เศรษฐกิจไทยในอนาคต เป็นต้น วงสนทนา หรือ Dinnet talk  และวงเดินทาง อาทิ เทคโนโลยี นวัตกรรม และผู้ประกอบการยุคใหม่ เป็นต้น

โรงเรียนอนาคตความรู้ไม่สำคัญเท่าความคิด

โดยรูปแบบการใช้ชีวิตและเรียนรู้ร่วมกัน 2 สัปดาห์เต็ม มีวิทยากรระดับประเทศในวงการต่างๆ เกือบ 50 คน  มาร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ตั้งแต่ 9 โมงถึง 3 ทุ่มทุกวัน มีกระบวนการระดับประเทศช่วยดูแลกระบวนการเรียนรู้ตลอดโครงการ มีการนำเสนอผลงานกลุ่มในวันสุดท้าย และผลงานเดี่ยวระบบการศึกษาที่ต้องส่งภายใน 3 เดือนหลังกิจกรรม  โดยจะจัดแสดงผลงานทั้งหมดต่อสาธารณะต่อไป นอกจากนั้นการเรียนรู้จะเป็นการฝึกทักษะเชื่อมโยงความรู้ ต้องสร้างคาแรกเตอร์นักเรียนนักศึกษาให้พร้อมการเรียนรู้การเปลี่ยนแปลง การกล้าคิด กล้าตั้งคำถาม การเป็นผู้นำ สร้างระบบการเรียนรู้อย่างไร ให้นักเรียนมีองค์วามรู้ที่ดี ทักษะที่ดี และมีความคิดที่ดี

อยากรู้ “โรงเรียนอนาคต” เป็นอย่างไรดูได้ที่  www.tu.ac.th/news